หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 111)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer for each blank.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่าง)

 

1. ________________________________________ is indispensable to plant and animal life.

(________________________________ จำเป็นอย่างยิ่ง (จะขาดเสียมิได้)  กับชีวิตพืชและสัตว์)

(a) Nitrogen    (ไนโตรเจน)

(b) It is nitrogen

(c) That nitrogen

(d) Although nitrogen

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  

 

2. After a year of hard work, John decided to take a _________________________ in Europe.

(หลังจาก    ปีของการทำงานหนัก  จอห์นตัดสินใจที่จะไป ____________________ ในยุโรป)

(a) three-weeks holiday

(b) three-week holiday    (ท่องเที่ยววันหยุดพักผ่อน    สัปดาห์)

(c) three week’s holiday

(d) three weeks holiday

ตอบ   -   ข้อ   (b)  (A  ขยาย  Holiday  ใน  “A three-week holiday”)  หรืออาจตอบ  “A three weeks’ holiday”  (A  ขยาย  “Holiday”)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The mountain was a _______________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น_______________________________________________ จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey    (การเดินทาง (ระยะ)  ๑  วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe ‘S’ ”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ   วัน”  หรือ  อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from……………..”  (A  ขยาย  “Journey”)  (เช่นเดียวกับ  “A day’s journey”  ซึ่ง “A”  ขยาย  “Journey”)

  • It is a fifty-mile journey.

(มันเป็นการเดินทางระยะ  ๕๐  ไมล์)  (“A”  ขยาย  “Journey”)

(ทั้งนี้  สามารถเขียนได้อีกแบบ  คือ   It is a 50 miles’ journey.   =   “การเดินทางของ  ๕๐  ไมล์”)  (“A”  ขยาย  “Journey”)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • They must be ready to move anywhere in the world at ____________________________.

(พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปที่ใดๆ ในโลก  เมื่อ ________)  (เช่น ทหาร หรือ นักข่าวต่างประเทศ  ที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับคำสั่งด่วน)

(a) a moment notice

(b) moment’s notice

(c) moments’ notice

(d) a moment’s notice    (ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเรื่องเวลา  โดยมีเครื่องหมาย  {Apostrophe ‘S’}  เหมือนใช้แสดงความเป็นเจ้าของกับคำนามเอกพจน์-พหูพจน์  ทั่วๆไป  เช่น

  • a moment’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าชั่วประเดี๋ยวเดียว)  (ว่าจะต้องย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น)
  • a month’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)  (ว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน)    
  • a week’s holiday   (วันหยุด    สัปดาห์)  
  • a two months notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • a three weeks journey   (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • four years time   (ระยะเวลา    ปี)  (ใช้  “A”  ขยายไม่ได้  เพราะ  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

 

3. I will certainly meet you there __________________________________________ it rains.

(ผมจะไปพบคุณที่นั่นแน่นอน __________________________________________ ฝนตก)

(a) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)  (ตามด้วยประโยค)

(b) because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(c) in spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยวลี หรือคำนาม)

(d) unless    (ถ้า ....................... ไม่)  (ถ้าฝนไม่ตก)  (ตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I don’t like to begin writing a letter, _________________________________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย _________________________________________)

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายการใช้  “Unless” 

                                         ตัวอย่างที่  

  • Don’t open a shop ________________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ________________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                                         ตัวอย่างที่  

  • He won’t pass his examination ____________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ____________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้“diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง“Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Unless = If…………… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย)  (คือ  ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

4. She is very beautiful; ________________________________ all her sisters are rather ugly.

(เธอสวยมาก __________________________ พี่สาวน้องสาวของเธอทุกคนค่อนข้างจะขี้เหร่)

(a) when    (เมื่อ, ตอนที่)

(b) because    (เพราะว่า, เนื่องจาก)

(c) unless    (ถ้า................................ไม่)

(d) whereas    (ในทางตรงกันข้าม, แต่ทว่า, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whereas”  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Humans are capable of error whereas the computer is not.

(มนุษย์สามารถทำผิดพลาดได้  แต่ทว่าคอมพิวเตอร์ไม่ทำผิดพลาด)

  • I used to think that money was incredibly important.  Whereas I look at it now in quite a different way.

(ผมเคยคิดว่าเงินมีความสำคัญอย่างเหลือเชื่อ,  อย่างไรก็ตาม  ผมมองมันในปัจจุบันในแบบที่แตกต่างออกไปมากทีเดียว)

  • Radar employs radio waves whereas sonar uses sound waves.

(เรดาห์ใช้คลื่นวิทยุ  แต่ทว่าเครื่องตรวจหาวัตถุใต้น้ำใช้คลื่นเสียง)

  • Wise men love truth; whereas fools shun it.

(คนฉลาดรักความจริง,  ในทางตรงกันข้าม  คนโง่หลีกเลี่ยงมัน)

 

5. Tell me the reason ___________________________________________ your coming here.

(จงบอกเหตุผล __________________________________________ การมาที่นี่ของคุณ)

(a) of

(b) for    (สำหรับ)

(c) in

(d) why

(e) that

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “The reason for” +  “วลี”   ส่วน  “The reason why” +  “ประโยค”   เช่น

  • The reason for her failure in business is not known.

(เหตุผลสำหรับความล้มเหลวของเธอในธุรกิจไม่มีใครทราบ)

  • He gave me the reason for his purchase of a new home.

(เขาให้เหตุผลแก่ผมสำหรับการซื้อบ้านหลังใหม่ของเขา)

  • I asked the reason for the decision.

(ผมถามเหตุผลสำหรับการตัดสินใจเช่นนั้น)

  • One of the reasons for coming to England is to make money.

(เหตุผลอย่างหนึ่งสำหรับการมาประเทศอังกฤษก็คือเพื่อหาเงิน)

  • We don’t know the reason why she did not marry him.

(เราไม่ทราบเหตุผลว่าทำไมเธอจึงไม่แต่งงานกับเขา)

  • The reason why he failed was his poor health.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงล้มเหลว  ก็คือสุขภาพไม่ดีของเขาเอง)

  • There’re several reasons why we can’t do that.

(มีเหตุผลหลายอย่างว่าทำไมเราจึงไม่สามารถทำสิ่งนั้นได้)

 

6. According to psychologist Abraham Harold Maslow, man is such a wanting animal that no sooner __________ than another takes its place.

(ตามที่นักจิตวิทยา  อับราฮัม ฮาโรลด์ แมสโลว์  กล่าวไว้,  มนุษย์เป็นสัตว์ที่ต้องการ (ปรา รถนา) มาก  จนกระทั่งยังไม่ทันที่ _____________ เมื่อความต้องการอีกอย่างหนึ่งเข้ามาแทนที่มัน)

(a) he satisfies one desire

(b) one desire satisfies him

(c) one desire is satisfied

(d) is one desire satisfied    (ความต้องการอย่างหนึ่งได้รับการตอบสนอง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “No sooner + Verb (พิเศษ  หรือ  ช่วย) + Subject + Verb (แท้) + Than + Subject + Verb”  (No sooner is one desire satisfied than another takes its place.)  ซึ่งผันมาจากโครงสร้างปกติที่มีความหมายเหมือนกัน  คือ  “………..…animal that one desire is no sooner satisfied than another………………”  (……....…มาก  จนกระทั่ง  ความต้องการอย่างหนึ่งยังไม่ได้รับการตอบสนอง  เมื่อความต้องการ……......)  ทั้งนี้  โครงสร้างของประโยคใน  ข้อ    ต้องการเน้นย้ำคำว่า  “No sooner”  (ยังไม่ทันที่....................)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • _____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(____________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง.....................เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ................ (คลองปานามา...............วิศวกรรม) ................ เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Not only was the ……....…triumph, but it also quickly proved a financial success”  หรือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He had _____________________________ arrived than he was told to start back again.

(_______________________ เขามาได้ถึง  เมื่อเขาได้รับการบอกให้กลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง)

(a) just

(b) already

(c) hardly

(d) no sooner    (ยังไม่ทันที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “No sooner ………......... than”  =  “ในทันทีที่   ”เช่น

  • He had no sooner left than she arrived.

(ยังไม่ทันที่เขาได้จากไป  เมื่อเธอมาถึง)  (เขาเกือบจะไปอยู่แล้ว  เมื่อเธอมาถึง)

                                 อย่างไรก็ตาม  สามารถทำเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ Inversion)   คือ  เอา  “No sooner”  มาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้น  “ยังไม่ทันที่.......................”  เช่น

  • No sooner had he left than she arrived.

(No sooner + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + Than + Subject + Verb)

****หมายเหตุ  -  สำหรับ  “No sooner”, “Not only”, “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย),  Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner  (ยังไม่ทันที่.................),  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่……………..…เท่านั้น),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (กริยาช่วย หรือ  กริยาพิเศษ) เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)
  • “Not only did she go……….......”  “Not only have they seen………...…”  “Not only will we play………….…….”    
  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า   “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                 ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

7. The man was offered the job _________________________________________________.

(ชายคนนั้นได้รับเสนองาน (ให้ทำ) __________________________________________)

(a) because of his skill and he had experience

(b) because he was skilled with experience

(c) because he had both skill and experience    (เพราะว่าเขามีทั้งทักษะและประสบการณ์)

(d) because he not only had skill but also experience

ตอบ   -   ข้อ   (c),  หรืออาจตอบ  ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น  “because of his skill and experience”  (เนื่องมาจากทักษะและประสบการณ์ของเขา)  หรืออาจตอบ  ข้อ (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “because he was skilled and experienced  (เพราะว่าเขามีทักษะและประสบการณ์หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “because he had not only skill but also experience”  (เขามีไม่เพียงแต่ทักษะ  แต่ยัง (มี) ประสบการณ์อีกด้วย)  (Not only + skill + but also + experience)

 

8. Let’s go to the library, _____________________________________________________?

(พวกเราไปห้องสมุดกันเถอะ, ______________________________________________)

(a) do we

(b) don’t we

(c) won’t we

(d) shall we    (เอาไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้นด้วย  “Let’s”  หรือ  “Let’s not”  ในส่วนท้าย  (Tag) จะต้องใช้   “Shall we”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  •  Let’s ………….....….., shall we?” (พวกเรา........................, เอาไหม)  เช่น
  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                                  แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือ  ขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน Tag  ต้องใช้   “Will you?”  เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป  เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

                                  ดูเพิ่มเติมส่วนท้าย  (Tag)  ของประโยคขอร้อง  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Do it at once, ________________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ____________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ  ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้“………………., will you ?”  เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

 

9. These essays are the best that ___________________________________ ever been written.

(เรียงความเหล่านี้ดีที่สุดที่ _____________________________________ เคยถูกเขียนขึ้น)

(a) has

(b) have    (ได้)

(c) had

(d) having

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “That”  แทน  “These essays”   จึงต้องใช้กับ  “Have”  (ไม่ใช้  “Had”  เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูที่คำกริยาในประโยคใหญ่ (Main clause)  คือ  “Are”,  สำหรับกริยาในประโยคย่อย  (That have ever  been written  –  ซึ่งได้เคยถูกเขียนขึ้นมา)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  (have ever been written  -  เคยถูกเขียน)  (ในแบบ  “Passive voice”)  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3ตามหลักไวยากรณ์ที่ว่า  “เคยทำ หรือ ไม่เคยทำ”  ดูเพิ่มเติมหลักการใช้   “Present perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง  (โดยเฉพาะกฎ  ข้อ  )

                                         ตัวอย่างที่       

  • She ______________________________________________ a few pounds since then.

(เธอ ____________________________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained    {ได้มา (ได้น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3} ดูเพิ่มเติมกฎ  ข้อ 

                                          ตัวอย่างที่

  • I _________________________________________________ to Japan several times.

(ผม ___________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่)  (คือ ในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป)  (ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้  (โดยเฉพาะกฎ  ข้อ  )

                                ๑.  ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just  =   เพิ่งจะ,  Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆ นี้   เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                  ๒.  ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                              ๓.  ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  For  =  เป็นเวลา (For + ความยาวของเวลา), Since  =  ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far  =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้,   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                               ๔.  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  (Have ever been,  หรือ  Have been)และ  “Never”  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                              ๕.  ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต   และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก  สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เช่น   “again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “many times”, “several times”  =  หลายครั้ง,  “sometimes”  =  บางที,  “over and over”  =  over and over again  =  time and again  =  time and time again  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก, ซ้ำๆ ซากๆ“this is the first (second) time”  =  นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ )  เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                               ๖.  ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  “Superlative degree”   เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                                ๗.  ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   “this morning,  this week,  this month,  this year”  เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ เล่ม เดือนนี้)  (คือ อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ งานเสร็จแล้ว)

                                  แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ   ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                                 ๘.  ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด   แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน  เช่น

  • I have lost my key. 

(ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

  • I have locked the door. 

(ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)

  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                                   แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

10. ___________ Vermont, threatened with invasion, declared itself an independent commonwealth.

(__________ รัฐเวอร์มอนต์ (ของสหรัฐฯ), ซึ่งถูกคุกคามด้วยการรุกราน (จากอังกฤษ), ประกาศตัวเองเป็นสหพันธรัฐอิสระ)

(a) In 1777 that it was

(b) It was in 1777 that    (มันเป็นในปี  ๑๗๗๗  ที่)

(c) Because in 1777

(d) That in 1777

ตอบ   -   ข้อ   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) +วลี  {มักนำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It is because he is very rich ___________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ______________________________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี {มักนำหน้า ด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่    เกิดขึ้น)

  • It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

11. Francis Preston Blair, _______________ born in Kentucky, lived and practiced law in Missouri.

(ฟรานซิส เพรสตัน แบลร์, __________ เกิดในรัฐเคนทักกี, อาศัยอยู่และประกอบอาชีพด้านกฎหมายในรัฐมิสซูรี) 

(a) was

(b) he was

(c) although    (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

(d) who he was

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการลดรูปมาจากอนุประโยค  “Although he was born in Kentucky”,  หรืออาจใช้  “Who was born in Kentucky”  ก็ได้  แต่ไม่สามารถใช้  “Was born in Kentucky”  เนื่องจากประโยคข้างต้นมี  “Lived”  เป็นกริยาแท้อยู่แล้ว  จึงไม่สามารถใช้  “Was born”  ซ้อนลงไปอีกตัวหนึ่ง

 

12. Not until an infant hedgehog opens its eyes ______________ its nest to follow its mother about.

(ไม่จนกระทั่งเม่นแรกเกิดลืมตาของมัน ___________ รังของมัน  เพื่อตามแม่ของมันไปไหนต่อไหน  -  ไปที่โน่นที่นี่)  (ความหมายคือ  เม่นแรกเกิดจะไม่ออกจากรังเพื่อตามแม่ของมันไปโน่นไปนี่  จนกระทั่งมันลืมตา)

(a) it leaves

(b) and leaves

(c) leaving

(d) does it leave    (มันจะออกจาก)   

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเอาวลี  “Not until”  (ไม่จนกระทั่ง)  มาขึ้นหน้าประโยค  เพื่อต้องการเน้นที่วลีนี้  ทำให้การเรียงประโยคที่ตามหลังวลีมีการเปลี่ยนแปลงจากปกติ   ทั้งนี้  ประโยคข้างบน มีความหมายดังนี้

  • It does not leave its nest to follow its mother about until an infant hedgehog opens its eyes.

(ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมาจากประโยคดังนี้  คือ  “An infant hedgehog does not leave its nest to follow its mother about until its open its eyes.)  (เม่นแรกเกิดจะไม่ออกจากรังเพื่อตามแม่ของมันไปไหนต่อไหน  จนกระทั่งมันลืมตา)

                                 ดูคำอธิบายโครงสร้างแบบนี้  (เอาวลี  “Not until, Never, Never before, Hardly, Seldom, etc.”  มาขึ้นต้นประโยค)  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Hardly _____________________________________ when the football match began.

(__________________________________________ เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ___________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (=  เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น  “Not only did she go………..…..”  “Not only have they seen……………”  “Not only will we play…….…….”

****หมายเหตุ  -  ดูเพิ่มเติมคำอธิบายการเรียงประโยคเมื่อนำคำ  เช่น  “Not until, Never, Hardly, Not only, etc.”   มาขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   ใน  ข้อ  ๖  ของข้อสอบชุดนี้

 

13. ____________________________________________________________ has arrived.

(________________________________________________________ ได้มาถึงแล้ว)

(a) That you have been waiting for

(b) What you have been waiting for    (สิ่งที่คุณได้กำลังรอคอย)

(c) Which you have been waiting for

(d) That which you have been waiting for

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Has arrived”  เป็นกริยา  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • They sat around worrying about _______________________________ had gone wrong.

(พวกเขานั่งอยู่รอบๆ (หรือใกล้ๆ)  และวิตกกังวลเกี่ยวกับว่า _________ ได้ดำเนินไปอย่างผิดพลาด)

(a) whether    (หรือไม่)

(b) why

(c) what    (อะไร, สิ่งใด)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “What had gone wrong”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  Preposition  “About”  ดูเพิ่มเติม   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • My friend would not tell me __________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _______________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)    “How much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ  “Me” )

                                         ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ____________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Did you hear __________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ____________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                                          ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ______________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ   “Which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”  โดยมี   “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ____________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ____________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “What I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)   ของ  “Verb to be” (Is)

                                          ตัวอย่างที่  

  • Tell me ____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ  “Me”)  ทั้งนี้   “Noun clause”  มักขึ้นต้น (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้   โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”   ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                  ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                   ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                  ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                 ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                               ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                 ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่  “that  (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น  “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้า ที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

14. _____________________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ ___________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What    (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง  –  โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

15. We have _________________________________ of candles and there’s none in the shop.

(เราได้ _____________________________________ เทียนไข  และไม่มีเหลือเลยในร้าน)

(a) run away    (วิ่งหนี)

(b) run out    (หมด, ขาดแคลน, ไม่มี)

(c) run off    (จากไปอย่างรวดเร็วและในแบบลับๆ, แอบหนีไปกับ(ผู้ชาย), เทของ เหลว, (ของเหลว) ไหลจาก

       ที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง)

(d) run in    (to be run in  =  ถูกตำรวจจับ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หมายถึง  “เราไม่เหลือเทียนไขอยู่เลย  และในร้านก็ไม่มีขายด้วย

 

16. Just _______________________________________________ sugar in my coffee, please.

(ขอน้ำตาลเพียง _________________________________ ในกาแฟของผม – ได้โปรดเถอะ)

(a) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(b) little

(c) a few    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(d) few

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Just”  หรือ  “Only”  ต้องตามด้วย  “A little”  เมื่อขยายนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  และใช้กับ   “A few”  เมื่อขยายนามนับได้ พหูพจน์  เช่น

  • He has only a few friends.

(เขามีเพื่อนเพียงไม่กี่คน)

  • We read just a few books each year.

(เราอ่านหนังสือเพียงไม่กี่เล่มในแต่ละปี)

 

17. Take an umbrella if you go to London because it rains _________________________ there.

(นำร่มไปด้วยนะถ้าคุณไปลอนดอน  เพราะว่าฝนตก ___________________________ ที่นั่น)

(a) many times    (หลายครั้ง)

(b) frequently    (บ่อยๆ, เป็นประจำ, เป็นนิจศีล)

(c) over again

(d) with frequency    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Over and over”  หรือ  “Over and over again”  (ทั้ง    วลี  หมายความว่า  “ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  ซ้ำซาก,  บ่อยมาก”)  ก็ได้,  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใจความไม่ดี  เนื่องจากไม่ระบุว่า  “หลายครั้ง”  ต่อวัน หรือ สัปดาห์

 

18. If you have a bad tooth _______________________________ out, it won’t hurt you again.

(ถ้าคุณให้หมอ __________________ ฟันที่ปวด (ผุ) ออกเสีย,  มันก็จะไม่ทำให้คุณเจ็บปวดอีก)

(a) pull

(b) pulling

(c) pulled    (ถอน)

(d) being pulled

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • What would you have me _______________________________________________?

(คุณจะให้ผม ________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Have + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + Have + Someone + Do ( กริยาอะไรก็ได้ ช่องที่ ๑) + Something”  หรือ (=  Subject + Get +  Someone + To do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้  คือ

                           ๑. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

                           ๒. Subject + get + someone + to do + something  (กรรม ของ  ver b “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                          ทั้ง โครงสร้างข้างบน  ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                           อย่างไรก็ตามถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ  {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้  อยู่ในช่องที่ +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง  “Have และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือน กันทุกประการดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ครั้ง)  (คือ  ไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน)  (คือ  ให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว)  (คือ  ให้อู่ล้างให้)

 

19. In trying to account ______________ the backwardness of these people, we are not to emphasize geographic conditions.

(ในความพยายามที่จะ __________ ความล้าหลังของผู้คนเหล่านี้,  เราจะต้องไม่เน้นย้ำสภาพทางภูมิศาสตร์)  (คือ  ต้องไม่เน้นว่าสภาพภูมิศาสตร์ทำให้คนล้าหลัง  แต่พิจาร ณาจากสาเหตุอื่นๆ)

(a) of

(b) to

(c) for    (“Account for”  =  อธิบาย, หาสาเหตุของ)

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                            สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                       ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Leave for Germany”  =  “จากไปประเทศเยอรมัน”  (ไม่ใช้  “To”)  ส่วน  “Leave Germany”  =  “ออกจากประเทศเยอรมัน”  (เพื่อจะไปประเทศอื่น)   อย่าใช้  “Leave from Germany”,  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                          สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

20. The city of Montreal ______________________________________ over 70 square miles.

(เมืองมอนทรีอัล (ประเทศแคนาดา) _______________________ (พื้นที่) กว่า  ๗๐  ตารางไมล์)

(a) is covered    (ถูกครอบคลุม, ถูกปกคลุม)

(b) that covers    (ซึ่งครอบคลุม)

(c) covering

(d) covers    (ครอบคลุม, ปกคลุม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคในรูป  “Active voice”  เนื่องจากเมืองมอนทรีอัลเป็นผู้กระทำกริยา  “ครอบคลุม

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                   

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป