หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 100)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Which to Choose : Forgiveness or Violence ?

 

             I do believe that, where there is only a choice between cowardice and violence, I would advise violence.  Thus when my eldest son asked me what he should have done, had he been present when I was almost fatally assaulted in 1908, whether he should have run away and seen me killed or whether he should have used his physical force which he could and wanted to use, and defend me, I told him that it was his duty to defend me even by using violence.  Hence it was that I took part in the Boer War, the so-called Zulu Rebellion and the late War.  Hence also do I advocate training in arms for those who believe in the method of violence.  I would rather have India resort to arms in order to defend her honor than that she would, in a cowardly manner, become or remain a helpless witness to her dishonor.

          But I believe that non-violence is infinitely superior to violence.  Forgiveness is more manly than punishment.  Forgiveness adorns a soldier.  But abstinence is forgiveness only when there is the power to punish; it is meaningless when it pretends to proceed from a helpless creature.  A mouse hardly forgives a cat when it allows itself to be torn to pieces by her.  But I do not believe India to be helpless.  I do not believe myself to be a helpless creature.  Only I want to use India’s and my strength for a better purpose.

 

1. The phrase “I do believe” in the first paragraph means ____________________________.

(วลี  “ผมเชื่อจริงๆ”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง _________________________________)

    (a) I slightly believe    (ผมเชื่อนิดหน่อย)

    (b) I sensibly believe    (ผมเชื่ออย่างมีเหตุผล)

    (c) I strongly believe    (ผมเชื่ออย่างมั่นคง-ไม่เปลี่ยนแปลง)

    (d) I scarcely believe    (ผมไม่ใคร่จะเชื่อ)

2. “cowardice” in paragraph 1 could best be replaced by ____________________________.

(“ความขี้ขลาด, การไร้ความกล้าที่จะเผชิญกับอันตราย, ความลำบาก, การต่อต้านหรืออื่นๆ”  ในพารา

กราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

    (a) adventure    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น, อันตรายที่คาดไม่ถึง, ความตื่นเต้น)

    (b) penalty    (การลงโทษ, การลงโทษทางอาญา, ค่าปรับ, ค่าสินไหมทดแทน)

    (c) stamina    (ความแข็งแกร่ง, ความทรหดอดทน)

    (d) intelligence    (สติปัญญา, ความเฉลียวฉลาด, ข่าวกรอง, การสืบราชการลับ)

    (e) suffering    (ความลำบาก, ความทนทุกข์ทรมาน)

    (f) catastrophe    (ความหายนะ, ภัยพิบัติ)

    (g) jeopardy    (อันตราย, ภัย)

    (h) timidity    (ความขี้ขลาด, ความตาขาว, ความเหนียมอาย, ความขวยเขิน, ความขี้ตื่น)

    (i) diagnosis    (การวินิจฉัยโรค)

    (j) compliance    (การยอมทำตาม, การปฏิบัติตาม, การยอมให้, การยินยอม, การเชื่อฟัง)

    (k) disparity    (ความแตกต่างกัน, ความไม่เหมือนกัน)

3. The word “violence” in paragraph 1 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  การใช้กำลัง, ความรุนแรง, ความดุเดือด, ความพลการ, การทำลาย, การล่วงละเมิด, การทำให้บาดเจ็บ”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

    (a) disadvantage    (ข้อเสียเปรียบ, ความเสียเปรียบ, ข้อเสียหาย)

    (b) abhorrence    (ความเกลียดชัง, ความรังเกียจ)

    (c) obstacle    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

    (d) mystery    (ความลึกลับ, ความลี้ลับ, ความลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้)

    (e) hazard    (อันตราย, ภัย)

    (f) extension    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

    (g) use of force; severity    (การใช้กำลัง; ความรุนแรง-การลงโทษอย่างรุนแรง)

    (h) restoration    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

    (i) altitude    (ความสูง)

    (j) slaughter    (สล้อ-เทอะ)  (การฆ่าสัตว์, การฆ่า, การฆ่าเป็นอาหาร, การสังหารหมู่อย่างไม่ละเว้น,

          การพ่ายแพ้อย่างยับเยิน)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ฆ่าสัตว์, ฆ่าเป็นอาหาร, ฆ่าอย่างทารุณ

          หรือรุนแรง, สังหารหมู่”)

4. The phrase “had he been present” in paragraph 1 can be rewritten as _______________.

(วลี  “ถ้าเขาได้อยู่” – ตรงที่เกิดเหตุ  ในพารากราฟ ๑  สามารถเขียนใหม่ได้เป็น ___________)

    (a) he had been present    (เขาได้อยู่ที่นั่น)

    (b) if he had been present    (ถ้าเขาได้อยู่ ..................)  (วลีนี้เป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  คือ

           เป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  คือ  สมมติว่า “ถ้าเขาอยู่ที่นั่น ............. ใน

           ตอนนั้น”  ซึ่งในความเป็นจริงคือ  เขาไม่ได้อยู่ที่นั่น,  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “If clause”  

           แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ  TOEIC  ตอนที่  ๓๒๘  ข้อ  ๔)

    (c) as he had been present    (ในขณะที่เขาได้อยู่ที่นั่น)

    (d) not only had he been present    (ไม่เพียงแต่เขาได้อยู่ที่นั่น)

5. In reference to item No. 4 we know that the author’s son ____________________________.

(อ้างถึง ข้อ  ๔,  เรารู้ว่าลูกชายของผู้เขียน _____________________________________)

    (a) was with him in 1908    (อยู่กับเขาในปี  ๑๙๐๘)

    (b) ran away in terror    (วิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว)

    (c) saved him from danger    (ช่วยชีวิตเขาไว้จากอันตราย)

    (d) was not there at that moment    (ไม่ได้อยู่ที่นั่นในขณะนั้น)  (ดูคำอธิบายใน ข้อ ๔  ของ

           ข้อสอบชุดนี้)

6. What does “assaulted” in paragraph 1 mean?

(“ทำร้าย, โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) shifted    (เปลี่ยน, สับเปลี่ยน, เลื่อน, เคลื่อน, ย้าย, เคลื่อนย้าย, หมุนเวียน, แกว่ง, บ่ายเบี่ยง, ผลัด,

           เปลี่ยนเวร, เปลี่ยนเกียร์)

    (b) enriched    (ทำให้ร่ำรวย-อุดมสมบูรณ์, เพิ่มความสำคัญ, เพิ่มคุณค่า, ทำให้คุณภาพดีขึ้น)

    (c) traced    (สะกดรอย, สืบหา)

    (d) criticized    (วิพากษ์วิจารณ์, ตำหนิ)

    (e) verified    (พิสูจน์ความจริง, ตรวจสอบความจริง, ยืนยันความจริง, ค้นหาความจริง

    (f) resolved    (ตกลงใจ, ตัดสินใจ, มีมติ, แยกวิเคราะห์, แยกสลาย)

    (g) overwhelmed    (ครอบงำ, ปกคลุม, มีชัยท่วมท้น, ทำให้ตกตะลึงมาก, ล้มล้าง, ทำลาย)

    (h) annihilated    (อะ-ไน้-ฮิ-เลท)  (ทำลายล้าง, บดขยี้)

    (i) attacked    (ทำร้าย, โจมตี, เข้าตี, เล่นงาน, ลงมือทำ, เป็น (โรค), จับ (ไข้), เริ่มต้น, ข่มขืน)

    (j) humiliated    (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ)

7. To “advocate” something (in paragraph 1) is _____________________________________.

(“สนับสนุน, เป็นทนาย, โฆษณาชวนเชื่อ”  บางสิ่ง (ในพารากราฟ ๑)  คือ ___________________)

    (a) to dislike it    (ไม่ชอบมัน)

    (b) to embarrass it    (ทำให้มันกระดากอายหรือขวยเขิน)

    (c) to discourage it    (ทำให้มันท้อใจหรือหมดกำลังใจ)

    (d) to favor it    (สนับสนุนหรือเข้าข้างมัน)

    (e) to please it    (ทำให้มันยินดีหรือพอใจ)

    (f) to ignore it    (ไม่สนใจมัน)

    (g) to bother it    (รบกวนมัน หรือทำให้มันรำคาญ)

    (h) to advertise it    (โฆษณามัน)

    (i) to cure it    (เยียวยาหรือรักษามัน)

    (j) to eliminate it    (กำจัดหรือทำลายมัน)

8. “witness” in paragraph 1 means ____________________________________________.

(“ประจักษ์พยาน, ผู้เห็น, ผู้เซ็นชื่อรวมเป็นพยาน, หลักฐาน, คำให้การเป็นพยาน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ____________)

    (a) expert    (ผู้เชี่ยวชาญ)

    (b) patron    (ผู้อุปการะ, ผู้สนับสนุน, ผู้อุปถัมภ์, ผู้อุดหนุน, ลูกค้า)

    (c) philanthropist    (คนใจบุญ, ผู้มีใจบุญ, ผู้มีใจรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน)

    (d) broad-minded person    (คนใจกว้าง)

    (e) crook    (คนโกง)

    (f) testifier    (ผู้เป็นพยาน, ผู้พิสูจน์, ผู้สาบานตัว, ผู้แถลง, ผู้ยืนยัน)

    (g) patriot    (ผู้รักชาติ, ผู้รักและป้องกันชาติและผลประโยชน์ของชาติ)

    (h) liar    (ไล้-อาร์)  (คนโกหก)

    (i) casualty    (ผู้บาดเจ็บล้มตาย)

    (j) aviator    (นักบิน)

9. If someone is “fatally assaulted” (in paragraph 1), he is faced with __________________.

(ถ้าใครบางคนถูก  “จู่โจม-ทำร้ายถึงตาย”  (ในพารากราฟ ๑),  เขาเผชิญกับ ______________)

    (a) a deadly attack    (การจู่โจม-ทำร้ายที่เป็นอันตรายถึงตาย)

    (b) an unpredictable destiny    (ชะตากรรมที่ไม่สามารถทำนายได้)

    (c) an unexpected incident    (เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน)

    (d) an awful disaster    (ภัยพิบัติ-ความหายนะที่น่ากลัว)

10. The clause “I would rather have India resort to arms” in paragraph 1 means I prefer to have Indians ___________.

(อนุประโยค  “ผมอยากที่จะให้อินเดียหันไปใช้อาวุธ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง  ผมชอบมากกว่ากัน  ที่จะให้ชาวอินเดีย ___________)

      (a) work more with their arms    (ทำงานมากยิ่งขึ้นด้วยแขนของตน)

      (b) fall back on violence    (หันไปใช้กำลังหรือความรุนแรงเมื่อถึงคราวจำเป็น)

      (c) put down their weapons    (วางอาวุธของตน)

      (d) live through rebellions    (ดำรงชีวิตตลอดการกบฏ)

11. The clause “forgiveness is more manly than punishment” in the second paragraph is similar to the idea: ____________.

(อนุประโยค  “การให้อภัยเข้มแข็งกว่าการลงโทษ”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับความคิดที่ว่า ____________)

      (a) To err is human, to forgive is divine    (การผิดพลาดเป็นเรื่องของมนุษย์  ส่วนการให้อภัยเป็น

             เรื่องของพระเจ้า)

      (b) He who practices forgiveness is truly honorable    (เขาผู้ซึ่งให้อภัยอยู่เสมอ  มีเกียรติ

             อย่างแท้จริง)  (คือ  มีอำนาจที่จะลงโทษศัตรูได้  แต่ก็ให้อภัย  ซึ่งแสดงถึงความมีนำ้ใจงาม)

      (c) Let bygones be bygones    (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป)

      (d) Let’s forget the past, start anew    (เรามาลืมอดีต  และเริ่มต้นใหม่กันเถอะ)

12. When one has to make a choice between cowardice and violence, the author _______________.

(เมื่อบุคคลจำเป็นต้องเลือกระหว่างความขี้ขลาดและการใช้กำลัง (ความรุนแรง),  ผู้เขียน _________)

      (a) recommends cowardice    (แนะนำความขลาด)

      (b) cannot make a decision    (ไม่สามารถตัดสินใจได้)

      (c) supports violence    (สนับสนุนการใช้กำลัง)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ

             แรกที่กล่าวว่า  “ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่า  เมื่อมีทางเลือกเพียงอย่างเดียวระหว่างความขี้ขลาด

             และการใช้กำลัง (ความรุนแรง)  ผมขอแนะนำการใช้กำลัง (หรือความรุนแรง)”)

      (d) will choose neither    (จะไม่เลือกทั้ง ๒ อย่าง)

13. “adorns” in paragraph 2 means ____________________________________________.

(“ประดับ, ตกแต่ง, ทำให้น่าสนใจหรือสวยขึ้น”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________________)

      (a) alters    (เปลี่ยนแปลง)

      (b) enlarges    (ขยายออก, ทำให้ใหญ่ขึ้น)

      (c) demoralizes    (ทำให้เสียกำลังใจ, ทำให้ขวัญเสีย)

      (d) embellishes    (ประดับ, ตกแต่ง, เสริมแต่ง, เพิ่มข้อปลีกย่อย)

      (e) intimidates    (ข่มขู่, ข่มขวัญ, ทำให้หวาดกลัว, ขู่, คุกคาม)

      (f) distrusts    (ไม่ไว้ใจ. ไม่เชื่อใจ)

      (g) ameliorates    (ทำให้ดีขึ้น, ปรับปรุง)

      (h) withstands    (ทนทาน, ต้านทาน, สกัดกั้น, ต่อต้าน, อดทน, อดกลั้น)

      (i) adapts    (ปรับ, ดัดแปลง)

      (j) aggravates    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

14. What does “abstinence” in paragraph 2 mean?

(“การบังคับใจตัวเอง, การรู้จักพอประมาณ, ความพอเหมาะพอดี”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) massacre    (การสังหารหมู่)

      (b) departure    (การจากไป, การออกเดินทาง)

      (c) origin    (จุดกำเนิด, จุดเริ่มต้น, แหล่งกำเนิด, ที่มา, ต้นตอ, บ่อเกิด, มูลเหตุ)

      (d) ailment    (โรค, ความเจ็บป่วย, ความไม่สบายกาย)

      (e) adoration    (ความคลั่งรัก, ความนิยม, ความเคารพ-บูชา)

      (f) occurrence     (การเกิดขึ้น, ปรากฏการณ์)

      (g) continence    (การควบคุมใจตัวเอง, การบังคับใจตัวเอง, การรู้จักละเว้น)  (หมายถึง  การควบ

             คุมใจตัวเอง  โดยการให้อภัยผู้อื่น  ถึงแม้ตนมีอำนาจที่จะลงโทษผู้นั้นได้)

      (h) jeopardy    (อันตราย)

      (i) illustration    (การแสดงภาพประกอบ, การเขียนภาพประกอบ, การอธิบาย-ชี้แจง, การแสดงให้เห็น,

            การให้ความกระจ่าง)

      (j) advent    (การมาถึง, การปรากฏขึ้น, การกำเนิด)

      (k) impediment    (อุปสรรค, การขัดขวาง, การหน่วงเหนี่ยว, การต้านทาน, การพูดติดอ่าง, ความบก

            พร่องในการพูด)

15. The word “India’s” in the second paragraph refers to India’s _______________________.

(คำว่า  “ของอินเดีย”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________________ ของอินเดีย)

      (a) purpose    (วัตถุประสงค์, เป้าหมาย, ความมุ่งหมาย, ผลประโยชน์, เจตนา)

      (b) strength    (พลัง, กำลัง, ความแข็งแรง, แรง, ความกล้าหาญ, ความหนักแน่น, กำลังทหาร,

             กำลังกองทัพ)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ผมเพียงแต่

             ต้องการใช้พลัง (กำลัง, ความแข็งแรง) ของอินเดียและของผม  เพื่อวัตถุประสงค์ที่ดีขึ้น

             เท่านั้น”)

      (c) creature    (สัตว์, คน, บุคคล)

      (d) violence    (การใช้กำลัง, ความรุนแรง, ความดุเดือด, ความพลการ, การทำลาย, การล่วงละเมิด,

             การทำให้บาดเจ็บ)

16. The reason behind the author’s participation in wars and riots is that to him _____________.

(เหตุผลเบื้องหลังการเข้าร่วมในสงครามและการจลาจลของผู้เขียนก็คือว่า  สำหรับเขาแล้ว _______)

      (a) violence is extremely valuable    (การใช้กำลังหรือความรุนแรงมีค่าอย่างยิ่ง)

      (b) violence is necessary if other means fail    (การใช้ความรุนแรงมีความจำเป็น  ถ้าวิธีการ

              อื่นๆ ล้มเหลว)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรก  และ ๒ ประโยคแรกของ

              พารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ผมอยากที่จะให้อินเดียหันไปใช้อาวุธเพื่อที่จะป้องกันเกียรติยศ

              ของตนเอง  มากกว่าที่เธอ (อินเดีย), ในลักษณะท่าทางที่ขี้ขลาด , จะเป็นหรือยังคงเป็นประ

              จักษ์พยานซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้ (ไร้อำนาจ) ต่อความเสื่อมเสียเกียรติของอินเดียเอง (หมาย

              ถึง  การที่อินเดียมองเห็นตนเองอ่อนแอ  และไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับอังกฤษผู้ปกครอง 

              เพื่อเรียกร้องเอกราชของตน) ................. แต่ผมเชื่อว่าการไม่ใช้ความรุนแรง (การไม่ใช้

              กำลัง) ดีกว่าการใช้กำลัง (ความรุนแรง) อย่างเหลือคณานับ,  การให้อภัยเข้มแข็งกว่า

              การลงโทษ”  ซึ่งหมายถึง  การใช้ความรุนแรงมีความจำเป็น  ถ้าวิธีอื่นๆ ล้มเหลวแล้ว

              เท่านั้น)

      (c) non-violence is considered cowardly    (การไม่ใช้ความรุนแรงถูกถือว่าขี้ขลาด)

      (d) honor can be saved only by violence    (เกียรติยศสามารถถูกรักษาไว้ได้โดยการใช้กำลังหรือ

             ความรุนแรงเท่านั้น)

17. It is regarded cowardly if India _______________________________________________.

(มันถูกถือว่าขี้ขลาด  ถ้าอินเดีย _____________________________________________)

      (a) decides to take the road to peace instead    (ตัดสินใจใช้ถนนไปสู่สันติภาพแทน – การใช้ความ

             รุนแรง)

      (b) becomes insensibly aggressive and defensive    (รุกรานและตั้งรับอย่างไร้เหตุผล)

      (c) makes no attempt to maintain her honor    (ไม่ใช้ความพยายามที่จะรักษาเกียรติยศ

             ของตน)  (ดูคำอธิบายใน  Choice “B”  ของข้อ  ๑๖)

      (d) displays her honor through non-violence    (แสดงเกียรติยศของตนโดยการไม่ใช้ความรุนแรง)

18. From the passage we know that ____________________________________________.

(จากเนื้อเรื่อง – บทความ – เรารู้ว่า __________________________________________)

      (a) forgiveness is effective only with the power to punish    (การให้อภัยจะมีประสิทธิผล

              เฉพาะเมื่อมีอำนาจที่จะลงโทษ (ผู้ได้รับการให้อภัย) เท่านั้น)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔

             ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “แต่ว่าการบังคับใจตัวเอง (หมายถึง  การไม่ลงโทษศัตรู)

             จะเป็นการให้อภัยก็ต่อเมื่อมีอำนาจที่จะลงโทษเท่านั้น (คือ  มีศักยภาพที่จะลงโทษศัตรูได้ 

             แต่ไม่ลงโทษ  ถึงจะเรียกว่าการให้อภัย  ดังเช่นในกรณีของอินเดีย  ที่มีศักยภาพพอที่จะ

             ลงโทษอังกฤษได้)  ทั้งนี้  มันไร้ความหมายเมื่อมันเสแสร้งว่าดำเนินการ (ให้อภัย) จากสัตว์

             (หรือคน) ซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้  หรือไร้อำนาจหรือกำลัง))

      (b) physical and mental strength are basic requirements for forgiveness    (ความเข้มแข็งทาง

             ร่างกายและจิตใจเป็นข้อกำหนด (ความต้องการ) พื้นฐานสำหรับการให้อภัย)

      (c) forgiveness is always workable defending a helpless soul    (การให้อภัยใช้ได้ผลเสมอ 

             เมื่อป้องกันบุคคลที่ช่วยตัวเองไม่ได้ หรือไร้กำลัง-อำนาจ)

      (d) even a powerless creature like a mouse can exercise forgiveness    (แม้กระทั่งสัตว์ที่ไม่มี

             อำนาจหรือกำลังเช่นหนู  ก็สามารถให้อภัยได้)

19. The passage suggests the author’s ___________________________________________.

(เนื้อเรื่องเสนอแนะ _____________________________________________ ของผู้เขียน)

      (a) desperate despair    (ความสิ้นหวังอย่างยิ่ง)

      (b) unobtainable goals    (เป้าหมายที่ไม่ประสบความสำเร็จ)

      (c) great hopes    (ความหวังอันยิ่งใหญ่)  (ดูคำตอบจาก ๓ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒

             ที่กล่าวว่า  “แต่ผมไม่เชื่อว่าอินเดียไร้กำลัง (ไร้อำนาจ)  และผมก็ไม่เชื่อว่าตัวผมเองเป็นบุค

             คลที่ไร้กำลัง (ไร้อำนาจ)  ผมเพียงแต่ต้องการใช้พลังของอินเดียและของผม  เพื่อวัตถุประ

             สงค์ที่ดีขึ้นเท่านั้น”  โดยผู้เขียนมีความหวังอย่างยิ่งว่า  อินเดียจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับอังกฤษ 

             ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น  เพื่อเรียกร้องเอกราชของตนจากอังกฤษ)

      (d) insufficient strength    (ความเข้มแข็ง-พละกำลังที่ไม่เพียงพอ)

20. A good title for this passage would be ________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีสำหรับเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้  คือ _________________________________)

      (a) India and Her Independence    (อินเดียและเอกราชของเธอ)

      (b) The Life Story of Gandhi    (เรื่องราวชีวิตของคานธี)

      (c) Power and Forgiveness    (อำนาจและการให้อภัย)

      (d) Violence and Non-Violence    (ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง)  (ในพารากราฟแรก 

             ผู้เขียนบอกลูกชายของตนว่า  ถ้าลูกชายอยู่ด้วยกับเขาในตอนที่เขาถูกทำร้ายจนเกือบเสีย

             ชีวิตในปี ๑๙๐๘  เขาจะแนะนำให้ลูกชายใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ทำร้ายเขา  เพื่อปกป้องชีวิต

             ของผู้เขียนซึ่งเป็นบิดา  และในตอนท้ายของพารากราฟแรก  ผู้เขียนอยากให้อินเดียใช้อาวุธ

             (ต่อสู้กับอังกฤษ) เพื่อปกป้องเกียรติยศ-ศักดิ์ศรีของอินเดีย  แต่ในพารากราฟ ๒  ผู้เขียน

             กล่าวว่า  การไม่ใช้ความรุนแรงดีกว่าการใช้ความรุนแรง  โดยการให้อภัยย่อมเข้มแข็ง –

             มีความเป็นชาย – มากกว่าการลงโทษ  แต่ทั้งนี้  ผู้ให้อภัยจะต้องมีอำนาจที่จะลงโทษผู้ที่ตน

             เองให้อภัยด้วย  แต่ก็ไม่ลงโทษ  เนื่องจากสามารถยับยั้งหักห้ามใจตนเองได้  ซึ่งแสดงถึงจิต

             ใจที่สูงส่งของผู้ให้อภัย  แต่ในตอนท้ายของเนื้อเรื่อง  ผู้เขียนแนะนำให้อินเดียใช้พลัง-ความ

             เข้มแข็งของตนเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองโดยวิธีอื่น  คือ อหิงสา หรือการไม่ใช้ความ

             รุนแรง  ทั้งๆ ที่อินเดียมีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้กำลังอาวุธสู้รบกับอังกฤษได้  ซึ่งถึงแม้

             จะมิได้กล่าวไว้ในเนื้อเรื่อง  แต่ก็พออนุมานได้ว่า  ผู้เขียนไม่ต้องการให้อินเดียใช้กำลัง

             อาวุธสู้รบกับอังกฤษ  ที่เข้ามาปกครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น  เพื่อเรียกร้องเอกราชจาก

             อังกฤษ  ซึ่งถือเป็นการให้อภัย (อังกฤษ) อย่างแท้จริง  สันนิษฐานว่า  ผู้เขียนเรื่องนี้ คือ

             มหาตมะคานธี  ผู้กู้เอกราชของอินเดีย  ที่ต้องการให้ใช้ศักยภาพของอินเดียและของตัว

             เขาเองโดยใช้วิธีอหิงสาในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ  แทนการใช้อาวุธ  ซึ่งในเวลา

             ต่อมาอินเดียก็ประสบความสำเร็จ)

 

(คำแปล)

จะเลือกอะไรดี : การให้อภัยหรือการใช้กำลัง ?

 

            ผมเชื่ออย่างแท้จริง (I do believe) ว่า  เมื่อมีทางเลือก (การเลือก, สิ่งที่ถูกเลือก, คนที่ถูกเลือก, ส่วนที่ดีที่สุด, ประเภทหรือสิ่งที่ให้เลือก) (choice) เพียงอย่างเดียว  ระหว่างความขี้ขลาด (การไร้ความกล้าที่จะเผชิญกับอันตราย, ความลำบาก, การต่อต้านหรืออื่นๆ) (cowardice) (ค้าว-วัด-ดิซ) และการใช้กำลัง (ความรุนแรง, ความดุเดือด, ความพลการ, การทำลาย, การล่วงละเมิด, การทำให้บาดเจ็บ) (violence)  ผมขอแนะนำการใช้กำลัง (หรือความรุนแรง)  ดังนั้น  เมื่อลูกชายคนหัวปี (eldest son) ของผม  ถามผมว่า  เขาควรจะได้ทำอย่างไร (what he should have done)  ถ้าเขาอยู่ที่นั่น (had he been present) ตอนที่ผมถูกทำร้าย (โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน) (assaulted) จนเกือบตาย (almost fatally) ในปี ๑๙๐๘,  (โดยถามผมว่า) เขาควรจะได้วิ่งหนีไป (run away) และเห็นผมถูกฆ่าตาย (seen me killed)  หรือว่า (whether) เขาควรได้ใช้กำลังกาย  (physical force) ของเขา  ซึ่งเขาสามารถใช้ได้และต้องการที่จะใช้  และป้องกัน (ชีวิต)  (defend) ผม,  ผมได้บอกเขาไปว่า  มันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะป้องกันผม  แม้กระทั่ง  (even) โดยการใช้ความรุนแรง (violence)ดังนั้น (เพราะฉะนั้น, ตั้งแต่นี้ต่อไป, ขณะนี้) (Hence)  มันก็คือว่าผมได้เข้าร่วมใน (took part in) สงครามบัวร์  หรือที่เรียกกันว่า (so-called) การกบฏของซูลู (Zulu Rebellion) และสงครามภายหลัง (late War),  ผมยังสนับสนุน (เป็นทนาย, โฆษณาชวนเชื่อ) (advocate) การฝึกซ้อมในเรื่องอาวุธ (arms) อีกด้วยสำหรับบุคคล (those) ผู้ซึ่งเชื่อมั่น (ศรัทธา) (believe in) ในวิธีการของการใช้กำลัง (ความรุนแรง) (method of violence),   ผมอยากที่จะให้อินเดียหันไปใช้อาวุธ (I would rather have India resort to arms)  เพื่อที่จะป้องกันเกียรติยศของตนเอง  มากกว่าที่เธอ (อินเดีย),  ในลักษณะท่าทางที่ขี้ขลาด (in a cowardly manner),  จะเป็นหรือยังคงเป็นประจักษ์พยาน (ผู้เห็น, ผู้เซ็นชื่อรวมเป็นพยาน, หลักฐาน, คำให้การเป็นพยาน) (witness) ซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้ (ไร้อำนาจ, ไร้กำลัง, งงงัน, ทำอะไรไม่ถูก) (helpless) ต่อความเสื่อมเสียเกียรติ (ความอัปยศอดสู, ความอับอายขายหน้า, การขาดความน่าเชื่อถือ) (dishonor) ของอินเดียเอง (หมายถึง  การที่อินเดียมองเห็นตนเองอ่อนแอ  และไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับอังกฤษผู้ปกครอง  เพื่อเรียกร้องเอกราชของตน)

            แต่ผมเชื่อว่าการไม่ใช้ความรุนแรง (การไม่ใช้กำลัง) (non-violence) ดีกว่า (เหนือกว่า, สูงกว่า, มากกว่า) (superior to) การใช้กำลัง (ความรุนแรง) อย่างเหลือคณานับ (อย่างไม่มีขอบเขต, อย่างไม่มีที่สิ้นสุด, อย่างไม่หมดสิ้น) (infinitely)การให้อภัย (การยกโทษให้, การยกหนี้) (Forgiveness) เข้มแข็ง (มีความเป็นลูกผู้ชาย, เกี่ยวกับหรือเหมาะสำหรับคน) (manly) กว่าการลงโทษ ,  การให้อภัย (ช่วย) ประดับ (ตกแต่ง, ทำให้น่าสนใจหรือสวยขึ้น) (adorns) ทหาร (หมายถึง  ทำให้ทหารมีคุณค่าหรือสง่างามมากขึ้น  เมื่อเปรียบเทียบกับการเข่นฆ่าทำลายศัตรู)  แต่ว่าการบังคับใจตัวเอง (การรู้จักพอประมาณ, ความพอเหมาะพอดี) (abstinence) (หมายถึง  การไม่ลงโทษศัตรู) จะเป็นการให้อภัยก็ต่อเมื่อมีอำนาจที่จะลงโทษเท่านั้น (คือ  มีศักยภาพพอที่จะลงโทษศัตรู  แต่ไม่ลงโทษ  ถึงจะเรียกว่าการให้อภัย  ดังเช่นในกรณีของอินเดีย  ที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสู้รบกับอังกฤษได้  แต่ก็ไม่เลือกใช้วิธีนี้  แต่หันไปใช้วิธีอหิงสา  คือการแข็งข้อกับอังกฤษอย่างสงบ  จนในที่สุด  อังกฤษต้องยอมมอบเอกราชให้อินเดีย)  ทั้งนี้  มันไร้ความหมาย (ไร้จุดประสงค์, ไม่มีค่า, ไม่สำคัญ) (meaningless)  เมื่อมันเสแสร้ง (แสร้งทำ, หลอกลวง, อวดอ้าง, อ้างสิทธิ) (pretends) ว่าดำเนินการ (เริ่มต้น) (proceed) (ให้อภัย) จากสัตว์ (คน, บุคคล, สรรพสิ่งที่สร้างขึ้น, เครื่องมือ, ทาส) (creature) ซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้ (ไร้อำนาจ, ไร้กำลัง) (helpless),  (ตัวอย่าง  เช่น)  หนู (mouse) ไม่ใคร่จะ (แทบจะไม่) (hardly) ยกโทษให้แมว  เมื่อมันปล่อยให้ตัวมันเอง (it allows itself) ถูกฉีก (ร่าง) ออกเป็นชิ้นๆ (torn to pieces) โดยแมว,  แต่ผมไม่เชื่อว่าอินเดียไร้กำลัง (ไร้อำนาจ, ช่วยตัวเองไม่ได้)  และผมก็ไม่เชื่อว่าตัวผมเองเป็นบุคคลที่ไร้กำลัง (ไร้อำนาจ(helpless creature)  ผมเพียงแต่ต้องการใช้พลัง (กำลัง, ความแข็งแรง, แรง, ความกล้าหาญ, ความหนักแน่น, กำลังทหาร, กำลังกองทัพ) (strength) ของอินเดียและของผม  เพื่อวัตถุประสงค์ที่ดีขึ้นเท่านั้น  (คือ  ใช้พละกำลังของอินเดียและของผู้เขียนในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษโดยสันติวิธี  แทนการใช้อาวุธ) 

__________________________________

****หมายเหตุ – สงครามบัวร์ (ค.ศ. ๑๘๙๙ – ๑๙๐๒)  เป็นสงครามระหว่างประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ  ซึ่งมีอังกฤษเป็นผู้นำ  กับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้  ซึ่งมีประชากรส่วนน้อยเป็นชาวบัวร์  ที่เป็นคนผิวขาวเชื้อสายดัชท์ (เนเธอร์แลนด์)  ซึ่งเป็นชาวนาและพูดภาษาแอฟริกัน  สาเหตุของสงครามเกิดจากการที่อังกฤษเรียกร้องสิทธิทางการเมืองให้กับคนในปกครองของตนในสาธารณรัฐแอฟริกาใต้  และยังต้องการแคว้นทรานสวาล  ซึ่งอุดมไปด้วยเพชรและทอง  แต่ชาวบัวร์ที่นั่นไม่ยินยอมและต่อต้านจนเกิดสงคราม

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป