หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 99)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Maharaja’s Blood-Stained Diamond

 

          Hindu legend has it that long ago there lived a maharaja who had everything a man could desire: power, riches, a beautiful wife.  For her birthday he gave her a large diamond, an heirloom, which enraged his brother, who had always wanted the gem.  One night he stole into the maharani’s quarters and tried to unfasten the gem from the gold chain around her neck.  When she awoke, he stabbed her in the throat to stop her screaming and fled with the diamond.

          When he looked at the stone, it was stained with the dead woman’s blood and the color would not wash off.  A priest to whom he confessed his crime advised him to wash the stone in the source of the sacred Ganges, high in the Himalayas.  Near the icy cave where the Ganges rises, he prayed and immersed the stone in the stream.  But it remained red and the defeated prince lay down in a snow bank to die.  The next day the temple priests took from his stiffened hand the great diamond which, now stained with the princess’ blood, had become a ruby and put it in the empty eye socket of the statue of the God Siva, the destroyer, where it still gleams today.  The earliest rubies used as gems were found in India, where they were picked up in the bed of dry or rushing rivers.  Indian royalty considered large, blood-red stones more precious than diamonds; the Sanskrit word for ruby was “ratanaraj,” king of precious stones.  The finest gems of darkest red were considered male, the lighter ones were female.  Rubies were also thought to have caste (the deepest colors, the highest caste), and at times could lose caste by coming in contact with paler stones of lower caste.

 

1. A “legend” (เล้จ-เจินท) in the first paragraph is __________________________________.

(“ตำนาน, เรื่องที่เล่าลือกันต่อๆ มา, คำสลัก, คำอธิบายภาพ, ประมวลเรื่องราวของยุค, คนที่น่าสนใจ, ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง”  ในพารากราฟแรก  คือ ____________)

    (a) a faith in one’s religion    (ความศรัทธาในศาสนาของบุคคล)

    (b) a written history of a certain event    (ประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นของเหตุการณ์บางเรื่อง)

    (c) a story from olden times    (เรื่องราวจากสมัยโบราณ)

    (d) a made-up story to teach a lesson    (เรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อสอนบทเรียน)

2. What does “desire” in paragraph 1 mean?

(“ปรารถนา, ต้องการ, ประสงค์, อยาก”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) approve   (เห็นชอบ, เห็นด้วย, อนุมัติ)

    (b) neglect   (เพิกเฉย, ละเลย, ไม่เอาใจใส่, ไม่สนใจ)

    (c) conserve   (สงวนไว้, อนุรักษ์ไว้)

    (d) annihilate   (ทำลายอย่างสิ้นซาก)

    (e) misuse   (ใช้ในทางที่ผิด, ใช้ในทางที่ไม่ควร)

    (f) consolidate   (ทำให้เป็นปึกแผ่น, ทำให้แข็งแรง-มั่นคง, รวบรวมกำลัง, รวบรวมเข้าด้วยกัน)

    (g) crave    (ต้องการ, ปรารถนา, อยากได้มาก, กระหาย, อ้อนวอน)

    (h) tempt   (ยั่วยวน, ล่อใจ)

    (i) shield    (ปกป้อง, ป้องกัน, คุ้มครอง)

    (j) relieve   (บรรเทา, ปลดเปลื้อง, ทำให้ลดน้อยลง)

3. “heirloom” in paragraph 1 means ____________________________________________.

(“มรดกตกทอด”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ____________________________________)

    (a) collection    (การเก็บรวบรวม, การสะสม)   

    (b) proposal   (ข้อเสนอ)

    (c) complaint   (การอุทธรณ์, การร้องทุกข์, การบ่น)

    (d) manifestation    (การแสดง, การปรากฏ, การแห่แหน)

    (e) influence   (อิทธิพล)

    (f) elimination    (การกำจัด, การทำลาย, การขับออก, การขับไล่, การลบทิ้ง)

    (g) concurrence    (การเห็นด้วย, การเห็นพ้อง, การสนับสนุน, การให้ความร่วมมือ)

    (h) inheritance    (มรดก, สิ่งที่รับช่วงมา, สิ่งที่สืบทอดมา, ลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่สืบทอดกันมา,

          การรับช่วง, การสืบทอด, สิทธิในการรับมรดก, สิทธิในการรับช่วง)

    (i) apex   (ยอด, ปลาย, สุดยอด)

    (j) heart    (ใจกลาง, ศูนย์กลาง, หัวใจ)

4. The word “which” in paragraph 1 refers to the fact that ____________________________.

(คำว่า  “ซึ่ง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ____________________________)

    (a) the maharaja had a beautiful wife    (มหาราชามีมเหสีสวย)

    (b) the prince’s brother wanted to steal the diamond    (พี่ชายของเจ้าชาย (มหาราชา) ต้องการ

           ขโมยเพชร)

    (c) the maharaja had given the diamond to his wife    (มหาราชาได้ให้เพชรแก่มเหสีของเขา

           (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “สำหรับวันเกิดของเธอ (มเหสี)  เขา

           (มหาราชา) ได้ให้เพชรเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งแก่เธอ  ซึ่งเป็นมรดกตกทอด  ซึ่งทำให้พี่ชายของเขา

           (ของมหาราชา) โกรธแค้น (เพราะว่า) พี่ชายของเขาต้องการเพชรเม็ดนี้โดยเสมอมา)

    (d) the prince’s brother had never liked his sister-in-law    (พี่ชายของเจ้าชาย (มหาราชา) ไม่เคย

           ชอบน้องสะใภ้ของเขา)  (หมายถึง  ไม่ชอบมเหสีของมหาราชา)

5. The word “enraged” in paragraph 1 could best be replaced by _____________________.

(คำว่า  “ทำให้โกรธแค้น, ทำให้เดือดดาล, ทำให้เคืองแค้น”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ___________)

    (a) revered    (เคารพนับถือ, บูชา, ยำเกรง)   

    (b) aggravated   (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

    (c) obliterated   (ทำลายสิ้นเชิง, กำจัด, ขจัด, ตัดทิ้ง, ขัดออก, ลบออก, ถูออก)

    (d) detested   (เกลียดชัง, เกลียด, ไม่ชอบอย่างมาก)

    (e) overcame   (เอาชนะ, พิชิต, มีชัยเหนือ)

    (f) infuriated    (ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล)

    (g) distrusted   (ไม่ไว้ใจ. ไม่เชื่อใจ)

    (h) assisted   (ช่วยเหลือ)

    (i) hampered    (ขัดขวาง, สกัดกั้น, เป็นอุปสรรค)

    (j) doomed   (กำหนด, พิพากษา, ชี้ชะตากรรม, ประณาม)

6. “quarters” in paragraph 1 is closest in meaning to _______________________________.

(“ที่พักอาศัย, แหล่งประจำการ”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ____________)

    (a) objections   (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

    (b) scholarships   (ทุนการศึกษา)

    (c) functions    (หน้าที่)

    (d) grievances    (การอุทธรณ์, การร้องทุกข์, ความไม่พอใจ, ความข้องใจ, ข้อข้องใจ)

    (e) distributions    (การจำหน่าย, การแจกจ่าย)

    (f) appetites    (ความอยากอาหาร)

    (g) extensions    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

    (h) restorations    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

    (i) residences    (ที่อยู่อาศัย, ที่อยู่, ถิ่นที่อยู่, การอยู่อาศัย, การมีถิ่นที่อยู่, ช่วงระยะเวลาการอยู่

          อาศัย)

    (j) precipitations    (ปริมาณการรวมตัวกันของไอน้ำในอากาศ  เช่น ฝน-หิมะ-ลูกเห็บ-น้ำค้าง)

7. The word “gem” in paragraph 1 refers to the ____________________________________.

(คำว่า  “เพชร, พลอย, เพชรนิลจินดา, ของมีค่า, บุคคลที่ได้รับความเคารพหรือนิยมชมชอบอย่างมาก, ขนมอบทาเนย”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ____________)

    (a) riches    (ความมั่งคั่งร่ำรวย)

    (b) gold chain    (สายสร้อยทองคำ)

    (c) ruby    (ทับทิม)

    (d) diamond    (เพชร)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “สำหรับวันเกิด

           ของเธอ (มเหสี)  เขา (มหาราชา) ได้ให้เพชรเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งแก่เธอ  ซึ่งเป็นมรดกตกทอด  

           ซึ่งทำให้พี่ชายของเขา (ของมหาราชา) โกรธแค้น (เพราะว่า) พี่ชายของเขาต้องการเพชรเม็ด

           นี้โดยเสมอมา)

8. The clause “one night he stole into the maharani’s quarters” (in the first paragraph) means that he ______________.

(อนุประโยค  “คืนวันหนึ่ง  เขา (พี่ชายของมหาราชา) แอบเข้าไป (ลักลอบเข้าไป) ในที่พักอาศัยของมหารานี”  (ในพารากราฟแรก)  หมายความว่าเขา ___________)

    (a) walked into that room to steal    (เดินเข้าไปในห้องนั้นเพื่อขโมย)

    (b) forced the door open and walked into that room    (พังประตูและเดินเข้าไปในห้องนั้น)

    (c) crept quietly and secretly into that room    (ย่อง – เล็ดลอด – อย่างเงียบๆ และลับๆ เข้าไป

           ในห้องนั้น)

    (d) marched heavily into that room    (เดินแถวอย่างเข้มแข็งเข้าไปในห้องนั้น)

9. What does “stabbed” in paragraph 1 mean?

(“แทง, ทิ่ม, จิ้ม, เสียดแทง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) hindered   (ขัดขวาง, สกัดกั้น, เป็นอุปสรรค)

    (b) endured   (อดทน, ทนทาน)

    (c) shunned    (หลีกเลี่ยง)

    (d) soothed    (ปลอบโยน, ปลอบขวัญ, ประโลมใจ)

    (e) pierced    (เพียช)  (แทง, ทิ่ม, เจาะ, ไช, มองทะลุ, ทะลุผ่าน, ทะลวง, ค้นคว้า, (เสียง) แทรกผ่าน)

    (f) praised    (สรรเสริญ, ยกย่อง)

    (g) anticipated    (คาดหวัง, คาดหมาย, ทำนาย)

    (h) wrinkled    (ทำให้เป็นรอยย่น, ย่น, รอยย่น)

    (i) hugged   (กอด)

    (j) whipped   (หวด, ตี, เฆี่ยน, โบย, ลงแส้, รวบรวม, ชุมนุม)

10. “stained” in the second paragraph means _____________________________________,

(“ทำให้เปรอะเปื้อน, ทำให้สกปรก, ทำให้เป็นรอยด่าง, แต้มสี, ทำให้ด่างพร้อย, ทำให้มัวหมอง, ทำให้มีมลทิน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ____________)

      (a) shifted    (เปลี่ยน, เคลื่อนย้าย, เคลื่อน, ย้าย, เลื่อน, สับเปลี่ยน, หมุนเวียน, เปลี่ยนเวร, เปลี่ยนเกียร์)

      (b) disseminated    (แพร่กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย, เผยแพร่)

      (c) crushed    (บด, ทำให้แตก, ขยี้, บี้, คั้น, เหยียบ, กำจัด, ทำลาย)

      (d) ingested    (นำเข้าไปในร่างกายโดยทางปาก)

      (e) tarnished    (ทำให้เปรอะเปื้อน, ทำให้มัวหมอง, ทำให้เศร้าหมอง, ทำให้คล้ำ, ทำให้เสื่อมเสีย,

            กลายเป็นมัวหมอง-เศร้าหมอง-คล้ำ)

      (f) recovered   (ฟื้นจากไข้, กลับคืนสู่สภาพเดิม, นำกลับคืนมา)

      (g) humiliated    (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ, ทำให้อับอาย)

      (h) discouraged    (ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ)

      (i) pleased    (ทำให้ยินดี, ทำให้พอใจ)

      (j) flourished    (ฟล้อร์-ริช)  (เจริญ, รุ่งเรือง, เฟื่องฟู, มั่งคั่ง, งอกงาม)

11. “sacred” in paragraph 2 could best be replaced by ________________________________.

(“ศักดิ์สิทธิ์, เกี่ยวกับการบูชาในทางศาสนา, เกี่ยวกับศาสนา, เป็นที่สักการบูชา, ล่วงละเมิดไม่ได้, ล่วงเกินไม่ได้”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

      (a) severe    (รุนแรง, เข้มงวด, กวดขัน, เอาจริงเอาจัง, เคร่ง, เคร่งครัด, เคร่งขรึม)

      (b) vulnerable    (เปราะบาง, อ่อนแอ, ล่อแหลม)   

      (c) perilous   (มีอันตราย, เป็นภัย)

      (d) lucid    (ชัดเจน, แจ่มแจ้ง, เข้าใจได้ง่าย)

      (e) futile    (ฟิ้ว-ไทล)  (ไร้ผล, ไม่มีประโยชน์, ไม่สำคัญ, ไม่เอาจริงเอาจัง)

      (f) feasible   (ที่สามารถทำได้, ที่เป็นไปได้, ที่ดำเนินการได้, เหมาะสม)

      (g) vague    (เว้ก)  (คลุมเครือ, เคลือบคลุม, ไม่ชัดแจ้ง, เลือน, เลอะเลือน)

      (h) complicated    (ซับซ้อน, ยุ่งยาก, ยากที่จะเข้าใจหรืออธิบาย)

      (i) routine    (เป็นกิจวัตรประจำวัน, ตามปกติ, ประจำวัน, เกี่ยวกับงานประจำวัน)   (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

            “กิจวัตรประจำวัน, งานประจำ”)

      (j) holy    (ศักดิ์สิทธิ์, ควรเคารพ, ควรสักการบูชา, เป็นที่เคารพบูชา, เคร่งศาสนา, ใจบุญอย่างยิ่ง)

12. We may conclude from the story that the defeated prince decided to die because ____________.

(เราอาจสรุปจากเรื่องว่า  เจ้าชายผู้พ่ายแพ้ (พี่ชายของมหาราชา) ตัดสินใจที่จะตาย  เพราะว่า ______)

      (a) he had stained the diamond with sin and could not wash it off    (เขาได้ทำให้เพชร

             เปรอะเปื้อนไปด้วยบาป  และไม่สามารถชำระล้างมันให้หมดไปได้)  (ดูคำตอบจากประโยค

             ที่ ๒ – ๔ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “พระองค์หนึ่งที่เขาสารภาพบาปด้วย  ได้แนะนำให้

             เขาไปล้างเพชรในแหล่งกำเนิด (ต้นน้ำ) ของแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ในเทือกเขาหิมาลัย, 

             ทั้งนี้  ใกล้กับถ้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง ที่ซึ่งแม่น้ำคงคากำเนิดขึ้น  เขา (พี่ชายของมหาราชา)

             ได้สวดมนต์และจุ่มเพชร (เปื้อนเลือด) ลงไปในลำธาร  แต่มันก็ยังคงมีสีแดงอยู่  และเจ้าชาย

             ผู้พ่ายแพ้ (พี่ชายของมหาราชา) นอนลงบนฝั่ง (ตลิ่ง) ที่เป็นหิมะเพื่อที่จะตาย)

      (b) the priest would not forgive him for his sin    (พระจะไม่ยกโทษให้สำหรับบาปของเขา)

      (c) he did not know where to hide himself and the diamond    (เขาไม่รู้ว่าจะซ่อนตัวเองและเพชร

             ไว้ที่ไหน)

      (d) it was too cold up at the source of the Ganges    (มันหนาวเย็นเกินไปบนต้นน้ำของแม่น้ำคงคา)

13. The word “immersed” in paragraph 2 is closest in meaning to _____________________.

(คำว่า  “จุ่ม, แช่, จิ้ม, ฝัง, หมกมุ่น, ใส่ใจ, รดน้ำมนต์”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ___________)

      (a) eluded    (หลบหลีก, หลบหนี, หลีก, เลี่ยง) 

      (b) debilitated    (ทำให้อ่อนเพลีย, ทำให้อ่อนแอ, ทำให้ทรุดโทรม)

      (c) persevered    (เพอร์-ซิ-เวี่ยร์)  (มุมานะ, อุตสาหะ, พยายาม, บากบั่น, พากเพียร) 

      (d) liquidated    (ลิ้ค-ควิ-เดท)  (กำจัดโดยการฆ่าทิ้ง, สะสาง, ชำระหนี้, ชำระบัญชี) 

      (e) bribed    (ไบรบ)  (ติดสินบน, ให้สินบน)  (เมื่อเป็นคำนาม  Bribe”  หมายถึง  “สินบน, สิ่งล่อใจ”) 

      (f) allotted    (อะ-ล้อท)  (แจก, แบ่งปัน, จัดแบ่ง, จัดสรร)

      (g) submerged (= submersed)   (จุ่ม, แช่, จมลงใต้น้ำ, ดำน้ำ)

      (h) banished    (แบ๊น-นิช)  (เนรเทศ)

      (i) commended    (ยกย่อง, สรรเสริญ)

      (j) opposed    (ต่อต้าน, คัดค้าน, ขัดขวาง, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย, อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม)

       (k) deserted    (ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ละทิ้งหน้าที่, หนีทัพ)

14. What does “gleams” in the second paragraph mean?

(“ส่องแสงวาบ, ปรากฏขึ้นแวบเดียว”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) reprimands    (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

      (b) toils    (ทำงานหนัก, ตรากตรำ, เดินทางด้วยความลำบากหรือเหน็ดเหนื่อย)

      (c) refutes    (ริ-ฟิ้วท)  (พิสูจน์ว่าไม่จริง, โต้แย้ง, หักล้าง, ลบล้าง, ปฏิเสธ)

      (d) hauls    (ฮอล)  (ดึง, ลาก, ฉุด, สาว, ชัก, เคลื่อนย้ายด้วยรถบรรทุก, เปลี่ยนทิศทาง)

      (e) maims    (เมม)  (ทำให้พิการ)

      (f) mimics    (มิ้ม-มิค)  (ล้อเลียน, ล้อ, จำลอง)

      (g) flashes    (เป็นแสงวาบขึ้นมา, เป็นเพลิงวาบขึ้นมา, ปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน, เกิดขึ้นอย่าง

             กะทันหัน, ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน, ทำให้เป็นแสงหรือเพลิงวาบขึ้นมา, เพิ่มกำลังไหลของ

             กระแสน้ำ, โอ้อวด)

      (h) strives    (พยายาม)

      (i) blunders    (ทำผิดพลาด, แพร่งพรายออกมา, พูดออกมาอย่างโง่, เดินเซ่อ, งุ่มง่าม, ซุ่มซ่าม)  (เมื่อ

            เป็นคำนาม  หมายถึง  “ความผิดพลาด”)

      (j) swindles    (โกง, ฉ้อโกง, หลอกต้ม, หลอกลวง)

      (k) blends    (ผสม, คลุก, กลมกลืน, คลุกเคล้าให้เข้ากัน, ทำให้เหมาะกับ)

15. According to the passage, the ancient Indians thought of a ruby as if it were a ______________.

(ตามที่เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าว, ชาวอินเดียโบราณคิดเกี่ยวกับทับทิม  ราวกับว่ามันเป็น _______)

      (a) sacred thing    (สิ่งศักดิ์สิทธิ์)

      (b) human being    (มนุษย์)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า 

             “ทับทิมที่วิจิตรงดงามที่สุด  ซึ่งมีสีแดงเข้มที่สุด  ถูกถือว่าเป็นเพศชาย  ส่วนทับทิมที่ (สี)

             จางกว่า  เป็นเพศหญิง,  ทับทิมยังถูกคิดด้วยว่ามีวรรณะ  (กล่าวคือ  สีเข้มมากที่สุดมีวรรณะ

             สูงสุด)  และเป็นบางครั้ง (ในบางโอกาส) (ทับทิม) สามารถสูญเสียวรรณะโดยการสัมผัสกับ

             หิน (เพชรพลอย)  ซึ่งสีอ่อนกว่าของวรรณะต่ำกว่า)

      (c) symbol of nobility    (สัญลักษณ์ของขุนนาง-คนชั้นสูง)

      (d) cause of destruction    (ต้นเหตุของการทำลายหรือความหายนะ) 

16. For the Indians, a fine ruby must have, first of all, a ______________________________.

(สำหรับชาวอินเดีย  ทับทิมซึ่งวิจิตรงดงาม, ในประการแรก, จะต้องมี ____________________)

      (a) great size    (ขนาดใหญ่)

      (b) fine cut    (การตัดที่วิจิตรงดงาม)

      (c) dark, red color    (สีแดงเข้ม)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า 

             “ทับทิมที่วิจิตรงดงามที่สุด  ซึ่งมีสีแดงเข้มที่สุด  ถูกถือว่าเป็นเพศชาย  ส่วนทับทิมที่ (สี) จาง

             กว่า  เป็นเพศหญิง,  ทับทิมยังถูกคิดด้วยว่ามีวรรณะ  (กล่าวคือ  สีเข้มมากที่สุดมีวรรณะสูงสุด) 

             และเป็นบางครั้ง ...................)

      (d) considerable weight    (น้ำหนักมาก)

17. “precious” in paragraph 2 means ___________________________________________.

(“มีค่า, ล้ำค่า, เป็นที่รัก, อย่างยิ่ง, เต็มที่, สำคัญมาก”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ______________)

      (a) convincing    (น่าเชื่อ)

      (b) sporadic    (เป็นพักๆ, เป็นระยะ, เป็นครั้งเป็นคราว)

      (c) prevalent    (มีอยู่ทั่วไป, ดาษดื่น, แพร่หลาย)   

      (d) valuable    (มีค่า, มีราคา, มีคุณค่า, มีค่าเป็นเงินมาก, มีประโยชน์มาก, มีความสำคัญมาก)

      (e) contemporary    (สมัยปัจจุบัน, ในยุคสมัยหรือรุ่นเดียวกัน)

      (f) chilly    (เย็นเยือก)

      (g) realistic    (เป็นจริง, เกิดได้จริง, สมจริงสมจัง)

      (h) sickly    (อ่อนแอ, ไม่แข็งแรง, ขี้โรค, อมโรค, เป็นโรคมาก, ชวนให้คลื่นไส้-สะอิดสะเอียน)

      (i) lethargic    (ลิ-ธาร์-จิค)  (เฉื่อยชา, เซื่องซึม, ซึม, ง่วง)

      (j) witty    (มีสติปัญญา, เฉลียวฉลาด, มีไหวพริบ, มีความรู้, รอบรู้)

      (k) snappish    (หุนหันพลันแล่น, ฉุนเฉียว, อารมณ์ร้อน)     

18. The word “caste” in the final paragraph means _______________________________.

(คำว่า  “วรรณะ, ชั้น, ฐานะในสังคม, วงศ์ตระกูล, เพื่อนฝูงในสังคม, กลุ่มของสังคม”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง ___________)

      (a) social class    (ชั้นทางสังคม)

      (b) fine cut    (การตัด-วิธีการตัดอย่างวิจิตรงดงาม)

      (c) high price    (ราคาสูง)

      (d) special power    (อำนาจพิเศษ)

19. According to the ancient Indians, a ruby could lose caste if it _________________________.

(ตามที่ชาวอินเดียโบราณกล่าว,  ทับทิมสามารถสูญเสียวรรณะ  ถ้ามัน ____________________)

      (a) was tainted with blood    (ถูกทำให้เปรอะเปื้อนด้วยเลือด)

      (b) was put into water    (ถูกใส่ลงไปในน้ำ)

      (c) became paler in color    (มีสีอ่อนหรือจางยิ่งขึ้น)

      (d) touched one of a lighter color    (สัมผัสกับทับทิมที่มีสีจางกว่า)  (ดูคำตอบจากประโยคสุด

             ท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ทับทิมยังถูกคิดด้วยว่ามีวรรณะ  (กล่าวคือ  สีเข้มมากที่สุด

             มีวรรณะสูงสุด)  และเป็นบางครั้ง (ในบางโอกาส) (ทับทิม) สามารถสูญเสียวรรณะโดยการสัม

             ผัสกับหิน (เพชรพลอย)  ซึ่งสีอ่อนกว่าของวรรณะต่ำกว่า)

20. A suitable title for this passage would be _______________________________________.

(ชื่อเรื่องที่เหมาะสมของเนื้อเรื่อง – บทความ - นี้  คือ ______________________________)

      (a) Crime Does Not Pay    (บาปมิให้ผล)

      (b) The Prince Who Died on the Ganges    (เจ้าชายผู้ซึ่งตายบนฝั่งแม่น้ำคงคา)

      (c) The Ruby in Ancient India    (ทับทิมในประเทศอินเดียโบราณ)

      (d) Ruby, the Gem of the Maharaja    (ทับทิม, เพชรของมหาราชา)  (เนื้อเรื่องกล่าวถึงเพชร

             ของมหาราชา  ซึ่งถูกพี่ชายของพระองค์ขโมยไปในขณะเปื้อนเลือดของมเหสีของพระองค์ 

             และต่อมาได้กลายเป็นทับทิม)

 

(คำแปล)

เพชรเปื้อนเลือดของมหาราชา

 

            ตำนานของฮินดูมีอยู่ว่า (Hindu legend has it that)  นานมาแล้วมีมหาราชาพระองค์หนึ่ง  ผู้ซึ่งมีทุกอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งจะสามารถปรารถนา (ต้องการ, ประสงค์, อยาก) (desire) ได้  เช่น  อำนาจ (power), ความมั่งคั่งร่ำรวย (riches), ภรรยาที่สวย,  สำหรับวันเกิดของเธอ (มเหสี)  พระองค์ได้ให้เพชรเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งแก่เธอ  ซึ่งเป็นมรดกตกทอด (heirloom)  ซึ่งทำให้พี่ชายของพระองค์ (ของมหาราชา) โกรธแค้น (enraged his brother) (เพราะว่า) พี่ชายของพระองค์ต้องการเพชร (พลอย, เพชรนิลจินดา, ของมีค่า, บุคคลที่ได้รับความเคารพหรือนิยมชมชอบอย่างมาก, ขนมอบทาเนย) (gem) เม็ดนี้โดยเสมอมา,  คืนวันหนึ่ง  พี่ชายของมหาราชาแอบเข้าไป (ลักลอบเข้าไป, เข้าไปอย่างลับๆ) (stole into) ในที่พักอาศัย (แหล่งประจำการ) (quarters) ของมหารานี (มเหสีของมหาราชา)  และพยายาม (tried) ที่จะปลดออก (ถอด, ปล่อย) (unfasten) เพชรดังกล่าวจากสายสร้อย (โซ่, ลูกโซ่, สายโซ่, ห่วง, ตรวน, โซ่ตรวน, เครื่องพันธนาการ, เครื่องผูกมัด, เทือกเขา, ทิว, แนว, บริษัทหลายบริษัทที่เป็นเครือเดียวกัน)  (chain) ทองคำรอบคอของเธอ,  เมื่อเธอตื่นขึ้น (awoke)  เขาแทง (ทิ่ม, จิ้ม, เสียดแทง) (stabbed) เธอที่คอ (ลำคอ, ส่วนที่คล้ายคอ, ส่วนหน้าของคอ, เสียงที่เปล่งจากคอ) (throat) เพื่อที่จะหยุดเสียงกรีดร้อง (การร้องกรีด, เสียงแหลมและดัง) (screaming) ของเธอ  และหนีไป (fled) พร้อมกับเพชร

            เมื่อเขา (พี่ชายของมหาราชา) จ้องมองไปที่เพชร (เพชรพลอย, หินพลอย, หิน, ก้อนหิน, หินลับมีด, กรวด, หน่วยน้ำหนัก ๑๔ ปอนด์, นิ่ว, โรคนิ่ว, ศิลาจารึกหน้าหลุมฝังศพ, ป้ายหินบอกระยะทาง, อนุสาวรีย์, ลูกเห็บ, ลูกอัณฑะ) (stone) (ที่ขโมยมา)  มันถูกทำให้เปรอะเปื้อน, ทำให้สกปรก, ทำให้เป็นรอยด่าง, แต้มสี, ทำให้ด่างพร้อย, ทำให้มัวหมอง, ทำให้มีมลทิน) (stained) ไปด้วยเลือดของหญิงที่เสียชีวิต (มเหสี)  และสี (เลือด) นั้นก็จะไม่จางหายไป (wash off),  โดยพระองค์หนึ่งที่เขาสารภาพ (confessed) บาป (อาชญากรรม, ความผิดทางอาญา, ความผิดร้ายแรง, การกระทำที่น่าอับอาย) (crime) ด้วย  ได้แนะนำ (advised) ให้เขาไปล้างเพชรในแหล่งกำเนิด (ต้นน้ำ, แหล่ง, แหล่งที่มา, ต้นตอ, มูล, ราก, บ่อเกิด, แหล่งข้อมูล, แหล่งข่าว, ผู้ให้ข่าว) (source) ของแม่น้ำคงคา (Ganges) อันศักดิ์สิทธิ์ (เกี่ยวกับการบูชาในทางศาสนา, เกี่ยวกับศาสนา, เป็นที่สักการบูชา, ล่วงละเมิดไม่ได้, ล่วงเกินไม่ได้) (sacred) ในเทือกเขาหิมาลัย (Himalayas),  ทั้งนี้  ใกล้กับถ้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง (icy cave)  ที่ซึ่งแม่น้ำคงคากำเนิดขึ้น (ผุดขึ้น, ปรากฏขึ้น, ลอยขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, ยืนตรง, ลุกขึ้นต่อสู้, ฟูขึ้น, เพิ่มขึ้น, สูงขึ้น, นูนขึ้น, ก่อการกบฏ, กระตุ้น, ราคาสูงขึ้น) (rises)  เขา (พี่ชายของมหารา ชา) ได้สวดมนต์ (ภาวนา, อธิษฐาน, ขอร้อง, วิงวอน) (prayed)  และจุ่ม (แช่, จิ้ม, ฝัง, หมกมุ่น, ใส่ใจ, รดน้ำมนต์) (immersed) เพชร (เปื้อนเลือด) ลงไปในลำธาร (สายน้ำ, แม่น้ำเล็กๆ, กระแส, กระแสน้ำ, ลำแสง, การไหลที่ต่อเนื่อง) (stream)  แต่มันก็ยังคงมีสีแดงอยู่  และเจ้าชายผู้พ่ายแพ้ (พี่ชายของมหาราชา) (defeated prince) ก็นอนลงบนฝั่ง (ตลิ่ง) ที่เป็นหิมะ (snow bank) เพื่อที่จะตาย,  วันรุ่งขึ้น  พระของวัด  (temple priests) ได้นำเพชรเม็ดใหญ่ (great diamond) (ที่ถูกขโมยมา) ซึ่ง,  ในขณะนี้ถูกทำให้เปื้อนไปด้วยเลือดของเจ้าหญิง (มเหสี),  ไปจากมือที่ถูกทำให้แข็งทื่อ (ทำให้แข็ง, ทำให้ตรง, ทำให้แน่น, ทำให้เหนียวหนืด, กลายเป็นแข็งทื่อ, ดื้อรั้น) (stiffened) ของเขา,  (เพชร) ได้กลายเป็นทับทิม (พลอยสีแดง, สิ่งที่ทำด้วยทับทิม, สิ่งที่ประดับด้วยทับทิม) (ruby)  และ (พระ) ได้ใส่มันไว้ในเบ้าตาที่ว่างเปล่า (empty eye socket) ของรูปปั้น (รูปสลัก, รูปแกะสลัก, รูปหล่อ) (statue) ของพระศิวะ (God Siva), (เทพ) ผู้ทำลาย (destroyer),  ที่ซึ่งมัน (เพชร) ยังคงส่องแสงวาบ (ปรากฏขึ้นแวบเดียว) (gleams) อยู่ในปัจจุบัน,  โดยทับทิมยุคแรกสุด (earliest rubies)  ซึ่งถูกใช้ในฐานะเพชรพลอย (ของมีค่า) (gems) ถูกพบในอินเดีย  ที่ซึ่งมันถูกเก็บขึ้นมา (picked up) (จาก) ในก้นแม่น้ำ (ท้องแม่น้ำ, พื้นล่าง, ชั้นหิน, แปลง, ร่อง, เตียง, ที่นอน, ฐาน, แท่น) (bed) ของแม่น้ำซึ่งแห้ง (dry) หรือไหลอย่างรวดเร็ว (rushing),  ทั้งนี้  ราชตระกูล (บุคคลในราชวงศ์, พระบรมวงศานุวงศ์, ตำแหน่งกษัตริย์, อำนาจกษัตริย์, ความสูงส่ง, ค่าลิขสิทธิ์, ค่าธรรมเนียม, ค่าภาคหลวง) (royalty) ของอินเดียถือว่า (พิจารณา) (considered) ทับทิมสีแดงเลือด (blood-red stones) เม็ดใหญ่  มีค่า (ล้ำค่า, เป็นที่รัก, อย่างยิ่ง, เต็มที่, สำคัญมาก) (precious) มากกว่าเพชร   โดยคำสันสกฤตสำหรับทับทิม  คือ  “รัตนราช”  หรือราชาของหินมีค่า,  โดยทับทิมที่วิจิตรงดงามที่สุด (finest gems)  ซึ่งมีสีแดงเข้มที่สุด (of darkest red)  ถูกถือว่าเป็นเพศชาย  ส่วนทับทิมที่ (สี) จางกว่า (lighter ones) เป็นเพศหญิง,  ทับทิมยังถูกคิดด้วยว่ามีวรรณะ (ชั้น, ฐานะในสังคม, วงศ์ตระกูล, เพื่อนฝูงในสังคม, กลุ่มของสังคม) (caste) (กล่าวคือ  สีเข้มมากที่สุดมีวรรณะสูงสุด)  และเป็นบางครั้ง (ในบางโอกาส, ไม่บ่อยนัก, ไม่ได้เกิดเป็นประจำ) (at times)  (ทับทิม) สามารถสูญเสีย (เสีย, สูญ, ทำหาย, พ่ายแพ้, ขาดทุน, ทำให้หายนะ, พลาด, เสียโอกาส, เล่นเสีย, (นาฬิกา) เดินช้า) (lose) วรรณะโดยการสัมผัสกับ (coming in contact with) หิน (เพชรพลอย) ซึ่งสีอ่อนกว่าของวรรณะต่ำกว่า (paler stones of lower caste)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป