หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 376)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Most sociologists recognize _______________________________________________.

(นักสังคมวิทยาส่วนใหญ่ยอมรับ (หรือ จำแนกออกเป็น) __________________________)

(a) that social change of four main types

(b) four main types of social change    (ประเภทใหญ่ๆ ๔ ประเภทของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม)  (= การเปลี่ยนแปลงทางสังคม ๔ ประเภทใหญ่ๆ)

(c) are four main types of social change

(d) and social change of four main types

 

2. Soft materials such as cork and felt absorb ______________________ that strikes them.

(วัสดุอ่อนนุ่ม เช่น ไม้ก๊อกและสักหลาด (ที่ไม่ใช่ผ้าทอ) ดูดซับ ____________ ซึ่งกระทบมัน)

(a) most sound of it

(b) the sound most

(c) sound the most

(d) most of the sound    (เสียงส่วนใหญ่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Absorb

 

3. All of the plants now raised on farms have been developed from plants _____________ wild.

(พืชทุกชนิดซึ่ง (ได้รับการ) เพาะปลูกในไร่ในปัจจุบัน  ได้รับการพัฒนาจากพืช _________ ในป่า)

(a) once they grew

(b) they grew once

(c) that once grew    (ซึ่งครั้งหนึ่ง (เคย) เจริญเติบโต)

(d) once grew

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “That once grew wild”  เป็นอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  ทำหน้าที่ขยายคำนาม  (Plants)  คำหลัง

 

4. In 1960, singer Cliff Richard bought a house in London, ____________ for nearly four decades.

(ในปี  ๑๙๖๐ นักร้อง (นาม) คลิฟ ริชาร์ด  ซื้อบ้านหลังหนึ่งในลอนดอน, ____________ เป็นเวลาเกือบ    ทศวรรษ)

(a) lived and worked there

(b) which did he live and work

(c) which he lived and worked

(d) where he lived and worked    (ที่ซึ่งเขาอาศัยและทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “In which he lived and worked”  เนื่องจาก  “Where  =  In which

 

5. _______________________________________________________, heat is produced.

(__________________________________________, ความร้อน (จะ) ถูกสร้างขึ้นมา)

(a) The mixing together of certain chemicals

(b) When certain chemicals are mixed together    (เมื่อสารเคมีบางชนิดถูกผสมเข้าด้วยกัน)

(c) Certain chemicals mixed together

(d) That certain chemicals are mixed together

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นอนุประโยคกริยาวิเศษณ์บอกเวลา  (Adverb clause of time)  ขยายกริยา  “Is produced”  ในประโยคใหญ่  (Heat is produced)  เพื่อบอกให้รู้ว่า  “ความร้อนถูกสร้างขึ้นมาเมื่อใด

 

6. __________________ was not incorporated as a city until almost two centuries later, in 1834.

(________________ มิได้ถูกรวม (ผนวก) เข้าเป็นเมือง (ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ) จนกระทั่งเกือบจะ ๒ ศตวรรษต่อมา, ในปี  ๑๘๓๔)  (เนื่องจากถือว่ามิได้เป็นชุมชนของชาวอเมริกัน  ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษในขณะนั้น)

(a) Settling in Brooklyn, the Dutch    (ตั้งรกรากถิ่นฐานในเมืองบรูคลิน, ชาวดัชท์)

(b) The Dutch settled in Brooklyn    (ชาวดัชท์ตั้งรกรากถิ่นฐานในเมืองบรูคลิน)

(c) Brooklyn was settled by the Dutch    (เมืองบรูคลินถูกตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวดัชท์)

(d) Settled by the Dutch, Brooklyn    (ถูกตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวดัชท์, เมือง บรูคลิน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Brooklyn)  เป็นผู้ถูกทำกริยา  (Settled)   (ถูกตั้งรกรากถิ่นฐานโดยชาวดัชท์)  กล่าวคือ  ในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • _______________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                                ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(__________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

                                              ตัวอย่างที่ 

  • ________________________ for several times, the student tried to improve himself.

(__________________________________ หลายครั้ง, นักเรียนพยายามปรับปรุงตนเอง)

(a) Punishing the teacher

(b) The teacher punished the student

(c) To punish the teacher

(d) Punished by the teacher    (ถูกลงโทษโดยครู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The student”  ซึ่งถูกลงโทษโดยครูฯ  กริยา  “Punished”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ 

 

7. _____________ is statistically much safer than most other forms of transport, but this fact doesn’t stop many people feeling nervous about it.

(_______________ ในทางสถิติแล้วปลอดภัยกว่ารูปแบบอื่นๆของการขนส่งอย่างมาก, แต่ข้อเท็จจริงนี้มิได้หยุดยั้งผู้คนจำนวนมากมิให้รู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับมัน)  (โดย เฉพาะผู้ที่คิดจะเดินทางโดยเครื่องบิน)

(a) Having flown

(b) To have flown

(c) Flying    (การบิน, การโดยสารเครื่องบิน)

(d) In flying

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1” (Infinitive with to)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because _____________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า ______________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ _______________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

8. By the end of this year, the television company _____________ this soap opera for ten years.

(ราวๆสิ้นปีนี้, บริษัทโทรทัศน์ ______________________ ละครทีวีซีรี่ย์เรื่องนี้เป็นเวลา  ๑๐  ปี)

(a) will broadcast    (จะออกอากาศ)

(b) is broadcasting    (กำลังออกอากาศ)

(c) has been broadcasting    (ได้กำลังออกอากาศ...............แล้ว)

(d) will have been broadcasting    (จะได้กำลังออกอากาศ.............แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  (ราวๆสิ้นปีนี้)  จะมีเหตุการณ์หนึ่ง  (บริษัทฯ ออกอากาศละครทีวี)  ได้กำลังดำเนินอยู่  (และจะดำเนินต่อไป)  เป็นเวลา  ๑๐  ปีแล้ว  จึงใช้รูป  “Present future perfect continuous tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Been + Verb + ing}

 

9. The thing _____________ annoys me most about her is that she always keeps asking questions that make no sense.

(สิ่ง ______________ ทำให้ผมรำคาญ (ขุ่นเคือง) มากที่สุดเกี่ยวกับตัวเธอก็คือว่า  เธอมักจะถามคำถามที่ไม่มีสาระอยู่เป็นประจำ)

(a) who    (ผู้ซึ่ง)

(b) which    (ซึ่ง, ที่)

(c) when    (เมื่อ)

(d) often    (บ่อยๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “That”  ก็ได้

 

10. Muskrats generally ____________ close to the edge of a bog, where their favorite plant foods grow plentifully.

(หนูตัวใหญ่ในทวีปอเมริกาเหนือ  โดยทั่วไปแล้ว _____________ ใกล้กับริมห้วย (หนอง, บึง), ที่ซึ่งอาหารประเภทพืชที่โปรดปรานของมัน  เจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์)

(a) staying

(b) they are staying

(c) stay    (อยู่, พักอาศัย)

(d) to stay there

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

11. You should read ______________________________________ one book every month.

(คุณควรอ่านหนังสือ _______________________________________ เล่ม ทุกๆ เดือน)

(a) least    (น้อยที่สุด)

(b) at least    (อย่างน้อยที่สุด)

(c) at the least

(d) at a least

ตอบ   -   ข้อ   (b)   นอกจากนี้    ยังมีวลี   “In the least” ซึ่งใช้เน้นข้อความปฏิเสธ  เช่น  “I don’t mind in the least, I really don’t.  (ผมมิได้รังเกียจแม้แต่นิดเดียว   มิได้รังเกียจจริงๆ),  She wasn’t in the least jealous.  (เธอมิได้มีความหึงหวง  (หรืออิจฉา)  แม้แต่นิดเดียว),  It was changing me in a way that I had not in the least expected.  (มันกำลังเปลี่ยนแปลงผม  ในแบบที่ว่า  ผมมิได้เคยคาดฝันไว้แม้แต่นิดเดียว),  เป็นต้น

 

12. He was getting ______________________ the top of the mountain when it began to rain. 

(เขากำลังเข้าไป _____________________________________ ยอดเขา  เมื่อฝนเริ่มตก) 

(a) nearly    (เกือบจะ,  จวนจะ) 

(b) near    (ใกล้)

(c) nearby    (ข้างเคียง,  ใกล้เคียง, ใกล้ชิด, ถัดไป) 

(d) nearing    (“Verb + ing”  =  ใกล้เข้ามา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ   “Near, Nearly”  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • They were careful to seat the important guests ______________ the host so he could talk to them easily.

(พวกเขามีความรอบคอบที่จัดที่นั่งให้แขกคนสำคัญ _______________ กับเจ้าภาพ  เพื่อที่ว่าเขา (เจ้าภาพ) จะได้สามารถสนทนากับแขกคนสำคัญได้อย่างง่าย – สะดวก)

(a) near to

(b) near    (ใกล้, ใกล้เคียง)

(c) next    (ถัดไปจาก, ติดกัน, ใกล้กับ)

(d) nearly    (เกือบจะ, จวนจะ)

ตอบ  -  ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Near”  ไม่ต้องตามด้วย   “To”  ส่วน  “Next”  ต้องตามด้วย  “To”  เสมอ  (ในความหมาย  “ถัดไปจาก หรือ ติดกันกับ”)  ส่วน  “Nearly”  ใช้ดังนี้  คือ

  • She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

  • He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

  • It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

  • I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

 

13. _________________________________________ did your father go out of the house?

(พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน ___________________________________________)

(a) Where

(b) How long

(c) When    (เมื่อไร)

(d) Since when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ส่วนถ้าเลือก ข้อ   (a)  ต้องถามว่า  “Where did your father go?”  (พ่อของคุณไปที่ไหนถ้าเลือก ข้อ (b)  ต้องถามว่า  “How long ago did your father go out of the house?”  (นานเท่าใดมาแล้ว  ที่พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน)  ซึ่งความหมายเหมือนข้อ  (c)  นั่นเอง  (How long ago = When)  และในกรณีเลือก ข้อ  (d)  ต้องแก้เป็น  “Since when has your father gone out of the house?”  (พ่อของคุณได้ออกไปนอกบ้านตั้งแต่เมื่อใดคือต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  (…………has your father gone………)  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์   คือ  “พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน  อาจเป็น  ๒ – ๓ ชั่วโมง ที่แล้ว  และขณะที่ถามคำถามประโยคนี้  พ่อฯ ก็ยังไม่กลับเข้าบ้าน”   ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต   และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  ดังกล่าว

 

14. Don’t enter ____________________________________________________ this cave.

(อย่าเข้าไปใน  ____________________________________________________ ถ้ำนี้)

(a) in

(b) to

(c) into

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องใช้  “Preposition”  ใดๆ เลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

15. Most of the people were saved from the flood.  Only five persons _________________.

(คนส่วนใหญ่ได้รับการช่วยชีวิตจากน้ำท่วม  มีเพียง  ๕  คนเท่านั้น __________________)

(a) dead     (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) died    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) were died

(d) would die

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “Were dead”  ก็ได้

 

16. ___________________________ has succeeded in life and become rich before he is fifty.

(___________________________ ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต  และร่ำรวยก่อนอายุ  ๕๐ ปี)

(a) A many poor boy

(b) Many a poor boy    (เด็กยากจนจำนวนมาก)

(c) A many poor boys 

(d) Many poor boy

(e) Many poor boys

(f) Many a poor boys

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Many a poor boy”  =  “Many poor boys” (เด็กยากจนจำนวนมาก)  แต่ใช้กับโครงสร้างต่างกัน  ดังนี้

  • Many a wise student has got a scholarship.
  • Many wise students have got a scholarship.

(ทั้ง   ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  คือ  “นักเรียนที่ฉลาดจำนวนมากได้รับทุนการศึกษา”)

 

17. Please inform me _______________________________________________________.

(กรุณาบอกให้ผมทราบ  _______________________________________________)

(a) your decision

(b) about your decision

(c) on your decision

(d) of your decision    (เรื่องการตัดสินใจของคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  {Subject + Inform + Someone (Object) + Of + Something}  (ประธานฯ บอกใคร  เกี่ยวกับเรื่องอะไร)

                                                  สำหรับวลีที่ใช้  “Of”   ได้แก่   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์,  ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday   (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class   (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),   “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้),  “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย),  “dream”  (ฝัน),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย), “fond”  (ชอบ, หลงใหล), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว), “confident”  (มั่นใจ), “short”  (ขาดแคลน), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”"  (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ  ๑  แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒  แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐  เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐  คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา  ๒๐  เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ  ๑๖  ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ  ๕  ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ    เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  (๒  ใน  ๓), “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”   (เรื่องราวของเหตุการณ์),   เป็นต้น

 

18. She began ___________________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม __________________________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Begin + To + Verb 1”  หรือ  “Begin + Verb + ing”  โดยที่ความหมายเหมือนกันทุกอย่าง   ดูกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Begin”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • I prefer reading to ____________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ________________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –    ข้อ   (c)    เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้   “Prefer” สามารถตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)  ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น ประโยคข้างบน  อาจใช้อีกอย่างหนึ่ง  คือ

  • I prefer to read to to write

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้    เนื่องจากมี  “To”  ถึง  ๓  ตัว)

                                             กริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)   แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Hear, Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football.

(= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance.

(= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam.

(= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

  • She hates to stay in a dirty place.

(= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

19. Sally is more beautiful than ________________________________ girl I have ever met.

(แซลลี่สวยกว่าเด็กหญิง ____________________________________ ที่ผมเคยพบมา)

(a) any

(b) other

(c) any other    (คนอื่นใดก็ตาม)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is the biggest city in Thailand.

(กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)

  • Bangkok is bigger than any other city in Thailand.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองอื่นใดในประเทศไทย)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok. 

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้ง    ข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  เพียงแต่พูดไปคนละแบบ  จงสังเกตว่า  ใน  “ขั้นกว่า”  และ  “ขั้นเสมอกัน”  ต้องมี  “Other”  เนื่องจาก   “Bangkok”  ป็น  “City”  ในประเทศไทย  แต่จงสังเกตความแตกต่างของโครงสร้างประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is bigger than any city in Laos.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองใดๆ ในลาว)

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใดในลาวใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -     ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  โดยไม่ต้องมี   “Other”  เพราะ  “Bangkok”  ไม่ได้เป็น  “City”  ในลาว

                                                   อนึ่ง  ให้สังเกตว่า  หลัง  “Any other”  หรือ   “Any”  ในขั้นกว่า  ควรเป็นคำนามเอกพจน์   เนื่องจาก  “Any”  ใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  ไม่ใช่ในความหมายแสดง  “จำนวน”  ดังเช่นในประโยค

  • Do you have any money?

(คุณมีเงินบ้างไหม)  (“Any” แสดงจำนวน)

  • Were there any women at the party?

(มีผู้หญิงบ้างไหมที่งานเลี้ยง)  (“Any” แสดงจำนวน)

                                                   ดูเพิ่มเติมการใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  จากประโยคข้างล่าง

  • He is bigger than any other man here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ใครก็ตาม”  (ชายคนอื่นใด) ที่นี่)

  • He is bigger than some other men here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ผู้ชายบางคน”  ที่นี่)

                                                   แต่หลัง   “No other”  หรือ   “No”   ใน  “ขั้นเสมอ”  อาจตามด้วยคำนามเอกพจน์  หรือพหูพจน์ก็ได้  แต่ถ้าใช้คำนามพหูพจน์   ก็ต้องใช้กริยาพหูพจน์ด้วย  เช่น  “Are, Were, Have, etc.”  เช่น

  • No students in the class are as smart as Jim.

(ไม่มีนักเรียนในชั้นที่ฉลาดเท่ากับจิม)

  • No river in Thailand is as long as the Chao Phraya River.

(ไม่มีแม่น้ำในประเทศไทยที่ยาวเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยา)

  • No other city in Thailand is as crowded as Bangkok.

 (ไม่มีเมืองอื่นในประเทศไทย  ที่มีประชากรหนาแน่นเท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other American presidents are as controversial as Donald Trump.

(ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่น  ที่มีความขัดแย้ง (หรือเป็นที่โต้เถียง-ถกเถียง)  เท่ากับโดนัล  ทรัมพ์)

 

20. Experienced drivers have _____________________________ accidents than beginners.

(นักขับรถที่มีประสบการณ์  ประสบอุบัติเหตุ ______________ ผู้เริ่มขับรถ หรือมือ ใหม่หัดขับ)

(a) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(b) fewer    (น้อยกว่า)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(c) not many    (ไม่มาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(d) very few    (น้อยมาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  และ  “Accidents”  เป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้   “Fewer       

 

21. After a _______________________________________ breakfast, he ran to the bus stop.

(หลังจากอาหารเช้าที่ ___________________________________ เขาวิ่งไปที่ป้ายรถเมล์)

(a) hurry    (รีบเร่ง, ความรีบเร่ง)  (เป็นคำกริยา และคำนาม)

(b) hurrying

(c) hurried    (เฮ้อ-รีด)  (เป็นคำคุณศัพท์)  (รีบเร่ง, รีบร้อน, ฉุกละหุก, ด่วน)

(d) hurry’s

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้คำคุณศัพท์ขยายหน้าคำนาม   “Breakfast

 

22. His favourite subject is ___________________________________________________.

(วิชาที่โปรดปรานของเขา  คือ _____________________________________________)

(a) mathematic    (mathematics  =  วิชาคณิตศาสตร์)

(b) arithmetic    (วิชาเลขคณิต, เกี่ยวกับเลขคณิต)

(c) physic    (ฟิซ-ซิค)  (ยาถ่าย, ยาเวชภัณฑ์, แพทยศาสตร์, อาชีพแพทย์)   (physics (ฟิซ-ซิคซ)  =  วิชาฟิสิกส์)

(d) economic    (เกี่ยวกับเศรษฐกิจ, ด้านเศรษฐกิจ)  (economics  =  วิชาเศรษฐศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นเพียงข้อเดียวที่เป็น   “วิชา

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 375)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. With the exception of mercury, _________________ at standard temperature and pressure.

(ยกเว้นปรอท, __________________________________ ที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน)

(a) metallic elements being solid

(b) which is a solid metallic element

(c) the metallic elements are solid    (ธาตุโลหะต่างๆจะเป็นของแข็ง)

(d) since the metallic elements are solid  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (The metallic elements)  และกริยา   (Are)  ของประโยค

 

2. Beverly Sills, _________________, assumed directorship of the New York City Opera in 1979.

(เบฟเวอลี ซิลส์, _________________, เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการอุปรากร (ละครดนตรี) ของกรุงนิวยอร์กในปี  ๑๙๗๙)

(a) be a star soprano

(b) was a star soprano

(c) a star soprano and

(d) a star soprano    (นักร้องเสียงสูงสุดดาวรุ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “Beverly Sills, who was a star soprano, assumed……………”

 

3. The Grapes of Wrath, a novel about the Depression years of the 1930’s, is one of John Steinbeck’s _____________ books.

(“ผลพวงแห่งความคับแค้น” (ชื่อหนังสือแปลภาษาไทย), (ซึ่งเป็น) นิยายเกี่ยวกับช่วงเวลาเศรษฐกิจตกต่ำแห่งทศวรรษ  ๑๙๓๐, เป็นหนังสือ ___________ เล่มหนึ่งของจอห์น สไตน์เบ็ค)  (จอห์น สไตน์เบ็ค  เป็นนักเขียนนิยายและเรื่องสั้นชาวอเมริกัน  ผู้ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ ปี  ๑๙๔๐  และรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี  ๑๙๖๒)

(a) the most famous

(b) most famous    (มีชื่อเสียง (โด่งดัง) มากที่สุด)

(c) are most famous

(d) and most famous

 

4. During the flood of 1927, the Red Cross, _____________ out of emergency headquarters in Mississippi, set up temporary shelters for the homeless.

(ในระหว่างน้ำท่วมปี  ๑๙๒๗, สภากาชาด (อเมริกัน), _____________ จากกองบัญชาการภาวะฉุกเฉินในรัฐมิสซิสซิปี, ได้จัดตั้งที่พักชั่วคราวสำหรับผู้ไร้ที่อยู่อาศัย)

(a) operates

(b) is operating

(c) has operated

(d) operating    (ปฏิบัติงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……..........…Red Cross, which operated (หรือ  was operating) out of emergency………....….”

 

5. ___________________________________________ other big cats, tigers are carnivorous.

(_______________________________ แมวใหญ่อื่นๆ (ส่วนใหญ่), เสือกินเนื้อเป็นอาหาร)

(a) Like the most

(b) They are like most

(c) Like most    (เหมือนกับ ..................(แมวใหญ่อื่นๆ).................... ส่วนใหญ่)

(d) The most like

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like” (Preposition)  (เหมือน, เหมือนกับ, คล้ายกับ)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • This car has an engine _________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (ในฐานะ, เป็น-  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย)  +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่)  +  ประโยค” (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับประโยคข้างบน  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike,  are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • What is the climate __________________________________ in your home town?

(อากาศ ____________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.) (ไม่ต้องเติมคำใด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ในที่นี้  “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง   “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)   ต้องตามด้วยคำนาม

                                                ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like _______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _________________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ  (a)   เนื่องจาก  “Like”  ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor ___________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _________________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like     (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –      ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”   ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)   ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”  และ  “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสห ภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like” (หมายถึง  “เหมือน, เหมือนกับ, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “Like the other nations”  (เหมือนกับประเทศอื่นๆ), “Like his father”  (เหมือนพ่อของเขา),  “Like most hard-working people” (เหมือนคนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)   เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                                 สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆ ปี)

 

6. ____________________________ as an escape artist that Harry Houdini was best known.

(_______________ ในฐานะศิลปินแห่ง (วิธี) การหลบหนี  ที่แฮรี่ ฮูดินี่  เป็นที่รู้จักกันดีที่สุด)  (แฮรี่ ฮูดินี่  เป็นอดีตนักมายากลชื่อก้องโลก  ทางด้านคิดกลปลดตัวเองจากพันธนาการต่างๆ  เช่น โซ่ เชือก และกุญแจมือ  ทั้งในอากาศ (ขณะที่เครนยกตัวเขาอยู่) บนบก และใต้น้ำ  เขาตายเมื่ออายุ  ๕๒  ปี  ด้วยโรคเกี่ยวกับช่องท้อง)

(a) There was

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It was being

(d) It was to be

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  {It is (was) + วลี + That + Subject + Verb + ส่วนขยาย}  “มันเป็น (วลี) ที่ประธาน....................” เช่น  “It is in this house that I was born.”  (มันเป็นในบ้านหลังนี้ที่ผมเกิด),   “It was in 1914 that the First World War took place.”  (มันเป็นในปี  ๑๙๑๔  ที่สงครามโลกครั้งที่    เกิดขึ้น),  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________ in May that the rainy season begins in Thailand.

(____________________________ ในเดือนพฤษภาคม  ที่ฤดูฝนเริ่มต้นในประเทศไทย)

(a) There is

(b) It is    (มันเป็น)

(c) He said

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  {It Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb}  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • It is because he is very rich ________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ______________________________________ เธอรักเขา)

(a) so     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that     (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี {มักนำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with, during)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                                                 ตัวอย่างที่  

  • _______________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้  “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืน  ที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์  ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่    เกิดขึ้น)

  • It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

7. _________ relatively costly, the diesel engine is highly efficient and needs servicing infrequently.

(_________________ ค่อนข้างราคาแพง, เครื่องยนต์ดีเซลมีประสิทธิภาพสูง  และต้องการการบำรุงรักษาไม่บ่อย)

(a) It is

(b) There is

(c) Even    (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(d) Even though    (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  “Though, Although”  (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)  ก็ได้

 

8. People’s expectations for a higher standard of living increase ________________________.

(ความคาดหวังของผู้คนสำหรับมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้น  (จะ) เพิ่มมากขึ้น ____________)

(a) conditions improve in their community.    (สภาพดีขึ้นในชุมชน)

(b) conditions in their community improve    (สภาพในชุมชนดีขึ้น)   

(c) as conditions in their community improve    (เมื่อสภาวะ (สภาพ) ในชุมชนของพวกเขาดีขึ้น)

(d) since conditions in their improving community

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Adverb clause of time”  (อนุประโยคกริยาวิเศษณ์บอกเวลา)  สำหรับ  “In their community”  ต้องขยายข้างหลัง  “Conditions”  เพราะหมายถึง  “สภาพในชุมชนฯ”

 

9. It is a general rule that you can hardly expect good quality ______________ the price of a product is low.

(มันเป็นกฎทั่วไปว่า  คุณแทบจะไม่สามารถคาดหวังคุณภาพที่ดีได้ ______________ ราคาของผลิตภัณฑ์ (สินค้า) ต่ำ)

(a) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) if    (ถ้า)

(c) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นข้อความที่เป็นเงื่อนไข  คือ  “คุณไม่อาจคาดหวังคุณภาพที่ดี  ถ้าสินค้าราคาถูก

 

10. The unbearable heat of the midday sun was ______________ of the many things he was trying to get accustomed to in South Africa.

(ความร้อนที่ไม่สามารถทนได้ของดวงอาทิตย์เที่ยงวัน ______________ ของหลายๆสิ่งที่เขากำลังพยายามที่จะคุ้นเคย (เคยชิน) ในประเทศแอฟริกาใต้)

(a) very bad    (แย่มาก, เลวร้ายมาก, เลวมาก)

(b) too bad    (แย่เกินไป, เลวร้ายเกินไป, เลวเกินไป)

(c) worse    (แย่กว่า)

(d) the worst    (แย่ที่สุด, เลวร้ายที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  คือ  “แย่-เลวร้ายที่สุด  (ในที่นี้  คือ  ความร้อนฯ เที่ยงวัน)  ในบรรดาหลายๆ สิ่งที่เขากำลังพยายามทำความคุ้นเคย

 

11. I sold my car _________________________________________________ a good price.

(ผมขายรถยนต์ของผม __________________________________________ ราคาที่ดี)

(a) at    (ใน)

(b) in

(c) with

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “At a good price”  =   “ในราคาที่ดี หรือสูง”  

                                                  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ) “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์) “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา) “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓“to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ) “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}   เป็นต้น

 

12. Mr. Sims has joined ___________________________________________ a trade union.

(มิสเตอร์ซิมส์ได้เข้าร่วมกับ _____________ สหภาพการค้า)  (คือ เข้าเป็นกรรมการ หรือสมาชิก)

(a) with

(b) in

(c) to

(d) on

(e) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใด)

ตอบ   -   ข้อ   (e)  “Join”  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  Preposition  เช่น

  • He went for a walk before joining his brother for tea.

(เขาออกไปเดินเล่น  ก่อนร่วมวงกับพี่ชายเพื่อดื่มน้ำชา)

  • She flew out to join him on the first available plane.

(เธอบินมาเพื่อร่วม (งาน, สัมมนา, ประท้วง, โครงการ ) กับเขา  โดยเครื่องบินเที่ยวแรกที่จองได้)

  • They went off to join the queue for coffee.

(พวกเขาลุกจากโต๊ะ  เพื่อต่อแถวกาแฟ)

  • The van joined the row of cars.

(รถตู้ต่อท้ายแถวขบวนรถยนต์)

  • We both joined the Labor Party.

(เรา  ๒  คนเข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงาน)

  • He’s joined the army.

(เขาเข้าเป็นทหาร)

  • I joined the bank as a graduate trainee in 2004.

(ผมเข้าร่วมกับธนาคาร  ในฐานะผู้ฝึกงานปริญญาตรี  ในปี  ๒๐๐๔)

  • They were invited to join the feasting.

(พวกเขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมในพิธีเลี้ยงฉลอง  -  หรือร่วมงานเลี้ยง)

  • After a little while she joined the dancing.

(หลังจากชั่วครู่หนึ่ง  เธอเข้าร่วมวงเต้นรำด้วย)

 

13. Smoking is forbidden while the plane is on the ground, while it is _____________, and until it has risen to a good height.

(การสูบบุหรี่ถูกห้ามในขณะที่เครื่องบินอยู่บนพื้นดิน  ในขณะที่มัน ______________ และจนกระทั่งมันได้บินขึ้นสู่ระดับสูงมากแล้ว)

(a) taking up

(b) taking out

(c) taking off    (กำลังบินขึ้นจากพื้นดิน)

(d) taking away

 

14. A ________________ is one that leaves the main road and goes off in a different direction.

(___________________ เป็นถนนซึ่งแยกจากถนนสายหลัก  และมุ่งไปในทิศทางที่แตกต่างกัน)

(a) small road

(b) little road

(c) branch road    (ถนนสายรอง)

(d) trunk-road    (ถนนสายใหญ่)

 

15. Have you found a new ___________________________________________________?

(คุณหา ______________________________________________________ ใหม่ได้หรือยัง)

(a) work    (งาน)  (นามนับไม่ได้)

(b) job    (งาน)  (นามนับได้)

(c) employment    (การจ้างงาน)  (นามนับไม่ได้)

(d) works    (สถานที่ผลิตสินค้า, งานติดตั้งระบบประปา-ไฟฟ้า หรืองานสร้างตึก-ถนน-สะพาน, ผลงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “A new job”  เนื่องจากเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

 

16. How _____________________________________________ do you have your hair cut?

(คุณตัดผม ___________________________________________________ เท่าใด)

(a) much    (มาก)

(b) many times    (หลายครั้ง)

(c) often    (บ่อย)

(d) long    (ยาว, นาน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับข้อ   (b)  ก็อาจใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “How many times do you have your hair cut in a month  (in two months)?”  คือต้องบอกความถี่ด้วยว่า  “ใน    เดือน  หรือ    เดือน  หรือ    เดือน”  แต่ไม่นิยมใช้เหมือนกับ  "How often"

 

17. I prefer reading to ______________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ________________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “reading”  ทั้งนี้  “Prefer”  สามารถตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง  คือ

  • I prefer to read to to write.

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้   เนื่องจากมี  “To”  ถึง    ตัว)

                                              สำหรับคำกริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like, Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help,  Intend (ตั้งใจ), Fear, Attempt (พยายาม),  Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football.

(= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance.

(= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam.

(= We continued studying for our exam.) 

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

  • She hates to stay in a dirty place.

(= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

18. I will give you _________________________________________________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด ______________________________________ แก่คุณในภายหลัง)

(a) farer    (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther   (ไกลกว่า)

(c) further    (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก – เมื่อเป็นคำคุณศัพท์) (ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) longer    (ยาวกว่า, นานกว่า)

 

19. I shall come back ________________________________________________________.

(ผมจะกลับมา ______________________________________________________)

(a) long before    (ก่อนหน้า...........................เป็นเวลานาน)

(b) before long    (ในไม่ช้า)

(c) longer

(d) not long

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Soon”  หรือ   “In a little while”   สำหรับตัวอย่างการใช้   “Long before”   เช่น

  • I have known his parents long before I know him.

(ผมรู้จักพ่อแม่ของเขาก่อนหน้าที่ผมจะรู้จักเขา  เป็นเวลานานทีเดียว)  (คือรู้จักพ่อแม่ของทอมมา  ๑๐  ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักทอมได้เพียง    ปี)

                                                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  “Before long”   (ในไม่ช้า)  เช่น

  • Class will be over before long.

(ชั้นเรียนจะเลิกเร็วๆนี้แล้ว)  (คือ  จะเลิกอีกในไม่ช้า)

  • We were tired of waiting and hoped the bus would come before long.

(เราเบื่อการรอคอย  และหวังว่ารถเมล์จะมาในไม่ช้า)

 

20. She managed to reach the telephone __________________________ her terrible wound.

(เธอไปถึงโทรศัพท์ได้สำเร็จ_____________________ มีบาดแผล (หรือการบาดเจ็บ) ร้ายแรง)

(a) although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(b) notwithstanding    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) because of    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูตัวอย่างการใช้วลีข้างบน  จากประโยคตัวอย่าง

  • Although he is wrong, everyone can’t help admiring him.

(แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายผิด ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยเขา)

  • Although he was late, he stopped to buy a sandwich.

(แม้ว่าเขาจะสาย  เขาแวะซื้อแซนด์วิช)

  • Jane kept her coat on although it was warm in the room.

(เจนยังคงสวมเสื้อคลุม  แม้ว่าอากาศในห้องจะอุ่น)

  • Although I advise my children about money, I never actually pay their debts.

(แม้ว่าผมแนะนำลูกๆเกี่ยวกับเรื่องเงิน  ผมไม่เคยใช้หนี้แทนพวกเขาเลย)

  • He hasn’t been able to get a good job notwithstanding his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) the bad storm, John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆ ที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out notwithstanding (= despite = in spite of) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

  • She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 374)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Louisa May Alcott wrote Little Women, _________________ classic of children’s literature.

(ลูอิซา เมย์ อัลคอต  เขียนหนังสือเรื่อง “ผู้หญิงตัวเล็กๆ”, ผลงานวรรณกรรมชิ้นเอก _________ ด้านวรรณกรรมของเด็กๆ)

(a) it’s a

(b) while a

(c) a    (ชิ้นหนึ่ง)

(d) but a

ตอบ   -   ข้อ    (c)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “……………..Women, which is a classic of children’s literature

 

2. The technique of recording, classifying, and _________________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ __________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing………..)  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกันจากตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ____________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ ______________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี  ดูเพิ่มเติมการใช้ข้อความให้สมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer _____________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม ________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกันจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because _____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ____________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”) ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง  ดูเพิ่มเติมการทำให้โครงสร้างในประโยคมีความสมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and ____________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ ______________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, _____________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ)  () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                          ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and ____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ______________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                             ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of ________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ _________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ____________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ___________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………...........that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                               ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ _____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                           ตัวอย่างที่  ๑๐

  • James likes reading, hiking, and __________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ, การเดินทางไกลด้วยเท้า, และ ___________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening…............….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

3. David G. Farragut _________ to become an admiral, a rank created for him by congress in 1866.

(เดวิด จี. ฟารากัต ____________ ที่ได้เป็นพลเรือเอก, ยศซึ่งถูกแต่งตั้ง (ทำให้เกิดขึ้นมา) สำหรับเขาโดยสภาคองเกรส (ของสหรัฐฯ) ในปี  ๑๘๖๖)

(a) the first American was an officer

(b) the first officer was an American

(c) was the first American officer    (ทหารอเมริกันคนแรก)

(d) first the American officer was

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Was”  เป็นกริยาแท้ของประโยค

 

4. Advertising is distinguished from other forms of communication _____________ the advertiser pays for the message to be delivered.

(การโฆษณาถูกทำให้แตกต่างจากรูปแบบอื่นๆของการสื่อสาร ______________ ผู้โฆษณาจ่ายเงินสำหรับข่าวสารที่จะถูกส่งไป)  (หรือ ที่ต้องการจะสื่อให้คนอื่นทราบ)

(a) which    (ซึ่ง)

(b) in that    (ตรงที่ว่า)

(c) whereas   (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(d) because of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

 

5. In 1965, Alvin Ailey took his group on ______________ European tours ever made by a dance company from the United States.

(ในปี  ๑๙๖๕, อัลวิน ไอลีย์  นำคณะของเขาในการเดินทางไปยุโรป _____________ ที่ได้เคยทำ (เดินทาง) ขึ้นมาโดยคณะเต้นรำจากสหรัฐฯ)

(a) the most successful one

(b) the one most successful

(c) one of the most successful    (ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่ง)

(d) one successful of the most

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้างข้างล่าง

  • One of the + Adjective (ขั้นสุด) + Noun (Plural)
  • He is one of the most industrious workers in the company.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาคนงานที่ขยันที่สุดในบริษัท)

  • She wrote one of the best-selling books of her time.

(เธอเขียนหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งในยุคของเธอ)

  • You are one of the most interesting people (who) I have talked to.

(คุณเป็นคนที่น่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่งซึ่งผมได้พูดคุยด้วย)

  • It was one of the most important issues released by the government.

(มันเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดประเด็นหนึ่ง  ซึ่งถูกปล่อยออกมาโดยรัฐบาล)

 

6. In 1905, the Canadian National Railway was built ___________ Edmonton with cities to the east.

(ในปี  ๑๙๐๕  เส้นทางรถไฟแห่งชาติแคนาดาได้ถูกสร้างขึ้นมา ____________ เมืองเอ็ดมันตัน (ในรัฐอัลเบอร์ตา) กับเมืองต่างๆทางภาคตะวันออก)

(a) to be linked

(b) to link    (เพื่อเชื่อมต่อ)

(c) linking

(d) linked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Was built)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Anesthetics (แอน-เนส-เธท-ทิค) are used ____________ insensitivity to pain during surgical operations.

(ยาสลบ (ยาชา) ถูกใช้ ________________ ความไม่รู้สึกต่อการเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด)

(a) the cause

(b) causing

(c) to cause    (เพื่อทำให้เกิด)

(d) cause of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Are used)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

  • She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

  • They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

  • Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

  • Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา    ชุด)

  • She was thought to leave with another man.

(เธอถูกคิดว่าจาก (หนี) ไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

  • We were told to start early to catch the train.

(เราถูกบอกให้เริ่มต้นแต่เช้าตรู่เพื่อไปให้ทันรถไฟ)

  • They were supposed to arrive before the storm.

(พวกเขาถูกคาดการณ์ว่าจะมาถึงก่อนเกิดพายุ)

 

7. From 1990 Japanese industry has ___________________ suffered from under-investment.

(จากปี  ๑๙๙๐  (เป็นต้นมา) อุตสาหกรรมของญี่ปุ่น _____________ ได้รับความเดือดร้อนจากการลงทุนต่ำเลย)  (คือ  มีการลงทุนสูงอยู่ตลอด)

(a) none

(b) no

(c) without

(d) never    (ไม่เคย)

 

8. An animal that _____________ power and a fighting habit is eventually killed by a predator.

(สัตว์ซึ่ง _____________ อำนาจ (กำลัง) และนิสัยการต่อสู้  จะถูกฆ่าตายในที่สุดโดยนักล่า)  (เช่น เสือ, สิงโต ฯลฯ)

(a) without

(b) does not

(c) lacks    (ไม่มี, ปราศจาก, ขาดแคลน)

(d) no

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “An animal without power and ……...........”หรือ  “An animal that does not have power and………....”  หรือ  “An animal with no power and……..…..”  ก็ได้

 

9. ____________ steam locomotive to be used for regular passengers and freight services in the United States was built in New York City.

(หัวรถจักรไอน้ำ ______________ ซึ่งถูกใช้สำหรับผู้โดยสารและบริการบรรทุกสินค้าตามปกติในสหรัฐฯ  ถูกสร้างในกรุงนิวยอร์ก)

(a) The first    (เครื่องแรก)

(b) As the first

(c) It was the first

(d) When it was the first

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจาก  “The first steam locomotive”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Was built”  เป็นกริยา

 

10. We really need a good plumber (พลั้ม-เม่อะ) for a job like this, _____________ seems to require a great deal of expertise.

(เราต้องการอย่างแท้จริงช่างต่อท่อประปาดีๆสักคนสำหรับงานแบบนี้, ____________ ดูเหมือนว่าต้องใช้ประสบการณ์มากทีเดียว)

(a) of which

(b) which    (ซึ่ง)

(c) it

(d) which it

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยาย  “A job like this

 

11. The baby monkey would not let its keeper hold the bottle for it for fear that he __________ the milk himself.

(เจ้าลิงน้อยจะไม่ยอมให้คนเลี้ยงของมันถือขวดนมให้มัน  ด้วยเกรงว่าเขา __________ นมเสียเอง) 

(a) would drink

(b) should drink   (จะดื่ม)

(c) might drink

(d) could drink

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “For fear that + Subject + Should + Verb 1

 

12. Can you suggest where I ______________________________________ for a holiday?

(คุณจะสามารถแนะนำได้หรือไม่  ว่าผม ____________________ ไปที่ไหนสำหรับวันหยุด) 

(a) shall go

(b) should go    (ควรไป)

(c) ought to go

(d) may go

(e) can go

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Suggest + That (Where, When) + Subject + Should + Verb 1

 

13. We take a car _______________________________________________ to a garage.

(เรานำรถยนต์ ___________________________________________ ไปยังอู่ซ่อมรถ)

(a) to repair

(b) to repairing

(c) repaired

(d) to be repaired    (ที่จะถูกซ่อม)

 

14. It was so long before he came that I was __________________ whether he had got lost.

(มันเป็นเวลานานมากก่อนที่เขาจะมา  จนกระทั่งผม ____________ ว่าเขาหลงทางหรือไม่)

(a) wonderful    (มหัศจรรย์, ยอดเยี่ยม, ดีเยี่ยม, น่าพิศวง)

(b) wondered    (ดูข้อ  C)

(c) wonder    (วั้น-เดอะ)  (รู้สึกประหลาดใจ, รู้สึกงงงวย, รู้สึกกังขา, รู้สึกสงสัย)

(d) wondering    (วั้น-เดอะ-ริ่ง)  (ประหลาดใจ, พิศวง, งงงวย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำคุณศัพท์  ใช้กับ  “Verb to be”  (Was)  และได้ความหมาย  ส่วนที่ไม่เลือกข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Wonder”  ไม่ใช้ในรูป “Passive voice

 

15. A: What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

      B: None, they are _________________________________________________.”

(ไม่มี  ทั้ง  ๒  สิ่ง ____________________________________________________)

(a) in the same

(b) the same    (เหมือนกัน)

(c) like

(d) as the same

ตอบ   -   ข้อ  (b)   หรืออาจตอบว่า  “They are alike.”  ดูการใช้   “Like, Alike, As”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • This car has an engine ____________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ ___________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (ในฐานะ, เป็น-  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย)  +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่)  +  ประโยค” (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับ  ข้อที่   คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike,  are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • What is the climate _________________________________ in your home town?

(อากาศ ___________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.) (ไม่ต้องเติมคำใด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ในที่นี้  “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง   “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)   ต้องตามด้วยคำนาม

                                              ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ____________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ______________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ  (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                               ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor ________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _____________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like     (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –      ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน  “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสห ภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like” (หมายถึง  “เหมือน, เหมือนกับ, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “Like the other nations”  (เหมือนกับประเทศอื่นๆ), “Like his father”  (เหมือนพ่อของเขา),  “Like most hard-working people” (เหมือนคนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                                  สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆ ปี)

                                                  สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ    สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน)  (หมายถึง  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร    คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว    คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.  

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

16. I had _____________________________________________ idea it was so expensive.

(ผม _________________________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Have no idea”  =   “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

17. ___________________________________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(______________________________________ เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless   (ถ้า.............................ไม่)

(c) Whether   (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว  แต่ถ้าไว้ในประโยค  ใช้ได้ทั้ง  “Whether”  และ  “If”  เช่น

  • I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)      

 

18. I left home very quickly _______________________________________ miss the train.

(ผมออกจากบ้านอย่างรวดเร็วมาก _________________________________ ตกรถไฟ)

(a) so that not to

(b) so that not

(c) so as not

(d) so as not to   (เพื่อจะได้ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรือใช้อีกรูปหนึ่ง   คือ  “in order not to

 

19. Anne took the blind man _______________________ and helped him across the road. 

 (แอนจูง __________________________________ คนตาบอด  และช่วยเขาข้ามถนน)

(a) with a hand

(b) by her hand

(c) by hand

(d) by the hand   (มือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Take someone by the hand”  =  “จูงมือ

 

20. The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and ___________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไปโดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน, เสียงเคาะเบาๆที่ประตู, และ ____________)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “กรรม”  (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย   เรียกว่า “วลี”)   ของ  “By”   ให้สมดุลกันทั้ง    ตัว  คือ  “the clash (of the garden gate)”  “a tap (at the door)”  และ  “its opening”  โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้    ล้วนอยู่ในรูปของวลี  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

21. Along with its mountains, Louisiana’s cities are famous __________________________.

(เช่นเดียวกันกับภูเขาของมัน (รัฐฯ) เมืองต่างๆ ของรัฐหลุยเซียน่า  มีชื่อเสียง ____________)

(a) for its beauty

(b) on their beauty

(c) for their beauty    (ในเรื่องความสวยงามของมัน)

(d) in its beauty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Famous for”  =   “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน...................”  ส่วน  “ความสวยงามของมัน”  หมายถึงของเมืองต่างๆ (หลายๆ เมือง)  จึงต้องใช้  “Their

                                               สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible” (รับผิดชอบ)  -  You have to be responsible for what you have done.  (คุณจำเป็นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณได้ทำลงไป),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อเป็นต้น

                                               ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Wait”  (รอคอย),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้ มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้), “Bring”  (นำมา)  -  I’ve brought this for you.  (ผมได้นำสิ่งนี้มาให้คุณ),  “I’ve made a cake for tea.  (ผมได้ทำเค้กสำหรับน้ำชา),  Aim for the center of the target.  (จงเล็งไปที่ศูนย์กลางเป้า),  He is going to run for President.  (เขาจะสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี),  Speak for yourself.  The rest of us will make up our own minds.  (จงพูดแทนตัวเอง  - ในนามของตัวเอง  -  พวกเราที่เหลือจะตัดสินใจของเราเอง)  (โดยฟังเหตุผลจากที่คุณพูด),  He speaks for us all on this matter.  (เขาพูดในนามของเราในเรื่องนี้),  He works for the gas company.  (เขาทำงานให้กับบริษัทน้ำมัน),  She is a member of parliament (MP) for Bangkok.  (เธอเป็น ส.ส. กรุงเทพฯ),  Do it for my sake.  (โปรดทำเพื่อเห็นแก่ผมเถอะ),  How much did you pay for it?  (คุณจ่ายไปเท่าไรสำหรับมัน),  เป็นต้น

                                               สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  “The train for London is leaving from Platform 2.”  (รถไฟไปลอนดอนกำลังจะออกจากชานชาลาที่  ),  “It is time I set out for the office.  (ถึงเวลาสมควรที่ผมจะออกเดินทางไปสำนักงานแล้ว),  “What is this for?”  (สิ่งนี้มีไว้ทำอะไรครับ),  “We’ve invented a process for making cheaper steel.”  (เราได้สร้างขบวนการสำหรับผลิตเหล็กกล้าราคาถูกลง),  “This case is too heavy for me to carry.”  (กระเป๋านี้หนักเกินไปสำหรับผมที่จะแบก),  “I’m all for the proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ทั้งหมด),  “Are you for me or against me?”  (คุณเห็นด้วยกับผม (อยู่ฝ่ายผม) หรือคัดค้านผม),  “I’m concerned for him.  I hope he knows what he is doing.”  (ผมวิตกกังวลเกี่ยวกับเขา  ผมหวังว่าเขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรนะ),  Take a holiday.  You’ll feel much better for it.  (จงพักผ่อนซะ  คุณจะรู้สึกดีขึ้นมากเพราะมัน  -  คือ การพักผ่อน),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 373)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _______________________ has won consistent praise for her novels about Black children.

(_____________ ได้รับการสรรเสริญอย่างสม่ำเสมอสำหรับนิยายของเธอเกี่ยวกับเด็กๆ ผิวดำ)

(a) Virginia Hamilton who

(b) Because Virginia Hamilton

(c) Virginia Hamilton    (เวอร์จิเนีย แฮมิลตัน)

(d) The fact that Virginia Hamilton

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค

 

2. Had I known Sarah went to the party, I would have accepted the invitation.

(ถ้าผมได้รู้ว่าซาร่าห์ไปที่งานเลี้ยง  ผมคงจะได้ยอมรับคำเชิญไปแล้ว)

(a) I went to the party because Sarah went there.    (ผมไปงานเลี้ยง  เพราะว่าซาร่าห์ไปที่นั่น)

(b) I went to the party but Sarah did not go there.    (ผมไปงานเลี้ยง  แต่ซาราห์ไม่ได้ไปที่นั่น)

(c) Sarah and I didn’t go to the party    (ซาราห์และผมไม่ได้ไปงานเลี้ยง)

(d) Sarah went to the party but I didn’t.    (ซาร่าห์ไปงานเลี้ยง  แต่ผมไม่ได้ไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคใน ข้อ    เป็น  “If clause”  แบบที่    คือ   เหตุการณ์ที่สมมติมิได้เกิดขึ้นจริง  แต่เกิดขึ้นตรงกันข้าม (กับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ความหมายของประโยคใน  ข้อ  ๒  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าซาร่าห์ได้ไปที่งานเลี้ยง  ผมก็คงยอมรับคำเชิญแล้ว”  คือ  ผมก็คงไปที่งานเลี้ยงด้วย  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “ผมไม่รู้ว่าซาร่าห์ได้ไปที่งานเลี้ยง  ผมเลยไม่ยอมรับคำเชิญ  คือ ไม่ไปงานเลี้ยง”  (แต่ซาร่าห์ไป)

 

3. _____________________________ the history of the tough, strong-willed Nebraska farmer.

(_____________ ประวัติศาสตร์ของชาวนาเนบราสก้าผู้ทรหดอดทนและจิตใจเข้มแข็ง-เด็ดเดี่ยว)

(a) Not only is much of the history of Nebraska

(b) Although it is much of the history of Nebraska that is

(c) Much of the history of Nebraska is    (ประวัติศาสตร์มากมายของรัฐเน บราสก้า  คือ)

(d) It is as much the history of Nebraska’s being

 

4. Give me all the statistics _________________________________________________.

(จงเอาสถิติ (ข้อมูลตัวเลข) ทั้งหมด __________________________________ มาให้ผม)

(a) you have collected them

(b) you have collected    (ซึ่งคุณได้เก็บรวบรวมไว้)

(c) what you have collected

(d) that have collected by you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจาก  “…………statistics which (that) you have collected”  แต่สามารถละ  “Which, That”  ได้  เพราะว่าเป็นกรรมของอนุประโยค  คือ  กรรมของกริยา  “Have collected”  ทั้งนี้  ไม่ต้องมี  “Them”  อีก  เนื่องจาก  “Which”  หรือ  “That” แทน  “Them”  อยู่แล้ว  แม้จะละ (ไม่เขียน) คำทั้งสองลงไปก็ตาม

                                            อย่างไรก็ตาม  ใน  ข้อ    อาจตอบ ข้อ  (d)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “That have been collected by you”  (ซึ่งได้ถูกเก็บรวบรวมโดยคุณ)  ซึ่งอยู่ในรูป  “Passive voice”  ของ  ข้อ  (b)

 

5. Unfortunately our proposal ____________________________________________ down.

(โชคไม่ดีเลย  ข้อเสนอของเรา __________________________________________)

(a) has turned

(b) has been turned    (ได้ถูกปฏิเสธ)  (“Turn down”  =  ปฏิเสธ)

(c) is turning

(d) have been turned

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้  “Has been turned down”  (Present perfect tense  ในรูป  Passive voice)  เนื่องจาก  “Proposal”  เป็นคำนามเอกพจน์  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Is turned down”  (ถูกปฏิเสธ)  ก็ได้  คือ  อยู่ในรูป  “Present simple tense” (Passive voice)  เพื่อบอกเหตุการณ์ที่เกิดในปัจจุบัน  (ถูกปฏิเสธในปัจจุบัน)

 

6. Anesthetics (แอน-เนส-เธท-ทิค) are used _____________ insensitivity to pain during surgical operations.

(ยาสลบ (ยาชา) ถูกใช้ _________________ ความไม่รู้สึกต่อการเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด)

(a) the cause

(b) causing

(c) to cause    (เพื่อทำให้เกิด)

(d) cause of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Are used)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

  • She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

  • They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

  • Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

  • Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา    ชุด)

 

7. Papaya juice relieves _____________________________________ stomach disorders.

{น้ำมะละกอบรรเทาความผิดปกติ ____________________ ของช่องท้อง (กระเพาะอาหาร)}

(a) several    (มากมายหลายอย่าง)

(b) among

(c) and

(d) of

 

8. A vacuum is a space that _________________________________________ matter in it.

(สุญญากาศคือที่ว่างเปล่าซึ่ง __________________________________ สสารอยู่ในมัน)

(a) minus    (ปราศจาก, ไร้, ลบ, ลบออก)  (เป็น  “Preposition”)

(b) lacking

(c) not having

(d) has no    (ไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นกริยา  (Has)  ของอนุประโยค  (That has no matter in it)  หรืออาจตอบ  “Does not have”  (ไม่มี)  หรือ  “Lacks”  (ไม่มี)   ก็ได้

 

9. One of the oldest large suspension bridges still ________________ today is the George Washington Bridge between New York City and Fort Lee, New Jersey.

(หนึ่งในบรรดาสะพานแขวนขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดที่ยังคง ________________ ในปัจจุบัน  คือ  สะพาน  ยอร์ช วอชิงตัน  (เชื่อม) ระหว่างกรุงนิวยอร์กและป้อมปราการลี, รัฐนิวเจอซี่)

(a) uses

(b) is used

(c) the use of

(d) in use    (ใช้งานอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………bridges which are still in use today…………”  สำหรับ  ข้อ  (b)   ไม่สามารถใช้ได้  เพราะว่า “Is used”  เป็นกริยาแท้  เช่นเดียวกับกริยาแท้ (Is) ของประโยค   อย่างไรก็ตาม  อาจตอบ  “Used”  (Passive voice) ซึ่งเป็นกริยาช่องที่    (กริยาไม่แท้)  ได้  เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………..bridges which are still used today …….…..

 

10. _______________ advent of the First World War, the United States became the dominant force in the motion picture industry.

(_________________ การเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่  , สหรัฐฯ กลายเป็นพลังที่โดดเด่น (ครอบงำ) ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เคลื่อนไหวได้)  (หมายถึง  ภาพยนตร์ที่ตัวแสดงเคลื่อนไหวไปมาได้  ต่างจากภาพยนตร์ที่เป็นหนังนิ่ง  แบบรูปสไลด์ในยุคแรกๆ)

(a) The

(b) With the    (ด้วย, พร้อมกับ)

(c) While the

(d) It was during the

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “It was during the advent of the First World War that the United States became…………..”  (มันเป็นในระ หว่างการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่    ที่สหรัฐฯ กลายเป็นพลัง.....................)  ก็ได้

 

11. A student can make his work look more attractive by ______________________ neatly.

(นักเรียนสามารถทำให้งานของตนดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น  โดย _____________ อย่างประณีต)

(a) write

(b) writing    (การเขียน)

(c) to write

(d) wrote

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “By + Verb + ing

 

12. Write a composition and then take it to your teacher ___________________________.

(จงเขียนเรียงความ  และต่อจากนั้นนำมันไปให้ครูของคุณ ________________________)

(a) to be corrected    (เพื่อถูกตรวจ)  (หมายถึงเรียงความ)

(b) for correct

(c) to be correct

(d) to be correcting

ตอบ   -   ข้อ   (a)  หรืออาจตอบ   “For correction”  (เพื่อการตรวจแก้ไข)  ก็ได้

 

13. A watch which can be stopped when an action ends _____________________ a stopwatch. 

(นาฬิกาซึ่งสามารถถูกทำให้หยุดได้เมื่อการกระทำอย่างหนึ่งสิ้นสุดลง _________ นาฬิกาจับเวลา)

(a) calls

(b) call

(c) is called    (ถูกเรียกว่า)   

(d) to be called

(e) calling

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่ในแบบ “ถูกกระทำ”  (ถูกเรียก)  (Passive voice)

 

14. Have _______________________ people anything to do with the progress of society?

(คน ______________________ มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าของสังคมหรือไม่) 

(a) educating

(b) education

(c) educated    (ซึ่งมีการศึกษา, ซึ่งถูกให้การศึกษา)

(d) to educate

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาช่องที่    แสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)  คือ  “ถูกให้การศึกษา” (มีการศึกษา)  (“Educate”  =  ให้การศึกษา)

 

15. Without the _______________ of the people, the country will not be able to develop.  

(ปราศจาก ___________________ ของประชาชน  ประเทศจะไม่สามารถพัฒนาได้) 

(a) co-operate

(b) co-operated

(c) co-operation    (ความร่วมมือ)

(d) co-operating

 

16. I have nothing to _____________________________________________________.

(ผมไม่มีอะไรที่จะ  ____________________________________________________)

(a) complain

(b) complain for

(c) complain of    (ร้องเรียน)

(d) complain to

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “Complain about”  ก็ได้

 

17. Perhaps you ___________________________ get an answer to your letter tomorrow.

(บางที  คุณ ___________________________ ได้รับคำตอบจดหมายของคุณวันพรุ่งนี้)

(a) may

(b) might

(c) will    (จะ)

(d) would

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เมื่อใช้   “Perhaps”  (บางที)  แล้ว   จะไม่ใช้   “May, Might”  (อาจจะ) อีก  เพราะจะเป็นการซ้ำกัน

 

18. Have you ever fallen___________________________________________ a horse?

(คุณเคยหล่น ____________________________________________ (หลัง) ม้าไหม)

(a) from

(b) down

(c) out of

(d) off    (จาก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  สำหรับ    “Fall down”  =   “หกล้ม”   ส่วน   “Fall down a tree”  =   “ตกจากต้นไม้

 

19. As soon as the floods went down, we set about _____________________ the damage.

(ในทันทีที่น้ำท่วมลดลง  เราเริ่มต้น ____________________________ ความเสียหาย)

(a) to repair

(b) repairing    (การซ่อมแซม)

(c) to repairing

(d) repaired

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “About”  ป็น   “Preposition”   ต้องตามด้วย   “Gerund”  (Verb + ing)

 

20. The students _______________________________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง __________________________ ภาษาสเปนอาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c) study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   (หรืออาจตอบ  “Who study”)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค “…….......….students who study…….......…”   หรือ  “…….......….students who are studying.......................”  สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้    เช่น

  • The people working (= people who work) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนน  เป็นน้องสาวของผม)

  • The man living (= man who lives) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป  เป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing (= children who play) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนาม  เป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)            

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 372)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In her later years, ___________ an autobiographical history of the Chicago Teachers’s Federation.

(ในช่วงชีวิตบั้นปลายของเธอ ____________________ ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับอัตชีวประวัติของสมาพันธ์ครูรัฐชิคาโก)

(a) when Margaret Haley wrote    ()

(b) It was Margaret Haley’s writing    ()

(c) Margaret Haley’s writing of    ()

(d) Margaret Haley wrote    (มากาเร็ต ฮาลีย์  เขียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Margaret Haley)  และกริยา  (Wrote) ของประโยค

 

2. The bodies of living creatures are organized into many different systems, each of which has _____________ function.

(ร่างกายของสัตว์ (รวมทั้งมนุษย์) มีชีวิต  ได้รับการจัดระเบียบเป็นระบบต่างๆจำนวนมาก, ซึ่งแต่ละระบบมีหน้าที่ _______________)

(a) certainly    ()

(b) to be certain    ()

(c) a certain    (บางอย่าง, บางประการ, แน่นอน, แน่ใจ)

(d) it is certainly

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้คำคุณศัพท์  (Certain)  ขยายหน้านาม  (Function)

 

3. It is thought that _____________________________________ two fingerprints are identical.

(มันถูกคิดว่า _____________________________________ ลายนิ้วมือ    ลายที่เหมือนกัน)

(a) not

(b) none

(c) no    (ไม่มี)

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติม  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • It was unnecessary for you to have told Lucy anything.  It was ______________ of her business.

(มันไม่จำเป็นเลยสำหรับคุณที่ได้บอกลูซี่ (แล้ว) ในเรื่องใดๆ  (เพราะ) มัน _____________ เรื่องของเธอเลย)  (มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย)

(a) all

(b) no

(c) not

(d) none    (มิใช่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None, All”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • It’s ____________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน _______________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ    (b)

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, _______________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙ ______________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • ________________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(___________________ มีขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the …………..……”  ก็ได้

                                             ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with _____________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ _________________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ใช้   “No”  นำหน้าคำนาม  (Spine)

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Some people take _____________________________________ pride in their work.

(คนบางคน ____________________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                               ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have ___________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน” 

                                               ตัวอย่างที่         จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่ง ตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them. 

(= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book.

(= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book.

(= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books.

(= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                                   ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                                    นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                                   ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                                         สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him. 

(= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย    คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป)  (คือ  โกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                                    สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (= Not one, Not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  • None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  • I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  • “How many fish did you catch?”  “None.”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                                    สำหรับในตัวอย่างที่  ๗   “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ  คือ ไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

                                                    สำหรับ   “All”  ใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • All (the) news has been good news.

(ข่าวทั้งหมดเป็นข่าวดี)

  • All the food is eaten.

(อาหารทั้งหมดถูกกิน)

  • They put all the stuff into the hall.

(พวกเขาเอาของทั้งหมดใส่ไว้ในห้องโถง)

  • Judy had cried all night.

(จูดี้ร้องไห้ตลอดทั้งคืน)

  • He waited for her all the afternoon.

(เขารอคอยเธอตลอดบ่าย)

  • All was quiet in the jail.

(ทั้งหมด (สถานการณ์ทั่วไป) เงียบสงบในคุก)

  • All seemed to be going happily.

(ทั้งหมด (ชีวิตทั่วๆไป) ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินไปอย่างมีความสุข)

  • All (of) the girls think it is great.

(เด็กหญิงทุกคนคิดว่ามันวิเศษมาก)

  • Some people stay in one place all their lives.

(คนบางคนพักอาศัยอยู่ในที่เดียวตลอดชีวิต)

  • All (of the) defendants were proved guilty.

(จำเลยทุกคนได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิด)

  • All children should complete the primary course.

(เด็กๆทุกคนควรเรียนให้จบหลักสูตรพื้นฐาน)

  • They all live together in the same house.

(พวกเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน)

  • We enjoyed it all.

(เราสนุกกับมันทุกอย่าง)

  • We would all be disappointed if you cancelled permission now.

(เราจะผิดหวังกันทุกคน (ทั้งหมด) ถ้าคุณยกเลิกการอนุญาตขณะนี้)

  • These are all problems that he is concerned with.

(เหล่านี้คือปัญหาทั้งหมดที่เขาเกี่ยวข้องด้วย)

 

4. Recent estimates show that ________ more than two million birdwatchers in the United States.

(จำนวนที่ประเมินได้เมื่อเร็วๆ นี้แสดงว่า ______________ นักดูนกมากกว่า    ล้านคนในสหรัฐฯ)

(a) there are among

(b) there are the

(c) there are    (มี)

(d) among the

 

5. Rarely ________________ for more than a few seconds once they enter the Earth’s atmosphere.

(_________________ ไม่ใคร่จะ (ลุกไหม้) เกินกว่า  ๒ - ๓  วินาที  ในทันทีที่มันเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลก)

(a) while meteors blaze

(b) meteors that blaze

(c) do meteors blaze    (ดาวตก .................(ไม่ใคร่จะ)................. ลุกไหม้)

(d) meteors blaze

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  {Rarely (Seldom, Hardly, Never, etc.) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย}  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้าง ล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Rarely __________________________ occur without a corresponding physical ailment.

(น้อยครั้ง _______________ เกิดขึ้น  โดยปราศจากความเจ็บป่วยทางร่างกายที่สอดคล้องกัน)  (ความหมาย  คือ  เมื่อเกิดความอ่อนเพลียทางจิตใจแบบเรื้อรัง  ส่วนใหญ่แล้วมักตามมาด้วยความเจ็บป่วยทางร่างกายด้วย)

(a) chronic mental fatigue

(b) is chronic mental fatigue

(c) does chronic mental fatigue    (ที่ความเหน็ดเหนื่อย-อ่อนเพลีย (เมื่อยล้า) ทางจิตใจแบบเรื้อรัง)

(d) chronic mental fatigue does

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อนำ  (Rarely, Never, Seldom, Hardly, Scarcely, etc.)  มาขึ้นต้นประโยค  (เพื่อต้องการเน้นคำเหล่านี้)  ต้องเรียงรูปประโยคตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Rarely + Verb (พิเศษ หรือช่วย) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย

                                                     ดููเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Never again ________________ political office after his 1928 defeat for the Presidency.

(ไม่เคยอีกเลย ______________ ตำแหน่งทางการเมือง  ภายหลังจากความพ่ายแพ้สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี  ๑๙๒๘  ของเขา)  (หมายถึง  หลังจากแพ้เลือก ตั้งในปี  ๑๙๒๘  เขาไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งใดอีกเลย)

(a) Alfred E. Smith seriously sought

(b) seriously Alfred E. Smith sought

(c) when did Alfred E. Smith seriously seek

(d) did Alfred E. Smith seriously seek    (ที่อัลเฟร็ด อี. สมิทธ์  แสวงหาอย่างเอาจริงเอาจัง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเมื่อนำ  “Never”  มาไว้หน้าประโยค  เพื่อต้องการเน้นคำนี้   การเรียงรูปประโยคจะต้องเปลี่ยนไปในแบบดังกล่าว  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Hardly _____________________________________ when the football match began.

(___________________________________________ เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                              ตัวอย่างที่  

  • Not only __________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ______________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.............................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  เช่น  “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                                 ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(= I have never before seen such a beautiful place.)

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

6. Chemistry is the science of substances ________________________ the science of energy.

(วิชาเคมีเป็นศาสตร์ของสสาร ___________________________ เป็นศาสตร์ของพลังงาน)

(a) is physics

(b) or physics

(c) while physics

(d) and physics is    (และฟิสิกส์เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “while physics is”  (ในขณะที่ฟิสิกส์เป็น)  ก็ได้

 

7. There are few truly natural places left in the world, and most of ______________ are practically inaccessible.

(มีสถานที่ธรรมชาติอย่างแท้จริงน้อยมากหลงเหลืออยู่ในโลก, และส่วนใหญ่ของ __________ ไม่สามารถเข้าถึงได้ในทางปฏิบัติ)

(a) their

(b) them    (มัน)

(c) themselves

(d) their own

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  “Preposition”  (Of)  ต้องเป็นสรรพนามที่อยู่ในรูปกรรม  (Them)

 

8. Are you sure you can do all this work _________________________________________?

(คุณแน่ใจหรือว่า  คุณสามารถทำงานทั้งหมดนี้ _________________________________)

(a) itself

(b) themselves

(c) yourself    (ด้วยตัวเอง)

(d) by yours

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “By yourself”  ก็ได้

 

9. ________________________ nearly thirty years for the planet Saturn to complete one orbit.

(________________________ เกือบ  ๓๐  ปี  สำหรับดาวเสาร์ในการโคจรรอบตัวเอง    รอบ)

(a) It takes    (มันใช้เวลา)

(b) To take it

(c) Taking it

(d) If it takes    (ถ้ามันใช้เวลา)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นประธาน  (It)  และกริยา  (Takes)  ของประโยค

 

10. A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ______________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ _______________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี  ดูเพิ่มเติมการใช้ข้อความให้สมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ___________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม _______)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกันจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because _____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ______________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง  ดูเพิ่มเติมการทำให้โครงสร้างในประโยคมีความสมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _____________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ _______________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, _____________, and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _____________, และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                             ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ______________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆ อีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ 

                                                ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of ___________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ __________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ___________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ _________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………....................that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ______________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ _______________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                               ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and __________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ __________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening…..................….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

11. His daughter wrote to him that she was looking forward to _________________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย __________ บ้านเร็วๆนี้)

(a) come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • I shall look forward ______________________________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ___________________________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ (c)

                                               ตัวอย่างที่  

  • I wish you and your wife many years of happiness together and look forward __________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________ คุณทั้ง คน)  (หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ      -     ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To”  ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น  “Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่  “Look forward to” (ตั้งตารอคอย),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง)“Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Admit”  (ยอมรับ),  “Devote….............to”  (อุทิศ...............ให้กับ), “Dedicate……......…to”  (อุทิศ..................ให้กับ), “Apply…...........…to”  (ประยุกต์...................เข้ากับ),   ดังประโยคตัวอย่าง

  • She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  • He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  • We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  • She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  • He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

  • He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  • We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

  • The President was opposed to the development of nuclear weapons.   (หรือ  was opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

  • They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work.

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

12. Kimberly won’t have enough time and Betty ___________________________________.

(คิมเบอร์ลี่คงจะไม่มีเวลาพอ  และเบ็ตตี้_____________________________________)

(a) won’t too.

(b) doesn’t either

(c) won’t either    (ก็จะไม่มีเวลาพอเช่นเดียวกัน)

(d) does neither

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจาก    “Either”   ที่ใช้ในประโยคข้างบน  ถือเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  เมื่อใช้ในประโยคปฏิเสธ  ในความหมาย  “เช่นกัน, เช่น เดียวกัน”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She does not like dogs.  I don’t like dogs either. (= I don’t either.) 

                                                หรืออาจใช้  Neither” หรือ  “Nor”  ก็ได้  โดยวางไว้หน้าประโยค  และต้องใช้กับรูปกริยาบอกเล่าเท่านั้น  เนื่องจาก  “Neither” (Nor)  มีความหมายในทางปฏิเสธอยู่แล้ว  คือ  “ไม่เช่นเดียวกัน”  ทั้งนี้ต้องให้อยู่ใน  “Tense”  เดียวกันด้วย  และต้องให้สอดคล้องกับประธานของประโยคด้วย ดังประโยคข้างล่าง

  • She does not like dogs.  Neither do I. (= Nor do I.)

                                                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • They didn’t work hard.  We didn’t either.

(= Neither did we.  = Nor did we.)

(พวกเขามิได้ทำงานหนัก  เราก็ไม่ได้ทำงานหนักเช่นกัน)

  • She doesn’t like her new home.  Her sisters don’t either.

(= Neither do her sisters. = Nor do her sisters)

(เธอไม่ชอบบ้านหลังใหม่  พี่สาวน้องสาวของเธอก็ไม่ชอบเช่นกัน)

                                                 สำหรับการใช้   “Either”  (อี๊-เธอะ หรือ ไอ๊-เธอะ)  ในความหมายอื่นๆ   เช่น  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  หมายถึง  “แต่ละ,  อันละ,  ชิ้นละ,  อันใดอันหนึ่ง (ของ    อัน),   ด้านใดด้านหนึ่ง (ใน    ด้าน),  คนใดคนหนึ่งใน  คน”  แต่เมื่อเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  หมายถึง  “หนึ่งในระหว่างสอง, อย่างใดอย่างหนึ่ง”  แต่ถ้าเป็นคำสันธานหรือคำเชื่อม  (Conjunction)  หมายถึง  “(ถ้า) ไม่...................ก็....................”  ส่วนเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  หมายถึง   “ด้วย, เหมือนกัน, เช่นเดียวกัน”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • There are shops on either side.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(มีร้านค้าอยู่บนถนนแต่ละด้าน – คือมีทั้ง    ด้าน)

  • Either train goes to London.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(รถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง – ใน    ขบวน – ไปลอนดอน)

  • You may take either seat.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(คุณอาจจะนั่งเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่ง - ใน    ตัว – ก็ได้)

  • On either side of the street is a pavement.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(บนถนนแต่ละด้านมีทางเดินเท้า – คือมีทางเดินเท้าทั้ง    ด้าน)

  • Either of the men is her father.  (เป็นคำสรรพนาม)

(ชายคนใดคนหนึ่ง – ใน ๒ คน – เป็นพ่อของเธอ)

  • Either the mother or her children have to come.  (เป็นคำสันธาน)

(ถ้าไม่แม่ก็ลูกๆของเธอจำเป็นจะต้องมา)

  • John can’t swim and Bob can’t either(เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(จอห์นว่ายน้ำไม่เป็น  และบ๊อบก็ว่ายฯไม่เป็นเช่นเดียวกัน)

 

13. He was ______________________________________________ arrested for speeding.

(เขา ______________________________ ถูกจับ เพราะขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด)

(a) no

(b) still   (ยังคง)

(c) until   (จนกระทั่ง)

(d) almost   (เกือบจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Almost”  จากประโยคข้างล่าง

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ    เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

14. The parcels I have just brought into the house ________________________ on the table.  

(หีบห่อที่ผมเพิ่งนำเข้ามาในบ้าน ______________________________________ บนโต๊ะ)

(a) are laying    (กำลังวางลง, กำลังตั้งลง)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) are lying    (กำลังวาง, กำลังตั้ง)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lying

(d) laying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากหีบห่อ  “วาง หรือตั้ง”  อยู่ได้เองโดยไม่ต้องมีกรรมมารับ  และที่ต้องใช้   “are lying”  เพราะเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่  (Main clause)  (The parcels are lying on the table.)  ส่วนประโยคย่อย  (Subordinate clause)   คือ  “I have just brought into the house.

 

15. Will you please change this blue shirt _________________________________ a red one?

(คุณจะกรุณาเปลี่ยนเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินตัวนี้ _______________ ตัวสีแดงได้ไหมครับ)  (ลูกค้าพูดกับเสมียนร้านขายเสื้อผ้า  ขอเปลี่ยนเป็นเสื้อสีแดง)

(a) with

(b) against

(c) for   (เพื่อ)

(d) on

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                                 สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible” (รับผิดชอบ)  -  You have to be responsible for what you have done.  (คุณจำเป็นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณได้ทำลงไป),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อเป็นต้น

                                                 ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Wait”  (รอคอย),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้ มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้), “Bring”  (นำมา)  -  I’ve brought these flowers for you.  (ผมได้นำดอกไม้เหล่านี้มาให้คุณ),  “I’ve made a cake for tea.  (ผมได้ทำเค้กสำหรับน้ำชา),  Aim for the center of the target.  (จงเล็งไปที่ศูนย์กลางเป้า),  He is going to run for President.  (เขาจะสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี),  เป็นต้น

                                                 สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  “The train for London is leaving from Platform 2.”  (รถไฟไปลอนดอนกำลังจะออกจากชานชาลาที่  ),  “It is time I set out for the office.  (ถึงเวลาสมควรที่ผมจะออกเดินทางไปสำนักงานแล้ว),  “What is this for?”  (สิ่งนี้มีไว้ทำอะไรครับ),  “We’ve invented a process for making cheaper steel.”  (เราได้สร้างขบวนการสำหรับผลิตเหล็กกล้าราคาถูกลง),  “This case is too heavy for me to carry.”  (กระเป๋านี้หนักเกินไปสำหรับผมที่จะแบก),   เป็นต้น

 

16. It doesn’t matter _________________________________________ we start now or later.

(มันไม่สำคัญว่า  เราจะเริ่มต้นขณะนี้  หรือในเวลาต่อมา _____________________________)

(a) when

(b) how

(c) whether    (หรือไม่)  (อาจตอบ  “If” ก็ได้) 

(d) that

 

17. We are not __________________________________________________________ yet.

(เรายังไม่ _______________________________________________________ เลย)

(a) away from danger

(b) out of danger    (พ้นอันตราย)

(c) out off danger

(d) away off danger

 

18. It will be a great day _______________________ you are promoted to be managing director.

(มันจะเป็นวันที่ยิ่งใหญ่ _________________ คุณได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการ)

(a) if

(b) that

(c) when    (เมื่อ)

(d) whether

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากขยาย “เวลา”  (Day)

 

19. Have you fallen ________________________________________________________?

(คุณได้ตก ___________________________________________ (กับใครคนหนึ่ง) หรือ)

(a) into the love

(b) into a love

(c) in the love

(d) in love    (หลุมรัก)

 

20. Your dreams may _____________________________________________________.

(ความฝันของคุณอาจจะ _______________________________________________)

(a) true

(b) be truly

(c) come true     (กลายเป็นจริง)

(d) be truely    (ต้องเป็น  “truly”)  

(e) come truly

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Be true”  ก็ได้

 

21. Do you consent ______________________________________________ my proposal?

(คุณเห็นชอบ (ยินยอม, อนุญาต)  _________________________ ข้อเสนอของผมหรือไม่)

(a) with

(b) to    (กับ)

(c) in

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                                สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                               สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 371)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________________ measured in degrees north and south of the equator is called latitude.

(___________ ซึ่ง (ถูก) วัดเป็นองศาทางทิศเหนือและทิศใต้ของเส้นศูนย์สูตร  ถูกเรียกว่าเส้นรุ้ง)

(a) Distance, which

(b) Distance is

(c) Distance    (ระยะทาง, ระยะทางไกล, ทางไกล, ความห่างเหิน)

(d) Where distance

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค โดยมีการลดรูปมาจาก “Distance which is measured in…………

 

2. Neon is said to be inert ___________________ does not react easily with other substances.

(นีออน (ก๊าซเฉื่อยชนิดหนึ่ง) ถูกกล่าวว่าเฉื่อยชา _____ ไม่ทำปฏิกริยาอย่างง่ายดายกับสารอื่นๆ)

(a) because of it

(b) it is because

(c) is because it

(d) because it    (เพราะว่ามัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค  (Because)  และประธานของอนุประโยค  (It)

 

3. Jim Thorpe, Pennsylvania, a town in the eastern part of the state, was named _________ one of the greatest American athletes.

(จิม ธอร์ป, รัฐเพนซิลเวเนีย, เป็นเมืองในทางตะวันออกของรัฐ, ได้รับการตั้งชื่อ _____________ หนึ่งในบรรดานักกีฬาอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด)  (จิม ธอร์ป เป็นนักกีฬาอเมริกันเชื้อสายอินเดียนแดงคนแรกที่ได้รับเหรียญทองในกีฬาโอลิมปิกปี  ๑๙๑๒  ในการแข่งขันปัญจกรีฑา และทศกรีฑา  โดยรัฐเพนซิลเวเนียตั้งชื่อเมืองเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา  ภายหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว)

(a) in honor for

(b) in honor of     (เพื่อเป็นเกียรติแก่)

(c) to honoring

(d) for honoring

 

4. ____________ he has created striking stage settings for the Martha Graham dance company, artist Isamu Noguchi is more famous for his sculpture.

(_______________ เขาได้สร้างฉากบนเวทีที่สะดุดตาสำหรับคณะเต้นรำมาร์ธา เกรแฮม   ศิลปินอิซามุ โนกูชิ  มีชื่อเสียงโด่งดังมากกว่ากัน  จากผลงานการปั้นหรือหล่อรูป (หรือแกะสลัก) ของเขา)  (คณะเต้นรำมาร์ธา เกรแฮม  ก่อตั้งในปี  ๑๙๒๖  โดยมาร์ธา เกรแฮม  สตรีชาวอเมริกัน  ถือเป็นคณะเต้นรำที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ  และเป็นผู้นำของโลกในการพัฒนาการเต้นรำ)

(a) In spite of    (ทั้งๆที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) Nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(c) Furthermore    (นอกจากนั้น, ยิ่งไปกว่านั้น)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ความหมายคือ  “แม้ว่าโนกูชิจะมีชื่อเสียงในด้านสร้างฉากบนเวทีให้กับคณะเต้นรำฯระดับโลก  แต่เขากลับมีความโด่งดังมากกว่าในด้านผลงานการปั้น หรือหล่อรูป”

 

5. As our only witness, you’ll be helping us greatly with our inquiries if you describe exactly ___________ happened on the night of the murder.

(ในฐานะพยานเพียงคนเดียวของเรา, คุณจะกำลังช่วยเหลือเราได้อย่างมากจากการซัก ถามของเรา  ถ้าคุณจะพรรณนา (อธิบาย) ได้อย่างตรงเผง (ถ่องแท้)  ____________ ได้เกิดขึ้นในคืนของการฆาตกรรม)

(a) when

(b) what    (สิ่งที่, อะไร)

(c) why

(d) how

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “What happened on the night of the murder”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Describe”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause” จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • When I say she doesn’t know my address, I mean that she doesn’t know where ___________.

(เมื่อผมพูดว่า  เธอไม่รู้ที่อยู่ของผม  ผมหมายความว่า  เธอไม่รู้ว่า _________________ อยู่ที่ไหน)

(a) do I live

(b) I live    (ผมอาศัย)

(c) live I

(d) am I living

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “Where I live”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Know”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้าง ล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ___________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) __________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  และนำหน้าด้วย  “Question word”  (What)  

                                             ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you _____________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _______________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                            ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me _______________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ___________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                            ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ___________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                              ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ______________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                           ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด _________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                           ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                             ตัวอย่างที่  

  • Tell me ___________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ______________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                            ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                            ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                             ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                             ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                            ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                             ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “That”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “Which”)  และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

6. The shop owner left the couple on their own _____________ they could decide by themselves whether to buy the latest-brand TV or not.

(เจ้าของร้านปล่อยให้สามีภรรยาคู่นั้นอยู่ตามลำพัง _____________ พวกเขาจะได้สามารถตัดสินใจด้วยตนเอง (ไม่ต้องมีผู้คอยชี้แนะ) ว่าจะซื้อทีวียี่ห้อล่าสุดหรือไม่)

(a) so that    (เพื่อที่ว่า)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(b) so as to    (เพื่อที่จะ)  (ตามด้วย “Verb 1”)

(c) as soon as    (ในทันทีที่)

(d) unless    (ถ้า..............................ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “In order that”  (เพื่อที่ว่า)  ก็ได้   ทั้งนี้  อนุประ โยคที่ตามหลัง  “So that, In order that”  จะบอกเหตุผลของใจความในประโยคใหญ่  (ในที่นี้  คือ  บอกเหตุผลของการที่เจ้าของร้านปล่อยให้สามีภรรยาอยู่กันตามลำพัง)  โดยเหตุผลดังกล่าว  คือ  “เพื่อให้ทั้ง    คน  ตัดสินใจด้วยตนเอง  ว่าจะซื้อทีวีหรือไม่

 

7. A panda’s primary activity is sleep, __________________ its waking hours looking for food.

(กิจกรรมเบื้องต้น (อันดับแรก, สำคัญที่สุด) ของหมีแพนด้า  คือ  การนอน, ____________ ชั่วโมงที่ตื่นอยู่ในการค้นหาอาหาร)

(a) that it spends

(b) will spend

(c) and it spends    {และมันใช้ (เวลา)}

(d) for spending

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นคำเชื่อม  “Conjunction”  (And)  ระหว่างประโยคหน้าและหลัง (เข้าด้วยกัน)  และเป็นประธาน  (It)  และ  กริยา  (Spends)  ของประโยคหลัง

 

8. Albert Einstein’s contributions to scientific theories were ________ those of Galileo and Newton.

(คุณูปการของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์  ที่มีต่อทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์  (มีความ) ____________ คุณูปการของกาลิเลโอ และนิวตัน)

(a) more important

(b) important than

(c) the most important

(d) as important as    (สำคัญเท่าๆ กันกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นเสมอกัน หรือขั้นปกติ”  (Positive degree)   อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการบอกว่า  “คุณูปการของไอน์สไตน์  มีความสำคัญมากกว่าของกาลิเลโอฯ”   ต้องใช้การเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  คือ  “More important than

 

9. I wonder how housewives _____________ with all the housework before the machines we have today were invented.

(ผมประหลาดใจ (สงสัย) ว่าแม่บ้าน _____________ กับงานบ้านทั้งหมดได้อย่างไร  ก่อนที่เครื่องจักร (เช่น  เครื่องซักผ้า-ล้างจาน, จักรเย็บผ้า, หม้อหุงข้าว—กะทะไฟฟ้า) ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน  ได้ถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา)

(a) should have coped    (ควรที่จะได้รับมือ)  (ในอดีต)

(b) have to cope    (จำเป็นต้องรับมือ)  (ในปัจจุบัน)

(c) had coped    (ได้รับมือ, ได้จัดการ)  (ในอดีต)

(d) have been coping    (ได้กำลังรับมือ)  (ตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปอดีต  “Had coped”  (Past perfect tense)  ซึ่งเหคุการณ์จบสิ้นไปแล้ว  (มิได้ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)  เนื่องจากกล่าวถึงเหตุการณ์ในสมัยก่อน  ตอนที่แม่บ้านยังไม่มีอุปกรณ์ทันสมัยใช้เหมือนดังในยุคปัจจุบัน

 

10. Has she decided in which sector she ______________ for a job when she has graduated?

(เธอได้ตัดสินใจหรือยัง  ว่าในภาค (เอกชน, ราชการ, อุตสาหกรรม, บริการ, ฯลฯ) ใดที่เธอ ___________ งานทำ  เมื่อเธอได้สำเร็จการศึกษาแล้ว)  

(a) look    (มองหา)  (ในปัจจุบัน)

(b) looked    (มองหา)  (ในอดีต)

(c) will look    (จะมองหา)  (ในอนาคต)

(d) have been looking    (ได้กำลังมองหา)  (ตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคต  ภายหลังที่เธอจบการศึกษาแล้ว

 

11. Our house is very noisy because of the buses going ___________________ it all the time.

(บ้านของเรามีเสียงดังมาก  เนื่องจากมีรถประจำทางวิ่ง __________________ มันตลอดเวลา)

(a) through    (โดยการ, ผ่านแบบทะลุเข้าไป)

(b) into    (เข้าไปข้างใน)

(c) beyond    (พ้น, ไกลจาก, มากกว่า, เหนือกว่า, เหนือ)

(d) pass    (ผ่าน)  (เป็นคำกริยา)

(e) past     (ผ่าน)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ    (e)   ต้องใช้  “Past” (Walk past, Go past)  ซึ่งเป็น  “Preposition”  เนื่องจากไม่สามารถใช้  “Pass”  ได้  เพราะเป็นคำกริยาเช่นเดียวกันกับ  “Going

 

12. We were pleased ________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ______________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง   “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยาย)   เช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month. 

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ ๓ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

13. I can’t see any ______________________________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น _____________________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ    เล่มนี้)

(a) different     (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ในที่นี้  “Any”  (เอ๊น-นี่)    เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง   “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   (ขยายหน้าคำนาม)

 

14. He said he travelled more often than he had two years _________________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ    ปี  ___________________)

(a) ago    (ล่วงมาแล้ว)

(b) later    (ต่อมา)

(c) since    (ตั้งแต่)

(d) before    (ก่อนหน้า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech) (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech)  (He said he travelled more often than he had two years before.)   จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้  (Nearness)   เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะห่างไกล   (Distance)  เช่น

Direct

 

Indirect

yesterday

เป็น

the day before

the previous day

today, tonight

เป็น

that day, that night    

last night

เป็น

the night before

last week

เป็น

the week before

last month

เป็น

the month before

last year

เป็น

the year before

tomorrow

เป็น

the next day

the following day

next week

เป็น

the following week

the week after

next year

เป็น

the following year

the year after

now

เป็น

then, at that time

ago

เป็น

before

this, these

เป็น

that, those

here

เป็น

there

come

เป็น

go

 

                                                นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense”  ด้วย  คือ

Direct

เป็น

Indirect

Present simple

เป็น

Past simple

Present continuous

เป็น

Past continuous

Present perfect

เป็น

Past perfect

Past simple

เป็น

Past perfect

Will

เป็น

Would

Shall

เป็น

Should

Can

เป็น

Could

May

เป็น

Might

Must

เป็น

Had to

 

                                                    ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค  เช่น

Direct   : He said, “I play with these friends here today.”

(เขาพูดว่า, “ผมเล่นกับเพื่อนๆ เหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that he played with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆ เหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

Direct   : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect  : John told me that they were staying there then (หรือ at that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น ในตอนนั้น หรือ ในขณะนั้น)

Direct  : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect  : She told me that she had sent a gift to her brother the day before (หรือthe previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประโยคนี้)  หรือ วันก่อน)

Direct   : He said to her, “I last met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ    ปีมาแล้ว)

Indirect  : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ    ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

 

15. The streets are much too crowded.  There is not ____________ room for any more cars or buses.

(ถนนมียวดยานพลุกพล่านมากมายเหลือเกิน  ไม่มีที่ว่าง _____________ สำหรับรถยนต์หรือรถประจำทาง  ให้เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกแล้ว)  (คือ  ถนนแน่นเอี้ยด  จนไม่มีที่ว่างเหลือเลย)

(a) a

(b) the

(c) enough    (พอ, เพียงพอ)

(d) plenty(มาก)

ตอบ  -  ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Enough”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________________________ to catch the train.

(_____________________________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough     (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ  -  ข้อ   (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์   ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – เย็นพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ ขยายหลังกริยาวิเศษณ์ (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่  “Enough”  ต้องขยายหน้าคำนามเช่น  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes - บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

                                                สำหรับตัวอย่างการใช้  “Plenty” + Of + “นามนับไม่ได้  หรือ นามนับได้พหูพจน์”  เช่น

  • We’ve got plenty of time.

(เรามีเวลามากมาย – เหลือเฟือ)

  • There are always plenty of jobs to be done.

(มีงานมากมายอยู่เสมอที่จะต้องทำ)

  • They would have plenty to eat.

(พวกเขามีกินกันจนเหลือเฟือ)

  • Food and drink had been consumed in plenty.

(อาหารและเครื่องดื่มถูกบริโภคไปเป็นจำนวนมาก)

  • I’m sure we shall see plenty of you.

(ผมมั่นใจว่าเราจะได้พบคุณบ่อยๆ)

 

16. He suggested __________________________________ to the country for a change of air.

(เขาแนะนำ ___________ ยังชนบท (ต่างจังหวัด)  เพื่อเปลี่ยนอากาศ)  (หรือ เพื่ออากาศสดชื่น)

(a) her to go

(b) that she would go

(c) to her going

(d) that she go    (ว่าเธอ (ควร) ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ซึ่งมาจากข้อความ  “that she should go”  แต่ละ  “Should”  ไว้    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • I suggested to her that her husband ______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have     (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ___________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _____________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I will recommend that the student ___________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _____________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้  คือ  “Speak”)  ที่ตาม หลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                            ตัวอย่างที่  

  • Many customers have requested that we _______________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ____________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม s หรือ  “ed  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม   และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประ โยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”  หรือ  ed  ที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป    (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)   อนึ่ง  เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน    กรณี   คือ

                                             ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”  ซึ่งได้แก่  คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that    (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that    (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that    (เสนอว่า)
  • request that    (ขอร้องว่า)
  • recommend that    (แนะนำว่า)
  • ask that    (ขอร้องว่า)
  • order that    (สั่งว่า)
  • urge that    (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that    (แนะนำว่า)
  • insist that    (ยืนกรานว่า)
  • prefer that    (เห็นสมควรว่า)

                                                ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –    เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้   เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                             ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า)   กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”   เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important”  (สำคัญ),  “Necessary”  (จำเป็น), “Urgent”  (จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),  “Advisable”  (ควร),  “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

17. I often mistake her ______________________________________________ her sister.

(ผมมักเข้าใจเธอผิดอยู่บ่อยๆ ____________ น้องสาว (พี่สาว) ของเธอ)  (คือ เห็นเธอ  แล้วคิดว่าเป็นพี่สาวหรือน้องสาวของเธอ)

(a) to

(b) as

(c) for    (ว่าเป็น)

(d) like

(b) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                               สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job.  =  เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                                ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                                  สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance  (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

18. This is a famous proverb ______________________________________________ well.

(นี่เป็นสุภาษิตที่มีชื่อเสียง ________________________________________ เป็นอย่างดี) 

(a) that most educated people know it             

(b) most educated people know it                                  

(c) whom most educated people know

(d) most educated people know    {(ซึ่ง) คนมีการศึกษาส่วนใหญ่ทราบ}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  “that (which) most educated people know”  ทั้งนี้  สามารถละ  “That”  หรือ  “Which”   ไว้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Know”  (คือ เมื่อเป็นกรรม  สามารถละได้)     

    

19. I would rather you ________________________________________________ me now. 

(ผมอยากให้คุณ __________________________________________ ให้ผมตอนนี้เลย) 

(a) pay

(b) to pay

(c) paying

(d) paid    (จ่ายเงิน)  

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Would rather  (อยากจะ) + Verb 1”  (I would rather go now.  –  ผมอยากจะไปในขณะนี้)   แต่  Would rather + Subject + Verb 2”  (I would rather you went with me now.  ผมอยากให้คุณไปกับผมในขณะนี้)

 

20. My house _________________________________________________________ wood.

(บ้านของผม _____________________________________________________ ไม้)

(a) was made of

(b) is made of    (ถูกทำด้วย)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(c) was made from    (ถูกทำมาจาก)

(d) was made by    (ถูกผลิต หรือสร้างโดย)

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Be made of”  =  “ทำด้วย....................”  คือ  ยังมองเห็นสภาพเดิมของวัตถุที่ใช้ทำ  เช่น  ไม้, เหล็ก, หิน   ส่วน   “Be made from”  =   ทำมาจาก................... โดยไม่สามารถมองเห็นสภาพเดิมของวัตถุที่ใช้ทำ  เนื่องจากแปรสภาพมาแล้ว  เช่น   “Bread is made from wheat” (ขนมปังทำมาจากข้าวสาลี)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 370)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _____________ general acceptance of photography as an artistic medium, most museums today house collections of fine photographs.

(________________ การยอมรับโดยทั่วไปของการถ่ายภาพ  ในฐานะสื่อทางศิลปะ, พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นที่เก็บภาพที่งดงาม (เลิศ, ดีเยี่ยม, น่าชม) ที่ได้รวบรวมไว้)

(a) The

(b) Only the    (เฉพาะ....................เท่านั้น)

(c) Whereas the    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(d) With the    (ด้วย)

 

2. The brown thrasher is not a particularly large or strong bird.  _________ equipped for fighting.

{นกแธรชเชอร์สีน้ำตาล (มีหางยาว  จะงอยปากโค้งยาว  และหัวสีน้ำตาล) มิได้เป็นนกที่มีขนาดใหญ่หรือแข็งแรงเป็นพิเศษ  (และ) ______________ มีอวัยวะสำหรับการต่อสู้ (เช่นกัน)}

(a) It is not

(b) But not

(c) Neither is it    (มันมิได้ ..................(มีอวัยวะฯ)..................... เช่นกัน)

(d) Nor it is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Nor is it.”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้  (ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  Not only, Neither, Nor, Never, Never before, Hardly, Rarely, Scarcely, Seldom, Not until, etc.)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • ____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(________________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม (เท่านั้น)  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง..............เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ..............(คลองปานามา.........วิศวกรรม).............. เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Not only was the ……...…triumph, but it also quickly proved a financial success”   หรือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________________, but also German.

(_________________________________________ แต่ (ยังเรียน) ภาษาเยอรมันด้วย)

(a) Not only Jim learns English

(b) Jim not only learns English

(c) Jim learns not only English     (จิมเรียนรู้ไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษ)

(d) Jim doesn’t learn only English

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เป็นการใช้   “คำคู่”   สังเกตจาก  “But also”  อยู่หน้า  “German”,  “Not only”  ก็ต้องอยู่หน้า   “English”  เพื่อให้สมดุลกัน  อย่างไรก็ตาม  เมื่อนำ  “Not only”  ขึ้นมาไว้หน้าประโยค  จะต้องใช้โครงสร้าง  คือ {Not only + Verb (พิเศษ)  + Subject + Verb (แท้) + But + Subject + Also + Verb (แท้)}  {Not only does Jim learn English, but he also learns German.}  เพื่อต้องการจะเน้นย้ำว่า  “ไม่เพียงแต่จะทำอย่างนี้ (หรือเป็นแบบนี้)  แต่ยังทำอย่างนั้น  (หรือเป็นแบบนั้น) ด้วย)”   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่..................................เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                              ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                               ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                            ตัวอย่างที่  

  • Not only __________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ______________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง..............................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง), Neither  หรือ Nor  (ไม่............เช่นกัน)”  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (Neither, Nor, Never, No sooner (ในทันทีที่), Hardly, Never in my life, Not until, etc.) + Helping verb  (กริยาช่วย)  (Has, Have, Had, Is, Are, Was, Were, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might Must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • I didn’t go to the party yesterday.  Neither (Nor) did I go shopping.

(ผมมิได้ไปงานเลี้ยงเมื่อวานนี้  และผมก็ไม่ได้ไปซื้อของเช่นกัน)

  • She isn’t a generous person.  Neither (Nor) is she very kind to her neighbors.

(เธอมิได้เป็นบุคคลที่เอื้อเฟื้อ  และเธอก็มิได้ใจดี (กรุณา) ต่อเพื่อนบ้านมากนัก)

  • He hasn’t prepared for his exam yet.  Neither (Nor) has he finished his term paper.

(เขายังมิได้เตรียมตัวสอบเลย  และเขาก็ยังทำรายงานประจำภาคไม่เสร็จเช่นกัน)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.) 

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. Conifers first appeared on the Earth ____________ the early Permian Period, some 270 million years ago.

{ต้นสนปรากฏขึ้นครั้งแรกบนโลก _____________ ยุคเปอร์เมียนตอนต้นๆ (ประมาณ  ๒๒๐-๒๗๐  ล้านปีก่อน  เป็นยุคที่เริ่มมีสัตว์เลื้อยคลาน),  เมื่อประมาณ  ๒๗๐  ล้านปีล่วงมาแล้ว}

(a) when    (เมื่อ)  (ต้องตามด้วย  “Subject + Verb)

(b) and

(c) or

(d) during    (ในระหว่าง, ระหว่างเวลา)

 

4. Vitamin C, discovered in 1932, ____________ first vitamin for which the molecular structure was established.

(วิตามินซี, ถูกค้นพบในปี  ๑๙๓๒, ______________ วิตามินตัวแรกซึ่งโครงสร้างโมเลกุลได้ถูกกำหนด (สร้าง) ขึ้นมา)

(a) the

(b) was the    (เป็น)

(c) as the

(d) being the

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  (Was)  โดยมี  “Vitamin C” เป็นประธาน

 

5. Economic goods may take the form __________________ of material things or of services.

{สินค้าทางเศรษฐศาสตร์ (เศรษฐกิจ) อาจอยู่ในรูป _______________ ของสิ่งต่างๆ ทางวัตถุ  ก็ของการบริการ (อย่างใดอย่างหนึ่ง)}

(a) either    (หากไม่ .............(ของสิ่งต่างๆ..........บริการ)........... อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(b) because    (เพราะว่า)

(c) as

(d) neither    (ไม่ทั้งสองอย่าง, ไม่....................เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”  “Either……....….or……...…..”  (ไม่...............ก็...............  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The kidnappers said to her that _____________ she gave them the money and saw her family again or she died.

(ผู้ที่ลักพาตัวพูดกับเธอว่า _______________ เธอให้เงินพวกเขาและได้กลับไปเจอครอบครัว  ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(a) unless    (ถ้า........................ไม่)

(b) neither    (ไม่ทั้งสองอย่าง, ไม่......................เช่นกัน)

(c) either    (“Either..........….or……..........”  =  ไม่...............ก็............. อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) not only    (ไม่เพียงแต่.........................)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการใช้คำคู่   “………..either she gave them ……..……or she died”  (................ไม่เธอให้เงิน...................ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  (Either she gave  คู่กับ  or she died)  ดูเพิ่มเติมการใช้  (“Either................ or…….…..”    จากประโยคข้างล่าง

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(หากไม่  ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  ก็ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหลัง คือ  “plain laziness”)

  • Either John or his sister is coming to my party.

(ไม่ จอห์น ก็ น้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) กำลังมางานเลี้ยงของผม)  (ใช้กริยาตาม  “his sister”)

  • Either you give me your wallet or I kill you.” said the robber to Jim.

(“ไม่ คุณให้กระเป๋าสตางค์ของคุณแก่ผม  ก็  ผมฆ่าคุณ  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)”  นักจี้กล่าวกับจิม)

 

6. All gases and most liquids and solids expand ______________________________ heated.

(กาซทุกชนิด  และของเหลวและของแข็งส่วนใหญ่ขยายตัว ________________ ถูกทำให้ร้อน)

(a) in

(b) how

(c) when    (เมื่อ)

(d) where    (ที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….....expand when they are heated”  (...............ขยายตัว  เมื่อมันถูกทำให้ร้อน)

 

7. Small parrots may lay as many as nine eggs each season, _____________ large parrots may lay only one.

(นกแก้วเล็กอาจวางไข่ได้มากถึง    ฟอง แต่ละฤดูกาล, ______________ นกแก้วใหญ่อาจวางไข่เพียงฟองเดียวเท่านั้น)

(a) lest    (ด้วยเกรงว่า)

(b) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(c) instead    (แทนที่)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)

 

8. Woodrow Wilson ____________ as governor of New Jersey before he was elected President of the United States in 1912.

(วูดโรว์  วิลสัน ____________ เป็นผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซี่  ก่อนที่เขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในปี  ๑๙๑๒)

(a) serving

(b) having served

(c) served    (ทำหน้าที่, รับหน้าที่)

(d) to have served

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากทำหน้าที่เป็นกริยา (แท้) ของประโยค

 

9. The water in the sea is made up of many elements, the chief ones _____________ oxygen, hydrogen, and salt.

(น้ำในทะเลถูกสร้างขึ้นด้วยธาตุ (ส่วนประกอบสำคัญ) จำนวนมาก, (โดย) ธาตุสำคัญที่สุด (ธาตุหลัก) ______________ ออกซิเจน, ไฮโดรเจน, และเกลือ)

(a) being    (คือ)

(b) which are

(c) are

(d) to be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Being oxygen, hydrogen, and salt”  เป็น  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ  หรืออิสระ)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • The sun __________________________________ set, the temperature fell rapidly.

(ดวงอาทิตย์ _________________ ตก ________________, อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว)

(a) have

(b) had

(c) having    (ได้ ............(ตก)............. ไปแล้ว)

(d) been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ หรืออิสระ)  ซึ่งเป็นวลีที่มีลักษณะคล้ายกับเป็นประโยค  แต่มิได้เป็นประโยค  เพราะไม่มีกริยาแท้  (Finite verb)  วลีพวกนี้มักมีคำนามหรือสรรพนามนำหน้า  ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นประธานของวลี  และมีคำซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับกริยาประกอบอยู่หลังคำนาม  โดยแบ่งออกเป็น  ๓  ประเภท  คือ

                                             . Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Having + Verb 3” (Active voice)  หรือ  “Having + Been + Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The sun having set, the farmers went home.

(= After the sun had set, the farmers went home.)

(หลังจากดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว  พวกชาวนาก็กลับบ้าน)

  • The guests having arrived, the party began.

(= After the guests had arrived, the party began.)

(หลังจากแขกมาถึงแล้ว  งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น)

  • The house having been burnt, we had to live in our friend’s home.

(= Because the house had been burnt, we had to live in our friend’s home.)

(เพราะว่าบ้านถูกไฟไหม้  เราจำเป็นต้องอาศัยในบ้านของเพื่อน)

  • The car having been stolen, its owner reported to the police.

(= After the car had been stolen, its owner reported to the police.)

(หลังจากรถยนต์ถูกขโมย  เจ้าของแจ้งความกับตำรวจ)

หมายเหตุ   -   วลี   “The sun having set”, “The guests having arrived”,  “The house having been burnt”,  “The car having been stolen”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  “Went”, “Began”, “Live”, “Reported”  ตามลำดับ

                                             ๒. Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Verb + ing”  (Active voice)  หรือ  “Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The concert being over, everyone went away.

(= When the concert was over, everyone went away.)

(เมื่อการแสดงดนตรีจบลง  ทุกคนก็กลับ)

  • Nobody being there, I didn’t know who to talk to.

(= Because nobody was there, I didn’t know who to talk to.)

(เพราะว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น  ผมไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร)

  • The train being late, they had to stay overnight at the station.

(= Because the train was late, they had to stay overnight at the station.)

(เพราะว่ารถไฟมาช้า  พวกเขาเลยจำต้องพักค้างคืนที่สถานีรถไฟ)

  • The daughter not coming home at regular hour, her parents became worried.

(= Because the daughter did not come home at regular hour, her parents became worried.)

(เพราะว่าลูกสาวไม่กลับบ้านตามเวลาปกติ  พ่อแม่เริ่มวิตกกังวล)

  • The houses (being) destroyed by the earthquake, the government helped repair them.

(= Because the houses were destroyed by the earthquake, the government helped repair them.)

(เพราะว่าบ้านถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว  รัฐบาลจึงช่วยซ่อมแซมมัน)

  • The girl (being) murdered, the police made an investigation.

(= When the girl was murdered, the police made an investigation.)

(เมื่อเด็กหญิงถูกฆาตกรรม  ตำรวจจึงทำการสืบสวนสอบสวน)

หมายเหตุ   -   วลี  The concert being over”, “Nobody being there”, “The train being late”, “The daughter not coming home at regular hour”, “The houses (being) destroyed by the earthquake”, “The girl (being) murdered”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  Went”, “Didn’t know”, “Stay”, “Became worried”, “Helped repair”, “Made”   ตามลำดับ

                                              . Absolute phrase  - ที่ไม่มีกริยาใดๆ อยู่ในวลีเลย  โดยเหมือนกับการสร้างประโยคธรรมดาทั่วไป  เพียงแต่ไม่ใส่กริยาเอาไว้  เหมือนกับละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  เพื่อให้โครงสร้างประโยคผิดไปจากธรรมดา  ดูแล้วมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นสไตล์การเขียนที่นิยมแบบหนึ่ง  เช่น

  • I looked at her from top to bottom, my hands behind my back.

(ผมมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า  โดยมือของผมไพล่อยู่ข้างหลัง)

  • The old town was completely deserted, its homes and streets dusty and messy.

(เมืองเก่าถูกทิ้งร้างโดยสิ้นเชิง  โดยบ้านและถนนของเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นและรกรุงรัง) 

หมายเหตุ   -   วลี  “My hands behind my back”  และ  “Its homes and streets dusty and messy”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่ขยายประโยค    

“I looked at her from top to bottom”  และ  The old town was completely deserted”  (ขยายทั้งประโยค)  ตามลำดับ

 

10. _____________ in the great financial district of New York City, archaeologists have uncovered what they believe to be the remains of New York’s first city hall.

(_________________ ในย่านการเงินที่สำคัญของกรุงนิวยอร์ค, นักโบราณคดีได้เปิดเผยสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นซากที่หลงเหลืออยู่ของศาลากลางหลังแรกของนิวยอร์ค)

(a) Dug    (ขณะที่นักโบราณคดีถูกขุด)

(b) Digging    (ขณะที่นักโบราณคดีขุด)

(c) To be dug

(d) Having been dug    (ขณะที่นักโบราณคดีได้ถูกขุดไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  “Archaeologists”  (นักโบราณคดี)  เป็นผู้ทำกริยา  “ขุด”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Roaming in immense herds that tore up the prairies, ________________________.

(ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่มากซึ่งทำให้ทุ่งหญ้าแหลกลาญ, __________________)

(a) hunters could easily track buffaloes    (นักล่าสามารถตามรอยเหล่าควายได้อย่างง่ายดาย)

(b) hunters killed buffaloes for their food    (นักล่าฆ่าควายเพื่อเป็นอาหารของตน)

(c) tourists could see hunters prey on buffaloes    (นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นนักล่าจับควายกินเป็นอาหาร)

(d) buffaloes could be easily tracked by hunters    (เหล่าควายสามารถถูกตามรอย (ติดตาม) ได้อย่างง่ายดายโดยนักล่า)  (เช่น สิงโต หรือสัตว์กินเนื้ออื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “ควาย”  เป็นผู้ทำกริยา  “ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่ฯ”  มิใช่  “นักล่า”  หรือ  “นักท่องเที่ยว”  ที่เป็นผู้ทำกริยานี้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประ  โยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Entering the room, _________________________________________________.

(เข้ามาในห้อง, _______________________________________________________)

(a) Professor Collins was greeted with their smile

(b) a smile was given to the class

(c) what was greeting the students was Professor Collins’s smile.

(d) Professor Collins greeted his students with a smile    (อาจารย์คอลลินส์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากวลีที่ขึ้นต้นประโยคอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  ดังนั้น  ประธานของประโยคที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมายคอมมาจึงต้องสามารถทำกริยา (Entering)  ตัวนั้นได้  จึงต้องตัด ข้อ  (b)  และ  (c)  ทิ้งไป  (เพราะทำกริยา  “เข้ามาฯ”  ไม่ได้)  จึงเหลือ ข้อ  (a)  และ  (d)  (อาจารย์คอลลินส์สามารถทำกริยา  “เข้ามาฯ ได้)  แต่เลือก  ข้อ  (d)  เพราะใจ ความดีกว่า  และชัดเจนกว่า  (บอกชัดเจนว่าอาจารย์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)  ส่วน ข้อ  (a)  ใจความไม่ชัดเจนว่าเป็นการยิ้มของใคร  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Walking along the road, __________________________________ at the college.

(ขณะที่เดินไปตามถนน, _____________________________ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย)

(a) my old friend was seen by me    (เพื่อนเก่าถูกเห็นโดยผม)

(b) I saw my old friend    (ผมพบเพื่อนเก่า)

(c) a taxi hit my old friend    (รถแท็กซี่ชนเพื่อนเก่าของผม)

(d) a dog bit me    (สุนัขกัดผม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (I)  เป็นผู้ทำกริยา “เดิน”  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เพราะแม้ว่า  “เพื่อนเก่า”  จะสามารถทำกริยา  “เดิน”  ได้ก็ตาม  แต่ข้อความในส่วนหลังผิดจากความเป็นจริง  เพราะบอกว่า  “เพื่อนเก่าถูกเห็นฯ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หรือ ถูกเห็นที่มหาวิทยาลัย”  ซึ่งมิใช่ความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ  สำหรับ  ข้อ  (c)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้เลย  เนื่องจากหมายความว่า  “รถแท็กซี่ หรือ สุนัข เดินไปตามถนน”  (รถฯ ทำกริยาเดินไม่ได้  และสุนัขก็ไม่สามารถทำทั้งกริยา “เดิน”  และ  “กัดผม” ที่มหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกันได้)  จงดูเปรียบเทียบประโยคที่ถูกและผิดจากข้างล่าง  (ประโยคที่ถูกต้อง  คือ  ประธานฯ ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  ต้องสามารถทำกริยา  (Verb + ing)  ที่ขึ้นต้นประโยคได้)

ถูก  : Sitting in a chair, he saw a dog come to him.

(ขณะที่เขานั่งอยู่ในเก้าอี้  เขาเห็นสุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Sitting”  คือ  “He)

ผิด  : Sitting in a chair, a dog came to him.

(ขณะที่สุนัขนั่งอยู่ในเก้าอี้  สุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะสุนัขจะนั่งอยู่ในเก้าอี้  และมาหาเขาในเวลาเดียวกันไม่ได้)

ถูก  : Crossing the street, she was hit by a car.

(ขณะที่เธอข้ามถนน  เธอถูกชนโดยรถยนต์)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Crossing”  คือ  “She)

ผิด  : Crossing the street, a car hit her.

(ขณะที่รถยนต์ข้ามถนน  รถยนต์ชนเธอ)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะรถยนต์ไม่สามารถทำกริยา  “ข้ามถนน”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Going at full speed, a car hit her (รถวิ่งห้อมาเต็มเหยียด  รถชนเธอ)  (รถเป็นผู้ทำกริยา  “วิ่งห้อมาเต็มเหยียด”)

ถูก  : Going down the road, I saw many houses decorated with flags.

(ขณะที่ผมไปตามถนน  ผมเห็นบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Going”  คือ  “I”)

ผิด  : Going down the road, there were many houses decorated with flags.

(ขณะไปตามถนน  มีบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “มี”  ไม่สามารถทำกริยา  “ไปตามถนน”  ได้)

ถูก  : Beating the second time, they killed the snake.

(ขณะที่พวกเขาตีงูเป็นครั้งที่  ๒  พวกเขาฆ่างู  -  ทำให้งูตาย)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Beating”  คือ  “They)

ผิด  : Beating the second time, the snake was killed by them.

(ขณะที่งูตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “งู”  ไม่สามารถทำกริยา  “ตี”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Beaten the second time, the snake was killed by them.”  (ถูกตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (งูเป็นผู้ถูกตี)

                                                ดูเพิ่มเติมโครงสร้างข้างต้นจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, ________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, ____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                            ตัวอย่างที่  

  • ______________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(__________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                             ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                 สำหรับในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • _____________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                             ตัวอย่างที่  ๑๐

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

11. Do you know whether this train ____________ Hua-Hin before eight o’clock this evening?

(คุณทราบไหมว่ารถไฟขบวนนี้ _____________________ หัวหิน  ก่อน  ๒  ทุ่มคืนนี้  หรือไม่)

(a) gets to    (= “Arrive”  =  มาถึง,  เดินทางถึง)

(b) gets at

(c) gets into

(d) gets in

 

12. He worked __________________________________________ 8.00 a.m. till 6.00 p.m.

(เขาทำงาน  _____________________________________ ๘  โมงเช้าถึง  ๖  โมงเย็น)

(a) about

(b) from    (จาก)  (หรือ  from 8.00 a.m. to 6.00 p.m.)

(c) at

(d) between     (between 8.00 a.m. and 6.00 p.m.)

 

13. John used to have lots of dogs, and Mary _________________________________ too.

(จอห์นเคยมีหมาเยอะแยะ  และแมรี่ก็ ______________________________ ด้วยเช่นกัน)

(a) used

(b) had

(c) did    (เคยมีหมาเยอะแยะ)

(d) used to

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Used to”  =  “เคย.......................”   เป็นอดีตเสมอ  เมื่อจะกล่าวซ้ำคำนี้อีกครั้งหนึ่ง  จึงต้องแทนด้วย  “Did”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

     A: “Who went to London with you?”

(ใครไปลอนดอนกับคุณ)

     B: “_________________________________________________________.”

(a) My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า   เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ   (ในที่นี้คือ “Went” จึงต้องใช้  “Did” แทน)

 

14. Can you tell me ___________________________ or not this train stops at Bang-Pa-In?

(คุณสามารถบอกผมได้ไหมว่า  รถไฟขบวนนี้จอดที่บางปะอิน _____________________)

(a) if     (ไม่มีการใช้  “if or not”)

(b) whether    (หรือไม่)

(c) exactly    (อย่างแน่นอน, อย่างถ่องแท้)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย) 

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรือ  อาจใช้ว่า  “Can you tell me whether (หรือ  “if”) this train stops at Bang-Pa-In or not?”  ก็ได้

 

15. We expected a bad storm, but it ___________________________ rained enough to notice. 

(เราคาดว่าจะมีพายุรุนแรง  แต่ฝน ______________ ตก (มาก) เพียงพอที่จะสังเกตเห็นได้)  (คือฝนตกน้อย  จนแทบไม่สังเกตเห็น)

(a) hardly    (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ)   (= rarely = seldom = scarcely)    

(b) hard

(c) harder

(d) hardest

 

16. _______________________________________________ would like to live peacefully.

(_____________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people     (ผู้คนส่วนมาก  หรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -  ข้อ  (d)   หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________ outside of the cities is used for farming.

(______________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ   (b)   หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ  “Is used”  จึงต้องใช้ “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่           (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ถึง )

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ   –    ข้อ   (3)   แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

  • the most important thing   (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car   (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student   (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem   (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                           ตัวอย่างที่         (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ  ๑ – ๔)

  • (1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ   –   ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง  “นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”ซึ่งใช้ดังนี้  คือ

  • He spent almost a month in China. 

(เขาใช้เวลาเกือบ เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน)  (แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

17. Tomorrow some of our friends are leaving for New York.  We are going to see them ___________.

(พรุ่งนี้เพื่อนของเราบางคนจะจากไปนิวยอร์ค  เราจะไป ________________________ พวกเขา)

(a) about    (See about  =  พิจารณา, ศึกษา, จัดการดูแล)

(b) out

(c) off     (ส่ง)  (See someone off   =  ไปส่งเพื่อกล่าวคำอำลาหรือโบกไม้โบกมือให้)

(d) through

 

18. One who _________________________ good feels ___________________________.

(บุคคลผู้ซึ่ง_________________________ ดี   รู้สึก _________________________)

(a) makes _______________ happy

(b) does _______________happy    (ทำ _____________ มีความสุข)

(c) makes ________________ happily

(d) does ________________happily

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Do good”  =   “ทำดี, ทำความดี”  ส่วน “Do well” =   “ทำได้ดี”  (ใช้ “Does”  ตามประธานประโยค  “One”  ซึ่งเป็นเอกพจน์)  สำหรับ  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Adjective” (Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb” (Quickly, Slowly, Carefully)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells _____________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly   (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอ ใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                              ตัวอย่างที่         (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก  ข้อ  ๑ - ๔)

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (๔)   แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                             ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ___________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรม กริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค   และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

 (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

 (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

 (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  “Be”  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound, Taste  (มีรสชาติ),  Turn  (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

 

19. What is the climate _______________________________________ in your home town?

(อากาศ ________________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”   ใช้กับ   “Verb to be”  หรือ  “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)   ต้องตามด้วยคำนาม  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _______________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                            ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor __________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _________________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย   “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                               สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                               สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว    คนนั้นคล้ายกันเป้นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

20.  ___________________________________________ did it take to build that pyramid?

(มันใช้เวลา __________________________________________ ในการสร้างปิรามิดนั้น)

(a) How many times    (กี่ครั้ง)

(b) How soon    (เร็วเท่าใด)

(c) How a long time    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) How long    (นานเท่าใด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)    หรืออาจตอบ  “How much time”  (ใช้เวลานานเท่าใด)  หรือ  “How soon did they build that pyramid?”  (พวกเขาสร้างปิรามิดนั้นเร็วเท่าใด)  ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 369)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The temperature has really risen today.  It is __________________________ I can’t work.

(อุณหภูมิขึ้นสูงมากจริงๆ วันนี้  มัน ________________________ ผมไม่สามารถทำงานได้)

(a) too hot that

(b) very hot that

(c) so hot that    (ร้อนมากจนกระทั่ง)

(d) real hot that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The noise was ____________________________________ it woke everyone up.

(เสียง _______________________________________________ มันปลุกให้ทุกคนตื่น)

(a) very loud that

(b) very loud until

(c) so loud that    (ดังมากจนกระทั่ง)

(d) so loud until

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจากโครงสร้าง  {Subject + Is (Was) + So + Adjective + That + Subject + Verb}

                                           ตัวอย่างที่ 

  • I have never experienced _________________________________________ before.

(ผมมิเคยประสบกับ ____________________________________________ มาก่อนเลย)

(a) so hot weather

(b) such a hot weather

(c) such hot weather    (อากาศที่ร้อนเช่นนั้น)

(d) a such hot weather

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Weather”  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเลือก  ข้อ  (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

  • The boy is so good that everyone loves him.

(เด็กคนนั้นดีมากจนกระทั่งทุกคนรักเขา)

  • He is so good a boy that everyone loves him.

(เขาเป็นเด็กดีมากจนกระทั่งทุกคนรักเขา)

  • He is such a good boy that everyone loves him.

(เขาเป็นเด็กดีมากจนกระทั่งทุกคนรักเขา)

                                             แต่เมื่อใช้ในรูปพหูพจน์  สามารถทำได้เพียง    แบบเท่านั้น  คือ

  • The boys are so good that everyone loves them.

(เด็กพวกนั้นดีมากจนกระทั่งทุกคนรักพวกเขา)

  • They are such good boys that everyone loves them.

(พวกเขาเป็นเด็กที่ดีมากจนกระทั่งทุกคนรัก)

                                             ในกรณีของคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ก็ใช้ได้เพียง    แบบเช่นเดียวกัน  คือ

  • The water is so clean that we can drink it.

(น้ำสะอาดมากจนกระทั่งเราสามารถดื่มมัน)

  • It is such clean water that we can drink it.

(มันเป็นน้ำที่สะอาดมากจนกระทั่งเราสามารถดื่มมัน)

หมายเหตุ   -   ไม่สามารถใช้รูป  “It is such a clean water that……….........…                  

 

2. I can’t help _______________________________________________ that she is wrong.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _________________________________________ ว่าเธอเป็นฝ่ายผิด)

(a) thought

(b) think

(c) to think

(d) thinking    (คิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Can’t help”  (อดไม่ได้ที่จะ......................)  ต้องตามด้วย   “Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • He seems quite unhappy about his colleague’s remark.  It is quite natural for him to resent ____________.

(เขาดูเหมือนว่าไม่มีความสุขอย่างมากเกี่ยวกับคำพูดของเพื่อนร่วมงาน  มันเป็นธรรมดามากสำหรับเขาที่จะไม่พอใจ-ขุ่นเคือง ____________)

(a) insulting    (การดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ผู้อื่น)

(b) to insult

(c) being insulted    (การถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ที่ผู้อื่นทำกับตน)

(d) to be insulted

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  “Resent”  (ไม่พอใจ-ขุ่นเคือง)  ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  (Gerund)  แต่เพราะว่าต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Verb to be + Verb 3)  จึงต้องเป็น  “Being insulted”  เพราะหมายถึง  “ถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม”  (ถูกกระทำ)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Laura doesn’t appreciate being kept _____________, so make sure you get there on time.

(ลอร่าไม่ชื่นชมกับการถูกทำให้ ________________ ดังนั้น  จงมั่นใจว่าคุณจะไปถึงที่นั่นตรงเวลา)

(a) to wait

(b) to be waiting

(c) waiting    (รอคอย)

(d) having waited

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Keep” + Verb + ing  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ได้แก่

                                       ตัวอย่างที่ 

  • I know you don’t have time, but you should finish _______________ the letter by noon.

(ผมรู้ว่าคุณไม่มีเวลา  แต่คุณควรเสร็จสิ้น _______________________ จดหมายในตอนเที่ยง)

(a) to answer

(b) answering    (การตอบ)

(c) by answering

(d) answer

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยา  “Finish + Verb + ing  

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Jack has already considered ___________________________________ his studies.

(แจ๊คได้พิจารณา _______________ การศึกษาของเขาแล้ว)  (คือ  ได้พิจารณาที่จะศึกษาต่อ)  (เช่น  ระดับปริญญาโท-เอก)

(a) continue

(b) continuing    (การทำต่อไป)

(c) to continue

(d) continues

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Consider + Verb + ing

                                             ตัวอย่างที่ 

  • They practiced ____________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด _________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand ___________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ _______________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Can’t stand + Verb + ing”  =   “ทนไม่ได้ที่จะ.........................”

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _______________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง ___________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)” 

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind __________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ _____________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                              ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา _____________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ.....................”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ...................” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)

                                              ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I don’t mind ______________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                               ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He keeps _____________________________________ the most outrageous things.

(เขา ______________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (..................ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                           ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _______ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                           ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I can’t help ______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                                      สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ___________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                                       นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

3. When we want to dictate letters, we use a ______________________________ machine.

(เมื่อเราต้องการบอกให้ (ผู้อื่น) เขียนจดหมาย, เราใช้เครื่อง ________________________)

(a) dictations    (การบอกให้เขียนตามคำบอก, การออกคำสั่ง, การบงการ)  (เป็นคำ นาม)

(b) dictating    (บอกให้เขียนตามคำบอก)  (เป็น  “Gerund”  ขยายหน้านามเพื่อบอกให้รู้ว่า  นามนั้นมีไว้เพื่อทำสิ่งนั้น หรือกริยาตัวนั้น)

(c) dictate    (บอกให้เขียนตามคำบอก, ออกคำสั่ง, สั่ง, บงการ)  (เป็นคำกริยา)

(d) dictates

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเราใช้  “Gerund” (Verb + ing)  ประกอบหน้าคำนามคล้ายกับเป็นคำ คุณศัพท์  แต่มักนิยมใช้  “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  (หรืออาจไม่มีเครื่องหมายนี้ก็ได้)   เช่น

  • a sleeping-room (ห้องนอน)  (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง “หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)
  • a dancing-hall (ห้องเต้นรำ)  (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง “เด็กผู้ หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)
  • a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่ถ้า “a dancing teacher”  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”
  • a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่ถ้า “a reading boy”  หมายถึง“เด็กที่อ่านหนังสือ”)
  • a swimming-pool (สระว่ายน้ำ)  (แต่ถ้า “a swimming girl”  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)
  • a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่ถ้า “a walking boy” หมายถึง “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)
  • drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่ถ้า  “a drinking horse” หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)
  • a knitting-needle (เข็มถัก)  (แต่ถ้า “a knitting woman” หมายถึง “ผู้หญิง ที่ (กำลัง) ถัก”)
  • a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  (แต่ “a cooking woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)
  • a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่ “a killing man” หมายถึง  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)
  • looking-glasses (แว่นตา)  (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) มอง”)

หมายเหตุ   –    Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  เช่น  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ  “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลังของประโยคข้างบน  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ในกรณีนี้  เราเรียก “V. + ing”   นั้นว่า  “Present participle”  เช่น  “a drinking horse”  (ม้าที่ดื่มน้ำ)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)   ดูเพิ่มเติมตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Cubes of ice form in the ____________________ compartment of the refrigerator.

(น้ำแข็งรูปลูกบาศก์ก่อตัวขึ้นในช่อง _______________________________ ของตู้เย็น)

(a) freeze    (ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ  “Freeze”)

(c) frozen    (ถูกแช่แข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)  (กริยาช่องที่  ๓  ของ  “Freeze”)

(d) freezing    (ทำให้เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Freezing”  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  เป็นกริยาที่ทำหน้าที่แบบคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “Gerund”  ทำหน้าที่ขยายนาม  “Compartment”  (ช่องแช่  -  ในตู้เย็น)  เพื่อบอกว่าคำนามนั้น  (ช่องแช่)  มีไว้เพื่อทำกริยานั้น  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  ในที่นี้  คือ  “ช่องแช่สำหรับทำให้ (อาหาร) เย็นจนแข็ง”  สำหรับคำอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่  “Swimming pool”  (สระ (สำหรับ) ว่ายน้ำ),  “Drinking water”  (น้ำดื่ม),  “Dancing hall”  (โรงเต้นรำ),  “Walking stick”  (ไม้เท้า  -  ไม้สำหรับเดิน),  “Killing field”  (ทุ่งสังหาร  -  ทุ่งสำหรับประหารชีวิตคน),  “Running track”  (ลู่ (สำหรับ) วิ่ง),  “Cooking utensil”  (อุปกรณ์ (สำหรับ) ทำครัว),  “Looking glasses”  (แว่นตา  -  แว่นสำหรับมอง)  เป็นต้น

 

4. When I say she doesn’t know my address, I mean that she doesn’t know where __________.

(เมื่อผมพูดว่า  เธอไม่รู้ที่อยู่ของผม  ผมหมายความว่า  เธอไม่รู้ว่า _____________ อยู่ที่ไหน)

(a) do I live

(b) I live    (ผมอาศัย)

(c) live I

(d) am I living

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “Where I live”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Know”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้าง ล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ____________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) __________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  และนำหน้าด้วย  “Question word”  (What)  

                                            ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you _____________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _______________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (=คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                         ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ______________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) __________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                         ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ____________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                              ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                               ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us __________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด _________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                            ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ___________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                             ตัวอย่างที่  

  • Tell me __________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า _______________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                             ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                              ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                             ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                             ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                             ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “That”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “Which”)  และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

5. ________________________ by transferring the fault to others is often called scapegoating.

(_______________ โดยการถ่ายโอนความผิดไปให้บุคคลอื่น  มักถูกเรียกอยู่บ่อยๆ ว่า  “การหาแพะรับบาป”)

(a) To eliminating problems

(b) Eliminating problems    (การขจัดปัญหาต่างๆ)

(c) Problems eliminating

(d) To be eliminated problems

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Eliminating”  (การขจัด, การกำจัด, การขับไล่, การทำลาย, การลบทิ้ง)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  ซึ่งอยู่ในรูป  “Gerund” (Verb + ing)  โดยมี  “Problems”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาตัวนี้  ซึ่งกลายมาเป็นคำนาม  (จัดเป็น  “Non-Finite Verb” ประเภทหนึ่ง  คือ  มีรูปเป็นคำกริยา  แต่มิได้ทำหน้าที่เป็นกริยาของประโยค  กลับมาทำหน้าที่แบบคำนาม  โดยเป็นประธานของประโยคทั้งนี้  กริยาของประโยคข้างบน  คือ  “Is called”  (ถูกเรียกว่า)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund”  (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) มาทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because _____________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า _____________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ _______________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

6. Technology will play a key role in ______________________________ future life-styles.

(เทคโนโลยีจะแสดงบทบาทสำคัญใน _______________ วิถีทางการดำเนินชีวิตในอนาคต)

(a) to shape

(b) having shaped

(c) shaping    (หล่อหลอม, ก่อร่าง, ทำให้เป็นรูปร่างขึ้นมา)

(d) being shaped

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง  “Preposition”  (In)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Verb + ing”  (Gerund)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • She is good at swimming and playing badminton.

(เธอว่ายน้ำและเล่นแบดมินตันได้เก่ง)

  • The device is for cutting paper.

(เครื่องมือนี้สำหรับตัดกระดาษ)

  • He is fond of watching TV late at night.

(เขาชอบดูทีวีรอบดึก)

  • Before leaving I didn’t forget to lock the door.

(ก่อนออกไป  ผมไม่ลืมที่จะล๊อกประตู)

  • They left without saying goodbye.

(พวกเขาจากไปโดยไม่กล่าวคำอำลา)

  • On coming here, they saw a terrible accident.

(ขณะมาที่นี่  พวกเขาเห็นอุบัติเหตุสยอง)

 

7. Because of the man’s health, _______________________________________________.

(เนื่องมาจากสุขภาพของชายผู้นั้น, ________________________________________)

(a) the doctor’s advice was him losing weight

(b) he was advised by the doctor to lose weight    (เขาได้รับการแนะนำโดยแพทย์ให้ลดน้ำหนัก)

(c) losing weight was advised him by the doctor

(d) to lose weight was what the doctor advised

 

8. Roaming in immense herds that tore up the prairies, ____________________________.

(ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่มากซึ่งทำให้ทุ่งหญ้าแหลกลาญ, _____________________)

(a) hunters could easily track buffaloes    (นักล่าสามารถตามรอยเหล่าควายได้อย่างง่ายดาย)

(b) hunters killed buffaloes for their food    (นักล่าฆ่าควายเพื่อเป็นอาหารของตน)

(c) tourists could see hunters prey on buffaloes    (นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นนักล่าจับควายกินเป็นอาหาร)

(d) buffaloes could be easily tracked by hunters    (เหล่าควายสามารถถูกตามรอย (ติดตาม) ได้อย่างง่ายดายโดยนักล่า)  (เช่น สิงโต หรือสัตว์กินเนื้ออื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “ควาย”  เป็นผู้ทำกริยา  “ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่ฯ”  มิใช่  “นักล่า”  หรือ  “นักท่องเที่ยว”  ที่เป็นผู้ทำกริยานี้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประ  โยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Entering the room, __________________________________________________.

(เข้ามาในห้อง, ______________________________________________________)

(a) Professor Collins was greeted with their smile

(b) a smile was given to the class

(c) what was greeting the students was Professor Collins’s smile.

(d) Professor Collins greeted his students with a smile    (อาจารย์คอลลินส์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากวลีที่ขึ้นต้นประโยคอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  ดังนั้น  ประธานของประโยคที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมายคอมมาจึงต้องสามารถทำกริยา (Entering)  ตัวนั้นได้  จึงต้องตัด ข้อ  (b)  และ  (c)  ทิ้งไป  (เพราะทำกริยา  “เข้ามาฯ”  ไม่ได้)  จึงเหลือ ข้อ  (a)  และ  (d)  (อาจารย์คอลลินส์สามารถทำกริยา  “เข้ามาฯ ได้)  แต่เลือก  ข้อ  (d)  เพราะใจ ความดีกว่า  และชัดเจนกว่า  (บอกชัดเจนว่าอาจารย์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)  ส่วน ข้อ  (a)  ใจความไม่ชัดเจนว่าเป็นการยิ้มของใคร  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • Walking along the road, ___________________________________ at the college.

(ขณะที่เดินไปตามถนน, ______________________________ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย)

(a) my old friend was seen by me    (เพื่อนเก่าถูกเห็นโดยผม)

(b) I saw my old friend    (ผมพบเพื่อนเก่า)

(c) a taxi hit my old friend    (รถแท็กซี่ชนเพื่อนเก่าของผม)

(d) a dog bit me    (สุนัขกัดผม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (I)  เป็นผู้ทำกริยา “เดิน”  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เพราะแม้ว่า  “เพื่อนเก่า”  จะสามารถทำกริยา  “เดิน”  ได้ก็ตาม  แต่ข้อความในส่วนหลังผิดจากความเป็นจริง  เพราะบอกว่า  “เพื่อนเก่าถูกเห็นฯ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หรือ ถูกเห็นที่มหาวิทยาลัย”  ซึ่งมิใช่ความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ  สำหรับ  ข้อ  (c)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้เลย  เนื่องจากหมายความว่า  “รถแท็กซี่ หรือ สุนัข เดินไปตามถนน”  (รถฯ ทำกริยาเดินไม่ได้  และสุนัขก็ไม่สามารถทำทั้งกริยา “เดิน”  และ  “กัดผม” ที่มหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกันได้)  จงดูเปรียบเทียบประโยคที่ถูกและผิดจากข้างล่าง  (ประโยคที่ถูกต้อง  คือ  ประธานฯ ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  ต้องสามารถทำกริยา  (Verb + ing)  ที่ขึ้นต้นประโยคได้)

ถูก  : Sitting in a chair, he saw a dog come to him.

(ขณะที่เขานั่งอยู่ในเก้าอี้  เขาเห็นสุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Sitting”  คือ  “He)

ผิด  : Sitting in a chair, a dog came to him.

(ขณะที่สุนัขนั่งอยู่ในเก้าอี้  สุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะสุนัขจะนั่งอยู่ในเก้าอี้  และมาหาเขาในเวลาเดียวกันไม่ได้)

ถูก  : Crossing the street, she was hit by a car.

(ขณะที่เธอข้ามถนน  เธอถูกชนโดยรถยนต์)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Crossing”  คือ  “She)

ผิด  : Crossing the street, a car hit her.

(ขณะที่รถยนต์ข้ามถนน  รถยนต์ชนเธอ)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะรถยนต์ไม่สามารถทำกริยา  “ข้ามถนน”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Going at full speed, a car hit her (รถวิ่งห้อมาเต็มเหยียด  รถชนเธอ)  (รถเป็นผู้ทำกริยา  “วิ่งห้อมาเต็มเหยียด”)

ถูก  : Going down the road, I saw many houses decorated with flags.

(ขณะที่ผมไปตามถนน  ผมเห็นบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Going”  คือ  “I”)

ผิด  : Going down the road, there were many houses decorated with flags.

(ขณะไปตามถนน  มีบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “มี”  ไม่สามารถทำกริยา  “ไปตามถนน”  ได้)

ถูก  : Beating the second time, they killed the snake.

(ขณะที่พวกเขาตีงูเป็นครั้งที่  ๒  พวกเขาฆ่างู  -  ทำให้งูตาย)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Beating”  คือ  “They)

ผิด  : Beating the second time, the snake was killed by them.

(ขณะที่งูตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “งู”  ไม่สามารถทำกริยา  “ตี”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Beaten the second time, the snake was killed by them.”  (ถูกตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (งูเป็นผู้ถูกตี)

                                                      ดูเพิ่มเติมโครงสร้างข้างต้นจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, _________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, ____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came ___________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, _____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                            ตัวอย่างที่  

  • ______________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                          ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

                                              สำหรับ  Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                      สำหรับในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ____________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(_______________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                            ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

9. Chickens have been domesticated for many centuries _____________ commercially for their meat and eggs.

(ไก่ได้ถูกทำให้เชื่องมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว ________________ ในเชิงพาณิชย์เพื่อเนื้อและไข่ของมัน)

(a) if raised    ()

(b) and are raised    (และถูกเลี้ยง)

(c) as raised as

(d) what are raised

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นคำเชื่อม  (Conjunction)  “And”  และกริยาตัวที่    ในแบบ  “Passive voice”  (ถูกกระทำ  คือ  “ถูกเลี้ยง”)  (Are raised)  ของประโยค  ทั้งนี้  กริยาตัวแรก  คือ   Have been domesticated

 

10. If you wish to speak with the director, you should _______________ an appointment first.

(ถ้าคุณปรารถนาจะพูดกับผู้อำนวยการ  คุณควรจะ ____________________ นัดหมายก่อน)

(a) will make

(b) made

(c) making

(d) make    (ทำการ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เพราะกริยาที่ตามหลัง   “Should”  จะต้องเป็น  “Verb”   ช่องที่   1   และไม่มี   “To”  นำหน้า  (Should + Verb 1)

 

11. We ____________________ finish this work soon because the deadline is approaching.

(เรา __________________ ทำงานนี้ให้เสร็จโดยเร็ว   เพราะว่าเส้นตายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว)

(a) have

(b) will have

(c) had to    (จำเป็นต้อง)  (ความหมายเป็นอดีต)

(d) have to    (จำเป็นต้อง)  (ใช้ในความหมายปัจจุบัน  หรือ อนาคต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Have to”  นรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  เพราะ   “Clause”  ที่ตามหลัง   “Because”   เป็น  “Present continuous tense” (Is approaching)  จึงต้องใช้   “Tense”  ให้สอดคล้องกัน คือ  “Present simple”   กับ   “Present continuous”  ส่วนข้อ  (c)  ผิดเพราะเป็น  “Past tense”  (เหตุการณ์ในอดีต)  สำหรับข้อ  (a)  และ ( b)  ผิดเพราะหลัง  “Verb”  Have  ต้องตามด้วย  “Verb” ช่องที่ 3  (Have finished)  เสมอ

 

12. The artist ____________ paintings are on the walls of the office building has won several awards for her work.

(ศิลปิน ______________ ภาพเขียน (ของเธอ) อยู่บนฝาผนังของอาคารสำนักงาน   ได้ชนะรางวัลมากมายสำหรับงานของเธอ)

(a) who

(b) whose    (ผู้ซึ่ง ...................(ภาพเขียน).................... ของเธอ)

(c) whom

(d) which

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของภาพ

 

13. _______________ of the committee members voted against the new construction project.

( _______ สมาชิกคนใดของคณะกรรมการ   ลงคะแนนคัดค้านโครง การก่อสร้างโครงการใหม่)

(a) someone

(b) anybody

(c) None    (ไม่มี)

(d) Any

ตอบ    –    ข้อ   (c)   แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า   “สมาชิกบางคน”  จะต้องใช้ว่า  “Some of the…….........…

 

14. _____________ Air and Space Museum has the highest attendance record of all the museums in the world.

( ________________ พิพิธภัณฑ์ทางอากาศและอวกาศ   มีประวัติการเข้าชมสูงที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดในโลก)

(a) A

(b) An

(c) The

(d)  -

ตอบ   –   ข้อ    (c)   ชื่อพิพิธภัณฑ์  ต้องนำด้วย  Article  “The” นอกจากนั้น   ยังใช้  Article  “The”  กับ เทือกเขา  แม่น้ำ  หมู่เกาะ  ชื่อประเทศที่มีคำ  “Union” “United”  “Republic”  ชื่อประเทศและชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปพหูพจน์  (Philippines, Alps)   มหาสมุทร  ทะเล  คลอง  คาบสมุทร  อ่าว  ช่องแคบ  กลุ่มทะเลสาบ  ทะเลทราย  เทือกเขา  แหลม  ขั้วโลก  ภาค  นามที่มีเพียงสิ่งเดียว  เส้นศูนย์สูตร  อุโมงค์  ห้องสมุด  และพิพิธภัณฑ์   เช่น

  • the United States of America    (ประเทศสหรัฐฯ)
  • the China’s People Democratic Republic    (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน)
  • the Atlantic   (มหาสมุทรแอตลันติค)
  • the Pacific Ocean, the Indian Ocean
  • the Danube    (แม่น้ำดานูบ)
  • the Chao Praya River    (แม่น้ำเจ้าพระยา)
  • the Thames   (แม่น้ำเทมส์)
  • the Panama Canal, the Suez Canal   (คลองปานามา – สุเอซ)
  • the Red Sea, the Mediterranean    (ทะเลแดง –เมดิเตอร์เรเนียน)
  • the East Indies    (หมู่เกาะอินเดียตะวันออก)
  • the Indo-China Peninsula    (คาบสมุทรอินโดจีน)
  • the Scandinavian Peninsula    (คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย)
  • the Gulf of Thailand, the Persian Gulf    (อ่าวไทย – เปอร์เซีย)
  • the Bering Strait, the British Strait    (ช่องแคบเบอริ่ง– อังกฤษ)
  • the Geneva Lake    (ทะเลสาบเจนีวา)
  • the Kobe Desert, the Sahara Desert    (ทะเลทรายโกบี – ซาฮารา)
  • the Cape of Good Hope    (แหลมกู๊ดโฮพ)
  • the Rockies, the Alps    (เทือกเขาร็อคกี้ –แอลป์ส)
  • the North Pole, the South Pole    (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the Equator     (เส้นศูนย์สูตร)
  • the North, the South    (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the moon, the sun, the earth, the world, the universe, the sky
  • the Central Library    (หอสมุดกลาง)
  • the Thai National Museum     (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไทย)

 

15. Peter eats ________________________________________________ of all his friends.

(ปีเตอร์กิน ____________________________________ ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของเขา)

(a) most slowly

(b) the most slowly    (อย่างเชื่องช้าที่สุด)

 (c) more slowly

 (d) as slowly as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นสุด”  (Superlative)   จึงต้องใช้  “The most”  นำหน้า  “Slowly”   (เป็นการเปรียบเทียบตั้งแต่     คนขึ้นไป)

 

 16. ______________________________________________ help you with your luggage?

(_____________________________ ช่วยเหลือคุณยกสัมภาระ (หีบห่อ) ของคุณไหมครับ) 

(a) Can I    (ใช้เมื่อเป็นการขออนุญาตผู้อื่น  ทำอะไรบางอย่าง)   

(b) Am I able to    (=  Can I  -  แต่ไม่ใช้รูปนี้)

(c) Shall I    (จะให้ผม)   (ใช้เมื่อเป็นการเสนอตัวช่วยเหลือผู้อื่น)

(d) Do you want me

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับ ข้อ   (a)  ใช้ในประโยค  เช่น   “Can I use your car?”  (ผมขอใช้รถของคุณได้ไหม)  หรือ  “Can I go into the room?”  (ผมขอเข้าไปในห้องได้ไหม)  ส่วน ข้อ   (d)  ต้องใช้เป็น  “Do you want me to help you……........…..?”  (คุณต้องการให้ผมช่วยยก.....................)

 

17. It’s always difficult for me to pick __________________________ a present for my wife. 

(มันยากเสมอสำหรับผมที่จะ _______________________ ของขวัญสำหรับภรรยาของผม)

(a) up    (“Pick up”  =  เด็ด (ดอกไม้), หยิบ (ของ) ขึ้นมาจากพื้น, ไปรับคน เช่นที่สนามบิน-สถานีรถไฟ)

(b) out    (“Pick out  =  เลือก)

(c) away

(d) for

(e) at

 

18. Have you ever had your voice _______________________________________________?

(คุณเคย ________________ เสียงของคุณหรือไม่)   (แปลตรงๆ คือ  คุณเคยให้เสียงของคุณถูกบันทึกหรือไม่)

(a) record

(b) to record

(c) recorded    (บันทึกเสียง)

(d) recording

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็น    “Causative use”  คือ  “ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร”  (Active voice)   หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำ  -  โดยใคร)  (Passive voice)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________ your hair cut yesterday?

(_________________________ ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า  “Have”  เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ      

                                             ตัวอย่างที่                

  • What would you ________________________________________ me do for you?

(คุณจะ _________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Have + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ  “Wish”  จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?”

                                           ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ___________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ ______________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • He had the cook _____________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _______________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                             ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter _________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ___________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Somethingคือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                             ตัวอย่างที่  

  • What would you have me _____________________________________________?

(คุณจะให้ผม _________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                           สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้  คือ

           1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

           2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                                      ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                                     อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ   ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว  คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ”  แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ    ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ    ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

19. Have you decided ______________________________________________________?

(คุณได้ตัดสินใจ ______________________________________________________)

(a) which one of them do you want to buy

(b) you will buy which one of them

(c) which one of them you will buy    (คุณจะซื้ออัน-คัน-ตัว-ชิ้นไหน)

(d) whether you want to buy which one of them

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Which one of them you will buy”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Decided”  จึงต้องเรียงคำในรูปบอกเล่า  คือประธานฯ อยู่หน้ากริยา  (You will buy)  ดูเพิ่มเติมรายละเอียดเรื่อง  “Noun clause”   ใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

20. This is an urgent letter; it has to go ________________________________________.

(นี่เป็นจดหมายด่วน  มันจำเป็นต้อง (ส่ง) ไป _________________________________)

(a) by the air

(b) by mail-air

(c) by airmail    (ทางไปรษณีย์อากาศ)

(d) by the mail of air

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 368)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Entering the room, ___________________________________________________.

(เข้ามาในห้อง, ______________________________________________________)

(a) Professor Collins was greeted with their smile

(b) a smile was given to the class

(c) what was greeting the students was Professor Collins’s smile.

(d) Professor Collins greeted his students with a smile    (อาจารย์คอลลินส์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากวลีที่ขึ้นต้นประโยคอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  ดังนั้น  ประธานของประโยคที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมายคอมมาจึงต้องสามารถทำกริยา (Entering)  ตัวนั้นได้  จึงต้องตัด ข้อ  (b)  และ  (c)  ทิ้งไป  (เพราะทำกริยา  “เข้ามาฯ”  ไม่ได้)  จึงเหลือ ข้อ  (a)  และ  (d)  (อาจารย์คอลลินส์สามารถทำกริยา  “เข้ามาฯ ได้)  แต่เลือก  ข้อ  (d)  เพราะใจ ความดีกว่า  และชัดเจนกว่า  (บอกชัดเจนว่าอาจารย์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)  ส่วน ข้อ  (a)  ใจความไม่ชัดเจนว่าเป็นการยิ้มของใคร  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Walking along the road, ___________________________________ at the college.

(ขณะที่เดินไปตามถนน, ________________________________ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย)

(a) my old friend was seen by me    (เพื่อนเก่าถูกเห็นโดยผม)

(b) I saw my old friend    (ผมพบเพื่อนเก่า)

(c) a taxi hit my old friend    (รถแท็กซี่ชนเพื่อนเก่าของผม)

(d) a dog bit me    (สุนัขกัดผม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (I)  เป็นผู้ทำกริยา “เดิน”  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เพราะแม้ว่า  “เพื่อนเก่า”  จะสามารถทำกริยา  “เดิน”  ได้ก็ตาม  แต่ข้อความในส่วนหลังผิดจากความเป็นจริง  เพราะบอกว่า  “เพื่อนเก่าถูกเห็นฯ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หรือ ถูกเห็นที่มหาวิทยาลัย”  ซึ่งมิใช่ความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ  สำหรับ  ข้อ  (c)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้เลย  เนื่องจากหมายความว่า  “รถแท็กซี่ หรือ สุนัข เดินไปตามถนน”  (รถฯ ทำกริยาเดินไม่ได้  และสุนัขก็ไม่สามารถทำทั้งกริยา “เดิน”  และ  “กัดผม” ที่มหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกันได้)  จงดูเปรียบเทียบประโยคที่ถูกและผิดจากข้างล่าง  (ประโยคที่ถูกต้อง  คือ  ประธานฯ ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  ต้องสามารถทำกริยา  (Verb + ing)  ที่ขึ้นต้นประโยคได้)

ถูก  : Sitting in a chair, he saw a dog come to him.

(ขณะที่เขานั่งอยู่ในเก้าอี้  เขาเห็นสุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Sitting”  คือ  “He)

ผิด  : Sitting in a chair, a dog came to him.

(ขณะที่สุนัขนั่งอยู่ในเก้าอี้  สุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะสุนัขจะนั่งอยู่ในเก้าอี้  และมาหาเขาในเวลาเดียวกันไม่ได้)

ถูก  : Crossing the street, she was hit by a car.

(ขณะที่เธอข้ามถนน  เธอถูกชนโดยรถยนต์)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Crossing”  คือ  “She)

ผิด  : Crossing the street, a car hit her.

(ขณะที่รถยนต์ข้ามถนน  รถยนต์ชนเธอ)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะรถยนต์ไม่สามารถทำกริยา  “ข้ามถนน”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Going at full speed, a car hit her (รถวิ่งห้อมาเต็มเหยียด  รถชนเธอ)  (รถเป็นผู้ทำกริยา  “วิ่งห้อมาเต็มเหยียด”)

ถูก  : Going down the road, I saw many houses decorated with flags.

(ขณะที่ผมไปตามถนน  ผมเห็นบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Going”  คือ  “I”)

ผิด  : Going down the road, there were many houses decorated with flags.

(ขณะไปตามถนน  มีบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “มี”  ไม่สามารถทำกริยา  “ไปตามถนน”  ได้)

ถูก  : Beating the second time, they killed the snake.

(ขณะที่พวกเขาตีงูเป็นครั้งที่  ๒  พวกเขาฆ่างู  -  ทำให้งูตาย)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Beating”  คือ  “They)

ผิด  : Beating the second time, the snake died.

(ขณะที่งูตีเป็นครั้งที่  ๒  งูตาย)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “งู”  ไม่สามารถทำกริยา  “ตี”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Beaten the second time, the snake died.”  (ถูกตีเป็นครั้งที่  ๒  งูตาย)  (งูเป็นผู้ถูกตี)

                                                        ดูเพิ่มเติมโครงสร้างข้างต้นจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, _________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, ____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ   (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, _____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                          ตัวอย่างที่  

  • _____________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                               ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                 สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                      สำหรับในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ______________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(________________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                                            ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)   หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

2. Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ________________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม ________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกันจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because ____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ______________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน  (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง  ดูเพิ่มเติมการทำให้โครงสร้างในประโยคมีความสมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _____________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ ______________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี  (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _______ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                        ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and ____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ 

                                           ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of ________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ __________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually __________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………............that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ _____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                          ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and ________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ _______________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening……..............”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

3. She wore clothes _______________________________________________________.

(เธอสวมเสื้อผ้า _____________________________________________________)

(a) that was better than the other girls

(b) that was better than that of the other girls

(c) that were better than that of the other girls

(d) that were better than those of the other girls    (ซึ่งดีกว่าเสื้อผ้าของเด็กหญิงคนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้กริยาในอนุประโยค  (Were)  เนื่องจาก  “That”  แทน  “Clothes”  ซึ่งอยู่ในรูปพหูพจน์   และใช้  “Those”  แทนคำนามพหูพจน์  (Clothes)

 

4. Of the one hundred members of the Senate, ___________________________________.

(ในบรรดาสมาชิกวุฒิสภาจำนวน  ๑๐๐  คน, __________________________________)

(a) his influence and power are high    (อิทธิพลและอำนาจของเขามีมาก)

(b) he has the most influence and power    (เขามีอิทธิพลและอำนาจมากที่สุด)

(c) he is more influential and has power    (เขามีอิทธิพลมากกว่าและมีอำนาจ)

(d) his influence and power are a great amount    (อิทธิพลและอำนาจของเขาเป็นจำนวนมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  เพราะเปรียบเทียบ  “เขา”  กับ  “วุฒิสมาชิกอีก  ๙๙  คน

 

5. She told me she was going to do her shopping at the ____________________________.

(เธอบอกผมว่า  เธอจะไปซื้อของที่ __________________________________________)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoe store    (ร้านขายรองเท้า)

(d) shoe’s store

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)   โดยคำนามตัวหน้าจะอยู่ในรูปเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ____________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน ____________ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ___________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _______________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ____________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

6. Everyone in the town realized what ________________________________ man he was.

(ทุกคนในเมืองตระหนักว่า  เขาช่างเป็นคนที่ _____________ เสียนี่กระไร)  (ยิ่งใหญ่เสียจริง)

(a) great

(b) greatest

(c) a great    (ยิ่งใหญ่)

(d) the great

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “The greatest”  (ยิ่งใหญ่ที่สุด)  ก็ได้

 

7. Collecting coins was his favorite pastime, but ____________________________________.

(การสะสมเหรียญกษาปณ์  เป็นงานอดิเรก (เครื่องหย่อนใจ) ที่โปรดปรานของเขา, แต่ _________)

(a) listening to music also gave him great pleasure    (การฟังดนตรีก็ให้ความเพลิดเพลินแก่เขาอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน)

(b) he also enjoyed music listening

(c) also listening to music

(d) to listen to music was enjoyed by him also

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้คำในประโยคให้มีความสมดุลกัน  คือ  “Collecting coins………”  และ  “Listening to music………..”   ดูเพิ่มเติมใน ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

8. Archaeologists know ____________ 35,000 years ago, but it is still unclear for precisely what purpose.

(นักโบราณคดีรู้ _____________ เมื่อ  ๓๕,๐๐๐  ปีล่วงมาแล้ว, แต่มันยังคงไม่ชัดเจนว่า  วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออะไร)

(a) drawing being practiced

(b) when the practice of drawing

(c) that drawing was practiced    (ว่าการวาดภาพถูกกระทำขึ้น)

(d) practicing of drawing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Drawing)  และกริยาแบบ  “Passive voice”  (Was practiced)  ของอนุประโยค  “That drawing was practiced 35,000 years ago

 

9. Thomas Edison’s first patented invention was a device _____________________ in Congress.

(สิ่งประดิษฐ์ที่ได้รับสิทธิบัตรชิ้นแรกของโทมัส เอดิสัน  คือ  เครื่องมือ (อุปกรณ์) ________ ในสภาคองเกรส)

(a) had been counting votes

(b) for counting votes    (สำหรับนับ (จำนวน) คะแนนเสียง)

(c) to counting votes

(d) for votes to be counted    (สำหรับคะแนนเสียงที่จะถูกนับ)

 

10. The scientist worked on the problem _______________________________________.

(นักวิทยาศาสตร์หาทางแก้ปัญหา __________________________________________)

(a) until was found by him a solution

(b) and found at last a solution

(c) and at last a solution was found

(d) until he had found a solution    (จนกระทั่งเขาได้พบวิธีแก้ปัญหา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้  “Format”  ในประโยคให้เหมือนกัน  คือ  “นักวิทยาศาสตร์หาทางฯ”  และ  “เขาได้พบฯ

 

11. My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used ___________ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ  _________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • He ___________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา _______________ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก  “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “Doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต

                                            ตัวอย่างที่  

  • I used _________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย ____________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live    (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1”  =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้)

                                             ตัวอย่างที่  

  • They will get ______________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ____________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจาก   “Get used to”  หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to”  =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)    ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                                           ตัวอย่างที่  

  • My grandfather _____________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม __________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1”  =  เคย

                                           ตัวอย่างที่  

  • He got used to ______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ __________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็น  “Preposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   หรือ ปัจจุบัน ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่    (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)  (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

12. May I have _______________________________________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ _____________________________________ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประ โยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)  และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

  • Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

  • Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

  • Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

                                             คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”  เช่น

  • Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)  

  • I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

                                              นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word”  ก็ใช้  “Some

  • Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป็ได้ที่ไหน) 

  • When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

  • Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                                              สำหรับ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  หรือ  นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  .............จำนวนหนึ่ง”  เช่น

  • Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

  • I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

  • There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                                            และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย    อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น

  • The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

  • The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

  • It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

  • We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

                                            Some”  ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

  • There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

  • I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

  • There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

                                              และ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ  ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ  จำนวน หรือ  สิ่งของนั้นๆ แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

  • She is living at some place in Chiang Mai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

  • They are buying some car.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                                             นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (=  อื่นๆ,  บาง.........................)  ด้วย   เช่น

  • Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

  • Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)   

 

13. I think she won’t find these clothes ________________________________________.

(ผมคิดว่า  เธอจะไม่พบว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ _____________________________________)

(a) satisfy    (ทำให้พึงพอใจ) 

(b) satisfied    (รู้สึกพึงพอใจ)

(c) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject + Find + It (them, him, her, etc.) + Adjective + To + Verb 1}  เช่น

  • I find it interesting to listen to his lecture.

(ผมพบว่าน่าสนใจในการฟังคำบรรยายของเขา) 

  • The judge found him guilty of the murder.

(ผู้พิพากษาพบว่าเขามีความผิดในการฆาตกรรม)  

  • She found it hard to believe what he said.

(เธอพบว่ามันยากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

 

14. Are you _________________________________________ for your final examination?

(คุณ ____________________________________________ สำหรับการสอบไล่หรือยัง)

(a) prepare

(b) to prepare

(c) prepared    (เตรียมพร้อม)

(d) already    (แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Be prepared”  =  Ready   ส่วนคำอื่นๆ ใช้ดังนี้  คือ

  • Are you ready for your final examination?
  • Are you already prepared for your final exam?

(ประโยคข้างบนทั้ง    ประโยค  มีความหมายเหมือนกัน)  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับการสอบไล่หรือยัง)

 

15. It’s time the baby________________________________________________ to bed.

(ได้เวลาแล้ว (ถึงเวลาแล้ว) ที่เจ้าเด็กทารกจะ _________________________________)

(a) go

(b) goes

(c) to go

(d) went    (“Went to bed  =  เข้านอน)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง   “It is time,   It is about time,   It is high time”  =   “ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้ว”  หรือ  “ถึงเวลาสมควรแล้ว”  +  Clause  ที่มี   “Verb”  เป็น   “Past simple”  (Verb 2)  เสมอ  เช่น

  • It is time you changed your style of living.

(ถึงเวลาสมควรแล้ว  ที่คุณต้องเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีวิตของคุณ)

(= It is time for you to change your style of living.)

 

16. A holiday camp of _______________________ size takes about five hundred guests.

(ค่ายพักแรมวันหยุดขนาด ________________ รับแขก (ผู้มาพัก) ประมาณ  ๕๐๐  คน)

(a) middle    (ตอนกลาง, กึ่งกลาง, ตรงกลาง)

(b) median    (เส้นมัธยฐาน)

(c) medium    (กลาง)

(d) mediate    (ไกล่เกลี่ย, ทำให้เกิดการประนีประนอมกัน)  (เป็นคำกริยา)

 

17. You ought to do ______________________________________________ you are told.

(คุณควรทำ ____________________________________________ คุณถูกบอกให้ทำ)

(a) since     (ตั้งแต่, เพราะว่า)

(b) when    (เมื่อ)  (ถ้าเลือกข้อนี้  ใจความจะไม่ชัดเจน  ว่า  “คุณควรทำอะไร”)

(c) according to    (ตามที่........., สอดคล้องกับ  +  คำนาม หรือวลี)

(d) as    (ตามที่, ดังที่, เหมือนที่)  (ตามด้วยประโยค  คือ  ประธานฯ  +  กริยา)

(e) that

 

18. Behind the house ____________________________ a barn and some other buildings.

(ข้างหลังบ้าน _____________________________ ยุ้งข้าวและอาคารอื่นๆอีกบางหลัง)

(a) is

(b) are    (คือ)

(c) there is

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากมาจากประโยค   “A barn and some other buildings are behind the house.”  (ยุ้งข้าวและอาคารอื่นอยู่หลังบ้าน)  โดยมี   “Behind the house”  เป็น “Adverb of place”  (บอกสถานที่)  ซึ่งสามารถนำมาวางไว้หน้าประโยคได้  เพื่อแสดงการเน้นสถานที่ว่า  “ข้างหลังบ้าน

 

19. She made _________________________________________________ a new dress.

(เธอตัดเสื้อผ้า (เครื่องแต่งกาย) ชุดใหม่ให้ _________________________________)

(a) by herself

(b) for herself

(c) with herself

(d) herself    (ตัวเธอเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   คือ ตัดเอง และใช้เองด้วย   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  คือ 

  • She herself made a new dress.
  • She made a new dress herself.
  • She made a new dress by herself.

(ประโยคข้างบนทั้ง    ประโยค มีความหมายเดียวกัน  คือ  เธอตัดชุดใหม่ด้วยตัวของเธอเอง  แต่อาจจะไม่ได้ตัดเพื่อตัวเองหรือใช้เองก็ได้  คือ  ตัดชุดให้คนอื่นใช้  ความหมายจึงอาจแตกต่างกับประโยคใน  ข้อ  )

 

20. He has travelled ______________________________________________________.

(เขาได้เดินทาง ______________________________________________________)

(a) many thousand of miles    (ที่ถูกเป็น  “many thousands of miles”)

(b) thousand and thousand of miles    (ที่ถูกเป็น “thousands and thousands of miles”)

(c) many thousands miles    (ที่ถูกเป็น “many thousand miles”)

(d) thousands of miles    (หลายพันไมล์)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 367)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _____________ her highly individual patterns of choreography, Martha Graham became a leading figure in modern dance. 

(_________________ รูปแบบที่มีความเป็นปัจเจกบุคลอย่างสูงของเธอในด้านการเต้นบัลเล่ต์ (หรือการออกแบบท่าเต้น, ศิลปะการเต้นรำ), มาร์ธา เกรแฮมได้เป็นบุคคลชั้นแนวหน้าในการเต้นรำสมัยใหม่)

(a) Instead of    (แทนที่จะ)

(b) Beyond    (พ้น, ไกลจาก, เหนือกว่า)

(c) Such as    (ดังเช่น)

(d) Because of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

 

2. Rarely ______________________________ occur without a corresponding physical ailment.

(น้อยครั้ง _______________ เกิดขึ้น  โดยปราศจากความเจ็บป่วยทางร่างกายที่สอดคล้องกัน)  (ความหมาย  คือ  เมื่อเกิดความอ่อนเพลียทางจิตใจแบบเรื้อรัง  ส่วนใหญ่แล้วมักตามมาด้วยความเจ็บป่วยทางร่างกายด้วย)

(a) chronic mental fatigue

(b) is chronic mental fatigue

(c) does chronic mental fatigue    (ที่ความเหน็ดเหนื่อย-อ่อนเพลีย (เมื่อยล้า) ทางจิตใจแบบเรื้อรัง)

(d) chronic mental fatigue does

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อนำ  (Rarely, Never, Seldom, Hardly, Scarcely, etc.)  มาขึ้นต้นประโยค  (เพื่อต้องการเน้นคำเหล่านี้)  ต้องเรียงรูปประโยคตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Rarely + Verb (พิเศษ หรือช่วย) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย

                                                     ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Never again _______________ political office after his 1928 defeat for the Presidency.

(ไม่เคยอีกเลย _______________ ตำแหน่งทางการเมือง  ภายหลังจากความพ่ายแพ้สำหรับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี  ๑๙๒๘  ของเขา)  (หมายถึง  หลังจากแพ้เลือก ตั้งในปี  ๑๙๒๘  เขาไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งใดอีกเลย)

(a) Alfred E. Smith seriously sought

(b) seriously Alfred E. Smith sought

(c) when did Alfred E. Smith seriously seek

(d) did Alfred E. Smith seriously seek    (ที่อัลเฟร็ด อี. สมิทธ์  แสวงหาอย่างเอาจริงเอาจัง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเมื่อนำ  “Never”  มาไว้หน้าประโยค  เพื่อต้องการเน้นคำนี้   การเรียงรูปประโยคจะต้องเปลี่ยนไปในแบบดังกล่าว  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Hardly _____________________________________ when the football match began.

(__________________________________________ เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                               ตัวอย่างที่  

  • Not only __________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _____________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง..............................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                                  ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. One important lemon by-product is citric acid, _________________ white crystalline powder.

(ผลพลอยได้ของมะนาวที่สำคัญอย่างหนึ่ง  คือ  กรดมะนาว (มีรสเปรี้ยว ละลายน้ำได้), (ซึ่งเป็น) ผงที่เป็นผลึก (โปร่งแสง, ใสแจ๋ว) สีขาว _______________)

(a) which a

(b) is a

(c) a    (ชนิดหนึ่ง)

(d) that it is a

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….................…acid, which is a white crystalline powder

 

4. Rabbits make their homes in fields and prairies _______________ hide their young under bushes or among tall grasses.

(กระต่ายสร้างบ้านในทุ่งและทุ่งหญ้า ________________ ซ่อนลูกที่ยังเล็กของมันไว้ใต้พุ่มไม้ หรือในท่ามกลางหญ้าสูง)

(a) where can they

(b) where they can    (ที่ซึ่งมันสามารถ)

(c) where can

(d) can where they

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “Where they can hide their young under bushes or among tall grasses”  เป็น  “Adjective clause” (อนุประโยคซึ่งขยายคำนาม  “Fields and prairies”

 

5. During the twentieth century there has been much concern ______________ the relationship between social conditions and mental health.

(ในระหว่างศตวรรษที่  ๒๐  มีความวิตกกังวลอย่างมาก _______________ ความสัมพันธ์ระหว่างสภาพทางสังคมและสุขภาพจิต)

(a) over    (เกี่ยวกับ)

(b) and over

(c) that over

(d) that

 

6. The first commercial film _________________________ in California was completed in 1907. 

(ภาพยนตร์เชิงพาณิชย์ (เก็บสตางค์คนดู) เรื่องแรก _______________ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย  (ถูก) สร้างเสร็จในปี  ๑๙๐๗)

(a) make

(b) was made

(c) to make    (ที่สร้าง)

(d) making

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

  • The first thing to do is to mend the tap.

(สิ่งแรกที่ต้องทำคือซ่อมก๊อกน้ำ)

  • Frank was the first man to arrive, and Tom was the second.

(แฟรงค์เป็นคนแรกที่มาถึง  และทอมเป็นคนที่สอง)

  • Susan was sick for a month and was the last student to finish her term paper.

(ซูซานป่วยเดือนนึง  และเป็นนักเรียนคนสุดท้ายที่ทำรายงานประจำภาคเสร็จ)

 

7. ____________________________ or more chemical elements unite, they form a compound.

(_________________ ธาตุทางเคมี (สองชนิด) หรือมากกว่านั้นรวมตัวกัน, มันจะสร้างสารประกอบขึ้นมาอย่างหนึ่ง)

(a) Two of

(b) The two

(c) When two    (เมื่อ .....................(ธาตุทางเคมี)....................... สองชนิด)

(d) Two such

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ข้อความ  “When two or more chemical elements unite”   เป็น  “Adverb clause of time”  (อนุประโยคกริยาวิเศษณ์บอกเวลา)  ขยายกริยา  “Form”  (สร้างขึ้นมา)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)

 

8. Freezing preserves meat because _____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ______________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ทำกริยา  ๓  อย่าง  คือ  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง  ดูเพิ่มเติมการทำให้โครงสร้างในประโยคมีความสมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _______________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ _______________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ______________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                            ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ _______________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                           ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ___________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ _________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (……….............that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _______________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหา วิทยาลัย  และ _______________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                            ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and _________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening……...............”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

9. When the pain from her broken leg became unbearable last night, the doctor _____________ her a pain-killing injection.

(เมื่อความเจ็บปวดจากขาหักของเธอ  เริ่มไม่สามารถทนได้เมื่อคืนที่ผ่านมา, หมอ ____________ การฉีดยาระงับความเจ็บปวดแก่เธอ)

(a) used to give    (เคยให้)  (ในอดีต)

(b) should give    (ควรให้)  (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)

(c) had to give    (จำเป็นต้องให้)  (ในอดีต  คือ  เมื่อคืนที่ผ่านมา)

(d) must give    (จะต้องให้)  (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)

 

10. __________________ the problems carefully yesterday, you would not find any difficulty now.

(______________ ปัญหาอย่างรอบคอบเมื่อวานนี้, คุณก็จะไม่พบกับความยุ่ง ยากใดๆ ในขณะนี้)

(a) If you have studied

(b) Unless you had studied    (ถ้าคุณมิได้ศึกษา)

(c) If you had studied    (ถ้าคุณได้ศึกษา)

(d) Although you had studied    (ถึงแม้ว่าคุณได้ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการผสมโครงสร้างระหว่าง  “If clause”  แบบที่  ๓   (ในอนุประโยค  คือ  “If clause”) และ  “If clause”  แบบที่  ๒  (ในประโยคใหญ่  หรือ  “Main clause”คือ  “ถ้าคุณได้ศึกษาปัญหาฯ ในอดีต (เมื่อวานนี้), คุณก็คงไม่พบกับความยุ่งยากในขณะนี้”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมิได้ศึกษาปัญหาฯ เมื่อวานนี้,  คุณเลยพบความยุ่งยากในขณะนี้”  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้  “If clause”  แบบที่  ๓    ทั้งในประโยคใหญ่และย่อย  เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ในอดีตล้วนๆ  (ไม่เกี่ยวกับปัจจุบัน)  จะต้องใช้โครงสร้างข้างล่าง

  • If you had studied the problems carefully last year, you would not have found any difficulty then.

(ถ้าคุณได้ศึกษาปัญหาอย่างรอบคอบเมื่อปีที่แล้ว  คุณก็คงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในตอนนั้น  -  คือ เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ คุณมิได้ศึกษาปัญหาอย่างรอบคอบเมื่อปีที่แล้ว  คุณเลยพบกับความยุ่งยากในตอนนั้น)

 

11. My friend, with her parents, ______________________________________ left for Japan. 

(เพื่อน(หญิง) ของผม, พร้อมด้วยพ่อแม่ของเธอ, _______ จากไป (เดินทางไป) ประเทศญี่ปุ่นแล้ว)

(a) must

(b) did

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ประธานฯ    ตัว  (My friend  และ  Her parents)  เชื่อมด้วย  “With”   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  (My friend)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Donald, as well as the other trainees, has expressed ______________ willingness to assume responsibility.

(โดนัลด์  เช่นเดียวกับผู้เข้ารับการอบรมคนอื่นๆ  ได้แสดงความเต็มใจ ______________ ที่จะ (เป็นผู้) รับผิดชอบ)

(a) their

(b) his    (ของเขา)

(c) him

(d) hers

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  เมื่อประธาน    ตัว  เชื่อมด้วย  “As well as, With, Together with, Along with, Including, Besides, Plus, Like, Not, Accompanied by”   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  (ในที่นี้  คือ  “Donald”)  และต้องใช้รูปสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  หรือกรรมของประธานตัวหน้านี้ด้วย  ซึ่งในที่นี้  คือ  “His”   เช่น

  • My dog as well as my cats eats its special food twice a day.

(สุนัของผม  เช่นเดียวกับแมว (หลายตัว) ของผม  กินอาหารพิเศษของมันวันละ  ๒  ครั้ง)

(ใช้กริยา  “Eats”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “Its”  ตาม  “My dog”)

  • John along with his friends spends much of his time swimming.

(จอห์น  เช่นเดียวกับเพื่อนของเขา  ใช้เวลามากมายในการว่ายน้ำ)

(ใช้กริยา  “Spends”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “His”  ตาม  “John”)

 

12.  The boy did not know that statistics _________________________ related to mathematics. 

(เด็กคนนั้นไม่รู้ว่าวิชาสถิติ ____________________________ สัมพันธ์กับวิชาคณิตศาสตร์)

(a) had

(b) are

(c) is being

(d) be

(e) is

ตอบ   -   ข้อ   (e)  “Statistics, Mathematics, etc.”  ถือเป็นเอกพจน์  จึงใช้กับ  “Is”  ดูเพิ่มเติมคำที่ลงท้ายด้วย “S”  แต่ถือเป็นคำเอกพจน์จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________________ a childhood disease.

( ______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด (อีสุกอีใส) เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Measles”  (โรคหัด)  ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้  คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “s”  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่        จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1) Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (4) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเลกทรอนิกส์ความเร็วสูง)

ตอบ   -   ข้อ   แก้เป็น  “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                              ตัวอย่างที่  

  • Physics _______________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ _________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก, ได้รับการ)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น  “economics  (เศรษฐศาสตร์), phonetics  (วิชาการออกเสียง), statics  (สถิตศาสตร์), dynamics  (พลศาสตร์), statistics  (วิชาสถิติ), psychics  (จิตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics  (คณิตศาสตร์), politics  (การเมือง), รวมทั้ง  news  (ข่าว), mumps  (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

(  แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน    สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

13. Would you please keep the fire ________________________________________ for me? 

(คุณจะกรุณารักษาให้กองไฟ _________________________ อยู่ต่อไป  สำหรับผมได้ไหม)

(a) burnt

(b) burning    (ลุกไหม้)

(c) to burn

(d) burn

(e) being burnt

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Keep +  กรรม + Verb + ing”  หรือ  “Keep + Verb + ing”  เช่น

  • She kept me waiting for two hours.

(เธอทำให้ผมรอคอยเป็นเวลา  ๒  ชั่วโมง)

  • They kept working the whole night.

(พวกเขาทำงานกันต่อไปตลอดคืน)

 

14. Kate is more beautiful than ___________________________________ girl I have ever met.

(เคทสวยกว่าเด็กหญิง _________________________________________ ที่ผมเคยพบมา)

(a) any

(b) other

(c) any other    (คนอื่นใดก็ตาม)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is the biggest city in Thailand.

(กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)

  • Bangkok is bigger than any other city in Thailand.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองอื่นใดในประเทศไทย)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok. 

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้ง    ข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  เพียงแต่พูดไปคนละแบบ  จงสังเกตว่า  ใน  “ขั้นกว่า”  และ  “ขั้นเสมอกัน”  ต้องมี   “Other”  เนื่องจาก   “Bangkok”  เป็น   “City”   ในประเทศไทย    แต่จงสังเกตความแตกต่างของโครงสร้างประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is bigger than any city in Laos.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองใดๆ ในลาว)

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใดในลาวใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -     ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  โดยไม่ต้องมี   “Other”  เพราะ   “Bangkok”   ไม่ได้เป็น   “City”  ในลาว

                                                อนึ่ง  ให้สังเกตว่า  หลัง  “Any other”  หรือ   “Any”  ในขั้นกว่า  ควรเป็นคำนามเอกพจน์    เนื่องจาก  “Any”    ใช้ในความหมาย   “ใดก็ตาม”  ไม่ใช่ในความหมายแสดง   “จำนวน”  ดังเช่นในประโยค

  • Do you have any money?

(คุณมีเงินบ้างไหม)  (“Any”แสดงจำนวน)

  • Were there any women at the party?

(มีผู้หญิงบ้างไหมที่งานเลี้ยง)  (“Any”แสดงจำนวน)

                                                ดูเพิ่มเติมการใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  จากประโยคข้างล่าง

  • He is bigger than any other man here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ใครก็ตาม”  (ชายคนอื่นใด) ที่นี่)

  • He is bigger than some other men here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ผู้ชายบางคน”  ที่นี่)

                                                แต่หลัง   “No other”   หรือ   “No” ใน   “ขั้นเสมอ”  อาจตามด้วยคำนามเอกพจน์   หรือพหูพจน์ก็ได้   แต่ถ้าใช้คำนามพหูพจน์   ก็ต้องใช้กริยาพหูพจน์ด้วย    เช่น    “Are, Were, Have, etc.”  เช่น

  • No students in the class are as smart as Jim.

(ไม่มีนักเรียนในชั้นที่ฉลาดเท่ากับจิม)

  • No river in Thailand is as long as the Chao Phraya River.

(ไม่มีแม่น้ำในประเทศไทยที่ยาวเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยา)

  • No other city in Thailand is as crowded as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นในประเทศไทย  ที่มีประชากรหนาแน่นเท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other American presidents are as controversial as Donald Trump.

(ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่น  ที่มีความขัดแย้ง (หรือเป็นที่โต้เถียง-ถกเถียง)  เท่ากับโดนัล ทรัมพ์)

 

15. What _________________________________________________ do you want from me?

(อะไร ______________________________________________ ที่คุณต้องการจากผม)

(a) thing

(b) things

(c) else    (อื่นอีก)

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (c)  จริงๆ แล้ว  ข้อ  (a)  และ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ความหมายเหมือนกัน  ทำให้ไม่สามารถเลือก     ข้อนี้ได้    เลยเหลือ ข้อ   (c)  เพียงข้อเดียว

 

16. I studied in Paris ______________________________________________ five years ago.

(ผมเรียนหนังสือในปารีส ________________________________________ ห้าปีมาแล้ว)

(a) since    (ตั้งแต่)

(b) for    (เป็นเวลา)

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

 

17. You are not allowed to go home till you _________________________________ your work.

(คุณไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน  จนกระทั่งคุณ ________________________ งานของคุณ)

(a) finished

(b) will finish

(c) have finished    (ได้ทำ  -  งาน  -  เสร็จแล้ว)

(d) will have finished    (จะได้ทำเสร็จแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เพื่อจะบอกว่า  “ประธานฯ ได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”  ส่วนข้อ  (d)  ก็คล้ายๆกับ ข้อ  (c)  แต่ใช้บอกว่า  “เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่ระบุไว้  ประธานฯ จะได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”  แต่  “Future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  นี้  จะไม่ใช้ตามหลังอนุประโยคที่นำด้วย   “Till, Until”  ดูเพิ่มเติม  “Present perfect tense”  (Subject + Has (Have) + Verb 3)  (ได้ทำกริยาเสร็จสิ้นไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                                 สำหรับกฎการใช้   “Present perfect tense”  ข้อหนึ่ง  คือ เพื่อบอกข้อความว่า   “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”   มักมีคำว่า  “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)   และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี   “Already” และ “Yet”   ก็ได้ เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast.

(= She has not had her breakfast yet.) 

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report?

(= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

18. ___________________________________ advice, he gave me a large amount of money.

(______________________________________ คำแนะนำ  เขาให้เงินผมเป็นจำนวนมาก)

(a) Not only

(b) Both

(c) Also

(d) Besides    (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ   “In addition to,  Apart from”  ก็ได้  ส่วนการใช้คำอื่นๆ   เช่น

  • He gave me not only advice but also a large amount of money.

(เขาให้ผมไม่เพียงแต่คำแนะนำ  แต่ยัง (ให้) เงินจำนวนมากด้วย)

  • He gave me both advice and a large amount of money.

(เขาให้ผมทั้งคำแนะนำและเงินจำนวนมาก)

  • He gave me advice and also a large amount of money (= ….................…and a large amount of money also)

(เขาให้คำแนะนำแก่ผม  และเงินจำนวนมากเช่นเดียวกัน)

 

19. I offer you my _____________________________________ on passing the examination.

(ผมขอมอบ ____________________________________ ของผมแก่คุณ  ที่ผ่านการสอบ)

(a) happiness    (ความสุข)

(b) wish    (ความปรารถนา)

(c) congratulations    (การแสดงความยินดี)

(d) sincere thanks    (การขอบคุณอย่างจริงใจ)

 

20. I will love you ________________________________________ to the last day of my life.

(ผมจะรักคุณ _________________________________________ วันสุดท้ายของชีวิตผม)

(a) until

(b) up    (“Up to”  =  จนกระทั่ง)

(c) in

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “I will love you till (until) the last day of my life.”  (ผมจะรักคุณจนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิตผม)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC