หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 45)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Silence

 

          Most people throughout the world experience some form of silence.  However, people’s attitude toward silence is dramatically different in different cultural groups.  Northern European and North American societies, for example, view silence as dark, negative, and full of ‘nothing’ – all of which are considered socially undesirable.  In other cultures such as Japan, however, silence is often positively valued.  Here, breaking silence is a necessary evil; speaking is a negative act.

          According to Wayne’s study, the U.S. interpretations of silence are sorrow, criticism, obligation, regret, and embarrassment.  Australian interpretations proved to be similar to the U.S. ones.  However, the Japanese attitude toward silence is favorable.  Ishikawa’s survey on businessmen and businesswomen in Tokyo revealed that men need to be silent to be successful in life and that 65 percent of businesswomen would choose a silent man to marry.

        Not only in business, but in every aspect of social life, people in the United States like to ask questions and force others to talk to fill interpersonal silences.  So in U.S. society and in many European societies, one function of speech is to avoid silence.  Contrary to the U.S. practice, in Japanese society, silence is generally considered to be meaningful.

 

1. According to the article, what is true about ‘silence’?

(ตามที่บทความกล่าว,  อะไรเป็นความจริงถูกต้อง – เกี่ยวกับ “ความนิ่งเงียบ”)

    (a) Silence is always regarded as something negative.    (ความนิ่งเงียบถูกถืออยู่เสมอว่า  เป็นอะไร

          บางอย่างที่เป็นลบ)  (ไม่เป็นความจริง  เพราะชาวญี่ปุ่นมองว่าความนิ่งเงียบเป็นสิ่งดี  มีคุณค่า)

    (b) Most cultures view silence as undesirable.    (วัฒนธรรมส่วนใหญ่มองความนิ่งเงียบว่าไม่พึง

          ปรารถนา)  (ไม่เป็นความจริง  เพราะวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัฒนธรรมตะวันตก  มองว่าความนิ่งเงียบ

          เป็นสิ่งพึงปรารถนา)

    (c) People throughout the world have the same opinion of silence.    (ผู้คนทั่วโลกมีความคิดเห็น

          เหมือนกันเกี่ยวกับความนิ่งเงียบ)

    (d) People from different cultures interpret silence differently.    (ผู้คนจากวัฒนธรรมซึ่ง

           แตกต่างกัน  แปลความหมายความนิ่งเงียบแตกต่างกัน)  (ดูจากประโยคที่ ๒ ของพารา

           กราฟแรกที่กล่าวว่า  “อย่างไรก็ตาม  ทัศนคติของผู้คนที่มีต่อความนิ่งเงียบแตกต่างกัน

           อย่างมากมาย  ในกลุ่มวัฒนธรรมซึ่งแตกต่างกัน)

2. The word “dramatically” in the first paragraph means almost the same as _____________.

(คำว่า  “อย่างมากมาย, อย่างตื่นเต้นเร้าใจ, ในแบบละคร, ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหัน”  ในพารากราฟแรก  มีความหมายเกือบจะเหมือนกับ ________________)

    (a) suddenly    (ในทันทีทันใด, ทันใดนั้น)

    (b) currently    (ในปัจจุบัน)

    (c) actively    (อย่างกระฉับกระเฉง)

    (d) continuously    (อย่างสม่ำเสมอ, อย่างต่อเนื่องกันไป)

    (e) comparatively    (โดยเปรียบเทียบ)

    (f) extremely    (อย่างมากมาย, อย่างสุดโต่ง, อย่างเกินไป, อย่างเกินขอบเขต, อย่างหนักที่สุด)

    (g) frequently    (บ่อยๆ)

    (h) sluggishly    (อย่างเงื่องหงอย, อย่างซบเซา, อย่างเฉื่อยชา, อย่างเกียจคร้าน)

3. In paragraph 1, “undesirable” refers to _______________________________________.

(ในพารากราฟ ๑,  “ไม่พึงปรารถนา, ไม่พึงประสงค์”  หมายถึง ________________________)

    (a) considerable    (มากมาย)

    (b) convincing    (น่าเชื่อ)

    (c) authoritative    (เผด็จการ, ซึ่งมีอำนาจ, เชื่อถือได้, มีหลักฐานพิสูจน์ได้)

    (d) extensive    (มากมาย, กว้าง, กว้างขวาง, ครอบคลุม, แพร่หลาย, ถ้วนทั่ว)

    (e) intermittent    (เป็นพักๆ, เดินๆหยุดๆ, ไม่ต่อเนื่อง, ไม่สม่ำเสมอ)

    (f) unwelcome    (ไม่ยินดีต้อนรับ, ไม่พึงประสงค์, ไม่น่ายินดี, ไม่อยากต้อนรับ, ไม่ได้รับอนุญาต)

    (g) prevalent    (มีอยู่ทั่วไป, ดาษดื่น, แพร่หลาย)

    (h) widespread    (แพร่หลาย, กว้างขวาง, กระจาย, กางออก, ขยายออก)

4. The word “valued” in paragraph 1 means nearly the same as ______________________.

(คำว่า  “ประเมินค่า, ประมาณค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน, ให้ความสำคัญ, ให้เกียรติ, นับถืออย่างสูง”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายเกือบจะเหมือนกับ ________________)

    (a) practiced    (ปฏิบัติ, ฝึกหัด, ประกอบพิธี, ฟ้องร้อง)

    (b) alloted    (อะ-ล้อท-ทิด)  (แจก, แบ่งปัน, จัดแบ่ง, จัดสรร)

    (c) measured    (วัด)

    (d) banished    (แบ๊น-นิช)  (เนรเทศ)

    (e) maintained    (รักษาไว้, ดำรงไว้, ผดุงไว้, อนุรักษ์, บำรุง, ค้ำ, เกื้อกูล, ดำเนินต่อไป, ยืนยัน, ยึดมั่น,

          ออกค่าใช้จ่าย)

    (f) reprimanded    (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

    (g) regarded    (ถือว่า, เห็นว่า, พิจารณา, จ้องมอง, เอาใจใส่, สนใจ, นับถือ, เคารพ)

    (h) opposed    (ต่อต้าน, คัดค้าน, ขัดขวาง, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย, อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม)

5. The phrase “breaking silence” in paragraph 1 could best be replaced by ______________.

(วลี  “พูดออกมา, ทำลายความนิ่งเงียบ”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________)

    (a) shouting loudly    (ตะโกนเสียงดัง)

    (b) overcoming    (เอาชนะ, พิชิต)

    (c) being quiet    (เงียบ)

    (d) commending    (ยกย่อง, สรรเสริญ)

    (e) shutting up    (หุบปาก, หยุดพูด)

    (f) striving    (พยายาม)

    (g) speaking out    (พูดออกมา)

    (h) mimicking    (มิ้ม-มิค-คิ่ง)  (ล้อเลียน, ล้อ, จำลอง)

6. Wayne’s study reports that the U.S. interprets silence as all of the following EXCEPT ________.

(การศึกษาของเวย์นรายงานว่า  สหรัฐฯ แปลความหมาย – ตีความ – การนิ่งเงียบว่าเป็นสิ่งทั้งหมดต่อไปนี้  ยกเว้น _______________)

    (a) blame    (การตำหนิติเตียน, การกล่าวโทษ, การประณาม, ความรับผิดชอบ, ภาระ)  (ประโยคแรกของ

          พารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “สอดคล้องกับการศึกษาของเวย์น  การตีความ (การแปลความหมาย) ความนิ่ง

          เงียบ (การไม่พูด) ของสหรัฐฯ  คือ  ความเศร้าโศก , การวิพากษ์วิจารณ์ (การตำหนิ), ความจำเป็น,

          ความเสียใจ (ความสลดใจ), และความกระดากอาย (ความขวยเขิน)”)

    (b) shame    (ความละอายใจ, ความอับอาย, ความอดสู, ความอัปยศอดสู, ความขายหน้า, สิ่งที่ทำให้เสียใจ) 

          (ดูคำอธิบายในข้อ  “A”)

    (c) anger    (ความโกรธ)

    (d) sadness    (ความเศร้าโศก, ความเสียใจ, ความสลดใจ, ความเศร้าใจ, ความตรอมใจ, ความมืดมัว) 

          (ดูคำอธิบายในข้อ  “A”)

    (e) necessity    (ความจำเป็น)  (ดูคำอธิบายในข้อ  “A”)

7. In the second paragraph, “interpretations” means _______________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “การตีความ, การแปลความหมาย, การอธิบาย, การชี้แจง, การแปล”  หมายถึง __

______________)

    (a) distortions    (การบิดเบือน)

    (b) emancipations    (การปลดปล่อย, การปล่อยเป็นอิสระ, การปลดปล่อยหรือเลิกทาส)

    (c) compensations    (การชดเชย, การตอบแทน, การเยียวยา, เงินชดเชย, ค่าตอบแทน)

    (d) augmentations    (การเพิ่มขึ้น)

    (e) improvements    (การปรับปรุง, การทำให้ดีขึ้น)

    (f) disclosures    (การเปิดเผย)

    (g) ventilations    (การระบายลมหรืออากาศ, การทำให้มีอากาศเข้าได้, การเปิดเผย, การเปิดให้ตรวจสอบ,

           การแสดงออก, การแสดงข้อคิดเห็น)

    (h) paraphrases    (การแปลความหมาย, การถอดความ, การใช้สำนวนใหม่, การถ่ายข้อความ,

          ข้อความที่แปลความหมายข้อความอื่น)

8. What does “embarrassment” in paragraph 2 mean?

(“ความกระดากอาย, ความขวยเขิน, ความอึดอัดใจ, ความลำบากใจ”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึงอะไร)

    (a) decoration    (การตกแต่ง, การประดับประดา)

    (b) equanimity    (อี-ควะ-นิ้ม-มิ-ที่)  (ความสงบใจ, ความใจเย็น, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ)

    (c) avarice    (แอฟ-วะ-ริส)  (ความโลภ, ความตะกละ, ความงก) 

    (d) ambivalence    (แอม-บิ-เว้-เลิ่นซ)  (ความรู้สึกสองจิตสองใจต่อบุคคลหรือสิ่งหนึ่ง,  ความรู้สึกทั้งบวก

          และลบต่อบุคคลคนหนึ่งหรือสิ่งหนึ่ง, ความไม่แน่ใจในการเลือกของ  ๒  สิ่งที่ตรงกันข้าม, ความรู้สึก

          ทั้งรักและชังต่อบุคคลเดียวกัน) 

    (e) abashment    (ความอาย, ความขวยเขิน, การทำให้อับอาย, การทำให้ขวยเขิน)

    (f) grievance    (การอุทธรณ์, การร้องทุกข์, ความไม่พอใจ, ข้อข้องใจ, ความข้องใจ)

    (g) paragon    (แพ้-ระ-กอน)  (ตัวอย่างอันยอดเยี่ยม, ตัวอย่างอันดีเลิศ) 

    (h) paradox    (แพ้-ระ-ดอคซ)  (คำพูดหรือข้อความที่ดูเหมือนไม่ถูกต้อง  แต่ความจริงอาจถูก, สิ่ง (บุคคล,

           เหตุการณ์, คำพูด) ที่ขัดแย้งกัน, ข้อสรุปที่ดูเหมือนขัดกัน, สิ่งที่ดูเหมือนแย้งกัน  แต่ทว่าเป็นจริง  เช่น 

           “ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า”  หรือ  คำกล่าวที่ว่า  “เชื้อโรคซึ่งก่อให้เกิดโรคภัย  อาจถูกใช้ป้องกันโรคนั้นได้”  หรือ 

           “ใช้เซรุ่ม (ได้มาจากพิษงู) แก้พิษงู  -  ข้อความเหล่านี้ล้วนเป็น   “Paradox”)

9. The word “favorable” in paragraph 2 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “เห็นด้วย, สนับสนุน, เอื้ออำนวย, เป็นประโยชน์, เป็นที่โปรดปราน”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) probable    (เป็นไปได้, น่าจะเป็นไปได้, อาจจะ, ค่อนข้างแน่, คง, น่าจะเกิดขึ้น)

    (b) fabulous    (วิเศษ, ยอดเยี่ยม, ไม่น่าเชื่อถือที่สุด, ไม่น่าเป็นไปได้, โกหก, เป็นเรื่องนิทาน)

    (c) approving    (เห็นด้วย, ยอมรับ, เห็นชอบ, ยืนยันด้วย, ให้สัตยาบัน, พอใจ)

    (d) frugal    (ฟรู้-เกิ้ล)  (ประหยัด, มัธยัสถ์, กระเหม็ดกระแหม่, ตระหนี่, มีค่าเล็กน้อย, ราคาถูก) 

    (e) reasonable    (สมเหตุสมผล, มีเหตุผล, พอสมควร, ไม่แพงเกินไป, ราคาพอสมควร, ไม่เกินไป)

    (f) eloquent    (เอ๊ล-โล-เควิ่นท)  (พูดคล่อง, มีคารมคมคาย, มีฝีปาก, ซึ่งโน้มน้าวจิตใจ) 

    (g) supernatural    (เหนือธรรมชาติเกี่ยวกับสิ่งปาฏิหาริย์, อภินิหาร, ศักดิ์สิทธิ์, ประหลาด, มหัศจรรย์,

          เกินปกติ, คาดไม่ถึง, เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ) 

    (h) approximate    (อะ-พร้อค-ซิ-เมท)  (ประมาณ, ใกล้เคียง, มีจำนวนใกล้เคียง   (เมื่อเป็นคำกริยา

          หมายถึง  “คล้ายกันมาก, ใกล้เคียงกับ, เลียนแบบ”)

10. A Japanese woman would probably avoid marrying a ____________________________.

(ผู้หญิงญี่ปุ่นอาจจะหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับ __________________________________)

      (a) good listener    (ผู้ฟังที่ดี)

      (b) talkative person    (บุคคลซึ่งพูดมาก – ช่างคุย)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารา

            กราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “.................และ (เปิดเผย) ว่า  ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของนักธุรกิจหญิงจะเลือก

            ผู้ชายที่นิ่งเงียบ (ไม่ค่อยพูด) เพื่อที่จะแต่งงานด้วย)

      (c) man who hates arguing with women    (ผู้ชายผู้ซึ่งเกลียดการโต้เถียงกับผู้หญิง)

      (d) man who speaks only when necessary    (ผู้ชายซึ่งพูดเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น)

11. To avoid silence, many Westerners _________________________________________.

(เพื่อหลีกเลี่ยงการนิ่งเงียบ,  ชาวตะวันตกจำนวนมาก ______________________________)

      (a) keep talking to themselves    (พูดกับตัวเองเรื่อยๆ)

      (b) never interrupt each other    (ไมเคยขัดจังหวะกันและกัน)

      (c) fill silences with activities    (เติมเต็มความนิ่งเงียบด้วยกิจกรรมต่างๆ)

      (d) carry on talking and get others to talk    (พูดคุยต่อไป  และทำให้ผู้อื่นพูด)  (ดูคำตอบจาก

            ประโยคแรกของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ไม่เพียงแต่ในธุรกิจเท่านั้น  แต่ยังในทุกแง่มุม

            (ลักษณะ) ของชีวิตทางสังคมด้วย,  โดยผู้คนในสหรัฐฯ ชอบถามคำถาม  และบังคับคนอื่น

            ให้พูดคุย (สนทนา) เพื่อเติมเต็มความเงียบระหว่างบุคคล (คู่สนทนา))

12. The word “function” in paragraph 3 refers to __________________________________.

(คำว่า  “หน้าที่, ภารกิจ, การปฏิบัติงาน, งาน, พิธี, บทบาท”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง _________)

      (a) pittance    (จำนวนเล็กน้อย, รายได้หรือค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ, เงินค่าครองชีพเล็กๆน้อยๆ, การให้ทาน

            เล็กๆน้อยๆ, นิตยภัต)   

      (b) utopia    (ยู-โท้-เพีย)  (ดินแดนที่มีแต่ความสุข-สงบ, ดินแดนที่มีสภาพทางการเมืองและสังคมที่สม

           บูรณ์, ระบบการเมืองหรือสังคมที่สมบูรณ์) 

      (c) haven    (เฮ้-เวิ่น)  (ที่พักอาศัย, ที่หลบภัย, ท่าเรือ) 

      (d) profusion    (โพร-ฟิ้วส-ชั่น)   (ปริมาณที่มากมายเกินไป, ความฟุ่มเฟือย, ความสุรุ่ยสุร่าย)  

      (e) duty    (หน้าที่, ภาระหน้าที่, ภาษี, อากร, ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่, ประสิทธิภาพของเครื่อง)

      (f) utensil    (ยู-เท้น-เซิ่ล)  (เครื่องมือ, เครื่องใช้, ภาชนะ)  (ในบ้าน หรือในครัว)

      (g) scheme    (สคีม)  (. โครงการ, แผนการ, แผนผัง, แบบแผน, ระบบการจัดการ,  . แผนลับ, แผนร้าย,

            เพทุบาย, กลเม็ด) 

      (h) pinnacle    (พิ้น-นะ-เคิ่ล)  (ยอด, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ยอดภูเขา เจดีย์ ตึก หอ หรืออื่นๆ, ส่วนที่เป็น

            ยอดแหลม) 

13. The passage suggests that Americans regard silence as _________________________.

(บทความบอกเป็นนัยว่า  ชาวอเมริกันถือว่าการนิ่งเงียบเป็น _______________________)

      (a) an unwillingness to communicate    (ความไม่เต็มใจที่จะติดต่อพูดคุย – แลกเปลี่ยนข้อ

            คิดเห็น)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “สังคมยุโรปภาคเหนือ

            และอเมริกาเหนือ, เป็นตัวอย่าง, มองความนิ่งเงียบว่าซ่อนเร้น (เร้นลับ), เป็นลบ, และเต็มไป

            ด้วย “ไม่มีอะไรเลย” – ซึ่งทั้งหมดถูกถือว่าไม่พึงปรารถนาทางสังคม”  หมายถึง  การนิ่งเงียบ

            เป็นสิ่งไม่ดีหรือเป็นลบในความคิดของคนอเมริกัน  ซึ่งสังคมไม่ต้องการแบบนั้น  เปรียบได้กับ

            ความไม่เต็มใจที่จะพูดคุย-สื่อสารกับผู้อื่น)

      (b) an effective means of communication    (วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิผล)

      (c) meaningful interaction    (ปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญ – มีความหมาย)

      (d) admirable behavior    (พฤติกรรมที่น่าชมเชย)

14. The word “meaningful” in the final paragraph may be replaced by _________________.

(คำว่า  “สำคัญ, มีความหมาย”  ในพารากราฟสุดท้าย  อาจถูกแทนโดย _________________)

      (a) boisterous    (บ๊อย-สเทอ-เริส)  (หนวกหู, อึกทึก, เอะอะ, หยาบ, พล่าน)  

      (b) contentious    (คัน-เท้น-เชิส)  (ชอบทะเลาะ, ชอบต่อสู้, ชอบโต้เถียง) 

      (c) arbitrary    (อ๊าร์-บิ-ทระ-รี่)  (เผด็จการ, ตามอำเภอใจ, เอาแต่อารมณ์, ไร้เหตุผล, โดยพลการ) 

      (d) vindictive    (พยาบาท, อาฆาต, แค้น, มีเจตนาร้าย, แก้แค้น, แก้เผ็ด) 

      (e) volatile    (ว้อล-ละ-ไทล)  (เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ขึ้นๆลงๆ, ไม่คงที่, ปะทุง่าย, ระเบิดง่าย, ระเหยเป็น

           ไอได้รวดเร็ว) 

      (f) significant    (สำคัญ, มีความหมาย, มีลักษณะสำคัญ, มีผล)

      (g) tentative     (เท้น-ทะ-ทิฟว)  (๑. ยังไม่แน่นอน, ลองดูไปก่อน, เป็นแค่การทดลอง ยังไม่ใช้จริง,

            ชั่วคราว,  ๒. ลังเล, ไม่แน่ใจ, สงสัย, วิตก, เหนียมอาย, ขวยเขิน, ไม่มั่นคง)  

      (h) eminent    (เอ๊ม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, มีชื่อเสียง, สูงส่ง, สูง, เป็นปุ่มยื่นออกมา)

      (i) immeasurable     (ที่ไม่สามารถวัดได้, นับไม่ถ้วน, เหลือคณานับ, ไม่มีขอบเขต)  

15. This passage was most likely taken from a textbook on ___________________________.

(บทความนี้เป็นไปได้มากที่สุดว่า  นำมาจากตำราเรียนเกี่ยวกับ _______________________)

      (a) comparative religions    (ศาสนาเปรียบเทียบ)

      (b) physical science    (วิทยาศาสตร์กายภาพ)

      (c) cross-cultural communication    (การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม)  (บทความนี้กล่าวถึงผู้คนใน

            วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  และแปลความหมายของการนิ่งเงียบ (ไม่พูด) แตกต่างกันอย่างมาก 

            ซึ่งเป็นเรื่องของการติดต่อสื่อสารข้ามวัฒนธรรม)

      (d) world geography    (ภูมิศาสตร์โลก)

 

(คำแปล)

ความนิ่งเงียบ (การไม่พูด)

 

            ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลก (throughout the world) ประสบ (พบ, เจอ, รู้สึก) (experience) กับรูปแบบบางอย่างของความนิ่งเงียบ (การไม่พูด, ความเงียบ, การไม่มีเสียง, ความสงบ, การเก็บไว้ในใจ, การเก็บไว้เป็นความลับ, การไร้ข่าวคราว) (silence),  อย่างไรก็ตาม  ทัศนคติ (attitude) ของผู้คนที่มีต่อความนิ่งเงียบ (การไม่พูด) แตกต่างกันอย่างมากมาย (อย่างตื่นเต้นเร้าใจ, ในแบบละคร, ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหัน) (dramatically) ในกลุ่มวัฒนธรรม (cultural groups) ซึ่งแตกต่างกัน,  โดยสังคมยุโรปภาคเหนือและอเมริกาเหนือ, เป็นตัวอย่าง, มอง (ดู, สังเกต, สำรวจ, ตรวจสอบ) (view) ความนิ่งเงียบ (การไม่พูด) ว่าซ่อนเร้น (เร้นลับ, คลุมเครือ, มืด, มืดมน, มัว, ดำคล้ำ, ชั่วช้า, อัปรีย์, ป่าเถื่อน) (dark),  เป็นลบ (negative),  และเต็มไปด้วย “ไม่มีอะไรเลย” – ซึ่งทั้งหมดถูกถือว่า (พิจารณาว่า) (considered) ไม่พึงปรารถนาทางสังคม (socially undesirable),  ส่วนในวัฒนธรรมอื่นๆ  เช่น  ญี่ปุ่น, อย่างไรก็ดี,  ความนิ่งเงียบได้รับการประเมินค่า (ประมาณค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน, ให้ความสำคัญ, ให้เกียรติ, นับถืออย่างสูง) (valued) ในทางบวก (positively) อยู่บ่อยครั้ง,  ที่นี่ (ญี่ปุ่น) การพูดออกมา (ทำลายความนิ่งเงียบ) (breaking silence) เป็นความชั่วร้าย (ความเลว, สิ่งชั่ว, สิ่งที่เลวร้าย, ความอัปมงคล, อันตราย, ภัย, สิ่งที่เป็นภัย, โรค) (evil) ที่จำเป็น (necessary) (หมายถึง  แม้การพูดจะไม่ใช่สิ่งที่ดี  แต่ก็จำเป็นต้องทำ)  การพูดเป็นการกระทำในทางลบ (negative act)

            สอดคล้องกับ (According to) การศึกษาของเวย์น  การตีความ (การแปลความหมาย, การอธิบาย, การชี้แจง, การแปล) (interpretations) ความนิ่งเงียบ (การไม่พูด) ของสหรัฐฯ  คือ  ความเศร้าโศก (sorrow), การวิพากษ์วิจารณ์ (การตำหนิ) (criticism), ความจำเป็น (พันธะ, ภาระหน้าที่, หน้าที่, ข้อผูกพัน, หนี้, บุญคุณ, สัญญา, เงินชำระหนี้) (obligation), ความเสียใจ (ความโทมนัส, ความสลดใจ) (regret), และความกระดากอาย (ความขวยเขิน, ความอึดอัดใจ, ความลำบากใจ) (embarrassment),  ส่วนการตีความ (ความนิ่งเงียบ) ของออสเตรเลีย  ปรากฏความจริง (แสดงว่า, พิสูจน์, ทดสอบความถูกต้อง) (proved) ว่าเหมือน (คล้าย) (similar) กับการตีความของสหรัฐฯ (U.S. ones),  อย่างไรก็ตาม  ทัศนคติของชาวญี่ปุ่นต่อความนิ่งเงียบคือเห็นด้วย (สนับสนุน, เอื้ออำนวย, เป็นประโยชน์, เป็นที่โปรดปราน) (favorable) (หมายถึง  คนญี่ปุ่นเห็นด้วยกับ หรือสนับสนุนความนิ่งเงียบหรือการไม่พูด),  ทั้งนี้  การสำรวจ (survey) ของอิชิกาวาที่กระทำต่อนักธุรกิจชายและนักธุรกิจหญิงในโตเกียว  เปิดเผย (แสดง, แสดงให้เห็น, ทำให้ปรากฏ, แสดงให้เห็นความจริง) (revealed) ว่า  มนุษย์ (บุคคล, ผู้ชาย, สามี) (men) จำเป็น (need) ต้องนิ่งเงียบ (ไม่พูด) เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต  และ (เปิดเผย) ว่า  ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของนักธุรกิจหญิงจะเลือกผู้ชายที่นิ่งเงียบ (ไม่ค่อยพูด, พูดน้อย, ไม่พูด, เงียบสงบ, (ภูเขาไฟ) สงบนิ่ง, ไม่ออกเสียง) (silent) เพื่อที่จะแต่งงานด้วย

            ไม่เพียงแต่ในธุรกิจเท่านั้น  แต่ยังในทุกแง่มุม (ลักษณะ, ด้าน (ปัญหา), รูปร่างหน้าตา, รูปการ, ทิศทาง) (aspect) ของชีวิตทางสังคม (social life) ด้วย,  โดยผู้คนในสหรัฐฯ ชอบถามคำถาม  และบังคับ (force) คนอื่นให้พูดคุย (สนทนา) (talk) เพื่อเติมเต็มความเงียบระหว่างบุคคล (คู่สนทนา) (fill interpersonal silence),  ดังนั้น  ในสังคมอเมริกันและในสังคมยุโรปจำนวนมาก  หน้าที่ประการหนึ่ง (one function) ของการพูด (คำพูด, วิธีการพูด, สุนทรพจน์, ภาษา) (speech)  คือการหลีกเลี่ยงความนิ่งเงียบ (การไม่พูด) (avoid silence)ตรงกันข้าม (ต่อต้าน, ขัดกัน) (Contrary) กับการปฏิบัติ (การกระทำ, กิจวัตร, กิจการ, พิธีการ) (practice) ในสหรัฐฯ,  ในสังคมญี่ปุ่น  การนิ่งเงียบโดยทั่วไปแล้วถูกถือว่า (พิจารณาว่า) (considered) สำคัญ (มีความหมาย) (meaningful)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป