หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 56)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

How Viruses Invade Human Bodies

 

          “Nature abounds with little round things,” observed biologist Lewis Thomas.  Bacteria, protozoa, fungi and viruses – they stalk us in countless forms, swarming in legions over our skin and membranes, seeking and gaining entry to our bodies.  The invaders are too tiny to be seen; indeed, some are so small that more than 200 million would fit on the period at the end of this sentence.  Yet their tactics can vanquish the much larger, healthy cells they fall upon.

          Usually we are oblivious to the incessant wars within us, because our corps of defender cells silently routs the enemy.  But sometimes these sentries are caught unprepared, and we develop a cold, the flu or worse.  Occasionally our own cells begin the mutinous proliferation known as cancer and evade the surveillance of our defensive forces.  But for every successful penetration of our defenses, thousands of attempts are repelled.

          Of all the body’s enemies, the simplest and most devious are the viruses.  Generally speaking, a virus is not only alive; it is also a protein-coated bundle of genes containing instructions for making copies of itself.  When a virus slips inside one of our cells, it issues instructions causing the cell to produce hundreds, if not thousands, of new, identical viruses within the course of a day. Eventually they rupture the cell, killing it.  Then they fan out to invade nearby cells.  “At first,” says immunologist Steven B. Mizel of Wake Forest University, “the odds are always on the side of the invader.”

 

1. According to biologists, _____________________________________________________.

(ตามที่นักชีววิทยากล่าว, _________________________________________________)

    (a) there are more than 200 million bacteria, protozoa, fungi and viruses trying to get into our

          bodies    (มีแบคทีเรีย, โปรโตซัว, เชื้อรา และไวรัสมากกว่า ๒๐๐ ล้านตัว  พยายามเข้าสู่ร่างกายของเรา)

    (b) the cells in our bodies can easily overcome these bacteria and viruses because they are

          larger and healthier    (เซลล์ในร่างกายของเราสามารถเอาชนะแบคทีเรียและไวรัสเหล่านี้ได้อย่าง

          ง่ายดาย  เพราะว่ามัน (เซลล์) ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า)

    (c) these bacteria and viruses are so tiny that over 200 million of them would be the site

          of a punctuation mark    (แบคทีเรียและไวรัสเหล่านี้เล็กมากจนกระทั่งพวกมันจำนวนกว่า

          ๒๐๐ ล้านตัว  จะเป็นที่ตั้งของเครื่องหมายวรรคตอน – คือ รวมกันแล้วเท่ากับจุดฟูลสตอปใน

          ภาษาอังกฤษ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ผู้รุกราน (หมายถึง 

          แบคทีเรียและไวรัส) ดังกล่าวมีขนาดเล็กจิ๋วเกินไปที่จะมองเห็นได้,  จริงๆ แล้ว  บางตัว (ชนิด)

          มีขนาดเล็กมากจนกระทั่ง (พวกมัน) จำนวนมากกว่า ๒๐๐ ล้านตัวจะพอดีกับเครื่องหมายพี

          เรียด (หรือฟูลสตอปในภาษาอังกฤษ) ที่อยู่ตอนท้ายของประโยคนี้)

    (d) there are more than 200 million defender cells in our bodies    (มีเซลล์ป้องกัน (ไวรัส) มากกว่า

          ๒๐๐ ล้านตัวในร่างกายของเรา)

2. In the first paragraph, “abounds” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “อุดมสมบูรณ์, มีมาก, ดาษดื่น”  หมายถึง _________________________)

    (a) aborts    (ล้มเหลว, แท้ง, คลอดก่อนกำหนด, เจริญไม่สมบูรณ์, ต้านการแพร่พันธุ์ของโรค)

    (b) abolishes    {ยกเลิก (ทาส, กฎหมาย), เลิกล้ม, ลบล้าง, ทำลาย}

    (c) fertilizes    (ทำให้เจริญพันธุ์, ผสมพันธุ์,  เพิ่มความอุดมสมบูรณ์, ทำให้ที่ดินอุดมสมบูรณ์, ทำให้มีลูก,

          ทำให้เกิดผล)

    (d) emits    (ปล่อยออกมา, เปล่งออกมา, แพร่กระจาย, ฉาย, ส่อง)

    (e) scatters   (กระจัดกระจาย, แตกกระเจิง, ทำให้กระจัดกระจาย, ทำให้แตกกระเจิง, สาด, โปรย, หว่าน) 

          (เมื่อเป็นคำนาม  “Scatter”  หมายถึง  “การทำให้กระจัดกระจาย-แตกกระเจิง, การสาด-โปรย-หว่าน”)

    (f) recovers    (ฟื้นจากไข้, กลับคืนสู่สภาพปกติ, คืนสภาพเดิม, หายเป็นปกติ, เอากลับคืน, กู้, ค้นพบใหม่,

          ได้ค่าสินไหมชดเชย)

    (g) fabricates    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ปั้นเรื่อง, ปลอม, ปลอมแปลง, ทอ)

    (h) be replete with    (เต็มไปด้วย, อุดมสมบูรณ์ไปด้วย, เต็มเปี่ยม, เต็มที่, เต็มตัว)

3. “stalk” in paragraph 1 means _______________________________________________.

(“ไล่ตาม, ย่องเข้าใกล้, ไล่ตามสัตว์, เดินเขย่งเท้าเข้าใกล้, ย่างสามขุม”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง __

_______________)

    (a) engross    (ดึงดูดความสนใจ, ทำให้หมกมุ่น, ทำให้คร่ำเคร่ง)

    (b) jeopardize    (ทำให้เป็นอันตราย, ทำอันตราย, เป็นภัยต่อ, ทำร้าย)

    (c) exonerate    (ทำให้พ้นจากความผิดหรือข้อกล่าวหา, ปลดเปลื้องภาระ, ปลดเปลื้องจากความรับ

          ผิดชอบหรือหน้าที่)

    (d) compel    (บังคับ, ผลักดัน, เกณฑ์, ต้อน) 

    (e) ridicule    (ริ้ด-ดิ-คิวล)  (หัวเราะเยาะ, เยาะเย้ย, ยั่วเย้า, หยอกล้อ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

         “การหัวเราะเยาะ-เยาะเย้ย-ยั่วเย้า-หยอกล้อ”)

    (f) halt    (ทำให้หยุด, หยุด, ชะงัก)

   (g) pursue    (เพอร์-ซู่ หรือ ซิ่ว)  (ไล่ตาม, ตามจับ, ติดตาม, ดำเนินตาม, ปฏิบัติตาม,

         ดำเนินการต่อไป, เจริญรอย)

   (h) indoctrinate    (ปลูกฝังความเชื่อ, สอนให้ซึมซาบ, สั่งสอนทฤษฎี หลักการ ลัทธิ และอื่นๆ)

4. The word “swarming” in paragraph 1 may be replaced by __________________________.

(คำว่า  “จับกลุ่ม, ไปเป็นกลุ่มใหญ่, (ผึ้ง) อพยพออกจากรัง, มีมากเกินไป, เต็มไปด้วย”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______________)

    (a) promulgating    (พร้อม-เมิล-เกท หรือ โพร-มั้ล-เกท)  (ประกาศใช้เป็นกฎหมาย, ประกาศอย่างเป็น

          ทางการ, เผยแพร่, สอน)

    (b) quenching    (เคว้นช)  (ระงับ, ดับ, ทำให้หมด, ปราบ, เอาชนะ)

    (c) soothing    (ปลอบโยน, ปลอบขวัญ, ประโลมใจ)

    (d) interrupting    (ทำให้หยุด, ยับยั้ง, ตัดบท, พูดสอด, ขัดจังหวะ, ขัดขวาง)

    (e) resuming    (ดำเนินต่อไป)

    (f) thronging    (จับกลุ่ม, รวมกลุ่ม, ชุมนุม, ออกัน, แออัด, กลุ้มรุม)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Throng”  

          หมายถึง  “ฝูงชน, กลุ่มคน, กลุ่ม, การชุมนุม, จำนวนมากมาย, เรื่องราวคับขัน”)

    (g) complying    (ทำตาม, ยินยอม, เชื่อฟัง)

    (h) compensating    (ชดเชย, ทดแทน, ตอบแทน, พอกับ, เท่ากับ)

5. The word “vanquish” (แว้น-ควิช) in paragraph 1 is closest in meaning to _______________.

(คำว่า  “ปราบ, ปราบปราม, กำจัด, พิชิต, มีชัยชนะ, รบชนะ”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) surrender    (ยอมแพ้, การยอมแพ้)

    (b) terrify    (ทำให้หวาดกลัว, ทำให้หวาดผวา)

    (c) identify    (ระบุ, ดูรู้, บอกได้ว่าเป็นใครหรืออะไร, เห็นว่าเป็นอย่างเดียวกัน)

    (d) eradicate    (กำจัดให้หมดไป, ขจัด)

    (e) conquer    (ค้อง-เค่อะ)  (ปราบ, พิชิต, มีชัยชนะ, เอาชนะด้วยกำลัง, ได้มาโดยกำลัง, ยึดได้)

    (f) contaminate    (ทำให้สกปรก, ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้มีเชื้อโรค)

    (g) strengthen    (เสริม, ทำให้เข้มข้นขึ้น, เสริมกำลัง)

    (h) impair    (ทำให้เสียหาย, ทำให้อ่อนแอ)

6. The wars mentioned here refer to the wars ______________________________________.

(สงครามที่ถูกกล่าวถึงที่นี่ – ในบทความ – หมายถึงสงคราม ___________________________)

    (a) between ourselves and the enemies    (ระหว่างตัวเราเองและศัตรู)

    (b) between bacteria, protozoa, fungi, viruses and the defender cells    (ระหว่างแบคทีเรีย,

          โปรโตซัว, เชื้อรา, ไวรัส และเซลล์ป้องกันเชื้อโรคเหล่านี้ – เซลล์ต้านไวรัส)  (หมายถึง  สง

          ครามระหว่างเชื้อโรค ๔ ชนิดแรก  และเซลล์ต้านไวรัส)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคแรกของ

          พารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “โดยปกติแล้ว  เรามักไม่รู้ถึงสงครามที่ไม่หยุดหย่อนภายในตัวเรา

          (หมายถึง  สงครามระหว่างเชื้อโรคหรือไวรัสที่รุกเข้ามาในร่างกาย  และเซลล์ป้องกันหรือ

          ต้านไวรัส)  เพราะว่ากลุ่มของเซลล์ผู้ป้องกัน (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัส) ทำให้ศัตรูแตกพ่าย

          หนีอย่างเงียบๆ,  แต่บางครั้ง  ทหารยาม (ทหารคุ้มกัน) เหล่านี้ (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัส)

          ถูกจับ (ตะครุบ) แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (โดยไวรัส)  และเราก็พัฒนา (เกิด) ไข้หวัด,

          ไข้หวัดใหญ่ หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้นขึ้นมา)

    (c) among bacteria, protozoa, fungi and viruses of various forms    (ระหว่างแบคทีเรีย, โปรโตซัว,

          เชื้อรา และไวรัสชนิดต่างๆ)  (หมายถึง  เชื้อโรค ๔ ชนิดเหล่านี้ทำสงครามกันเอง)

    (d) between diseases and medicines    (ระหว่างโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และยา)

7. In the second paragraph, “incessant” means ____________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ไม่หยุดหย่อน, ไม่หยุดยั้ง, ต่อเนื่อง, ติดต่อกัน”  หมายถึง ________________)

    (a) brutal    (โหดร้าย, โหดเหี้ยม, ทารุณ, คล้ายสัตว์, หยาบคาย, หยาบ, ไร้เหตุผล)

    (b) multilateral    (หลายด้าน, หลายฝ่าย, ซึ่งร่วมโดยหลายรัฐ)

    (c) bilateral    (สองด้าน, สองฝ่าย, สองข้าง, ข้างซ้ายและขวา, ผูกมัดทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กัน)

    (d) successive    (ต่อเนื่อง, ติดๆกัน, เป็นลำดับ, ตามลำดับ, ตามหลัง, รับช่วง)

    (e) ceaseless    (ไม่หยุดหย่อน, ไม่รู้จักจบ, ไม่หยุดนิ่ง, ไม่สิ้นสุด, ไม่ขาดสาย)  (ข้อ “E” ดีกว่า

          ข้อ “D”  เนื่องจากหมายถึง  “ไม่หยุดนิ่ง, ไม่จบสิ้น”)

    (f) obdurate    (อ๊อบ-ดุ-ริท)  (ใจแข็ง, ดื้อรั้น, ดื้อดึง, ไม่ยอม)

    (g) explicit    (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, แน่นอน, เปิดเผย)

    (h) controversial    (ซึ่งโต้แย้งหรือถกเถียงกัน)

8. The word “routs” (เร้าท) in paragraph 2 is similar in meaning to _______________________.

(คำว่า  “ทำให้แตกพ่ายหนี, ทำให้พ่ายแพ้กระเซอะกระเซิง”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ _________________)

    (a) exterminates    (ทำลายสิ้น, กำจัดให้สิ้น, ถอนราก, ขุดรากถอนโคน)

    (b) deceives    (หลอกลวง, ต้มตุ๋น)

    (c) challenges    (ท้าทาย)

    (d) subjugates    (เอาชนะ, พิชิต, ปราบปราม, ทำให้เป็นข้ารับใช้, ทำให้เชื่อฟัง)

    (e) reinforces    (เสริม, เพิ่ม, เพิ่มกำลังใหม่, เสริมกำลัง, สนับสนุน, ทำให้แข็งแรง, ทำให้ได้ผลยิ่งขึ้น)

    (f) encounters    (เผชิญหน้า, พบ, ประสบ, ปะทะ, พบโดยบังเอิญ)

    (g) deserts    (ทอดทิ้ง, ละทิ้ง)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Desert”  หมายถึง  “ทะเลทราย”)

    (h) anticipates    (คาดหวัง, มุ่งหวัง, ทำนาย, ลงมือกระทำการก่อน)

9. The word “sentries” in paragraph 2 could best be replaced by _________________________.

(คำว่า  “ทหารยาม, ทหารคุ้มกัน, ทหารรักษาการณ์, ทหารองครักษ์, ยาม”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

    (a) sentiments    (ความรู้สึก, ความรู้สึก (ต่อบางสิ่งบางอย่าง), ความรู้สึกรำลึกถึง, ความคิดเห็น,

          ข้อคิดเห็น, อารมณ์)

    (b) adversaries    (ศัตรู, คู่ปรปักษ์)

    (c) ailments    (ความเจ็บป่วย, ความไม่สบายกาย)

    (d) categories    (ประเภท, ชนิด)

    (e) phobias    (ความกลัว, โรคกลัว)

    (f) sentinels    (ทหารยาม, ทหารองครักษ์, ยาม, คนเฝ้ายาม)

    (g) coincidences    (ภาวะบังเอิญ, การเกิดขึ้นพร้อมกัน, ภาวะประจวบกัน, เหตุบังเอิญ,

          การสอดคล้องต้องกัน)

    (h) obstacles    (อุปสรรค)

10. We develop a cold because our defender cells __________________________________.

(เราทำให้ไข้หวัดเกิดขึ้นมา  เพราะว่าเซลล์ป้องกัน – ต้านไวรัส – ของเรา _________________)

      (a) refuse to fight the enemy    (ปฏิเสธที่จะต่อสู้กับศัตรู)

      (b) fight the enemy too silently    (ต่อสู้กับศัตรูอย่างเงียบเชียบมากเกินไป)

      (c) are attacked unprepared    (ถูกโจมตีโดยมิได้เตรียมตัวหรือระวังตัว)  (ดูคำตอบจากประ

            โยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “แต่บางครั้ง  ทหารยามเหล่านี้ (หมายถึง  เซลล์

            ต้านไวรัส) ถูกจับ (ตะครุบ) แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (โดยไวรัส)  และเราก็ทำให้เกิด

            ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่ หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้นขึ้นมา)

      (d) are outnumbered by the viruses    (ถูกมีจำนวนมากกว่าโดยไวรัส)  (=  มีจำนวนน้อยกว่าไวรัส)

11. The word “proliferation” in paragraph 2 means _________________________________.

(คำว่า  “การแพร่พันธุ์, การเพิ่มทวี, การงอก, การขยาย, การแพร่หลาย, การเผยแพร่”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________)

      (a) prolificacy    (การออกลูกมาก, การมีลูกดก, การมีผลมาก, การแพร่หลาย, ความอุดมสมบูรณ์)

      (b) incidence    (เหตุการณ์, การบังเกิดขึ้น)

      (c) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจอย่างเหลือล้น, ความปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบ

            ปลื้ม-ปิติสุข, ความเคลิบเคลิ้ม)

      (d) equanimity   (ความใจเย็น, ความสงบใจ, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ)

      (e) hesitation    (การรีรอ, การลังเลใจ, การชักช้า)

      (f) multiplication    (การเพิ่มทวีคูณ, การทับทวี, การคูณ, ภาวะที่ถูกคูณ)

      (g) apprehension    (ความกลัว, ความหวาดหวั่น, ความสงสัย, ความเข้าใจ, การหยั่งรู้, การจับกุม)

      (h) contribution    (คุณูปการ, การมีส่วนช่วยเหลือ, การบริจาคเงินหรือสิ่งของ)

12. What does “surveillance” in paragraph 2 mean?

(“การตรวจตรา, การดูแล, การควบคุม”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) devastation    (การทำลายล้าง, การล้างผลาญ, การมีชัยท่วมท้น)

      (b) synopsis    (การสรุปย่อ, สรุปความ, ข้อสรุป, บทสรุป, ใจความสำคัญ, สาระสำคัญ)

      (c) preview    (การชมก่อน, การดูก่อนการแสดง, การแสดงก่อน, การฉายหนังก่อน, การฉายหนัง

            ตัวอย่างก่อนหนังจริง)

      (d) welfare    (สวัสดิภาพ, ความสุขความสบาย, สวัสดิการ)

      (e) vigil   (วิจ-เจิล)  (การเฝ้า, การเฝ้ายาม, ช่วงระยะเวลาที่เฝ้า, ความระมัดระวัง)

      (f) maturity    (ความเป็นผู้ใหญ่, ความมีวุฒิภาวะ, การบรรลุนิติภาวะ)

      (g) maintenance    (การบำรุงรักษา, การรักษาไว้, การผดุงไว้, การดำเนินต่อไป, การดำเนินชีวิต)

      (h) determination    (ความมุ่งมั่น, เจตจำนง, การกำหนด)

13. The word “repelled” in paragraph 2 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “ขับไล่, ผลักออก, ตีกลับ, ต้านทาน, โต้กลับ, ยับยั้ง, ต้านการซึมผ่าน, กำจัด, ปฏิเสธ”  ในพารา

กราฟ ๒  หมายถึง _________________)

      (a) corroded    (คะ-โร้ด)  (กัดกร่อน, สึกหรอ, ทำให้กัดกร่อนหรือสึกหรอ, เซาะ, ชะ, ทำให้ผุพัง,

            ทำให้เสื่อม)

      (b) decayed    (เน่าเปื่อย, ผุพัง, เสื่อมลง (สุขภาพ, ความเจริญ), ทำให้เน่าเปื่อย-ผุพัง-เสื่อมลง)

      (c) skyrocketed    (เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว)

      (d) tailored    (ดัดแปลง, ปรับ, ตัดต่อ, ตัดเสื้อ)

      (e) funded    (อุดหนุนเงิน, สนับสนุนเงิน)

      (f) aggravated    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

      (g) opposed    (ต่อต้าน, ขัดขวาง, คัดค้าน, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย, เป็นปรปักษ์)

      (h) devised    (ประดิษฐ์, คิดค้น, สร้างขึ้นมา)

14. The viruses are most devious because of their __________________________________.

(ไวรัสมีเล่ห์เหลี่ยมที่สุด  เพราะว่า _____________________________________ ของมัน)

      (a) far-reaching negative effect    (ผลกระทบในทางลบที่แผ่ไปไกล)

      (b) simple way to invade the cell    (วิธีการง่ายๆ ที่จะรุกรานเซลล์)

      (c) ability to multiply themselves    (ความสามารถที่จะเพิ่มจำนวนตัวเองแบบทวีคูณ)  (ดูคำ

            ตอบจากประโยคที่ ๒ และ ๓ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “กล่าวโดยทั่วไป  ไวรัสไม่

            เพียงแต่มีชีวิตเท่านั้น  มันยังเป็นกลุ่มของยีนที่เคลือบโปรตีน  ซึ่งมีคำสั่งให้ทำ (สร้าง) ซ้ำ

            ตัวมันเองหลายๆ ครั้ง (คือ สร้างตัวไวรัสซ้ำหลายครั้ง),  เมื่อไวรัสตัวหนึ่งหลบเข้าไปข้างใน

            เซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่งซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์ผลิตไวรัสใหม่ๆ ที่

            เหมือนกันทุกอย่าง (อย่างเดียวกัน) (กับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำนวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิใช่

            หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน)

      (d) ability to rupture the cell rapidly    (ความสามารถที่จะทำให้เซลล์แตกแยกอย่างรวดเร็ว)

15. Cancer is caused by ______________________________________________________.

(มะเร็งมีสาเหตุมาจาก __________________________________________________)

      (a) invader viruses    (ไวรัสผู้รุกราน)

      (b) defender cells that fail to function    (เซลล์ผู้ป้องกัน – เซลล์ต้านไวรัส – ซึ่งไม่สามารถ

            ทำหน้าที่ได้)

      (c) a protein-coated bundle of genes    (กลุ่มของยีนซึ่งเคลือบโปรตีน)

      (d) mutinous cells that multiply themselves rapidly    (เซลล์กบฏที่เพิ่มจำนวนตัวเองแบบ

            ทวีคูณอย่างรวดเร็ว)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ และ ๔ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

            “เมื่อไวรัสตัวหนึ่งหลบเข้าไปข้างในเซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่งซึ่งเป็น

            เหตุให้เซลล์ผลิตไวรัสใหม่ๆ ที่เหมือนกันทุกอย่าง (อย่างเดียวกันกับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำ

            นวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิใช่หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน”  ซึ่งหมายถึง  เมื่อไวรัสเข้าไปใน

            เซลล์ภายในร่างกาย  มันจะออกคำสั่งให้เซลล์นั้นผลิตไวรัสที่เหมือนกับตัวมันจำนวนมาก

            มายใน ๑ วัน (เซลล์ตัวนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นเซลล์กบฏซึ่งทำตามคำสั่งไวรัส)  และต่อมาก็

            ทำให้เซลล์นั้นแตกออกและสังหารเซลล์  ซึ่งทำให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมา)

16. The word “sentries” in paragraph 2 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “ทหารยาม, ทหารคุ้มกัน, ทหารรักษาการณ์, ทหารองครักษ์, ยาม”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________________)

      (a) the soldiers stationed to keep watch    (ทหารซึ่งตั้งประจำอยู่เพื่อคอยเฝ้าดู)

      (b) the cold-causing viruses    (ไวรัสซึ่งก่อให้เกิดไข้หวัด)

      (c) the body’s defender cells    (เซลล์ป้องกันไวรัสของร่างกาย)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยค

            แรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “โดยปกติแล้ว  เรามักไม่รู้ถึงสงครามที่ไม่หยุดหย่อนภาย

            ในตัวเรา (หมายถึง  สงครามระหว่างเชื้อโรคหรือไวรัสที่รุกเข้ามาในร่างกายและเซลล์ต้าน

            ไวรัส)  เพราะว่ากลุ่มของเซลล์ผู้ป้องกัน (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัสภายในร่างกาย) ทำให้

            ศัตรูแตกพ่ายหนีอย่างเงียบๆ,  แต่บางครั้ง  ทหารยาม (ทหารคุ้มกัน) เหล่านี้ถูกจับ (ตะครุบ)

            แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (โดยไวรัส)  และเราก็พัฒนา (ทำให้เกิด) ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่

            หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้นขึ้นมา”  ดังนั้น  “ทหารยาม” จึงหมายถึงเซลล์ป้องกันหรือต้านไวรัส

            ของร่างกาย)

      (d) the bacteria, protozoa, fungi and viruses    (แบคทีเรีย, โปรโตซัว, เชื้อรา และไวรัส)

17. In the third paragraph, “devious” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “มีเล่ห์เหลี่ยม, เจ้าเล่ห์, ไร้ทิศทางที่แน่นอน, ไม่ไปทางตรง, คดเคี้ยว”  หมายถึง ___

_____________)

      (a) uneasy    (เป็นทุกข์, เป็นห่วง, วิตกกังวล, กระสับกระส่าย, ไม่สบายใจ)

      (b) placid    (แพลส-ซิด)  (เงียบสงบ, จิตสงบ)

      (c) genteel    (ซึ่งได้รับการอบรมอย่างดี, งดงาม, สละสลวย, สุภาพ, เกี่ยวกับสังคมผู้ดี)

      (d) vulnerable    (ถูกโจมตีได้ง่าย, บาดเจ็บได้, อ่อนแอ, เปราะบาง, ไม่มั่นคง, ถูกตำหนิได้ง่าย)

      (e) sly    (สไล)  (มีเล่ห์กระเท่ห์, เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม, ปลิ้นปล้อน, กลับกลอก, มีนัย, เหน็บแนม,

           เสียดสี, แคล่วคล่อง)

      (f) gregarious    (กริ-แก๊-เรียส)  (ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง, ที่จับกันเป็นกลุ่ม, ชอบสังคม, ชอบพบปะสังสรรค์)

      (g) stationary    (ไม่เปลี่ยนแปลง, อยู่ในสภาพเดิม, หยุดนิ่ง, หยุดอยู่กับที่, ไม่เคลื่อนที่)

      (h) questionable    (น่าสงสัย, มีปัญหา, มีพิรุธ, ไม่แน่นอน, ไม่คงที่)

18. The word “identical” in paragraph 3 means ____________________________________.

(คำว่า  “เหมือนกันทุกอย่าง, อย่างเดียวกัน”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ___________________)

      (a) monotonous    (มะ-น้อท-เทิน-เนิส)  (ซ้ำซาก, ซ้ำกัน, น่าเบื่อ, มีเสียงเดียว)

      (b) inadequate    (ไม่พอเพียง)

      (c) adorable    (น่าเคารพ, น่านิยม, น่ารักใคร่หลงใหล)

      (d) excessive    (มากเกินไป)

      (e) conventional    (ดั้งเดิม, ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือประเพณีนิยม, ธรรมดา, สามัญ, เกี่ยวกับ

           ข้อตกลงหรือสัญญา)

      (f) outlandish    (พิกล, ประหลาด, พิลึกพิลั่น, บ้านนอก, เทศ, ต่างชาติ, ที่ลับตา)

      (g) sensible    (ฉลาด, มีเหตุผล, มีสติสัมปชัญญะ, มีไหวพริบ, สามารถรู้สึกได้ไวต่อสิ่งกระตุ้น)

      (h) uniform    (เหมือนกัน, ไม่แตกต่างกัน, เป็นแบบเดียว, ตรงกัน, สอดคล้องกัน, ไม่ผันแปร,

            สม่ำเสมอ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “เครื่องแบบ, ชุดเครื่องแบบ)

19. The viruses’ activity in the body is a process of ___________________________________.

(กิจกรรมในร่างกาย (มนุษย์) ของไวรัส  คือกระบวนการของ _________________________)

      (a) spreading and then penetrating    (การแพร่กระจายตัว  และจากนั้นก็ฝ่าทะลุเข้าไป)

      (b) penetrating and then spreading    (การฝ่าทะลุเข้าไป (ในเซลล์) และจากนั้นก็แพร่

            กระจายตัว)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “.................เมื่อไวรัสตัวหนึ่ง

            หลบเข้าไปข้างในเซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่งซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์

            ผลิตไวรัสใหม่ๆ ที่เหมือนกันทุกอย่าง (กับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำนวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิ

            ใช่หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน,  ในที่สุด  พวกมัน (ไวรัส) จะทำให้เซลล์แตกออก

            และสังหารเซลล์นั้น,  ต่อจากนั้น  พวกมันก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกทิศทุกทางเพื่อ

            รุกรานเซลล์ใกล้เคียง ..................)

      (c) penetrating and then focusing    (การฝ่าทะลุเข้าไป  และจากนั้นก็รวมกันที่จุดหนึ่ง)

      (d) spreading and then rupturing    (การแพร่กระจายตัว  และจากนั้นก็ทำให้ (เซลล์) แตกออก)

20. The word “rupture” in paragraph 3 may be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “ทำให้แตกออก, ทำให้แตกแยก, ทำให้แตกความสามัคคี, แตกออก, แยกออก, แตกร้าว”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย ________________)

      (a) annihilate    (ทำลายล้าง, บดขยี้)

      (b) instigate    (ปลุกเร้า, ปลุกระดม, ยั่วยุ, กระตุ้น)

      (c) exasperate    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

      (d) interrupt    (ขัดขวาง, ยับยั้ง, ทำให้หยุด, พูดสอด, ตัดบท, ขัดจังหวะ)

      (e) fracture    (ทำให้แตก, ทำให้ร้าว, แตกร้าว, ร้าว)

      (f) cripple    (ทำให้พิการ, ทำให้เป็นง่อย, ทำให้หยุดชะงัก, เดินขาเป๋)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

            "คนหรือสัตว์ที่พิการ, คนขาเป๋, คนง่อย")

      (g) supersede    (แทนที่)

      (h) assault    (อะ-ซ้อลท)  (โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การโจมตี

            อย่างรุนแรง, การจู่โจม, การทำลาย (ชื่อเสียง), การข่มขืน”)

21. The clause “the odds are always on the side of the invader” in the final paragraph means __

______________.

(อนุประโยค  “ความได้เปรียบ – ความเป็นต่อ – มักจะอยู่กับฝ่ายผู้รุกรานเสมอ”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง ________________)

      (a) viruses always defeat defender cells    (ไวรัสมักจะเอาชนะเซลล์ต่อต้านไวรัสเสมอ

            (ผู้รุกรานคือไวรัส  ซึ่งมีความได้เปรียบหรือชนะเซลล์ต้านไวรัสเสมอ)

      (b) viruses are always defeated by defender cells    (ไวรัสมักพ่ายแพ้เซลล์ต้านไวรัสเสมอ)

      (c) strangers are always with the invader    (คนแปลกหน้ามักอยู่กับผู้รุกรานเสมอ)

      (d) the invader always loses the war    (ผู้รุกรานแพ้สงครามเสมอ)

22. What does “fan out” in the final paragraph mean?

(“เคลื่อนไปข้างหน้าในทุกทิศทุกทาง”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึงอะไร)

      (a) commence    (เริ่มต้น)

      (b) endeavor    (พยายาม)

      (c) panic    (ตกใจกลัว)

      (d) aspire    (ปรารถนา, ต้องการ, อยาก)

      (e) hesitate    (รีรอ, ลังเลใจ)

      (f) move forward away from a particular point in different directions    (เคลื่อนที่ไป

            ข้างหน้าจากจุดหนึ่งในทิศทางต่างๆ กัน)

      (g) pretend    (แสร้งทำ, เสแสร้ง, หลอกลวง, อวดอ้าง, อ้างสิทธิ)

      (h) detest    (เกลียด, เกลียดชัง, ไม่ชอบมาก)

23. When the diseases can vanquish the much larger, healthy cells they fall upon, the human body will become _______________.

(เมื่อโรคสามารถพิชิตเซลล์ที่แข็งแรงและใหญ่กว่ามากที่พวกมัน (โรค) หล่นใส่ (โจมตี)  ร่างกายมนุษย์จะ _______________)

      (a) unchanged    (ไม่เปลี่ยนแปลง)

      (b) stronger    (แข็งแรงมากขึ้น)

      (c) unwell    (ไม่สบาย, ป่วย)  (เนื่องจากถูกไวรัสจู่โจม)

      (d) full of membranes    (เต็มไปด้วยเยื่อหุ้มเซลล์)

      (e) depressed    (ซึมเศร้า, หดหู่)

      (f) robust    (แข็งแรง, เข้มแข็ง, มีกำลังมาก, กำยำ, ที่ใช้กำลังมาก, เอางานเอาการ, (เศรษฐกิจ) ดี,

            อุดมสมบูรณ์)

      (g) enthusiastic    (กระตือรือร้น)

      (h) sluggish    (เกียจคร้าน, ขี้เกียจ, เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, ฝืดเคือง)

24. The word “odds” in the final paragraph is closest in meaning to _____________________.

(คำว่า  “ความได้เปรียบ, ความเป็นต่อ, ความเป็นต่อในการพนัน, โอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

      (a) solutions    (การแก้ปัญหา, วิธีการแก้ปัญหา, สารละลาย)

      (b) crimes    (อาชญากรรม)

      (c) violations    (การฝ่าฝืน, การละเมิด)

      (d) ambushes    (การซุ่มโจมตี, การคอยดักทำร้าย, สถานที่ซุ่มโจมตีหรือคอยดักทำร้าย, ผู้ซุ่มโจมตี

            หรือทำร้าย)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ซุ่มโจมตีหรือทำร้าย”)

      (e) scapegoats    (แพะรับบาป)

      (f) advantages    (ความได้เปรียบ, ผลประโยชน์, คุณ, โอกาส, จุดดี, จุดเด่น)

      (g) murders    (การฆาตกรรม, สิ่งที่ยากมากหรืออันตรายมาก)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ฆ่า,

            ฆ่าอย่างป่าเถื่อน, ทำลาย, ทำให้เสียหรือเสื่อม”)

      (h) felonies    (เฟ้ล-โล-นี่)  (ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม  วางเพลิง  ข่มขืน)

25. The mutinous cells that evade the surveillance of our defensive forces will be able to ________

_______.

(เซลล์กบฏซึ่งหลบหลีกการตรวจตรา-ดูแลของกองกำลังป้องกัน (เซลล์ต้านไวรัส) ของเรา  จะสามารถ  ________________)

      (a) fight the wars    (สู้รบในสงคราม)

      (b) get well quickly    (หายป่วยอย่างรวดเร็ว)

      (c) harm the body    (ทำอันตรายแก่ร่างกาย)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒

            ที่กล่าวว่า “ในบางโอกาส  เซลล์ของเราเองเริ่มต้นการแพร่พันธุ์ที่เป็นกบฏ ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน

            ในฐานะมะเร็ง  และหลบหลีกการตรวจตรา (การดูแล) ของกองกำลังฝ่ายป้องกันของเรา

            (คือ  เซลล์ต่อต้านไวรัส)”  ซึ่งหมายถึง  ทำให้เกิดมะเร็งในเวลาต่อมา)

      (d) defend themselves    (ป้องกันตนเอง)

 

(คำแปล)

ไวรัสรุกรานร่างกายมนุษย์อย่างไร

 

            “ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ (มีมาก, ดาษดื่น) (abounds) ไปด้วยสิ่งกลมๆ เล็กๆ,”  นักชีววิทยา ลูอิส โทมัส สังเกตเห็น (สังเกตการณ์, มองดู, คอยดู, เชื่อฟัง, ปฏิบัติตาม, ปฏิบัติหน้าที่, รักษาวินัย, รักษากฎหมาย) (observed),  โดยแบคทีเรีย, โปรโตซัว, เชื้อรา  (fungi) และไวรัส – พวกมันไล่ตาม (ย่องเข้าใกล้, ไล่ตามสัตว์, เดินเขย่งเท้าเข้าใกล้, ย่างสามขุม) (stalk) เราในรูปแบบ (forms) ต่างๆ นับไม่ถ้วน (เหลือคณานับ, สุดที่จะนับได้) (countless)  และจับกลุ่ม (ไปเป็นกลุ่มใหญ่, (ผึ้ง) อพยพออกจากรัง, มีมากเกินไป, เต็มไปด้วย) (swarming) เป็นจำนวนมากมาย (กองสิ่งของขนาดใหญ่, กลุ่มคนขนาดใหญ่, กองทหารขนาดใหญ่) (legions) บนผิวหนัง (skin) และเยื่อหุ้มเซลล์ (membranes) ของเรา  โดยพยายาม (แสวงหา, เสาะหา) (seeking) และได้ (ได้มา, ได้รับ, ได้กำไร, ชนะ, บรรลุ, ก้าวหน้า, คืบหน้า) (gaining) (การ) เข้าไปข้างใน (entry to) ร่างกายของเรา,  ผู้รุกราน (ผู้บุกรุก, ผู้ล่วงล้ำ, ผู้เหยียบย่ำ) (invaders) ดังกล่าวมีขนาดเล็กจิ๋ว (tiny) เกินไปที่จะมองเห็นได้จริงๆ แล้ว (indeed)  บางตัว (ชนิด) มีขนาดเล็กมากจนกระทั่ง (พวกมัน) มากกว่า ๒๐๐ ล้านตัวจะพอดีกับ (เหมาะสมกับ, คู่ควรกับ, สอดคล้องกับ) (fit on) เครื่องหมายพีเรียด (period) (หรือฟูลสตอป) ที่อยู่ตอนท้าย  (the end) ของประโยคนี้ (หมายถึง  แบคทีเรีย-ไวรัสกว่า ๒๐๐ ล้านตัวมารวมกันแล้ว  มีขนาดเพียงเครื่องหมายฟูลสตอปหรือจุดเล็กๆ เท่านั้น)  แม้กระนั้นก็ตาม (Yet)  กลยุทธ์ (tactics) ของพวกมันสามารถปราบ (ปราบปราม, กำจัด, พิชิต, มีชัยชนะ, รบชนะ(vanquish) เซลล์ที่แข็งแรง (มีสุขภาพดี, สม บูรณ์, เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย) (healthy) และมีขนาดใหญ่กว่า (larger)  ซึ่งพวกมัน (ไวรัส) หล่นใส่ (fall upon) (หมายถึง  โจมตี) 

            โดยปกติแล้ว  เรามักไม่รู้ถึง (ไม่คำนึงถึง, ลืม, ซึ่งทำให้ลืม) (oblivious) สงครามที่ไม่หยุดหย่อน (ไม่หยุดยั้ง, ต่อเนื่อง, ติดต่อกัน) (incessant) ภายในตัวเรา (หมายถึง  สงครามระหว่างเชื้อโรคหรือไวรัสที่รุกเข้ามาในร่างกาย  และเซลล์ต้านไวรัส)  เพราะว่ากลุ่ม (หน่วยทหาร, กองพลน้อย, หมู่, เหล่า, คณะ) (corps) (คอร์) ของเซลล์ผู้ป้องกัน-ต่อต้าน  (defender cells) (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัสภายในร่างกาย) ทำให้ศัตรูแตกพ่ายหนี (routs the enemy) อย่างเงียบๆ (silently),  แต่บางครั้ง  ทหารยาม (ทหารคุ้มกัน, ทหารรักษาการณ์, ทหารองครักษ์, ยาม) (sentries) เหล่านี้ (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัส) ถูกจับ (ตะครุบ) แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (caught unprepared) (โดยไวรัส)  และเราก็ทำให้เกิด (พัฒนา) (develop) ไข้หวัด (a cold), ไข้หวัดใหญ่ (flu) หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้น  (worse) ขึ้นมา,  ในบางโอกาส (เป็นครั้งคราว, บางครั้งบางคราว) (Occasionally)  เซลล์ของเราเองเริ่มต้นการแพร่พันธุ์ (การเพิ่มทวี, การงอก, การขยาย, การแพร่หลาย, การเผยแพร่) (proliferation) ที่เป็นกบฏ (ก่อการจลาจล, ขัดขืน, ควบคุมยาก) (mutinous)  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะ (known as) มะเร็ง (cancer)  และหลบหลีก (เลี่ยง, หนี) (evade) การตรวจตรา (การดูแล, การควบคุม) (surveillance) ของกองกำลังฝ่ายป้องกัน (defensive forces) ของเรา (หมายถึง  เซลล์ต่อต้านไวรัส),  แต่สำหรับการฝ่าทะลุ (การผ่านทะลุ, การแทรกซึม, การซึมผ่าน, ความเฉียบแหลม) (penetration) การป้องกัน (การต้านการรุกราน, การพิทักษ์, วิธีการรบ, การแก้ต่าง, การเป็นทนายให้) (defenses) ของเรา (หมายถึง  การป้องกันไวรัสในร่างกาย) ที่ประสบความสำเร็จทุกๆ ครั้ง  ความพยายาม (attempts) (แทรกซึมของไวรัส) จำนวนหลายพันครั้งได้รับการขับไล่ (ผลักออก, ตีกลับ, ต้านทาน, โต้กลับ, ยับยั้ง, ต้านการซึมผ่าน, กำจัด, ปฏิเสธ) (repelled) (โดยเซลล์ต้านไวรัสในร่างกาย) (หมายถึง  ในการผ่านทะลุเซลล์ป้องกันในร่างกายของไวรัสที่ประสบความสำเร็จแต่ละครั้ง  ความพยายามในการโจมตีของไวรัสตัวอื่นๆ หลายพันครั้ง  ได้ถูกต้านทานไว้ได้โดยเซลล์ต้านไวรัสในร่างกาย)

            ในบรรดาศัตรูทั้งหมดของร่างกาย  ศัตรูที่ธรรมดาที่สุด (simplest) และมีเล่ห์เหลี่ยม (เจ้าเล่ห์, ไร้ทิศทางที่แน่นอน, ไม่ไปทางตรง, คดเคี้ยว) (devious) มากที่สุดคือไวรัส,  กล่าวโดยทั่วไป (Generally speaking)  ไวรัสไม่เพียงแต่มีชีวิต (alive) เท่านั้น  มันยังเป็นกลุ่มของยีน (bundle of genes) ที่เคลือบโปรตีน (protein-coated)  ซึ่งมี (containing) คำสั่ง (คำแนะนำ, การชี้แนะ, การสั่งสอน, การแนะนำ, คำสอน) (instructions) ให้ทำ (สร้าง) ซ้ำตัวมันเองหลายๆ ครั้ง (making copies of itself) (คือ สร้างตัวไวรัสซ้ำหลายครั้ง),  เมื่อไวรัสตัวหนึ่งหลบเข้าไปข้างใน (slips inside) เซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่ง (คำแนะนำ) (issues instructions)  ซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์ผลิต (causing the cell to produce) ไวรัสใหม่ๆ ที่เหมือนกันทุกอย่าง (อย่างเดียวกัน) (identical) (กับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำนวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิใช่หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน (within the course of a day)ในที่สุด (Eventually)  พวกมัน (ไวรัส) จะทำให้เซลล์แตกออก (rupture the cell) และสังหารเซลล์นั้น,  ต่อจากนั้น  พวกมันก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกทิศทุกทาง (fan out) เพื่อรุกรานเซลล์ใกล้เคียง (invade nearby cells),  “ในตอนแรก (At first),”  สตีเวน บี มิเซล  นักภูมิคุ้มกันวิทยา (immunologist) แห่งมหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์กล่าว,  “ความได้เปรียบ (ความเป็นต่อ, ความเป็นต่อในการพนัน, โอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า) (odds) มักจะอยู่กับฝ่าย (on the side) ผู้รุกรานเสมอ” (หมายถึง  ในตอนแรก  ไวรัสมักชนะเสมอ)      

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป