หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 15)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. We ___________________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ___________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + Would + Have + Been + Verb 3  -  I would have been arrested)  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว  คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • ____________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(____________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เ นื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  ได้พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                            นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ____________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ____________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                         ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ______________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _________________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                         ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ _____________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                         ตัวอย่างที่  

  • Tom ______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม ___________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓   “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                        ตัวอย่างที่  

  • Nancy ___________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                         ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                      สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                         จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว   ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                         นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”  เท่านั้น)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………..............…….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……………............…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ  คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………...............…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ  คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                          สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูปผกผัน “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย

 

2. If you need an extra bed for your guest, you can use one _____________________________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง _____________________)

(a) of us

(b) of our

(c) of ours   (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  Of   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ  ตัวอย่างข้างล่าง

  • He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

  • That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

  • It is an unavoidable duty of ours.       

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

  • It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                                           อนึ่ง  ในประโยคในข้อ  ๕  สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   หมายถึง  “เตียง  ๑  ตัว  จากหลายๆ ตัว”  

                                          อย่างไรก็ตาม  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป  “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + Is (Was) +  Adjective + Of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง .................. เหลือเกิน  ที่ ..................”  เช่นในประโยคข้างล่าง

  • It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

  • It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

3. On Sunday morning, when we were young, people in our community went to _____________.

(ตอนเช้าวันอาทิตย์  เมื่อสมัยเรายังเด็ก  ผู้คนในชุมชนของเราไป ______________________)

(a) a near church

(b) a nearly church

(c) a nearby church   (โบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆ หรือใกล้เคียง)

(d) a church near

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Nearby  =  Near by”  เมื่อเป็นคุณศัพท์  (Adjective)  หมายถึง  “ใกล้เคียง, ถัดไป, ใกล้ชิด”  และเมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  หมายถึง  “ในบริเวณใกล้เคียง”  ดูตัวอย่างประโยค

  • We decided to walk to the cottage, as there was a river nearby.

(เราตัดสินใจเดินไปที่กระท่อม  เพราะว่ามีแม่น้ำอยู่ใกล้ๆ มัน)

  • She got a place at a teachers’ training college nearby.

(เธอได้ที่เรียนที่วิทยาลัยฝึกหัดครูแห่งหนึ่ง  ที่อยู่ใกล้ๆ  -  กับบ้านของเธอ  หรือสถานที่ที่เพิ่งพูดถึง)

  • My relatives live in Bangkok and nearby province.

(ญาติๆ ของผมอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และจังหวัดใกล้เคียง)

  • He took the bag and tossed it into some nearby bushes.

(เขาคว้ากระเป๋า  และเหวี่ยง-โยนมันเข้าไปในพุ่มไม้ใกล้ๆ)

  • We sat near the window to look at the rising sun.

(เรานั่งใกล้หน้าต่างเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น)

  • Their house was near the airport and so it was very noisy.

(บ้านของพวกเขาอยู่ใกล้สนามบิน  และดังนั้น  จึงมีเสียงดังมาก)

  • She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

  • He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

  • It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

  • I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

 

4. It was not ______________________ last week that Bill _____________________ guilty.

(มันไม่ ____________ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ที่บิล __________ ว่ามีความผิด)  (หมายถึง  บิลถูกพบ (ถูกตัดสิน) ว่ามีความผิดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง)

(a) when ______________ had found

(b) until ______________ was found    (จนกระทั่ง  ________  ถูกพบ)

(c) after ______________ was found

(d) before ______________ found

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเราใช้  “Not”  คู่กับ  “Until”  ซึ่งมีความหมายว่า  “ไม่ ........................ จนกระทั่ง”  เช่น

  • It was not until 1904 that the first train came into service.

(รถไฟขบวนแรกออกให้บริการในปี  ๑๙๐๔)  (มันไม่จนกระทั่งในปี  ๑๙๐๔  ที่รถไฟขบวนแรกออกให้บริการ)

  • Not until 1997 did the United States resume its diplomatic relationship with North Vietnam.

(สหรัฐฯดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตต่อไปกับเวียดนามในปี  ๑๙๙๗  -  หลังจากที่ตัดความสัมพันธ์ไปหลายปี)  (ไม่จนกระทั่งปี  ๑๙๙๗  ที่สหรัฐฯดำเนินความ ............................)

  • Ali did not become champion again until 1974.

(อาลีไม่ได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนคืนมาอีก  จนกระทั่งปี  ๑๙๗๔)  (คือ  ได้เป็นแชมเปี้ยนอีกวาระหนึ่งในปี  ๑๙๗๔)

  • She missed the 7 o’clock train and did not get to the office until ten o’clock.

(เธอพลาดรถไฟเที่ยว  ๗  โมง  และกว่าจะไปถึงที่ทำงานก็  ๑๐  โมงเข้าไปแล้ว)  (คือ  ไปไม่ถึงที่ทำงาน  จนกระทั่ง ๑๐ โมง)

 

5. Jane, if you want to go shopping with me, get ________________________________ now.

(เจน  ถ้าเธอต้องการไปซื้อของกับฉัน  จง _________________________________ เดี๋ยวนี้)

(a) dress

(b) dressing

(c) to be dressed

(d) dressed    (แต่งตัว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Get + Verb 3”  เหมือนกับ  “Be + Verb 3”  คือ  แสดงการ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  เช่น

  • Get married    (แต่งงาน)
  • Get killed    (ถูกฆ่า)
  • Get used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)
  • Get punished     (ถูกลงโทษ)  
  • Get promoted    (ได้รับการแต่งตั้ง-เลื่อนชั้น)
  • Get beaten    (ถูกตี)
  • Get fired    (ถูกยิง, ถูกไล่ออก)
  • Get paid    (ได้รับ (การจ่าย) เงิน)

 

6. For nearly 800 years, at least, British people have protested in ___________ about the pollution of air through the burning of soft coal.

(เป็นเวลาเกือบ  ๘๐๐  ปี, อย่างน้อยที่สุด, ชาวอังกฤษได้ประท้วงด้วย _________________ เกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศ   ที่เกิดจากการเผาถ่านที่ใช้ในการทำอาหาร)

(a) one way or other

(b) one way or others

(c) one way or the other

(d) one way or another   (วิธีใดวิธีหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Almost everyone has a headache at ______________________________________.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  (ไม่) ณ  ___________________________________)

(a) one time or other

(b) one time or another   (เวลาใด (ก็) เวลาหนึ่ง)

(c) one time or the other

(d) one time or others

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเราใช้   “Another”  คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “ (ไม่)...................ใดก็.....................หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

                                        สำหรับ  “Another”  (อีกหนึ่ง)   ใช้ในแบบไม่ชี้เฉพาะ + Noun  นับได้  เอกพจน์,  ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                        อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก ..........................

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

 

7. ____________________________________________ happens, we must get there tonight.

(____________________________________________ เกิดขึ้น  เราจะต้องไปที่นั่นคืนนี้)

(a) What

(b) How

(c) However    (อย่างไรก็ตาม)

(d) Whatever    (ไม่ว่าอะไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whatever, However”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่    

  • _________________________________________ you may say, I still think I am right.

(__________________ คุณอาจจะพูด _________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า ..................... (คุณอาจจะพูด) ........................ อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักเพียงใดก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วเพียงไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she tried to cross the street, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะพยายามข้ามถนนอย่างระมัดระวังเพียงไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

8. ___________________________________ summer has come, we can wear lighter clothes.

(_________________________ หน้าร้อนได้มาถึงแล้ว  เราสามารถสวมใส่เสื้อผ้าที่บางมากขึ้น)

(a) In accordance with    (สอดคล้องกับ...................., ตามที่.......................กล่าวไว้))

(b) In case    (ในกรณีที่)

(c) However    (อย่างไรก็ตาม)

(d) Now that    (เพราะว่า)

ตอบ    -    ข้อ   (b)

 

9. Nelson Mandela, former leader of South Africa, wanted to galvanize his countrymen, even ___________ the cost of his own imprisonment – or death.

(เนลสัน  แมนเดล่า, ผู้นำแอฟริกาใต้คนก่อน,  ต้องการจะกระตุ้น (ปลุกเร้า) เพื่อนร่วมชาติของเขา (เรื่องอิสรภาพ)  แม้กระทั่ง ____________ ตัวเขาจะต้องถูกจำคุก  หรือตาย)

(a) in

(b) at    (ด้วย, ว่า)

(c) for

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “At the cost of”  =  “ด้วยราคา  หรือต้นทุน-ค่าใช้จ่ายของ” 

                               สำหรับวลีอื่นๆ  ที่ต้องใช้  “At”   ได้แก่   “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ) -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา) , “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ) “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์) “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา) “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ) “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้} เป็นต้น

 

10. The storm prevented me _______________________________________ here last night.

(พายุขัดขวางผม _____________________________________________ ที่นี่เมื่อคืนนี้)

(a) to come

(b) in coming

(c) so I couldn’t come

(d) from coming    (จากการมา)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Prevent + Someone + From + Verb + ing + Something”   (ประธานขัดขวางใครจากการทำอะไรบางอย่าง  คือ  ประธานขัดขวางใครมิให้ทำอะไร)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • What prevented you __________________________________________________?

(อะไรขัดขวางคุณ _____________________________________________________)

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier     (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้-  คือมาเร็วกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + prevent + someone + from + doing + something”  (Active voice)  (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)หรือ  “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something”  (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน   อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ (What)  เป็นผู้ขัดขวาง  “คุณ”  จากการมาถึงแต่เนิ่นๆ กว่านี้)

                                             สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • I had meant to call on you, but was prevented ______________________________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง __________________________________)

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so    (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something”  (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน    ประธานฯ (ผม)  ถูกขัดขวาง (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

 

11. They went straight home after ________________________________________ the club.

(เขาตรงกลับบ้านหลังจาก ______________________________________________ สโมสร)

(a) leave

(b) left

(c) leaving    (ออกจาก)

(d) to leave

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง  “Preposition” (After)  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  หรือคำนาม

 

12. Peter as well as I _________________________________ a great deal of time swimming.

(ปีเตอร์  เช่นเดียวกับผม ______________________________ เวลามากมายกับการว่ายน้ำ)

(a) spend

(b) spends    (ใช้)

(c) am spending

(d) are spending

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ประธาน  ๒  ตัว  เชื่อมด้วย  “As well as = With = Together with = Along with = Including = Plus  =  รวมทั้ง, เช่นเดียวกับ,  In addition to  =  Besides =  นอกจาก,  But  =  แต่, Except  =  ยกเว้น, No less than  =  รวมด้วย, Excluding  =  ไม่นับ, ไม่รวม, Accompanied by  = ติดตามโดย, พร้อมด้วย, Not  =  ไม่ใช่, No one but  =  ไม่มีใครนอกจาก, Plus  =  บวก, รวมทั้ง, Like  =  เช่นเดียว กับ, In company with  =  พร้อมด้วย   ให้ใช้กริยาในประโยคตามประธานตัวหน้า  ในที่นี้  คือ  “Peter”  เช่น

  • My dog as well as my cats eats twice a day.

(หมาของผมรวมทั้งแมว  กินอาหารวันละ  ๒  มื้อ)

  • The boy with his dog is here.

(เด็กชายรวมทั้งหมาของเขาอยู่ที่นี่แล้ว)

  • John as well as I has been to Hua-Hin several times.

(จอห์นเช่นเดียวกับผม  เคยไปหัวหินหลายครั้ง)

  • Nowadays, young men with a technical education are well paid due to the demand for highly skilled workmen.

(ปัจจุบัน  เด็กหนุ่มที่มีการศึกษาด้านช่าง  ได้ค่าจ้างแพงเนื่องจากความต้องการคนงานที่มีทักษะสูง)

  • The company president along with his secretaries was responsible for the mismanagement of the fund.

(ประธานบริษัทพร้อมทั้งเลขาฯ ของเขา  รับผิดชอบต่อการบริหารเงินกองทุนผิดพลาด)

 

13. It’s so dark in here.  You’d better be careful, ____________________ you should stumble.

(มันมืดมากเลยในที่นี้  คุณควรระมัดระวัง ________________ คุณ (อาจ) เดินสะดุด-ก้าวพลาด)

(a) unless    (ถ้า..............................ไม่)

(b) so that    (เพื่อที่ว่า)

(c) lest    (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

(d) as a result    (ผลที่ตามมาคือ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Lest”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

A: “The doctor told him to stop taking drugs ______________ he should suffer brain damage.”

(หมอบอกเขาให้เลิกกินยาเสพย์ติด _________________ เขา (อาจ) ได้รับอันตรายทางสมอง)

B: “I don’t think he’ll listen.”

(ผมไม่คิดว่าเขาจะฟัง (ที่หมอบอก) หรอก)

(a) unless    (ถ้า............................ไม่)

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(c) in order that    (เพื่อที่ว่า)

(d) lest    (โดยเกรงว่า,  เพื่อไม่ให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Lest”   จากประโยคข้างล่าง

  • We watched all night lest the bandits should return.

(เราเฝ้าดูตลอดทั้งคืน  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) พวกโจรจะกลับมา)

  • I had to grab the iron rail at my side lest I slipped off.

(ผมจำเป็นต้องเกาะราวเหล็กข้างตัวเอาไว้  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) ผมจะลื่นล้ม)

  • He was extra polite to his superiors lest something adverse might be written into his records.

(เขาสุภาพเป็นพิเศษกับผู้บังคับบัญชา  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) บางสิ่งบางอย่างในทางลบ  อาจถูกเขียนลงไปในประวัติของเขา)

 

14. He is never tired, _______________________________________________ I always am.

(เขาไม่เคยเหน็ดเหนื่อยเลย __________________________________ ผมเหน็ดเหนื่อยเสมอ)

(a) provided that    (ถ้า)

(b) unless    (ถ้า................................ไม่)

(c) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(d) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ    (c)

 

15. The students wished they _________________________________________ to the party.

(นักเรียนปรารถนาว่าพวกเขา _____________________________________ ไปงานเลี้ยง)

(a) would be invited

(b) had been invited    (ได้รับเชิญ)

(c) might have been invited

(d) have been invited

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  อนุประโยคที่อยู่หลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  แต่เนื่องจากข้อนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะพวกเขา  “ได้รับเชิญ หรือ ถูกเชิญ”  จึงต้องอยู่ในรูป   “Subject + Had + Been + Verb 3”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • I wish I ___________________________________________ to the cinema last night.

(ผมปรารถนาว่าผม _____________________________________ ดูหนังเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) went

(b) had gone    (ได้ไป)

(c) would go

(d) would have gone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ในอดีต  (ไปดูหนังในคืนที่ผ่านมา)  (แม้ว่าจะปรารถนาในขณะนี้ก็ตาม)  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  เรื่องนี้เป็นการใช้โครงสร้าง  “Past subjunctive

                          ตัวอย่างที่ 

  • He wishes his wife _______________ spend so much time gossiping with the neighbors.

(เขาปรารถนาว่า  ภรรยาของเขา ___________ ใช้เวลาอย่างมากมายซุบซิบนินทากับเพื่อนบ้าน)

(a) won’t

(b) wouldn’t    (จะไม่)

(c) shouldn’t

(d) weren’t

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ในอนาคต  (ภรรยาจะไม่ใช้เวลาซุบซิบนินทาฯ)  ดูคำอธิบายการใช้  “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I wish I ___________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม _____________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ    -   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”  คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple  หรือ  Past perfect tense”  สำหรับข้อนี้ใช้  “Past simple tense”  (Could play)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน

                                         ตัวอย่างที่  

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you ____________________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ ________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Did”  แทน  “Spoke”  ต้องอยู่ในรูป  “Past tense”  เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  (ปรารถนาให้พูดภาษาอังกฤษในปัจจุบัน)  คือเป็นกริยาใน  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Wish

                                         ตัวอย่างที่   

  • When I said that I wished I ___________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม ___________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  คือ  ได้รู้ภาษาอิตาเลียน  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  คือ  ไม่รู้  ซึ่งโครงสร้างแบบนี้  เรียกว่า  “Past subjunctive”   จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish I ____________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นเรื่องในอดีต  แต่จริงๆ แล้วมิได้พบ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่นตัวอย่างข้างล่าง

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับโอกาส)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I wish you ___________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ____________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “ผมมิได้เรียนภาษาเยอรมัน  ตอนเป็นนักเรียน

                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish today ___________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  และข้อนี้เป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  (ให้วันนี้เป็นวันหยุด)  จึงต้องใช้รูป  “Subject + Wish + (That) + Subject + Verb 2”  (และในกรณีกริยาเป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)  แต่   “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive” โดยมีหลัก  คือ

                                           ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb  เป็น  “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  -  ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • I wish I had had a bigger house (last year).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  -  เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  -  ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                          ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                            ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา   หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                           ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                           ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

16. In this city, there are many private schools all __________________________ are famous.

(ในเมืองนี้  มีโรงเรียนเอกชนจำนวนมาก _______________________ ทั้งหมดล้วนมีชื่อเสียง)

(a) of that

(b) of which    (ซึ่ง)

(c) that

(d) which

ตอบ   –   ข้อ   (b)

 

17. Tell the students to stop shouting.  I ____________________________________ a report.

(บอกให้พวกนักเรียนหยุดตะโกน  ผม __________________________________ รายงาน)

(a) write

(b) have written    (ได้เขียนเสร็จแล้ว)

(c) wrote    (เขียน)  (ในอดีต)

(d) am writing    (กำลังเขียน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูดประโยคนี้  จึงต้องใช้รูป  “Present continuous tense”  (Subject + Is (Am, Are) + Verb + ing)

 

18. He practiced very hard _____________________________________ in the competition.

(เขาฝึกซ้อมหนักมาก ________________________________________ ในการแข่งขัน)

(a) not to lose

(b) so as to lose not

(c) so as not to lose    (เพื่อมิให้พ่ายแพ้)

(d) in order to not lose

ตอบ   -   ข้อ    (c)  หรืออาจตอบ   “in order not to lose”  ก็ได้  ทั้งนี้ดูความแตกต่างของโครงสร้างนี้เมื่ออยู่ในรูปบอกเล่าและปฏิเสธ  จากประโยคข้างล่าง

                             ๑. We study hard to pass the exam.

                             . We study hard in order to pass the exam.

                             . We study hard so as to pass the exam.

(ทั้ง  ๓  ข้อข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “เราขยันเรียนเพื่อให้สอบผ่าน”  แต่เมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธ  สามารถทำได้เฉพาะใน  ข้อ  ๒  และ  ๓  เท่านั้น  ดังประโยคข้างล่าง)

                            ๑. We study hard in order not to fail in the exam.

                            ๒. We study hard so as not to fail in the exam.

(มีความหมายเหมือนกัน  คือ  เราขยันเรียนเพื่อมิให้สอบตก)

(ห้ามใช้   We study hard not to fail in the exam”.)

 

19. Some people eat to live and ________________________________________ live to eat.

(บางคนกินเพื่อจะมีชีวิตอยู่  และ ______________________________ มีชีวิตอยู่เพื่อจะกิน)

(a) another

(b) other

(c) any other

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Another, Other, Others, The other (s)”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • As soon as Frank finishes one job, he starts _____________________________ one.

(ในทันทีที่แฟรงค์ทำงานหนึ่งเสร็จ  เขาก็จะเริ่มต้น (ทำ)  _________________________)

(a) others

(b) all other

(c) the others

(d) other

(e) another    (อีกงานหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (e)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Another, Other, Others, The other, The others”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • _______________ children are very bold; ________________ seem easily frightened.

(เด็ก ____________ กล้าหาญมาก  (แต่) ___________ ดูเหมือนว่าตกใจง่าย  -  หรือขี้กลัว)

(a) Some of __________ other

(b) Some of __________ the others

(c) Some ___________ others    (บางคน ........................ เด็กคนอื่นๆ)

(d) Some ___________ another

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Some”  ใช้คู่กับ  “Others  

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Some children are very bright; ______________________________________ are not.

(เด็กๆ บางคนฉลาดมาก  (แต่) __________________________________ มิได้ฉลาดมาก)

(a) the other

(b) the others

(c) others    (เด็กคนอื่นๆ)

(d) another

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The ancient Hopewell people of North America probably cultivated corn and ____________ crops, but hunting and gathering were still of critical importance in their economy.

(ชาวโฮปเวลล์โบราณในทวีปอเมริกาเหนือ (อินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง) อาจจะเพาะปลูกข้าว โพดและพืช ___________ แต่การล่าสัตว์และเก็บของป่าก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเศรษฐกิจของพวกเขา)

(a) another

(b) the others

(c) other    (อื่นๆ)

(d) other than

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I have _________________________________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ ______________________________________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง” 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If you don’t want this pen, take __________________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา _________ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • One of my English teachers is American, ____________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน _____________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                             อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก ..........................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                             นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่) ...................... ใดก็ ...................... หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                            สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ  “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in ____________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน ___________ (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

(ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒  คน  หรือ  ๒  ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ  “Adjective”  ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}  (หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                           กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง,  คน  ๒  คน,  สัตว์  ๒  ตัว,  ใช้  “One”  คู่กับ  “The other”  ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็น ต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                                            อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other”  กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                           สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน,  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

20. His favourite subject is ___________________________________________________.

(วิชาที่โปรดปรานของเขา  คือ _____________________________________________)

(a) mathematic   (mathematics = วิชาคณิตศาสตร์)

(b) arithmetic   (วิชาเลขคณิต, เกี่ยวกับเลขคณิต)

(c) physic   (ฟิซ-ซิค)  (ยาถ่าย, ยาเวชภัณฑ์, แพทยศาสตร์, อาชีพแพทย์)   (physics (ฟิซ-ซิคซ) =

        วิชาฟิสิกส์)

(d) economic   (เกี่ยวกับเศรษฐกิจ, ด้านเศรษฐกิจ)  (economics = วิชาเศรษฐศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นเพียงข้อเดียวที่เป็น  “วิชา

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป