หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 144)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. Their _______________________________________________________ was apparent.

(_________________________________________________ ของพวกเขาเห็นได้ชัดเจน)

(a) surprising    (น่าประหลาดใจ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) surprised    (รู้สึกประหลาดใจ)   (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) being surprised

(d) surprise    (ความประหลาดใจ)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลัง  “Possessive Adjective”  (My, Your, His, Her, Its, Our, Their   ต้องตามด้วยคำนาม

 

2. A number of people ________________________________________ in this year’s election.

(ประชาชนจำนวนมาก ______________________________________ ในการเลือกตั้งสำหรับปีนี้)

(a) is active

(b) are active   (กระตือรือร้น-สนใจ,  ตื่นตัว)

(c) is being active

(d) being active

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ดูคำอธิบาย  “A number of”  (จำนวนมาก)  และ  “The number of”   (จำนวนของ...................)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่

  • The number of _____________________________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ _________________________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดี  ของเขา)

(a) friend

(b) friends   (เพื่อน)

(c) friendly   (เป็นมิตร)

(d) friendship   (มิตรภาพ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “The number of + Noun (นับได้ พหูพจน์)”  หมายถึง  “จำนวนของ.....................”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  และต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย   (Is, Has, Depends)

                                        ตัวอย่างที่

  • The number of people who ask questions at the end of the lecture ____________ always quite astonishing.

(จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย _________ น่าประ หลาดใจทีเดียว)  (คือ  บางครั้งก็มีผู้ถามคำถามมากมาย  หรือแทบจะไม่มีคำถามเลย  จนน่าประหลาดใจ หรือนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “The number of”  แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์  (Plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Singular)  ซึ่งในที่นี้คือ  “Is”  เพราะหมายถึง  “จำนวนดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ ๒๐ คน)

  • The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก)  (คือ  มากันเยอะแยะ)

                            สำหรับ  “A number of”  (จำนวนมาก)  ต้องตามด้วยคำนาม  พหูพจน์  และ ถือเป็นพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์  ดังตัวอย่าง

  • A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

  • A number of tourists have visited Thailand over the past few years. 

(นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง ปีที่ผ่านมา)

  • A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

 

3. I select the most difficult jobs for myself, because I find that the more a job challenges me, ______

_________.

(ผมเลือกงานที่ยากที่สุดสำหรับตัวผม  เพราะว่าผมพบว่า   ยิ่งงานท้าทายผมมากขึ้น ____________)

(a) I like it the most

(b) the more I am liking it

(c) I like it more

(d) the more I like it    (ผมก็ยิ่งชอบมันมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, _________________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่งเมล็ดน้อย ______________________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่งต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ),  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”  เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป,  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง..................ก็ยิ่ง.....................”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง 

                                         ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, ________________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  _______________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective  (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb,  the + Adjective  (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                          ตัวอย่างที่  ๓

  • The older he grows, ___________________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ________________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                          ตัวอย่างที่           (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  “Bad,  Worse,  Worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...................ก็ยิ่ง......................”   โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb ,  the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)   เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

4. Those were the soldiers ______________________________________ to save the country.

(เหล่าโน้นคือทหาร ____________________________________ รักษา (ป้องกัน) ประเทศ)

(a) whose responsibility it was    (ผู้ซึ่งความรับผิดชอบของพวกเขา  คือ)

(b) whose was the responsibility

(c) from whom the responsibility came

(d) in whom there was a responsibility

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้   “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  (ความรับผิดชอบของพวกเขา)  และ  “Whose + Noun”   เช่นในประโยคข้างล่าง

  • The man whose house was burnt down is my teacher.

(ผู้ชายซึ่งบ้านของเขาถูกไฟไหม้  เป็นครูของผม)

  • The woman whose car was stolen reported it to the police.

(ผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย  แจ้งความกับตำรวจ)

  • The boy whose sister is sick is here.

(เด็กชายซึ่งพี่สาวของเขาป่วย  อยู่ที่นี่แล้ว)

  • The student whose family is rich will further his study abroad.

(นักเรียนซึ่งครอบครัวของเขาร่ำรวย  จะไปเรียนต่อต่างประเทศ)

 

5. My teacher has _______________________________________ patience with the students.

(ครูของผมมีความอดทน __________________________________________ กับเด็กนักเรียน)

(a) very    (มาก)  (ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)  (very big, poor, rich, hot, cold, difficult,

       carefully, rapidly, powerfully)

(b) too    (มากเกินไป)  (ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)  (too bad, too small, too weak, too

       poor, too quickly, too slowly)

(c) a lot of    (มากมาย)  (ใช้ทั้งกับนามนับไม่ได้  และนามนับได้พหูพจน์)

(d) many    (มากมาย, หลาย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Patience”  (ความอดทน)  เป็นนามนับไม่ได้  ต้องใช้กับ  “a lot of, lots of, much, a great (good) deal of, a large (great) amount of  ในกรณีหมายถึง “มาก

 

6. Mrs. Sophia, the old widow, had large, strong boxes _________________________ with gold.

(นางโซเฟีย, หญิงม่ายชรา,  มีกล่องใบใหญ่,  แข็งแรง  (และ) ______________________ ทอง)

(a) full

(b) filled    (“Be filled with”  =  (เต็มไปด้วย)

(c) contained

(d) containing

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……………..boxes which were filled with gold”  หรืออาจตอบ  “containing gold”   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………..…boxes which contained gold”  (กล่องซึ่งบรรจุทอง)

 

7. He did the work all by ______________________________________.  Nobody helped him.

(เขาทำงานทั้งหมดด้วย ____________________________________  ไม่มีใครช่วยเขาเลย)

(a) him    

(b) himselves    (รูปนี้ไม่มีใช้) 

(c) himself    (ตัวเอง, ตนเอง)

(d) hisself    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Myself, Yourself (คนเดียว), Yourselves (มากกว่า   คน), Himself, Herself, Itself, Themselves, Ourselves)  ที่แสดงการสะท้อนเข้าหาตนเอง (ประธานฯ ของประ โยค)  หรือ  บ่งบอกว่าประธานเป็นผู้ทำกริยาด้วยตนเอง-ตามลำพัง-ไม่มีใครช่วย   เช่น

  • You yourself did it.

(คุณนั่นแหละทำมัน)

  • He cut himself while he was shaving.     

(เขาทำมีด (โกนหนวด) บาดตัวเอง  ในขณะกำลังโกนหนวด)

  • She killed herself after a failed marriage.

(เธอฆ่าตัวตายหลังจากการแต่งงานที่ล้มเหลว)

  • The job itself is not so bad.

(งานนั้นไม่เลวนัก)

  • He himself made that decision.

(เขาเองเป็นคนตัดสินใจแบบนั้น)

  • We ourselves are responsible for this.

(พวกเราเองต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้)

  • My watch winds itself.

(นาฬิกาของผมไขลานได้เอง)  (ไขลานอัตโนมัติ)

 

8. Where _______________________________________________________ did you go?

(ที่ไหน ______________________________________________________ ที่คุณไป)

(a) again

(b) else    (อื่นอีก)

(c) too

(d) also

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Else”  เป็น  “Adverb”  =  “อื่นอีก”  ใช้วางหลัง  “Question word”  เช่น

  • What else do you want to know?

(อะไรอื่นอีกที่คุณต้องการรู้)

  • Who else want to go with me”

(ใครอื่นอีกที่ต้องการไปกับผม)

  • Who else is living in that house?

(ใครอื่นอีกที่กำลังอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น)

                            และวางไว้หลัง   “Indefinite pronoun”  (สรรพนามที่ไม่ได้แทนใครโดยเฉพาะ)  เช่น  “Someone, Somebody, Anyone, Something, Somewhere, Everything, Nothing”  เช่น

  • I don’t like it here.  Let’s go somewhere else.

(ผมไม่ชอบที่นี่  เราไปที่อื่นกันเถอะ)

  • I’m too tired.  Somebody else will have to go.

(ผมเหนื่อยเกินไป  คนอื่นจะต้องไป  -  แทนผม)  (ผมไปไม่ไหว)

  • I has nothing else to do.

(ผมไม่มีอะไรอื่นอีกจะพูด)

  • She always enjoys going to someone else’s house

(เธอสนุกสนานกับการไปบ้านคนอื่นเสมอ)

  • Was anybody else absent?

(มีใครอื่นอีกไหมที่ไม่มา)

                           ส่วน  “or else” (สามารถละ “Or” ได้)  =  “Otherwise”  =  “ถ้าไม่เช่นนั้น,  มิฉะนั้น”  เช่น

  • Work harder or else (otherwise) you will fail.

(ขยันให้มากขึ้น  ไม่เช่นนั้นคุณจะล้มเหลว  -  สอบตก)

                         สำหรับ   “Elsewhere”  เป็น  Adverb  =  “Somewhere else”  (ที่อื่น)  เช่น

  • Put your belongings elsewhere.

(จงเอาข้าวของ-ทรัพย์สมบัติของคุณไปไว้ที่อื่น)

 

9. The King talked with a poor man but ___________________________ did not recognize him.

(พระราชาพูดกับชายยากจน  แต่ _______________________________ จำพระราชาไม่ได้)

(a) the former    (คนที่พูดถึงทีแรก)  (หมายถึง  “The King”)

(b) the latter    (คนที่พูดถึงทีหลัง)  (หมายถึงชายยากจน)

(c) a former

(d) a latter

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “The latter”  หมายถึง  “คนหรือสิ่งที่เพิ่งพูดถึงทีหลัง”  ในจำนวนสอง (คน, กลุ่ม หรือ พวก),  “The former”  หมายถึง   “คนหรือสิ่งที่เพิ่งพูดถึงทีแรก”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • The former believe in a strong centralized government.

(กลุ่มแรกเชื่อมั่นในรัฐบาลรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง  ที่เข้มแข็ง)  (ได้มีการกล่าวถึงคนสองกลุ่มมาแล้วก่อนหน้านี้)

  • There is a widespread conspiracy to conceal the former and exaggerate the latter.

(มีการสมคบคิด (รวมหัว) กันอย่างกว้างขวางที่จะปิดบัง (ไม่ให้ผู้ใดทราบความดีของ) คนแรก (พวกแรก),  และพูดโม้ (ยกย่อง) มากเกินไปเกี่ยวกับคนหลังพวกหลัง)  (ได้มีการกล่าวถึงคนสองคน หรือสองกลุ่มมาแล้วก่อนหน้านี้)

  • There were three young men in the room, and two young women.  The latter were Jennifer’s classmates.

(มีเด็กหนุ่มสามคนในห้อง, และเด็กสาวสองคน,  พวกหลังนี้ (เด็กสาวสองคน) เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเจนนิเฟอร์)

  • They were eating sandwiches and little iced cakes, the latter obtained from Mrs. Simpson’s bakery).

(พวกเขากำลังกินแซนวิชและเคกน้ำแข็งชิ้นเล็กๆ,  สิ่งหลังนี้ (เคกน้ำแข็ง) ได้มาจากร้านขนมปังของมิสซิสซิมสัน)

 

10. We need ____________________________________________ more men for this work.

(เราต้องการผู้ชายเพิ่มขึ้น _______________________________________ สำหรับงานนี้)

(a) much    (มาก)  (ขยายนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ) ในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”)      

(b) many    (มาก)  (ขยายนามนับได้ พหูพจน์  ในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”)

(c) very

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตัวอย่างการใช้  “Many, Much”   ในการขยายคำนามในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  ได้แก่

  • He has many more friends than his brother.

(เขามีเพื่อนมากกว่าน้องชายมากมาย)

  • Bangkok has many more cars than Chiang Mai.

(กรุงเทพฯ มีรถยนต์มากกว่าเชียงใหม่มาก)

  • We have much more rice this year than last year.

(เรามีข้าวปีนี้มากกว่าปีที่แล้วมากมาย)

  • The workers need much more equipment than they have now.

(คนงานต้องการเครื่องไม้เครื่องมือ-อุปกรณ์เพิ่มขึ้นมากกว่าที่พวกเขามีอยู่ในปัจจุบัน)

 

11. _______________________________, Thomas Paine aroused both admiration and hatred.

(______________, โทมัส เพน  ปลุกเร้าทั้งการยกย่องชื่นชม  และความเกลียดชัง)  (ในตัวของเขา)

(โทมัส เพน  เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นักปรัชญา, และนักปฏิวัติชาวอเมริกัน  เชื้อสายอังกฤษในศตวรรษที่  ๑๘,  เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ  และผู้นำในการประกาศเอกราชจากอังกฤษ)

(a) The most widely read author being of his day

(b) Of his day was the most widely read author

(c) The most widely read author of his day    (เป็นนักเขียนซึ่งมีผู้อ่านมากที่สุดในยุคของเขา)

(d) He was the most widely read author of his day

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้วลีขึ้นต้นประโยค  เพื่อขยายประธานฯ ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (Thomas Paine)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The son of a carpenter, Jim worked very hard since he was young.

(เป็นลูกชายของช่างไม้, จิมทำงานหนักมากตั้งแต่ยังเป็นเด็ก)

  • A famous movie star, Peter hopes to win an Oscar Award in the future.

(เป็นดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง, ปีเตอร์หวังว่าเขาจะได้รางวัลออสการ์ในอนาคต)

  • The best student in her class, Susan got a scholarship to study abroad.

(เป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้น, ซูซานได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศ)

 

12. After 1945, Australia became _________________________ in the Southeast Asian market.

(หลังปี  ๑๙๔๕  ออสเตรเลียเริ่ม ______________________ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) interesting    (น่าสนใจ)

(b) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(c) interest    (ทำให้สนใจ)

(d) to interest

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest”  เช่น  “Excite, Surprise, Attract, Disappoint, etc.”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่

  • The lecturer used so many long and difficult words that I felt very ___________________.

(ผู้บรรยายใช้คำที่ยืดยาวและยากจำนวนมาก  จนกระทั่งผมรู้สึก _________________ อย่างมาก)

(a) confuse    (ทำให้งุนงง-สับสน)

(b) confusing    (น่างุนงง-สับสน)

(c) confused    (งุนงง-สับสน)

(d) confusion    (ความงุนงง-สับสน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่

  • The food was delicious.  That was a ______________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ ____________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                                         ตัวอย่างที่

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _____________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องใช้กับ  “Was

                                         ตัวอย่างที่

  • My friend ____________________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม ______________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it __________________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่าคุณคงจะไม่พบว่ามัน ____________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was very ___________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________________ with the result of my exam.

(ผม__________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                          ตัวอย่างที่  ๑๐

  • It will take me quite some time to get him _____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ____________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The little girl was very __________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆ คนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”,  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                                    คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                 กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

                          ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                          ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า...................”  หรือ  “ซึ่งน่า...................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้  ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                          ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “...............ถูกทำให้รู้สึก ................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “.................มีความรู้สึก..................ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ...............”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

13. I shall expect you every day; ________________________________________________.

(ผมจะรอคอยที่จะพบคุณทุกๆวัน; ___________________________________________)

(a) don’t disappoint

(b) do not be disappointing

(c) don’t disappoint me   (อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ)

(d) disappoint not

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายกริยา  “Disappoint”  และกริยาในกลุ่มเดียวกัน  (Interest, Excite, Satisfy, Surprise, Frighten, etc.)   ในข้อ  ๑๒  ของข้อสอบชุดนี้

 

14. Searching in the library, I came _________________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ______________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

15. A: Do you have much work to do this week-end?

(A: คุณมีงานทำเยอะใช่ไหมปลายสัปดาห์นี้)

      B: Yes, I have to write a _____________________________________________ paper.

(B: ใช่แล้วครับ  ผมจำเป็นต้องเขียนรายงาน (ยาว) ______________________________)

(a) two-thousand-words

(b) two-thousand-word    (๒,๐๐๐ คำ)

(c) two-thousands-word

(d) two-thousands-words

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์  ขยายคำนาม,  “Thousand”  และ  “Word”  ไม่ต้องเติม   “S”  ลงข้างท้าย,  แต่ต้องมีเครื่องหมาย  “Hyphen” (-) ขีดคั่นระหว่างคำคุณศัพท์เหล่านั้น  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She gave me two hundred-dollar bills.

(เธอให้ธนบัตรใบละ  ๑๐๐  ดอลลาร์  แก่ผม    ใบ)

  • It is a fifty-mile journey.

(มันเป็นการเดินทางระยะ  ๕๐  ไมล์)

(สำหรับเรื่องระยะทาง  สามารถเขียนได้อีกแบบ  คือ   “It is a 50 miles’ journey.”  =  “การเดินทางของ  ๕๐  ไมล์”)

 

16. The mountain was a _________________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น _______________________________________________ จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey    (การเดินทาง (ระยะ)    วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ  อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from……...........”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่       

  • I’m looking forward to __________________________________________________.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย  __________________________________________________)

(a) a vacation’s week

(b) a week’s vacation    (การไปเที่ยววันหยุด    สัปดาห์)

(c) a vacation of the week

(d) a week of the vacation

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten ________________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ __________________________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The landlord said that the tenant owed several _________________________________.

(เจ้าของบ้านกล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ _______________________________________)

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • They understood the problem after half an _________________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง ________________________________)

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s pause   (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent   (ค่าเช่า   เดือน)
  • A week’s holiday   (วันหยุด    สัปดาห์)
  • Two months’ notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • Three weeks’ journey   (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • Four years’ time   (ระยะเวลา    ปี)

 

17. She is fond of people who think ______________________________________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด ______________________________________________ เธอคิด)

(a) about    (เกี่ยวกับ)

(b) like    (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like    (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as    (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction”  ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “As”  (เหมือนกับ)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                           สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ  หรือ  เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆ ปี)

                           สำหรับ  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • ____________________________________ most beginners, he worried about details.

(_______________________ ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As    (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as    (ตามที่, ดังที่)

(c) Like    (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though    (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ  “most beginners)

                                         ตัวอย่างที่

  • This car has an engine _____________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _________________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (=  ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี)  (แต่เมื่อมีความหมายว่า 

       “เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่”  -  เป็น  “Conjunction”  มีความหมายเหมือน  “Just as”

        ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(b) the same   (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as   (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like   (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้ในตัวอย่างที่   คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)                

                                         ตัวอย่างที่

  • What is the climate ______________________________________ in your home town?

(อากาศ ________________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม (ถ้ามี)

                                         ตัวอย่างที่

  • The sky is cloudy and it looks like __________________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน __________________________________________)

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้  คือ  “ฝน

                                          ตัวอย่างที่

  • He became a doctor _____________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _________________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี,  สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน  “As”  (เหมือนกับ, ตามที่, ดังที่)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb”  (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”  และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันออก,  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” (ประเทศอื่นๆ), “his father” (พ่อของเขา),  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  เป็นต้น

  • We completed the project as we had planned.

(เราทำโครงการได้แล้วเสร็จ  ตามที่เราได้วางแผนเอาไว้)

                           สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน)  (รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

{พี่สาวน้องสาว คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต)}  (ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆ ได้รับการปฏิบัติเหมือนๆ กันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆ กัน)

 

18. She wrote ______________________________ the address and hurried to the post office.

(เธอเขียนที่อยู่  ____________ และรีบไปที่ทำการไปรษณีย์)  (คือ  เอาจดหมายไปส่งที่ไปรษณีย์)

(a) fast    (อย่างรวดเร็ว)  (เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์)

(b) quickly    (อย่างรวดเร็ว)  (เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(c) out    (Write out  =  write fully in details  =  เขียนอย่างละเอียดลออ)

(d) slowly    (อย่างช้าๆ)  (เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

ตอบ   –    ข้อ   (c)   ทั้งนี้  อาจตอบ  ข้อ  A, B หรือก็ได้  เนื่องจากขยายกริยา  “Wrote”  แต่ต้องแก้เป็น  “She wrote the address fast (quickly, slowly) and …………...   

 

19. _______________________________________ the value of x, we can find the value of y.

(________________________________________ ค่าของ  x,  เราสามารถหาค่าของ  y)

(a) To know

(b) Knowing   (ทราบ)

(c) Known

(d) Know

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้รูป  “Verb + ing” (Present participle)  เพื่อแสดง   “Active voice”  เนื่องจากประธานของประโยค  (We)  เป็นผู้ทำกริยา  “ทราบ”  (Knowing)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • __________ in the southern and Midwestern United States, ragtime music reached its classic form in the 1890’s.

(____________ ในภาคใต้และตะวันตกกลางของสหรัฐฯ,  ดนตรีจังหวะระบำของคนผิวดำ (นิโกร)  ขึ้นสู่รูปแบบคลาสสิกของมันในช่วงทศวรรษ  ๑๘๙๐)

(a) To originate

(b) To have originated

(c) It originated

(d) Originating    (กำเนิดจาก, เริ่มจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ragtime music”  ซึ่งเป็นผู้ทำกริยา  “Originate”   จึงต้องใช้ในรูป  “Originating”  (Present participle)  คือ  "Verb + inf"  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Returning to my apartment, ______________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม ____________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)  ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ______________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

(________________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came ________________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ______________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across    (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูโครงสร้างกริยา  “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • While traveling through the Rocky Mountains, ________________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลง

       เสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดินทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-

        หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้,  สำหรับข้อ  (c)  ผิดความหมาย  เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (The travelers were attracted by the scenes)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • __________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(__________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                           ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค (หลังคอมม่า)  เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                           สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง  “Active voice”)  เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(= The people who work (หรือ are working) in the office are my colleagues.)

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(= The woman who walks (หรือ is walking) across the street is my sister.)

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(= The man who lives (หรือ is living) next door is a bank manager.)

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(= The children who play (หรือ are playing) in the field are my neighbors’ kids.)

(เด็กๆ ที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                           สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • _____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(____________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ  (c)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์ (Cooked)  หรือเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

20. It was very careless of _________________________________ to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของ _________________________ ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

(a) she

(b) her    (เธอ)

(c) hers

(d) herself

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Adjective + of +  กรรม”  =   “กรรมนั้นช่าง......................เหลือเกิน  ที่......................”   เช่น

  • It is very kind of you to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป