หมวดข้อสอบ CLOZE TEST (ตอนที่ 5)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best answers to fill the blanks.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่าง)

 

Make a Name for Yourself

          Ernest Hemingway was born in Oak Park, Illinois, in 1899.  After finishing high school, he became a newspaper reporter for the Kansas City Star.  By the time he was in his mid-20s, he had          1         his short stories.  Then, he got off to a good start as a          2          with the publication of The Sun Also Rises.  The young writer kept on writing and soon published A Farewell to Arms, which many readers said was his best work.

          Hemingway made a name for himself not only as a writer but also as an           3          .  He took an interest in big game hunting and fishing, and he enjoyed watching bullfights.  He made use of these                   4           in his books.  

          When Hemingway was young, he was           5          in love.  He was planning on marrying a nurse he had met in World War I, but she             6          to marry an Italian duke instead.  Hemingway was heartbroken.  Later, he did get married – four times, in fact.  Such events from his own life were often published in newspapers.  

          In 1921, Hemingway went to Paris to work as a foreign           7          for the Toronto Star, a Canadian newspaper.  When he was there, other writers like F. Scott Fitzgerald, Gertrude Stein, and Ezra Pound made an impression on him. 

          In 1940, Hemingway’s most popular novel, For Whom the Bell Tolls, was published.  In 1953, he won the Pulitzer Prize in fiction for his novel The Old Man and the Sea.  One year later, he won the Nobel Prize for            8           .  Ernest Hemingway was destined for greatness.

          In his later years, Hemingway lived in Cuba and wrote about the country, but Castro’s revolution               9          him to return to the United States in 1960.  The following year, his life           10          with the drama of one of his novels: He killed himself with a shotgun. 

1. (a) sold    (ขาย)

    (b) published    (ตีพิมพ์)

    (c) announced    (ประกาศ)

    (d) plagiarized   (ขโมยคัดลอกผลงานหรือบทประพันธ์, ขโมยความคิด)

2. (a) real estate businessman    (นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์)

    (b) security officer    (เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย)

    (c) plumber    (พลั้ม-เม่อะ)  (ช่างประปา, ช่างท่อน้ำ, ช่างตะกั่ว)

    (d) novelist    (นักเขียนนวนิยาย)

3. (a) auto mechanic    (ช่างซ่อมรถยนต์)

    (b) electrician    (ช่างไฟฟ้า)

     (c) adventurer    (นักผจญภัย, ผู้เสี่ยงภัย, ผู้เสี่ยงโชค, นักฉวยโอกาส)

    (d) entrepreneur    (อาน-ทระ-พระ-เน่อร์)  (ผู้บริหารกิจการ, นายจ้าง, นายทุน, นักวิสาหกิจ)

4. (a) discoveries    (การค้นพบ)

    (b) torments    (ความทรมาน, ความเจ็บปวด, ความระทมทุกข์, สิ่งที่ทำให้ทุกข์ทรมาน, เครื่องทรมาน, การทรมาน)

    (c) luxuries    (ความฟุ่มเฟือย, ความหรูหรา, ความโอ่อ่า, การเพลิดเพลินหาความสุขสบาย, สิ่งอำนวยความสุขสบายอย่างฟุ่มเฟือย)

    (d) experiences    (ประสบการณ์)

5. (a) interested    (สนใจ)

    (b) disappointed    (ผิดหวัง)

    (c) delighted    (ปลื้มปิติ, ยินดี, พอใจ)

    (d) absorbed    (หมกมุ่น, ดื่มด่ำ)

6. (a) refused    (ปฏิเสธ)

    (b) hesitated    (รีรอ, ลังเลใจ)

    (c) decided    (ตัดสินใจ)

    (d) detested    (เกลียด, เกลียดชัง, ไม่ชอบมาก)

7. (a) correspondent    (นักข่าว, ผู้โต้ตอบจดหมาย)

    (b) minister    (รัฐมนตรี, บาทหลวง)

    (c) investor    (นักลงทุน)

    (d) interpreter    (ล่ามแปลภาษา, ล่าม, ผู้อธิบาย)

8. (a) peace    (สันติภาพ)

    (b) literature    (วรรณกรรม)

    (c) medical innovation    (นวัตกรรมด้านการแพทย์)

    (d) environmental conservation    (การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม)

9. (a) forbade    (ห้าม, ยับยั้ง, ไม่อนุญาต, ขัดขวาง, ทำให้เป็นไปไม่ได้)  (กริยา ๓ ช่อง  คือ  “Forbid, Forbade, Forbidden”)

    (b) allowed    (อนุญาต, ยอมให้, ทำให้เป็นไปได้)

    (c) forced    (บังคับ)

    (d) requested    (ร้องขอ, ขอร้อง, เรียกร้อง, อ้อนวอน, ขอ, ถามหา)

10. (a) began    (เริ่มต้นข)

      (b) contrasted    (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)

      (c) argued    (โต้แย้ง, โต้เถียง)

      (d) ended    (จบลง, สิ้นสุด, ยุติ)

 

(คำแปล)                                             สร้างชื่อเสียงให้กับตัวคุณเอง

          เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์  เกิดที่เมืองโอค ปาร์ค  รัฐอิลลินอยส์  ในปี ๑๘๙๙,  หลังจากเรียนจบชั้นมัธยม  เขาทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะแคนซัสซิตีสตาร์,  เมื่อถึงคราวที่เขาอายุประมาณ  ๒๕ ปี  เขาได้              ๑          เรื่องสั้นของตัวเอง  ต่อจากนั้นเขาเริ่มต้นด้วยดีโดยเป็น          ๒         ด้วยการตีพิมพ์นิยายชื่อ  “พระอาทิตย์ก็ขึ้นเช่นกัน”  และนักเขียนหนุ่มคนนี้ยังคงเขียนหนังสือ (นิยาย) ต่อไป  และในไม่ช้าก็ได้ตีพิมพ์นิยายเรื่อง  “ลากันทีปืนผาหน้าไม้”  (เขียนภายหลังจากที่เขาปลดจากราชการทหารในสงครามโลกครั้งที่ )  ซึ่งผู้อ่านหลายคนกล่าวว่าเป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขา

          เฮมิงเวย์สร้างชื่อเสียงให้กับตนเองไม่เพียงแต่ในฐานะนักเขียนเท่านั้น  แต่ยังในฐานะ              ๓           ด้วย  โดยเขามีความสนใจในการล่าสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่ถูกล่าเป็นกีฬา  (เช่น ช้าง, สิงโต)  และ (สนใจ) การตกปลา  และเขาสนุกสนานกับการดูกีฬาการสู้วัว  (ในสเปน)  (ทั้งนี้) เขาใช้ประโยชน์จาก           ๔          เหล่านี้ใน (การเขียน) หนังสือ (นิยาย) ของเขา 

          เมื่อตอนเฮมิงเวย์เป็นเด็กหนุ่ม  เขา          ๕           ในความรัก  (โดย) เขากำลังวางแผนที่จะแต่งงาน กับนางพยาบาลคนหนึ่งที่เขาได้พบเจอในสงครามโลกครั้งที่ ๑  (ขณะเขาเป็นทหาร)  แต่ว่าเธอ            ๖          (ที่จะ) แต่งงานกับขุนนาง  (ชั้นดยุก)  ชาวอิตาเลียนแทน (ที่จะแต่งฯ กับเขา)  เฮมิง เวย์เลยหัวใจสลาย,  ในเวลาต่อมา  เขาก็ได้แต่งงานจริงๆ  -  ถึง ครั้ง หน,  เหตุการณ์ดังกล่าวจากชีวิตของเขา  ได้รับการตีพิมพ์อยู่บ่อยๆ ในหนังสือพิมพ์

          ในปี ๑๙๒๑  เฮมิงเวย์เดินทางไปปารีสเพื่อทำงานเป็น            ๗          ต่างประเทศของเดอะโตรอนโต สตาร์,  ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แคนาเดี้ยน  (และ)  เมื่อเขาอยู่ที่นั่น  นักเขียนคนอื่นๆ  เช่น  เอฟ สกอตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์, เกอทรูด สไตน์, และเอซรา เพาวด์  ได้สร้างความประทับใจให้กับเขา

          ในปี  ๑๙๔๐  นวนิยายที่ได้รับความนิยมสูงสุดของเฮมิงเวย์  ชื่อ  “ระฆังลั่น (ส่งเสียงดังต่อเนื่อง) เพื่อใคร”  ได้รับการตีพิมพ์,  ในปี  ๑๙๕๓  เขาได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในสาขาเรื่องที่แต่งขึ้นจากนวนิยายของเขาเรื่อง  “เฒ่าผจญทะเล”  (แปลเป็นภาษาไทยโดย  อาจารย์สงบ สวนสิริ  หรือ “สันตสิริ”),  ในปีต่อมา  เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขา            ๘           เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์  ถูกกำหนดมาเพื่อ  (หรือมีจุดมุ่งหมายที่)  ความยิ่งใหญ่

          ในปีต่อๆมา  (ในปีหลังๆ ของชีวิต)  ของเขา  เฮมิงเวย์อาศัยอยู่ในคิวบาและเขียนหนังสือเกี่ยวกับประเทศนี้  แต่การปฏิวัติของ  ฟิเดล คาสโตร  (อดีตประธานาธิบดีของคิวบา)            ๙         ให้เขาต้องเดินทางกลับไปยังสหรัฐฯ ในปี ๑๙๖๐  (และ)  ในปีต่อมา  ชีวิตของเขา          ๑๐          ด้วย (พร้อมกับ)  บทละครของนวนิยายเรื่องหนึ่งของเขา  (โดย)  เขาฆ่า (ยิง) ตัวตายด้วยปืนสั้น

 ****หมายเหตุ  -  เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์  (๑๘๙๙ – ๑๙๖๑)  เป็นนักประพันธ์นวนิยายและนักเขียนเรื่องสั้นชาวอเมริกันผู้ใช้ลีลาภาษาที่สั้นกระชับ  เขาเกิดที่เมืองโอค ปาร์ก  รัฐอิลลินอยส์  เริ่มทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์เดอะแคนซัสซิตีสตาร์  และเข้าเป็นทหารในสงครางโลกครั้งที่   โดยประจำรถพยาบาลทหารของสหรัฐฯ ในอิตาลี  เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อปี ๑๙๑๘  ซึ่งทำให้เขาได้รับเหรียญกล้าหาญ  และต้องเดินทางกลับสหรัฐฯ ในที่สุด

          ผลงานของเขาหลายเรื่องได้รับการตีพิมพ์ภายหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว  โดยผลงานของเขาจำนวนมากได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมระดับคลาสสิก  เฮมิงเวย์เดินทางไปล่าสัตว์ในทวีปแอฟริกาหลังจากตีพิมพ์เรื่องสั้น  “เฒ่าผจญทะเล” ในปี ๑๙๕๒ ได้ไม่นานนัก  ซึ่งทำให้เขาเกือบเสียชีวิตเนื่องจากเครื่องบินตกติดต่อกันถึง    ครั้ง  เขาได้รับความเจ็บปวดและระทมทุกข์จากเหตุการณ์ครั้งนี้  และมีสุขภาพที่ย่ำแย่เป็นส่วนใหญ่ของวาระสุดท้ายของชีวิต,  ในปี  ๑๙๕๙  เขาซื้อบ้านในรัฐไอดาโฮ  เป็นที่ซึ่งเขายิงตัวตายเมื่อกลางปี  ๑๙๖๑       

 

Social Etiquette

          One of the most asked questions about etiquette, a set of customs and rules for polite behavior, is:  “Why do we have these rules, and who invented them?”

          About 11,000 years ago, humans made a big change in the way they lived.  They found they did not have to           1          wander through the forest hunting animals and gathering nuts and berries to eat.                 2         , they learned about planting seeds and domesticating animals.  They discovered that they could live in one place, and           3          was not such a desperate daily struggle.  There was more food, more leisure time, more security.

          Soon after, they began to develop ways of getting           4           with as little fighting, anger and           5           as before.  Eventually, the rules changed as ways of living changed.  But the reasons for these rules are as valid now as they were at the beginning. 

          Young people like things           6          .  So, you can tell them that there are two basic           7          of behavior that have held up through the centuries: be kind and treat people with respect.

          The second most asked question is: “Why should I follow these rules?”

          We learn the rules of etiquette           8          knowing them gives us confidence.  If you know how to           9           wherever you are, you will be more at ease, and you will be able to put those around you at ease.  People will get the message that you are a           10          person.

1. (a) immediately    (ในทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน, โดยกะทันหัน)

    (b) gradually    (ทีละน้อย, ที่ค่อยๆ เกิดขึ้น)

    (c) continually    (อย่างต่อเนื่อง, อย่างสม่ำเสมอ)

    (d) naturally    (ตามธรรมชาติ, โดยธรรมชาติ)

2. (a) Therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

    (b) Instead    (แทนที่จะเป็นเช่นนั้น)

    (c) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

    (d) Seldom    (ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่)

3. (a) survival    (การอยู่รอด, การรอดชีวิต, การรอดตาย, การดำรงอยู่, สิ่งหรือบุคคลที่เหลืออยู่)

    (b) experience    (ประสบการณ์)

    (c) knowledge    (ความรู้)

    (d) starvation    (ความอดอยาก, ความหิวโหย, การอดอาหารตาย, ความกระหาย)

4. (a) over

    (b) along    (“Get along with”  =  ไปกันได้กับ, เข้ากันได้กับ)

    (c) up

    (d) across

5. (a) confusion    (ความสับสนวุ่นวาย, ความยุ่งเหยิง)  (ต้องใช้คำในความหมาย  “Negative”  เช่นเดียวกับคำว่า  “การต่อสู้”  และ  “ความโกรธเคือง”)

    (b) pleasure    (ความรื่นรมย์, ความเพลิดเพลิน)

    (c) impression    (ความประทับใจ)

    (d) comfort    (ความสะดวกสบาย, ความอบอุ่นใจ, การปลอบโยน, คำปลอบโยน, สิ่งปลอบใจ, ผู้ปลอบใจ, การช่วยเหลือ)

6. (a) told    (ซึ่งได้รับการบอกเล่า)

    (b) explained    (ซึ่งได้รับการอธิบาย หรือมีคำอธิบาย)  (ลดรูปมาจากอนุประโยค “Which are explained”)

    (c) expected    (ซึ่งถูกคาดหวัง)

    (d) calculated    (ซึ่งถูกคำนวณ)

7. (a) guidelines    (แนวทาง, นโยบาย, เครื่องชี้แนว, เครื่องแนะแนว)

    (b) sections    (ส่วน, ตอน, ท่อน, ข้อ, ชิ้น, ช่วง, หมวด, หมู่, หน่วย, เหล่า, การตัดออก)

    (c) acts    (ฉาก, องค์ละคร, การกระทำ, พฤติการณ์, การเล่นละคร, การแกล้งทำ, พระราชบัญญัติ)

    (d) beliefs    (ความเชื่อ, ความศรัทธา)

8. (a) although    (แม้ว่า)

    (b) is

    (c) because    (เพราะว่า)

    (d) that    (ที่, ซึ่ง)

9. (a) arrive    (มาถึง)

    (b) behave    (ประพฤติ, ปฏิบัติตัว, กระทำตัว)

    (c) stay    (พักอาศัย, พักชั่วคราว)

    (d) change    (เปลี่ยนแปลง)

10. (a) decisive    (แน่วแน่, ตัดสินใจเด็ดขาด, ซึ่งมีลักษณะชี้ขาด)

      (b) generous    (เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ใจกว้าง)

      (c) well-to-do    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย)

      (d) considerate    (เห็นอกเห็นใจคนอื่น, คิดถึงคนอื่น, พิจารณาอย่างรอบคอบ)

 

(คำแปล)                                               มารยาท (ธรรมเนียมปฏิบัติ) ทางสังคม

          หนึ่งในบรรดาคำถามที่ถูกถามมากที่สุดเกี่ยวกับมารยาท (ธรรมเนียมปฏิบัติ), (หรือ)  ชุดของขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎระเบียบสำหรับพฤติกรรมที่สุภาพ,  คือ  “ทำไมเรามีกฎระเบียบเหล่านี้  และใครสร้างมันขึ้นมา”

          ประมาณ  ๑๑,๐๐๐  ปีล่วงมาแล้ว  มนุษย์ทำการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในรูปแบบที่พวกเขาดำเนินชีวิต  พวกเขาพบว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องตระเวน (ท่องเที่ยว)            ๑           ไปตามป่าเพื่อล่าสัตว์และเก็บผลไม้แห้งเปลือกแข็ง (ถั่ว) และผลเบอร์รี่มากิน,             ๒         พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูกเมล็ดและฝึกสัตว์ให้เชื่อง  พวกเขาค้นพบว่าสามารถดำรงชีวิตอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง  (อย่างถาวร),  และ                 ๓           มิใช่การต่อสู้ดิ้นรนประจำวันที่สิ้นหวัง  (เข้าตาจน)  มากมายอะไร,  (นอกจากนั้นยัง)  มีอาหารมากขึ้น, เวลาว่างมากขึ้น, (และ) ความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้นด้วย

          ไม่นานหลังจากนั้น  พวกเขาเริ่มต้นพัฒนาวิธีการ           ๔           การต่อสู้, ความโกรธเคือง และ                       ๕          ให้ (มีปริมาณ) น้อยพอๆ กับเมื่อก่อนนี้  (หมายถึง  เมื่อเข้าสู่วิถีชีวิตแบบใหม่แล้ว  ก็พยายามให้มีปัญหาเหล่านี้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยเหมือนกับช่วงวิถีชีวิตแบบเก่า)  ในที่สุด, กฎระ เบียบต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปเมื่อวิถีชีวิตเปลี่ยนแปลง  แต่เหตุผลสำหรับกฎระเบียบเหล่านี้ก็ยังคงมีความสมบูรณ์  (ถูกต้อง)  ในปัจจุบัน  เหมือนกับที่มันเป็นอยู่ในตอนเริ่มแรก (ในอดีต)

          คนหนุ่มสาวชอบสิ่งต่างๆ           ๖           ดังนั้น  คุณสามารถบอกพวกเขาว่ามีสอง            ๗           พื้นฐานของพฤติกรรม  (ความประพฤติ)  ซึ่งได้ดำรงอยู่  (หรือน่าเชื่อถือ)  มาหลายศตวรรษแล้ว (คือ) จงเมตตากรุณา  และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ

          คำถามที่ถูกถามมากที่สุดลำดับที่  ๒  คือ  “ทำไมผมต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเหล่านี้”

          เราเรียนรู้กฎระเบียบของมารยาท  (ธรรมเนียมปฏิบัติ)           ๘            การรู้พวกมัน  (กฎฯ)  ให้ความมั่นใจแก่เรา  ถ้าคุณรู้ว่าจะ           ๙          อย่างไรไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดก็ตาม,  คุณก็จะรู้สึกสบายใจมากขึ้น  และคุณจะสามารถทำให้คนที่อยู่รอบตัวคุณสบายใจด้วย (เช่นกัน)  (ทั้งนี้)  ผู้คนจะได้รับข่าวสาร  (เป็นคำเปรียบเปรย  หมายถึง  “ทราบ”)  ว่าคุณเป็นบุคคลซึ่ง               ๑๐            

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป