หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 318)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I was able to contact James and he ____________ me of a good place to eat near his residence.

(ผมสามารถติดต่อกับเจมส์  และเขา _____________ ผมถึงที่ดีๆที่จะไปทานข้าวใกล้ที่พักของเขา)

(a) said    (พูด, บอกกล่าว)

(b) suggested    (แนะนำ, เสนอ, เสนอแนะ, บอกเป็นนัย, บ่งชี้, แย้ม, ชวนให้นึกถึง)

(c) told    (บอก)

(d) recommended    (แนะนำ, ชี้แนะ, เสนอแนะ, ฝากฝัง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ทั้งนี้อาจใช้โครงสร้างอื่นๆ  เช่น

  • ……..he said to me of a good place……..
  • ……..he suggested to me a good place
  • ………he recommended me a good place

                                         สำหรับตัวอย่างการใช้บางคำ  เช่น

  • I asked my friends to recommend a doctor who is good with children.

(ผมขอร้องเพื่อนๆให้ช่วยแนะนำหมอให้สักคน  ที่เก่งรักษาโรคเด็ก)

  • Cynthia was successfully recommended for a job as a nursery governess.

(ซินเธียได้รับการเสนอตัวอย่างประสบความสำเร็จ  สำหรับงานเป็นผู้ปกครองโรงเลี้ยงเด็ก)

  • She has just published a fine novel which I would strongly recommend.

(เธอเพิ่งจะตีพิมพ์นิยายดีๆ  ซึ่งผมแนะนำให้อ่านอย่างยิ่ง)

  • He is a very highly recommended window cleaner.

(เขาเป็นผู้ทำความสะอาดหน้าต่างกระจกที่ได้รับการแนะนำ (ให้ว่าจ้าง) อย่างมาก)

  • The Congress recommends that the President should resign.

(สภาคองเกรสแนะนำว่าท่านประธานาธิบดีควรลาออก)

  • Although my sister and her husband have eight children, they do not recommend other couples to have families of this size.

(แม้ว่าน้องสาวของผมและสามีจะมีลูกถึง  ๘  คน  พวกเขาก็ไม่แนะนำให้คู่สามีภรรยาอื่นๆมีครอบครัวใหญ่ขนาดนั้น)

  • The doctor may recommend limiting the amount of fat in your diet.

(หมออาจแนะนำให้จำกัดปริมาณไขมันในอาหารของคุณ)

  • They recommended a merger of the two biggest supermarket groups.

(พวกเขาแนะนำให้ควบรวมกลุ่มซูเปอร์มาเกตที่ใหญ่ที่สุด  ๒  กลุ่ม)

  • I suggest that you offer your manuscript to Mr. Collins.

(ผมขอแนะนำว่า  คุณ (ควร) เสนอต้นฉบับของคุณให้กับมิสเตอร์คอลลินส์)

  • We’ve suggested a list of possible topics for next term’s seminars.

(เราได้แนะนำรายชื่อหัวข้อที่เป็นไปได้  สำหรับการสัมมนาในเทอมหน้า)

  • Can you suggest somewhere for a short holiday?

(คุณจะแนะนำที่ไหนสักแห่งสำหรับวันหยุดสั้นๆ ได้ไหม)

  • Helen has suggested Richard as the next chairman of the club.

(เฮเลนแนะนำชื่อริชาร์ด  ให้เป็นประธานสโมสรคนต่อไป)

  • I’m not suggesting that the accident was your fault.

(ผมมิได้กำลังบอกเป็นนัยว่า  อุบัติเหตุเป็นความผิดของคุณ)

  • I needn’t suggest retirement to him.

(ผมไม่จำเป็นต้องชี้แนะการเกษียณอายุให้เขาหรอก)

  • I suggested to him that he (should) work harder.

(ผมแนะนำว่าเขาควรขยันให้มากขึ้น)

  • It would be foolish to suggest that everyone in Britain is rich.

(มันโง่ที่จะบอกว่าทุกคนในอังกฤษร่ำรวย)

  • The evidence suggests a foul play.

(พยานหลักฐานบ่งชี้ (บอกเป็นนัย) ว่าเป็นการฆาตกรรม)

 

2. __________________________________ I known she was ill, I would have visited her.

( ______________ ผมได้รู้ว่าเธอป่วย  ผมคงจะได้ไปเยี่ยมเธอแล้ว)  (แต่ผมไม่รู้  จึงมิได้ไปเยี่ยม)

(a) Should

(b) Were

(c) Had    (ถ้า)

(d) If

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  โดยเป็นผันรูป  (Inversion)  มาจากโครงสร้าง  “If I had known she was ill”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________ I been richer, I would have bought a Rolls Royce.

(________________________ ผมรวยมากขึ้น  ผมคงจะได้ซื้อรถโรลส์รอยซ์ไปแล้ว)  (แต่ผมก็มิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ)

(a) Had    (ถ้า)

(b) Have

(c) If

(d) Having

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “ผมมิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ”  นอกจากนั้น  ประโยคข้างบนยังเป็นโครงสร้างแบบ   “Inversion”  (ผกผัน)  โดยแปลงมาจาก  “If I had been richer

                                       ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________ on time, they would have seen the entire show.

( ________________________________ ตรงเวลา  พวกเขาคงจะได้เห็นการแสดงทั้งหมด)

(a) If had they arrived

(b) Should they arrive

(c) Have they arrived

(d) Had they arrived    (ถ้าพวกเขาได้มาถึง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  และเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Inversion)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  แต่เกิดตรงกันข้าม  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “พวกเขามิได้มาถึงตรงเวลา  พวกเขาจึงมิได้เห็นการแสดงทั้งหมด”   

                                      ตัวอย่างที่ 

  • ________________ how boring this course was going to be, I wouldn’t have enrolled.

( ________________________ (ว่า) วิชานี้จะน่าเบื่ออย่างนี้  ผมคงไม่ลงทะเบียนเรียนหรอก)

(a) Had I known    (ถ้าผมได้รู้)  (ในอดีต)

(b) If had I known

(c) If I knew

(d) Did I know

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากผันมาจาก  “If I had known”  ซึ่งเป็น  “If clause”แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์จริงๆ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าวิชานี้จะน่าเบื่อ  ผมเลยลงทะเบียนเรียนไป” 

                                      ตัวอย่างที่ 

  • If the art dealer ________________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ ____________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I _______, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม ___________________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause”  แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต   เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                     จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (should, could, might) + (not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้  ให้ได้

                                      นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would…………..............................exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..........................truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………….........................cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                      สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}   นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”   ได้ด้วย

 

3. I ____________________________________________ mountains before I came here.

(ผม ____________________________________________ ภูเขา  ก่อนที่ผมจะมาที่นี่)

(a) never saw

(b) have never seen

(c) had never been seeing

(d) had never seen    (ไม่เคยเห็น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากการเคย หรือไม่เคยทำอะไร  โดยปกติใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} แต่ต้องให้  “Tense”  สอดคล้องกับกริยาในอนุประโยคด้วย  ทั้งนี้ประโยคข้างบนมาจาก  “I have never seen mountains before I come here.” แต่เมื่อกริยาในอนุประโยคเปลี่ยนเป็น  “Came”  จึงต้องเปลี่ยนกริยาในประโยคใหญ่ให้  “Tense”  สอดคล้องกันด้วย  เป็น  “Had never seen”  คือ   “I had never seen mountains before I came here.

 

4. She bought him a new bicycle and he ___________________________________ to get it.

(เธอซื้อจักรยานคันใหม่ให้เขา  และเขา __________________________________ ที่ได้มัน)

(a) delightful

(b) was delightful    (น่ายินดี, น่าปลาบปลื้ม)

(c) delighted    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม)

(d) was delighted    (รู้สึกยินดี, รู้สึกปลาบปลื้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest, Excite, Amaze, Frighten, Disappoint, Satisfy, etc.”   ซึ่งเมื่อเติม  “Ing”   หมายถึง  “น่า..............”  แต่เมื่อเติม  “Ed”  หมายถึง  “รู้สึก...............”  เช่น

  • Exciting    (น่าตื่นเต้น)    Excited    (รู้สึกตื่นเต้น)
  • Interesting    (น่าสนใจ)    Interested    (รู้สึกสนใจ)
  • Frightening    (น่าตกใจกลัว)    Frightened    (รู้สึกตกใจกลัว)

 

5. The witnesses’ testimony absolved her from all blame for the accident.  

(คำให้การของพยาน    ปลดเปลื้อง-ทำให้พ้นผิด-ยกโทษ-ล้างบาป    เธอจากการตำหนิ (หรือความรับผิดชอบ) ทั้งปวงในเรื่องอุบัติเหตุ)

(a) jeopardized   (ทำให้เป็นอันตราย, ทำอันตราย, เป็นภัยต่อ, ทำร้าย)

(b) mitigated    (ทำให้บรรเทาเบาบาง, ทำให้ลดน้อยลง)

(c) exonerated    (ทำให้พ้นจากความผิดหรือข้อกล่าวหา, ปลดเปลื้องภาระ, ปลดเปลื้องจากความรับผิดชอบหรือหน้าที่)

(d) implicated    (ทำให้พัวพัน, นำมาซึ่ง, เกี่ยวข้องกับ, มีส่วนร่วม)

(e) indoctrinated    (ปลูกฝังความเชื่อ, สอนให้ซึมซาบ, สั่งสอนทฤษฎี หลักการ ลัทธิ และอื่นๆ)

 

6. James was fraught with remorse after his silly statements.

(เจมส์เต็มไปด้วย    ความสำนึกผิด-ความเสียใจอย่างมากต่อความผิดที่ได้กระทำไป-ความเห็นอกเห็นใจ    ภายหลังจากคำพูดโง่ๆของเขา)

(a) equanimity    (ความใจเย็น, ความสงบใจ, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ)

(b) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจอย่างเหลือล้น, ความปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบปลื้ม-ปิติสุข, ความเคลิบเคลิ้ม)

(c) atrocity    (อะ-ทรอส-ซิ-ที่)  (ความโหดร้าย, ความชั่วร้าย, ความน่ากลัว, ความดุร้าย, สิ่งชั่วร้าย, การกระทำที่ชั่วร้าย)

(d) compunction    (คัม-พั้งค-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวลต่อสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว)

(e) vendetta    (เวน-เด๊ท-ท่ะ)  (ความอาฆาตแค้นส่วนตัวหรือระหว่างตระกูล, ความพยาบาทอันยาวนาน)

 

7. A number of people including children have been maimed for life by these bombs.  

(ผู้คนจำนวนมากรวมทั้งเด็กๆ  ได้ถูก     ทำให้พิการบาดเจ็บทางกาย-ทำให้เสียแขนขาหรือส่วนของร่างกาย-ทำให้พิการ-ทำให้เสื่อมเสีย    ไปตลอดชีวิต  โดยระเบิดเหล่านี้)

(a) massacred     (สังหารหมู่)

(b) assaulted     (จู่โจม, โจมตี, ทำร้าย, ข่มขืน)

(c) extradited    {ส่ง (ผู้ร้าย) ข้ามแดน, ทำให้ (ผู้ร้าย) ถูกส่งข้ามแดน}

(d) assassinated    (ลอบสังหาร, ลอบฆ่า)

(e) disfigured    (ทำให้เสียโฉม, ทำให้ผิดรูปร่าง)

 

8. I sent him two cards because I forgot ________________________________ one already.

(ผมส่งการ์ด (แต่งงาน ฯ) ให้เขา  ๒  ใบ  เพราะว่าผมลืม ___________________ ไปแล้ว  ๑  ใบ)  (คือ  ส่งซ้ำไปอีกใบ  รวมเป็นสองใบ)

(a) to send    (ที่จะส่ง)  (คือ  มิได้ส่งเพราะลืม)

(b) to have sent    (รูปนี้ไม่มีใช้กับ กริยา “Forget”)

(c) having sent    (การได้ส่ง  -  ไปแล้ว)

(d) being sent    (การถูกส่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “ลืมการได้เคยส่งการ์ดไปให้แล้ว  ๑  ใบ  จึงส่งไปให้ซ้ำอีกใบหนึ่ง”  โดยเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Perfect participle”  คือ  ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”  (สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Forget sending” ก็ได้)  ทั้งนี้  “Forget to send”  (ลืมที่จะส่ง  คือ มิได้ส่ง)  ส่วน  “Forget sending”  (ลืมการส่ง  -  คือส่งไปแล้ว  แต่ลืมไปว่าเคยได้ส่ง)  หรือ  “Forget having sent”  (ลืมการได้ส่งไปแล้ว)  (ความหมายเหมือนกับ “Forget sending”  แต่ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทที่ตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง  (อย่างไรก็ตาม  โครงสร้าง  “Perfect participle” สามารถใช้ได้เฉพาะกับกริยา “Forget”  และ “Remember” เท่านั้น  มิสามารถใช้กับกริยา  “Stop”  และ  “Try”  ได้)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • I clearly remember ________________ the clock last night, so I have no idea why the alarm failed __________________ off.

(ผมจำได้ชัดเจน _________________ นาฬิกาปลุกเมื่อคืนที่แล้ว  ดังนั้น  ผมไม่รู้เลยว่าทำไมสัญญาณปลุกจึงล้มเหลวที่จะ (ไม่สามารถ) __________________ )  (ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว  แต่สัญญาณไม่ดัง  -  ไม่ปลุก)

(a) to set ___________ to go

(b) having set ___________ going

(c) setting ___________ to go    (การตั้ง ......................... ดังขึ้น)

(d) setting ___________ going

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Remember + Verb + ing”  =  “จำได้ถึงการทำสิ่งนั้น”  (Remember + To + Verb 1  =  จำได้ หรือ ไม่ลืมที่จะทำสิ่งนั้น)   สำหรับ  “Fail”  =   “ล้มเหลว, ไม่สามารถ”  + “To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Remember, Forget, Stop, Try”  จากประโยคข้างล่าง 

                                      ตัวอย่างที่ 

  • We never forget _______________________________ our English books to school.

(เราไม่เคยลืม __________________________ หนังสือภาษาอังกฤษของเรามาที่โรงเรียน)

(a) bring

(b) bringing    (การนำ)

(c) to bring    (ที่จะนำ)

(d) to be brought

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers ______ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ __________ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน  (ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก)  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried ____________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม.................”  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  “Verb + ing” และ   “To + Verb 1”  แล้วความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • Thai people always ________________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _____________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                                      ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, ____________________________________________ at once.

(เห็นครู ____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • Try _______________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง ________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒ ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget ______________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                                     ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried ___________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1” (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                       ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Please don’t forget _____________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                                        ตัวอย่างที่  ๑๑

  • As soon as it stops _____________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”ส่วน   “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                       ตัวอย่างที่  ๑๒

  • While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด __________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                         ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I remember that restaurant; we stopped there ________________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๔

  • How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ) (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน   เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying (= having bought) him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting (= having met) me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

9. He was an eloquent man, _____________________________ both German and French.

(เขาเป็นคนพูดคล่อง ______________________________ ทั้งภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส)

(a) speaks

(b) spoke

(c) spoken

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (who spoke both German and French)  หรือจากข้อความ  “and spoke both……….......….

 

10. Free movie tickets will be sent to __________________________________ comes first.

(ตั๋วหนังฟรีจะถูกส่งไปยัง ____________________________________ มาถึงเป็นคนแรก)

(a) whoever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค)

(b) whomever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นกรรมของอนุประโยค)

(c) whoseever    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคประเภท  “Noun clause” (whoever comes first)   ซึ่งเป็นกรรมของPreposition “To”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whoever”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whoever says so is a liar.

(ใครก็ตามที่พูดเช่นนั้น  เป็นคนโกหก)

  • If death occurs at home, whoever discovers the body should contact the family doctor.

(ถ้าการตายเกิดขึ้นที่บ้าน  ใครก็ตามที่พบศพ  ควรติดต่อกับแพทย์ประจำครอบครัว)

  • Whoever answered the telephone was a very admirable person.

(ใครก็ตามที่รับโทรศัพท์  เป็นบุคคลที่น่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก)

  • I will give this book to whoever needs it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Whoever they are, they’ve violated the laws and orders.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม  พวกเขาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและความสงบเรียบร้อย)

 

11. Kate is more beautiful than ________________________________ girl I have ever met.

(เคทสวยกว่าเด็กหญิง ______________________________________ ที่ผมเคยพบมา)

(a) any

(b) other

(c) any other    (คนอื่นใดก็ตาม)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is the biggest city in Thailand.

(กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)

  • Bangkok is bigger than any other city in Thailand.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองอื่นใดในประเทศไทย)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok. 

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้ง  ๓  ข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  เพียงแต่พูดไปคนละแบบ  จงสังเกตว่า  ใน  “ขั้นกว่า”  และ  “ขั้นเสมอกัน”  ต้องมี   “Other”  เนื่องจาก   “Bangkok”  เป็น   “City”   ในประเทศไทย  แต่จงสังเกตความแตกต่างของโครง สร้างประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is bigger than any city in Laos.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองใดๆ ในลาว)

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใดในลาวใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ๒  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  โดยไม่ต้องมี   “Other”  เพราะ   “Bangkok”  ไม่ได้เป็น   “City”  ในลาว

                                      อนึ่ง  ให้สังเกตว่า  หลัง  “Any other”  หรือ   “Any”  ในขั้นกว่า  ควรเป็นคำนามเอกพจน์   เนื่องจาก  “Any”  ใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  ไม่ใช่ในความหมายแสดง   “จำนวน”  ดังเช่นในประโยค

  • Do you have any money?

(คุณมีเงินบ้างไหม)  (“Any” แสดงจำนวน)

  • Were there any women at the party?

(มีผู้หญิงบ้างไหมที่งานเลี้ยง)  (“Any” แสดงจำนวน)

                                       ดูเพิ่มเติมการใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  จากประโยคข้างล่าง

  • He is bigger than any other man here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ใครก็ตาม”  (ชายคนอื่นใด) ที่นี่)

  • He is bigger than some other men here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ผู้ชายบางคน”  ที่นี่)

                                       แต่หลัง   “No other”  หรือ   “No”   ใน  “ขั้นเสมอ”  อาจตามด้วยคำนามเอกพจน์  หรือพหูพจน์ก็ได้  แต่ถ้าใช้คำนามพหูพจน์   ก็ต้องใช้กริยาพหูพจน์ด้วย  เช่น  “Are, Were, Have, etc.”  เช่น

  • No students in the class are as smart as Jim.

(ไม่มีนักเรียนในชั้นที่ฉลาดเท่ากับจิม)

  • No river in Thailand is as long as the Chao Phraya River.

(ไม่มีแม่น้ำในประเทศไทยที่ยาวเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยา)

  • No other city in Thailand is as crowded as Bangkok.

 (ไม่มีเมืองอื่นในประเทศไทย  ที่มีประชากรหนาแน่นเท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other American presidents are as controversial as Donald Trump.

(ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่น  ที่มีความขัดแย้ง (หรือเป็นที่โต้เถียง-ถกเถียง)  เท่ากับโดนัล  ทรัมพ์)

 

12. If you need an extra bed for your guest, you can use one _______________________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง _______________)

(a) of us

(b) of our

(c) of ours   (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Of”   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ  ตัวอย่างข้างล่าง

  • He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

  • That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

  • It is an unavoidable duty of ours.         

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

  • It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                                       อนึ่ง  ในประโยคในข้อ   ๕  สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   หมายถึง  “เตียง  ๑  ตัว  จากหลายๆ ตัว”  

                                       นอกจากนั้น  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + Is (Was) + Adjective + Of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

  • It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

  • It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

13. Unless the plant gets water for its roots to absorb, it will perish (เพ้อ-ริช).

(ถ้าพืชไม่ได้น้ำสำหรับรากของมันเพื่อดูดซึมเข้าไป  มันจะ    ตาย-แตกดับ-สาบสูญ-ย่อยยับ-เหี่ยวแห้ง-เน่าเปื่อย)

(a) disperse    (กระจาย, ทำให้กระจาย, (ฝูงชน) สลายตัว, ทำให้ (ฝูงชน) สลายตัว, ทำให้แพร่หลาย, ทำให้หายไป, ไล่ไป)

(b) die    (ตาย)

(c) transgress    (ละเมิด, ฝ่าฝืน, ลุกล้ำ, ล้ำเขต, กระทำผิด)

(d) humiliate    (ฮิว-มิ้ล-ลี-เอท)  (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ)

(e) vandalize    (แว้น-เดิล-ไลซ)  (ทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน, ทำลายวัฒนธรรมและศิลปะวรรณคดี)

 

14. The majority of our club members would not consent to raise the dues.  

(สมาชิกชมรมของเราส่วนใหญ่  จะไม่    ยินยอม-เห็นชอบ-อนุญาต    ให้ขึ้นค่าธรรม เนียม)

(a) agree; approve    (ตกลง-ยินยอม, เห็นชอบ-เห็นพ้อง-อนุมัติ)

(b) anticipate    (คาดหมาย, มุ่งหวัง, คาดการณ์ล่วงหน้า, ทำนาย)

(c) surrender    (ยอมแพ้, ยอม, ยอมจำนน, ยอมตาม, ตามใจ, สละ, ละทิ้ง, คืน, ยกเลิก, มอบตัว, การยอมแพ้-ยอมจำนน-ยอมตาม-มอบตัว-สละ-ละทิ้ง)

(d) contravene    {ขัดแย้ง, ต่อต้าน, ละเมิด (กฎหมาย)}

(e) vanish    (แว้น-นิช)  (อันตรธาน, หายไป, สูญสิ้น, จากไป, ไม่มีอยู่, กลายเป็นศูนย์)

 

15. Some people denounce the government for probing into their private lives.  

(คนบางคน    ประณาม-ปรักปรำ-กล่าวโทษ-ติเตียน-ประกาศเลิก-บอกเลิก    รัฐบาลในเรื่องตรวจสอบ-สืบสวนเข้าไปในชีวิตส่วนตัวของพวกเขา)

(a) galvanize    (กระตุ้น, กระตุ้นโดยกระแสไฟฟ้า)

(b) ostracize    (เนรเทศ, ขับออก, ขจัดออก, เอาออกไปจากสังคม, เอาออก, ตัดสิทธิ์, ลิดรอนสิทธิ์)

(c) condemn    (ประณาม, ตำหนิ, ตราหน้า, ด่าว่า, ประกาศหรือตัดสินว่ามีความ ผิด, ประกาศว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้, บีบบังคับ, ยึดทรัพย์เป็นของสาธารณะ)

(d) interrogate    (สอบถาม, ซักถาม)

(e) oust    (เอ๊าซท)  (ขับออก, ขับไล่, ไล่ออก, ปลดออก, ชิง, เบียด, แย่ง, เพิกถอน)

 

16. Please put these books back _____________________________________ they belong.

(โปรดนำหนังสือเหล่านี้กลับไปเก็บ _____________________________ ที่มันเคยวางอยู่)

(a) to

(b) where    (ณ สถานที่)

(c) whom

(d) who

 

17. __________________________________________ you may say, I still think I am right.

(__________________ คุณอาจจะพูด ________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

18. You must work harder _____________________________________________ now on.

(คุณจะต้องทำงานให้หนักขึ้น (ขยันทำงาน หรือ เรียนหนังสือให้มากขึ้น) _____ บัดนี้เป็นต้นไป)

(a) since

(b) until

(c) up to

(d) from    (ตั้งแต่, นับตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “From now on”  =  “นับจากนี้เป็นต้นไป”  

                                       สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “From”ได้แก่“Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก), “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),เป็นต้น

                                      สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From” ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง),  “Borrow”  (ขอยืม),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจาก),   เป็นต้น

                                      ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้  “From” ได้แก่  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก  ๒  โมง  ถึง  ๔  โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว  กลับห่วยมากขึ้นไปอีก  เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.  (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),  “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก), “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),  เป็นต้น

 

19. A: “What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

     B: “None, they are ___________________________________________________.”

(ไม่มี  มัน ________________________________________________________ )

(a) like

(b) in the same

(c) the same    (เหมือนกัน)

(d) as the same

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจใช้   “they are similar”  “they are alike”   หรือ  This is like that”  “This is the same as that”   ก็ได้

 

20. The teacher said he was not accustomed ____________________________ insolence.

(ครูพูดว่า  เขาไม่คุ้นเคย-เคยชิน _________ การทะลึ่ง-อวดดี-ไร้มารยาท)  (ของนักเรียน)

(a) by

(b) from

(c) to    (กับ)

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Be (Get) accustomed + to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน” + “คำ นาม”  หรือ  “วลี”  หรือ  “Gerund”  (Verb + ing)

                                         สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ   “To”   ได้แก่  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ)  -  “His office is very close to my home.”  (ที่ทำงานของเขาอยู่ใกล้บ้านผมมาก),  cruel  (โหดร้ายกับ)  -  “Nobody likes those who are cruel to animals.”  (ไม่มีใครชอบคนที่โหดร้ายต่อสัตว์),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ)  -  “She was hostile to her ex-husband’s family.”  (เธอมุ่งร้าย-ปองร้ายต่อครอบครัวของอดีตสามี),  obvious  (ชัดเจนแก่)  -  “It is obvious to me that she didn’t like her job.”  (มันเห็นได้ชัดกับผมที่ว่า  เธอไม่ชอบงานของเธอ),  obedient  (เชื่อฟังต่อ)  -  “Those students are obedient to their teacher.”  (นักเรียนพวกโน้นเชื่อฟังครูของตน),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ)  -  “Her behavior last night was peculiar to everyone.”  (พฤติกรรมของเธอเมื่อคืนนี้  เป็นที่ประหลาดใจกับทุกคน),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ)  -  “They are very kind to me.”  (พวกเขากรุณาต่อผมมาก),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธา-จงรักภักดีต่อ)  -  “They are very faithful to their King.”  (พวกเขาจงรักภักดีต่อกษัตริย์มาก) ,  junior  (อาวุโสน้อยกว่า)  -  “That soldier is junior to me in rank.”  (ทหารคนนั้นอาวุโสน้อยกว่าผม  ในเรื่องยศ),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  “I’m senior to them in the army.”  (มอาวุโสมากกว่าพวกเขาในกองทัพ),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ),  familiar  (คุ้นเคยกับ),  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  “They are accustomed to hot weather.”  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ)  -  “It is necessary to do one’s best.”  (มันจำเป็นที่คนเราต้องทำให้ดีที่สุด),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  “She is identical to her younger sister.”  (เธอเหมือนกับน้องสาวเป๊ะ),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ)  -  “His secretary’s performance is satisfactory to him.”  (การทำงานของเลขาฯ เป็นที่พอใจต่อเขา),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)  -  “Everyone must be loyal to his country.”  (ทุกคนต้องจงรักภักดีต่อประเทศของตน)  เป็นต้น

                                      สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   happen  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว), occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)  -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  -  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)  -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)  -- The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย)  -  “I look forward to meeting my old friend next week.”  (ผมตั้งตาคอยที่จะพบเพื่อนเก่าในสัปดาห์หน้า),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ)  -  “Let me introduce you to my friends.”  (อนุญาตให้ผมแนะนำตัวคุณกับเพื่อนๆ ของผม),  reduce  (ลดลงจนต้อง)  -  “The price was reduced to half on Christmas Day.”  (ราคาถูกลดลงเหลือครึ่งเดียวในวันคริสต์มาส),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  -  “We are (get) used to getting up early.”  (เราคุ้นเคยกับการตื่นนอนแต่เช้า  -  ในปัจจุบัน),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  -  “I was (got) accustomed to hot weather when I worked in South Africa.”  (ผมคุ้นเคย-เคยชินกับอากาศร้อน  เมื่อผมทำงานในประเทศแอฟริกาใต้  -  เป็นอดีต),   เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 317)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. When _________________ him about three months ago, he hadn’t got his degree yet.

(เมื่อ ____________________ เขาประมาณ  ๓  เดือนมาแล้ว  เขายังไม่ได้รับปริญญาเลย)

(a) that I met

(b) did I meet

(c) I met    (ผมพบ)

(d) to meet

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (I) และกริยา  (Met)  ของอนุประโยค  “When I met him about three months ago

 

2. ______________ since the beginning of the season, the villagers are expecting a good harvest.

(________________________ ตั้งแต่เริ่มต้นฤดู  ชาวบ้านกำลังคาดหวังการเก็บเกี่ยวที่ได้ผลดี)

(a) The weather has been favorable

(b) The favorable weather has been

(c) The favorable weather

(d) As the weather has been favorable    (เพราะว่าอากาศเอื้ออำนวย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “As”  ในที่นี้  หมายถึง  “เพราะว่า”  ดูคำอธิบายความหมายของ  "As"  จากประโยคข้างล่าง

                                     ๑. เพราะว่า, เนื่องจากว่า  (= Because)  (เป็น  “Conjunction”)

  • As she is very tired, she’ll stay home.

(= She’ll stay home as she is very tired.)

(เนื่องจากเธอเหนื่อยมาก  เธอจะพักอยู่กับบ้าน)

  • As he has no money, he can’t buy a new home.

(= He can’t buy a new home as he has no money.)

(เพราะว่าเขาไม่มีเงิน  เขาจึงไม่สามารถซื้อบ้านหลังใหม่)

  • She bought herself an iron, as she felt she couldn’t keep borrowing Anne’s.

(เธอซื้อเตารีดให้ตัวเองตัวหนึ่ง  เพราะเธอรู้สึกว่าเธอไม่สามารถหยิบยืมเตารีดของแอนได้เรื่อยๆ)

  • He thinks he would like to teach, but as his subjects are Greek and Roman he’s not likely to find a job.

(เขาคิดว่าเขาอยากจะสอนหนังสือ  แต่เพระว่าวิชาของเขาคือภาษากรีกและโรมัน  เขาคงมิอาจจะหางานได้)

  • As he had been up since 4 a.m. he was no doubt now very tired.

(เนื่องจากว่าเขาตื่นนอนตั้งแต่ตี  ๔  เขาเหนื่อยมากอย่างไม่ต้องสงสัยเลยในขณะนี้)

                                      ๒. ขณะที่, เมื่อ  (= While)  (เป็น  “Conjunction”)

  • I met my old friend as I was going home.

(ผมพบเพื่อนเก่าขณะที่ผมกำลังกลับบ้าน)

  • We watched our friends as they jumped on the train.

(เรามองดูเพื่อนของเรา  ขณะที่พวกเขากระโดดขึ้นรถไฟ)

  • She wept bitterly as she told her story.

(เธอร้องไห้อย่างขมขื่นขณะที่เธอเล่าเรื่องของเธอ)

  • As the company’s employees retire, they are replaced by their colleagues.

(เมื่อพนักงานของบริษัทเกษียณ  พวกเขาถูกแทนที่โดยเพื่อนร่วมงาน)

  • Jot down notes on thoughts as they come.

(จดโน้ตความคิด (ของคุณไว้) เมื่อมันเกิดขึ้นมา)

                                     ๓.  อย่างที่, ตามที่, เหมือนกับ  (= In accordance with)   (เป็น “Conjunction”)

  • She sings as her mother does.

(เธอร้องเพลงอย่างที่แม่ของเธอร้อง)

  • Do as I tell you.

(จงทำตามที่ผมบอก)

  • As you know, no one likes it.

(เหมือนกับที่คุณรู้นั่นแหละ  ไม่มีใครชอบมันเลย)

  • Parts would be replaced as necessity dictated.

(ชิ้นส่วนจะถูกทดแทนตามที่ความจำเป็นบอกไว้)

  • The project has been completed as (it was) planned.

(โครงการแล้วเสร็จตามที่วางแผนไว้)

  • The applicants filled in the form as (they were) required.

(ผู้สมัครกรอกแบบฟอร์มตามที่กำหนด)

  • He became a doctor as his father did.

(เขาเป็นหมอเหมือนกับพ่อของเขา)

  • Leave it as it is.

(ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ)  (อย่างที่มันเป็นอยู่)

                                      ๔. ในฐานะ, ในลักษณะ, ในรูป, เป็น  (= In the role of = In the capacity of)  (เป็น “Preposition”)

  • I was treated as a friend, not as a stranger.

(ผมได้รับการปฏิบัติในฐานะเพื่อน  มิใช่ฐานะคนแปลกหน้า)

  • I always thought of myself as a very understanding father.

(ผมคิดถึงตัวเองอยู่เสมอในฐานะพ่อที่เข้าอกเข้าใจ (ลูกๆ) เป็นอย่างมาก)

  • You regard the whole thing as a joke.

(คุณมองว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องตลก)

  • He worked there as a teacher.

(เขาทำงานที่นั่นในฐานะครู)

  • The sudden change had come as a shock to her.

(ความเปลี่ยนแปลงอย่างทันใดเป็นเรื่องน่าตกอกตกใจสำหรับเธอ)

  • They met in London almost as strangers.

(พวกเขาพบกันในลอนดอนเกือบจะในฐานะคนแปลกหน้า)  (คือ  ตอนเจอกัน  แทบจะไม่รู้จักกันมาก่อนเลย)

  • She was offered a job as a secretary.

(เธอได้รับการเสนองานเป็นเลขานุการ)

  • He was dressed as a pilot.

(เขาแต่งตัวเป็นนักบิน)  (สวมชุดนักบิน)

  • The rock served as a hammer when the campers forgot to bring one with them.

(หินก้อนนี้ทำหน้าที่ (ถูกใช้) เป็นค้อน  เมื่อผู้ไปพักแรมลืมนำค้อนติดตัวไปด้วย)

                                    ๕. เท่ากันกับ, พอๆกันกับ  (As………as)  (= To the same degree that)  (เป็น “Conjunction”)

  • I’m as good a cook as she is.

(ผมเป็นพ่อครัวที่เก่งเท่าๆ กับเธอ)

  • Has everyone eaten as much as he wants?

(ทุกคนได้กินมากเท่าที่ตนเองต้องการหรือเปล่า)

  • The meal was as marvelous as the conversation.

(อาหารวิเศษเท่าๆกับการสนทนา)  (อาหารอร่อย  เท่าๆกับคุยสนุก)

  • She is as attractive as her sister.

(เธอมีเสน่ห์พอๆกับน้องสาวของเธอ)

  • He isn’t as tall as his father.

(เขาไม่สูงเท่ากับพ่อ)

  • They have as much money as (they have) power.

(พวกเขามีเงินมากเท่าๆกับมีอำนาจ)

  • Treat the patient as soon as possible.

(รักษาคนป่วยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้)

  • The living-room was as crowded as ever.

(ห้องรับแขกมีคนมากเท่าๆกับที่เคยมี)

  • There were as many as 500 baboons.

(มีลิงบาบูนมากถึง  ๕๐๐  ตัว)

  • They beat their wings as fast as 80 times a second.

(พวกมันกระพือปีกเร็วเท่าๆกับ  ๘๐  ครั้งต่อวินาที)

  • She sings as well as she dances.

(เธอร้องเพลงได้ดีพอๆกับเต้นรำ)

  • Laura has as many friends as Jenny.

(ลอร่ามีเพื่อนมากเท่าๆกับเจนนี่) 

  • We don’t drink as much wine as they do.

(เราไม่ดื่มไวน์มากเท่ากับที่พวกเขาดื่ม)

                                       ๖. ถึงแม้ว่า  (= Though = Although)  (เป็น “Conjunction”)

  • Quickly as they walked, they couldn’t catch the train.

(ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเดินเร็ว  พวกเขาตกรถไฟ)

  • Diligent as he was, he didn’t pass the exam.

(แม้ว่าเขาจะขยัน  เขาสอบตก)

  • Sick as she was, she went to school.

(แม้ว่าเธอป่วย  เธอไปโรงเรียน)

  • Clever as they were, they couldn’t solve the problem.

(แม้ว่าพวกเขาจะฉลาด  พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้)

  • Much as she loves him, she will not marry him.

(แม้ว่าเธอจะรักเขามาก  เธอจะไม่แต่งงานกับเขา)

 

3. Temperature, the simplest weather element to measure, is probably ______________ used than any other kind of data.

(อุณหภูมิ  -  องค์ประกอบของดินฟ้าอากาศที่ง่ายที่สุดที่วัดได้  -  เป็นไปได้ว่าถูกใช้ ________ ข้อมูลชนิดอื่นใด)

(a) frequently

(b) as frequently

(c) most frequently    (บ่อยที่สุด)

(d) more frequently    (บ่อยกว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างข้อมูลอุณหภูมิ  และข้อมูลชนิดอื่นๆ

 

4. The spy was instructed to stay _________________ he was until he had been given further information.

(สายลับได้รับการแนะนำ (หรือสั่ง) ให้พักอยู่ _________________ เขาอยู่  จนกว่าเขาจะได้รับข้อมูลเพิ่มเติม)  (ให้อยู่กับที่  จนกว่าจะได้รับคำสั่งให้เคลื่อนย้าย)

(a) that

(b) which

(c) where    (ในที่ซึ่ง)

(d) what

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเกี่ยวกับสถานที่  สำหรับข้อความ  “Where he was”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่คล้ายเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb of place)  ของกริยา  “Stay

 

5. She was not cognizant of the ramification of her mistake.

(เธอมิได้ตระหนักถึง (รู้ถึง, รับรู้)    ผลลัพธ์-การแตกกิ่งก้านสาขา-กิ่งก้าน-สาขา    ของความผิดของเธอ)

(a) damage    (ความเสียหาย, ค่าเสียหาย, ทำให้เสียหาย)

(b) result    (ผลลัพธ์)

(c) severity    (ซี-เวี้ย-ริ-ที่)  (ความรุนแรง, ความหนักหน่วง, ความเข้มงวดกวดขัน, ความเคร่ง, การเอาจริงเอาจัง, การลงโทษอย่างรุนแรง)

(d) repetition    (การทำซ้ำ, การพูดซ้ำ, สำเนา, เรื่องซ้ำ, จำลอง, การท่อง, การบรรเลงซ้ำ)

(e) scandal    (เรื่องอัปยศ, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องฉาวโฉ่, เรื่องน่าอับอาย, การนินทาป้ายร้าย)

 

6. The most common parental admonition surely is “Don’t stay out late.”  

(การตักเตือน-คำตักเตือน    ของพ่อแม่  ที่ธรรมดาสามัญ (หรือเหมือนๆกัน) มากที่สุด  แน่นอน คือ “อย่าออกไปข้างนอก (บ้าน) จนดึกจนดื่นนะ”)

(a) offering    (สิ่งที่เสนอให้-ถวายให้, ของบูชา, ของขวัญ, สิ่งที่เสนอให้ตรวจดูหรือเพื่อขาย, การเสนอ-มอบ-ถวาย-บูชา)

(b) reprimand    (การประณาม, การกล่าวหาอย่างรุนแรง, ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

(c) warning    (การเตือน)

(d) prohibition    (การห้าม, ข้อห้าม, คำสั่งห้าม, ข้อละเว้น, การห้ามผลิตและขายสุรา)

(e) ultimatum    (คำขาด, คำสุดท้าย, ข้อสรุป)

 

7. Being depressed makes him lethargic (ลิ-ธ้าร์-จิค) and unable to get out of bed in the morning.  

(การซึมเศร้าทำให้เขา    เฉื่อยชา-เซื่องซึม-ง่วง-ง่วงเหงาหาวนอน-เมินเฉย-เฉยเมย    และไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงในตอนเช้า)

(a) sluggish    (เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, ขี้เกียจ, เกียจคร้าน, (เศรษฐกิจ) ฝืดเคือง)

(b) ignorant    (ไม่รู้, ไม่รู้เรื่อง, ไม่รู้ข่าวคราว, ไม่ได้รับการศึกษา, โง่เขลา)

(c) diminutive    (เล็ก, จิ๋ว, กระจุ๋มกระจิ๋ม, แคระ, คนรูปร่างเล็ก, คนแคระ, สิ่งที่เล็ก)

(d) vainglorious    (เว้น-กลอ-เรียส) {ยโส (ไว้ยศ, ถือตัว, หยิ่ง) เกินขนาด, โอ้อวด, โว}

(e) trustworthy    (น่าไว้วางใจ, เชื่อถือได้)

 

8. As you don’t have a cigarette left, let me offer you _____________________________.

(เพราะว่าคุณไม่มีบุหรี่เหลืออยู่  อนุญาตให้ผมให้ ______________________ แก่คุณเถอะ)

(a) it

(b) such

(c) one    (บุหรี่    มวน)

(d) either

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากใช้  “One”  แทนคำนามนับได้  เอกพจน์  (A cigarette) เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำอีกครั้ง  สำหรับความหมายของ  “As”  ดูรายละเอียดใน  ข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้  

 

9. When she was young, she ___________________________________ perfectly lovely.

(เมื่อเธอยังเป็นเด็ก (สาว) เธอ __________________________ น่ารักอย่างมาก  -  ไม่มีที่ติ)

(a) had to be    (จำเป็นต้อง)  (ใช้กับอดีต)

(b) must be    (จะต้อง)  (ใช้กับปัจจุบัน และอนาคต)

(c) must have been    (จะต้อง)  (ใช้กับอดีต)

(d) has been    (ใช้กับอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากผู้พูดประโยคนี้  มั่นใจมากว่า  “เธอจะต้องน่ารักมาก  เมื่อตอนเป็นเด็ก”  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “Must + Have + Verb 3”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The streets are all wet.  It ________________________________ during the night.

(ถนนเปียกไปทั่ว _____________ ในระหว่างเวลากลางคืน)  (คือ  พูดประโยคนี้ในตอนเช้า)

(a) must be raining

(b) must have been rain

(c) had to rain

(d) must have rained    (ฝนคงจะได้ตกไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากผู้พูดประโยคนี้มีความมั่นใจว่า  ฝนคงจะได้ตกแน่นอนในตอนกลางคืน  เพราะในตอนเช้า  ถนนเปียกไปทั่ว  ดูเปรียบเทียบกับการใช้  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่มิได้ทำ)  หรือ  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

              A:  “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

              B:  “I know.  I shouldn’t _____________________________ so long at the library.

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

  1. have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ___________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต” (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • You ought _____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น)  (เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                      จงเปรียบเทียบกับ   “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว)    จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

                                          ตัวอย่างที่  ๕

  • What terrible coffee!  She _________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ____________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)  (เสร็จไปแล้ว  ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  (ผู้พูดมีความมั่นใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น)  สำหรับประโยคข้างบน เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาอย่างมั่นใจของผู้พูดประโยคนี้   ดังประโยคตัว อย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)  (ผู้พูดมั่นใจ  โดยสังเกตจากอาการที่เขาแสดงออกมา)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑ ไปแล้ว)  (เป็นการคาด การณ์เหตุการณ์ในอดีต  โดยผู้พูดเชื่อว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  สังเกตจากเหตุผลแวดล้อมที่ว่า  เธอซื้อบ้านหลังใหม่)

 

10. Eddy seemed to become nervous when _____________________________________.

(เอ๊ดดี้ดูเหมือนจะวิตกกังวล  เมื่อ ___________________________________________ )

(คือ  เริ่มวิตกเมื่อดูนาฬิกา)

(a) the clock strikes nine    (นาฬิกาตีเก้าโมง)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(b) he noticed the time    (เขาสังเกตเวลา)  (ดูเวลา)

(c) he heard the clock struck

(d) the time was telling    (ไม่ได้ความหมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยาต้องเป็นอดีต  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาแสดงอดีต  (Seemed)  ในประโยคใหญ่  (Main clause) หรืออาจตอบโครงสร้างอื่นๆ  แต่ต้องใช้กริยาให้ถูกต้อง  เช่น  ข้อ  (a) The clock struck nine  (นาฬิกาตีเก้าโมง)  หรือ (c) He heard the clock strike  (เขาได้ยินนาฬิกาตี

 

11. A: How many times a year do you go home?

(คุณกลับบ้านปีละกี่หน)

     B: _____________________________________________________________.

(a) As long as I can    (นานเท่าที่ผมจะสามารถทำได้)

(b) As often as I can    (บ่อยเท่าที่ผมจะสามารถทำได้)

(c) As soon as I can    (ในทันทีที่ผมสามารถทำได้)

(d) As little as I can    (น้อยเท่าที่ผมจะสามารถทำได้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากถามว่า  “ปีละกี่ครั้ง”  จึงต้องตอบ  “บ่อยเท่าที่จะทำได้

 

12. Jane’s gloomy nature hinders her relationships with other people.

(ลักษณะ-นิสัยแบบ  ซึมเศร้า (ห่อเหี่ยวใจ, มองโลกในแง่ร้าย) ของเจน    เป็นอุปสรรค-ขัดขวาง-กีดขวาง-หยุดยั้ง    ความสัมพันธ์ของเธอกับคนอื่นๆ)

(a) exterminates    (ทำลายสิ้น, กำจัดให้สิ้น, ถอนราก, ขุดรากถอนโคน 

(b) contaminates    (ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้เกิดมลภาวะ)

(c) hampers    (เป็นอุปสรรค, ขัดขวาง, หยุดยั้ง, ทำให้ชะงัก, สอดแทรก, ตัด, สิ่งกีดขวาง)

(d) decapitates    (ตัดศีรษะ)

(e) sympathizes    (เห็นอกเห็นใจ)

   

13. I detest Chinese food but I won’t deprive you of the chance to eat it.  

(ผม    เกลียด-ไม่ชอบอย่างมาก    อาหารจีน  แต่ผมจะไม่กีดกัน-ตัดสิทธิ์โอกาสในการกินอาหารจีนของคุณ)

(a) capitulate    (ยอมแพ้, ยอมจำนน)

(b) improvise    (ทำแบบไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน, ทำอะไรหรือแต่งโคลงในแบบทันทีทันควัน, ว่ากลอนสด)

(c) pamper    (ตามใจ, เอาใจ, พะเน้าพะนอ, ป้อยอ, ให้ท้าย, ทำให้พอใจ)

(d) abhor    (เกลียดชัง, รังเกียจ, ชิงชัง)  (ความหมายดีกว่า “Disdain”)

(e) disdain    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม, รังเกียจ, การดูถูก-ดูหมิ่น-รังเกียจ)

 

14. When the fight was over, the underdog emerged (อิ-เมิ้ร์จ) the winner.   

(เมื่อการต่อสู้จบสิ้นลง  ผู้ที่เสียเปรียบ-ผู้ที่เป็นเบี้ยล่าง    ปรากฏออกมา-โผล่ออกมา-ออกมา-มีตัวตน    เป็นผู้ชนะ)  (มวยรองบ่อนกลับเป็นฝ่ายชนะ)

(a) emigrated    (อพยพ, อพยพออกนอกประเทศ)  

(b) remunerated    (ริ-มิ้ว-เนอะ-เรท-ทิด)  (จ่ายให้, ชดใช้, ตอบแทน, ให้รางวัล)

(c) came into view; came out; appeared    (ปรากฏหรือโผล่ออกมาให้เห็น, ออกมา, ปรากฏ)

(d) remonstrated    (เร้ม-เมิน-สเทรท หรือ ริ-ม้อน-สเทรท)  (คัดค้าน, ทัดทาน, ประท้วง, โต้แย้ง, คัดค้านหรือโต้แย้งด้วยเหตุผล)

(e) conquered    (ค้อง-เค่อะ)  (ปราบ, เอาชนะ, พิชิต, ได้ชัยชนะ, ยึดได้)

 

15. It is _________________________________ a difficult question that we can’t answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยาก ____________________________ จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) quite

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติม  “So, Such, Too”  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • I am ________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) ___________________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้  คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.
  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.
  • I am not strong enough to lift this heavy stone.
  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.
  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

                                          ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into it.
  • The car is so small that we cannot get into it.
  • It is so small a car that we cannot get into it.
  • It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

16. _________________________________________ was to take down the flag at five p.m.

(_______________________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา  ๕  โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties    (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of + his (her, my, the) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์ (is, was)  ตาม  “One” + ส่วนขยาย  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • He is __________________________________________________ on the project.

(เขาเป็น __________________________________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists    (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “One of the + noun (plural)” (หนึ่งในบรรดา.............)   สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค   ต้องใช้กริยาตาม  “One”   เช่น

  • One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

  • One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                                         ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ  “นามพหูพจน์”  เช่น

  • Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

  • Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

  • She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

17. One of my English teachers is American, _______________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  {ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน}   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                          อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                           นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”   เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                         สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _______________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรร ดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

 (ความหมาย  คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)}  ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.    (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม  “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร} (หมาย ถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                         กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)                 

                                        อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                        สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

18. He ________________________________________________ his vacation very much. 

(เขา _________________________________________ การไปเที่ยวในวันหยุดอย่างมาก)

(a) have enjoying

(b) having enjoyed

(c) had enjoyed

(d) is enjoying    (กำลังสนุกสนานกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต่ถ้าประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ควรตอบในรูป  “Past simple tense”   “Enjoyed” (Verb 2)   มิใช่  ข้อ  (c) “Past perfect tense

 

19. He expects to be in Europe ___________________________________ next September.

(เขาคาดหวังว่าจะอยู่ในยุโรป ______________________________ เดือนกันยายนปีหน้า)

(a) at

(b) on

(c) by    (ใน, ประมาณ)

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (c)    สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”   ได้แก่   “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  -  “I contacted her by telephone.”  (ผมติดต่อกับเธอโดยทางโทรศัพท์),  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  -  “I met my old friend by chance last week.”  (ผมพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  “She took my book by mistake.”  (เธอเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  -  คือคิดว่าเป็นของเธอ), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  “They learn new vocabularies by heart.”  (พวกเขาเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ โดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง, โดยการบังคับ)  -  “If you are not willing to come, I’ll make you come by force.”  (ถ้าคุณไม่เต็มใจมา  ผมจะทำให้คุณมาโดยการบังคับ),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  “She lives by herself.”  (เธออาศัยอยู่ตามลำพัง  -  คืออยู่คนเดียว)  -  “He did it (by) himself.”  (= He himself did it.”  (เขาทำมันตามลำพัง  -  คือไม่มีใครช่วย),  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม=(ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆ เวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”   (โดยการเปรียบเทียบ)    เป็นต้น

  

20. How long did it ________________________________________ them to finish typing?

(มัน _______________________________ เวลาพวกเขานานเท่าใด  ที่จะพิมพ์ดีดให้เสร็จ)

(a) take    (ใช้,  กิน)

(b) let

(c) need

(d) use

ตอบ   -   ข้อ   (a)  มาจากโครงสร้าง  “It + Takes (Took) + Someone + Time + To + Verb 1 + Something”  (It took me 5 days to travel from San Francisco to New York by bus.)  (ผมใช้เวลา  ๕  วัน  ในการเดินทางจากซาน ฟรานซิสโกไปนิวยอร์คโดยรถประจำทาง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 316)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Both girls are similar _____________________________ they love expensive clothes.

(เด็กหญิงทั้ง  ๒  คนคล้ายกัน _______________________ พวกเขาชอบเสื้อผ้าราคาแพง)

(a) as though    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) even though    (แม้ว่า)

(c) in case    (ในกรณีที่)

(d) in that    (ตรงที่ว่า, ในเรื่อง)

 

2. All of them were surprised at Kim’s _________________________________________.

(พวกเขาทุกคนมีความประหลาดใจใน ___________________________________ ของคิม)

(a) being absence    (“Absence”  เป็นคำนาม  หมายถึง  “การไม่อยู่-ไม่มา, การขาดหายไป  -  จากงาน, การประชุม)

(b) absent

(c) being absent    (การไม่อยู่, การขาดหายไป)  (“Absent”  เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ไม่อยู่, ไม่มา, ขาดหายไป”)

(d) having absent

ตอบ   -   ข้อ    (c)  (หรืออาจตอบ  Absence”)   เนื่องจาก  “Gerund”  (Verb + ing)   ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้แสดงความเป็นเจ้าของได้เหมือนคำนามทั่วๆ ไป  (เช่น  “Tom’s watch, A man’s house, A woman’s car, A boy’s toys, etc.)  ดังนั้น  จึงสามารถใช้รูป  “Gerund”  (Verb + ing)  แทนคำนามได้  (Jim’s walking, Tom’s swimming, My reading at night, etc.)  แต่เนื่องจาก  “Absent”   เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ  “Verb to be”  จึงต้องใช้รูป  “Gerund”  กับ  “Be”  (เป็น  Being)  เช่น  “Kim’s being absent (= Kim’s absence), Kate’s being lazy (= Kate’s laziness), Their being thoughtful (= Their thoughtfulness)  เป็นต้น  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Would you mind ___________________________________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ ___________________________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • Does Betty object to _________________________________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ _____________________ สำหรับเธอทุกๆคืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆคืน  ใช่หรือเปล่า)

(a) your waiting    (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking” เป็นต้น 

                                       กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

    

3. Automatic machinery saves manufacturers’ space and ___________________________.

(เครื่องจักรกลอัตโนมัติประหยัดเนื้อที่และ ________________ ของผู้ประกอบการ-ผู้ผลิตสินค้า)

(a) some money

(b) any money

(c) the money

(d) money    (เงิน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หลังเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของ  (Apostrophe)  ไม่ต้องใช้  “Article”  (A, An, The)   ในกรณีนี้  คือ   Manufacturers’ space and money”

 

4. Lack of money means that the _____________________ of free clinics must be reduced.

(การขาดเงินหมายถึง _________________ ของคลินิกแบบให้การรักษาฟรีจะต้องถูกลดลง)

(a) amount    (จำนวน)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)   

(b) number    (จำนวน)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(c) degree    (ระดับ, ขอบเขต, องศา)

(d) quantity    (ปริมาณมาก, ปริมาณ)  (ใช้กับทั้งคำนามนับไม่ได้  และคำนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “The number of”  =  “จำนวนของ”  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  แต่ใช้กับกริยาเอกพจน์)  ส่วน  “The amount of”  =  “จำนวนของ”  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้  ซึ่งเป็นเอกพจน์เสมอ  และใช้กับกริยาเอกพจน์)  ส่วน  “A quantity of”  =  “จำนวน, จำนวนมาก, ปริมาณ, ปริมาณมาก”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • The number of students is limited to fifty.

(จำนวนนักเรียนถูกจำกัดไว้ที่  ๕๐  คน)

  • The amount of water in the street was still too high.

(ปริมาณน้ำในถนนยังคงสูงเกินไป)

  • The amount of cooking gas is usable for another month.

(ปริมาณกาซหุงต้มยังสามารถใช้ได้อีกเดือนหนึ่ง)

  • We only need a very small quantity.

(เราเพียงแต่ต้องการปริมาณที่น้อยมาก)

  • Natural gas was discovered in large quantities beneath the North Sea.

(กาซธรรมชาติถูกค้นพบในปริมาณมากใต้ทะเลเหนือ)

  • He threw into the flames a quantity of leaves from a certain bush.

(เขาโยนใบไม้จำนวนหนึ่งจากพุ่มไม้เข้าไปในเปลวเพลิง)

  • The meat is produced in quantity and sold in Eastern Europe.

(เนื้อถูกผลิตในปริมาณมากและขายในยุโรปตะวันออก)

  • Materials are being seen in terms of quantity rather than quality.

(วัสดุกำลังถูกมองในแง่ของปริมาณมากกว่าคุณภาพ)

  • The food supply has grown less, in quantity and quality, as an economic slowdown begins.

(ปริมาณอาหารได้เพิ่มขึ้นน้อยลง  ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ  เมื่อการถดถอยทางเศรษฐกิจเริ่มต้นขึ้น)

 

5. The prices of gold and oil fluctuate daily.

(ราคาทองและน้ำมัน    ขึ้นๆลงๆ-เปลี่ยนแปลง-ไม่คงที่    เป็นรายวัน)

(a) stabilize    (ทำให้มีเสถียรภาพ, ทำให้มั่นคง)

(b) augment    (อ๊อก-เมิ่นท)  (เพิ่มขึ้น, ทำให้เพิ่มขึ้น)

(c) diminish    (ลดลง, ทำให้ลดลง)

(d) alter    (เปลี่ยนแปลง, ผันแปร, แก้ไข, ดัดแปลง)

 

6. The proposed environmental amendment has not yet been ratified by all participating countries.

 (การแก้ไข-ปรับปรุงกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ถูกเสนอขึ้นมา  ยังมิได้รับการ    ให้สัตยาบัน-รับรอง    โดยประเทศที่เข้าร่วมประชุมทุกประเทศ)

(a) promulgated    (พร้อม-เมิล-เกท หรือ โพร-มั้ล-เกท)  (ประกาศใช้เป็นกฎหมาย, ประกาศอย่างเป็นทางการ, เผยแพร่, สอน)

(b) debunked    (ทำลายชื่อเสียง, กล่าวอ้างที่ผิดหรือเกินความจริง

(c) approved    (อะ-พรูฟว)  (ให้สัตยาบัน, เห็นด้วย, ยืนยันด้วย, พอใจ)

(d) skimmed    (ตักเอาผิวหน้าออกจากของเหลว, มองอย่างผ่านๆ, ดูอย่างผิวเผิน, มองผ่านไปอย่างรวดเร็ว, อ่านอย่างลวกๆ, แฉลบผิวหน้าไป, เฉียดผ่านไป)

(e) repudiated    (ปฏิเสธ, ไม่ยอมรับ, บอกปัด, ทอดทิ้ง)

 

7. This is the fifth consecutive weekend that I have spent working, and I am a bit fed up with it. 

 (นี่เป็นสุดสัปดาห์ที่ ๕    ติดต่อกัน-ติดๆกัน-ต่อเนื่องกัน-ตามกันมา-เป็นลำดับ     ที่ผมได้ใช้เวลาทำงาน  และรู้สึกสะอิดสะเอียน (เบื่อ, รังเกียจ) นิดหน่อยกับมัน)  (หมายถึง  กับการทำงานวันสุดสัปดาห์)

(a) lengthy    (ยืดเยื้อ, ยาวนาน, ใช้เวลามาก)

(b) laborious    {ใช้แรงงานมาก, (งาน) หนัก, ยาก, ลำบาก, ต้องใช้ความพยายามมาก, อุตสาหะ}

(c) successive    (ต่อเนื่อง, ติดๆกัน, เป็นลำดับ, ตามลำดับ, ตามหลัง, รับช่วง)

(d) tedious    (น่าเบื่อ, น่ารำคาญ)

(e) prolific    {โพร-ลิฟ-ฟิค)  (ออกลูกมาก, มีลูกมาก, มีผลดก, แพร่หลาย, อุดมสมบูรณ์, (นักเขียน-นักประพันธ์) มีผลงานมาก}

 

8. When a person needs to take this medicine, _______________________ directions first.

(เมื่อบุคคลจำเป็นต้องกินยา ________________________________ คำแนะนำเป็นสิ่งแรก)

(a) you will have to read

(b) he must to read

(c) you have to read

(d) he has to read    (เขาจำเป็นต้องอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้สรรพนาม  “He”  แทน  “A person”  หรืออาจตอบ  “He must read”  (เขาจะต้องอ่าน)  ก็ได้

 

9. Frank told me that his offer of help was ______________________________________.

(แฟรงค์บอกผมว่า  ข้อเสนอให้ความช่วยเหลือของเขา __________________________ )

(a) to refuse completely

(b) given to refuse

(c) refused to him politely

(d) politely declined    (ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Was declined)  และกริยาวิเศษณ์  (Politely)  ของอนุประโยค  “That his offer of help was politely declined”  หรืออาจตอบ  “………..was politely rejected”  (ถูกปฏิเสธอย่างสุภาพ)  ก็ได้

 

10. A comet is distinguished from other bodies in the solar system __________________.

(ดาวหางถูกมองว่าแตกต่างจากดาวอื่นๆ ในระบบสุริยะ ___________________________ )

(a) is appearing

(b) is its appearance

(c) by its appearance    (โดยลักษณะที่ปรากฏภายนอกของมัน)

(d) it is appearing

 

11. However much ____________________________________________, it will be worth it.

(ไม่ว่า ___________________ มากอย่างไรก็ตาม  มันก็จะคุ้มค่า (สมราคา) กับราคานั้น)  (หมายถึง  ไม่ว่าจะแพงเท่าใด  ก็คุ้มค่าหรือสมราคา)

(a) does the watch cost

(b) costs the watch

(c) the watch will cost

(d) the watch costs    (นาฬิกามีราคา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “However”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________________, she is unhappy.

(___________________________________________________, เธอไม่มีความสุข)

(a) However she is wealthy

(b) However wealthy she may be    (ไม่ว่าเธออาจจะร่ำรวยอย่างไรก็ตาม)

(c) However wealth she has

(d) However she has wealth

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “However + Adjective + Subject + Is (are, was, were), + Subject + Verb)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง  โดยเปรียบเทียบกับ  “Whatever”

                                     ตัวอย่างที่ 

  • _____________________ the truth may have been, many Thai people concluded that the previous government was clearly to blame for the corruption and the police’s abuse of power.

{(ไม่ว่า) ความจริงจะเป็น ______________________ คนไทยจำนวนมากสรุปว่า  รัฐบาลชุดก่อนควรถูกตำหนิอย่างชัดเจนสำหรับการทุจริต  และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของตำรวจ}

(a) Whoever    (ใครก็ตาม)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever     (อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

(d) Whenever     (เมื่อไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูการใช้   “Whatever” จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________ you may say, I still think I am right.

(คุณอาจจะพูด __________________________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน   อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

12. Tony may __________________________________________, but we must go at once.

(โทนี่อาจจะ _____________________________________ แต่เราจะต้องไปในทันทีทันใด)

(a) stay lately

(b) stay a little

(c) stay late    (พักอยู่นานออกไป  หรืออยู่จนดึก)  (เป็นปัจจุบัน)

(d) have stayed very late    (ได้พักอยู่นานมาก หรือจนดึกมาก)  (เป็นอดีต)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  เนื่องจาก  “Late”  (สาย, ล่าช้า, จนดึก)  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  สำหรับใน  ข้อ  (c)   ใช้แบบกริยาวิเศษณ์  เพราะขยายกริยา  “Stay”  ส่วน  “Lately”  เป็น  “Adverb of time”  หมายถึง  “หมู่นี้, เร็วๆนี้

 

13. The geyser, one of the most unusual phenomena in nature, is beautiful to behold.  

(น้ำพุร้อน  -  ปรากฏการณ์พิเศษสุดอย่างหนึ่งในธรรมชาติ  -  มีความสวยงามที่จะ    มองดู-เห็น)

(a) view    (มองดู, สังเกต, สำรวจ, ตรวจสอบ)

(b) narrate    (เล่าเรื่อง, บรรยาย, เล่าเหตุการณ์ ประสบการณ์ หรืออื่นๆ)

(c) illustrate    (แสดงให้ดูด้วยภาพ)

(d) intimidate    (อิน-ทิ้ม-มิ-เดท)  (ขู่ขวัญ, ขู่, คุกคาม, ทำให้กลัว)

(e) perpetrate    (กระทำผิดกฎหมาย, ทำชั่ว, ก่อกรรมทำเข็ญ)

 

14. Granite crystals are large enough to be seen with naked eyes.

(ผลึกหินแกรนิตใหญ่พอที่จะถูกมองเห็นด้วยตา    เปล่า-ไม่ได้สวมแว่น-เปลือย-เปลือยกาย-ไม่นุ่งผ้า-ล่อนจ้อน-ไร้ใบ-ไร้ขน-ปราศจากความช่วยเหลือ)

(a) candid    (เปิดเผย, ตรงไปตรงมา, ปราศจากอคติ, เป็นธรรม, ซื่อตรง, ด้วยน้ำใสใจจริง)

(b) discerning    (ดิ-เซิ้ร์น-นิ่ง)  (เข้าใจ, รู้ดี, หยั่งรู้)

(c) mellifluous    (ไพเราะ, หวานเหมือนน้ำผึ้ง, คล่อง, ไหลเหมือนน้ำผึ้ง)

(d) unaided    (ไม่มีเครื่องช่วย  -  ในที่นี้คือแว่น)

(e) cautious    (ระมัดระวัง, รอบคอบ)

 

15. At least six times since the end of the last ice age, the Mississippi River has dramatically altered its course.

(อย่างน้อยที่สุด  ๖  ครั้ง  ตั้งแต่การสิ้นสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย  แม่น้ำมิสซิสซิปปี้ได้เปลี่ยนแปลงเส้นทางเดิน (ไหล) ของมัน     อย่างรุนแรง-อย่างกะทันหัน-อย่างตื่นเต้นเร้าใจ)

(a) constantly    (อย่างสม่ำเสมอ)

(b) inevitably    (อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)

(c) radically    (อย่างรุนแรง, อย่างสุดขีด)

(d) inadvertently    (อย่างไม่ตั้งใจ, อย่างเลินเล่อ, อย่างประมาท, อย่างขาดความสนใจ)

(e) brutally    (อย่างทารุณโหดร้าย)

 

16. I’ve been playing tennis for two hours.  I just can’t play _________________________ .

(ผมได้เล่นเทนนิสติดต่อกันมา  ๒  ชั่วโมงแล้ว  ผมไม่สามารถเล่น _________________ )

(a) yet

(b) already

(c) any more    (ต่อไปอีกแล้ว,  มากกว่านี้อีกแล้ว)

(d) no more    (ใช้ไม่ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  “Can’t”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Any”   จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • We had hardly _________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน ________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                                     ๑.  ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)   เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                      และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                       อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                               ๑.๑  มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                              ๑.๒  แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                               ๑.๓  แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                      ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้   “Some” ทนได้)

  • I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                      ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า   เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

17. I shall leave _____________________________________________ Germany tomorrow.

(ผมจะจาก ______________________________________________ เยอรมันวันพรุ่งนี้)

(a) to

(b) from

(c) in

(d) for    (ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Leave for Germany”  =  “จากไปประเทศเยอรมัน”  (ไม่ใช้ “To”)   ส่วน   “Leave Germany”  =  “ออกจากประเทศเยอรมัน”  (เพื่อจะไปประเทศอื่น)   อย่าใช้  “Leave from Germany

 

18. This is my hat, and that is ________________________________________________.

(นี่คือหมวกของฉัน  และนั่นคือ ____________________________________________ )

(a) her     (ของเธอ)  (ใช้ขยายหน้าคำนาม)

(b) hers     (ของเธอ  หมายถึง  หมวกของเธอ)

(c) her’s     (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) hers’     (รูปนี้ไม่มีใช้)  

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Possessive pronoun”  (Hers, His, Mine, Yours, Theirs, Ours, Its)  ใช้ขยายหลัง  “Verb to be”  (Is, Am, Are, Was, Were)  ส่วน   “Possessive adjective” (Her, His, My, Your, Their, Our, Its)  ใช้ขยายหน้าคำนาม

 

19. You ought not __________________________________________________ that again.

(คุณไม่ควร ________________________________________________ อย่างนั้นอีก)

(a) do

(b) doing

(c) to do    (ทำ)

(d) to doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Ought + To + Verb 1”  =   “ควร...............”   ส่วน  “Ought + Not + To + Verb 1”  “ไม่ควร.............”

  • You ought to study harder.

(คุณควรขยันเรียนให้มากขึ้น)

  • She ought not to come home so late.

(เธอไม่ควรกลับบ้านดึกมากนัก)

 

20. We came here _________________________________________________________.

(เรามาที่นี่ _________________________________________________________ )

(a) by horseback

(b) on horseback    (บนหลังม้า)

(c) on a horseback

(d) on the horseback

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ไม่ต้องมี  “Article”  (A, The)

                                      สำหรับวลีที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   Live on”  (มีชีวิตอยู่ด้วย, มีชีวิตอยู่ด้วยการกิน)  -  “Some animals live on grass.”  (สัตว์บางชนิดมีชีวิตอยู่ด้วยการกินหญ้า),   “Agree + On  หรือ To”  ใช้กับ  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ”  -  “He agreed to my idea.”  (เขาเห็นด้วยกับความคิดของผม),     “Agree + With”  =  “เห็นด้วยกับบุคคล”  -  “I agree with you on your proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในเรื่องข้อเสนอ),     on a rainy day”  (ในวันที่ฝนตก)  -  “We don’t usually go out on a rainy day.”  (เรามักไม่ออกไปข้างนอกในวันที่ฝนตก),   “on the rise”  (เพิ่มขึ้น)  -  “The oil prices are on the rise.”  (ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น),   “congratulate”  (แสดงความยินดี)  -  “I congratulate you on your success.”  (ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ), “put the blame on”  (ตำหนิ)  -  “When things go wrong, he puts the blame on somebody else.”  (เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้น  เขามักตำหนิผู้อื่น),  “put an emphasis on” (เน้นย้ำ หรือ มุ่งความสนใจในเรื่อง)  -  “The government puts an emphasis on the infrastructural development.”  (รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน), “on request (เมื่อมีการร้องขอ)  -  “I will lend you my car on request.”  (ผมจะให้คุณยืมรถเมื่อมีการร้องขอ), on page 5” (ในหน้าที่ ๕)  -  “You can look for the answer on page 5.”  (คุณสามารถค้นหาคำตอบได้ในหน้าที่  ๕),Waste his time on(ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ)  -  “He wasted his time on meddling with other people’s business.”  (เขาใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการยุ่งกับเรื่องของคนอื่น), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  -  “He went to New York on business.”  (เขาไปนิวยอร์คด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป)  -  “They kept on working.”  (พวกเขาทำงานต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)  -  “I can rely on my close friend.”  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิทของผม), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)  -  “We can depend on our president for his strong leadership.”  (เราสามารถพึ่งพาท่านประธานาธิบดี  ในด้านความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขา), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)  -  “She insisted on going to the party.”  (เธอยืนกรานจะไปงานเลี้ยงให้ได้), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล้อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.   (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  -  “Jim, you are wanted on the phone.”  (จิม  -  มีคุณต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณ), on and on   (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด)  -  “The search was on and on for the missing boy.”  (การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด  สำหรับเด็กที่หายไป), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)  -  “She broke the glass on purpose.”  (เธอทำแก้วแตกโดยเจตนา), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย)  -  This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  My cold was terrible, but I’m on the mend now (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ   แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) –  John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first.  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)  –  If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts.  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา  ๓  สัปดาห์),   เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 315)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Unless economic conditions improve next year, ______________ widespread unrest in the United States.

(ถ้าสภาวะทางเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นปีหน้า __________________ ความปั่นป่วน-วุ่นวายที่แพร่กระจายไปทั่วในสหรัฐฯ)

(a) there would be

(b) there is

(c) there should be

(d) there will be    (จะมี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   คือ  “Real present”  (เป็นจริงในปัจจุบัน)  (คือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วยเพียงแต่  “If clause”  อยู่ในรูปปฏิเสธ  (“Unless”  =  If…………not)  สำหรับประโยคข้างบน  “ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นปีหน้า  จะเกิดความวุ่นวายไปทั่วในสหรัฐฯ”  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  จะใช้รูป  “Present simple tense”  (Improve)  ส่วนกริยาใน  “Main clause”  ใช้รูป  “Present future tense”  (Will + Verb 1)  ซึ่งในกรณีนี้  คือ  “Will be”)

 

2. The harder the shrub is to grow, __________________________________________.

(ยิ่งต้นไม้เล็กๆ (พันธุ์เตี้ยๆ) โตยาก  _________________________________________)

(a) the higher the price it is

(b) the higher is the price

(c) the higher the price    (ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)  (ตอบแบบไม่มีกริยา)

(d) the higher is the price become

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “The higher the price is”  (ตอบแบบมีกริยา)  หรือ   “The higher the price becomes”  (แบบมีกริยา)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • The more he tried to help her, __________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน ____________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง    “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง.................”  ในประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, ____________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี  ________________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the __________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, _________________ )

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, ______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย  ______________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.....................ก็ยิ่ง.................”   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, ___________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                     ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, ______________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________________________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                    ตัวอย่างที่            (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  bad,  worse,  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)   เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

3. If you could have bought a record, what _____________________________________?

(ถ้าคุณสามารถที่จะซื้อแผ่นเสียงได้ (ในอดีต  แต่ก็มิได้ซื้อ) ____________________ อะไร )

(a) would you buy

(b) would you have buy

(c) would you have bought    (คุณคงจะได้ซื้อ)  (แผ่นเสียงเพลงอะไร)

(d) would you be buying

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  คือ  เหตุการณ์มิได้เกิดขึ้นตามที่สมมติ  หรือ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  ถามว่า  “ถ้าคุณสามารถซื้อแผ่นเสียงในอดีต  คุณจะซื้อแผ่นเสียงเพลงอะไร”  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “คุณมิได้ซื้อแผ่นเสียง”  ซึ่งถือเป็นการถามแบบสมมติเท่านั้น  ใน  “If clause”  แบบที่  ๓  นี้  ตามปกติกริยาใน  “If clause”  จะให้รูป  “Had + Verb 3”  แต่สามารถอนุโลมใช้  “Could + Have + Verb 3”  ได้  ส่วนกริยาใน  “Main clause”  ใช้รูป  “Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3”  (ในประโยคข้างบน  คือ  “Would you have bought”)  (เนื่องจากอยู่ในรูปคำถาม)

 

4. Cindy worked just so much ________________________________________________.

(ซินดี้ทำงานมาก _____________________________________________________ )

(a) like what she was told to

(b) as she was told to    (เท่ากับที่เธอถูกบอกให้ทำ)

(c) as to what she tried to do

(d) like she was told to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้คำคู่   “So………as, Either……….or, Neither………..nor, Not only……….but also”

 

5. Rats are nocturnal animals and tend to sleep during the day.

(หนูเป็นสัตว์ออกหากินเวลากลางคืน  และ    มีแนวโน้ม-โน้มเอียง-มักชอบ    หลับในระหว่างกลางวัน)

(a) are certain   (แน่นอน  -  คือต้องทำอย่างนั้น (นอนกลางวัน) อย่างแน่นอน)

(b) are afraid    (กลัว)

(c) are prone    (มีแนวโน้ม, ชอบ, มีใจเอนเอียง, นอนคว่ำ, หมอบลง, นอบน้อมเกินไป)

(d) are reluctant    (ไม่เต็มใจ)

(e) are recalcitrant    (ดื้อรั้น, ดื้อดึง, ไม่เชื่อฟัง, ไม่อ่อนน้อม, หัวแข็ง, หัวรั้น)

 

6. Since the rhinoceros does not perspire, it cools off by wallowing (ว้อล-โล่) in mud or water.   

(เนื่องจากแรดไม่มีเหงื่อออก  มันทำให้ตัวเย็นขึ้นโดยการ    กลิ้ง-กลิ้งตัว-เกลือกกลิ้ง-หมกมุ่น    ในโคลนหรือน้ำ)

(a) swimming    (ว่ายน้ำ) 

(b) rolling    (กลิ้ง, หมุนตัว)    

(c) fighting    (ต่อสู้)

(d) dozing    (งีบหลับ, เคลิ้มหลับ, สัปหงก)   

(e) escalating    (ขยาย, เพิ่ม, ทำให้มากขึ้น)

 

7. The preeminence of the newspaper as a daily source of information has been undermined as a result of the rapid expansion of the audiovisual media.  

(ความเหนือกว่า-ดีกว่า-เด่นกว่า-มีอำนาจหรืออิทธิพลมากกว่า-ความดีเลิศ-ความเด่นชัด    ของหนังสือพิมพ์ในฐานะแหล่งข่าวสารข้อมูลรายวัน  ได้ถูกทำลายทีละน้อย (ทำให้อ่อนลง)  อันเป็นผลลัพธ์มาจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของสื่อที่มีภาพและเสียง)

(a) shortcoming    (จุดอ่อน, ข้อด้อย, ข้อบกพร่อง, ความล้มเหลว, ปมด้อย)

(b) superiority    (ความเหนือกว่า-ดีกว่า, ความดีเลิศ, ความยอดเยี่ยม)

(c) rank    (ตำแหน่ง, ชั้น, ยศ, แถว, ขบวน)

(d) advantage    (ประโยชน์, ความได้เปรียบ, คุณประโยชน์, โอกาส, จุดดี, จุดเด่น)

(e) compassion    (ความสงสาร, ความเวทนา, ความเห็นอกเห็นใจ)

 

8. The ship changed its course ________________________________ there was a storm.

(เรือเปลี่ยนเส้นทาง _______________________________________________ มีพายุ)

(a) on account of    (เพราะว่า, เนื่องจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) due to    (เพราะว่า, เนื่องจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) because of    (เพราะว่า, เนื่องจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) because    (เพราะว่า, เนื่องจาก)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “The ship changed its course on account of (=due to = because of) a storm.”  (เรือเปลี่ยนเส้นทางเนื่องจากพายุ)  ก็ได้

 

9. If I ___________________________________ in this uniform, I won’t feel so conspicuous.

(ถ้าผม ____________________ เครื่องแบบชุดนี้  ผมคงจะไม่รู้สึกเป็นที่สนใจอย่างมาก)  (เพราะสวมเครื่องแบบนี้  เลยรู้สึกเป็นที่เตะตา)

(a) am not dressed

(b) don’t dress    (มิได้สวม)

(c) wasn’t dressed

(d) didn’t dress

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   ทั้งนี้  ใช้  “Dress”  (สวมใส่, แต่งตัว, แต่งตัวให้, สวมเสื้อผ้าให้, แต่งหน้าสลัด, ทำ (ความสะอาด) แผล, ทำความสะอาดเนื้อเพื่อปรุงอาหาร)  ในรูป  “Active voice”  ดูตัวอย่างจากประโยคข้างล่าง

  • When he had shaved and dressed, he went down to the kitchen.

(เมื่อเขาได้โกนหนวดและแต่งตัวแล้ว  เขาก็ลงมาที่ครัว)

  • He still dressed like the bank manager he had been.

(เขายังคงสวมชุดเหมือนกับผู้จัดการธนาคารที่เขาเคยเป็น)

  • I really must try to make him change the way he dresses.

(ผมต้องพยายามอย่างมากที่จะให้เขาเปลี่ยนวิธีการแต่งตัว)  (คือ  เปลี่ยนสไตล์ในการแต่งตัว)

  • He helped her dress the children.

(เขาช่วยเธอแต่งตัวลูกๆ)

  • They always dressed for dinner.

(พวกเขาใส่ชุดสำหรับอาหารค่ำเสมอ)  (แต่งตัวเสมอเมื่อกินอาหารค่ำ)

  • Don’t dress the salad until we are ready to eat.

(อย่าเพิ่งแต่งหน้าสลัด  จนกว่าเราพร้อมที่จะกิน)

  • She carried him to her house, where his wounds were dressed.

(เธออุ้มเขาไปที่บ้านของเธอ  ที่ซึ่งบาดแผลของเขาได้รับการทำความสะอาด)

  • We bought dressed crab in a supermarket yesterday.

(เราซื้อปูที่ทำความสะอาดแล้ว (พร้อมนำมาปรุงอาหาร) ที่ซูเปอร์มาเก็ตเมื่อวานนี้)

 

10. The kidnappers said to her that _________________ she gave them the money and saw her family again or she died.

(ผู้ที่ลักพาตัวพูดกับเธอว่า __________________ เธอให้เงินพวกเขาและได้กลับไปเจอครอบครัวอีกครั้ง  ก็ เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(a) unless

(b) neither

(c) either    (“Either....…or…….”  =  ไม่...............ก็............. อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) not only

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการใช้คำคู่   “………..either she gave them ……..   ………or she died”  (...........ไม่เธอให้เงิน...................ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  (Either she gave  คู่กับ  or she died)  ดูเพิ่มเติมการใช้ (“Either......or…...”    จากประโยคข้างล่าง

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(หากไม่  ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  ก็ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหลัง คือ  “plain laziness”)

  • Either John or his sister is coming to my party.

(ไม่ จอห์น ก็ น้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) กำลังมางานเลี้ยงของผม)  (ใช้กริยาตาม  “his sister”)

  • Either you give me your wallet or I kill you.” said the robber to Jim.

(“ไม่ คุณให้กระเป๋าสตางค์ของคุณแก่ผม  ก็  ผมฆ่าคุณ  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)”  นักจี้กล่าวกับจิม)

 

11. He is always boasting about ____________________________________________.

(เขากำลังคุยโม้โอ้อวดอยู่เสมอเกี่ยวกับ _____________________________________ )

(a) how a beautiful wife he has

(b) how a figure his beautiful wife has

(c) what his wife has a beautiful figure

(d) what a beautiful figure his wife has    (ภรรยาของเขามีรูปร่าง-ทรวดทรงที่สวยงามอะไรเช่นนั้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”  (About)  จึงต้องเรียงในรูปบอกเล่า  “…………his wife has”  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบในโครงสร้างอื่นๆได้  เช่น

  • He is always boasting about how beautiful his wife is.
  • He is always boasting about what a beautiful wife he has.

                                             ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • _____________ he thinks sensible turns out to be ridiculous in other people’s eyes.

(______________________ เขาคิดว่าฉลาด (มีเหตุผล-มีไหวพริบ) กลายเป็นน่าหัว เราะเยาะ (น่าขัน-ไร้สาระ) ในสายตาของผู้อื่น)

(a) That

(b) Which

(c) What    (สิ่งที่, อะไรที่)

(d) When

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What he thinks sensible)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Turns out”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I wonder what ___________________________.  I feel that we have been a bit late.

(ผมสงสัยว่า (ขณะนี้) ___________________ อะไร  ผมรู้สึกว่าเราล่าช้าไปนิดหน่อยแล้วนะ)

(a) it is time

(b) time is it

(c) time it is    (เป็นเวลา)

(d) is it time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความ  “What time it is”  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Wonder”  โดยต้องเรียงประโยคในรูปบอกเล่า  คือ  ประธานอยู่หน้ากริยา  (What time it is)   

                                     ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ____________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน (ในขณะนี้)  ผมจะใช้คืน _______________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What I owe)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Pay”

                                      ตัวอย่างที่ 

  • __________________ astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought is indicated by their apparent universality.

(_____________________ วิชาโหราศาสตร์และอัลเคมี (การเล่นแร่แปรธาตุ)  อาจจะถูกถือว่าเป็นแง่มุมพื้นฐานของความคิด  ได้รับการบ่งชี้โดยความเป็นสากลที่เห็นได้ชัดเจนของมัน)  (คือ  ของทั้ง  ๒  วิชา)

(a) Both are

(b) What both

(c) Both

(d) That both    (ที่ว่าทั้ง)  (คือ  ทั้ง  ๒  วิชา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (That both astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is indicated”  เป็นกริยา  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The fact ____________________ money orders can usually be easily cashed has made them a popular form of payment.

(ข้อเท็จจริง ____________________ ธนาณัติโดยปกติแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างง่ายดาย  ทำให้มัน (ธนาณัติ) เป็นรูปแบบของการชำระเงินที่เป็นที่นิยมกัน)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) is that

(d) which is

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that money orders can usually be easily cashed”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี   “Has made”  เป็นกริยา

                                    ตัวอย่างที่ 

  • ___________________ dog was the first animal to be domesticated is generally agreed upon by authorities in the field.

(______________________ สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ถูกทำให้เชื่อง  ได้รับการเห็นด้วยโดยทั่วไปโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้)

(a) Until the

(b) It was the

(c) The

(d) That the    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากข้อความ   “That the dog was the first animal to be domesticated”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมีข้อความส่วนที่เหลือเป็นกริยาและส่วนขยายกริยา

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ____________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                                      ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ___________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  ส่วนกรรมรอง  คือ  “Us” จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                    ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “What I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Tell me __________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                     ๑. เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • That we, the Earth, live alone in the universe is still a question.

(ที่ว่าเรา, มนุษย์บนโลก, มีชีวิตอยู่ตามลำพังในจักรวาล  ยังคงเป็นปัญหา (เป็นที่สงสัย) อยู่)  (คือ  เชื่อกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวในดาวอื่นๆ ด้วย)

  • That she was not compatible with her husband was known to all.

(ที่ว่าเธอไปกันไม่ได้กับสามีของเธอ  เป็นที่รู้กันกับทุกคน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                      ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                      ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition”   เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                       ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                      ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

12. The police took drastic (แดรส-ทิค) measures to end the crime wave.

(ตำรวจใช้มาตรการที่    รุนแรงมาก-ดุเดือดมาก-เข้มงวดมาก-อย่างสุดขีด    เพื่อยุติคลื่นอาชญากรรม)

(a) lenient    (ลี้-เนี่ยนท หรือ ลี้น-เยิ่นท)  (ผ่อนผัน, โอนอ่อน, กรุณา, ปรานี)

(b) mendacious    (โกหก, มดเท็จ, ไม่ซื่อสัตย์, ไม่แท้, ปลอม)

(c) very strong and severe; very significant and noticeable   (เข้มข้นและรุนแรงมาก, สำคัญมากและสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน)   

(d) precocious    (แก่แดด, แก่เกินวัย, โตเกินวัย, ฉลาดเกินวัย)

 

13. Hurricanes often devastate the coffee crop, Haiti’s principal exports.  

(พายุเฮอริเคนมักจะ    ทำลาย-ล้างผลาญ    อยู่บ่อยๆ จำพวกพืชกาแฟ  ซึ่งเป็นสินค้าออกสำคัญของประเทศเฮติ)

(a) scatter    (กระจัดกระจาย, แตกกระเจิง, ทำให้กระจัดกระจาย, ทำให้แตกกระเจิง, สาด, โปรย, หว่าน, การทำให้กระจัดกระจาย-แตกกระเจิง, การสาด-โปรย-หว่าน)

(b) fertilize    (ทำให้เจริญพันธุ์, ผสมพันธุ์,  เพิ่มความอุดมสมบูรณ์, ทำให้ที่ดินอุดมสมบูรณ์, ทำให้มีลูก, ทำให้เกิดผล)

(c) fracture    (ทำให้แตก-ร้าว, แตกร้าว, ร้าว, การแตกร้าว, การแยก, รอยแตกร้าว,  กระดูกหัก)

(d) annihilate    (อะ-ไน้-ฮิ-เลท)  (ทำลายล้าง, บดขยี้)

 

14. The rivalry (ไร้-เวิล-รี่) between the two construction companies was obvious.

(การแข่งขันกัน-การชิงดีชิงเด่น-การเป็นคู่ต่อสู้กัน-การตีเสมอ    ระหว่างบริษัทก่อสร้าง  ๒  แห่งนั้นเห็นได้อย่างชัดเจน)

(a) cooperation    (ความร่วมมือ)

(b) compromise    (ค้อม-พระ-ไมซ)  (การประนีประนอม, การยอมรับ, การยอมอ่อนข้อแก่กัน, การตกลงกันได้, สิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง, ประนีประนอม, ยอม, พัวพัน, อ่อนข้อให้อย่างเสียเกียรติ)

(c) competition    (การแข่งขัน, การชิงชัย, การดิ้นรนต่อสู้ในการดำรงชีพ, ผู้แข่งขัน)

(d) probity    (โพร้-บิ-ที่ หรือ พร้อบ-บิ-ที่)  (ความซื่อสัตย์, ความซื่อตรง, ความตรงไปตรงมา)

 

15. She does not know how ___________________________________________ she is.

(เธอไม่รู้ว่าเธอ __________________________________________________ เพียงไร)

(a) attractive    (มีเสน่ห์)

(b) attract    (ยั่วยวนใจ, ดึงดูดใจ, ทำให้หลงใหล)

(c) attraction    (เสน่ห์, ความดึงดูดใจ)

(d) attractively

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้คำคุณศัพท์  (Attractive)   กับ  “Verb to be” (Is)  แต่ใช้กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  กับคำกริยาทั่วไป  เช่น   “………..how quickly she walks

 

16. Every piece of goods on display has its ____________________________ attached.

(สินค้าทุกชิ้นที่ตั้งแสดงไว้  มี ________________________________ ของมันติดอยู่ด้วย) 

(a) cost    (ราคาทุน, ต้นทุน)

(b) price    (ราคาขาย)

(c) worth    (ค่า, คุณค่า, ประโยชน์) 

(d) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า)     

 

17. We can build buildings hundreds of feet high in a short time by using modern ___________.

(เราสามารถสร้างอาคารสูงหลายร้อยฟุตในเวลาอันสั้น  โดยใช้ _________________ ทันสมัย)

(a) mechanic    (ช่างเครื่องยนต์)

(b) machine    (เครื่องจักร)  (เป็นนามนับได้)

(c) machinery    (เครื่องจักรกล)  (เป็นนามนับไม่ได้)

(d) mechanical    (เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “A modern machine”  หรือ  “Modern machines”   เนื่องจากนามนับได้  (Machine)   ไม่สามารถอยู่ลอยๆได้  ต้องมี  “Article” (A, An, The)  นำหน้า  หรือไม่ก็ทำเป็นรูปพหูพจน์  สำหรับ  “The”  จะใช้ต่อเมื่อมีการชี้เฉพาะเจาะจงลงไปเท่านั้น

 

18. Nick was delighted to be elected ___________________________________________.

(นิคมีความยินดี-ปลาบปลื้มที่ได้รับเลือกเป็น ___________________________________ )

(a) the president

(b) a president

(c) president    (ประธาน, ประธานาธิบดี)

(d) being president

ตอบ   -   ข้อ   (C)   ไม่ต้องมี  “Article” (A, The)

 

19. How tall _____________________________________________________________!

(____________________________________ และสูงอะไรเช่นนั้น)  (คุณช่างสูงเสียจริง) 

(a) you are grown

(b) are you grown

(c) you’ve grown    (คุณช่างโต)
(d) have you grown

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ประโยคอุทาน  ต้องเรียงประโยคแบบบอกเล่า  คือ ประธานอยู่หน้ากริยา  และเมื่อ   “Grow” หมายถึง  “เติบโต”  ต้องใช้ในรูป  “Active voice”  (ในข้อนี้ อยู่ในรูป  “Present perfect tense”)  (จึงไม่เลือก ข้อ  ซึ่งเป็น “Passive voice”)   ดูเพิ่มเติมประโยคอุทานจากตัวอย่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง ____________________________________________________ )

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}

                                        ตัวอย่างที่  

  • What _________________________________________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี _____________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard    (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Beard”  (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้  “A” นำหน้า

                                      ตัวอย่างที่  

  • ______________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ ___________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What    (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

  • What long hair you’ve got !

(เธอช่างมีผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

                             สรุป     

  • What + A + Adjective + Noun (Singular) + Subject + Verb

(What a beautiful girl she is!)

(เธอเป็นเด็กหญิงที่สวยจัง)

  • What + Adjective + Noun (Plural) + Subject + Verb

(What old houses those people have!)

(คนเหล่าโน้นมีบ้านที่เก่าจัง)

  • How + Adjective + Subject + Verb to be (Is, Are, Was)

(How generous his father was!)

(พ่อของเขาช่างมีใจเอื้อเฟื้อเสียจริง)

  • How + Adverb +Subject +Verb

(How slowly they walked!)

(พวกเขาเดินช้าอะไรเช่นนั้น)

 

20. We shall start now, _____________________________________________________?

(เราจะเริ่มกันตอนนี้เลย, _________________________________________________ )

(a) shall we

(b) shan’t we    (ใช่ไหม)

(c) shalln’t we    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) shall not we    (ในส่วน “Tag”  ต้องใช้รูปย่อเสมอ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นรูปปฏิเสธของ  “Shall not”   (Shall not  =  “Shan’t)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 314)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. We might still catch the train if we _________________________________________.

(เราอาจยังคงไปทันรถไฟ  ถ้าเรา ___________________________________________ )

(a) make hurry    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) haste    (ความเร่งรีบ)  (เป็นคำนาม)

(c) make haste    (เร่งรีบ, รีบไป, รีบทำ)

(d) hastily

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูการใช้  “Haste”  (Noun)  และ  “Hasten”  (เป็นคำกริยา หมายถึง  “รีบ, รีบทำ, รีบไป, เร่ง, ทำให้เร่งรีบ, เร่งเร้า”)  จากประโยคข้างล่าง

  • I immediately regretted my haste.

(ผมเสียใจในทันทีในความรีบร้อนของผม)  (ผมน่าจะค่อยทำค่อยไป  จะได้ผลดีกว่าที่ผ่านมา)

  • The old men began interrupting each other in their haste to explain what had happened.

(ชายชราพวกนั้นเริ่มขัดจังหวะกันเอง  ในความรีบร้อนที่จะอธิบายว่าอะไรได้เกิดขึ้น)

  • The reports that the battle had started were read in haste.

(รายงานที่ว่าการสู้รบได้เริ่มขึ้นแล้ว  ถูกอ่านอย่างรีบเร่ง)

  • Make haste all of you and get ready.

(รีบเร่งเข้านะทุกคน  และเตรียมพร้อมด้วย)

  • Two factors hastened the formation of the new party.

(ปัจจัย  ๒  ประการเร่งเร้าการก่อตั้งพรรคการเมืองใหม่)

  • The government hastened to increase the oil price to discourage wasteful use of fuel.

(รัฐบาลรีบเร่งขึ้นราคาน้ำมัน  เพื่อสะกัดกั้นการใช้เชื้อเพลิงอย่างสิ้นเปลือง)

  • He hastened back into the forest.

(เขารีบกลับเข้าไปในป่า)

  • Mr. Nixon hastened to remark that he was not against television.

(มิสเตอร์นิกสันรีบกล่าว (เพิ่มเติมเพื่อมิให้คนเข้าใจผิด) ว่าเขามิได้ต่อต้านโทรทัศน์)

 

2. John said that he had run in order ________________________________________.

(จอห์นกล่าวว่าเขาวิ่งเพื่อที่จะ ___________________________________________ )

(a) that he can catch the bus

(b) to the bus he could catch

(c) to catch the bus    (ให้ทันรถประจำทาง)

(d) so as to catch the bus

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “………had run so as to catch the bus” (.............วิ่งเพื่อให้ทันรถประจำทาง)   ก็ได้  หรืออาจตอบตามโครงสร้างข้างล่าง  แต่ทั้งนี้คำกริยาในอนุประโยคที่ตามหลังข้อความ  “So that, In order that”  (เพื่อที่ว่า) นิยมใช้  “May  (อาจจะ), Might, Should  (ควรจะ) ไม่นิยมใช้  “Will, Would, Can, Could”  แต่ทั้งนี้ต้องให้  “Tense”  สอดคล้องกับ  “Tense”  ในประโยคใหญ่ด้วย

  • John said that he had run in order that he might (should) catch the bus.

(จอห์นกล่าวว่าเขาวิ่ง  เพื่อที่ว่าเขาอาจจะไปทันรถประจำทาง)

  • We come to school so that we may (should) learn.

(เรามาโรงเรียน  เพื่อที่ว่าเราอาจจะได้เรียนรู้)

 

3. Returning to my apartment, _______________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม ____________________________________________ )

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)  ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไปดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • ___________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

( _________________________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม _____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ___________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                     ตัวอย่างที่  

  • ____________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(______________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                     ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)    ดังตัวอย่าง เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                       สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                           สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                    ตัวอย่างที่  

  • __________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(______________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

 

4. ____________________ that the formation of the sun, the planets, and other stars began with the condensation of an interstellar gas cloud.

(__________________________ ว่าการก่อตัวของดวงอาทิตย์  ดาวเคราะห์  และดาวอื่นๆ  เริ่มต้นด้วยการรวมตัวกันแน่นของเมฆที่เป็นกาซ (ที่อยู่) ระหว่างดวงดาว)

(a) Believing

(b) To believe

(c) The belief    (ความเชื่อ)  (เป็นคำนาม)

(d) It is believed    (มันถูกเชื่อ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (It)  และกริยา  (Is believed)  ของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

5. Geronimo was a renowned (ริ-เนานด์) chief of the Apache tribe.

(เจอโรนิโมเป็นหัวหน้าเผ่าที่    มีชื่อเสียง-มีกิตติศัพท์เลื่องลือ    ของเผ่าอปาเช่)

(a) a youthful    (ซึ่งอยู่ในวัยหนุ่ม)

(b) a knowledgeable    (มีความรู้)

(c) an eminent    (เอ๊ม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, มีชื่อเสียง, สูงส่ง)

(d) an inventive    (ซึ่งชอบประดิษฐ์คิดค้น)

(e) gracious    (กรุณา, ปรานี, เมตตา, สุภาพ, มีมารยาท, สง่างาม, สวยงาม, เรียบร้อย)

 

6. The breach (บรีช) between devoted and commercial artists first became apparent in the nineteenth century.

(การแตกแยก-การแตกแยกของความเป็นมิตร-การฝ่าฝืน-การทำลาย    ระหว่างศิลปินที่อุทิศตัวเพื่องาน และ ศิลปินเชิงพาณิชย์ (คือผลิตผลงานเพื่อขาย) เริ่มเห็นได้ชัดเจนเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่  ๑๙)

(a) collusion    (การสมรู้ร่วมคิด, การสมคบคิดกันกระทำความผิด)

(b) duel    (ดู๊-เอิ้ล)  (การดวลกัน, การต่อสู้กันตัวต่อตัว)

(c) exchange    (การแลกเปลี่ยน)   

(d) rift    (การแตกแยกของมิตรภาพ, ความแตกต่างของความคิดเห็น, การแตกร้าว, รอยแตก, รอยแยก, ช่อง, ร่อง)

(e) accord    (ความสอดคล้อง, ความสามัคคี, ข้อตกลง, เสียงดนตรีที่ประสานกัน)

 

7. Walt Whitman was the great emancipator of the form and spirit of American poetry.  

(วอล์ท วิธแมน  เป็น    นักปลดปล่อย    ผู้ยิ่งใหญ่ในด้านรูปแบบและจิตวิญญาณของบทกวีอเมริกัน)

(a) designer    (นักออกแบบ)

(b) liberator    (ผู้ปลดปล่อย  -  เรื่องเสรีภาพ หรือ อื่นๆ)

(c) custodian    (ผู้ปกครอง, ผู้อารักขา, ผู้ที่เก็บรักษา)

(d) enthusiast    (ผู้กระตือรือร้น, ผู้มีใจจดใจจ่อ)

(e) pacifist    (ผู้รักสันติภาพ)

 

8. Earthworms occur ____________________ adequate moisture and food and the necessary soil conditions are found.

(ไส้เดือนเกิดขึ้น ____________________ (ซึ่ง) พบว่ามีความชื้นและอาหารเพียงพอ  และมีสภาพดินที่จำเป็น  -  หรือเอื้ออำนวย)  (แปลตามประโยค  คือ  ............... (ซึ่ง) ความ ชื้นและอาหารที่เพียงพอ  และสภาพดินที่จำเป็น (ต่อไส้เดือน) ถูกพบ)

(a) and

(b) but

(c) wherever    (ที่ใดก็ตาม)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

 

9. She demands that the children __________________________________________ her.

(เธอเรียกร้อง-ต้องการ  ว่าพวกเด็กๆ ___________________________________ เธอ)

(a) obeys

(b) obeyed

(c) obeying

(d) obey    (เชื่อฟัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากกริยาในอนุประโยคที่ตามหลังกริยา  “Demand, Require, Insist, Suggest, Advise, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   โดยเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ___________________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน) ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she ________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I __________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                    ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน ___________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • He suggested ________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ______________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                   ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _______________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ___________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ___________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                    ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ___________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ______________________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He recommended that I ______________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                                     ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I suggested to her that her husband _____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                       ตัวอย่างที่  ๑๓

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority _______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                    ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I will recommend that the student ___________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                      ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Many customers have requested that we _____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                       ๑. อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                             ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

(เธอร้องขอว่า  เธอควรได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง)

 

                                     ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

10. Though this study proves that there is no life on Mars, ________ people still think there is.

(แม้ว่าการศึกษาครั้งนี้พิสูจน์ว่า  ไม่มีชีวิตบนดาวอังคาร  ผู้คน ____________ ยังคงคิดว่ามี)

(a) a great deal    (จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(b) much    (จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) a great many    (จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) many a    (จำนวนมาก, ไม่น้อย)  (ใช้กับคำนามนับได้  เอกพจน์)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “People”  เป็นคำนามพหูพจน์  หรืออาจตอบ  “A great number of, A large number of, A number of, Many, A lot of, Lots of, Plenty of”  (ทุกคำหมายถึง  “จำนวนมาก”  ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)  ก็ได้  ดูการใช้คำต่างๆจากประโยคข้างล่าง

  • A great deal of money was spent on the project.

(เงินจำนวนมากถูกใช้ไปกับโครงการ)

  • There is a great deal of rice sold in this shop.

(มีข้าวมากมายจำหน่ายในร้านนี้)

  • There is too much water in the dam.

(มีน้ำมากเกินไปในเขื่อน)

  • Much work has been done to help the poor.

(งานมากมายถูกทำเพื่อช่วยเหลือคนจน)

  • Many a man has told the same story.

(คนจำนวนมากได้เล่าเรื่องซ้ำๆกันนี้)

 

11. In Sweden all real estate belongs to the Crown, and there is __________ as private land.

(ในสวีเดน  อสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดเป็นของกษัตริย์  และ ____________ เช่นที่ดินส่วนตัว)

(a) as not owners

(b) no such thing    (ไม่มีสิ่ง)

(c) not private owners

(d) as private owners

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “……..and there is no owner of private land”  (และไม่มีเจ้าของที่ดินส่วนตัว)

 

12. Because Jim’s and Tom’s working hours coincide (โค-อิน-ไซ้ด), and they live in the same vicinity, they depart from their homes at the same time.

(เพราะว่าชั่วโมงทำงานของจิมและทอม    เกิดขึ้นพร้อมกัน-ตรงกัน-สอดคล้องต้องกัน-เข้ากันสนิท-ทับกันสนิท-ลงรอยกัน    และพวกเขาอาศัยอยู่ในบริเวณเดียวกัน  พวกเขาจึงออกจากบ้าน (ไปทำงาน) ในเวลาเดียวกัน)

(a) differ    (แตกต่างกัน)

(b) vanquish    (แว้น-ควิช)  (ปราบ, ปราบปราม, กำจัด, พิชิต, มีชัยชนะ, รบชนะ)

(c) occupy the same time; occupy the same place in space; correspond exactly; agree    (เกิดขึ้นเวลาเดียวกัน, เกิดขึ้นสถานที่เดียวกันหรือซ้อนทับกัน, เข้ากันสนิทหรือทับกันสนิท, ลงรอยกัน)

(d) topple    {โค่นล้ม (รัฐบาล, ต้นไม้), ทำให้ล้มลง, ล้มลง, คว่ำลง, โอนเอนทำท่าจะล้ม, หกคะเมน}

 

13. Not wishing to act hastily, the governor pondered the problems for days.  

(ไม่ปรารถนาจะทำอย่างรีบเร่ง  ท่านผู้ว่าฯ    ไตร่ตรอง-พิจารณา-ครุ่นคิด-คำนึง    ปัญหาเป็นเวลาหลายวัน)

(a) cannibalized   {(คน) กินเนื้อคน, (สัตว์) กินสัตว์จำพวกเดียวกัน, ใช้อะไหล่จากเครื่องหนึ่งไปใส่ให้กับอีกเครื่องหนึ่ง)}

(b) considered carefully    (พิจารณา-ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ)

(c) regretted    (ริ-เกร้ท-ทิด)  (เสียใจ, สลดใจ, ความเสียใจ, ความสลดใจ) 

(d) demoralized    (ทำให้เสียขวัญ-เสียกำลังใจ, ทำให้ระส่ำระสาย)

 

14. After Mary’s wrath (ร้อธ หรือ แร้ธ หรือ ร้าธ  แต่นิยมอ่าน “ร้อธ”) subsided, we were able to tell her what happened.  

(หลังจาก    ความโกรธเคือง-โมโห    ของแมรี่สงบลง  เราจึงสามารถบอกเธอว่าอะไรได้เกิดขึ้น)

(a) rage; fury; very great anger    (ความเดือดดาล-บันดาลโทสะ, ความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ, ความโกรธอย่างมาก)

(b) compunction    (คัม-พั้งค-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวลต่อสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว)

(c) pinnacle    (ยอด, ยอดภูเขา-ตึก-เจดีย์ ฯลฯ, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ส่วนที่เป็นยอดแหลม)

(d) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

 

15. He was so busy so he had his servant ______________________________ the shoes.

 (เขามีงานยุ่งมาก  ดังนั้น  เขาจึงให้คนรับใช้ __________________________ รองเท้าให้)

(a) shining

(b) shine    (ขัด)

(c) shined    (กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Shine”)

(d) shone     (กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Shine”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นไปตามโครงสร้างใน   “Causative use”  คือ  “Subject + Have + Someone + Do (Verb 1) + Something”  (ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • What would you _________________________________________ me do for you?

(คุณจะ ___________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have    (ใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Have + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?” ดูเพิ่มเติมเรื่อง   “Causative use”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ____________________.

(วันนี้   ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  __________________________ )

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • He had the cook ____________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                      ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter _______________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ __________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Somethingคือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                     ตัวอย่างที่  

  • What would you have me __________________________________________?

(คุณจะให้ผม _________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                       สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + Have + Someone + Do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่  ) + Something”  หรือ  (= Subject + Get +  Someone + To do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + Something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

            1. Subject + Have + Someone + Do + Something  (กรรมของ  verb  “Do”)

            2. Subject + Get + Someone + To do + Something  (กรรมของverb  “Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                      ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                      อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + Have (Get) + Something + Done + (By someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

16. I haven’t __________________________________________________ money left now. 

(ผมไม่มีเงินเหลือ _________________________________ เลยขณะนี้)  (ไม่มีเงินเหลือเลย)

(a) no

(b) some

(c) none

(d) any    (บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ   ดูการใช้  “Any”   ในประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • We had hardly __________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน ________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ,  บ้าง)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้   คือ

                                      ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                            และเมื่อใช้   “Any” ป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  ะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                            อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                            ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                             ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                    ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

  • I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                     ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb”  ขั้นกว่า  เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

17. Now ready-made __________________________________ trade is booming in Bangkok.

(ปัจจุบัน  การค้า ____________________ สำเร็จรูป  กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกรุงเทพฯ)

(a) cloth    (คลอธ)  (ผ้าเป็นชิ้นๆ ยังไม่ได้ตัดชุด)

(b) clothes    (เสื้อผ้า)

(c) clothing    (เสื้อผ้า, เครื่องแต่งกาย)

(d) clothed    (สวมเสื้อผ้า, แต่งตัว)   

ตอบ   -   ข้อ   (b)   นิยมใช้  “Ready-made clothes”  (เสื้อผ้าสำเร็จรูป)

 

18. Anne took the blind man _________________________ and helped him across the road. 

 (แอนจูง ______________________________________ คนตาบอด  และช่วยเขาข้ามถนน)

(a) with a hand

(b) by her hand

(c) by hand

(d) by the hand    (มือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Take someone by the hand”  =  “จูงมือ

 

19. I had _____________________________________________ idea it was so expensive.

(ผม _________________________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no    (ไม่)

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Have no idea” =  “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

20. If you want to _______________ a really good cook, you have to give him a lot of money.

(ถ้าคุณต้องการ ________ พ่อครัวฝีมือดีจริงๆ  คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินให้เขาเป็นจำนวนมาก)

(a) rent    (เช่า)

(b) lend    (ให้ยืม)

(c) borrow    (ขอยืม)  

(d) hire    (จ้าง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 313)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Most of the work was done by _________________________________ carpenters.

(งานส่วนใหญ่ถูกทำโดย __________________________________________ ช่างไม้)

(a) we

(b) mine

(c) us    (พวกเรา)

(d) ours

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากลดรูปมาจาก  “………was done by us who are carpenters”  (.........โดยเรา  ผู้ซึ่งเป็นช่างไม้)  ทั้งนี้  หลัง  “Preposition”  (By, For, Of, On, In, At, Among, Between, etc.)  ต้องอยู่ในรูปกรรม  (Us, Them, You, Me, Him, Her, It)  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการจะบอกว่า  “ถูกทำโดยช่างไม้ของเรา”  จะต้องใช้โครงสร้าง  “………. was done by our carpenters”

 

2. _______________________________ secretaries would like to help with the project.

(เรา __________________________ (ผู้ซึ่งเป็น) เลขานุการ  อยากจะช่วยทำโครงการนี้)

(a) We    (เรา)

(b) Us

(c) Ours

(d) Them

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “We who are secretaries”  (เราผู้ซึ่งเป็นเลขานุการ)  แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า  “เลขานุการของเรา”  จะต้องใช้โครงสร้าง  “Our secretaries

 

3. Donald, as well as the other trainees, has expressed _________________ willingness to assume responsibility.

(โดนัลด์  เช่นเดียวกับผู้เข้ารับการอบรมคนอื่นๆ  ได้แสดงความเต็มใจ ______________ ที่จะ (เป็นผู้) รับผิดชอบ)

(a) their

(b) his    (ของเขา)

(c) him

(d) hers

ตอบ   -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  เมื่อประธาน  ๒  ตัว  เชื่อมด้วย  “As well as, With, Together with, Along with, Including, Besides, Plus, Like, Not, Accompanied by”  ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  (ในที่นี้  คือ  “Donald”)  และต้องใช้รูปสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ หรือกรรมของประธานตัวหน้านี้ด้วย  ซึ่งในที่นี้  คือ  “His”  เช่น

  • My dog as well as my cats eats its special food twice a day.

(สุนัของผม  เช่นเดียวกับแมวของผม  กินอาหารพิเศษของมันวันละ  ๒  ครั้ง)

(ใช้กริยา  “Eats”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “Its”  ตาม  “My dog”)

  • John along with his friends spends much of his time swimming.

(จอห์น  เช่นเดียวกับเพื่อนของเขา  ใช้เวลามากมายในการว่ายน้ำ)

(ใช้กริยา  “Spends”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “His”  ตาม  “John”)

 

4. We have not yet received the machine ___________________________ we ordered.

(เรายังมิได้รับเครื่องจักร __________________________________________ เราสั่งซื้อ)

(a) who

(b) what

(c) that    (ซึ่ง, ที่)

(d) whom

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้  “That”  หรือ  “Which”  แทนสิ่งของ  (Machine)  หรือสัตว์

 

5. Mr. Kate wants to meet _____________________ wrote the article about the Himalayas.

(มิสเตอร์เคทต้องการพบ _________________ ซึ่งเขียนบทความเกี่ยวกับเทือกเขาหิมาลัย)

(a) whatever

(b) whoever    (ใครก็ตาม)

(c) whomever

(d) whichever

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  (Whoever wrote the article about the Himalayas)

 

6. The collapse of the stock market in 1929 signaled the beginning of the Depression. 

(การล้มลงหรือทรุดลง-ภาวะทรุดโทรม    ของตลาดหุ้นในปี  ๑๙๒๙  ส่งสัญญาณการเริ่มต้นของการถดถอยทางเศรษฐกิจ)  (ในอเมริกา)

(a) rise    {การเพิ่มขึ้น, การขึ้น (ของดวงอาทิตย์)}

(b) rebirth    (การเกิดใหม่, การเกิดอีกครั้ง)

(c) debt    (เด๊ท)  (หนี้สิน)

(d) failure    (เฟ้ล-เย่อร์)  (ความเสื่อมถอย, ภาวะล้มละลาย, ความล้มเหลว-ไม่สำ เร็จ, ความไร้ผล, การสอบตก, บุคคลหรือสิ่งที่ล้มเหลว)

(e) fluctuation    (การขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การไม่มีเสถียรภาพ, การผันแปร, การแกว่งไปมา)

 

7. His qualifications for the research assistantship are indisputable.

(คุณสมบัติของเขาสำหรับการเป็นผู้ช่วยวิจัยเป็นสิ่ง    ที่โต้แย้งไม่ได้-ที่ปฏิเสธไม่ได้-ที่ไม่อาจเถียงได้)    (คือเหมาะสมอย่างมากๆ)

(a) fraudulent    (ฟร้อ-ดู-เลิ่นท)  (หลอกลวง, ฉ้อโกง, ฉ้อฉล)

(b) outstanding    (เด่น, มีชื่อเสียง, สำคัญ, ยังไม่ยุติ, ยังไม่สำเร็จ, ค้าง, ยังไม่ได้ ชำระ, ยังคาราคาซังอยู่)

(c) unquestionable    (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัย, ไม่มีปัญหา, ไม่มีข้อยกเว้น  -  คือเหมาะสมอย่างยิ่ง)

(d) invalid    (ไม่สมบูรณ์, ใช้การไม่ได้, ไม่มีผลบังคับ, โมฆะ, อ่อนแอ, ไร้กำลัง)

(e) gullible    (ซึ่งถูกโกงหรือหลอกลวงได้ง่าย)

 

8. Like many other swamp birds, blue herons use wild grasses for shelter.  

(เหมือนกับนกตามหนองน้ำ-บึงชนิดอื่นๆ  นกกระสาสีน้ำเงินใช้หญ้าป่าสำหรับเป็น    ที่กำบัง-ที่หลบภัย-ที่หลบซ่อน-ที่พักอาศัย-ที่ลี้ภัย-การป้องกันหรือหลบภัยจากสถานที่ดังกล่าว)

(a) laying eggs    (การวางไข่)

(b) nourishment    (เน้อ-ริช-เมิ่นท)  (อาหาร, สิ่งบำรุงเลี้ยง, การบำรุงเลี้ยง-บำรุงกำลัง)

(c) finding mates    (การหาคู่)

(d) cover    (สิ่งที่คุ้มกันภัย, สิ่งที่ปกคลุม, ฝาปิด)   

(e) subterfuge    (ซั้บ-เทอะ-ฟิวจ)  (คำอ้าง, ข้ออ้าง, วิธีการหลีกเลี่ยง, การบอกปัด, คำบอกปัด)

 

9. We need more people like Linda, _____________ work is always neat and well organized.

(เราต้องการคนมากขึ้นแบบเดียวกับลินดา _______________ งาน _______________ ประณีตและจัดระบบเป็นอย่างดีอยู่เสมอ)

(a) whose    (ผู้ซึ่ง ..................(งาน)..................... ของเธอ)

(b) who

(c) which

(d) whom

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  “ผู้ซึ่งงานของเธอ”

 

10. I don’t like this shirt.  Please bring me ______________________________________.

(ผมไม่ชอบเสื้อเชิร์ตตัวนี้  โปรดเอามาให้ผม ____________________________________ )

(a) the other

(b) other one

(c) another    (อีกตัวหนึ่ง)

(d) one

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Another, Other, Others, The other, The others”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • As soon as Frank finishes one job, he starts ___________________________ one.

(ในทันทีที่แฟรงค์ทำงานหนึ่งเสร็จ  เขาก็จะเริ่มต้น (ทำ)  __________________________ )

(a) others

(b) all other

(c) the others

(d) other

(e) another    (อีกงานหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (e)  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • ______________ children are very bold; _______________ seem easily frightened.

(เด็ก ____________ กล้าหาญมาก  (แต่) ____________ ดูเหมือนว่าตกใจง่าย  -  หรือขี้กลัว)

(a) Some of __________ other

(b) Some of __________ the others

(c) Some ___________ others    (บางคน ........................  เด็กคนอื่นๆ)

(d) Some ___________ another

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Some”  ใช้คู่กับ  “Others  

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Some children are very bright; __________________________________ are not.

(เด็กๆ บางคนฉลาดมาก  (แต่) __________________________________ มิได้ฉลาดมาก)

(a) the other

(b) the others

(c) others    (เด็กคนอื่นๆ)

(d) another

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The ancient Hopewell people of North America probably cultivated corn and ______________ crops, but hunting and gathering were still of critical importance in their economy.

(ชาวโฮปเวลล์โบราณในทวีปอเมริกาเหนือ (อินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง) อาจจะเพาะปลูกข้าว โพดและพืช __________________ แต่การล่าสัตว์และเก็บของป่าก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเศรษฐกิจของพวกเขา)

(a) another

(b) the others

(c) other    (อื่นๆ)

(d) other than

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I have ____________________________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ ______________________________________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง” 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • If you don’t want this pen, take ________________.  There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา ________ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • One of my English teachers is American, ________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                     อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                     นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                     สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ 

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _________________.   (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรร ดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

(ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒  คน  หรือ  ๒  ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร} (หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                      กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง)  (ที่เหลืออยู่)

                                     อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                      สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

11. Some people take up a hobby because it is fun; _________________ seek in hobbies relief from the tensions of life.

(บางคนมีงานอดิเรกเพราะมันสนุก __________________ แสวงหาจากงานอดิเรก  การลดความตึงเครียดในชีวิต)  (คือ  มีงานอดิเรกเพื่อลดความเครียดในชีวิต)

(a) the others

(b) another

(c) the other

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้  “Some”  คู่กับ  “Others”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมใน  ข้อ  ๑๐  ของข้อสอบชุดนี้

 

12. What factors have contributed _________________ the climatic changes of the Earth?

(ปัจจัยอะไรที่ _______________________ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก)

(a) on

(b) at

(c) with

(d) to    (“Contribute to”  =  มีส่วนก่อให้เกิด, มีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือ”)

 

13. The cashier was dismissed ______________ her post _______________ dishonesty.

(แคชเชียร์ถูกไล่ออก ______________ ตำแหน่งของเธอ _____________ ความไม่ซื่อสัตย์)

(a) from _____________ of

(b) by _____________ of

(c) from _____________ for    (จาก ....................... เพราะว่า-เนื่องจาก)

(d) from _____________ at

 

14. We should try to eliminate all vermin from our house.

(เราควรพยายามกำจัด    สัตว์เล็กๆหรือแมลงที่มีภัย-บุคคลที่น่ารังเกียจหรือเป็นภัยต่อสังคม    จากบ้านของเรา)  (“Vermin” รูปพหูพจน์ ไม่ต้องเติม “S”)

(a) genocide    (การฆ่าทำลายล้างเผ่าพันธุ์)

(b) rodents    (สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก กระแต บีเวอร์ กระต่าย ฯลฯ)

(c) small animals like fleas, bedbugs, lice, rats, mice, etc.   (สัตว์เล็กๆ เช่น หมัด-เห็บ, ตัวเรือด, เล็น-ไร-โลน, หนู)

(d) culprits    (ผู้กระทำผิด, นักโทษ, ผู้ร้าย, จำเลยในคดีอาญา)

 

15. Lenin was the disciple (ดิ-ไซ้-เพิ่ล) of Marx but not his slave.

(เลนินเป็น    สาวก-ศิษย์-ผู้ติดตาม    ของมาร์กซ์  มิใช่ทาสของเขา)

(a) cannibal    (คนกินเนื้อคน, ซีอุย, สัตว์ที่กินเนื้อพวกเดียวกันเอง)  (เสือ สิงโต หมี  ไม่จัดอยู่ในประเภทนี้  เพราะกินเนื้อสัตว์ประเภทอื่น)

(b) discipline    (ดิส-ซิ-พลิน)  (วินัย, ระเบียบวินัย, ข้อบังคับ, การฝึกฝน, การลงโทษ, สาขาวิชา, วินัยทางศาสนา)

(c) victim    (เหยื่อ, ผู้เคราะห์ร้าย, ผู้รับบาป, ผู้ถูกโกง, ผู้ถูกหลอก, สิ่งมีชีวิตที่ถูกบูชายัญ)

(d) student; follower    (นักเรียน-ลูกศิษย์, ผู้ติดตาม-สาวก-ผู้รับใช้-ผู้สนับสนุน-บริวาร)

 

16. We could scarcely believe the damage caused by the vandals.

(เราแทบไม่เชื่อในความเสียหาย  ที่ถูกทำให้เกิดขึ้นโดย    ผู้ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ  -  ทั้งแบบที่ตั้งใจและมิได้ตั้งใจ)  (คือ เสียหายมากจนแทบไม่น่าเชื่อ)

(a) autopsy    (อ๊อ-ทอพ-ซี)  (การชันสูตรศพ, การผ่าศพ, ชันสูตรศพ, ผ่าศพ)

(b) catastrophes    (คะ-แทส-โทร-ฟี่)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร, จุดจบ)

(c) holocausts    (ฮ้อล-โล-คอสท)  (ความหายนะ, การทำลายจนหมดสิ้น, การเผาบูชาจนสิ้น)  ( “Holocaust” หมายถึง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยนาซี ในสงครามโลกครั้งที่ ๒)

(d) destroyers; persons who willfully or ignorantly destroy or damage beautiful things    (ผู้ทำลาย, บุคคลผู้ซึ่งทำลาย หรือทำความเสียหายสิ่งสวยงามต่างๆโดยเจตนา หรือสะเพร่า)

 

17. She was unable to tell us ____________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ______________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ(c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ___________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -     ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                                    ตัวอย่างที่  

  • Tell me __________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น (นำหน้า)  ด้วย “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ   “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                     ๑. เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                     ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                      ๓.  เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                      ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                      ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)   ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  “The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

หมายเหตุ   –    จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”   จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่” หรือ “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค   (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง   เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

18. He denied ___________________________________________________________.

(เขาปฏิเสธ________________________________________________________ )

(a) that he had not murdered the old man

(b) that he had murdered the old man.    (ว่าเขา (มิได้) ฆ่าชายแก่คนนั้น)

(c) to murder the old man.

(d) to have murdered the old man.

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  {Deny + (That) + Subject + Verb (บอกเล่า)}

กล่าวคือ  ประโยคข้างบน จะแปลตรงๆว่า  “เขาปฏิเสธว่า เขาฆ่าชายแก่คนนั้น”  ซึ่งผิดกับภาษาไทยที่นิยมพูดว่า  “เขาปฏิเสธว่า  เขาไม่ได้ฆ่าฯ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • He denied that he was involved and demanded an apology.

(เขาปฏิเสธว่าเขา (มิได้) เกี่ยวข้องด้วย  และเรียกร้องการขอโทษ)

  • Bill denied doing anything illegal.   (Deny + Verb +ing)

(บิลปฏิเสธการทำอะไรที่ผิดกฎหมาย)  (คือ บอกว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย)

  • The government denied the workers social equality.

(รัฐบาลปฏิเสธความเท่าเทียมกันทางสังคมแก่คนงาน)  (คือ ไม่ยอมให้สิ่งนี้แก่คนงาน)

  • She has denied me access to some information. (Deny + กรรมรอง + กรรมตรง)

(เธอไม่ยอมให้ผมเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง)

 

19. ____________________________________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(_______________________________________ เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless    (ถ้า...................ไม่)

(c) Whether    (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว  แต่ถ้าไว้ในประโยค   ใช้ได้ทั้ง   “Whether”   และ   “If”   เช่น

  • I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)      

 

20. I left home very quickly ________________________________________ miss the train.

(ผมออกจากบ้านอย่างรวดเร็วมาก _____________________________________ ตกรถไฟ)

(a) so that not to

(b) so that not

(c) so as not

(d) so as not to    (เพื่อจะได้ไม่)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  หรือใช้อีกรูปหนึ่ง คือ   “in order not to

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 312)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It seemed to Mrs. Simpson that the butter smelled somewhat ________________ and she could not serve it to her guests.

(สำหรับมิสซิสซิมสัน  มันดูเหมือนว่าเนยเหลวนั้นมีกลิ่นค่อนข้าง _______________ และเธอไม่สามารถเสิร์ฟมันให้กับแขกของเธอ)

(a) badly

(b) bad    (ไม่ดี, เลว, ร้าย, ผิดศีลธรรม, ไม่เหมาะสม)

(c) worse    (เลวกว่า, แย่กว่า)  (ไม่เลือกข้อนี้เพราะไม่ใช่การเปรียบเทียบ)

(d) worsely    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Smell”   (เมื่อมีความหมาย  “มีกลิ่น”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think she is very suitably dressed.  She looks extremely _______________ to me.

(ผมไม่คิดว่าเธอแต่งตัวได้เหมาะสมมากนัก  เธอมีท่าทาง ________________ อย่างมากสำหรับผม)

(a) commonly

(b) common    (ธรรมดา, สามัญ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) commonness    (ความเป็นธรรมดาสามัญ, ความพร้อมกัน-ร่วมกัน-เหมือนกัน)  (เป็นคำนาม)

(d) being common

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หลังคำกริยา  “Look”  เมื่อหมายถึง  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • The mother looked _____________________________________ at her naughty child.

(แม่มอง ___________________________________________ ที่ลูกผู้ซุกซนของเธอ)

(a) anger

(b) angry

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(d) angered

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ขยายกริยา  “Look at”  (จ้องมอง)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายความว่า  “มีอาการ, มีลักษณะ, มีท่าทาง”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   ดังประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Let us _________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • I _______________________________________ about his ability to do the work.

(ผม ________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ  “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ......................)

                                 ตัวอย่างที่  

  • Everything looks __________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ___________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความ หมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                                 ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ___________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _______________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                  ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ___________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten     (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                                   ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะ  งุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก   “Seem + Adjective

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed _________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

 (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

 (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

 (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า)Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง)Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • Her name sounds familiar to me.   (ชื่อของเธอฟังดูคุ้นๆหูผม)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

2. It is ___________ for you to stay in one place and get an education ______________ it is for you to travel all over.

(มัน _______ สำหรับคุณที่จะพักอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง  และได้รับการ ศึกษา (ที่นั่น) _______ สำหรับคุณที่จะเดินทางไปทั่ว)  (แล้วเรียนที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง)  (ข้อนี้แนะนำให้อยู่ที่เดียว เรียนที่เดียว  ดีกว่าจะย้ายไปเรียนในที่หลายๆแห่ง)

(a) as ___________ as

(b) best ___________ than

(c) better ____________ than    (ดีกว่า ......................... มากกว่า)

(d) the same _____________ as

 

3. Everyone started to ________________________________________________ loudly.

(ทุกคนเริ่มที่จะ ________________________________________________ เสียงดัง)

(a) laugh at

(b) laughing

(c) laugh    (หัวเราะ)

(d) stare    (จ้องมอง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Started laughing”  เนื่องจาก  “Start + To + Verb 1”  หรือ  “Start + Verb + ing”  จะมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  สำหรับคำกริยาที่สามารถตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายเหมือนกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • She began ______________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม __________________________________________ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”  หรือ  “Begin + Verb + ing”  โดยที่ความหมายเหมือนกันทุกอย่าง   ดูคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ “Begin”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I prefer reading to __________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ________________________________________________ )

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้  “Prefer” สามารถตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง คือ

  • I prefer to read to to write.   

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี  “To”  ถึง  ๓  ตัว)

                                      กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1) หรือ  “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Hear, Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการ (เตรียม) สอบ)

  • She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

4. She thinks we should leave now because it is wiser ________________ before    the traffic goes too heavy.

(เธอคิดว่าเราควรออกเดินทางตอนนี้  เพราะว่ามันฉลาดกว่ากัน ___________________ ก่อนที่การจราจรจะคับคั่งมากเกินไป)

(a) than leaving    (ไม่เลือกข้อนี้เพราะไม่ใช่การเปรียบเทียบ)

(b) to leave    (ที่จะออกเดินทาง)

(c) when leaving

(d) leave

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “It is (was) + Adjective (ขั้นธรรมดา-ขั้นกว่า-ขั้นสุด) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • It is difficult to pass the exam.

(มันยากที่จะสอบผ่าน)

  • It is important to finish the work today.

(มันสำคัญที่จะทำงานให้เสร็จในวันนี้)

  • It is better to consult your parents.

(มันดีกว่าที่จะปรึกษาพ่อแม่ของคุณ)

  • It is worse to go there alone when you’re not familiar with the place.

(มันแย่กว่าที่จะไปที่นั่นตามลำพัง  เมื่อคุณไม่คุ้นเคยกับสถานที่)

  • It is best to be honest in whatever you do.

(มันดีทีสุดที่จะซื่อสัตย์สุจริตในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

 

5. A prominent speaker will precede the ceremony of the granting of the diplomas.  

(ผู้พูดที่มีชื่อเสียง-โด่งดัง  จะ    มาก่อน-นำหน้า-นำก่อน-เสริมหน้า  (หมายถึง  พูดก่อนหรือเกิดขึ้นก่อน)  พิธีมอบประ กาศนียบัตร)

(a) amplify    (ขยายใหญ่ขึ้น, ขยายความ)   

(b) counterfeit    (เค้าน-เทอะ-ฟิต)  (ทำปลอม, ทำเทียม, ของปลอม-เทียม,  ซึ่งปลอมหรือไม่ใช่ของแท้)

(c) meditate    (ไตร่ตรอง, ใคร่ครวญ, ทำสมาธิ)

(d) lead; come before   (มาก่อน, เกิดขึ้นก่อน, นำ)

 

6. With an embrace, the mother soothed the hurt child.

(ด้วยการโอบกอด  แม่    ปลอบโยน-ปลอบขวัญ-ประโลมใจ-ทำให้บรรเทา-ลด    ลูกที่ได้รับบาดเจ็บ)

(a) lamented    (โศกเศร้า, คร่ำครวญ)

(b) furnished    (จัดหา, ติดตั้งเครื่องเรือนให้, เตรียมพร้อม)  

(c) comforted; calmed    (ปลอบโยน, ปลอบใจ, ช่วยเหลือ, ทำให้สงบหรือเงียบเสียง)

(d) implicated    (พัวพัน, เกี่ยวข้อง, ทำให้ติดร่างแหเข้ามาด้วย, กล่าวหา)

 

7. The Civil Defense evacuated all inhabitants from the area where the storm was predicted to strike.

(หน่วยป้องกันฝ่ายพลเรือน    อพยพ-โยกย้าย-ถอนออก-ถอย-ขับออก-ขจัด    ผู้อยู่อาศัยทั้งหมดจากพื้นที่  ซึ่งพายุได้ถูกทำนาย-คาดหมายว่าจะจู่โจม  -  หรือปะทะ)

(a) aided    (ช่วยเหลือ)

(b) warned    (เตือน)

(c) bickered    (ทะเลาะวิวาท, โต้เถียง, เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว, การทะเลาะวิวาท, การถกเถียงอย่างโกรธเคือง, เสียงทะเลาะวิวาท)

(d) removed    (ย้าย, โยกย้าย, เอาออก, ถอด, ขนของ, ลบ, ขจัด, กำจัด, ปลดเปลื้อง, ไล่ออก, ฆ่า, ลอบฆ่า, การเอาออก, การย้าย, การโยกย้าย)

 

8. I think it was a good seminar because __________ were exchanged among the participants.

(ผมคิดว่ามันเป็นการสัมมนาที่ดี  เพราะว่า ______ ได้ถูกแลกเปลี่ยนกันในบรรดาผู้เข้าร่วมสัมมนา)

(a) much more ideas    (“Much”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(b) many more ideas    (ความคิดมากขึ้นอย่างมากมาย)

(c) much number of ideas    (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) many number of ideas    (ไม่ใช้รูปนี้)

 

9. The other day, I _______________ the woman who _______________ as the manager’s secretary before she got fired due to her dishonesty.

(เมื่อวันก่อน  ผม _______________ ผู้หญิงผู้ซึ่ง _______________ เป็นเลขานุการของผู้จัดการ  ก่อนที่เธอจะถูกไล่ออกเนื่องจากความไม่ซื่อสัตย์)

(a) met __________ has been working    (พบ ..................... ได้กำลังทำงาน)

(b) meet __________ would work

(c) met ___________ used to work    (พบ ......................... เคยทำงาน)

(d) have met ___________ had worked

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “The other day”  (เมื่อวันก่อน)  เป็น  “Adverb of time”  ที่แสดงอดีต  จึงต้องใช้กับกริยา  “Met”  หรือ  “Had met”  ส่วนตัวเลือกที่สอง  ต้องใช้  “Used to work”  (เคยทำงาน)  เนื่องจากปัจจุบัน  เธอถูกไล่ออกไปแล้ว

 

10. Can you give us a rough estimate on ___________________ we’ll pay for the damages?

(คุณจะบอก (ให้) ราคาที่ประเมิน (หรือ การประเมิน) อย่างคร่าวๆแก่เรา ว่าเราจะต้องจ่ายสำหรับค่าเสียหาย _________________ ได้หรือไม่)

(a) how often    (บ่อยเท่าใด)

(b) how many    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(c) how much    (มากเท่าใด)  (ใช้ถามเกี่ยวกับราคา-ค่าใช้จ่าย  หรือกับคำนามนับไม่ได้)  (จะถือว่าลดรูปมาจาก  “How much money”  ก็ได้)

(d) how long    (นานเท่าใด)

 

11. If you tell me what _________________________________________, you can have it.

(ถ้าคุณบอกผมในสิ่งที่ ___________________________________ คุณเอามันไปได้เลย)

(a) you want something

(b) you want anything

(c) you want    (คุณต้องการ)

(d) do you want

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้า ที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง คือ “Me”)  จึงต้องเรียงในรูปบอกเล่า  “Subject + Verb”  (You want)

 

12. Hardly ______________________________________ speaking when the door opened.

(___________________ ยังไม่ทัน _________________ การพูด  เมื่อประตูเปิดออก)  (ผมยังพูดไม่ทันจบ  เมื่อประตูเปิดออก)

(a) I finished

(b) I had finished

(c) would I finish

(d) had I finished    (ผม .............(ยังไม่ทัน) ................ จบ)

ตอบ   -   ข้อ    เนื่องจากเมื่อนำ  มาขึ้นต้นประโยค  เพื่อต้องการเน้นย้ำคำนี้  จะต้องเรียงโครงสร้างประโยค  คือ  “Hardly + กริยา (พิเศษ) + Subject + กริยา (แท้)  เช่น   “Hardly had I come (กริยาช่องที่  ) into the room”  หรือ  “Hardly did I come (กริยาช่องที่  ) into the room”  (ทั้ง  ๒  ประโยค  หมายความว่า  “ยังไม่ทันที่ผมจะเข้ามาในห้อง” หรือ  “Never have I seen such a beautiful place.”  (ผมไม่เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้นมาก่อน)  เป็นต้น  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Seldom __________________________________________________________.

(_____________________________ ไม่ใคร่จะ ____________________________ )

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  .............(ไม่ใคร่จะ)................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้  คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ______________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ,,,,,,,,,,,,,..............., เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither __________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                   ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                     ตัวอย่างที่  

  • Not only _______________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                     ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + Have + I + Seen + Such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้พบเจอเพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

13. The war ended when the armistice (อ๊าร์-มิ-ทิส) was signed.

(สงครามยุติเมื่อ    การสงบศึกชั่วคราว-การพักรบ-การหยุดรบ    ได้รับการลงนาม)

(a) reprisal    (ริ-ไพร้-เซิ่ล)  (การโต้ตอบด้วยกำลัง, การแก้แค้น, การยึดทรัพย์สินเพื่อเป็นการโต้ตอบ)

(b) contract    (สัญญา, ข้อตกลง, หนังสือสัญญา)

(c) nomination    (การเสนอชื่อเข้ารับเลือกตั้ง, การแต่งตั้ง)

(d) truce    (ทรูส)  (การพักรบ, การสงบศึก, สัญญาพักรบ-สงบศึก, การหยุดพักชั่วคราว)

 

14. The child groped (โกรพ) for the light switch.

(เด็ก    คลำหา-ค้นหาอย่างไม่แน่ใจ    สำหรับสวิทช์ไฟ)  (คือ  คลำหาสวิทช์ในที่มืด)

(a) reached confidently    (เอื้อมมือถึงอย่างมั่นใจ)

(b) searched blindly    (ค้นหาอย่างมองไม่เห็นหรือไม่สามารถมองเห็นได้  -  คือค้นหาในที่มืด)

(c) listened attentively    (ฟังอย่างเอาใจใส่-ตั้งใจ)

(d) requested for    (ร้องขอ, เรียกร้อง)

 

15. Detectives used precaution before entering the bomb’s vicinity.

(นักสืบใช้    การระมัดระวังล่วงหน้า-การป้องกันหรือระมัดระวังไว้ก่อน-มาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า    ก่อนเข้าไปในบริเวณของระเบิด)

(a) foresight; measures taken beforehand    (การมองเห็นหรือความคิดลึกซึ้งเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่วงหน้า, มาตรการที่ใช้ล่วงหน้า (เพื่อป้องกันมิให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้น)  -  หมายถึง การระมัดระวังล่วงหน้านั่นเอง)

(b) vandalism    (การทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชนแบบคนมือบอน หรือเพื่อความสนุก, การทำลายศิลปะ  วัฒนธรรม หรือ วรรณคดีของชาติอื่น)

(c) specimen    (ตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ เช่น  เลือด น้ำลาย อสุจิ, แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง, ตัวอย่างในการทดลอง, ข้อมูลสำหรับตรวจสอบ)

(d) scandal    (เรื่องอัปยศ, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องน่าอับอาย)  (เช่น  การทุจริต  การคบชู้สู่สาว  การลอบทำแท้ง)

 

16. There are a few things that ought to ____________________________ while I’m away.

(มีอยู่ ๒ หรือ ๓ เรื่องที่ควร _________________________________ ในขณะที่ผมไม่อยู่)

(a) do    (ทำ)

(b) have done    (ได้ทำแล้ว)

(c) be done    (ถูกทำ)

(d) have been done    (ถูกทำไปแล้ว)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะมี ๒ – ๓ เรื่องที่ควร  “ถูกทำ”   กล่าวคือจะทำเองไม่ได้   ส่วนที่ไม่ใช้ ข้อ (d)  เพราะดูจาก  “There are”  คือ   เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรือ อนาคตที่เรื่องนั้น  “ควรจะถูกทำ  -  ในปัจจุบันหรือในอนาคต”   อย่างไรก็ตาม   ถ้าเป็นเรื่องในอดีต  โดยเปลี่ยนเป็น  “There were”  จะต้องตอบข้อ  (d)  คือ  “ควรจะได้ถูกทำไปแล้ว”  (แต่ก็มิได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • You ought _____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้อง การบอกว่า “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)   เช่น  ในประโยคตัวอย่างข้างบน  มีความ หมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”   (แต่ในความเป็นจริงคือ   “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + To + Have + Verb 3”   ดังตัวอย่างต่อ ไปนี้

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                                สำหรับประโยคข้างบนทั้งหมด  อยู่ในรูป  “Active voice”  คือ ประธานเป็นผู้กระทำกริยา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จะต้องใช้รูป  “Passive voice”  โดยแยกออกเป็น

                                     ๑. ควรถูกทำในปัจจุบันหรืออนาคต  {Subject + Should (Ought to) + Be + Verb 3}  เช่น

  • The room should (ought to) be cleaned before the meeting.

(ห้องควรถูกทำความสะอาดก่อนการประชุม)  (คือทำในตอนนี้ หรือในอนาคต ก่อนมีการประชุม)

  • The film should (ought to) be seen before it moves out of the theater.

(ภาพยนตร์ควรถูกชม  ก่อนมันย้ายออกจากโรง)  (คือ ถูกดูในปัจจุบัน หรือ อนาคต ก่อนหนังออกจากโรง)

                                      ๒. ควรถูกทำในอดีต  แต่ก็มิได้กระทำ (หรือถูกกระทำ)  {Subject + Should (Ought to) + Have + Been + Verb 3}  เช่น

  • The students should (ought to ) have been punished for their laziness.  

(นักเรียนควรถูกลงโทษไปแล้ว  สำหรับความเกียจคร้านของพวกเขา)  (ควรถูกลงโทษในอดีต  แต่ก็มิได้ถูกลงโทษ)

  • The house should (ought to) have been sold before it was burnt down.  

(บ้านควรถูกขายไปก่อนที่มันจะถูกไฟไหม้)  (เป็นเรื่องในอดีต  แต่ก็มิได้ขาย  จนกระทั่งถูกไฟไหม้หมด)

 

17. Nobody has come to see us since we ________________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา ___________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since”  (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2) เสมอสำหรับ “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”   อาจตามด้วยคำนามหรือวลี หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ   “Present perfect tense”  หรือ   “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   เช่น

  • He has read since the morning.  (since +วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m(since +วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.   (since +วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.   (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.  (since +วลี)

(ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)  (since +วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.  (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.  (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย  –  ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

18. He rushed into the room, looking as if he_______________________ a ghost somewhere.

(เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง  มีท่าทาง (อาการ) ประหนึ่งว่า  เขา _______ ผีที่ไหนสักแห่ง)

(a) sees

(b) saw

(c) had seen    (ได้เห็น)

(d) would have seen

ตอบ   -  ข้อ   (c)   สำหรับเหตุการณ์ในอดีต   อนุประโยคที่นำด้วย   “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะต้องตามด้วย  “Past perfect tense” (had + Verb 3)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   ให้ใช้  “Past simple tense” (Verb 2)   และ  ในกรณีเป็น  “Verb to be”   ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (I, He, She, It, They, We, You)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • He acted as though he ______________________________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ____________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were     (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่       {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

  • (1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -    ข้อ  ๒  แก้เป็น   “as if หรือ  as though”  เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  ซึ่งในที่นี้ดูจาก  “Can swim”  และต้องใช้  “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ“Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”   ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ   หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive” 

                                     ตัวอย่างที่  

  • He spends his money _______________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน ________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)   (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though” หรือ   “As if”  (นำหน้าอนุประโยค)  หมายถึง   “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  “Spends”)  จึงใช้  “Were”  กับประธาน  “He” (หรือใช้ “Verb 2”  ในกรณีเป็นกริยาตัวอื่นๆ   เช่น  Walk, Like, Play, Eat, Run, etc.)   แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต   ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had been” (……as though he had been a………..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ   ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • He says as though he loved her.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

  • She acts as if she saw a ghost somewhere.   (เป็นปัจจุบัน)

(เธอทำท่าทางประหนึ่งว่า  เธอเห็นผีที่ไหนสักแห่ง)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เห็น)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

19. What ________________________________________________ when he saw you?

(_________________________________________________ อะไร  เมื่อเขาพบคุณ)

(a) does he say

(b) did he say    (เขาพูด)

(c) he said

(d) he had said

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ “Verb to do” (Do, Does, Did) สร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How)  จากกริยา ในที่นี้ คือ  “Say”  ตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • Why do you look so tired?

(ทำไมคุณจึงมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย)

  • When did you arrive at the meeting this morning?

(คุณมาถึงที่ประชุมเมื่อใดเช้านี้)

  • Where did she stay when she was in London?

(เธอพักที่ไหนเมื่อเธออยู่ในลอนดอน)

  • What does he do for a living?

(เขาทำงานอะไรเพื่อการดำรงชีพ)

  • How did they get back their lost dog?

(พวกเขาได้หมาที่หายไปคืนมาได้อย่างไร)

 

20. He doesn’t believe in spoken agreements.  He always insists on __________________ .

(เขาไม่เชื่อในข้อตกลง-สัญญาโดยทางวาจา  เขายืนกรานเสมอในเรื่อง _______________)

(a) have them written

(b) have them write

(c) having them in writing    (มีมัน (ข้อตกลง-สัญญา) เป็นลายลักษณ์อักษร)

(d) having them writing

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “In writing” หมายถึง “เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน”สำหรับวลีที่ใช้  “In”  ได้แก่  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”(สนใจใน), “qualified in  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

21. Mary does not know _____________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า ______________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • He asked me _____________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ___________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if     (หรือไม่)

(e) weather    (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.) ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือปล่าว”  กล่าวโดยสรุป คือ ถ้าประโยค “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do) หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ  “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If” หรือ “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                        ในกรณีที่ประโยค “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)   เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                      สำหรับในกรณีที่ ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา   “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้” “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

                ตัวอย่างที่              {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)}

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะ ได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –    ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ   “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”   เป็นการเปลี่ยนจากประโยค   “Direct speech” (Where is it hiding?)   มาเป็นประโยค  “Indirect speech”   ที่ขึ้นต้นด้วย   “are you going to find …….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา   “where it is……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถามดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going?  (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going.  (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work?  (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work.  (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 311)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _____________________________, Benjamin Franklin made the periodical popular.

( ____________________ เบนจามิน  แฟรงคลินทำให้วารสาร (หนังสือพิมพ์) นี้เป็นที่นิยม)

(a) He was the owner and editor of The Pennsylvania Gazette

(b) As the owner and editor of The Pennsylvania Gazette    (ในฐานะเจ้าของและบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์เพนซิลเวเนีย)

(c) That he was owner and editor of The Pennsylvania Gazette

(d) While the owner and editor of The Pennsylvania Gazette

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “While he was the owner and editor of The Pennsylvania Gazette”  ก็ได้

 

2. No students are able to pursue nuclear science _____________________ mathematics.

(ไม่มีนักเรียนคนใดจะติดตาม (ศึกษา) วิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ได้ ________________ วิชาคณิตศาสตร์)

(a) with no solidly grasp of

(b) without solidly grasping of

(c) without a solid grasp of    {โดยปราศความเข้าใจ (การรู้ซึ้ง) ที่ดีเลิศ (สมบูรณ์) ใน}

(d) with no grasping solidly of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “A grasp of”  =  “ความเข้าใจใน”  ดังตัวอย่างข้างล่าง  (สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “Without solidly grasping”  ก็ได้)

                                    Grasp” เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “ความเข้าใจ, การรู้ซึ้ง, การคว้า, การฉวย, การยึดเอาไว้เสียแน่น”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • He had a sound grasp of tactics.

(เขามีความเข้าใจในกลยุทธ์เป็นอย่างดี)

  • You’d better get a grasp of those techniques.

(คุณควรมีความเข้าใจในเทคนิคเหล่านั้น)

  • Monkeys have a powerful grasp when they climb a tree.

(ลิงมีการยึดเกาะ (ต้นไม้) ที่ทรงพลัง  เมื่อพวกมันปีนต้นไม้)

                                     สำหรับ  “Grasp”  เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “เข้าใจในสิ่งที่ยาก, คว้า, จับ, กำแน่น, ฉวย, ยึดเอาไว้อย่างมั่นคง”  ตามด้วยกรรม  (คำนาม)  เลย  ไม่ต้องมี  “Preposition”  (Of)  เช่น

  • I think I grasped quite soon what was going on.

(ผมคิดว่าผมเข้าใจอย่างรวดเร็วทีเดียวในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น)  (“What was going on” เป็นกรรมของกริยา  “Grasped”)

  • The concepts were difficult to grasp.

(แนวความคิดเหล่านี้เข้าใจได้ยาก)ม

  • I stood quite still, my hands grasping the edge of the table.

(ผมยืนนิ่งทีเดียว  โดยมือทั้ง  ๒  ข้างยึดขอบโต๊ะเอาไว้แน่น)

  • Edward grasped Laura’s arm while crossing the street.

(เอดเวิร์ดจับแขนลอร่าไว้ขณะกำลังข้ามถนน)

  • He raised his hands above his head, grasping the escape hatch.

(เขายกมือขึ้นเหนือศีรษะ  คว้าลูกนกที่เพิ่งออกจากไข่ซึ่งกำลังจะบินหนี)

 

3. Because his parents didn’t approve of his majoring in physical education, George had reluctantly taken civil engineering __________________.

(เพราะว่าพ่อแม่ของเขาไม่เห็นด้วยกับการศึกษาวิชาเอกในด้านพลศึกษา  จอร์ชได้เลือกเรียนอย่างไม่เต็มใจในด้านวิศวกรรมโยธา __________________ )

(a) as the choice two

(b) is second choice

(c) as the second choice    (เป็นทางเลือกที่สอง)

(d) the choice as the second

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “As choice two”  ก็ได้

 

4. Modern technological advances are being made, but __________________________.

(ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่กำลังถูกทำขึ้น ____________________________ )

(a) with highly considerable cost    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) with great expense involved    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) by a lot of expenses    (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) at great expense    (ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรืออาจตอบ  “At a high cost, At a considerable cost”  (ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูง)  ก็ได้

 

5. At the battle of Waterloo, Napoleon’s forces retreated.

(ที่การสู้รบ ณ วอเตอร์ลู  กองทัพของนโปเลียน    ล่าถอย-ถอย-ถอนกลับ-หลบหนี)

(a) attacked    (จู่โจม, โจมตี)

(b) intercepted    (สกัดกั้น, ขัดขวาง, ยับยั้ง, ทำให้หยุด, ดักฟัง)

(c) withdrew    (ถอน, ถอนตัว, ถอนคืน, เก็บคืน, ดึงกลับ, เอากลับ, ชักกลับ)

(d) pursued    (เพอร์-ซู่ หรือซิ่ว)  (ติดตาม, ไล่ตาม, ตามจับ, ดำเนินตาม, ปฏิบัติตาม, เจริญรอย, ดำเนินการต่อไป)

 

6. To everyone except the expert, the painting’s defects were invisible.  

(สำหรับทุกคน  ยกเว้นผู้เชี่ยวชาญ  ข้อเสียหาย-ข้อบกพร่องของภาพวาด    ไม่สามารถมองเห็นได้)    (หมายถึง ไม่มีใครสังเกตเห็นรอยด่าง-จุดเสียหายของภาพ  ยกเว้นผู้เชี่ยว ชาญ)

(a) unable to be heard    {ไม่สามารถ (ถูก) ได้ยินได้}

(b) unable to be seen    {ไม่สามารถ (ถูก) มองเห็นได้}

(c) unable to be touched    {ไม่สามารถ (ถูก) แตะต้อง-สัมผัสได้}

(d) unable to be understood    {ไม่สามารถ (ถูก) เข้าใจได้}

 

7. The driver tried to avert the accident by bringing the car to a sudden stop.  

(คนขับรถพยายาม    เบี่ยงบ่าย-บิดเบน-เบี่ยงเบน-หลีกเลี่ยง    อุบัติเหตุ  โดยการหยุดรถในทันทีทันใด)

(a) minimize    (ลดขนาดลงให้มากที่สุด, ทำให้......น้อยที่สุด, ทำให้มีค่าน้อยลง,      ดูถูก)

(b) control    (ควบคุม)

(c) avoid    (หลีกเลี่ยง, หลบหลีก, ออกห่างจาก)

(d) detain    (กักตัว, หน่วงเหนี่ยว, ทำให้ช้า, ยับยั้ง)

 

8. I don’t think that your watch is _____________________________________________.

(ผมไม่คิดว่านาฬิกาของคุณ ____________________________________________)

(a) worthy of the price    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) worth the price    (มีมูลค่าตาม หรือคุ้มค่ากับ ราคาขาย  หรือราคาที่ซื้อมา)  (หมายถึงสมราคา)

(c) worth of the price    (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) worthy to buy    (ไม่ใช้รูปนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (b) หรืออาจตอบ  “Worth buying”  (คุ้มค่า หรือควรค่ากับการซื้อ)  ก็ได้  สำหรับ  “worthy” (คุ้มค่า, ควรค่า, สมควรจะได้  เพราะมีคุณสมบัติ หรือความสามารถเพียงพอ)  ใช้ดังนี้  คือ

  • Their project is worthy of our continued support.

(โครงการของพวกเขาควรค่าต่อการสนับสนุนของเราต่อไป)

  • They try to convince us that they’re worthy to do the job.

(พวกเขาพยายามที่จะทำให้เราเชื่อว่า  พวกเขาสมควรที่จะได้ทำงานนั้น)

  • He was a worthy winner of the Nobel Prize.

(เขาเป็นผู้สมควรที่จะได้รับรางวัลโนเบล)

 

9. When the fire broke out, _________________________________________________.

(เมื่อตอนเกิดไฟไหม้ __________________________________________________ )

(a) the house became emptying

(b) the house had empties

(c) the house had emptied

(d) the house was made empty    (บ้านหลังนั้นว่างเปล่า)  (คือ  ไม่มีคนอยู่  ย้ายออกไปนานแล้ว  หรือ ย้ายคนย้ายของออกไปได้ทัน  ไม่ถูกไฟไหม้)

 

10. By the way, Jack, ____________________________ to go bowling with me tomorrow?

(เอ้อ  แจ๊ค _____________________________________ ไปเล่นโบลิ่งกับผมวันพรุ่งนี้ไหม)

(a) will you like

(b) won’t you like

(c) do you like    (คุณอยากจะ)

(d) shouldn’t you like

 

11. A: I’m not staying here. 

(ผมจะไม่พักที่นี่แล้ว)

     B: I wish you _________________________________________________________.

(ผมปรารถนาว่าคุณ __________________________________________________)

(a) can

(b) are

(c) were    (พัก)

(d) stay

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยาที่อยู่ในอนุประโยค  ที่ตามหลัง   “Wish”  จะต้องอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  (ถ้าเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  -  เช่น ในประโยคข้างบน  ที่ปรารถนาให้  “คุณ” พักอยู่ในปัจจุบัน)   และต้องอยู่ในรูป  ‘Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  (ถ้าเป็นการปรารถนาในอดีต)  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  คือ เป็นการปรารถนาเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  เป็นเพียงการอยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงตามความปรารถนา  ฝรั่งจึงใช้รูป  “Past”  อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

 

12. The family was in great distress over the accident that maimed Kenny.  

(ครอบครัวนั้นอยู่ใน    ความโศกเศร้าเสียใจ-ความทุกข์ยากลำบาก-ความเคราะห์ร้าย-ภัยพิบัติ-ทำให้เศร้าโศกหรือทุกข์ยาก    อย่างใหญ่หลวง  ในเรื่องอุบัติเหตุซึ่งทำให้เคนนี่ต้องพิการ)

(a) endurance    (เอน-ดิ๊ว-เริ่นซ)  (ความทรหดอดทน, ความอดกลั้น, ความทนทาน, ความไม่ตาย)

(b) great pain or sorrow; misfortune; difficult situation    (ความเจ็บปวดหรือความเสียใจอย่างยิ่ง, เคราะห์ร้าย, สถานการณ์ที่ยากลำบาก)

(c) verdict   {คำตัดสิน (ของศาล), คำชี้ขาด (ของกรรมการ, ผู้ตัดสิน)}

(d) outcome    (ผลลัพธ์)

 

13. Brutal abuse of children in the orphanage was disclosed by the investigation.  

(การปฏิบัติอย่างเลว-การใช้ในทางที่ผิด      ซึ่งทารุณ-โหดร้ายต่อเด็กๆในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า  ถูกเปิดเผยโดยการสืบสวนสอบสวน)

(a) predicament    (สถานการณ์ที่ยากลำบาก)

(b) hindrance    (อุปสรรค, การขัดขวาง-กีดกัน-หยุดยั้ง-ป้องกัน, ภาวะที่ถูกขัดขวาง)

(c) velocity    (วะ-ลอส-ซิ-ที่)  (ความเร็ว, ความรวดเร็ว, อัตราความเร็ว)

(d) bad treatment or misuse    (การปฏิบัติอย่างเลว, การใช้ในทางที่ผิด)

 

14. Prejudice (เพร้จ-จู-ดิส) against minority groups will linger on as long as people ignore the facts. 

(อคติ-ความรู้สึกไม่ดีที่มีอยู่ก่อน-ความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผล    ต่อคนกลุ่มน้อย  จะยืดเยื้อต่อ ไป  ตราบใดที่ผู้คนไม่สนใจ (ละเลย, ไม่ยอมรับรู้) ข้อเท็จจริง)

(a) bias; an opinion formed without taking time and care to judge fairly   (อคติ;  ความคิดเห็นที่มีขึ้นโดยมิได้ใช้เวลาหรือความเอาใจใส่ที่จะพิจารณาอย่างเป็นธรรม)

(b) falsehood    (ฟ้อลซ-ฮูด)  (ความไม่ซื่อ, ความทุจริต, ของปลอม, สิ่งที่ไม่แท้, การหลอกลวง, ความไม่จริง, ความผิดพลาด, การพูดโกหก, คำโกหก)

(c) fury    (ความโกรธแบบเป็นฟืนเป็นไฟ)

(d) exaggeration    (อิก-แซ้จ-จะ-เร้-ชั่น)  (การพูดเกินความจริง, การโอ้อวด, การเพิ่มหรือขยายเกินกว่าปกติ)

 

15. He said he travelled more often than he had two years _______________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ ๒ ปี  ____________________)

(a) ago    (ล่วงมาแล้ว)

(b) later    (ต่อมา)

(c) since    (ตั้งแต่)

(d) before    (ก่อนหน้า)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech) (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech) (He said he travelled more often than he had two years before.)จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้  (Nearness)  เป็นถ้อย คำที่มีลักษณะห่างไกล  (Distance)  เช่น

Direct

 

Indirect

yesterday

เป็น

the day before

the previous day

today, tonight

เป็น

that day, that night      

last night

เป็น

the night before

last week

เป็น

the week before

last month

เป็น

the month before

last year

เป็น

the year before

tomorrow

เป็น

the next day

the following day

next week

เป็น

the following week

the week after

next year

เป็น

the following year

the year after

now

เป็น

then, at that time

ago

เป็น

before

this, these

เป็น

that, those

here

เป็น

there

come

เป็น

go

 

                                   นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense” ด้วย  คือ

Direct

เป็น

Indirect

Present simple

เป็น

Past simple

Present continuous

เป็น

Past continuous

Present perfect

เป็น

Past perfect

Past simple

เป็น

Past perfect

Will

เป็น

Would

Shall

เป็น

Should

Can

เป็น

Could

May

เป็น

Might

Must

เป็น

Had to

                             ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค เช่น

Direct   : He said, “I play with these friends here today.”

(เขาพูดว่า,  “ผมเล่นกับเพื่อนๆเหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that he played with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆเหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

Direct     : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect   : John told me that they were staying there then (หรือat that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น ในตอนนั้น หรือ ในขณะนั้น)

Direct    : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect  : She told me that she had sent a gift to her brother the day before  (หรือthe previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประโยคนี้)  หรือ วันก่อน)

Direct    : He said to her, “I last met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว)

Indirect   : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ ๒ ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

 

16. The streets are much too crowded.  There is not ___________________ room for any more cars or buses.

(ถนนมียวดยานพลุกพล่านมากมายเหลือเกิน  ไม่มีที่ว่าง ______________________ สำหรับรถยนต์หรือรถประจำทาง  เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกแล้ว)  (คือ ถนนแน่นเอี้ยด  จนไม่มีที่ว่างเหลือเลย)

(a) a

(b) the

(c) enough     (พอ, เพียงพอ)

(d) plenty    (มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Enough” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  ๑

  • __________________________________________________ to catch the train.

(_____________________________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough    (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ   -   ข้อ  (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – เย็นพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ ขยายหลังกริยาวิเศษณ์ (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่  “Enough”ต้องขยายหน้าคำนาม  เช่น  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

                                      สำหรับตัวอย่างการใช้  “Plenty” + Of + “นามนับไม่ได้  หรือ นามนับได้พหูพจน์”  เช่น

  • We’ve got plenty of time.

(เรามีเวลามากมาย – เหลือเฟือ)

  • There are always plenty of jobs to be done.

(มีงานมากมายอยู่เสมอที่จะต้องทำ)

  • They would have plenty to eat.

(พวกเขามีกินกันจนเหลือเฟือ)

  • Food and drink had been consumed in plenty.

(อาหารและเครื่องดื่มถูกบริโภคไปเป็นจำนวนมาก)

  • I’m sure we shall see plenty of you.

(ผมมั่นใจว่าเราจะได้พบคุณบ่อยๆ)

 

17. My father ______________________________________ Bangkok yesterday morning. 

(พ่อของผม ___________________________________________ กรุงเทพฯเช้าวานนี้)

(a) leaved

(b) left    (ออกจาก)  (อาจไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ)

(c) has left

(d) had left  

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เช้าวานนี้”  เป็นอดีต  ควรใช้กริยาช่องที่  ๒  “Left”  (Leave, Left, Left)  มิใช่  “Had left    

 

18. If I had lived in Columbus’s time, I ________________________ the Atlantic with him. 

(ถ้าผมได้มีชีวิตอยู่ในยุคของโคลัมบัส  ผม ____________________ มหาสมุทรแอตลันติคไปกับเขา)  (เพื่อไปค้นพบทวีปอเมริกา)  

(a) could cross

(b) might have crossed    (อาจจะได้ข้าม) 

(c) should cross

(d) shall have crossed

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือ ตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ในความเป็นจริง  “ผมมิได้เกิดในยุคของโคลัมบัส  ผมจึงมิได้ข้ามมหาสมุทรแอตลันติคไปกับเขา”  โดยกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะต้องเป็น   {Would (Should, Could, Might) + Have + Verb 3 (Might have crossed)}

 

19. He works fifteen hours a day ____________________ make a better living for his family. 

(เขาทำงานวันละ  ๑๕  ชั่วโมง _______________ ทำให้การดำรงชีพดีขึ้นสำหรับครอบครัว) 

(a) for

(b) so that    (เพื่อที่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(c) in order to    (เพื่อที่จะ)

(d) because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค) 

ตอบ   -   ข้อ    (c)  หรือ  อาจตอบว่า   “So as to”  หรือ   “To”  ก็ได้

 

20. A: _______________________________________________________________.

      B:  “By telephone.”  

(โดยทางโทรศัพท์)

(a) Did you get in touch with her?    (คุณติดต่อกับเธอหรือเปล่า)

(b) Why did you get in touch with her?    (ทำไมคุณจึงติดต่อกับเธอ)

(c) How did you get in touch with her?    (คุณติดต่อกับเธอได้อย่างไร)

(d) Will you get in touch with her?    (คุณจะติดต่อกับเธอไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะได้ใจความดีที่สุด

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 310)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It’ll take us quite a while to get to the other side.  I think we should take a short cut by walking _________________ this public park.

(เราจะใช้เวลานานทีเดียวที่จะไปถึงอีกด้านหนึ่ง  ผมคิดว่าเราควรไปทางลัดโดยการเดิน  ____________________ สวนสาธารณะแห่งนี้)

(a) across    (ข้าม)

(b) from

(c) through    (ทะลุผ่าน, ฝ่าเข้าใน)

(d) off

 

2. A: Why did it take you so long to drive from your office to mine?

(ทำไมคุณใช้เวลานานมากในการขับรถจากที่ทำงานของคุณมาที่ทำงานของผม)

    B: I couldn’t see well, _____________________________________ the thick fog.

(ผมไม่สามารถมองเห็นได้ดี (เมื่อ) _______________________________ หมอกหนา)

(a) driving with

(b) driving across

(c) driving in

(d) driving through    (ขับรถฝ่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………see well, when I drove through the thick fog”  หรือ  “………….see well, while I was driving through the thick fog

 

3. I can do quite well with my research project because I have my research published ____________ helps ____________ my team workers.

(ผมทำได้ดีทีเดียวกับโครงการวิจัยของผม  เพราะว่าผมพิมพ์งานวิจัย _____________ ความช่วยเหลือ ______________ ผู้ทำงานในทีม)

(a) by ____________ of

(b) by ____________ from

(c) with ____________ from    (ด้วย ............................... จาก)

(d) with ____________ of

 

4. I know you don’t like to ride in a car.  But I think most people prefer riding ______________.

(ผมรู้ว่าคุณไม่ชอบนั่งรถ  แต่ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ชอบการนั่งรถ ______________________ )

(a) than walking   

(b) to walking    (มากกว่าการเดิน)

(c) some other thing

(d) anything else

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตามโครงสร้าง  “Prefer one thing to another thing”  (ชอบสิ่งหนึ่งมากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง)  หรือ  “Prefer + Verb + ing + To + Verb + ing”  (ชอบการทำสิ่งนี้มากกว่าการทำสิ่งนั้น)

 

5. The characters in this novel are fictitious.

(ตัวละครในนิยายเรื่องนั้น    ไม่จริง-ไม่มีตัวตน-เป็นเรื่องแต่งขึ้น-เป็นเรื่องโกหก-เป็นจินตนาการ)

(a) symbolic    (เป็นสัญลักษณ์, เป็นเครื่องหมาย, เป็นเครื่องแสดง, เป็นนัย)

(b) credible    (น่าเชื่อถือ, ซึ่งเชื่อถือได้, น่าไว้วางใจ)

(c) not real people    (มิใช่ผู้คนจริงๆ)

(d) identifiable    (สามารถจำแนกแยกแยะได้, สามารถหาเอกลักษณ์ได้, สามารถพิสูจน์เอกลักษณ์ได้)

 

6.  When she heard the news, she was overcome with grief.

(เมื่อเธอได้ยินข่าวนั้น  เธอถูกครอบงำ (ปกคลุม, เอาชนะ, พิชิต)  ด้วย    ความโศกเศร้า-ความระทมทุกข์-ความคับข้องใจ-ความยุ่งยาก)

(a) terror    (ความน่าหวาดกลัว, ความสยองขวัญ, ความหวาดกลัว)

(b) sorrow    (ความเศร้าโศกเสียใจ)

(c) fury    (ความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ)

(d) emotion    (อารมณ์, ความสะเทือนใจ, ความรู้สึกโกรธ ดีใจ รัก เกลียด และอื่นๆ)

 

7. The warmth (วอร์มธ) of the room made the students doze (โดซ).

(ความอบอุ่นของห้องทำให้นักเรียน    ม่อยหลับ-งีบหลับ-สัปหงก-เคลิ้ม)

(a) faint    (เป็นลม, สลบชั่วคราว, ท้อแท้ใจ)

(b) fall asleep    (งีบหลับ, ม่อยหลับ)

(c) yawn widely    (หาวปากกว้าง, หาว, หาวนอน, การหาว-หาวนอน-อ้าปากกว้าง)

(d) sweat profusely    (เหงื่อออกอย่างมากมาย)

  

8. I need some paints to renovate my old house.  ___________________ the brands, which do you think is the most durable?

(ผมต้องการสีเพื่อใช้ตกแต่งบ้านหลังเก่าของผม __________________ ยี่ห้อ (สี) ทั้งหลาย  ยี่ห้อไหนที่คุณคิดว่าทนทานที่สุด)

(a) With

(b) Of all    (ในบรรดา)

(c) For all of

(d) All

 

9. Spending all his money in just a few days, he felt ______________________________.

(ใช้จ่ายเงินไปจนหมดในเวลาเพียงสองสามวัน  เขารู้สึก ___________________________)

(a) as if a wealthy man

(b) as though a wealthy man

(c) as though a man of wealthy

(d) like a wealthy man    (เหมือนหรือคล้ายกับเป็นคนร่ำคนรวย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “As if (as though) he were a wealthy man”  (ราวกับว่า  -  ประหนึ่งว่า  -  เขาเป็นคนร่ำรวย)  โดยต้องใช้  “He were”  เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive

 

10. _______________________________________, the whole affair was a waste of time.

( _____________________________________________ เรื่องทั้งหมดเสียเวลาเปล่า)

(a) Opinionated    (ดื้อดึง, ถือความเห็นของตนเป็นใหญ่)

(b) Of my opinion

(c) In my opinion    (ในความเห็นของผม)

(d) Opinions of mine

 

11. I didn’t get used to ______________________________________ at that coffee shop.

(ผมไม่คุ้นเคยกับ ____________________________________________ ที่ร้านกาแฟนั้น)

(a) eat the steaks

(b) the cooking steaks

(c) the steaks    (เนื้อสเต็ก)

(d) have the steaks cooked

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Eating the steaks”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Get (Be) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)   ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Verb + ing”  ทั้งนี้“Get used to eating the steaks”  หมายถึง  “คุ้นเคย-เคยชิน กับการกินเนื้อสเต็ก

 

12. Auto accidents maim many persons each year.

(อุบัติเหตุรถยนต์    ทำให้พิการ-ทำให้เสียแขนขา-ทำให้ส่วนของร่างกายขาดไป    แก่บุคคลจำนวนมากในแต่ละปี)

(a) commence    (เริ่มต้น)

(b) cripple    (ทำให้พิการ, ทำให้เป็นง่อย, ทำให้หยุดชงัก, เดินขาเป๋, คนหรือสัตว์ที่พิการ, คนขาเป๋, คนง่อย)

(c) supersede    (แทนที่)

(d) muster    (รวบรวม, ชุมนุม, รวมแถว, การชุมนุม-รวมพล-รวบรวม-รวมแถว, กลุ่มคนดังกล่าว)

 

13. If you can use a word correctly, there is a good chance that you comprehend it.  

(ถ้าคุณสามารถใช้คำได้อย่างถูกต้อง  มีโอกาสดีที่คุณจะ    เข้าใจ-หยั่งรู้-รวมทั้ง-กินความกว้าง-ครอบคลุม    มัน)

(a) understand    (เข้าใจ)

(b) malign    (มะ-ไลน)  (พูดให้ร้าย, กล่าวร้าย, ใส่ร้าย, กล่าวหา, ทำให้เสียชื่อเสียง)

(c) belittle    (ทำให้ดูด้อยค่า, ทำให้ความสำคัญลดลง, ดูถูก, ดูแคลน, เหยียดหยาม)

(d) assault    (อะ-ซ้อลท)  (โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน, การโจมตีอย่างรุนแรง, การจู่โจม, การทำลาย (ชื่อเสียง), การข่มขืน)

 

14. A vulnerable target for thieves is a solitary traveler.

(เป้าหมายที่    ถูกโจมตีได้ง่าย-บาดเจ็บได้-อ่อนแอ-เปราะ-ไม่มั่นคง-ถูกตำหนิได้ง่าย    อย่างหนึ่งสำหรับพวกหัวขโมย  คือ  นักเดินทางที่เดินทางตามลำพัง)

(a) tantamount    (แท้น-ทะ-เม่านท)  (เท่ากับ, พอๆกับ, ประหนึ่งเป็น, มีความสำคัญเท่ากับ)

(b) monotonous    (มะ-น้อท-เทิน-เนิส)  (ซ้ำซาก, ซ้ำกัน, น่าเบื่อ, มีเสียงเดียว)

(c) capable of being injured; open to attack; sensitive to criticism

(อาจบาดเจ็บได้, เปิดโล่งสำหรับการโจมตี (ในที่นี้  หมายถึง  การเปิดโอกาสให้หัวขโมยทำงาน หรือ หลอกต้มได้ง่าย), หวั่นไหวต่อการวิจารณ์)

(d) gregarious    (กริ-แก๊-เรียส)  (ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง, ที่จับกันเป็นกลุ่ม, ชอบสังคม, ชอบพบปะสังสรรค์)

 

15. ________________________________________________ book is it, yours or hers?

(มันเป็นหนังสือ ________________________________________, ของคุณ หรือของเธอ)

(a) What

(b) Which

(c) Whose    (ของใคร)

(d) Whether

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากถามการเป็นเจ้าของ

 

16. I slept badly last night.  The noise of the traffic kept me ________________________.

(ผมนอนไม่ค่อยหลับเมื่อคืนนี้  เสียงของการจราจรทำให้ผม _______________________ )

(a) wake    (ตื่น, ตื่นนอน, ปลุกให้ตื่น)  (เป็นคำกริยา)     

(b) awake    (ตื่นอยู่)  (เป็นคำคุณศัพท์)  (ถ้าเป็นคำกริย หมายถึง ปลุก, ทำให้ตื่น)

(c) waken    (ตื่น, ทำให้ตื่น, ปลุก)  (เป็นคำกริยา)

(d) awaken    (ปลุก, ทำให้ตื่น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ในที่นี้ใช้  “Awake” ในรูปคุณศัพท์  (Keep +  กรรม + Adjective)  หมายถึง  “ทำให้กรรม.............”  สำหรับการใช้อีกแบบ  คือ  “Keep + กรรม + Verb + ing” =   (ทำให้กรรม...............ไม่หยุด)  เช่น  “Keep him laughing”   (ทำให้เขาหัวเราะไม่หยุด)  “Keep them working”  (ทำให้พวกเขาทำงานไม่เลิก)   ดังนั้น  ประโยคข้างบน  อาจจะตอบว่า  “Kept me waking”  หรือ   “Kept me wakening”  หรือ   “Kept me awakening”    ก็ได้

 

17. A: Can you use a typewriter?

(คุณใช้เครื่องพิมพ์ดีดเป็นไหม)

     B: No, but I would be glad to learn _____________________________________.

(ไม่เป็นครับ  แต่ผมจะยินดีที่จะเรียนรู้ _____________________________________ )

(a) how to use

(b) it

(c) how to    (วิธีใช้)

(d) to use

ตอบ    -     ข้อ   (c)   เป็นการตอบแบบสั้น  ทั้งนี้  อาจตอบแบบเต็ม (ยาว)  ว่า  “How to use it”   ก็ได้

 

18. I have typed ten letters ________________________________________________.

(ผมได้พิมพ์จดหมาย  ๑๐  ฉบับแล้ว _______________________________________ )

(a) yesterday    (ใช้ “typed”  เพราะเป็นอดีต)

(b) today    (วันนี้)

(c) tomorrow    (ใช้ “will type”  เพราะเป็นอนาคต)

(d) every day    (ใช้ “type”  เพราะเป็นปัจจุบัน)

 

19. This is the reason _____________________________________________ I hate her.

(นี่เป็นเหตุผล _____________________________________________ ผมจึงเกลียดเธอ) 

(a) which

(b) that

(c) why    (ทำไม)   

(d) because

 

20. ___________________________________________________ stamps, I collect coins. 

(________________________________________ แสตมป์  ผมสะสมเหรียญกษาปณ์) 

(a) Except    (ยกเว้น)   

(b) Besides    (นอกเหนือจาก)

(c) Beside    (ข้างๆ, ใกล้เคียง)           

(d) In addition    (In addition to  =  นอกเหนือจาก)   

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูตัวอย่างการใช้   “Except”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • He is an excellent teacher ____________________________ he speaks too low.

(เขาเป็นครูที่ดีเยี่ยม _________________________________ เขาพูดเสียงค่อยเกินไป)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) besides    (นอกเหนือไปจาก, ยิ่งไปกว่านั้น)  (ตามด้วย วลี, คำนาม,  Verb + ing)

(c) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(d) except for    (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Except”  เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วย  “วลี, คำนาม, สรรพนาม หรือ กริยา”  เช่น

  • We saw nothing along the way except flower gardens.

(พวกเราไม่เห็นอะไรเลยระหว่างทาง  ยกเว้นสวนดอกไม้)

  • Every room  is empty now except the living room.

(ทุกห้องว่างเปล่าขณะนี้  ยกเว้นห้องรับแขก)

  • Nobody went there except me.

(ไม่มีใครไปที่นั่น  ยกเว้นผม)

  • She likes living here except in summer.

(เธอชอบอาศัยอยู่ที่นี่  ยกเว้นในหน้าร้อน)

  • The place seems clean except where he sleeps.

(สถานที่ดูเหมือนว่าสะอาด  ยกเว้นตรงที่ที่เขานอน)

  • All the boys except Billy started to cry.

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

  • He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

  • I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)  

                                     ส่วน   Except that  หรือ   Except for the fact that  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

  • The house I bought is very nice, except that the living room is too small.

(บ้านที่ผมซื้อดีมากเลย  ยกเว้นแต่ว่า  ห้องรับแขกเล็กเกินไป)

  • I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

                                     สำหรับ   “Except for”  เป็น   “Preposition”  มีความหมาย  “นอกจาก................(ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความข้างหน้า)”  เช่น

  • The living room is empty now except for the rug.

(ห้องรับแขกว่างเปล่าขณะนี้  นอกจากพรม)  (มีพรมในห้องเพียงสิ่งเดียว)

  • The room was very cold and, except for Peter, entirely empty.

(ห้องหนาวมากและ, นอกจากปีเตอร์, ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง)  (มีปีเตอร์นั่งในห้องเพียงคนเดียว)

  • Except for emergencies, I didn’t expect any help from my children.

(นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน  ผมไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆจากลูกๆเลย)  (ไม่หวังให้ลูกช่วย  ยกเว้นมีสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น ป่วยกะทันหัน)               

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 309)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. James Baker _______________________________ math throughout his college life.

(เจมส์ เบเกอร์ ________________ วิชาคณิตศาสตร์  ตลอดชีวิตในมหาวิทยาลัยของเขา)

(a) bored    (ทำให้เบื่อ)

(b) was bored of

(c) was bored by

(d) was bored with    (เบื่อหน่ายกับ, รู้สึกเบื่อหน่ายกับ)

 

2. She looks so happy because she was awarded a prize _____ the best short story of the year.

(เธอดูมีความสุขมากเพราะว่าเธอได้รับรางวัล ________________ นิยายเรื่องสั้นที่ดีที่สุดแห่งปี)

(a) although she wrote    (แม้ว่าเธอเขียน)

(b) to have written

(c) for having written    (สำหรับได้เขียน)

(d) that she wrote

 

3. There will be a thunderstorm tomorrow morning _________________ the weather forecast.

(จะมีฝนตกหนักซึ่งมีพายุฟ้าคะนองเช้าวันพรุ่งนี้ _________ พยากรณ์อากาศ  __________)  (.............ตามที่................(พยากรณ์อากาศ)................กล่าวไว้)

(a) over

(b) on

(c) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

(d) according to    (สอดคล้องกับ, ตามที่......................กล่าวไว้)

 

4. The parents wanted to go for a ride; the children, ________________ the other hand, wanted to stay home and play with their friends.

(พ่อแม่ต้องการจะไปขี่รถ (ขี่ม้า) เล่น  พวกลูกๆ __________________  ต้องการจะอยู่กับบ้าน  และเล่นกับเพื่อนๆ ของตน)

(a) in

(b) on    (“On the other hand”  =  ในทางตรงกันข้าม, ในอีกด้านหนึ่ง)

(c) by

(d) from

 

5. The student revised his paper carefully, following the professor’s suggestions.  

(นักเรียนคนนั้น    เปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์-แก้ไขหรือปรับปรุงใหม่    รายงานของเขาอย่างรอบคอบ  ตามคำแนะนำของอาจารย์)

(a) copied    (ลอกเลียน, เลียนแบบ, ถ่ายสำเนา)

(b) outlined    (ร่างเค้าโครง, ร่างภาพคร่าวๆ, สรุปความ)

(c)scrutinized    (พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน)

(d) retyped    (พิมพ์ใหม่อีกครั้ง)  (ความหมายของข้อนี้)

 

6. The water trickled over the edge of the basin.

(น้ำ    หยด-หยดติ๋งๆ-ไหลเป็นหยด    อยู่เหนือขอบอ่างล้างหน้า-อ่างน้ำ)

(a) poured rapidly    (เท-ริน-หลั่งอย่างรวดเร็ว)

(b) flooded    {(น้ำ) ท่วม, (ข้อมูลข่าวสาร) ท่วมท้น}

(c) rushed     (เร่งรีบ, ทำอย่างเร่งรีบ, ทำอย่างฉุกละหุก, พรวดพราด, วิ่ง, วิ่งเข้าไป, ถลัน)

(d) dripped steadily    (ไหลเป็นหยดอย่างสม่ำเสมอ)

 

7. The judge sentenced the convicted man.

(ผู้พิพากษา    ตัดสิน-พิพากษาลงโทษ    ชายผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิด)

(a) sympathized with    (เห็นอกเห็นใจกับ.......)

(b) gave high praise to    (ยกย่องสรรเสริญอย่างมากแก่.....)

(c) gave a pardon to    (ให้อภัย-ยกโทษให้กับ.........)

(d) passed judgment upon    (ผ่านคำตัดสิน-พิพากษาไปยัง.................)

 

8. Don’t leave your clothes _____________________________ about on the bedroom floor. 

(อย่าทิ้งเสื้อผ้าของคุณ ______________________________ เกลื่อนกลาดบนพื้นห้องนอน) 

(a) lie    (วาง, นอน, ตั้ง, พิง)  (อีกความหมาย คือ พูดปด, โกหก) 

(b) lay    (วางลง, ปู, ลาด, ออกไข่)

(c) lying    (วาง, นอน, ตั้ง, พิง)  (อีกความหมาย คือ พูดปด, โกหก)

(d) laying    (วางลง, ปู, ลาด, ออกไข่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Leave +  กรรม + Verb + ing”  =  “ทิ้งกรรมให้..............

 

9. Americans today are marrying at an earlier age than their parents and grandparents ________.

(คนอเมริกันในปัจจุบันกำลังแต่งงานเร็วกว่า (ที่อายุน้อยกว่า)  พ่อแม่และปู่ย่าของตน  _________)

(a) are

(b) were

(c) did    (แต่งงาน) 

(d) do

(e) were used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นการใช้   “Verb to do” (Did)  แทนคำกริยาที่กล่าวถึงมาก่อนแล้ว  (Marry)   โดยเป็นเรื่องในอดีต  (พ่อแม่-ปู่ย่า แต่งงาน)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า   “Used to” (เคย)  (หมายถึง เคยแต่งงาน)   ก็ได้   แต่ไม่ใช้   “Were” เนื่องจากแทน   “Were marrying”  ซึ่งหมายถึง  “กำลังแต่งงานในอดีต”  ซึ่งผิด  เพราะประโยคนี้ต้องการเพียงบอกว่า  พ่อแม่-ปู่ย่า  “แต่งงาน” (ในอดีต)  เท่านั้น   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

 A:  “Who went to Hua-Hin with you?”

(ใครไปหัวหินกับคุณ)

 B:  “________________________________________________________________.”

(a) My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ   (ในที่นี้คือ  “Went”   จึงต้องใช้  “Did” แทน)

 

10. _____________________________________________________ you all the money?

(___________________________________________________ เงินทั้งหมดนี้แก่คุณ)

(a) Who do you think gave    (ใครนะที่คุณคิดว่าให้)

(b) Who do you  think giving

(c) Whom do you think gave

(d) Whom do you think giving

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องเอา  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, etc.)  ขึ้นต้นประโยค  ก่อน  “Verb to do” (Do, Does, Did)  และต้องใช้    “Who”  เนื่องจากเป็นประธานของกริยา (แท้) ในประโยคใหญ่  (Gave)

 

11. Haywood is the village _________________________________________________.

(เฮย์วูดเป็นหมู่บ้าน ___________________________________________________ )

(a) where he was born in

(b) which he was born

(c) in which he was born    (ซึ่งเขาเกิด)

(d) which he was born there

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับข้อนี้อาจตอบว่า  “Where he was born”  หรือ “Which he was born in”  (Where = in which)  ก็ได้

 

12. The officer compelled the suspect to wait at the scene of the crime.  

(เจ้าหน้าที่ตำรวจ    บังคับ-ผลักดัน-เกณฑ์-ต้อน    ผู้ต้องหา-ผู้ต้องสงสัย  ให้รออยู่ที่สถานที่เกิดอาชญากรรม)

(a) beseeched   (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง)

(b) inspired    (ดลใจ, เร้าใจ, ปลุกปั่น, กระตุ้น, ผลักดัน, ทำให้เกิด, หายใจเข้า)

(c) tortured    (ทรมาน, ทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่กายและจิตใจ, บิดหรืองอ, การทรมาน, ความเจ็บปวด, ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส

(d) forced    (บังคับ, ผลักดัน, ใช้กำลัง, รุน, ดัน, ยัดเยียด, เร่ง, กำลัง, แรง, พลัง, อำ นาจ, อนุภาพ, อำนาจจูงใจ, กองทัพ, อำนาจจิต, พลังจิต)

 

13. The leader of the lost group appealed to them not to panic (แพ้น-นิค).

(ผู้นำของกลุ่มที่หลงทางขอร้องพวกเขา (คนในกลุ่ม) มิให้    ตกใจกลัว-อกสั่นขวัญหาย-ความตกใจกลัว-ความหวาดกลัว-ความอกสั่นขวัญหาย)

(a) instigate    (ปลุกเร้า, ปลุกระดม, ยั่วยุ, กระตุ้น)

(b) intervene    (แทรกแซง, ก้าวก่าย, ยุ่ง, เกิดขึ้นโดยบังเอิญและขัดขวาง, เกิดขึ้นระหว่าง)

(c) fear    (กลัว, หวาดกลัว, ความกลัว, ความหวาดกลัว)

(d) exasperate    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

 

14. Mrs. Spinner was uneasy about letting her son play in the vicinity of the railroad tracks.

(มิสซิสสปินเน่อร์    เป็นทุกข์-เป็นห่วง-วิตกกังวล-กระสับกระส่าย-ไม่สบายใจ    เกี่ยวกับการปล่อยให้ลูกชายของเธอเล่นในบริเวณของรางรถไฟ)

(a) placid    (แพลส-ซิด)  (เงียบสงบ, จิตสงบ)

(b) anxious or restless    (กังวลใจ-ห่วงใย-เป็นทุกข์  หรือ  กระสับกระส่าย)

(c) genteel    (ซึ่งได้รับการอบรมอย่างดี, งดงาม, สละสลวย, สุภาพ, เกี่ยวกับสังคมผู้ดี)

(d) wrathful    (ร้อธ-ฟูล  หรือ  ร้าธ-ฟูล)  (โกรธ, โกรธเคือง, โมโห)

 

15. Ceylon is _____________________________________________ the south of India.  

(ประเทศศรีลังกาอยู่ _______________________________________ ทิศใต้ของอินเดีย)

(a) in

(b) to    (ทาง) 

(c) at

(d) below

(e) under

 

16. You had your house repaired last month, _________________________________?

(คุณให้ (ผู้อื่น) ซ่อมแซมบ้านให้เมื่อเดือนที่แล้ว, _______________________________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) isn’t it

(d) hadn’t it

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประโยคข้างบน  อยู่ในโครงสร้างแบบ  “Causative use”   คือ  “ใครใช้ให้ใครไปทำอะไร”  หรือ  “ใครใช้ให้อะไรถูกกระทำโดยใคร”  ดังนั้น   “Have”  ในประโยคนี้  จึงเป็นเพียงกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง   ดังนั้น  ในส่วน  “Tag” เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ   “Have”  จากประโยคข้างล่าง 

                                    ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________________ your hair cut yesterday?

(___________________________ ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Have” ในความหมายต่างๆ  ที่ถือเป็นกริยาธรรมดา  และต้องใช้   “Verb to do”   ช่วย  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธและคำถาม   จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • They ______________________________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา __________________________________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Have”  มื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ 

                                   ตัวอย่างที่  

  • You had your car overhauled last week, _______________________________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ____________________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use”  มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”   ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  หรือ  “Question tag”   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                                                สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

                                    ๑. ใน  “Present perfect tense”   เช่น

  • He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

                                    ๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

  • She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

                                   ๓. ในกรณีที่   “Have”  หมายถึง  “มี”  เช่น

  • They had a beautiful house, hadn’t they?

(หมายเหตุ   -   ในกรณี   “Have”  แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?”)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”  หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                                           อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๕  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ   ดังประโยคข้างล่าง

                                   ๑. เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

  • She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

                                  ๒.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

  • He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

  • We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

                                     ๓. เมื่อหมายถึง  “ประสบ, พบ, เจอ”  เช่น

  • You had a good time at the party, didn’t you?

(คุณพบ (ได้รับ) ความสนุกสนานที่งานเลี้ยง ใช่หรือไม่)

  • They had a lot of fun at the beach last summer, didn’t they?

(พวกเขาประสบ (ได้รับ) ความสนุกสนานมากมายที่ชายหาดเมื่อหน้าร้อนปีที่แล้ว  ใช่หรือไม่)

  • She has difficulties studying English, doesn’t she?

(เธอประสบความยากลำบากในการเรียนภาษาอังกฤษ  ใช่หรือไม่)

                                     ๔. เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

  • They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

                                     ๕.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

  • She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

  • He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

 

17. She asked for _____________________________________________ these apples.

(เธอขอแอปเปิ้ลเหล่านี้ ________________________________________________)

(a) some more

(b) any more

(c) some more of    (เพิ่มขึ้นอีก)

(d) any more of

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูรายละเอียดการใช้   “Some”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • May I have __________________________________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ ___________________________________ ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประโยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)    และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

  • Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

  • Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

  • Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

                                     คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”   เช่น

  • Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)  

  • I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

                                     นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word”  ก็ใช้  “Some

  • Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป็ได้ที่ไหน) 

  • When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

  • Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                                    สำหรับ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  หรือ นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  .............จำนวนหนึ่ง”  เช่น

  • Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

  • I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

  • There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                                     และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย    อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น    

  • The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

  • The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

  • It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

  • We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

                                     Some” ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

  • There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

  • I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

  • There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

                                      และ   “Some”  มื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ จำนวน หรือ สิ่งของนั้นๆ   แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

  • She is living at some place in Chiang Mai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

  • They are buying some cars.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                                      นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (= อื่นๆ,  บาง..........)  ด้วย   เช่น

  • Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

  • Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคาแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)   

 

18. I shall send her these _________________________________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม ________________________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German    (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่ ๒ เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He bought ________________________________________________________.

(เขาซื้อ ______________________________________________________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                                  ตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

 

19. I wish I ____________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีตและตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้   “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  ๑

  • I wish you ______________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish I _________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish today _____________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb” แต่  “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

                                     ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ “Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                    ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                    ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb”  เป็น  “Would” “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                     อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                     สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

20. They ___________________________________________________ for the program.

(พวกเขา __________________________________________ ต่อโครงการ-รายการ)

(a) responsible    (รับผิดชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) should be responsible    (ควรรับผิดชอบ)

(c) should responsible

(d) should response    (response –ริส-พ้อนซ– เป็นคำนาม หมายถึง “คำตอบ, การตอบ, การตอบสนอง, การโต้ตอบ, การขานรับ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Responsible”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ “Verb to be”  ดังนั้น  จึงต้องใช้เป็น  “Should be, Shall be, Will be, Would be, Can be, Could be, Must be, May be”   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • I shall be there before noon.

(ผมจะอยู่ที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • We should be careful when we cross the street.

(เราควรระมัดระวัง  เมื่อเราข้ามถนน)

  • She will be glad to get a new job.

(เธอจะดีใจที่ได้งานใหม่)

  • They can be helpful in time of need.

(พวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือได้  ในเวลาที่ต้องการ)

  • It could be dangerous to swim across that river.

(มันอาจมีอันตรายที่จะว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

  • We must not be late for the class.

(เราจะต้องไม่ไปเรียนสาย)

  • He may be too confident about the future of his company.

(เขาอาจจะมั่นใจมากเกินไป  เกี่ยวกับอนาคตของบริษัท)

  • She might be reluctant to accept your offer.

(เธออาจไม่เต็มใจที่จะรับข้อเสนอของคุณ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC