หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 156)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. Are you going ______________________________________________ again this summer?

(คุณจะไป _______________________________________ อีกครั้งในฤดูร้อนนี้  ใช่หรือไม่)

(a) to camp

(b) to be camped

(c) being camped

(d) camping    (พักแรม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went _______________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ___________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ

                                         ตัวอย่างที่  

  • Her job is __________________________________________________________.

(งานของเธอคือ ______________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (Is)  ของประโยค  ต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go shopping”  หรือ  “Going shopping”  ได้ทั้งคู่

                   อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอ  เช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้  “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้  “going shopping every morning

 

2. I had ________________________________________________ idea it was so expensive.

(ผม _________________________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Have no idea”  =   “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

3. Seeing the teacher, __________________________________________________ at once.

(เห็นครู ______________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ  “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”,  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”  (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Try __________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี    ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget __________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post   (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ  ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้  ต้องใช้  “Posting

                                        ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _______________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget ________________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ...................”  คือ  ไม่ได้ทำ  เพราะลืม,  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =  “ลืมการ......................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                         ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops ________________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing”  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                        ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _________________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I remember that restaurant; we stopped there ________________ on our way to Hua-Hin. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น_____________________ ในระหว่างทางไปหัวหิน)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                         ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember ____________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _______________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ  -  ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงาน  จนกระทั่งดึกดื่น)

 

4. There was a great shortage _______________________ food during the Second World War.

(มีการขาดแคลนอย่างรุนแรง __________________ อาหาร  ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  )

(a) with

(b) in

(c) of    (ด้าน, เรื่อง, ของ)

(d) for

ตอบ   –   ข้อ   (c)   

                        สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดู แล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะ แนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.....................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ,  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ) – The government is capable of governing the country. (รัฐบาลมีความสามารถในการบริหารประเทศ),  “ashamed”  (ละอายใจ) – You should be ashamed of yourself.  (คุณควรละอายใจตัวเอง), “suspicious”  (สงสัย, ระแว) – The policeman became suspicious of the youth and asked him why he was standing there.  (ตำรวจเริ่มสงสัยในเด็กหนุ่มคนนั้น  และถามเขาว่าทำไมเขาจึงยืนอยู่ที่นั่น),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้) – The masses were largely ignorant of the options open to them.  (มวลชนส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงทางเลือกต่างๆ ที่เปิดกว้างให้พวกเขา),  “by reason of” (= because of = due to = as a result of = as a consequence of ) (เนื่องมาจาก, เพราะว่า, เป็นผลมาจาก) – The plane was delayed by reason of heavy snowstorm. (เครื่องบินล่าช้าเนื่องมาจากพายุหิมะที่ตกหนัก) – Many people don’t have access to education as a consequence of their poverty.  (คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงการศึกษา  โดยเป็นผลมาจากความยากจน),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ก้าวหน้า, อยู่ข้างหน้า, ล่วงหน้า) – They walked ahead of me.  (พวกเขาเดินอยู่ข้างหน้าผม), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง) – Don’t be jealous of your friend’s success. (จงอย่าอิจฉาในความสำเร็จของเพื่อน), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กาง เกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้อง การจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

5. Jack will buy ______________________________________________ his girlfriend wants.

(แจ๊คจะซื้อ _________________________________________ (ที่) แฟนของเขาต้องการ)

(a) when    (เมื่อ)

(b) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(c) whatever    (อะไรก็ตาม)

(d) as soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Whatever his girlfriend wants”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Buy

 

6. The man who was arrested by the police had nothing _____________________________.

(ชายที่ถูกจับกุมโดยตำรวจ  ไม่มีอะไรที่จะ ____________________________________)

(a) for saying

(b) to say    (พูด)

(c) to be said

(d) said

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Has (Have) + Nothing (Something) + To + Verb 1”  {ประธานฯ  + ไม่มีอะไร (มีบางสิ่ง)  + ที่จะ...................ทำ (พูด, บอก, เล่า, เสนอ  ฯลฯ)}  เช่น

  • The manager had something to say to his staff.

(ผู้จัดการมีอะไรที่จะบอกลูกน้องของเขา)

  • I have so many things to do this weekend.

(ผมมีอะไรต้องทำเยอะแยะปลายสัปดาห์นี้)

  • She has a lot to tell you.

(เธอมีอะไรมากมายที่จะเล่าให้คุณฟัง)

  • We have nothing to give you except this ring.

(เราไม่มีอะไรจะให้คุณ  นอกจากแหวนวงนี้)

  • They even had no money to buy food.

(พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งเงินจะซื้ออาหาร)

  • He has no time to waste if he wants to succeed.

(เขาไม่มีเวลาจะใช้อย่างเปล่าประโยชน์  ถ้าเขาต้องการประสบความสำเร็จ)

 

7. _________________________ is my favourite sport.  I often fish for hours whenever I’m free.

(__________ คือกีฬาที่โปรดปรานของผม,  ผมไปตกปลาบ่อยๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง  เมื่อใดก็ตามที่ผมว่าง)

(a) The fish    (ปลา)

(b) The fishing

(c) Fishing    (การตกปลา)

(d) Fishery    (การทำประมง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Fishing”  (การตกปลา)  ไม่ต้องมี  “A, An, The”  นำหน้า

 

8. Not ______________________________________________ furniture is sold in that shop.

(เฟอร์นิเจอร์ไม่ ______________________________________ ถูกขายออกไปในร้านนั้น)

(a) many    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) much    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) a lot

(d) every kind    (ทุกชนิด)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Furniture”  เป็นนามนับไม่ได้  ต้องใช้กับ  “Much”  หรืออาจใช้กับ  “A lot of  =  Lots of”, A great deal of, A good deal of, A large amount of  (มากมาย)  หรือ  “Every kind of” (ทุกชนิด)  ก็ได้

                       สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่   Information  (ข้อ มูล, ข่าวสาร), Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะ นำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น

 

9. Paul received no answer _____________________________________________ his letter.

(พอลไม่ได้รับคำตอบ _______________________________________ จดหมายของเขา)

(a) for

(b) of

(c) to    (แก่, ต่อ, สำหรับ)

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (c)   

                        สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่  kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)  เป็นต้น

                        สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่  “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  เป็นต้น

 

10. We had a lot of _________________________________________ at the party last night.

(เราได้รับ __________________________________ มากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) funs

(b) funny    (น่าขบขัน, น่าหัวเราะ, สนุก, ตลก)

(c) funnies

(d) fun    (ความสนุกสนาน, ความขบขัน, เรื่องน่าขัน, การหยอกล้อ, การเย้าแหย่)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นคำนามนับไม่ได้

 

11. He applied for the job and was hired __________________________________________.

(เขาสมัครงาน  และได้รับการว่าจ้าง _________________________________________)

(a) at the spot

(b) on the spot    (ตรงจุดนั้นเลย)  (ตรงที่ๆ สมัครงาน  และในทันที)

(c) within a spot

(d) in a spot

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                         สำหรับวลีที่ใช้  “On”  ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ)He went to Canada on business.  (เขาไปแคนาดาด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป) – They kept on reading.  (พวกเขาอ่านหนังสือต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย) – I can rely on my close friend. (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิท), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่) – Most children have to depend on (upon) their parents.  (เด็กๆ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่ของตน), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง) – She insisted on going out with her boyfriend.  (เธอยืนกรานจะออกไปข้างนอกกับแฟนของเธอ), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

12. There is always an exception _________________________________________ the rule.

(มีข้อยกเว้นเสมอ _____________________________________________ กฎ-ระเบียบ)

(a) for

(b) to    (กับ, ให้กับ)

(c) of

(d) about

ตอบ   -   ข้อ  (b)

 

13. Walking down the street the other day, _______________________________________.

(เดินไปตามถนนเมื่อวันก่อน ______________________________________________)

(a) I saw unusual something happen

(b) a terrible accident occurred    (อุบัติเหตุน่ากลัวเกิดขึ้น)

(c) something unusual was seen by me    (บางสิ่งที่ผิดปกติถูกเห็นโดยผม)

(d) I witnessed a terrible accident    (ผมเห็นอุบัติเหตุน่ากลัว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคขึ้นต้นด้วย  “Walking”  (Present participle)  แสดงว่าประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (ในที่นี้  คือ “I” )  จะต้องเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”  ดังนั้น  จึงตัดข้อ  B, C  ทิ้งไป,  สำหรับ ข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “I saw something unusual happen.”  (ผมเห็นบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น)  เนื่องจาก  “Something”  เป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  ไม่สามารถใช้คำคุณศัพท์  (Unusual)  ขยายข้างหน้าได้  ต้องเอามาขยายข้างหลังแทน  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Seeing the teacher, _____________________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ  “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”  (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม” 

            กล่าวโดยสรุป  คือ  ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วยวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                            สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆ ไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆ ที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

14. The shopkeeper was angry with us ____________________________ not buying anything.

(เจ้าของร้านโกรธพวกเรา _____________________________________ ไม่ซื้ออะไรเลย)

(a) since

(b) for    (ที่, สำหรับการ)

(c) because

(d) as we did

ตอบ   -   ข้อ  (b)  หรือตอบ ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้ท้ายประโยคเป็น  “……….......as we did not buy anything”  (เพราะว่าเราไม่ซื้ออะไรเลย)  (“As”  ในที่นี้  ความหมายเหมือน  “Because,  Since”  =  “เพราะว่า”)

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                         ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                           สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

15. ____________________________________________________ is better than no bread.

(__________________________________________________ ดีกว่าไม่มีขนมปังเลย)

(a) A half loaf

(b) Half a loaf    (ขนมปังครึ่งปอนด์)

(c) One half loaf

(d) Half a bread    (ขนมปังครึ่งหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นสุภาษิต  เหมือนกับสุภาษิต  “สิบเบี้ยใกล้มือ”  (A bird in the hand is better than two in the bush.  =  นก    ตัวในมือ  ดีกว่านก    ตัวในพุ่มไม้ซึ่งหมายความว่า  “การมีอะไรอยู่บ้าง  แม้จะเพียงเล็กน้อย  ก็ยังดีเสียกว่าไม่มีอะไรเลย  ดังนั้น  จงพยายามรักษาสิ่งที่มีค่าน้อยอันนั้นไว้  เพราะถ้าต้องสูญเสียมันไป  แล้วเราถึงจะรู้ค่าของมัน  และอาจต้องมาเสียใจในภายหลัง”  ทั้งนี้  “Half”  มีที่ใช้  คือ

  • Half an hour   (ครึ่งชั่วโมง)
  • Half a day   (ครึ่งวัน)
  • Half a book   (หนังสือครึ่งเล่ม)
  • Half a kilo   (ครึ่งกิโล)
  • Half a trip   (ครึ่งหนึ่งของการเดินทาง)

 

16. She will arrive late ________________________________________________, I think.

(เธอจะมาสาย _________________________________________________ ผมคิดนะ)

(a) usually

(b) like usual

(c) as usual    (ตามเคย, เป็นปกติ)

(d) alike usual

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “As usual”  เป็นสำนวน  หมายถึง  “ตามเคย, เป็นปกติ” 

 

17. Our neighbor’s house is on fire!  Go and help them ______________________________!

(บ้านของเพื่อนบ้านของเรากำลังไฟไหม้  ไปช่วยพวกเขา __________________________)

(a) especially   (โดยเฉพาะ, เป็นพิเศษ)

(b) suddenly   (ในทันใดนั้น, อย่างคาดไม่ถึง, อย่างไม่ได้เตรียมมาก่อน)

(c) immediately   (อย่างทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน, อย่างไม่ต้องรีรอ)

(d) solemnly   (อย่างเอาจริงเอาจัง, อย่างเคร่งขรึม, อย่างขึงขัง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

18. Last night’s homework was hard, but this is ______________________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่ยาก  _______________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree) จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ___________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า,  แย่กว่า ___________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “ร้อนกว่ามาก”,  “สวยกว่ามาก”,   ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  ขยาย  (ห้ามใช้  “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • She looks much ____________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ___________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่าง  คือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”,  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น  (สำหรับความ หมาย  “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                         ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks __________________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ __________________ ในเดือนธันวาคม  กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree) ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”, “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้    คำ  คือ  “Much”  และ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”,   สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”  ก็ได้

                        ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “much older” (แก่กว่ามาก),  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก),  “far colder” (หนาวกว่ามาก),  “much more important” (สำคัญกว่ามาก),  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก),  “far smaller” (เล็กกว่ามาก),  “far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)เป็นต้น

                           ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”,  “หนาวกว่านิดหน่อย”,  “หนักกว่าเล็กน้อย”,  “เบากว่าเล็กน้อย”,  “แพงกว่านิดหน่อย”,   “ยากกว่านิดหน่อย”,  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try ________________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น __________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่า  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

19. My boss asked me to answer the phone, to take all messages, and _____________ some letters.

(เจ้านาย (หรือหัวหน้า) ของผม  ขอร้องให้ผมรับโทรศัพท์, รับ (จด) ข้อความทั้งหมดไว้,   และ ______

_____ จดหมาย)

(a) typing

(b) type

(c) to type   (พิมพ์)

(d) typewrite   (พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกัน  จากโครงสร้าง  “Ask someone to do something”  (ขอร้องให้ใครทำอะไร)  (Asked me to answer………,.…., to take……..….…, and to type………..……)  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and ___________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไปโดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน,  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู,  และ __

________)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เป็นการใช้  “กรรม”  (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”) ของ  “By”  ให้สมดุลกันทั้ง    ตัว  คือ  “The clash (of the garden gate)”,  “A tap (at the door)”  และ  “Its opening”  โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Manufacturing industries are usually located in regions that have abundant natural resources, good transportation systems, __________, and large populations.

(อุตสาหกรรมการผลิต  ตามปกติแล้วตั้งอยู่ในบริเวณซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์, ระบบการขนส่งที่ดี, __________ , และประชากรมาก)

(a) the climates are mild

(b) mild climates    (ภูมิอากาศไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป)

(c) mild and climates

(d) the climates, when mild

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  เป็นวลี  (คำนาม)  เนื่องจากเป็นกรรมตัวที่    ของกริยา  “Have”  (มี)   คือ  “....................ในบริเวณซึ่งมี  ๑.  ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์,  ๒. ระบบการขนส่งที่ดี,  ๓.  ภูมิอากาศไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป,  และ  ๔. ประชากรมาก   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The Cabinet consists of secretaries of departments who report to the president, give him advice, and ___________ decisions.

(คณะรัฐบาล (ของสหรัฐฯ)  ประกอบด้วย  รัฐมนตรีของกระทรวงต่างๆ  ผู้ซึ่งรายงาน (ขึ้นตรง)  ต่อประธา

นาธิบดี,   ให้คำแนะนำกับเขา,  และ ___________  ตัดสินใจ)

(a) helping him making

(b) helping him make

(c) help him making

(d) help him make    (ช่วยเขาทำการ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำให้สมดุล  (Balance)  คือ  “Report” (รายงาน),  “Give” (ให้)  และ “Help” (ช่วย)  อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้ได้อีกแบบหนึ่ง  คือ  “Help him to make”  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He is a man of great intelligence and ______________________________________.

(เขาเป็นบุคคลซึ่งมีความเฉลียวฉลาดและ _____________________________ อย่างมาก)

(a) skillful    (เชี่ยวชาญ, ชำนาญ, มีฝีมือ, ช่ำชอง, มีความสามารถ, คล่องแคล่ว)

(b) who is skillful

(c) with skill

(d) skill    (ทักษะ-ความชำนาญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  หลัง  “Preposition”  (Of)  ตามด้วยคำนามทั้ง    คำ  คือ  “Intelligence”  และ  “Skill

                                        ตัวอย่างที่ 

  • My parents always stressed the importance of honesty, fairness, and __________________.

(พ่อแม่ของผมเน้นย้ำอยู่เสมอถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  และ ___________)

(a) to be punctual

(b) punctually

(c) punctuality    (การตรงต่อเวลา)  (เป็นคำนาม)

(d) punctual    (ตรงต่อเวลา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  หลัง   “Of”  เป็นกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนาม  (ความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  การตรงต่อเวลา)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Tanya Holm is a dancer, choreographer, and __________________________________.

(ทานย่า  โฮล์ม  เป็นนักเต้นรำ, นักออกแบบท่าเต้นรำ, และ ___________________________)

(a) dance teacher    (ครูสอนเต้นรำ)

(b) teach dancing

(c) she teaches dancing

(d) teacher for dance

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ๑. นักเต้นรำ,  ๒. นักออกแบบท่าเต้นรำ,  และ  ๓. ครูสอนเต้นรำ

                                         ตัวอย่างที่ 

  • That restaurant offers ________________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) ____________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษสำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  (กรรมของ  “Offers”)  คือ  (....................เสนอ...................” อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ”  และ  “สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ”)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)  ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบสมดุลเช่นเดียวกัน

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are _____________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ __________________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ” 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and __________________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ _____________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing……….....…..)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ___________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ _____

________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี

                                          ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ______________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม ________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง

                                         ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Freezing preserves meat because ____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ___________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลิน ทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)   ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง

                                          ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _____

_______.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ _____

_______)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ

                                        ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ____________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, ___________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                         ตัวอย่างที่  ๑๕

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and ______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ __________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆ อีก    คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                          ตัวอย่างที่  ๑๖

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ __________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ  Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “sorrow, solitude as well as boredom

                                          ตัวอย่างที่  ๑๗

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ______________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ____________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (……….....that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                         ตัวอย่างที่  ๑๘

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ___________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยา

ลัย  และ ___________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel”  ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                         ตัวอย่างที่  ๑๙

  • James likes reading, hiking, and ___________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ __________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน  คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”  คือ  “Like reading, hiking and listening…….....….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1 ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

20. _______________________ the door, he suddenly realized that he had left his wallet inside.

(________________________ ประตู  เขาตระหนักในทันใดว่า  ได้ทิ้งกระเป๋าสตางค์ไว้ข้างใน)

(a) He was locking

(b) Was he locking

(c) As he was locking    (ในขณะที่เขากำลังใส่กุญแจ)

(d) He was locking as

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “As he was locking the door”  เป็นอนุประโยค  (Subordinate clause)  ส่วนข้อความที่เหลือทั้งหมดเป็นประโยคใหญ่  (Main clause)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป