หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 370)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _____________ general acceptance of photography as an artistic medium, most museums today house collections of fine photographs.

(________________ การยอมรับโดยทั่วไปของการถ่ายภาพ  ในฐานะสื่อทางศิลปะ, พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นที่เก็บภาพที่งดงาม (เลิศ, ดีเยี่ยม, น่าชม) ที่ได้รวบรวมไว้)

(a) The

(b) Only the    (เฉพาะ....................เท่านั้น)

(c) Whereas the    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(d) With the    (ด้วย)

 

2. The brown thrasher is not a particularly large or strong bird.  _________ equipped for fighting.

{นกแธรชเชอร์สีน้ำตาล (มีหางยาว  จะงอยปากโค้งยาว  และหัวสีน้ำตาล) มิได้เป็นนกที่มีขนาดใหญ่หรือแข็งแรงเป็นพิเศษ  (และ) ______________ มีอวัยวะสำหรับการต่อสู้ (เช่นกัน)}

(a) It is not

(b) But not

(c) Neither is it    (มันมิได้ ..................(มีอวัยวะฯ)..................... เช่นกัน)

(d) Nor it is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Nor is it.”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้  (ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  Not only, Neither, Nor, Never, Never before, Hardly, Rarely, Scarcely, Seldom, Not until, etc.)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • ____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(________________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม (เท่านั้น)  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง..............เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ..............(คลองปานามา.........วิศวกรรม).............. เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Not only was the ……...…triumph, but it also quickly proved a financial success”   หรือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________________, but also German.

(_________________________________________ แต่ (ยังเรียน) ภาษาเยอรมันด้วย)

(a) Not only Jim learns English

(b) Jim not only learns English

(c) Jim learns not only English     (จิมเรียนรู้ไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษ)

(d) Jim doesn’t learn only English

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เป็นการใช้   “คำคู่”   สังเกตจาก  “But also”  อยู่หน้า  “German”,  “Not only”  ก็ต้องอยู่หน้า   “English”  เพื่อให้สมดุลกัน  อย่างไรก็ตาม  เมื่อนำ  “Not only”  ขึ้นมาไว้หน้าประโยค  จะต้องใช้โครงสร้าง  คือ {Not only + Verb (พิเศษ)  + Subject + Verb (แท้) + But + Subject + Also + Verb (แท้)}  {Not only does Jim learn English, but he also learns German.}  เพื่อต้องการจะเน้นย้ำว่า  “ไม่เพียงแต่จะทำอย่างนี้ (หรือเป็นแบบนี้)  แต่ยังทำอย่างนั้น  (หรือเป็นแบบนั้น) ด้วย)”   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่..................................เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                              ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                               ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                            ตัวอย่างที่  

  • Not only __________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ______________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง..............................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง), Neither  หรือ Nor  (ไม่............เช่นกัน)”  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (Neither, Nor, Never, No sooner (ในทันทีที่), Hardly, Never in my life, Not until, etc.) + Helping verb  (กริยาช่วย)  (Has, Have, Had, Is, Are, Was, Were, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might Must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • I didn’t go to the party yesterday.  Neither (Nor) did I go shopping.

(ผมมิได้ไปงานเลี้ยงเมื่อวานนี้  และผมก็ไม่ได้ไปซื้อของเช่นกัน)

  • She isn’t a generous person.  Neither (Nor) is she very kind to her neighbors.

(เธอมิได้เป็นบุคคลที่เอื้อเฟื้อ  และเธอก็มิได้ใจดี (กรุณา) ต่อเพื่อนบ้านมากนัก)

  • He hasn’t prepared for his exam yet.  Neither (Nor) has he finished his term paper.

(เขายังมิได้เตรียมตัวสอบเลย  และเขาก็ยังทำรายงานประจำภาคไม่เสร็จเช่นกัน)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.) 

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. Conifers first appeared on the Earth ____________ the early Permian Period, some 270 million years ago.

{ต้นสนปรากฏขึ้นครั้งแรกบนโลก _____________ ยุคเปอร์เมียนตอนต้นๆ (ประมาณ  ๒๒๐-๒๗๐  ล้านปีก่อน  เป็นยุคที่เริ่มมีสัตว์เลื้อยคลาน),  เมื่อประมาณ  ๒๗๐  ล้านปีล่วงมาแล้ว}

(a) when    (เมื่อ)  (ต้องตามด้วย  “Subject + Verb)

(b) and

(c) or

(d) during    (ในระหว่าง, ระหว่างเวลา)

 

4. Vitamin C, discovered in 1932, ____________ first vitamin for which the molecular structure was established.

(วิตามินซี, ถูกค้นพบในปี  ๑๙๓๒, ______________ วิตามินตัวแรกซึ่งโครงสร้างโมเลกุลได้ถูกกำหนด (สร้าง) ขึ้นมา)

(a) the

(b) was the    (เป็น)

(c) as the

(d) being the

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  (Was)  โดยมี  “Vitamin C” เป็นประธาน

 

5. Economic goods may take the form __________________ of material things or of services.

{สินค้าทางเศรษฐศาสตร์ (เศรษฐกิจ) อาจอยู่ในรูป _______________ ของสิ่งต่างๆ ทางวัตถุ  ก็ของการบริการ (อย่างใดอย่างหนึ่ง)}

(a) either    (หากไม่ .............(ของสิ่งต่างๆ..........บริการ)........... อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(b) because    (เพราะว่า)

(c) as

(d) neither    (ไม่ทั้งสองอย่าง, ไม่....................เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”  “Either……....….or……...…..”  (ไม่...............ก็...............  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The kidnappers said to her that _____________ she gave them the money and saw her family again or she died.

(ผู้ที่ลักพาตัวพูดกับเธอว่า _______________ เธอให้เงินพวกเขาและได้กลับไปเจอครอบครัว  ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(a) unless    (ถ้า........................ไม่)

(b) neither    (ไม่ทั้งสองอย่าง, ไม่......................เช่นกัน)

(c) either    (“Either..........….or……..........”  =  ไม่...............ก็............. อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) not only    (ไม่เพียงแต่.........................)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการใช้คำคู่   “………..either she gave them ……..……or she died”  (................ไม่เธอให้เงิน...................ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  (Either she gave  คู่กับ  or she died)  ดูเพิ่มเติมการใช้  (“Either................ or…….…..”    จากประโยคข้างล่าง

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(หากไม่  ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  ก็ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหลัง คือ  “plain laziness”)

  • Either John or his sister is coming to my party.

(ไม่ จอห์น ก็ น้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) กำลังมางานเลี้ยงของผม)  (ใช้กริยาตาม  “his sister”)

  • Either you give me your wallet or I kill you.” said the robber to Jim.

(“ไม่ คุณให้กระเป๋าสตางค์ของคุณแก่ผม  ก็  ผมฆ่าคุณ  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)”  นักจี้กล่าวกับจิม)

 

6. All gases and most liquids and solids expand ______________________________ heated.

(กาซทุกชนิด  และของเหลวและของแข็งส่วนใหญ่ขยายตัว ________________ ถูกทำให้ร้อน)

(a) in

(b) how

(c) when    (เมื่อ)

(d) where    (ที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….....expand when they are heated”  (...............ขยายตัว  เมื่อมันถูกทำให้ร้อน)

 

7. Small parrots may lay as many as nine eggs each season, _____________ large parrots may lay only one.

(นกแก้วเล็กอาจวางไข่ได้มากถึง    ฟอง แต่ละฤดูกาล, ______________ นกแก้วใหญ่อาจวางไข่เพียงฟองเดียวเท่านั้น)

(a) lest    (ด้วยเกรงว่า)

(b) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(c) instead    (แทนที่)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)

 

8. Woodrow Wilson ____________ as governor of New Jersey before he was elected President of the United States in 1912.

(วูดโรว์  วิลสัน ____________ เป็นผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซี่  ก่อนที่เขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในปี  ๑๙๑๒)

(a) serving

(b) having served

(c) served    (ทำหน้าที่, รับหน้าที่)

(d) to have served

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากทำหน้าที่เป็นกริยา (แท้) ของประโยค

 

9. The water in the sea is made up of many elements, the chief ones _____________ oxygen, hydrogen, and salt.

(น้ำในทะเลถูกสร้างขึ้นด้วยธาตุ (ส่วนประกอบสำคัญ) จำนวนมาก, (โดย) ธาตุสำคัญที่สุด (ธาตุหลัก) ______________ ออกซิเจน, ไฮโดรเจน, และเกลือ)

(a) being    (คือ)

(b) which are

(c) are

(d) to be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Being oxygen, hydrogen, and salt”  เป็น  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ  หรืออิสระ)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • The sun __________________________________ set, the temperature fell rapidly.

(ดวงอาทิตย์ _________________ ตก ________________, อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว)

(a) have

(b) had

(c) having    (ได้ ............(ตก)............. ไปแล้ว)

(d) been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ หรืออิสระ)  ซึ่งเป็นวลีที่มีลักษณะคล้ายกับเป็นประโยค  แต่มิได้เป็นประโยค  เพราะไม่มีกริยาแท้  (Finite verb)  วลีพวกนี้มักมีคำนามหรือสรรพนามนำหน้า  ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นประธานของวลี  และมีคำซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับกริยาประกอบอยู่หลังคำนาม  โดยแบ่งออกเป็น  ๓  ประเภท  คือ

                                             . Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Having + Verb 3” (Active voice)  หรือ  “Having + Been + Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The sun having set, the farmers went home.

(= After the sun had set, the farmers went home.)

(หลังจากดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว  พวกชาวนาก็กลับบ้าน)

  • The guests having arrived, the party began.

(= After the guests had arrived, the party began.)

(หลังจากแขกมาถึงแล้ว  งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น)

  • The house having been burnt, we had to live in our friend’s home.

(= Because the house had been burnt, we had to live in our friend’s home.)

(เพราะว่าบ้านถูกไฟไหม้  เราจำเป็นต้องอาศัยในบ้านของเพื่อน)

  • The car having been stolen, its owner reported to the police.

(= After the car had been stolen, its owner reported to the police.)

(หลังจากรถยนต์ถูกขโมย  เจ้าของแจ้งความกับตำรวจ)

หมายเหตุ   -   วลี   “The sun having set”, “The guests having arrived”,  “The house having been burnt”,  “The car having been stolen”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  “Went”, “Began”, “Live”, “Reported”  ตามลำดับ

                                             ๒. Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Verb + ing”  (Active voice)  หรือ  “Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The concert being over, everyone went away.

(= When the concert was over, everyone went away.)

(เมื่อการแสดงดนตรีจบลง  ทุกคนก็กลับ)

  • Nobody being there, I didn’t know who to talk to.

(= Because nobody was there, I didn’t know who to talk to.)

(เพราะว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น  ผมไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร)

  • The train being late, they had to stay overnight at the station.

(= Because the train was late, they had to stay overnight at the station.)

(เพราะว่ารถไฟมาช้า  พวกเขาเลยจำต้องพักค้างคืนที่สถานีรถไฟ)

  • The daughter not coming home at regular hour, her parents became worried.

(= Because the daughter did not come home at regular hour, her parents became worried.)

(เพราะว่าลูกสาวไม่กลับบ้านตามเวลาปกติ  พ่อแม่เริ่มวิตกกังวล)

  • The houses (being) destroyed by the earthquake, the government helped repair them.

(= Because the houses were destroyed by the earthquake, the government helped repair them.)

(เพราะว่าบ้านถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว  รัฐบาลจึงช่วยซ่อมแซมมัน)

  • The girl (being) murdered, the police made an investigation.

(= When the girl was murdered, the police made an investigation.)

(เมื่อเด็กหญิงถูกฆาตกรรม  ตำรวจจึงทำการสืบสวนสอบสวน)

หมายเหตุ   -   วลี  The concert being over”, “Nobody being there”, “The train being late”, “The daughter not coming home at regular hour”, “The houses (being) destroyed by the earthquake”, “The girl (being) murdered”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  Went”, “Didn’t know”, “Stay”, “Became worried”, “Helped repair”, “Made”   ตามลำดับ

                                              . Absolute phrase  - ที่ไม่มีกริยาใดๆ อยู่ในวลีเลย  โดยเหมือนกับการสร้างประโยคธรรมดาทั่วไป  เพียงแต่ไม่ใส่กริยาเอาไว้  เหมือนกับละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  เพื่อให้โครงสร้างประโยคผิดไปจากธรรมดา  ดูแล้วมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นสไตล์การเขียนที่นิยมแบบหนึ่ง  เช่น

  • I looked at her from top to bottom, my hands behind my back.

(ผมมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า  โดยมือของผมไพล่อยู่ข้างหลัง)

  • The old town was completely deserted, its homes and streets dusty and messy.

(เมืองเก่าถูกทิ้งร้างโดยสิ้นเชิง  โดยบ้านและถนนของเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นและรกรุงรัง) 

หมายเหตุ   -   วลี  “My hands behind my back”  และ  “Its homes and streets dusty and messy”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่ขยายประโยค    

“I looked at her from top to bottom”  และ  The old town was completely deserted”  (ขยายทั้งประโยค)  ตามลำดับ

 

10. _____________ in the great financial district of New York City, archaeologists have uncovered what they believe to be the remains of New York’s first city hall.

(_________________ ในย่านการเงินที่สำคัญของกรุงนิวยอร์ค, นักโบราณคดีได้เปิดเผยสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นซากที่หลงเหลืออยู่ของศาลากลางหลังแรกของนิวยอร์ค)

(a) Dug    (ขณะที่นักโบราณคดีถูกขุด)

(b) Digging    (ขณะที่นักโบราณคดีขุด)

(c) To be dug

(d) Having been dug    (ขณะที่นักโบราณคดีได้ถูกขุดไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  “Archaeologists”  (นักโบราณคดี)  เป็นผู้ทำกริยา  “ขุด”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Roaming in immense herds that tore up the prairies, ________________________.

(ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่มากซึ่งทำให้ทุ่งหญ้าแหลกลาญ, __________________)

(a) hunters could easily track buffaloes    (นักล่าสามารถตามรอยเหล่าควายได้อย่างง่ายดาย)

(b) hunters killed buffaloes for their food    (นักล่าฆ่าควายเพื่อเป็นอาหารของตน)

(c) tourists could see hunters prey on buffaloes    (นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นนักล่าจับควายกินเป็นอาหาร)

(d) buffaloes could be easily tracked by hunters    (เหล่าควายสามารถถูกตามรอย (ติดตาม) ได้อย่างง่ายดายโดยนักล่า)  (เช่น สิงโต หรือสัตว์กินเนื้ออื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “ควาย”  เป็นผู้ทำกริยา  “ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่ฯ”  มิใช่  “นักล่า”  หรือ  “นักท่องเที่ยว”  ที่เป็นผู้ทำกริยานี้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประ  โยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Entering the room, _________________________________________________.

(เข้ามาในห้อง, _______________________________________________________)

(a) Professor Collins was greeted with their smile

(b) a smile was given to the class

(c) what was greeting the students was Professor Collins’s smile.

(d) Professor Collins greeted his students with a smile    (อาจารย์คอลลินส์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากวลีที่ขึ้นต้นประโยคอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  ดังนั้น  ประธานของประโยคที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมายคอมมาจึงต้องสามารถทำกริยา (Entering)  ตัวนั้นได้  จึงต้องตัด ข้อ  (b)  และ  (c)  ทิ้งไป  (เพราะทำกริยา  “เข้ามาฯ”  ไม่ได้)  จึงเหลือ ข้อ  (a)  และ  (d)  (อาจารย์คอลลินส์สามารถทำกริยา  “เข้ามาฯ ได้)  แต่เลือก  ข้อ  (d)  เพราะใจ ความดีกว่า  และชัดเจนกว่า  (บอกชัดเจนว่าอาจารย์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)  ส่วน ข้อ  (a)  ใจความไม่ชัดเจนว่าเป็นการยิ้มของใคร  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Walking along the road, __________________________________ at the college.

(ขณะที่เดินไปตามถนน, _____________________________ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย)

(a) my old friend was seen by me    (เพื่อนเก่าถูกเห็นโดยผม)

(b) I saw my old friend    (ผมพบเพื่อนเก่า)

(c) a taxi hit my old friend    (รถแท็กซี่ชนเพื่อนเก่าของผม)

(d) a dog bit me    (สุนัขกัดผม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (I)  เป็นผู้ทำกริยา “เดิน”  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เพราะแม้ว่า  “เพื่อนเก่า”  จะสามารถทำกริยา  “เดิน”  ได้ก็ตาม  แต่ข้อความในส่วนหลังผิดจากความเป็นจริง  เพราะบอกว่า  “เพื่อนเก่าถูกเห็นฯ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หรือ ถูกเห็นที่มหาวิทยาลัย”  ซึ่งมิใช่ความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ  สำหรับ  ข้อ  (c)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้เลย  เนื่องจากหมายความว่า  “รถแท็กซี่ หรือ สุนัข เดินไปตามถนน”  (รถฯ ทำกริยาเดินไม่ได้  และสุนัขก็ไม่สามารถทำทั้งกริยา “เดิน”  และ  “กัดผม” ที่มหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกันได้)  จงดูเปรียบเทียบประโยคที่ถูกและผิดจากข้างล่าง  (ประโยคที่ถูกต้อง  คือ  ประธานฯ ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  ต้องสามารถทำกริยา  (Verb + ing)  ที่ขึ้นต้นประโยคได้)

ถูก  : Sitting in a chair, he saw a dog come to him.

(ขณะที่เขานั่งอยู่ในเก้าอี้  เขาเห็นสุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Sitting”  คือ  “He)

ผิด  : Sitting in a chair, a dog came to him.

(ขณะที่สุนัขนั่งอยู่ในเก้าอี้  สุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะสุนัขจะนั่งอยู่ในเก้าอี้  และมาหาเขาในเวลาเดียวกันไม่ได้)

ถูก  : Crossing the street, she was hit by a car.

(ขณะที่เธอข้ามถนน  เธอถูกชนโดยรถยนต์)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Crossing”  คือ  “She)

ผิด  : Crossing the street, a car hit her.

(ขณะที่รถยนต์ข้ามถนน  รถยนต์ชนเธอ)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะรถยนต์ไม่สามารถทำกริยา  “ข้ามถนน”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Going at full speed, a car hit her (รถวิ่งห้อมาเต็มเหยียด  รถชนเธอ)  (รถเป็นผู้ทำกริยา  “วิ่งห้อมาเต็มเหยียด”)

ถูก  : Going down the road, I saw many houses decorated with flags.

(ขณะที่ผมไปตามถนน  ผมเห็นบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Going”  คือ  “I”)

ผิด  : Going down the road, there were many houses decorated with flags.

(ขณะไปตามถนน  มีบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “มี”  ไม่สามารถทำกริยา  “ไปตามถนน”  ได้)

ถูก  : Beating the second time, they killed the snake.

(ขณะที่พวกเขาตีงูเป็นครั้งที่  ๒  พวกเขาฆ่างู  -  ทำให้งูตาย)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Beating”  คือ  “They)

ผิด  : Beating the second time, the snake was killed by them.

(ขณะที่งูตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “งู”  ไม่สามารถทำกริยา  “ตี”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Beaten the second time, the snake was killed by them.”  (ถูกตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (งูเป็นผู้ถูกตี)

                                                ดูเพิ่มเติมโครงสร้างข้างต้นจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, ________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, ____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                            ตัวอย่างที่  

  • ______________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(__________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                             ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                 สำหรับในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • _____________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                             ตัวอย่างที่  ๑๐

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

11. Do you know whether this train ____________ Hua-Hin before eight o’clock this evening?

(คุณทราบไหมว่ารถไฟขบวนนี้ _____________________ หัวหิน  ก่อน  ๒  ทุ่มคืนนี้  หรือไม่)

(a) gets to    (= “Arrive”  =  มาถึง,  เดินทางถึง)

(b) gets at

(c) gets into

(d) gets in

 

12. He worked __________________________________________ 8.00 a.m. till 6.00 p.m.

(เขาทำงาน  _____________________________________ ๘  โมงเช้าถึง  ๖  โมงเย็น)

(a) about

(b) from    (จาก)  (หรือ  from 8.00 a.m. to 6.00 p.m.)

(c) at

(d) between     (between 8.00 a.m. and 6.00 p.m.)

 

13. John used to have lots of dogs, and Mary _________________________________ too.

(จอห์นเคยมีหมาเยอะแยะ  และแมรี่ก็ ______________________________ ด้วยเช่นกัน)

(a) used

(b) had

(c) did    (เคยมีหมาเยอะแยะ)

(d) used to

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Used to”  =  “เคย.......................”   เป็นอดีตเสมอ  เมื่อจะกล่าวซ้ำคำนี้อีกครั้งหนึ่ง  จึงต้องแทนด้วย  “Did”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

     A: “Who went to London with you?”

(ใครไปลอนดอนกับคุณ)

     B: “_________________________________________________________.”

(a) My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า   เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ   (ในที่นี้คือ “Went” จึงต้องใช้  “Did” แทน)

 

14. Can you tell me ___________________________ or not this train stops at Bang-Pa-In?

(คุณสามารถบอกผมได้ไหมว่า  รถไฟขบวนนี้จอดที่บางปะอิน _____________________)

(a) if     (ไม่มีการใช้  “if or not”)

(b) whether    (หรือไม่)

(c) exactly    (อย่างแน่นอน, อย่างถ่องแท้)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย) 

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรือ  อาจใช้ว่า  “Can you tell me whether (หรือ  “if”) this train stops at Bang-Pa-In or not?”  ก็ได้

 

15. We expected a bad storm, but it ___________________________ rained enough to notice. 

(เราคาดว่าจะมีพายุรุนแรง  แต่ฝน ______________ ตก (มาก) เพียงพอที่จะสังเกตเห็นได้)  (คือฝนตกน้อย  จนแทบไม่สังเกตเห็น)

(a) hardly    (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ)   (= rarely = seldom = scarcely)    

(b) hard

(c) harder

(d) hardest

 

16. _______________________________________________ would like to live peacefully.

(_____________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people     (ผู้คนส่วนมาก  หรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -  ข้อ  (d)   หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________ outside of the cities is used for farming.

(______________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ   (b)   หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ  “Is used”  จึงต้องใช้ “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่           (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ถึง )

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ   –    ข้อ   (3)   แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

  • the most important thing   (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car   (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student   (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem   (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                           ตัวอย่างที่         (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ  ๑ – ๔)

  • (1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ   –   ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง  “นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”ซึ่งใช้ดังนี้  คือ

  • He spent almost a month in China. 

(เขาใช้เวลาเกือบ เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน)  (แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

17. Tomorrow some of our friends are leaving for New York.  We are going to see them ___________.

(พรุ่งนี้เพื่อนของเราบางคนจะจากไปนิวยอร์ค  เราจะไป ________________________ พวกเขา)

(a) about    (See about  =  พิจารณา, ศึกษา, จัดการดูแล)

(b) out

(c) off     (ส่ง)  (See someone off   =  ไปส่งเพื่อกล่าวคำอำลาหรือโบกไม้โบกมือให้)

(d) through

 

18. One who _________________________ good feels ___________________________.

(บุคคลผู้ซึ่ง_________________________ ดี   รู้สึก _________________________)

(a) makes _______________ happy

(b) does _______________happy    (ทำ _____________ มีความสุข)

(c) makes ________________ happily

(d) does ________________happily

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Do good”  =   “ทำดี, ทำความดี”  ส่วน “Do well” =   “ทำได้ดี”  (ใช้ “Does”  ตามประธานประโยค  “One”  ซึ่งเป็นเอกพจน์)  สำหรับ  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Adjective” (Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb” (Quickly, Slowly, Carefully)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells _____________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly   (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอ ใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                              ตัวอย่างที่         (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก  ข้อ  ๑ - ๔)

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (๔)   แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                             ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ___________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรม กริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค   และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

 (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

 (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

 (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  “Be”  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound, Taste  (มีรสชาติ),  Turn  (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

 

19. What is the climate _______________________________________ in your home town?

(อากาศ ________________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”   ใช้กับ   “Verb to be”  หรือ  “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)   ต้องตามด้วยคำนาม  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _______________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                            ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor __________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _________________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย   “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                               สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                               สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว    คนนั้นคล้ายกันเป้นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

20.  ___________________________________________ did it take to build that pyramid?

(มันใช้เวลา __________________________________________ ในการสร้างปิรามิดนั้น)

(a) How many times    (กี่ครั้ง)

(b) How soon    (เร็วเท่าใด)

(c) How a long time    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) How long    (นานเท่าใด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)    หรืออาจตอบ  “How much time”  (ใช้เวลานานเท่าใด)  หรือ  “How soon did they build that pyramid?”  (พวกเขาสร้างปิรามิดนั้นเร็วเท่าใด)  ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 369)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The temperature has really risen today.  It is __________________________ I can’t work.

(อุณหภูมิขึ้นสูงมากจริงๆ วันนี้  มัน ________________________ ผมไม่สามารถทำงานได้)

(a) too hot that

(b) very hot that

(c) so hot that    (ร้อนมากจนกระทั่ง)

(d) real hot that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The noise was ____________________________________ it woke everyone up.

(เสียง _______________________________________________ มันปลุกให้ทุกคนตื่น)

(a) very loud that

(b) very loud until

(c) so loud that    (ดังมากจนกระทั่ง)

(d) so loud until

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจากโครงสร้าง  {Subject + Is (Was) + So + Adjective + That + Subject + Verb}

                                           ตัวอย่างที่ 

  • I have never experienced _________________________________________ before.

(ผมมิเคยประสบกับ ____________________________________________ มาก่อนเลย)

(a) so hot weather

(b) such a hot weather

(c) such hot weather    (อากาศที่ร้อนเช่นนั้น)

(d) a such hot weather

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Weather”  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเลือก  ข้อ  (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

  • The boy is so good that everyone loves him.

(เด็กคนนั้นดีมากจนกระทั่งทุกคนรักเขา)

  • He is so good a boy that everyone loves him.

(เขาเป็นเด็กดีมากจนกระทั่งทุกคนรักเขา)

  • He is such a good boy that everyone loves him.

(เขาเป็นเด็กดีมากจนกระทั่งทุกคนรักเขา)

                                             แต่เมื่อใช้ในรูปพหูพจน์  สามารถทำได้เพียง    แบบเท่านั้น  คือ

  • The boys are so good that everyone loves them.

(เด็กพวกนั้นดีมากจนกระทั่งทุกคนรักพวกเขา)

  • They are such good boys that everyone loves them.

(พวกเขาเป็นเด็กที่ดีมากจนกระทั่งทุกคนรัก)

                                             ในกรณีของคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ก็ใช้ได้เพียง    แบบเช่นเดียวกัน  คือ

  • The water is so clean that we can drink it.

(น้ำสะอาดมากจนกระทั่งเราสามารถดื่มมัน)

  • It is such clean water that we can drink it.

(มันเป็นน้ำที่สะอาดมากจนกระทั่งเราสามารถดื่มมัน)

หมายเหตุ   -   ไม่สามารถใช้รูป  “It is such a clean water that……….........…                  

 

2. I can’t help _______________________________________________ that she is wrong.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _________________________________________ ว่าเธอเป็นฝ่ายผิด)

(a) thought

(b) think

(c) to think

(d) thinking    (คิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Can’t help”  (อดไม่ได้ที่จะ......................)  ต้องตามด้วย   “Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • He seems quite unhappy about his colleague’s remark.  It is quite natural for him to resent ____________.

(เขาดูเหมือนว่าไม่มีความสุขอย่างมากเกี่ยวกับคำพูดของเพื่อนร่วมงาน  มันเป็นธรรมดามากสำหรับเขาที่จะไม่พอใจ-ขุ่นเคือง ____________)

(a) insulting    (การดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ผู้อื่น)

(b) to insult

(c) being insulted    (การถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ที่ผู้อื่นทำกับตน)

(d) to be insulted

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  “Resent”  (ไม่พอใจ-ขุ่นเคือง)  ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  (Gerund)  แต่เพราะว่าต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Verb to be + Verb 3)  จึงต้องเป็น  “Being insulted”  เพราะหมายถึง  “ถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม”  (ถูกกระทำ)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Laura doesn’t appreciate being kept _____________, so make sure you get there on time.

(ลอร่าไม่ชื่นชมกับการถูกทำให้ ________________ ดังนั้น  จงมั่นใจว่าคุณจะไปถึงที่นั่นตรงเวลา)

(a) to wait

(b) to be waiting

(c) waiting    (รอคอย)

(d) having waited

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Keep” + Verb + ing  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ได้แก่

                                       ตัวอย่างที่ 

  • I know you don’t have time, but you should finish _______________ the letter by noon.

(ผมรู้ว่าคุณไม่มีเวลา  แต่คุณควรเสร็จสิ้น _______________________ จดหมายในตอนเที่ยง)

(a) to answer

(b) answering    (การตอบ)

(c) by answering

(d) answer

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยา  “Finish + Verb + ing  

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Jack has already considered ___________________________________ his studies.

(แจ๊คได้พิจารณา _______________ การศึกษาของเขาแล้ว)  (คือ  ได้พิจารณาที่จะศึกษาต่อ)  (เช่น  ระดับปริญญาโท-เอก)

(a) continue

(b) continuing    (การทำต่อไป)

(c) to continue

(d) continues

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Consider + Verb + ing

                                             ตัวอย่างที่ 

  • They practiced ____________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด _________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand ___________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ _______________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Can’t stand + Verb + ing”  =   “ทนไม่ได้ที่จะ.........................”

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _______________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง ___________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)” 

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind __________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ _____________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                              ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา _____________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ.....................”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ...................” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)

                                              ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I don’t mind ______________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                               ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He keeps _____________________________________ the most outrageous things.

(เขา ______________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (..................ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                           ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _______ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                           ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I can’t help ______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                                      สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ___________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                                       นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

3. When we want to dictate letters, we use a ______________________________ machine.

(เมื่อเราต้องการบอกให้ (ผู้อื่น) เขียนจดหมาย, เราใช้เครื่อง ________________________)

(a) dictations    (การบอกให้เขียนตามคำบอก, การออกคำสั่ง, การบงการ)  (เป็นคำ นาม)

(b) dictating    (บอกให้เขียนตามคำบอก)  (เป็น  “Gerund”  ขยายหน้านามเพื่อบอกให้รู้ว่า  นามนั้นมีไว้เพื่อทำสิ่งนั้น หรือกริยาตัวนั้น)

(c) dictate    (บอกให้เขียนตามคำบอก, ออกคำสั่ง, สั่ง, บงการ)  (เป็นคำกริยา)

(d) dictates

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเราใช้  “Gerund” (Verb + ing)  ประกอบหน้าคำนามคล้ายกับเป็นคำ คุณศัพท์  แต่มักนิยมใช้  “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  (หรืออาจไม่มีเครื่องหมายนี้ก็ได้)   เช่น

  • a sleeping-room (ห้องนอน)  (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง “หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)
  • a dancing-hall (ห้องเต้นรำ)  (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง “เด็กผู้ หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)
  • a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่ถ้า “a dancing teacher”  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”
  • a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่ถ้า “a reading boy”  หมายถึง“เด็กที่อ่านหนังสือ”)
  • a swimming-pool (สระว่ายน้ำ)  (แต่ถ้า “a swimming girl”  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)
  • a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่ถ้า “a walking boy” หมายถึง “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)
  • drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่ถ้า  “a drinking horse” หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)
  • a knitting-needle (เข็มถัก)  (แต่ถ้า “a knitting woman” หมายถึง “ผู้หญิง ที่ (กำลัง) ถัก”)
  • a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  (แต่ “a cooking woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)
  • a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่ “a killing man” หมายถึง  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)
  • looking-glasses (แว่นตา)  (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) มอง”)

หมายเหตุ   –    Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  เช่น  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ  “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลังของประโยคข้างบน  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ในกรณีนี้  เราเรียก “V. + ing”   นั้นว่า  “Present participle”  เช่น  “a drinking horse”  (ม้าที่ดื่มน้ำ)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)   ดูเพิ่มเติมตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Cubes of ice form in the ____________________ compartment of the refrigerator.

(น้ำแข็งรูปลูกบาศก์ก่อตัวขึ้นในช่อง _______________________________ ของตู้เย็น)

(a) freeze    (ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ  “Freeze”)

(c) frozen    (ถูกแช่แข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)  (กริยาช่องที่  ๓  ของ  “Freeze”)

(d) freezing    (ทำให้เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Freezing”  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  เป็นกริยาที่ทำหน้าที่แบบคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “Gerund”  ทำหน้าที่ขยายนาม  “Compartment”  (ช่องแช่  -  ในตู้เย็น)  เพื่อบอกว่าคำนามนั้น  (ช่องแช่)  มีไว้เพื่อทำกริยานั้น  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  ในที่นี้  คือ  “ช่องแช่สำหรับทำให้ (อาหาร) เย็นจนแข็ง”  สำหรับคำอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่  “Swimming pool”  (สระ (สำหรับ) ว่ายน้ำ),  “Drinking water”  (น้ำดื่ม),  “Dancing hall”  (โรงเต้นรำ),  “Walking stick”  (ไม้เท้า  -  ไม้สำหรับเดิน),  “Killing field”  (ทุ่งสังหาร  -  ทุ่งสำหรับประหารชีวิตคน),  “Running track”  (ลู่ (สำหรับ) วิ่ง),  “Cooking utensil”  (อุปกรณ์ (สำหรับ) ทำครัว),  “Looking glasses”  (แว่นตา  -  แว่นสำหรับมอง)  เป็นต้น

 

4. When I say she doesn’t know my address, I mean that she doesn’t know where __________.

(เมื่อผมพูดว่า  เธอไม่รู้ที่อยู่ของผม  ผมหมายความว่า  เธอไม่รู้ว่า _____________ อยู่ที่ไหน)

(a) do I live

(b) I live    (ผมอาศัย)

(c) live I

(d) am I living

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “Where I live”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Know”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้าง ล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ____________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) __________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  และนำหน้าด้วย  “Question word”  (What)  

                                            ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you _____________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _______________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (=คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                         ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ______________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) __________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                         ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ____________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                              ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                               ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us __________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด _________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                            ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ___________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                             ตัวอย่างที่  

  • Tell me __________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า _______________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                             ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                              ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                             ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                             ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                             ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “That”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “Which”)  และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

5. ________________________ by transferring the fault to others is often called scapegoating.

(_______________ โดยการถ่ายโอนความผิดไปให้บุคคลอื่น  มักถูกเรียกอยู่บ่อยๆ ว่า  “การหาแพะรับบาป”)

(a) To eliminating problems

(b) Eliminating problems    (การขจัดปัญหาต่างๆ)

(c) Problems eliminating

(d) To be eliminated problems

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Eliminating”  (การขจัด, การกำจัด, การขับไล่, การทำลาย, การลบทิ้ง)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  ซึ่งอยู่ในรูป  “Gerund” (Verb + ing)  โดยมี  “Problems”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาตัวนี้  ซึ่งกลายมาเป็นคำนาม  (จัดเป็น  “Non-Finite Verb” ประเภทหนึ่ง  คือ  มีรูปเป็นคำกริยา  แต่มิได้ทำหน้าที่เป็นกริยาของประโยค  กลับมาทำหน้าที่แบบคำนาม  โดยเป็นประธานของประโยคทั้งนี้  กริยาของประโยคข้างบน  คือ  “Is called”  (ถูกเรียกว่า)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund”  (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) มาทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because _____________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า _____________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ _______________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

6. Technology will play a key role in ______________________________ future life-styles.

(เทคโนโลยีจะแสดงบทบาทสำคัญใน _______________ วิถีทางการดำเนินชีวิตในอนาคต)

(a) to shape

(b) having shaped

(c) shaping    (หล่อหลอม, ก่อร่าง, ทำให้เป็นรูปร่างขึ้นมา)

(d) being shaped

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง  “Preposition”  (In)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Verb + ing”  (Gerund)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • She is good at swimming and playing badminton.

(เธอว่ายน้ำและเล่นแบดมินตันได้เก่ง)

  • The device is for cutting paper.

(เครื่องมือนี้สำหรับตัดกระดาษ)

  • He is fond of watching TV late at night.

(เขาชอบดูทีวีรอบดึก)

  • Before leaving I didn’t forget to lock the door.

(ก่อนออกไป  ผมไม่ลืมที่จะล๊อกประตู)

  • They left without saying goodbye.

(พวกเขาจากไปโดยไม่กล่าวคำอำลา)

  • On coming here, they saw a terrible accident.

(ขณะมาที่นี่  พวกเขาเห็นอุบัติเหตุสยอง)

 

7. Because of the man’s health, _______________________________________________.

(เนื่องมาจากสุขภาพของชายผู้นั้น, ________________________________________)

(a) the doctor’s advice was him losing weight

(b) he was advised by the doctor to lose weight    (เขาได้รับการแนะนำโดยแพทย์ให้ลดน้ำหนัก)

(c) losing weight was advised him by the doctor

(d) to lose weight was what the doctor advised

 

8. Roaming in immense herds that tore up the prairies, ____________________________.

(ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่มากซึ่งทำให้ทุ่งหญ้าแหลกลาญ, _____________________)

(a) hunters could easily track buffaloes    (นักล่าสามารถตามรอยเหล่าควายได้อย่างง่ายดาย)

(b) hunters killed buffaloes for their food    (นักล่าฆ่าควายเพื่อเป็นอาหารของตน)

(c) tourists could see hunters prey on buffaloes    (นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นนักล่าจับควายกินเป็นอาหาร)

(d) buffaloes could be easily tracked by hunters    (เหล่าควายสามารถถูกตามรอย (ติดตาม) ได้อย่างง่ายดายโดยนักล่า)  (เช่น สิงโต หรือสัตว์กินเนื้ออื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “ควาย”  เป็นผู้ทำกริยา  “ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่ฯ”  มิใช่  “นักล่า”  หรือ  “นักท่องเที่ยว”  ที่เป็นผู้ทำกริยานี้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประ  โยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Entering the room, __________________________________________________.

(เข้ามาในห้อง, ______________________________________________________)

(a) Professor Collins was greeted with their smile

(b) a smile was given to the class

(c) what was greeting the students was Professor Collins’s smile.

(d) Professor Collins greeted his students with a smile    (อาจารย์คอลลินส์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากวลีที่ขึ้นต้นประโยคอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  ดังนั้น  ประธานของประโยคที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมายคอมมาจึงต้องสามารถทำกริยา (Entering)  ตัวนั้นได้  จึงต้องตัด ข้อ  (b)  และ  (c)  ทิ้งไป  (เพราะทำกริยา  “เข้ามาฯ”  ไม่ได้)  จึงเหลือ ข้อ  (a)  และ  (d)  (อาจารย์คอลลินส์สามารถทำกริยา  “เข้ามาฯ ได้)  แต่เลือก  ข้อ  (d)  เพราะใจ ความดีกว่า  และชัดเจนกว่า  (บอกชัดเจนว่าอาจารย์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)  ส่วน ข้อ  (a)  ใจความไม่ชัดเจนว่าเป็นการยิ้มของใคร  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • Walking along the road, ___________________________________ at the college.

(ขณะที่เดินไปตามถนน, ______________________________ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย)

(a) my old friend was seen by me    (เพื่อนเก่าถูกเห็นโดยผม)

(b) I saw my old friend    (ผมพบเพื่อนเก่า)

(c) a taxi hit my old friend    (รถแท็กซี่ชนเพื่อนเก่าของผม)

(d) a dog bit me    (สุนัขกัดผม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (I)  เป็นผู้ทำกริยา “เดิน”  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เพราะแม้ว่า  “เพื่อนเก่า”  จะสามารถทำกริยา  “เดิน”  ได้ก็ตาม  แต่ข้อความในส่วนหลังผิดจากความเป็นจริง  เพราะบอกว่า  “เพื่อนเก่าถูกเห็นฯ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หรือ ถูกเห็นที่มหาวิทยาลัย”  ซึ่งมิใช่ความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ  สำหรับ  ข้อ  (c)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้เลย  เนื่องจากหมายความว่า  “รถแท็กซี่ หรือ สุนัข เดินไปตามถนน”  (รถฯ ทำกริยาเดินไม่ได้  และสุนัขก็ไม่สามารถทำทั้งกริยา “เดิน”  และ  “กัดผม” ที่มหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกันได้)  จงดูเปรียบเทียบประโยคที่ถูกและผิดจากข้างล่าง  (ประโยคที่ถูกต้อง  คือ  ประธานฯ ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  ต้องสามารถทำกริยา  (Verb + ing)  ที่ขึ้นต้นประโยคได้)

ถูก  : Sitting in a chair, he saw a dog come to him.

(ขณะที่เขานั่งอยู่ในเก้าอี้  เขาเห็นสุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Sitting”  คือ  “He)

ผิด  : Sitting in a chair, a dog came to him.

(ขณะที่สุนัขนั่งอยู่ในเก้าอี้  สุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะสุนัขจะนั่งอยู่ในเก้าอี้  และมาหาเขาในเวลาเดียวกันไม่ได้)

ถูก  : Crossing the street, she was hit by a car.

(ขณะที่เธอข้ามถนน  เธอถูกชนโดยรถยนต์)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Crossing”  คือ  “She)

ผิด  : Crossing the street, a car hit her.

(ขณะที่รถยนต์ข้ามถนน  รถยนต์ชนเธอ)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะรถยนต์ไม่สามารถทำกริยา  “ข้ามถนน”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Going at full speed, a car hit her (รถวิ่งห้อมาเต็มเหยียด  รถชนเธอ)  (รถเป็นผู้ทำกริยา  “วิ่งห้อมาเต็มเหยียด”)

ถูก  : Going down the road, I saw many houses decorated with flags.

(ขณะที่ผมไปตามถนน  ผมเห็นบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Going”  คือ  “I”)

ผิด  : Going down the road, there were many houses decorated with flags.

(ขณะไปตามถนน  มีบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “มี”  ไม่สามารถทำกริยา  “ไปตามถนน”  ได้)

ถูก  : Beating the second time, they killed the snake.

(ขณะที่พวกเขาตีงูเป็นครั้งที่  ๒  พวกเขาฆ่างู  -  ทำให้งูตาย)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Beating”  คือ  “They)

ผิด  : Beating the second time, the snake was killed by them.

(ขณะที่งูตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “งู”  ไม่สามารถทำกริยา  “ตี”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Beaten the second time, the snake was killed by them.”  (ถูกตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (งูเป็นผู้ถูกตี)

                                                      ดูเพิ่มเติมโครงสร้างข้างต้นจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, _________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, ____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came ___________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, _____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                            ตัวอย่างที่  

  • ______________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                          ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

                                              สำหรับ  Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                      สำหรับในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ____________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(_______________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                            ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

9. Chickens have been domesticated for many centuries _____________ commercially for their meat and eggs.

(ไก่ได้ถูกทำให้เชื่องมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ________________ ในเชิงพาณิชย์เพื่อเนื้อและไข่ของมัน)

(a) if raised    ()

(b) and are raised    (และถูกเลี้ยง)

(c) as raised as

(d) what are raised

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นคำเชื่อม  (Conjunction)  “And”  และกริยาตัวที่    ในแบบ  “Passive voice”  (ถูกกระทำ  คือ  “ถูกเลี้ยง”)  (Are raised)  ของประโยค  ทั้งนี้  กริยาตัวแรก  คือ   Have been domesticated

 

10. If you wish to speak with the director, you should _______________ an appointment first.

(ถ้าคุณปรารถนาจะพูดกับผู้อำนวยการ  คุณควรจะ ____________________ นัดหมายก่อน)

(a) will make

(b) made

(c) making

(d) make    (ทำการ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เพราะกริยาที่ตามหลัง   “Should”  จะต้องเป็น  “Verb”   ช่องที่   1   และไม่มี   “To”  นำหน้า  (Should + Verb 1)

 

11. We ____________________ finish this work soon because the deadline is approaching.

(เรา __________________ ทำงานนี้ให้เสร็จโดยเร็ว   เพราะว่าเส้นตายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว)

(a) have

(b) will have

(c) had to    (จำเป็นต้อง)  (ความหมายเป็นอดีต)

(d) have to    (จำเป็นต้อง)  (ใช้ในความหมายปัจจุบัน  หรือ อนาคต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Have to”  นรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  เพราะ   “Clause”  ที่ตามหลัง   “Because”   เป็น  “Present continuous tense” (Is approaching)  จึงต้องใช้   “Tense”  ให้สอดคล้องกัน คือ  “Present simple”   กับ   “Present continuous”  ส่วนข้อ  (c)  ผิดเพราะเป็น  “Past tense”  (เหตุการณ์ในอดีต)  สำหรับข้อ  (a)  และ ( b)  ผิดเพราะหลัง  “Verb”  Have  ต้องตามด้วย  “Verb” ช่องที่ 3  (Have finished)  เสมอ

 

12. The artist ____________ paintings are on the walls of the office building has won several awards for her work.

(ศิลปิน ______________ ภาพเขียน (ของเธอ) อยู่บนฝาผนังของอาคารสำนักงาน   ได้ชนะรางวัลมากมายสำหรับงานของเธอ)

(a) who

(b) whose    (ผู้ซึ่ง ...................(ภาพเขียน).................... ของเธอ)

(c) whom

(d) which

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของภาพ

 

13. _______________ of the committee members voted against the new construction project.

( _______ สมาชิกคนใดของคณะกรรมการ   ลงคะแนนคัดค้านโครง การก่อสร้างโครงการใหม่)

(a) someone

(b) anybody

(c) None    (ไม่มี)

(d) Any

ตอบ    –    ข้อ   (c)   แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า   “สมาชิกบางคน”  จะต้องใช้ว่า  “Some of the…….........…

 

14. _____________ Air and Space Museum has the highest attendance record of all the museums in the world.

( ________________ พิพิธภัณฑ์ทางอากาศและอวกาศ   มีประวัติการเข้าชมสูงที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดในโลก)

(a) A

(b) An

(c) The

(d)  -

ตอบ   –   ข้อ    (c)   ชื่อพิพิธภัณฑ์  ต้องนำด้วย  Article  “The” นอกจากนั้น   ยังใช้  Article  “The”  กับ เทือกเขา  แม่น้ำ  หมู่เกาะ  ชื่อประเทศที่มีคำ  “Union” “United”  “Republic”  ชื่อประเทศและชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปพหูพจน์  (Philippines, Alps)   มหาสมุทร  ทะเล  คลอง  คาบสมุทร  อ่าว  ช่องแคบ  กลุ่มทะเลสาบ  ทะเลทราย  เทือกเขา  แหลม  ขั้วโลก  ภาค  นามที่มีเพียงสิ่งเดียว  เส้นศูนย์สูตร  อุโมงค์  ห้องสมุด  และพิพิธภัณฑ์   เช่น

  • the United States of America    (ประเทศสหรัฐฯ)
  • the China’s People Democratic Republic    (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน)
  • the Atlantic   (มหาสมุทรแอตลันติค)
  • the Pacific Ocean, the Indian Ocean
  • the Danube    (แม่น้ำดานูบ)
  • the Chao Praya River    (แม่น้ำเจ้าพระยา)
  • the Thames   (แม่น้ำเทมส์)
  • the Panama Canal, the Suez Canal   (คลองปานามา – สุเอซ)
  • the Red Sea, the Mediterranean    (ทะเลแดง –เมดิเตอร์เรเนียน)
  • the East Indies    (หมู่เกาะอินเดียตะวันออก)
  • the Indo-China Peninsula    (คาบสมุทรอินโดจีน)
  • the Scandinavian Peninsula    (คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย)
  • the Gulf of Thailand, the Persian Gulf    (อ่าวไทย – เปอร์เซีย)
  • the Bering Strait, the British Strait    (ช่องแคบเบอริ่ง– อังกฤษ)
  • the Geneva Lake    (ทะเลสาบเจนีวา)
  • the Kobe Desert, the Sahara Desert    (ทะเลทรายโกบี – ซาฮารา)
  • the Cape of Good Hope    (แหลมกู๊ดโฮพ)
  • the Rockies, the Alps    (เทือกเขาร็อคกี้ –แอลป์ส)
  • the North Pole, the South Pole    (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the Equator     (เส้นศูนย์สูตร)
  • the North, the South    (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the moon, the sun, the earth, the world, the universe, the sky
  • the Central Library    (หอสมุดกลาง)
  • the Thai National Museum     (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไทย)

 

15. Peter eats ________________________________________________ of all his friends.

(ปีเตอร์กิน ____________________________________ ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของเขา)

(a) most slowly

(b) the most slowly    (อย่างเชื่องช้าที่สุด)

 (c) more slowly

 (d) as slowly as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นสุด”  (Superlative)   จึงต้องใช้  “The most”  นำหน้า  “Slowly”   (เป็นการเปรียบเทียบตั้งแต่     คนขึ้นไป)

 

 16. ______________________________________________ help you with your luggage?

(_____________________________ ช่วยเหลือคุณยกสัมภาระ (หีบห่อ) ของคุณไหมครับ) 

(a) Can I    (ใช้เมื่อเป็นการขออนุญาตผู้อื่น  ทำอะไรบางอย่าง)   

(b) Am I able to    (=  Can I  -  แต่ไม่ใช้รูปนี้)

(c) Shall I    (จะให้ผม)   (ใช้เมื่อเป็นการเสนอตัวช่วยเหลือผู้อื่น)

(d) Do you want me

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับ ข้อ   (a)  ใช้ในประโยค  เช่น   “Can I use your car?”  (ผมขอใช้รถของคุณได้ไหม)  หรือ  “Can I go into the room?”  (ผมขอเข้าไปในห้องได้ไหม)  ส่วน ข้อ   (d)  ต้องใช้เป็น  “Do you want me to help you……........…..?”  (คุณต้องการให้ผมช่วยยก.....................)

 

17. It’s always difficult for me to pick __________________________ a present for my wife. 

(มันยากเสมอสำหรับผมที่จะ _______________________ ของขวัญสำหรับภรรยาของผม)

(a) up    (“Pick up”  =  เด็ด (ดอกไม้), หยิบ (ของ) ขึ้นมาจากพื้น, ไปรับคน เช่นที่สนามบิน-สถานีรถไฟ)

(b) out    (“Pick out  =  เลือก)

(c) away

(d) for

(e) at

 

18. Have you ever had your voice _______________________________________________?

(คุณเคย ________________ เสียงของคุณหรือไม่)   (แปลตรงๆ คือ  คุณเคยให้เสียงของคุณถูกบันทึกหรือไม่)

(a) record

(b) to record

(c) recorded    (บันทึกเสียง)

(d) recording

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็น    “Causative use”  คือ  “ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร”  (Active voice)   หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำ  -  โดยใคร)  (Passive voice)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________ your hair cut yesterday?

(_________________________ ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า  “Have”  เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ      

                                             ตัวอย่างที่                

  • What would you ________________________________________ me do for you?

(คุณจะ _________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Have + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ  “Wish”  จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?”

                                           ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ___________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ ______________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • He had the cook _____________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _______________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                             ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter _________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ___________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Somethingคือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                             ตัวอย่างที่  

  • What would you have me _____________________________________________?

(คุณจะให้ผม _________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                           สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้  คือ

           1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

           2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                                      ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                                     อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ   ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว  คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ”  แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ    ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ    ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

19. Have you decided ______________________________________________________?

(คุณได้ตัดสินใจ ______________________________________________________)

(a) which one of them do you want to buy

(b) you will buy which one of them

(c) which one of them you will buy    (คุณจะซื้ออัน-คัน-ตัว-ชิ้นไหน)

(d) whether you want to buy which one of them

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Which one of them you will buy”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Decided”  จึงต้องเรียงคำในรูปบอกเล่า  คือประธานฯ อยู่หน้ากริยา  (You will buy)  ดูเพิ่มเติมรายละเอียดเรื่อง  “Noun clause”   ใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

20. This is an urgent letter; it has to go ________________________________________.

(นี่เป็นจดหมายด่วน  มันจำเป็นต้อง (ส่ง) ไป _________________________________)

(a) by the air

(b) by mail-air

(c) by airmail    (ทางไปรษณีย์อากาศ)

(d) by the mail of air

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 368)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Entering the room, ___________________________________________________.

(เข้ามาในห้อง, ______________________________________________________)

(a) Professor Collins was greeted with their smile

(b) a smile was given to the class

(c) what was greeting the students was Professor Collins’s smile.

(d) Professor Collins greeted his students with a smile    (อาจารย์คอลลินส์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากวลีที่ขึ้นต้นประโยคอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  ดังนั้น  ประธานของประโยคที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมายคอมมาจึงต้องสามารถทำกริยา (Entering)  ตัวนั้นได้  จึงต้องตัด ข้อ  (b)  และ  (c)  ทิ้งไป  (เพราะทำกริยา  “เข้ามาฯ”  ไม่ได้)  จึงเหลือ ข้อ  (a)  และ  (d)  (อาจารย์คอลลินส์สามารถทำกริยา  “เข้ามาฯ ได้)  แต่เลือก  ข้อ  (d)  เพราะใจ ความดีกว่า  และชัดเจนกว่า  (บอกชัดเจนว่าอาจารย์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)  ส่วน ข้อ  (a)  ใจความไม่ชัดเจนว่าเป็นการยิ้มของใคร  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Walking along the road, ___________________________________ at the college.

(ขณะที่เดินไปตามถนน, ________________________________ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย)

(a) my old friend was seen by me    (เพื่อนเก่าถูกเห็นโดยผม)

(b) I saw my old friend    (ผมพบเพื่อนเก่า)

(c) a taxi hit my old friend    (รถแท็กซี่ชนเพื่อนเก่าของผม)

(d) a dog bit me    (สุนัขกัดผม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (I)  เป็นผู้ทำกริยา “เดิน”  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เพราะแม้ว่า  “เพื่อนเก่า”  จะสามารถทำกริยา  “เดิน”  ได้ก็ตาม  แต่ข้อความในส่วนหลังผิดจากความเป็นจริง  เพราะบอกว่า  “เพื่อนเก่าถูกเห็นฯ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หรือ ถูกเห็นที่มหาวิทยาลัย”  ซึ่งมิใช่ความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ  สำหรับ  ข้อ  (c)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้เลย  เนื่องจากหมายความว่า  “รถแท็กซี่ หรือ สุนัข เดินไปตามถนน”  (รถฯ ทำกริยาเดินไม่ได้  และสุนัขก็ไม่สามารถทำทั้งกริยา “เดิน”  และ  “กัดผม” ที่มหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกันได้)  จงดูเปรียบเทียบประโยคที่ถูกและผิดจากข้างล่าง  (ประโยคที่ถูกต้อง  คือ  ประธานฯ ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  ต้องสามารถทำกริยา  (Verb + ing)  ที่ขึ้นต้นประโยคได้)

ถูก  : Sitting in a chair, he saw a dog come to him.

(ขณะที่เขานั่งอยู่ในเก้าอี้  เขาเห็นสุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Sitting”  คือ  “He)

ผิด  : Sitting in a chair, a dog came to him.

(ขณะที่สุนัขนั่งอยู่ในเก้าอี้  สุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะสุนัขจะนั่งอยู่ในเก้าอี้  และมาหาเขาในเวลาเดียวกันไม่ได้)

ถูก  : Crossing the street, she was hit by a car.

(ขณะที่เธอข้ามถนน  เธอถูกชนโดยรถยนต์)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Crossing”  คือ  “She)

ผิด  : Crossing the street, a car hit her.

(ขณะที่รถยนต์ข้ามถนน  รถยนต์ชนเธอ)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะรถยนต์ไม่สามารถทำกริยา  “ข้ามถนน”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Going at full speed, a car hit her (รถวิ่งห้อมาเต็มเหยียด  รถชนเธอ)  (รถเป็นผู้ทำกริยา  “วิ่งห้อมาเต็มเหยียด”)

ถูก  : Going down the road, I saw many houses decorated with flags.

(ขณะที่ผมไปตามถนน  ผมเห็นบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Going”  คือ  “I”)

ผิด  : Going down the road, there were many houses decorated with flags.

(ขณะไปตามถนน  มีบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “มี”  ไม่สามารถทำกริยา  “ไปตามถนน”  ได้)

ถูก  : Beating the second time, they killed the snake.

(ขณะที่พวกเขาตีงูเป็นครั้งที่  ๒  พวกเขาฆ่างู  -  ทำให้งูตาย)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Beating”  คือ  “They)

ผิด  : Beating the second time, the snake died.

(ขณะที่งูตีเป็นครั้งที่  ๒  งูตาย)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “งู”  ไม่สามารถทำกริยา  “ตี”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Beaten the second time, the snake died.”  (ถูกตีเป็นครั้งที่  ๒  งูตาย)  (งูเป็นผู้ถูกตี)

                                                        ดูเพิ่มเติมโครงสร้างข้างต้นจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, _________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, ____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, _____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                          ตัวอย่างที่  

  • _____________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                               ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                 สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                      สำหรับในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ______________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                                            ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)   หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

2. Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ________________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม ________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกันจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because ____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ______________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน  (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง  ดูเพิ่มเติมการทำให้โครงสร้างในประโยคมีความสมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _____________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ ______________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี  (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _______ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                        ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and ____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ 

                                           ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of ________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ __________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually __________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………............that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ _____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                          ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and ________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ _______________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening……..............”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

3. She wore clothes _______________________________________________________.

(เธอสวมเสื้อผ้า _____________________________________________________)

(a) that was better than the other girls

(b) that was better than that of the other girls

(c) that were better than that of the other girls

(d) that were better than those of the other girls    (ซึ่งดีกว่าเสื้อผ้าของเด็กหญิงคนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้กริยาในอนุประโยค  (Were)  เนื่องจาก  “That”  แทน  “Clothes”  ซึ่งอยู่ในรูปพหูพจน์   และใช้  “Those”  แทนคำนามพหูพจน์  (Clothes)

 

4. Of the one hundred members of the Senate, ___________________________________.

(ในบรรดาสมาชิกวุฒิสภาจำนวน  ๑๐๐  คน, __________________________________)

(a) his influence and power are high    (อิทธิพลและอำนาจของเขามีมาก)

(b) he has the most influence and power    (เขามีอิทธิพลและอำนาจมากที่สุด)

(c) he is more influential and has power    (เขามีอิทธิพลมากกว่าและมีอำนาจ)

(d) his influence and power are a great amount    (อิทธิพลและอำนาจของเขาเป็นจำนวนมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  เพราะเปรียบเทียบ  “เขา”  กับ  “วุฒิสมาชิกอีก  ๙๙  คน

 

5. She told me she was going to do her shopping at the ____________________________.

(เธอบอกผมว่า  เธอจะไปซื้อของที่ __________________________________________)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoe store    (ร้านขายรองเท้า)

(d) shoe’s store

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)   โดยคำนามตัวหน้าจะอยู่ในรูปเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ____________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน ____________ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ___________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _______________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ____________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

6. Everyone in the town realized what ________________________________ man he was.

(ทุกคนในเมืองตระหนักว่า  เขาช่างเป็นคนที่ _____________ เสียนี่กระไร)  (ยิ่งใหญ่เสียจริง)

(a) great

(b) greatest

(c) a great    (ยิ่งใหญ่)

(d) the great

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “The greatest”  (ยิ่งใหญ่ที่สุด)  ก็ได้

 

7. Collecting coins was his favorite pastime, but ____________________________________.

(การสะสมเหรียญกษาปณ์  เป็นงานอดิเรก (เครื่องหย่อนใจ) ที่โปรดปรานของเขา, แต่ _________)

(a) listening to music also gave him great pleasure    (การฟังดนตรีก็ให้ความเพลิดเพลินแก่เขาอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน)

(b) he also enjoyed music listening

(c) also listening to music

(d) to listen to music was enjoyed by him also

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้คำในประโยคให้มีความสมดุลกัน  คือ  “Collecting coins………”  และ  “Listening to music………..”   ดูเพิ่มเติมใน ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

8. Archaeologists know ____________ 35,000 years ago, but it is still unclear for precisely what purpose.

(นักโบราณคดีรู้ _____________ เมื่อ  ๓๕,๐๐๐  ปีล่วงมาแล้ว, แต่มันยังคงไม่ชัดเจนว่า  วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร)

(a) drawing being practiced

(b) when the practice of drawing

(c) that drawing was practiced    (ว่าการวาดภาพถูกกระทำขึ้น)

(d) practicing of drawing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Drawing)  และกริยาแบบ  “Passive voice”  (Was practiced)  ของอนุประโยค  “That drawing was practiced 35,000 years ago

 

9. Thomas Edison’s first patented invention was a device _____________________ in Congress.

(สิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรชิ้นแรกของโทมัส เอดิสัน  คือ  เครื่องมือ (อุปกรณ์) ________ ในสภาคองเกรส)

(a) had been counting votes

(b) for counting votes    (สำหรับนับ (จำนวน) คะแนนเสียง)

(c) to counting votes

(d) for votes to be counted    (สำหรับคะแนนเสียงที่จะถูกนับ)

 

10. The scientist worked on the problem _______________________________________.

(นักวิทยาศาสตร์หาทางแก้ปัญหา __________________________________________)

(a) until was found by him a solution

(b) and found at last a solution

(c) and at last a solution was found

(d) until he had found a solution    (จนกระทั่งเขาได้พบวิธีแก้ปัญหา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้  “Format”  ในประโยคให้เหมือนกัน  คือ  “นักวิทยาศาสตร์หาทางฯ”  และ  “เขาได้พบฯ

 

11. My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used ___________ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ  _________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • He ___________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา _______________ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก  “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “Doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต

                                            ตัวอย่างที่  

  • I used _________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย ____________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live    (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1”  =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้)

                                             ตัวอย่างที่  

  • They will get ______________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ____________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจาก   “Get used to”  หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to”  =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)    ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                                           ตัวอย่างที่  

  • My grandfather _____________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม __________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1”  =  เคย

                                           ตัวอย่างที่  

  • He got used to ______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ __________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็น  “Preposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   หรือ ปัจจุบัน ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่    (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)  (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

12. May I have _______________________________________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ _____________________________________ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประ โยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)  และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

  • Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

  • Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

  • Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

                                             คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”  เช่น

  • Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)  

  • I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

                                              นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word”  ก็ใช้  “Some

  • Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป็ได้ที่ไหน) 

  • When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

  • Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                                              สำหรับ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  หรือ  นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  .............จำนวนหนึ่ง”  เช่น

  • Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

  • I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

  • There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                                            และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย    อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น

  • The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

  • The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

  • It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

  • We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

                                            Some”  ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

  • There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

  • I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

  • There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

                                              และ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ  ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ  จำนวน หรือ  สิ่งของนั้นๆ แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

  • She is living at some place in Chiang Mai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

  • They are buying some car.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                                             นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (=  อื่นๆ,  บาง.........................)  ด้วย   เช่น

  • Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

  • Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)   

 

13. I think she won’t find these clothes ________________________________________.

(ผมคิดว่า  เธอจะไม่พบว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ _____________________________________)

(a) satisfy    (ทำให้พึงพอใจ) 

(b) satisfied    (รู้สึกพึงพอใจ)

(c) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject + Find + It (them, him, her, etc.) + Adjective + To + Verb 1}  เช่น

  • I find it interesting to listen to his lecture.

(ผมพบว่าน่าสนใจในการฟังคำบรรยายของเขา) 

  • The judge found him guilty of the murder.

(ผู้พิพากษาพบว่าเขามีความผิดในการฆาตกรรม)  

  • She found it hard to believe what he said.

(เธอพบว่ามันยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

 

14. Are you _________________________________________ for your final examination?

(คุณ ____________________________________________ สำหรับการสอบไล่หรือยัง)

(a) prepare

(b) to prepare

(c) prepared    (เตรียมพร้อม)

(d) already    (แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Be prepared”  =  Ready   ส่วนคำอื่นๆ ใช้ดังนี้  คือ

  • Are you ready for your final examination?
  • Are you already prepared for your final exam?

(ประโยคข้างบนทั้ง    ประโยค  มีความหมายเหมือนกัน)  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับการสอบไล่หรือยัง)

 

15. It’s time the baby________________________________________________ to bed.

(ได้เวลาแล้ว (ถึงเวลาแล้ว) ที่เจ้าเด็กทารกจะ _________________________________)

(a) go

(b) goes

(c) to go

(d) went    (“Went to bed  =  เข้านอน)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง   “It is time,   It is about time,   It is high time”  =   “ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้ว”  หรือ  “ถึงเวลาสมควรแล้ว”  +  Clause  ที่มี   “Verb”  เป็น   “Past simple”  (Verb 2)  เสมอ  เช่น

  • It is time you changed your style of living.

(ถึงเวลาสมควรแล้ว  ที่คุณต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีวิตของคุณ)

(= It is time for you to change your style of living.)

 

16. A holiday camp of _______________________ size takes about five hundred guests.

(ค่ายพักแรมวันหยุดขนาด ________________ รับแขก (ผู้มาพัก) ประมาณ  ๕๐๐  คน)

(a) middle    (ตอนกลาง, กึ่งกลาง, ตรงกลาง)

(b) median    (เส้นมัธยฐาน)

(c) medium    (กลาง)

(d) mediate    (ไกล่เกลี่ย, ทำให้เกิดการประนีประนอมกัน)  (เป็นคำกริยา)

 

17. You ought to do ______________________________________________ you are told.

(คุณควรทำ ____________________________________________ คุณถูกบอกให้ทำ)

(a) since     (ตั้งแต่, เพราะว่า)

(b) when    (เมื่อ)  (ถ้าเลือกข้อนี้  ใจความจะไม่ชัดเจน  ว่า  “คุณควรทำอะไร”)

(c) according to    (ตามที่........., สอดคล้องกับ  +  คำนาม หรือวลี)

(d) as    (ตามที่, ดังที่, เหมือนที่)  (ตามด้วยประโยค  คือ  ประธานฯ  +  กริยา)

(e) that

 

18. Behind the house ____________________________ a barn and some other buildings.

(ข้างหลังบ้าน _____________________________ ยุ้งข้าวและอาคารอื่นๆอีกบางหลัง)

(a) is

(b) are    (คือ)

(c) there is

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากมาจากประโยค   “A barn and some other buildings are behind the house.”  (ยุ้งข้าวและอาคารอื่นอยู่หลังบ้าน)  โดยมี   “Behind the house”  เป็น “Adverb of place”  (บอกสถานที่)  ซึ่งสามารถนำมาวางไว้หน้าประโยคได้  เพื่อแสดงการเน้นสถานที่ว่า  “ข้างหลังบ้าน

 

19. She made _________________________________________________ a new dress.

(เธอตัดเสื้อผ้า (เครื่องแต่งกาย) ชุดใหม่ให้ _________________________________)

(a) by herself

(b) for herself

(c) with herself

(d) herself    (ตัวเธอเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   คือ ตัดเอง และใช้เองด้วย   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  คือ 

  • She herself made a new dress.
  • She made a new dress herself.
  • She made a new dress by herself.

(ประโยคข้างบนทั้ง    ประโยค มีความหมายเดียวกัน  คือ  เธอตัดชุดใหม่ด้วยตัวของเธอเอง  แต่อาจจะไม่ได้ตัดเพื่อตัวเองหรือใช้เองก็ได้  คือ  ตัดชุดให้คนอื่นใช้  ความหมายจึงอาจแตกต่างกับประโยคใน  ข้อ  )

 

20. He has travelled ______________________________________________________.

(เขาได้เดินทาง ______________________________________________________)

(a) many thousand of miles    (ที่ถูกเป็น  “many thousands of miles”)

(b) thousand and thousand of miles    (ที่ถูกเป็น “thousands and thousands of miles”)

(c) many thousands miles    (ที่ถูกเป็น “many thousand miles”)

(d) thousands of miles    (หลายพันไมล์)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 367)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _____________ her highly individual patterns of choreography, Martha Graham became a leading figure in modern dance. 

(_________________ รูปแบบที่มีความเป็นปัจเจกบุคลอย่างสูงของเธอในด้านการเต้นบัลเล่ต์ (หรือการออกแบบท่าเต้น, ศิลปะการเต้นรำ), มาร์ธา เกรแฮมได้เป็นบุคคลชั้นแนวหน้าในการเต้นรำสมัยใหม่)

(a) Instead of    (แทนที่จะ)

(b) Beyond    (พ้น, ไกลจาก, เหนือกว่า)

(c) Such as    (ดังเช่น)

(d) Because of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

 

2. Rarely ______________________________ occur without a corresponding physical ailment.

(น้อยครั้ง _______________ เกิดขึ้น  โดยปราศจากความเจ็บป่วยทางร่างกายที่สอดคล้องกัน)  (ความหมาย  คือ  เมื่อเกิดความอ่อนเพลียทางจิตใจแบบเรื้อรัง  ส่วนใหญ่แล้วมักตามมาด้วยความเจ็บป่วยทางร่างกายด้วย)

(a) chronic mental fatigue

(b) is chronic mental fatigue

(c) does chronic mental fatigue    (ที่ความเหน็ดเหนื่อย-อ่อนเพลีย (เมื่อยล้า) ทางจิตใจแบบเรื้อรัง)

(d) chronic mental fatigue does

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อนำ  (Rarely, Never, Seldom, Hardly, Scarcely, etc.)  มาขึ้นต้นประโยค  (เพื่อต้องการเน้นคำเหล่านี้)  ต้องเรียงรูปประโยคตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Rarely + Verb (พิเศษ หรือช่วย) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย

                                                     ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Never again _______________ political office after his 1928 defeat for the Presidency.

(ไม่เคยอีกเลย _______________ ตำแหน่งทางการเมือง  ภายหลังจากความพ่ายแพ้สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี  ๑๙๒๘  ของเขา)  (หมายถึง  หลังจากแพ้เลือก ตั้งในปี  ๑๙๒๘  เขาไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งใดอีกเลย)

(a) Alfred E. Smith seriously sought

(b) seriously Alfred E. Smith sought

(c) when did Alfred E. Smith seriously seek

(d) did Alfred E. Smith seriously seek    (ที่อัลเฟร็ด อี. สมิทธ์  แสวงหาอย่างเอาจริงเอาจัง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเมื่อนำ  “Never”  มาไว้หน้าประโยค  เพื่อต้องการเน้นคำนี้   การเรียงรูปประโยคจะต้องเปลี่ยนไปในแบบดังกล่าว  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Hardly _____________________________________ when the football match began.

(__________________________________________ เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                               ตัวอย่างที่  

  • Not only __________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _____________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง..............................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                                  ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. One important lemon by-product is citric acid, _________________ white crystalline powder.

(ผลพลอยได้ของมะนาวที่สำคัญอย่างหนึ่ง  คือ  กรดมะนาว (มีรสเปรี้ยว ละลายน้ำได้), (ซึ่งเป็น) ผงที่เป็นผลึก (โปร่งแสง, ใสแจ๋ว) สีขาว _______________)

(a) which a

(b) is a

(c) a    (ชนิดหนึ่ง)

(d) that it is a

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….................…acid, which is a white crystalline powder

 

4. Rabbits make their homes in fields and prairies _______________ hide their young under bushes or among tall grasses.

(กระต่ายสร้างบ้านในทุ่งและทุ่งหญ้า ________________ ซ่อนลูกที่ยังเล็กของมันไว้ใต้พุ่มไม้ หรือในท่ามกลางหญ้าสูง)

(a) where can they

(b) where they can    (ที่ซึ่งมันสามารถ)

(c) where can

(d) can where they

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “Where they can hide their young under bushes or among tall grasses”  เป็น  “Adjective clause” (อนุประโยคซึ่งขยายคำนาม  “Fields and prairies”

 

5. During the twentieth century there has been much concern ______________ the relationship between social conditions and mental health.

(ในระหว่างศตวรรษที่  ๒๐  มีความวิตกกังวลอย่างมาก _______________ ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพทางสังคมและสุขภาพจิต)

(a) over    (เกี่ยวกับ)

(b) and over

(c) that over

(d) that

 

6. The first commercial film _________________________ in California was completed in 1907. 

(ภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ (เก็บสตางค์คนดู) เรื่องแรก _______________ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย  (ถูก) สร้างเสร็จในปี  ๑๙๐๗)

(a) make

(b) was made

(c) to make    (ที่สร้าง)

(d) making

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

  • The first thing to do is to mend the tap.

(สิ่งแรกที่ต้องทำคือซ่อมก๊อกน้ำ)

  • Frank was the first man to arrive, and Tom was the second.

(แฟรงค์เป็นคนแรกที่มาถึง  และทอมเป็นคนที่สอง)

  • Susan was sick for a month and was the last student to finish her term paper.

(ซูซานป่วยเดือนนึง  และเป็นนักเรียนคนสุดท้ายที่ทำรายงานประจำภาคเสร็จ)

 

7. ____________________________ or more chemical elements unite, they form a compound.

(_________________ ธาตุทางเคมี (สองชนิด) หรือมากกว่านั้นรวมตัวกัน, มันจะสร้างสารประกอบขึ้นมาอย่างหนึ่ง)

(a) Two of

(b) The two

(c) When two    (เมื่อ .....................(ธาตุทางเคมี)....................... สองชนิด)

(d) Two such

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ข้อความ  “When two or more chemical elements unite”   เป็น  “Adverb clause of time”  (อนุประโยคกริยาวิเศษณ์บอกเวลา)  ขยายกริยา  “Form”  (สร้างขึ้นมา)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)

 

8. Freezing preserves meat because _____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ______________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ทำกริยา  ๓  อย่าง  คือ  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง  ดูเพิ่มเติมการทำให้โครงสร้างในประโยคมีความสมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _______________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ _______________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ______________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                            ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ _______________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                           ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ___________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ _________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (……….............that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _______________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหา วิทยาลัย  และ _______________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                            ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and _________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening……...............”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

9. When the pain from her broken leg became unbearable last night, the doctor _____________ her a pain-killing injection.

(เมื่อความเจ็บปวดจากขาหักของเธอ  เริ่มไม่สามารถทนได้เมื่อคืนที่ผ่านมา, หมอ ____________ การฉีดยาระงับความเจ็บปวดแก่เธอ)

(a) used to give    (เคยให้)  (ในอดีต)

(b) should give    (ควรให้)  (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)

(c) had to give    (จำเป็นต้องให้)  (ในอดีต  คือ  เมื่อคืนที่ผ่านมา)

(d) must give    (จะต้องให้)  (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)

 

10. __________________ the problems carefully yesterday, you would not find any difficulty now.

(______________ ปัญหาอย่างรอบคอบเมื่อวานนี้, คุณก็จะไม่พบกับความยุ่ง ยากใดๆ ในขณะนี้)

(a) If you have studied

(b) Unless you had studied    (ถ้าคุณมิได้ศึกษา)

(c) If you had studied    (ถ้าคุณได้ศึกษา)

(d) Although you had studied    (ถึงแม้ว่าคุณได้ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการผสมโครงสร้างระหว่าง  “If clause”  แบบที่  ๓   (ในอนุประโยค  คือ  “If clause”) และ  “If clause”  แบบที่  ๒  (ในประโยคใหญ่  หรือ  “Main clause”คือ  “ถ้าคุณได้ศึกษาปัญหาฯ ในอดีต (เมื่อวานนี้), คุณก็คงไม่พบกับความยุ่งยากในขณะนี้”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมิได้ศึกษาปัญหาฯ เมื่อวานนี้,  คุณเลยพบความยุ่งยากในขณะนี้”  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้  “If clause”  แบบที่  ๓    ทั้งในประโยคใหญ่และย่อย  เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ในอดีตล้วนๆ  (ไม่เกี่ยวกับปัจจุบัน)  จะต้องใช้โครงสร้างข้างล่าง

  • If you had studied the problems carefully last year, you would not have found any difficulty then.

(ถ้าคุณได้ศึกษาปัญหาอย่างรอบคอบเมื่อปีที่แล้ว  คุณก็คงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในตอนนั้น  -  คือ เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ คุณมิได้ศึกษาปัญหาอย่างรอบคอบเมื่อปีที่แล้ว  คุณเลยพบกับความยุ่งยากในตอนนั้น)

 

11. My friend, with her parents, ______________________________________ left for Japan. 

(เพื่อน(หญิง) ของผม, พร้อมด้วยพ่อแม่ของเธอ, _______ จากไป (เดินทางไป) ประเทศญี่ปุ่นแล้ว)

(a) must

(b) did

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ประธานฯ    ตัว  (My friend  และ  Her parents)  เชื่อมด้วย  “With”   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  (My friend)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Donald, as well as the other trainees, has expressed ______________ willingness to assume responsibility.

(โดนัลด์  เช่นเดียวกับผู้เข้ารับการอบรมคนอื่นๆ  ได้แสดงความเต็มใจ ______________ ที่จะ (เป็นผู้) รับผิดชอบ)

(a) their

(b) his    (ของเขา)

(c) him

(d) hers

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  เมื่อประธาน    ตัว  เชื่อมด้วย  “As well as, With, Together with, Along with, Including, Besides, Plus, Like, Not, Accompanied by”   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  (ในที่นี้  คือ  “Donald”)  และต้องใช้รูปสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  หรือกรรมของประธานตัวหน้านี้ด้วย  ซึ่งในที่นี้  คือ  “His”   เช่น

  • My dog as well as my cats eats its special food twice a day.

(สุนัของผม  เช่นเดียวกับแมว (หลายตัว) ของผม  กินอาหารพิเศษของมันวันละ  ๒  ครั้ง)

(ใช้กริยา  “Eats”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “Its”  ตาม  “My dog”)

  • John along with his friends spends much of his time swimming.

(จอห์น  เช่นเดียวกับเพื่อนของเขา  ใช้เวลามากมายในการว่ายน้ำ)

(ใช้กริยา  “Spends”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “His”  ตาม  “John”)

 

12.  The boy did not know that statistics _________________________ related to mathematics. 

(เด็กคนนั้นไม่รู้ว่าวิชาสถิติ ____________________________ สัมพันธ์กับวิชาคณิตศาสตร์)

(a) had

(b) are

(c) is being

(d) be

(e) is

ตอบ   -   ข้อ   (e)  “Statistics, Mathematics, etc.”  ถือเป็นเอกพจน์  จึงใช้กับ  “Is”  ดูเพิ่มเติมคำที่ลงท้ายด้วย “S”  แต่ถือเป็นคำเอกพจน์จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________________ a childhood disease.

( ______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด (อีสุกอีใส) เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Measles”  (โรคหัด)  ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้  คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “s”  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่        จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1) Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (4) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเลกทรอนิกส์ความเร็วสูง)

ตอบ   -   ข้อ   แก้เป็น  “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                              ตัวอย่างที่  

  • Physics _______________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ _________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก, ได้รับการ)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น  “economics  (เศรษฐศาสตร์), phonetics  (วิชาการออกเสียง), statics  (สถิตศาสตร์), dynamics  (พลศาสตร์), statistics  (วิชาสถิติ), psychics  (จิตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics  (คณิตศาสตร์), politics  (การเมือง), รวมทั้ง  news  (ข่าว), mumps  (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

(  แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน    สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

13. Would you please keep the fire ________________________________________ for me? 

(คุณจะกรุณารักษาให้กองไฟ _________________________ อยู่ต่อไป  สำหรับผมได้ไหม)

(a) burnt

(b) burning    (ลุกไหม้)

(c) to burn

(d) burn

(e) being burnt

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Keep +  กรรม + Verb + ing”  หรือ  “Keep + Verb + ing”  เช่น

  • She kept me waiting for two hours.

(เธอทำให้ผมรอคอยเป็นเวลา  ๒  ชั่วโมง)

  • They kept working the whole night.

(พวกเขาทำงานกันต่อไปตลอดคืน)

 

14. Kate is more beautiful than ___________________________________ girl I have ever met.

(เคทสวยกว่าเด็กหญิง _________________________________________ ที่ผมเคยพบมา)

(a) any

(b) other

(c) any other    (คนอื่นใดก็ตาม)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is the biggest city in Thailand.

(กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)

  • Bangkok is bigger than any other city in Thailand.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองอื่นใดในประเทศไทย)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok. 

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้ง    ข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  เพียงแต่พูดไปคนละแบบ  จงสังเกตว่า  ใน  “ขั้นกว่า”  และ  “ขั้นเสมอกัน”  ต้องมี   “Other”  เนื่องจาก   “Bangkok”  เป็น   “City”   ในประเทศไทย    แต่จงสังเกตความแตกต่างของโครงสร้างประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is bigger than any city in Laos.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองใดๆ ในลาว)

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใดในลาวใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -     ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  โดยไม่ต้องมี   “Other”  เพราะ   “Bangkok”   ไม่ได้เป็น   “City”  ในลาว

                                                อนึ่ง  ให้สังเกตว่า  หลัง  “Any other”  หรือ   “Any”  ในขั้นกว่า  ควรเป็นคำนามเอกพจน์    เนื่องจาก  “Any”    ใช้ในความหมาย   “ใดก็ตาม”  ไม่ใช่ในความหมายแสดง   “จำนวน”  ดังเช่นในประโยค

  • Do you have any money?

(คุณมีเงินบ้างไหม)  (“Any”แสดงจำนวน)

  • Were there any women at the party?

(มีผู้หญิงบ้างไหมที่งานเลี้ยง)  (“Any”แสดงจำนวน)

                                                ดูเพิ่มเติมการใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  จากประโยคข้างล่าง

  • He is bigger than any other man here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ใครก็ตาม”  (ชายคนอื่นใด) ที่นี่)

  • He is bigger than some other men here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ผู้ชายบางคน”  ที่นี่)

                                                แต่หลัง   “No other”   หรือ   “No” ใน   “ขั้นเสมอ”  อาจตามด้วยคำนามเอกพจน์   หรือพหูพจน์ก็ได้   แต่ถ้าใช้คำนามพหูพจน์   ก็ต้องใช้กริยาพหูพจน์ด้วย    เช่น    “Are, Were, Have, etc.”  เช่น

  • No students in the class are as smart as Jim.

(ไม่มีนักเรียนในชั้นที่ฉลาดเท่ากับจิม)

  • No river in Thailand is as long as the Chao Phraya River.

(ไม่มีแม่น้ำในประเทศไทยที่ยาวเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยา)

  • No other city in Thailand is as crowded as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นในประเทศไทย  ที่มีประชากรหนาแน่นเท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other American presidents are as controversial as Donald Trump.

(ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่น  ที่มีความขัดแย้ง (หรือเป็นที่โต้เถียง-ถกเถียง)  เท่ากับโดนัล ทรัมพ์)

 

15. What _________________________________________________ do you want from me?

(อะไร ______________________________________________ ที่คุณต้องการจากผม)

(a) thing

(b) things

(c) else    (อื่นอีก)

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (c)  จริงๆ แล้ว  ข้อ  (a)  และ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ความหมายเหมือนกัน  ทำให้ไม่สามารถเลือก     ข้อนี้ได้    เลยเหลือ ข้อ   (c)  เพียงข้อเดียว

 

16. I studied in Paris ______________________________________________ five years ago.

(ผมเรียนหนังสือในปารีส ________________________________________ ห้าปีมาแล้ว)

(a) since    (ตั้งแต่)

(b) for    (เป็นเวลา)

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

 

17. You are not allowed to go home till you _________________________________ your work.

(คุณไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน  จนกระทั่งคุณ ________________________ งานของคุณ)

(a) finished

(b) will finish

(c) have finished    (ได้ทำ  -  งาน  -  เสร็จแล้ว)

(d) will have finished    (จะได้ทำเสร็จแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เพื่อจะบอกว่า  “ประธานฯ ได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”  ส่วนข้อ  (d)  ก็คล้ายๆกับ ข้อ  (c)  แต่ใช้บอกว่า  “เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่ระบุไว้  ประธานฯ จะได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”  แต่  “Future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  นี้  จะไม่ใช้ตามหลังอนุประโยคที่นำด้วย   “Till, Until”  ดูเพิ่มเติม  “Present perfect tense”  (Subject + Has (Have) + Verb 3)  (ได้ทำกริยาเสร็จสิ้นไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                                 สำหรับกฎการใช้   “Present perfect tense”  ข้อหนึ่ง  คือ เพื่อบอกข้อความว่า   “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”   มักมีคำว่า  “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)   และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี   “Already” และ “Yet”   ก็ได้ เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast.

(= She has not had her breakfast yet.) 

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report?

(= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

18. ___________________________________ advice, he gave me a large amount of money.

(______________________________________ คำแนะนำ  เขาให้เงินผมเป็นจำนวนมาก)

(a) Not only

(b) Both

(c) Also

(d) Besides    (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ   “In addition to,  Apart from”  ก็ได้  ส่วนการใช้คำอื่นๆ   เช่น

  • He gave me not only advice but also a large amount of money.

(เขาให้ผมไม่เพียงแต่คำแนะนำ  แต่ยัง (ให้) เงินจำนวนมากด้วย)

  • He gave me both advice and a large amount of money.

(เขาให้ผมทั้งคำแนะนำและเงินจำนวนมาก)

  • He gave me advice and also a large amount of money (= ….................…and a large amount of money also)

(เขาให้คำแนะนำแก่ผม  และเงินจำนวนมากเช่นเดียวกัน)

 

19. I offer you my _____________________________________ on passing the examination.

(ผมขอมอบ ____________________________________ ของผมแก่คุณ  ที่ผ่านการสอบ)

(a) happiness    (ความสุข)

(b) wish    (ความปรารถนา)

(c) congratulations    (การแสดงความยินดี)

(d) sincere thanks    (การขอบคุณอย่างจริงใจ)

 

20. I will love you ________________________________________ to the last day of my life.

(ผมจะรักคุณ _________________________________________ วันสุดท้ายของชีวิตผม)

(a) until

(b) up    (“Up to”  =  จนกระทั่ง)

(c) in

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “I will love you till (until) the last day of my life.”  (ผมจะรักคุณจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตผม)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 366)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. When raindrops fall through the atmosphere, ___________ wash a number of impurities from the air.

(เมื่อหยดน้ำฝนตกผ่านบรรยากาศของโลกลงมา, ____________ ชะล้างสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ (ความไม่สะอาด)จำนวนมากจากอากาศ)  (หมายถึง  ชะล้างสิ่งสกปรกในอากาศลงมากับมัน)

(a) helping to

(b) and help to

(c) to help that

(d) they help    (มันช่วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (They)  และกริยา  (Help)  ของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

2. The Brooklyn Bridge was built in the 1880’s, ____________________ a transportation boom.

(สะพานบรูคลิน (ในกรุงนิวยอร์ค) ถูกสร้างขึ้นในทศวรรษ  ๑๘๘๐, _____________ การแจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของการขนส่ง)

(a) growing industrialization triggered

(b) industrialization triggered a growth of

(c) when growing industrialization triggered    {เมื่อการทำให้เป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น  กระตุ้น (เริ่มต้น)}

(d) triggering a growth in industrialization of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ  “When growing industrialization triggered a transportation boom”  เป็นอนุประโยค หรือประโยคย่อย  (Subordinate clause)  โดยมี  “Growing industrialization”  เป็นประธาน  และมี  “Triggered”  เป็นกริยา  และ  “A transportation boom”  เป็นกรรมของอนุประโยค    

 

3. Never again ____________________ political office after his 1928 defeat for the Presidency.

(ไม่เคยอีกเลย _____________ ตำแหน่งทางการเมือง  ภายหลังจากความพ่ายแพ้สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี  ๑๙๒๘  ของเขา)  (หมายถึง  หลังจากแพ้เลือก ตั้งในปี  ๑๙๒๘  เขาไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งใดอีกเลย)

(a) Alfred E. Smith seriously sought

(b) seriously Alfred E. Smith sought

(c) when did Alfred E. Smith seriously seek

(d) did Alfred E. Smith seriously seek    (ที่อัลเฟร็ด อี. สมิทธ์  แสวงหาอย่างเอาจริงเอาจัง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเมื่อนำ  “Never”  มาไว้หน้าประโยค  เพื่อต้องการเน้นคำนี้   การเรียงรูปประโยคจะต้องเปลี่ยนไปในแบบดังกล่าว  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Hardly ____________________________________ when the football match began.

(__________________________________________ เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life __________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                              ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ___________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.........................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  ช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                                 ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

4. __________________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่   (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                                  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่    (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                          ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

                                                         แต่ในกรณีที่ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นวลีซึ่งนำหน้าประโยค  กริยาตัวนั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  เนื่องจากแสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, ____________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, _____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came _____________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ___________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ______________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                            ตัวอย่างที่  

  • _____________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_______________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                                  ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing”  (Present participle)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

                                                   สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

5. Some animals, ____________________________ the ameba and starfish, have no heads.

(สัตว์บางชนิด, ___________________________________ ตัวอะมีบาและปลาดาว, ไม่มีหัว)

(a) both

(b) which

(c) such as    (เช่น)

(d) they are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่าง

 

6. _____________ built, with poor vision but excellent senses of smell and hearing, the bear will eat almost anything.

(มีรูปร่าง ______________, พร้อมกับสายตาที่ไม่ดี  แต่ (มี) ประสาทการดมกลิ่นและการได้ยินที่ดีเยี่ยม, หมีจะกินสิ่งใดๆ เกือบทุกอย่าง)

(a) It is heavily

(b) Heavily    (งุ่มง่าม)

(c) That it is heavily

(d) When is it heavily

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เนื่องจากขยายกริยาช่องที่  ๓  “Built”  (มีรูปร่าง หรือ ถูกสร้างขึ้นมา)  ซึ่งขยายประธานของประโยค  (The bear)  เพื่อบอกว่า  “หมีเป็นผู้ถูกสร้างขึ้นมา”  (ให้มีรูปร่างงุ่มง่าม)  ซึ่งถือเป็นผู้ถูกกระทำ  จึงใช้กริยาช่องที่    เพื่อแสดงรูป  “Passive voice”  ดูเพิ่มเติมใน ข้อ    (ช่วงแรก)  ของข้อสอบชุดนี้

 

7. ____________, Paul Revere learned the trade so well that many of his works are now regarded as masterpieces.

(______________, พอล ริเวียร์  เรียนรู้เรื่องการค้าอย่างดีมาก  จนกระทั่งผลงานของเขาจำนวนมาก  ถูกถือว่าเป็นงานชิ้นเอกในปัจจุบัน)  (พอล ริเวียร์  เป็นผู้นำการปฏิวัติอเมริกัน  ในการประกาศเอกราชจากการยึดครองอาณานิคมบนทวีปอเมริกาเหนือของอังกฤษ)

(a) His son the silversmith

(b) He was the son of a silversmith

(c) The silversmith had a son

(d) The son of a silversmith    (เป็นลูกชายของช่างเงิน)  {เป็นลูกชายเพียงคนเดียว  จึงใช้  “Article”  (The)}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นวลี  ขยายประธานของประโยค  (Paul Revere)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The capital of Thailand, Bangkok is one of the biggest cities in the world.

(เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย  กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง)

(= Bangkok, the capital of Thailand, is one of the biggest cities in the world.)

                                             ในกรณีไม่ได้ชี้เฉพาะ   ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “A” หรือ  “An

  • A tranquil city, Melbourne is one of the most beautiful cities in Australia.

(เป็นเมืองที่เงียบสงบ  เมลเบิร์นเป็นเมืองที่สวยงามที่สุดเมืองหนึ่งในออสเตรเลีย)

  • An old friend of mine, John is a carpenter who does a good job.

(เป็นเพื่อนเก่าของผม  จอห์นเป็นช่างไม้ที่มีฝีมือ)

 

8. A: _____________________________________________________________.

    B: The technician said that there’s something wrong with the engine.

(B: ช่างบอกว่ามีบางอย่างผิดปกติในเครื่องยนต์ครับ)

(a) Have you fixed the car engine?    (คุณซ่อมเครื่องยนต์แล้วหรือ)

(b) What’s wrong with your car?    (รถของคุณมีอะไรขัดข้องหรือ)  (มีอะไรผิดปกติ)

(c) Have you got your car cleaned already?    (คุณเอารถไปทำความสะอาดแล้วหรือยัง)

(d) What is the car engine’s problem?    (ปัญหาของเครื่องยนต์รถคืออะไร)

 

9. A: The baggage is very heavy.  I can’t lift it up myself. _____________________________.

(A: กระเป๋าเดินทางใบนี้หนักมาก  ผมไม่สามารถยกมันขึ้นไปข้างบนด้วยตนเอง _____________)

    B: With pleasure.  I’ll go down to help you in a minute.

(B: ด้วยความยินดีเลยครับ  ผมจะลงไปข้างล่างและช่วยคุณยกในอีกประเดี๋ยวนึงครับ)

(a) Could you buy me a newspaper?    (คุณช่วยซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมหน่อยได้ไหมครับ)

(b) May I ask our neighbor to lend me a hand?    (ผมขอร้องให้เพื่อนบ้านของเราช่วยยกเอาไหม)

(c) Could you give me a helping hand?    (คุณช่วยผมยกมันหน่อยได้ไหมครับ)

(d) May I help you?    (ให้ผมช่วยคุณยกไหมครับ)

 

10. These shoes are _______________________________________________________.

(รองเท้าเหล่านี้เป็น ___________________________________________________)

(a) my wife    (ภรรยาของผม)

(b) my wife’s    (ของภรรยาของผม)

(c) my wives

(d) of my wife    (ไม่ใช้รูปนี้)

 

11. They have made a lot of progress __________________ the country became independent.

(พวกเขาได้ก้าวหน้าไปมาก ______________________________ ประเทศได้รับเอกราช)

(a) for

(b) since    (ตั้งแต่)

(c) before

(d) until

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับ  “For” =  (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =  (ตั้งแต่),  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา  ซึ่งจะเป็นวลี  หรือ  ประโยค  ก็ได้),  เช่น  “Since this morning”  (ตั้งแต่เมื่อเช้านี้),  “Since last week”  (ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว),  “Since April”  (ตั้งแต่เดือนเมษายน),  “Since 10 a.m.”  (ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้า),  “Since the sun set”  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  “Since they were in college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  “Since we were young”  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  “Since she was born”  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • The criminal has been put in jail for the rest of his life.

(เจ้าอาชญากรถูกจับใส่คุกตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่ในคุก)

  • He has been in Chicago since last week.

(= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • I have sent her only one letter since we departed.

(ผมส่งจดหมายให้เธอเพียงฉบับเดียว  ตั้งแต่ที่เราจากกัน)

  • The climate has changed a great deal since 2000.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๐)  (จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased since last year.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก  ตั้งแต่ปีที่แล้ว)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

12. He said to his friend, “____________________________________________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ ___________________________________________”)

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?    (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Allow”  มีการใช้    รูปแบบ  คือ

                                            ๑. Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

  • They allow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

  • They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

                                            ๒. Verb + ing + Is + (Not) + Allowed  (Passive voice)

  • Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)

  • Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

                                            ๓. Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

  • They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

                                            . Subject + Is (Was) + Allowed + To + Verb 1 + Something  (Passive voice)

  • I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

 

13. A bad driver is one who drives without _________________________ thought for others.

(นักขับรถนิสัยเลวคือคนที่ขับรถ  โดยปราศจากการคิดคำนึง _______________ สำหรับผู้อื่น)

(a) the

(b) little

(c) not a

(d) any    (ใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    ดูคำอธิบายการใช้   “Any” (โดยเฉพาะในข้อ  ๑.๑)  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • We had hardly __________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _______________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never” (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                                            ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”   (นับได้ พหูพจน์)  หรือ  “Any + Noun” (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                            และเมื่อใช้   “Any”เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  (ไม่ต้องขยายนาม)  “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้  พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                             อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any”  ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                                                  ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                                                 ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                                                 ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                             ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “......................ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some”  แทนได้)

  • I will give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                             ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb”  ขั้นกว่า  เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

14. I can’t remember when I last went ____________________________________________.

(ผมจำไม่ได้ว่า  ผมไป _______________________________________ ครั้งสุดท้ายเมื่อใด)

(a) for swim

(b) swimming    (ว่ายน้ำ)

(c) to swimming

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบาย   “Go swimming, Go shopping”   จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went ______________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ___________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ”  

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Her job is ___________________________________________________________.

(งานของเธอคือ ______________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –    ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be” (is)  ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์   (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to”  (To + Verb)  หรือ   “Gerund”  (V. + ing)  ก็ได้   ซึ่งในที่นี้อาจใช้   “To go” หรือ  “Going”  ได้ทั้งคู่

                                              อย่างไรก็ตาม เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอ   เช่น  “go shopping  (ไปซื้อของ),  go swimming  (ไปว่ายน้ำ),  go hunting  (ไปล่าสัตว์),  go fishing  (ไปตกปลา),  go shooting  (ไปยิงปืน),  go skating, go skiing,  go climbing  (ไปปีนเขา),  go diving  (ไปดำน้ำ),  etc.” (แต่ใช้  “do our shopping” –  ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)  ดังนั้น  ในประโยคข้างบนจึงต้องตอบข้อ  (b) หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

15. He compared the heart _____________________________________________ a pump.

(เขาเปรียบเทียบหัวใจ _________________________________________ เครื่องสูบน้ำ)

(a) with

(b) to    (เหมือนกับ, เป็นเหมือน)

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “ Compare………..........to…….............…”  =  “เปรียบเทียบสิ่งนี้เหมือนกับ-เป็นเหมือนสิ่งนั้น..............ซึ่งเป็นของคนละชนิด”  ส่วน  “Compare… …….........…with……...........…”  “เปรียบเทียบสิ่งนี้กับสิ่งนั้น..............ซึ่งเป็นของชนิดเดียวกัน”   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                             สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

16. I must remind him ___________________________________________________ it.

(ผมจะต้องเตือนเขา ________________________________________________ มัน)

(a) for

(b) on

(c) to

(d) about    (เกี่ยวกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรือ อาจตอบ   “Of”  ก็ได้

 

17. This dictionary cost _______________________________________________ ten dollars.

(พจนานุกรมเล่มนี้ทำให้  _________ ต้องจ่ายเงิน  ๑๐  เหรียญ)  (พจนานุกรมฯ มีราคา  ๑๐  เหรียญ)

(a) me    (ผม)

(b) from me

(c) myself

(d) itself

 

18. Cubes of ice form in the __________________________ compartment of the refrigerator.

(น้ำแข็งรูปลูกบาศก์ก่อตัวขึ้นในช่อง ________________________________ ของตู้เย็น)

(a) freeze    (ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze” )

(c) frozen    (ถูกแช่แข็ง,  เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(d) freezing    (ทำให้เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Freezing”  เป็น “Gerund”  ขยายนาม  “Compartment”  (ช่องแช่)   เพื่อบอกว่า  นามนั้น(ช่องแช่)  มีไว้เพื่อทำกริยานั้น  ในที่นี้  คือ  “ช่องแช่สำหรับทำให้ (อาหาร)  เย็นจนแข็ง”  คำอื่นๆในแบบเดียวกัน  เช่น  “Swimming pool”  (สระ (สำหรับ) ว่ายน้ำ),  “Drinking water”  (น้ำดื่ม),  “Dancing hall”  (โรงเต้นรำ),  “Walking stick”  (ไม้เท้า  -  ไม้สำหรับเดิน),  “Killing field”  (ทุ่งสังหาร  -  ทุ่งสำหรับประหารคน),  “Running track”  (ลู่สำหรับวิ่ง),  “Cooking utensil  (อุปกรณ์ทำครัว),  “Looking glasses”  (แว่นตา  -  แว่นสำหรับมอง),   เป็นต้น

 

19. My teacher has ____________________________________ patience with the students.

(ครูของผมมีความอดทน _______________________________________ กับนักเรียน)

(a) very    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(b) too    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(c) a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับนามนับไม่ได้  และนามนับได้ พหูพจน์)

(d) many    (มากมาย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A lot of” (= Lots of)  ใช้ขยาย  “Patience”  (ความอดทน)   ซึ่งเป็นนามนับไม่ได้  และสามารถใช้ขยายหน้าคำนามนับได้  พหูพจน์ อีกด้วย 

 

20. A person whom people cannot trust will have _____________________________ friends.

(บุคคลผู้ซึ่งผู้คนไม่สามารถไว้วางใจได้  จะมีเพื่อน ______________________________)

(a) little    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)   

(b) few    (น้อยมาก(จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)   

(c) a few    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หมายถึงมีเพื่อน  “น้อยมาก”  และใช้กับนามพหูพจน์   “Friends

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 365)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Mississippi’s generally hilly land ____________ highest point in the northeastern corner of the state.

(แผ่นดินซึ่งเต็มไปด้วยเนินเขาโดยทั่วไปของรัฐมิสซิสซิปี้ _____________ จุด สูงสุด (ของมัน) ในมุมทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐ)  (หมายถึง  แผ่นดินลาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของรัฐ  ตรงมุมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ)

(a) reaching it

(b) has it reached

(c) to reach its

(d) reaches its    (ขึ้นถึง ..................(จุดสูงสุด).................... ของมัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Reaches”  เป็นกริยาของประโยค  โดยมี  “Its highest point”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกสถานที่  (Adverb of place)  และมี  “In the northeastern corner of the state”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกสถานที่  (Adverb of place)  เช่นเดียวกัน

 

2. The most common form of candles is a hard cylinder of paraffin with a wick _______________ through its center.

(รูปแบบธรรมดาที่สุดของเทียนไข  คือ  รูปทรงกระบอกแข็งของพาราฟิน (ไขที่กลั่นจากปิโตรเลียม) โดยมีไส้เทียนไข ____________ ทะลุผ่านศูนย์กลางของรูปทรงกระบอก)

(a) runs

(b) ran

(c) running    (วิ่ง)

(d) and run

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากตามหลัง  “Preposition” {With (a wick)}  จึงต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)

 

3. The stronger ______________ magnetic field, the greater the voltage produced by a generator.

(ยิ่งสนามแม่เหล็ก _______________ เข้มข้นมากขึ้น, แรงดันไฟฟ้าที่ถูกผลิตโดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  ก็ยิ่งมากขึ้น)

(a) is the

(b) that the

(c) than the

(d) the

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “ยิ่ง..........................ก็ยิ่ง............................”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • The harder the shrub is to grow, __________________________________________.

(ยิ่งต้นไม้เล็กๆ (พันธุ์เตี้ยๆ) โตยาก  _________________________________________)

(a) the higher the price it is

(b) the higher is the price

(c) the higher the price    (ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)  (ตอบแบบไม่มีกริยา)

(d) the higher is the price become

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “The higher the price is”  (ตอบแบบมีกริยา)  หรือ   “The higher the price becomes”  (แบบมีกริยา)  ก็ได้

                                             ตัวอย่างที่ 

  • The more he tried to help her, ______________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน _____________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง  “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง........................”  ในประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, ________________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี ________________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                               ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the ____________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, ___________________)

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                                ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, _________________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย ________________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง.................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, _______________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  _____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                              ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, ________________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ _______________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                 ตัวอย่างที่        (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  bad,  worse,  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง...........................ก็ยิ่ง..........................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

4. William Pitt Fessenden, ______________ United States senator from Maine, helped found the Republican party in the 1850’s.

(วิลเลียม พิต เฟสเซนเดน, วุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ ________________ จากรัฐเมน, ช่วยก่อตั้งพรรครีพับรีกันในทศวรรษ  ๑๘๕๐)

(a) was a

(b) a    (คนหนึ่ง)

(c) who, as a

(d) who was as a

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………......…Fessenden, who was a United States………....….

 

5. Large green leaves ___________________________________ the head of the cauliflower.

(ใบสีเขียวขนาดใหญ่ ____________________________________ หัวของต้นกะหล่ำดอก)

(a) surround    (ล้อมรอบ, โอบล้อม, ห้อมล้อม)

(b) are surrounded    (ถูกล้อมรอบ, ถูกโอบล้อม)

(c) surrounding

(d) to surround

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องใช้รูป  “Active voice”  เพราะใบฯ เป็นผู้ทำกริยา  “ล้อมรอบ, โอบล้อม”

 

6. At the time of the _____________ of North America, the Sioux people lived on the edges of the Great Plains grasslands.

(ณ ช่วงเวลาของ ______________ ทวีปอเมริกาเหนือ (โดยชาวยุโรป), ชาวเผ่าซู (อินเดียนแดงในรัฐดาโกต้าของสหรัฐฯ) อาศัยอยู่ตามชายขอบ (ริม) ของทุ่งหญ้าของบริเวณ  “Great Plains”)  (Great Plains เป็นเขตที่ราบกว้างใหญ่  ประกอบด้วยทุ่งหญ้ากึ่งแห้งแล้งถึงแห้งแล้ง  และทะเลทรายอันกว้างใหญ่ของสหรัฐฯ  ที่ราบนี้อยู่ทางภาคตะวันตกกลาง  (Midwest)  ของทวีปอเมริกาเหนือ  มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ใน ของสหรัฐฯ  ประกอบด้วย  ๑๐  มลรัฐ)

(a) exploring the European

(b) explored by Europeans

(c) European exploration    (การสำรวจ .............(ทวีปอเมริกาเหนือ)............ โดยชาวยุโรป)

(d) Europeans explored

 

7. _____________ that your car broke down when you were going to work and had to take a taxi, we would have picked you up at home.

(________________ ว่ารถของคุณเสียเมื่อคุณกำลังจะไปทำงาน  และจำเป็นต้องไปรถแท็กซี่, เราคงจะได้ขับรถไปรับคุณที่บ้านแล้ว)

(a) We had known

(b) Had we known    (ถ้าเราได้รู้ว่า)

(c) If we knew

(d) If we have known

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “ผกผัน” (Inversion)  มาจาก  “If we had known”  โดยเป็น  “If clause”  แบบที่    (เหตุการณ์ในประโยคไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดขึ้นตรงข้ามกับที่สมมติ)  ทั้งนี้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เราไม่รู้ว่ารถของคุณเสีย  เราเลยไม่ได้ไปรับคุณที่บ้าน”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • We ______________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ______________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • _______________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)  (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                                       นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่     และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                                           ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ____________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ____________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่     “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                            ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”

                                               ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  ______________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่    “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                            ตัวอย่างที่  

  • Tom _____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_______________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                             ตัวอย่างที่  

  • Nancy __________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                               ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                                 จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                                 นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือน เดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………......................….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……………....................…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..............................cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

              สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

8. The new foreign students speak _________ English and can express their ideas _________.

(นักเรียนต่างชาติใหม่พวกนั้นพูดภาษาอังกฤษ __________ และสามารถแสดงความคิดเห็นของตน ___________)

(a) good _________ good

(b) well _________ good

(c) good _________ well    (ดี ......................... อย่างดี)

(d) well _________ well

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Good”  เนื่องจากขยายนาม  (English)  และใช้  “Well” เนื่องจากขยายกริยา  (Can express)

 

9. When we reached the station, the train was about _______________________________.

(เมื่อเราไปถึงสถานี  รถไฟกำลังจะ (จวนจะ) ____________________________________)

(a) started

(b) starting

(c) to start   (เริ่มต้นออกเดินทาง)

(d) to starting

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติม  “To be about + to + Verb 1”  (กำลังจะ, จวนจะ)  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • I am about __________________________________________________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) _______________________________________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead    (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                ตัวอย่างที่  

  • The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น _____________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

10. I spent a lot of money ____________________________________________ my house.

(ผมใช้เงินมากมาย ____________________________________________ บ้านของผม)

(a) in repairing

(b) for repairing

(c) on repairing    (ไปกับการซ่อมแซม,  ในการซ่อมแซม)

(d) for having repaired

 

11. Have you managed ______________________________ enough money for the journey?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) _____________ เงินพอเพียงสำหรับการเดินทางหรือเปล่า)

(a) to save    (ประหยัด, ออม)

(b) to safe

(c) in saving

(d) to saving

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Manage” (ประสบความสำเร็จ, สามารถ, จัดการ)  + To + Verb 1  ส่วน  “Safe”  เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ปลอดภัย, ไม่มีอันตราย

 

12. Hardly ______________________________________ when the football match began.

(__________________________________________ เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _______________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)                                

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

13. If only he had tried _________________________________, he would have succeeded.

(ถ้าเพียงแต่ว่าเขาได้พยายาม ___________________ เขาก็คงจะประสบความสำเร็จไปแล้ว)

(a) hardly

(b) little harder

(c) a little harder    (หนักขึ้นเล็กน้อย,  มากขึ้นนิดหน่อย)

(d) a little hard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ประโยคข้างบนเป็น   “If clause” แบบที่    (Past unreal)   (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  คือ  “เขามิได้พยายามมากขึ้นเล็กน้อย  เขาจึงไม่ประสบความสำเร็จ”  (ดูรายละเอียดใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้)  ทั้งนี้  ต้องใช้  “A little, A bit   หรือ  A little bit” (ทุกคำ  หมายถึง “นิดหน่อย, เล็กน้อย”)  ขยายคำคุณศัพท์   “ขั้นกว่า”  เช่น   “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  “A bit smaller”  (เล็กกว่านิดหน่อย),  “A little bit hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  เป็นต้น

 

14. The fire is believed to _______________ in the barber shop which was next to his house.

(ไฟไหม้ถูกเชื่อว่า _____________________ ในร้านตัดผม  ซึ่งอยู่ถัดจากบ้านของเขาไป)

(a) start

(b) have started    (ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว)  (ใช้แบบ  “Active voice”)

(c) being started

(d) be started

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว

 

15. _________________________________________ was to take down the flag at five p.m.

(_____________________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา  ๕  โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties    (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of + his (her, my, the) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์  (is, was)  ตาม  “One” + ส่วนขยาย   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • He is ____________________________________________________ on the project.

(เขาเป็น ___________________________________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists    (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “One of the + Noun (plural)”   (หนึ่งในบรรดา...................)    สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค   ต้องใช้กริยาตาม   “One”  เช่น

  • One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

  • One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                                                 ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ  “นามพหูพจน์”  เช่น

  • Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

  • Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

  • She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

16. Free movie tickets will be sent to ___________________________________ comes first.

(ตั๋วหนังฟรีจะถูกส่งไปยัง ___________________________________ มาถึงเป็นคนแรก)

(a) whoever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค)

(b) whomever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นกรรมของอนุประโยค)

(c) whoseever    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค  ประเภท  “Noun clause”  (Whoever comes first)   ซึ่งเป็นกรรมของ  Preposition “To”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whoever”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whoever says so is a liar.

(ใครก็ตามที่พูดเช่นนั้น  เป็นคนโกหก)

  • If death occurs at home, whoever discovers the body should contact the family doctor.

(ถ้าการตายเกิดขึ้นที่บ้าน  ใครก็ตามที่พบศพ  ควรติดต่อกับแพทย์ประจำครอบครัว)

  • Whoever answered the telephone was a very admirable person.

(ใครก็ตามที่รับโทรศัพท์  เป็นบุคคลที่น่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก)

  • I will give this book to whoever needs it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Whoever they are, they’ve violated the laws and orders.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม  พวกเขาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและความสงบเรียบร้อย)

 

17. Both of my sisters are now married, so I have two ______________________________.

(พี่สาวและน้องสาวของผมทั้ง  ๒  คน  ได้แต่งงานไปแล้วขณะนี้  ดังนั้น  ผมมี _________ ๒  คน)

(a) brother-in-laws

(b) brothers-in-law    (พี่เขยและน้องเขย)  (พี่เขย, น้องเขย)

(c) brothers-in-laws

(d) brother-in-law

ตอบ    -    ข้อ    (b)  สร้างรูปพหูพจน์  โดยเติม   “s” หลังคำนามหลัก  (Brother)

 

18. A: “Why isn’t John studying?”

(ทำไมจอห์นไม่ได้กำลังอ่านหนังสืออยู่ล่ะ)

      B: “He ______________________________________________________________.”

(เขา _____________________________________________________________)

(a) too tired to study

(b) is too tired for studying

(c) is too tired to study    (เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านหนังสือ – หรือเรียนหนังสือ)

(d) is tired too much to study

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Is (am, are, was, were) + Too + Adjective + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • This passage is too difficult _____________________________________________.

(ตอนหนึ่งของข้อเขียนนี้ยากเกินไป _________________________________________)

(a) to explain for me

(b) for me to explain it

(c) to explain it for me

(d) for me to explain    (สำหรับผมที่จะอธิบาย)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ไม่ต้องมี   “It”  ข้างหลัง  “Explain”  เนื่องจากถือว่ามี  “Passage”  อยู่แล้ว

                                              ตัวอย่างที่  ๒

  • I am too busy _____________________________________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ __________________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)   

(d) that I can’t go

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “To + Verb 1”  ตามหลัง  “Adjective” หรือ  “Adverb”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน(คือ  คำคุณศัพท์ หรือ คำกริยาวิเศษณ์)  สำหรับในประโยคข้างบน    ใช้  “To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์   “Busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป)  ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้   ได้แก่

  • Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

  • She is too arrogant to talk to us.

(เธอหยิ่งยโสเกินไปที่จะพูดคุยกับเรา)

  • His house is too far to walk.

(บ้านของเขาไกลเกินไปที่จะเดิน)

  • She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

  • The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

  • It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

  • He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

 

19. _______________ the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(________________________ พายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

(a) During    (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(b) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (เมื่อหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยวลี หรือ ประโยค ก็ได้  แต่ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  ต้องตามด้วยประโยคเพียงอย่างเดียว)

(d) Instead of    (แทนที่จะ)  (เป็น  “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เพราะถูกหลักไวยากรณ์ และได้ความหมาย  ดูตัวอย่างการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

  • I want you to wait here while I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่  ในขณะที่ผมกำลังซื้อผลไม้)

  • Did you meet my sister during our stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ในระหว่างที่คุณพักในโตเกียวหรือเปล่า)

  • During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • Instead of going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

  • I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมาแทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

  • The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

  • The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

  • The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง  -  เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

  • She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

  • He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

  • Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

  • He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

                                                สำหรับ  “Since”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

  • Nobody has come to see us since we _______________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา _________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ  (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since” (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอ   สำหรับ “Since”   ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง   “ตั้งแต่”   อาจตามด้วยคำนามหรือวลี หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้   และมักใช้กับ  “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต   และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   เช่น

  • He has read since the morning.   (since + วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m.    (since + วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.    (since + วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.    (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.   (since + วลี)

(ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week.  (= He has gone to Chicago since last week.)   (since + วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.    (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.   (since + ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

20. The police accused him __________________________________________ the money.

(ตำรวจกล่าวหาเขา _________________________________________________ เงิน)

(a) to steal

(b) of stealing    (ว่าขโมย)

(c) with stealing

(d) to stealing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Accuse + Someone + Of + Doing + Something”  (ประธานฯ กล่าวหาว่าใครทำอะไร)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 364)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. By far _________________________________________ of leather is its fibrous structure.

(เท่าที่ผ่านๆมา __________ ของหนังฟอก  คือโครงสร้างซึ่งประกอบด้วยเส้นใย (เหนียว) ของมัน)

(a) it is the most important characteristic

(b) the most important characteristic is

(c) that is the most important characteristic

(d) the most important characteristic    (คุณลักษณะที่สำคัญที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Of leather”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Is”  เป็นกริยา  สำหรับ  “By far”  (เท่าที่ผ่านๆมา)  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกเวลา  (Adverb of Time)

 

2. Since an owl’s (เอาล) ears are widely separated, ___________ a slight difference in the time it takes for a sound to reach each ear.

(เพราะว่าหู    ข้างของนกเค้าแมวถูกแยกห่างออกจากกัน, ____________ ความแตกต่างเล็กน้อยในเวลาที่ใช้  สำหรับเสียงที่จะไปถึงหูแต่ละข้าง)

(a) is there usually

(b) usually is there

(c) there is usually    (โดยปกติจึงมี)

(d) is usually there

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Usually”  เช่นเดียวกับ  “Generally, Always, Frequently, Often, Occasionally, Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never”  เป็น  “Adverb of frequency”  (กริยาวิเศษณ์แสดงความถี่)  มีการวางเรียงในประโยคดังนี้  คือ

                                            ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.  

(พวกเขามาสายเสมอ)

  • She usually goes shopping.  

(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

  • He seldom drives to work.  

(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                             ๒. วางไว้หลัง  Verb to be”   เช่น

  • He is often late for class.

(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

  • They are always busy with their work.  

(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

  • She is never contented with her life.  

(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

  • There is usually a car accident around that corner.

(มีอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นประจำที่หัวมุมถนนนั้น)

                                            ๓. ถ้ามีคำกริยา    ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.  

(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

  • She will never love him.  

(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

  • You should never come to class late.  

(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

  • He is always asking me.  

(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

  • We have never traveled to New York.  

(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

                                            ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never,  Hardly,  Seldom, Never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner,  In vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ  {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}  ช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)              

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. Esther Forbes won the 1943 Pulitzer Prize in American History ____________ of Paul Revere.

(เอสเธอร์ ฟอร์บส  ได้รับรางวัลพิวลิทเซอร์  สาขาประวัติศาสตร์อเมริกัน ____________ ของพอล ริเวียร์(พอล ริเวียร์  คือ  หนึ่งในผู้นำการปฏิวัติอเมริกัน  เพื่อประกาศอิสรภาพ จากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ)

(a) her historical biography was excellent

(b) for her excellent historical biography    (สำหรับชีวประวัติทางประวัติ ศาสตร์ของพอล ริเวียร์  ที่ยอดเยี่ยมของเธอ)

(c) the excellence of her historical biography

(d) her biography was excellent historically

 

4. Native to the western United States, Mariposa lilies have narrow ____________ like large blades of grass.

(เป็นพืชพื้นเมืองของภาคตะวันตกของสหรัฐฯ, บัวมาริโปซามี (ใบ) แคบ ______________ คล้ายกับใบหญ้าขนาดใหญ่)

(a) shape of leaves

(b) leaves shape them

(c) leaf-shaped

(d) leaves shaped    (ใบ ........................(แคบ).......................... ซึ่งถูกทำให้มีรูปร่าง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……...............leaves which are shaped like large…….........……..

 

5. Porcupines _________________________________ a dense layer of wool next to their skin.

(เม่น _______________________________ ชั้นที่หนาทึบของขนที่อยู่ถัดจากผิวหนังของมัน

(a) grow    (ปล่อยให้งอก, ปล่อยให้เจริญ, ทำให้งอกขึ้น, เจริญ, เจริญงอกงาม)

(b) growing

(c) which grow

(d) were being grown

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  หมายถึง  เม่นปล่อยให้ชั้นที่หนาทึบของขนที่อยู่ถัดจากผิวหนังของมัน  งอกขึ้นมา

 

6. _____________________ sea turtles find their way back to nesting areas is still a mystery.

(_____________________ เต่าทะเลหาทางกลับไปยังพื้นที่ซึ่งมันทำรัง  ยังคงเป็นเรื่องลี้ลับ)

(a) Although   (ถึงแม้ว่า)

(b) Since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

(c) While    (ในขณะที่)

(d) How    (วิธีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความ  “How sea turtles find their way back to nesting areas”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • When she arrived here last night is not certain.

(เวลาที่เธอมาถึงที่นี่เมื่อคืนนี้  ไม่แน่นอน)  (ไม่มีใครรู้แน่นอนว่ามาถึงเมื่อใด)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

  • The fact that he loves her is very true.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขารักเธอ  เป็นความจริงอย่างยิ่ง)

(= That he loves her is very true.)

(ที่ว่าเขารักเธอ  เป็นความจริงอย่างยิ่ง)

                                                  นอกจากนั้น  “Noun clause”  ยังมีหน้าที่อีก    ประการ  คือ

                                     . เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                     ๒. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                      ๓. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                      ๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                     ๕. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

7. I would advise you _____________ your jewelry locked in your room until the party is over.

(ผมอยากจะแนะนำให้คุณ _____________ เครื่องเพชรของคุณ (โดยถูก) ใส่กุญแจไว้ในห้องของคุณ  จนกระทั่งงานเลี้ยงเลิก)

(a) will keep

(b) keeping

(c) to have kept

(d) to keep    (เก็บ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Advise + Someone + To do + Something”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Advise”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Last night, in a radio address, the President urged us ___________ to the Red Cross.

(เมื่อคืนที่ผ่านมา  ในคำกล่าวทางวิทยุ  ท่านประธานาธิบดีกระตุ้นให้พวกเรา _____ ให้กับกาชาด)

(a) subscribe

(b) subscribing

(c) that we subscribe

(d) to subscribe    (บริจาค, ช่วยเหลือ, บอกรับเป็นสมาชิก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Urge + กรรม + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • I told my daughter _____________________ good care of herself while she was away.

(ผมบอกลูกสาวของผม (ให้) ____________ ตนเองเป็นอย่างดี  ในขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

(a) taking

(b) to take    (“Take care”  =  ดูแล)

(c) she will take

(d) that she take

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Subject + Tell + กรรม + To + Verb 1”  (I told my daughter to take……………)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Tell”   ในประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The teacher permitted him _____________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา __________________________ ด้วยตัวของเขาเอง)  (คือ  คิดตามลำพัง)

(a) to thinking

(b) to think    (คิด)

(c) think

(d) thinking

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them ______________ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา __________ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                           ตัวอย่างที่ 

  • I want you _________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ____________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand”  =  ไปทำธุระ

                                               ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone _____________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                             ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men _________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ______________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • he taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

                                              ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่  “Not”  ไว้หน้า  “To + Verb 1”  (Not + To + Verb 1)  เช่น

  • She asked me not to arrive late.

(เธอขอร้องผมมิให้มาสาย)

  • He told her not to go out at night.

(เขาบอกเธอมิให้ออกไปข้างนอกเวลากลางคืน)

  • We forced him not to resign from his work.

(เราบังคับเขามิให้ลาออกจากงาน)

  • She expects him not to fail again.

(เธอคาดหวังเขาว่าจะไม่ล้มเหลวอีกหน)

 

8. The train never arrives at its destination ____________.  It always arrives ____________.

(รถไฟไม่เคยมาถึงจุดหมายปลายทาง _________ (และ) มันมักมาถึง __________ อยู่เสมอ)

(a) punctual _______ lately

(b) punctual _______ late

(c) punctually _______ late    (ตรงเวลา ......................... สาย)

(d) punctually _______ lately

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตอบ  “Punctually”  เนื่องจากขยายกริยา  “Arrives”  และตอบ  “Late”  เนื่องจากเป็นกริยาวิเศษณ์บอกอาการ-ท่าทาง  (Adverb of manner)  โดยขยาย  “Arrives”  (คำหลัง)  เช่นเดียวกัน  ทั้งนี้  “Late”  เป็นทั้งคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  และคุณศัพท์  (Adjective)  ในคำเดียวกัน  โดยเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “สาย, ช้า”  และเมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ดึก, สาย, ปลาย, ซึ่งล่วงลับไปแล้ว”  ส่วน   “Lately”  เป็นกริยาวิเศษณ์แสดงความถี่  (Adverb of frequency)  หมายถึง  “เมื่อเร็วๆ นี้, เมื่อไม่นานมานี้”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • It is a very popular late-night show program in the United States.

(มันเป็นรายการโชว์รอบดึก  ซึ่งเป็นที่นิยมมากในสหรัฐฯ)

  • She left in the late afternoon.

(เธอจากไปในตอนบ่ายแก่ๆ)

  • Very late at night, I got a phone call.

(ตอนกลางคืนดึกมากแล้ว  ผมได้รับโทรศัพท์)

  • Jennifer arrived in late September.

(เจนนิเฟอร์มาถึงตอนปลายเดือนกันยายน)

  • He arrives late as usual.

(เขามาถึงสายตามเคย)

  • I realized my mistake too late.

(ผมตระหนักรู้ความผิดของผมเมื่อสายเกินไป)

  • Your train was late.

(รถไฟของคุณมาถึงช้า)

  • I apologized for my late arrival.

(ผมขอโทษสำหรับการมาถึงล่าช้าของผม)

  • She was ten minutes late for her appointment.

(เธอมาสาย  ๑๐  นาทีสำหรับการนัดหมาย)

  • Ronald Regan is a late U.S. president who was greatly admired by most Americans.

(โรนัลด์ เรแกน  เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้ล่วงลับไปแล้ว  ผู้ซึ่งได้รับความชื่นชมอย่างมากจากคนอเมริกันส่วนใหญ่)

  • Lately, we haven’t seen our parents because we’re very busy.

(หมู่นี้  เราไม่ได้พบพ่อแม่  เพราะว่าเรามีธุระยุ่งมาก)

  • Jim has seemed worried lately.

(จิมดูเหมือนว่าวิตกกังวลหมู่นี้)

  • I have lately received a number of letters about this.

(เมื่อเร็วๆ นี้  ผมได้รับจดหมายมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้)

 

9. She told me how to make clothes _______________________________________ longer.

(เธอบอกผมวิธีการทำให้เสื้อผ้า _______________________________________ นานขึ้น)

(a) become

(b) stand

(c) stay

(d) last    (ทนทาน, อยู่ไปได้นาน)  (ในที่นี้เป็นคำกริยา)

 

10. ____________________________ all the boys in the class Jimmy is the most industrious.

(______________________________ เด็กผู้ชายทั้งหมดในชั้นเรียน  จิมมี่ขยันมากที่สุด)

(a) Among

(b) Of    (ในบรรดา)

(c) For

(d) Except

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                             สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา  ๒๐  เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ  ๑๖  ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ  ๕  ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

11. Did he do this by himself or ________________________________ someone help him?

(เขาทำสิ่งนี้ด้วยตนเอง  หรือ ________________________________ มีคนช่วยเหลือเขา)

(a) will

(b) does

(c) did

(d) should

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เพื่อให้สอดคล้องกับ   “Did”   ตัวหน้า  เนื่องจากเป็นการถามเหตุการณ์ในอดีตทั้ง    เรื่อง  (เขาทำเอง  หรือมีคนช่วยเขาทำ)

 

12. He could not make anybody ______________________________ that he was innocent.

(เขาไม่สามารถทำให้ใครๆ _________________________________ ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์)

(a) believe    (เชื่อ)

(b) believes

(c) believed

(d) to believe

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Make”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • I felt the house ___________________________________________________.

(ผมรู้สึกว่าบ้าน _______________________________________________________)

(a) to move

(b) moving    (ไหว, สะเทือน)

(c) be moving

(d) to be moved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Move”  ก็ได้  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ยกเว้นบางตัว  เช่น “Feel, Watch, See, Hear”  อาจตามด้วย  “Present participle”  (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Every morning he could hear the birds ____________________________________.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนก ____________________________________________)

(a) song

(b) sing    (ร้องเพลง)

(c) sang

(d) sung

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Hear + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • It makes you ___________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ ____________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests ________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ ___________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins _____________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ __________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us ______________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา _________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her ___________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ _________________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจาก “Make + กรรม + Verb 1

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone ________________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน__________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ  เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel, Watch”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ยกเว้นกริยา  “See, Hear, Feel, Watch”  ที่อาจตามด้วย  “Present participle” (Verb + ing)  ก็ได้  โดยความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

13. I shall probably go out and ________________________________________________.

(ผมอาจจะออกไปข้างนอก  และ  ____________________________________________)

(a) make some shopping

(b) make a shopping

(c) do some shopping    (ซื้อของ, จ่ายตลาด, ไปช้อปปิ้ง) 

(d) do a shopping

 

14. No one was sure______________________________ Ron would come to the party or not.

(ไม่มีใครแน่ใจว่า  รอนจะมางานเลี้ยง _________________________________________)

(a) why

(b) when

(c) whether    (หรือไม่)

(d) what time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “If”  (หรือไม่)  ก็ได้

 

15. The kilometer is ________________________________________________ as the mile.

(ความยาว    กิโลเมตร __________________________________ กับความยาว    ไมล์)

(a) as shorter

(b) the lesser length

(c) not as long    (ไม่ยาวเท่ากัน)

(d) much shorter

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “Much shorter than the mile” (สั้นกว่าความยาว    ไมล์มาก)  ก็ได้

 

16. Going at full speed, _____________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, ____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came ___________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ___________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ______________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                                ตัวอย่างที่  

  • _______________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(__________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                            ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                             สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                  สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่     (Past Participle)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(__________________________________________________ โดยเสือ  เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen     (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He) เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                              ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)   หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่     (แสดง  “Passive voice)

 

17. There entered a __________________________________________________ little man!

(ไอ้เจ้าคนตัวเล็ก ___________________________________________ เข้าไปที่นั่นแล้ว !)

(a) strangely-looking

(b) strange-looking    (มีลักษณะแปลกประหลาด,  มีท่าทางแปลกๆ)

(c) strangely-looked

(d) strange-looked

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • Most of the London policemen are tall and _____________________________ men.

(ตำรวจลอนดอนส่วนใหญ่  เป็นชายร่างสูงและ _________________________________

(a) well-looked

(b) well-looking

(c) good-looked

(d) good-looking    (หล่อ, มีหน้าตาดี, สวยงาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจาก   “The men look good.”  (ชายเหล่านั้นมีหน้าตา  หรือท่าทางดี)   โดย   “Good”  เป็นคำคุณศัพท์   ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนามจึงต้องเอารูปเดิม  (Good)  มาใช้   และมีขีดคั่น (-)  ตรงกลาง  เช่น   “Good-looking people  (คนหน้าตาดี หรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข), Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว), etc.

                                                ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase)  ขยายนาม  ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report” (รายงานซึ่งเขียนประณีต)  มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)    มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician”  (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)    มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),  “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก   “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า),  เป็นต้น

 

18. Everything is ________________________________________________ between them.

(ทุกสิ่งทุกอย่าง ___________________________________________ ระหว่างพวกเขา)

(a) in the end    (ในตอนจบ, ในบั้นปลาย)

(b) at the end

(c) in an end

(d) at an end    (มาถึงจุดสิ้นสุด,  จบสิ้นกัน)  (หมายถึง พวกเขาเลิกคบกัน หรือตัดความสัมพันธ์กัน)

 

19. This house is __________________________________________________________.

(บ้านหลังนี้ (สำหรับ) __________________________________________________)

(a) letting

(b) to be let

(c) to let    (ให้เช่า)

(d) being let

 

20. We had an _____________________________ journey from Florida to New York by train.

(เราเดินทาง ________________________________ จากฟลอริด้าไปนิวยอร์คโดยรถไฟ)

(a) overnight    (ในเวลากลางคืน, ตลอดคืน, หนึ่งคืน, เมื่อคืนนี้, ในเวลาอันสั้น)

(b) over-night

(c) all night

(d) all the night

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Overnight”  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  (Journey)  ความหมายดังในวงเล็บ  แต่ถ้าเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  หมายถึง  “ค้างคืน, ตลอดคืน, เมื่อคืน, ในคืนก่อน, กลางคืน, รวดเร็ว, ทันทีทันใด)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 363)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Early surveyors, __________ mostly in uninhabited areas, encountered many hardships and risks in the performance of their work.

(นักสำรวจยุคแรกๆ (ในสมัยก่อน), __________________ ส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่, เผชิญกับความยากลำบากและภัยอันตรายจำนวนมาก  ในการปฏิบัติงานของพวกตน)

(a) operated

(b) were operated

(c) operating    (ทำงาน)

(d) and operate

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….surveyors, who operated mostly in uninhabited areas, ………”

 

2. Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ ______________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ___________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) (๑) เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ______________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ____________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน,  งอกราก,  และ ___________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………...that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ______________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ _____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                        ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and _________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ _________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening…….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

3. ______________ its historical interest and its mild climate, St. Augustine is one of the most frequently visited resorts in the world.

(___________________ เรื่องที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์  และภูมิอากาศที่ไม่รุนแรง (ไม่หนาวหรือร้อนเกินไป), เมืองเซนต์ ออกัสติน (เมืองชายทะเลทางตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฟลอริดา) เป็นหนึ่งในบรรดาสถานที่ที่ได้รับการไปเยือนบ่อยที่สุดในโลก) (คือ เป็น เมืองตากอากาศชายทะเลที่มีผู้ไปเที่ยวมากที่สุดเมืองหนึ่งของโลก)

 

(a) Although    (ถึงแม้ว่า)

(b) Both    (ทั้งคู่)

(c) Not only   (ไม่เพียงแต่)

(d) Because of    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

 

4. Lichens (ไล้-เคิ่น) _______________________________________ roots, stems, or leaves.

(พืชผสมระหว่างเชื้อรากับสาหร่ายทะเล _________________________ ราก, ลำต้น, หรือใบ)

(a) do not

(b) without

(c) lacking

(d) have no    (ไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “Do not have”  (ไม่มี)  หรือ  “Are without” (ไม่มี, ปราศจาก)  หรือ  “Lack”  (กริยา)  (ไม่มี, ขาด, ปราศจาก)  ก็ได้

 

5. ______________________________________ had its beginnings in Nevada after 1859.

(___________________________________ มีกำเนิด ในรัฐเนวาดา  ภายหลังปี  ๑๘๕๙)

(a) Since large-scale silver mining

(b) Large-scale silver mining    (การทำเหมืองเงินขนาดใหญ่)

(c) It was large-scale silver mining

(d) That large-scale silver mining

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Had”  เป็นกริยา  และมี  “Its beginnings”  เป็นกรรม  มี  “In Nevada” เป็นกริยาวิเศษณ์บอกสถานที่  (Adverb of place)   และมี  “After 1859”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกเวลา  (Adverb of time)

 

6. I’m sure he ______________ by the time we arrive home because he normally goes to bed around this time.

(ผมมั่นใจว่าเขา _________________ เมื่อตอนเรามาถึงบ้าน  เพราะว่าเขาโดยปกติแล้วมักเข้านอนประมาณเวลานี้)

(a) sleeps    (นอนหลับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) would sleep

(c) will sleep    (จะนอนหลับ)  (เป็นอนาคต)

(d) will be sleeping    (จะกำลังนอนหลับ)  (เป็นอนาคต)

ตอบ   -   ข้อ    ใช้รูป  “Present future continuous tense” {Subject + Will (Shall) + Be + Verb + ing}  เนื่องจากเป็นการคาดการณ์ว่า  เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  (เมื่อตอนเรามาถึงบ้าน)  จะมีเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่  (เขาจะกำลังนอนหลับ)  เช่น

  • I will be watching TV at ten o’clock tomorrow.

(ผมจะกำลังดูทีวีอยู่ตอน ๑๐ โมงวันพรุ่งนี้)

  • She will be taking her exam by this time tomorrow.

(เธอจะกำลังสอบอยู่  ราวเวลานี้ของวันพรุ่งนี้)

  • They will be staying in London next month.

(พวกเขาจะกำลังพักอยู่ในลอนดอนเดือนหน้า)

  •   We shall be discussing our problem when you come to our office next week.

(เราจะกำลังปรึกษาหารือปัญหากันอยู่  เมื่อคุณมาที่สำนักงานของเราสัปดาห์หน้า)

 

7. She is so excited because she has never seen such a _________________ incident before.

(เธอตื่นเต้นมาก เพราะว่าเธอไม่เคยเห็นเหตุการณ์ที่ ____________________ เช่นนั้นมาก่อน)

(a) terrify

(b) terrified    (รู้สึกกลัว, รู้สึกสยองขวัญ)

(c) terrifying    (น่ากลัว, น่าสยองขวัญ)

(d) to be terrifying 

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม__________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)    ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม ______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) to interest     (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                            ตัวอย่างที่  

  • He is _______________________________________________________ a house.

(เขา __________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting      (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                           ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ___________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting      (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊ก ตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ)

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                             คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”   ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please – ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass – ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle – ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate – ทำให้โกรธ

astonish – ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate – ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify – ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                    กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

                                     1. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.   (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.   (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                     2. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้  ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.   (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.   (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ”  เหมือนกับประโยค  He is walking. (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

                                     3. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “.....................ถูกทำให้รู้สึก....................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ.......................”  แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า  “...................มีความรู้สึก....................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....................”  เช่น

  • We are interested in German.    (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

8. _____________________________ rather heavy, we decided to take another road to work.

(________________ ค่อนข้างหนาแน่นมาก, เราจึงตัดสินใจที่จะใช้ถนนอีกสายหนึ่งไปทำงาน)

(a) Although the traffic was    (ถึงแม้ว่าการจราจร)

(b) As if the traffic was    (ประหนึ่งว่าการจราจร)

(c) In order that the traffic was    (เพื่อที่ว่าการจราจร)

(d) Seeing that the traffic was    (เห็นว่าการจราจร)

ตอบ   -   ข้อ    ตามโครงสร้าง  “Verb + ing + วลี หรือประโยค, Subject  + Verb”  เช่น  “Seeing the teacher, the students stopped talking  (เมื่อเห็นครู  นักเรียนหยุดคุยกัน)  หรือ  “Knowing (that) she had passed the exam, I congratulated her.  (เมื่อรู้ว่าเธอสอบผ่าน  ผมแสดงความยินดีกับเธอ)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Returning to my apartment, ____________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม ____________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)  ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไปดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • ____________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

( _________________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ  “Being”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came ____________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, _____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                         ตัวอย่างที่  

  • _______________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(___________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                              ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)    ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                               สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                   สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________________ by the tiger, he ran away.

(__________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                                        ตัวอย่างที่  

  • _________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_______________ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้  “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง  “Passive voice)

 

9. You can write your answers ____________________________________ in ink or in pencil.

(คุณสามารถเขียนคำตอบของคุณ ______________ ด้วยหมึก  ก็ด้วยดินสอ)  (คือ  ให้เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(a) either    (ไม่)

(b) neither

(c) both

(d) not only

ตอบ   -   ข้อ    (a)  เป็นการใช้คำคู่   “Either……............or…….............….

 

10. Three ___________________________________________________ seven leaves four.

(สาม ____________________________________________________ เจ็ด  เหลือสี่)

(a) and

(b) minus    (ลบ)

(c) from    (หักออกจาก,  เอาออกจาก)

(d) after

 

11. He is too sensible to believe a story _____________________________________ that.

(เขาฉลาดเกินไปที่จะเชื่อเรื่อง _________________________________________ นั้น)

(a) as    (ตามที่, ในฐานะ)

(b) like    (เช่น, แบบ, เหมือน, คล้าย)  (ในที่นี้เป็น  “Preposition”)

(c) alike

(d) such

 

12. ____________________________________________________ fifty is one hundred.

(ห้าสิบ ____________________________________________________ เป็นหนึ่งร้อย)

(a) Two

(b) Double

(c) Twice    (สองครั้ง, สองหน)

(d) Both

 

13. Have you finished ___________________________________________ your new novel?

(คุณ ________________________________ นิยายเล่มใหม่ของคุณ  เสร็จแล้วหรือยัง)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (เขียน)

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Finish” + Verb + ing  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I don’t mind __________________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                             ตัวอย่างที่  

  • He keeps ______________________________________ the most outrageous things.

(เขา ________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.....................ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                           ตัวอย่างที่  

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _______ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                         ตัวอย่างที่  

  • I can’t help ______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _______________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)  “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)   ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                                นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

14. If I had the money, I would pay ________________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ___________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you _______________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) ___________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (=  คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย  Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                             ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ___________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _______________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                          ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly _____________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง __________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “Do”   สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                             ตัวอย่างที่  

  • Did you hear _________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                           ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us __________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด __________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                          ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not _________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                               ตัวอย่างที่  

  • Tell me _____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                            ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                             ๒. เป็นกรรมของ  Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                             ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                            ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                            ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                             ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่  “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประ ธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”หรือ   “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย “which (that)”ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

15. The man _____________________________________ beside your teacher is my uncle.

(ผู้ชายที่ ____________________________________ ข้างๆครูของคุณ  เป็นลุงของผม)

(a) stands

(b) standing    (ยืน, กำลังยืน)

(c) is standing

(d) to stand

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ลดรูปมาจากประโยคย่อย   (Adjective clause)  “who stands”  หรือ  “who is standing”  ซึ่ง  “standing”  ในที่นี้  เรียกว่า  “Present participle”  ทำหน้าที่ขยายคำนาม  คือ  “Man”   เพื่อบอกให้รู้ว่า  คำนามนั้น  (ผู้ชาย)  เป็นผู้ทำกริยา  “ยืน”  คือ  แสดงการ  “เป็นผู้กระทำ”  (Active voice)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • The pen _____________________________________ to Tim has just been stolen.

(ปากกา ___________________________________________ ทิม  เพิ่งจะถูกขโมยไป)

(a) belongs

(b) belonged

(c) belonging    (ซึ่งเป็นของ)

(d) belong

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย  “Adjective clause”  (which belongs to Tim)  สำหรับประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ “The pen has just been  stolen.

                                          ตัวอย่างที่  

  • The students _____________________________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง __________________________ ภาษาสเปน  อาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c)study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “………….students who study……...…”   หรือ   “……..........students who are studying..................”  สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้  เช่น

  • The people working (= people who work) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living (= man who lives) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing (= children who play) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)      

     

16. If there is a problem of youth, I think it is elderly people who create it, ______________.

(ถ้ามีปัญหาของเด็กวัยรุ่น  ผมคิดว่ามันคือผู้สูงอายุนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา, ____________)

(a) not the young himself

(b) not the youngs themselves     (“Young” ไม่มีการเติม  “S”)

(c) not the youngs himself

(d) not the young themselves    (มิใช่ตัวของเด็กวัยรุ่นเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (Young)  ทำให้กลายเป็นคำนามหมายถึง   “เด็กวัยรุ่น”   ซึ่งถือเป็นพหูพจน์  (โดยไม่ต้องเติม “S”)  จึงต้องใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)  คือ  คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  ว่า  “Themselves” (สำหรับ  “The young”)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   แล้วกลายเป็นคำนาม   พหูพจน์จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • The brave ___________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ ____________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ  (b)   “The brave”  =  (ผู้กล้าหาญ)  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  กริยาจึงเป็น  “Are

                                          ตัวอย่างที่  

  • In the cities ______________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ _______________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “The poor”   มายถึง   “คนจน”   ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา  “Live

                                          ตัวอย่างที่          (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –     ข้อ      แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)   และนำหน้าอนุประโยค   (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับ  ข้อ   (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย”   และ  “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have”   (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)   เช่น  “the poor”  (คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the blind”   (คนตาบอด)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)  “the deaf”  (คนหูหนวก)   “the dumb”  (คนเป็นใบ้)   นอกจากนั้น   Verb + ing (Present participle)   และ กริยาช่องที่     (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย   “The”  เช่น  “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”(คนเจ็บ)   “The injured”(คนเจ็บ)  “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา   “are, were, have”  เช่นกัน   ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

17. The spectacles were _______________________________________________ broken.

(แว่นตาถูกทำแตก (หัก) _________________________________________________)

(a) accident

(b) by accident

(c) accidental

(d) accidentally    (โดยอุบัติเหตุ, โดยบังเอิญ, โดยมิได้ตั้งใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากขยายกริยา  “Were broken”  (Passive voice)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

18. Many ______________________ items are turned in to the railroad officials every week.

(สิ่งของ _________________ จำนวนมาก  ถูกนำมามอบ (คืน) ให้กับพนักงานรถไฟ  ทุกสัปดาห์)  (เพื่อนำไปคืนเจ้าของ)

(a) lose    (ทำหาย, พ่ายแพ้)  (เป็นคำกริยา)

(b) loss    (การสูญหาย, การสูญเสีย, ความพ่ายแพ้, การขาดทุน)  (เป็นคำนาม)

(c) lost    (ที่สูญหาย, ที่ถูกทำหาย)  (เป็นกริยาช่องที่  ๒  และ  ๓  ของ “Lose”)

(d) losing

ตอบ   -    ข้อ   (c)   ใช้กริยาช่องที่  ๓  เนื่องจากสิ่งของซึ่ง  “ถูกทำหาย”  (สูญหาย)

 

19. The best way to get from Tokyo to Yokohama quickly is by _______________________.

(วิธีที่ดีที่สุดที่จะเดินทางจากโตเกียวไปโยโกฮาม่าอย่างรวดเร็ว  คือ  โดยทาง ____________)

(a) train     (รถไฟ)

(b) a train

(c) trains

(d) some trains

 

20. She saw _________________ unusual in that room, but she did not tell anybody about it.

(เธอเห็น ______________________ ผิดปกติในห้องนั้น  แต่เธอไม่บอกผู้ใดเกี่ยวกับมัน)    

(a) a thing

(b) something    (บางสิ่ง, บางอย่าง)

(c) the thing

(d) anything

 

21. Billy looked everywhere _______________________________________ his lost book.

(บิลลี่มองหา-ค้นหา  ทุกๆที่ ___________________________ หนังสือ ที่หายไปของเขา)

(a) at

(b) to

(c) towards

(d) for    (สำหรับ)  (“Look for”  =  ค้นหา, มองหา  -  โดยเฉพาะของที่หายไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                             สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job.  =  เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม),  “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ),  “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                            ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                             สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 362)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Geysers are found near rivers and lakes, where water drains through the soil ____________.

(น้ำพุร้อนถูกพบใกล้กับแม่น้ำและทะเลสาบ, ที่ซึ่งน้ำค่อยๆ ไหลออกผ่านดิน ______________)

(a) the deep surface below

(b) surface below the deep

(c) deep below the surface    (ซึ่งอยู่ลึกใต้ผิวหน้า (ดิน) ลงไป)

(d) the deep below surface

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………….the soil which is deep below the surface

 

2. Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ___________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) (๑) เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ _____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of _________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ____________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน,  งอกราก,  และ ___________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………...that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                           ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and _________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ __________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening…….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

3. The most elaborate of all bird nests _____________, domed communal structure built by social weaverbirds.

(ที่ประณีต (ซับซ้อน) ที่สุดของรังนกทั้งหมด _____________ โครงสร้างแบบอยู่รวมกันเป็นหมู่ ซึ่ง ___________ และมียอดกลม  ซึ่งถูกสร้างโดยนกวีเวอร์เบิร์ด (นกที่สร้างรังได้สวยงามมาก) ที่ชอบเข้าสังคม  -  หรืออยู่รวมกันเป็นฝูง)

(a) larger

(b) largely is

(c) the large

(d) is the large    (คือ ............(โครงสร้างแบบอยู่รวมกันเป็นหมู่ ซึ่ง).............. มีขนาดใหญ่)

 

4. ______________________ Nat Turner who led a revolt against slavery in Virginia in 1831.

(_________ แนท เทอร์เนอร์  ผู้ซึ่งนำการกบฏเพื่อต่อต้านการมีทาสในรัฐเวอร์จิเนีย ในปี  ๑๘๓๑)

(a) He was

(b) It was    (มันคือ)

(c) That it was

(d) When it was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • _____________ created the donkey and elephant that symbolize the Democratic and Republican parties.

(___________ ประดิษฐ์ (รูป) ลาและช้าง  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเดโมแครต และรีพับลิกัน)

(a) Although Thomas Nast

(b) That Thomas Nast

(c) Thomas Nast, who

(d) It was Thomas Nast who    (มันคือโทมัส นาส์ท  ผู้ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคข้างล่าง  

  • It + Is (Was) + Subject + Who (That) + Verb

(มันคือประธานฯ ผู้ซึ่งทำกริยานั้นๆ)

  • It is I who am the leader, not you.

(มันคือผม  ผู้ซึ่งเป็นผู้นำ  มิใช่คุณ)

  • It was she who helped me out of this difficulty.

(มันคือเธอ  ผู้ซึ่งช่วยผมให้พ้นจากความยากลำบาก)

  • It was the manager who dismissed John from the company.

(มันคือผู้จัดการ  ผู้ซึ่งไล่จอห์นออกจากบริษัท)

  • It was the dog that (which) killed the cat.

(มันคือสุนัขซึ่งฆ่าแมว)

  • It is his parents who got him a job.

(มันคือพ่อแม่ของเขา  ผู้ซึ่งหางานให้เขาทำ)

  • It is Tom and Tim who will travel abroad next month.

(มันคือทอมและทิม  ผู้ซึ่งจะเดินทางไปต่างประเทศเดือนหน้า)

หมายเหตุ***    “It”  ในทุกประโยคข้างบนมิได้มีความหมายแต่อย่างใด  หรือแทนสิ่งใด  แต่ถูกสมมติขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  เหมือนกับประโยคข้างล่าง

  • It is very cold today

(อากาศหนาวมากวันนี้)

  • It was hot last summer.

(อากาศร้อนเมื่อหน้าร้อนที่แล้ว)

  • It is in winter that some animals hibernate.

(ในหน้าหนาว  สัตว์บางชนิดจำศีล)

  • It is nice to see you again.

(ดีจริงที่ได้พบคุณอีกครั้ง)

 

5. _____________ ended traffic on the Mississippi River, Mark Twain left his job as a river pilot and moved west to Carson City.

(_______________ ทำให้การสัญจรบนแม่น้ำมิสซิสซิปี้สิ้นสุดลง, มาร์ค ทเวน  ทิ้งงานของเขาในฐานะผู้นำทางการเดินเรือในแม่น้ำ  และอพยพไปทางตะวันตก  สู่เมืองคาร์สัน)

(a) During the Civil War    (ในระหว่างสงครามกลางเมือง)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) Because the Civil War was

(c) That the Civil War was

(d) When the Civil War    (เมื่อสงครามกลางเมือง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “Because the Civil War ended”  (เพราะว่าสงครามกลางเมืองทำให้ .........(การสัญจรฯ)......... สิ้นสุดลงเนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Active voice”  เพราะ  “The Civil War”  เป็นผู้ทำกริยา  “Ended

 

6. Her father has ________________________________________________ for five years.

(พ่อของเธอ _____________________________________________ มาเป็นเวลา  ๕  ปี)

(a) died

(b) been dying

(c) been dead    (ตายแล้ว, เสียชีวิตแล้ว)

(d) been died    (ไม่ใช้รูปนี้เพราะเป็น “Passive voice”)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากหมายถึง  “ตายมา  ๕  ปีแล้ว”  ส่วนใน ข้อ   (a) “Has died”  (Present perfect tense)  และ ข้อ  (b)  “Has been dying”  (Present perfect continuous tense)  แม้จะดูว่าถูกหลักไวยากรณ์  แต่ถือว่าผิดหลักความเป็น จริง  เพราะทั้ง  ๒  ข้อ  หมายถึง  “พ่อฯ ทำกริยาตายมาเป็นเวลา  ๕  ปี”  คือ  เริ่มตายเมื่อ  ๕  ปีที่แล้ว  และปัจจุบันก็ยังตายอยู่  แต่เหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องยาวนานแบบนี้  ไม่สามารถใช้กับกริยาบางตัวได้  เช่น  “Die”  หรือ  “Buy”  เพราะไม่เหมือนกับกริยาตัว อื่นๆ  โดยดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • She has worked here for ten years.

(= She has been working here for ten years.)

(เธอได้ทำงานที่นี่มาเป็นเวลา  ๑๐  ปีแล้ว)  (คือ  เริ่มทำเมื่อ  ๑๐  ปีที่แล้ว  และปัจจุบันก็ ยังทำอยู่)

  • He has lived in London since 1980.

(= He has been living in London since 1980.)

(เขาได้อาศัยอยู่ในลอนดอนตั้งแต่ปี  ๑๙๘๐)  (คือ  เริ่มอยู่ฯ ตั้งแต่ปี  ๑๙๘๐ และ ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                                              จะเห็นว่าเราสามารถใช้กริยา  “Work, Live, etc.”  ในรูป  “Present perfect tense”  และ  “Present perfect continuous tense”  ได้  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  (ทำงาน, อาศัยอยู่, ฯลฯ)  ว่าเริ่มทำตั้งแต่ในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนั้น)  แต่สำหรับกริยาบางตัว  เช่น  “Die”  หรือ  “Buy”   ไม่สามารถใช้กับ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ได้  นิยมเลี่ยงไปใช้   “Tense”  อื่น  หรือ  ถ้าต้องการใช้  ความหมายก็จะเป็นแบบอื่น  ที่มิได้แสดงความต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  เช่น   เราไม่พูดว่า  “He has died for 5 years.” แต่เรานิยมพูดว่า  “He has been dead for 5 years.” หรือไม่ก็  “He died 5 years ago.”  (เขาตายเมื่อ    ปีที่แล้ว)

                                              ในทำนองเดียวกัน  เราไม่พูดว่า  “I have bought this car for 10 years.”  (ผมได้ซื้อรถคันนี้มาเป็นเวลา ๑๐ ปีแล้ว(หมายถึง  เริ่มซื้อรถฯ เมื่อ  ๑๐  ปีที่แล้ว ปัจจุบันก็ยังซื้ออยู่  -  ซึ่งผู้พูดไม่ต้องการสื่อความหมายแบบนี้)  แต่นิยมพูดว่า   “I have owned this car for 10 years.”  (ผมได้เป็นเจ้าของรถคันนี้เป็นเวลา  ๑๐  ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังเป็นเจ้าของอยู่หรือ  “I bought this car 10 years ago.” (ผมซื้อรถคันนี้เมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว)  สำหรับการใช้กริยา  “Buy”  ใน  “Present perfect tense”   ความหมายจะเป็นอย่างอื่น  เช่น 

  • I have bought a gift for her birthday.

(ผมได้ซื้อของขวัญสำหรับวันเกิดของเธอ)  (คือ  ได้ซื้อไปเรียบร้อยแล้ว)  (ผู้พูดมิได้ต้องการหมายความว่า  “ซื้อของขวัญตั้งแต่วันนั้น.........เวลานั้น  ปัจจุบันก็ยังซื้ออยู่”  เหมือนกับในกรณีของการใช้กริยาตัวอื่นๆ  เช่น  “Work”  หรือ  “Live”  เป็นต้น  จึงต้องเข้าใจการใช้  “Tense”  บาง “Tense” ของกริยาบางตัวด้วย  มิใช่ใช้ได้เหมือนกันทุกคำ  เพื่อจะสื่อความหมายแบบเดียวกัน)

 

7. Up to the present time most students ___________________ writing their term report yet.

(จนถึงปัจจุบัน  นักเรียนส่วนใหญ่ ___________________ การเขียนรายงานประจำภาคเลย)

(a) did not finish

(b) do not finish

(c) had not finished

(d) have not finished    (ยังมิได้เสร็จสิ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Have not finished”  (Present perfect tense)  กับวลี  “Up to the present time”  (จนถึงปัจจุบัน  )  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • It ____________________________________________ every day so far this week.

(ฝน __________________________________ ทุกวันเท่าที่ผ่านมา (หมู่นี้) ในสัปดาห์นี้)

(a) has rained    (ได้ตก)

(b) rained

(c) is raining

(d) rains

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับ  “So far

                                            ตัวอย่างที่ 

  • I __________________________________________ a policeman for fifteen years.

(ผม _________________________________________ ตำรวจมาเป็นเวลา  ๑๕  ปีแล้ว)

(a) have became

(b) became

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) am

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Noun  หรือ  Adjective}   เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินมาถึงปัจจุบัน  (คือการเป็นตำรวจนาน  ๑๕  ปี)   สำหรับข้อนี้  จะตอบ ข้อ   (a) ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Have become”  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________ a lot of changes since you left.

(________________________________ ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)  (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)  (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is(มี)    (ปัจจุบัน)

(f) There was(มี)    (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  หรือ “There has been, There have been” (กรณีนี้  ใช้   “There have been” เพราะ  “Changes” เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์ (มีความเปลี่ยนแปลง) เกิดขึ้นต่อเนื่อง  เริ่มจากในอดีต  (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)

                                            ตัวอย่างที่  

  • As a mass production method, it _____________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) ______________ ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง   ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (dเนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง    ถึง    ปีที่ผ่านมา)   แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า)   ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                             ตัวอย่างที่  

  • ______________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(________________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +has (have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been” เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก   “For” = (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =(ตั้งแต่),  (Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”     (= Up to the present time = Up until now) =  (จนถึงบัดนี้),  “So far”=     ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently) =   (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  Since the sun set  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  Since they were in college  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  Since we were young  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  Since she was born  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week.

(= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best.

(= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

8. The landlord told the tenants that the beautiful furniture on the second floor of the residence _____________ from Italy.

(เจ้าของบ้านบอกผู้เช่าว่า  เฟอร์นิเจอร์ที่สวยงามบนชั้น  ๒  ของที่พัก ________ มาจากอิตาลี)

(a) were sent

(b) have been sent

(c) was sent    (ถูกส่ง)

(d) had sent    (ได้ส่ง)  (ผิดเพราะเป็น “Active voice”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาในรูปอดีต  (สังเกตจากกริยาในประโยคใหญ่  คือ  "Told")  ในแบบ  “Passive voice”  (ถูกส่ง) ของอนุประโยค  (…….....the beautiful furniture on the second floor of the residence was sent from Italyโดยมีประธานของอนุประโยคที่เป็นคำนามเอกพจน์  (นามนับไม่ได้)  คือ  “The beautiful furniture

 

9. Examinations make me ____________________.  I always get _____________________.

(การสอบทำให้ผม ___________________ ผม __________________ (กับมัน) อยู่เสมอ)

(a) angry _____________ being nervous

(b) angry _____________ nervously

(c) angrily _____________ nervous

(d) angry _____________ nervous    (โกรธ ................... วิตกกังวล)

 

10. Our car is going to ________________________________________________, I think.

(รถของเรากำลังจะ ______________________________________________ ผมคิดนะ)

(a) break down    (เสีย, ไม่ทำงาน, ชำรุด)

(b) break out    {เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด, การต่อสู้, การโต้เถียง)}

(c) break away    {หลบหนีโดยฝ่าออกไป (เช่น แหกคุก)}

(d) break off    {หยุด (พูด หรือทำ) อย่างกะทันหัน, ตัดความสัมพันธ์, เลิกคบ}

 

11. I don’t know _________________________________________________ he is a rogue.

(ผมไม่ทราบว่าเขาเป็นอันธพาล ___________________________________________)

(a) that

(b) whether    (หรือไม่)

(c) where

(d) unless

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ทั้งนี้  อาจตอบ   “If” (หรือไม่)   ก็ได้

 

12. _________________________ interested in the subject is invited to attend the lecture.

(_______________________ ที่มีความสนใจในวิชานี้  ได้รับเชิญให้เข้าร่วมฟังการบรรยาย)

(a) Everything

(b) Everybody    (ทุกคน)

(c) Someone    (บางคน)

(d) Nobody

 

13. Can you read a book _____________________________________ Greek characters?

(คุณสามารถอ่านหนังสือ _____________________________ ตัวอักษรกรีก  ได้หรือไม่)

(a) with

(b) in    (เขียนด้วย,  ที่เป็น)

(c) on

(d) by

ตอบ   -   ข้อ    (b)   สำหรับวลีที่ใช้  “In”  ได้แก่   “In writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน)  -  I want your answer in writing.  (ผมต้องการคำตอบจากคุณแบบเป็นลายลักษณ์อักษร  -  คือ  ทำเป็นหนังสือมา),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”(สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)  เป็นต้น

 

14. When were you married ______________________________________________ him?

(คุณแต่งงาน ________________________________________________ เขาเมื่อไร)  

(a) with

(b) to    (กับ)

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                               สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                              สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

15. I shall spend the _____________________________________ of my life in the country.

(ผมจะใช้เวลา __________________________________________ ของชีวิตในชนบท)  

(a) end

(b) beginning

(c) rest    (ที่เหลือ, ส่วนที่เหลือ)

(d) whole

 

16. He who doesn’t go forward stays behind, ________________________________ he? 

(เขา  ผู้ซึ่งไม่ก้าวไปข้างหน้า  จะหยุดอยู่ข้างหลัง (ผู้อื่น) ________________________)

(a) does he

(b) doesn’t he    (ใช่หรือไม่)

(c) does not he

(d) did he

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องสร้าง   “Tag”  จากกริยาของประโยคใหญ่  (Main clause  -  He stays behind.)  คือ  “Stays” 

 

17. There ________________________________________ to be a cinema near my shop.  

(___________________________________ มีโรงภาพยนตร์   โรง  ใกล้ร้านของผม)

(a) has

(b) used    (เคย)

(c) is

(d) was

 

18. Make ________________________________________________ while the sun shines.

(จงเก็บเกี่ยว _____________ ขณะที่ดวงอาทิตย์ยังส่องแสง)  (ประโยคข้างบนเป็นสุภาษิต  ความหมาย คือ  น้ำขึ้นให้รีบตัก)

(a) the hay

(b) a hay

(c) hay    (หญ้าเฮย์)

(d) hays

 

19. You can take everything you want; ___________________________ do not touch my wife. 

(คุณสามารถเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการไปได้,  ___________ อย่าแตะต้องภรรยาของผม)

(a) you

(b) please

(c) but that

(d) only    (ขอเพียงแต่ว่า)

 

20. That horse cannot run any more.  Its _______________________________ are broken.

(ม้าตัวนั้นไม่สามารถวิ่งต่อไปได้อีก ________________________________ ของมันหัก)

(a) frontlegs    (ต้องใช้เป็น  “Front legs”  =  ขาหน้า)

(b) beforelegs    (คำนี้ไม่มีใช้)

(c) forelegs    (ขาหน้า)

(d) behindlegs    (ต้องใช้  “Hindlegs”  =  ขาหลัง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

21. How _______________________________________________________________?

(_____________________________________________________ หรือ มากเท่าใด)

(a) is this well deep

(b) many feet is this well deep

(c) is the depth of this well

(d) many feet is this well in depth    (บ่อน้ำนี้ลึกกี่ฟุต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรืออาจถามว่า  “How deep is this well?”  (บ่อน้ำนี้ลึกเท่าใด)  หรือ  “What is the depth of this well?”  (ความลึกของบ่อน้ำนี้เป็นเท่าใด)  ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 361)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Almost all the gas ____________________________ in the United States is natural gas.

(เกือบจะกาซทั้งหมด (ซึ่ง) _________________________ ในสหรัฐฯ  เป็นกาซธรรมชาติ)

(a) is burned

(b) that burning

(c) burned    (ถูกเผาไหม้)

(d) burns

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  (……...the gas which is burned in the United States……..) ซึ่งขยายคำนาม  “The gas”  โดยประธานของประโยคนี้  คือ  “Almost all the gas

 

2. News services make _________ for newspapers to give their readers news from around the world.

(การบริการข่าวทำให้ _____________ สำหรับหนังสือพิมพ์  ที่จะให้ข่าวจากทั่วโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) it is possible

(b) it possible    (มันเป็นไปได้)

(c) possible

(d) possible that

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Make + It + Possible + For + Someone + To do + Something
  • An airplane makes it possible for people to travel around the world.

(เครื่องบินทำให้มันเป็นไปได้สำหรับผู้คน  ที่จะเดินทางรอบโลก)

  • A high income makes it possible for her to live a luxurious life.

(รายได้สูงทำให้มันเป็นไปได้สำหรับเธอ  ที่จะดำเนินชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย)

  • They made it possible for me to get a scholarship from the government.

(พวกเขาทำให้มันเป็นไปได้สำหรับผม  ที่จะได้รับทุนเล่าเรียนจากรัฐบาล)

  • The new policy has made it possible for tourists to stay in the country for 3 months.

(นโยบายใหม่ทำให้มันเป็นไปได้สำหรับนักท่องเที่ยว  ที่จะพักอยู่ในประเทศเป็นเวลา    เดือน)

 

3. ______________________ election to the Georgian House of Representatives in 1965.

(___________ การเลือกตั้งไปสู่สภาผู้แทนราษฎรรัฐจอร์เจีย (ประเทศสหรัฐฯ) ในปี  ๑๙๖๕)

(a) When Julian Bond won   

(b) Julian Bond’s winning   

(c) Julian Bond won    (จูเลียน บอนด์ ชนะ)

(d) With Julian Bond’s winning

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Julian Bond)  และกริยา  (Won)  ของประโยค

 

4. ______________ for mathematical precision been more apparent than in the field of computer technology.

(_______________ (สำหรับ) ความแม่นยำทางคณิตศาสตร์  จะเห็นได้ชัด เจนมากกว่าในสาขาของเทคโยโลยีคอมพิวเตอร์)

(