หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 393)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In pantomime actors use gestures (เจส-เช่อะ) ___________________ words to convey ideas.

{ในละครใบ้  นักแสดงใช้อากัปกิริยาที่แสดงออก (การชี้มือชี้ไม้) ____________ คำพูดเพื่อสื่อ (ถ่ายทอด) ความคิด}

(a) in place    (“In place of”  =  แทน, แทนที่)

(b) nonetheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(c) other    (อื่นๆ)

(d) instead of    (แทน, ในฐานะสิ่งทดแทนสำหรับ, แทนที่, มากกว่าจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรือ  “In place of”  ก็ได้  เช่น

  • This year we went by car instead of going by air.

(ปีนี้เราไปโดยรถยนต์  แทนที่จะไปทางอากาศ)

  • Do you mind having tea instead of coffee?

(คุณรังเกียจดื่มชาทดแทนกาแฟไหม)

  • You ought to do some work, instead of sitting there reading the paper.

(คุณควรทำงานเสียบ้าง, มากกว่าที่จะนั่งที่นั่นและอ่านหนังสือพิมพ์)

  • The boys went fishing instead of going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • I am here in place of Mr. Smith, who is not well.

(ผมมาที่นี่แทนคุณสมิธ, ผู้ซึ่งไม่ค่อยสบาย)

  • The grown-up had coffee but the children wanted milk in place of coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆ ต้องการนมมากกว่ากาแฟ)

 

2. The paramecium swims rapidly _____________________________________ hair-like cilia.

(โปรโตซัวน้ำจืดมีขน  ว่ายน้ำอย่างรวดเร็ว __________ ส่วนที่คล้ายขนบนผิวหนัง ___________)

(a) of the beating

(b) its beating

(c) by beating its    {โดยการตี (กระพือ) ................(ส่วนที่..........ผิวหนัง)................... ของมัน}

(d) by beaten its

 

3. Having received over eighty percent of the vote, Jane M. Byrne became the first woman ____________ elected mayor of Chicago.

(ได้รับเกินกว่า  ๘๐  เปอร์เซ็นต์ของคะแนนเสียง, เจน. เอ็ม. เบอร์เน  เป็นสตรีคนแรก (ซึ่ง) ______________ เลือกให้เป็นนายกเทศมนตรีของเมืองชิคาโก)

(a) who she

(b) she was

(c) was to

(d) to be    (ถูก, ได้รับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  {Subject + Is (Become) + The + First (Second, Third, Last) + (Man, Woman, Person) + To + Verb 1 (ในกรณีที่เป็น  “Active voice)}  ส่วนในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  “To + Be + Verb 3”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • An innovator, ballerina Augusta Maywood was _____________ a traveling company.

(เป็นนักประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ๆ,  นักเต้นระบำบัลเลต์หญิง  ออร์กุสตา เมย์วูด  เป็น __________ บริษัท (บัลเลต์) ซึ่งเดินทางไปแสดง ณ ที่ต่างๆ)

(a) to form the first

(b) the first to form    (บุคคลแรกผู้ซึ่งก่อตั้ง)

(c) who formed the first

(d) forming the first

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “The first woman (person) to form”  ก็ได้   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Jim was the last ______________________________________ at the party last night.

(จิมเป็นคนสุดท้ายที่ ______________________________________ ที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้)

(a) came

(b) come

(c) to come    (มา)

(d) coming 

ตอบ    –    ข้อ  (c)   (หรือ  “Last person to come”)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {The first (second, third……..........…...last) + (person, man, woman) + To + Verb 1  (ในกรณีเป็น  "Active voice"   และใช้  "To + Be + Verb 3"  ในกรณีเป็น "Passive voice")}  =  (เป็นคนแรก, คนที่สอง.......................คนสุดท้าย + ที่ (กริยาคำไหนก็ได้ เช่น  มาถึง, สอบผ่าน, บินเดี่ยวรอบโลก, คิดสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ)  หรือ  "เป็นคนแรก  (คนที่สอง, คนสุดท้าย)  ที่ถูก...................."  เช่น  ในประโยคข้างล่าง

  • Judy was the second (person, woman) to receive the scholarship from the committee.

(จูดี้เป็นคนที่    ที่ได้รับทุนการศึกษาจากคณะกรรมการ)  (จูดี้เป็นผู้ได้รับ)

  • Charles Lindberg was the first (person, man) to fly around the world.

(ชาร์ลส์ ลินด์เบิร์ก  เป็นบุคคลแรกที่บินรอบโลก)  (ลินด์เบิร์กเป็นผู้บิน)

  • James was the first (person) to be fired after the workers’ strike.

(เจมส์เป็นบุคคลแรกที่ถูกไล่ออก  หลังจากการนัดหยุดงานของคนงาน)  (เจมส์เป็นผู้ถูกไล่ออก)

  • Evan Stockton was the last (person) to be executed in an electric chair in Nevada in 1984.

(อีแวน สต็อกตัน  เป็นบุคคลสุดท้ายซึ่งถูกประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า  ในรัฐเนวาดาในปี ๑๙๘๔)  (อีแวนฯ  เป็นผู้ถูกประหาร)

 

4. Tecumseh, __________, played an influential role in his tribe both in times of peace and of war.

(เตคัมเซห์, ____________, มีบทบาทที่ทรงอิทธิพลในเผ่าของเขา  ทั้งในยามสันติและยามสงคราม)  (เตคัมเซห์  เป็นนักรบและหัวหน้าอินเดียนแดงเผ่าชอว์นีในรัฐโอไฮโอ  และต่อมาได้เป็นผู้นำของสมาพันธ์อินเดียนแดง (หลายๆ เผ่า) ในตอนต้นศตวรรษที่  ๑๙)

(a) was a strong fighter and gifted orator

(b) a strong fighter and gifted orator whose

(c) a strong fighter and was a gifted orator

(d) a strong fighter and gifted orator    (นักรบผู้เข้มแข็งและนักกล่าวสุนทรพจน์ผู้มีพรสวรรค์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Tecumseh, who was a strong fighter and gifted orator, played……..........…….”   

 

5. Authorities have found that the addition of antibiotics to livestock fodder ___________ humans immune to the drugs.

(ผู้เชี่ยวชาญได้พบว่า  การเติมสารหรือยาปฏิชีวนะในอาหาร (ของ) ปศุสัตว์ (เช่น  วัว, ควาย, แกะ, แพะ, เป็ด, ไก่) ____________ มนุษย์มีภูมิคุ้มกันต่อยาต่างๆ)  (ที่เติมลงไปในอาหารเหล่านั้น  เมื่อคนกินเนื้อสัตว์ที่กินสารฯ เข้าไป)

(a) be making

(b) can be made

(c) can make    (สามารถทำให้)

(d) make

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นกริยาของอนุประโยค  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Makes” (ทำให้)  ก็ได้   เนื่องจากประธานของอนุประโยค  คือ  “The addition”  (เป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเติม  “S”)   โดยมี  “Of antibiotics to livestock fodder”  เป็นส่วนขยายประธาน

 

6. The artistic director of the 1984 National Playwrights Conference was Lloyd Williams, _______ the Yale School of Drama.

(ผู้อำนวยการด้านศิลปะของ  “การประชุมนักเขียนบทละครแห่งชาติปี  ๑๙๘๔”  คือ  ลอยด์ วิลเลียม, ____________ สำนักการละครของมหาวิทยาลัยเยล  -  ในสหรัฐฯ)  (เทียบเท่าคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัย)

(a) of whom is dean

(b) of whose dean

(c) is dean of

(d) dean of    (คณบดีของ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “……...........….Williams, who was dean of the Yale……...........….

 

7. He did not actually hit me with his stick; he only ___________________________ to do so.

(เขามิได้ตีผมจริงๆ ด้วยไม้ของเขา  เขาเพียงแต่ _______________________ ว่าจะทำเช่นนั้น)

(a) managed    (บริหาร, จัดการ, สามารถ)

(b) threatened    (ขู่เข็ญ, ขู่กรรโชก, คุกคาม)

(c) warned    (เตือน)

(d) suggested    (แนะนำ, ชี้แนะ)

 

8. Susan wanted to buy the coat, but it cost more than she could ______________________.

(ซูซานต้องการซื้อเสื้อโค้ต  แต่มันมีราคามากกว่าที่เธอจะสามารถ _____________________)

(a) assume    (ตั้งสมมติฐาน, ทึกทักเอาว่า)

(b) arouse    (ปลุกเร้า, กระตุ้น)

(c) afford    (มีได้, สามารถมีได้, มีเงินพอจะซื้อหามาได้,  ให้, จัดให้มี, สามารถให้ได้)

(d) adopt    (รับเอามาเลี้ยงเป็นลูก, รับเอามาใช้)

 

9. As you are only 16, you must have your parents’ _______________ before you can get married.

(เพราะคุณอายุเพียงแค่  ๑๖  ปีเท่านั้น  (ดังนั้น) คุณจะต้องได้รับ _____________ จากพ่อแม่ของคุณ  ก่อนที่คุณจะสามารถแต่งงานได้)

(a) allow    (ยินยอม, อนุญาต, ยอมให้)  (เป็นคำกริยา)

(b) consent    (ความยินยอม, ความเห็นชอบ, การอนุญาต)

(c) permit    (ใบอนุญาต)

(d) subscription    (การบอกรับเป็นสมาชิก, การสั่งซื้อ, การบริจาค, การลงนามข้างท้าย)

 

10. Cigarette smoke raises your blood pressure ________________________ 10 to 20 points.

(ควันบุหรี่เพิ่มความดันโลหิตของคุณ _______________________________ ๑๐  ถึง  ๒๐  จุด)

(a) by    (ที่, ราวๆ)

(b) for

(c) at

(d) approximate    (ประมาณ, ราวๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ   “Approximately”  ก็ได้

                                              สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),   “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด) -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา),  “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย    เหลือ  )  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),    เป็นต้น

 

11. How cold ___________________________________________________ in Paris now?

(_______________________________________________ เย็นเท่าใดในปารีสขณะนี้)

(a) it is

(b) is it    (อากาศ)

(c) is there

(d) it gets

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “It is cold in Paris now.”  เมื่อเป็นคำถาม  ต้องเอากริยาไว้หน้าประธาน  (Is it)

 

12. We all suspected him but ___________________________________ he was innocent.

(พวกเราทั้งหมดสงสัยเขา  แต่ ______________________________ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์)

(a) for that matter

(b) no matter

(c) as a matter of course

(d) as a matter of fact    (จริงๆ แล้ว, แท้ที่จริงแล้ว)

 

13. He doesn’t want ________________________________________________________.

(เขาไม่ต้องการ _____________________________________________________)

(a) that the doctor comes

(b) that the doctor come

(c) the doctor to come.    (ให้หมอมา)

(d) the doctor comes

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Want (Doesn’t want) + กรรม  + To + Verb 1

 

14. ______________ being elected president came ______________ a surprise to everyone.

(การถูกเลือกเป็นประธาน ____________ กลาย ___________ ความประ หลาดใจกับทุกคน)

(a) She _______________ to

(b) Hers _______________ like

(c) She is _______________ for

(d) Her _______________ as    (ของเธอ  ______________  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้   “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้า   “Gerund” (Verb + ing)  ในรูป  “Passive voice”  (Her + Being + Verb 3)   ซึ่งในที่นี้  คือ  “Her being elected president”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Would you mind _____________________________________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ _________________________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Does Betty object to ___________________________________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ _____________ สำหรับเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง  เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือเปล่า)

(a) your waiting    (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “To”  ใน   “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น   “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้   “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น   “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking”   เป็นต้น

                                                กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

 

15. As you pass the courthouse, you’ll be able to see Mr. Walter’s orange groves _____________.

(ในขณะที่คุณผ่านที่ทำการศาล  คุณจะสามารถเห็นสวนส้มของมิสเตอร์วอลเตอร์ _____________)

(a) on your right hand

(b) on your right    (ทางด้านขวามือของคุณ)

(c) to your right side

(d) to your right-handed side

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “To your right-hand side”  ก็ได้

 

16. After ___________ all night, I noticed that only three cigarettes ____________ in the pack.

(หลังจาก ___________ ตลอดคืน,  ผมสังเกตว่า  มีบุหรี่เพียง    มวน ___________ ในซอง)

(a) smoke _______________ still had left

(b) smoking _______________ still left

(c) having smoked ____________ were still left    (ได้สูบบุหรี่ __________ ยังคงเหลืออยู่)

(d) I had smoked _______________ were still leaving

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ต้องใช้   “Were still left”  (Passive voice)  เนื่องจาก  บุหรี่    มวน  “ถูกเหลือ  หรือ ถูกทิ้งไว้”  ในซอง

 

17. _______________ on television can be very damaging to children who watch the programs.

(__________ ทางทีวี  สามารถทำความเสียหายอย่างมากแก่เด็กๆ  ผู้ซึ่งดูรายการต่างๆ)  (จากทีวี)

(a) The too great sex and violence

(b) Sex and violence too much

(c) The great numbers of sex and violence

(d) Too much sex and violence    (เรื่องเพศและความรุนแรงที่มากเกินไป)

 

18. I am doubtful whether the scheme would be of much advantage to us; ____________, we don’t know what it involves.

(ผมสงสัยว่า  โครงการนั้นจะเป็นประโยชน์กับเรามากหรือไม่, _____________ เราไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร)

(a) yet     (แม้กระนั้นก็ตาม)

(b) beside    (ข้างเคียง)

(c) except    (ยกเว้น)

(d) besides    (นอกจากนั้น)

 

19. We do not know ____________________________________________ that he will come.

(เราไม่ทราบ _________________ ว่าเขาจะมา)  (คือ  ไม่รู้แน่นอน  ว่าเขาจะมาหรือไม่  -  ไม่สามารถบอกได้)

(a) certainly    (อย่างแน่นอน)

(b) no doubt    (ไม่มีปัญหา, ไม่ต้องสงสัย)

(c) for certain    (แน่นอน)

(d) on a certainty    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “for sure”  (แน่นอน)  ก็ได้

 

20. Anna went to work _________________________________________ being exhausted.

(แอนนาไปทำงาน ____________________________________________ เหน็ดเหนื่อย)

(a) though    (แม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) because of    (เนื่องมาจาก)

(c) in spite of    (ทั้งๆ ที่)

(d) for

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 392)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Legumes take nitrogen into their roots ___________________________________ the air.

(พืชฝักเล้กกูม (ลิกูม) นำกาซไนโตรเจนเข้าสู่รากของมัน _____________________ อากาศ)

(a) except    (ยกเว้น, เว้นแต่)

(b) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(c) but    (แต่)

(d) from    (จาก)

 

2. Glass that has been tempered may be up to __________________________________.

(แก้วซึ่งได้ผ่านการหลอมเหลว  อาจจะถึงขนาด _______________________________)

(a) as hard as ordinary glass five times

(b) hard as ordinary glass times five

(c) five times as hard as ordinary glass    (แข็งเป็น    เท่าของแก้วธรรมดา)

(d) ordinary glass as hard as five times

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ต้องเรียงโครงสร้างวลีในแบบดังกล่าว

 

3. Not every pearl that is found ______________________________________________.

(มิใช่ไข่มุกทุกเม็ดที่ถูกพบ ______________________________________________)

(a) of value

(b) is valuable    (มีค่า)

(c) to be valued

(d) valuable

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Is”  เป็นกริยาของประโยคใหญ่  (Not every pearl is valuable)  ส่วน  “Valuable”  เป็น  “Complement”  ของ  “Is”  สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “Is of value”  (มีค่า)  ก็ได้

 

4. Trumpeter Wynton Marsalis has won Grammy awards for his recordings of __________ jazz and classical music.

(นักทรัมเป็ต  วินตัน มาร์ซาลิซ  ได้รับรางวัลแกรมมี่สำหรับการบันทึกเสียง (แผ่นเสียง) ของเขา  ของ __________ ดนตรีแจซและคลาสสิค)

(a) also

(b) together

(c) the two

(d) both    (ทั้ง)

 

5. ____________ mirror the ideals and opinions of women in the United States in the latter part of the 1800’s.

(_____________ สะท้อนให้เห็นอุดมการณ์และความคิดเห็นของสตรีในสหรัฐฯ  ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่  ๑๘)

(a) Whether the novels of Mary Jane Holmes    (ไม่ว่านิยายของแมรี่ เจน โฮลเมส  สะท้อนให้เห็น............................ศตวรรษที่  ๑๘  หรือไม่ก็ตาม)

(b) The novels of Mary Jane Holmes    (นิยายของแมรี่ เจน โฮลเมส)

(c) Mary Jane Holmes wrote novels    (แมรี่ เจน โฮลเมส  เขียนนิยาย)

(d) Why Mary Jane Holmes wrote novels    (ทำไม แมรี่ เจน โฮลเมส  เขียนนิยาย)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “The novels”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Of Mary Jane Holmes”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Mirror”  (สะท้อนให้เห็น) เป็นกริยา  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  ข้อ  (c)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  Mary Jane Holmes wrote novels which (that)”  (แมรี่ เจน โฮลเมส  เขียนนิยายซึ่ง)  โดยประโยคนี้  ประกอบด้วยประโยคใหญ่  (Mary Jane Holmes wrote novels)  และประโยคย่อย (อนุประโยค)  “Which (that) mirror the ideals and opinions of women in the United States in the latter part of the 1800’s” 

 

6. ___________________, a leader of the Mingo tribe, won fame for a stirring speech in 1774.

(_______________, ผู้นำคนหนึ่งของอินเดียนแดงเผ่ามิงโก, ได้รับชื่อเสียงจากสุนทรพจน์ที่ปลุกเร้า (กระตุ้น) (ให้ชาวเผ่าต่อสู้เพื่อสิทธิของตน) ในปี  ๑๗๗๔)  (มิงโกเป็นอินเดียนแดงในรัฐโอไฮโอ  ในช่วงกลางศตวรรษที่  ๑๘)

(a) It was Logan

(b) Logan was

(c) Logan    (โลแกน)

(d) When Logan

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Logan”   เป็นประธานของประโยค   โดยมี  “Won”  (ได้รับ) เป็นกริยา

 

7. _______________________________________ 700,000 recognized species of insects.

{_______________________ ๗๐๐,๐๐๐ พันธุ์ของแมลงที่เป็นที่รู้จัก (หรือได้รับการยอมรับ)}

(a) About    (ประมาณ)

(b) For about    (สำหรับประมาณ, เพื่อประมาณ)

(c) About the

(d) There are about    (มีประมาณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (There)  และกริยา  (Are)  ของประโยค

 

8. Have you finished your homework ___________________________________________?

(คุณทำการบ้านเสร็จแล้ว _______________________________________________)

(a) still    (ยังคง)

(b) ready    (พร้อม, เตรียมพร้อม, เสร็จ, ฉับพลัน, ทันที)

(c) yet    (หรือยัง)  (ใช้กับประโยคคำถาม  และปฏิเสธ)

(d) all ready    (ทุกอย่างพร้อม-พร้อมแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “Already”  (แล้ว, เรียบร้อยแล้ว)  (ใช้กับประโยคบอกเล่า  และคำถาม)  ก็ได้

 

9. The teacher is drinking ___________________________________________________.

(คุณครูกำลังดื่ม _____________________________________________________)

(a) a coffee    (ไม่ใช้รูปนี้)  (“Coffee”  เป็นนามนับไม่ได้)

(b) a cup of some coffee    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) a cup of coffee    (กาแฟ  ๑  ถ้วย)

(d) a coffee-cup    (ถ้วยกาแฟ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Coffee”  (นามนับไม่ได้)  ก็ได้

 

10. ‘Mutter’ is the German word _________________________________________ ‘mother’.

(“มัตเตอร์”  เป็นคำภาษาเยอรมัน _____________________________________ “แม่”)

(a) of

(b) as

(c) instead    (แทนที่)

(d) for    (สำหรับ)

(e) means    (หมายถึง, หมายความว่า)   

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                               สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ด้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียม พร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                              ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต),  “Apply”  (สมัคร)  -  “She will apply for a job immediately after graduating.”  (เธอจะสมัครงานในทันทีที่เรียนจบ),  เป็นต้น

                                               สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”   ด้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ  ไม่แน่ใจ),  “Demand”  (ความต้องการ)  -  The demand for our goods is increasing.  (ความต้องการสินค้าของเรากำลังเพิ่มมากขึ้น),  เป็นต้น

 

11. Come back as _________________________________________________ as possible.

(จงกลับมาให้ ____________________________________________ เท่าที่จะเป็นไปได้)

(a) quick

(b) quickly    (อย่างเร็ว)  (หมายถึงเดินหรือวิ่ง)  (แต่ในประโยคข้างบน ต้องการบอกเพียงว่า  “กลับมาให้เร็วเท่าที่ทำได้”  ไม่เน้นว่าจะโดยวิธีใด)

(c) soon    (เร็ว)

(d) earlily    (คำนี้ไม่มีใช้  มีแต่  “Early”  ซึ่งเป็นทั้งคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “Early”  (แต่เนิ่นๆ, เช้า, แต่เช้า)  ก็ได้

 

12. I _______________________________________________ a salesman for ten years.

(ผม ______________________ พนักงานขายฯเป็นเวลา  ๑๐  ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่)

(a) have become

(b) became

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) am

ตอบ   -   ข้อ   (c)   อยู่ในรูป   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  โดยเหตุการณ์เกิดในอดีต  (เป็นพนักงานขาย)  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

13. The gardener waters the trees lest _________________________________________.

(ชาวสวนรดน้ำต้นไม้  โดยเกรงว่า __________________________________________)

(a) they may die

(b) they should die    (มันจะตาย)

(c) they will die

(d) they would die

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Lest”  (โดยเกรงว่า)  +  Subject  +  Should  +  Verb 1

 

14. If you were to touch that wire, you ___________________________________ instantly.

(ถ้าคุณมีเจตนาที่จะสัมผัสลวดเส้นนั้นละก็  คุณ ________________________ ในทันทีทันใด)

(a) would kill

(b) would be killed    {จะ (ถูกฆ่า) ตาย}

(c) will kill

(d) will be killed

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพื่อให้สอดคล้องกับ   “If you were to……………….”  สำหรับประโยคข้างบน  เป็น  “If clause”  แบบที่    ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในปัจจุบัน  ดูเพิ่มเติม   “If clause”  แบบที่     จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • _____________ photosynthesis were to stop, most living things would disappear from the Earth in a few years.

(_______________ การสังเคราะห์แสงจะต้องหยุดไป  (ในขณะนี้)  สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะสูญหายไปจากโลกในเวลาไม่กี่ปี)

(a) Besides    (นอกจาก, นอกจากนั้น)

(b) If    (ถ้า)

(c) So

(d) For

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”   (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  ซึ่งมี  ๒  นัย  คือ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  หรือ  (๒) เหตุการณ์เกิดขึ้นได้ยาก  หรือมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้น  (ในปัจจุบัน)  สำหรับประโยคข้างบน  เป็นการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  (หรือเกิดขึ้นได้ยาก)  เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “(ในปัจจุบัน)  การสังเคราะห์แสงไม่หยุด  ทำให้สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สูญหายไปจากโลก”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________ next month, I would give a party.

(___________________________________________ เดือนหน้า  ผมจะจัดงานเลี้ยงให้)

(a) If she comes

(b) Should she comes

(c) Were she to come    (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)

(d) If she would come

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากมาจากข้อความ  “If she were to come”  (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)  เป็น  “If clause”  แบบที่   หรือ  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน – หรืออนาคต)  คือ มีความหมายเป็น    นัย  คือ  () ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  เช่นในประโยค  “If I were a bird (= Were I a bird), I would fly to the moon.”  (ถ้าฉันเป็นนก  ฉันจะบินไปดวงจันทร์) (หมายถึง  ถ้าเป็นนกในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง)  ()  เกิดขึ้นได้ยาก  หรือผู้พูดคิดว่าคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  เช่นในประโยคข้างบน (ตัวอย่างที่  และ)  ผู้พูดเชื่อว่า  “เป็นไปได้ยากที่การสังเคราะห์แสงจะหยุดไป  ดังนั้น  สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะไม่สูญหายไปจากโลก”  หรือ  “เป็นไปได้ยากที่เธอจะมาเดือนหน้า  ดังนั้น  ผมคงไม่ต้องจัดงานเลี้ยงให้”  ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่    จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • If I _________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม _____________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่ ๒   “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  (เพราะผมไม่ใช่คุณ  ผมจึงไม่ต้องรีบจากไป)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                               ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I__________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม __________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”   คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  (การทดสอบไม่ได้ใช้ภาษาไทย  แต่ใช้ภาษาอังกฤษ  ผมจึงรังเกียจมัน)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                               ตัวอย่างที่ 

  • If you lived closer to the office, you ________________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ___________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่    “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ   “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  (คือ  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศ  ไม่เป็นความจริง  -  ความจริง คือ อยู่ไกลจากออฟฟิศ)  ประโยคเงื่อนไข  “If clauseแบบที่    (Present unreal)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V.  ช่องที่ 2”  และในกรณีมี   “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause)  จะใช้รูป  “Subject + Would + (Not) + V. ช่องที่ 1

                                             สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่    นี้  มักใช้เมื่อ  () เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน (ตัวอย่างที่  ๓,  ๔  และ  ๕)   หรือไม่ก็   ()  ผู้พูดมีความเชื่อว่า  ข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่น  ประโยคในตัวอย่างที่   และ     และประโยคข้างล่าง  บางประโยคมีความกำ้กึ่งกันระหว่าง  (๑)  และ  (๒)  เช่น  ในตัวอย่างที่  ๑

  • If you came to the party today  (หรือ tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะมั่นใจว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”   แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clauseแบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”  คือ

  • If you come to the party today (tomorrow), you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ (วันพรุ่งนี้)  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                             ตัวอย่างอื่นๆ  ของ  “If clause”  แบบที่    เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน (การที่ตนเป็นนัก เรียนยากจนไม่เป็นความจริง)  ตนเลยได้ไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  (ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้) ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดมั่นใจว่า  มีโอกาสน้อยมาก หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก  ที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)  เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ที่ผมจะเป็นนก  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มทีที่จะได้พบ)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if ………….........……not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนคงไปที่นั่นได้แน่  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คงเป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  ที่ตัวเขาจะมา)

                                              สำหรับใน  “If clause”  แบบที่    ที่มีกริยา  Were”  เราสามารถใช้รูป  “ผกผัน”  (Inversion)  ได้  โดยนำ  “Were”  มาขึ้นต้นอนุประโยค  แทน  “If”  ได้  ไม่ว่าอนุประโยค  (If clause)  จะอยู่ข้างหน้า  หรือข้างหลังประโยคใหญ่  (Main clause)  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาตั้งใจ-มุ่งมั่นที่จะออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  สินค้าราคาถูกไม่เกิดขึ้นจริง  หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนได้ไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)  (การที่ตนเป็นนักเรียนยากจนไม่เป็นความจริง)

  • She would give me a million baht (now) were she a millionaire.

(= She would give me a million baht (now) if she were a millionaire.

(เธอจะให้ผม    ล้านบาท (ในขณะนี้)  ถ้าเธอเป็นเศรษฐี)  (แต่เพราะว่าเธอมิได้เป็นเศรษฐี  เธอจึงมิได้ให้เงินล้านแก่ผม)  (การเป็นเศรษฐีของเธอมิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเป็นไปไม่ได้)  (เป็นการสมมติที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเป็นไปไม่ได้  ในปัจจุบัน  จงเปรียบเทียบความแตกต่างกับ  “If clause”  แบบที่   (Past unreal)  -  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค) 

  • She would have given me a million baht (last year) if she had been a millionaire.

(เธอคงจะได้ให้เงิน  ๑  ล้านบาทแก่ผมแล้ว  (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าเธอเป็นเศรษฐี)  (แต่เธอมิได้เป็นเศรษฐี  เธอจึงมิได้ให้เงิน  ๑  ล้านบาทแก่ผม)  (เมื่อปีที่แล้ว)

 

15. My brother doesn’t drink, and I don’t, ______________________________________.

(พี่ชายของผมไม่ดื่มเหล้า  และผมก็ไม่ (ดื่ม) ___________________________________)

(a) too

(b) either    (เช่นเดียวกัน)

(c) also

(d) neither

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Either,  Neither”  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • Kimberly won’t have enough time and Betty ______________________________.

(คิมเบอร์ลี่คงจะไม่มีเวลาพอ   และเบ็ตตี้_____________________________________)

(a) won’t too.

(b) doesn’t either

(c) won’t either    (ก็จะไม่มีเวลาพอเช่นเดียวกัน)

(d) does neither

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Either”   ที่ใช้ในประโยคข้างบน  ถือเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เมื่อใช้ในประโยคปฏิเสธ   ในความหมาย  “เช่นกัน, เช่นเดียวกัน”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She does not like dogs.  I don’t like dogs either. (= I don’t either.) 

(เธอไม่ชอบสุนัข  (และ)  ผมก็ไม่ชอบเช่นกัน)

                                               ทั้งนี้  อาจใช้  “Neither”  หรือ  “Nor”  ก็ได้   โดยต้องวางไว้หน้าประโยค   และต้องใช้กับรูปกริยาบอกเล่าเท่านั้น  เนื่องจาก  “Neither”  (Nor)   มีความหมายในทางปฏิเสธอยู่แล้ว   คือ  “ไม่เช่นเดียวกัน”   ทั้งนี้ต้องให้อยู่ใน  “Tense”  เดียวกันด้วย   และต้องให้สอด คล้องกับประธานของประโยคด้วย  ดังประโยคข้างล่าง

  • She does not like dogs.  Neither do I. (= Nor do I.)

(เธอไม่ชอบสุนัข  (และ)  ผมก็ไม่ชอบเช่นกัน)

                                              สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • They didn’t work hard.  We didn’t either. (= Neither did we. = Nor did we.)

(พวกเขามิได้ทำงานหนัก  เราก็ไม่ได้ทำงานหนักเช่นกัน)

  • She doesn’t like her new home.  Her sisters don’t either. (= Neither do her sisters. = Nor do her sisters)

(เธอไม่ชอบบ้านหลังใหม่  พี่สาวน้องสาวของเธอก็ไม่ชอบเช่นกัน)

                                             สำหรับการใช้   “Either”  (อี๊-เธอะ  หรือ ไอ๊-เธอะ)  ในความหมายอื่นๆ  เช่น   เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  หมายถึง   “แต่ละ, อันละ, ชิ้นละ, อันใดอันหนึ่ง (ของ ๒ อัน),  ด้านใดด้านหนึ่ง  (ใน ด้าน),  คนใดคนหนึ่งใน    คน”  แต่เมื่อเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  หมาย ถึง   “หนึ่งในระหว่างสอง, อย่างใดอย่างหนึ่ง”  แต่ถ้าเป็นคำสันธานหรือคำเชื่อม   (Conjunction)  หมายถึง   “(ถ้า) ไม่........................ก็........................”   ส่วนเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  หมายถึง  “ด้วย, เหมือนกัน, เช่น เดียวกัน”   ดังตัวอย่างประโยค

  • There are shops on either side.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(มีร้านค้าอยู่บนถนนแต่ละด้าน – คือมีทั้ง ด้าน)

  • Either train goes to London.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(รถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง – ใน ขบวน – ไปลอนดอน)

  • You may take either seat.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(คุณอาจจะนั่งเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่ง - ใน ตัว – ก็ได้)

  • On either side of the street is a pavement.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(บนถนนแต่ละด้านมีทางเดินเท้า – คือมีทางเดินเท้าทั้ง ด้าน)

  • Either of the men is her father.  (เป็นคำสรรพนาม)

(ชายคนใดคนหนึ่ง – ใน คน – เป็นพ่อของเธอ)

  • Either the mother or her children have to come.  (เป็นคำสันธาน)

(ถ้าไม่แม่ก็ลูกๆของเธอ  จำเป็นจะต้องมา)

  • John can’t swim and Bob can’t either(เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(จอห์นว่ายน้ำไม่เป็น  และบ๊อบก็ว่ายฯไม่เป็นเช่นเดียวกัน)

 

16. I think he will join us, ___________________________________________________?

(ผมคิดว่า  เขาจะมาร่วมกับพวกเรา  _________________________________________)

(a) don’t I

(b) won’t he    (ใช่หรือไม่)

(c) doesn’t he

(d) will he

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามปกติรูป   “Tag”  จะต้องใช้ตามประธาน-กริยาของประโยคใหญ่  คือ  “I think”   คือเป็น  “don’t I”  แต่ในกรณีที่ประโยคขึ้นต้นด้วย  “I”  จะถือเป็นข้อยกเว้น  ให้ไปใช้ตามประธาน-กริยาของประโยคย่อย  ซึงในที่นี้  คือ   “he will join”   โดยมีรูป   Tag”  (won’t he)  เนื่องจากพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ว่า  “ไม่มีผู้ใดถามตนเอง  ว่าเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้   ใช่หรือไม่”  จึงต้องจำข้อยกเว้นแบบนี้

 

17. A: Let’s go to the country tomorrow.

(A: พวกเราไปบ้านนอก (ชนบท) กันนะ  วันพรุ่งนี้)

     B: All right, if it ___________________________________________________ rain.

(B: ตกลง  ถ้าฝน  ___________________________________________________)

(a) won’t

(b) isn’t

(c) doesn’t    (ไม่ตก)

(d) isn’t being

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในประโยค   “If clause”   (แบบที่  )  ใช้   “Present simple tense

 

18. A: What do you think of the rain we’ve been having?

(คุณคิดอย่างไรกับฝนที่เรากำลังมี  -  กำลังตก  -  อยู่ในตอนนี้)

      B: I’ve never seen ________________________________________ terrible weather.

(ผมไม่เคยเห็นอากาศที่เลวร้าย _________________________________________)

(a) such the

(b) such a

(c) such    (มากมายเช่นนั้น)

(d) so

ตอบ   -   ข้อ    (c)   {Such + a (an) + Adjective + Noun (เอกพจน์  นับได้)}   รือ   {Such + Adjective + Noun (นับไม่ได้)}   “Weather”  เป็นนามนับไม่ได้)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She is such a nice girl that everyone loves her.

(เธอเป็นเด็กดีมาก  จนกระทั่งทุกคนรักเธอ)

  • It was such dirty water that nobody could drink it.

(มันเป็นน้ำที่สกปรกมาก  จนกระทั่งไม่มีใครดื่มมัน)

 

19. He _________________________________________ unhappy since he is very poor.

(เขา ________________________________ ไม่มีความสุข  เพราะว่าเขายากจนมาก)

(a) is

(b) was

(c) has been

(d) is being

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาในอนุประโยค  (Since he is very poor)  อยู่ในรูป   “Present simple tense”  (Is)

 

20. I studied in London ________________________________________ five years ago.

(ผมเรียนหนังสือในลอนดอน _____________________________________   ปีที่แล้ว)

(a) since    (ตั้งแต่)

(b) for    (เป็นเวลา)

(c) during    (ระหว่าง)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 391)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Not until 1607 _____________________________ their first colony at Jamestown, Virginia.

(ไม่จนกระทั่งในปี  ๑๖๐๗  (ที่) ___________ อาณานิคมแห่งแรกของตนที่เมืองเจมส์ทาวน์  รัฐเวอร์จิเนีย(ความหมาย  คือ  ชาวอังกฤษมิได้ก่อตั้งอาณานิคมแห่งแรกของตนที่เมืองเจมส์ทาวน์ฯ  จนกระทั่งในปี  ๑๖๐๗)

(a) the English founded

(b) when the English founded

(c) when did the English found

(d) did the English found    (ชาวอังกฤษก่อตั้ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  (= The English did not found their first colony at Jamestown, Virginia until 1607)   ดูเพิ่มเติมการเรียงโครงสร้างประโยค  เมื่อนำหน้าด้วย  “Not until”  และคำอื่นๆ ประเภทเดียวกัน  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                             สำหรับ  “Not until  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until  (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ  {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb  (ช่วย)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb  (แท้)}  เช่น

  • Not until 1919 did the First World War end.

(= The First World War did not end until 1919.)

(สงครามโลกครั้งที่    มิได้ยุติ  จนกระทั่งปี  ๑๙๑๙)

  • Not until she was 32 years old did Jennifer get married.

(= Jennifer did not get married until she was 32 years old.)

(เจนนิเฟอร์มิได้แต่งงาน  จนกระทั่งเธออายุ  ๓๒  ปี)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)                     

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

2. Kenyon Cox, an art critic and painter, ___________ best known for his murals, portraits, and decorative designs in public buildings throughout the United States.

(เคนยอน  ค้อกซ์, นักวิจารณ์ศิลปะและช่างเขียนภาพ (จิตรกร), ___________ ถูกรู้จักดีที่สุดในด้าน (ผลงาน) จิตรกรรมฝาผนัง, ภาพครึ่งตัว, และการออกแบบตกแต่ง-ประดับประดาของเขา  ในอาคารสาธารณะ (ของรัฐบาล) ทั่วทั้งประเทศสหรัฐฯ)

(a) who is

(b) he is

(c) is   

(d) and he is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   {Is (best) known}  เป็นกริยาแท้ของประโยคในแบบ  “Passive voice

 

3. Author Edith Wharton thoroughly understood the society _________________________.

(นักเขียน  เอดิธ วอร์ตัน  เข้าใจสังคม __________________________ อย่างละเอียดลึกซึ้ง)

(a) she has grown up

(b) which she had grown up in it

(c) she had grown up in it

(d) in which she had grown up    (ซึ่งเธอได้เติบโตขึ้นมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “Where she had grown up”  หรือ  “Which she had grown up in”  หรือ  “She had grown up in”  (สามารถละ  “Which”  ได้  เนื่องจากเป็นกรรมของ  “Preposition  -  In”)  ก็ได้  แต่ไม่ต้องมี   “It”  ข้างท้ายอนุประโยค  เนื่องจาก  “Where”  หรือ  “Which”  แทน  “It”  อยู่แล้ว

 

4. Some metals are malleable, _____________ others are so brittle that they break easily when bent quickly.

(โลหะบางชนิดสามารถถูกตีออกเป็นแผ่นบางหรือรูปร่างต่างๆ ได้ (ดัดหรืองอได้), __________ โลหะชนิดอื่นๆ เปราะ (งอไม่ได้) มาก  จนกระทั่งมันแตกหักอย่างง่ายดาย  เมื่อถูกทำให้โค้งหรืองออย่างเร็ว)

(a) but    (แต่)

(b) like    (เหมือน, เช่น)

(c) which    (ซึ่ง)

(d) there

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากข้อความข้างหน้าและหลัง  “But”  จะมีความขัดแย้งกัน  (โลหะบางชนิดงอได้  แต่บางชนิดเปราะ หรืองอไม่ได้)

 

5. The snowy egret (อิ-เกรท  หรือ  เอ๊ก-กริท) is about the size ______________________ crow.

(นกกระยางหิมะ  มีขนาดประมาณอีกา ______________________________________)

(a) large

(b) of large

(c) of a large    (ขนาดใหญ่, ตัวใหญ่)

(d) a large

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Size of a large crow

 

6. _____________ a spaceship far out in the solar system, the Earth would appear as a tiny dot.

(______________ ยานอวกาศที่อยู่ไกลออกไปในระบบสุริยะ, โลกจะปรากฏเป็นเหมือนจุดเล็กจิ๋ว)

(a) When

(b) Where

(c) From    (จาก)

(d) That

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่“Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก),  “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),เป็นต้น

                                            สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From” ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง),  “Borrow”  (ขอยืม),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีก เลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด), “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจาก),   เป็นต้น

                                            ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้  “From” ได้แก่  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก  ๒  โมง  ถึง  ๔  โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว  กลับห่วยมากขึ้นไปอีก  เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.  (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),  “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก), “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”  -  From now on, all employees must come to work on time.  (นับจากนี้เป็นต้นไป  พนักงานทุกคนจะต้องมาทำงานทันเวลา),   เป็นต้น

 

7. Settlers along the whole western frontier were living in log cabins ____________ the American Revolution.

(ผู้ตั้งรกรากถิ่นฐานทางพรมแดน (เขตแดน) ทางตะวันตกทั้งหมด  กำลังอาศัยอยู่ในกระท่อมไม้ซุง _____________ การปฏิวัติอเมริกัน)  (หมายถึง  สงครามที่ชาวอเมริกันซึ่งอาศัยอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษขณะนั้น  ประกาศเอกราชจากการยึดครองของอังกฤษ)

(a) it was the time of    (มันเป็นเวลาของ)

(b) as long as    (นานเท่ากันกับ, ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) before there was    (ก่อนมี)

(d) by the time of    (ในช่วงเวลาของ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “During”  ก็ได้

 

8. Please hurry ! __________________________________________________________.

(กรุณารีบๆเข้า  ! ____________________________________________________)

(a) What for are you waiting?

(b) What are you waiting?

(c) What are you waiting for?    (คุณกำลังรออะไรอยู่)

(d) Why you are waiting?

 

9. Our players are making the opposite team _______________ on  defence rather than attack.

(ผู้เล่นของเรากำลังทำให้ทีมฝ่ายตรงข้าม ________ กับการป้องกัน (ตั้งรับ) มากกว่าการจู่โจม-รุก)

(a) to concentrate

(b) concentrating

(c) concentrated

(d) concentrate    (รวมกำลัง, ตั้งอกตั้งใจ, สำรวมความคิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Subject + Make + กรรม + Verb 1

 

10. He possesses all ________________________________________ makes life agreeable.

(เขาครอบครอง (เป็นเจ้าของ) ทุกสิ่งทุกอย่าง _______________ ทำให้ชีวิตน่าพอใจ-น่ายินดี)

(a) which    (ซึ่ง, ที่)

(b) what

(c) those

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (a)  หรืออาจตอบ   “that”  ก็ได้

 

11. Football is a game which boys like __________________________________________.

(ฟุตบอลเป็นกีฬาซึ่งเด็กผู้ชายชอบ _________________________________________)

(a) to play it too much

(b) to play very much    (เล่นอย่างมากๆ)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ไม่ต้องมี   “It”  เนื่องจากใช้  “Which”  แทน  “Game”  แล้ว  หรืออาจตอบว่า  “Playing very much”  ก็ได้  ตามโครงสร้าง  “Like + Verb + ing”  (Like playing)  หรือ  “Like + To + Verb 1”  (Like to play)

 

12. I have very _______________________________________________ money to spend.

(ผมมีเงินใช้จ่าย _________________________________________________ มาก)

(a) little    (น้อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) few    (น้อย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(c) small    (เล็ก, น้อย)  (ใช้กับขนาด)

(d) many

 

13. I bought this cloth _________________________________________ 100 baht a meter.

(ผมซื้อผ้าชิ้นนี้ _________________________________________ เมตรละ  ๑๐๐  บาท)

(a) at    (ที่, ในอัตรา)

(b) for

(c) by

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้   “At”  กับ  “อัตรา”  สำหรับวลีที่ใช้   “At”  ได้แก่   “at a good price”  (ในราคาที่ดี หรือสูง)   “at interest”  (โดยคิดดอกเบี้ย)  “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา),  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน   หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ   และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่), “at the same time”   (ในเวลาเดียวกัน),   “at the mercy of   (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)   -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิกนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง}  “sit at a table”(นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral”  (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือ พิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office”  (ณ ที่ทำงาน)   “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)   “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)“  at a time of high unemployment”(ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)“to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐  ไมล์ต่อชั่วโมง)   “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุด เสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)“to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)“to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)“to be at war”  (ทำสงคราม)   “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว)   “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)“to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)   “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)   “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)   “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school” (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)   “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา  หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน   ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)   “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)   “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)   “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)    “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}   เป็นต้น 

 

14. He woke up trembling because he had had a terrible ____________, and had seen himself falling down a bottomless pit.

(เขาตื่นขึ้นด้วยตัวสั่นเทิ้ม  เพราะเขามี __________ ที่น่ากลัว-สยองขวัญ  และ (ในฝัน) ได้เห็นตนเองหล่นลงไปในบ่อ-หลุม  ที่มีก้นหลุมลึกลงไปไม่สิ้นสุด)

(a) scandal    (เรื่องอัปยศ, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องน่าอับอาย)

(b) therapy    (การบำบัดโรค, อายุรเวท)

(c) nightmare    (ฝันร้าย)

(d) night time    (เวลากลางคืน)

 

15. Jim gave his wife _______________________________ of 5,000 baht a month for clothes.

(จิมให้ _____________ แก่ภรรยาของตน  จำนวน  ๕,๐๐๐  บาทต่อเดือน  สำหรับ (เป็นค่า) เสื้อผ้า)

(a) a permit    (ใบอนุญาต)

(b) a money    (เป็นนามนับไม่ได้  ไม่สามารถนำหน้าด้วย “A” )

(c) a pay    (เงินเดือน, ค่าจ้าง)

(d) an allowance    (เงินที่มอบให้เพื่อใช้จ่าย, เบี้ยเลี้ยง)

 

16. ____________________ people get angry if they have to wait a few minutes for something.

(คนที่ __________ จะโกรธ  ถ้าพวกเขาจำเป็นต้องรอคอยอะไรบางอย่าง  เป็นเวลา  ๒ – ๓ นาที)

(a) Impassive    (ไม่มีอารมณ์, เมินเฉย, สงบ, ไม่มีความรู้สึก, ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน)

(b) Impatient    (ไม่อดทน, กระวนกระวาย)

(c) Assiduous    (ขยัน, มีความเพียร)

(d) Resourceful    (สามารถรับมือกับปัญหาทุกอย่าง)

 

17. Nothing can compensate ________________________________ the loss of my husband.

(ไม่มีสิ่งใดสามารถชดเชย _______________________________ การสูญเสียสามีของฉันได้)

(a) in

(b) on

(c) for    (กับ, สำหรับ)

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                               สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”   ได้แก่   “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ),  “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น),  “Sorry”  (เสียใจกับ),  “Sufficient”  (เพียงพอ),  “Fit”  (เหมาะสม),  “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ),  “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณ)   เป็นต้น

                                              ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For”  เช่น   “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ),  “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี),   “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้)   เป็นต้น

                                             สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ   “For”   ได้แก่   “For hire”  (สำหรับให้เช่า)  -  Do you have horses for hire?  (คุณมีม้าสำหรับให้เช่าหรือเปล่า),  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย   แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.   (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้),   “For instance  (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),   เป็นต้น

 

18. The sick man ____________________________________________ by the surgeon.

(คนป่วย _________________________________________________ โดยศัลยแพทย์)

(a) was operated

(b) operated on

(c) was operated on    (ได้รับการผ่าตัด,  ถูกผ่าตัด)

(d) is operated

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ต้องใช้ในรูป   “Passive voice”  เนื่องจากคนป่วยถูกกระทำ  (ถูกผ่าตัด หรือได้รับการผ่าตัด)  และต้องตามด้วย  “On”  เพราะมาจากประโยค  “Active voice”   คือ   “The surgeon operated on the sick man.”  (ศัลยแพทย์ผ่าตัดคนป่วย)      

                                               สำหรับวลีที่ใช้   “on”  ได้แก่   Live on”  (ดำรงชีวิตอยู่ด้วย)  -  Some animals live on grass.  (สัตว์บางชนิดดำรงชีวิตอยู่ด้วย  -  การกิน  -  หญ้า),  on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on  (ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average  (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.(ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account. (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world)  (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)-  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา), have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถ จักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made   ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),   เป็นต้น

 

19. Janet ___________________________________ headmistress of the school yesterday.

(เจเน็ต  ____________________________________ ครูใหญ่ของโรงเรียนเมื่อวานนี้)

(a) is made

(b) made

(c) had made

(d) was made    (ได้รับการแต่งตั้งเป็น,  ถูกแต่งตั้งเป็น)  (ใช้   “Was”  เพราะเป็นอดีต)

 

20. ___________________________________________ I say, please treat it in confidence.

(_________________________________ (ที่) ผมพูด, กรุณาเก็บรักษามันเป็นความลับด้วย)

(a) That

(b) That which

(c) Whatever    (อะไรก็ตาม,  สิ่งใดก็ตาม)

(d) Which

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                           ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 390)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A marsupial is an animal ______________ babies are raised in a pouch in the mother’s body.

(สัตว์จำพวกจิงโจ้เป็นสัตว์ __________ ลูกอ่อน _________ ถูกเลี้ยงในกระเป๋าหน้าท้อง (ที่อยู่) ในร่างกายของแม่)

(a) its

(b) who its

(c) that

(d) whose    {ซึ่ง ................... (ลูกอ่อน) ..................... ของมัน}

 

2. Homemaking in preindustrial America required __________________________ and skill.

(การสร้างบ้านในอเมริกาในยุคก่อนอุตสาหกรรม  ต้องการ ____________ และทักษะ-ความชำนาญ)  (หมายถึง  ของผู้สร้าง)

(a) and strength

(b) strength additional

(c) both strength    (ทั้งพละกำลัง)

(d) strength besides

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Strength and skill”  (พละกำลังและทักษะ)  หรือ  “Strength besides skill”  (พละกำลังนอกจากทักษะ)  ก็ได้

 

3. The Yazoo Basin contains the finest agricultural land in Mississippi, but floods and poor drainage have ____________ this area.

(ลุ่มน้ำยาซูมีที่ดินทางด้านเกษตรกรรมที่ดีที่สุดในรัฐมิสซิสซิปี้, แต่น้ำท่วมและการระบายน้ำที่ไม่มีคุณภาพได้ ____________ พื้นที่นี้)

(a) caused always problems in

(b) caused problems in always

(c) always caused problems in    (ทำให้เกิดปัญหาอยู่เสมอใน)

(d) always problems in caused

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการวางตำแหน่ง  “Adverb of frequency”  (Always, Generally, Frequently, Often, Occasionally, Hardly, Seldom, Rarely, Never, etc.)  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • He always tries to avoid ______________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ________________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้  (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ  (a)  ามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”   ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้   “Work hard”  (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Those people are working very ________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน ___________________________________________  มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง  “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา  “are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ  “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)   หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                                              สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)   ในประโยค  มีดังนี้  คือ

                                             ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.  

(พวกเขามาสายเสมอ)

  • She usually goes shopping.  

(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

  • He seldom drives to work.  

(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                             ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.

(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

  • They are always busy with their work.  

(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

  • She is never contented with her life.  

(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                            ๓. ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.  

(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

  • She will never love him.  

(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

  • You should never come to class late.  

(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

  • He is always asking me.  

(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

  • We have never traveled to New York.  

(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                             ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until  (ไม่จนกระทั่ง)   อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ  {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (ช่วย)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}   เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)                    

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

4. _____________, Lois Weber either wrote or adapted all but seven of the hundreds of films she produced.

(_____________, ลอยส์  เวเบอร์  หากไม่เขียนก็ดัดแปลงทั้งหมด,  ยกเว้น    เรื่อง,  ของภาพยนตร์จำนวนหลายร้อยเรื่องที่เธอสร้าง)  (หมายถึง  เธอเขียนเอง  หรือไม่ก็ดัดแปลงภาพยนตร์ทั้งหมดจำนวนหลายร้อยเรื่องที่เธอสร้าง  ยกเว้น    เรื่อง)

(a) A prolific writer that

(b) A prolific writer    (เป็นนักเขียนที่มีวัตถุดิบในการเขียนมากมาย)

(c) She was a prolific writer

(d) A writer as prolific as

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เป็นการใช้วลี  (A prolific writer)  นำหน้าประโยค  เพื่อขยายประธาน  (Lois Weber)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The capital of Thailand, Bangkok is one of the crowded cities.

(เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย, กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แออัดยัดเยียดเมืองหนึ่ง)

  • The son of a carpenter, Jimmy learned a lot from his father.

(เป็นลูกของช่างไม้, จิมมี่เรียนรู้มากมายจากพ่อของเขา)

  • A diplomat and statesman, Winston Churchill was born in a wealthy family.

(เป็นนักการทูตและรัฐบุรุษ, วินสตัน  เชอร์ชิลล์  เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย)

  • A schoolteacher and writer, Joan Silverton became Nebraska’s representative in 1956.

(เป็นครูโรงเรียนและนักเขียน, โจแอน  ซิลเวอร์ตัน  เป็น  ส.ส. ของรัฐเนบราสก้าในปี  ๑๙๕๖)

 

5. ___________ cubic mile of seawater contains about 12 billion pounds of dissolved magnesium.

(_______________ ลูกบาศก์ไมล์ (กว้าง    ไมล์  ยาว    ไมล์  และสูง    ไมล์) ของน้ำทะเล  มีธาตุแมกนีเซียมที่ละลายน้ำอยู่ประมาณ  ๑๒  พันล้าน  (  หมื่น    พันล้าน) ปอนด์

(a) Whole

(b) In a

(c) For the

(d) Each    (แต่ละ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “A”  ก็ได้

 

6. Animals get energy from carbohydrates and fats, _________________________________.

(สัตว์ได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมัน, _________________________________)

(a) oxidized in the body by them

(b) the body oxidizes them

(c) which are oxidized in the body    (ซึ่งถูกรวมตัวกับออกซิเจนในร่างกาย)

(d) which they are oxidized in the body

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบแบบลดรูป  คือ  “Oxidized in the body”  ก็ได้

 

7. _____________ sandal is among the earliest forms of footwear, dating from prehistoric times

(_______________ รองเท้าแตะ (รองเท้าโปร่งมีสายรัด) อยู่ในบรรดารูปแบบเริ่มแรกสุดของสิ่งที่ใช้สวมเท้า, นับจากยุคก่อนประวัติศาสตร์)

(a) It was the

(b) The   

(c) That the

(d) There was the

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจาก  “The sandal”  เป็นประธานของประโยค

 

8. Long, long time ago, there was a merchant ____________ Bob Simon, who made his great fortune by trading with the red Indians.

(นานมากมาแล้ว  มีพ่อค้าคนหนึ่ง ___________ บ๊อบ  ซิมมอน,  ผู้ซึ่งสร้างความร่ำรวยอย่างมหาศาล  โดยการค้าขายกับพวกอินเดียนแดง)  (ในอเมริกา)

(a) name

(b) named    (ชื่อ, ชื่อว่า)

(c) naming

(d) was named

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โดยลดรูปมาจาก  “……….....…. a merchant who was named Bob………....….”  (....................พ่อค้า  ผู้ซึ่งได้รับการตั้งชื่อว่า  บ๊อบ...................)

 

9. Let’s not stay here any longer, ______________________________________________.

(พวกเราอย่าพักที่นี่กันต่อไปอีกเลย __________________________________________)

(a) shall we?

(b) will you?

(c) shan’t we?

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อชักชวนมิให้กระทำ  ไม่จำเป็นต้องมีส่วน  “Tag”  ต่อท้าย  แต่ถ้าชักชวนให้กระทำ (สิ่งใดสิ่งหนึ่ง)  ในส่วน  “Tag”  ใช้  “Shall we ?”  หรือถ้าเป็นการสั่ง  หรือขอร้องให้ทำ  ในส่วน   “Tag”  ใช้  “Will you ?”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Let’s not go to the concert tonight.

(พวกเราอย่าไปฟังคอนเสิร์ตเลย  คืนนี้)  (ไม่ต้องมี  “Tag”)

  • Let’s study harder for the exam next month, shall we?

(พวกเราขยันเรียนให้มากขึ้นสำหรับการสอบเดือนหน้า, เอาไหม)

  • Bring me some coffee, will you?

(ไปเอากาแฟให้ผมหน่อย, ได้ไหม)

 

10. The price of books may seem high, but their _____________ to a student who is educating himself may be great.

(ราคาของหนังสืออาจดูว่าสูง (แพง) แต่ _____________ ของมันที่มีต่อนักเรียน  ผู้ซึ่งกำลังให้การศึกษาแก่ตนเอง  อาจจะมากมาย)  (หมายถึง  ราคาหนังสืออาจแพง  แต่คุณค่าของหนังสืออาจมากมาย-ยิ่งใหญ่)

(a) price    (ราคาขาย)     

(b) cost    (ราคาทุน, ต้นทุน)

(c) worthy    (คุ้มค่า, มีค่าเพียงพอ, มีมูลค่า, มีราคา, คู่ควร)  (เป็นคำคุณศัพท์)     

(d) value    (คุณค่า, ค่า, มูลค่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรือ อาจตอบ   “Worth”  (คุณค่า, ค่า, ประโยชน์, ความสำคัญ, ราคา, ทรัพย์สมบัติ)  ก็ได้

 

11. Everybody _______________________________________________________ free.

(ทุกคน _______________________________________ มีอิสรเสรี)  (ไม่เป็นทาสใคร)

(a) is born    (เกิดมา, ถูกให้กำเนิด)

(b) was born

(c) has been born

(d) has born

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากคนเราถูกให้กำเนิด  หรือถูกคลอด  (“Bear”  =   “ให้กำเนิด, คลอด”)  (Bear,  Bore,  Born)  และต้องใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  (จึงไม่เลือก ข้อ B)

 

12. Don’t go out _____________________________________________; you will catch cold.

(อย่าออกไป _____________________________________________, คุณจะเป็นหวัด)

(a) in rain

(b) in a rain

(c) in the rain    (ตากฝน, อยู่ท่ามกลางฝน)

(d) in the raining

 

13. Please allow Susan ________________________________________ with you this time.

(โปรดอนุญาตให้ซูซาน ______________________________________ กับคุณคราวนี้)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)

(d) goes

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Allow +  กรรม + To + Verb 1 +  ส่วนขยาย”  สำหรับกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Allow”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I want you __________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ___________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ   “Go on an errand”  =   ไปทำธุระ

                                                   ตัวอย่างที่  

  • We don’t allow anyone ______________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim    (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)    เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men ________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ______________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ  กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”    ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

14. Would you mind _________________________________________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ ___________________________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Does Betty object to ______________________________________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ ____________ สำหรับเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง  เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือเปล่า)

(a) your waiting    (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น   “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้   “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking”   เป็นต้น 

                                                กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป   เช่น

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

 

15. The modern businessman does not write his letters by hand.  He dictates them to a shorthand typist, usually ____________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของเขาด้วยมือ  เขาบอกให้เขียนมัน (จดหมาย) แก่นักจดชวเลข  ซึ่งโดยปกติเป็น ____________)

(a) woman

(b) women

(c) a woman    (ผู้หญิง)

(d) the woman

ตอบ   -   ข้อ  (c)   โดยพิจารณาจาก  “………….......….to a shorthand typist”   ซึ่งอยู่ในรูปเอกพจน์

 

16. My job is _________________________ different from _________________________.

(งานของผมแตกต่าง ______________________ จาก _______________________)

(a) little _____________ her

(b) no _____________ herself

(c) much ____________ hers    (อย่างมาก _____________ งานของเธอ)

(d) so _____________ she

ตอบ   -   ข้อ   (c)   Possessive pronoun  “hers”  มาจาก  “her job”   สำหรับ  ข้อ   A, B   คำหน้า  (little, a little, no)  สามารถใช้ได้   แต่คำหลัง  ต้องแก้เป็น  “hers

 

17. The temperature went below the _________________________________ point last night.

(อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุด _____________________________________ เมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) frozen    (กริยาช่องที่  ๓  ของ “Freeze”)   

(b) freezing    (เยือกแข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(c) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze”)

(d) freeze    (แข็งตัว, กลายเป็นน้ำแข็ง, เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็น  “Gerund”  (Verb + ing)   ขยายคำนาม  “Point”  เพื่อบอกว่า  เป็นจุดที่ (สำหรับ) น้ำเย็นจนแข็ง  หรือ  จุดเยือกแข็ง  กล่าวคือ  หน้าที่อย่างหนึ่งของ   “Gerund”   คือใช้ประกอบหน้าคำนาม  คล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  เพื่อบอกว่าคำนามนั้นมีไว้สำหรับทำกริยานั้นๆ  (คือ กริยาที่อยู่หน้าคำนาม)   และมักนิยมใช้เครื่องหมาย  “hyphen” (-)  มาคั่นไว้ระหว่างคำ  แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) มาคั่นกลางก็ได้)   เช่น

  • a sleeping-room (ห้องนอน)  (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง  “หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)
  • a dancing-hall (ห้องเต้นรำ)  (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)
  • a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่ถ้า  “a dancing teacher”  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”
  • a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่ถ้า  “a reading boy”  หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”)
  • a swimming-pool (สระว่ายน้ำ)  (แต่ถ้า  “a swimming girl”  หมายถึง  “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)
  • a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่ถ้า “a walking boy”  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)
  • drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่ถ้า  “a drinking horse”  หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)
  • a knitting-needle (เข็มถัก)  (แต่ถ้า  “a knitting woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)
  • a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  ( แต่ “a cooking woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)
  • a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่  “a killing man” หมายถึง  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)
  • looking-glasses (แว่นตา)  (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่  (กำลัง) มอง”)
  • a sewing machine (จักรเย็บผ้า)  (แต่ถ้า “a sewing woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) เย็บผ้า”)
  • freezing point (จุดเยือกแข็ง)   (“freezing water”  =  น้ำที่เย็นจนแข็ง)  (“frozen food”  =  อาหารแช่แข็ง  คือ อาหารที่ถูกทำให้เย็นจนแข็ง)

หมายเหตุ   –   Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ   เช่น  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า   คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ    ในกรณีนี้  เราเรียก  “Verb. + ing”   นั้นว่า   “Present participle”   เช่น   “a drinking horse”   (ม้าที่ดื่มน้ำ)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

 

18. He left Bangkok in 1985 and I haven’t seen him ________________________________.

(เขาจากกรุงเทพฯไปในปี  ๑๙๘๕  และผมก็ไม่ได้เห็นเขาอีก _______________________)

(a) then   (ต่อจากนั้น)

(b) since    (นับตั้งแต่นั้นมา,  ตั้งแต่นั้นมา)

(c) before

(d) meanwhile    (ในระหว่างนั้น,  ในขณะเดียวกัน)

 

19. I didn’t _________________________________________ work until almost eight o’clock.

(ผมมิได้ ________________________________________ งาน  จนกระทั่งเกือบ    ทุ่ม)

(a) get into

(b) get up

(c) get through    (ทำสำเร็จ,  ทำจนเสร็จสิ้น)  (หมายถึง ทำงานแล้วเสร็จ)

(d) get in

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Get through”  =  complete

 

20. You should read _______________________________________ one book every month.

(คุณควรอ่านหนังสือ ______________________________________  เล่ม ทุกๆ เดือน)

(a) least    (น้อยที่สุด)

(b) at least    (อย่างน้อยที่สุด)

(c) at the least

(d) at a least

ตอบ   -   ข้อ   (b)   นอกจากนี้  ยังมีวลี    “In the least”  ซึ่งใช้เน้นข้อความปฏิเสธ  เช่น   “I don’t mind in the least, I really don’t.”  (ผมมิได้รังเกียจแม้แต่นิดเดียว   มิได้รังเกียจจริงๆ),  “She wasn’t in the least jealous.”  (เธอมิได้มีความหึงหวง  (หรืออิจฉา)  แม้แต่นิดเดียว),  “It was changing me in a way that I had not in the least expected.”  (มันกำลังเปลี่ยนแปลงผม  ในแบบที่ว่า  ผมมิได้เคยคาดฝันไว้แม้แต่นิดเดียว),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 389)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Sidney Lanier was most famous for his poetry, but ____________ a schoolteacher, a literary critic, and a musician.

(ซิดนีย์ เลเนียร์  มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเรื่องการประพันธ์บทกวีของเขา, แต่ ____________ ครูสอนในโรงเรียน, นักวิจารณ์วรรณกรรม, และนักดนตรี)

(a) including

(b) moreover he

(c) he was also    (เขาเป็น ..............(ครูฯ..........นักดนตรี)............... ด้วยเช่นกัน)

(d) together with

 

2. Automatons programmed to perform a given task ____________ the flexibility and adaptability of human beings.

(หุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ______________ ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์)

(a) without

(b) lack    (ขาด, ขาดแคลน, ไม่มี, ปราศจาก, การขาดแคลน, ความไม่มี-ไม่เพียงพอ, ความบกพร่อง)

(c) together

(d) have no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค    หรืออาจตอบ  “Are without”  (ปราศจาก, ไม่มี)  หรือ  “Have not”  (ไม่มี)  ก็ได้   สำหรับกริยาไม่แท้  (Programmed)   ลดรูปมาจากอนุประโยค  “Automatons which are programmed to perform a given task

 

3. ____________________________, glasses can correct most sight defects in healthy eyes.

(_______________, แว่นตาสามารถแก้ไขความบกพร่องทางสายตาส่วนใหญ่  ในดวงตาที่แข็งแรง-สมบูรณ์)

(a) If well fitted when

(b) Well fitted if

(c) Well fitted when

(d) When well fitted    (เมื่อถูกปรับอย่างดีหรือเหมาะสม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (When they are well fitted)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “If well fitted”  หรือ  “If they are well fitted”  (ถ้ามันถูกปรับอย่างเหมาะสม)  ก็ได้

 

4. In _____________, the advent of the telephone, radio, and television has made rapid long-distance communication possible.

(ใน _____________, การปรากฏขึ้นของโทรศัพท์, วิทยุ, และโทรทัศน์  ได้ทำให้การสื่อสารทางไกลที่รวดเร็วเป็นไปได้)

(a) one hundred years later    (๑๐๐  ปีที่ผ่านมา)

(b) one hundred years ago    (๑๐๐  ปีมาแล้ว)

(c) the one hundred years since

(d) the last one hundred years    {ช่วงเวลา  ๑๐๐  ปีสุดท้าย (ล่าสุด)} (หมายถึง  เวลา  ๑๐๐  ปีที่ผ่านมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (a)  หรือ  (b)  ก็ได้   แต่ต้องตัด  “In”  หน้าประโยคทิ้งไป

 

5. The juice contained in the bristles of the nettle causes an intensive itch when __________ a person’s skin.

(น้ำที่ (ถูก) บรรจุอยู่ในขนแข็งของพืชที่มีขนคัน (เช่น หมามุ่ย) ทำให้เกิดความคันอย่างรุนแรงเมื่อ ____________ ผิวหนังของคน)

(a) entering it

(b) it enters    (มันเข้าสู่)

(c) it is entered    (ไม่ใช้รูปนี้เนื่องจากเป็น  “Passive voice”)

(d) its entry into

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “When”  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  หรืออาจตอบ   “Entering”  ก็ได้  ซึ่งเป็นการลดรูปอนุประโยค  (When it enters)  ให้เหลือเพียงวลี

 

6. Ice that has floated from the place ________________________ formed is called drift ice.

(น้ำแข็งซึ่งล่องลอยจากสถานที่ _________ สร้าง (ก่อตัว) ขึ้นมา  ถูกเรียกว่าน้ำแข็งเลื่อนลอย)

(a) where it was    (ที่ซึ่งมันถูก)

(b) it was where

(c) where was it

(d) where was

 

7. Many people want to wear clothes like ________________________________________.

(ผู้คนจำนวนมากต้องการสวมเสื้อผ้าเหมือนกับ ________________________________)

(a) those wear by film stars

(b) those wore by film stars

(c) those worn by film stars    {เสื้อผ้าที่ (ถูก) สวมโดยดาราภาพยนตร์}

(d) that worn by film stars

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Those”  แทน  “Clothes”  (คำนามพหูพจน์)  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำคำนี้   สำหรับ  “That”   ใช้แทนคำนามนับไม่ได้  ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ  เช่น  “Water, Weather, Air, Information, Advice, Equipment, Rice, Sugar, etc.”  และใช้   “One”  แทนคำนามนับได้  เอกพจน์  (Boy, Girl, Car, House, Dog, Cat, Pen, Radio, etc.)  (เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำซ้ำ)  สำหรับ  “Worn”  ลดรูปมาจากอนุประโยค   “……….those which (that) are worn by film stars”  และต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากเสื้อผ้า  “ถูกสวม

 

8. You two boys won’t start a fight today, _______________________________________?

(พวกแก  ๒  คน  จะไม่ชกต่อยกันวันนี้, ______________________________________)

(a) would you

(b) will you    (ใช่ไหม)

(c) would they

(d) will they

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “You”  โดยมี   “Two boys” เป็นส่วนขยาย  และกริยาในประโยค  คือ   “Won’t  (Will not) start”  กริยาในส่วน  “Tag”   จึงเป็น  “Will you

 

9. I want everything ____________________________________________ by four o’clock.

(ผมต้องการให้ทุกอย่าง ______________________________________ ตอน    โมงเย็น)

(a) is ready

(b) already    (แล้ว, เรียบร้อยแล้ว)

(c) ready    (พร้อม, เตรียมพร้อม, เสร็จ)

(d) readily    (อย่างรวดเร็ว, อย่างทันที, อย่างสะดวก, อย่างง่าย)

 

10. The work must be done, ____________________________________ difficult it may be.

(งานจะต้องถูกทำ, _____________________ มันอาจจะยาก ______________________)

(a) how

(b) however    {ไม่ว่า ..............(มันอาจจะยาก)............... อย่างไรก็ตาม}

(c) whatever

(d) no matter

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “However + Adjective + Subject + Verb to be”  หรือ  “However + Adverb + Subject + Verb”  (ไม่ว่าประธานฯ จะ......................อย่างไรก็ตาม)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________________, she is unhappy.

(___________________________________________________,  เธอไม่มีความสุข)

(a) However she is wealthy

(b) However wealthy she may be    (ไม่ว่าเธออาจจะร่ำรวยอย่างไรก็ตาม)

(c) However wealth she has

(d) However she has wealth

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “However + Adjective + Subject + is (are, was, were), + Subject + verb)  ดูเปรียบเทียบกับ“Whatever”  ากตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • _____________ the truth may have been, many Thai people concluded that the previous government was clearly to blame for the corruption and the police’s abuse of power.

{(ไม่ว่า) ความจริงจะเป็น ____________ คนไทยจำนวนมากสรุปว่า  รัฐบาลชุดก่อนควรถูกตำหนิอย่างชัดเจนสำหรับการทุจริต  และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของตำรวจ}

(a) Whoever   (ใครก็ตาม)

(b) However   (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever    (อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูการใช้   “Whatever”  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________ you may say, I still think I am right.

(คุณอาจจะพูด ________________________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However   (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever   {ไม่ว่า ................(คุณอาจจะพูด)................. อะไรก็ตาม}

(c) Though   (ถึงแม้ว่า)

(d) As   (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน   อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

11. We wanted to give him ______________________________ help, but he turned us down.

(เราต้องการให้ความช่วยเหลือเขา _____________ ,  แต่เขาปฏิเสธ (ความช่วยเหลือของ) เรา)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)    

(b) a few    (นิดหน่อย, เล็กน้อย, บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)   

(d) a little    (นิดหน่อย, เล็กน้อย, บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Help”  เป็นคำนาม นับไม่ได้

 

12. Be careful with that lamp; it’s fragile (แฟร้จ-ไจล).

(จงระวังกับตะเกียงใบนั้น,  มัน  แตกง่าย-หักง่าย-เปราะ-บอบบาง-อ่อนแอ-เสียหายง่าย)

(a) broken    (แตก, หัก)

(b) breakable    (ซึ่งแตกได้)   

(c) dirty    (สกปรก)

(d) hazardous    (มีอันตราย)

 

13. She concealed the truth.

(เธอ   ปิดบัง-ปกปิด   ความจริง)

(a) disclosed    (เปิดเผย, เปิดโปง, ทำให้ปรากฏ)

(b) hid    (ปิดบัง, ซ่อนไว้, อำพราง, ปกคลุม)  (เป็นกริยาช่องที่  ๒  ของ  “Hide”)

(c) distorted    (บิดเบือน, ทำให้ผิดรูป, ทำให้ผิดส่วน)

(d) adored    (เคารพ, บูชา, นิยม, รักคลั่งไคล้)

 

14. You must have been deceived.  This is not ___________________________ golden ring.

(คุณจะต้องได้ถูกหลอกลวง-ต้มตุ๋นแล้ว  นี่มิใช่แหวนทอง ________________________)

(a) a precise    (แม่นยำ, แน่นอน, เที่ยงตรง, ถูกต้อง)

(b) an exact    (แน่นอน, แน่ชัด, ถูกต้อง, เที่ยง, แม่นยำ)

(c) an accurate    (ถูกต้อง)

(d) a genuine    (แท้, แท้จริง, จริงใจ, ไม่เสแสร้ง)

 

15. He will ________________________________________ my duties a week after I leave.

(เขาจะ ______________________________ หน้าที่ของผม  หนึ่งสัปดาห์หลังจากผมจากไป)

(a) take down    

(b) take after    (เหมือน, คล้าย)  (ด้านรูปร่างหน้าตา-นิสัยใจคอ)

(c) take over    (รับช่วงงาน, รับหน้าที่, รับผิดชอบ)  (หมายถึง  ทำงานแทน)

(d) take turns    (สลับกัน, ผลัดกัน, หมุนเวียน)

 

16. ________________________________________________ of the children is sick today.

(เด็ก _______________________________________________________ ป่วยวันนี้)

(a) One    (คนหนึ่ง)

(b) Fewer

(c) Many

(d) Some

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากกริยา คือ   “Is”  ถ้าเลือกข้ออื่นๆ  ต้องใช้กริยา   “Are”  ทุกข้อ

 

17. My father said that he would let ________________________ go to the dance tomorrow.

(พ่อของผมพูดว่า  เขาจะอนุญาตให้ ________________________ ไปงานเต้นรำวันพรุ่งนี้)

(a) you and I

(b) I and you

(c) you and me    (คุณและผม)

(d) I with you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้สรรพนาม   “You”  และ   “Me”  ซึ่งอยู่ในรูปกรรม  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา   “Let”  และต้องเอา   “Me”  (หรือ  “I”  ในกรณีเป็นประธานฯ)  ไว้หลังสรรพนามตัวอื่นเสมอ  เนื่องจากฝรั่งถือว่าเป็นความสุภาพและให้เกียรติผู้อื่น   โดยการกล่าวถึงตัวเองทีหลังสุด  เช่น   “They enjoyed talking with him, her and me.”   หรือ   “He, you and I will go to the party together tomorrow.”  เป็นต้น

 

18. I won’t give it to you _____________________________________ you come and get it.

(ผมจะไม่ให้มันแก่คุณ ______________________ คุณมาและรับมันไป  -  ด้วยตัวคุณเอง)

(a) without    (โดยปราศจาก, โดยไม่มี)  (เป็น “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  หรือ  Verb + ing)

(b) except    (ยกเว้น)  (เป็น “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) unless    (ถ้า................................ไม่)  (ถ้าคุณไม่มาและรับมันไป................................)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Unless” จากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • I don’t like to begin writing a letter, _____________________________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ______________________________________)

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ   (b)

                                                ตัวอย่างที่  

  • Don’t open a shop ______________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) _______________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He won’t pass his examination __________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง  “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ     –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Unless  =  If……….........…… not”   ต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb (บอกเล่า)  ทั้งนี้   “อนุประโยคที่ตามหลัง  Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”   มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

19. A: Whose is this knife?

(มีดเล่มนี้เป็นของใคร)

     B: It _________________________________________________________________.

(มัน ____________________________________________________________)

(a) is Tim

(b) is Tim’s    (เป็นของทิม)

(c) is belonged to Tim

(d) is Tim’s owner.

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้รูป  Apostrophe “s”  เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ  หรือใช้  “It belongs to Tim.”  เนื่องจากกริยา  “Belong” (เป็นของ)  ไม่มีการใช้รูป   “Passive voice”  แบบในข้อ  (c)

 

20. This house needs ________________________________________________________.

(บ้านหลังนี้จำเป็นต้อง _________________________________________________)

(a) being repaired

(b) repairing    (ซ่อมแซม)

(c) repaired

(d) to repair

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Need”   เมื่อหมายถึง   “จำเป็นต้อง”   มีโครงสร้าง    แบบ  คือ“Need + Verb + ing”  หรือ  “Need + To + Be + Verb 3”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบอีกแบบว่า  “…………....….needs to be repaired”  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • That little child will need ______________________________________________.

(เด็กเล็กๆคนนั้นจำเป็นต้อง (มี)_____________________________________________)

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Need”  (จำเป็นต้อง)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง ๒ แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “Need + Verb + ing” (Need + Looking after)  และ “Need + To + Be + Verb 3” (Need + To + Be + Looked after)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Our car needs _____________________________________________________.

(รถยนต์ของเราจำเป็นต้อง _______________________________________________)

(a) mend

(b) mended

(c) being mended

(d) to mend

(e) to be mended    (ได้รับการซ่อมแซม, ถูกซ่อมแซม)

ตอบ   -   ข้อ   (e)   หรืออาจตอบว่า   “………..........……...needs mending”   ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 388)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A logarithm is _______________________________________ in algebra as an exponent.

(เลขยกกำลังของฐาน  คือ _____________ ในพีชคณิต  ว่าเป็นเลขยกกำลังที่อยู่เหนือสัญลักษณ์)  (เช่น  xn ,  เป็นเลขยกกำลังของ  x)

(a) known what

(b) known what it is

(c) what is known    (สิ่งที่ (ถูก) รู้จัก)

(d) what it is known

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ข้อความ  “What is known in algebra as an exponent” เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (“Is”  ตัวหน้า)  ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ๑.  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • When she left is not certain.

(เธอจากไปเมื่อใดไม่แน่นอน)  (ไม่มีใครรู้แน่นอนว่าเวลาใด)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                            ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                            ๓.  เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                            ๔.  เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐  โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                             ๕.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                             ๖.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.   (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)   The fact”  ไม่ใช่  “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”   คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผม  น่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

2. A square meter is ______________________________________________ a square yard.

(  ตารางเมตร ___________________   ตารางหลา)  (คือ  ใหญ่กว่า    ตารางหลาเล็กน้อย)

(a) than slightly larger

(b) larger than slightly

(c) slightly than larger

(d) slightly larger than    (ใหญ่กว่าเล็กน้อย

 

3. The importance of mythology within a culture _______________ in the status of storytellers.

(ความสำคัญของเรื่องอภินิหารที่เป็นนิยายหรือตำนานที่เล่าต่อๆ กันมาภายในวัฒนธรรมหนึ่ง _____ ในสถานภาพของผู้เล่าเรื่อง)  (หมายถึง  ถ้าผู้เล่าเรื่องดังกล่าวมีสถานภาพสูง  ผู้ฟังก็มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญ  หรือเชื่อเรื่องเหล่านี้มากกว่าปกติ)

(a) as reflected

(b) reflected

(c) is reflected    (ถูกสะท้อนภาพให้เห็น)

(d) reflected there

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Passive voice

 

4. __________________________________________ the zero was invented is not known.

(เลขศูนย์ถูกประดิษฐ์ขึ้น _______________ ไม่เป็นที่ล่วงรู้)  (= ____________ ที่เลขศูนย์ถูกประดิษฐ์ขึ้น  ไม่เป็นที่รู้กัน)

(a) After    (หลังจาก)

(b) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)

(c) Although    (แม้ว่า)

(d) When    (เมื่อใด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ข้อความ  “When the zero was invented”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ   “Noun clause”  ใน ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

5. Regardless of __________________ or facilities, a park is intended for the enjoyment of all.

(โดยไม่คำนึงถึง ____________ หรือสิ่งอำนวยความสะดวก (ของมัน),  สวนสาธารณะถูกมุ่งหมายไว้สำหรับความเพลิดเพลิน (สนุกสนาน) ของทุกคน)

(a) the location of it

(b) its location    (สถานที่ตั้งของมัน)

(c) what location it has

(d) whether its location

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “……….....…of its location or (its) facilities, a park………......….”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Regardless of   จากตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • He has kept on working, _________________________________ being told to stop.

(เขาทำงานต่อไป ________________________________________ ถูกบอกให้หยุดทำ)

(a) sooner than    (เร็วกว่า)

(b) no matter what    (ไม่ว่า........................อย่างไรก็ตาม)

(c) regardless of    (โดยไม่คำนึงถึงว่า, โดยไม่สนใจว่า)

(d) in addition to    (นอกเหนือจาก)

                                                ตัวอย่างที่ 

  • If they are determined to strike, they will do so _________________ what the law says.

(ถ้าพวกเขามุ่งมั่นที่จะนัดหยุดงาน, พวกเขาก็จะทำเช่นนั้น _________ กฎหมายกล่าวไว้อย่างไร)

(a) due to    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) regardless of     (โดยไม่คำนึงถึงว่า, โดยไม่สนใจว่า)

(c) despite    (ทั้งๆ ที่)

(d) instead of    (แทนที่จะ)

 

6. When he reaches the age of retirement, he will get his _________ for his government service.

(เมื่อเขามาถึงอายุเกษียณจากงาน  เขาจะได้รับ ________________ สำหรับงานราชการของเขา)

(a) wage    (ค่าจ้าง)

(b) salary    (เงินเดือน)

(c) bonus    (เงินโบนัส, เงินแถมพิเศษประจำปี)

(d) pension    (เงินบำเหน็จบำนาญ)

 

7. Father seemed to be ____________ by the loud noise the children made.  He shouted at them to play outside.

(พ่อดูเหมือนว่าจะ _____________ จากเสียงที่ดังที่พวกเด็กๆ ทำ  เขาตะโกนใส่เด็กพวกนั้น  เพื่อให้ออกไปเล่นข้างนอก)

(a) excited    (ตื่นเต้น)

(b) astonished    (ประหลาดใจ)

(c) annoyed    (ขุ่นเคือง, รำคาญ, รู้สึกถูกรบกวน)

(d) amazed    (ทึ่ง, ประหลาดใจ, งงงวย)

 

8. Please keep an eye on my purse while I telephone.

(โปรด  เฝ้าดู-เฝ้าระวัง   กระเป๋าสตางค์ของฉันด้วย  ขณะที่ฉันโทรศัพท์)

(a) hold    (ถือ, จับ, กุม, เกาะ, คว้า)

(b) clean out    (ทำความสะอาดจนหมดจด)

(c) look through    (มองทะลุ, มองผ่าน)

(d) watch    (เฝ้าดู, มอง, ระมัดระวัง, ชม, จ้องมอง)

 

9. She is a person who always speaks her mind.

(เธอเป็นบุคคลผู้ซึ่ง  พูดออกมาตรงๆ ตามที่ตนเองคิด   เสมอ)

(a) talks too much    (พูดมากเกินไป)

(b) speaks without thinking    (พูดโดยไม่คิด)

(c) hesitates to speak    (รีรอ หรือลังเลใจที่จะพูด)

(d) gives her frank opinion    (ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา หรือเปิดเผย)

 

10. He has scarcely ___________________ money ____________________ for his old age.

(เขาแทบจะไม่มีเงิน ______________ ซึ่งได้ถูก _____________ สำหรับในวัยชราของเขา)

(a) some ________________ to save

(b) any ________________ saving

(c) some ________________ saved

(d) any ________________ saved    (อยู่เลย ________________ ออมไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Any”  กับ   “Scarcely”   เนื่องจากใจความเป็นไปในทางปฏิเสธ  (แทบจะไม่)  และใช้  “Saved”  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “………..........…money which is (has been, was) saved for his………......……

 

11. My brothers are all _________________________________________________ I am.

(พี่ชายน้องชายของผมล้วนแต่ ______________________________________ ผมทุกคน)

(a) more tall than

(b) tallest of

(c) taller from

(d) taller than    (สูงกว่า)

 

12. Sitting on the beach, she watched the ships ___________________________ the harbor. 

(นั่งบนชายหาด  เธอมองดูเรือ ___________________________________ ในท่าเรือ)

(a) to enter

(b) entered

(c) having entered

(d) entering    (เข้ามา, กำลังเข้ามา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “Enter”  ก็ได้  ดูเปรียบเทียบกับกริยา   “See”  (เห็น, มอง, มองเห็น, ดู)  (กริยา  “See”  และ  “Watch”  ใช้ได้เหมือนกัน)  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Across the street he saw a man __________________________ a boy with a stick.

(ข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง  เขาเห็นชายคนหนึ่ง ______________ เด็กชายคนหนึ่งด้วยไม้)

(a) beating    (กำลังตี)

(b) to beat

(c) having beaten

(d) to have beaten

ตอบ   -   ข้อ   (a)   สำหรับกริยา  “See”  หรือ  “Watch”  มีที่ใช้ดังนี้   คือ

                                            ๑. “See” (Watch) + กรรม + Verb 1  =  เห็นกรรมทำกริยา

  • We saw (watched) him go out and walk in the park.

(เราเห็นเขาออกไป และเดินในสวน)

(แต่เมื่อเป็น  “Passive voice”  ต้องใช้   “He was seen to go out and walk in the park.”)  (เขาถูกมองเห็นว่าออกไปและเดินในสวน)

                                             ๒. “See” (Watch) + กรรม + Verb + ing”  =  เห็นกรรมกำลังทำกริยา

  • We saw (watched) students playing in the field.

(เราเห็นนักเรียนกำลังเล่นในสนาม)

                                            ๓. “See” (Watch) + กรรม + Verb 3  =  เห็นกรรมถูกกระทำ

  • We saw (watched) an elephant killed by hunters.

(เราเห็นช้างถูกฆ่าโดยนายพราน)

 

13. His friends thought he was ill yesterday, ____________________________________?

(เพื่อนของเขาคิดว่า  เขาป่วยเมื่อวานนี้ ____________________________________)

(a) did they

(b) was he

(c) didn’t they    (ใช่หรือไม่)

(d) wasn’t he

ตอบ   -   ข้อ   (c)   นส่วน  “Tag”  ต้องใช้กริยาตามประธานและกริยาในประโยคใหญ่  “Main clause” (His friends thought….............…)  มิใช่ใช้ตามประธานและกริยาในประโยคย่อย (He was ill yesterday)  และเนื่องจาก  “Thought”  อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน   “Tag”  จึงต้องใช้   “Did”  ในรูปปฏิเสธ  (= didn’t)

 

14. My car still isn’t working right; the mechanic ___________________________________.

(รถของผมยังคงไม่ทำงานเป็นปกติ  ช่างเครื่องยนต์ _______________________________)

(a) must not have fixed it    (จะต้องไม่ได้ซ่อมมัน)  (ในอดีต)

(b) just fixed it    (เพิ่งจะซ่อมมัน)

(c) might have fixed it    (อาจจะได้ซ่อมมัน)  (ในอดีต)

(d) should not have fixed it    (ไม่ควรจะได้ซ่อมมัน)  (ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากผู้พูดมั่นใจมากว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น  เพราะรถยังคงทำงานไม่ปกติ

 

15. I don’t know_______________________________________________________ to do.

(ผมไม่รู้ว่าจะทำ _____________________________________________________)

(a) how

(b) whom

(c) what    (อย่างไรดี)

(d) why

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจใช้   “How to do it”  สำหรับ   “How”  นิยมใช้กับวลี  เช่น   “how to cook”  (วิธีปรุงอาหาร)  “how to swim”  (วิธีว่ายน้ำ)  “how to play golf”  (วิธีเล่นกอล์ฟ)  “how to solve the problem”  (วิธีแก้ปัญหา  หรือ จะแก้ปัญหาอย่างไร)  “how to tell my parents”  (จะบอกพ่อแม่อย่างไร)  , etc.

 

16. Three months after the manager had engaged the cashier, he ____________ him for dishonesty.

(สามเดือนหลังจากผู้จัดการได้ว่าจ้างแคชเชียร์  เขาก็ ___________ แคชเชียร์คนนั้น  ด้วยเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริต)

(a) disliked    (ไม่ชอบ, เกลียด)  

(b) displayed    (แสดง)

(c) dismissed    (ไล่ออก, บอกเลิกแถว, ไม่พิจารณา, ไม่รับฟ้อง, ยกฟ้อง)

(d) disclosed    (เปิดเผย, เปิดโปง, ทำให้ปรากฏ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Dismiss”   ในที่นี้  หมายถึง  “ไล่ออก

 

17. Although many people thought that the man was guilty, the judge and jury found him ________.

(แม้ว่าผู้คนจำนวนมากคิดว่าชายคนนั้นมีความผิด  ผู้พิพากษาและคณะลูกขุนพบว่าเขา _________)

(a) carefree    (ไร้กังวล)

(b) talkative    (ช่างพูด, คุยจ้อ)

(c) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์)  

(d) innocent    (บริสุทธิ์, ไร้มลทิน, ไร้เดียงสา, ซื่อ, ไม่เป็นภัย)

 

18. Such clothes ______________________________ these are called ready-made clothes.

(เสื้อผ้า ___________________________________ เหล่านี้  ถูกเรียกว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูป)

(a) like

(b) alike

(c) as    (ดังเช่น, เช่น)

(d) the same as

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการใช้คำคู่  คือ    Such………......…….as

 

19. So far I’ve been learning about England and British ways of living.

(เท่าที่ผ่านๆ มา (ที่แล้วๆ มา)  ผมได้กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ  และวิถีการดำรง ชีวิตแบบอังกฤษ)

“So far” here means “_____________________________________________________”.

(“So far”  ในที่นี้  มีความหมายว่า __________________________________________)

(a) So much    (มากเหลือเกิน)

(b) Very far    (ไกลมาก)

(c) For a long time    (เป็นเวลานาน)

(d) Until now    (จนกระทั่งบัดนี้)

 

20. When all the students___________________________, the professor began his lecture.

(เมื่อนักเรียนทุกคน _________________________ อาจารย์ก็เริ่มต้นการบรรยายของเขา)

(a) seated

(b) sit

(c) were seated    (ถูกพาเข้าที่นั่งที่จัดไว้ให้)

(d) seat

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Seat”  เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “ที่นั่ง”  แต่เมื่อเป็นคำกริยา หมายถึง  “จัดหาที่นั่งให้, พาเข้าที่นั่ง, จัดตั้งเข้าที่ๆจัดไว้, นั่งลงไป”   มักใช้ในรูป  “Passive voice”  (Be + seated)  เสมอ

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 387)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. One of the __________________ Black poets in America, Lucy Terry, was a slave in Deerfield, Massachusetts.

(หนึ่งในบรรดากวีผิวดำ ____________ ในอเมริกา, ลูซี่ เทอร์รี่, เป็นทาสอยู่ในเมืองเดียร์ฟิวด์, รัฐแมซซาชูเซตส์)

(a) first to

(b) first was

(c) first    (คนแรกๆ, รุ่นแรกๆ)

(d) first has the

 

2. ________________________ wild dogs have very keen sense of sight, hearing, and smell.

(_____________ หมาป่ามีประสาทสัมผัสที่ไวมาก (ดีเยี่ยม) ในด้านสายตา (การมองเห็น), การได้ยิน, และการดมกลิ่น)

(a) Cats are like    (แมวเหมือน-คล้ายกับ)

(b) Like the cats,    (เหมือนกับแมว,)

(c) Although the cats like    (แม้ว่าแมวชอบ)

(d) They are like the cats,    (พวกมันเหมือนกับแมว)

 

3. Alex Bradford is one of the world’s _________________________ exponents of gospel music.

(อเล็กซ์  แบรดฟอร์ด  เป็นหนึ่งในบรรดาสัญลักษณ์ (ตัวแทน) ____________ ของดนตรีเกี่ยวกับคำสั่งสอน หรือเรื่องราวชีวิตของพระเยซูคริสต์  ของโลก)

(a) very most    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) the most    (มากที่สุด)

(c) mostly    (ส่วนมาก, ส่วนใหญ่)

(d) foremost    (ชั้นเยี่ยม, สำคัญที่สุด)

 

4. Meat is an excellent source _________________________________________ vitamins.

(เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเลิศ _______________________________________ วิตามินชนิดต่างๆ)

(a) that

(b) has

(c) where

(d) of    (ของ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                             สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “in need of”  (ต้องการ)  -  Are you in need of some advice?  (คุณต้องการคำแนะนำบ้างไหม),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

5. If a rectangle has equal sides, ____________________________________ is a square.

(ถ้าสี่เหลี่ยมมุมฉากมีด้านเท่ากันทุกด้าน, __________________ คือ (เป็น) สี่เหลี่ยมจัตุรัส)

(a) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(b) it    (มัน)

(c) but    (แต่)

(d) then    (ต่อจากนั้น, หลังจากนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

6. An increase in a nation’s money supply, without an accompanying increase in economic activity, _____________ result in higher prices.

(การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินตราของประเทศหนึ่ง, โดยไม่มีการเพิ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตามมาด้วย, ____________ ส่งผลให้เกิดราคาสินค้าซึ่งเพิ่มสูงขึ้น)

(a) tends    (มีแนวโน้ม)

(b) tends the

(c) tending to

(d) will tend to    (จะมีแนวโน้มที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบข้อ  (a) ซึ่งเป็น  “Present simple tense”  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Tends to”  (มีแนวโน้มที่จะ)  เนื่องจากกริยา  “Tend + To + Verb 1

 

7. We like our doctor, so we hope he doesn’t decide to go away for a long time ______________.

(เราชอบหมอของเรา  ดังนั้น  เราหวังว่าเขาจะไม่ตัดสินใจเดินทางไปไหนๆ เป็นเวลานาน _________)

(a) yet    (เลย)  (คือ  ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะไป...........................เลย)

(b) still

(c) already

(d) before

ตอบ   -   ข้อ    (a)   ใช้   “Yet”  (เลย, หรือยัง)  กับประโยคปฏิเสธ  หรือคำถาม  เช่น

  • It is not dark yet.

(ยังไม่มืดเลย  -  ขณะนี้)

  • I haven’t yet met Peter.

(ผมยังไม่ได้พบปีเตอร์เลย)

  • His uncle isn’t married yet.

(ลุงของเขายังไม่แต่งงานเลย)

  • By good fortune the leak has done no damage yet.

(เพราะว่าโชคดี  การรั่วไหลยังมิได้ทำความเสียหายเลย)

  • Have you had your lunch yet?

(คุณกินอาหารกลางวันแล้วหรือยัง)

 

8. If you have a bad cold, you _____________________________________ go to the doctor.

(ถ้าคุณเป็นไข้หวัดอย่างรุนแรง  คุณ _________________________________ ไปพบแพทย์)

(a) ought    (“Ought to”  =  “ควรจะ” )

(b) might    (อาจจะ)

(c) had

(d) should    (ควรจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการแนะนำให้ทำ  (ไปหาหมอ)  หรืออาจตอบ  “Ought to”  ก็ได้

 

9. I didn’t _________________________________________ work until almost eight o’clock.

(ผมมิได้ _________________________________________ งาน  จนกระทั่งเกือบ  ๒  ทุ่ม)

(a) get into

(b) get up

(c) get through    (ทำสำเร็จ,  ทำจนเสร็จสิ้น)  (หมายถึง ทำงานแล้วเสร็จ)

(d) get in

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Get through”  =  complete

 

10. I wish I could ____________________________________________________ smoking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ _______________________________________ สูบบุหรี่) 

(a) cut down    (ลดปริมาณลง, ทำให้น้อยลง)

(b) cut up    (ตัดออกเป็นชิ้นๆ)

(c) cut away    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

(d) cut out    (ยุติ,  เลิก)

 

11. Every girl ought to learn _____________________________________________ to cook.

(เด็กผู้หญิงทุกคนควรที่จะเรียนรู้ ___________________________________ ปรุงอาหาร)

(a) where

(b) what

(c) when

(d) how    (วิธี) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “เรียนรู้วิธีปรุงอาหาร”   =  “เรียนรู้ว่าจะปรุงอาหารอย่างไร

 

12. At present ____________________________________ bad drivers are often punished.

(ในปัจจุบัน _____________________________ คนขับรถ (นิสัย) เลวๆ ถูกลงโทษอยู่บ่อย ๆ)

(a) the

(b) every

(c) each

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับ  ข้อ   (b)  และ  (c)  ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์  นับได้ เท่านั้น  และข้อนี้   ไม่ต้องใช้  “The”   เพราะกล่าวถึงคนขับรถนิสัยเลวๆ ทั่วไป   มิได้มีการเน้น หรือชี้เฉพาะว่าเป็นผู้ใด  หรือกลุ่มใด  ดังนั้น  ข้อนี้จึงไม่ต้องเติมคำใดเลย

 

13. Is all this money _____________________________________________________?

(เงินทั้งหมดนี้เป็น _____________________________________________ ใช่หรือไม่)

(a) your

(b) yours    (ของคุณ)   (= your money)

(c) of you

(d) belong to you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ส่วนถ้าต้องการใช้   “Belong”   (เป็นของ)  จะต้องใช้รูปประโยคเป็น   “Does all this money belong to you?

 

14. My son knocked this ________________________________ off the table and broke it.

(ลูกชายของผมทำ __________________________ ใบนี้หล่นจากโต๊ะ  และทำมันแตก)

(a) tea’s cup

(b) cup of tea    (ชา  ๑  ถ้วย)

(c) teacup    (ถ้วยชา)

(d) cup-tea

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Teacup”  เป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun)   และผู้พูดเพียงแต่จะบอกว่า  “ลูกชายทำถ้วยชาหล่น  และแตกไปแล้ว”  เท่านั้น  มิได้ต้องการบอกว่า  “ทำชา  ๑  ถ้วยหล่นฯ”   เพราะตอนนี้ถ้วยแตกไปแล้ว  ไม่มีน้ำชาเหลืออยู่แล้ว  ดูเพิ่มเติม  “นามประกอบ”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the _____________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรี่ใน _____ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the __________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _____________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                              ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _______________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ___________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • She broke a __________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ___________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

15. The demand ________________________________________ our goods is increasing.

(ความต้องการ ____________________________________ สินค้าของเรากำลังเพิ่มขึ้น)

(a) of

(b) in

(c) from

(d) for    (สำหรับ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Demand (noun) + For”  เสมอ   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                             สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ด้แก่  “Responsible”  (รับผิดชอบ)  -  He is responsible for the job.  (เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ)  –  She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม),  “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ),  “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                              ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Apply”  (สมัคร)  -  She applied for a secretarial job, but in vain.  (เธอสมัครงานเลขานุการ, แต่ไม่สำเร็จ),  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                              สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”   ด้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ   ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

16. We find it _____________ to believe all what he said since he changed his story every time we asked him.

(เราพบมัน _____________ ที่จะเชื่อทุกสิ่งที่เขาพูด   เพราะว่าเขาเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่เราถามเขา)  (หมายถึง  เล่าเรื่องแต่ละครั้งไม่เคยตรงกัน)

(a) very and more difficult

(b) more and very difficult

(c) more and most difficult

(d) more and more difficult    (ยากขึ้นและยากขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ต้องใช้รูปนี้เสมอ

 

17. Whenever we meet, we stop ______________________________________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด _________________________________________)

(a) talking

(b) talk

(c) to talk    (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  Stop + To + Verb 1”  หมายถึง  “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   ส่วน  “Stop + Verb + ing”  หมายถึง  “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ”  เช่น

  • We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

(เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยงตอน  ๑๑.๓๐  น. ทุกๆวัน)

  • We stopped having lunch when the fire broke out.

(เราหยุดการกินอาหารเที่ยง  เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน   และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

18. You had best _________________________________________________ it yourself.

(คุณควรจะ ________________________________________ มันด้วยตัวคุณเองดีที่สุด)

(a) do    (ทำ)

(b) to do

(c) done

(d) doing

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Had best”  (ทำ..........................เป็นดีที่สุด)  และ “Had better”  (ควรจะ.........................ดีกว่า)   ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1 ไม่ต้องมี  To  นำหน้า)  เสมอ

 

19. A __________________________________________ uses force, or a threat of force.

(___________________________________ ใช้กำลัง  หรือการขู่กรรโชกว่าจะใช้กำลัง)

(a) thief    (หัวขโมย, โจรลักทรัพย์)

(b) robber    (โจรปล้น,  โจรจี้ชิงทรัพย์)

(c) burglar    (โจรงัดแงะ-ย่องเบา)

(d) pick-pocket    (นักล้วงกระเป๋า)

 

20. If my father moved away, I suppose I would live with my uncle ___________ I went with him.

(ถ้าพ่อของผมย้ายออกไป  ผมคาดคะเน (คิด) ว่า  ผมจะอาศัยอยู่กับลุง __________ ผมไปกับพ่อ)

(a) or    (หรือ, มิฉะนั้น)    

(b) accordingly    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(c) unless    (ถ้า..................................ไม่)  (= ถ้า  (ผม)  ไม่ไปกับพ่อ)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และ  “Unless” +   “ประโยคบอกเล่าเสมอ)   เช่น

                                               ตัวอย่างที่  

  • Don’t open a shop ____________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ______________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He won’t pass his examination ________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough   (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Unless  =  If…………............… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน    ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย)  (คือ  ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 386)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I am very tired ______________________________________________ boiled eggs now.

(ผมเบื่อ _________________________________________ ไข่ต้มอย่างมากในตอนนี้)

(a) with

(b) by

(c) for

(d) in

(e) of

ตอบ   -   ข้อ   (e)   “Be tired of”  =   “เบื่อ หรือ เหนื่อย

 

2. A child with strong and healthy parents is likely ____________ stronger and healthier than a child with weak and unhealthy parents.

(เด็กที่มีพ่อแม่ที่แข็งแรงและสุขภาพดี  มีความเป็นไปได้ _____________ แข็งแรงกว่าและสุขภาพดีกว่าเด็ก  ที่มีพ่อแม่ที่อ่อนแอและสุขภาพไม่ดี)

(a) be

(b) being

(c) to be    (ที่จะ)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Likely (มีความเป็นไปได้)  + To + Verb 1”  หรือ  “Likely + To + Be + Adjective”  เช่น

  • It is likely to rain tomorrow.

(เป็นไปได้ที่พรุ่งนี้ฝนจะตก)

  • You are likely to be sick if you stay out in the rain.

(คุณเป็นไปได้ที่จะป่วย  ถ้าคุณอยู่กลางสายฝน)

 

3. I myself dislike the idea of spending a holiday with hundreds of other people.

(ตัวผมเองไม่ชอบความคิดของการใช้วันหยุดกับผู้อื่นหลายร้อยคน)  (คือไม่ชอบไปเที่ยววันหยุด  ที่ซึ่งมีคนอยู่กันมากมาย)

‘Dislike’ here means ‘____________________________________________________’.

(คำว่า  “Dislike”  ในที่นี้  หมายความว่า _____________________________________)

(a) am not like    (ไม่เหมือน)

(b) do not like    (ไม่ชอบ)

(c) should like to have    (อยากจะมี)

(d) have not    (ไม่มี)

 

4. A: __________________________________________________________________?

    B: Yes, please.

(B: ครับ  ได้โปรดเถอะครับ)

(a) Do you like the idea    (คุณชอบความคิดนี้ไหม)

(b) Could you help him    (คุณสามารถช่วยผมได้ไหม)

(c) Will you be here tomorrow    (คุณจะอยู่ที่นี่วันพรุ่งนี้ไหม)

(d) Do you care for a cup of coffee    (คุณอยากดื่มกาแฟสักแก้วไหมครับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อมีผู้เชิญชวนให้เรากินหรือดื่ม  หรือเสนอตัวจะช่วยเหลือเรา  ถ้าเราตอบตกลง  ต้องพูดว่า   “Yes, please.”  แต่ถ้าตอบปฏิเสธ  ต้องพูดว่า  “No, thanks (= thank you)”

 

5. When I say ‘You can go home now.’, I mean ‘____________________________________’.

(เมื่อผมพูดว่า  “คุณสามารถกลับบ้านได้ในขณะนี้”  ผมหมายความว่า “__________________”)

(a) You are able to go home now    (คุณมีความสามารถกลับบ้านได้ในขณะนี้)

(b) Can you go home now?    (คุณสามารถกลับบ้านในขณะนี้หรือไม่)

(c) You may go home now    (คุณอาจจะกลับบ้านในขณะนี้ก็ได้)  (ถ้าคุณประสงค์จะทำเช่นนั้น)

(d) You aren’t allowed to go home now    (คุณไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในขณะนี้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Can go home”  ในประโยคข้างบน  มิได้มีความหมายว่า  “มีความสามารถกลับบ้าน”  เหมือนในกรณีทั่วไป  เช่น  สามารถว่ายน้ำ,  สามารถพูดภาษาต่างประเทศ,  สามารถสอบชิงทุนได้, ฯลฯ  แต่หมายถึง  ผู้ที่ถูกพูดด้วยได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้  ถ้าประสงค์จะทำ  กล่าวคือ  “Can  =  May”  เช่นในประโยคข้างล่าง

  • You can borrow my pen if you want to.

(คุณอาจยืมปากกาของผมได้  ถ้าคุณต้องการทำเช่นนั้น)

  • In a Moslem marriage, the man can have as many wives as he wants.

(ในการแต่งงานแบบมุสลิม  ผู้ชายอาจมีภรรยามากเท่ากับที่ตนต้องการ)

  • There are rather detailed rules of when you can and can’t appeal.

(มีกฎเกณฑ์ค่อนข้างละเอียด  เกี่ยวกับว่าเมื่อไรที่คุณอาจ  หรือไม่อาจอุทธรณ์ได้)

 

6. The milk is going to boil __________________________________________________!

(นมกำลังจะเดือดจน ______________________________)  (คือ  ล้นจากภาชนะที่บรรจุมัน)

(a) up

(b) over    (ล้น)

(c) out

(d) off

 

7. Before the children ________________________________ very far, they began to feel tired.

(ก่อนที่เด็กๆ จะ ______________ ไกลมาก  พวกเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อย)  (คือ รู้สึกเหนื่อย  ขณะที่ยังเดินไปได้ไม่ไกล)

(a) had walked    (ได้เดินไป)

(b) walked

(c) would walk

(d) were walking

 

8. A doctor’s handwriting is often illegible.

(ลายมือของแพทย์มักจะ  อ่านไม่ออกหรืออ่านออกได้ยาก   อยู่บ่อยๆ)

(a) too small    (เล็กเกินไป)

(b) neat    (เรียบร้อย, เป็นระเบียบ, เกลี้ยงเกลา)

(c) interesting    (น่าสนใจ)

(d) hard to read    (อ่านได้ยาก)

 

9. The judge refused to release the prisoner.

(ผู้พิพากษาปฏิเสธที่จะ  ปล่อยตัว  นักโทษ)

(a) set free    (ปล่อยเป็นอิสระ)

(b) sentence    (ตัดสินคดี, พิพากษาโทษ)

(c) try    (ไต่สวนคดี, พยายาม, ทดลอง)

(d) investigate     (สืบสวน, สอบสวน)

(e) interrogate    (สอบถาม, ซักถาม)

 

10. Tom ran across an old friend yesterday.

(ทอม  พบโดยบังเอิญ   เพื่อนเก่าคนหนึ่งเมื่อวานนี้)

(a) ran over    {(รถ) ทับ}

(b) talked to    (คุยกับ)

(c) happened to meet    (บังเอิญพบ, พบโดยบังเอิญ)

(d) trampled    (เหยียบย่ำ, กระทืบ)

 

11. He’s a very naughty boy and is always ____________________________ for his mischief.

(เขาเป็นเด็กที่ซุกซนมาก  และกำลัง ____________ อยู่เสมอสำหรับความซุกซน (การกระทำที่ทำให้เกิดอันตราย) ของเขา)

(a) being punish

(b) be punished

(c) being punished    (ถูกลงโทษ)

(d) to be punish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นข้อเดียวที่อยู่ในรูป  “Passive voice”  (ถูกลงโทษ)  ของ  “Tense”  ที่ถูกต้อง  คือ   “Present continuous tense”  {Subject + Is (am, are) + Being + Verb 3}  ซึ่งในที่นี้  คือ  “Is (always) being punished

 

12. She ________________ from Miss Andrews and therefore doesn’t wish to change teachers.

(เธอ ____________________ จาก (กับ) มิสแอนดรูส์  และดังนั้น  จึงไม่ปรารถนาที่จะเปลี่ยนครู)

(a) is used to studying    (คุ้นเคยกับการเรียน)  (ขณะนี้ก็ยังเรียนกับมิส................อยู่)

(b) used to studying

(c) is used to study

(d) used to study    (เคยเรียน)  (เป็นอดีต  ขณะนี้ไม่ได้เรียนกับมิส......................แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้  “คุ้นเคย หรือเคยชินกับการเรียน  กับมิส...................”  ซึ่งใจความดีกว่าใน  ข้อ   (d)  (เคยเรียนกับมิส.....................)   โดยพิจารณาจากข้อความ   “ดังนั้น  จึงไม่ปรารถนาจะเปลี่ยนครู.......................จากมิสแอนดรูส์ไปเป็นคนอื่น”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used _____ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ  __________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย” 

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He _______ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา ___________ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I used __________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • They will get ________________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ _____________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)  (ในอนาคต)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจาก   “Get used to”  หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีต  หรือปัจจุบัน  หรืออนาคต  ก็ได้)  ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                                                 ตัวอย่างที่  

  • My grandfather _____________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม __________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย

                                                   ตัวอย่างที่  

  • He got used to _______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ____________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็น  “Preposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต, ปัจจุบัน  หรือ อนาคต  ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • We will be (get) used to getting up early soon.

(เราจะคุ้นเคยกับการตื่นแต่เช้าในไม่ช้านี้)  (อนาคต)

                 ******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน  มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

                                             ทั้งนี้  รูปปฏิเสธของ  “Used to”  (เคย) ต้องใช้  “Did”  ช่วยเสมอ  เช่น

  • We did not use to play golf when we were at college.

(เราไม่เคยเล่นกอล์ฟ  เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)

 

13. Her mother bought her a diamond ring and she ________________________ to get it.

(แม่ของเธอซื้อแหวนเพชรให้เธอ  และเธอ ___________________________ ที่ได้มันมา)

(a) delightful

(b) delighted

(c) was delighted    (มีความรู้สึกยินดี-พอใจ-อิ่มใจ)

(d) was delighting    (น่ายินดี-พอใจ-อิ่มใจ)

(e) was delightful    {(เหตุการณ์) น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก}

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Delight”  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it _____________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน ______________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  

                                                  ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a ________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                                                 ตัวอย่างที่  

  • She was very ________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                ตัวอย่างที่  ๕

  • I ____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม ________________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา __________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -  ข้อ  (c)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very _______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ______________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                  คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”   ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                         กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                            ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                             ๒. ถ้าใช้รูป   “Verb + ing”  {Subject + Is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า......................”  หรือ  “ซึ่งน่า......................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ”  เหมือนกับประโยค  “He is walking.  (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

                                             ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง   “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + Is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ  ก็คือ “......................ถูกทำให้รู้สึก....................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ....................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “.....................มีความรู้สึก......................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.......................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

14. It ___________________________________________ that I didn’t agree to marry him.

(มัน ________________ ว่า  ฉันมิได้ตกลงแต่งงานกับเขา)  (คือมาเสียใจทีหลัง  ที่มิได้ทำเช่นนั้น)

(a) has a pity

(b) is a pity    (น่าเสียดาย)

(c) is pity

(d) is the pity

(e) is pitiful    (น่าเวทนา, น่าสงสาร, น่าดูถูก)

 

15. We have already visited a great ________________________ different places in Thailand.

(เราได้ไปเยือนสถานที่ต่างๆ _____________________________ แล้ว  ในประเทศไทย)

(a) many    (จำนวนมาก)

(b) deal    (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) amount    (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(d) number    (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรือ  ข้อ  (d)   แต่ต้องแก้เป็น  “A great number of places…………......…..”  (สถานที่ต่างๆจำนวนมาก)

 

16. The classroom was not as clean as it should __________________________________.

(ห้องเรียนไม่สะอาดเท่ากับที่มันควร _______________________________________)

(a) have been    (ได้เป็นไปแล้ว)  (เป็นเหตุการณ์ในอดีต  สังเกตจาก  “Was”)   

(b) be

(c) to be

(d) to have been

 

17. One of the buttons is missing.  Please sew it _____________________________ for me.

(กระดุมหลุดไปเม็ดหนึ่ง  กรุณาเย็บมัน (กระดุม) ______________ ให้ผมด้วย)  (หมายถึง เย็บกระดุมติดกับเสื้อผ้า)

(a) on    (“Sew it on”  =  เย็บมัน”  -  ติดกับเสื้อ-กางเกง-กระโปรง)

(b) in

(c) again

(d) (No word is needed.)

 

18. He told his parents ________________________________ difficult the examination was.

(เขาบอกพ่อแม่ของเขาว่า  การสอบยาก _____________________________________)

(a) very

(b) so

(c) how    (อย่างไร, เพียงไร)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “how difficult the examination was”   เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา   “Told”  ส่วน  “กรรมรอง”  คือ  “his parents

 

19. The boy pretended __________________________________ when his parents came in.

(เด็กชายคนนั้นแสร้งทำเป็น _______________________ เมื่อพ่อแม่ของเขาเข้ามาในห้อง)

(a) as sleeping

(b) to be asleep    (นอนหลับ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) to sleeping

(d) like sleeping

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Pretend + To + Verb 1”  หรือ   “Pretend + To + Be + Adjective”   สำหรับข้อนี้อาจตอบว่า   “Pretended to sleep”  หรือ   “Pretended to be sleeping”  ก็ได้

 

20. Your homework is very tidy except _________________________ these two black spots.

(การบ้านของคุณเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก __________________ จุดดำๆ    จุดพวกนี้)

(a) that

(b) for    (“Except for”  =  เว้นแต่, ยกเว้น)

(c) only

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Except”  จากประโยคข้างล่าง

                                             Preposition  “Except”  มักใช้กับ  ๒  ข้อความที่ขัดแย้งกัน  หรือ  แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น   “นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำ  ยกเว้น   คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • All the boys except Billy started to cry.  

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

  • He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

  • I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

  • I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)             

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 385)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It is less expensive to build machine parts _________________ than to build a few at a time.

(มันราคาแพงน้อยกว่ากันที่จะสร้างชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักร ____________ (เมื่อเทียบกับ) สร้างทีละ  ๒ – ๓  ชิ้นในแต่ละครั้ง)

(a) mass quantities in

(b) mass in quantities

(c) quantities in mass

(d) in mass quantities    (ในปริมาณมากๆ)

 

2. No longer _____________________ given in countries where the disease is under control.

(ไม่ต่อไปอีกแล้วที่ ______________ ถูก (ทำ) ให้ในประเทศที่ซึ่งโรคนี้อยู่ภายใต้การควบคุม)  (หมายถึง  ไม่มีการฉีดวัคซีนต่อไปอีกแล้ว  ในประเทศที่โรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษได้รับการควบคุม)

(a) smallpox vaccinations are

(b) than smallpox vaccinations are

(c) are smallpox vaccinations    (การฉีดวัคซีนโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ)

(d) than are smallpox vaccinations

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “No longer + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • ____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(__________________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม,  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง.......................เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ...................(คลองปานามา..............วิศวกรรม)...................เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Not only was the ……........…triumph, but it also quickly proved a financial success”  หรือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                                ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  _________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ …………….....…….. เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ___________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ___________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met 

(b) I did meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Not only ________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go………....”  “Not only have they seen………….…”  “Not only will we play………….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “No longer  (ไม่ต่อไปอีกแล้ว), Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (พิเศษ)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • No longer do we use street cars in our city.

(= We no longer use street cars in our city.)

(เราไม่ใช้รถรางต่อไปอีกแล้วในเมืองของเรา)

  • No longer are they friends after a serious conflict.

(= They are no longer friends after a serious conflict.)

(พวกเขาไม่เป็นเพื่อนกันต่อไปอีกแล้ว  หลังจากความขัดแย้งอย่างรุนแรง)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                           ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. ______________ colonial period the great majority of New York’s settlers came from Holland.

(________________ ช่วงเวลาการเป็นอาณานิคม  ผู้ตั้งรกรากถิ่นฐานในนิวยอร์กส่วนใหญ่มาจากประเทศฮอลแลนด์)

(a) Since

(b) The time

(c) During the    (ในระหว่าง)

(d) It was

 

4. A crocodile often fools its preys ______________________________________ to be dead.

(จระเข้หลอกเหยื่อของมันบ่อยๆ ____________________________________ เป็นตาย)

(a) to pretend

(b) by pretending    (โดยการแสร้งทำ)

(c) pretend

(d) to be pretending

 

5. Natural resources provide the raw materials ________________ to produce finished goods.

(ทรัพยากรธรรมชาติให้วัตถุดิบ (ซึ่ง) ______________________ เพื่อที่จะผลิตสินค้าสำเร็จรูป)

(a) are needed

(b) needed    (ถูกต้องการ)

(c) need

(d) needing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….....…raw materials which are needed to produce finished goods

 

6. Please read ______________ thoroughly before answering the questions on the backboard.

(โปรดอ่าน ____________________ อย่างละเอียดถี่ถ้วน  ก่อนตอบคำถามบนกระดานดำ)

(a) chapter two    (บทที่  ๒)

(b) second chapter

(c) two chapter

(d) chapter second

ตอบ   -   ข้อ    (a)   หรืออาจตอบ   “the second chapter”  ก็ได้

 

7. Would you please ____________________________ the door open when it is cold outside?

(คุณจะกรุณา _______________________ ประตูเปิดไว้  เมื่ออากาศเย็นข้างนอก  ได้หรือไม่)

(a) don’t leave

(b) don’t to leave

(c) not to leave

(d) not leave    (ไม่ทิ้ง, ไม่ปล่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Would + Verb 1”  โดย  “Not”  ต้องอยู่ระหว่าง  “Please”   และ  “Verb 1”  (please not leave)  เสมอ

 

8. I asked her _______________________________________________ was on the phone.

(ผมถามเธอ (ว่า) ___________ กำลังพูดโทรศัพท์อยู่)  (หมายถึงพูดอยู่ปลายสายอีกด้านหนึ่ง  หรือถามว่า  ใครโทรฯ มานั่นเอง)

(a) which

(b) whom

(c) who    (ใคร)  (เป็นประธานประโยคย่อย  “Who was on the phone”)

(d) whoever    (ใครก็ตาม)  

 

9. Tomorrow at 8.00 a.m. Jenny has to _______________________ a history examination.

(พรุ่งนี้  เวลา    โมงเช้า  เจนนี่จำเป็นต้อง ________________ การสอบวิชาประวัติ ศาสตร์)

(a) pass

(b) take    (เข้ารับ)

(c) succeed

(d) fail

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Take an examination  -  เข้าสอบ

 

10. I was late arriving at the examination room; _______________________ I couldn’t get in.

(ผมล่าช้าในการมาถึงห้องสอบ ________________________ ผมไม่สามารถเข้าห้องสอบได้)

(a) subsequently    (ในเวลาต่อมา)

(b) generally    (โดยทั่วไป)

(c) consequently    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(d) indeed     (จริงๆ, อย่างแท้จริง)   

 

11. _______________________ the hall is already full, I think the meeting should now begin. 

(____________________ ห้องโถงมีคนเต็มแล้ว  ผมคิดว่าการประชุมควรเริ่มต้นได้ในขณะนี้)

(a) Seeing that    (เมื่อเห็นว่า)

(b) Providing that    (ถ้า)  (= If)

(c) Whereas    (ในทางตรงกันข้าม, อย่างไรก็ตาม, แต่ทว่า)

(d) As a result of     (เป็นผลมาจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Walking down the street the other day, ___________________________________.

(ขณะเดินไปตามถนนเมื่อวันก่อน __________________________________________)

(a) I saw unusual something happen

(b) a terrible accident occurred    (อุบัติเหตุน่ากลัวเกิดขึ้น)

(c) something unusual was seen by me    (บางสิ่งที่ผิดปกติถูกเห็นโดยผม)

(d) I witnessed a terrible accident    (ผมเห็นอุบัติเหตุน่ากลัว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากประโยคขึ้นต้นด้วย   “Walking”  (Present participle)  แสดงว่าประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (ในที่นี้ คือ “I” )  จะต้องเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”  ดังนั้น  จึงตัดข้อ  B, C  ทิ้งไป  สำหรับ ข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “I saw something unusual happen.”  (ผมเห็นบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น)  เนื่องจาก  “Something”  เป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  ไม่สามารถใช้คำคุณศัพท์  (Unusual)  ขยายข้างหน้าได้  ต้องเอามาขยายข้างหลังแทน

 

12. Bill went to hospital to have ___________________________________ on the stomach.

(บิลไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับ ______________________________________ ที่ท้อง)

(a) a cure    (การรักษาให้หาย)

(b) a mending    (การปะ, การซ่อมแซม)

(c) an operation    (การผ่าตัด, การปฏิบัติงาน, การดำเนินงาน)

(d) a cut    (การตัด, การหั่น, การทำมีดบาด, การลดราคา, การลดเงินเดือน)   

 

13. All the workers complained that the price of food had increased, so their _____ of living had fallen.

(คนงานทั้งหมดบ่น-ร้องเรียนว่า  ราคาอาหารได้เพิ่มขึ้น  ดังนั้น ___________ การครองชีพของพวกเขาได้ลดต่ำลง)  (เหมือนกับรายได้ลดลง  เพราะค่าจ้างเท่าเดิม)

(a) cost    (ค่า)

(b) price    (ราคา, ราคาขาย)

(c) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า, ราคา)

(d) standard    (มาตรฐาน)

 

14. This book is too difficult.  I spent more time _____________ up words in the dictionary than ____________ it.

(หนังสือเล่มนี้ยากเกินไป  ผมใช้เวลา _________ คำในพจนานุกรม  มากกว่า _________ มัน

(a) to look ______________ to read

(b) to look ______________ reading

(c) looking ______________ reading    (ค้นหา ______________ อ่าน)

(d) looking ______________ read

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Spend + Time + Verb + ing +  (ส่วนขยาย) + (Than) + (Verb + ing)  และต้องใช้โครงสร้างให้สมดุล  คือ   “Looking”  และ  “Reading

 

15. I think you ought to pay, _______________ it was you who _______________ the glass.

(ผมคิดว่าคุณควรจ่ายเงิน _________ ว่าคุณเป็นคนซึ่ง __________ กระจก)  (ทำกระจกแตก)

(a) considered _______________ broke

(b) considering _______________ breaking

(c) to consider _______________ break

(d) considering ______________ broke    (พิจารณา _____________ ทำแตก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ต้องใช้   “Broke”  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต (ทำกระจกแตก)  โดยดูจาก  “It was you

 

16. This letter is _________________________________ from the one you wrote last week.

(จดหมายฉบับนี้ ________________________ จากจดหมายที่คุณเขียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) no difference    (ไม่มีความแตกต่าง)

(b) no differing

(c) no different    (ไม่แตกต่าง)

(d) not differently

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้คำคุณศัพท์  (Different) กับ   “Verb to be”  (Is)  หรืออาจตอบ  “Not different”  ก็ได้

 

17. __________________ the summer holidays we hope to swim, fish and do some sailing.

(_________________ วันหยุดหน้าร้อน  เราหวังจะได้ว่ายน้ำ,  ตกปลา  และแล่นเรือ-ขับเรือ)

(a) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วย “Subject + Verb”)

(b) When    (เมื่อ)  (ตามด้วย “Subject + Verb”)

(c) During    (ระหว่าง - ใช้กับเรื่องเวลา)  (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Between    (ระหว่าง)  (ใช้กับคนหรือสิ่งของ ๒ สิ่ง)

 

18. “Would you like to have your sandwiches now?”

(คุณอยากจะทานแซนด์วิชของคุณตอนนี้ไหม)

“Yes, I’d ______________________________________________________________.”

(ใช่ครับ  ผม ______________________________________________________)

(a) like

(b) like to    (อยากทาน)

(c) liked to

(d) had them

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากย่อมาจากข้อความเต็มๆ ว่า   “Yes, I would like to have my sandwiches now.”   แต่นิยมตอบเพียงสั้นๆว่า  “I would like to.”  ทั้งนี้   ต้องมี  To  แต่ไม่ต้องมีกริยา  (Have)”  กล่าวคือ  เราใช้  “To + Verb 1”  โดยละ  “Verb”  นั้นไว้    ใช้แต่   “To”  เพียงคำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง  เช่น

  • I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน  “read” ต่อท้าย “to”)

  • She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

(เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน  “finish”  ต่อท้าย “to”)

 

19. The river has ____________________________ its bank into the surrounding community.

(แม่น้ำได้ ________________________________________ ตลิ่งของมันเข้าสู่ชุมชนรอบๆ)

(a) overflown

(b) overflew

(c) overflowed    (ไหลล้น, เอ่อล้น, ไหลบ่า, ล้น, ท่วม)

(d) overfly

ตอบ  -  ข้อ  (c)  กริยาช่อง    และ    ของ  “Overflow”   คือ  “Overflowed” สำหรับข้อ  (a), (b), (d)  ไม่มีการใช้รูปนี้

 

20. His daughter wrote to him that she was looking forward to ___________________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย __________ บ้านเร็วๆ นี้)

(a) come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Look  forward to + Verb + ing”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • I shall look forward _______________________________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ __________________________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ (c)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ (หรือ “ตั้งตารอ”) ___________ คุณทั้ง    คน)  (หมายถึง  ในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “To”  ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง),  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)“Admit”  (ยอมรับ),  “Devote…............to”   (อุทิศ...............ให้กับ),  “Dedicate……......…to” (อุทิศ.................ให้กับ),  “Apply………...…to”  (ประยุกต์...................เข้ากับ)   ดังประโยคตัวอย่าง

  • She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  • He looks forward to his birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  • We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  • She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  • He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

  • He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  • We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

  • The President was opposed to the development of nuclear weapons.  (หรือwas opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

  • They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 384)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I’ve _________________________________________________ to practice it every day.

(ผม ___________________________________________________ ฝึกฝนมันทุกวัน)

(a) taken

(b) necessary

(c) got    (จำเป็นต้อง) 

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Have got to + Verb 1”  =  “Have to + Verb 1”  =  “จำเป็นต้อง”  มีความหมายเป็นปัจุบัน  หรืออนาคต

 

2. This hen ___________________________________________________ an egg every day.

(แม่ไก่ตัวนี้ __________________________________________ ไข่    ฟอง  ทุกๆ วัน) 

(a) lies    (นอน, พูดโกหก)

(b) lie

(c) lays    {ออกหรือวาง (ไข่), วาง (สิ่งของ) ลง}

(d) lay

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ต้องเติม   “S”  หลัง  “Lay”  เนื่องจากประธาน   (This hen)เป็นเอกพจน์

 

3. ___________________________________________________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง _____________________________________________________)

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • What ___________________________________________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี _______________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard     (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจาก  “Beard”  (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้  “A” นำหน้า

                                                   ตัวอย่างที่  

  • ________________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ ___________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What     (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน   และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง – โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

4. What long hair you’ve _____________________________________________________!

(เธอช่าง ___________________________ ผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

(a) cut

(b) got    (มี)

(c) been

(d) made

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Have got”  =   “มี”  และ  “Hair”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่ใช้    “What a long hair

 

5. __________________________________________________ break your promise.

(____________________________________________________ ผิดคำมั่นสัญญา)

(a) You’d not better

(b) You had not better

(c) You’d better not    (คุณไม่ควร)

(d) You would better not

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูป  “Subject + Had better + Not + Verb 1”   เสมอ   ในรูปปฏิเสธของ  “Had better

 

6. Will you have _________________________________________________ more coffee?

(คุณจะดื่มกาแฟเพิ่ม _____________________________________________ ไหมครับ)

(a) one

(b) a cup

(c) some    (บ้าง,  อีกสักหน่อย)

(d) any

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเชื้อเชิญให้กินให้ดื่ม  ที่ต้องการให้ผู้ถูกถามตอบ   “Yes”  ดูเพิ่มเติม  “Some”  จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • May I have _______________________________________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ _____________________________________ ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประโยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)    และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

  • Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

  • Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

  • Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

                                             คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”  เช่น

  • Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)   

  • I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

                                              นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word”  ก็ใช้  “Some

  • Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป์ได้ที่ไหน) 

  • When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

  • Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                                             สำหรับ  “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้   พหูพจน์  หรือ  นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  ..........................จำนวนหนึ่ง”   เช่น

  • Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

  • I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

  • There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                                             และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย,   อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น

  • The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

  • The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

  • It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

  • We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

                                              Some”  ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

  • There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

  • I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

  • There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

                                              และ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ  ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ  จำนวน หรือ  สิ่งของนั้นๆ  แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

  • She is living at some place in Chiang Mai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

  • They are buying some car.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                                              นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (= อื่นๆ,  บาง......................)  ด้วย   เช่น

  • Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

  • Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคาแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)  

 

7. I think she won’t find these clothes ___________________________________________.

(ผมคิดว่า  เธอจะไม่พบว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ ________________________________________)

(a) satisfy    (ทำให้พึงพอใจ) 

(b) satisfied    (รู้สึกพึงพอใจ)

(c) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject + Find + It (them, him, her, etc.) + Adjective + To + Verb 1}  เช่น

  • I find it interesting to listen to his lecture.

(ผมพบว่าน่าสนใจในการฟังคำบรรยายของเขา) 

  • The judge found him guilty of the murder.

(ผู้พิพากษาพบว่าเขามีความผิดในการฆาตกรรม)  

 

8. Are you ___________________________________________ for your final examination?

(คุณ _____________________________________________ สำหรับการสอบไล่หรือยัง)

(a) prepare

(b) to prepare

(c) prepared    (เตรียมพร้อม)

(d) already    (แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Be prepared”  =  Ready  ส่วนคำอื่นๆใช้ดังนี้  คือ

  • Are you ready for your final examination?
  • Are you already prepared for your final exam?

(ประโยคข้างบนทั้ง  ๒  ประโยค  มีความหมายเหมือนกัน) 

 

9. My mother doesn’t drink coffee.  ______________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ………………….. เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก ______________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ___________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Not only ___________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go………............”  “Not only have they seen………….…”  “Not only will we play………....….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                            ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. A: What time does the office close for lunch?

(สำนักงานปิดเพื่อทานอาหารกลางวันเวลาใด) 

     B: ____________________________________________________________.

(a) The time is twelve o’clock    (เวลาคือเที่ยง)

(b) For one hour    (เป็นเวลา  ๑  ชั่วโมง)

(c) From twelve to one    (จากเที่ยงถึงบ่ายโมง)

(d) Until one o’clock    (จนกระทั่งบ่ายโมง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

11. He was getting ______________________ the top of the mountain when it began to rain. 

(เขากำลังเข้าไป ______________________________________ ยอดเขา  เมื่อฝนเริ่มตก) 

(a) nearly    (เกือบจะ,  จวนจะ) 

(b) near    (ใกล้)

(c) nearby    (ข้างเคียง,  ใกล้เคียง, ใกล้ชิด, ถัดไป) 

(d) nearing    (“Verb + ing”  =  ใกล้เข้ามา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “Near, Nearly”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • They were careful to seat the important guests _____ the host so he could talk to them easily.

(พวกเขามีความรอบคอบที่จัดที่นั่งให้แขกคนสำคัญ ____________ กับเจ้าภาพ  เพื่อที่ว่าเขา (เจ้าภาพ) จะได้สามารถสนทนากับแขกคนสำคัญได้อย่างง่าย – สะดวก)

(a) near to

(b) near    (ใกล้, ใกล้เคียง)

(c) next    (ถัดไปจาก, ติดกัน, ใกล้กับ)

(d) nearly    (เกือบจะ, จวนจะ)

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   Near”   ไม่ต้องตามด้วย   “To”   ส่วน  “Next”  ต้องตามด้วย  “To”  เสมอ  (ในความหมาย  “ถัดไปจาก หรือ ติดกันกับ”)  ส่วน  “Nearly”  ใช้ดังนี้  คือ

  • She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

  • He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

  • It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

  • I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

 

12. I learn diligently ________________________________________ fail in my examination. 

(ผมเรียนอย่างขยันขันแข็ง __________________________________________ สอบตก)

(a) in order to not

(b) in order not to    (เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(c) not in order to

(d) in not order to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้   “So as not to”   (เพื่อที่จะไม่ต้อง)  ก็ได้

 

13. Every girl ought to learn ___________________________________________ to cook.

(เด็กผู้หญิงทุกคนควรที่จะเรียนรู้ __________________________________ ปรุงอาหาร)

(a) where

(b) what

(c) when

(d) how    (วิธี) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)    “เรียนรู้วิธีปรุงอาหาร”  =    “เรียนรู้ว่าจะปรุงอาหารอย่างไร

 

14. At present ____________________________________ bad drivers are often punished.

(ในปัจจุบัน ______________________________ คนขับรถ (นิสัย) เลวๆ ถูกลงโทษอยู่บ่อยๆ)

(a) the

(b) every

(c) each

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับ  ข้อ   (b)  และ  (c)  ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์  นับได้เท่านั้น  และข้อนี้   ไม่ต้องใช้  “The”  เพราะกล่าวถึงคนขับรถนิสัยเลวๆ ทั่วไป  มิได้มีการเน้น  หรือชี้เฉพาะว่าเป็นผู้ใด  หรือกลุ่มใด  ดังนั้น  ข้อนี้จึงไม่ต้องเติมคำใดเลย

 

15. Is all this money ______________________________________________________?

(เงินทั้งหมดนี้เป็น _____________________________________________ ใช่หรือไม่)

(a) your

(b) yours    (ของคุณ)   (= your money)

(c) of you

(d) belong to you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ส่วนถ้าต้องการใช้   “Belong”   (เป็นของ)  จะต้องใช้รูปประโยคเป็น   “Does all this money belong to you?

 

16. My son knocked this __________________________________ off the table and broke it.

(ลูกชายของผมทำ _____________________________ ใบนี้หล่นจากโต๊ะ  และทำมันแตก)

(a) tea’s cup

(b) cup of tea    (ชา  ๑  ถ้วย)

(c) teacup    (ถ้วยชา)

(d) cup-tea

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Teacup”   เป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: _____________________________________________________________________.

(a) To the bookstore    (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(b) To the books-store

(c) To the storebooks

(d) To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun)   แปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า   (ร้านขายหนังสือ  หรือ  ร้านหนังสือ) 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ______________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน _______ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ___________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _______________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                               ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _______________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ______________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                              ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ___________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ _____________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

17. Would you be so kind ______________________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา _______________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “So………...........….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว    (“As…….…........…as”   ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)   แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to”  (To + Verb)   ตัวหน้าจะต้องใช้  “So” อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )  ไม่ว่าจะเป็นประ โยคบอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม   ดังโครงสร้างข้างล่าง

                                            “Be + So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase

(โดยมีความหมายว่า  “............................พอที่จะ......................”  หรือ  “........................จนถึงขนาดที่จะ......................”)   เช่น

  • Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)

  • Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

  • Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

  • Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

  • I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือไม่โง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

 

18. Please _____________________________________ the word in your dictionary for me.

(กรุณา _______________________________ คำศัพท์ในพจนานุกรมของคุณให้ผมหน่อย)

(a) look at    (จ้องมอง)

(b) look after    (ดูแล, เอาใจใส่)

(c) look for    (มองหา, ค้นหาของที่หาย)

(d) look up    (ค้นหาคำศัพท์)  (ในพจนานุกรม หรืออื่นๆ)

 

19. Have this one, ______________________________________________________?

(เอาอันนี้ไปซิ ______________________________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) will you    (ได้ไหม หรือ ตกลงไหม)

(d) haven’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง ในส่วน  “Tag”  จะใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง  ขอร้อง  และเชิญชวน  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Do it yourself, ______________________________________________________?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง ______________________________________________)

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Just see if that water is becoming hot, ___________________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, _________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”   จึงต้องใช้  “Will you”   สำหรับ   “If”   ในประโยคนี้  เท่ากับ   “Whether”  (หรือไม่)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Do it at once, _______________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ____________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Question tag”   ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”   ในส่วน   “Tag”   ให้ใช้  “………........…… will you ?”  เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                                              สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้นด้วย   “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag ต้องใช้    “Let’s ……………….., shall we?”   เช่น

  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                                               แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”   ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง   (คือขออนุญาตให้ผู้พูด  หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น   ในส่วน   Tag  ต้องใช้   “will you?”  เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป   เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

 

20. _____________________________________________ your house painted last month?

(บ้านของคุณ ____________________________________ ทาสีเมื่อเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

(a) Did

(b) Was    (ถูก)

(c) Had

(d) Have

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เป็นรูป   “Passive voice”  {Subject + Is (Was) + Verb 3}   คือ  ประธานประโยคถูกกระทำ  คือ  “ถูกทาสี”   โดยมาจากประโยคบอกเล่า  คือ“Your house was painted last month.”  เมื่อเปลี่ยนเป็นคำถาม  จึงเป็น  “Was your house painted last month?”  

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC