หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 21)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Great People’s Secrets to Success

 

          I love reading biographies, studying the lives of great people to determine their secrets to happiness and success.  These days I’m spending most of my time on the road, sharing what I’ve learned with audiences.  In the persona of Ben Franklin I speak about The Magic of Talk and The Magic of Reading.  As Albert Einstein I speak about The Magic of Thought and Using Your Time Wisely.

          So, what do Franklin and Einstein have to tell us about success?

          Franklin talks plentifully about how to get ahead in life, but if you want to learn from him, it’s best to follow his example, not his advice.  Ben did not always live by the aphorisms he published in Poor Richard’s Almanac like “Eat to live, and not live to eat,” and “Good talkers, little doers.”  Franklin’s success in the field of business, science, civil service, and diplomacy were dependent on his drive to educate himself (Ben only had two years of formal schooling), and his skill communicating with others.

          Ben was a wonderful reader, writer and talker, and he used these skills daily to get things done.  The consummate propagandist, Ben could get his point across one-to-one, in groups, before groups, and to the public through the news media. 

          Albert Einstein achieved success almost through his sheer brainpower.  Whereas Ben Franklin labored for years in fairly conventional business pursuits, Albert achieved his success primarily in the world of thought.  A high school dropout who “went back to school” to enroll in a technical college, Albert graduated fourth in a class of five in 1900.  Then, after an extended period of unemployment, a friend finally helped him get a job as a patent office examiner, third class.

          Einstein attributed his success to the ability to focus on one thing at a time.  He called himself a monomaniac, and this clarity of focus propelled him to the top of the world of physics.  Einstein did not care what was going on around him, what other people thought, or what time of day is was.  He was a nature’s child who had to be told when to go to bed, when to get up, and when to eat.  Like idiot savants who are capable of putting all of their mental resources into mastering a skill, Einstein used his full brainpower to solve questions of physics.

          So, what can you learn from Franklin and Einstein?

        One, develop your personal communication skills.  Learn to relate to others in an exciting, dynamic way.  If you already do this, congratulation!  If you don’t, a little effort in this area may produce remarkable results.

          Two, develop your powers of concentration.  Learn to block out distractions and give a problem every bit of your attention.  Our brains are a tremendous resource most of us have hardly begun to use.

 

1. Which of the following is NOT true according to the author?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง – ไม่เป็นความจริง – ตามที่ผู้เขียนกล่าว)

    (a) Einstein had a good brain and used his time wisely.    (ไอสไตน์มีสมองดี  และใช้เวลาของเขาอย่าง

          ฉลาด)  (ข้อนี้จริง  เพราะในพารากราฟแรก  ผู้เขียนกล่าวว่า  “เกี่ยวกับไอสไตน์  ผู้เขียนจะพูดเกี่ยวกับเวท

          มนตร์ของความคิด  และการใช้เวลาของผู้ฟังอย่างฉลาด”  ซึ่งเป็นลักษณะของไอสไตน์  ที่มีสมองดีและใช้

          เวลาอย่่างฉลาด)

    (b) Franklin was good at speaking and reading.    (แฟรงคลินเก่งในเรื่องการพูดและการอ่าน)  (ข้อนี้จริง 

          เนื่องจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “เบ็นเป็นนักอ่าน, นักเขียน และนักสนทนาที่มหัศจรรย์

          (น่าพิศวง, ยอดเยี่ยม) และเขาใช้ทักษะเหล่านี้ในแต่ละวันเพื่อให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไป”)

    (c) Both Einstein and Franklin did well in school.    (ทั้งไอสไตน์และแฟรงคลินทำได้ดี – เรียน

           ดี – ในโรงเรียน)  (ข้อนี้ไม่จริง  เนื่องจากพารากราฟ ๔ กล่าวว่า  “ไอสไตน์ออกจากโรงเรียน

           กลางคันสมัยเรียนชั้นมัธยม”  และพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “แฟรงคลินมีการเรียนในโรงเรียน

           แบบเป็นทางการเพียง ๒ ปีเท่านั้น”)

    (d) Franklin had the ability to communicate while Einstein had the ability to concentrate.    (แฟรง

          คลินมีความสามารถในการสื่อสาร  ในขณะที่ไอสไตน์มีความสามารถในการสำรวมใจ-มีสมาธิ  ในเรื่องใด

          เรื่องหนึ่งที่เขาทำ)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ความสำเร็จของแฟรงคลิน...............ล้วน

          พึ่งพาอาศัยแรงกระตุ้นของเขาที่จะให้การศึกษาแก่ตนเอง  และ (พึ่งพาฯ) ทักษะของเขาในการสื่อสารกับ

          ผู้อื่น”  และประโยคแรกของพารากราฟ ๕ กล่าวว่า  “ไอสไตน์ให้เหตุผล (อ้างเหตุผล) ความสำเร็จของเขา

          จากความสามารถที่จะเพ่งความสนใจ (มุ่งเน้น) ทีละเรื่อง (ทีละสิ่ง)”  ซึ่งหมายถึง  ความสามารถในการสำ

          รวมใจหรือมีสมาธิในเรื่องที่ทำนั่นเอง)

2. The word “audiences” in the first paragraph means _____________________________.

(คำว่า  “ผู้ฟัง, ผู้ชม, ผู้อ่าน, การได้ยิน”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง __________________)

    (a) colleagues    (เพื่อนร่วมงาน)

    (b) sympathizers    (ผู้สนับสนุน, ผู้เห็นอกเห็นใจ)

    (c) opponents    (ผู้ขัดขวาง, ผู้คัดค้าน, คู่ปรปักษ์, คู่แข่ง, ฝ่ายตรงกันข้าม)

    (d) demonstrators    (ผู้แสดง, ผู้สาธิต, ผู้เดินขบวน)

    (e) participants    (ผู้เข้าร่วม (ประชุม, งาน), ผู้มีส่วนร่วม)

    (f) listeners or spectators    (ผู้ฟังหรือผู้ดู)

3. Which statement best describes the main idea of the passage?

(คำกล่าวใดพรรณนาความคิดหลัก (ใจความสำคัญ) ของบทความได้ดีที่สุด)

    (a) Reading biographies is a valuable experience.    (การอ่านชีวประวัติเป็นประสบการณ์ที่มีค่า)  (ถูกต้อง 

          แต่มิใช่ใจความสำคัญของบทความ)

    (b) Franklin and Einstein have much to teach us.    (แฟรงคลินและไอสไตน์มีอะไรมากมายที่จะ

          สอนเรา)  (บทความนี้เกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลทั้งสองที่ผู้เขียนมองเห็น  ซึ่งเป็นจุดเด่นของ

          คนทั้งสองที่ผู้เขียนเอามาแนะนำให้ผู้ฟังหรืออ่านลองปฏิบัติตามเพื่อความสำเร็จ  ดังที่กล่าวไว้

          ในสองพารากราฟสุดท้าย)

    (c) Franklin’s and Einstein’s lives are less important than their work.    (ชีวิตของแฟรงคลินและไอ

          สไตน์มีความสำคัญน้อยกว่างานของเขา)  (ผู้เขียนมิได้เปรียบเทียบ ๒ สิ่งนี้)

    (d) The writer has learned from his experiences with Franklin and Einstein.    (ผู้เขียนได้เรียนรู้จาก

           ประสบการณ์ของตนกับแฟรงคลินและไอสไตน์)  (มิใช่ใจความสำคัญของบทความ)

4. What does the word “aphorisms” probably mean?

(คำว่า  “คติพจน์, คำพังเพย”  เป็นไปได้ว่าหมายถึงอะไร)

    (a) concise imperatives    (คำสั่ง – หรือข้อบังคับ, กฎเกณฑ์ – สั้นๆ)

    (b) undefined regulations    (กฎข้อบังคับ – หรือกฎเกณฑ์, ระเบียบ – ที่ยังมิได้กำหนดหรือทำให้ชัดเจน)

    (c) short technical statements    (คำพูดสั้นๆ ทางเทคนิค)

    (d) brief statements of a principle    (คำพูดสั้นๆ เกี่ยวกับหลักศีลธรรมหนึ่ง)  (คือ  คำกล่าวที่สอน

          คนหรือแนะนำให้คนปฏิบัติ  ดังในบทความ  คือ  “จงกินเพื่ออยู่  และอย่าอยู่เพื่อกิน”  และ  “พูด

          เก่ง ทำน้อย”  หมายถึง  คนที่ดีแต่พูด  มักไม่ค่อยได้ลงมือทำ  ดังนั้น  จึงควรพูดให้น้อย  แต่ทำ

          ให้มาก)

    (e) strict orders    (คำสั่งที่เข้มงวด)

    (f) strong languages    (ภาษาที่หยาบคาย)

5. The word “labored” in paragraph 4 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  กระทำด้วยความยากลำบาก, เหน็ดเหนื่อย, พากเพียร, พยายาม, ทำงาน, กระทำอย่างละเอียด,

คลอดลูก”  ในพารากราฟ ๔ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _____________________)

    (a) loitered    (เดินเตร่, เตร็ดเตร่, เดินเอ้อระเหย, เถลไถล, ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์)

    (b) sneaked    (สนีค)  (เดินหลบ, เดินลับๆล่อๆ, ทำลับๆล่อๆ, แอบ, แอบทำ, ด้อม, ดอด, ลัก, ขโมย)

    (c) emulated    (เอ๊ม-มิว-เล-ทิด)  (เอาอย่าง, พยายามเลียนแบบ, พยายามจะทำให้เท่าเทียมหรือดีกว่า) 

    (d) camouflaged    (แค้ม-มู-ฟลาจ)  (อำพราง, ซ่อน, ลวงตา)

    (e) toiled    (ทำงานหนัก, ตรากตรำ, ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ, เดินทางด้วยความลำบากหรือเหน็ด

          เหนื่อย, ไปด้วยความลำบากหรือเจ็บปวด)

    (f) acquiesced    (แอ๊ค-ควิ-เอส)  (ยินยอม, ยอมรับ, ตกลง, ยอมรับในใจ)

6. Why did Einstein call himself a monomaniac?

(ทำไมไอสไตน์เรียกตัวเองว่า “ผู้ที่ครุ่นคิดแต่สิ่งเดียว, ผู้ที่สนใจอยู่ในเรื่องเดียว)

    (a) He was a nature’s child.    (เขาเป็นเด็กของธรรมชาติ)

    (b) He developed his powers of concentration.    {เขาพัฒนาพลัง (อำนาจ) ของการสำรวม

           ความคิด (สมาธิ, การมุ่งเน้นอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง)}  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๕ กล่าว

           ว่า  ไอสไตน์ให้เหตุผล (อ้างเหตุผล) ความสำเร็จของเขาจากความสามารถที่จะเพ่งความสน

           ใจ (มุ่งเน้น) ทีละเรื่อง (ทีละสิ่ง),  โดยเขาเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่ครุ่นคิดแต่สิ่งเดียว (ผู้ที่สนใจ

           อยู่ในเรื่องเดียว))

    (c) He improved his personal communication skills.    (เขาปรับปรุงทักษะการสื่อสารส่วนตัวของเขา

          ให้ดีขึ้น)

    (d) He used his full brainpower to solve questions of physics.    (เขาใช้พลังสมองอย่างเต็มที่ของ

          เขาเพื่อแก้ปัญหาด้านฟิสิกส์)

7. The word “propelled” in paragraph 6 can be best replaced by _______________________.

(คำว่า  “ผลักดัน, ขับเคลื่อน, ทำให้ไปข้างหน้า”  ในพารากราฟ ๖ สามารถแทนดีที่สุดโดย ______

_____________)

    (a) discriminated    (เห็นความแตกต่าง, บอกความแตกต่าง, เลือกปฏิบัติ, เลือกที่รัก   มักที่ชัง)

    (b) eroded   (อิ-โร้ด)  (สึกกร่อน, กัดกร่อน, เซาะ, ชะ, ทำให้สึกกร่อน) 

    (c) encircled    (ล้อมรอบ, เวียนรอบ, ตีวง)

    (d) reminded    (เตือน, เตือนให้ระลึกถึง)

    (e) revoked    (ยกเลิก, เพิกถอน, ลบล้าง)

    (f) impelled    (กระตุ้น, ผลักดัน, โน้มน้าว)

8. What does “the consummate propagandist” do?

(นักโฆษณาชวนเชื่อที่สมบูรณ์แบบ (ดีเลิศ) ทำอะไร)

    (a) He convinces people totally.    (เขาทำให้ผู้คนเชื่อมั่นโดยสิ้นเชิง)  (หมายถึงทำให้เชื่อในสิ่งที่

          เขาพูด  โดยประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “(ในฐานะ) นักโฆษณาชวนเชื่อที่สมบูรณ์

          แบบ (ดีเลิศ)  เบ็นสามารถทำให้ประเด็น (จุดประสงค์) ของเขาเป็นที่เข้าใจ (แก่ผู้อื่น) แบบตัวต่อ

          ตัว, (แบบ) เป็นกลุ่ม, (แบบ) ต่อหน้ากลุ่มคน และแก่สาธารณชน โดยผ่านทางสื่อมวลชนที่เป็น

          ข่าว (หนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, ฯลฯ))

    (b) He controls the media absolutely.    (เขาควบคุมสื่อแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด)

    (c) He spreads propaganda effectively.    (เขาแพร่กระจายการโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีประสิทธิผล)

    (d) He gives biased information intentionally.    (เขาให้ข้อมูลข่าวสารที่มีอคติโดยตั้งใจ – โดยเจตนา)

9. The word “mastering” in paragraph 5 refers to __________________________________.

(คำว่า  “กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ, ทำตัวเป็นนาย, ปราบปราม, มีชัย”  ในพารากราฟ ๕ หมายถึง ______

_________________)

    (a) ignoring    (ไม่สนใจ, ไม่นำพาต่อ, ไม่พูดจาด้วยหรือไม่ทักทาย)

    (b) wailing    (ร่ำไห้, คร่ำครวญ, ร้องคร่ำครวญ, ร้องสะอึกสะอื้น, ร้องโหยหวน, (ลม) พัดเสียงดังโหยหวน)

    (c) waiving    (ละทิ้ง, สละสิทธิ, ละเว้น. ทิ้ง, ปัดออก)

    (d) opposing    (คัดค้าน, แย้ง, เป็นปฏิปักษ์ต่อ, เป็นคู่แข่งของ, ตรงกันข้ามกับ)

    (e) becoming an expert    (เป็นผู้เชี่ยวชาญ)

    (f) interrogating    (สอบถาม, ซักถาม) 

10. In the sixth paragraph, “dynamic” means _____________________________________.

(ในพารากราฟที่ ๖,  มีพลัง, ปราดเปรียว, เคลื่อนที่ได้, เกี่ยวกับพลังงาน-การเคลื่อนที่-แรง-อำนาจ” 

หมายถึง _______________________)

      (a) parsimonious    (พาร์-ซิ-โม้-เนียส)  (ประหยัดมากเกินไป, ขี้เหนียว, ตระหนี่, ใจแคบ) 

      (b) rustic    (บ้านนอก, เกี่ยวกับชิวิตชนบท, ธรรมดาๆ, เกี่ยวกับคนบ้านนอก, เงอะงะ)

      (c) fragile    (แฟร้จ-ไจล)  (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย. เสียหายง่าย, อ่อนแอ, บอบบาง)

      (d) conciliatory    (คัน-ซิ้ล-ลี-อะ-ทอ-รี่)  (เป็นการไกล่เกลี่ย, ซึ่งปรองดองกัน, ซึ่งประนีประนอม, ซึ่งผูกไมตรี) 

      (e) indignant    (โกรธเคือง, ขุ่นเคือง)

      (f) energetic    (มีพลัง, มีกำลังวังชา, กระฉับกระเฉง, ขะมักเขม้น, ชอบทำงาน)

11. The word “tremendous” in the final paragraph means _____________________________.

(คำว่า  “มหัศจรรย์, น่าพิศวง, วิเศษ, พิเศษ, ยอดเยี่ยม, มหาศาล, มหึมา, ใหญ่โตมาก, มากมาย, อย่างยิ่ง”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึง _________________)

      (a) moribund    (ม้อร์-ริ-บันด)  (ใกล้ตาย, จวนตาย, ร่อแร่, จวนจะสูญพันธุ์, จวนจะหมด, ไม่เจริญ, อยู่กับที่) 

      (b) ubiquitous    (ยู-บิ๊ค-ควิ-ทัส)  (มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง  -  โดยเฉพาะในเวลาเดียวกัน)

      (c) luscious    (ลัช-เชิส)  (หอมหวาน, หวานฉ่ำ, รสดี, กลิ่นดี, มีเสน่ห์, หวานมากเกินไป, กลิ่นมากเกินไป)

      (d) marvelous    (น่าพิศวง, น่าประหลาดใจ, เหลือเชื่อ, ดีเลิศ, ดีเด่น, ยิ่งใหญ่, ไม่น่าเป็นไปได้)

      (e) ingenious    (อิน-เจ๊น-เยิส)  (ฉลาด, รอบรู้, แก้ปัญหาได้รอบด้าน, เจ้าความคิด, คล่องแคล่ว, ปราดเปรียว,

            ช่างประดิษฐ์) 

      (f) traumatic    (ทร้อ-มะ-ทิค)  (ซึ่งทรมานใจ, ซึ่งทำให้ชอกช้ำใจ, ซึ่งทำให้บาดเจ็บ)

 

(คำแปล)

ความลับสู่ความสำเร็จของบุคคลผู้มีชื่อเสียง (ยิ่งใหญ่)

 

            ผมชอบอ่านชีวประวัติ (ประวัติบุคคล, วรรณกรรมประวัติบุคคล) (biographies)  และศึกษาชีวิตของบุคคลผู้มีชื่อเสียง (ยิ่งใหญ่, สำคัญ) (great)  เพื่อกำหนด (ค้นหา, ตกลงใจ, ตัดสินใจ) (determine) ความลับ (secrets) ของพวกเขาไปสู่ความสุขและความสำเร็จ,  ในปัจจุบัน (These days) ผมกำลังใช้เวลาส่วนใหญ่ของผมบนถนน (หมายถึง  เดินทางโดยรถยนต์) แบ่งปัน (sharing) สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มา  กับผู้ฟัง (ผู้ชม, ผู้อ่าน, การได้ยิน) (audiences),  ในอุปนิสัยที่แสดงแก่ผู้อื่น (persona) ของเบ็น (จามิน) แฟรงคลิน  ผมจะพูด (บรรยาย) เกี่ยวกับ “เวทมนตร์คาถา (คาถาอาคม) (Magic) ของการสนทนา  และเวทมนตร์คาถาของการอ่าน” (หมายถึง  เคล็ดลับในการจูงใจคน  หรือสะกดผู้คนที่เราคุยด้วยให้เกิดความประทับใจ  และเคล็ดลับในการอ่านที่ทำให้เกิดสติปัญญา-ความรู้),  ในส่วนที่เกี่ยวกับอัลเบิร์ต ไอสไตน์  ผมจะพูดเกี่ยวกับ “เวทมนตร์คาถาของความคิด (Thought) และการใช้เว ลาของคุณอย่างฉลาด”  (หมายถึง  สติปัญญา และการใช้เวลาอย่างฉลาดของไอสไตน์)

            ดังนั้น  แฟรงคลินและไอสไตน์มีอะไร  ที่จะบอกเราเกี่ยวกับความสำเร็จ

            แฟรงคลินพูดคุยอย่างมากมาย (plentifully) เกี่ยวกับวิธีการก้าวไปข้างหน้า (how to get ahead) ในชีวิต  แต่ถ้าคุณต้องการที่จะเรียนรู้จากเขา  มันดีที่สุดที่จะทำตามตัวอย่างของเขา (follow his example) มิใช่ (ทำตาม) คำแนะนำ (advice) ของเขา,  ทั้งนี้  เบ็นมิได้ดำรงชีวิตตาม (live by) คติพจน์ (คำพังเพย) (aphorisms) (แอฟ-ฟะ-ริส-ซึม) ที่เขาตีพิมพ์ (published) ในปฏิทินบอกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี (Almanac) ของพัว ริชาร์ด เสมอไป (คือ  มิได้ทำตามคติพจน์ของตนเสมอไป)  เช่น (คติพจน์) “จงกินเพื่ออยู่  และอย่าอยู่เพื่อกิน”  และ “พูดเก่ง  ทำน้อย(Good talkers, little doers)  ความสำเร็จของแฟรงคลินในสาขา (field) ของธุรกิจ, วิทยาศาสตร์, รัฐการพลเรือน (civil service) และการทูต (diplomacy)  ล้วนพึ่งพาอาศัย (ขึ้นอยู่กับ(dependent on) แรงผลักดัน (แรงกระตุ้น) (drive) ของเขาที่จะให้การศึกษาแก่  (educate) ตนเอง (เบ็นมีการเรียนในโรงเรียน (schooling) แบบเป็นทางการ (formal) เพียง ๒ ปีเท่านั้น)  และ (พึ่งพาอาศัย) ทักษะ (ความเชี่ยวชาญ, ความชำนาญ(skill) ของเขาในการสื่อสาร (communicating) กับผู้อื่น

            เบ็นเป็นนักอ่าน, นักเขียน และนักสนทนา (talker) ที่มหัศจรรย์ (น่าพิศวง, ยอดเยี่ยม, ดีเยี่ยม) (wonderful)  และเขาใช้ทักษะเหล่านี้ในแต่ละวัน (เป็นรายวัน, เป็นประจำวัน) (daily) เพื่อให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไป (get things done),  (ในฐานะ) นักโฆษณาชวนเชื่อที่สมบูรณ์แบบ (ดีเลิศ) (consummate propagandist)  เบ็นสามารถทำให้ประเด็น (จุดประสงค์) ของเขาเป็นที่เข้าใจ (แก่ผู้อื่น) (get his point across) แบบตัวต่อตัว (one-to-one), (แบบ) เป็นกลุ่ม (in groups), (แบบ) ต่อหน้ากลุ่มคน (before groups) และแก่สาธารณชน (public) โดยผ่านทาง (through) สื่อมวลชนที่เป็นข่าว (หนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, ฯลฯ) (news media)

            อัลเบิร์ต  ไอสไตน์ ประสบความสำเร็จ (achieved success) เกือบจะโดยพลังสมอง (brainpower) ของเขาโดยแท้ (sheer),  ในขณะที่เบ็น  แฟรงคลิน กระทำด้วยความยากลำบาก (เหน็ดเหนื่อย, พากเพียร, พยายาม, ทำงาน) (labored) เป็นเวลาหลายปีในการดำเนินงาน (การงาน, อาชีพ) (pursuits) ด้านธุรกิจแบบค่อนข้างจะ (fairly) ธรรมดาสามัญ (ดั้งเดิม, ตามประเพณีนิยม) (conventional)  แต่อัลเบิร์ต  ไอสไตน์  ประสบความสำเร็จโดยสำคัญที่สุด (เป็นอันดับแรก, ในเบื้องต้น) (primarily) ในโลกของความคิด (world of thought),  (ในฐานะที่อัลเบิร์ตเป็น) ผู้ที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน (dropout) ของโรงเรียนมัธยม (high school) แห่งหนึ่ง  ผู้ซึ่ง “กลับไปเรียนหนังสือ(went back to school) (หมายถึง  กลับเข้าเรียนในห้องเรียนอีกครั้ง) เพื่อลงทะเบียนเรียน (enroll) ในวิทยาลัยเทคนิค,  อัลเบิร์ตจบการศึกษาในลำดับที่ ๔ (graduated fourth) ในชั้นเรียนที่มีนักเรียน ๕ คน (a class of five) ในปี ๑๙๐๐,  ต่อจากนั้น  หลังจากช่วงเวลาที่ยืดยาวออกไป (extended period) ของการว่างงาน (unemployment)  เพื่อนคนหนึ่งในที่สุดช่วยให้เขาได้งานทำ (helped him get a job) เป็นผู้ตรวจสอบ (examiner) ของสำนักงานลิขสิทธิ์ (patent office) ชั้น ๓ (ผู้ตรวจสอบชั้น ๓)

            ไอสไตน์ให้เหตุผล (อ้างเหตุผล) (attributed) ความสำเร็จของเขาจากความสามารถ (ability) ที่จะเพ่งความสนใจ (มุ่งเน้น, เน้นย้ำ) (focus) ทีละเรื่อง (ทีละสิ่ง) (one thing at a time),  โดยเขาเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่ครุ่นคิดแต่สิ่งเดียว (ผู้ที่สนใจอยู่ในเรื่องเดียว) (monomaniac),  และความแจ่มแจ้ง (ความชัดเจน) (clarity) ของการเพ่งความสนใจ (การมุ่งเน้น) (focus) นี้เอง  ได้ผลักดัน (ขับเคลื่อน, ทำให้ไปข้างหน้า) (propelled) ตัวเขาไปสู่จุดสุดยอด (top) ของโลกของฟิสิกส์ (world of physics),  ไอสไตน์ไม่สนใจ (เอาใจใส่, ระมัดระวัง, ดูแล, เป็นห่วง, ชอบ, รัก) (care) ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเขา, คนอื่นจะคิดอะไร (อย่างไร)  หรือว่ามันเป็นเวลาอะไรของวัน,  เขาเป็นเด็กของธรรมชาติ (nature’s child)  ผู้ซึ่งจะต้องให้ (มีคน) บอกว่าจะเข้านอนเมื่อใด (when to go to bed), จะตื่นนอนเมื่อใด (when to get up), และจะรับประทานเมื่อใด (when to eat)เหมือนกับ (Like) ชายที่มีความรู้มากและลึกซึ้ง (นักปราชญ์, ผู้คงแก่เรียน) (savants) (เซ-ว้านท  หรือ  แซ้ฟ-เวินท) ผู้เป็นคนปัญญาอ่อน (คนโง่มาก) (idiot)  (หมายถึง  อัจฉริยะปัญญาอ่อน)  ผู้ซึ่งสามารถ (capable) ใส่ทรัพยากร (resources) ทางปัญญา (ทางสมอง, ด้านจิตใจ) (mental) ทั้งหมดของตนเข้าไปในการกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ (mastering) ในด้านทักษะ (ความชำนาญ) (skill) อย่างหนึ่ง,  โดยไอสไตน์ใช้พลังสมอง (brain power) อย่างเต็มที่ของเขาเพื่อแก้ปัญหา (solve questions) ด้านฟิสิกส์

            ดังนั้น  คุณสามารถเรียนรู้อะไรจากแฟรงคลินและไอสไตน์

            หนึ่ง  พัฒนาทักษะการสื่อสาร (communication) ส่วนตัวของคุณ,  เรียนรู้ที่จะบอก (เล่า, บรรยาย, เกี่ยวข้อง, เกี่ยวดอง, สัมพันธ์) (relate) ให้ผู้อื่นฟังในแบบ (way) ที่น่าตื่นเต้นและมีพลัง (ปราดเปรียว, เคลื่อนที่ได้) (dynamic),  ถ้าคุณทำสิ่งนี้อยู่แล้ว  ก็ขอแสดงความยินดีด้วย (congratulation) (แต่) ถ้าคุณยังไม่ได้ทำ  ความพยายามนิดหน่อย (a little effort) ในด้านนี้ (เรื่องนี้) (this area) อาจจะให้ (สร้าง, ผลิต) (produce) ผลลัพธ์ (results) ที่พิเศษ (ยอดเยี่ยม, น่าทึ่ง, น่าสังเกต) (remarkable)

            สอง  พัฒนาพลัง (อำนาจ) (powers) ของการสำรวมความคิด (สมาธิ, ความตั้งอกตั้งใจ, การมุ่งเน้นอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) (concentration) ของคุณ,  เรียนรู้ที่จะสกัดกั้นออกไป (block out) สิ่งที่ทำให้ไขว้เขว (ภาวะใจวอกแวก, ภาวะจิตว้าวุ่น, สิ่งที่ทำให้รำคาญใจ) (distractions)  และให้ความเอาใจใส่ (ความสนใจ, การเอาอกเอาใจ, การดูแล) (attention) ของคุณทุกขณ(every bit) กับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง (problem),  ทั้งนี้  สมองของเราเป็นทรัพยากร (resource) ที่มหัศจรรย์ (น่าพิศวง, วิเศษ, พิเศษ, ยอดเยี่ยม, มหาศาล, มหึมา, ใหญ่โตมาก, มากมาย, อย่างยิ่ง) (tremendous) ซึ่งเราส่วนใหญ่แทบจะไม่ (ไม่ใคร่จะ) (hardly) ได้เริ่มต้นใช้ (begun to use) เลย

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป