หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 14)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I don’t smoke now.  I __________________________ before the tax on tobacco was so high.

(ผมไม่สูบบุหรี่แล้วในปัจจุบัน  ผม _________________________ ก่อนที่ภาษียาสูบจะสูงมาก)

(a) used to smoking

(b) was used to smoke

(c) used to    (เคยสูบ)

(d) was used to smoking    (คุ้นเคยกับการสูบบุหรี่)  (ในอดีต)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  ปัจจุบันไม่สูบแล้ว  แต่เคยสูบ (ในอดีต) ก่อนที่ภาษีจะขึ้นสูง   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • He __________ go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขา __________ เดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)

(a) uses    (ใช้)

(b) used to    (เคย)

(c) was used    (ถูกใช้ – ในอดีต)

(d) is used to    (คุ้นเคย, เคยชิน – ในปัจจุบัน)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   “Used to”  หมายถึงเคยทำในอดีต  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว กล่าวคือ  ต้องเป็นเรื่องของอดีตเพียงอย่างเดียว  และต้องตามด้วยกริยาช่องที่   (Used to + Verb 1)  ส่วน  “Be used to”  หรือ  “Get used to”  หมายถึง  “คุ้นเคย, เคยชิน”   ต้องตามด้วย  “คำนาม”  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  โดยจะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต, ปัจจุบัน  หรืออนาคต  ก็ได้   เช่น

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • We got used to swimming when we were at college.

 (พวกเราคุ้นเคยกับการว่ายน้ำ  ตอนเรียนมหาวิทยาลัย)  (คือไปว่ายน้ำบ่อยๆ)  (เป็นอดีต)

  • She gets used to eating in a Chinese restaurant.

(เธอเคยชินกับการกินอาหารในภัตตาคารจีน – คือไปกินบ่อยๆ)  (เป็นปัจจุบัน)

  • African people are used to hot weather.

(คนแอฟริกันคุ้นเคยกับอากาศร้อน)  (เป็นปัจจุบัน)

  • They will get (be) used to getting up early very soon.

(พวกเขาจะคุ้นเคย (เคยชิน) กับการตื่นแต่เช้าตรู่ในเร็วๆ นี้)  (เป็นอนาคต)

                                      อนึ่ง  เมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่   “Not” หลัง   “Verb to be”   หรือ ใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยในกรณีของ  “Get used to”  เช่น

  • The manager is not used to speaking in public.

(ผู้จัดการไม่คุ้นเคยกับการพูดในที่สาธารณะ)  (เป็นปัจจุบัน)

  • She did not get used to going shopping when she was young.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการไปช้อปปิ้ง  ตอนเธอเป็นเด็ก)  (เป็นอดีต)

                    สำหรับรูปปฏิเสธของ  “Used to”  (เคย)   ต้องใช้  “Did not”  เท่านั้น  เช่น

  • We did not use to read a newspaper in the morning.

(เราไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า)  (เป็นอดีต)

  • They didn’t use to walk to school like their classmates.

(พวกเขาไม่เคยเดินไปโรงเรียนเหมือนเพื่อนร่วมชั้น)  (เป็นอดีต)

 

2. _________________________ his poor eyesight, he did not pass the medical examination.

(__________________________ สายตาที่แย่ของเขา  เขาไม่ผ่านการตรวจทางการแพทย์)

(a) According to    (สอดคล้องกับ, ตามที่............................ว่าไว้-กล่าวไว้)

(b) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)

(d) In case    (ในกรณีที่)

ตอบ   –   ข้อ   (b)

 

3. She made her guests _____________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ __________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ    –   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Make”  จากตัวอย่างข้างล่าง 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The members of Parliament can make their opinions _________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน __________ ถ้ามีความ อยุติธรรมใดๆ เกิดขึ้น)

(a) know

(b) knowing

(c) known    (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d) to know  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น  “Active voice”  คือ กรรมเป็นผู้กระทำ)  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3”  (ในกรณีเป็น  “Passive voice”  คือ  กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ  เช่น  ในประโยคข้างบนที่  “ความคิดเห็น” จะเป็นผู้  “รู้”  ไม่ได้  แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice” เนื่องจากเธอเป็นผู้ทำกริยาหัวเราะ)

  • She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice” เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ คือ  “ถูกลงโทษ”)

 

4. Household goods are ___________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ ___________ เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as    (สิ่งต่างๆเช่น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่าง  ซึ่งมีมากกว่า   สิ่ง  โดยพิจารณาจากประธานและกริยาของประโยค  (Household goods are)   จึงต้องใช้  “Things”   และ  “Such”   ใช้คู่กับ   “As

 

5. William Pitt Fessenden, _______________ United States senator from Maine, helped found the Republican party in the 1850’s.

(วิลเลียม พิต เฟสเซนเดน, วุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ __________ จากรัฐเมน, ช่วยก่อตั้งพรรครีพับรีกันในทศวรรษ  ๑๘๕๐)

(a) was a

(b) a    (คนหนึ่ง)

(c) who, as a

(d) who was as a

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……...……Fessenden, who was a United States……....…….

 

6. At the time of the ___________ of North America, the Sioux people lived on the edges of the Great Plains grasslands.

(ณ ช่วงเวลาของ ____________ ทวีปอเมริกาเหนือ (โดยชาวยุโรป), ชาวเผ่าซู (อินเดียนแดงในรัฐดาโกต้าของสหรัฐฯ)  อาศัยอยู่ตามชายขอบ (ริม) ของทุ่งหญ้าของบริเวณ  “Great Plains”)  (Great Plains เป็นเขตที่ราบกว้างใหญ่  ประกอบด้วยทุ่งหญ้ากึ่งแห้งแล้งถึงแห้งแล้ง  และทะเลทรายอันกว้างใหญ่ของสหรัฐฯ  ที่ราบนี้อยู่ทางภาคตะวันตกกลาง  (Midwest) ของทวีปอเมริกาเหนือ  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ใน ของสหรัฐฯ  ประกอบด้วย  ๑๐  มลรัฐ)

(a) exploring the European

(b) explored by Europeans

(c) European exploration    (การสำรวจ ............... (ทวีปอเมริกาเหนือ) ................. โดยชาวยุโรป)

(d) Europeans explored

ตอบ   –   ข้อ   (c)

 

7. I don’t know ________________________________________________________ to do.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำ __________________________________________________)

(a) how

(b) whom

(c) what    (อย่างไร, อะไร)

(d) why

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ซึ่งมีความหมาย   คือ  “ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  หรือทำอะไร”  คือ  ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร   ผู้พูดๆ ในลักษณะที่หมดปัญญาจะทำ  งงสับสนไปหมด  ส่วนถ้าจะตอบข้อ   (a)   ต้องแก้เป็น   “how to do it”   หรือถ้าจะตอบข้อ  (d)  ก็ต้องแก้เป็น  “why I have to do it”  (ทำไมผมจึงต้องทำมัน)

 

8. If _______________ enough interest, the proposed flexible work schedule will be implemented.

(ถ้า __________ ความสนใจพอ  กำหนดเวลาทำงานแบบยืดหยุ่นที่ถูกเสนอ  จะได้รับการปฏิบัติ)  (คือ  เอามาใช้จริงๆ)

(a) there be

(b) there will be

(c) there are

(d) there is    (มี)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ ใน  “If clause”  ใช้รูป “Present simple tense” ส่วนใน  “Main clause”   ใช้รูป  “Future tense

 

9. I must apologize ________________________________________________________.

(ผมจำเป็นต้อง (จะต้อง) ขอโทษ ___________________________________________)

(a) for you to be late

(b) with you that I am late

(c) that I do not want to be late

(d) to you for being late    (ต่อคุณ  สำหรับการล่าช้าของผม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ทั้งนี้  อาจใช้รูปแบบอื่นๆ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • I apologize for my late arrival.

(ผมขอโทษสำหรับการมาสายของผม)

  • I must apologize to you for all the troubles my son might have incurred.

(ผมต้องขอโทษคุณ  สำหรับปัญหาทั้งปวงที่ลูกชายของผมอาจจะก่อขึ้น)

  • She apologized for her behavior.

(เธอขอโทษสำหรับความประพฤติ (ไม่ดี) ของเธอ)

 

10. The car my father bought three years ago is now ____________________ about $ 20,000.

(รถยนต์ที่พ่อของผมซื้อเมื่อ  ๓  ปีมาแล้ว  ในปัจจุบัน ___________ ประมาณ  ๒๐,๐๐๐  ดอลล่าร์)

(a) cost    (มีราคา,  ทำให้ต้องเสีย................ไป)  (เป็นคำกริยา)  (ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง  “ต้นทุน,  ราคาทุน)

(b) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า, ราคา, ประโยชน์)  (เป็นคำนาม)  (ถ้าเป็นกริยา หมายถึง  “ประเมินค่า, ประมาณค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน)

(c) price    (ราคาขาย)  (เป็นคำนาม)

(d) worth    (มีค่า, มีราคา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะใช้กับ   “Verb to be”  (Is)

 

11. A modem is a device that allows ______________ between computers over the telephone.

(อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลโมเด็ม  ยอมให้มี _______ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์  โดยทางโทรศัพท์)

(a) in contacting

(b) contact    (การติดต่อ)

(c) be contacted

(d) to contact

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Contact”  ในที่นี้เป็นคำนาม (Noun)  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Allows

 

12. The Olympic judges thought the contestants ran the race _________________________.

(กรรมการกีฬาโอลิมปิกคิดว่า  ผู้เข้าแข่งขันวิ่งแข่ง _____________________________)

(a) easily and good

(b) easily nor well

(c) easily and well    (อย่างง่ายดายและดี)

(d) easy and good

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  “Ran” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(Adverb)  ทั้ง ๒ คำ

 

13. Is your factory insured _______________________________________________ fire?  

(โรงงานของคุณประกันภัย _________________________________ ไฟไหม้ไว้หรือเปล่า)

(a) for

(b) with

(c) against    (กรณี)   

(d) on

ตอบ   –   ข้อ   (c)

 

14. Before going abroad you should change your money __________ at   a post office but at a bank.

(ก่อนไปต่างประเทศ  คุณควรเปลี่ยนเงินของคุณ ____________ ที่ทำการไปรษณีย์  แต่ (เปลี่ยน) ที่ธนาคาร)

(a) is not

(b) not    (มิใช่, ไม่ใช่)

(c) not only

(d) both

ตอบ  -  ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • It’s _____________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน _________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, ____________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสกัาได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙ ____________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • ___________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(_____________ มีขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the ………………”   ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with _____________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ ___________________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ใช้   “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Some people take _______________________________________ pride in their work.

(คนบางคน _______________________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have ____________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________________ มีหนังสือดีๆ อ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน” 

                                         ตัวอย่างที่            จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                        ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                        นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                        ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                                สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                 สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (= not one, not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  • None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  • I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  • “How many fish did you catch?”  “None.”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                สำหรับในตัวอย่างที่     “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

 

15. The news about the revolution ____________________________________ this morning.

(ข่าวเกี่ยวกับการปฏิวัติ __________________________________________ เมื่อเช้านี้)

(a) is broadcasted

(b) was broadcasted

(c) was broadcast    (ถูกกระจายเสียง)

(d) was broadcasting

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  ๓  ช่องของ   “Broadcast”  คือ  (Broadcast, Broadcast, Broadcast)   และ “การกระจายเสียง”  เป็นเหตุการณ์ในอดีต  ผ่านไปแล้ว  (this morning)   จึงต้องใช้  “was broadcast

 

16. Tell the servant ________________________________ to disturb the papers on my desk. 

(บอกคนรับใช้ ________________________ มายุ่งเกี่ยว (ทำให้ยุ่ง) กับเอกสารบนโต๊ะของผม)

(a) how

(b) what

(c) not    (มิให้, ไม่ให้)

(d) when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Tell + Someone + (Not) + To + Do + Something”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Tell those students to work harder.

(บอกนักเรียนพวกนั้นให้ขยันมากขึ้นหน่อย)

  • Tell him not to use my car without my permission. 

(บอกเขามิให้ใช้รถของผมหากผมยังไม่อนุญาต)

  • Tell her not to spend so much money on her clothes.

(บอกเธออย่าใช้เงินมากนักกับเสื้อผ้าอาภรณ์ของเธอ)

 

17. Travelling by air will ________________________________________ you a lot of money.

(การเดินทางโดยทางอากาศจะ _____________________________________ เงินจำนวนมาก)

(a) take

(b) give

(c) cost    (ทำให้ (คุณ) ต้องจ่าย)

(d) need

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Cost someone a lot of money”  =  “ทำให้ผู้นั้นต้องจ่ายเงินจำนวนมาก

 

18. You can borrow my car ___________________ condition that you bring it back on Friday.

(คุณจะยืมรถผมก็ได้นะ ______________________________ คุณนำมันมาคืนในวันศุกร์)

(a) on    (“On condition that”  =  โดยมีข้อแม้ว่า, โดยมีเงื่อนไขว่า, ถ้า)

(b) in

(c) by

(d) from

ตอบ   -   ข้อ   (a)

                               สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕)  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

19. Both girls are similar __________________________________ they love expensive clothes.

(เด็กหญิงทั้ง  ๒  คนคล้ายกัน ___________________________ พวกเขาชอบเสื้อผ้าราคาแพง)

(a) as though    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) even though    (แม้ว่า)

(c) in case    (ในกรณีที่)

(d) in that    (ตรงที่ว่า, ในเรื่อง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

20. Free movie tickets will be sent to ____________________________________ comes first.

(ตั๋วหนังฟรีจะถูกส่งไปยัง _____________________________________ มาถึงเป็นคนแรก)

(a) whoever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค)

(b) whomever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นกรรมของอนุประโยค)

(c) whoseever    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค  ประเภท  “Noun clause”  (Whoever comes first)   ซึ่งเป็นกรรมของ  Preposition “To”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whoever”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whoever says so is a liar.

(ใครก็ตามที่พูดเช่นนั้น  เป็นคนโกหก)

  • If death occurs at home, whoever discovers the body should contact the family doctor.

(ถ้าการตายเกิดขึ้นที่บ้าน  ใครก็ตามที่พบศพ  ควรติดต่อกับแพทย์ประจำครอบครัว)

  • Whoever answered the telephone was a very admirable person.

(ใครก็ตามที่รับโทรศัพท์  เป็นบุคคลที่น่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก)

  • I will give this book to whoever needs it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Whoever they are, they’ve violated the laws and orders.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม  พวกเขาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและความสงบเรียบร้อย)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป