หมวดคำศัพท์ TOEIC

หมวดคำศัพท์ TOEIC (ตอนที่ 7)

               

               

Car Rentals (การเช่ารถยนต์)

Coincide (โค-อิน-ไซ้ด์) (v) – เกิดขึ้นพร้อมกัน (โดยบังเอิญ), สอดคล้องต้องกัน, ตรงกัน, ลงรอยกัน, เข้ากันสนิท, ทับกันสนิท, มาบรรจบกัน

Coincidence (โค-อิ๊น-ซิ-เดิ้นซ) (n) –ภาวะบังเอิญ, การเกิดขึ้นพร้อมกัน, ภาวะประจวบกัน, เหตุบังเอิญ, การสอดคล้องต้องกัน

Coincidental(โค-อิน-ซิ-เด๊น-เทิ่ล) (a) – บังเอิญ, พร้อมกัน, ประจวบกัน, พ้องกัน

Dwindle (ดวิ้น-เดิ้ล)  (v) –เล็กลง, หด, ลดน้อยลง, ทรุดโทรม, เสื่อมโทรม, สูญเสีย, ทำให้เล็กลง-หดลง

Contact (v – n) – สัมผัส, ติดต่อ, การสัมผัส, การติดต่อ

Disappoint (ดิส-อะ-พ้อยท) (v) –ทำให้ผิดหวัง-เสียใจ, ทำให้สูญเสียความหวัง, ทำให้เสียแผน

Disappointment (n) –ความผิดหวัง-ท้อแท้-เสียใจ, คนหรือสิ่งที่ทำให้ผิดหวัง

Disappointing (a) –น่าผิดหวังหรือเสียใจ

Guarantee (แก-เริน-ที่) (v – n) – รับรอง, ประกัน, ค้ำประกัน, ให้คำมั่น, สัญญา, การประ กัน, หลักประกัน, เครื่องประกัน, คำรับรอง, ผู้รับรอง

Intend (v) –ตั้งใจ, ปรารถนา, มีเจตนา, มุ่งหมาย, มีความมุ่งหมาย

Intent (n – a) – เจตนา, ความตั้งใจ, ความมุ่งหมาย, จุดประสงค์, มุ่งมั่น, แน่วแน่, ตั้งใจ, เอาใจใส่, เข้มข้น, มีสมาธิ

Intention (อิน-เท้น-ชั่น) (n) –เจตนา, ความตั้งใจ, ความมุ่งหมาย, เป้าหมาย

Intentional (อิน-เท้น-ชัน-เนิ่ล) (a) –ที่ทำอย่างตั้งใจ, ที่มีเจตนา, ที่มีเป้าหมาย

License (= licence) (ไล้-เซิ่นซ) (v – n) –ใบอนุญาต, การอนุญาต,การอนุมัติ, สิทธิการดำเนินการ, ออกใบอนุญาต, ให้อำนาจ

Nervous (เน้อร์-เวิส) (a) –กังวลใจ, กลัว, ขลาดอาย, หงุดหงิด, เป็นประสาท, เกี่ยวกับประสาท

Nervousness (n) –ความกังวลใจ-หงุดหงิด-เป็นประสาท, ความกลัว, ความขลาดอาย

Request (v – n) –ขอร้อง, เรียกร้อง, อ้อนวอน, ขอ, ถามหา, การขอร้อง-เรียกร้อง-อ้อนวอน, ความต้องการ, คำขอร้อง-เรียกร้อง-อ้อน

วอน, สิ่งที่ขอร้อง, ความต้องการ

Tempt (เท้มพท์)(v) – ล่อ, ล่อใจ, ยั่วใจ, ยั่วยวน, กล่อมให้ทำตามที่บอก, ล่อให้ทำชั่ว

Temptation (เทมพท์-เท้-ชั่น) (n) –การล่อใจ-ยั่วใจ-ยั่วยวน, สิ่งที่ล่อใจ, การกล่อมให้ทำ

Tempting (a) –ซึ่งล่อใจ-ยั่วยวนใจ

Thrill (v – n) – ทำให้ตื่นเต้นเร้าใจ-ตัวสั่น-เสียวซ่าน, ตื่นเต้น, เร้าใจ, ตัวสั่น, เสียวซ่าน, สิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นเร้าใจ

Thrilling (a) –น่าตื่นเต้น-เร้าใจ-ตัวสั่น-เสียวซ่าน

Tier (ไท้-เออะ) (n) –ชั้น, ระดับ,อันดับ,  แถว, แนว, แถวที่นั่ง

Confuse (คัน-ฟิ้วซ) (v) – ทำให้สับสน-งง-ยุ่ง-ขวยเขิน, ทำให้ไม่ชัด

Confusion(คัน-ฟิ้ว-ชั่น) (n)–ความยุ่งเหยิง-สับสน-งงงวย-ไม่ชัด, ความขวยเขิน

 

การใช้คำศัพท์ในประโยค

1.     a) Bill was hoping that the days for the special discount on car rentals would coincide with his vacation, but they did not.(บิลกำลังหวังว่าวันสำหรับการลดราคาพิเศษเรื่องการเช่ารถจะตรงกันกับการเดินทางวันหยุดของเขา  แต่ว่ามันก็ไม่ตรง)

        b) They wanted their vacations to coincide so they could go somewhere together.(พวกเขาต้องการให้วันหยุด – ของแต่ละคน –ตรงกัน  เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้สามารถไปไหนด้วยกันได้)

        c) This highway has two different numbers for the stretch where two roads coincide.(ถนนหลวงสายนี้มีหมายเลขที่ต่างกัน ๒ หมายเลข สำหรับส่วนแยกที่ซึ่งถนน ๒ สายมาบรรจบกัน)

        d) My cousin’s wedding coincided with a holiday weekend, so it was a perfect time to rent a car and go for a drive.(การแต่งงานของญาติของผมตรงกันกับวันหยุดสุดสัปดาห์  ดังนั้น  มันเลยเป็นเวลาที่สมบูรณ์แบบที่จะเช่ารถและขับไป – ที่งานแต่งฯ)

        e) By coincidence the dress my cousin wore was exactly like mine.(ช่างตรงกันโดยบังเอิญที่ชุดที่ญาติของผมสวมใส่เหมือนกันกับชุดของผมเป๊ะเลย)

         f) The coincidence of people’s dreams and events usually occurs.(การตรงกันโดยบังเอิญของความฝันของคนเราและเหตุการณ์ต่างๆมักเกิดขึ้นอยู่เสมอ)

        g) As it happens, your wedding anniversary and my birthday coincide.(ตามที่มันเกิดขึ้น  การครบรอบแต่งงานของคุณและวันเกิดของผมตรงกัน– คือเกิดขึ้นวันเดียวกัน)

       h) My meeting your mother in Spain was sheer coincidence.(การที่ผมพบแม่ของคุณในสเปนช่างเป็นเหตุการณ์ที่บังเอิญโดยแท้)

        i) My arrival was coincidental with his departure.(การมาถึงของชั้นตรงกันโดยบังเอิญกับการจากไปของเขา – คือเกิดพร้อมกันหรือวันเดียวกัน)

2.    a) Rivers dwindle away to a mere trickle in a drought.(แม่น้ำลดลงเหลือเพียงน้ำที่ไหลอ่อนๆหรือหยดเดียวเป็นการเปรียบเทียบ– ในช่วงที่มีความแห้งแล้ง)

       b) Owing to the recession, the company’s resources are dwindling.(เนื่องมาจากเศรษฐกิจถดถอย  ทรัพยากรต่างๆของบริษัทกำลังลดน้อยลง)

       c) Our hopes of finding survivors are dwindling. (ความหวังของเราที่จะพบผู้รอดชีวิตกำลังลดน้อยลงทุกที)

3.    a) I confuse Jim with his twin brother Jack.(ผมสับสนจิมกับน้องชายฝาแฝดแจ๊คของเขา– คือทักผิดตัวอยู่เรื่อย)

       b) She was rather confused on the subject.(เธอค่อนข้างจะงุนงง-สับสนกับเรื่องนั้น – หรือวิชานั้น)

       c) I always confuse “alternate” with “alternative”.(ผมมักจะสับสนคำ “alternate”   กับคำ “alternative” )

       d) The meeting broke up in confusion.(การประชุมยุติลงด้วยความวุ่นวายสับสน)

       e) She was unable to hide her confusion.(เธอไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นความสับสน-งุนงงของเธอได้)

       f) There has been some confusion in the seating arrangements.(มีความสับสนวุ่นวายอยู่บ้างในเรื่องการเตรียมการณ์ด้านที่นั่ง)

       g) Some people find the game of cricket confusing.(บางคนพบว่ากีฟาคริ้กเก็ตน่างุนงง)

       h) All those facts and figures confused me.(ข้อเท็จจริงและตัวเลขเหล่านั้นทำให้ผมสับสน)

       i) Her unexpected departure confused our plans.(การจากไปอย่างไม่คาดฝันของเธอทำให้แผนการของเราสับสน)

       j) To avoid any confusion about renting the car, Jane asked her travel agent to make the arrangements on her behalf.(เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนเกี่ยวกับการเช่ารถ  เจนขอร้องให้ตัวแทนท่องเที่ยวของเธอเตรียมการณ์ต่างๆแทนเธอ)

4.    a) Joseph contacted at least a dozen car rental agencies to get the best deal. (โจเซฟติดต่อกับบริษัทรถเช่าอย่างน้อย ๑๒ แห่ง  เพื่อให้ได้ราคาดี – ถูก - ที่สุด)

       b) Last night I was contacted by my travel agent who said he had found a better price on a car rental.(คืนที่แล้ว  ผมได้รับการติดต่อจากตัวแทนท่องเที่ยวซึ่งกล่าวว่าเขาได้พบราคาที่ถูกกว่าในเรื่องการเช่ารถ)

       c) When we shake hands, your hand come into contact with mine.(เมื่อเราจับมือกัน  มือของคุณมาสัมผัสกับมือของผม)

       d) Plasters stick to the skin on contact.(พลาสเตอร์แปะติดกับผิวหนังเมื่อสัมผัสกัน)

       e) He was able to make contact with her once he found out her new address. (เขาสามารถติดต่อกับเธอเมื่อเขาพบที่อยู่แห่งใหม่ของเธอ)

       f) You can contact me at this telephone number.(คุณสามารถติดต่อกับผมได้ที่เบอร์โทรศัพท์นี้)

       g) Are you still in contact with any of your old classmates?(คุณยังคงติดต่อกับเพื่อนร่วมชั้นเก่าๆของคุณอยู่บ้างหรือเปล่า)

      h) We lost contact with our neighbors when they moved.(เราไม่สามารถติดต่อกับเพื่อนบ้านของเราได้เมื่อพวกเขาย้ายออกไป)

       i) I have a few useful contacts in New York.(ผมมีคนที่เป็นประโยชน์– คือผมรู้จักและสามารถช่วยเหลือผมได้ – ในนิวยอร์ค)

      j) I had a point of contact in Tokyo when I arrived there for a conference last year. (ผมมีคนที่สามารถติดต่อได้ในโตเกียว – คนที่ช่วยนำทางและให้คำแนะนำต่างๆ - เมื่อผมไปถึงที่นั่นเพื่อประชุมปีที่แล้ว)

      k) You must submit a CV and three contactable references.(คุณจะต้องส่งประวัติการศึกษาและทำงานและหนังสืออ้างอิง (รับรอง) ที่สามารถติดต่อได้– เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้รับรอง – จำนวน ๓ ฉบับ)

5.   a) I’m sorry to disappoint you, but you didn’t get the job.(ผมเสียใจที่ทำให้คุณต้องผิดหวัง  แต่ว่าคุณไม่ได้งานนะ – คือทำให้ผิดหวังตรงที่จะบอกว่าคุณไม่ได้งาน)

      b) The cancellation of the concert was a big disappointment.(การยกเลิกคอนเสิร์ตเป็นความผิดหวังอย่างมากเลย)

      c) He was disappointed by his poor exam results.(เขาผิดหวังกับผลสอบที่ห่วยแตกของเขา)

      d) The book was disappointing, not nearly as exciting as I expected.(หนังสือเล่มนั้นน่าผิดหวัง- ไม่ตื่นเต้นใกล้เคียงกับที่ผมคาดหวังไว้)

      e) Linda was disappointed to discover that no rental cars were available the  weekend she wished to travel.(ลินดาผิดหวังที่ค้นพบว่า  ไม่มีรถเช่าที่สามารถหาได้ในวันสุดสัปดาห์ที่เธอต้องการจะเดินทาง)

      f) I hate to disappoint you, but I can’t allow you to rent a car unless you have a major credit card.(ผมเกลียดที่จะทำให้คุณผิดหวัง  แต่ว่าผมไม่สามารถยอมให้คุณเช่ารถได้  ถ้าคุณไม่มีบัตรเครดิต (ของบริษัท) รายใหญ่)

6.   a) The rental agency guarantees that all their cars are in good working order. (บริษัทรถเช่ารับประกันว่า  รถของตนทุกคันอยู่ในสภาพใช้งานที่ดี)

      b) By reserving a car ahead of time, you will be guaranteed the make and model of car that you want.(โดยการจองรถล่วงหน้า  คุณจะได้รับการรับรองยี่ห้อและรุ่นของรถที่คุณต้องการ – คือจะได้ตามที่ต้องการแน่นอน)

      c) I guarantee to repay the loan within 30 days.(ผมรับรองจะจ่ายเงินกู้คืนภายใน ๓๐ วัน)

      d) This electrical appliance carries a two-year guarantee.(อุปกรณ์ไฟฟ้าชิ้นนี้มีการรับประกัน ๒ ปี)

      e) The watch is still under guarantee.(นาฬิกาเรือนนี้ยังคงอยู่ในระยะเวลาการประกัน)

       f) I can offer my house as a guarantee.(ผมสามารถเสนอบ้านของผมเป็นสิ่งค้ำประกัน)

      g) The address of the guarantor is on the guarantee certificate.(ที่อยู่ของผู้ค้ำประกันอยู่ที่เอกสาร (ใบ) การค้ำประกัน)

7.   a) I never intended to drive to Los Angeles until my brother suggested we do it together.(ผมไม่เคยปรารถนา (ตั้งใจ) จะขับรถไปแอลเอ  จนกระทั่งน้องชายแนะนำว่าเราควรจะขับรถไป (ที่นั่น) ด้วยกัน)

      b) Do you intend to return the car to this location or to another location? (คุณปรารถนา (ตั้งใจ)จะคืนรถ (เช่า) ณ สถานที่นี้ หรือสถานที่อื่นๆ)

      c) I intend to go to town today.(ผมตั้งใจจะเข้าเมืองวันนี้)

      d) The chairman intends you to be his successor.(ท่านประธานปรารถนาจะให้คุณเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของเขา)

      e) I have no intention of selling my house just now.(ผมไม่มีความตั้งใจ(แผน) ที่จะขายบ้านของผมในขณะนี้)

       f) That gift was intended for my secretary.(ของขวัญชิ้นนั้นถูกมุ่งหมายไว้สำหรับเลขาฯของผม – คือจะให้เลขาฯ)

       g) That mistake was not intentional.(ความผิดอันนั้นมิได้มีเจตนา)

       h) I didn’t intentionally step on your foot.(ผมมิได้มีเจตนาเหยียบเท้าคุณนะ)

        i) She is intent on becoming an accountant.(เธอมุ่งมั่นที่จะเป็นนักบัญชี)

        j) The children listened to the story with intent expressions.(พวกเด็กๆฟังนิทานด้วยการแสดงออกอย่างเอาใจใส่)

        k) He was working so intently that he didn’t hear me.(เขากำลังทำงานอย่างมีสมาธิมากจนกระทั่งเขาไม่ได้ยินผม– พูดหรือเรียก)

        l) He broke into the house with intent to steal.(เขาลอบเข้ามาในบ้านด้วยจุดประสงค์จะขโมย)

8.     a) You will need a license in order to run this business.(คุณจะต้องมีใบอนุญาตเพื่อที่จะทำธุรกิจนี้)

        b) First, I’ll need to see your driver’s license and a major credit card.(ประการแรก  ผมต้องการจะดูใบอนุญาตขับรถของคุณ และบัตรเครดิต (ของบริษัท) รายใหญ่)

        c) His license to practice as a doctor was removed after he was found guilty of gross negligence.(ใบอนุญาตของเขาที่จะปฏิบัติงานในฐานะแพทย์ถูกยกเลิกหลังจากที่เขาถูกพบว่ามีความผิดในเรื่องความสะเพร่า-เลินเล่ออย่างใหญ่หลวง)

       d) This permit licensed you to carry a firearm.(ใบอนุญาตนี้อนุญาตให้คุณพกพาอาวุธปืนได้)

       e) Their parents have given them license to set their own rules about homework.(พ่อแม่ของพวกเขาให้การอนุญาตในการตั้งกฎระเบียบของตนเองเกี่ยวกับการบ้าน)

        f) A licensee of premises that sell alcohol must observe the liquor laws.(ผู้ได้รับใบอนุญาตของสถานที่ซึ่งจำหน่ายแอลกอฮอล์จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสุรา)

9.    a) He suffers from a nervous disease.(เขาป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับประสาท)

       b) The nervous little boy had been badly bullied at school.(เจ้าเด็กน้อยขี้กลัว-ตกใจคนนั้นถูกข่มเหงรังแกอย่างมากที่โรงเรียน)

       c) The confident child showed no sign of nervousness.(เด็กที่กล้าคนนั้นมิได้แสดงอาการของความกลัว-วิตกกังวลเลย)

       d) I looked around nervously the entire time I was in the dark parking garage. (ผมมองไปรอบๆอย่างหวาดกลัว-วิตกกังวลตลอดเวลาที่ผมอยู่ในโรงจอดรถที่มืดแห่งนั้น)

        e) As we approached the city Maria started driving nervously, so I volunteered to drive that part of the trip.(ขณะที่เราเข้าไปใกล้เมือง  มาเรียเริ่มขับรถอย่างวิตกกังวล  ดังนั้น  ผมเลยอาสาขับรถในช่วงนั้นของการเดินทาง)

10.   a) When Jack reserved his rental car, he requested a luxury model.(เมื่อแจ๊คจองรถเช่า  เขาร้องขอรุ่นที่หรูหรา-ราคาแพง)

        b) Most rental agencies request that you return the car with a full tank of gasoline.(บริษัทรถเช่าส่วนใหญ่ร้องขอว่า  ให้คุณส่งคืนรถพร้อมด้วยน้ำมันเต็มถัง)

        c) We request the pleasure of your company at the marriage of our daughter. (เราร้องขอความสำราญในการมาร่วมของคุณในการสมรสของลูกสาวของเรา)

        d) The band played our favorite song by request.(วงดนตรีเล่นเพลงโปรดของเราตามที่ขอ)

        e) The keys for the toilet are available on request.(กุญแจห้องน้ำสามารถหาได้เมื่อร้องขอ– จะใช้ห้องน้ำ)

        f) He came at the request of the host.(เขามาตามคำร้องขอของเจ้าภาพ)

11.   a) Pushers temptyoung people to try drugs by offering samples.(ผู้ขายยาเสพย์ติดล่อใจคนหนุ่มสาวให้ลองเสพย์ยาโดยการเสนอตัวอย่าง – ยาให้เสพย์ฟรี)

        b) The temptress asked him to buy her a drink.(นักยั่วยวนใจเพศหญิงคนนั้นขอร้องให้เขาซื้อดื่มให้เธอ)

        c) I am tempted by the idea of driving across the country instead of flying.(ผมถูกยั่วยวน-ล่อใจด้วยความคิดที่จะขับรถข้ามประเทศแทนที่จะบินไป)

        d) Jane is tempted to rent a smaller car to save a few dollars.(เจนถูกยั่วยวน-ล่อใจให้เช่ารถคันเล็กเพื่อประหยัดเงินไม่กี่เหรียญ)

        e) Money lying around is a temptation to theft.(เงินที่วางอยู่เกลื่อนเป็นสิ่งล่อใจต่อการขโมย)

        f) She is on a diet but the temptation of chocolates is too strong.(เธอกำลังกินอาหารลดน้ำหนัก  แต่การยั่วยวนใจของช็อคโกเล็ตมันรุนแรงมากเกิน – จนเธอต้องกินมัน)

        g) She tried to tempt the child to eat his spinach by promising him an ice cream afterwards.(เธอพยายามล่อให้เด็กกินผักขม  โดยสัญญากับเขาว่าจะให้กินไอศครีมหลังจากนั้น)

        h) It was such a temptingoffer that I could not refuse.(มันเป็นข้อเสนอที่ยั่วยวน-ล่อใจมากจนกระทั่งผมไม่สามารถปฏิเสธได้)

12.   a) The sight of the horses gave Jim a thrill.(ภาพของม้าเหล่านั้นทำให้จิมเกิดความตื่นเต้น)

        b) The boy was thrilled when he heard the music.(เด็กคนนั้นตื่นเต้น-เร้าใจ เมื่อเขาได้ยินดนตรี)

        c) The thought of renting a sports car gave Peter a thrill.(ความคิดในการเช่ารถสปอร์ตทำให้ปีเตอร์เกิดความตื่นเต้น)

        d) Just taking a vacation is thrill enough, even if we are driving instead of flying.(เพียงแค่การเดินทางท่องเที่ยววันหยุดก็เป็นความตื่นเต้นเร้าใจพอแล้ว  แม้ว่าจะขับรถแทนการนั่งเครื่องบินก็ตาม)

        e) It was a real thrill to meet the pop star.(มันเป็นความตื่นเต้นเร้าใจอย่างแท้จริงที่ได้พบกับนักดนตรีเพลงป๊อบ)

        f) We were thrilled by your news.(เรารู้สึกตื่นเต้นจากข่าวของคุณ)

        g) It was thrilling to see a whale so close to shore.(มันน่าตื่นเต้นเร้าใจที่ได้เห็นปลาวาฬ (ว่าย) เข้ามาใกล้ฝั่งมาก)

        h) His hands thrilled as he accepted the trophy.(มือของเขาสั่นในขณะที่เขารับรางวัลสำหรับผู้ชนะ)

        i) Thrillers are usually about crime and are full of mystery and suspense.(ละคร-ภาพยนตร์-นิยาย มักจะเกี่ยวกับอาชญากรรม  และเต็มไปด้วยความลึกลับและความระแวงสงสัย)

13.   a) We sat in the third tier of the theater.(เรานั่งในชั้นที่ ๓ ของโรงหนัง – หรือโรงละคร)

        b) The car rental company had a few tiers of cars, each one costing more than the previous tier.(บริษัทรถเช่ามีรถอยู่สองสามระดับ(คลาส) โดยแต่ละระดับมีราคาสูงกว่าระดับล่างลงไป)

       c) If you are on a budget, I suggest you think about renting a car from our lowest tier.(ถ้าคุณจะประหยัดงบฯ  ผมขอแนะนำให้คุณนึกถึงการเช่ารถจากระดับ (คลาส) ที่ต่ำที่สุดของเรา)

       d) The theater had semicircular tiers of seats.(โรงหนัง –โรงละคร-  มีที่นั่งลดหลั่นเป็นชั้นๆแบบครึ่งทรงกลม)

       e) The couple ordered a wedding cake with three tiers.(คู่สามีภรรยานั้นสั่งเค้กแต่งงานแบบมี ๓ ชั้น– คือซ้อนกันเป็น ๓ ชั้น)

       f) Tier 1looks after education and highways.(ระดับที่ ๑ – ของหน่วยงานหรือองค์กร – ดูแลรับผิดชอบด้านการศึกษาและทางหลวง)

 

พารากราฟเกี่ยวกับการเช่ารถ

               When Yoko was planning her vacation, she went online to reserve a rentalcar at her vacation destination.  Although she was tempted to book a car once she arrived at her destination, Yoko was nervous about not having a reservation.  Her vacation coincided with a holiday, so she knew many other people would also be renting cars.  Yoko wanted to avoid the disappointment of finding that a car was not available at this time.  By making a reservation ahead of time, she was guaranteed to have a car available when she arrived at her destination.

              There are a lot of car rental firms, so Yoko contacted several of them to compare rates and requirements.  While each company had different rates, they all had the same requirements: a valid driver’s license and a major credit card.

               Yoko found the many different rates for renting carsconfusing.  Some companies offered substantialdiscountsprovided that the car was reserved for a certain number of days.  One company offered her a great daily rate, but it was based on a three-day rental.  Since she only intended to rent the car for two days, the discount did not apply to her.

               Another factor influencing the rate was the type of car.  Rentals are based on a tier price system.  The more luxurious or sporty, or the larger the car, the higher the daily rate.  Since Yoko planned to request only a small, basic car, she found a reasonable rate – although she would have liked the thrill of driving a convertible.

คำแปล

               เมื่อโยโกะกำลังวางแผนการเดินทางในวันหยุดของเธอ  เธอได้จองรถยนต์เช่า(rentalcar)ออนไลน์ ณ จุดหมายปลายทาง(destination) ของวันหยุดพักผ่อน  และแม้ว่าเธอจะถูกยั่วยวน(tempted)ให้จองรถเมื่อเธอไปถึงจุดหมายปลายทางแล้ว  แต่โยโกะก็รู้สึกวิตกกังวล(nervous) ว่าจะไม่ได้ (รับ) การจอง(reservation) (คือไม่มีรถว่างให้เช่า) ทั้งนี้  การเดินทางไปพักผ่อนของเธอตรงกัน(coincided) กับวันหยุด ดังนั้น เธอรู้ว่าคนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากก็จะเช่ารถเช่นเดียวกัน  โยโกะต้องการหลีกเลี่ยงความผิดหวัง(disappointment) ที่จะพบว่า รถหาไม่ได้ในช่วงเวลานั้น  อนึ่ง โดยการจองล่วงหน้า เธอได้รับประกัน(guaranteed)ว่าจะมีรถยนต์ที่สามารถหาได้เมื่อเธอไปถึงจุดหมายปลายทางของเธอ

มีบริษัท(firms)รถเช่าอยู่มากมาย  ดังนั้น  โยโกะจึงติดต่อ(contacted) กับบริษัทจำนวนมากเพื่อเปรียบเทียบอัตรา (ค่าเช่า) และข้อกำหนดต่างๆ(requirements)  ในขณะที่แต่ละบริษัทมีอัตราค่าเช่าแตกต่างกันไป  พวกเขามีข้อกำหนดที่เหมือนกัน –ใบอนุญาต(license) ของผู้ขับขี่ที่ยังไม่หมดอายุ(valid) และบัตรเครดิต (ของบริษัท) รายใหญ่

โยโกะพบว่าอัตาค่าเช่าที่แตกต่างกันอย่างมากมายสำหรับการเช่ารถนั้นน่าสับสน(confusing)  บางบริษัทเสนอการลดราคา(discounts)อย่างมากมาย(substantial)โดยมีเงื่อนไขว่า(provided that)  รถจะต้องได้รับการจองเป็นเวลาหลายวัน  ทั้งนี้ บริษัทแห่งหนึ่งเสนออัตราค่าเช่ารายวันที่วิเศษ (ถูก) มาก แต่ว่ามันจะต้องเป็นการเช่าแบบ ๓ วัน  แต่เพราะว่าโยโกะตั้งใจ(intended)จะเช่ารถเพียง ๒ วันเท่านั้น  การลดราคานี้จึงไม่เกี่ยวกับเธอ

               อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบ(influencing)ต่ออัตราค่าเช่าคือชนิดของรถ  ทั้งนี้ การเช่ามีพื้นฐานอยู่บนระบบราคาแบบระดับชั้น(tier) (ของรถ)  ยิ่งรถหรูหรา-ราคาแพง(luxurious)หรือเป็นแบบสปอร์ต  หรือยิ่งคันใหญ่  อัตราค่าเช่ารายวันก็ยิ่งสูง  และเพราะว่าโยโกะวางแผนที่จะร้องขอ(request)  รถธรรมดาขนาดเล็ก  เธอก็เลยได้พบกับอัตราค่าเช่าที่ไม่แพงเกินไป (สมราคา)(reasonable) ถึงแม้ว่าเธอจะชอบความตื่นเต้นเร้าใจ(thrill)ของการขับรถเปิดประทุน(convertible)  ก็ตาม

 

หมวดคำศัพท์ TOEIC (ตอนที่ 6)

                                                     

          

         

Hotels (โรงแรม)

Advanced (a) – ก้าวหน้า, พัฒนาไปอย่างสูง, ทันสมัย, (ตำแหน่ง) ระดับสูงขึ้นไป, แก่ชรามาก

Advance (v – n) – ก้าวไปข้างหน้า, ความก้าวหน้า

Chain (n) – กลุ่มธุรกิจภายใต้การควบคุมหนึ่งเดียว

Check in (v) – ลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรม, รายงานตัว

Confirm (v) – ยืนยัน, ทำให้แข็งแรงหรือแน่นแฟ้นขึ้น, ทำให้เข้มข้นขึ้น

Confirmation (n) – การยืนยัน, การทำให้แข็งแรงหรือแน่นแฟ้นขึ้น

Expect (v) – คาดหวัง, คาดหมาย, ทำนาย, หวังว่า, ปรารถนาให้, ตั้งครรภ์

Expectation (n) – การคาดหมาย-คาดหวัง, การคาดคิด, ความหวัง, สิ่งที่คาดหวังไว้

Expectance (= expectancy) – ความคาดหมาย, ความคาดหวัง, ความคาดคิด, สิ่งที่คาดหมาย-คาดหวัง

Expectant (a – n) – ซึ่งคาดหมายไว้-คาดหวังไว้, มีครรภ์, ตั้งครรภ์, คนที่เฝ้าคอย, คนที่คาดหวัง

Housekeeper (n) – คนดูแลบ้าน

Notify (v) – แจ้งความ, แจ้ง, ประกาศ, บอกให้ทราบ

Notification (n) – การแจ้งความ, การประกาศ, การแจ้งล่วงหน้า-เตือนล่วงหน้า

Preclude (v) – ทำให้เป็นไปไม่ได้, ทำให้สิ้นโอกาส, ขัดขวาง, ป้องกัน, ขจัด, ทำให้หมดข้อสงสัย

Preclusion (n) – การทำให้เป็นไปไม่ได้, การขจัด, การทำให้สิ้นโอกาส

Quote (v - n) – อ้างอิง, อ้าง, อ้างคำพูด, เอาคำพูดของ........มา, ใส่เครื่องหมายคำพูด “..........”, การอ้างอิง, คำอ้างอิง

Quotation (โคว-เท้-ชั่น) (n) – สิ่งที่อ้างอิงถึง, การอ้าง, คำอ้างอิง, ราคาปัจจุบัน, ราคาตลาด

Rate (n) – อัตรา, อัตราค่าโดยสาร, อัตราความเร็ว

Rate (v) – ประเมินค่า, ตีราคา, วางราคา

Reservation (n) – การจอง (ตั๋ว, ห้องพัก), การสำรอง, การสงวน, ที่สงวน

Service (n – v) – บริการ, ให้บริการ

การใช้คำศัพท์ในประโยค

1.     a) Since the hotel installed an advanced computer system, all operations have been functioning more smoothly. (ตั้งแต่โรงแรมติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย  การดำเนินงานทั้งหลายกำลังทำงานราบรื่นมากยิ่งขึ้น)

        b) Bill has been promoted to assistant manager and he is happy with his advanced position. (บิลได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ  และเขาก็มีความสุขกับตำแหน่งที่สูงขึ้น)

        c) The college offered an advanced course in the writing of plays for television. (มหาวิทยาลัยเปิดสอนหลักสูตรชั้นสูงในด้านการเขียนบทละครสำหรับโทรทัศน์)

        d) Japan is rapidly becoming the most advanced country technologically. (ญี่ปุ่นกำลังกลายเป็นประเทศที่ทันสมัยที่สุดในด้านเทคโนโลยี)

        e) His grandfather is a man of advanced years. (ปู่ของเขาเป็นคนที่ชรามาก)

        f) We are advancing steadily toward our goal of improving customer service at every hotel in the chain. (เรากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงสู่จุดหมายในการปรับปรุงบริการของลูกค้า ณ ทุกๆโรงแรมในกลุ่มธุรกิจเดียวกับเรา – ที่อยู่ภายใต้การควบคุมเดียวกัน)

        g) Peter booked a room in advance of the hotel’s official opening. (ปีเตอร์จองห้องพักเป็นการล่วงหน้าก่อนการเปิดอย่างเป็นทางการของโรงแรม)

2.     a) The hotel being built in Tokyo is the newest one in the chain. (โรงแรมที่กำลัง (ถูก) สร้างในโตเกียวเป็นโรงแรมที่ใหม่ที่สุดในกลุ่มธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแ ลเดียวกัน – คือเชนเดียวกัน)

        b) Budget-priced hotel chains have made a huge impact in the industry. (กลุ่มธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด – ภายใต้การควบคุมเดียวกัน – หลายกลุ่ม ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในอุตสาหกรรมโรงแรม)

3.     a) Clients check in at the hotel immediately upon their arrival. (ลูกค้าลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรมในทันทีที่มาถึง)

        b) Knowing that the conference guests have arrived, we ask them to check in at the registration desk. (เมื่อรู้ว่าแขกที่มาประชุมได้มาถึงแล้ว  เราขอให้พวกเขาลงทะเบียนเข้าพัก ณ โต๊ะลงทะเบียน)

4.     a) Jack contacted the hotel to confirm his room reservation. (แจ๊คติดต่อกับโรงแรมเพื่อจะยืนยันการจองห้องพักของเขา)

        b) We automatically send an e-mail to let you know that your travel dates have been confirmed. (เราส่งอีเมลโดยอัตโนมัติเพื่อให้คุณรู้ว่าวันเดินทางของคุณได้รับการยืนยันแล้ว)

        c) For a long time there was neither confirmation nor refutation of these theories. (เป็นเวลานานแล้วที่ไม่มีทั้งการยืนยัน (ยอมรับ) หรือการปฏิเสธทฤษฎีเหล่านี้)

        d) She asked me if it was my car and I confirmed that it was. (เธอถามผมว่ามันเป็นรถของผมหรือไม่  และผมก็ยืนยันว่าใช่)

        e) I neither confirmed nor denied the rumours. (ผมไม่ทั้งยืนยันและ (ไม่) ปฎิเสธข่าวลือต่างๆเหล่านั้น)

5.     a) You can expect a clean room when you check in at a hotel. (คุณสามารถคาดหวังห้องพักที่สะอาดเมื่อคุณลงทะเบียนเข้าพักที่โรงแรม)

        b) Mr. Kim was expecting an important letter from France. (มิสเตอร์คิมกำลังคาดหวัง (รอ) จดหมายสำคัญจากฝรั่งเศส)

        c) Nobody expected the strike to succeed. (ไม่มีใครคาดหวังว่าการนัดหยุดงานจะประสบความสำเร็จ)

        d) The talks are expected to last two or three days. (การพูดคุย-เจรจาถูกคาดหมายว่าจะกินเวลา ๒ หรือ ๓ วัน)

6.     a) Anna’s first job at the hotel was as a housekeeper and now she is the manager. (งานแรกของแอนนาที่โรงแรมคือเป็นคนดูแลบ้าน (โรงแรม)  และในปัจจุบัน เธอเป็นผู้จัดการโรงแรม)

        b) The desk clerk was sending the housekeeper to bring more towels to your room. (เสมียนที่โต๊ะ – รับแขก – กำลังส่งคนดูแลบ้านเพื่อนำผ้าเช็ดตัวเพิ่มขึ้นไป (ให้) ที่ห้องพักของคุณ)

7.     a) They notified the hotel that they had been delayed in traffic and would be arriving late. (พวกเขาแจ้งต่อทางโรงแรมว่า  พวกเขาต้องล่าช้าไปเพราะการจราจร และจะมาถึงช้าหน่อย)

        b) Lydia notified the hotel in writing that she was canceling her reservation (ลิเดียแจ้งต่อทางโรงแรมเป็นลายลักษณ์อักษรว่า  เธอกำลังยกเลิกการจอง – ห้องพัก)

        c) The ministry was notified of all the floods in the area. (กระทรวงได้รับรายงานเกี่ยวกับน้ำท่วมทั้งหมดในพื้นที่)

        d) The worker notified his foreman about his overwork. (คนงานบอกให้หัวหน้าของเขาทราบเกี่ยวกับงานที่หนักเกินไปของเขา)

        e) Mutual notification of naval movements was agreed. (การรายงานร่วมกัน – ทั้ง ๒ ฝ่าย – เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางน้ำ (ของกองทัพเรือ) ได้รับการเห็นพ้อง – โดยทั้ง ๒ ฝ่าย)

8.     a) The horrible rainstorm precluded us from traveling any further. (พายุฝนที่น่ากลัวขัดขวางเรามิให้เดินทางต่อไป)

        b) The unexpected cost of the room precluded a gourmet dinner for the travelers. (ราคาที่ไม่คาดฝันของห้องพัก (คือแพงเกิน) ทำให้หมดโอกาส (สำหรับ) อาหารเย็นของนักกินนักดื่ม (ที่มีราคาแพง) สำหรับนักท่องเที่ยว – คือค่าห้องแพงมากจนผู้เข้าพักไม่มีเงินไปกินอาหารเย็นมื้อหรู)

        c) This should not preclude a search for a better hypothesis. (สิ่งนี้ไม่ควรจะขัดขวาง (หรือทำให้เป็นไปไม่ได้สำหรับ) การค้นหาสมมุติฐานที่ดีกว่ากัน)

        d) It sets limits on the powers of the government, and precludes it from acting unconstitutionally. (มันตั้ง – กำหนด – ข้อจำกัดของอำนาจของรัฐบาล  และขัดขวาง (หรือทำให้เป็นไปไม่ได้สำหรับ หรือทำให้หมดโอกาสสำหรับ) รัฐบาลจากการกระทำที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ)

9.     a) I will quote only one or two examples. (ผมจะยกมาอ้างเพียง ๑ หรือ ๒ ตัวอย่างเท่านั้น)

        b) They quote the figures to compare the costs of adult education in different countries. (พวกเขาอ้างตัวเลขเพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของการศึกษาผู้ใหญ่ในประเทศต่างๆ)

        c) We were quoted a price of $80 for the room for one night. (เราถูกอ้างราคา ๘๐ เหรียญ สำหรับห้องพักเป็นเวลา ๑ คืน – คือทางโรงแรมอ้างราคานี้กับเรา)

        d) Call ahead and get a price quote for a week-long stay. (โทรมาล่วงหน้าและรับการอ้างอิงราคาสำหรับการพักเป็นเวลานาน ๑ สัปดาห์)

10.  a) The rate for the hotel room is too high considering how few services are available on-site. (อัตราสำหรับห้องพักโรงแรมสูง (แพง) เกินไป เมื่อพิจารณาว่ามีบริการน้อยเพียงใดที่สามารถหาได้ ณ สถานที่นั้น – หมายถึงโรงแรม)

       b) The sign in the lobby lists the seasonal rates. (ป้ายในห้องโถงบอกอัตราค่าห้องพัก – ตามฤดูกาล – คือแต่ละซีซั่นราคาไม่เท่ากัน)

11.  a) I know I made a reservation for tonight, but the hotel staff has no record of it in the system. (ผมรู้ว่าผมทำการจองห้องพัก – สำหรับคืนนี้  แต่พนักงานของโรงแรมไม่มีประวัติของมัน (การจอง) ในระบบ)

       b) It is difficult, if not impossible, to get reservations at this hotel at the height of the summer season. (มันยาก – ถ้ามิใช่เป็นไปไม่ได้ – ที่จะได้การจอง (ห้องพัก) ที่โรงแรมนี้ในช่วงสูงสุดของฤดูร้อน – คือช่วงที่มีคนมาพักมากสุด)

12.  a) The hotel has a number of luxury services like the on-site gym, sauna pool, and beauty salon. (โรงแรมมีการบริการเกี่ยวกับการเพลิดเพลินหาความสุขสบายจำนวนมาก เช่น โรงยิมในโรงแรม สระน้ำซาวน่า และห้องเสริมสวย)

       b) Mrs. Smith called room service to order a late-night snack. (นางสมิธโทรไปที่ (หน่วย) บริการห้องพักเพื่อสั่งอาหารว่างช่วงดึก)

 

การใช้คำศัพท์ในพารากราฟ

               People stay in hotels for business and personal travel.  But with room rates being so high, many travelers are staying home.  Since high costs can preclude travel, smart travelers know they can save money and get the best rates for a room by making reservations well in advance of the beginning of their trip.  When you make a reservation, the hotel staff will ask you to notify them as soon as there is any change in your travel plans.  To avoid any surprises, it is a good idea to call and confirm the availability of your room and the rate you were quoted.

               In selecting a hotel, first think about the kinds of service you will need or like to have.  You naturally expect a clean, well-lit room.  You naturally expect that a housekeeper will clean your room daily even in the smallest hotels.  Large hotel chains offer the most services, such as a pool, health club, or money exchange.  The front desk clerks will tell you about such services when you check in at the hotel.

คำแปล    

               ผู้คนพักในโรงแรมสำหรับการเดินทางเพื่อธุรกิจและส่วนตัว  แต่ด้วยอัตรา (rates) ค่าห้องพักสูงมาก นักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังพักที่บ้าน (แบบโฮมสเตย์ แทนที่จะพักโรงแรม) (หรือพักอยู่ที่บ้านตนเองโดยไม่เดินทาง) ทั้งนี้ เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงสามารถขัดขวาง (preclude) การเดินทาง (หรือทำให้การเดินทางเป็นไปไม่ได้)  นักท่องเที่ยวที่ฉลาดรู้ว่าพวกเขาสามารถประหยัดเงินและได้อัตราดี (ถูก) ที่สุดสำหรับห้องพักโดยทำการจอง (reservations) (ห้องพัก) เป็นการล่วงหน้า (in advance) ในการเริ่มต้นการเดินทางของพวกเขา  อนึ่ง เมื่อคุณทำการจอง (ห้องพัก) พนักงานโรงแรมจะขอร้องให้คุณแจ้ง (notify) แก่พวกเขาในทันทีที่มีการเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทางของคุณ  และเพื่อหลีกเลี่ยงความประหลาดใจใดๆ มันเป็นความคิดที่ดีที่จะสอบถาม (ทางโทรศัพท์) และยืนยัน (confirm) การสามารถหาได้ของห้องพักของคุณ รวมทั้งอัตรา (ค่าห้องพัก) ที่คุณถูกอ้าง (quoted) (ราคา)

               ในการเลือกโรงแรม ประการแรก คิดถึงเกี่ยวกับชนิดของการบริการ (service) ที่คุณจะต้องการหรืออยากได้  คุณมักคาดหวัง (expect) โดยธรรมชาติ (ตามธรรมดา) (จะได้) ห้องพักที่สะอาดแลมีแสงไฟสว่าง และคุณมักคาดหวังโดยธรรมชาติว่าคน(พนักงาน)ดูแลบ้าน(โรงแรม)  (housekeeper) จะทำความสะอาดห้องของคุณเป็นรายวัน  แม้กระทั่งในโรงแรมที่เล็กที่สุด  อนึ่ง กลุ่มธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ภายใต้การควบคุมเดียวกัน (chains)  เสนอให้บริการมากที่สุด เช่น สระว่ายน้ำ สโมสรสุขภาพ หรือการแลกเปลี่ยนเงินตรา  ทั้งนี้  เสมียนโต๊ะหน้า (ของโรงแรม – ที่แขกมาติดต่อ) (front desk) จะบอกคุณเกี่ยวกับการบริการดังกล่าวเมื่อคุณลงทะเบียนเข้าพัก (check in) ที่โรงแรม

 

คำศัพท์เพิ่มเติม

Exaggerate (อิค-แซ้จ-เจอะ-เรท) (v) – พูดเกินความจริง, โอ้อวด, พูดหรือกล่าวเกินความจริง

Excessive (อิค-เซ้ส-ซิฟ) (a) – มากเกินไป

Exhibit (อิค-ซิ-บิท) (v) – แสดง, แสดงนิทรรศการ

Exhibition (เอค-ซิ-บิ๊-เชิ่น) (n) – การแสดงออก, การแสดงนิทรรศการ, งานมหกรรม, ผลิตภัณฑ์ที่นำมาแสดง

Collide (คะ-ไลด) (v) – ชนกันโครม, ปะทะกันโครม, ขัดแย้ง

Collision (คะ-ลิ-ชั่น) (n) – การชนกันโครม-ปะทะกันโครม, ความขัดแย้ง

Commence (v) – เริ่มต้น, ลงมือทำ

Commencement (n) – การเริ่มต้น-ลงมือทำ

Colleague (ค้อล-ลีก) (n) – เพื่อนร่วมงาน

Bewilder (บิ-วิ้ล-เดอะ(v) – ทำให้งงงวย, ทำให้สับสนอย่างสุดๆ, ทำให้ยุ่งใจ-ลำบากใจ

Bewilderment (n) – ความงงงวย-สับสน, ความยุ่งใจ-ลำบากใจ

Astonish (แอส-ท้อน-นิช) (v) – ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ทึ่ง

Astonishment (n) – ความประหลาดใจ, ความทึ่ง

Astonishing (a) – น่าประหลาดใจ, น่าทึ่ง

Exterminate (อิคส-เท้อ-มิ-เนท) (v) – กำจัดให้สิ้น, ทำลาย, ทำลายอย่างสิ้นซาก, ถอนราก, ขุดรากถอนโคน

Extermination (n) – การกำจัด-ทำลาย-ทำลายอย่างสิ้นซาก

Extinguish (อิคส-ทิ้ง-กวิช) (v) – ดับ (ไฟ, ความกระหาย, ความอยาก), ทำให้สิ้นไป (ความคิด, อารมณ์, ความรู้สึก), ยกเลิก

Extinguishment (n) – การดับ (ไฟ, ความอยาก), การทำให้สิ้น

Extinguisher (n) – เครื่องดับเพลิง, ผู้ทำให้ดับ, ผู้ทำให้สิ้น

Ignore (อิก-นอร์ป (v) – ไม่สนใจ, ละเลย, ไม่ยอมรับรู้, ไม่นำพาต่อ, ไม่พูดจาด้วย, ไม่ทักทาย

Ignorant (อิ๊ก-เนอะ-เริ่นท) (a) – ไม่รู้, ไม่รู้เรื่อง, ไม่รู้ข่าวคราว, ไม่ได้รับการศึกษา

Ignorance (อิ๊ก-เนอะ-เริ่นซ) (n) – ความไม่รู้-ไม่รู้เรื่องราว-ไม่รู้ข่าวคราว, ความโง่, การขาดความรู้-การศึกษา-ประสบการณ์

 

ตัวอย่างการใช้คำในประโยค

1.     a) No one believes him because he exaggerates a great deal.(ไม่มีใครเชื่อเขาเพราะว่าเขาพูดจาคุยโม้โอ้อวดมากเหลือเกิน)

        b) Jake exaggerated his illness in order to get sympathy. (เจ๊คพูดเกินจริงเรื่องความเจ็บไข้ของเขาเพื่อจะได้รับความเห็นใจ)

2.     a) His excessive spending resulted in bankruptcy. (การใช้จ่ายที่มากเกินไปของเขาส่งผลให้เกิดการล้มละลาย)

        b) She makes me nervous when she drives excessively fast. (เธอทำให้ผมวิตกกังวล (ประสาทกิน) เมื่อเธอขับรถเร็วมากเกินไป)

        c) Excessive heat may produce exhaustion. (ความร้อนที่มากเกินอาจสร้างความเหนื่อยล้า-หมดแรงได้)

        d) The price of this equipment is excessive. (ราคาของเครื่องมือชิ้นนี้มากเกิน – หรือสูงเกินไป)

        e) His wife takes an excessive interest in clothes. (ภรรยาของเขาให้ความสนใจมากเกินไปในเรื่องเสื้อผ้า)

3.     a) Several artists will exhibit paintings at the festival. (ศิลปินหลายคนจะแสดง (นิทรรศการ) ภาพเขียนระบายสีที่งานนักขัตฤกษ์)

        b) His work will be on exhibition at the art gallery until the end of this month. (ผลงานของเขาจะนำมาแสดงที่ห้องศิลปะจนกระทั่งปลายเดือนนี้)

        c) Jim exhibited great talent in playing the piano. (จิมแสดงสติปัญญา-ความสามารถอย่างมากในการเล่นเปียโน)

        d) The competition gave her an opportunity for the exhibition of her skill. (การแข่งขันให้โอกาสแก่เธอในการแสดงทักษะของเธอออกมา)

4.     a) Cars often collide on that blind corner. (รถยนต์ชนกันบ่อยที่มุมถนนที่เป็นจุดบอดตรงนั้น)

        b) His car collided with a van. (รถยนต์ของเขาชนกับรถตู้)

        c) He collided with the lamp-post. (เขาเดินชนเสาไฟฟ้า)

        d) There was a violent collision at the junction today. (มีการ (รถ) ชนกันอย่างรุนแรงที่ชุมทางวันนี้)

5.      a) The meeting will commence with prayers. (การประชุมจะเริ่มต้นด้วยการสวดมนตร์)

         b) The teacher told his students to commence writing. (ครูบอกให้นักเรียนเริ่มลงมือเขียน)

         c) All books must be put away before the commencement of the examinations. (หนังสือทั้งหมดจะต้องถูกเอาไปเก็บก่อนการเริ่มต้นการสอบ)

6.      a) She is an old colleague of mine, from the day when we worked in the bank together. (เธอเป็นเพื่อนร่วมงานเก่าของผม  ตั้งแต่วันที่เราทำงานในธนาคารด้วยกัน)

         b) The professor asked his colleagues’ opinions. (โปรเฟสเซ่อร์ถามความเห็นของเพื่อนร่วมงานของเขา)

7.      a) You will bewilder him with such complex orders. (คุณจะทำให้เขาสับสนด้วยการสั่ง (อาหาร) ที่ซับซ้อนเช่นนั้น)

         b) The difficult problem bewildered her. (ปัญหาที่ยากข้อนั้นทำให้เธองงงวย)

         c) He was bewildered by the traffic in the big city. (เธอมีความสับสนกับการจราจรในเมืองใหญ่)

         d) I don’t have a phone, so you can imagine my bewilderment when I received a telephone account. (ผมไม่มีโทรศัพท์ใช้  ดังนั้น คุณคงนึกภาพความงงงวยของผมออก เมื่อผมได้รับบัญชีค่าใช้โทรศัพท์)

8.      a) Your decision will astonish your parents. (การตัดสินใจของคุณจะทำให้พ่อแม่ของคุณประหลาดใจ)

        b) It was an astonishing result.(มันเป็นผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจ- หรือน่าทึ่ง)

        c) He will be astonished when he hears the news. (เขาจะประหลาดใจ- หรือทึ่ง - เมื่อเขาได้ยินข่าวนั้น)

        d) He gasped in astonishment at the trick. (เขาอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ – หรือความทึ่ง - ในกล (มุข) – ของนักมายากล)

         e) It’s astonishing that the boy can run faster than an adult. (มันน่าทึ่ง หรือน่าประหลาดใจ - ว่าเจ้าเด็กคนนั้นสามารถวิ่งได้เร็วกว่าผู้ใหญ่)

9.      a) Koalas must be protected or they will soon be exterminated. (หมีโคอาล่าจะต้องได้รับความคุ้มครอง หรือมิฉะนั้น พวกมันจะถูกทำลายหมดไปในไม่ช้า)

         b) Their job is to exterminate rats and mice. (งานของพวกเขาคือการกำจัดหนูให้สิ้นซาก)

         c) The inhabitants were tortured to death or exterminated by starvation. (บรรดาพลเมือง – ของประเทศนั้น หรือดินแดนนั้น – ถูกทรมานให้ตาย หรือไม่ก็ถูกทำลายให้สิ้นซากโดยการอดตาย)

         d) We have to think of a way to prevent the extermination of these beautiful creatures. (เราจำเป็นต้องคิดหาวิธีที่จะป้องกันการทำลายหมดไปของสัตว์โลกที่สวยงามเหล่านี้)

10.    a) Someone had extinguished the lights in the kitchen. (ใครบางคนได้ดับไฟปิดไฟ – ในครัว)

         b) An airhostess made him extinguish his cigar. (แอร์โฮสเตททำให้เขาดับซิการ์ – ที่กำลังสูบอยู่)

         c) They have found a new method of extinguishing forest fires. (พวกเขาได้พบวิธีใหม่ในการดับไฟป่า)

         d) We have to extinguish the memory of the defeat. (เราจำเป็นต้องทำให้ความทรงจำของความพ่ายแพ้หมดสิ้นไป)

         e) Her spark of hope was extinguished. (ประกายแห่งความหวังของเธอถูกทำให้หมดสิ้นไป)

         f) The occurrence of a violent storm extinguished the thought of going out for a picnic. (การเกิดขึ้นของพายุที่รุนแรง  ทำให้ความคิดที่จะออกไปปิ๊คนิคข้างนอกหมดไป)

11.    a) If you ignore his rudeness, he will stop provoking you. (ถ้าคุณไม่นำพา – หรือไม่ให้ความสนใจ – ต่อความหยาบคายของเขา  เขาก็จะหยุดยั่วยุคุณไปเอง – คือทำเป็นไม่สนใจเขาซะ  เขาก็จะเลิกยั่วไปเอง)

         b) Jim ignored Jack’s question. (จิมไม่ตอบคำถามของแจ๊ค)

         c) I went on talking and ignored his tears. (ผมพูดต่อไป และไม่สนใจน้ำตาของเขา – แม้จะเห็นว่าเขาร้องไห้อยู่ก็ตาม)

         d) She ignored her neighbors. (เธอไม่พูดไม่จากับ – หรือไม่สนใจ – เพื่อนบ้าน)

         e) The government ignored his advice. (รัฐบาลไม่ทำตามคำแนะนำของเขา)

         f) Settlers in Africa may ignore state laws, but they always respect custom. (ผู้ตั้งรกรากในทวีปแอฟริกาอาจไม่นำพาต่อ – หรือละเลย (ที่จะปฏิบัติตาม) – กฎหมายของรัฐ  แต่พวกเขามักให้ความเคารพขนบธรรมเนียมประเพณีเสมอ)

         g) These proposals tend to ignore the court’s existing power. (ข้อเสนอเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะไม่รับรู้ (หรือไม่นำพาต่อ) อำนาจที่มีอยู่ของศาล

12.    a) I was in complete ignorance of your intentions. (ผมขาดความรู้โดยสิ้นเชิงในเจตนาของคุณ – คือไม่รู้ว่าคุณมีเจตนาอย่างไร)

         b) An ignorant person is unlikely to find a good job. (บุคคลที่ไม่มีความรู้ – หรือโง่ – ไม่มีโอกาสที่จะหางานดีๆได้)

         c) I broke the rules only through ignorance, and not intentionally. (ผมฝ่าฝืนกฎระเบียบด้วยความไม่รู้เท่านั้น  และมิใช่โดยเจตนา)

         d) Some foreign ministers are notoriously ignorant about foreign affairs. (รัฐมนตรีต่างประเทศบางคนไม่รู้เรื่องรู้ราวแบบเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปเกี่ยวกับกิจการต่างประเทศ)

         e) The masses were largely ignorant of the options open to them. (ประชาชนจำนวนมาก – โดยเฉพาะกรรมกร – ส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงทางเลือกต่างๆที่เปิดกว้างสำหรับพวกเขา)

         f) How can they be so ignorant at that age? (ทำไมพวกเขาจึงโง่เง่าเสียจริง ทั้งที่อายุปูนนั้นแล้ว)

         g) Her ignorance of foreign policy was alarming. (การขาดความรู้ – หรือขาดประสบการณ์ – ของเธอด้านนโยบายต่างประเทศน่าตกใจทีเดียว)

         h) Forgive my ignorance, but what is Arista? (ให้อภัยในความไม่รู้ – หรือความโง่ – ของผมด้วย  แต่ว่าอริสต้ามันคืออะไรกันนะ)

หมวดคำศัพท์ TOEIC (ตอนที่ 5)

Ordering Lunch (การสั่งอาหารกลางวัน)

          

                    

                    

                                                 

Burden (เบ๊อร์-เดิ้น) (n - v) – ภาระ, น้ำหนักที่แบก, ภาระหน้าที่, ความยากลำบาก, ทำให้ยุ่งยากหรือเป็นภาระ, บรรทุกอย่างหนัก

Burdensome (เบ๊อร์-เดิน-เซิ่ม) (a) – ยากลำ บาก, ยุ่งยาก, เป็นภาระ

Common (ค้อม-เมิ่น) (a - n) – ร่วมกัน, ธรรม ดา, สามัญ, สาธารณะ, เหมือนกัน, รู้จักกันดีในทางเลว, หยาบคาย, (กิริยา) กระด้าง, เป็นประจำ, เป็นนิสัย, เป็นปกติ, คนสามัญ, สมาชิกสภาล่าง, ห้องอาหารขนาดใหญ่ (ในมหาวิทยาลัย)

Commonplace (a - n) – ธรรมดา, สามัญ, ไม่น่าสนใจ, ซ้ำๆซากๆ, สิ่งธรรมดาๆ, คำพูดซ้ำๆซากๆ

Deliver (ดิ-ลิฟ-เว่อะ) (v) – ส่ง, นำส่ง, ส่งจด หมาย, กล่าว (สุนทรพจน์, เทศนา), คลอดลูก, ช่วยคลอดลูก, ปล่อย, มอบ

Delivery (ดิ-ลิฟ-เวอะ-รี่) (n) – การส่ง, การนำส่ง, การกล่าวสุนทรพจน์, การส่งสินค้าจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ, การปล่อย, การปลดปล่อย, การคลอดบุตร (delivery room =  ห้องคลอด)

Elegant (เอ๊ล-ลิ-เกิ้นท) (a) – งดงาม, เก๋, สละ สลวย, สวยงาม, สง่างาม,  เรียบร้อย, ดีเลิศ

Elegance (เอ๊ล-ลิ-เกิ้นซ) (n) – ความงดงาม, ความเก๋, ความสละสลวย, สิ่งที่สวยงาม-เรียบร้อย, ความสง่างาม, ความดีเลิศ

Fall to (v) – กลายมาเป็นความรับผิดชอบของบุคคล, เป็นความรับผิดชอบของ

Impress (v) – ทำให้ประทับใจ, กด, ทำร่องรอย

Impression (n) – ความประทับใจ, สิ่งที่ประทับใจ, รอยประทับ, รอยกด, ความคิดหรือความเชื่อ

Impressive (a) – น่าประทับใจ

Individual (อิน-ดิ-วิจ-จ้วล) (a – n) – แต่ละบุคคล, เฉพาะราย, ส่วนบุคคล, ส่วนตัว, โดยลำพัง, บุคคล, คนๆเดียว, ปัจเจกชน

Individualize (อิน-ดิ-วิจ-จวล-ไลซ) (v) – ทำให้เป็นเฉพาะรายหรือบุคคล, ปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

Individuality (อิน-ดิ-วิจ-จู-แอ๊ล-ลิ-ที่) (n) – คุณสมบัติหรือลักษณะเฉพาะของบุคคล, สภาพหรือ ลักษณะที่แบ่งแยกไม่ได้, ความเป็นปัจเจกบุคคล

Multiple (มั้ล-ทิ-เพิ่ล)  (a - n) – หลาย, หลายเท่า, มาก, ผลคูณ

Multiplicity (มัล-ทิ-พลิซ-ซิ-ที่) (n) – ความมากมาย-หลากหลาย, ความทับทวีคูณ, ความซับ ซ้อน

Multiply (v) – คูณ, เพิ่มจำนวน, ทำให้เพิ่มขึ้นมากหรือหลายเท่า  (คำนาม คือ multiplication)

Reasonable (รี้-เซิน-นะ-เบิ้ล) (a) – เหมาะสม, มีเหตุผล, พอสมควร, ราคาพอสมควร, ไม่เกินไป, ไม่แพงไป

Settle (v) – จ่ายเงิน, ชำระ, เลือก, ตั้งถิ่นฐาน, ตั้งรกราก, แก้ปัญหา, ไกล่เกลี่ย (ข้อพิพาท), ประนีประนอม, (ตะกอน) จมลง, (ฝุ่น) สงบลงหรือจางลง

Settlement (n) – การจ่ายเงิน, การเลือกเอาจากตัวเลือกจำนวนมาก, การตั้งรกราก-ถิ่นฐาน, การตกลงแก้ปัญหาหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

Impressionable (a) – ที่ประทับใจง่าย, ที่โน้มน้าวจิตใจได้ง่าย

Narrow (แน้-โร่) (a – v) – แคบ, มีเนื้อที่จำกัด, อย่างจำกัด, หวุดหวิด, เกือบไม่สำเร็จ, เกือบไม่พอ, ทำให้แคบลง, จำกัดให้เหลือน้อยลง

Pick up (v) – เก็บขึ้นมา, หยิบ, เก็บหรือรวบด้วยมือ, ยกหรืออุ้มขึ้นมา, ไปรับ (คน, สิ่งของ), รับคนขึ้นรถ (คือให้ติดรถไปด้วย), ช่วยชีวิต, เพิ่ม, สุขภาพดีขึ้น, ดีขึ้น, เรียนรู้หรือได้มา (เช่น ภาษา หรืออื่นๆ), ติดหรือป่วยเป็นโรค, ลุกขึ้นยืน, ทำต่อไปหรือเริ่มอีกครั้ง

Narrowness (n) – ความคับแคบ

 

การใช้คำศัพท์ในประโยค

1.     a) The donkey struggled under its heavy burden. (เจ้าลาต่อสู้ดิ้นรน (บรรทุก) สัมภาระที่หนักอึ้งของมัน)

        b) I don’t want to be a burden to my family in my old age. (ผมไม่ต้องการเป็นภาระแก่ครอบครัวในวัยชรา)

        c) The secretary usually takes on the burden of ordering lunch for business meetings. (เลขาฯ มักจะรับภาระสั่งอาหารกลางวันสำหรับการประชุมธุรกิจ)

        d) The deliveryman’s back ached from the heavy burden he carried. (หลังของคนส่งของมีอาการปวดจากสัมภาระอันหนักอึ้งที่เขาแบก)

        e) In addition to all her other responsibilities, Maria had the burden of picking up her kids at school. (นอกจากความรับผิดชอบอื่นๆทุกอย่างแล้ว  มาเรียยังมีภารกิจไปรับลูกๆที่โรงเรียน)

        f) I’ll not burden you with my troubles. (ผมจะไม่ทำให้เป็นภาระแก่คุณด้วยปัญหาของผม)

        g) Don’t burden others with your problems. (อย่าทำให้คนอื่นยุ่งยากด้วยปัญหาของท่าน)

        h) All this extra work is too burdensome. (งานพิเศษชิ้นนี้เป็นภาระ – หรือยุ่งยาก – เกินไป)

        i) Bathing 5 dogs every day can be a burdensome task. (การอาบน้ำหมา ๕ ตัวทุกวัน  อาจเป็นงานที่ยากลำบาก)

2.     a) We should work closely together for our common interests. (เราควรทำงานด้วยกันอย่างใกล้ชิดเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน)

        b) Short sight is very common when people become old. (สายตาสั้นเป็นธรรมดาอย่างมากเมื่อคนเริ่มแก่)

        c) Those people have many things in common. (คนพวกนี้มีอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกัน)

        d) Jack has such common manners that no one will associate with him. (แจ๊คมีกิริยาเลว (กระด้าง) มากจนกระทั่งไม่มีใครจะคบหาสมาคมกับเขา)

        e) The people who work in this building commonly order their lunch from the sandwich shop on the first floor. (คนที่ทำงานในอาคารนี้สั่งอาหารกลางวันเป็นประจำจากร้านแซนวิชที่ชั้น ๑)

        f) The restaurants in this area commonly serve office workers and are only open during the week. (ภัตตาคารในย่านนี้เสิร์ฟคนทำงานออฟฟิศเป็นปกติ  และเปิดเฉพาะระหว่างวันทำงานเท่านั้น)

3.     a) Air travel has now become commonplace. (การเดินทางทางอากาศในปัจจุบันเป็นธรรมดาเสียแล้ว)

        b) The most commonplace things excited her interests. (สิ่งที่ธรรมดาที่สุดกระตุ้นความสนใจของเธอได้)

        c) In the old days the death of children was a commonplace. (ในสมัยโบราณ  การตายของเด็กๆเป็นธรรมดาสามัญ)

        d) It is a commonplace that haste makes waste. (มันเป็นคำพูดซ้ำๆซากๆที่ว่า  ความรีบร้อนก่อให้เกิดความสูญเปล่า)

4.     a) He asked the florist to deliver the flowers to her office. (เขาขอร้องให้คนขายดอกไม้ส่งดอกไม้ไปที่ออฟฟิศของเธอ)

        b) That restaurant delivers food at no extra charge. (ภัตตาคารนั้นส่งอาหารให้โดยไม่มีการชาร์จ (ค่าส่ง) เป็นพิเศษ)

        c) We all got very hungry waiting for the delivery to arrive. (เราทุกคนหิวมากในการรอคอยให้การส่งอาหารมาถึง)

        d) The restaurant is reluctant to make deliveries, but makes an exception for our office. (ภัตตาคารนั้นไม่เต็มใจที่จะทำการส่งอาหาร  แต่ว่ามีการยกเว้นที่ออฟฟิศของเรา)

        e) There is no delivery of post over the weekend. (ไม่มีการส่งไปรษณีย์ตอนสุดสัปดาห์)

         f) She was delivered of a healthy girl. (เธอ – หมายถึงแม่ – ถูกทำคลอดเป็นเด็กหญิงสุขภาพแข็งแรง)

         g) Her baby was delivered by a midwife. (เด็กทารก (ลูก) ของเธอถูกช่วยทำคลอดโดยหมอตำแย) (คือ เด็กมิได้ถูกทำคลอด แต่ถูกช่วยทำคลอด  ผู้ถูกทำคลอดคือแม่เด็ก)

         h) She delivered a talk on her recent trip to Japan. (เธอกล่าวปาฐกถาเรื่องการเดินทางไปญี่ปุ่นเมื่อเร็วๆมานี้ของเธอ)

         i) The judge delivered a stern warning to the offender. (ผู้พิพากษากล่าวเตือนอย่างจริงจังแก่ผู้กระทำความผิด)

         j) The car was delivered over to its new owner. (รถยนต์ถูกส่งมอบให้กับเจ้าของคนใหม่ของมัน)

5.     a) Most foreigners appreciate the elegant manners of the Thai women. (ชาวต่างประเทศส่วนมากชื่นชมกิริยามารยาทที่งดงาม-เรียบร้อยของผู้หญิงไทย)

        b) You look extremely elegant in that dress. (คุณดูสวยงาม-เก๋อย่างมากในชุดนั้น – ที่คุณสวม)

        c) The stately mansion was furnished with great elegance. (คฤหาสน์ที่โอ่อ่าหลังนั้นถูกตกแต่งด้วยความสง่างาม – หรือความงดงาม –  อย่างยิ่ง)

        d) The elegance of the restaurant made it a pleasant place to eat. (ความสง่างามของภัตตาคารทำให้มันเป็นสถานที่น่าเพลิดเพลินในการกิน)

        e) A sandwich may lack elegance, but it makes a convenient and inexpensive lunch. (แซนวิชอาจขาดความดีเลิศ  แต่มันเป็นอาหารกลางวันที่สะดวกและใม่แพง)

6.     a) The task of preparing the meal fell to the assistant chef when the chief chef was ill. (งานเตรียมมื้ออาหารเป็นความรับผิดชอบของผู้ช่วยหัวหน้าพ่อครัวเมื่อหัวหน้าฯ ป่วย)

        b) The menu was in Japanese, so ordering for us fell to Anna, who spoke Japanese. (เมนูเป็นภาษาญี่ปุ่น  ดังนั้น การสั่งอาหารสำหรับเราเป็นความรับผิดชอบของแอนนา  ผู้ซึ่งพูดภาษาญี่ปุ่นได้)

7.     a) He tried to impress the teacher with his knowledge. (เขาพยายามทำให้ครูประทับใจในความรู้ของเขา)

        b) The candidate has an impressive CV. (ผู้สมัครแข่งขันมีประวัติการศึกษาและทำงานที่น่าประทับใจ)

        c) He created a good impression. (เขาสร้างความประทับใจที่ดี – คือทำให้คนอื่นประทับใจในตัวเขา)

        d) The Grand Canyon is a most impressive sight. (แกรนด์แคนยอนเป็นภาพที่น่าประทับใจที่สุด)

        e) What are your impressions of France? (ความประทับใจของคุณต่อประเทศฝรั่งเศสคืออะไร)

         f) She had the impression that he was not telling her the truth. (เธอมีความเชื่อ – หรือความคิด – ว่าเขามิได้บอกความจริงแก่เธอ)

        g) Children are at an impressionable age. (เด็กๆอยู่ในวัยที่โน้มน้าวจิตใจได้ง่าย)

8.     a) In a true democracy, every individual has equal rights. (ในประเทศประชาธิปไตยที่แท้จริง  บุคคลทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน)

        b) The portions are large enough to feed two individuals. (ส่วนแบ่ง – ของอาหาร – ใหญ่หรือมากพอที่จะเลี้ยงบุคคลได้ ๒ คน)

        c) In a small class, each student can receive individual attention. (ในชั้นเรียนเล็กๆ  นักเรียนแต่ละคนสามารถได้รับความเอาใจใส่ (จากครู) เป็นส่วนบุคคล – หรือแบบส่วนตัว – คือตัวต่อตัว)

        d) Each page must be numbered individually. (แต่ละหน้า – ของหนังสือ – จะต้องลงเลขเป็นรายหน้า – คือ ๑ ตัวเลขต่อ ๑ หน้า)

        e) The individually marked boxes made it easy for us to claim our orders. (กล่องที่ทำเครื่องหมายไว้แต่ละใบทำให้ง่ายสำหรับเราที่จะเรียกเอาออร์เด้อร์ – หรือ ของที่เราสั่งซื้อและส่งมาในกล่อง – ของเรา)

         f) He has an individual style of dress. (เขามีสไตล์เฉพาะตัวสำหรับชุดที่สวมใส่)

         g) Her individuality distinguishes her from other actresses. (ลักษณะเฉพาะตัวของเธอทำให้เธอต่างไปจากนักแสดงหญิงคนอื่น)

         h) We try to individualize our offices with pictures. (เราพยายามทำให้ออฟฟิศของเรามีลักษณะเฉพาะตัวด้วย (การประดับด้วย) รูปภาพต่างๆ)

9.     a) We have received multiple requests for this book. (เราได้รับการร้องขอมากมายสำหรับหนังสือเล่มนี้ – คือมีคนมาขอเป็นจำนวนมาก)

        b) It takes multiple steps to get into this building, which frustrates all our employees. (มันมีหลายขั้นตอนที่จะเข้าไปในอาคารหลังนี้  ซึ่งทำให้ลูกจ้างของเราทุกคนคับข้องใจ)

        c) Several cars were damaged in the multiple crash. (รถหลายคันได้รับความเสียหายในการชนกันแบบหลายๆคัน)

        d) 12 is a multiple of 2, 3, 4 and 6. (๑๒ เป็นผลคูณของ ๒, ๓, ๔ และ ๖ คือจับคู่คูณกันให้ได้ ๑๒)

        e) There was a multiplicity of activities at the fair. (มีความมากมายหลายหลากของกิจกรรมที่ตลาดนัด)

        f) Mice multiply quickly. (หนูเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว)

        g) Our profits have multiplied over the last year. (ผลกำไรของเราเพิ่มเป็นทวีคูณจากปีที่แล้ว)

        h) If you multiply 2 by 3, you get 6. (ถ้าคุณคูณ ๒ ด้วย ๓  คุณจะได้ ๖)

         i) This process is called multiplication (กระบวนการนี้เรียกว่าการคูณ)

         j) The multiple-choice exam is easy. (การสอบแบบเลือกคำตอบ ๑ ข้อ จากตัวเลือกหลายๆข้อเป็นเรื่องง่าย)

10.    a) That’s a reasonable price, let’s buy it. (นั่นเป็นราคาที่ไม่แพงเกิน – หรือราคาพอสมควร – พวกเราซื้อมันเถอะ)

         b) The lunches at this place are not top quality, but they’re reasonable(อาหารกลางวันที่ร้านนี้ไม่ได้มีคุณภาพสูงมากมาย  แต่มันราคาไม่แพง)

         c) I usually have lunch at the company cafeteria because of the convenient location and the reasonable prices. (ผมมักกินอาหารกลางวันที่โรงอาหารของบริษัท  เนื่องมาจากทำเลที่สะดวก (ไม่ต้องออกไปกินข้างนอก) และราคาไม่แพง)

11.     a) We settled the bill with the cashier. (เราจ่ายค่าบิลกับแคชเชียร์)

          b) Customers must settle their accounts within 30 days. (ลูกค้าต้องจ่ายบัญชีของพวกเขา (ที่ค้างชำระอยู่) ภายใน ๓๐ วัน)

          c) He sent a cheque in settlement of his debt. (เขาส่งเช็คเพื่อการชำระหนี้ของเขา)            

          d) After much debate, we finally settled on the bistro on the corner. (หลังจากถกเถียงกันอย่างมากมาย  ในที่สุดเราก็เลือกภัตตาคารเล็กๆที่มุมถนน – เพื่อไปทานอาหาร)

          e) I wasn’t sure which dress to buy but settled on the blue one. (ผมไม่แน่ใจว่าจะซื้อชุดไหนดี แต่ก็เลือกชุดสีน้ำเงิน)

          f) They left Jamaica to settle in Canada. (เขาออกจากจาไมก้าเพื่อไปตั้งถิ่นฐานในแคนาดา)

          g) The first settlers had to adapt to a strange country. (ผู้ตั้งถิ่นฐาน-รกรากรุ่นแรกจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับประเทศที่แปลกถิ่น – หรือไม่คุ้นเคย)

          h) In the 19th century, Australia was used as a convict settlement. (ในศตวรรษที่ ๑๙ ออสเตรเลียถูกใช้เป็นที่ตั้งรกราก-ถิ่นฐานของผู้กระทำผิด – คือนักโทษ)

          i) The plaintiff and defendant agreed to settle out of court. (โจทก์และจำเลยตกลงที่จะไกล่เกลี่ย-ประนีประนอม นอกศาล)

         j) There can be no settlement to the dispute until both sides agree. (ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ จนกระทั่งทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน)

         k) Allow the sediment to settle. (ปล่อยให้ตะกอนจมลงเบื้องล่าง)

         l) We had to wait until the dust settled before we could see what happened. (เราจำเป็นต้องรอจนกระทั่งฝุ่นสงบ (หรือจางลง) ก่อนที่เราจะสามารถเห็นว่าอะไรเกิดขึ้น)

  12.  a) The path is too narrow to walk two abreast. (ทางเดินแคบเกินไปที่จะเดิน ๒ คนคู่กันไป)

         b) Drive slowly due to the narrowness of the street. (ขับช้าๆนะเนื่องจากความคับแคบของถนน)

         c) We narrowed the restaurant possibilities down to three. (เราจำกัดความเป็นไปได้ของภัตตาคาร (ที่จะไปกินอาหาร) ให้เหลือ ๓ แห่ง)

         d) This restaurant delivers only pizza and sandwiches, so this certainly narrows down the choices. (ภัตตาคารนี้จัดส่งอาหารเฉพาะแต่พิซซาและแซนวิชเท่านั้น  ดังนั้น สิ่งนี้จึงแน่นอนที่จะจำกัดทางเลือก – ของลูกค้า – คือมีอาหารหลายอย่าง แต่จัดส่งให้ลูกค้าเพียง ๒ อย่าง)

         e) If they widen the road, they’ll have to narrow the pavement. (ถ้าเขาขยายถนนให้กว้างขึ้น  เขาก็จำเป็นต้องทำให้ทางเท้าแคบลง)

         f) Conversation with him is difficult because he has such a narrow range of topics. (การสนทนากับเขามีความยากลำบาก เพราะว่าเขามีหัวข้อ (สนทนา) อย่างจำกัด – คือมีหัวข้อที่จะพูดคุยน้อย)

         g) She narrowly missed crashing into the barrier. (เธอรอดการชนกำแพง – หรือสิ่งกีดขวาง – อย่างหวุดหวิดหรือเฉียดฉิว)

13.  a) The delivery man picks up lunch orders on his motor scooter. (คนส่งของ – หรืออาหาร – ไปรับออร์เดอร์อาหารกลางวันโดยใช้รถสคู้ตเตอร์)

        b) Some parents pick up their children from school. (พ่อแม่บางคนไปรับลูกจากโรงเรียน)

        c) Can you pick up some bread on your way home? (คุณช่วยไปเอา (ซื้อ) ขนมปังระหว่างทางกลับบ้านหน่อยได้ไหม)

        d) Pick up your toys and put them away. (หยิบของเล่นของหนูขึ้นมาและเอาไปเก็บซะ)

        e) She picked up the baby from its pram. (เธออุ้มเด็กขึ้นมาจากรถเข็นเด็ก)

        f) Motorists should be careful when picking up hitchhikers. (นักขับรถควรระวังเมื่อรับนักโบกรถขึ้นรถ)

        g) The lifeboat picked up some survivors from the sea. (เรือกู้ภัยช่วยชีวิตผู้รอดตายบางคนจากทะเล)

        h) Since abandoning her diet, she has picked up weight. (ตั้งแต่ละทิ้งอาหารช่วยลดน้ำหนัก  เธอมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น)

        i) The doctor says she is picking up nicely after her operation. (หมอบอกว่าเธอสุขภาพดีขึ้นอย่างมากหลังการผ่าตัด)

        j) The bookings always pick up in season. (การจอง – ห้องพัก – เพิ่มขึ้นเสมอในฤดูกาล – ท่องเที่ยว)

       k) If you live in a country, you pick up the language easily. (ถ้าคุณอาศัยอยู่ในประเทศหนึ่ง  คุณจะเรียนรู้ – หรือได้ – ภาษา (ของประเทศนั้น) อย่างง่ายดาย)

        l) He picked up flu while visiting his sick friend. (เขาติด – หรือป่วยเป็น – ไข้หวัดใหญ่เมื่อไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วย)

       m) She picked herself up after the fall. (เธอลุกขึ้นยืนหลังจากหกล้ม)

        n) We’ll pick up where we left off yesterday. (เราจะทำต่อไป (งาน, การอ่านหนังสือ, การประชุม) จากตรงที่เราค้างไว้เมื่อวานนี้)

 

พารากราฟเกี่ยวกับ Ordering Lunch

               As the office manager, it usually falls to Amanda to order the food for a working lunch or an office party.  Amanda finds ordering food for a working lunch to be especially burdensome.  First, in order to avoid placing multiple small orders from different food establishments, she must narrow down the choice to one kind of food.  It’s best to keep the ordering as simple as possible since each individual has his or her own tastes.  The lunches that she orders most commonly consist of sandwiches and pizza.

(คำแปล)

              ในฐานะผู้จัดการสำนักงาน มันมักจะเป็นความรับผิดชอบ (falls to) ของอแมนด้า ในการสั่งอาหารสำหรับอาหารกลางวันของที่ทำงาน หรือไม่ก็งานเลี้ยงที่ออฟฟิศ  อแมนด้าพบว่าการสั่งอาหารสำหรับอาหารกลางวันของที่ทำงานมีความยุ่งยาก(หรือเป็นภาระ) (burdensome) เป็นพิเศษ  ในประการแรก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการสั่ง (อาหาร) มื้อเล็กๆ จำนวนมาก (multiple) (คือหลายออร์เดอร์) จากร้าน (establishments) ขายอาหารต่างๆหลายแห่ง  เธอจะต้องจำกัด (narrow) การเลือกให้เหลืออาหารชนิดเดียว  มันจะเป็นการดีที่สุดที่จะทำให้การสั่ง (อาหาร) ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าบุคคล (individual) แต่ละคน มีรสนิยมของตนเอง อาหารกลางวันที่อแมนด้าสั่งเป็นปกติธรรมดา (commonly) มากที่สุด ประกอบด้วยแซนวิชและพิซซา

              Once she has settled on a good choice, she calls a restaurant on her approved list.  Usually she needs the food delivered so she does not have to leave the office and pick up the order herself.

(คำแปล) 

                 เมื่อเธอได้เลือก (settled) ตัวเลือกที่ดีแล้ว เธอก็โทรๆไปที่ภัตตาคาร ตามรายชื่อ (อาหาร) ที่ได้รับความเห็นชอบ (approved) โดยปกติแล้ว เธอต้องการให้อาหารถูกส่งมา (delivered) (ที่ออฟฟิศ)  ดังนั้น เธอจึงไม่จำเป็นต้องเดินทางจากออฟฟิศ และไปรับ (pick up) ออร์เดอร์ (อาหารที่สั่ง) ด้วยตัวเอง

              In case of a more formal lunch, where her boss is trying to impress new clients, for example, Amanda will call a catering service that can provide a more elegant meal.  Even though the meal is a fancy one, it still must be reasonably priced to fit the company’s entertainment budget.

(คำแปล)

               ในกรณีของอาหารกลางวันที่เป็นทางการมากขึ้น ซึ่งเจ้านายของเธอกำลังพยายามทำให้ลูกค้า (clients) รายใหม่ประทับใจ (impress) – เป็นตัวอย่าง – อแมนด้าจะโทรๆหาบริการจัดหาและส่งอาหาร (catering) ที่สามารถจัดหาอาหารที่เริดหรู (elegant) มากขึ้น  แม้ว่าอาหารนั้นจะเป็นอาหารที่มีสีสันแพรวพราว (หรือในจินตนาการ) (fancy)  มันจะต้องยังคงมีราคาพอสมควร (ไม่แพงเกินไป) (reasonably) เพื่อให้เหมาะกับงบประมาณการจัดเลี้ยง (entertainment) ของบริษัท

                    

         

                    

หมวดคำศัพท์ TOEIC (ตอนที่ 4)

         

          

Movies (ภาพยนตร์)

Influence (อิ๊น-ฟลู-เอินซ) (n – v) – อิทธิพล, อำนาจชักจูง, สิ่งชักจูง, ผู้มีอิทธิพลโน้มน้าว, มีอิทธิ พลต่อ, มีอำนาจโน้มน้าว

Describe (ดิส-ไครบ) (v) – อธิบาย, บรรยาย, พรรณนา, พากย์ (กีฬา, หนัง), แถลง

Description (ดิส-คริพ-ชั่น) (n) – คำบรรยาย, การพรรณนา, รูปร่างลักษณะ

Descriptive (ดิส-คริพ-ทิฟว) (a) – เป็นการบรรยายหรือพรรณนา, ซึ่งบอกรูปร่างลักษณะ

Entertain (v) – ให้ความบันเทิง-สนุกสนาน-เพลิดเพลิน, รับรองแขก, เชิญไปเลี้ยง, ยอมรับ, รับพิจารณา

Entertainment (n) – การให้ความเพลิดเพลิน, สิ่งให้ความเพลิดเพลิน, ความบันเทิง, การแสดง, การต้อนรับแขก

Represent (v) – แทน, เป็นตัวแทน, แสดง, แสดงให้เห็น, เป็นตัวอย่าง, เป็นเครื่องหมาย, หมายถึง, เท่ากับ, เป็นผลลัพธ์ของ

Representation (n) – การแทนหรือเป็นตัวแทน, เครื่องหมายแสดงออก, ตัวอย่าง, ตัวแทน, ผู้แทน

Representative (n - a) – ผู้แทน, ตัวแทน, ผู้แทนราษฎร, ผู้ดำเนินการแทน, ตัวอย่าง, เป็นผู้แทน-ตัวแทน, เป็นตัวอย่าง, คล้ายกับ, เหมือนกับ

Combine (คัม-ไบน หรือ คอม-ไบน) (v) – รวมกัน, ทำให้รวมกัน, ประกอบกัน

Combination (n) – การรวมกัน, สิ่งที่เกิดจากการรวมกัน, กลุ่มคน

Attain (อะ-เทน) (v) – บรรลุ, ทำสำเร็จ, ได้มา, ถึง, ได้ความรู้

Attainment (อะ-เท้น-เมิ่นท) (n) – ความสำเร็จ

Continue (v) – ดำเนินต่อไป, ทำต่อไป

Continuation (= continuity) (n) – การดำเนินต่อไป, ความต่อเนื่อง

Success (n) – ความสำเร็จ, ผลสำเร็จ, ชัยชนะ, บุคคลหรือสิ่งที่ประสบความสำเร็จ (successful = ซึ่งประสบความสำเร็จ)

Successive (a) – ต่อเนื่อง, เป็นลำดับ, ตามลำดับ, รับช่วง, ตามหลัง, ติดๆกัน (คำนามคือ successiveness หรือ succession = การรับช่วง-รับมรดก, การสืบทอดตำแหน่ง, การต่อเนื่อง)

Separate (v – a) – แยก, แยกออก, แบ่งแยก, กระจายออก, ไม่ต่อเนื่อง, ไม่เชื่อมกัน, กระจาย

Separation (n) – การแบ่งแยก, การแยกจากกัน

Range (เร้นจ)(n – v) – ขอบเขต, แนว, แถว, ลำดับ, ระยะ, วิถีกระสุน, ทิวเขา, เทือกเขา, จัดแถว (แนว, ลำ ดับ), อยู่ในระยะหรือลำดับ (ระหว่าง…ถึง…), ครอบคลุม, อยู่ในลำดับ, จัดเป็นระเบียบ

Release (v – n) – ปล่อย (คน, สัตว์, ข่าว), ให้ข่าว (หนังสือพิมพ์), ปลดเปลื้อง, ปลดหนี้, แก้,  คลาย, ทำให้พ้นจาก, การปล่อย-ปลดปล่อย-ปลดเปลื้อง, การปลดหนี้, การให้ข่าว, ข่าวที่ปล่อยออกมา

Disperse (v) – ทำให้กระจาย-แพร่หลาย-หาย ไป, ไล่ไป, กระจาย, หายไป

Dispersion หรือ dispersal (n) – การแพร่กระ จาย, การกระจายหายไป, การไล่ไป. การกระจายสีของแสงเมื่อผ่านปริซึม

Influential (อิน-ฟลู-เอ๊น-เชิ่ล) (a) – มีอิทธิพล, มีอำนาจชักจูง, มีผลกระทบ

Influenza (อิน-ฟลู-เอ๊น-ซ่ะ) (n) – ไข้หวัดใหญ่

Infection (n) – การติดเชื้อ, การติดโรค, โรคติดต่อ, การทำให้มัวหมอง

Combo (คั้ม-โบ้) (n) – สิ่งที่เกิดจากการรวมกัน, วงดนตรีแจ๊สขนาดเล็ก, วงดนตรีเต้นรำขนาดเล็ก, กลุ่มเล็กๆ

Combination lock (n) – กุญแจรหัสที่ต้องไขด้วยการหมุนตัวเลขหรือตัวอักษรที่มีรหัสเฉพาะ

Infect (v) – ทำให้ติดเชื้อ, ทำให้ติดโรค, ทำให้เปื้อน,  แพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น (เช่น ความคิด, อคติ, ความพยาบาท)

Infectious (a) – ซึ่งติดต่อได้, ที่ทำให้ติดเชื้อหรือโรค, ที่ติดผู้อื่น, ซึ่งระบาดไปสู่ผู้อื่น(โรค), ซึ่งแพร่ไปสู่ผู้อื่น (ความคิด, ความเคียดแค้น ฯลฯ)

การใช้คำศัพท์ในประโยค

1.     a) Adult videos are a bad influence on children. (วีดิโอสำหรับผู้ใหญ่ – หรือวีดิโอโป๊ – มีอิทธิพลที่เลวต่อเด็กๆ)

       b) Weak people are easily influenced by others. (คนอ่อนแอถูกครอบงำโดยง่ายโดยผู้อื่น)

       c) The mayor is an influential man in the town. (นายกเทศมนตรีเป็นผู้ทรงอิทธิพลในเมือง)

       d) She used her influence with the director to get her sister a job. (เธอใช้อิทธิพลของเธอกับผู้อำนวยการเพื่อให้น้องสาวได้งานทำ)

2.     a) He described how he escaped from prison. (เขาบอกรายละเอียดวิธีที่เขาหลบหนีจากคุก)

        b) The man described what he had seen. (เขาพรรณนาเล่า – สิ่งที่เขาเห็น)

        c) Neighbors described Mrs. Smith as being a very religious woman. (เพื่อนบ้านบอกลักษณะคุณสมบัติ – ของนางสมิธว่าเป็นหญิงเคร่งศาสนาอย่างมาก)

        d) He gave a detailed description of the movie star’s house. (เขาให้ลักษณะโดยละเอียดของบ้านของดาราภาพยนตร์)

        e) The relationships in his family are so complex that description is almost impossible. (ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขาสลับซับซ้อนมากจนกระทั่งการพรรณนา-บอกเล่า เกือบเป็นไปไม่ได้)

        f) Give the police a description of the thief. (บอกรูปร่างลักษณะของขโมยแก่ตำรวจสิ)

       g) Write a descriptive paragraph about the castle. (จงเขียนพารากราฟบรรยายเกี่ยวกับปราสาท)

3.     a) Clowns entertain the children at a circus. (ตัวตลกให้ความบันเทิงกับเด็กๆที่ละครสัตว์)

       b) He spent an entertaining afternoon listening to the old sailor’s adventures. (เขาใช้เวลาตอนบ่ายที่สนุกเพลิดเพลินด้วยการฟังการผจญภัยของกะลาสีชราคนนั้น)

       c) There isn’t much entertainment for teenagers in this small town. (ไม่มีความบันเทิงมากมายอะไรสำหรับพวกวัยรุ่นในเมืองเล็กๆนี้)

       d) He is a well-known television entertainer. (เขาเป็นผู้ให้ความบันเทิงทางทีวีที่รู้จักกันดี)

       e) They entertain a great deal and especially like to give informal dinner parties. (พวกเขาแสดงความเอื้อเฟื้อ – ต้อนรับแขก - อย่างมากมาย และชอบเป็นพิเศษที่จะจัดงานเลี้ยงแบบไม่เป็นทางการ)

       f) He refused to entertain our suggestion. (เขาปฏิเสธที่จะพิจารณาข้อเสนอของเรา)

4.     a) Lawyers who represent relatives of victims are suing the government for a great deal of money. (ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนญาติของเหยื่อกำลังฟ้องร้องรัฐบาลเพื่อเรียกเงินจำนวนมาก)

        b) Diplomats represent the interests of their nations. (ทูตเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประเทศของตน)

        c) An attorney represents his client in a court of law.(ทนายเป็นตัวแทน – หรือ กระทำในนามของ – ลูกความในศาล)

        d) The Queen cannot attend the funeral but will be represented by the Prime Ministry. (พระราชินีไม่สามารถไปร่วมงานศพได้ แต่จะได้รับการแทนโดยนายก รัฐมนตรี)

        e) Who is your country’s representative at this conference? (ใครเป็นผู้แทนประเทศของคุณในการประชุม)

        f) Students are campaigning for representation. (นักเรียนกำลังรณรงค์สำหรับการเป็นตัวแทน – คือมีตัวแทนไปร่วมในกิจกรรมอะไรสักอย่าง)

        g) This new product represents years of research. (ผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นผลลัพธ์ของการวิจัยเป็นเวลาหลายปี)

        h) The exhibits on our stand represent the range of products made by our company. (สิ่งที่อยู่บนชั้น – แผง – เป็นตัวอย่างหรือชนิดของแถว – ลำดับ – ของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทของเรา)

5.     a) The two firms will combine to form one company. (บริษัททั้งสองจะรวมกัน เพื่อตั้งเป็นบริษัทเดียว)

        b) Mayonnaise combined with tomato sauce makes a sauce for seafood. (มายองเนสที่ถูกผสมกับซ้อสมะเขือเทศทำให้เกิดซ้อสสำหรับอาหารทะเล)

        c) A combination of wit and wisdom makes this an outstanding book. (การผสมกันประกอบกัน – ของสติปัญญาและความฉลาดทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่โดดเด่น)

        d) I’m studying French in combination with German. (ผมกำลังศึกษาภาษาฝรั่งเศสปนกับ พร้อมกับ - ภาษาเยอรมัน)

6.     a) He should attain good results. (เขาควรจะบรรลุได้รับ – ผลดี)

        b) When you attain old age, you’ll appreciate the importance of good health. (เมื่อคุณมาถึงวัยชรา คุณจะเห็นคุณค่าความสำคัญของสุขภาพที่ดี)

        c) Your ambition is an attainable goal. (ความทะเยอทะยานของคุณเป็นเป้า หมายที่สามารถบรรลุได้)

        d) The attainment of power does not necessarily bring happiness. (การก้าวขึ้นสู่อำนาจไม่จำเป็นต้องนำความสุขมาให้)

        e) The attainment of an Academy Award validates a performer’s career. (การได้รับรางวัลอคาเดมี่ทำให้อาชีพของนักแสดงสมบูรณ์)

7.     a) The search for missing victims will continue until  they are found. (การค้นหาผู้เคราะห์ร้ายที่สูญหายจะดำเนินต่อไปจนกระทั่งพบตัว)

        b) The rain may continue for a few days. (ฝนอาจจะตกต่อไปอีกสองสามวัน)

        c) He will continue in his position until he retires. (เขาจะยังคงอยู่ในตำแหน่งจนกระทั่งเกษียณ)

        d) We’ll continue our game after tea. (เราจะเริ่มต้นเล่นเกมต่อ – หลังจากหยุดไป – ภายหลังการดื่มชา)

        e) You can see the continuation of this TV serial next week. (คุณสามารถดูตอนต่อไปของหนังทีวีชุดนี้ในสัปดาห์หน้า)

         f) Life is a continual struggle. (ชีวิตคือการต่อสู้ที่ไม่มีวันหยุด)

        g) He still smoked, despite the continual warnings of his nurse. (เขายังคงสูบบุหรี่ทั้งๆการเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีกของนางพยาบาล)

        h) There is a steady and continuous increase in the military capacity of Russian armed forces. (มีการเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในด้านความสามารถทางทหารของกองทัพรัสเซีย)

         i) If I take a long break, it interferes with the continuity of my work. (ถ้าผมหยุดยาว มันจะเข้าไปยุ่ง – ก้าวก่าย – กับความต่อเนื่อง – ของงานของผม)

8.     a) If at first you don’t succeed, try again. (ถ้าตอนแรกคุณทำไม่สำเร็จ พยายามอีกครั้ง)

        b) She has not been spoilt by success. (เธอไม่ถูกทำให้เสียผู้เสียคนโดยความสำเร็จ – คือไม่ลืมตัว)

        c) The successful applicant starts work next month. (ผู้สมัครที่ประสบความสำเร็จได้งานทำ – เริ่มงานในเดือนหน้า)

        d) Spring succeeds winter. (ฤดูใบไม้ผลิมีลำดับต่อจากฤดูหนาว)

        e) I have been going to a succession of parties. (ผมไปงานเลี้ยงมางานแล้วงานเล่า – คือ ติดต่อกันหลายๆงาน)

        f) Successive governments have tried to end poverty. (รัฐบาลต่อเนื่องกันมาหลายรัฐบาล – พยายามจะยุติความยากจน – ของประชาชน)

        g) The coach was sacked after the team suffered four defeats in succession. (ผู้ฝึกซ้อมถูกไล่ออกหลังจากทีมได้รับความพ่ายแพ้ ๔ ครั้งติดต่อกัน)

        h) The king’s eldest son will be his successor. (โอรสองค์โตของกษัตริย์จะเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป – คือ ครองราชย์แทน)

9.     a) Each child wants his own, separate room. (เด็กแต่ละคนต้องการห้องแยก ส่วนตัว – ของตัวเอง)

        b) Deal separately with each problem.  (จัดการแต่ละปัญหาแบบแยกกันออกไป – คือแก้ทีละปัญหา อย่าเอามารวมกัน)

        c) Can you separate heredity from environment in shaping a personality? (คุณสามารถแยกกรรมพันธุ์จากสิ่งแวดล้อมในการหล่อหลอมบุคลิกภาพ – ของคนเรา – ได้หรือ – คือจริงๆแล้ว ๒ ประเด็นนี้มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพคนเรา)

        d) Partitions divide the hall into separate classrooms. (ผนังกั้น – หรือฉากกั้น – แบ่งห้องโถงออกเป็นห้องเรียนหลายๆห้องที่แยกจากกัน)

        e) Her parents separated when she was young, so she hardly saw her father. (พ่อแม่ของเธอหย่าร้างตอนเธอเด็ก ดังนั้น เธอแทบไม่ได้เจอพ่อเลย)

        f) This part is separable from the rest of the unit. (ส่วนนี้ – บริเวณนี้ – สามารถแยกได้จากส่วนที่เหลือของอาคาร)

        g) The theater was very crowded, so we had to sit separately. (โรงหนังแน่นมาก ดังนั้น เราจำเป็นต้องนั่งแยกกัน)

        h) The minority demands separation from the country. (ชนกลุ่มน้อย เรียกร้องการแยกตัวออกจากประเทศ)

10.   a) The rioters will disperse once the police arrive. (ผู้ก่อจลาจลจะสลายตัว แยกย้ายกันไป – เมื่อตำรวจมาถึง)

        b) After the concert, the audience dispersed home. (หลังจากคอนเสิร์ต ผู้ฟังแยกย้ายกันกลับบ้าน)

        c) The dispersal of the crowd was achieved peacefully. (การสลายฝูงชนทำได้สำเร็จโดยสันติ)

11.   a) The teacher was impressed by the range of the boy’s interests. (ครูประทับใจในขอบเขตระดับ – ความสนใจของเด็ก – คือสนใจมากจนนึกไม่ถึง)

        b) The Himalayas are the world’s highest mountain range. (หิมาลัยเป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดของโลก)

        c) The school offers a wide range of subjects and activities. (โรงเรียนเปิดสอนขอบเขตของวิชาและกิจกรรมที่กว้างขวาง)

        d) The aircraft came within my range of vision. (เครื่องบินเข้ามาอยู่ในระยะสายตาของผม)

        e) The rainfall ranges from 40 mm to 100 mm a year. (ปริมาณฝนตกมีลำดับ – หรือระยะ - ตั้งแต่ ๔๐ มม. ถึง ๑๐๐ มม.)

12.   a) Dirt can infect an open wound. (สิ่งสกปรกสามารถทำให้แผลที่เปิดติดเชื้อได้)

        b) His finger is swollen and inflamed because of an infection. (นิ้วมือของเขาบวมและไหม้เนื่องมาจากการติดเชื้อ)

        c) Influenza and measles are examples of infectious diseases. (โรคไข้หวัดใหญ่และอีสุกอีใสเป็นตัวอย่างของโรคที่ติดต่อได้ระบาดไปสู่ผู้อื่นได้)

        d) He has infected your mind with his prejudices. (เขาแพร่ไปสู่ใจของคุณด้วยความมีอคติของเขา – คุณเลยพลอยมีอคติไปด้วย)

        e) His infectious laughter soon had everybody else chuckling. (เสียงหัวเราะที่แพร่ไปสู่ผู้อื่นของเขา ในไม่ช้าทำให้ทุกคนหัวเราะ – เบาๆ – ไปด้วย)

พารากราฟเกี่ยวกับ Movies

               The popularity of the movies began early in the 20th century and continues today.  People of all ages find movies entertaining.  Movies are a worldwide phenomenon, as the internationalism of movie distribution has helped to disperse ideas around the globe.  One movie can quickly influence other movies.  But why are movies so popular?

คำแปล        ความเป็นที่นิยม (popularity) ของภาพยนตร์เริ่มต้นในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ และดำเนินต่อมา (continues)จนถึงปัจจุบัน ผู้คนทุกวัยพบว่าภาพยนตร์น่าเพลิดเพลินสนุกสนาน(entertaining) ภาพยนตร์เป็นปรากฏการณ์ (phenomenon) ทั่วโลก ในขณะที่ความเป็นสากล (internationalism) ของการกระจาย (distribution) ของภาพยนตร์ช่วยให้ความคิดแพร่ (disperse) ไปทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งสามารถมีอิทธิพลต่อ (influence) ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆอย่างรวดเร็ว แต่ทำไมภาพยนตร์จึงเป็นที่นิยมกันอย่างมากล่ะ

 

               Movies are a kind of storytelling.  They try to describe an idea or record an observation about our culture.  These descriptions are recorded using moving visual images.  Some movies portray the situation accurately and realistically, whereas other movies find visual symbols to represent those situations.

คำแปล       ภาพยนตร์อยู่ในประเภทของการเล่าเรื่อง (นิทาน)  มันพยายามที่จะพรรณนา(describe) ความคิดหรือบันทึกการสังเกตเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเรา การพรรณนา (descriptions) เหล่านี้ถูกบันทึกโดยการใช้ภาพทางสายตาที่เคลื่อนไหวได้ ภาพยนตร์บางเรื่องแสดง (portray) สถานการณ์อย่างถูกต้องและสมจริงสมจัง ในทางตรงกันข้าม (whereas) ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆพบว่าสัญลักษณ์ทางสายตาเป็นสิ่งที่แสดง (represent) สถานการณ์เหล่านั้น

 

               On the most simple level, movies are a succession of moving images.  These successive images are captured on film.  Directors film a wide range of shots – long, medium, and close up – to create a visual composition.  The visual images, along with plot, characterization, and sound, produce the desired narrative.  The shots are joined together in any number of combinations in a process called editing.

คำแปล       ในระดับที่ง่ายที่สุด ภาพยนตร์คือการเรียงลำดับต่อๆกันไป (succession) ของภาพ (images) ที่เคลื่อนไหว ภาพที่เรียงต่อกัน (successive) เหล่านี้ถูกจับ (captured) ไว้ ในฟิล์ม ผู้กำกับถ่ายภาพยนตร์ (film) หลายชอร์ต ในระยะ (range) ต่างๆกัน – ทั้งยาว, ปานกลาง และใกล้ – เพื่อสร้างองค์ประกอบทางสายตา ภาพทางสายตา (visual images) พร้อมทั้งพล็อตของเรื่อง การกำหนดตัวผู้แสดง (characterization) และเสียง จะสร้างการเล่าเรื่อง(หรือการบรรยายเรื่อง) (narrative) ที่พึงปรารถนา (desired) การถ่ายทำหลายๆครั้ง (shots) จะถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันในแบบการผสมรวมกันหลายๆครั้ง (combinations) ในขบวนการที่เรียกว่าการตัดต่อภาพยนตร์ (editing)

 

                Making a film is massive, complex, and expensive task that combines art and business.  Making a movie involves the talents of hundreds, and sometimes thousands, of artists, producers, and business people.  It can take months, even years, for a film to be released into a movie theater.

คำแปล       การทำหนังเป็นงาน (task) ที่มโหฬาร (massive) สลับซับซ้อน (complex) และแพง ซึ่งรวม ศิลปะและธุรกิจเข้าด้วยกัน (combines) การทำหนังเกี่ยวพันกับสติปัญญา (talents) ของศิลปิน ผู้สร้าง และคนทำธุรกิจหลายร้อย และบางทีก็หลายพันคนทีเดียว มันสามารถใช้เวลาหลายเดือน แม้กระทั่งหลายปี สำหรับหนังที่จะถูกปล่อยออกมา (released) สู่โรงภาพยนตร์    

 

               Like a novel, a movie is not just a story, but a story told a certain way.  A film director may want to make a movie that tells a meaningful story or one that is primarily entertaining, and will use different filming techniques to attain that goal.  It is impossible to separate what is told in a movie from how it is told.  A director’s artistic vision can range from improvised to carefully controlled.  Think about the complexity of a movie the next time you see one.

คำแปล      เช่นเดียวกับนิยาย หนังมิได้เป็นแต่เพียงเรื่องเล่าเท่านั้น แต่เป็นเรื่องเล่าที่บอกวิธีการบางอย่าง ผู้อำนวยการหนังอาจต้องการสร้างหนังซึ่งเล่าเรื่องราวที่มีความหมาย (meaningful) หรือเรื่องซึ่งมีความบันเทิงสนุกสนาน (entertaining) เป็นเบื้องต้น (primarily) และจะใช้เทคนิคการถ่ายหนัง (filming) ต่างๆเพื่อบรรลุ (attain) เป้าหมาย (goal) นั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะแยก (separate) สิ่งที่ถูกบอกเล่าในหนังออกจากวิธีการที่มันถูกเล่า วิสัยทัศน์ (vision) ทางศิลปะของผู้อำนวยการสร้างสามารถเรียงลำดับ (range) จาก (วิสัยทัศน์) ที่ไม่ได้มีการตระเตรียมมาก่อน (improvised) จนถึงการควบคุมอย่างระมัดระวัง จงนึกถึง (think about) ความซับซ้อน (complexity) ของภาพยนตร์ในครั้งต่อไปเมี่อคุณดูมัน 

 

พารากราฟอ่านเพิ่มเติม

Ancient Men

               The first human beings probably lived about 2.5 million years ago.  But man did not begin to record history until he had invented writing – only about 5,000 years ago.  The period before man began to write is called prehistory, and the term prehistoric man refers to people who lived during that period.

               Prehistoric man took the first steps in building civilization.  The earliest people were all hunters.  In time, many hunters learned to plant crops and raise animals for food, and they became farmers.  Prehistoric man invented

simple tools, and he discovered how to make fire.  He painted the first pictures and shaped the first pottery.  And he built and governed the first cities.

               Because early man kept no written records, scientists search for bones, tools, and other prehistoric remains.  They study these objects to learn what early man looked like, how he lived, and how he developed into modern man.  Most of the tools that have been found and studied are made of stone.  As a consequence, the entire period during which early man lived has been called the Stone Age.

คำแปล     มนุษย์รุ่นแรกอาจมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ ๒.๕ ล้านปีมาแล้ว แต่ว่ามนุษย์มิได้เริ่มบันทึก (record) ประวัติศาสตร์จนกระทั่งเขาได้ประดิษฐ์คิดค้น (invented) ตัวหนังสือหรือวิธีเขียน (writing) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมานี้เอง ช่วงเวลาก่อนที่มนุษย์เริ่มขีดเขียนถูกเรียกว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ (prehistory) และคำว่า (term) มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์หมายถึง (refer) คนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้น

                  มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดำเนินการขั้นแรก (took the first steps) ในการสร้างอารยธรรม (civilization) ผู้คนในยุคแรกสุดล้วนเป็นนักล่าสัตว์ทั้งหมด ในเวลาต่อมา (in time) นักล่าจำนวนมากเรียนรู้วิธีการปลูกพืชและเลี้ยง (raise) สัตว์เพื่อเป็นอาหาร และพวกเขาก็กลายเป็นชาวนา มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ประดิษฐ์เครื่องมือ (tools) ง่ายๆและค้นพบ (discovered)  วิธีการสร้าง (ก่อ) ไฟ พวกเขาระบายสีรูปภาพแรกๆและสร้างรูปร่าง (shaped) เครื่องปั้นดินเผา (pottery) อันแรก และพวกเขาสร้างและปกครอง (governed) เมืองแรกๆ

                  เพราะว่ามนุษย์ยุคแรกมิได้เก็บรักษาบันทึก (records) ที่เป็นลายลักษณ์อักษร นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นหากระดูก เครื่องมือ และซากที่เหลืออยู่ (remains) ในยุคก่อนประวัติศาสตร์อื่นๆ นักวิทยาศาสตร์ศึกษาวัตถุ (objects) เหล่านี้เพื่อเรียนรู้ว่ามนุษย์ในยุคแรกมีรูปร่างลักษณะ (looked like) อย่างไร มีชีวิตอย่างไร และพวกเขาพัฒนาเป็นมนุษย์สมัยใหม่อย่างไร เครื่องมือส่วนมากซึ่งถูกค้นพบและศึกษาถูกสร้างด้วยหิน ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ (as a consequence) ช่วงเวลาทั้งหมด (entire) ระหว่างมนุษย์ยุคแรกมีชีวิตอยู่ถูกเรียกว่ายุคหิน

          

          

หมวดคำศัพท์ TOEIC (ตอนที่ 3)

          

          

Airlines (สายการบิน)

พารากราฟเกี่ยวกับสายการบิน

          If you travel, you most likely will have to deal with flying.  Flying is the quickest, most convenient means of travel between countries, and often between different parts of one country.  Flying is expensive, but when all costs are taken into account for traveling any substantial distance, air travel is usually less expensive than driving by car.  It is also the most economical way to go in terms of time.  You’ll miss the scenery en route, but you’ll have more time at your vacation destination with air travel.

          Airlines sell seats at a variety of prices under a system of requirements and restrictionsFull-fare tickets are the most expensive, but give you the most flexibility in terms of making changes.  A prospective traveler can buy a ticket up to takeoff time as long as a seat is available

          Fares change rapidly, and even travel experts find it difficult to keep up.  The changing situation is due to many factors, including increased competition.  As a general rule, the less you pay for the ticket, the more restrictions you can expect.  If you are trying to save money, look for excursion fares.  These are equivalent to a special sale.  Most excursion fares are for round-trip travel and have strict regulations and a minimum and maximum length of stay, so don’t count on extending your vacation or staying less time than required.  However, once you are on the plane, you are not distinguishable from passengers who paid higher fares.

คำแปล

          ถ้าคุณเดินทาง คุณมีแนวโน้ม (likely) จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับ (deal with) การบินมากที่สุด การบินเป็นวิธี (means) ที่เร็วที่สุดและสะดวก (convenient) ที่สุดของการเดินทางระหว่างประเทศ และระหว่างส่วนต่างๆของประเทศหนึ่งๆด้วย การบินมีราคาแพง แต่เมื่อค่าใช้จ่ายทั้งหมดถูกนำมาพิจารณา (are taken into account) สำหรับการเดินทางเป็นระยะทางมากๆ (ไกลๆ) (substantial distance) แล้ว การเดินทางๆอากาศมักจะแพงน้อยกว่าการขับรถยนต์ และมันยังเป็นวิธีที่ประหยัด (economical) ที่สุดในการเดินทางในแง่ของ (in terms of ) เวลา คุณจะพลาดจาก (ไม่ได้ดู) (miss) ทิวทัศน์ (ภูมิประเทศ) (scenery) ระหว่างทาง (en route) (ถ้าเดินทางโดยเครื่องบิน) แต่ว่าคุณจะมีเวลามากขึ้นที่จุดหมายปลายทาง (destination) ของการเดินทางวันหยุดพักผ่อน (vacation) กับการเดินทางๆอากาศ

          สายการบินขายที่นั่ง (บนเครื่องบิน) ในราคาที่มีความหลากหลาย (variety) ภายใต้ระบบของข้อกำหนด (requirements) และข้อห้าม (restrictions) ตั๋วโดยสารเต็มราคา (full-fare tickets) จะมีราคาแพงที่สุด แต่ก็ให้ความยืดหยุ่น (flexibility) กับคุณมากที่สุดในแง่ของการเปลี่ยนแปลง (ตั๋ว) นักเดินทางที่คาดว่าจะทำการเดินทาง (prospective traveler) สามารถซื้อตั๋วได้จนกระทั่งถึงเวลาเครื่องออก (takeoff time) ตราบใดที่ที่นั่งบนเครื่องบินยังสามารถหาได้ (available)

          ค่าโดยสาร (fares) เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และแม้กระทั่งผู้เชี่ยวชาญการเดินทาง (travel experts) พบว่าเป็นเรื่องยากที่จะตามทัน (keep up)  (กับค่าโดยสารที่เปลี่ยนไป) สถานการณ์ (situation) ที่เปลี่ยนแปลงสืบเนื่องมาจาก (due to) หลายปัจจัย (factors) รวมทั้งการแข่งขัน (competition) ที่เพิ่มขึ้น มีกฎทั่วไปอยู่ว่า (as a general rule) ยิ่งคุณจ่ายค่าตั๋วน้อยเท่าใด คุณก็สามารถคาดหวัง (จะเจอ) ข้อห้าม-ข้อจำกัด มากขึ้นเท่านั้น และถ้าคุณกำลังพยายามประหยัดเงินละก็ ให้มองหาค่าโดยสารการเดินทางท่องเที่ยวที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ (เช่นในโอกาสต่างๆ) (excursion) สิ่งเหล่านี้เทียบเท่ากันกับ (equivalent) การขายพิเศษ ค่าโดยสารการท่องเที่ยวพิเศษส่วนมากมักสำหรับการเดินทางไป-กลับ (round-trip travel) และมีกฎข้อบังคับที่เข้มงวด (strict regulations) และความยาว (length) ต่ำสุด-สูงสุดของการพัก (ณ ที่ใดที่หนึ่ง) ดังนั้น จงอย่าหวังพึ่งพา (count on) การขยายเวลา (extending) การเดินทางวันหยุดของคุณ หรือพักอยู่โดยใช้เวลาสั้นลงกว่าที่ (ตั๋ว) กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณอยู่บนเครื่องบินแล้ว คุณก็ไม่สามารถ (ถูก) แยกความแตกต่างได้ (distinguishable) จากผู้โดยสารที่จ่ายค่าโดยสารมากกว่าคุณ (คือทุกคนเท่ากันหมด)

 

General Travel (การเดินทางทั่วไป)

พารากราฟเกี่ยวกับการเดินทางทั่วไป

          When Mary is planning a business trip, she prefers to act as her own travel agent.  If she is traveling to another country, first she checks her passport to make sure it is still valid.  Then she goes online and checks several travel websites to find out about airline flights and hotels.  She likes to plan her own itinerary, to choose when she will arrive at each place, how she will get there, and which hotels she will stay at.  On the day her trip begins, she looks at the airline’s website to make sure that her flight is on time and not delayed.

          At the airport, Mary checks her suitcases at the check-in counter since she is prohibited from taking more than one piece of carry-on luggage with her onto the plane.  At the same time, she receives her embarkation card.

          She will present this at the gate when it is time to board her flight.  She is told to be at the gate15 minutes before the flight is to depart.  During the flight, the attendant may offer her a beverage, and a snack or meal.  The captain will make announcements during the flight to let the passengers know at which altitude they are flying, and when they may expect to arrive at their destination.

          Once the flight has landed, Mary disembarks and must go through customs after she claims her baggage.  After this, she will take a cab to the hotel where she is staying, so she can rest and prepare for her meeting the next day.  She will also reconfirm her return flight a day or two before she leaves to return home.

คำแปล

          เมื่อแมรี่กำลังวางแผนการเดินทางเพื่อธุรกิจ (business trip) เธอชอบ(มากกว่า) (prefer) ที่จะทำตัวในฐานะ (act as) ตัวแทนท่องเที่ยว (travel agent) ของตนเอง และถ้าเธอกำลังเดินทางไปอีกประเทศหนึ่ง ประการแรก เธอจะตรวจสอบพาสปอร์ตเพื่อทำให้มั่นใจ (make sure) ว่ามันยังคงใช้การได้-ไม่หมดอายุ (valid) ต่อจากนั้น เธอก็จะดำเนินการออนไลน์ (goes online) และตรวจสอบเว็บไซต์ท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อค้นหา (find out) เกี่ยวกับเที่ยวบิน (flight) ของสายการบินและโรงแรม และเธอยังชอบที่จะวางแผนหมายกำหนดการเดินทาง (itinerary) เพื่อจะเลือกว่าเธอจะไปถึงแต่ละที่เมื่อใด จะไปถึงที่นั่นอย่างไร และเธอจะพักที่โรงแรมใด สำหรับในวันที่การเดินทางของเธอเริ่มต้น เธอจะดูเว็บไซต์ของสายการบินเพื่อให้มั่นใจว่าเที่ยวบินของเธอตรงเวลา (on time) และไม่ (ถูกทำให้) ล่าช้า (delayed)

          ที่สนามบิน แมรี่ตรวจสอบกระเป๋าเดินทาง (suitcases) ของเธอที่เคาน์เตอร์เช็คอินเนื่องจากเธอถูกห้าม (is prohibited) มิให้นำสัมภาระที่ถือติดตัวขึ้นเครื่อง (carry-on luggage) มากกว่า ๑ ชิ้น ขึ้นไปบนเครื่องบิน ในเวลาเดียวกัน เธอก็ได้รับบัตรผ่านขึ้นเครื่อง (embarkation card) (= boarding pass)

          เธอจะแสดง (present) สิ่งนี้ (บัตรผ่านฯ) ที่เกต – ประตูผ่านไปขึ้นเครื่อง – เมื่อถึงเวลาขึ้นเครื่อง (time to board her flight) เธอถูกบอกให้ไปที่เกต ๑๕ นาทีก่อนที่เครื่องบิน (flight) ของเธอจะออกเดินทาง (depart) และในระหว่างการบิน พนักงานบริการ (attendant) อาจจะเสิร์ฟเครื่องดื่ม (beverage) และอาหารว่าง (snack) หรืออาหาร กัปตันจะทำการประกาศ (announcements) ระหว่างการบินเพื่อให้ผู้โดยสารทราบว่ากำลังบินอยู่ที่ความสูง (altitude) เท่าใด และเมื่อใดที่ผู้โดยสารอาจจะคาดหวังเดินทางถึงจุดหมายปลายทาง

          เมื่อเครื่องบินลงจอด (landed) แล้ว แมรี่ลงจากเครื่อง (disembarks) และจะต้องผ่านพิธีการศุลกากร (go through customs) ภายหลังจากที่เธอเรียกคืน (claims) กระเป๋าเดินทาง (baggage) หลังจากนี้ เธอจะนั่งรถแท็กซี่ (cab) ไปยังโรงแรมที่เธอพัก เพื่อที่เธอจะได้พักผ่อนและเตรียมตัวสำหรับการประชุมในวันถัดไป เธอจะยืนยันซ้ำ (reconfirm) เที่ยวบินขากลับ (return flight) ๑ วันหรือ ๒ วัน ก่อนที่เธอจะออกเดินทางกลับบ้าน

 

Trains (รถไฟ)

Fare (n) – ค่าโดยสาร

Duration (n) – ระยะเวลา, ช่วงเวลา

Operate (v) – ดำเนินการ, คุมเครื่องจักร, ทำหน้าที่, ปฏิบัติ

Operation (n) – การปฏิบัติการ, การทำหน้าที่

Remote (a) – อยู่ห่างไกล (ผู้คน-บ้านเรือน), โดดเดี่ยว, (เวลา) ห่างไกลออกไป (ในอดีต), (ญาติ)ห่างๆ, เล็กน้อย, เบาบาง, เย็นชา-ไม่เป็นมิตร

Remainder (n) – ส่วนที่เหลือ, จำนวนที่เหลือ, เศษที่เหลือ, เศษ, ซาก, ของตกค้าง

Relative (a – n) – เกี่ยวข้อง, สัมพันธ์, ญาติพี่น้อง

Relatively (adv) – ค่อนข้างจะ

Entitle (v) – ให้สิทธิ, ให้ตำแหน่ง, ทำให้มีคุณสมบัติครบ, ตั้งชื่อว่า

Offset (v – n) – ชดเชย, หักล้าง, การชดเชย, การหักล้าง, สิ่งชดเชย

Deluxe (ดิ-ลุคซ) (a) – หรูหรา, หรูหราอย่างน่าสังเกต

Comprehensive (a) – ที่กินวงกว้าง, ครอบคลุมไปทั่ว

Punctual (พั้ง-ช่วล) (a) – ตรงเวลา

Punctuality (n) – การตรงต่อเวลา

Directory (n) – หนังสือรวบรวมรายชื่อบุคคลหรือข้อมูล

Incentive (n - a) – แรงจูงใจ, สิ่งดลใจ, ซึ่งกระตุ้น, ซึ่งดลใจ

Farewell (n) – การกล่าวคำอำลา, การอำลา

Remain (v) – ยังคง, ยังอยู่. ค้าง, พักอยู่

Remains (n) – เศษอาหาร, เศษ, ซากศพ, ซากสัตว์หรือพืช

Impassable (a) – ไม่สามารถผ่านไปได้

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยค

     1.  a) Pay your fare to the bus driver when you board the bus. (จ่ายค่าโดยสารกับพนักงานขับรถเมื่อคุณขึ้นรถประจำทาง)

          b) Adults pay full fare, children pay half fare. (ผู้ใหญ่จ่ายค่าโดยสารเต็มราคา  เด็กจ่ายครึ่งราคา)

     2.  a) Farewell, until we meet again! (ลาก่อนนะ จนกว่าเราจะพบกันอีก)

          b) She said a sad farewell and left. (เธอกล่าวอำลาแบบเศร้าและจากไป)

          c) I’m giving a farewell party before I go overseas. (ผมกำลังจะจัดงานเลี้ยงอำลาก่อนไปต่างประเทศ)

     3.  a) The train operates on a punctual schedule. (รถไฟดำเนินกิจการ – ให้บริการ – ตามตารางเวลาที่เที่ยงตรง)

          b) The train only operates in this area at the height of the tourist season. (รถไฟให้บริการในพื้นที่นี้เฉพาะช่วงเวลาท่องเที่ยวที่เป็นไฮซีซั่นเท่านั้น)

          c) Can you operate the machinery? (คุณเดิน – ควบคุม – เครื่องจักรเป็นหรือเปล่า)

          d) I understand the operation of a car engine. (ผมเข้าใจการทำงานของเครื่องยนต็รถยนต์)

          e) He is a computer operator. (เขาเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านคอมพิวเตอร์)

     4.  a) Mother lent me her spare jacket for the duration of the trip. (แม่ให้ผมยืมเสื้อแจ๊กเก็ตสำรองของเธอสำหรับช่วงเวลาการเดินทาง)

          b) We enjoyed ourselves so much for the duration of the train ride. (เราสนุกมากสำหรับช่วงเวลาของการนั่งรถไฟ)

     5.  a) They live on a farm remote from any town or village. (พวกเขาอาศัยอยู่ในไร่ ห่างไกลจากเมืองหรือหมู่บ้านใดๆ)

          b) The remoteness of the village means they don’t have yet electricity. (ความห่างไกลของหมู่บ้านหมายความว่าพวกเขายังไม่มีไฟฟ้าใช้)

          c) In the remote past, dinosaurs roamed the Earth. (ในอดีตอันห่างไกล ไดโนเสาร์ท่องเที่ยวไปบนโลก)

          d) She is a remote cousin of mine. (เธอเป็นญาติห่างๆของผม)

          e) He is so far behind that his chances of winning now are remote. (เขา – นักวิ่ง – อยู่รั้งท้ายอย่างมากจนกระทั่งโอกาสที่จะชนะมีเพียงเล็กน้อย)

          f) Her remote manner makes people rather nervous. (ท่าทางเย็นชา-ไม่เป็นมิตรของเธอทำให้ผู้คนค่อนข้างวิตกกังวล)

      6.  a) The town has train service in the summer, but for the remainder of the year the tracks are impassable. (เมืองนี้มีบริการรถไฟในหน้าร้อน แต่สำหรับช่วงเวลาที่เหลือของปี ทางรถไฟไม่สามารถผ่านได้ – เนื่องจากมีหิมะตก)

          b) Divide five into twelve and the answer is two, remainder two. (เอา ๕ ไปหาร ๑๒ จะได้คำตอบ ๒ เหลือเศษ ๒)

          c) What shall we do with the remainder of the day? (เราจะทำอะไรกันดีกับช่วงเวลาที่เหลือของวัน)

           d) I ate part of the apple and my friend ate the remainder. (ผมกินแอปเปิ้ลไปส่วนหนึ่ง และเพื่อนของผมกินส่วนที่เหลือ)

          e) If you take 4 oranges from 6 oranges, the remainder is 2. (ถ้าคุณเอาส้ม ๔ ผลไปจาก ๖ ผล ส่วนที่เหลือคือ ๒ ผล)

     7.  a) It is safer for all passengers to remain in their seats until the train comes to a complete stop. (มันจะปลอดภัยกว่ากันสำหรับผู้โดยสารทั้งหมดที่จะยังคงอยู่ในที่นั่ง จนกระทั่งรถไฟจอดสนิท)

          b) He has gone away, but I will remain here. (เขาไปแล้ว แต่ผมจะยังคงพักอยู่ที่นี่)

          c) Not much of the house remained after the tornado. (บ้านหลังนั้นเหลืออยู่ไม่มากหลังจากพายุทอร์นาโด – คือส่วนใหญ่ของบ้านถูกทำลายไป)

          d) If you subtract four from eight, four remains. (ถ้าคุณหัก ๔ ออกจาก ๘ จะยังเหลือ ๔)

          e) The remains of an unfinished meal were still on the table. (เศษที่เหลือของมื้ออาหารที่ยังกินไม่เสร็จยังคงอยู่บนโต๊ะ)

          f) The contractors had to stop excavating once human remains had been uncovered at the site. (ผู้รับเหมาจำเป็นต้องยุติการขุดค้นเมื่อซากศพมนุษย์ได้ถูกเปิดเผยออกมาที่สถานที่แห่งนั้น)                  

      8.  a) The train station is not near any of the deluxe hotels, so we will have to take a taxi. (สถานีรถไฟมิได้อยู่ใกล้โรงแรมหรูใดๆหรอก ดังนั้น เราจำเป็นต้องไปรถแท็กซี่ – คือ สถานีๆมักอยู่นอกเมือง ดังนั้น จากโรงแรมที่พัก จะต้องไปรถแท็กซี่)

           b) Her parents decided to spend wastefully on deluxe accommodations for their trip. (พ่อแม่เธอตัดสินใจใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยกับที่พักหรูหราสำหรับการเดินทางของพวกเขา)

      9.  a) During the holiday rush, a train ticket entitled the passenger to a ride, but not necessarily a seat. (ระหว่างการแห่เดินทางวันหยุด ตั๋วรถไฟให้สิทธิผู้โดยสารนั่งรถไฟก็จริง แต่ไม่จำเป็นว่าจะได้ที่นั่งด้วย – เพราะคนแน่นมาก)

           b) The job will entitle you to an annual bonus. (งานนี้จะให้คุณได้สิทธิรับโบนัสประจำปี)

           c) I’ve worked hard – I’m entitled to a break. (ผมทำงานหนักนะ ผมมีสิทธิที่จะพัก)

           d) She reads a story entitled “The Eagle”. (เธออ่านนิยายมีชื่อว่า “นกอินทรีย์”)

    10.  a) The high cost of the hotel room offset the savings we made by taking the train instead of the plane. (ค่าใช้จ่ายที่แพงของโรงแรมหักล้างเงินออมที่เราเก็บโดยวิธีนั่งรถไฟแทนเครื่องบิน – คือประหยัดโดยนั่งรถไฟ แต่เงินก็หมดไปกับค่าโรงแรมที่แพง)

    11.  a) The bonus is an incentive to boost productivity. (โบนัสเป็นสิ่งจูงใจในการเพิ่มความสามารถในการผลิต)

           b) The company introduced a profit-sharing incentive scheme. (บริษัทได้นำโครงการแรงจูงใจแบบแบ่งปันผลกำไรมาใช้ – เพื่อให้คนงานขยันทำงาน)

 

การใช้คำศัพท์ในพารากราฟ

               Trains are among the best ways to see a lot of a country in a relatively short amount of time.  In addition to the consideration of time, traveling by train allows you to really see the country you are passing through.  You need only get to the station on time; after that, you can relax and watch from the window.

               Most trains are on time and run on a punctual scheduleRoutes, schedules, and fares are listed in a timetable available at a train station, in many travel directories, or posted on the Internet.  Directories that are comprehensive list all the trains, the cities they serve, the stations they depart from, and the class of services available.  A few remote travel destinations are accessible only during the peak tourist season; the train does not operate there the remainder of the year.

               The fare is based on how far you travel and the quality of your accommodations.  The basic fare buys you a seat for the duration of the trip.  To be more precise, an unreserved seat guarantees a passenger transportation only; seats are located on a first-come, first-served basis.  On busy holidays, it is possible that you could stand for at least some of your trip.  For long trips, you will want to reserve a seat.

               If you are traveling overnight, the cost of your room accommodation will depend on how deluxe your room is.  Although taking the train is less expensive than flying, the savings may be offset by the cost of booking a sleeping room.

               Travelers coming to the United States can take advantage of special rates not available in the United States.  These passes entitle the bearer to unlimited coach travel on trains for a fixed period of days, usually a month.

คำแปล

               รถไฟอยู่ในบรรดาวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้เห็นอะไรมากมายของประเทศหนึ่งในระยะเวลาที่ค่อนข้าง (relatively) สั้น นอกจากการพิจารณา (consideration) เรื่องเวลาแล้ว การเดินทางโดยรถไฟทำให้คุณสามารถ (allows) เห็นประเทศหรือท้องถิ่นชนบท (the country) ที่คุณกำลัง (เดินทาง) ผ่านไป คุณเพียงแต่ต้องไปที่สถานีให้ตรงเวลา และหลังจากนั้น คุณก็สามารถผ่อนคลายและดู (วิว) จากหน้าต่าง (รถไฟ)

               รถไฟส่วนมากตรงเวลา (on time) และวิ่งตามตารางเวลา (schedule) ที่ตรงต่อเวลา (punctual) เส้นทาง (routes) ตารางเวลา และค่าโดยสาร จะถูกลิสท์ไว้ในตารางเวลาที่สามารถหาได้ (available) ที่สถานีรถไฟ ในหนังสือรวบรวมข้อมูลท่องเที่ยว (travel directories) ที่มีอยู่มากมาย หรือที่โพสท์ลงในอินเตอร์เน็ท หนังสือรวบรวมข้อมูลซึ่งครอบคลุมเนื้อหากว้างขวาง (comprehensive) จะลิสท์ขบวนรถไฟทั้งหมด เมืองที่รถไฟให้บริการ สถานีที่รถไฟออกเดินทาง และชั้นของบริการที่สามารถหาได้ (ชั้น ๑, ๒ หรือ ๓) จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่อยู่ห่างไกล (remote travel destinations) ไม่กี่แห่งสามารถเข้าถึงได้ (accessible) เฉพาะระหว่างเวลาที่เป็นฤดูท่องเที่ยว (tourist season) ที่มีคนมามากสุด (peak) และรถไฟจะไม่ให้บริการ (operate) ที่นั่นในช่วงเวลาที่เหลือของปี (เพราะอาจไม่คุ้มค่า)

               ค่าโดยสารมีพื้นฐานอยู่ที่ว่าคุณเดินทางไกลเท่าใดและคุณภาพของสิ่งอำนวยความสะ ดวกของคุณ (หรือที่พัก) (accommodations) ค่าโดยสารพื้นฐานซื้อที่นั่งให้คุณสำหรับช่วงเวลา (duration) ของการเดินทาง (พูด) ให้ตรง (precise) มากยิ่งขึ้น ที่นั่งที่ไม่ได้จอง (unreserved seat) ให้หลักประกันเฉพาะการขนส่งผู้โดยสาร (passenger transportation) เท่านั้น ที่นั่งจะถูกจัดไว้ (located)  บนพื้นฐานมาก่อน-ได้รับบริการก่อน (first-come, first-served basis) ในวันหยุดที่มีนักท่องเที่ยวมาก (busy holidays) เป็นไปได้ว่าคุณสามารถยืน (บนรถไฟ) อย่างน้อยก็บางช่วงของการเดินทาง แต่สำหรับการเดินทางไกลๆ คุณจะต้องจองที่นั่ง (เพราะยืนไม่ไหว)

               ถ้าคุณกำลังเดินทางข้ามคืน(ค้างคืน) (overnight) ราคาของสิ่งอำนวยความสะดวกพวกห้องพัก (room accommodation) จะขึ้นอยู่กับว่าห้องของคุณหรูหรา (deluxe) อย่างไร แม้ว่าการโดยสารรถไฟแพงน้อยกว่าการนั่งเครื่องบิน เงินที่ออมได้ (savings) อาจจะถูกหักล้าง (offset) โดยราคาของการจองห้องนอน (บนรถไฟ) (คือประหยัดโดยนั่งรถไฟ แต่สิ้นเปลืองกับค่าใช้จ่ายจากรถนอน)

               นักเดินทางที่มาอเมริกาสามารถหาความได้เปรียบจาก (take advantage of) อัตรา (ค่าโดยสาร) (rates) พิเศษที่ไม่สามารถหาได้ในอเมริกา (คือให้ตั๋วพิเศษกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ไม่ให้กับคนอเมริกัน) บัตรผ่าน (ตั๋ว) (passes) เหล่านี้ให้สิทธิ (entitle) ผู้ถือบัตร (bearer) ในการเดินทางโดยรถไฟโดยสารชั้นถูกที่สุดแบบไม่จำกัด (unlimited coach travel) (เดินทางมากเท่าใดก็ได้ตลอดช่วงเวลาที่ระบุไว้ในตั๋ว) บนรถไฟสำหรับช่วงเวลาของวันที่ระบุไว้ (fixed) ซึ่งมักจะเป็น ๑ เดือน

          

          

หมวดคำศัพท์ TOEIC (ตอนที่ 2)

 

Restaurants  and Events (ภัตตาคารและงานพิธี)

Selecting a Restaurant (การเลือกภัตตาคาร)

Majority (มะ-จ๊อ-ริ-ที่) (n) – ส่วนใหญ่, ส่วน มาก, ขนาด-ความสำคัญ หรือจำนวนที่มากกว่า, คะแนนเสียงข้างมาก, วัยบรรลุนิติภาวะ

Suggestion (ซัก-เจสท-ชั่น) (n) – คำแนะนำ, ข้อเสนอ, การเสนอแนะ-ชักชวน

Major (เม้-เจอะ) (a - v) – สำคัญ, ใหญ่, ร้ายแรง หรืออันตราย, บรรลุนิติภาวะ,  เกี่ยวกับวิชาเอก, เรียนเป็นวิชาเอก ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง พันตรี, วิชาเอก

Suggest (ซัก-เจสท) (v) – แนะนำ, ชักชวน, เสนอ, เสนอแนะ, ชวนให้นึกถึง

Familiar (ฟะ-มิ้ล-เลีย) (a) – คุ้นเคย, คุ้น, ชิน, รอบรู้, ชำนาญ, สนิทสนม, ใกล้ชิด, ตามสบาย, ไม่มีพิธีรีตอง, ไม่เป็นทางการ

Familiarity (ฟะ-มิล-เลี้ย-ริ-ที่) (n) – ความคุ้นเคย-เคยชิน-สนิทสนม-ใกล้ชิด, ความรอบรู้-ชำนาญ, การไม่มีพิธีริตอง

familiarize (ฟะ-มิ้ล-เลีย-ไรซ) (v) – ทำให้คุ้นเคย-เคยชิน, ทำให้รู้จัก-รอบรู้

Guide (v - n) – แนะแนว, แนะนำ, นำทาง, ชี้แนะ, คนนำทาง, มัคคุเทศก์, เครื่องนำทาง, สิ่งชี้นำ, หนังสือแนะนำ

Guidance (ไก๊-แด้นซ) (n) – การแนะแนว-แนะนำ-นำทาง, เครื่องนำทาง, ระบบการควบคุมการบินของขีปนาวุธ

Mix (มิคซ) (v - n) – ผสม, ปรุง, ปนกัน, ใส่รวมกัน,คบค้า, ผสมพันธุ์, การรวมกัน-ผสมกัน, การปรุง, ส่วนผสม, คำนามอีกคำคือ mixture  (มิคซ-เชอะ) = สารผสม, ส่วนผสม, การผสม, สิ่งทอด้วยเส้นใยหลายสี

Rely (รี-ไล) (v) – พึ่งพาอาศัย, ไว้วางใจ, เชื่อใจ, เชื่อมั่น, อาศัย

Reliable (รี-ไล้-อะ-เบิ้ล) (a) – ไว้วางใจ, เชื่อถือได้, น่าเชื่อถือ ส่วน reliant (รี-ไล้-แอนท) (a) =  พึ่งพาอาศัย

Reliability (รี-ไล้-อะ-บิ-ลิ-ที่) (n) – ความน่าเชื่อถือ, ความเชื่อถือได้-วางใจได้ ส่วน reliance (รี-ไล้-แอนซ) (n) = การพึ่งพาอาศัย

Delicious (ดิ-ลิช-เชิส) (a) – อร่อย, มีรสกลมกล่อม

Deliciousness (n) – ความอร่อย

Secure (ซี-เคียว) (a – v) – มั่นคง, ปลอดภัย, มั่นใจ, ไร้กังวล, แน่นหนา, ได้มา, เอามา, ทำให้มั่นใจ-ปลอดภัย-ได้ผล, รับประกัน-รับรอง, มัดให้แน่น

Security (ซี-เคี้ยว-ริ-ที่) (n) – ความมั่นคง-ปลอดภัย, ความรู้สึกปลอดภัย, เครื่องป้องกัน, มาตรการป้องกันความปลอดภัย, หลักทรัพย์, หลักทรัพย์ค้ำประกัน, หุ้น, พันธบัตร, คนรับรอง-ค้ำประกัน

Subjective (a) – อัตวิสัย, จิตวิสัย, ส่วนตัว, แต่ละบุคคล, เกี่ยวกับจิตใจของผู้ดู, เอาความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก ไม่คำนึงถึงเหตุผล

Dare(แดร์) (v - n) – กล้า, กล้าทำ, กล้าเผชิญ หน้า, ท้าทาย, การกล้าทำ-กล้าเผชิญ, การท้าทาย, ความอาจหาญ

Daring (แด๊-ริ่ง) (a -  n) – กล้า, อาจหาญ, กล้าผจญภัย, ความกล้า, ความอาจหาญ

Appeal (อะ-พีล) (v – n) – อุทธรณ์, ร้องขอ, อ้อนวอน, เรียกร้อง, ดึงดูดใจ, การขอร้อง, การขอความกรุณา, ความสามารถในการดึงดูดใจ (ในเรื่องความเห็นอกเห็นใจ, ความต้องการ, ความอยากรู้อยากเห็น)

Appealing (อะ-พี้ล-ลิ่ง) (a) – ที่ดึงดูดความสนใจ, ที่มีเสน่ห์ (appellant = ผู้อุทธรณ์)

Compromise (ค้อม-โพระ-ไมซ) (v – n) – ประนีประนอม, ยอม, อ่อนข้อให้อย่างเสียเกียรติ, เป็นอันตราย-เป็นภัยต่อ, ยอมเสียหลักการหรือความเชื่อ, การประนีประนอม, การยอมรับ, การยอมอ่อนข้อแก่กัน, การตกลงกันได้

Jeopardize (เจ๊พ-พาร์-ไดซ) (v) – ทำให้เป็นอันตราย คำนามคือ jeopardy (เจ๊พ-พาร์-ดี้) =  อันตราย, ภัย

Eradicate (อิ-แร้ด-ดิ-เคท) (v) – กำจัดให้หมด ไป, ทำลายโดยสิ้นเชิง, ถอนรากถอนโคน

Distort (ดิส-ทอร์ท) (v) – บิดเบือน, ทำให้เสียรูปหรือบูดเบี้ยว

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยค (Sentence Building)

1. a) Some roads are dirt, but major roads are tarred (ทาร์-ดึ). (ถนนบางสายเป็นดินแต่ถนนสายสำคัญราดยาง)

    b) Open-heart surgery is a major operation. (การผ่าตัดเปิดหัวใจเป็นการผ่าตัดที่มีอันตราย)

    c) For her BA degree she majored in History. (สำหรับปริญญาตรีของเธอ เธอเรียนประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอก)

    d) Major Smith is our Commanding Officer. (พันตริสมิทธ์เป็นนายทหารบังคับบัญชาของพวกเรา)

    e) She has a science degree with a Physics major. (เธอได้ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ โดยมีฟิสิกส์เป็นวิชาเอก)

2. a) The majority of the population are women. (ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง)

    b) In most countries people reach their majority at 21 or 18. (ในประเทศส่วนมาก ประชาชนบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ ๒๑ หรือ ๑๘ ปี)

    c) The majority of the group wanted to try the new Chinese restaurant. (คนส่วนใหญ่ในกลุ่มต้องการไปลอง (กิน) ที่ภัตตาคารจีนแห่งใหม่)

    d) Those in favour were in the majority so the plan was adopted. (ผู้คนที่เห็นด้วยเป็นคนส่วนใหญ่ ดังนั้นแผนการเลยถูกรับมาปฏิบัติ)

3. a) Your valuables will be secure in the bank’s safe. (สิ่งของมี่ค่าของคุณจะปลอดภัยในตู้เซฟของธนาคาร)

    b) Secure your belongings against loss by taking out insurance. (จงทำให้สิ่งของของคุณปลอดภัยโดยการซื้อประกันภัย)

    c) She secured the door by locking it. (เธอทำให้ประตูปลอดภัย – แน่นหนา – โดยการล็อคมัน)

    d) Could you recommend a secure investment for my money? (คุณจะสามารถแนะนำการลงทุนที่มั่นคง – มีหลักประกัน – สำหรับเงินของผมได้หรือไม่)

    e) The manager assured the staff that their jobs were secure. (ผู้จัดการให้ความมั่นใจกับพนักงานว่างานของพวกเขามั่นคง)

    f) She felt secure that she would be offered a promotion. (เธอรู้สึกแน่ใจ – ไร้กังวล – ว่าเธอจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง)

    g) The salesperson secured an order for 600 boxes. (คนขายได้รับการสั่งซื้อเป็นจำนวน ๖๐๐ กล่อง)

    h) Despite the popularity of the restaurant, Peter was able to secure reservations for this evening. (ทั้งๆความเป็นที่นิยมของภัตตาคาร ปีเตอร์สามารถจองโต๊ะได้สำหรับ – อาหารมื้อ – เย็นนี้)

    i) The hostess secured us another chair, so we could eat together. (พนักงานต้อนรับหาเก้าอี้ให้เราได้อีกตัวหนึ่ง ดังนั้นเราเลยสามารถทานอาหารด้วยกันได้)

4.  a) She has a dog for security against intruders. (เธอมีสุนัขตัวหนึ่งเพื่อความปลอดภัยจากผู้บุกรุก)

     b) There is tight security for the Queen’s visit. (มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยอย่างแน่นหนาสำหรับการมาเยือนของพระราชินี)

     c) The United States has the best security prison in the world. (สหรัฐมีคุกที่มีมาตรการความปลอดภัยสูงสุดในโลก)

     d) He used his house as security for a bank loan. (เขาใช้บ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับเงินกู้ธนาคาร)

     e) He has some government securities. (เขามีพันธบัตรรัฐบาลอยู่บ้าง)

5.  a) I dare you to jump down from the ladder. (ผมท้าให้คุณกระโดดลงมาจากบันไดนั้นเลย)

     b) He accepted the dare despite the danger involved. (เขารับการท้าทาย – คำท้า – ทั้งๆที่มีอันตรายเข้ามาเกี่ยวข้อง)

     c) She will dare to speak against the majority. (เธอจะกล้าหาญพูดแย้งกับคนส่วนใหญ่)

     d) Nobody dares ask her whether she resigned or was fired. (ไม่มีใครกล้าถามเธอว่าเธอลาออกหรือถูกไล่ออก)

     e) A daring escape was made by the prisoner of war. (การหลบหนีที่กล้าหาญถูกกระทำขึ้นโดยเชลยศึก)

     f) He showed great daring when boarding the sinking ship. (เขาแสดงความกล้าหาญอย่างมากเมื่อขึ้นไปบนเรือที่กำลังจะจม – เพื่อไปช่วยชีวิตคนอื่น)

     g) We daringly ordered the raw squid. (เราสั่งปลาหมึกดิบมารับประทานอย่างกล้าหาญ – ทั้งๆที่ไม่เคยลองกินมาก่อน)

     h) Jim daringly asked to see the menu in French. (จิมขอดูเมนูเป็นภาษาฝรั่งเศสอย่างกล้าหาญ – ทั้งๆที่ไม่เก่งภาษาฝรั่งเศส)

     i) She daren’t speak to him, he is so angry. (เธอไม่กล้าพูดกับเขาเพราะเขากำลังโกรธมาก)

6.  a) They rely on me to baby-sit whenever they go out. (พวกเขาพึ่งพาอาศัยชั้นให้ช่วยดูแลลูกๆเมื่อใดก็ตามที่เขาออกไปข้างนอก)

     b) He relied on/upon luck to pass as he hadn’t studied. (เขาพึ่งพาโชคเพื่อจะสอบผ่านเพราะเขาไม่เรียน – อ่าน – หนังสือ)

     c) You can rely on that website to give accurate restaurant reviews. (คุณสามารถพึ่งพาเว็บไซต์นั้นในการให้การวิจารณ์ภัตตาคารที่ถูกต้องแม่นยำ – ว่าแห่งใดมีอาหารอร่อยหรือราคาถูก)

     d) You can depend on him, he is a reliable worker. (คุณพึ่งพาเขาได้นะ เขาเป็นคนงานที่ไว้ใจได้ – คือทำงานดี)

     e) Reliability is the key to good service. (ความเชื่อถือ-ไว้วางใจได้เป็นกุญแจสำคัญต่อการบริการที่ดี)

     f) She has proved to be a reliable witness. (เธอได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นพยานที่เชื่อถือได้)

     g) You are too reliant on other people’s help. (คุณพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่นมากเกินไป)

     h) Her total reliance on her husband is rather pathetic. (การพึ่งพาสามีอย่างสิ้นเชิง ของเธอค่อนข้างน่าเวทนา – คือช่วยตัวเองไม่ได้เลย)

7.  a) The couple made a compromise and ordered food to take out. (คู่สามีภรรยาประนีประนอมและสั่งอาหารออกไปกินนอกร้าน – คือเอากลับไปกินที่บ้านหรือที่อื่นๆ)

     b) A compromise was reached in the dispute. (การประนีประนอมสามารถบรรลุได้ในความขัดแย้ง)

     c) Lucy does not like sweet dishes, so I compromise by adding just a small amount of sugar. (ลูซี่ไม่ชอบอาหารหวาน ดังนั้น ผมเลยประนีประนอมโดยการเติมน้ำตาลเพียงเล็กน้อย)

     d) I wanted to go camping, but my wife wanted to stay at a hotel, so we compromised on a self-catering chalet. (ผมต้องการไปแคมพ์ปิ้ง – นอนกลางป่า -  แต่ภรรยาต้องการพักที่โรงแรม ดังนั้นเราเลยประนีประนอม – พบกันครึ่งทาง – โดยการ (เช่า) พักในกระท่อมไม้ในแบบหุงหาอาหารกินเอง)

     e) She would not compromise herself by eating bacon, which was against her religious dietary laws. (เธอไม่ยอมเสียหลักการ-ความเชื่อของตัวเองโดยการกินหมูเบคอน ซึ่งขัดแย้งกับหลักระเบียบอาหารทางศาสนาของเธอ)

8.  a) It is nice to see some familiar items on the menu. (ดีทีเดียวที่ได้เห็นรายการอาหารที่คุ้นเคยในเมนู)

     b) It was a relief to see a familiar face in the crowd. (มันเป็นสิ่งโล่งอกที่ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในฝูงชน)

     c) It is a familiar excuse – he never has time to go out. (มันเป็นข้อแก้ตัวที่คุ้น – เขาไม่มีเวลาออกไปข้างนอก)

     d) Are you familiar with the facts of this case? (คุณรอบรู้ในข้อเท็จจริงของคดี – กรณี – นี้หรือเปล่า)

     e) Her familiarity with the area was an advantage. (ความชำนาญพื้นที่ของเธอเป็นข้อได้เปรียบ)

     f) Familiarize yourself with the surroundings before you venture too far. (จงทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อนที่คุณจะออกผจญภัยไกลเกินไป)

     g) She greeted them by their first names in a familiar way. (เธอทักทายพวกเขาโดยการเรียกชื่อในแบบคุ้นเคยสนิทสนม)

     h) He is familiarly known as Bill. (เขาเป็นที่รู้จักในแบบไม่เป็นทางการว่าบิล)

9.  a) I don’t know where to go, so why don’t we consult the guide? (ผมไม่รู้ว่าจะไปไหนดี ดังนั้น ทำไมเราไม่ปรึกษามัคคุเทศก์ล่ะ)

     b) The guide led our tour group to a small restaurant only known to the locals. (มัคคุเทศก์พาคณะทัวร์ของเราไปยังภัตตาคารเล็กๆที่รู้จักกันเฉพาะคนในท้องถิ่นเท่านั้น)

     c) In the old days the stars guided sailors. (ในสมัยโบราณ ดาวนำทางกลาสีเรือ)

     d) A receptionist guided us to a table. (พนักงานต้อนรับนำเราไปที่โต๊ะ)

     e) Bill asked the waiter for guidance in selecting the wine. (บิลถามเด็กเสิร์ฟสำหรับการชี้แนะในการเลือกไวน์ – ดื่มก่อนกินอาหาร)

10.  a) I would like to suggest a way to solve our problem. (ผมอยากแนะนำวิธีแก้ปัญหาของเรา)

       b) My suggestion is that we close the meeting. (คำแนะนำของผมคือให้เราปิดประชุม)

       c) She reads the book at his suggestion. (เธออ่านหนังสือตามคำแนะนำของเขา)

       d) Can I make a suggestion about what to order? (ให้ผมแนะนำเกี่ยวกับว่าจะสั่งอะไรทานเอาไหม)

       e) We followed the waiter’s suggestion and ordered one of the specials. (เราทำตามคำแนะนำของเด็กเสิร์ฟและสั่งอาหารพิเศษชนิดหนึ่ง)

11.  a) Mix flour and water into a paste. (ผสมแป้งและน้ำลงไปในอาหารบดคลุกไข่นะ)

       b) Oil and water won’t mix. (น้ำมันและน้ำจะไม่รวมเข้าด้วยกัน)

       c) The home-made cake mix has the ingredients already prepared – I just have to add water. (ส่วนผสมของเค้กทำเอง – ที่บ้าน – มีส่วนผสมที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ผมเพียงแต่เติมน้ำลงไปเท่านั้นเอง)

       d) Mixing blue with yellow makes green. (การผสมสีน้ำเงินเข้ากับสีเหลืองทำให้เกิดสีเขียว)

       e) A concrete mixer mixes cement, sand, gravel and water to make concrete. (เครื่องผสมคอนกรีตผสมซีเมนต์ ทราย กรวดและน้ำเพื่อทำให้เกิดคอนกรีต)

       f) A cough mixture contains a number of different medicines. (ส่วนผสมยาแก้ไอประกอบด้วยยาต่างๆหลายชนิด)

       g) He tries to mix business with pleasure (เขาพยายามปนธุรกิจด้วยความสนุกสนานบันเทิง)

       h) Shy people find it difficult to mix. (คนขี้อายพบว่าเป็นเรื่องยากลำบากในการเข้าสมาคม)

       i) A good mixer can get on with everyone. (คนที่เข้ากับคนอื่นได้ดีสามารถเข้าได้กับคนทุกคน)

       j) I’m so mixed up by conflicting advice that I can’t make a decision. (ผมสับสนมากกับคำแนะนำที่ขัดแย้งกันจนกระทั่งผมไม่สามารถตัดสินใจได้)

       k) Due to a mix-up about time, no-one picked us up at the airport. (เนื่องมาจากความสับสนเกี่ยวกับเรื่องเวลา เลยไม่มีใครมารับเราที่สนามบิน)

12.  a) This restaurant is famous for its delicious soups. (ภัตตาคารนี้มีชื่อเสียงในเรื่องซุปที่อร่อย)

       b) The fish stew wasn’t as delicious as we had expected it to be. (สตูว์ปลาไม่อร่อยเหมือนที่เราคาดหวังไว้)

       c) These pastries are very delicious. (ขนมปิ้งรสหวานเหล่านี้อร่อยมาก)

13.  a) We appeal to you to stop teasing the boy. (เราขอร้องคุณให้เลิกยั่ว – เย้าแหย่ – เด็กคนนั้น)

       b) He appeals for mercy. (เขาร้องขอความเมตตา)

       c) The team made an appeal to the referee to declare a penalty. (ทีมนั้นอุทธรณ์ต่อกรรมการให้ประกาศการลงโทษ)

       d) The accused decided to appeal against the judge’s decision. (ผู้ถูกกล่าวหาตัดสินใจอุทธรณ์แย้งคำตัดสินของผู้พิพากษา)

       e) The judge dismissed the appeal. (ผู้พิพากษายกคำร้องการอุทธรณ์)

       f) The Supreme Court judge rejected the request of the appellant. (ผู้พิพากษาศาลฎีกาปฏิเสธคำร้องของผู้อุทธรณ์)

       g) A restaurant with good food and reasonable prices has a lot of appeal(ภัตตาคารที่มีอาหารดีและราคาไม่แพงมีเสน่ห์ – ดึงดูดลูกค้า – เป็นอย่างมาก)

       h) The pleasing décor and friendly waiters are what give that restaurant its appeal. (การตกแต่งที่น่ารื่นรมย์และพนักงานเสิร์ฟที่เป็นมิตรเป็นสิ่งที่ให้เสน่ห์ดึงดูดแก่ภัตตาคารนั้น)

       i) Camping doesn’t appeal to me. (การแค้มปิ้งไม่ทำให้ผมสนใจหรือดึงดูดใจผมเลย)

       j) The idea of an overseas trip is appealing. (ความคิดที่จะไปเที่ยวต่างประเทศดึงดูดใจมาก)

14.  a) Food preferences are subjective and not everyone agrees on what tastes good. (การชอบอาหารเป็นเรื่องอัตวิสัย และไม่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าอะไรที่มีรสชาติอร่อย – คือการที่ใครชอบกินอะไรเป็นเรื่องเฉพาะตัว)

      b) The reviews on this website are highly subjective but fun to read. (การวิจารณ์ในเว็บไซต์นี้เป็นเรื่องอัตวิสัยอย่างมาก แต่ก็อ่านสนุก)

      c) We want an unbiased factual report, not your subjective opinions. (เราต้องการรายงานข้อเท็จจริงที่ไม่ลำเอียง มิใช่ความคิดเห็นส่วนตัวของคุณ)

15.  a) Animals and plants may be jeopardized if appropriate measures are not taken to protect them. (สัตว์และพืชอาจจะถูกทำให้อยู่ในอันตราย ถ้าไม่มีมาตรการที่เหมาะสมที่จะคุ้มครองพวกมัน)

      b) You jeopardize your chances of passing if you do not study. (คุณทำลายโอกาสในการสอบผ่านถ้าคุณไม่เรียนหนังสือ)

      c) Her health was in jeopardy after years of smoking. (สุขภาพของเธอตกอยู่ในอันตรายหลังจากสูบบุหรี่อยู่หลายปี)

16.  a) The government is trying to eradicate malaria. (รัฐบาลกำลังพยายามขจัดไข้จับสั่น)

       b) He tried to eradicate the weeds. (เขาพยายามกำจัดวัชพืช)

17.  a) He distorted the facts of the accident. (เขาบิดเบือนข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุ)

       b) A bad mirror distorts the shape of the face. (กระจกไม่ดีทำให้รูปใบหน้าเสียรูป)

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในพารากราฟ

         When Simon is trying to impress business contracts who are potential new clients, he takes them to the best restaurant in town.  He hopes this will help secure a new contract for his telecommunications business.

         It’s hard to determine which restaurants are best.  Simon relies on reviews that he finds on the Internet.  He also asks his friends and colleagues for guidance.  They are happy to make a suggestion

         Food tastes are subjective.  Although Simon likes to be daring and takes risks, he knows that the food should appeal to a variety of palates.  He realizes that a dish that he enjoys may not taste delicious to someone else.  He wants the majority of his guests to be happy.  He usually decides to compromise on a restaurant that offers a menu with a mix of familiar standards and some exciting specials.

คำแปล

         เมื่อไซม่อนกำลังพยายามทำให้เกิดความประทับใจแก่สัญญาธุรกิจซึ่งอาจจะกลายมาเป็นลูกค้ารายใหม่ เขาพาคนเหล่านั้นไปทานอาหารที่ภัตตาคารที่ดีที่สุดในเมือง เขาหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ได้สัญญาใหม่สำหรับธุรกิจโทรคมนาคมของเขา

         เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดว่าภัตตาคารไหนดีที่สุด ไซม่อนพึ่งพาอาศัยบทวิจารณ์ที่เขาพบในอินเตอร์เน็ท เขายังขอร้องให้เพื่อนและเพื่อนร่วมงานให้การแนะนำแก่เขาด้วย ซึ่งคนเหล่านั้นก็มีความสุขที่จะให้คำแนะนำ

         รสนิยมเรื่องอาหารเป็นเรื่องเฉพาะตัว (อัตวิสัย) ถึงแม้ไซม่อนอยากที่จะกล้าหาญและเสี่ยง เขารู้ว่าอาหารควรจะดึงดูดรสนิยมที่หลากหลาย เขาตระหนักว่าอาหารที่เขาชอบทานอาจจะไม่อร่อยสำหรับคนอื่น เขาต้องการให้แขกส่วนใหญ่ (ที่พาไปทานอาหาร) มีความสุข เขามักตัดสินใจที่จะประนีประนอมกับภัตตาคารซึ่งเสนอรายการอาหารที่เป็นการผสมกันระหว่างอาหารมาตรฐานอันเป็นที่คุ้นเคยและอาหารชนิดพิเศษที่น่าตื่นเต้นบางชนิด

                                                    ________________________________

Eating Out (การกินอาหารนอกบ้าน)

Foreign (ฟ้อร์-ริน) (a) – ต่างประเทศ, ต่างชาติ, แปลก, ไม่คุ้นเคย, ต่างถิ่น, เกี่ยวกับหรือมาจากต่างประเทศ, แปลกปลอม, ไม่เป็นธรรมชาติ, เป็นเรื่อง

ผิดปกติ

Predict (v) – ทำนาย, บอกล่วงหน้า

Predictive (a) =  ซึ่งเป็นการทำนาย

Predictable (a) =  ซึ่งสามารถทำนายได้

Random (แร้น-เดิ้ม) (a – n) – โดยการสุ่ม, ส่งเดช, ไม่เลือก, ตามบุญตามกรรม, ตามโอกาส, การสุ่ม (ตัวอย่าง)

Prediction (n) – การทำนาย, คำทำนาย

Judge (จั๊ดจ) (v –n) – พิพากษา, ตัดสิน, วินิจฉัย, ออกความเห็น, พิจารณา, ผู้พิพากษา

Appetite (แอ๊พ-พิ-ไท้ท) (n) – ความอยากอาหาร

Excite (v) – ทำให้ตื่นเต้น, ปลุกเร้าอารมณ์

Excitement (n) – ความตื่นเต้น

Mix-up (n) – ความสับสน, ความงุนงง

Remind (v) – เตือนให้ระลึกถึง, เตือนความจำ

Patron (เพ้-เทริ่น) (n) – ลูกค้า, ผู้อุปถัมภ์, ผู้อุดหนุน, ผู้สนับสนุน, ผู้อุปการะ

Complete (v – a) – ทำให้สำเร็จ, ทำให้สมบูรณ์กรอก-เติม (ข้อความ), ทำให้ครบ, สมบูรณ์, เสร็จ, สำเร็จ, ครบ, เต็มที่

Flavor (เฟล้-เว่อะ) (n) – รส, รสชาติ, กลิ่น, กลิ่นหอม

Ingredient (n) – ส่วนผสม, ส่วนประกอบ (ของอาหาร)

Blend (v - n) – ผสม, ปน, คลุกเคล้า, ส่วนผสม, ของผสม

Annoy (อะ-นอย) (v) – รบกวน, ทำให้รำคาญ, ทำให้ขุ่นเคืองหรือโกรธ

Annoyance (อะ-น้อย-เอิ้นซ) (n) – การรบ กวน, ความน่ารำคาญ, บุคคลหรือสิ่งที่รบกวน

Unique (ยู-นีค) (a) – มีลักษณะเฉพาะ, พิเศษ, ไม่มีที่เปรียบ, ไม่มีเสมอเหมือน

1.  a) It is fun to try local food when traveling in a foreign country. (มันสนุกที่จะทดลองชิมอาหารพื้นเมืองเมื่อเดินทางในต่างประเทศ)

     b) The ingredients in this dish are foreign to me; I have never tried any of them before. (ส่วนผสมในอาหารนี้เป็นของแปลกสำหรับผม ผมไม่เคยลองกินมันมาก่อนเลย)

     c) The government may revise its foreign policy. (รัฐบาลอาจจะทบทวนนโยบายต่างประเทศ)

     d) The x-ray revealed a foreign body in his stomach. (เอกซเรย์เปิดเผยให้เห็นวัตถุแปลกปลอมในท้องของเขา)

     e) Lying is foreign to her honest nature. (การโกหกมิใช่เรื่องปกติ – ธรรมชาติ – กับนิสัยที่ซื่อสัตย์ของเธอ)

2.  a) I predicted this restaurant would become popular and I was right. (ผมทำนายว่าภัตตาคารนี้จะเป็นที่นิยม และผมก็ทายถูก)

     b) The fortune-teller claims she can predict the future. (หมอดูอ้างว่าเธอสามารถทำนายอนาคตได้)

     c) My prediction is that they will lose the election. (คำทำนายของผมก็คือว่าพวกเขาจะแพ้การเลือกตั้ง)

     d) We all knew what the outcome would be, it was predictable. (พวกเราทุกคนรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร มันสามารถทำนายได้)

3.  a) A random sample of listeners gave their views on the new program. (ตัวอย่างผู้ฟังที่สุ่มเลือกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับรายการใหม่)

     b) The winning numbers were picked at random from a hat. (หมายเลขที่ชนะถูกหยิบแบบสุ่มมาจากหมวก – เอาเบอร์ใส่ไว้ในหมวก)

     c) We randomly made our selections from the menu. (เราสุ่มเลือกอาหารจากเมนู)

     d) The chef chooses his spices randomly, but his dishes always taste great. (พ่อครัวเลือกเครื่องเทศแบบสุ่ม แต่อาหารของเขามักมีรสชาติดีเสมอ)

4.  a) The restaurant review harshly judged the quality of the service. (บทวิจารณ์ภัตตาคารวิจารณ์คุณภาพการบริการอย่างรุนแรง)

     b) John was not familiar with Asian cooking, so he was unable to judge if the noodles were cooked correctly. (จอห์นไม่คุ้นเคยกับการปรุงอาหารแบบเอเชีย ดังนั้น เขาไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าก๋วยเตี๋ยวถูกปรุงอย่างถูกต้องหรือไม่)

     c) I judge him to be a good worker. (ผมพิจารณาเขาว่าเป็นคนงานที่ดี)

     d) The judge sentenced him to life imprisonment for murder. (ผู้พิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเขาสำหรับการฆาตกรรม)

     e) The judg(e)ment was that the accused was guilty. (คำตัดสินก็คือว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด)

     f) The judge at the dog show gave the first prize to a bulldog. (ผู้ตัดสินการประกวดสุนัขให้รางวัลที่หนึ่งกับสุนัขบุลด็อก)

     g) She is a good judge of antiques. (เธอเป็นนักวิจารณ์วัตถุโบราณที่เก่ง)

5.  a) People generally have a good appetite after a long day of work. (ผู้คนมักจะอยากอาหารเป็นอย่างมากหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน)

     b) The delicious smells coming from the restaurant kitchen increased my appetite. (กลิ่นอร่อยที่มาจากครัวของภัตตาคารเพิ่มความอยากอาหารของผม)

     c) She lost her appetite when she was ill. (เธอสูญเสียความอยากอาหารเมื่อเธอป่วย)

     d) That looks like an appetizing (appetising) meal. (นั่นดูเหมือนว่าเป็นอาหารที่กระตุ้นให้อยากกิน)

     e) She served an appetizer (appetiser) before the roast chicken. (เธอเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารเมนคอร์สคือไก่อบ – ไก่ย่าง)

6.  a) This discovery will excite interest among scientists. (การค้นพบนี้ปลุกเร้าความสนใจในบรรดานักวิทยาศาสตร์)

     b) Some people are sexually excited by pornography. (คนบางคนมีความตื่นเต้นทางเพศโดย – การดูหรืออ่าน – หนังสือโป๊)

     c) I enjoy reading exciting adventure stories. (ผมสนุกสนานในการอ่านเรื่องผจญภัยที่น่าตื่นเต้น)

     d) There was great excitement when the winners’ names were announced. (มีความตื่นเต้นขนานใหญ่เมื่อชื่อของผู้ชนะถูกประกาศออกมา)

     e) Exotic flavors always excite me. (รสชาติอาหาร – หรือกลิ่น – ที่แปลกๆหรือเป็นของต่างประเทศมักทำให้ผมตื่นเต้นเสมอ)

     f) The new Asian restaurant has excited the interest of many people. (ภัตตาคารเอเชียแห่งใหม่นั้นปลุกเร้าความสนใจของคนจำนวนมาก)

7.  a) There was a mix-up in the kitchen, so your order will be delayed. (มีความสับสนเกิดขึ้นในครัว ดังนั้น การสั่งอาหารของคุณจะถูกทำให้ล่าช้าออกไป)

     b) There was a mix-up about the ingredients and the dish was ruined. (มีความสับสนเกี่ยวกับส่วนผสมของอาหาร และ (รสชาติ) ของอาหารเลยถูกทำให้ป่นปี้หมด)

8.  a) Please remind me to pay the phone bill. (กรุณาเตือนผมให้จ่ายค่าบิลโทรศัพท์ด้วยนะ)

     b) Hearing that song reminds him of his ex-wife. (การได้ยินเพลงนั้นเตือนให้เขานึกถึงอดีตภรรยา)

     c) The scenery in the Andes always reminds her of Switzerland. (ภูมิประเทศในเทือกเขาแอนดีสเตือนให้เธอนึกถึงสวิตเซอร์แลนด์เสมอ)

     d) I reminded the client that we are meeting for dinner tomorrow. (ผมเตือนความจำลูกค้าว่าเราจะพบกันเพื่อทานอาหารค่ำวันพรุ่งนี้)

     e) Peter was annoyed at having to remind the waitress to bring the check. (ปีเตอร์รู้สึกรำคาญที่จำเป็นต้องเตือนพนักงานเสิร์ฟให้นำบิลค่าอาหารมา)

9.  a) This restaurant has many loyal patrons. (ภัตตาคารนี้มีลูกค้าที่จงรักภักดีมากมาย)

     b) Once the word was out about the new chef, patrons lined up to get into the restaurant. (เมื่อคำพูดถูกส่งออกไปเกี่ยวกับพ่อครัวคนใหม่ ผู้อุดหนุนร้านต่อแถว – เข้าคิว – กันยาวเพื่อเข้ามาทานอาหารในร้าน)

10.  a) We ordered some dessert to complete our meal. (เราสั่งของหวานเพื่อทำให้มื้ออาหารของเราสมบูรณ์)

       b) Some restaurants want to hear their customers’ opinions and ask them to complete a short evaluation form. (ภัตตาคารบางแห่งต้องการได้ยินความเห็นจากลูกค้า และขอร้องให้คนเหล่านั้นแบบประเมินอย่างสั้นๆ)

       c) I have a complete set of Dickens’s novels. (ผมมีนิยายของดิคเค่นส์ครบชุด)

       d) Once your homework is complete, you may watch TV. (เมื่อการบ้านของเธอเสร็จแล้ว เธออาจจะดูทีวีก็ได้)

       e) The insurance company needs a complete report of the accident. (บริษัทประกันภัยต้องการรายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับอุบัติเหตุ)

       f) After all that shopping, I am completely exhausted. (หลังจากการซื้อของแล้ว ผมหมดเรี่ยวหมดแรงโดยสิ้นเชิง)

       g) She is a complete stranger. (เธอเป็นคนแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง)

11.  a) The cook changed the flavor of the soup with a unique blend of herbs. (พ่อครัวเปลี่ยนรสชาติของซุปโดยการผสมสมุนไพรแบบพิเศษ)

       b) There are 20 different flavors of ice cream to choose from. (มีไอศกรีม ๒๐ รสให้เลือก)

12.  a) I was unfamiliar with some of the ingredients in the dish. (ผมไม่คุ้นเคยกับส่วนประกอบบางชนิดในอาหารนั้น)

       b) The chef went to the fresh market to select the freshest ingredients for tonight’s menu. (พ่อครัวไปตลาดสดเพื่อเลือกส่วนประกอบอาหารที่สดที่สุดสำหรับรายการอาหารคืนนี้)

13.  a) To make the sauce, blend the butter and flour together.

       b) I mix different kinds of tea together to make my own blend.

       c) The new carpet blends in with the curtains beautifully.

14.  a) The flies annoy me. (แมลงวันทำให้ผมรำคาญ)

       b) She is annoyed with him because he is late. (เธอโกรธเคืองเขาเพราะเขามาสาย)

       c) He expressed his annoyance at the confusion. (เขาแสดงความขุ่นเคืองกับความสับสนวุ่นวาย)

       d) He has an annoying habit of biting his nails. (เขามีนิสัยน่ารำคาญคือการกัดเล็บตัวเอง)

15.  a) This is a unique opportunity – it won’t be repeated. (นี่เป็นโอกาสพิเศษ – ไม่มีที่เหมือน – มันจะไม่มีซ้ำอีกแล้ว)

      b) It is a unique car imported from Japan. (มันเป็นรถยนต์พิเศษที่สั่งเข้ามาจากญี่ปุ่น)

      c) A person can be identified by the uniqueness of his or her fingerprints. (บุคคลสามารถระบุได้จากความพิเศษ – ไม่เหมือนใคร – จากลายนิ้วมือของเขาหรือเธอ)

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในพารากราฟ

         The key to a happy meal is that everyone should enjoy eating what they ordered.  Before the waiter takes your order, you can ask him for a recommendation or you can select randomly from the menu.  It’s a good idea to ask the waiter for suggestions when eating at a foreign restaurant as you might not be familiar with the food.

         Good service is part of the overall enjoyment of the meal.  The waiter should make the patrons feel welcome and comfortable.  Good waiters can predict what you need, like more water, without having to be asked for it.  It’s easy for a waiter to forget things, but you should not have to remind a waiter more than once to bring you something.  Nor do you want the waiter to mix up the food orders.  You should get what you ordered, and your order should be complete.

         The quality of the food is the primary way restaurants are judged.  The food should taste and look wonderful.  Your plate of food should excite all your senses and be fragrant and colorful.  A chef can bring out a distinct flavor in a dish, depending on the ingredients he or she uses.  Well-prepared food can satisfy even the hungriest patrons with the biggest appetites.

คำแปล

         กุญแจสำคัญสู่มื้ออาหารที่มีความสุขก็คือว่า ทุกคนควรจะสนุกกับการกินสิ่งที่พวกเขาสั่ง ก่อนที่บ๋อยจะรับการสั่งอาหารของคุณ คุณสามารถขอคำแนะนำจากเขา หรือไม่ก็สามารถเลือกแบบสุ่มจากเมนู มันเป็นความคิดที่ดีที่จะขอคำแนะนำจากบ๋อยเมื่อคุณกินที่ภัตตาคารในต่างประเทศ เพราะคุณอาจไม่คุ้นเคยกับอาหารที่นั่น

         การบริการที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกในภาพรวมของมื้ออาหาร (ที่คุณกิน) บ๋อยควรทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการต้อนรับและสะดวกสบาย บ๋อยที่ดีสามารถทำนายได้ว่าคุณต้องการอะไร เช่น ต้องการน้ำเพิ่ม โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คุณขอมัน มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับบ๋อยที่จะลืมสิ่งต่างๆ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเตือนบ๋อยมากกว่า ๑ ครั้งในการจะนำอะไรมาให้คุณ และเช่นเดียวกัน คุณไม่ต้องการให้บ๋อยสับสนกับการสั่งอาหาร (ของลูกค้า) คุณควรได้รับในสิ่งที่คุณสั่ง และการสั่งของคุณก็ควรสมบูรณ์ด้วย (คือได้อาหารครบทุกอย่างที่สั่ง)

          คุณภาพของอาหารเป็นวิธีการเบื้องต้นที่ภัตตาคารได้รับการตัดสิน (ว่าดีหรือไม่ดี) อาหารควรมีรสชาติและลักษณะที่วิเศษ จานอาหารของคุณ (พร้อมทั้งอาหารในจาน) ควรปลุกเร้าความรู้สึกทั้งหมดของคุณ และมีกลิ่นหอมและมีสีสัน พ่อครัวสามารถสกัดรสชาติที่แตกต่าง (เด่น) ในอาหาร ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนประกอบอาหารที่เขาหรือเธอใช้ อาหารที่เตรียม (ปรุง) เป็นอย่างดีสามารถทำความพึงพอใจให้แม้กระทั่งกับลูกค้าที่หิวที่สุดและมีความอยากกินมากที่สุด

หมวดคำศัพท์ TOEIC (ตอนที่ 1)

Travel (การเดินทาง)

                        

          

          

1.     General Travel

Agent (n) – ตัวแทนบริษัท, ตัวแทนจำหน่าย

Luggage (n) – กระเป๋าเดินทาง, สัมภาระ, หีบห่อสิ่งของต่างๆที่หอบหิ้วไปเวลาเดินทาง

Delay (v – n) – ทำให้ล่าช้า, เลื่อนเวลาออกไป, ความล่าช้า

Depart (v) – จากไป (คน, เครื่องบิน, รถไฟ), ทำแตกต่างหรือเปลี่ยนแปลงไปจากแนวทางปฏิบัติปกติ (คำนามคือdeparture = การจากไป, การเปลี่ยนแปลงไปจากแนวทางปฏิบัติปกติ)

Valid (แว้ล-ลิด) (a) – ชอบด้วยกฎหมาย, มีเหตุผล, มีมูล,ใช้ได้, ฟังขึ้น, ถูกต้อง, สมบูรณ์ (คำนาม คือ validity)

Beverage (เบฟ-เวอ-เรจ)  (n) – เครื่องดื่ม (นอกเหนือจากน้ำเปล่า)

Claim (เคลม) (v – n) – อ้างสิทธิ, เรียกร้อง สิทธิ, เรียกค่าเสียหาย, เรียกคืน, ก่อให้เกิดความสูญ เสีย, เอา (ชีวิต) ไป, อ้างความรับผิดชอบ, คำกล่าวอ้าง, การเรียกร้อง, การอ้างสิทธิ, เงินที่เรียกร้องให้จ่าย, ค่าเสียหาย

Prohibit (โพร-ฮิบ-บิท) (v) – ห้าม, ขัดขวาง, ป้องกัน คำนามคือ prohibition (โพร-ฮิ-บิ้ช-ชั่น) = การห้าม, ข้อห้าม, คำสั่งห้าม, ข้อละเว้น)

Itinerary (ไอ-ที้น-เนอะ-รา-รี่) (n) – รายละเอียดของการเดินทาง, คู่มือหรือบันทึกการเดินทาง

Board (บอร์ด) (v) – ขึ้น (เครื่องบิน, รถไฟ, เรือ)

Embarkation (n) – การลงเรือ, การขึ้นเครื่องบิน, การเริ่มดำเนินการ คำกริยาคือ embark =  ลงเรือ, ขึ้นเครื่องบิน, เริ่มดำเนินการ

Announcement (n) – การประกาศหรือแจ้งให้ทราบ (เวลาเครื่องบิน-รถไฟ ออกเดินทาง) คำ กริยาคือ announce = ประกาศ

 

ตัวอย่างคำศัพท์ที่ใช้ในประโยค (Sample Sentences)

1.     - Book your trip through a travel agent. (จองการเดินทางของคุณผ่านตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวนะ)

        - You can buy your ticket from the ticket agent at the train station right before you get on the train. (คุณสามารถซื้อตั๋วจากตัวแทนจำหน่ายตั๋วที่สถานีรถไฟได้ทันทีก่อนที่คุณจะขึ้นรถไฟ)

2.     - In the train, we can put the cases on the luggage rack. (ในรถไฟ เราสามารถเอากระเป๋าเดินทางวางไว้บนราววางกระเป๋า-สัมภาระได้)

        - Traveling is a lot easier if you bring less luggage with you. (การเดินทางง่ายขึ้นเยอะเลยถ้าคุณเอากระเป๋าเดินทางไปให้น้อยลง)

        - Will the luggage fit into the boot (= trunk) of the car? (กระเป๋าพวกนี้จะใส่ลงไปในที่เก็บของท้ายรถได้ไหม)

3.     - The plane was delayed because of the bad weather. (เครื่องบินถูกทำให้ล่าช้าเนื่องจากอากาศที่เลวร้าย)

        -  The heavy traffic delayed our arrival at the airport. (การจราจรที่ติดหนึบทำให้การมาถึงสนามบินของเราต้องล่าช้าออกไป)

        - There was a two-hour delay. (มีการล่าช้าไปสองชั่วโมง)

4.     - The train will depart now from platform 25. (รถไฟจะออกจากชานชลาที่ 25 ในขณะนี้แล้ว)

        - After the wedding, the married couple departed for their honeymoon in New Zealand. (หลังการแต่งงาน คู่สมรสจากไปเพื่อดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ที่นิวซีแลนด์)

        - The departure of the plane has been delayed. (การออกเดินทางของเครื่องบินถูกทำให้ล่าช้าออกไป)

        - This is a departure from our normal procedure. (นี่เป็นการเปลี่ยนแปลง-หันเหไปจากกระบวนการปกติของเรา)

        - We’re going to depart from our usual policy and allow you to leave work early one day a week. (เรากำลังจะทำแตกต่างไปจากนโยบายปกติและอนุญาตให้พวกคุณออกจากที่ทำงาน – กลับบ้าน – ได้เร็วขึ้นสัปดาห์ละ ๑ วัน)

5.     - You need a valid passport to travel overseas. (คุณต้องมีพาสพอร์ตที่ยังใช้งานได้ – ยังไม่หมดอายุ – เพื่อจะเดินทางไปต่างประเทศ)

        - I felt that I had put forward valid arguments to convince them. (ผมรู้สึกว่าผมได้เสนอเหตุผลที่สมบูรณ์-ถูกต้องเพื่อให้พวกเขาเชื่อ)

        - These tickets are no longer valid after the date printed on the back. (ตั๋วพวกนี้จะใช้ไม่ได้ – ไม่สมบูรณ์ – อีกต่อไปหลังจากวันที่ที่พิมพ็ไว้หลังตั๋ว)

        - Many people question the validity of statistics. (หลายคนซักถามถึงความถูกต้องของสถิติ)

6.     - Orange juice is a refreshing beverage. (น้ำส้มเป็นเครื่องดื่มที่ทำให้สดชื่น – ให้พลังกลับคืนมา)

       - Hot and cold beverages are for sale in the train’s dining car. (เครื่องดื่มร้อนและเย็นมีขายในตู้เสบียงของรถไฟ)

       - The flight attendant offered all passengers a cold beverage during the flight. (พนักงานบริการบนเครื่องบินเสิร์ฟเครื่องดื่มเย็นๆแก่ผู้โดยสารทุกคนระหว่างเที่ยวบิน)

7.     - He claims that he is innocent. (เขาอ้างว่าเขาบริสุทธิ์)

        - She claims to be the tallest woman in the world. (เธออ้างว่าเป็นผู้หญิงที่สูงที่สุดในโลก)

        - You can claim damages for the injury you received. (คุณสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากการบาดเจ็บที่คุณได้รับ)

        - Has anyone claimed the stray dog? (มีใครมาอ้างสิทธิหมาที่พลัดหลงตัวนั้นไม๊)

        - None has claimed responsibility for the terrorist attack. (ไม่มีผู้อ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีก่อการร้ายนั้น)

        - The war claimed many lives. (สงครามทำให้สูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก)

        - Lost luggage can be claimed at the airline office. (ไปเรียกคืนกระเป๋าเดินทางที่สูญหายได้ที่สำนักงานสายการบิน)

        - Please proceed directly to the baggage arrival area to claim your luggage. (โปรดเดินตรงไปที่บริเวณที่กระเป๋าเดินทางมาถึงเพื่อเรียกคืนกระเป๋าของคุณ)

        - He submitted his insurance claim. (เขายื่นเรียกค่าเสียหายจากประกันภัย)

        - We don’t believe their claim that they can reduce the price and still make a profit. (เราไม่เชื่อคำกล่าวอ้างของพวกเขาที่ว่าเขาสามารถลดราคาและยังคงทำกำไรได้)

8.     -  We need a law that will prohibit the testing of nuclear weapons. (เราต้องการกฎหมายซึ่งห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์)

        - A vaccination prohibits the contraction of smallpox. (การฉีดวัคซินป้องกันการติดต่อของไข้ทรพิษ (ฝีดาษ)

        - There is a prohibition against the picking of wild flowers. (มีการห้าม – คำสั่งห้าม – เด็ดดอกไม้ป่า)

        - The bus company prohibits people without tickets from boarding the bus. (บริษัทรถเมล์ห้ามคนที่ไม่มีตั๋วมิให้ขึ้นรถ)

        - Airline regulations prohibit the passengers from having beverages open during takeoff and landing. (กฎของสายการบินห้ามผู้โดยสารมีเครื่องดื่ม – เป็นขวดหรือกระป๋อง – ที่เปิดอยู่ในระหว่างเครื่องบินบินขึ้นและร่อนลงจอด)

9.     -  The travel agent will give you an itinerary for your overseas trip.  (ตัวแทนบริษัทท่องเที่ยวจะให้หมายกำหนดการ (รายละเอียด) การเดินทางสำหรับการเดินทางต่างประเทศของคุณ)

        - She planned her itinerary after visiting several travel websites. (เธอวางแผนรายละเอียดการเดินทางของเธอหลังจากเข้าชมเว็บไซต์การเดินทางหลายเว็บฯ)

        - We had to change our itinerary when we decided to add two more countries to our vacation. (เราจำเป็นต้องเปลี่ยนรายละเอียดการเดินทางเมื่อเราตัดสินใจเพิ่มอีกสองประเทศเข้าไปในการเดินทางพักผ่อนของเรา)

10.    -  We boarded the plane late, after a frantic search for my boarding pass. (เราขึ้นเครื่องบินล่าช้า ภายหลังการค้นหาแทบเป็นบ้าสำหรับบัตรผ่านขึ้นเครื่องของผม)

        - They will board the train for London in half an hour. (พวกเขาจะขึ้นรถไฟไปลอนดอนในอีกครึ่งชั่วโมง)

        - For security reasons, visitors are not allowed in the area of the airport where passengers board the planes. (ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง ผู้มาส่งไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในบริเวณของสนามบินซึ่งผู้โดยสารขึ้นเครื่อง)

11.    - Passengers must embark at least an hour before the ship sails. (ผู้โดยสารจะต้องขึ้นเรืออย่างน้อย ๑ ชั่วโมงก่อนเรือออกเดินทาง)

        - The port of embarkation is New York, where your cruise begins. (ท่าสำหรับขึ้นเรือคือนิวยอร์ค ที่ซึ่งการเดินทางเรือของคุณเริ่มต้น)

        - Cruise passengers are given a pass for embarkation when they check in at the dock. (ผู้โดยสารเรือ – ท่องเที่ยว – ได้รับบัตรผ่านสำหรับขึ้นเรือเมื่อพวกเขาเช็คอินที่ท่าเรือ)

        - The flight crew must check the passengers’ documents before embarkation. (ลูกเรือของสายการบินจะต้องตรวจเอกสารของผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง)

        - Why shouldn’t I embark on (upon) a new career at my age? (ทำไมผมจึงไม่ควรเริ่มอาชีพใหม่เมื่ออายุปูนนี้ – จริงๆแล้วผมสามารถทำได้นะ)

12.   -  He will announce the results of the election. (เขาจะประกาศผลการเลือกตั้ง)

        - The announcement of their engagement was in the paper. (การประกาศการหมั้นของพวกเขาอยู่ในหนังสือพิมพ์)

        - Did you hear an announcement about our new departure time? (คุณได้ยินการประกาศเกี่ยวกับเวลาเครื่องบินออกเดินทาง(เวลา)ใหม่หรือเปล่า)

        - We expect an announcement any time now about a snow emergency at the airport. (เราคาดหวังว่าจะมีการประกาศออกมาเวลาใดในขณะนี้เกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินหิมะตกที่สนามบิน)

 

2.     Airlines

Distinguish (v) – แสดงความแตกต่าง, จำแนก, ทำให้เด่น, ทำให้แตกต่าง, สังเกตได้

Extend (v) – ขยายออก, ยืดออก, กางออก, แผ่ออก, ยืดแขนหรือขาออก, ขยาย (เวลา, ขอบเขต, พื้น ที่), แสดงความเคารพหรืออวยพรต่อ, ยืดเวลาชำระหนี้, ต่อเติม (บ้าน), ให้ (การต้อนรับ), แสดง (ความยินดี-เสียใจ)

Extension (เอคส-เทน-ชั่น) (n) – การขยายออก-ยืดออก-กางออก-แผ่ออก, การยืดเวลาออก, สิ่งที่ขยายออก, โทรศัพท์พ่วง, การยืดเวลาชำระหนี้, การแสดงความเคารพหรืออวยพรต่อ

Situation (n) – สถานการณ์, สถานะ, สภาพ, สภาวะ, ฐานะ, ตำแหน่ง

Expense (n) – ค่าใช้จ่าย

Economize (อิ-ค้อน-โน-ไมซ) (v) – ประหยัด, กระเหม็ดกระแหม่, ไม่ให้มีการสูญเสีย

Economy (อิ-ค้อน-โน-มี่) (n) – การประหยัด, มาตรการประหยัด, เศรษฐกิจ, ระบบการจัดการ, วิธีการทางเศรษฐกิจ

Destination (n) – จุดหมายปลายทาง, จุดมุ่งหมาย

System (n) – ระบบ

Systematic (a) – เป็นระบบ

Equivalent (อิ-ควิฟ-วะ-เล่นท) (a - n) – เท่า กัน, ซึ่งมีค่าเท่ากัน, เสมอภาค, สิ่งที่เท่ากัน, สิ่งที่มีค่าเท่ากัน

Excursion (เอคส-เคอร์-ชั่น) (n) – การเดินทางท่องเที่ยว, การเดินทางในราคาลดพิเศษ, การเที่ยว, คณะเดินทางท่องเที่ยว, การเดินทางหรือไปเที่ยวเป็นกลุ่มช่วงสั้นๆ

Substantial (a) – สำคัญ, มาก, (อาหาร) เพียง พอ, ช่วยบำรุงร่างกาย, ส่วนมาก-ส่วนใหญ่, (ธุรกิจ) ซึ่งมั่งคั่ง – รุ่งเรือง

Prospective (a) – ซึ่งหวังไว้, ซึ่งคาดคะเนไว้อนาคต

Deal with (v) – ติดต่อ, เกี่ยวข้อง, จัดการ, เอาใจใส่, รับใช้, ติดต่อธุรกิจ

 

ตัวอย่างคำศัพท์ที่ใช้ในประโยค (Sample Sentences)

1.     -  A color-blind person cannot distinguish between certain colors. (คนตาบอดสีไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างสีบางสีได้)

        - The photograph was poor and few details could be distinguished. (รูปภาพนั้นแย่ – เบลอ – มากและสามารถสังเกตรายละเอียดได้เพียงเล็กน้อย)

        - This airline has distinguished itself as one of the most outstanding in the business. (สายการบินนี้ทำให้ตัวเองโดดเด่นในฐานะที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในธุรกิจ)

        - She has distinguished herself as a concert pianist. (เธอทำให้ตัวเองโดดเด่นขึ้นมาในฐานะนักเปียโนคอนเสิร์ต)

2.     -  We want to extend the house by adding a room. (เราต้องการต่อเติมบ้านโดยเพิ่มห้องอีกห้องหนึ่ง)

        - You will need to apply to the relevant government department for an extension to your permit. (คุณจำเป็นต้องยื่นใบสมัครต่อหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องเพื่อต่อใบอนุญาตของคุณ)

        - His working day often extends into the night. (วันทำงานของเขามักจะขยายออกไปถึงเวลากลางคืน)

        - We enjoyed the beach so much that we extended our stay another day. (เราสนุกสนานกับชายหาดมากจนกระทั่งเราขยายเวลาพักออกไปอีก ๑ วัน)

        - Does this property extend as far as the river? (ที่ดินนี้ขยายออกไปถึงแม่น้ำหรือเปล่า)

        - He extended his hand in greeting to the newcomer. (เขายื่นมือออกไปเพื่อทักทาย – เพื่อนบ้าน – ผู้มาใหม่)

        - The consequences of unemployment extend well beyond the labor market. (ผลที่ตามมาของการว่างงานขยายเกินออกไปเกินกว่าตลาดแรงงาน – คือมีผลกระทบเรื่องอื่นๆด้วย)

        - Fans were at the airport to extend a warm welcome to the visiting singer. (แฟนๆมาที่สนามบินเพื่อให้การต้อนรับที่อบอุ่นแก่นักร้องผู้มาเยือน)

        - They extended an invitation to their daughter’s new boyfriend.  (พวกเขาให้การเชื้อเชิญแก่เพื่อนชายคนใหม่ของลูกสาว)

        - My extension at work is 1800. (หมายเลขเบอร์โทรต่อที่ทำงานของผมคือ ๑๘๐๐)

3.     -  The situation in the Middle East could lead to war. (สถานการณ์ในตะวันออกกลางสามารถนำไปสู่สงคราม)

        - It was a very embarrassing situation to find (that) I had no money on me to pay for my bus fare. (มันเป็นสถานการณ์ – สภาวะ – ที่น่าอับอาย – กระอักกระอ่วน – เมื่อพบว่าผมไม่มีเงินติดตัวสำหรับค่ารถเมล์)

        - A noisy corner is a poor situation for a house. (มุมที่มีเสียงดัง – ในบ้าน – เป็นสภาวะที่แย่สำหรับบ้านหลังหนึ่ง) (ข้อนี้อาจหมายถึงมุมหนึ่งในบ้านหรือมุมถนนนอกบ้านก็ได้)

        - The airline suggested I check with the State Department concerning the political situation in the country I’m flying to.

        (สายการบินแนะนำว่าผมควรตรวจสอบกับกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศที่คุณกำลังจะบินไป)

        - The situation was beginning to frighten her. (สถานการณ์เริ่มทำให้เธอตกใจ) 

        - The situation is that everyone in the family is satisfied with his or her income. (สภาพการณ์ก็คือว่า ทุกคนในครอบครัวพึงพอใจกับรายได้ของตน)

4.     -  She claims back all her traveling expenses from the company. (เธอเรียกร้องค่าใช้จ่ายเดินทางทั้งหมดคืนจากบริษัท)

        - At the moment my expense is exceeding my income. (ณ เวลานี้ ค่าใช้จ่ายของผมเกินกว่ารายได้)

        - We could refurnish this room at little expense. (เราสามารถตกแต่งห้องนี้ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย)

        - They cannot afford the expense of staying at that hotel. (พวกเขาไม่มีเงินพอค่าใช้จ่ายสำหรับพักในโรงแรมนั้น)

        - A luxury vacation involves many expenses. (การเดินทางวันหยุดแบบหรูหราเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายจำนวนมาก)

        - If they keep their expenses down, they might have enough money to take a longer trip. (ถ้าพวกเขาลดค่าใช้จ่ายลง พวกเขาอาจมีเงินพอที่จะเดินทางได้ไกลขึ้น)

5.     -  If he is really going to buy a car, he will have to economize on other things. (ถ้าเขากำลังจะซื้อรถยนต์จริงๆละก็ เขาจะต้องประหยัดในสิ่งอื่นๆ)

        - She economizes by buying fewer new dresses. (เธอประหยัดโดยการซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆน้อยลง)

        - The poor country has to economize on gas because it is entirely imported. (ประเทศยากจนนั้นจำเป็นต้องประหยัดน้ำมัน เพราะว่ามันถูกนำเข้าทั้งหมด)

        - We decided to economize this year and take our vacation during the off season, when prices are lower. (เราตัดสินใจประหยัดปีนี้ และเดินทางท่องเที่ยววันหยุดช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว เมื่อราคา – โรงแรม, อาหาร – ถูกกว่าช่วง high season )

        - The country’s economy is on an upswing and economists predict an  end to the recession. (เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะขาขึ้นและนักเศรษฐศาสตร์ทำนายการสิ้นสุดของภาวะเศรษฐกิจถดถอย)

        - I like the economy of language in her writing which is clear and concise. (ผมชอบประสิทธิภาพ – การประหยัดการใช้คำ – ของภาษาในการเขียนของเธอ ซึ่งชัดเจนและกะทัดรัด)

       - A way to save money is to travel economy class when you fly. (วิธีหนึ่งที่จะออมเงินคือเดินทางชั้นประหยัดเมื่อคุณนั่งเครื่องบิน)

       - Cambodia’s economy is still largely based on agriculture. (เศรษฐกิจของกัมพูชาส่วนใหญ่ยังคงมีพื้นฐานทางภาคเกษตร)

6.    -  The hitchhiker’s destination was Vienna. (จุดหมายปลายทางของนักโบกรถคือเวียนนา)

        - I reached my destination around 4 p.m. (ผมถึงปลายทางประมาณ ๔ โมงเย็น)

        - Phuket island is a popular tourist destination for most foreign visitors. (เกาะภูเก็ตเป็นปลายทางท่องเที่ยวที่คนนิยมสำหรับผู้มาเยือนชาวต่างประเทศส่วนใหญ่)

        - Once you have determined your desired destination, we can work toward getting the best airfare. (เมื่อคุณได้กำหนดจุดหมายปลายทางที่ประสงค์แล้ว เราสามารถดำเนินการให้คุณได้ตั๋วเครื่องบินที่ราคาถูกที่สุด)

7.     -  She organizes a system for storing her papers. (เธอจัดระบบขึ้นมาสำหรับเก็บเอกสาร)

        - Many countries use the decimal system. (หลายประเทศใช้ระบบทศนียม)

        - The road system links the suburbs to the city centre. (ระบบถนนเชื่อมโยงตำบลนอกเมืองเข้ากับใจกลางเมือง)

        - The airline system covers the entire world with flights. (ระบบสายการบินครอบคลุมโลกทั้งใบด้วยเที่ยวบินต่างๆ)

        - A systematic worker is more efficient. (คนทำงานเป็นระบบจะมีประสิทธิภาพมากกว่า)

        - He worked systematically through his tasks. (เขาทำงานทั้งหมดอย่างเป็นระบบ)

8.     -  Women were paid less than men doing equivalent work. (ผู้หญิงได้ค่าจ้างน้อยกว่าผู้ชายที่ทำงานปริมาณเท่ากัน)

        - I wonder if they have equivalent institutions in other countries. (ผมประหลาดใจว่าพวกเขามีสถาบันแบบเดียวกันในประเทศอื่นหรือไม่)

        - His job is roughly equivalent to that of a division director. (งาน – ตำแหน่ง – ของเขาเทียบเท่าโดยประมาณกับงานของผู้อำนวยการกอง)

        - A good quilt can be the equivalent (n) of at least 3 blankets. (ผ้านวม – ผ้าสำลี – ดีๆผืนหนึ่งสามารถเทียบเท่ากับผ้าห่มอย่างน้อยสามผืน – ในแง่ของราคาหรือการช่วยให้อบอุ่น)

        - The food the airline serves in economy class is equivalent to that served in business class. (อาหารที่สายการบินเสิร์ฟในชั้นประหยัดเทียบเท่ากับอาหารที่เสิร์ฟในชั้นธุรกิจ)

9.     -  Her class is going on an excursion to the zoo. (ชั้นเรียนของเธอกำลังจะไปเที่ยวสวนสัตว์)

        - She made a shopping excursion when she arrived in Tokyo. (เธอออกไปเที่ยวหาซื้อของเมื่อมาถึงโตเกียว)

        - You could go on a day excursion to a nearby island of Cebu. (คุณสามารถออกเที่ยวตอนกลางวันไปยังเกาะเซบูที่อยู่ใกล้เคียง)

        - With some time between meetings in London, the company president enjoyed an excursion to Stonehenge. (ด้วยมีเวลาว่างระหว่างการประชุมในลอนดอน ท่านประธานบริษัทสนุกกับการเดินทางไปเที่ยวสโตนเฮนจ์)

10.     -  He has built up his business into a substantial empire. (เขาได้สร้างธุรกิจขึ้นเป็นอาณาจักรที่มั่งคั่ง-รุ่งเรือง)

         - After that substantial breakfast, I won’t want any lunch. (ภายหลังอาหารเช้าที่พอเพียง – ช่วยบำรุงร่างกาย – ผมไม่ต้องการอาหารกลางวันใดๆเลย)

        - The police don’t arrest such an important person without substantial evidence. (ตำรวจไม่จับกุมบุคคลสำคัญเช่นนั้นโดยปราศจากหลักฐานที่มากพอ)

        - The airfares charged by different airlines are not substantially different. (ค่าโดยสารเครื่องบินที่ชาร์จโดยสายการบินต่างๆไม่แตกต่างกันมากมาย)

        - She changes the plan substantially so it’s now totally different. (เธอเปลี่ยนแผนอย่างมาก ดังนั้น ตอนนี้มันเลยแตกต่างไป – จากเดิม – อย่างสิ้นเชิง)

11.    - The salesman showed the car to the prospective buyer. (ผู้ขายโชว์รถแก่ผู้ที่คาดว่าจะซื้อ)

        - I narrowed my list of prospective destinations to my 3 top choices. (ผมจำกัดรายชื่อจุดหมายปลายทางที่คาดว่าจะเดินทางไปให้เหลือน้อยลงเพียง ๓ ช้อยส์แรก)

         - Airlines advertise on travel websites to attract prospective customers. (สายการบินโฆษณาบนเว็บไซต์ท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นลูกค้า – ในอนาคต)

12.     -  This book deals with the Holy Roman Empire. (หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับอาณาจักรโรมันอันศักดิ์สิทธิ์)

         - We have dealt with him for years. (เราได้ค้าขายกับเขามาหลายปีแล้ว)

         - When can you deal with this matter? (คุณจะเอาใจใส่กับเรื่องนี้ได้เมื่อใด)

         - I’ll deal with you later. (ผมจะดู – เอาใจใส่ – เรื่องของคุณในภายหลัง)

        - Ticket agents must deal politely with irate customers. (ตัวแทนจำหน่ายตั๋วจะต้องบริหารจัดการอย่างสุภาพกับลูกค้าที่โมโห)

        - Sick passengers, frightened children, and rude pilots are just a few of the things cabin attendants have to deal with. (ผู้โดยสารที่ป่วย เด็กๆที่ตกใจกลัว และนักบินที่หยาบคาย เป็นเพียงไม่กี่อย่างที่พนักงานบริการบนเครื่องบินจำเป็นต้องเกี่ยวข้องด้วย)

          

          

Subscribe to RSS - หมวดคำศัพท์ TOEIC