หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 27)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Would It Be Better to Stop Giving Opinions?

 

          Many of us grow up believing that intelligent people should have an opinion about absolutely everything.  “This is good, this is bad, that is outrageous.”  Newspapers express opinions, politicians have opinions, current affairs shows have opinion, next door neighbors have opinions – “be concerned about this” and “be outraged about that.”

          You don’t always have to have an opinion.  Sometimes it is appropriate to have no opinion at all.  Why not just let people be?  When your neighbor says, “Don’t you think Frank should get a job?” you may like to say, “I think Frank should do what he wants.”  When she says, Isn’t it terrible that Frank’s wife is so overweight?” you say to yourself, “Perhaps she’s learning about being fat.”

          Sometimes, of course, it’s necessary to pass opinions or make an assessment of people – e.g.  “Does my secretary produce results?”  “Is my accountant doing his job?”  But there are many times when it’s unproductive to pass judgement.

          Try this experiment.  Spend a week not judging anything or anybody.  When next you meet someone who talks a lot, or spends a lot or complains a lot or doesn’t work, mentally say to yourself, “I give you the space to experience life as you choose.  It is not for me to judge you.”  Life becomes a lot more serene.

          A “non-judgemental” attitude does not mean that you have to “like” everybody or that you don’t have preferences – it means that you adopt an attitude where you are at peace with those around you.

          There will be times when you choose not to be in another’s company, but this can stem more from an attitude of what feels right for you rather than from condemnation of other people’s differences.

 

1. “Many of us grow up believing that intelligent people should have an opinion about absolutely everything” in the first paragraph means it is _________________.

(“พวกเราจำนวนมากเติบโตมาโดยเชื่อว่าคนเฉลียวฉลาดควรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างไปเสียทั้งหมด”  ในพารากราฟแรก  หมายความว่า  มัน ________________)

    (a) true that having opinions about everything is necessary for people    (เป็นความจริงว่า  การมีความ

          เห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้คน)

    (b) true that only intelligent people know how to give opinions about everything    (เป็นความจริงว่า 

          เฉพาะคนที่เฉลียวฉลาดเท่านั้นที่รู้ว่าจะให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งอย่างไร)

    (c) thought that giving an opinion is one way to show a person’s intelligence    (ถูกคิดว่า

          การให้ความคิดเห็นเป็นวิธีหนึ่งที่จะแสดงความเฉลียวฉลาดของบุคคล)  (หมายถึง  คนฉลาด

          ต้องแสดงความคิดเห็น  ซึ่งตรงกับข้อความในข้อ)

    (d) believed that people will become intelligent after they give opinions about everything    (ถูกเชื่อว่า 

          ผู้คนจะเฉลียวฉลาด  ภายหลังที่พวกเขาให้ความเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่ง)

2. In paragraph 1, “concerned about” refers to _________________________________.

(ในพารากราฟ ๑,  “วิตกกังวลเกี่ยวกับ”  หมายถึง ________________________________)

    (a) thought about    (นึกถึงเรื่อง)

    (b) frightened of    (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

    (c) complained about    (ร้องเรียนเกี่ยวกับ)

    (d) inferior to    (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า)

    (e) loyal to    (จงรักภักดีต่อ, ซื่อสัตย์ต่อ)

    (f) responsible for    (รับผิดชอบในเรื่อง)

    (g) worried about    (วิตกกังวลเกี่ยวกับ)

3. The word “outraged” in paragraph 1 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “เจ็บแค้นใจ, โกรธเคือง”  ในพารากราฟ ๑ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ __________)

    (a) premature    (พรี-มะ-ทั่วร์)  (ก่อนถึงเวลาอันควร, ยังไม่ถึงเวลาอันควร, ก่อนถึงเวลากำหนด, ยังไม่ครบ,

          ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่)

    (b) affable    (เป็นมิตร, มีอัธยาศัยดี, คบง่าย)

    (c) pristine    (พริส-ทีน)  (แรกเริ่ม, บริสุทธิ์, เก่าแก่, ดึกดำบรรพ์)

    (d) obscure    (มืด, เข้าใจยาก, ไม่มีใครรู้จัก)

    (e) subordinate    (เป็นรอง, มีตำแหน่ง  ยศ  หรือความสำคัญน้อยกว่า หรือต่ำกว่า)

    (f) indignant    (เดือดดาล, ขุ่นเคือง, ไม่พอใจมาก)

    (g) steadfast    (แน่วแน่, แน่นอน, มั่นคง, ไม่เปลี่ยนแปลง, ยึดมั่น)

4. From paragraph 2, we learn that _____________________________________________.

(จากพารากราฟ ๒, เราเรียนรู้ว่า ___________________________________________)

    (a) it’s not always necessary to have opinions about others    (มันไม่จำเป็นเสมอไปที่จะมี

          ความคิดเห็นเกี่ยวกับคนอื่นๆ)  (ดูจาก ๒ ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “คุณไม่

          จำเป็นต้องมีความคิดเห็น (เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) เสมอไป,  บางครั้งมันเป็นการเหมาะสม

          (สมควร) ที่จะไม่ต้องมีความคิดเห็นใดๆ เลย)

    (b) there isn’t any reason to have opinions about your neighbors    (ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะมีความคิดเห็น

          เกี่ยวกับเพื่อนบ้านของคุณ)

    (c) there are several ways to express opinions about other people    (มีหลายวิธีที่จะแสดงความคิดเห็น

          เกี่ยวกับคนอื่นๆ)

    (d) it’s very rude to give opinions about your neighbor’s personal affairs    (มันไม่สุภาพอย่างมากที่จะ

          ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของเพื่อนบ้านของคุณ)

5. In paragraphs 3 - 4, the writer believes that your life will be better if you _______________.

(ในพารากราฟ ๓ - ๔,  ผู้เขียนเชื่อว่า  ชีวิตของคุณจะดีขึ้น  ถ้าคุณ _____________________)

    (a) ignore neighbors who talk a lot    (ไม่ใส่ใจเพื่อนบ้านผู้ซึ่งพูดมาก)

    (b) know how and when to pass opinions    (รู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรและเมื่อไร)  (พารา

          กราฟ ๓ กล่าวว่า  “บางครั้งมันจำเป็นที่จะแสดงความคิดเห็นหรือประเมินผู้คน  แต่ก็มีหลายครั้งที่

          ไม่เกิดผลดีที่จะแสดงความคิดเห็น”  ส่วนพารากราฟ ๔  กล่าวว่า  “จงทดลองใช้เวลาสักสัปดาห์

          หนึ่งที่จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งใดหรือผู้ใด..............และบอกกับตัวคุณเองว่า  คุณจะ

          ให้ที่ว่างแก่เขาที่จะมีประสบการณ์ชีวิตตามที่เขาเลือก  และคุณจะไม่แสดงความเห็นกับเขา  ซึ่ง

          จะทำให้ชีวิตของคุณมีความสงบเงียบ (ราบเรียบ) มากขึ้นอย่างมาก  ซึ่งหมายความว่า  ชีวิตของ

          คุณจะดีขึ้น  ถ้าคุณรู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรและเมื่อไร)

    (c) give your opinions to certain people    (ให้ความเห็นของคุณแก่คนบางคน)

    (d) give opinions only to people you work with    (ให้ความเห็นเฉพาะกับคนที่คุณทำงานด้วยเท่านั้น)

6. The phrase “make an assessment of people” in paragraph 3 might be replaced by “________

________ other people.”

(วลี  “ประเมินผู้คน”  ในพารากราฟ ๓  อาจจะแทนโดย  “_______________________ คนอื่น”)

    (a) advise    (แนะนำ)

    (b) affect    (มีผลกระทบกับ)

    (c) caution    (เตือน, ตักเตือน)

    (d) baffle    (ทำให้งุนงง)

    (e) evaluate    (ประเมินค่า, หาค่า, ตีราคา)

    (f) indoctrinate    (ปลูกฝังความเชื่อ, สอนให้ซึมซาบ, สั่งสอนทฤษฎี หลักการ ลัทธิ และอื่นๆ)

    (g) assault    (จู่โจม, โจมตี, ทำร้าย, ข่มขืน)

7. The word “unproductive” in the third paragraph means ____________________________.

(คำว่า  “ไม่ให้ผลดี, ไม่เกิดผล, ไม่อุดมสมบูรณ์, ไม่มีอำนาจผลิต”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ______

____________)

    (a) obscure    (มืด, เข้าใจยาก, ไม่มีใครรู้จัก)

    (b) volatile    (ว้อล-ละ-ไทล)  (ระเหยเป็นไอได้รวดเร็ว, ปะทุง่าย, ระเบิดง่าย, เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ขึ้นๆลงๆ,

          ชั่วคราว)

    (c) transient    (ชั่วคราว, ไม่จีรังยั่งยืน, ไม่ได้ตั้งอยู่นาน)

    (d) stationary    (หยุดนิ่ง, ไม่เคลื่อนที่, คงที่, ประจำที่, ไม่เคลื่อนย้าย, อยู่ในสภาพเดิม)

    (e) lengthy    (ยืดเยื้อ, ยาวนาน, ใช้เวลามาก)

    (f) prolific    {โพร-ลิฟ-ฟิค)  (ออกลูกมาก, มีลูกมาก, มีผลดก, แพร่หลาย, อุดมสมบูรณ์, (นักเขียน-นักประพันธ์)

          มีผลงานมาก}

    (g) fruitless    (ไร้ผล, ไม่บังเกิดผล, ไม่มีประโยชน์, เป็นหมัน)

8. The phrase “this experiment” in the fourth paragraph refers to ___________________.

(วลี  “การทดลองนี้”  ในพารากราฟ ๔ หมายถึง __________________________________)

    (a) the technique of talking to yourself    (เทคนิคของการพูดคุยกับตัวคุณเอง)

    (b) the way of learning how to judge people    (วิธีการเรียนรู้ว่าจะตัดสิน – วินิจฉัย – ผู้คนอย่างไร)

    (c) the method of practicing how to be tolerant    (วิธีการฝึกฝนว่าจะอดทน-อดกลั้นได้อย่างไร

          (พารากราฟ ๔  กล่าวว่า  “จงทดลองใช้เวลาสักสัปดาห์หนึ่งที่จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่ง

          ใดหรือผู้ใด,  เมื่อครั้งต่อไป  คุณพบใครบางคนผู้ซึ่งพูดมาก  หรือใช้จ่ายเงินมาก  หรือบ่น (ร้อง

          เรียน) มาก  หรือไม่ทำงาน  และบอกกับตัวคุณเองว่า  คุณจะให้ที่ว่างแก่เขาที่จะมีประสบการณ์

          ชีวิตตามที่เขาเลือก  และคุณจะไม่แสดงความเห็นกับเขา..................”  สิ่งเหล่านี้เป็นการฝึกอด

          ทน-อดกลั้นกับการกระทำของผู้อื่น)

    (d) the process of learning how to control your emotions    (กระบวนการเรียนรู้ว่าจะควบคุมอารมณ์ของ

          คุณอย่างไร)

9. The word “serene” in paragraph 4 can be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “สงบเงียบ, สงบ, ราบรื่น, ราบเรียบ, เยือกเย็น, ไม่มีเมฆ, ปลอดโปร่ง”  ในพารากราฟ ๔ สามารถแทนโดย __________________)

    (a) meaningful    (มีความหมาย, สำคัญ)

    (b) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

    (c) peaceful    (สงบ, สงบสุข, สงบเงียบ, มีสันติภาพ, รักสันติ)

    (d) exciting    (น่าตื่นเต้น)

    (e) laborious    {ใช้แรงงานมาก, (งาน) หนัก, ยาก, ลำบาก, ต้องใช้ความพยายามมาก, อุตสาหะ}

    (f) tedious    (น่าเบื่อ, น่ารำคาญ)

    (g) covetous    (คัฟ-วิ-ทัส)  (โลภ, อยากได้มาก, ปรารถนามาก, กระหายที่จะครอบ ครอง)

10. The main idea of the last two paragraphs is that we should not ___________________.

(ความคิด (ใจความ) สำคัญของ ๒ พารากราฟสุดท้าย  คือว่า  เราไม่ควร _________________)

    (a) judge people if we feel that they are right    (ตัดสินผู้คน  ถ้าเรารู้สึกว่าพวกเขาเป็นฝ่ายถูก)

    (b) judge people if we are happy to live with them    (ตัดสินผู้คน  ถ้าเรามีความสุขที่จะมีชีวิตกับพวกเขา)

    (c) have preferences because we do not know everybody    (มีการเลือกที่จะชอบ  เพราะว่าเราไม่รู้จัก

          ทุกคน)

    (d) have a judgemental attitude about people we associate with    (มีทัศนคติแบบแสดงความ

          คิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์  เกี่ยวกับผู้คนที่เราคบค้าสมาคมด้วย)  (พารากราฟที่ ๕ กล่าวว่า  “ทัศ

          นคติแบบ “ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น” มิได้หมายความว่าคุณจะต้อง “ชอบ” ทุกคน 

          หรือว่าคุณไม่มีสิ่งที่ชอบมากกว่ากัน (การชอบสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น) - (แต่) มันหมายความว่า 

          คุณรับเอาทัศนคติ  ที่ซึ่งคุณมีสันติภาพกับ (ไม่ทะเลาะวิวาทกับ) บุคคลที่อยู่รอบตัวคุณ”  ซึ่งผู้

          เขียนต้องการบอกว่า  การไม่แสดงความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นมิใช่เรื่องแปลกแต่อย่าง

          ใด  เท่ากับแนะนำว่า  เราไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นนั่นเอง)

11. The word “adopt” in paragraph 5 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  “รับเอามา (ใช้), รับเอามาเป็นลูก”  ในพารากราฟ ๕ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ______

_____________)

    (a) brag    (คุยโม้, คุยโว)

    (b) avoid    (หลีกเลี่ยง, หลบหลีก, ออกห่างจาก)

    (c) ponder    (ไตร่ตรอง, พิจารณา, ครุ่นคิด, คำนึง)

    (d) repudiate    (ปฏิเสธ, บอกปัด, ไม่ยอมรับ (ว่าเป็นของตน), ทอดทิ้ง)

    (e) utilize    (ใช้เป็นประโยชน์, ทำให้เป็นประโยชน์)

    (f) regret   (ริ-เกร้ท)  (เสียใจ, สลดใจ, ความเสียใจ, ความสลดใจ) 

    (g) despise    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

12. The word “stem” in paragraph 6 can be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “เกิด, กำเนิด”  ในพารากราฟ ๖ สามารถแทนโดย ___________________________)

    (a) derive    (ได้รับ)

    (b) take    (เอาไป)

    (c) admire    (ยกย่อง, ชื่นชม)

    (d) infer    (สรุป, ลงความเห็น, อนุมาน, ส่อให้เห็น, ชี้ให้เห็นว่า, แนะนำ)

    (e) arise    (เกิดขึ้น, เป็นผลจาก, ลุกขึ้น)

    (f) counterfeit    (เค้าน-เทอะ-ฟิต)  (ทำปลอม, ทำเทียม, ของปลอม-เทียม,  ซึ่งปลอมหรือไม่ใช่ของแท้)

    (g) amplify    (ขยายใหญ่ขึ้น, ขยายความ)   

13. The best title for this passage is “_________________________________________.”

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบทความนี้คือ “_______________________________________)

      (a) Critical Opinions    (ความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์)

      (b) Ways to Know Your Neighbors    (วิธีการที่จะรู้จักเพื่อนบ้านของคุณ)

      (c) A “Non-judgemental” Attitude    (ทัศนคติแบบไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น  หรือไม่แสดงความคิด

            เห็นเกี่ยวกับผู้อื่น)  (บทความนี้เน้นว่า  คนเราไม่ควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น  หรือวิ

            พากษ์วิจารณ์ผู้อื่น  แต่ควรปล่อยให้คนเหล่านั้นทำในสิ่งที่ตนเองชอบ  ซึ่งจะทำให้ชีวิตของเรา

            มีความสงบสุขมากขึ้น  และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้โดยสันติสุข)

      (d) How People Become Intelligent    (ผู้คนฉลาดได้อย่างไร)

14. In the final paragraph, “condemnation” refers to ______________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย  “การประณาม, การตัดสินหรือประกาศว่ามีความผิด, ภาวะที่ถูกประณาม”  หมายถึง _____________________)

      (a) genocide    (การฆ่าทำลายล้างเผ่าพันธุ์)

      (b) discipline     (ดิส-ซิ-พลิน)  (วินัย, ระเบียบวินัย, ข้อบังคับ, การฝึกฝน, การลงโทษ, สาขาวิชา, วินัยทาง

            ศาสนา)

      (c) autopsy    (อ๊อ-ทอพ-ซี)  (การชันสูตรศพ, การผ่าศพ, ชันสูตรศพ, ผ่าศพ)

      (d) catastrophe    (คะ-แทส-โทร-ฟี่)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร,

            จุดจบ)

      (e) denouncement    (การประณาม, การติเตียน, การกล่าวโทษ, การปรักปรำ, การประกาศเลิก,

           การบอกเลิก

      (f) compunction    (คัม-พั้งค-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวลต่อสิ่งที่ได้

            ทำไปแล้ว)

      (g) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

 

(คำแปล)

มันจะดีกว่ากันไหมที่จะเลิกให้ความคิดเห็น?

 

            พวกเราจำนวนมากเติบโต (grow up) มาโดยเชื่อว่าคนเฉลียวฉลาด (intelligent) ควรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างไปเสียทั้งหมด (absolutely everything),  (เช่น)  “สิ่งนี้ดี,  สิ่งนี้ไม่ดี,  สิ่งนั้นทำให้เจ็บแค้นใจ (เหลือทน, เกะกะระราน) (outrageous),”  โดยหนังสือพิมพ์แสดงความคิดเห็น (express opinions),  นักการเมืองมีความคิดเห็น,  รายการแสดงเหตุการณ์ปัจจุบัน (ทางทีวี-วิทยุ) (current affairs shows) มีความคิดเห็น,  เพื่อนบ้านหลังถัดไป (next-door neighbors) ก็มีความคิดเห็น – “วิตกกังวล (concerned) เกี่ยวกับเรื่องนี้”  และ  “เจ็บแค้นใจ (โกรธเคือง) (outraged) เกี่ยวกับเรื่องนั้น”

            คุณไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็น (เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) เสมอไป  บางครั้งมันเป็นการเหมาะสม (สมควร) (appropriate) ที่จะไม่ต้องมีความคิดเห็นใดๆ เลย (have no opinion at all)ทำไมจึงไม่ปล่อยให้ผู้คนเป็นในสิ่งที่พวกเขาเป็น (Why not  just let people be?),  โดยเมื่อเพื่อนบ้านของคุณพูดว่า  “คุณไม่คิดหรือว่าแฟรงค์ควรหางานทำได้แล้ว (should get a job)”  คุณอาจจะอยากพูด (ตอบ) ว่า  “ผมคิดว่าแฟรงค์ควรทำในสิ่งที่เขาต้องการ”  (และ) เมื่อเธอ (เพื่อนบ้านคนเดิม) พูดว่า  “มันไม่น่ากลัว (น่าเกลียด, แย่, น่าเกรงขาม, ร้ายแรง, สยองขวัญ) (terrible) หรอกหรือ  ที่ภรรยาของแฟรงค์น้ำหนักมากเกินไป (overweight) อย่างมาก”  คุณก็อาจจะพูดกับตัวเองว่า  “บางทีนะ  เธอ (อาจจะ) กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับการอ้วนก็เป็นได้ (learning about being fat)

            บางครั้ง (บางที, บางโอกาส) (Sometimes), แน่ละ (แน่นอน) (of course), มันจำเป็นที่จะพูดจา (เอ่ย) (pass) (แสดง) ความคิดเห็น (opinions) หรือประเมินผู้คน (make an assessment of people)  ตัวอย่างเช่น (e.g.) “เลขานุการของผมมีผลงาน (produce results) ไหม”  (หรือ)  “นักบัญชี (accountant) ของผมกำลังทำงานของเขาหรือเปล่า”  แต่ก็มีหลายครั้ง (โอกาส, เวลา, ช่วงเวลา, ยุค, สมัย, ครั้ง) (times)  เมื่อมันไม่ให้ผลดี (ไม่เกิดผล, ไม่อุดมสมบูรณ์, ไม่มีอำนาจผลิต) (unproductive) ที่จะแสดงความคิดเห็น (แสดงการพิจารณา, แสดงการวินิจฉัยชี้ขาด) (pass judgement)

            จงลอง (Try) การทดลอง (การทดสอบ) (experiment) นี้ดู,  ใช้เวลา ๑ สัปดาห์ (Spend a week) โดยไม่แสดงความเห็น (ลงความเห็น) (judging) เกี่ยวกับเรื่องใดๆ หรือคนใดๆ,  เมื่อครั้งต่อไป (When next) คุณพบใครบางคนผู้ซึ่งพูดมาก  หรือใช้จ่ายเงินมาก  หรือบ่น (ร้องเรียน) (complains) มาก  หรือไม่ทำงาน,  จงพูดกับตัวคุณเองโดยจิตใจ (อย่างมีปัญญา) (mentally) ว่า  “ผมให้ที่ว่าง (ระยะเวลา, อวกาศ, ช่องว่าง, ที่ว่างเปล่าในท้องฟ้า, ทางหนีทีไล่) (space) แก่คุณ  ที่จะมีประสบการณ์ชีวิต (experience life) ตามที่คุณเลือก (as you choose)มันมิใช่เรื่องของผม (It is not for me) ที่จะลงความเห็น (ตัดสิน, วินิจฉัย) (judge) คุณ,”  (เมื่อเป็นอย่างนี้)  ชีวิต (ของคุณ) ก็จะสงบเงียบ (สงบ, ราบรื่น, ราบเรียบ, เยือกเย็น, ไม่มีเมฆ, ปลอดโปร่ง) (serene) มากขึ้นเยอะเลย (a lot more)

            ทัศนคติ (attitude) แบบ “ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น(non-judgemental)  มิได้หมายความว่าคุณจะต้อง “ชอบ” ทุกคน  หรือว่าคุณไม่มีสิ่งที่ชอบมากกว่ากัน (การชอบสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น) (preferences) - (แต่) มันหมายความว่า  คุณรับเอามา (รับมาเลี้ยงเป็นลูก) (adopt) ทัศนคติ  ที่ซึ่งคุณมีสันติภาพกับ (ไม่ทะเลาะวิวาทกับ) (at peace with) บุคคลที่อยู่รอบตัวคุณ (those around you)

            จะมีช่วงเวลา (โอกาส, ยุค, สมัย, ครั้ง) (times) เมื่อคุณเลือกที่จะไม่อยู่ในวงสมาคม (หมู่เพื่อนฝูง, การสังคม, การคบค้า, บริษัท, หมู่, คณะ, กองร้อย) (company) อีกกลุ่มหนึ่ง  แต่เรื่องนี้สามารถเกิด (กำเนิด) (stem) จากทัศนคติที่ว่าสิ่งใดรู้สึก (หรือมีความ) เหมาะสมสำหรับคุณ (what feels right for you) มากกว่า (ที่จะมา) จากการประณาม (การตัดสินหรือประกาศว่ามีความผิด, ภาวะที่ถูกประณาม) (condemnation) ความแตกต่างของผู้อื่น (หมายถึง  การที่คุณเลือกที่จะไม่สมาคมกับคนกลุ่มหนึ่ง  อาจเกิดจากทัศนคติของคุณว่า  คนกลุ่มนั้นไม่เหมาะสมกับคุณ  มากกว่าความคิดที่จะประณามว่าพวกเขามีความแตกต่างไปจากคุณ  เลยทำให้คุณไม่คบค้ากับพวกเขา) 

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป