หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 1)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. If you want to see northern Thai culture, you ________ go to the Arts Museum in Chiang Mai.

(ถ้าคุณต้องการเห็นวัฒนธรรมทางภาคเหนือของประเทศไทย  คุณ _________ ไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะในเชียงใหม่)

(a) would

(b) were to

(c) have to    (จำเป็นต้อง)

(d) had to

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๑  คือ  ใน  “If clause”  ใช้   “Present simple tense” (Want)  ส่วนใน  “Main clause”  ใช้  “Present future tense” (Will have to)  หรือ  “Present simple tense” (Have to)ดังเช่นใน ข้อ  “C” ส่วนในข้อ  “D” เป็น  “Past tense

 

2. She went to the movies last night but she told me she wished she ____________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ __________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you ______________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ ___________________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish I __________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ______________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ-   ข้อ   (c)   เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  Past subjunctive”   คือ  ต้องอยู่ในรูป  “Past simple”  (Could play)  เมื่อเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน,  หรือใช้รูป   “Past perfect tense”  (Had played  หรือ  Could have played)  เมื่อเป็นการปรารถนาในอดีต 

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you __________________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”  แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง  “Wish”  ที่แสดงความปรารถนาในปัจจุบัน  คือ  ให้สมิธพูดภาษาอังกฤษได้)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                   ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I __________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม_________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish I _________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่ก็มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ ไม่ได้รับ)

                                    ตัวอย่างที่  ๖

  • I wish you _________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต  (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ___________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish today _________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด  ซึ่งเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน)   จะต้องใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Verb 2”  แต่  “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก  คือ

                             ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish (that) she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes (that) today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish (that) my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes (that) his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I often wish (that) I were really wealthy (now).

(ผมปรารถนาบ่อยๆ ว่า  ผมร่ำรวยอย่างแท้จริง)  (จริงๆ แล้วไม่รวย)

  • My sister occasionally wishes (that) she were a boy (now).

(น้องสาวของผมปรารถนาเป็นบางครั้งว่า  เธอเป็นเด็กผู้ชาย)  (จริงๆ แล้วเป็นหญิง)

  • I wish (that) I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish (that) they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                             ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish (that) yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes (that) her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished (that) he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish (that) my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                             ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”, “Should”,  “Could”,  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish (that) my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอ กาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes (that) she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish (that) qwethey would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                             ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครง สร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

  • They are in love and wish to marry.

(เขาทั้งสองคนรักกัน  และปรารถนาจะแต่งงานกัน)

                             ๕. โครงสร้าง  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

  • Before their exam they wished each other luck.

(ก่อนการสอบ  พวกเขาอวยพรโชคดีให้กันและกัน)

  • It is Mary’s birthday today.  Don’t forget to wish her many happy returns.

(วันนี้เป็นวันเกิดของแมรี่  อย่าลืมอวยพรให้เธอมีความสุข)

                             ๖. โครงสร้าง  “Wish + For + Something”  (ปรารถนาอะไรบางอย่าง)  (มักแสดงความปรารถนาอย่างเงียบๆ กับตัวเอง)  เช่น

  • She blew out the candles on her birthday cake and wished for a new doll.

(เธอเป่าให้เทียนบนเค้กวันเกิดดับลง  และปรารถนาจะได้ตุ๊กตาใหม่สักตัว)

                            ๗. ใช้  “Wish”  แบบคำนาม  (Noun)  หมายถึง  “ความปรารถนา, ความประสงค์, ความต้องการ, คำอธิษฐาน, สิ่งที่ปรารถนา”  เช่น

  • She told me of her wish to quit her job.

(เธอบอกผมถึงความปรารถนาของเธอที่จะทิ้งงาน)  (ลาออกจากงาน)

  • He has a strong wish to see his ex-wife again.

(เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบอดีตภรรยาอีกครั้ง)

  • Julius Cesar was an all-powerful king whose every wish was obeyed.

(จูเลียส ซีซาร์ เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเต็มที่  ผู้ซึ่งความปรารถนาทุกอย่างของเขาได้รับการเชื่อฟัง)

  • We have no wish to repeat their mistakes.

(เราไม่ปรารถนาจะทำผิดซ้ำความผิดของพวกเขา)

  • A death wish is a conscious or unconscious desire to die or be killed.

(“ความปรารถนาความตาย”  เป็นความต้องการแบบรู้ตัว (ตั้งใจ) หรือ ไม่รู้ตัว (ไม่ตั้งใจ) ที่จะตาย  หรือ  ถูกฆ่าตาย)

  • The government should reflect the wishes of the majority in the country.

(รัฐบาลควรจะสะท้อนความต้องการ (สิ่งที่ต้องการ) ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ)

  • My last wish is for you to leave this house and never return.

(ความปรารถนาสุดท้ายของผม  คือ  ให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ไป  และอย่ากลับมาอีก)

  • Her parents send their best wishes for me on my birthday.

(พ่อแม่ของเธอส่งความปรารถนาดีมายังผม  สำหรับวันเกิดของผม)

  • Please accept this gift with my sincere good wishes for the future.

(โปรดรับของขวัญนี้ไว้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากผม  สำหรับอนาคต)  (เพื่อความสุข-ความสำเร็จของคุณ)

  • Have you made your wish yet?

(คุณตั้งความปรารถนาไว้แล้วหรือยัง)  (ว่าอยากได้อะไรสักอย่าง)

  • The genie then granted Sinbad three wishes.

(ผู้วิเศษ (พ่อมด-แม่มด) ให้ซินแบดตั้งความปรารถนาได้    อย่าง)  (ขออะไรก็ได้    อย่าง)

 

3. All of a __________________________________________________ the light went out.

(ในทันใดนั้น _____________________________________________ ไฟฟ้าก็ดับวูบลง)

(a) sudden    (ทันที, ทันใด, ฉับพลัน – เป็นคำคุณศัพท์)

(b) suddenly    (ในทันทีทันใด– เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) suddenness    (ความทันทีทันใด, ความฉับพลัน – เป็นคำนาม)

(d) suddening

ตอบข้อ  (a)  เนื่องจาก “All of a sudden”  เป็นสำนวน  หมายถึง “ในทันทีทันใด”  “เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากและคาดไม่ถึง”  “เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

 

4. In Britain the maximum period that a government can remain _________ office is five years.

(ในอังกฤษ  ระยะเวลาสูงสุดที่รัฐบาลจะสามารถอยู่ ________________ ตำแหน่งได้ คือ ๕ ปี)

(a) at

(b) for

(c) in    (ใน)

(d) with

 

5. He ___________ go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขา ___________  เดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)

(a) uses    (ใช้)

(b) used to    (เคย)

(c) was used    (ถูกใช้ – ในอดีต)

(d) is used to    (คุ้นเคย, เคยชิน – ในปัจจุบัน)

ตอบข้อ  (b)  “Used to”  หมายถึงเคยทำในอดีต  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)  ส่วน  “Be used to”  หมายถึง  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ต้องตามด้วย  “คำนาม”  หรือ “ Verb + ing”  จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีตหรือปัจจุบันก็ได้  เช่น

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

  • They are used to cold weather.

 (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

 

6. It is a fact ____________________________________________________________.

(มันเป็นข้อเท็จจริง ___________________________________________________)

(a) that all we have to eat.    (ที่ว่าทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องกิน)

(b) that we all have to eat.     (ที่ว่าเราทุกคนจำเป็นต้องกินอาหาร)

(c) that we all have ate.     (ที่ว่าเราทั้งหมดได้กิน)

(d) all we have to eat.    (ทั้งหมดที่เราต้องกิน)

ตอบข้อ  (b)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุดและถูกหลักไวยากรณ์  และอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถใช้แทน  ข้อ (b)  ได้ คือ “that all of us have to eat”  (ที่ว่าเราทุกคนจำเป็นต้องกิน)

 

7. ________________________________________ were sold before the end of the month.

( ____________________________________________________ ถูกขายไปก่อนสิ้นเดือน)

(a) A large amount of products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(b) Much of the products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(c) Many of the products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(d) A great deal of products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

ตอบข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้  “Many”  กับคำนามนับได้ พหูพจน์ (Products)  ส่วน  “A large amount, Much, A great deal”  ล้วนแต่ใช้กับนามนับไม่ได้  (และเป็นเอกพจน์เสมอ)

 

8. Fog has always been ___________________________ hazards to car driving during winter.

(หมอกได้เป็นอันตราย _______________ ต่อการขับรถยนต์โดยเสมอมา  ในระหว่างหน้าหนาว)

(a) the greatest ones

(b) ones greatest

(c) the greatest of ones

(d) one of the greatest    (มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด” (Superlative degree)  ในโครงสร้าง  “One of the + Adjective (ขั้นสูงสุด)  + Noun (พหูพจน์)”  (ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง)

  • ใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดในรูป  “One of the + คุณศัพท์ขั้นสูงสุด (+ คำนามพหูพจน์)”  เช่น
  • He is one of the best employees in the company.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาพนักงานที่ดีทีสุดในบริษัท)

  • She is one of the most beautiful girls in the city.

(เธอเป็นหนึ่งในบรรดาเด็กหญิงที่สวยที่สุดในเมือง)

  • This car is one of the most expensive we have bought.

(รถคันนี้มีราคาแพงมากที่สุดคันหนึ่งที่เราได้ซื้อมา)

  • This road is one of the longest in town.

(ถนนสายนี้ยาวมากที่สุดสายหนึ่งในเมือง)

  • The university is one of the largest in the country.

(มหาวิทยาลัยนี้เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)

 

9. It took five men to carry the tree, which was _______________ than a three-story building.

(มันใช้ผู้ชาย ๕ คนเพื่อแบกต้นไม้นั้น ซึ่ง ___________________________ อาคารสูง ๓ ชั้น)

(a) more taller

(b) taller    (สูงกว่า)

(c) as tall

(d) the tallest

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  (ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

The rent on this office is _____________ than the rent we have been paying at our old place.

(ค่าเช่าสำนักงานแห่งนี้ ______________ กว่าค่าเช่าที่เรากำลังจ่ายอยู่ ณ สถานที่เก่าของเรา)

(a) high    (สูง)

(b) highly    (อย่างสูง)

(c) higher    (สูงกว่า)

(d) highest    (สูงสุด)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative)  สังเกตได้จากมีคำว่า  “Than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป  “ขั้นกว่า”  เช่น  “Bigger than,”  “Smaller than,”  “Older than,”  “Younger than,”  “More expensive than”  หรือ  “More spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น

                                ตัวอย่างที่ 

  • Of all our tour buses, this one is our _______________________________________.

(ในบรรดารถบัสท่องเที่ยวทั้งหมดของเรา  คันนี้เป็นคันที่ _______________________ ของเรา)

(a) big    (ใหญ่)

(b) bigger    (ใหญ่กว่า)

(c) more bigger    (รูปนี้ไม่มีใช้)  (“More”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว  เช่น  “More important”  (สำคัญกว่า),  “More necessary”  (จำเป็นกว่า) ฯลฯ)

(d) biggest    (ใหญ่ที่สุด)

ตอบ - ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด”  (Superlative)  คือ  เปรียบเทียบคนหรือสิ่งของที่มีจำนวนมากกว่า ๒ ขึ้นไป  ซึ่งสังเกตได้จาก “of all our tour buses”  ส่วนการเปรียบเทียบรถ ๒ คัน  จะใช้  “of our two tour buses”  สำหรับ ข้อ (c) ใช้ผิด  เนื่องจาก  “Big”  เป็นคำพยางค์สั้น  จึงต้องใช้เป็น  “Bigger”  เพียงอย่างเดียว  ไม่ต้องใช้  “More”  นำหน้าอีก,  เราจะใช้  “More”  นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวเท่านั้นในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative)  เช่น

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

(เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

 

10. The company was well-known for the quality of __________________________ products.

(บริษัทแห่งนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ________________________)

(a) their

(b) his

(c) it’s

(d) its    (ของตน – ของบริษัท)

ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  แทน “บริษัท” ซึ่งเป็นเอกพจน์

 

11. ___________ Air and Space Museum has the highest attendance record of all the museums in the world.

(__________ พิพิธภัณฑ์ทางอากาศและอวกาศ   มีประวัติการเข้าชมสูงที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดในโลก)

(a) A

(b) An

(c) The

(d)  -

ตอบ  –  ข้อ  (c)  ชื่อพิพิธภัณฑ์  ต้องนำด้วย  Article  “The”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The” จากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ ๑     (จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

  • The world’s highest, (1) Mount Everest, (2) situated on the China-Nepal border in (3) Himalaya, (4) rises to 29,028 feet.

(สูงที่สุดของโลก,  ภูเขาเอฟเวอเรสต์  ซึ่งตั้งอยู่ ณ ชายแดนจีน-เนปาลในเทือกเขาหิมาลัย  สูงถึง ๒๙,๐๒๘ ฟุต)

ตอบ  –  ข้อ  (3)  แก้เป็น  “the Himalaya”  เนื่องจากต้องใช้  Article  “The”  กับ เทือกเขา,  แม่น้ำ,  หมู่เกาะ,  ชื่อประเทศที่มีคำว่า  “Union,” “United,” “Republic,”  ชื่อประเทศและชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปพหูพจน์ (Philippines, Alps),  มหาสมุทร,  ทะเล,  คลอง,  คาบสมุทร,  อ่าว,  ช่อง แคบ,  กลุ่มทะเลสาบ,  ทะเลทราย,  เทือกเขา,  แหลม,  ขั้วโลก,  ภาค,  นามที่มีเพียงสิ่งเดียว,  เส้นศูนย์สูตร,  อุโมงค์,  ห้องสมุด  และพิพิธภัณฑ์  เช่น

  • the United States of America (ประเทศสหรัฐฯ)
  • the China’s People Democratic Republic (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน)
  • the Atlantic (มหาสมุทรแอตลันติค)
  • the Pacific Ocean, the Indian Ocean
  • the Danube (แม่น้ำดานูบ)
  • the Chao Praya River (แม่น้ำเจ้าพระยา)
  • the Thames (แม่น้ำเทมส์)
  • the Panama Canal, the Suez Canal (คลองปานามา – สุเอซ)
  • the Red Sea, the Mediterranean (ทะเลแดง –เมดิเตอร์เรเนียน)
  • the East Indies (หมู่เกาะอินเดียตะวันออก)
  • the Indo-China Peninsula (คาบสมุทรอินโดจีน)
  • the Scandinavian Peninsula (คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย)
  • the Gulf of Thailand, the Persian Gulf (อ่าวไทย – เปอร์เซีย)
  • the Bering Strait, the British Strait (ช่องแคบเบอริ่ง– อังกฤษ)
  • the Geneva Lake (ทะเลสาบเจนีวา)
  • the Kobe Desert, the Sahara Desert (ทะเลทรายโกบี – ซาฮารา)
  • the Cape of Good Hope (แหลมกู๊ดโฮพ)
  • the Rockies, the Alps (เทือกเขาร็อคกี้ –แอลป์ส)
  • the North Pole, the South Pole (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the Equator (เส้นศูนย์สูตร)
  • the North, the South (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the moon, the sun, the earth, the world, the universe, the sky
  • the Central Library (หอสมุดกลาง)
  • the Thai National Museum (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไทย)

 

12. The prosecutor questioned the witness about ___________________________________.

(อัยการซักถามพยานเกี่ยวกับ ____________________________________________)

(a) what knew he

(b) what did he know

(c) he knew

(d) what he knew    (สิ่งที่เขารู้)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากหลัง  “Preposition” (About)  จะต้องอยู่ในรูป  “Noun clause”  ซึ่งจะต้องขึ้นต้น  “Clause” (อนุประโยค) ด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How)  แล้วตามด้วย  “Subject + Verb”  เสมอ เช่น

  • I was surprised at what he said.

(ผมประหลาดใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • She asked me when I would leave.

(เธอถามผมว่าผมจะไปเมื่อไร)

  • He told me why he resigned from his job.

(เขาบอกผมว่าทำไมเขาจึงลาออกจากงาน)

  • We asked them where they lived.

(เราถามพวกเขาว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • I don’t know how he did it.

(ผมไม่ทราบว่าเขาทำมันอย่างไร)

(ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ  “Noun clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง)

                                  ตัวอย่างที่  

  • If I had the money, I would pay _______________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ____________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  และนำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you ________________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (= คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”  (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                   ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me __________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ________________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” ) 

                                   ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly _______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ____________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

                                   ตัวอย่างที่  

  • Did you hear __________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ____________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                   ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ___________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                  ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ____________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _____________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                            ตัวอย่างที่  

  • Tell me _____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”  มักขึ้นต้น (นำหน้า) ด้วย  “Question ords” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้  โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)  สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                             ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                             ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                             ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                             ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                               ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                            ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่  “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause)

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

13. ___________________________ qualities that people most admire in others is generosity.

(_____________ คุณสมบัติซึ่งผู้คนชื่นชมมากที่สุดในบุคคลอื่นๆ  คือ  ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่-ใจกว้าง)

(a) Many    (จำนวนมาก)

(b) Another    (อีกคนหนึ่ง, อีกสิ่งหนึ่ง)

(c) One of the    (หนึ่งในบรรดา)

(d) Some of the    (บางคน, บางสิ่ง)

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากใช้ได้กับคำกริยาของประโยค  (Is)  โดยมี  “One” (of the)  เป็นประธานของประโยค

 

14. The supervisors could have prevented this problem __________________ it beforehand.

(ผู้ควบคุมงานคงสามารถที่จะป้องกันปัญหานี้ได้ _________________ มัน (ปัญหา) ล่วงหน้า)

(a) if they knew

(b) had they known    (ถ้าพวกเขาได้ทราบ)

(c) if had they known

(d) whether

ตอบข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓   คือการสมมติในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ดังเช่นประโยคข้างต้น  ความหมายคือ  “ผู้คุมงานไม่สามารถป้องกันปัญหาได้  เนื่องจากไม่ทราบล่วงหน้า”  ทั้งนี้  เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่มาสม มติย้อนหลัง  สำหรับข้อความ  “had they known”  ผันมาจาก  “if they had known”  ซึ่งโครงสร้างทั้ง ๒ แบบนี้สามารถใช้แทนกันได้  โดยมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  และสามารถนำมาขึ้นต้นประโยคเหมือนกับ  “If clause”  ได้เช่นเดียวกัน  ดังตัวอย่าง

  • Had they known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.

(= If they had known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.)

  • If he had studied harder last semester, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาได้ขยันเรียนมากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว  เขาคงสอบผ่านไปแล้ว – แต่ความจริงคือ  เขามิได้ขยันเรียน  เขาเลยสอบตก)

(= Had he studied harder last semester, he would have passed the exam.)

  • She would have married him if he had proposed her.

(= She would have married him had he proposed her.)

(เธอคงจะได้แต่งงานกับเขาไปแล้ว  ถ้าเขาได้ขอแต่งงานกับเธอ – แต่ความจริงคือ  เธอมิได้แต่งงานกับเขา  เพราะว่าเขาไม่ได้ขอแต่งเธอ)

(ดูเพิ่มเติม “If clause” แบบที่ ๓ จากตัวอย่างข้างล่าง)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • We _______________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ___________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                               ตัวอย่างที่  ๒

  • He helped me, otherwise I ______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

                               ตัวอย่างที่  

  • ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_______________  เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                                       นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก  “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง  “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง  

                               ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ___________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ____________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ________________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  

                                    ตัวอย่างที่  

If you had gone with us to the mountains, you ______________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  ___________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                  ตัวอย่างที่  

  • Tom _____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                ตัวอย่างที่  

  • Nancy __________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                   ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause) เลย  โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                        สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                       จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                        นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”  แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………………...........….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………….................……..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they……….....................…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

              สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

15. The company has quit _______________________________________ in that magazine.

(บริษัทได้ยุติ _________________________________________ ในวารสารฉบับนั้นแล้ว)

 (a) advertise    (โฆษณา – เป็นคำกริยา)

 (b) to advertise

 (c) advertisement    (โฆษณา – เป็นคำนาม)

 (d) advertising    (การโฆษณา)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง  “Quit”  จะต้องเป็นคำนามหรืออยู่ในรูป  “Gerund”  (V. + ing)  ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ทั้งนี้  ถ้าจะใช้ข้อ  (c)  มักจะมี  Article “The”  นำหน้า (the advertisement)  (ดูรายละเอียดการใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยาบางตัวจากตัว อย่างข้างล่าง)

                                  ตัวอย่างที่  

She delayed ______________ the contract until she had a chance to speak with her attorney.

(เธอประวิงเวลา __________ (ใน) สัญญา  จนกระทั่งเธอมีโอกาสพูดคุยกับทนายความของเธอ)

(a) sign    (ลงนาม, เซ็นชื่อ)

(b) to sign

(c) signing    (การลงนาม, การเซ็นชื่อ)

(d) signature    (ลายเซ็น, ลายมือชื่อ, การเซ็นชื่อ, การลงนาม)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก กริยาที่ตามหลัง  “Delay”  ต้องอยู่ในรูป  “Gerund” (Verb + ing)   หรือไม่ก็ต้องเป็นคำนามนอกจากนั้น  กริยาต่อไปนี้ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือคำนามเช่นกัน  ได้แก่  avoid (หลีกเลี่ยง),  consider (พิจารณา), suggest (แนะนำ),  enjoy (สนุกสนาน),  finish (ทำเสร็จ),  appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  allow (อนุญาต), permit (อนุญาต),  postpone (เลื่อนออกไป),  practice (ปฏิบัติ, กระทำ), prohibit (ห้าม),  mind (รังเกียจ),  deny (ปฏิเสธ),  resist (ยับยั้ง, ระงับ),  recall (นึกได้, ระลึกได้),  resent (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  cannot stand  (ทนไม่ได้),  admit (ยอมรับ),  delay (ประวิงเวลา),  confess (สารภาพ),  imagine (นึกคิด, จินตนาการ)  cannot help (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  excuse (ให้อภัย), forgive (ให้อภัย), dislike (ไม่ชอบ),  miss (พลาดโอกาส), discuss (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She enjoys reading novels.

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

16. Lawrence eats ______________________________________________ of all his friends.

(ลอว์เรนซ์กิน ___________________________________ ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของเขา)

(a)  most slowly

(b) the most slowly    (อย่างเชื่องช้าที่สุด)

(c) more slowly

(d) as slowly as

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (Superlative)  จึงต้องใช้  “The most” นำหน้า  “Slowly” (เป็นการเปรียบเทียบตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป)

 

17. Desert animals ___________ a means of retaining moisture in such a hot, dry climate if they are to survive.

(สัตว์ทะเลทราย ___________ วิธีการรักษาความชื้นในภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง  ถ้าพวกมันจะต้องรอดชีวิตอยู่)

(a) are needed    (ถูกต้องการ)

(b) were needed

(c) need    (ต้องการ)

(d) Needing

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Active voice”  เพราะ  “desert animals”  เป็นผู้ทำกริยา “ต้องการ” เอง

 

18. It is said that the ______________ has improved a great deal in Thailand in recent years.

(มันกล่าวกันว่า ____________ได้กระเตื้องขึ้นอย่างมากในประเทศไทย  ในช่วงปีที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้)

(a) finance    (การเงิน)

(b) money    (เงิน)

(c) economics    (วิชาเศรษฐศาสตร์)

(d) economy    (เศรษฐกิจ)

 

19. There are not _____________ people who dislike to visit a beautiful and peaceful country.

(มีคนไม่ _______________________ ผู้ซึ่งไม่ชอบไปเยือนประเทศที่สวยงามและสงบสุข)

(a) a few    (ไม่มาก)

(b) a lot    (มาก)

(c) many    (มาก)

(d) much    (มาก)

ตอบ  –  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “People”  เป็นคำนามในรูปพหูพจน์  จึงต้องใช้  “Many” ขยาย   ส่วนข้อ  (b)  “A lot”  ใช้ขยายได้ทั้งคำนามนับไม่ได้ (ถือเป็นเอกพจน์เสมอ)  และนับได้ (พหูพจน์)  แต่ต้องแก้เป็น  “A lot of”  หรือ  “Lots of”  ส่วน  “Much” ใช้ขยายคำนามนับไม่ได้

 

20. My house, _________________________________________, is going to be sold soon.

(บ้านของผม, ______________________________________,  กำลังจะถูกขายในเร็วๆนี้)

(a) which the roof is made of brick

(b) in which the roof is made of brick

(c) whose roof is made of brick

(d) of which the roof is made of brick (ซึ่งหลังคาของมันทำด้วยอิฐ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Of which”  ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของๆ  “สัตว์และสิ่งของ”  เช่น  บ้าน, รถ, สะพาน, แมว, หมา, เสือ, นก ฯลฯ”  ส่วน  “Whose”  ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของที่เป็นคนเท่านั้น  เช่น

  • The man whose house is next to mine is my teacher.

(ผู้ชายผู้ซึ่งบ้านของเขาอยู่ถัดจากของผมไป  เป็นครูของผมเอง)

  • The woman whose son was killed in the car accident is a company manager.

(ผู้หญิงซึ่งลูกชายของเธอตายในอุบัติเหตุทางรถยนต์  เป็นผู้จัดการบริษัท)  (หมายถึงผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้จัดการฯ)

 

21. _____________________ by the author John Grisham are frequently on the best seller list.

(__________ ที่เขียนโดยนักเขียน จอห์น  กริสแฮม  มักจะอยู่ในรายชื่อหนังสือขายดีที่สุดอยู่บ่อยๆ)

(a) The novel

(b) Novels    (นวนิยาย, เรื่องแต่ง)

(c) A novel

(d) Some novel

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยา  คือ  “Are”  ประธานของประโยคจึงต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  สำหรับข้อ  (d)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น “Some novels

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป