หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 10)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In 1950, _____________________ one of the world’s highest awards, the Nobel Peace Prize.

(ในปี  ๑๙๕๐ ___________________ หนึ่งในบรรดารางวัลสูงสุดของโลก, (คือ) รางวัลโนเบล)

(a) received by Ralph Bunche

(b) Ralph Bunche’s receiving

(c) the receipt by Ralph Bunche

(d) Ralph Bunche received    (ราล์ฟ บันเช  ได้รับ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Ralph Bunche) และกริยา  (Received)  ของประโยค  โดยมีข้อความที่เหลือ  (One of the ………….Prize) เป็นกรรมของประโยค  และมี  “In 1950”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb of time)  ขยายกริยา  “Received

 

2. Chemists find ______ to detect and measure the amount of chlorine in any given water supply.

(นักเคมีพบว่า ____________ ที่จะตรวจหา (สืบหา) และวัดปริมาณคลอรีนในน้ำประปาใดๆ ที่มีอยู่)

(a) are easy

(b) easily

(c) how easily

(d) it easy    (มันง่าย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “Subject + Find + It + Adjective + To + Verb 1”  เช่น

  • They find it impossible to travel abroad every year.

(พวกเขาพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศทุกปี)

  • She found it difficult to get a secretary job in an outstanding company.

(เธอพบว่ายากที่จะได้งานเลขานุการ  ในบริษัทที่มีชื่อเสียง)

  • We find it reasonable to start our trip early.

(เราพบว่าสมเหตุสมผลที่จะเริ่มต้นออกเดินทางแต่เนิ่นๆ)

  • He found it essential to provide the best education to his children.

(เขาพบว่าจำเป็นยิ่ง  ที่จะให้การศึกษาดีที่สุดแก่ลูกๆ ของเขา)

 

3. Young herons are helpless for a few weeks ____________________________ they learn to fly.

(นกกระสาที่ยังอ่อน  จะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เป็นเวลา  ๒ – ๓  สัปดาห์ _______ พวกมันเรียนรู้ที่จะบิน)

(a) how    (อย่างไร)

(b) before    (ก่อน)

(c) despite    (ทั้งๆ ที่)

(d) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ    (b)

 

4. I was sorry that I had to stop our conversation ___________________________ the phone.

(ผมเสียใจว่าผมจำเป็นต้องหยุดการสนทนาของเรา __________________________ โทรศัพท์)

(a) to answering

(b) to answer    (เพื่อตอบ, เพื่อรับ)

(c) for answer

(d) for answering

ตอบ  -   ข้อ    (b)   เป็นการทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง (หยุดสนทนา เพื่อรับโทรศัพท์)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • I go to school to learn.

(ผมไปโรงเรียนเพื่อศึกษา-เรียนรู้)

  • He studied hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อสอบผ่าน)

  • We left early to catch the train.

(เราออก (จากบ้าน) แต่เนิ่นๆ เพื่อให้ทันรถไฟ)

  • They worked overtime to make extra money.

(พวกเขาทำงานล่วงเวลา  เพื่อหาเงินพิเศษ)

  • She called the doctor to make an appointment with him.

(เธอโทรไปหาหมอ  เพื่อนัดหมายกับเขา)

                                        กล่าวคือ  “ประธานของประโยค   ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”   ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา   ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She tried hard to get a scholarship.

(เธอพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

  • She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

  • They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                                       ในหลายๆ กรณี  นิยมนำ  “To + Verb 1”  มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  ที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอม ม่า)  ว่าประธานฯ ทำกริยาด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

  • To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา,  คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง   “เพื่อที่จะ......................”   หรืออาจใช้   “In order to”  หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น   ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย   “To + Verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้   โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)   ดังเช่นประโยคข้างบน   สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see  หรือ  in order to see) him at his office.

                                         ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนกับอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนกับอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……............….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

5. I couldn’t finish my paper because the typewriter _________________________________.

(ผมไม่สามารถทำรายงานได้เสร็จ  เพราะว่าเครื่องพิมพ์ดีด ___________________________)

(a) took down    (จดลง, บันทึก, เอาลงมา, ดึงลงมา)

(b) fell down    (ล้มลง, พังทลายลง)

(c) tore down    (รื้อถอน, ทำลาย)

(d) broke down    (ชำรุด, ขัดข้อง, เสีย, สุขภาพทรุดโทรม, จำแนกแยกแยะ, ชี้แจงรายละเอียด)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

 

6. They understood the problem after half an ____________________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง _________________________________)

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The mountain was a ________________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น_______________________________________________ จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey   (การเดินทาง (ระยะ)  ๑  วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ  ๑  วัน”  หรือ  อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from…..........…..”

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He seems to need _____________________________________________________.

(เขาดูเหมือนว่าต้องการ ________________________________________________)

(a) good night sleep

(b) good night’s sleep

(c) a good night sleep

(d) a good night’s sleep    (การนอนหลับในตอนกลางคืนอย่างเต็มอิ่ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้าง  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  (การนอนหลับของเวลากลางคืน)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I’m looking forward to ___________________________________________________.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย  __________________________________________________)

(a) a vacation’s week

(b) a week’s vacation    (การไปเที่ยววันหยุด    สัปดาห์)

(c) a vacation of the week

(d) a week of the vacation

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten _______________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ ________________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The landlord said that the tenant owed several _________________________________.

(เจ้าของบ้านกล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ ________________________________________)

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่       

  • They must be ready to move anywhere in the world at ____________________________.

(พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปที่ใดๆในโลก  เมื่อ  ____________)   (เช่น ทหาร หรือ นักข่าวต่างประเทศ  ที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับคำสั่งด่วน)

(a) a moment notice

(b) moment’s notice

(c) moments’ notice

(d) a moment’s notice    (ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเรื่องเวลา  โดยมีเครื่องหมาย  {Apostrophe ‘S’}  เหมือนใช้แสดงความเป็นเจ้าของกับคำนามเอกพจน์-พหูพจน์ ทั่วๆ ไป  เช่น  (Tom’s car - รถยนต์ของทอม)  (A man’s suit - สูทของผู้ชาย)  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าชั่วประเดี๋ยวเดียว)  (ว่าจะต้องย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น  หรือว่าจะต้องทำอะไรบางอย่าง)
  • A month’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๑  เดือน)  (ว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน)    
  • A week’s holiday   (วันหยุด  ๑  สัปดาห์)  
  • Two months notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๒  เดือน)
  • Three weeks journey   (การเดินทางนาน  ๓  สัปดาห์)
  • Four years time   (ระยะเวลา  ๔  ปี)
  • A moment’s pause    (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent    (ค่าเช่า   เดือน)

 

7. _________________ production of rice is expected to be much higher than it was last year.

(การผลิตข้าว ___________ ได้รับการคาดหวังว่าจะสูงกว่าการผลิตฯ เมื่อปีที่แล้วอย่างมากมาย)

(a) This year    (ปีนี้)

(b) Yearly    (รายปี, ประจำปี)

(c) This year’s    (ของปีนี้)

(d) A year’s

ตอบ  -  ข้อ  (c)

 

8. Joe likes to make fun _______________________________________________ sisters.

(โจชอบกระเซ้า (เย้าแหย่, หัวเราะเยาะ) น้องสาว ________________________________)

(a) his

(b) by his

(c) to his

(d) of his    (ของเขา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Make fun of”  =  “กระเซ้า, เย้าแหย่, หัวเราะเยาะ”  

                                        สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์ เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

9. The boy pointed at one of the robbers ______________ he believed had attacked his father.

(เด็กชี้ไปที่โจรคนหนึ่ง ___________________________ เขาเชื่อว่าได้ทำร้ายพ่อของเขา)

(a) for

(b) because

(c) who    (ผู้ซึ่ง)

(d) whom

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค  “Who (he believed) had attacked his father

 

10. Edward is a well-read man.  He was persuaded by his father to read tales when he was only five years old, and he ___________ fond of reading since then.

(เอดเวิร์ดเป็นพหูสูต (ผู้มีความรอบรู้)  เขาถูกชักจูงโดยพ่อของเขาให้อ่านนิทาน (นิยาย) เมื่อเขาอายุเพียง  ๕  ขวบ  และเขา __________ ชอบการอ่านหนังสือตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา)

(a) is

(b) was

(c) has been    (ได้)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Adjective}  เพื่อบอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  (เริ่มอ่านนิทานเมื่ออายุ  ๕  ขวบ)  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

11. Strenuous work does not increase the body’s demand for protein, _____________ it significantly enhances the body’s energy or calorie requirement.

(งานที่ต้องใช้แรงมากมิได้เพิ่มความต้องการโปรตีนของร่างกาย ____________ มันเพิ่มความต้องการพลังงานหรือแคลอรีของร่างกายอย่างมาก)

(a) so

(b) but    (แต่)

(c) or

(d) when

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความที่อยู่ข้างหน้าและตามหลัง  “But, However, Nevertheless, Nonetheless”  (ทุกคำมีความหมายว่า  “แต่, อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม”)  จะมีความขัดแย้งกัน  (งานหนักไม่ได้เพิ่มความต้องการโปรตีนของร่างกาย  แต่เพิ่มความต้องการพลังงาน หรือแคลอรีของร่างกายอย่างมาก)  ดูเพิ่มเติมความหมายของ  “But”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ๑. But”   มีความหมาย   “ยกเว้น, เว้นแต่, นอกจาก”  (เป็น  “Preposition)   เมื่อตามหลังประโยคปฏิเสธ  ส่วนใหญ่ต้องตามด้วยรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)    

  • She can do anything but stop gossiping about other people’s affairs.

(เธอสามารถทำอะไรก็ได้  ยกเว้นหยุดซุบซิบนินทาเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น)

  • He did nothing but complain.

(เขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากบ่นโวยวาย)

  • There is nothing for her to do but wait.

(เธอไม่มีอะไรทำนอกจากรอคอย)

                          สำหรับรูปแบบอื่น  เช่น

  • We saw nothing but flowers.

(เราไม่เห็นอะไรเลยนอกจากดอกไม้)

  • They want to stay nowhere but their home.

(พวกเขาไม่ต้องการพักที่ใด  นอกจากบ้านของตนเอง)

  • She couldn’t eat anything but cucumbers.

(เธอไม่สามารถกินอะไรได้นอกจากแตงกวา)

  • It hurt nobody but himself.

(มันมิได้ทำร้าย (ทำให้เสียหายแก่) ใครเลย  นอกจากตัวเขาเอง)

  • Who but a madman would administer a deadly poison.

(ใครเสียอีกนอกจากคนบ้าที่จะวางยาพิษขนาดร้ายแรงถึงตาย)

  • All but one of the thieves were caught.

(หัวขโมยทั้งหมด  ยกเว้นคนเดียวถูกจับได้)

                                        ๒.  But”   มีความหมาย  “แต่”  ทำหน้าที่เป็น  “Conjunction”  เช่น

  • He is rich but his brother is poor.

(เขารวย  แต่พี่ชาย (น้องชาย) ของเขาจน)

  • They don’t need to know all the answers but they need to know how to find out the answers.

(พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมด  แต่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ว่าจะหาคำตอบได้อย่างไร)

  • The family does not see it as a chore but a necessity.

(ครอบครัวมิได้มองมันว่าเป็นงานบ้าน (งานจิปาถะ) แต่ว่าเป็นสิ่งจำเป็น)

  • This is not the result of unemployment but the result of the government’s inefficiency.

(นี่มิได้เป็นผลลัพธ์ของการว่างงาน  แต่ว่าเป็นผลลัพธ์ของความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล)

  • It is a cheap but incredibly effective carpet cleaner.

(มันเป็นเครื่องทำความสะอาดพรมที่ราคาถูก  แต่ว่ามีประสิทธิผลอย่างไม่น่าเชื่อ)

  • We’ll have a meeting, but not today.

(เราจะมีการประชุมกัน  แต่ไม่ใช่วันนี้)

  • It was a long walk but it was worth it.

(มันเป็นการเดินที่ยาวไกล  แต่มันก็คุ้มค่า)

  • He has promised reform but failed to deliver it.

(เขาได้สัญญาว่าจะปฏิรูป  แต่ก็ล้มเหลวที่จะทำมัน)

                                       ๓. But”   มีความหมาย   “เพียงเท่านั้น”  (Only)  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เช่น

  • He left but an hour ago.

(เขาจากไปเพียง    ชั่วโมงล่วงมาแล้วเท่านั้น)

  • Low cost and high speed are but two of the advantages of electronic data handling.

(ค่าใช้จ่ายต่ำและความเร็วสูงเป็นเพียงประโยชน์ (ข้อได้เปรียบ)  ๒  ประการของการจัดการข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) 

  • When I first met her, she had but recently divorced.

(เมื่อผมพบเธอครั้งแรก  เธอเพียงแต่เพิ่งหย่าร้างมาไม่นานเท่านั้น)

  • I asked her whether she would be able to do it and she replied she could but try.

(ผมถามเธอว่าเธอจะสามารถทำมันได้หรือไม่  และเธอตอบว่าเธอสามารถเพียงแต่พยายาม (ทำ) เท่านั้น)

 

12. Special lessons are _______________________________ next year for all weak students. 

(บทเรียนพิเศษ _________________________ในปีหน้า สำหรับนักเรียนที่ (ความรู้) อ่อนทุกคน)

(a) to give

(b) to be given    (มีกำหนดว่าจะ  (กะว่าจะ,  จะต้อง) ถูกมอบให้)

(c) giving

(d) to be giving

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Is (am, are) + To be + (Verb 3 –  แสดง  “Passive voice”  หรือ  + Verb 1 –  แสดง  “Active voice”)”  =  “มีกำหนดที่จะ (กะว่าจะ, จะต้อง) ....................”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • This article is to be published next week.

(= This article will be published next week.)

(บทความนี้มีกำหนดจะตีพิมพ์สัปดาห์หน้า)

  • We are to leave now.

(= We have to leave now.)

(เราจำเป็นต้องไป (ออกเดินทาง) ตอนนี้เลย)

  • You must be there at 10 o’clock.

(= You are to be there at 10 o’clock.)

(คุณจะต้องไปถึงที่นั่นเวลา  ๑๐  โมง)

  • Don’t interfere with my business.

(= You are not to interfere with my business.)

(คุณจะต้องไม่มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องของผม)

                                         แต่ถ้าขึ้นต้นด้วย   “If”  จะมีความหมายว่า  “มีเจตจำนง  หรือมุ่งมั่นที่จะ........................” เช่น

  • If you are to succeed, you must work harder.

(ถ้าคุณมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ  คุณจะต้องทำงานให้หนักขึ้น) 

 

13. _________________ the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(___________________________ พายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

(a) During    (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(b) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (เมื่อหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยวลี หรือ ประโยค ก็ได้  แต่ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  ต้องตามด้วยประโยคเพียงอย่างเดียว)

(d) Instead of    (แทนที่จะ)  (เป็น  “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เพราะถูกหลักไวยากรณ์ และได้ความหมาย  ดูตัวอย่างการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

  • I want you to wait here while I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่  ในขณะที่ผมกำลังซื้อผลไม้)

  • Did you meet my sister during our stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ในระหว่างที่คุณพักในโตเกียวหรือเปล่า)

  • During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างการบรรยาย  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังบรรยาย  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • Instead of going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

  • I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมาแทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

  • The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆ ต้องการนมแทนกาแฟ)

  • The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

  • The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง)  (เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

  • She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

  • He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

  • Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

  • He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

                                              สำหรับ  “Since”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Nobody has come to see us since we ________________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา __________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since” (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอ   สำหรับ  “Since”   ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”   อาจตามด้วยคำนามหรือวลี  หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้   และมักใช้กับ  “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต   และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   เช่น

  • He has read since the morning.   (since + วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m.   (since + วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.   (since + วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.    (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.   (since + วลี)

(ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. 

(= He has gone to Chicago since last week.)   (since + วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.   (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.   (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

14. Jenny looked ________________________________________________ at her husband.

(เจนนี่จ้องมองสามีของเธอ _______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์) 

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at  หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”  (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย   “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ Look  เป็น  Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                        สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Let us ____________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I ___________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม __________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about…......……”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ...............)  และ  “I wonder about……...……”  (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ...................)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ______________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                         ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ________________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่   “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                         ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells _______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Smell + Adjective

                                          ตัวอย่างที่    {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔   แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                        ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed _____________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำ คุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”  ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า),   Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow, Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.(จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm(เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

15. It is thought that Thai people have rapidly changed because Western influence and economic problems have made them ______________ their religion.

(คิดกันว่าคนไทยได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  เพราะว่าอิทธิพลตะวันตกและปัญหา  เศรษ ฐกิจได้ทำให้พวกเขา _____________ ศาสนาของตน)

(a) neglected

(b) to neglect

(c) neglecting

(d) neglect   (ไม่สนใจ, ไม่เอาใจใส่, ละเลย, ทอดทิ้ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It makes you _____________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ _______________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1” 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests ___________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ ______________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ  (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins ____________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ ___________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us ______________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ____________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her _____________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ _________________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone _______________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน______________ สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ  กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

16. Beethoven was famous especially ____________ his piano playing, but he was also a composer.

(บีโธเฟ่นมีชื่อเสียงเป็นพิเศษ ___________ การเล่นเปียโนของเขา  แต่เขาก็เป็นนักประพันธ์เพลงหรือดนตรีด้วย)

(a) in

(b) as

(c) for    (ในเรื่อง, ในด้าน, สำหรับ)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Famous for”  =   “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน”  ส่วน   “Famous as”  =   “มีชื่อเสียงในฐานะ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Chiang Mai is famous for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่มีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้คน)

  • President Abraham Lincoln was famous for his integrity.

(ประธานาธิบดีอับราฮัม  ลิงคอล์น  มีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรม)

  • John is famous as a competent doctor.

(จอห์นมีชื่อเสียงในฐานะแพทย์ผู้มีความสามารถ)

  • Thailand is famous as a country of smiling people.

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่มีผู้คนยิ้มแย้ม)

  • Thailand is famous for its smiling people.     

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องผู้คนยิ้มแย้ม)

 

17. The man always devotes his life to helping underprivileged people.  The work ____________ by him seems incredible to most people.

(ชายคนนั้นอุทิศชีวิตของเขาเสมอ  เพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาส  งาน ___________ โดยเขาดูเหมือนเหลือเชื่อสำหรับคนส่วนใหญ่)

(a) does

(b) did

(c) done    (ถูกทำ)

(d) doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “The work which is (was) done by him……............….

 

18. Recently, I __________________________________________________ rather badly.

(หมู่นี้  (เร็วๆ มานี้)  ผม _________________________________________ ไม่ค่อยจะหลับ)

(a) sleep

(b) am sleeping

(c) was sleeping

(d) have been sleeping    (ได้กำลังนอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Recently”  (หมู่นี้, เร็วๆ มานี้)  ใช้กับ  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} หรือ    “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3เพื่อบอกว่าเหตุการณ์หนึ่ง  (นอนไม่หลับ)  เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่            

  • It _________________________________________________ ever since last Sunday.

(ฝน _______________________________________________ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว)

(a) rained

(b) had rained

(c) has rained

(d) has been raining    (ได้กำลังตก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เนื่องจากแสดงทั้งความต่อเนื่อง  และยาวนานของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดตั้งแต่ในอดีต  (วันอาทิตย์ที่แล้ว)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  และมีแนวโน้มที่จะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย  ซึ่งดีกว่าการใช้  ข้อ  (c)  (Present perfect tense)  เพราะแสดงเพียงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น  มิได้แสดงความยาวนานของเหตุการณ์  หรือบ่งชี้ว่าจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วยเหมือนกับ  “Present perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous tense”   จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • In the last few years our town __________________________________ a great deal.

(ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา  เมืองของเรา ___________________________ อย่างมากมาย)

(a) grew

(b) had grown

(c) is growing

(d) has been growing    (ได้กำลังเติบโต)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  คือ  เมืองของเราเริ่มเติบโตเมื่อสอง-สามปีที่แล้ว  ปัจจุบันก็ยังคงเติบโตอยู่  และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคตด้วย  อีกนัยหนึ่ง  คือ  เน้นการเติบโตแบบต่อเนื่องหรือติดต่อกันเป็นเวลาสอง-สามปี  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He looks so exhausted because he _____________________ around the town all day.

(เขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อย-อ่อนล้ามาก  เพราะว่าเขา _______________ รอบเมืองตลอดทั้งวัน)

(a) ran

(b) had run

(c) had been running

(d) has been running    (ได้กำลังวิ่ง

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (คือ  การวิ่งรอบเมือง)  และมีแนวโน้มว่าจะกระทำ (วิ่ง) ต่อไปในอนาคตด้วย  (คือ  ภายหลังจากที่พูดประโยคนี้)   ส่วนอีกนัยหนึ่ง  ต้องการแสดงความต่อเนื่องยาวนานของการทำกริยาวิ่ง  ว่าได้กระทำมาแล้วหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน  (สำหรับนัยยะหลัง  อาจต่อเนื่องแบบหลายๆ ชั่วโมง  วัน  เดือน  ปี  ก็ได้)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Mother __________________________________ very badly for the last few months.

(แม่ _____________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ      ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Present perfect continuous”  และ  “Present perfect”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I _______________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ___________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิด)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • She _______________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ _________________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)  และมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนา   คตด้วย 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Although Mark _______________ for years, he _______________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค _________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา ________________ ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)  เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”)  เนื่องจากมาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  (แสดงการศึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Miss Kim ________________________________________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Have (Has) + Been + V. ing}   โดยสังเกตจาก  Since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน  ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” {Subject + Have (Has) + Verb 3}  แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนาน  (รวมทั้งไม่เน้นว่าจะทำต่อเนื่องไปในอนาคต)  เหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต                          

                                       รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   “since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   “since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก)   “since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)  ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว)  (เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย)  (เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป)  (เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง)  (เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา  ๑๐  ปีแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี  ๒๐๑๐)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา  ๒  ชั่วโมงแล้ว)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ  ๒  ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

19. You should drive carefully, because accidents ______________________________ easily.

(คุณควรขับรถอย่างระมัดระวัง  เพราะว่าอุบัติเหตุ ________________________ อย่างง่ายดาย)

(a) are occurred

(b) occurring

(c) occur    (เกิดขึ้น)

(d) occurred

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากกริยา  “Occur, Happen, Take place” =  (เกิดขึ้น)  ต้องใช้ในรูป  “Active voice”  เสมอ  และประโยคนี้เป็นข้อแนะนำโดยทั่วไป  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  (ไม่เลือก ข้อ D)

 

20. Sometimes we would play tricks ____________________________________ our teacher.

(บางครั้ง  เราจะใช้กลอุบาย (ใช้เล่ห์เหลี่ยม, หลอกลวง, หลอกต้ม, เล่นตลก) __________ ครูของเรา)

(a) to

(b) on    (กับ)
(c) upon

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                      สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕)  -  There is a map on page five.  (มีแผนที่ในหน้าที่  ๕)  (ของหนังสือ, เอกสาร),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป