หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 16)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Please put these books back _______________________________________ they belong.

(โปรดนำหนังสือเหล่านี้กลับไปเก็บ ________________________________ ที่มันเคยวางอยู่)

(a) to

(b) where    (ณ สถานที่)

(c) whom

(d) who

ตอบ   -   ข้อ (b)

 

2. I’ve lost my handkerchief.  Please give me one of _________________________________.

(ผมได้ทำผ้าเช็ดหน้าของผมหาย   โปรดให้ผ้าเช็ดหน้า ____________________ แก่ผม  ๑  ผืน)

(a) your

(b) yours    (ของคุณ)

(c) it

(d) its

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากแทน  “Your handkerchief”   จึงต้องใช้รูป  “Possessive pronoun” (mine, yours, his, hers, its, theirs, ours)

 

3. They will be glad ____________________________________________ into a new house.

(พวกเขาจะยินดี-ดีใจ _____________________________________ เข้าอยู่ในบ้านหลังใหม่)

(a) to move    (ที่จะย้าย)

(b) in moving

(c) for moving

(d) moving

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ดูคำอธิบายจากตัวอย่างข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ ๑

  • We were pleased ______________________________ that the work had been started.  

(เรายินดี-พอใจ ______________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยายเช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third world war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ ๓ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

4. A: “How much ________________________________________________ in that can?”

(________________________________________________ มากเท่าใด ในกระป๋องนั้น)

   B: “About five pounds.”

(ประมาณ  ๕  ปอนด์)

(a) there is sugar

(b) sugar there is

(c) is there sugar

(d) sugar is there    (มีน้ำตาล)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “How much + นามนับไม่ได้  และ  “How many + นามนับได้  พหูพจน์”  แล้วตามด้วยกริยาพิเศษ  + ประธาน + กริยาแท้   เช่น

  • How much money do you have?

(คุณมีเงินมากเท่าใด)

  • How much information does he need?

(เขาต้องการข้อมูลข่าวสารมากเพียงใด)

  • How much furniture did she buy?

(เธอซื้อเฟอร์นิเจอร์มากเท่าใด)

  • How many cars did the company sell last year?

(บริษัทขายรถไปจำนวนเท่าใดเมื่อปีที่แล้ว)

  • How many people are there in your country?

(มีประชากรมากเท่าใดในประเทศของคุณ)

  • How many books do the students read each month (= in a month)?

(นักเรียนอ่านหนังสือมากเท่าใดในแต่ละเดือน)

 

5. A: “Why isn’t John studying?”

(ทำไมจอห์นไม่ได้กำลังอ่านหนังสืออยู่ล่ะ)

    B: “He _______________________________________________________________.”

(เขา ____________________________________________________________)

(a) too tired to study

(b) is too tired for studying

(c) is too tired to study    (เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านหนังสือ – หรือเรียนหนังสือ)

(d) is tired too much to study

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Too + Adjective + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • This passage is too difficult ______________________________________________.

(ตอนหนึ่งของข้อเขียนนี้ยากเกินไป _________________________________________)

(a) to explain for me

(b) for me to explain it

(c) to explain it for me

(d) for me to explain    (สำหรับผมที่จะอธิบาย)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ไม่ต้องมี  “It”  ข้างหลัง  “Explain”  เนื่องจากถือว่ามี  “Passage”  อยู่แล้ว

                                        ตัวอย่างที่ ๒

  • I am too busy __________________________________________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ _____________________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)   

(d) that I can’t go

ตอบ  –  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “To + Verb 1” ตามหลัง  “Adjective”  หรือ  “Adverb”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  (คือ คำ คุณศัพท์ หรือ คำกริยาวิเศษณ์)  สำหรับในประโยคข้างบน   ใช้  “To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์  “Busy”  {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆ ประเภทนี้   ได้แก่

  • Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

  • She is too arrogant to talk to us.

(เธอหยิ่งยโสเกินไปที่จะพูดคุยกับเรา)

  • His house is too far to walk.

(บ้านของเขาไกลเกินไปที่จะเดิน)

  • She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

  • The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

  • It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

  • He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

 

6. The trees here are the largest and the flowers the most gigantic that I _________________.

(ต้นไม้ที่นี่ใหญ่ที่สุด  และดอกไม้ใหญ่ที่สุด ที่ผม _______________________________)

(a) had ever seen    (เคยเห็น)

(b) ever saw

(c) have ever seen    (เคยเห็นมา)

(d) had never seen    (ไม่เคยเห็น)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever,”  “Never”  (แต่ในกรณีที่ประโยคใหญ่  เป็น  “The trees here were the …….......…..”   ในประโยคย่อย  ต้องเป็น “…,,,,… ......that I had ever seen” )  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

(แต่ใช้  “He was one of the best students I had ever talked to.)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

7. Take exercises ___________________________________________________________.

(จงออกกำลังกาย  ____________________________________________________)

(a) whenever you will have time    (เมื่อใดก็ตามที่คุณมีเวลา)

(b) or otherwise you will be missing it    (มิฉะนั้น คุณจะพลาดมันไป หรือคิดถึงมัน)

(c) while you shall have to work    (ในขณะที่คุณจำเป็นต้องทำงาน)

(d) if you want to keep well    (ถ้าคุณต้องการมีสุขภาพดี)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด   สำหรับ ข้อ  (a)   กริยาในอนุประโยคที่นำด้วย  “Whenever”  (เมื่อใดก็ตาม)  จะอยู่ในรูป  “Simple tense” (Present simple or Past simple)  ขึ้นอยู่กับ  “Tense”  ในประโยคใหญ่  เช่น  “He liked to invite me whenever he had a party.”  (เขาชอบเชิญผม  เมื่อใดก็ตามที่เขามีงานเลี้ยง)  หรือ  “She comes to visit me whenever she has time.”  (เธอมาเยี่ยมผม  เมื่อใดก็ตามที่เธอมีเวลา)   ทั้งนี้  ในข้อ  (a)  ความหมายเป็นปัจจุบัน  เนื่องจากเป็นคำแนะนำทั่วๆ ไป  จึงต้องใช้รูป  “Present simple tense”  ว่า  “Whenever you have time”  ส่วนในข้อ  (b)  เป็นการใช้คำซ้ำ  คือ  “Or  และ  Otherwise”  ซึ่งทั้ง  ๒  คำ หมายถึง  “มิฉะนั้น”  จึงเลือกข้อนี้ไม่ได้   ส่วนในข้อ  (c)  ผิดทั้งความหมายและไวยากรณ์  กล่าวคือ  “Shall”  เมื่อใช้กับ  “You, They, He, She, It” (นอกจาก  “I, We”หมายถึง  “จะต้อง, จำเป็นต้อง”  ถือเป็น  “คำสั่ง หรือ ข้อบัง คับ”  ให้ต้องทำเช่นนั้นเช่นนี้  เช่นในประโยค  “All company’s staff shall come to work on time.”  (พนักงานของบริษัททุกคน  จะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)  ซึ่งไปซ้ำกับ  “have to work”  จึงเลือกข้อนี้ไม่ได้

 

8. The explosion was terrific ________________________________ the house shook violently.

(การระเบิดน่ากลัว-สยองขวัญ ____________________________ บ้านสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง)

(a) and    (และ)

(b) but    (แต่)

(c) nonetheless    (อย่างไรก็ตาม)

(d) where    (ที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นการบอกข้อมูลเพิ่มเติม  จึงเชื่อมด้วย  “And

 

9. ______________________________________ unemployment, many are leaving the town.

(_______________________ การว่างงาน  ผู้คนจำนวนมากกำลังทิ้ง (อพยพออกจาก) เมืองไป)

(a) Due   (Due to  =  เนื่องมาจาก  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) Because    (เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค“Subject + Verb”)

(c) By

(d) Owing to    (เนื่องมาจาก)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูตัวอย่างการใช้  “Owing to, Due to, Because of, On account of”  (เนื่องมาจาก)  ในประโยคข้างล่าง

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

 

10. Mary wanted neither the assignment in Tokyo nor _______________________________.

(แมรี่ไม่ต้องการทั้งงานในโตเกียว  และ ______________________________________)

(a) to be sent to Chicago    (ถูกส่งไปชิคาโก)

(b) did he want to go to the Chicago    {(ไม่) ต้องการไปชิคาโก}

(c) the job in Chicago    (งานในชิคาโก)

(d) at Chicago    (ชื่อเมือง ต้องใช้กับ  “In”)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องเลือกใช้ข้อความให้สมดุลกัน  ในที่นี้  “The assignment (in Tokyo)”   เป็นกรรม (ตัวแรก  และอยู่ในรูปคำนาม)  ของกริยา “Wanted”  โดยอยู่หลัง  “Neither”  จึงต้องใช้  “The job (in Chicago)”  ซึ่งอยู่หลัง  “Nor”  และเป็นกรรมตัวที่  ๒  และอยู่ในรูปคำนามเช่นเดียวกัน  ซึ่งกล่าวได้ว่า  เป็นการใช้กรรม  ๒  ตัวให้มีลักษณะเดียวกัน  หรือสมดุลกันนั่นเอง

 

11. It was so long before he came that I was ______________________ whether he had got lost.

(มันเป็นเวลานานมากก่อนที่เขาจะมา  จนกระทั่งผม _________________ ว่าเขาหลงทางหรือไม่)

(a) wonderful    (มหัศจรรย์, ยอดเยี่ยม, ดีเยี่ยม, น่าพิศวง)

(b) wondered    (ดูข้อ  C)

(c) wonder    (วั้น-เดอะ)  (รู้สึกประหลาดใจ, รู้สึกงงงวย, รู้สึกกังขา, รู้สึกสงสัย)

(d) wondering    (วั้น-เดอะ-ริ่ง)  (ประหลาดใจ, พิศวง, งงงวย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นคำคุณศัพท์  ใช้กับ  “Verb to be” (Was)  และได้ความหมาย  ส่วนที่ไม่เลือกข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Wonder” ไม่ใช้ในรูป “Passive voice

 

12. I sold my car __________________________________________________ a good price.

(ผมขายรถยนต์ของผม ___________________________________________ ราคาที่ดี)

(a) at    (ใน)

(b) in

(c) with

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “At a good price”  =  “ในราคาที่ดี หรือสูง” 

                               สำหรับวลีที่ใช้กับ   “At”  ได้แก่   “at a high speed”  (ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),   “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ) “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ) “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้} เป็นต้น

 

13. It was in this village _____________________________________________ I was born.

(มันเป็นในหมู่บ้านแห่งนี้ ________________________________________ ผมได้เกิดมา) 

(a) where

(b) in which

(c) that    (ซึ่ง, ที่)

(d) which

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It is (was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “in, on, at, etc.” )  + That + Subject + Verb”  (It was in this village that I was born.)  (= It was this village where I was born.)  อย่าใช้  “It was in this village where I was born.”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • _______________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ  “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบทที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคมที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิดที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

  • It was under the sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเลที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

14. She is too excited to say ___________________________________________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ________________________________________________)

(a) nothing    (ไม่มีสิ่งใด, ไม่มีอะไร)

(b) something    (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) everything    (ทุกๆสิ่ง)

(d) anything    (สิ่งใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ จากประโยคข้างล่าง

                                       Something”  มักใช้ในประโยคบอกเล่า  เช่น

  • I have something interesting to tell you.

(ผมมีบางสิ่งน่าสนใจจะบอกคุณ)

  • We have something rather strange to show you.

(ผมมีบางสิ่งค่อนข้างแปลกจะแสดงให้คุณดู)

  • He started talking about something else.

(เขาเริ่มต้นคุยเกี่ยวกับบางเรื่องอีก  -  หรือเรื่องอื่นๆอีก)

  • I’ve got something to do tonight.

(ผมมีบางสิ่งจะทำคืนนี้)

  • I knew I had forgotten something.

(ผมรู้ว่าผมได้ลืมอะไรบางอย่าง)

                                        สำหรับ  “Anything”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธ,  คำถาม  หรือประโยคบอกเล่า  แบบเป็นเงื่อนไข  ในความหมาย  “สิ่งใดๆ, สิ่งใดก็ตาม”   เช่น

  • She didn’t say anything.

(เธอไม่ได้พูดอะไร)

  • He never seemed to do anything at all.

(เขาดูเหมือนว่าไม่เคยทำ (งาน) อะไรเลย)

  • If anything should happen, I can take care of myself. 

(ถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้น  ผมสามารถดูแลตัวเองได้)

  • I’ve told her to come to you if she wants anything.

(ผมบอกให้เธอมาหาคุณ  ถ้าเธอต้องการสิ่งใดๆ)

  • They denied doing anything illegal or improper.

(พวกเขาปฏิเสธว่า  ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม)

  • That doesn’t prove anything.

(นั่นมิได้พิสูจน์สิ่งใดๆเลย)

  • He likes anything alcoholic.

(เขาชอบเครื่องดื่มใดๆก็ตาม  ที่ผสมแอลกอฮอล์)

  • To me, it’s more important than anything else.

(สำหรับผมแล้ว  มันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด)

  • It didn’t taste anything like soup.

(มันมิได้มีรสชาติใดๆที่เหมือนซุปเลย)

  • There is nothing unusual.

(ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ)

  • Nothing can stop him from coming here.

(มิมีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งเขาไม่ให้มาที่นี่)

 

15. May I borrow your dictionary _________________________________________, please?

(ผมจะขอยืมพจนานุกรมของคุณ ___________________________________ ได้ไหมครับ)

(a) for the minute

(b) for a minute   (สักประเดี๋ยวหนึ่ง)

(c) to the minute

(d) to a minute

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้  “For a minute”  เสมอ 

                               สำหรับวลีที่ต้องใช้   “A, An”  ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ),  “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..In a position to…..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม),  “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

                            นอกจากนั้น  ยังใช้ “A, An”  ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส), “At a discount”  (ลดราคา),  เป็นต้น

 

16. Hares do not dig burrows ________________________________________________.

(กระต่ายป่าไม่ขุดโพรง (รูบนพื้นดิน) ________________________________________)

(a) as European rabbits

(b) that do European rabbits

(c) as do European rabbits    (เหมือนดังที่กระต่ายยุโรปขุด)

(d) that European rabbits do it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  หรืออาจตอบ  “as European rabbits do”  ก็ได้  โดยกริยา  “Do”  แทน  “Dig

 

17. The lungs fill the chest cavity completely, no matter ______________________________.

(ปอดเติมเต็มโพรงในอกอย่างสมบูรณ์ (เต็มโพรงอกพอดี) ไม่ว่า ___________________ ก็ตาม)

(a) how is it large

(b) how large is it

(c) how large it is    (มัน (โพรงอก) จะใหญ่อย่างไร)

(d) how it is large

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องเรียงในแบบบอกเล่า  คือ  “How + Adjective + It + Is

 

18. The values of a people, their customs, and their perceptions of the world ______________ their language.

(ค่านิยมของคนเชื้อชาติหนึ่ง  ขนบธรรมเนียมประเพณีของพวกเขา  และการมอง (ความเข้าใจ) โลกของพวกเขา ___________ ภาษาของพวกเขา)

(a) are influenced

(b) be influenced

(c) influencing

(d) influence    (มีอิทธิพลต่อ, มีอำนาจโน้มน้าว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค ๓ ตัว  คือ  “ค่านิยมฯ,”  “ขนบธรรมเนียมฯ,”  และ  “การมองโลกฯ”  เป็นผู้กระทำกริยา  “มีอิทธิพลต่อ”  คือ  อยู่ในรูป  “Active voice”  จึงไม่เลือก ข้อ  “D” (Passive voice)

 

19. When we reached the station, the train was about _______________________________.

(เมื่อเราไปถึงสถานี  รถไฟกำลังจะ (จวนจะ) ___________________________________)

(a) started

(b) starting

(c) to start   (เริ่มต้นออกเดินทาง)

(d) to starting

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติม  “To be about + To + Verb 1”  (กำลังจะ, จวนจะ)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I am about ___________________________________________________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) _______________________________________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death   (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead   (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                                         ตัวอย่างที่  

  • The man _________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น _______________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ  หรือ พร้อมที่จะ”   เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

       

20. Among the advantages which Mr. Barlow has given his children are a good college education and _______________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยา ลัย  และ _____________)

(a) extensive travel abroad    (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel”  ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”   ที่อยู่ข้างหน้า   “And”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำในประโยคให้สมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and ___________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไป  โดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน  เสียงเคาะเบาๆ ที่ประตู  และ ____________)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “กรรม” (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”) ของ  “By”   ให้สมดุลกัน  (Balance  หรือ  Parallel)  ทั้ง  ๓  ตัว  คือ  “the clash (of the garden gate)”  “a tap (at the door)”  และ   “its opening”   โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี

                                        ตัวอย่างที่  

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ  Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

 

21. Along with its mountains, Louisiana’s cities are famous ____________________________.

(เช่นเดียวกันกับภูเขาของมัน (รัฐฯ),  เมืองต่างๆ ของรัฐหลุยเซียน่า  มีชื่อเสียง _______________)

(a) for its beauty

(b) on their beauty

(c) for their beauty    (ในเรื่องความสวยงามของมัน)

(d) in its beauty

(e) as their beauty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Famous for”  =   “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน ...............”  ส่วน  “ความสวยงามของมัน”   หมายถึงของเมืองต่างๆ (หลายๆ เมือง)  จึงต้องใช้   “Their”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Famous for”  และ  “Famous as”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่  

  • Beethoven was famous especially ____________ his piano playing, but he was also a composer.

(บีโธเฟ่นมีชื่อเสียงเป็นพิเศษ ___________ การเล่นเปียโนของเขา  แต่เขาก็เป็นนักประพันธ์เพลงหรือดนตรีด้วย)

(a) in

(b) as

(c) for    (ในเรื่อง, ในด้าน, สำหรับ)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Famous for”  =   “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน”  ส่วน   “Famous as”  =   “มีชื่อเสียงในฐานะ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Chiang Mai is famous for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่มีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้คน)

  • President Abraham Lincoln was famous for his integrity.

(ประธานาธิบดีอับราฮัม  ลิงคอล์น  มีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรม)

  • John is famous as a competent doctor.

(จอห์นมีชื่อเสียงในฐานะแพทย์ผู้มีความสามารถ)

  • Thailand is famous as a country of smiling people.

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่มีผู้คนยิ้มแย้ม)

  • Thailand is famous for its smiling people.     

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องผู้คนยิ้มแย้ม)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป