หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 110)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer for each blank.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่าง)

 

1. As the time of departure approached, my heart was filled with a mixture of ______________.   

(เมื่อเวลาของการจากไปใกล้เข้ามา  หัวใจของผมเต็มไปด้วยการผสมปนเปของ ____________)

(a) sorry and glad   (เสียใจและดีใจ)  (เป็นคำคุณศัพท์ทั้ง ๒ คำ)

(b) sorry and gladness   (เสียใจและความดีใจ)

(c) sorrow and glad   (ความเสียใจและดีใจ)

(d) sorrow and gladness    (ความเสียใจและความดีใจ(เป็นคำนามทั้ง ๒ คำ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากหลัง  “Preposition” (Of)  ต้องเป็นคำนาม

 

2. ____________, some manufacturers use computers to link operations of various machines and to control the flow of work through the plant.

(__________, ผู้ผลิตบางรายใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ และเพื่อควบคุมการไหลของงานทั่วทั้งโรงงาน)

(a) More efficient factories

(b) Being more efficient

(c) The making factory more efficiently

(d) To make factories more efficient    (เพื่อทำให้โรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  เพื่อขยายประธานของประโยคที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  (Some manufacturers)  เพื่อบอกให้รู้ว่าประธานฯ ทำกริยา  “ใช้คอมฯ”  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  (ในที่นี้  คือ  เพื่อทำให้โรงงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่

  • _________________________________, you must make an appointment with him.

(__________________________________________ , คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(a) Seeing the doctor at his office

(b) If you see the doctor at his office

(c) You see the doctor at his office

(d) To see the doctor at his office    (เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง  “เพื่อที่จะ....................”   หรืออาจใช้   “In order to”   หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย “To + Verb 1”    ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้    โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see  หรือ  in order to see) him at his office.

                                 ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ในแบบนี้  เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)

(= You must practice speaking it every day to speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= You must get up early to be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= You must spend more time with your study to get a scholarship to study abroad.)

                                   นอกจากนั้น  เรายังใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุ ประสงค์อะไร   เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

3. I have often warned you; _________, you have persisted in doing the wrong thing.  I am not willing to give you a second chance.

(ผมเตือนคุณอยู่บ่อยๆ _________ คุณยังคงยืนกราน (เพียร, ดื้อรั้น) ทำผิดอยู่เรื่อยๆ  ผมจึงไม่เต็มใจที่จะให้โอกาสครั้งที่    แก่คุณอีก)

(a) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)  

(b) otherwise    (มิฉะนั้น)

(c) furthermore    (ยิ่งไปกว่านั้น)

(d) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความที่อยู่ข้างหน้า  และข้างหลัง  “Nevertheless, Nonetheless, However, But”  (ทั้ง    คำ หมายถึง  “อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่”)  จะมีความขัดแย้งกัน  กล่าวคือ  “ผมเตือนคุณบ่อยๆ  แต่คุณยังคงยืนกราน (เพียร, ดื้อรั้น) ทำผิดอยู่เรื่อยๆ)

 

4. Every student in those five rooms must bring ______________________ own books to class.

(นักเรียนทุกคนใน ๕ ห้องเรียนเหล่านั้นจะต้องนำหนังสือ __________________ เองมาที่ห้องเรียน)

(a) one’s    (ของคนเรา)  (ใช้กับประธานฯ “One”)

(b) his    (ของตน, ของเขา)

(c) their    (ของพวกเขา)

(d) our    (ของพวกเรา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Every student”  ถือเป็นคำนาม (ประธานฯ) เอกพจน์  และต้องใช้กับสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  “His”  ทั้งนี้  อาจใช้  “Her”  ก็ได้เช่นกัน  แต่ไม่นิยม  ในข้อนี้จึงไม่ให้  “Her”  มาเป็นตัวเลือก  เพราะจะทำให้มี    คำตอบ

 

5. Teaching _____________ a career appeals to many people ______________ the long holidays.

(การสอนหนังสือ __________ อาชีพอย่างหนึ่ง  มีเสน่ห์กับผู้คนจำนวนมาก  ____________ วันหยุดที่ยาวนาน)  (คือ  คนจำนวนมากหลงใหลอาชีพสอนหนังสือ  เพราะมีวันหยุดยาวในช่วงปิดเทอม)

(a) as _______________ despite    (ในฐานะ __________________ ทั้งๆที่)

(b) as _______________ due to    (ในฐานะ _________________ เนื่องมาจาก)

(c) like ______________ because of     (เช่นเดียวกับ, เหมือนกับ ______________ เนื่องมาจาก)

(d) like ______________ in spite of    (เช่นเดียวกับ, เหมือนกับ _________________ ทั้งๆที่) 

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

6. She is too excited to say ____________________________________________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ________________________________________________)

(a) nothing

(b) something

(c) anything    (สิ่งใดๆ)

(d) every thing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Any, Anything”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่                   

  • I haven’t _________________________________________________ money left now. 

(ผมไม่มีเงินเหลือ __________________________________ เลยขณะนี้)  (ไม่มีเงินเหลือเลย)

(a) no

(b) some

(c) none

(d) any    (บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Any”   ในประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • I’ve been playing tennis for two hours.  I just can’t play __________________________.

(ผมได้เล่นเทนนิสติดต่อกันมา    ชั่วโมงแล้ว  ผมไม่สามารถเล่น _______________________)

(a) yet    (หรือยัง, ยังเลย)

(b) already    (แล้ว)

(c) any more    (ต่อไปอีกแล้ว,  มากกว่านี้อีกแล้ว)

(d) no more    (ใช้ไม่ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  “Can’t”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • We had hardly ____________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”   ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี  “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                             ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ  ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ  “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                 ๒. เมื่อใช้   “Any”  เป็น  “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                  ๓. สามารถใช้   “Any”  ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                            ๓.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                                  ๓.แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                                 ๓. แสดงเงื่อนไข  เช่น

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                  ๔. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.................ใครก็ตาม, ............ไดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้   “Some” แทนได้)

  • I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                            ๕. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ  “Adverb”  ขั้นกว่า   เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

7. In that class the students are _____________________________________________ men.

(ในชั้นเรียนนั้น  นักเรียนเป็นผู้ชาย ___________________________________________)

(a) almost the

(b) most of

(c) almost    (เกือบจะ)

(d) mostly    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Mostly”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • The men at the party were mostly young.

(ผู้ชายที่งานเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม)

  • She was busy writing, poetry mostly (= mostly poetry).

(เธอยุ่งอยู่กับการเขียน  ส่วนใหญ่เป็นบทกวี)

  • She has had a very exciting career, mostly in New York.

(เธอมีอาชีพที่น่าตื่นเต้นมาก  ส่วนมากในนิวยอร์ก)

  • Some animals hunt mostly at night.

(สัตว์บางชนิดออกล่าเหยื่อตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่)

                                   สำหรับการใช้  “Most of the (Most)”  และ  “The most”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________ outside of the cities is used for farming.

(_________________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (= Most area)  (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้  หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบนมีประธาน  คือ  “Most of the area”  โดยมี  “outside of the cities”  เป็นส่วนขยาย  และมีกริยา คือ  “is used”  จึงต้องใช้  “Area” แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด,  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most + Noun (plural)”,  “Most of the + Noun (plural)”  และ “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่             (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ   ถึง  )

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็นสีดำ)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  The most”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)   เช่น

  • The most important thing   (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • The most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • The most diligent student   (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • The most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)
  • The most complicated problem   (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

 

8. I can’t help __________________________________________________ of my past life.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ________________________________________ ชีวิตในอดีตของผม)

(a) think

(b) to think

(c) thinking    (คิดถึง)

(d) to thinking

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help” (อดไม่ได้)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  หรือ  คำนาม  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • I don’t feel like _____________________________________________________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก _______________________________________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating    (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel like” (อยาก, ต้องการ)   ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือคำนาม  ได้แก่   “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider(พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “Appreciate”(ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม), “Prohibit”  (ห้าม)Mind” (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.  

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.  

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.  

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night. 

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.  

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window? 

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.  

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

9. ____________________________________________________ stamps, he collects coins.

(__________________________________________ แสตมป์,  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์)

(a) Except    (ยกเว้น)

(b) Beside    (ข้างๆ)

(c) In addition to    (นอกเหนือจาก)

(d) There are no

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับคำอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้  คือ  “Besides (นอกจาก),  หรือ  “Apart from”  (นอกเหนือจาก)

 

10. Lucy missed the plane ____________________________________ she was working late.

(ลูซี่ตกเครื่องบิน ________________________________________ เธอทำงานจนเย็นหรือค่ำ)

(a) and    (และ)

(b) until    (จนกระทั่ง)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) before    (ก่อน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่  (Lucy missed the plane)  และประโยคย่อย  (she was working late)  เป็นเหตุเป็นผลกัน  คำที่ใช้เชื่อม    ประโยคจึงต้องใช้  “Because”  (ลูซี่ตกเครื่องบิน – เป็นผล)  (เพราะว่าเธอทำงานจนค่ำ – เป็นเหตุ)

 

11. She did nothing but _____________________________________________________.

(เธอไม่ทำอะไร  ยกเว้น _________________________________________________)

(a) cry    (ร้องไห้)

(b) cried

(c) crying

(d) to cry

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากหลัง  “But” (ยกเว้น)  และ “Except”  (ยกเว้น)  ซึ่งถือเป็น  “Preposition” ทั้ง  ๒  คำ  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  โดยถือเป็น  “กรรม”  ของ  “But”  และ  “Except”  เช่น

  • He desired nothing except pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

  • She wants nothing but marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

  • This robot can do everything but smile.

(หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง  ยกเว้นยิ้ม)

  • There was little I could do except wait.

(มีอะไรนิดหน่อยที่ผมสามารถทำได้  ยกเว้นรอคอย)

 

12. We are investigating several species of plants in Asia ___________ in allergic skin reaction in humans.

(เรากำลังสืบหาพันธุ์พืชหลายชนิดในเอเชีย ___________ ปฏิกิริยาทางผิวหนังที่ทำให้เกิดผื่นคันในมนุษย์)

(a) they can cause

(b) who can cause

(c) that can cause    (ซึ่งสามารถทำให้เกิด)

(d) that they can cause

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (That)  และกริยา  (Can cause)  ของอนุประโยค  ทั้งนี้  ไม่สามารถเลือก  ข้อ  (d)  ได้  เนื่องจาก  “That”  แทน  “Several species of plants”  จึงไม่ต้องมี  “They”  อีก

 

13. Jim Chavez was a Democrat from New Mexico ___________ to the United States Senate in 1940.

(จิม ชาเวซ  เป็นผู้สนับสนุนพรรคเดมโมแครตจากรัฐนิวเม็กซิโก  ผู้ซึ่ง ___________ เข้าสู่วุฒิสภาของสหรัฐฯ ในปี  ๑๙๔๐)

(a) elected    (ได้รับเลือกตั้ง)

(b) was elected

(c) electing

(d) having elected

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……..….. (New Mexico) who was elected to the United States Senate in 1940

 

14. We went ______________________________________________ at the pool last Sunday.

(พวกเราไป ______________________________________ ที่สระน้ำในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา)

(a) swim

(b) swam

(c) to swimming

(d) swimming    (ว่ายน้ำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Go + Verb + ing”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I can’t remember when I last went _________________________________________.

(ผมจำไม่ได้ว่า  ผมไป _______________________________________ ครั้งสุดท้ายเมื่อใด)

(a) for swim

(b) swimming    (ว่ายน้ำ)

(c) to swimming

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบาย   “Go swimming, Go shopping”   จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • In the afternoon we went ________________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ____________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ”  

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Her job is __________________________________________________________.

(งานของเธอคือ _____________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.    (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (Is)  ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go shopping” หรือ   “Going shopping”  ได้ทั้งคู่

                          อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”   กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอเช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting  (ไปล่าสัตว์),  go fishing  (ไปตกปลา),  go shooting  (ไปยิงปืน)  ,  go skating,  go skiing,  go climbing  (ไปปีนเขา),  go diving  (ไปดำน้ำ), etc.”  (แต่ใช้ “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน   จึงต้องตอบข้อ  (b)   หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

15. My parents frequently tell me it’s no use ___________ when the examination is drawing near.

(พ่อแม่ของผมบอกผมบ่อยๆ ว่า  มันไม่มีประโยชน์ที่จะ ___________ เมื่อการสอบกำลังใกล้เข้ามา)

(a) worry

(b) to worry

(c) worrying    (วิตกกังวล)

(d) to have worried

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “No use” (ไม่มีประโยชน์)  และ  “No good”  (ไม่ดี)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ดังประโยคข้างล่าง

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

                            นอกจากนั้น  ยังมีคำคุณศัพท์    ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

 

16. __________ at not seeing Mr. Freeman at the cafeteria, Jenny decided to have lunch alone at the park.

(____________ ที่มิได้พบมิสเตอร์ฟรีแมนที่ห้องอาหาร  เจนนี่ตัดสินใจกินอาหารกลางวันตามลำพังที่สวนสาธารณะ)

(a) Having been disappointing    (น่าผิดหวัง)

(b) Disappointing    (น่าผิดหวัง)

(c) Disappointedly    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) Disappointed    (รู้สึกผิดหวัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูรายละเอียดการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Disappoint”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม ______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest    (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • I ______________________________________________ with the result of my exam.

(ผม _________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท  “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม ________________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา __________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)

                                         ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very _________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”   เนื่องจาก “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป   “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                          คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”   ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                            กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                 ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”   คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                 ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า....................” หรือ  “ซึ่งน่า...................”  กริยาที่เติม   “Ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)  {มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)Present continuous tense}

                            ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้  แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “...................ถูกทำให้รู้สึก..................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ...................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “................มีความ รู้สึก..................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ..................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

17. Many people think it is ___________________________ if a man would love another man.

(คนจำนวนมากคิดว่า  มัน ______________________ ถ้าผู้ชายคนหนึ่งจะรักผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

(a) nobody’s business    (มิใช่ธุระของใคร)

(b) business of nobody

(c) no ones’ business

(d) business of no one

ตอบ    -    ข้อ   (a)

 

18. ___________________________ other big cats, leopards (เล้พ-เพิร์ด) are expert climbers.

(____________ แมวใหญ่ (เสือ) ชนิดอื่นๆ,  เสือดาวเป็นนักปีนป่าย (ต้นไม้) ที่ชำนาญ-เชี่ยวชาญ)

(a) The most unlike

(b) They are unlike most

(c) Unlike the most

(d) Unlike most    {ไม่เหมือนกับ (แมวใหญ่อื่นๆ) ส่วนใหญ่}

ตอบ    -    ข้อ   (d)

 

19. She is going on the picnic with __________________________________________ boys.

(เธอกำลังจะไปเที่ยวปิกนิกกับเด็กชาย _______________________________________)

(a) two little other

(b) other two little

(c) two other little    (ตัวเล็กๆ อื่นๆ อีก  ๒  คน)

(d) other little two

ตอบ   -   ข้อ   (c)   จำนวน  (หนึ่ง, สอง, สาม สี่ )  ต้องอยู่หน้า  “Other”  แต่ดูความแตกต่างจากประโยคข้างล่าง

  • We need another twenty people for the job.

(เราต้องการคน (เพิ่ม) อีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนี้)

  • They will stay here for another ten days.

(พวกเขาจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

 

20. Jack is far more intelligent than _______________________________ student in the class.

(แจ๊คเฉลียวฉลาดกว่านักเรียน _______________________________ ในชั้นเรียนอย่างมาก)

(a) any

(b) any other    (คนอื่นใด)

(c) other

(d) another

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เพราะหมายถึงฉลาดกว่านักเรียนทุกๆ คนในชั้น  ที่นอกเหนือไปจากตัวแจ๊คเอง

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                   

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป