หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 338)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In her time, Isadora Duncan was _________________________ today a liberated woman.

(ในยุคของเธอ  อิซาโดรา  ดันแคน  คือ _________________ ในปัจจุบันว่า เป็นผู้หญิงที่ได้รับการปลดปล่อย)  (ให้เป็นอิสระจากความคิดที่ว่าผู้หญิงทำได้แต่งานบ้านเท่านั้น  หรือผู้ชายทำได้ดีกว่าผู้หญิง  หรือผู้หญิงเป็นทรัพย์สมบัติชิ้นหนึ่งของสามี  ฯลฯ)

(a) calling what we would

(b) who would be calling

(c) what we would call    (สิ่งที่เราจะเรียก)

(d) she would call it

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ข้อความ  “What we would call today a liberated woman”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ________________________ some mammals came to live in the sea is not known.

(สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดมาอาศัยอยู่ในทะเลได้ _______________ ไม่เป็นที่ล่วงรู้)  (คือ  ไม่มีใครรู้ว่าสัตว์พวกนั้นมาอาศัยอยู่ในทะเลได้อย่างไร)

(a) Although    (แม้ว่า)

(b) How    (อย่างไร)

(c) What    (อะไร)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “How some mammals came to live in the sea”  เป็นอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  ทำหน้าเป็นประธานของกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ___________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ____________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you _____________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (= คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                           ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me _______________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                        ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ____________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                            ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ___________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                          ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด __________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                            ตัวอย่างที่  

  • Tell me ___________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                     ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                      ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                      ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                      ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                      ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                     ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

2. ___________________ no conclusive evidence exists, many experts believe that the wheel was invented only once and then diffused to the rest of the world.

(____________________ ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน (ที่สามารถสรุปได้)  ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่า  วงล้อ (รถ, เกวียน, ฯลฯ) ถูกประดิษฐ์คิดค้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  และต่อจากนั้นก็แพร่กระจายไปยังส่วนที่เหลือของโลก)

(a) Even    (แม้แต่, แม้กระทั่ง)

(b) But    (แต่)

(c) Although    (ถึงแม้ว่า)

(d) So    (ดังนั้น)

 

3. In many areas the slope and topography of the land _________________ excess rainfall to run off into a natural outlet.

(ในหลายๆพื้นที่  ความลาดเอียงและลักษณะภูมิประเทศของพื้นแผ่นดิน _______________ ปริมาณน้ำฝนที่มากมาย  ไหลลงไปสู่ทางระบายน้ำ (ปากน้ำ) ตามธรรมชาติ)

(a) neither permit

(b) without permitting

(c) not permitting

(d) do not permit    (ไม่ยอมให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคในรูปปฏิเสธ  (Do not permit)  สำหรับข้อนี้  หมายความว่า  “ความลาดเอียงและลักษณะภูมิประเทศของแผ่นดิน  กีดขวางน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างมากมาย  มิให้ไหลลงสู่ทางระบายน้ำตามธรรมชาติ  ทำให้แม่น้ำมีน้ำน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  ก่อให้เกิดความแห้งแล้งเป็นเวลานานในแต่ละปี"

 

4. Of the two rooms offered to us in the hotel, we decided to choose ________________ one because it had a balcony.

(จากใน  ๒  ห้องที่ได้รับการเสนอให้เรา (เข้าพัก) ในโรงแรม  เราตัดสินใจเลือกห้องที่ ________ เพราะว่ามันมีระเบียง)

(a) the smallest    (เล็กที่สุด)  (ใช้เปรียบเทียบตั้งแต่  ๓  ห้องขึ้นไป)

(b) the small    (เล็ก)

(c) the small enough    (เล็กเพียงพอ)

(d) the smaller    (เล็กกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  คือ  จาก  ๒  ห้องที่โรงแรมเสนอให้  เราเลือกห้องที่เล็กกว่า

 

5. Gaining better housing for all was the ultimate goal of the zealous reformer.

(การได้บ้านพักอาศัยที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน  เป็นเป้าหมาย     สุดท้าย-สูงที่สุด-ไกลสุด-มากสุด-ที่สุด-พื้นฐาน-รากฐาน-ทั้งหมด     ของนักปฏิรูปที่กระตือรือร้น-กระฉับกระเฉงคนนั้น)

(a) incipient    (อิน-ซิ้พ-เพี่ยนท)  (แรกเริ่ม, เริ่มเกิดขึ้น) 

(b) acrimonious    (แอค-คริ-โม้-เนียส)  {(คำพูด) รุนแรง, เผ็ดร้อน, บาดหู, ขมขื่น, ดุเดือด, ถึงพริกถึงขิง} 

(c) efficacious    (เอฟ-ฟิ-เค้-เชิส)  (๑. มีประสิทธิภาพ, (ยา) ชงัด, ได้ผล, มีผล  ๒. เตะตา, เด่น, ทรงพลัง) 

(d) final    (ไฟ้-เนิ่ล)  (๑. (คำคุณศัพท์) สุดท้าย, ในที่สุด, ที่สุด, จบ, เด็ดขาด, เป็นการสรุป  ๒. (คำนาม) สิ่งสุดท้าย, ตอนจบ, การสอบครั้งสุดท้าย, การแข่งขันรอบสุดท้าย) 

(e) precocious    (พรี-โค้-เชิส)  (แก่เกินวัย, โตเกินวัย, ฉลาดเกินวัย, แก่แดด) 

(f) laudable    (ล้อ-ดะ-เบิ้ล)  (น่าสรรเสริญ, น่ายกย่อง, น่าสดุดี) 

(g) voluble    (ว้อล-ลิว-เบิ้ล)  (พูดจาคล่องแคล่ว, พูดมาก) 

(h) obsolescent (= obsolete)    (พ้นสมัย, ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว, เก่าคร่ำครึ) 

 

6. The boxing champion went down to ignominious (อิก-โน-มิ้น-เนียส) defeat at the hands of the underdog.

(แชมเปี้ยนมวยนายนั้นตกต่ำลงสู่ความพ่ายแพ้ที่      น่าอับอาย-น่าอัปยศอดสู-เสียชื่อเสียง-น่ารังเกียจ-น่าดูถูก      ในกำมือของ (คู่ต่อสู้) ผู้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ-นักมวยรองบ่อน)

(a) jubilant    (จู๊-บิ-เลิ่นท)  (ดีอกดีใจ, ปลื้มปิติยินดี, ร่าเริง) 

(b) disgraceful    (น่าอัปยศอดสู, น่าอับอายขายหน้า, เสียหน้า, เสื่อมเสีย)

(c) pernicious    (เพอร์-นิ้ช-เชิส)  (มีอันตราย, เป็นภัย, ถึงตาย, ร้ายแรง, ร้ายกาจ) 

(d) reprehensible    (เร-พริ-เฮ้น-ซิ-เบิ้ล)  (น่าตำหนิ, น่าประณาม, น่าถูกดุ, น่าถูกต่อว่า, น่าจับผิด) 

(e) dubious    (ดู๊-เบียส)  (๑. น่าสงสัย, น่าแคลงใจ,  ๒. คลุมเครือ, ไม่แน่นอน) 

(f) fraudulent    (ฟร้อ-ดู-เลิ่นท)  (หลอกลวง, ฉ้อโกง, ฉ้อฉล) 

(g) indigent    (อิ๊น-ดิ-เจิ้นท)  (ยากจน, ขัดสน, คนยากจน) 

(h) tranquil    (แทร้ง-ควิล)  (๑. สงบ, เงียบ, สงบเงียบ,  ๒. สงบสุข, ราบรื่น, ปราศ จากสิ่งรบกวน) 

 

7. When released from incarceration, he was gaunt and decrepit (ดิ-เคร้พ-พิท).

(เมื่อได้รับการปล่อยจากการกักขัง-การคุมขัง  เขาผอมโซและ    อ่อนกำลังด้วยวัยชรา-ชรา-แก่ตัว-เก่าแก่-เสื่อมเพราะการใช้มาก)

(a) sinister    (ซิ้น-นิส-เทอะ)  (มุ่งร้าย, ร้าย, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย, ไม่เป็นมงคล, อุบาทว์, อัปรีย์) 

(b) ubiquitous    (ยู-บิ๊ค-ควิ-ทัส)  (มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง – โดยเฉพาะในเวลาเดียวกัน) 

(c) nefarious    (เน-แฟ้-เรียส)  (ชั่วช้ามาก, เลวทรามมาก) 

(d) resilient    (ริ-ซิ้ล-เลี่ยนท)  (. ยืดหยุ่น, ดีดกลับ, เด้งกลับ,  ๒. กลับสู่สภาพเดิม, ฟื้นคืนสภาพเดิม) 

(e) meticulous    (เม-ทิ้ค-คิว-เลิส)  (พิถีพิถันมาก, เข้มงวดมากในเรื่องเล็กๆน้อยๆ, จู้จี้) 

(f) feeble    (อ่อนกำลัง, อ่อนแอ, ด้อย, อ่อนปัญญา, อ่อนคุณธรรม, ไม่เต็มเต็ง)

(g) propitious    (โพร-พิ้ช-เชิส)  (เอื้ออำนวย, เป็นมงคล, นิมิตดี, ราบรื่น) 

(h) furious    (ฟิ้ว-เรียส)  (๑. โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ, เต็มไปด้วยความโกรธ,  ๒. มีอารมณ์รุนแรง, บ้าระห่ำ, รุนแรงมาก, อลหม่าน) 

 

8. As the train journey had taken so long, all the passengers were beginning ___________ irritable and bored.

(เพราะว่าการเดินทางโดยรถไฟ (คราวนั้น) กินเวลานานมาก  ผู้โดยสารทั้งหมดกำลังเริ่ม _____ ฉุนเฉียว (โกรธ) และเบื่อหน่าย)

(a) to feeling 

(b) to feel    (รู้สึก)

(c) having felt

(d) be feeling

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยา  “Begin”  อาจตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ   “Verb + ing”  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประ โยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Everyone started to _____________________________________________ loudly.

(ทุกคนเริ่มที่จะ _______________________________________________ เสียงดัง)

(a) laugh at

(b) laughing

(c) laugh    (หัวเราะ)

(d) stare    (จ้องมอง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Started laughing”  เนื่องจาก  “Start + To + Verb 1”  หรือ  “Start + Verb + ing”  จะมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  สำหรับคำกริยาที่สามารถตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายเหมือนกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She began _____________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม __________________________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”  หรือ  “Begin + Verb + ing”  โดยที่ความหมายเหมือนกันทุกอย่าง   ดูคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ “Begin”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I prefer reading to ___________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ______________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้  “Prefer”  สามารถตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง  คือ

  • I prefer to read to to write.   

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี  “To”  ถึง  ๓  ตัว)

                                     กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Hear, Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football.

(= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance.

(= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam.

(= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการ (เตรียม) สอบ)

  • She hates to stay in a dirty place.

(= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

9. We ___________ the tickets until we ____________ certain how many people are coming.

(เรา ________________ ตั๋ว  จนกระทั่งเรา _________________ แน่ใจว่ากี่คนกำลังมา)  (คือ  แน่ใจว่ามีกี่คนที่จะเดินทางไปด้วย)

(a) did not reserve _________ were

(b) would not reserve _________ were

(c) do not reserve _________ are

(d) will not reserve _________ are    (จะไม่จอง ............................ มีความ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูจาก  “How many people are coming

 

10. _________________ our headmaster was pleased with the conditions or not couldn’t be understood from his face.

(_________________ ครูใหญ่ของเราพอใจกับสภาพต่างๆ ________________ ไม่สามารถเข้าใจได้จากใบหน้าของเขา)

(a) How

(b) What

(c) Whether    (ไม่ว่า ..........(ครูใหญ่ของ..........สภาพต่างๆ)........... หรือไม่ก็ตาม)

(d) That

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”  (Whether…………..or not)  (ไม่ว่า....................หรือไม่ก็ตาม)  โดยประโยคข้างบน  หมายความว่า  “เมื่อดูจากใบหน้าของครูใหญ่แล้ว  ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาพอใจกับสภาพต่างๆ หรือไม่

 

11. At thirteen _________________ at a district school near her home, and when she was fifteen, she saw her first article in print.

(เมื่ออายุ  ๑๓  ปี __________________ ที่โรงเรียนประจำตำบลใกล้บ้านของเธอ  และเมื่อเธออายุ  ๑๕  ปี  เธอได้เห็นบทความชิ้นแรกของเธอได้รับการตีพิมพ์)

(a) the first teaching position that Mary Jane Hawes had

(b) Mary Jane Hawes had her first teaching position    (แมรี เจน ฮาเวส  มีตำแหน่งสอนหนังสือครั้งแรกของเธอ)

(c) the teaching position was Mary Jane Hawes’s first

(d) when Mary Jane Hawes had her first teaching position  

 

12. __________________________ a baby turtle is hatched, it must be able to fend for itself.

(_______________________ ลูกเต่าถูกฟักออกจากไข่  มันจะต้องสามารถป้องกันตนเองได้)

(a) No sooner than

(b) Not sooner than   

(c) So soon that    (เร็วมากจนกระทั่ง)

(d) As soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “No sooner is a baby turtle hatched than it must be able……….........….”  (ในทันทีที่ลูกเต่าถูกฟักออกจากไข่  มันจะต้องสามารถฯ)  ก็ได้

 

13. At the medical convention the topic discussed was the prevention of obesity (โอ-เบ๊-ซิ-ที่).

(ณ การประชุมทางการแพทย์  หัวข้อที่ปรึกษาหารือกัน  คือการป้องกัน     การอ้วนมากเกินไป)

(a) prognosis    (พรอก-โน้-ซิส)  (การทำนายอาการของโรค, การทำนาย, การคาดคะเน) 

(b) trepidation    (เทรพ-พิ-เด๊-ชั่น)  (ความกลัว, การสั่น, การสั่นเทา, ความกังวลใจ, ความประหม่า) 

(c) felony    (เฟ้ล-โล-นี่)  (๑. ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆ่า ข่มขืน วางเพลิง  ๒. การทำชั่ว, การทำผิด, การล่วงละเมิด) 

(d) condolence    (คัน-โด๊ล-เลิ่นซ)  (การแสดงความเสียใจด้วย, การปลอบโยน, การปลอบขวัญ) 

(e) overweight    (น้ำหนักมากเกินไป, การอ้วนมากเกินไป)

(f) alacrity    (อะ-แล้ค-ริ-ที่)  (๑. ความกระตือรือร้น, ความฮึกเหิม, ความเต็มใจ,  ๒. ความคล่องแคล่ว, ความว่องไวรวดเร็ว) 

(g) octogenarian    (อ๊อค-โต-เจน-แน้-เรี่ยน)  (ผู้มีอายุเกิน  ๘๐  ปี  คือ ระหว่าง ๘๐ – ๘๙  ปี)

(h) duress    (ดู-เรส)  (การบีบบังคับ, การข่มขู่, การทำให้สูญเสียอิสรภาพ, การกักกัน, การคุมขัง) 

(i) fraud    (ฟร้อด)  (๑. การโกง, การหลอกลวง, การฉ้อฉล, การทุจริต, พฤติกรรมที่หลอกลวง, เล่ห์, ของปลอม,  ๒. ผู้หลอกลวง) 

 

14. Everyone we knew was under surveillance (เซอร์-เว้-เลิ่นซ).

(ทุกคนที่เรารู้จัก อยู่ภายใต้     การเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด-การเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง (โดยเฉพาะผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากร)-การควบคุม-การตรวจตรา-การดูแล)

(a) vendetta    (เวน-เด๊ท-ท่ะ)  (ความพยาบาทอันยาวนาน, ความอาฆาตแค้นส่วนตัวหรือระหว่างตระกูล) 

(b) catastrophe    (คะ-แทส-โทร-ฟี)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, จุดจบ, ตอนจบของละคร) 

(c) aversion    (อะ-เว้อ-ชั่น)  (ความเกลียด, ความรังเกียจ, ความไม่ชอบ, ความไม่พอใจ) 

(d) frenzy    (เฟร้น-ซี่)  (ความบ้าคลั่ง, ความบ้าระห่ำ, การมีอาการคุ้มคลั่ง, ความตื่นเต้นอย่างมาก) 

(e) a close watch    (การเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด)  (bugging = การติดตั้งเครื่องดักฟังในที่ลับ, eavesdropping = การดักฟัง-ลอบฟัง)

(f) penury    (เพ้น-ยิว-รี่)  (๑. ความยากจนที่สุด, ความขัดสน,  ๒. ความขาดแคลน, ความมีไม่เพียงพอ) 

(g) affluence    (แอฟ-ฟลู-เอิ้นซ)  (ความมั่งคั่ง, ความร่ำรวย, ความมากมาย, ความหลากหลาย) 

(h) fiasco    (ฟี-แอส-โค)  (การล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง) 

 

15. Don’t be credulous and let a mountebank (เม้านท-ที-แบงค) deceive you.

(จงอย่าหูเบาและปล่อยให้     คนหลอกลวง-หมอเถื่อน-หมอกำมะลอ      หลอกต้มคุณ)

(a) accomplice    (อะ-คล้อม-พลิซ)  (ผู้ร่วมสมคบกระทำผิด, ผู้สมรู้ร่วมคิด) 

(b) charlatan    (ช้าร์-ละ-เทิ่น)  (คนล่อลวง, นักต้มตุ๋น, หมอเถื่อน, คนร้องขายของตามตลาด  ผู้หลอกลวงว่าเป็นผู้รู้หรือผู้ชำนาญ) 

(c) fugitive    (ฟิ้ว-จิ-ทิฟว)  (๑. (คำนาม)  ผู้หลบหนี, คนที่กำลังหนี, ผู้ลี้ภัย   ๒. (คำคุณศัพท์)  ชั่วคราว, ชั่วประเดี๋ยว, แว้บเดียว, ไม่ถาวร, ที่หลบหนี, ที่ลี้ภัย, เปลี่ยน แปลง, ร่อนเร่) 

(d) interloper    (อิน-เทอะ-โล้พ-เพ่อะ)  (ผู้บุกรุก, ผู้รุกล้ำไปในบริเวณที่หวงห้ามโดยไม่มีใบอนุญาต, ผู้ดำเนินกิจการผิดกฎหมาย, ผู้ยุ่งเรื่องของคนอื่น, ผู้พูดสอดขึ้น) 

(e) altruist    (แอ๊ล-ทรู-อิสท)  (ผู้ปฏิบัติหรือยึดการปฏิบัติที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง, ผู้ที่ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์) 

(f) beneficiary    (เบน-เน-ฟิ้ช-เชีย-รี่)  (๑.  (คำนาม) ผู้รับผลประโยชน์, ผู้รับเงินประกัน, ผู้รับเงินช่วยเหลือ, ผู้มีสิทธิพิเศษ   ๒.  (คุณศัพท์) เกี่ยวกับการรับผลประ โยชน์) 

(g) mascot   (แมส-ค้าท หรือ เคิท)  (ตัวนำโชค, ผู้นำโชค) 

(h) casualty    (แค้ช-ชวล-ที่)  (คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตายในอุบัติเหตุ-สงคราม-การก่อการร้าย ฯลฯ, คนหรือกลุ่มคนหรือสิ่งของที่ได้รับความเสียหายมากหรือถูกทำลายในอุบัติ เหตุ-สงคราม, จำนวนคนตาย, อุบัติเหตุร้ายแรง  -  โดยเฉพาะที่มีคนตาย) 

(i) cynic    (ซิ้น-นิค)  (๑.  (คำนาม) คนมองโลกแง่ร้าย, บุคคลที่ระแวงสงสัยในความดี-คุณค่า-ความซื่อตรงของผู้อื่น, ผู้ที่ชอบเยาะเย้ยถากถาง, ผู้ที่เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากความเห็นแก่ตัว และการชอบเยาะเย้ยคนอื่น,  ๒.  (คำคุณศัพท์) ชอบเยาะเย้ยถากถางคนอื่น, เกี่ยวกับการเกลียดสังคมมนุษย์อย่างมาก) 

(j) elite    (เอ-ลี้ท หรือ อิ-ลี้ท)  {(คำนาม)  คนหัวกะทิ, บุคคลที่ยอดเยี่ยม, ชนชั้นสูง, ผู้นำ, กลุ่มอิทธิพล, สิ่งที่ได้เลือกสรรแล้ว, (คำคุณศัพท์) ชั้นยอด, หัวกะทิ, เป็นส่วนที่ดีที่สุด}  

 

16. It’s rather late today.  Let’s go there __________________________________________.

(มันค่อนข้างสายแล้ววันนี้  เราไปที่นั่น ___________________________________ กันเถอะ)

(a) some time ago    (บางเวลาในอดีต)

(b) some other times    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) sometimes    (บางที, บางครั้ง, บางโอกาส)

(d) some other time    (เวลาอื่นในอนาคต)

 

17. The customs of one country are often different from _____________________ of another.

(ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศหนึ่ง  มักจะแตกต่างจาก _________________ ของอีกประเทศหนึ่งอยู่บ่อยๆ)

(a) customs

(b) the custom

(c) those    (ขนบธรรมเนียมประเพณี)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Those”  แทน   “Customs”  (นามพหูพจน์)  เพื่อไม่ต้องกล่าวซ้ำคำนี้  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • She is looking for a needle.  Will you give her _____________________________.

(เธอกำลังมองหาเข็มเย็บผ้าอยู่   คุณช่วยให้ _________________________ แก่เธอได้ไหม)

(a) one needle

(b) a needle

(c) one    (เข็มเล่มหนึ่ง) 

(d) it

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจาก    “Needle”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   เมื่อจะกล่าวซ้ำ  ให้ใช้   “One”  แทน  แต่ถ้าเป็นนามพหูพจน์  ใช้   “Those”  แทน   และถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ให้ใช้   “That”  แทน  ดังประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • The houses here are a little less modern than ______________________ in the city. 

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า ___________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากแทน  “Houses”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์   (House, Car, Book, Pen, Dog)    ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (Furniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence)   ให้แทนด้วย  “That

                                            ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ___________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ _____________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Kite”  ป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้   “One”  แทน

                                            ตัวอย่างที่  

  • The air of the hills is cooler than _______________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _____________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains     (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงต้องแทนด้วย  “That”  และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน   ในกรณีเป็นนามนับได้   ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้   “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)   เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่   “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”   ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้  those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge  เป็นนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ) จึงต้องใช้  that  แทน  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำ)    

 

18. My friend is flying, so the gift will have to be something light __________________ weight.

(เพื่อนของผมจะเดินทางโดยเครื่องบิน  ดังนั้น  ของขวัญ (ที่จะให้เขา) จำเป็นจะต้องเป็นอะไรที่เบา _________________ น้ำหนัก)  (................อะไรที่มีน้ำหนักเบา)

(a) about

(b) in    (ใน)

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Light in weight”  =  “มีน้ำหนักเบา”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “In”   ได้แก่   “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),“in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),  “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน ๒ นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ),  “in nature”(ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์),  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา)“in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

19. That patient is so seriously ill that _________________________ is allowed to visit him.

(ผู้ป่วยรายนั้นเจ็บป่วยรุนแรงมาก  จนกระทั่ง ____________ ได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมเขา)

(a) everybody

(b) anybody

(c) somebody

(d) nobody    (ไม่มีใคร, ไม่มีผู้ใด)

 

20. He was dying of lung cancer caused _______________ years of heavy cigarette smoking.

(เขากำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งปอด  ซึ่งถูกทำให้เกิด ______ การสูบบุหรี่จัดเป็นเวลาหลายปี)

(a) by    (โดย)

(b) with

(c) for

(d) in

(e) of

ตอบ   -   ข้อ   (a)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “…….....….cancer which was caused by years……........….

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 337)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ____________ one-celled organisms, nearly all animals have a nervous system of some kind.

(___________________ สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว  สัตว์เกือบทั้งหมดมีระบบประสาทแบบใดแบบหนึ่ง)

(a) Except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ “Subject + Verb”)

(b) Other than    (นอกจาก)

(c) Except for    (ยกเว้นสำหรับ, ยกเว้นแต่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Despite    (ทั้งๆที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Except”, “Except for”, “Except that”, “Other than”  และ  “Despite” (In spite of)  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Jenny is a good student _______________ on occasions she is absent from school.

(เจนนี่เป็นนักเรียนที่ดี _____________________________________ บางครั้งเธอขาดเรียน)

(a) unless    (ถ้า................................ไม่)

(b) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)

(c) supposing that    (สมมติว่า)

(d) other than    (นอกเสียจาก, นอกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับ  “Other than”  ดูจากประโยคข้างล่าง

  • There is no one other than Tony, who took my book.

(ไม่มีใครอื่นนอกจากโทนี่  ผู้ซึ่งเอาหนังสือของผมไป)

  • She never discussed it with anyone other than Jack.

(เธอไม่เคยปรึกษาเรื่องนี้กับใครนอกจาก (กับ) แจ๊ค)

  • I don’t have a thing with me other than this coat.

(ผมไม่มีอะไรติดตัวเลย  นอกจากเสื้อคลุมตัวนี้)

  • There is no noise other than a muted organ.

(ไม่มีเสียงใดเลย  นอกจาก (เสียง) ของออร์แกนเก็บเสียง)

                                                   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Except, Except that”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • We have lessons every day _________________________ Saturday and Sunday.

(เราเรียนหนังสือทุกวัน _________________________________ วันเสาร์และวันอาทิตย์)

(a) except that    (ยกเว้นว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(b) besides    (นอกเหนือจาก)

(c) but that

(d) except    (ยกเว้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Except, Except that”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • He is an excellent teacher _______________________________ he speaks too low.

(เขาเป็นครูที่ดีเยี่ยม _____________________________________เขาพูดเสียงค่อยเกินไป)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) besides    (นอกเหนือไปจาก, ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(d) except for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Except”  เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วย  “วลี, คำนาม, สรรพนาม หรือ กริยา

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Most of the students got high marks in the examination, __________________ one or two getting full marks.

(นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนสูงในการสอบ _______________ คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม)

(a) and

(b) by

(c) with    (โดย)

(d) except    (ยกเว้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ช้   Preposition   With”   พราะตามด้วย   Verb + ing (Getting)  ส่วน  Preposition  “Except”  มักใช้กับ  ๒  ข้อความที่ขัดแย้งกัน  หรือ  แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น  “นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำ  ยกเว้น  คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • We saw nothing along the way except flower gardens.

(พวกเราไม่เห็นอะไรเลยระหว่างทาง  ยกเว้นสวนดอกไม้)

  • Every room is empty now except the living room.

(ทุกห้องว่างเปล่าขณะนี้  ยกเว้นห้องรับแขก)

  • Nobody went there except me.

(ไม่มีใครไปที่นั่น  ยกเว้นผม)

  • She likes living here except in summer.

(เธอชอบอาศัยอยู่ที่นี่  ยกเว้นในหน้าร้อน)

  • The place seems clean except where he sleeps.

(สถานที่ดูเหมือนว่าสะอาด  ยกเว้นตรงที่ที่เขานอน)

  • All the boys except Billy started to cry.

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

  • He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

  • I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)  

                                             ส่วน   Except that  หรือ   Except for the fact that  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

  • The house I bought is very nice, except that the living room is too small.

(บ้านที่ผมซื้อดีมากเลย  ยกเว้นแต่ว่า  ห้องรับแขกเล็กเกินไป)

  • I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

                                             สำหรับ   “Except for”  เป็น   “Preposition”   มีความหมาย  “นอกจาก................(ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความข้างหน้า)”  เช่น

  • The living room is empty now except for the rug.

(ห้องรับแขกว่างเปล่าขณะนี้  นอกจากพรม)  (มีพรมในห้องเพียงสิ่งเดียว)

  • The room was very cold and, except for Peter, entirely empty.

(ห้องหนาวมากและ, นอกจากปีเตอร์, ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง)  (มีปีเตอร์นั่งในห้องเพียงคนเดียว)

  • Except for emergencies, I didn’t expect any help from my children.

(นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน  ผมไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆจากลูกๆเลย)  (ไม่หวังให้ลูกช่วย  ยกเว้นมีสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น ป่วยกะทันหัน)               

                                              ดูการใช้  “Besides”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The Joneses were too poor to go to the movies; _______________, there was no one to stay with the children. 

(ครอบครัวโจนส์ยากจนเกินไปที่จะไปดูหนัง __________________ ไม่มีใครอยู่บ้านกับลูกๆ)

(a) in addition to    (นอกเหนือจาก)

(b) in addition that

(c) beside    (ข้างเคียง, ใกล้เคียง)

(d) besides     (นอกเหนือจากนั้น,  ยิ่งไปกว่านั้น, นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Besides”   สามารถตามด้วยทั้ง  คำนาม,  วลี,  “Gerund” (Verb + ing)   และประโยค  เช่น

  • Besides an expensive car, she owns a luxurious home.

(= She owns a luxurious home besides an expensive car.)

(นอกเหนือจากรถยนต์ราคาแพง  เธอยังเป็นเจ้าของบ้านหรู)

  • Besides visiting New York, he also traveled to London.

(นอกเหนือจากการไปเยือนนิวยอร์ค  เขายังเดินทางไปลอนดอนด้วย)

  • They robbed the house.  Besides, they burnt it down.

(พวกเขาปล้นบ้าน  ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเผามันซะราบเลย)

 

2. __________________________________ kinds of decorative art: handicrafts and fine arts.

(____________________ ชนิดของศิลปะการตกแต่งประดับประดา (คือ) งานฝีมือและวิจิตรศิลป์  -  คือศิลปะที่เน้นเรื่องความสวยงาม  เช่น  ภาพวาด  รูปปั้น  ดนตรี)  (คือ  มีศิลปะการตกแต่งฯ  ๒  ชนิด)

(a) Although two

(b) Two

(c) In two

(d) There are two    (มีสอง)

 

3. Although Nina Putnam wrote stories and poems as a child, _________she was twenty-three.

(แม้ว่านินา  พัตนัมเขียนนิยายและบทกวีขณะที่ยังเป็นเด็ก _____________ เธออายุ  ๒๓  ปี)

(a) her real first successes came until not

(b) her first real success did not come until    (ความสำเร็จที่แท้จริงครั้งแรกของเธอมิได้มาถึง (เกิดขึ้น) จนกระทั่ง)

(c) since her first real success did not come until

(d) not until her first real success

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   แม้นินาจะแต่งนิยายและบทกวีตั้งแต่ยังเด็ก  แต่เธอประสบความสำเร็จ (มีชื่อเสียงโด่งดัง) ครั้งแรก  เมื่อตอนอายุ  ๒๓  ปี)

 

4. She has an excellent personality, which makes her a much-______ person among her friends.

(เธอมีบุคลิกภาพที่ดีเยี่ยม  ซึ่งทำให้เธอเป็นบุคคลที่ _____ อย่างมากในบรรดาเพื่อนฝูงของเธอ)

(a) admire    (ชื่นชม, ชมเชย, เลื่อมใส, ศรัทธา, นับถือ, นิยมยกย่อง)

(b) admiring

(c) admired    (ได้รับความชื่นชม-นิยมยกย่อง)  (เป็นกริยาช่องที่  ๓  แสดงการ “ถูกกระทำ”  คือ  ถูกหรือได้รับการชื่นชม-นิยมยกย่อง)

(d) admiration    (การชื่นชม, การนับถือ, การเลื่อมใสศรัทธา, ความนิยมยกย่อง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Much-admired”  คือ  “ถูกชื่นชมอย่างมาก  หรือ  ได้รับความนิยมยกย่องอย่างมาก”  ในที่นี้  ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์  ขยายนาม  “Person

 

5. Not having smoked in a week, Jack boasted of his abstinence

(มิได้สูบ (หยุดสูบ) บุหรี่ใน    สัปดาห์  แจ๊คคุยโว-โม้  ถึง      การบังคับใจตัวเอง-ความพอประมาณในการกินดื่มและความเพลิดเพลิน-ความพอเหมาะพอควรไม่มากจนเกินไป      ของตนเอง)  (คือ  โม้ว่าตนเองสามารถบังคับใจมิให้ดื่มเหล้าได้)

(a) commotion    (ความไม่สงบ, ความชุลมุนวุ่นวาย, ความสับสนอลหม่าน, การจลาจล, ความอึกทึกครึกโครม, ความเกรียวกราว, ความวุ่นวายทางการเมืองหรือสังคม)  (b) testimony    (คำให้การ, หลักฐาน, พยาน, การยืนยันโดยการสาบานตัว, การแถลงโดยเปิดเผย) 

(c) abstention    {การงด (ออกเสียง), การละเว้น, การสละสิทธิ์} 

(d) temperance    (การบังคับตัวเอง, การละเว้นสิ่งมึนเมา, การควบคุมอารมณ์, ความพอควร-พอประมาณ) 

(e) vertigo    (อาการวิงเวียนศีรษะ เห็นสิ่งรอบตัวหมุนได้ ทำให้ทรงตัวลำบาก) 

(f) nonchalance    (น้อน-ชะ-เลิ่นซ  หรือ  ล่านซ)  (ความไม่สนใจ, ความไม่ใยดี, ความเมินเฉย, ความห่างเหิน)                                               

(g) entreaty    (เอน-ทรี้-ที่)  (การอ้อนวอน, การวิงวอน, การขอร้อง, คำขอร้อง-วิงวอน-อ้อนวอน) 

(h) taboo (= tabu)    (ทะ-บู้)  (๑. เป็นคำนาม หมายถึง ข้อห้าม, สิ่งห้าม, ศีลห้าม,  ๒. เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง ห้าม, ต้องห้าม, เป็นข้อห้าม)  

 

6. The parents told their children to repress their uncouth manners and act with decorum (ดิ-ค้อ-เริ่ม) at the party.

(พ่อแม่บอกให้ลูกๆ ของตนระงับ-ยับยั้งอากัปกริยาที่กะเร่อกะร่า-ป่าเถื่อนของตน  และประพฤติตัวด้วย    ความสุภาพ-ความประพฤติที่ถูกต้อง-มารยาท-สมบัติผู้ดี-ความงดงาม      ที่งานเลี้ยง)

(a) abeyance    (อะ-เบ๊-เอิ้นซ)  (การหยุด, การยั้ง, การระงับไว้ชั่วคราว, การพักเอาไว้ชั่วคราว, ความไม่แน่นอน) 

(b) aspersion    (อัส-เพ้อ-ซั่น หรือ ชั่น)  (การใส่ร้ายป้ายสี, การป้ายร้าย, ข้อกล่าวหา)  (c) enormity    (อิ-น้อร์-มิ-ที่)  (๑. ความมหึมา, ความใหญ่โต,  ๒. ความร้ายกาจ, ความชั่วร้าย,  ความชั่วช้าเลวทราม  ๓. สิ่งชั่วร้าย, สิ่งที่ร้ายกาจ) 

(d) indignity    (ความเสื่อมเสีย, ความเสียเกียรติ, การเหยียดหยาม, การสบประมาท, การดูถูก)  

(e) etiquette    (เอ๊ท-ทิ-เคท หรือ คิท)  (สมบัติผู้ดี, มารยาท, จรรยาบรรณ, ธรรมเนียมปฏิบัติ) 

(f) valor (= valour)    (แว้ล-เล่อะ)  (ความกล้าหาญ, ความองอาจ, ความอาจหาญ) 

(g) anguish    (แอ๊ง-กวิช)  (ความเจ็บปวด, อาการเจ็บปวดอย่างรุนแรง, อาการทนทุกข์ทรมาน, อาการกลัดกลุ้มอย่างมาก, (คำกริยา)  หมายถึง  รู้สึกปวดอย่างรุนแรง) 

(h) turbulence    (เท้อร์-บิว-เลิ่นซ)  {๑. ความวุ่นวาย, ความสับสนอลหม่าน, ความโกลาหล, การจลาจล, ความพล่าน,  ๒. การรบกวน (ความสงบ), ความปั่นป่วน (ของอากาศหรือทะเล หรือลม)} 

 

7. The feeling of apathy (แอ๊พ-พะ-ธี่) was so prevalent during the election campaign that the candidates hardly bothered to make speeches.

(ความรู้สึกของ      ความไม่สนใจ-ความไม่เป็นห่วงกังวล-การไร้อารมณ์     (ของประชา ชน) มีอยู่ทั่วไปในระหว่างการรณรงค์เลือกตั้ง   จนกระทั่งผู้สมัคร (รับเลือกตั้ง) แทบจะไม่เดือดร้อนใจที่จะกล่าวสุนทรพจน์)  (คือ ผู้ลงคะแนนไม่สนใจการเลือกตั้ง  จนผู้สมัครไม่มีอารมณ์จะหาเสียง)

(a) haven    (เฮ้-เวิ่น)  (ที่หลบภัย, ที่พำนักอาศัย, ท่าเรือ) 

(b) jeopardy    (เจ๊พ-เพอะ-ดี้)  (อันตราย, ภัย, การเสี่ยงอันตราย, การเสี่ยงต่อการถูกพบความผิด)                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     

(c) indifference    (การขาดความสนใจ, ความเมินเฉย, ความไม่ลำเอียง, ความเป็นกลาง)

(d) impunity    (อิม-พิ้ว-นิ-ที่)  (การได้รับการยกเว้นโทษ, การไม่ต้องได้รับโทษ, การได้รับนิรโทษกรรม) 

(e) chagrin    (ชะ-กริ้น)  (ความผิดหวังเสียใจ, ความโทมนัส, ความคับแค้นใจ, ความ แค้น) 

(f) duplicity    (ดิว-พลิส-ซิ-ที่)  (การหลอกลวง, การต้มตุ๋น, ความไม่ซื่อตรง, การตีสองหน้า) 

(g) scrutiny    (สครู้-ทิ-นี่)  (การพิจารณาอย่างละเอียดและใกล้ชิด, การตรวจสอบอย่างละเอียด, การพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด) 

(h) skirmish    (สเค้อร์-มิช)  (๑. (คำนาม) การต่อสู้กันประปราย, การต่อสู้ระหว่างกลุ่มเล็กๆ,  ๒. (คำกริยา) ต่อสู้กันประปราย หรือระหว่างกลุ่มเล็กๆ) 

 

8. I stepped on a woman’s foot while dancing, and I felt very ______ when she looked at me angrily.

(ผมเหยียบเท้าของผู้หญิงคนหนึ่งในขณะกำลังเต้นรำ  และผมรู้สึก ________________ อย่างมาก  เมื่อเธอจ้องมองผมอย่างโกรธเคือง)

(a) embarrass    (ทำให้กระดากอาย-ขวยเขิน-อึดอัดใจ-ลำบากใจ, เป็นอุปสรรค, กีดขวาง)

(b) embarrassed    (กระดากอาย, ขวยเขิน, อึดอัดใจ, ลำบากใจ)

(c) embarrassing    (น่ากระดากอาย-ขวยเขิน-อึดอัดใจ-ลำบากใจ)

(d) embarrassment    (ความกระดากอาย-ขวยเขิน, ความอึดอัดใจ-ลำบากใจ, สิ่งที่ทำให้ลำบากใจ, การทำให้ลำบากใจ)

 

9. It would be foolish of him if he ___________________________________ this opportunity.

(มันจะเป็นความโง่เขลาของเขา  ถ้าเขา _________________________________ โอกาสนี้)

(a) does not consider

(b) did not consider    (ไม่พิจารณา)

(c) will not consider

(d) had not considered

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้รูป  “Did not consider”  เพื่อให้  “Tense”  สอดคล้องกับ   “Would be foolish”  (เป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  ที่มีรูปเป็นอดีต  แต่บอกความหมายในปัจจุบันหรืออนาคต  (ผู้พูดเชื่อว่าเหตุการณ์แบบนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย หรือยาก)  คือ  เหตุการณ์ในประโยคมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  กล่าวคือ  ผู้พูดมีความเชื่อว่า  “เขาคงฉลาดพอที่จะพิจารณาโอกาสนี้”  (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)

 

10. During an economic depression, those hurt include _________________ workers and their families, but also the storekeepers who depend on their business.

(ในระหว่างความตกต่ำทางเศรษฐกิจ  บุคคลที่ได้รับความเสียหาย  รวมไปถึง ___________ คนงานและครอบครัวของตน  แต่ยัง (รวมไปถึง) เจ้าของร้านผู้ซึ่งต้องพึ่งพาอาศัยธุรกิจของตนด้วย)

(a) when    (เมื่อ)

(b) both    (ทั้ง........, ทั้งคู่)

(c) not only    (ไม่เพียงแต่)

(d) without them    (ปราศจากพวกเขา)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการใช้คำคู่   “Not only…………but also”

 

11. It was such a wonderful film that __________________ the cinema with tears in my eyes.

(มันเป็นภาพยนตร์ที่วิเศษมาก  จนกระทั่ง ________ โรงหนังด้วยน้ำตา)  (ด้วยน้ำตานองหน้า)

(a) I left    (ผมออกจาก)

(b) to leave

(c) when I left

(d) I left when

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นประธาน  (I)  และกริยา  (Left)  ของอนุประโยค

 

12. Galaxies and clusters of galaxies are the largest units _____ the structures of the universe.

(กาแล็กซี (กลุ่มดาวขนาดใหญ่มาก หรือทางช้างเผือก) และกลุ่มกาแล็กซี  เป็นหน่วยใหญ่ที่สุด ________________ โครงสร้างของจักรวาล)

(a) and

(b) among    (ในบรรดา, ในหมู่, ในระหว่าง, ในจำพวก)

(c) but

(d) that

 

13. It is difficult to keep invective out of our discussion about the enemy.

(มันยากที่จะกัน      การด่าว่าอย่างรุนแรง-การประณามอย่างรุนแรง-คำประณาม-การด่าว่า-การกล่าวดูหมิ่น     ออกไปจากการประชุมปรึกษาหารือของเราเกี่ยวกับศัตรู)  (คือ อดที่จะด่าว่า-ประณามศัตรูมิได้  เมื่อพวกเรามีการประชุมกัน)

(a) paradox    (แพ้-ระ-ดอคซ)  (คำพูดหรือข้อความที่ดูเหมือนไม่ถูกต้อง  แต่ความจริงอาจถูก, สิ่ง (บุคคล, เหตุการณ์, คำพูด) ที่ขัดแย้งกัน, ข้อสรุปที่ดูเหมือนขัดกัน, สิ่งที่ดูเหมือนแย้งกัน  แต่ทว่าเป็นจริง เช่น “ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า” หรือ คำกล่าวที่ว่า  “เชื้อโรคซึ่งก่อให้ เกิดโรคภัย  อาจถูกใช้ป้องกันโรคนั้นได้”  หรือ  “ใช้เซรุ่ม (ได้มาจากพิษงู) แก้พิษงู”  -  ข้อความเหล่านี้ล้วนเป็น  “Paradox”)

(b) paragon    (แพ้-ระ-กอน)  (ตัวอย่างอันยอดเยี่ยม, ตัวอย่างอันดีเลิศ) 

(c) promenade    (พรอม-มี-เน้ด หรือ นาด)  (๑. (คำนาม)  บริเวณกว้างใหญ่สำหรับเดินเล่น, การเดินเล่น  -  โดยเฉพาะในที่สาธารณะ, การเดินทอดน่อง, การเดินแสดงตัว, งานเต้นรำ  -  โดยเฉพาะที่โรงเรียนและมหาวิทยาลัย  ๒. (คำกริยา) เดินเล่น, เดินทอดน่อง, เดินพาเหรดในงานเต้นรำ) 

(d) abuse    (อะ-บิ๊วซ)  {(คำนาม๑.  การกล่าวร้าย, การด่าว่า, การประณาม,  ๒.  การทารุณ, การทำอันตราย,การใช้ในทางที่ผิด, การทำลายหรือทำให้เสียหาย, การใช้แบบเอาเปรียบ  (คำกริยา๑. กล่าวร้าย, ด่าว่า, ประณาม,  ๒.  ทารุณ, ทำอันตราย, ทำให้เสียหาย, ใช้ในทางที่ผิด, ใช้แบบเอาเปรียบ}

(e) insurgency (= insurgence)    (การจลาจล, การกบฏ) 

(f) sanctuary    (แซ้งค-ชุ-เออะ-รี่)  (ที่ลี้ภัย, ที่หลบภัย, ที่หลบภัยในโบสถ์หรือวิหาร, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์, ปูชนียสถาน, ถ้ำสัตว์, ที่อยู่อาศัยของสัตว์, ที่ที่สัตว์สามารถผสมพันธุ์และหลบภัยจากการถูกล่า)  

(g) entourage    (อาน-ทู-ร้าช)  (คณะผู้ติดตาม, ผู้ติดสอยห้อยตาม, บริวาร, สิ่งแวดล้อม)  (h) pandemonium    (แพน-ดิ-โม้-เนี่ยม)  (ความโกลาหล, ความสับสนวุ่นวาย, ความเอะอะโกลาหล, สถานที่ที่มีความเอะอะโกลาหล) 

 

14. The anthropologist came back with voluminous (วอ-ลิ้ว-มิ-เนิส)material showing how life on this continent originated.

(นักมานุษยวิทยากลับมาพร้อมกับวัตถุ     มากมาย-ใหญ่โต-มโหฬาร     ที่แสดงว่าชีวิตบนทวีปนี้มีจุดกำเนิดมาอย่างไร)

(a) astute    (แอส-ทิ้วท)  (๑. ฉลาด, มีเชาว์, มีไหวพริบ  ๒. มีเล่ห์เหลี่ยม, ฉลาดแกมโกง, กระล่อน ) 

(b) salient    (เซ้-ลี-เอิ้นท)  (๑. เด่น, สะดุดตา, เห็นได้ชัดเจน, สำคัญ   ๒.  ยื่นออก, โผล่ออก, นูนขึ้น, เป็นลักษณะเฉพาะ) 

(c) plentiful    (มากมาย

(d) zealous    (เซ้ล-ลัส)  (กระตือรือร้น, ตั้งใจอย่างแข็งขัน, อุตสาหะอย่างใจจดจ่อ) 

(e) elusive    (อิ-ลู้-ซิฟว)  (๑. ว่องไวเหมือนปรอท, หลบหลีกเก่ง (ในเรื่องการตอบคำถาม), ซึ่งหลบหลีกอย่างฉลาดหรือชำนาญ, เลี่ยง (งาน, หน้าที่) อยู่ประจำ,   ๒. เข้าใจยาก, ยากที่จะอธิบาย, ลึกลับ) 

(f) squeamish    (สควี้-มิช)  (ตกใจง่าย, หวั่นไหวง่าย, งอแง, พิถีพิถัน, จู้จี้, เจ้าระเบียบ)  (g) transient    (แทร้น-ซี-เอิ้นท)  (ชั่วคราว, ไม่ถาวร, ไม่ยั่งยืน, ประเดี๋ยวเดียว) 

(h) incontrovertible    (ที่โต้แย้งไม่ได้, ที่เถียงไม่ได้, ที่ไม่มีทางโต้แย้ง, ที่ลบล้างไม่ได้) 

 

15. After the liquidation of the gang leader, a tremendous conflict arose among the ambitious gang members who aspired to be boss.

(หลังจาก      การกำจัดโดยฆ่าทิ้ง-การสะสาง-การชำระหนี้หรือบัญชี-การเปลี่ยนให้เป็นเงินสด     (ฆ่า) หัวหน้าแก๊ง  ความขัดแย้งอย่างใหญ่โตได้เกิดขึ้นในบรรดาสมาชิกของแก๊งที่ทะเยอทะยาน  ผู้ซึ่งปรารถนาจะขึ้นเป็นหัวหน้า  -  แทนคนเก่า)

(a) collaboration    (ความร่วมมือ, การทำงานร่วมกับผู้อื่น, การช่วยเหลือ) 

(b) remuneration    (ริ-มิว-นะ-เร้-ชั่น)  (ค่าตอบแทน, เงินตอบแทน, สินน้ำใจ, การจ่ายเงิน, การให้รางวัล, การตอบแทน, การชดเชย) 

(c) killing; disposal of    (การฆ่า, การกำจัด)

(d) havoc    (แฮ้ฟ-วอค)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, ความเสียหาย, ความฉิบหาย, ความสับสนวุ่นวาย, ทำให้เสียหาย, ทำลาย) 

(e) hazard    (แฮ้ซ-เซิร์ด)  (ภัย, อันตราย, การเสี่ยง, สิ่งที่เป็นอันตราย หรือทำให้เกิดความเสี่ยง, อุบัติเหตุ, เหตุบังเอิญ, ความไม่แน่นอน) 

(f) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล, การคดโกง)  

(g) embellishment    (การตกแต่ง, การประดับ, การเสริมแต่ง, การเพิ่มข้อปลีกย่อย)  (h) miracle    (มิ-ระ-เคิ่ล)  (เรื่องอัศจรรย์, ความอัศจรรย์)  

 

16. According to his neighbors, old Mr. William _________________ himself at the age of eighty-three to learn German.

(ตามที่เพื่อนบ้านของเขาบอก  มิสเตอร์วิลเลียมผู้ชรา ________________ ด้วยตนเอง  เมื่ออายุ  ๘๓  ปี  ที่จะเรียนรู้ภาษาเยอรมัน)

(a) did an effort

(b) made an effort    (พยายาม, ทำความพยายาม)

(c) used an effort

(d) tried an effort

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                            สำหรับวลีที่ต้องใช้  “A,  An”  ได้แก่  “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

  

17. They must be ready to move anywhere in the world at __________________________.

(พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปที่ใดๆในโลก  เมื่อ ________________)   (เช่น ทหาร หรือ นักข่าวต่างประเทศ  ที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับคำสั่งด่วน)

(a) a moment notice

(b) moment’s notice

(c) moments’ notice

(d) a moment’s notice.    (ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเรื่องเวลา  โดยมีเครื่องหมาย  {Apostrophe ‘S’}  เหมือนใช้แสดงความเป็นเจ้าของกับคำนามเอกพจน์-พหูพจน์  ทั่วๆไป   เช่น

  • a moment’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าชั่วประเดี๋ยวเดียว)  (ว่าจะต้องย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น)
  • a month’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๑  เดือน)  (ว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน)    
  • a week’s holiday   (วันหยุด  ๑  สัปดาห์)  
  • two months notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๒  เดือน)
  • three weeks journey   (การเดินทางนาน  ๓  สัปดาห์)
  • four years time   (ระยะเวลา  ๔  ปี)

 

18. A number of people _____________________________________ in this year’s election.

(ประชาชนจำนวนมาก _________________________________ ในการเลือกตั้งสำหรับปีนี้)

(a) is active

(b) are active    (กระตือรือร้น-สนใจ,  ตื่นตัว)

(c) is being active

(d) being active

ตอบ    -    ข้อ    (b)   ดูคำอธิบาย   “A number of” (จำนวนมาก)   และ  “The number of”   (จำนวนของ........)  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • The number of ________________________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ ____________________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดีของเขา)

(a) friend

(b) friends    (เพื่อน)

(c) friendly    (เป็นมิตร)

(d) friendship    (มิตรภาพ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “The number of + Noun (นับได้ พหูพจน์)   หมายถึง  “จำนวนของ....................”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  และต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย   (Is, Has, Depends)

                                          ตัวอย่างที่  

  • The number of people who ask questions at the end of the lecture _____________ always quite astonishing.

(จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย  _________________ น่าประหลาดใจทีเดียว)  (คือ  มีผู้ถามคำถามมากมายจนนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   นื่องจาก   The number of”   แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์  (Plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Singular)  ซึ่งในที่นี้คือ   “Is” เพราะหมายถึง  “จำนวน”   ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

  • The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ  ๒๐  คน)

  • The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก – คือมากันเยอะแยะ)

                                            สำหรับ   “A number of”  (จำนวนมาก)  ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์  และ ถือเป็นพหูพจน์   จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์   ดังตัวอย่าง

  • A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

  • A number of tourists have visited Thailand over the past few years. 

(นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมา)

  • A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

 

19. There is a great demand ______________________________________ our goods now.

(มีความต้องการอย่างมาก ______________________________ สินค้าของเราในปัจจุบัน)

(a) of     

(b) in

(c) to

(d) for    (สำหรับ)

(e) from

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “For”  ดูพารากราฟข้างล่าง

                                           สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                          ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

                                          สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For” ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน  ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซนต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย    แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  “For hire”  (ให้เช่า, สำหรับเช่า) -  Do you have horses for hire?  (คุณมีม้าให้เช่าไหม),   เป็นต้น

 

20. I don’t mind how many friends you bring, the ________________________ the merrier!

(ผมไม่รังเกียจว่าคุณจะพาเพื่อนมามากเท่าใด __________________________ ก็ยิ่งสนุก)

(a) many

(b) more    (the more  =  ยิ่งมาก)

(c) many more

(d) most

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 336)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Microscopes make small things appear larger than _______________________________.

(กล้องจุลทรรศน์ทำให้สิ่งเล็กๆดูเหมือนใหญ่กว่า (ที่) _______________________________)

(a) really are

(b) are really

(c) are they really

(d) they really are    (มันเป็นอยู่จริงๆ)

 

2. Social reformer Jane Addams _____________ a prominent role in the formation of the National Progressive Party in 1912.

(นักปฏิรูปสังคม  เจน แอดดัมส์ _____________ บทบาทที่โดดเด่นในการก่อตั้งพรรคก้าวหน้าแห่งชาติในปี  ๑๙๑๒)

(a) playing

(b) who played

(c) played    (แสดง)

(d) to play

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

3. New York’s Statue of Liberty was designed to be a beacon for ships and a monument _____________.

(เทพีเสรีภาพของรัฐนิวยอร์กได้รับการออกแบบให้เป็นประภาคารไฟสำหรับเรือ  และอนุสาวรีย์ _________________)

(a) the two

(b) in addition to    (นอกเหนือจาก)  (ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี)

(c) as well    (ด้วยเช่นกัน)

(d) together    (ด้วยกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “As well”  และ  “Together”  จากประโยคข้างล่าง

  • It obviously brought him a great deal of fame, and money as well.

(มันได้นำชื่อเสียงมาให้เขามากมายอย่างเห็นได้ชัด  และเงินด้วยเช่นกัน)

  • He needs to develop his reading further, and his writing as well.

(เขาจำเป็นต้องพัฒนาการอ่านของเขาต่อไปอีก  และการเขียนด้วยเช่นกัน)

  • Now she stretched out the other leg as well.

(ตอนนี้เธอยื่นขาอีกข้างหนึ่งออกไปเช่นกัน)  (หลังจากได้ยื่นขาออกไปข้างหนึ่งก่อนหน้านี้)

  • You’ve already been late for breakfast, and if you don’t eat fast, you’ll be late for school as well.

(เธอมากินอาหารเช้าสายแล้วนะ  และถ้าเธอไม่รีบกิน  เธอก็จะไปโรงเรียนสายด้วยเช่นกัน)

  • I may as well admit that I knew the answer all along.

(ผมจะยอมรับด้วยเช่นกัน (แม้จะไม่ค่อยอยากยอมรับ) ว่าผมรู้คำตอบมาโดยตลอด)

  • I thought I might as well go, you can’t keep saying no to people.

(ผมคิดว่าผมจะไปด้วยเช่นกัน  (แม้ว่าจะไม่ค่อยอยากไป) คุณไม่สามารถปฏิเสธคนอื่นได้ตลอดไปหรอก)  (คือ  มีคนมาชวนให้ไปหลายหนแล้ว)

                                         สำหรับ  “Together”  ใช้ดังนี้  คือ

  • They flew back to London together.

(พวกเขาบินกลับไปลอนดอนด้วยกัน)

  • The two brothers used to go on fishing parties together.

(พี่น้องคู่นั้นเคยไปร่วมงานตกปลาด้วยกัน)

  • You all work together as a team in the office.

(พวกคุณทุกคนทำงานด้วยกันเป็นทีมในสำนักงาน)

  • We’ll be dealing with those problems together.

(เราจะจัดการกับปัญหาเหล่านั้นด้วยกัน)

  • The reports will have to be seen and judged together before a decision can be taken.

(รายงานจะต้องได้รับการดูและพิจารณาพร้อมๆกัน  ก่อนจะมีการตัดสินใจ)

  • Jim and Joe said no together in their reply to the invitation.

(จิมและโจกล่าวปฏิเสธพร้อมๆกันในการตอบคำเชิญ)

 

4. Bill was extremely nervous all day yesterday because he ______________ his girlfriend’s father for the first time in the evening.

(บิลวิตกกังวลอย่างมากตลอดทั้งวันเมื่อวานนี้  เพราะว่าเขา ______________ กับพ่อของแฟนเป็นครั้งแรกในตอนค่ำ)

(a) has been meeting    (ได้กำลังพบ)  (ตั้งแต่อดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด)

(b) will have met    (จะได้พบ)  (ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต)

(c) was going to meet    (จะพบ)

(d) should have met    (ควรจะได้พบแล้ว)  (ในอดีต  แต่ก็มิได้พบ)

 

5. One of the most poignant (พ้อย-เนิ่นท หรือ พ้อย-เยิ่นท) sights of my childhood is the toddler howling for his mother.

(ภาพที่     สะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง-เจ็บปวด-เจ็บแสบ-สาหัส-เผ็ดร้อน-รุนแรง-ฉุน-แหลม-คมกริบ      ที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตในวัยเด็กของผม  คือ  (ภาพ) เด็กทารก (ที่เดินเตาะแตะ) ร้องโหยหวนเพื่อหาแม่ของตน)

(a) inadvertent    (อิน-แอด-เว้อร์-เทิ่น)  (๑.ไม่เอาใจใส่, ขาดความสนใจ,  ๒.ไม่ได้ตั้งใจ, ไม่เจตนา,  ๓. เลินเล่อ, ประมาท) 

(b) ominous     (อ๊อม-มิ-เนิส)  (เป็นลางร้าย, ไม่เป็นมงคล, เป็นลางสังหรณ์, เป็นลางบอกเหตุ) 

(c) heartbreaking    (ซึ่งทำให้เสียใจมาก, ซึ่งทำให้ใจสลาย, ซึ่งทำให้เศร้ามาก)

(d) tremulous    (เทร้ม-มิว-ลัส)  {๑. (ตัว) สั่น,  ๒. กลัว-ประหม่า-ลังเล,  ๓. ร้อนรน-กระวนกระวาย} 

(e) incongruous    (อิน-ค้อง-กรู-เอิส)  (ไม่ลงรอยกัน, ไม่เข้ากัน, ไม่สามัคคี, ไม่เหมาะสม) 

(f) belligerent    (เบล-ลิ้จ-เจอ-เริ่นท)  (กระหายสงคราม, ชอบสงคราม, ชอบตีรันฟันแทง, ชอบสู้รบ, ก่อสงคราม, ทำสงคราม, ประเทศที่ทำสงคราม, ฝ่ายที่เข้าทำสงคราม, ภาวะสงคราม) 

(g) sordid    (ซ้อร์-ดิด)  (๑. สกปรก,  ๒. โสมม, เลวทราม, ชั่วร้าย, ชั่วช้า,  ๓. เห็นแก่ตัว, โลภ, งก, ตะกละ) 

(h) inconsiderable    (เล็กน้อย, ไม่สำคัญ, ไม่น่าสนใจ) 

 

6. The western region of Canada has a temperate climate.

(ภูมิภาคทางตะวันตกของแคนาดามีภูมิอากาศ      ปานกลาง-ไม่ร้อนไม่หนาวมากเกินไป-พอควร-เหมาะกับกาลเทศะ-ไม่เลยเถิด-ควบคุมอารมณ์ได้-บังคับตัวเองได้)

(a) tangible    (สัมผัสได้, จับต้องได้, เป็นตัวเป็นตน, แน่ชัด, มีรูปร่าง, มีแก่นแท้, แท้จริง) 

(b) moderate    (ม้อด-เดอ-เรท) {(คำคุณศัพท์) ๑.ปานกลาง, ไม่รุนแรง,  ๒.ไม่มากเกินไป, พอประมาณ, พอสมควร, (คำนาม) ๓. ผู้มีความเห็นแบบสายกลาง-ไม่รุนแรง}

(c) scurrilous    (สเค้อ-ริ-เลิส)  (หยาบคาย, สามหาว, ด่าว่า, ต่ำช้า) 

(d) rampant    (แร้ม-เพิ่นท)  (๑. แพร่หลาย, แผ่ขยายไปทั่ว,  ๒. วิ่งพล่าน, รุนแรง, ตึงตัง, อาละวาด, แผลงฤทธิ์) 

(e) inane    (อิน-เนน)  (โง่, ขาดสติ, ขาดความคิด,ไร้สาระ, น่าเย้ยหยัน, ว่างเปล่า, จืดชืด, ไม่มีรสชาติ, น่าเบื่อ) 

(f) clandestine    (แคลน-เดส-ทิน)  (ลับๆ, ลี้ลับ, เป็นความลับ, ไม่เปิดเผย, ส่วนตัว)  (g) inexorable    (อิน-เอ๊ค-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (ไม่ยอมผ่อนปรน, ไม่อ่อนข้อ, ไม่ย่อท้อ, ยืนหยัด, เหนียวแน่น, ไม่ยอมแพ้, ไม่เปลี่ยนแปลง) 

 

7. They did not hesitate to volunteer for the most difficult jobs.

(พวกเขาไม่ลังเลใจที่จะ     อาสาสมัคร-บอกโดยใจสมัคร-ผู้อาสาสมัครหรือกระทำโดยเจตนา-สมัครใจ-เกิดขึ้นเอง    สำหรับงานที่ยากลำบากที่สุด)

(a) subvert    (ซับ-เวิ้ร์ท)  (๑.  บ่อนทำลาย, ทำลาย, โค่นล้ม, ล้มล้าง,  ๒. ทำให้เสื่อมเสีย, ทำให้มัวหมอง, ทำให้เสียหาย) 

(b) galvanize    (แก๊ล-วะ-ไนซ)  (กระตุ้น, กระตุ้นโดยกระแสไฟ) 

(c) tantalize    (แท๊น-ทะ-ไลซ)  (ยั่วเย้า, ทำให้น้ำลายไหล) 

(d) offer    (เสนอ, อาสา, รับทำ, มอบ, ถวาย, ให้, กล่าวว่าจะยกให้, เสนอ, เสนอราคา, บอกราคา, บอกขาย, ขอแต่งงาน)

(e) gesticulate    (เจส-ทิค-คิว-เลท)  (ออกท่าออกทาง, โบกไม้โบกมือ, ทำท่าทาง – โดยเฉพาะด้วยมือและแขนเวลาพูด) 

(f) fabricate   (แฟ้บ-ริ-เคท)  (๑.  สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ทอ,  ๒. ปลอม, ปลอมแปลง, กุเรื่อง-สร้างเรื่องขึ้นมา) 

(g) reprimand    (เร้พ-พริ-แมนด หรือ มานด)  {. (คำกริยา) ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง, . (คำนาม) การประณาม, การกล่าวหาอย่างรุนแรง)}

 

8. We’ve arranged for a car ____________ you up from the airport and _____________ you to your hotel.

(เราได้จัดเตรียมรถยนต์ไว้คันหนึ่ง _____________ คุณจากสนามบิน  และ _____________ คุณไปส่งที่โรงแรมของคุณ)

(a) picking ___________ having taken

(b) being picked ___________ take

(c) to pick ___________ taking

(d) to pick ___________ take    (เพื่อไปรับ ............................. พา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้างข้างล่าง

                                      . Arrange for someone (something) to do something  หรือ Arrange something for someone  เตรียมการไว้เพื่อใคร (อะไร) ให้ทำอะไร  หรือ  เตรียมบางสิ่งไว้สำหรับใครบางคน

  • Could you arrange for me to stay in a hotel downtown?

(คุณจัดให้ผมพักในโรงแรมในเมืองได้ไหม)

  • I asked if it could be arranged for me to meet one of the national leaders?

(ผมถามว่าจะสามารถจัดให้ผมพบผู้นำประเทศคนหนึ่งได้หรือไม่)

  • We can arrange temporary loans or grants for you.

(เราสามารถจัดเงินกู้ชั่วคราว หรือเงินให้เปล่าแก่คุณได้)

  • Will the shop from which you’re buying the machine arrange to have it installed?

(ร้านที่คุณซื้อเครื่องจักรมา  จะสามารถติดตั้งมัน (ในอาคาร) ได้หรือไม่)

  • Please arrange for a taxi to collect us after the performance.

(โปรดจัดเตรียมรถแท็กซี่ให้มารับเราหลังการแสดง)

                                      ๒. Arrange + events (meetings)  =  วางแผน, จัดเตรียม, เตรียมการ  เพื่อให้งานหรือการประชุมเกิดขึ้นในอนาคต

  • Could you come up here and I’ll arrange a meeting?

(คุณจะมาที่นี่ได้ไหม  และผมจะจัดประชุม)

  • Express Tour Company arranges holidays in Eastern Europe.

(บริษัทเอ๊กเพรสทัวร์จัดไปเที่ยววันหยุดในยุโรปตะวันออก)

  • I arrange everything with the management.

(ผมวางแผน-เตรียมการทุกเรื่องเกี่ยวกับการบริหารจัดการ)

                                      ๓. Arrange with someone to do something  =  วางแผนร่วมกับใครบางคนเพื่อทำอะไรบางอย่าง

  • Don’t worry if you’ve arranged with somebody else to go with them.

(ไม่ต้องวิตกถ้าคุณได้วางแผนร่วมกับคนอื่นๆที่จะไปกับพวกเขาแล้ว)

  • It was suddenly arranged that Jenny should come to Switzerland.

(มันได้รับการวางแผนในทันทีทันใด  ให้เจนนี่ไปสวิสเซอร์แลนด์)  

                                      ๔. Arrange + กรรม + สถานที่  =  เก็บหรือวางไว้ที่ตรงนั้น  หรือจัดวางไว้ที่ตรงนั้นให้เป็นระเบียบ  เพื่อให้น่าดู

  • We’ve arranged four wooden chairs around the square oak table.

(เราวางเก้าอี้ไม้  ๔  ตัวไว้รอบโต๊ะไม้โอ๊กสี่เหลี่ยมจัตุรัส)

  • He began arranging his things.

(เขาเริ่มจัดวางสิ่งต่างๆให้เป็นระเบียบ)

 

9. The wanted man, ______________ picture was in all the newspapers, was recognized in a restaurant in New York.

(ชายที่ถูกต้องการตัว, ______________ รูปภาพ _____________ อยู่ในหนังสือ พิมพ์ทุกฉบับ,  ถูกจำ (หน้า) ได้ในภัตตาคารแห่งหนึ่งในนิวยอร์ก)

(a) his

(b) whose    (ผู้ซึ่ง ................(รูปภาพ)................. ของเขา  อยู่ใน........)

(c) which

(d) who

 

10. ___________________________ some mammals came to live in the sea is not known.

(สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมบางชนิดมาอาศัยอยู่ในทะเลได้ ________________ ไม่เป็นที่ล่วงรู้)  (คือ  ไม่มีใครรู้ว่าสัตว์พวกนั้นมาอาศัยอยู่ในทะเลได้อย่างไร)

(a) Although    (แม้ว่า)

(b) How    (อย่างไร)

(c) What    (อะไร)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “How some mammals came to live in the sea”  เป็นอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  ทำหน้าเป็นประธานของกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ___________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ___________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay” นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you ______________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (=คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                         ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ____________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                        ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                        ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ___________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear”

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ___________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                       ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                                          ตัวอย่างที่  

  • Tell me ____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                      ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                      ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                      ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                      ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                       ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                      ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง   เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

11. __________________ who was the first black woman to run for the office of President of the United States in 1972.

(__________ ผู้ซึ่งเป็นสตรีผิวดำคนแรกที่ลงแข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี  ๑๙๗๒)

(a) Shirley S. Chisholm

(b) It was Shirley S. Chisholm    (เธอคือเชอร์ลีย์ เอส ชิสโฮล์ม)

(c) Shirley S. Chisholm was

(d) When Shirley S. Chisholm

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้างข้างล่าง

  • It is (was) + Subject + Who + Verb  ประธานฯคือ............ผู้ซึ่ง...........  หรือ  ประธานฯเป็น................
  • It is I who am the leader, not you.

(ผมเป็นผู้นำ  มิใช่คุณ)

  • It is she who is my teacher.

(เธอเป็นครูของผม)

  • It was my mother who was very kind to me throughout her life.

(เธอคือแม่  ผู้ซึ่งกรุณาต่อผมมากตลอดชีวิตของเธอ)

  • It was Peter who contributed a great deal to the success of the project.

(เขาคือปีเตอร์  ผู้ซึ่งมีคุณูปการ (มีส่วนช่วยเหลือ) อย่างมากต่อความสำเร็จของโครงการ)

 

12. They were ushered into a sumptuous (ซั้มพ-ชู-อัส) dining hall.

(พวกเขาถูกพาไปยังห้องรับประทานอาหารที่     หรูหราโอ่อ่าและมีราคาแพง-โอ่โถง-ฟุ่มเฟือย)

(a) unbecoming   (๑. ไม่ดึงดูดใจ, ไม่งดงาม, ไม่น่าสนใจ,  . ไม่เหมาะสม) 

(b) luxurious; magnificent    (ฟุ่มเฟือย, หรูหรา, บำรุงความสุข, โอ่อ่า; โอ่อ่า, ดีเลิศ, งดงาม, สง่า, ภาคภูมิ, ผึ่งผาย)

(c) enterprising    (กล้าได้กล้าเสีย, ซึีงเต็มไปด้วยความริเริ่ม, แคล่วคล่อง)    

(d) pugnacious    (พัก-เน้-เชิส)  (ชอบทะเลาะวิวาท, ชอบชกต่อย, ชอบต่อสู้, ชอบต่อยตี) 

(e) perspicacious    (เพอร์-สพิ-เค้-เชิส)  (ปัญญาเฉียบแหลม, สายตาแหลมคม) 

(f) sycophantic    (ซิค-โค-เฟินท-ทิค)  (ประจบสอพลอ, เลียแข้งเลียขา)  {คนประจบสอพลอ  =  sycophant (ซิค-โค-เฟิ่นท)}

 

13. He is conversant (คัน-เว้อ-เซิ่นท) with many fields of study.

(เขา     คุ้นเคย-รอบรู้-เชี่ยวชาญ      กับหลากหลายสาขาวิชา)

(a) enervated    (เอ๊น-เนอะ-เวท-ทิด)  (หมดเรี่ยวหมดแรง, อ่อนกำลัง) 

(b) furtive    (เฟ้อร์-ทิฟว)  (ลึกลับ, ลับๆล่อๆ, แอบแฝง, ซ่อนเร้น, มีนัย, มีเล่ห์กระเท่ห์) 

(c) reticent    (เร้ท-ทิ-เซิ่นท)  (ขรึม, พูดน้อย, ไม่พูด, เงียบ, สงวนท่าที) 

(d) acquainted    (อะ-เคว้น-ทิด)  (ที่คุ้นเคย, ที่รู้จักมาก่อน

(e) intrepid    (อิน-เทร้พ-พิด)  (กล้าหาญ, กล้า, ไม่กลัว) 

(f) hapless    (แฮ้พ-ลิส)  (โชคไม่ดี, ไร้โชค) 

(g) adroit    (อะ-ดร๊อยท)  (คล่องแคล่ว, ชำนาญ, มีทักษะ) 

 

14. Please wear a decent (ดี๊-เซิ่นท) suit to the party.

(โปรดสวมชุด     สุภาพ-เหมาะสม-สอดคล้องกับธรรมเนียมปฏิบัติ-มีสมบัติผู้ดี-กรุณา-โอบอ้อมอารี-พอเพียง      ไปที่งานเลี้ยง)

(a) vigilant    (วิ้จ-จิ-เลิ่นท)  (ระมัดระวัง, รอบคอบ, ตื่นตัว, เฝ้าระวังคอยสังเกต, ไหวตัว) 

(b) polite   (สุภาพ)

(c) irate    (ไอ๊-เรท หรือ  ไอ-เร้ท)  (โกรธจัด, โมโหมาก, เดือดดาลมาก) 

(d) voracious    (วอ-เร้-เชิส)  (๑. ละโมบ, โลภ, ตะกละ, จ้องแต่จะได้,  ๒. ไม่รู้จักพอ, ไม่รู้จักอิ่ม, หิวกระหาย, ต้องการกินอาหารมาก   ๓. ไม่รู้จักพอประมาณ, ไม่ควบคุม-ยับยั้งความอยากของตน) 

(e) indiscriminate    (๑. ไม่เลือกหน้า, ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง, ไม่แยกความแตกต่าง, ไม่เจาะจง, สุ่มตัวอย่าง, ที่ขาดการพิจารณาแยกแยะ  ๒. หลากหลาย, ปนเป, คละ) 

(f) eminent    (เอ๊ม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, มีชื่อเสียง, สูงส่ง, เป็นปุ่มยื่นออกมา) 

(g) imminent    (อิ๊ม-มิ-เนิ่นท)  (ใกล้เข้ามา, จวนเจียน (จะเกิดเหตุการณ์), จวนตัว, ใกล้อันตราย, ฉุกละหุก, ฉุกเฉิน) 

 

15. ___________________________________________ well he would have been present.

(_________________________ สบายดี  เขาก็คงจะมาปรากฏตัวแล้ว)  (คือ มาร่วมด้วยแล้ว)

(a) If he had

(b) Had he been    (ถ้าเขา)

(c) Unless he were

(d) Because he was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Had he been”  Reverse (ผกผัน)  (Inversion) มาจาก  “If he had been”  เป็น  “If clauseแบบที่  ๓   (Past unreal)  คือเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “เขาไม่สบาย  เขาก็เลยไม่ได้มาปรากฏตัว  หรือมาร่วมด้วย”  ดูเพิ่มเติมรูป  “ผกผัน”  จากประโยคข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….....................exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……………..............…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………..................…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

หมายเหตุ     -    จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น   Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

 

16. ________________________________ he doesn’t succeed, I shall be very disappointed.

(__________________________________ เขาไม่ประสบความสำเร็จ  ผมจะผิดหวังมาก)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) Although    (แม้ว่า)

(c) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

(d) If    (ถ้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ป็น  “If clause”  บบที่    คือ  ถ้าข้อความใน   “If clause”  (ประโยคย่อย)  เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  กล่าวคือ   “ถ้าเขาทำไม่สำเร็จ   ผมก็จะผิดหวังมาก

 

17. Everyone __________________ to the convention except Sam and ________________.

(ทุกคน ___________________ ที่การประชุม  ยกเว้นแซมและ ____________________)

(a) goes _______________ I

(b) are going ________________ me

(c) have gone ________________ myself

(d) has gone ________________ me    (ได้ไปแล้ว __________________ ผม)

 ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Except”  เป็น  “Preposition”   ดังนั้น  ต้องใช้  “Me”  เนื่องจากต้องเป็นสรรพนามในรูป   “กรรม”  ของ  “Preposition”  และเพราะว่า  “Everyone”  ถือเป็นรูปเอกพจน์  จึงไม่เลือก  “Are going”  ในข้อ  (b)

 

18. A: “The doctor told him to stop taking drugs __________ he should suffer brain damage.”

(A: หมอบอกเขาให้เลิกกินยาเสพย์ติด ____________ เขา (อาจ) ได้รับอันตรายทางสมอง)

      B: “I don’t think he’ll listen.”

(B: ผมไม่คิดว่าเขาจะฟัง (ที่หมอบอก) หรอก)

(a) unless    (ถ้า...................ไม่)

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(c) in order that    (เพื่อที่ว่า)

(d) lest    (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

ตอบ   -   ข้อ  ( d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Lest”   จากประโยคข้างล่าง

  • We watched all night lest the bandits should return.

(เราเฝ้าดูตลอดทั้งคืน  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) พวกโจรจะกลับมา)

  • I had to grab the iron rail at my side lest I slipped off.

(ผมจำเป็นต้องเกาะราวเหล็กข้างตัวเอาไว้  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) ผมจะลื่นล้ม)

  • He was extra polite to his superiors lest something adverse might be written into his records.

(เขาสุภาพเป็นพิเศษกับผู้บังคับบัญชา  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) บางสิ่งบางอย่างในทางลบ  อาจถูกเขียนลงไปในประวัติของเขา)

 

19. The amount of steel _____________________ last year showed a considerable increase.

(ปริมาณของเหล็กกล้าซึ่ง _____________ ปีที่แล้ว  แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย)

(a) producing

(b) produced    (ถูกผลิต, ได้รับการผลิต)

(c) was produced

(d) was producing

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  “which (that) was produced last year

 

20. Don’t open a shop _________________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) _________________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างการใช้   “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He won’t pass his examination _______________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough   (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Unless  =  If………….........… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 335)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Gazelles are _____________________________________________________ animals.

(กวางกะเซล (คอยาวมีเขาโค้ง) เป็นสัตว์ _______________________________________)

(a) eating plants

(b) to eat plants

(c) plants they eat

(d) plant-eating    (กินพืช)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Plant-eating”  ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์  ขยายนาม  “Animals

 

2. A closed shop exists in a company _____________ by contract to hire only union members.

(ร้านค้าแบบปิดมีอยู่ในบริษัท _________ โดยสัญญาให้จ้างเฉพาะสมาชิกสหภาพแรงงานเท่านั้น)

(a) is required

(b) required it

(c) that is required    (ซึ่งถูกกำหนด)

(d) that it is required

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (That)  และกริยา  (Is required)  ของอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  (That is required by contract to hire only union members)  ขยายคำนาม  “A company”  สำหรับ  “Closed shop”  หมายถึง  “โรงงาน,  ร้านค้า  หรือธุรกิจอื่นๆ  ที่ลูกจ้างต้องเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานเท่านั้น”  จึงเรียกว่า  “ร้านค้า  โรงงาน  หรือธุรกิจแบบปิด

 

3. Great Salt Lake is fed by freshwater streams, ___________ is about four to five times as salty as the ocean.

(ทะเลสาบซอล์ท (รัฐยูทาห์ สหรัฐฯ) ได้รับน้ำจากลำธารน้ำจืดสายต่างๆ ________________ มีความค็มประมาณ  ๔ – ๕  เท่าของน้ำในมหาสมุทร)

(a) which

(b) yet    (อย่างไรก็ตาม, แม้กระนั้นก็ดี)

(c) there

(d) despite    (ทั้งๆที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความที่นำหน้า และตามหลัง  “Yet, However, Nevertheless, Nonetheless, But”  (ทุกคำหมายถึง  “อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่”)  จะมีความแย้งกัน  (ทะเลสาบฯได้รับน้ำจืดจากลำธาร  แต่น้ำในทะเลสาบเค็มประมาณ  ๔ – ๕  เท่าของน้ำในมหาสมุทร)

 

4. The natural resources of Kentucky include rich soils and mineral deposits, ____________, and plentiful plant and animal life.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐเคนตักกี (สหรัฐฯ) ประกอบด้วย  ดินและแหล่งแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์, _________________ , และชีวิตพืชและสัตว์มากมาย) 

(a) forests are thick

(b) thick forests    (ป่าทึบ)

(c) thickly forested

(d) are forested thickly    (ถูกทำให้กลายเป็นป่าอย่างทึบ-หนาแน่น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้รูปคำนามเพื่อให้สมดุล  (Balance)  กับคำนามตัวอื่นๆ  (ดินและแหล่งแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ , และชีวิตพืชและสัตว์มากมาย)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of ________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  ซึ่งต้องเป็นคำนามเสมอ  หลัง  “Preposition” (Of)  เพื่อให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

 

5. The loss of their fertile (เฟ้อร์-ไทล) lands threw the farmers into a panic (แพ้น-นิค).  

(การสูญเสียที่ดินที่      อุดมสมบูรณ์-ซึ่งมีดินดี-ให้ผลให้ลูกได้-ซึ่งให้กำเนิด      เหวี่ยงชาวนาเข้าสู่ความอกสั่นขวัญหนี (ความตกใจกลัว, ความหวาดกลัว)    

(a) miserable    (มิซ-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (. ทุกข์ยาก, ไม่มีความสุข, ยากจน,  . เลว,  .น่าดูถูก, น่าสังเวช) 

(b) magniloquent    (แมก-นิ้ล-โล-เควิ่นท)  (โอ้อวด, อวดอ้าง, คุยโว, ฟุ้งเฟ้อในถ้อยคำ) 

(c) manifest    (แม้น-นิ-เฟสท)  (๑. (คุณศัพท์) ชัดเจน, ประจักษ์, เป็นที่เข้าใจดี, ปรากฏชัดแจ้ง   ๒ . (กริยา) แสดง, ปรากฏชัดแจ้ง, ประจักษ์, พิสูจน์, เปิดเผย) 

(d) fruitful    (๑. อุดมสมบูรณ์,  มีผลมาก, ผลดก, ซึ่งให้ลูกมาก,  ๒. ที่ให้ผลดี, มีกำไร) 

(e) painstaking   (. อุตสาหะ, บากบั่น, พากเพียร, พยายาม,  ๒. ระมัดระวัง, รอบคอบ) 

(f) valedictory    (แวล-ลิ-ดิ๊ค-โท-รี่)  (๑. เกี่ยวกับการกล่าวคำอำลา เช่น ตอนจบการศึกษา หรือก่อนจากกัน  ๒.  การกล่าวคำอำลา, การปราศัยอำลาในพิธีรับปริญญา) 

 

6. The fugitive was caught and confined (คัน-ไฟน์) to jail for another two years.

(ผู้ที่หลบหนีถูกจับและถูก      คุมขัง-กักตัว-เก็บตัว-จำกัด-ขีดคั่น-ตีวง     ในคุกเป็นเวลาอีก ๒  ปี)

(a) festered    (๑. เป็นหนอง, เกิดแผลเปื่อย, เน่าเปื่อย, ทำให้เป็นหนอง,  ๒. ระทมทุกข์, ทำให้ระทมทุกข์,  ๓.  แผลหนอง, ตุ่มหนอง, แผลเปื่อย)  

(b) deliberated    (. (กริยา) คิดอย่างไตร่ตรอง, ปรึกษาเพื่อหาคำตอบ  ๒. (คุณศัพท์) รอบคอบ, สุขุม, ใคร่ครวญ, ระมัดระวัง, โดยเจตนา) 

(c) intensified    (ทำให้เข้มข้นขึ้น, ทำให้รุนแรงขึ้น, ทำให้หนาแน่นขึ้น, กลายเป็นเข้มข้น-หนาแน่น-รุนแรง) 

(d) exonerated    (อิก-ซ้อน-เนอะ-เรท- (ทิด)  (ทำให้พ้นจากความผิดหรือข้อกล่าวหา, ปลดเปลื้องภาระ, ปลดเปลื้องจากความรับผิดชอบหรือหน้าที่) 

(e) perpetrated    (เพ้อร์-พิ-เทรท- (ทิด)  (กระทำ, ดำเนินการ, ทำผิด (กฎหมาย), ทำชั่ว, ก่อกรรมทำเข็ญ) 

(f) imprisoned    (จำคุก, เอาเข้าคุก, กักขัง)

(g) ousted    (เอาซท-ทิด)  (มาจาก “oust”) (ขับไล่, ขับออก, ไล่ออก, ปลดออก, ชิง, เบียด, แย่ง) 

(h) placated    (เพล้-เคท หรือ แพล้ค-เคท)  (ปลอบโยน, ปลอบใจ, ทำให้สงบ, ทำให้พอใจ, ปิดปาก) 

 

7. He aggravates (แอ๊ก-กระ-เวท) his cold by going out in the rain.

(เขา     ทำให้แย่ลง-ทำให้เลว (ร้าย) มากขึ้นหรือรุนแรงขึ้น-ทำให้ระคายเคืองหรือโมโห    ไข้หวัดของเขา  โดยออกไปตากฝน)  (คือ  เขาทำให้ใข้หวัดมีอาการหนักขึ้น โดยออกไปตากฝน)

(a) remodels    (รี-ม้อด-เดิ้ล)  (สร้างใหม่, ปรับปรุง, เปลี่ยนแปลง, ชดเชย, ชดใช้)

(b) remedies    (เร้ม-เม-ดี้)  (๑. (คำกริยา) รักษา, เยียวยา, บรรเทา, ฟื้นฟู, ทำให้ถูกต้อง, ขจัด, กำจัด   ๒. (คำนาม) การรักษา, วิธีการรักษา,  สิ่งที่ใช้ในการรักษา, ยา,  ๓. (คำนาม) สิ่งที่ใช้ในการแก้ไข, วิธีการแก้ไข)  

(c) busts    (บัสท)  {(คำกริยา) ๑. ทำให้ล้มเหลว, ทำให้ล้มละลาย, ล้มละลาย, ล้มลง  ๒. ทำให้ลดขั้น  ๓. ต่อย, ตี  ๔. ทำให้ระเบิด, ทำให้แตกออก  (คำนาม) ๕. การล้มละลาย, การล้มเหลว  ๖. การจับกุม}   

(d) worsens    ( เวิร์ส-เซิ่น)  (ทำให้เลวลง, ทำให้แย่ลง, กลายเป็นเลวลง, กลายเป็นแย่ลง) 

(e) stuns    (สทัน)  {(คำกริยา) ๑. ทำให้งงงวย, ทำให้ประหลาดใจ,  ๒. ทำให้สลบ, ทำให้หูอื้อ   (คำนาม)  ๓. การทำให้งงงวย-ประหลาดใจ-สลบ-หูอื้อ, การถูกทำให้สลบ, ความงงงวย, ความรู้สึกประหลาดใจ, เหตุการณ์ ที่ทำให้งงงวย} 

(f) alerts    (๑. (คำกริยา) เตือนภัย  ๒. (คำคุณศัพท์) ระมัดระวัง, เตรียมพร้อม, ๓. ว่องไว  ๔. (คำนาม) การเตรียมพร้อม) 

 

8. The first steamboat ______________________________ the Chao Phraya River in 1957.

(เรือกลไฟ (ใช้ไอน้ำ) ลำแรก _____________________ (ใน) แม่น้ำเจ้าพระยาในปี  ๑๙๕๗)

(a) that navigated

(b) it navigated

(c) and it navigated

(d) navigated    (เดินเรือ, ขับเครื่องบิน, นำทาง, นำวิถี, ค้นหา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

9. ________________ for leather goods, various materials have been developed as substitutes.

(__________________ สินค้าผลิตภัณฑ์หนังฟอก  วัสดุต่างๆได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นสิ่งทดแทน)  (ทดแทนผลิตภัณฑ์หนังฟอก  )

(a) Because of the demand    (เนื่องมาจากความต้องการ)

(b) Because it demands

(c) Its demand

(d) Demands

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากข้อความ  “Because of the demand for leather goods”  เป็นเพียงวลีที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverbial phrase of reason)  ขยายกริยา  “Have been developed”  เพื่อบอกว่า  วัสดุต่างๆได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นสิ่งทดแทนเครื่องหนังด้วยเหตุผลอะไร

 

10. John Quincy Adams is considered by most students of diplomacy ______________ greatest of the United States Secretaries of State.  (= greatest of American Secretaries of State)

(จอห์น ควินซี อดัมส์  ได้รับการพิจารณาโดยนักศึกษาด้านการทูตส่วนใหญ่  ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ)

(a) that he was the

(b) who was the

(c) by the

(d) the

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  “The greatest + Of + (Adjective) + Noun (พหูพจน์เช่น

  • The greatest of Thai Kings

(.............ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกษัตริย์ไทย)

  • The greatest of American scientists

(.............ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของนักวิทยาศาสตร์อเมริกัน)

  • The greatest of Chinese presidents

(.............ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประธานาธิบดีจีน)

 

11. Over a very large number of coin tosses, the probability of heads ______________ is equal to the probability that it will not occur.

(ในการโยนเหรียญ (หัว-ก้อย) จำนวนมากมายหลายครั้ง  ความเป็นไปได้ที่หัว _____________ (ออกหัว)  มีเท่ากับความเป็นไปได้ที่มันจะไม่เกิดขึ้น)  (คือ  ไม่ออกหัว  หรือออกก้อยนั่นเอง)

(a) occurs

(b) will occur

(c) can occur

(d) occurring    (เกิดขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……...of heads which (that) occurs is equal to……….

 

12. Do not call him a traitor (เทร้-เท่อะ) unless you can verify the charge.

(อย่าเรียกเขาว่า     ผู้ทรยศ-ผู้หักหลัง-ผู้ขายชาติ      ถ้าคุณไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้)

(a) outcaste    (เอ๊าท-แคสท)  (คนจัณฑาล, คนไม่มีวรรณะในอินเดีย เป็นคนสังคมรังเกียจ)

(b) outcast    (เอ๊าท-แคสท)  (ผู้ถูกเนรเทศ, ผู้ถูกขับออกจากกลุ่ม, ผู้ถูก (สังคม) ทอดทิ้ง, คนจรจัด, คนเร่ร่อนที่ไม่มีบ้านอยู่) 

(c) betrayer    (บิ-เทร้-เย่อ)  (ผู้ทรยศ, ผู้ไม่ซื่อสัตย์, ผู้นอกใจ, ผู้เผยความลับ, ผู้ล่อลวง-หลอกลวง, ผู้ทำให้ผิดหวัง) 

(d) assassin    (อะ-แซ้ส-ซิ่น)  (ผู้ลอบฆ่าโดยเฉพาะการฆ่าคนมีชื่อเสียง, ผู้ทำลาย)

(e) agnostic    (แอก-น้อส-ทิค)  (ผู้ที่ระแวงสงสัยในพระเจ้า  ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่  เพราะเชื่อว่าไม่มีใครรู้จริง, ผู้ไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง, ผู้ไม่นับถือพระเจ้า) 

(f) iconoclast    (ไอ-ค้อน-โน-แคลสท)  (ผู้ทำลายความเชื่อ-ลัทธิ ที่ถือปฏิบัติกันมา, คนทำลายจารีตประเพณี,  ผู้ทำลายรูป-รูปปั้นที่คนบูชา, ผู้ทำลายภาพพจน์) 

(g) courier    (เค้อ-เรียร์  หรือ  คู้-ริ-เอ้อ)  (คนเดินหนังสือ, ผู้ส่งข่าวสาร, ผู้ถูกว่าจ้างให้บริการทัศนาจรแก่นักท่องเที่ยว) 

(h) rookie (slang)    (รุ้ค-คี่)  (มือใหม่, ผู้ที่เริ่มต้นทำ, มือใหม่, นักกีฬาอาชีพที่ลงแข่งขันเป็นครั้งแรก) 

 

13. He is one of the country’s ten most wanted criminals.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดา     อาชญากร-เกี่ยวกับอาชญากรรม-มีความผิดทางอาญา     ที่ถูกต้องการตัวมากที่สุด  ๑๐  คนของประเทศ)

(a) trafficker    (พ่อค้า, ผู้ค้าขาย, ผู้ทำธุรกิจการพาณิชย์) 

(b) antagonist    (แอน-แท้ก-โก-นิสท)  (ศัตรู, ผู้เป็นปรปักษ์, ผู้ต่อต้าน, ยาต้านฤทธิ์ยาตัวอื่น) 

(c) bigot    (บิ๊ก-เกิท)  (คนดันทุรัง, คนมีอคติ, คนใจคับแคบ, คนมีทิฐิมานะ, คนหัวดื้อ-ดื้อรั้น, คนมีความกระตือรือร้นอย่างคลั่งไคล้) 

(d) surrogate    (เซ้อ-โร-เกท)  (ตัวแทน, ผู้รักษาการแทน)  (surrogate mother = แม่อุ้มบุญ)

(e) martinet    (คนที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย, คนเจ้าระเบียบ) 

(f) lexicographer    (นักเขียนพจนานุกรม) 

(g) felon    (เฟ้ล-เลิ่น)  (อาชญากรที่ทำความผิดร้ายแรง เช่น ฆ่า ข่มขืน, คนชั่วช้า

(h) atheist    (เอ๊-ธี-อิสท)  (ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้า  คือ คิดว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง) 

 

14. Smallpox is a contagious (คัน-เท้-เจิส) disease. 

(ไข้ทรพิษเป็นโรค      ซึ่งสามารถติดต่อไปยังคนอื่นได้-ที่ติดต่อถึงกันได้ - (คน) เป็นโรคซึ่งแพร่ไปยังคนอื่นได้ - (ความคิด, ทัศนคติ, ความรู้สึก) ที่แพร่ไปยังผู้อื่นอย่างรวดเร็ว)

(a) interminable    (ไม่หยุดหย่อน, ไม่จบสิ้น, ไม่มีที่สิ้นสุด, น่าเบื่อ) 

(b) avid    (แอฟ-วิด)  (๑. กระตือรือร้น, ใจจดใจจ่อ, สนใจอย่างมาก  ๒. ละโมบ, ตะกละ, อยากได้, ปรารถนาอย่างมาก, อยากครอบครองหรือเป็นเจ้าของ, ที่หิวกระหาย) 

(c) rudimentary    (เป็นพื้นฐาน, แรกเริ่ม, ขั้นปฐม, ยังไม่สมบูรณ์, ยังไม่เจริญ เติบโตเต็มที่, เกี่ยวกับมูลฐาน-ขั้นต้น, ต่ำ) 

(d) transmissible    (แทรน-สมิส-ซิ-เบิ้ล)  (แพร่เชื้อได้, ซึ่งติดต่อกันได้, ถ่ายทอดได้, กระจายได้, ซึ่งผ่านได้) 

(e) caustic    (คอส-ทิค)  (๑. ที่ถากถางมาก, ที่เหน็บแนมมาก, ที่เสียดสีด้วยวาจา  ๒. ที่กัดกร่อน-กัดเซาะ, ทำให้ไหม้, ซึ่งทำลาย) 

(f) infamous    (อิ๊น-เฟ-เมิส)  (เสียชื่อเสียง, เลวทราม, น่าเกลียดชัง, แย่มาก) 

(g) gullible    (กั๊ล-ลิ-เบิ้ล)  (ซึ่งถูกโกงหรือหลอกลวงได้ง่าย, เชื่อคนง่ายแบบหูเบา) 

 

15. What time did you arrive _________________________________________ last night?

(คุณมาถึง _________________________________________ เมื่อใด  เมื่อคืนที่ผ่านมา)  

(a) at home

(b) to home

(c) into home

(d) home    (บ้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Arrive home”  ไม่ต้องมี   “Preposition”  แต่   “Arrive in”  ใช้กับ  มาถึง  เมือง  ประเทศ  (Arrive in Bangkok, London, France)   ส่วน  “Arrive at”   มาถึงสถานที่ที่แคบลงมา  เช่น   “Arrive at the hospital, bank, office, school, church, etc.,  แต่ต้องใช้  Arrive at my home

 

16. ______________________________________ of these children are you looking after?

(_______________________________ ของเด็กเหล่านี้  ที่คุณกำลังดูแล-เอาใจใส่อยู่)

(a) Who

(b) Whom

(c) Which    (คนไหน) 

(d) Whose

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการให้เลือก  (คนใด, สิ่งใด, สัตว์ตัวใด)

 

17. Napoleon was not only a good general ______________________________ a firm ruler.

(นโปเลียนไม่เพียงแต่เป็นนายพล (คือ ทหาร) ที่ดีเท่านั้น ___________ นักปกครองที่เด็ดขาด)

(a) but

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(c) but also    (แต่ยังเป็น..............(นักปกครองฯ)............อีกด้วย)

(d) yet

 

18. I am ______________________________________________ tired to do any more work.

(ผมเหนื่อย ________________________________________ ที่จะทำงานเพิ่มมากขึ้นอีก)

(a) very

(b) quite

(c) more

(d) too    (เกินไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d) เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Is (Was) + Too + Adjective + To + Verb 1

 

19. My boss asked me to answer the phone, to take all messages, and _______ some letters.

(เจ้านาย (หัวหน้า) ของผม  ขอร้องให้ผมรับโทรศัพท์   รับ (จด) ข้อความทั้งหมดไว้   และ _______________ จดหมาย)

(a) typing

(b) type

(c) to type    (พิมพ์)

(d) typewrite    (พิมพิ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกัน  จากโครงสร้าง  “Ask someone to do something”  (ขอร้องให้ใครทำอะไร)  (Asked me to answer……........, to take………...., and to type……..……)

 

20. The girls wanted to help ________________________ make their costumes for the play.

(เด็กหญิงนั้นต้องการช่วยเหลือ __________________ ทำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสำหรับละคร)

(a) all

(b) each the other

(c) each other    (ซึ่งกันและกัน  -  ๒ คน)  (มีเด็กหญิงเพียง  ๒  คน)

(d) one the other

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรือ อาจใช้  “One another  (ซึ่งกันและกัน  ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 334)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The old building ____________________ in the town ____________________ yesterday.

(อาคารเก่าหลังนั้น ____________________ ในเมือง _____________________ เมื่อวานนี้)

(a) being situated __________ was collapsed

(b) having situated __________ collapsed

(c) situating __________ collapsed

(d) situated __________ collapsed    (ซึ่งตั้งอยู่ ........................................ ล้มครืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   กริยา  “Situate”  เมื่อใช้ในความหมาย  “ตั้งอยู่”  ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”   เสมอ  สำหรับในประโยคข้างบน  “Situated”  ลดรูปมาจากอนุประโยค  “………..building which is situated in the town”  ส่วนกริยา  “Collapse”  (ล้มลง, พังลง, ทรุดลง, ล้มครืน)  ต้องใช้ในรูป  “Active voice”  เสมอ  จึงไม่สามารถใช้รูป  “Was collapsed”  ได้   และในประโยคข้างต้น  ใช้ “Collapsed”  เนื่องจากอยู่ในรูปอดีต  (เมื่อวานนี้)

                                        อนึ่ง  ในประโยคข้างบน  ในช่องแรกอาจใช้  “Having been situated”  (Perfect participle phrase)  ก็ได้

 

2. ____________________________ by teaching him to do what you would not do yourself.

(_______________________________ โดยการสอนเขาให้ทำในสิ่งที่ตัวคุณเองจะไม่ยอมทำ)

(a) Your child will confuse    (ลูกของคุณจะทำให้ (ผู้อื่น) สับสน)

(b) You should never confuse your child    (คุณไม่ควรทำให้ลูกของคุณสับสน)

(c) You are very confused with the child    (คุณรู้สึกสับสนมากกับเด็กคนนั้น)

(d) The child is very confusing    (เด็กคนนั้นน่าสับสนมาก)

 

3. Amoebas are _____________________________ small to be seen without a microscope.

(ตัวอะมีบาเล็ก ______________________ ที่จะ (ถูก) มองเห็นได้โดยปราศจากกล้องจุลทรรศน์)   

(a) far and

(b) so far

(c) far too    (มากเกินไป)

(d) as far as

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Much too”  (มากเกินไป)  ก็ได้

 

4. The wallflower ______________ because its weak stems often grow on walls and along stony cliffs for support.

(ต้นวอลเฟลาเวอร์ (พืชยุโรปชนิดหนึ่ง) ________________ เพราะว่าลำต้นอ่อน (แอ) ของมันมักจะเติบโตบนกำแพง  และตามหน้าผาหิน  เพื่อช่วยค้ำจุนมัน)

(a) so called is

(b) so is called

(c) is so called    (ถูกเรียกเช่นนั้น, ถูกเรียกดังกล่าว)

(d) called is so

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Is called)  และส่วนขยายกริยา  (So)  ของประโยคใหญ่  (The wallflower is so called)

 

5. When asked her opinion, Mary was tactful enough to give a vague (เว้ก) answer that did not hurt anyone.

(เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความเห็นของเธอ  แมรี่มีไหวพริบพอที่จะให้คำตอบที่     คลุมเครือ-เคลือบคลุม-ไม่ชัดแจ้ง-เลือน-เลอะเลือน     ซึ่งไม่ทำให้ใครเสียความรู้สึกหรือเจ็บช้ำใจ)

(a) feeble    (อ่อนกำลัง, อ่อนแอ, อ่อนปัญญา, อ่อนคุณธรรม, ด้อย, ไม่เต็มเต็ง, เบาบาง) 

(b) ambiguous    (แอม-บี๊ก-กิว-อัส)  (คลุมเครือ, กำกวม, มีหลายความหมาย, ยากที่จะเข้าใจ

(c) amorphous    (อะ-ม้อร์-ฟัส)  (ซึ่งไม่มีรูปร่างที่แน่นอน (เช่น ของเหลว-กาซ), อสัณฐาน, ไร้จุดหมายหรือจุดประสงค์ที่แน่นอน) 

(d) outspoken    (พูดโผงผาง, พูดจาขวานผ่าซาก, พูดตรงไปตรงมา, พูดจาเปิดเผย)   (e) unprecedented    (อัน-เพรส-ซิ-เดิน-ทิด)  (ไม่เคยมีมาก่อน, ไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดทัดเทียมได้, ไม่มีที่เปรียบหรือเสมอเหมือน,  คาดไม่ถึง, ไม่รู้มาก่อน) 

(f) volatile    (ว้อล-ละ-ไทล)  (ขึ้นๆลงๆ, เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ชั่วคราว, ปะทุง่าย, ระเบิดง่าย, ระเหยเป็นไอได้รวดเร็ว) 

 

6. Persistent headaches torment (ท้อร์-เมิ่นท) him. 

(การปวดศีรษะอย่างฝังแน่น-เป็นประจำ     ทรมาน-การทรมาน-ความเจ็บปวด-ความทรมาน-ความระทมทุกข์      ตัวเขา)

(a) elaborate    (อิ-แล้บ-เบอะ-เรท)  (. เป็นคำกริยา  หมายถึง  พูดหรือบรรยายอย่างละเอียด, สาธยาย, เพิ่มรายละเอียด, วางแผนอย่างละเอียด, ทำอย่างประณีต, ประดิษฐ์อย่างประณีต  ๒. เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง  ประณีต, ซับซ้อน, ละเอียด) 

(b) mastermind    (๑. เป็นคำกริยา  หมายถึง  วางแผนอย่างชำนาญ, ควบคุมอย่างชำนาญ,   . เป็นคำนาม  หมายถึง  ผู้วางแผน, ผู้ริเริ่มความคิด, ผู้ชำนาญ) 

(c) impoverish    (อิม-พ้อฟ-เวอะ-ริช)  (ทำให้ยากจน, ทำให้เสื่อม, ทำให้อ่อนกำลัง, ทำให้มีคุณภาพเลว) 

(d) crumble    (ครั้ม-เบิ้ล)  (พังทลายลง, พังพินาศ, ล้มลง, แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย, ทำให้เป็นเศษเล็กเศษน้อย, สลายตัวหรือเน่าเปื่อยเป็นเศษเล็กเศษน้อย) 

(e) torture    (ท้อร์-เช่อะ)  (๑. เป็นคำกริยา  หมายถึง  ทรมาน, ทำให้เกิดความเจ็บกายหรือใจ, บิดหรืองอ,   ๒.  เป็นคำนาม  หมายถึง  การทรมาน, การทำให้เกิดความเจ็บปวด, ความเจ็บปวด, ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส) 

(f) apportion    (อะ-พ้อร์-ชั่น)  (แบ่งปัน, แบ่งสรร) 

(g) vegetate    (เวจ-จิ-เทท)  (ดำเนินชีวิตอย่างเอื่อยๆ, กินหญ้า) 

 

7. The lion is the most majestic creature of the jungle.

(สิงโตเป็นสัตว์ที่      มีอำนาจ-สง่าผ่าเผย-น่าเกรงขามและน่าเคารพนับถือ-สูงส่ง-ตระหง่าน     ที่สุดของป่า)

(a) impoverished    {. ยากจน,  . อ่อนกำลัง,  ๓. เสื่อม, (ดิน) เลว}

(b) phony (= phoney)    (โฟ้-นี่)  (๑. ปลอม, เก๊, ไม่แท้,  . ของปลอม, ของเก๊, ผู้ปลอมแปลง, ผู้แอบอ้าง) 

(c) kingly; stately   (เหมือนกษัตริย์-ยิ่งใหญ่แบบกษัตริย์;  ยิ่งใหญ่-สง่าผ่าเผย-มีเกียรติสูงส่ง-โอ่อ่า) 

(d) berserk    (เบอ-เซ้อร์ค)  (บ้าบิ่น, บ้าระห่ำ, ผู้ที่บ้าบิ่น-บ้าระห่ำ) 

(e) ceaseless    (ซีส-เลส)  (ไม่หยุดนิ่ง, ไม่สิ้นสุด, ไม่ขาดสาย, ไม่รู้จักจบ, ไม่หยุดหย่อน) 

(f) voluble    (ว้อล-ลิว-เบิ้ล)  (พูดจาคล่องแคล่ว, พูดมาก) 

(g) laconic    (ละ-ค้อน-นิค)  (พูดสั้นๆ, ใช้คำน้อย, กะทัดรัด) 

 

8. Graphite conducts electricity ____________________________________ does not burn.

(กราไฟท์ (แร่คาร์บอนที่ใช้ทำไส้ดินสอ) เป็นตัวนำไฟฟ้า ___________________ ไม่ไหม้ไฟ)

(a) because

(b) if

(c) when

(d) and    (และ)

 

9. Cubes of ice form in the __________________________ compartment of the refrigerator.

(น้ำแข็งรูปลูกบาศก์ก่อตัวขึ้นในช่อง ___________________________________ ของตู้เย็น)

(a) freeze    (ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ  “Freeze”)

(c) frozen    (ถูกแช่แข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)  (กริยาช่องที่  ๓  ของ  “Freeze”)

(d) freezing    (ทำให้เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Freezing”  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  เป็นกริยาที่ทำหน้าที่แบบคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “Gerund”  ทำหน้าที่ขยายนาม  “Compartment”  (ช่องแช่  -  ในตู้เย็น)  เพื่อบอกว่าคำนามนั้น  (ช่องแช่)  มีไว้เพื่อทำกริยานั้น  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  ในที่นี้  คือ  “ช่องแช่สำหรับทำให้ (อาหาร) เย็นจนแข็ง”  สำหรับคำอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่  “Swimming pool”  (สระ (สำหรับ) ว่ายน้ำ),  “Drinking water”  (น้ำดื่ม),  “Dancing hall”  (โรงเต้นรำ),  “Walking stick”  (ไม้เท้า  -  ไม้สำหรับเดิน),  “Killing field”  (ทุ่งสังหาร  -  ทุ่งสำหรับประหารชีวิตคน),  “Running track”  (ลู่ (สำหรับ) วิ่ง),  “Cooking utensil”  (อุปกรณ์ (สำหรับ) ทำครัว),  “Looking glasses”  (แว่นตา  -  แว่นสำหรับมอง)  เป็นต้น

 

10. A person whom people cannot trust will have ____________________________ friends.

(บุคคลผู้ซึ่งผู้คนไม่สามารถไว้วางใจได้  จะมีเพื่อน ____________________________)

(a) little    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)    

(b) few    (น้อยมาก(จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)   

(c) a few    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หมายถึงมีเพื่อน  “น้อยมาก”  และใช้กับนามพหูพจน์   “Friends

 

11. I have never known her _________________________________________________.

(ผมไม่เคยรู้ว่าเธอ _______________)  (คือไม่เคยเห็นว่าเธอเคยแสดงอาการโกรธเคืองผู้ใด)
(a) angry

(b) being angry

(c) to be angry    (โกรธ)

(d) is angry

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Know + กรรม + To be + Adjective”   หรือ  “Subject + Know +  กรรม + Verb 1”  เช่น

  • Everyone knows him to be kind to animals.  (คุณศัพท์)

(ทุกคนรู้ว่าเขาเมตตาต่อสัตว์)

  • We knew her to be neat in everything she did.  (คุณศัพท์)

(เรารู้ว่าเธอประณีต-ละเอียดลออในทุกสิ่งที่เธอทำ)

  • They know me to be punctual(คุณศัพท์)

(พวกเขารู้ว่าผมเป็นคนตรงเวลา)

  • We know him to regularly come to the office late.   (กริยา)

(เรารู้ว่าเขามาออฟฟิศสายเป็นประจำ)

  • They knew her to please everybody.   (กริยา)

(พวกเขารู้ว่าเธอเอาใจทุกคน  -  คือทำให้ทุกคนพอใจ)

  • She knew him to love her all his life.    (กริยา)

(เธอรู้ว่าเขารักเธอตลอดชีวิตของเขา)

 

12. The election result was a personal triumph (ไทร้-อั้มฟ) for the party leader.

(ผลการเลือกตั้งเป็น     ชัยชนะ-ความมีชัย-ความสำเร็จ-การฉลองชัยชนะ-ความยินดีที่มีชัย-ได้รับชัยชนะ-ฉลองชัยชนะ     ส่วนตัวสำหรับหัวหน้าพรรค)

(a) iniquity    (อิ-นิ้ค-ควิ-ที่)  (ความชั่วช้า, ความเลวทราม, ความอยุติธรรม, การไร้ศีลธรรม) 

(b) larges    (ลาร์-เจส) (= largesse) (ล้าร์-จิส)  (ทาน, ของที่มอบให้, การให้ของ, การให้ปัน, ความมีใจกว้าง)

(c) victory    (ชัยชนะ(= success = achievement = accomplishment = mastery = conquest)

(d) artifact    (อ๊าร์-ทิ-แฟคท)   (สิ่งประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์โดยฝีมือคน, สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น, ของเทียม) 

(e) artifice    (อ๊าร์-ทิ-ฟิส)  (อุบาย, เล่ห์, การใช้เล่ห์เหลี่ยม, วิธีการ, ความชำนาญ) 

(f) excursion    (เอคส-เค้อร์-ชั่น)  (การเดินทางระยะสั้น, การเดินทางเพื่อจุดประสงค์พิเศษบางอย่าง, การเดินทางในราคาพิเศษ, การเที่ยว, การเบี่ยงเบน, การออกนอกลู่นอกทาง) 

(g) appraisal    (อะ-เพร้-เซิ่ล)  (การประเมิน, การตีราคา)  (= evaluation = assessment = estimation)

 

13. His ability to work on a team is one of his many outstanding attributes.

(ความสามารถของเขาในการทำงานเป็นทีม  เป็นหนึ่งในบรรดา     คุณลักษณะ-มีสาเหตุมาจาก-อ้างเหตุผล      ที่โดดเด่นหลายๆอย่างของเขา)

(a) incursion    (การบุกรุก, การรุกล้ำ, การโจมตี) 

(b) characteristic    (แค-แรค-เตอร์-ริส-ติค)  (ลักษณะเฉพาะ, ลักษณะพิเศษเฉพาะ-เป็นลักษณะเฉพาะหรือพิเศษ-เป็นนิสัยประจำ) 

(c) rhetoric    (เร้ท-เทอ-ริค)  (ศิลปะการใช้ถ้อยคำ, ศิลปะการพูด, วาทศิลป์, ศิลปะในการพูดชักจูงใจคน, การพูดเชิงคุยโวโอ้อวด) 

(d) grimace    (กริ๊ม-เมส)  (หน้าตาบูดบึ้ง, หน้าตาที่แสดงความเจ็บปวด, ทำหน้าตาบูดบึ้งหรือแสดงความเจ็บปวด) 

(e) calumny    (แค้ล-ลัม-นี่)  (การกล่าวร้าย, การป้ายสี, การทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง)  (f) beau    (โบ)  (คนรัก, แฟน, คนเจ้าชู้, ชายที่คอยเอาอกเอาใจหญิง, ชายคู่ควงที่มีเสน่ห์ของหญิง, พ่อพวงมาลัย) 

(g) ruffian    (รั้ฟ-เฟี่ยน)  (คนพาล, อันธพาล, นักเลงโต, คนโหดเหี้ยมที่ชอบรังแกคนอื่น, พาล, โหดเหี้ยม, ไม่เคารพกฎหมาย) 

 

14. With no visible signs of their ship, hopes for the men’s safety dwindled (ดวิ้น-เดิ้ล)  with each passing hour.

(ด้วยไม่มีเครื่องหมาย-สัญญานที่มองเห็นได้ของเรือของพวกเขา  ความหวังสำหรับความปลอดภัยของคนเหล่านั้น     ลดน้อยลง-หด-เล็กลง-ทรุดโทรม-ทำให้เล็กลงหรือหดลง      พร้อมๆกับทุกๆ ชั่วโมงที่ผ่านไป)  (ไม่เห็นเรือกลับมา  คิดว่าอาจเกิดอุบัติเหตุ)

(a) augment    (ออก-เมิ่นท)  (เพิ่ม, ขยาย, เสริม, เพิ่มทวี) 

(b) diminish    (ดิ-มิ้น-นิช)  (ลดน้อยลง, ค่อยๆเล็กลง, หด,  ทำให้ลดน้อยลง, ดูหมิ่น)  (c) malign    (มะ-ไลน)  (พูดให้ร้าย, กล่าวร้าย, กล่าวหา, ใส่ร้าย, ทำให้เสียชื่อเสียง)

(d) deter    (ดิ-เทอร์)  (ขัดขวาง, ยับยั้ง, ป้องปราม, ป้องกัน) 

(e) subjugate    (ซั้บ-จู-เกท)  (ปราบปราม, พิชิต, เอาชนะ, ทำให้เชื่อฟัง, ทำให้เป็นข้ารับใช้) 

(f) confront   (คัน-ฟรั้นท)  (๑. เผชิญหน้ากับ, พบกับ,  ๒. ต้านทาน, ต่อต้าน, ท้าทาย)  

 

15. They have been playing tennis.  That’s why ___________________________________.

(พวกเขากำลังเล่นเทนนิสกันอยู่  (คือเริ่มเล่นมาพักหนึ่งแล้ว  ขณะนี้ก็ยังเล่นอยู่)  นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า  ทำไม  ____________________

(a) they have much heat    (พวกเขามีความร้อนมาก)

(b) the weather is very hot    (อากาศร้อนมาก)

(c) the heat is so high    (ความร้อนสูงมาก)

(d) they’re so hot    (พวกเขาจึงรู้สึกร้อนมากเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับ ข้อ  (a)  ไม่ใช้  “Pattern”  แบบนี้

 

16. What prevented you _____________________________________________________?

(อะไรขัดขวางคุณ ____________________________________________________)

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier    (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Prevent + Someone + From + Doing + Something” (Active voice) (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  หรือ  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something”  (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ  (What)  เป็นผู้ขัดขวาง  “คุณ”  จากการมาถึงแต่เนิ่นๆ กว่านี้)

                                               สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice” ดูจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • I had meant to call on you, but was prevented ______________________________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง __________________________________)

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so   (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something” (Passive voice)  (ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ประธานฯ  (ผม)  ถูกขัดขวาง  (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

 

17. There is a map ___________________________________________________ page five.

(มีแผนที่ _____________________________________________________ หน้า  ๕)

(a) in

(b) on    (ใน, บน)

(c) at

(d) with

ตอบ   -   ข้อ  (b)  ต้องใช้   “On page 5”  สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่   Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

18. In Germany, traffic keeps ___________________________________________ the right.

(ในประเทศเยอรมันนี  การจราจร ___________________________ ชิดขวามือของถนน)  

(a) on

(b) by

(c) along    

(d) to    (“Keep to the right”  =  ชิดด้านขวามือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                         สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

19. There is no alternative but _______________________________________________ it.

(ไม่มีทางเลือก  นอกจาก _____________________________________________ มัน)  

(a) do    (ทำ)

(b) to have done

(c) to do   

(d) having done

ตอบ   -   ข้อ    (a)  “But  =  Except”  (เว้นแต่,  ยกเว้น)  + Verb 1

  • There is little I could do except wait.

(ผมทำอะไรได้เพียงนิดหน่อย  ยกเว้นรอคอย)  

 

20. Jane has to take her medicine several __________________________________ a day.

(เจนจำเป็นต้องกินยาหลาย _______________________________________ ใน  ๑  วัน) 

(a) of times

(b) times    (ครั้ง)   

(c) time

(d) spoons

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Time”  เมื่อหมายถึง  “ครั้ง”  เป็นนามนับได้  ทำเป็นรูปพหูพจน์ได้   สำหรับ   “Time”  ใช้ดังนี้  คือ

                                     ๑. “เวลา”  เป็นนามนับไม่ได้

  • I don’t have much free time.

(ผมไม่มีเวลาว่างมากนัก)

                                     ๒. “ครั้ง”  เป็นนามนับได้

  • How many times do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งกี่ครั้งในแต่ละเดือน)

                                     ๓. “ถึงเวลาแล้ว,  ถึงเวลาสมควรแล้ว”  (It is time (high time, about time) + Subject + Verb 2  แม้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

  • It is time you began your work.

(ถึงเวลาที่คุณควรจะเริ่มงานได้แล้ว)

  • It is high time we went home.

(ถึงเวลาที่เราควรจะกลับบ้านแล้ว)

  • It is about time they behaved themselves well.

(ถึงเวลาที่พวกเขาควรจะประพฤติตัวดีได้แล้ว)

                                    ๔. “Spend one’s time + Verb + ing”  (ใช้เวลาไปกับการ............)

  • The students spend most of their time reading in the library.

(พวกนักเรียนใช้เวลาส่วนใหญ่ของพวกตน  อ่านหนังสือในห้องสมุด)

                                    ๕. “คูณ”  (Multiply)

  • 5 times 6 equals 30.  (5 x 6 = 30)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 333)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. My mother had me ___________________ her to the doctor’s since she wasn’t feeling well.

(แม่ของผมให้ผม ________________ รถไปส่งเธอที่ร้านหมอ  เพราะว่าเธอกำลังรู้สึกไม่ค่อยสบาย)

(a) drove

(b) to drive

(c) drive    (ขับ)

(d) for driving

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Causative use”  คือ  “Subject + Have + Someone + Do + Something”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • I do not fix my own car.  I always have a mechanic _________________________ it.

(ผมมิได้ซ่อมรถของผมเอง  ผม (ใช้) ให้ช่างเครื่องยนต์ ______________________ มันเสมอ)

(a) fix    (ซ่อม)

(b) fixed

(c) fixing

(d) fixes

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้างแบบ  “Causative use”  คือ  “Subject + Has (Have) + Someone + Do + Something”  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไร) 

                                      ตัวอย่างที่ 

  • What would you ________________________________________ me do for you?

(คุณจะ ___________________________________________ ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have    (ใช้ให้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Has (Have) + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ  “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น   “What would you want (wish) me to do?

                                      ตัวอย่างที่ 

  • He had the cook _____________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _________________________________________________ น้ำชา)

(a) make     (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Has (Have) + Someone + Do + Something

                                       ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter __________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ______________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Something}  คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                      ตัวอย่างที่  

  • What would you have me ___________________________________________?

(คุณจะให้ผม __________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                           สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้  คือ

                              1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  Verb “Do”)

                              2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของ Verb Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                          ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                            อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)}  {(ประธาน  ใช้ให้  + บางสิ่ง  + ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง  “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

2. She told me she looked sleepy because ___________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า ________________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ _________________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)   หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

3. He seems quite unhappy about his colleague’s remark.  It is quite natural for him to resent _______________.

(เขาดูเหมือนว่าไม่มีความสุขอย่างมากเกี่ยวกับคำพูดของเพื่อนร่วมงาน  มันเป็นธรรมดามากสำหรับเขาที่จะไม่พอใจ-ขุ่นเคือง _________________)

(a) insulting    (การดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ผู้อื่น)

(b) to insult

(c) being insulted    (การถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ที่ผู้อื่นทำกับตน)

(d) to be insulted

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  “Resent”  (ไม่พอใจ-ขุ่นเคือง)  ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  (Gerund)  แต่เพราะว่าต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Verb to be + Verb 3)  จึงต้องเป็น  “Being insulted”  เพราะหมายถึง  “ถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม”  (ถูกกระทำ)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Laura doesn’t appreciate being kept _________, so make sure you get there on time.

(ลอร่าไม่ชื่นชมกับการถูกทำให้ __________ ดังนั้น  จงมั่นใจว่าคุณจะไปถึงที่นั่นตรงเวลา)

(a) to wait

(b) to be waiting

(c) waiting    (รอคอย)

(d) having waited

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Keep” + Verb + ing   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ได้แก่

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I know you don’t have time, but you should finish _____________ the letter by noon.

(ผมรู้ว่าคุณไม่มีเวลา  แต่คุณควรเสร็จสิ้น ___________________ จดหมายในตอนเที่ยง)

(a) to answer

(b) answering    (การตอบ)

(c) by answering

(d) answer

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยา  “Finish + Verb + ing  

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Jack has already considered ___________________________________ his studies.

(แจ๊คได้พิจารณา __________________ การศึกษาของเขาแล้ว)  (คือ  ได้พิจารณาที่จะศึกษาต่อ)  (เช่น  ระดับปริญญาโท-เอก)

(a) continue

(b) continuing    (การทำต่อไป)

(c) to continue

(d) continues

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Consider + Verb + ing

                                      ตัวอย่างที่ 

  • They practiced ____________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด __________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”   ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand _________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ _____________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Can’t stand + Verb + ing” =   “ทนไม่ได้ที่จะ...................”

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk ______________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง _______________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)” 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind __________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ ______________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                       ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา _____________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”   (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                                       ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _______________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • He keeps ____________________________________ the most outrageous things.

(เขา ___________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                                      ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing ___________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _________________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                      ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I can’t help _____________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                             สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ___________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า __________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                             นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

4. I haven’t told my secretary to make a reservation for a plane ticket to London as I want to get her ________________ this letter for me first.

(ผมยังไม่ได้บอกเลขาฯของผมให้จองตั๋วเครื่องบินไปลอนดอน  เพราะว่าผมต้องการใช้ให้เธอ ___________________ จดหมายฉบับนี้ให้ผมก่อน)

(a) type

(b) to type    (พิมพ์)

(c) types

(d) typing

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Get + Someone + To do + Something}  คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไรดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • What would you get me _______________________________________________?

(คุณจะให้ผม _________________________________________________ อะไรครับ)

(a) to mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Get + Someone + To do + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ  “Passive voice

                                           สำหรับการใช้โครงสร้าง   “Causative use”  ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

                               1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  Verb “Do”)

                               2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของ Verb “Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                            ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                           อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้  + บางสิ่ง  + ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่  ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง  “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

5. Most buyers look for inexpensive and durable (ดิ๊ว-ระ-เบิ้ล) products.

(ผู้ซื้อส่วนมากมองหาผลิตภัณฑ์ที่ราคาไม่แพงและ     ทนทาน-ใช้ทน-(ความรัก) ยั่งยืน-สิ่งของที่ใช้ทน)

(a) tranquil    (แทร้ง-ควิล)  (สงบ, เงียบ, สงบเงียบ, สงบสุข, ราบรื่น, ปราศจากสิ่งรบกวน) 

(b) impromptu    (อิม-พร้อม-ทู่)  (ซึ่งไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน, กะทันหัน, ทันควัน, เฉพาะหน้า, การพูดหรือการแสดงที่ไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน, กลอนสด) 

(c) lasting; enduring    (ทนทาน, ทน, คงทน, ยืนหยัด, ถาวร, สิ่งทอที่ทนทานแข็งแรง  

(d) profuse    (โพร-ฟิ้วส์)  (มากมาย, มากเกิน, ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย)

(e) wistful    (วิสท-ฟูล)  (ปรารถนา, โหยหา, อยาก, ครุ่นคิด, ละห้อย) 

(f) corpulent    (อ้วน, อ้วนท้วน, พลุงพลุ้ย)  

 

6. Many children in that family are unruly (อัน-รู้-ลี่) and noisy.

(เด็กหลายคนในครอบครัวนั้น     ดื้อรั้น-ไม่สามารถปกครองได้-กระด้างกระเดื่อง-เกกมะเหรก-ไม่เชื่อฟัง-ดื้อด้าน-ควบคุมไม่อยู่-ไม่รักษาระเบียบวินัย-ไม่ยอม     และส่งเสียงดัง)

(a) jocose    (โจ-โคส)  (ยั่วเย้า, ล้อเล่น, ตะลกคะนอง, ขี้เล่น, ที่ขบขัน) 

(b) disobedient    (ดิส-โอ-บี๊-เดี้ยน)   (ที่ไม่เชื่อฟัง, ดื้อรั้น, ปกครองยาก)  

(c) comely    (คั้ม-ลี่)  (สวยงาม, สะดุดตา, เหมาะสม) 

(d) indigent    (อิ๊น-ดิ-เจิ้นท)  (ยากจน, ขัดสน, คนยากจน) 

(e) fortuitous    (ฟอร์-ทู้ (ทิ้ว)-อิ-ทัส)  (บังเอิญ, โชคดี) 

(f) affluent    (แอฟ-ฟลู-เอิ้นท)  (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มากมาย) 

(g) prodigious    (โพร-ดิ้ช-เจิส)  (มหาศาล, อย่างยิ่ง, ใหญ่โตมโหฬาร, มหันต์, มหัศจรรย์, งงงวย, แปลกประหลาด) 

 

7. The magnitude {แม้ก-นิ-ทูด (ทิวด)} of shock waves determines the damage that occurs during an earthquake.

(ขนาด-ปริมาณ-ความใหญ่-ความสำคัญ-ขนาดใหญ่-จำนวน-ความสว่างของดวงดาว       ของคลื่นความสั่นสะเทือนเป็นตัวกำหนด (ชี้) ความเสียหาย  ที่เกิดขึ้นระหว่างแผ่นดิน ไหว)

(a) size    (ขนาด)

(b) dungaree    (ดัง-กะ-รี่)  (ผ้าเนื้อหยาบ, ผ้าฝ้ายหยาบ, ผ้ายีนส์, ชุดยีนส์สีน้ำเงิน, เสื้อผ้าชุดทำงาน) 

(c) dungeon    (ดั๊น-เจิ้นท)  (คุกใต้ดิน, คุกที่แข็งแรงและมิดชิด, หอคอยป้อมปราการ 

(d) catacomb    (แค้ท-ทะ-โคม)  (สุสานใต้ดิน (โดยเฉพาะที่มีอุโมงค์และช่องต่างๆ, ห้องสุสานใต้ดิน, อุโมงค์เก็บเหล้า) 

(e) veranda (verandah)    (วะ-แร้น-ดะ)  (ระเบียง, เฉลียง, ดาดฟ้า)

(f) brigand    (บริ๊ก-เกิ้นด)  (โจร, ผู้ร้าย)

(g) potpourri    {โพ้-พู-รี่ (โพ-พะ-รี่) (พอท-พั้ว-รี่)} (ของผสม, จับฉ่าย, ดนตรีหรือท่วงทำนองผสมผเส) 

 

8. This information is urgently _______________________________________________.

(ข้อมูลข่าวสารนี้ ____________________________________________ อย่างเร่งด่วน)

(a) need

(b) needing

(c) unnecessary    (ไม่จำเป็น, ไม่สำคัญ)

(d) needed    (ได้รับความต้องการ, ถูกต้องการ)

ตอบ   -  ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Verb to be + Verb 3)  (Is………….. needed)

 

9. San Diego _________ the oldest permanent settlement for Europeans in the United States.

(เมืองซานดิเอโก (รัฐแคลิฟอร์เนีย) _______________ นิคม (ที่ตั้งรกรากถิ่นฐาน)แบบถาวรที่เก่าแก่ที่สุด  สำหรับชาวยุโรปในสหรัฐฯ)

(a) being

(b) is    (เป็น)

(c) where

(d) being for

 

10. The activities of the Tennessee Valley Authority have aided the economic rehabilitation of the Tennessee Valley, ______________ of some 40,000 square miles.

(กิจกรรมต่างๆขององค์กรหุบเขาเทนเนสซี  ได้ช่วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจของ (บริเวณ) หุบเขาเทนเนสซี, _________________ ราวๆ  ๔๐,๐๐๐  ตารางไมล์ )

(a) an area    (พื้นที่)

(b) its area

(c) area

(d) areas

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………Valley, which is an area of some……….”

 

11. Liberals tend to favor _______________________________________ do conservatives.

(นักเสรีนิยมมีแนวโน้มที่จะสนับสนุน ______________________________ นักอนุรักษ์นิยม)

(a) more than immediate social change

(b) change more immediate than social

(c) more immediate social change than    (การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบทันทีทันใด  มากกว่า)

(d) social change more than immediate

 

12. The electrician was reluctant to estimate the cost of the repair work.  

(ช่างไฟฟ้า    ไม่เต็มใจ    ที่จะประมาณการค่าใช้จ่ายของงานซ่อม)

(a) didactic (didactical)    (ได-แด๊ค-ทิค)  (ชอบสอน, ในทำนองสั่งสอน, ซึ่งมุ่งหมายสำหรับสอน) 

(b) flaunting    (ฟล้อน-ทิ่ง)  (ที่อวดโก้, ที่โอ้อวด, ที่เห่อ, เดินโอ้อวด, แสดงโอ้อวด, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม, โบกธงหรือผ้า)

(c) improvident    (อิม-พรอฟ-วิ-เดิ้นท)  (. เลินเล่อ, ไม่ระวัง, ไม่คิดถึงอนาคต, ไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน,  . ไม่ประหยัด, สุรุ่ยสุร่าย) 

(d) prodigal    (พร้อด-ดิ-เกิ้ล)  (ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย, ไม่มีความเสียดาย, ใจป้ำ, สิ้นเปลืองยิ่ง, คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย) 

(e) unwilling    (ไม่เต็มใจ) 

(f) incipient     (อิน-ซิพ-เพี่ยน)  (แรกเริ่ม, เริ่มเกิดขึ้น) 

 

13. The intrusion of the hazardous gas made it difficult to live in the house.  

(การล่วงล้ำ-การบุกรุก-การก้าวก่าย-การผลักดัน     ของแกสอันตราย  ทำให้มันยากลำบากที่จะอาศัยในบ้านหลังนั้น)

(a) procrastination    (โพร-แครส-ทิ-เน้-ชั่น)  (การผัดวันประกันพรุ่ง, การเลื่อน, การหน่วงเหนี่ยว, การทำให้ชักช้า) 

(b) dissemination    (การแพร่กระจาย, การเผยแพร่, การทำให้กระจัดกระจาย)

(c) discourse    (การพูดหรือเขียนที่ติดต่อกัน) 

(d) invasion    (อิน-เว้-ชั่น)  {การรุกราน, การบุกรุก, การถลันเข้าไป, การแพร่ (ของกาซ, โรค)}

(e) collaboration    (ความร่วมมือ) 

(f) superstition    (การเชื่อโชคเชื่อลาง, การเชื่อเรื่องไสยศาสตร์, การเชื่อเรื่องงมงาย, การเชื่อผีถือสาง)

 

14. A well-trained dog will comply (คัม-ไพล่) when it is told to sit.

(สุนัขที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีจะ     ทำตาม-เชื่อฟัง-ยินยอม      เมื่อมันถูกสั่งให้นั่ง)

(a) interrogate    (สอบถาม, ซักถาม) 

(b) erode   (อิ-โร้ด)  (สึกกร่อน, กัดกร่อน, เซาะ, ชะ, ทำให้สึกกร่อน) 

(c) acquiesce    (แอ๊ค-ควิ-เอส)  (ยินยอม, ยอมรับ, ตกลง, ยอมรับในใจ)

(d) emulate    (เอ๊ม-มิว-เลท)  (เอาอย่าง, พยายามเลียนแบบ, พยายามจะทำให้เท่าเทียมหรือดีกว่า) 

(e) contradict    (คอน-ทระ-ดิ๊คท)  (.โต้แย้ง, กล่าวแย้ง, เถียง,  . ปฏิเสธ) 

(f) articulate   (. (กริยา) พูดออกมาอย่างชัดเจน  . (คุณศัพท์)  ชัดเจน, มีความ หมาย) 

(g) arbitrate     (ไกล่เกลี่ย, ตัดสินโดยอนุญาโตตุลาการ, เสนอให้ตัดสินโดยมีผู้ชี้ขาด) 

 

15. ________________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(____________________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง..............เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ............(คลองปานามา..................วิศวกรรม)............. เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Not only was the ………triumph, but it also quickly proved a financial success”   หรือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

 

16. I can’t go with you.  I’ve got to look _________________________________ the house.

(ผมไม่สามารถไปกับคุณ  ผมจำเป็นต้อง _________________________________ บ้าน)

(a) at    (“Look at”  =  จ้องมอง)

(b) after    (“Look after”  =  ดูแล, เอาใจใส่, รับผิดชอบ)

(c) round    (“Look round”  =  เดินตรวจตรารอบๆบริเวณ  -  ตึก, อาคาร)

(d) up and down

 

17. How can I avoid ____________________________________________________him?

(ผมจะสามารถหลีกเลี่ยง __________________________________ กับเขาได้อย่างไร)

(a) meet

(b) meeting    (การพบ, การพบปะ)

(c) to meet

(d) met

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Avoid + Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ในข้อ  ๓  ของข้อสอบชุดนี้

 

18. I have made ___________________________________________ my mind to join you.

(ผมได้ตัดสินใจ ___________________________________________ ที่จะร่วมกับคุณ)

(a) up    (“Make up one’s mind  =  ตัดสินใจ)

(b) out

(c) in

(d) for

 

19. It was such a pleasant trip that we wanted to take ______________________________.

(มันเป็นการเดินทางที่น่ารื่นรมย์มาก  จนกระทั่งเราต้องการที่จะ _____________________)

(a) another one    (เดินทางอีกครั้งหนึ่ง)

(b) the other    (คนหรือสิ่งสุดท้ายที่เหลือ)

(c) one another     (ซึ่งกันและกัน)

(d) other one

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “One”   แทน  “Trip”  ดูคำอธิบาย   “Another” จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • If you don’t want this pen, take ________________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้  เอา ______ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวน หนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others     (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another     (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่  

  • One of my English teachers is American, ___________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Another”    (อีกหนึ่ง)  ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์   (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other” เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                             อย่างไรก็ตาม   สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก..............................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                             นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”   เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

 

20. My teacher has ___________________________________ patience with the students.

(ครูของผมมีความอดทน ________________________________________ กับนักเรียน)

(a) very    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(b) too    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(c) a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับนามนับไม่ได้  และนามนับได้ พหูพจน์)

(d) many    (มากมาย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A lot of” (= Lots of)  ใช้ขยาย  “Patience”  (ความอดทน)  ซึ่งเป็นนามนับไม่ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 332)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In 1750, two people out of every ten lived in the town.  By the middle of the 20th century, eight people out of every ten did so.

(ในปี  ๑๗๕๐  ประชาชน  ๒  คนจากทุกๆ  ๑๐  คน  อาศัยอยู่ในเมืองนี้  (แต่)  ในตอนกลางศตวรรษที่  ๒๐  ประชาชน  ๘  คนจากทุกๆ  ๑๐  คนทำเช่นนั้น)  (หมายถึง  อาศัยอยู่ในเมืองนี้)

(a) More people lived in the town in 1750 than at the present time.    (ประชาชนอาศัยอยู่ในเมืองนี้ในปี  ๑๗๕๐  มากกว่าในปัจจุบัน)

(b) Ten people out of every twenty have moved to live in the town.    (ประชาชน  ๑๐  คนจากทุกๆ  ๒๐  คน  ได้ย้ายไปอยู่ในเมือง)

(c) More people lived in the town in 1850 than in 1950.    (ประชาชนอาศัยอยู่ในเมืองนี้ในปี  ๑๘๕๐  มากกว่าในปี  ๑๙๕๐)

(d) More people now live in the town.    (ผู้คนจำนวนมากขึ้นอาศัยอยู่ในเมืองนี้ในปัจจุบัน)  (เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต)

 

2. “I had no voice in the matter.”

(ผมไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น)

From the above statement, we learn that the speaker ________________________________.

(จากข้อความข้างบน  เรารู้ว่าผู้พูด ___________________________________________)

(a) had no opinion of the matter    (ไม่มีความคิดเห็นในเรื่องนั้น)

(b) had little idea of what the matter was about    (รู้นิดเดียวว่าเรื่องนั้นเกี่ยวกับอะไร)

(c) did not want to show any concern about the matter    (ไม่ต้องการแสดงความวิตกกังวลใดๆเกี่ยวกับเรื่องนั้น)

(d) had no right to express his opinion in the matter    (ไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องนั้น)

 

3. Jennifer said she would do anything for me but lie.   

(เจนนิเฟอร์กล่าวว่าเธอจะทำอะไรให้ผมได้ทุกอย่าง  ยกเว้นโกหก)  (หมายถึง  จะให้ทำอะไรให้ก็ได้  ยกเว้นให้โกหก)

(a) Jennifer does nothing but lies.    (เจนนิเฟอร์ไม่ทำอะไรเลย  นอกจากโกหก)

(b) I lied to Jennifer.    (ผมโกหกเจนนิเฟอร์)

(c) Jennifer refuses to lie.    (เจนนิเฟอร์ปฏิเสธที่จะโกหก)  (คือ  ไม่ยอมโกหก)

(d) Jennifer lied to me about something.    (เจนนิเฟอร์โกหกผมเกี่ยวกับบางเรื่อง)

 

4. Our store has several products on hand.   

(ร้านของเรามีผลิตภัณฑ์มากมายพร้อมจำหน่าย)  (แปลตรงตัว  คือ  มีผลิตภัณฑ์อยู่ในมือ)

(a) Our store has many things ready made.    (ร้านของเรามีสิ่งต่างๆจำนวนมากซึ่งทำสำเร็จรูป)

(b) Our store produces handmade products.    (ร้านของเราผลิตสินค้าซึ่งทำด้วยมือ)

(c) Several products are available here.    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมากสามารถหา (ซื้อ) ได้ที่นี่)

(d) Goods are on sale by hand.    (สินค้ากำลังถูกขายด้วยมือ)

 

5. It is undeniable (อัน-ดิ-ไน้-อะ-เบิ้ล) that he has skill, but he needs to show more initiative.  

(มัน    ไม่อาจปฏิเสธ-ไม่อาจโต้แย้งได้-ไม่ผิดพลาดแน่นอน    ว่าเขามีทักษะ  แต่ว่าเขาจำเป็นต้องแสดงความคิดริเริ่มเพิ่มมากขึ้น)

(a) unbearable    (ทนไม่ได้, ไม่สามารถอดกลั้นได้) 

(b) unblemished    (อัน-เบล๊ม-มิชด)  (ไม่มีรอยด่างพร้อย, ไม่มีมลทิน, ไร้ราคี, บริสุทธิ์)

(c) uncanny    (อัน-แค้น-นี่)  (แปลก, พิกล, ไม่ปกติ, ไม่ธรรมดา, ประหลาด, อัศจรรย์, ลึกลับ) 

(d) boisterous    (บ๊อย-สเทอ-เริส)  (หนวกหู, อึกทึก, เอะอะ, พล่าน, หยาบ) 

(e) indubitable    (อิน-ดู๊-บิ-ทะ-เบิ้ล)  (ไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอน, ไม่สามารถโต้แย้งหรือเถียงได้(= incontrovertible = indisputable = unquestionable= irrefutable = obvious = evident = conclusive = certain)

(f) derogatory   (ดิ-ร้อก-กะ-ทอร์-รี่)  (ที่เสื่อมเสีย, ที่เสียหาย) 

 

6. The doctor advised me to stay away from unwholesome (อัน-โฮ้ล-เซิ่ม) foods.

(หมอแนะนำให้ผมอยู่ห่าง (หลีกเลี่ยง) จากอาหารที่      เป็นอันตรายต่อกายหรือใจ-มีสุขภาพไม่ดี-เสื่อมเสียศีลธรรม)

(a) conspicuous    (คอน-สพิ้ค-คิว-อัส)  (เห็นได้ง่าย, เห็นเด่นชัด, เห็นโทนโท่, มองดูสะดุดตา) 

(b) loquacious    (โล-เคว้-เชิส)  (พูดมาก, โว, ช่างพูด) 

(c) infallible    (อิน-แฟ้ล-ละ-เบิ้ล)  (ไม่รู้จักผิดพลาด, ไม่ทำผิดพลาด, แน่นอนที่สุด, คนที่ไม่ทำผิดพลาด หรือทำถูกโดยตลอด, สิ่งที่ถูกต้องตลอด) 

(d) unnourishing    (อั๊น-เนอ-ริช-ชิ่ง)  (ซึ่งไม่บำรุงเลี้ยง, ซึ่งไม่หล่อเลี้ยง, ซึ่งไม่เสริมกำลัง, ซึ่งไม่บำรุงด้วยอาหาร, ซึ่งไม่สนับสนุน, ซึ่งไม่เลี้ยงหรือถนอม)

(e) esoteric    (เอส-โซ-เท้อร์-ริค)  (ลึกลับ, ซึ่งรู้เฉพาะไม่กี่คน, ซึ่งรู้ในวงจำกัด, ลับเฉพาะ) 

(f) impermanent    (ไม่ถาวร, ชั่วคราว) 

 

7. I am very sad about his untimely death.

(ผมโศกเศร้าเป็นอย่างมากกับการตาย      ก่อนถึงเวลา-ไม่เหมาะสมกับกาลเวลา-ไม่ได้เวลา-ไม่ถูกกาลเทศะ-ไม่สมควร-ไม่เหมาะสม     ของเขา)

(a) disreputable    (เสียชื่อเสียง, ชื่อเสียงไม่ดี, ไม่น่าเคารพ)

(b) cogent    (โค้-เจิ้นท)  (น่าเชื่อ, ซึ่งโน้มน้าวจิตใจ, ถูกจุด, ตรงประเด็น)             

(c) horrible    (น่ากลัว, น่าสยดสยอง, ไม่เป็นที่พอใจอย่างยิ่ง)

(d) redoubtable    (ริ-เด๊า-ทะ-เบิ้ล)  (น่ากลัว, ห้าวหาญ, น่านับถือ) 

(e) frenetic (frenetical)    {เฟร-เน้ท-ทิค (เคิ่ล)}  (บ้ำระห่ำ, บ้าคลั่ง)             

(f) premature    (พรี-มะ-ทั่วร์)   (ยังไม่ถึงเวลาอันควร, ก่อนถึงเวลากำหนด, ยังไม่ครบ, ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่)  (= precocious = advanced = early)

 

8. But for her help, I wouldn’t have succeeded.

(ปราศจากความช่วยเหลือของเธอ  ผมคงจะไม่ประสบความสำเร็จ)  (ความหมายคือ   เพราะว่าเธอช่วยเหลือ  ผมจึงประสบความสำเร็จ)

(a) With or without her help, I would have succeeded.    (ด้วยหรือปราศจากความช่วยเหลือของเธอ  ผมคงประสบความสำเร็จไปแล้ว)  (คือ  ไม่ว่าเธอจะช่วยหรือไม่ก็ตาม  ผมคงจะประสบความสำเร็จไปแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง ผมมิได้ประสบความสำเร็จ  -  ประโยคนี้เป็นการสมมติที่ผิดหลักตรรกะ)  (ที่ถูก  ข้อนี้ควรพูดว่า  “With her help, I would have succeeded.”  -  “ถ้าเธอช่วย  ผมคงประสบความสำเร็จไปแล้ว”  (ในอดีต)  แต่เพราะเธอไม่ช่วย  ผมจึงล้มเหลว)

(b) Thanks to her help, I succeeded.    (เนื่องจากความช่วยเหลือของเธอ  ผมจึงประสบความสำเร็จ)

(c) I didn’t succeed because she didn’t help me.    (ผมไม่ประสบความสำเร็จ  เพราะเธอไม่ช่วยผม)

(d) If she had helped me, I would have succeeded.    {ถ้าเธอได้ช่วยผม  ผมคงประสบความสำเร็จไปแล้ว”  (ในอดีต)} (แต่จริงๆแล้ว  เธอมิได้ช่วยผม  ผมจึงล้มเหลว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติม  “But for”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • _________________________ Tommy’s advice, they would have never got the job.

(____________________ คำแนะนำของทอมมี่   พวกเขาคงจะไม่ได้งานทำ)  (ความหมาย คือ  เพราะทอมมี่ให้คำแนะนำ  พวกเขาเลยได้งานทำ)

(a) Except    (ยกเว้น)

(b) Apart from    (นอกเหนือจาก)

(c) But for    (ปราศจาก(= Without)

(d) As for   (สำหรับ  -  ผม, คุณ, เธอ, ฯลฯ)

 

9. Billy’s medicine is good for neither his sore throat nor his cough.

(ยาของบิลลีไม่ได้ผลทั้งกับการ (อาการ) เจ็บคอ  และการไอของเขา)

(a) The medicine is good for his sore throat.    (ยาใช้ได้ผลสำหรับอาการเจ็บคอของเขา)

(b) The medicine is good for his cough.    (ยาใช้ได้ผลสำหรับการไอของเขา)

(c) The medicine is helpful to his cold.    (ยานี้มีประโยชน์สำหรับอาการไข้หวัดของเขา)

(d) The medicine does not help at all.    (ยามิได้ช่วยอะไรทั้งสิ้น)  (คือ  ใช้แก้การเจ็บคอ  และการไอของบิลลีไม่ได้)

 

10. If Linda doesn’t improve in physics this semester, she’ll have to find a tutor.

(ถ้าลินดา (คะแนน) ไม่ดีขึ้นในวิชาฟิสิกส์เทอมนี้  เธอจำเป็นจะต้องหาครูสอนพิเศษ)

(a) Linda is a better physics student than her tutor.    (ลินดาเป็นนักเรียนวิชาฟิสิกส์ที่ดี (เก่ง) กว่าครูสอนพิเศษของเธอ)

(b) Tutors cannot be found this semester.    (ครูสอนพิเศษไม่สามารถหาได้ในเทอมนี้)

(c) Linda needs to do better in physics.    (ลินดาจำเป็นต้องทำให้ดีขึ้นในวิชาฟิสิกส์)

(d) Several physics students are tutored by Linda.    (นักเรียนวิชาฟิสิกส์จำนวนมากได้รับการสอนพิเศษ (ติว) โดยลินดา)

 

11. She has been here ____________________________________________________.

(เธออยู่ที่นี่ _________________________________________________________)

(a) after 1975    (หลังจากปี  ๑๙๗๕)

(b) in 1975    (ในปี  ๑๙๗๕)

(c) for 1975

(d) since 1975    (ตั้งแต่ปี  ๑๙๗๕)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ประโยคนี้ใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense”  (Has been)  ซึ่งแสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  (อยู่ที่นี่  ตั้งแต่ปี  ๑๙๗๕)  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

12. If a miner pondered over the high mortality rate in his occupation, he might want to quit.

(ถ้าคนงานเหมืองไตร่ตรองเกี่ยวกับอัตรา    การตาย     ในอาชีพของตน  เขาอาจต้องการเลิกทำอาชีพนี้)

(a) neophyte    (นี้-โอ-ไฟท)  (ผู้เริ่มฝึกหัด, ผู้เริ่มทำงาน, สมาชิกใหม่, เณร) 

(b) valediction    (แวล-ลิ-ดิ๊ค-ชั่น)  (การอำลา, การเอ่ยคำอำลา, คำอำลา) 

(c) death; fatality; decease; demise; end; termination    (ความตาย; ความหายนะหรืออุบัติเหตุถึงตาย-คนตายโดยอุบัติเหตุ; ความตาย-มรณกรรม; การตาย-มรณกรรม-การสิ้นสุด; มรณกรรม-จุดจบ-ความพินาศ-ความหายนะ; การสิ้นสุด-การยุติ-การจบลง)

(d) vainglory    (เว้น-โกล-รี่)  (การทะนงตัว-เย่อหยิ่ง-จองหอง-ผยองเกียรติ, ความเห่อ, คนเย่อหยิ่ง, คนผยอง)

(e) heist    (ไฮ้ซท)  (การปล้น, การขโมย, การโจรกรรม, ปล้น, ขโมย)

(f) magnanimity    (แมก-นะ-นิ้ม-มี-ที่)  (ความมีใจกว้าง-เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความสูง ส่ง, ความไม่เห็นแก่ตัว, ความมีจิตใจสูงส่ง, การกระทำที่มีใจสูงส่ง)

 

13. Although the former farm girl pretended to be urbane, a feeling of nostalgia (นอส-แท้ล-เจีย) always came over her when she heard country music.

(แม้ว่าอดีตเด็กหญิงชาวไร่จะแสร้งทำเป็นแบบชาวเมือง-ผู้ดี   ความรู้สึก      ความคิดถึงอดีต      มักจะมาเยือนเธอเสมอ  เมื่อเธอได้ยินดนตรีบ้านนอก)

(a) obliquity    {โอ (อะ)-บลิ๊ค-ควิ-ที่}  (ความไม่ซื่อตรง, ความไม่มีศีลธรรม จรรยา, ความมีเลศนัย, ความเอียง, การเอียงลาด, ความอ้อมค้อม, ความบิดเบือน)

(b) rendezvous    (ร้าน-เด (ดี-ดะ)-วู)  (การนัดพบ, ที่นัดพบ, ที่ชุมนุม, ที่ชุมนุมพล, นัดพบ, ชุมนุมกัน)

(c) felony    (เฟ้ล-ละ-นี่)  (ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น  ฆาตกรรม, วางเพลิง, ข่มขืน)  (= crime)

(d) melancholy    (เม้ล-เลิน-คอล-ลี่)  (ภาวะจิตใจหดหู่, ใจคอเหี่ยวแห้ง, อาการครุ่นคิดมาก, หดหู่, ซึมเศร้า, สลดใจ, ซึ่งทำให้สลดใจ) 

(e) equanimity    (อี-ควะ-นิ้ม-มิ-ที่)  (ความใจเย็น, ความสงบใจ, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ) 

(f) yearning for the past    (การคิดถึงอดีต)

 

14. His two front teeth were knocked out in a brawl (บรอล).

(ฟันหน้าสองซี่ของเขาถูกทำให้หลุดออกมาใน    การทะเลาะวิวาท-การด่ากัน-เสียงเอะอะโวยวาย)  (คือ  ถูกชกจนฟันหน้าหลุด  ๒  ซี่่)

(a) arson    (อ๊าร์-เซิ่น)  (การลอบวางเพลิง)

(b) bistro    (บิส-โทร)  (ภัตตาคารหรือบาร์เล็กๆที่นิยมเสิร์ฟไวน์)

(c) artisan    (อ๊าร์-ทิ-เซิ่น)  (ช่างฝีมือ, ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ)

(d) artifact    (อ๊าร์-ทิ-แฟคท)  (สิ่งประดิษฐ์ด้วยฝีมือคน, สิ่งประดิษฐ์, ของเทียม) 

(e) fray    (เฟร) (noun-verb)  (การทะเลาะวิวาท, การต่อสู้, การชกต่อย, การโต้เถียง, ทำให้ตกใจ-ตกตะลึง) 

(f) crony    (โคร้-นี่)  (เพื่อนสนิท)

 

15. Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the _______________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน _____ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ ___________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun) 

                                    ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _____________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ___________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ______________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ______________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

16. She is English ______________________________________________________ birth.

(เธอเป็นคนอังกฤษ ______________________________________________ กำเนิด)

(a) for

(b) from

(c) since

(d) by    (โดย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)-  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)“Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี) “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),    เป็นต้น

 

17. I have _____________________________________________ a lot of letters tomorrow.

(ผม ____________________________________________ จดหมายมากมายวันพรุ่งนี้)

(a) written

(b) been writing

(c) to write    (“Have to write”  =  จำเป็นต้องเขียน)

(d) necessary to write

 

18. He walked slowly for fear that he ______________________________________ stumble.

(เขาเดินอย่างช้าๆ  ด้วยเกรงว่าเขา ________________________________ สะดุดหกล้ม)

(a) might

(b) would

(c) should    (จะ)

(d) would not

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “For fear that + Subject + should + Verb 1”  =  “ด้วยเกรงว่าประธานฯจะ..........................

 

19. The man _____________________________________ beside your teacher is my uncle.

(ผู้ชายที่ _____________________________________ ข้างๆครูของคุณ  เป็นลุงของผม)

(a) stands

(b) standing     (ยืน, กำลังยืน)

(c) is standing

(d) to stand

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย   (Adjective clause)  “Who stands”   หรือ  “Who is standing”  ซึ่ง  “Standing”  ในที่นี้  เรียกว่า  “Present participle”  ทำหน้าที่ขยายคำนาม  คือ  “Man”   เพื่อบอกให้รู้ว่า  คำนามนั้น  (ผู้ชาย)  เป็นผู้ทำกริยา  “ยืน”  คือ   แสดงการ  “เป็นผู้กระทำ”  (Active voice)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • The pen _____________________________________ to Tim has just been stolen.

(ปากกา ____________________________________________ ทิม  เพิ่งจะถูกขโมยไป)

(a) belongs

(b) belonged

(c) belonging    (ซึ่งเป็นของ)

(d) belong

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย  “Adjective clause”  (Which belongs to Tim)  สำหรับประโยคใหญ่  (Main clause)   คือ  “The pen has just been  stolen.

                                         ตัวอย่างที่  ๒

  • The students _____________________________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง ___________________________ ภาษาสเปน  อาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c)study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “……........students who study……...…”   หรือ   “…....….students who are studying.........,,..”  สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้  เช่น

  • The people working (= people who work) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living (= man who lives) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing (= children who play) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)    

       

20. If there is a problem of youth, I think it is elderly people who create it, _____________.

(ถ้ามีปัญหาของเด็กวัยรุ่น  ผมคิดว่ามันคือผู้สูงอายุนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา, __________)

(a) not the young himself

(b) not the youngs themselves

(c) not the youngs himself

(d) not the young themselves    (มิใช่ตัวของเด็กวัยรุ่นเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (Young)  ทำให้กลายเป็นคำนามหมายถึง   “เด็กวัยรุ่น”   ซึ่งถือเป็นพหูพจน์  (โดยไม่ต้องเติม “S”)  จึงต้องใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)   คือ  คำสรรพ นามที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  ว่า  “Themselves”  (สำหรับ  “The young”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   แล้วกลายเป็นคำนาม   พหูพจน์จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • The brave ___________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ _____________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The brave”  =  “ผู้กล้าหาญ”  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”   กริยาจึงเป็น   “Are

                                         ตัวอย่างที่  

  • In the cities _____________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ _________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “The poor”   หมายถึง   “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา  “Live

                                        ตัวอย่างที่          (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –     ข้อ   ๓   แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)   และนำหน้าอนุประโยค   (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย”   และ  “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have”   (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)   เช่น“the poor”  (คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the blind”   (คนตาบอด)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)  “the deaf”  (คนหูหนวก)   “the dumb”  (คนเป็นใบ้)   นอกจากนั้น   Verb + ing (Present participle)   และ กริยาช่องที่  ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น  “The dying”  (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”(คนเจ็บ)   “The injured”  (คนเจ็บ)  “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา   “are, were, have”  เช่นกัน   ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 331)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. While more expensive to produce, the new drug is twice as effective.

(ในขณะที่ราคาแพงกว่าในการผลิต  ยาชนิดใหม่มีประสิทธิผล (ดีกว่า) เป็นสองเท่า)

(a) it costs too much to produce the new drug.    (ยาชนิดใหม่ราคาแพงมากเกินไปที่จะผลิต)

(b) the new drug costs more but it works as well as the old one.    (ยาชนิดใหม่ราคาแพงกว่า แต่มันทำงาน (มีประสิทธิผล) ดีพอๆกับชนิดเก่า)

(c) the new drug costs more but it works better.    (ยาชนิดใหม่ราคาแพงกว่า แต่มันทำงาน (มีประสิทธิผล)) ดีกว่า)

(d) the new drug costs more but it is worse than the old one.    (ยาชนิดใหม่ราคาแพงกว่า  แต่มันแย่กว่าชนิดเก่า)

 

2. Frank can’t help shouting at the members of the team. 

(แฟรงค์อดไม่ได้ที่จะตะโกนใส่สมาชิกของทีม)  (คือ  ตะโกนเชียร์ทีมฝ่ายตน)

(a) Frank likes to shout at his team, but this does not help them.    (แฟรงค์ชอบตะโกนใส่ทีมของเขา  แต่สิ่งนี้ก็มิได้ช่วยอะไรพวกนั้น)

(b) Frank can’t control his emotions and keeps shouting at his team.     (แฟรงค์ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของเขา  และตะโกนใส่ทีมของเขาอยู่โดยตลอด)  (คือ  ตะโกนเชียร์ทีมของตน)        

(c) As Frank cannot take part in the team, he helps by cheering them loudly.    (เนื่องจากแฟรงค์ไม่สามารถเข้าร่วม (เล่น) ในทีม  เขาช่วยโดยการเชียร์พวกนั้น)

(d) The only useful thing Frank can do for his team is to shout at them.

(สิ่งมีประโยชน์เพียงประการเดียวที่แฟรงค์สามารถทำได้สำหรับทีมของเขา  คือการตะโกนใส่คนพวกนั้น)

 

3. Smith ruled his household with a heavy hand.

(สมิธปกครองคนในครอบครัวของเขาด้วยกฎระเบียบที่เคร่งครัดยิ่ง)

(a) Smith was not very skillful in household matters.    (สมิธมิได้มีทักษะมากมายในเรื่อง (การบริหาร) คนในครอบครัว)

(b) Smith was very strict in his dealings with his household.    (สมิธ เข้มงวดอย่างมากในการจัดการกับคนในครอบครัวของเขา)

(c) Smith used to punch the members of his household when he was angry.    (สมิธเคยชกสมาชิกในครอบครัวของเขาเมื่อเขาโกรธ)

(d) Smith was very unfair in everything he did that concerned the household.    (สมิธไม่ยุติธรรมอย่างมากในทุกสิ่งที่เขาทำที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกในครอบครัว)

 

4. According to the news report yesterday, no one survived the plane crash.

(ตามรายงานข่าวเมื่อวานนี้  ไม่มีผู้รอดชีวิตจากเครื่องบินตก)

(a) As reported, no one died in the plane crash.    (ตามรายงานข่าว  ไม่มีคนตายจากเครื่องบินตก)

(b) As reported, every passenger died in the plane crash.    (ตามรายงานข่าว  ผู้โดยสารทุกคนตายจากเครื่องบินตก)

(c) As reported, every passenger was badly injured in the plane crash.    (ตามรายงานข่าว  ผู้โดยสารทุกคนได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเครื่องบินตก)

(d) As reported, most passengers were severely wounded in the plane crash.    (ตามรายงานข่าว  ผู้โดยสารส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเครื่องบินตก)

 

5. The discovery of a vaccine for smallpox was a substantial (ซับ-สแท้น-เชิ่ล) medical achievement.  

(การค้นพบวัคซีนสำหรับไข้ทรพิษเป็นความสำเร็จทางการแพทย์ที่    สำคัญ-ยิ่งใหญ่- มากมาย-มีเนื้อหา-มีแก่นสาร-มีตัวตน-มีอิทธิพล-เป็นเนื้อเป็นหนัง)

(a) gluttonous    (กลั๊ท-เทิน-เนิส)  (ตะกละ, ไม่รู้จักอิ่ม, ไม่รู้จักพอ, ที่กินอย่างมูมมาม)  (b)  important; great; strong; valuable; lasting; durable    (สำคัญ; ยิ่งใหญ่; แข็งแกร่ง; มีค่า; ทนทาน-อยู่ไปนาน; คงทน-ถาวร)

(c) irrefutable    (อิ-เร้ฟ-ฟิว-ทะ-เบิ้ล)  (ที่ไม่อาจปฏิเสธได้, ที่ไม่อาจโต้แย้งได้, ที่หักล้างไม่ได้) 

(d) recalcitrant    (ริ-แค้ล-ซิ-เทริ่นท)  (ดื้อรั้น, ดื้อดึง, พยศ, ไม่เชื่อฟัง, ไม่อ่อนน้อม, หัวแข็ง, หัวรั้น)

(e) remorseful    (ริ-ม้อร์ส-เฟิ่ล)  (สำนึกผิด, เสียใจมากต่อความผิดที่ได้กระทำไป)

(f) ravening    (แร้ฟ-เวิน-นิ่ง)  (ตะกละและหิวโซ, ช่วงชิง, แย่งชิง, ความตะกละ, การแย่งชิง, การช่วงชิง, ของที่ถูกปล้น)

 

6. She was expected to deplete (ดิ-พลี้ท) all her savings to buy a new computer.  

(เธอถูกคาดหวังว่าจะ     ใช้หมดไป-ทำให้หมดสิ้นหรือน้อยลงมาก-ทำให้สูญเสีย-ทำให้ว่างเปล่า-ถ่ายทิ้ง-เททิ้ง     เงินออมทั้งหมดของเธอ  เพื่อซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่)  (คือถูกคาดว่า จะใช้เงินออมจนหมด)

(a) use up; exhaust; empty; drain; diminish; decrease    (ใช้จนหมดสิ้น; ทำให้หมดกำลัง-อ่อนเพลีย; ทำให้ไม่เหลือหรือว่างเปล่า; เททิ้ง-ระบายทิ้ง; ทำให้ลดน้อยลง; ทำให้ลดลง)

(b) replenish    (ริ-เพล้น-นิช)  (เติมจนเต็ม, เติมเต็มใหม่, เสริมกำลัง, ทำให้สมบูรณ์ใหม่, เติมเชื้อเพลิง, เติมอีก, เติมใหม่)

(c) prevaricate    (พริ-แว้-ริ-เคท)  (โกหก, พูดกลับกลอก, พูดหลบหลีก, พูดปัดภาระ) 

(d) dabble    (ทำลวกๆ, ทำแบบจับๆจดๆ, ทำไม่จริง, เล่นน้ำ, ทำให้เปียกนิดหน่อย, ทำให้เป็นรอยแต้มรอยด่าง, กระเด็นเป็นรอยเปียก)

(e) inundate    (อิ๊น-อัน-เดท)  (ท่วม, ไหลบ่า, ทำให้เต็มไปด้วย)

(f) deride    (ดิ-ไร้ด)  (หัวเราะเยาะ, ดูถูก, เยาะเย้ย, เหยียดหยาม, เย้ยหยัน) 

 

7.  Poor harvests have been found to debilitate (ดิ-บิ๊ล-ลิ-เทท) the economy of many agricultural countries.  

(การเก็บเกี่ยวที่ไม่ได้ผลถูกพบว่า     ทำให้อ่อนแอลง-ทำให้ทรุดโทรม-ทำให้อ่อนกำลัง-ทำให้อ่อนเพลีย     เศรษฐกิจของประเทศเกษตรกรรมจำนวนมาก)  (คือการปลูกพืชที่ไม่ได้ผล  ทำให้เศรษฐกิจของประเทศอ่อนแอ-ทรุดโทรมลง)

(a) denigrate    (เด๊น-นิ-เกรท)  (ทำให้เสียชื่อเสียง, ทำให้มัวหมอง, ทำให้สกปรก, ใส่ร้ายป้ายสี) 

(b) plunder    (พลั้น-เดอะ)  (ปล้นสะดม, ขโมย, โกง, ลัก, ยักยอก, ร่วมปล้น, การปล้น, การขโมย, การยักยอก, ของที่ปล้นมา)

(c) enfeeble; enervate; weaken; exhaust; exacerbate    (ทำให้อ่อน เพลีย-หมดกำลัง; ตัดกำลัง-ทำให้อ่อนกำลัง; ทำให้อ่อนกำลัง-อ่อนแอ; ทำให้หมดกำลัง-ทำให้อ่อนเพลีย; ทำให้ทรุดหนักลง-เลวร้ายลง)

(d) flabbergast    (แฟล้บ-เบอะ-แกสท)  (ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกตะลึง)

(e) degenerate    (ดี-เจ๊น-เนอะ-เรท)  (เสื่อม, เสื่อมทราม, ที่เสื่อม, ที่เสื่อมทราม, คนทราม, คนเลว)

(f) extradite    (เอ๊ค-สทระ-ไดท)  {ส่ง (ผู้ร้าย) ข้ามแดน, ทำให้ (ผู้ร้าย) ถูกส่งข้ามแดน}

 

8. The life of a sailor is much pleasanter than it used to be.

(ชีวิตของกะลาสีเรือน่ารื่นรมย์-สบาย  มากกว่าที่มันเคยเป็น)  (คือ  ชีวิตในปัจจุบันดีกว่าในอดีต)

(a) Sailors are used to a pleasant life.    (กะลาสีเรือคุ้นเคย-เคยชินกับชีวิตที่น่ารื่นรมย์-สบาย)  (ในปัจจุบัน)

(b) The life of a sailor used to be pleasanter.    (ชีวิตของกะลาสีเรือเคยน่ารื่นรมย์-สบายมากกว่า)  (เมื่อเทียบกับในปัจจุบัน)

(c) There are more sailors now than there used to be.    (ปัจจุบันมีกะลาสีเรือมากกว่าที่เคยมีในอดีต)

(d) A sailor’s life was not so pleasant some years ago as it is now.    (ชีวิตของกะลาสีเรือไม่น่ารื่นรมย์-สบายเมื่อหลายปีมาแล้ว  เท่ากับที่มันเป็นในปัจจุบัน)  (คือ  ชีวิตฯในอดีตไม่สบายเท่ากับในปัจจุบัน)

 

9. We suddenly _______________________________ a party of climbers on an excursion.

(เราในทันทีทันใด __________________ (กับ) คณะของนักไต่เขา  ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวของเรา)  (คือ  เราได้พบกับคณะของนักปีนเขาโดยบังเอิญ  ในขณะที่ไปเที่ยว)

(a) came to    (มาที่, มายัง)

(b) came upon    (พบโดยบังเอิญ, เจอโดยมิได้คาดฝัน)

(c) came by    (ได้รับ)

(d) came off    (เกิดขึ้น, ประสบความสำเร็จ)

(e) came on    (ก้าวหน้า, คืบหน้า, รีบๆหน่อย, เร่งมือหน่อย)

 

10. To continue doing something is to keep it ____________________________________.

(การทำอะไรบางอย่างต่อไป  คือการ _______________________________________)

(a) over

(b) up

(c) after

(d) on    (“Keep it on”  =  “ทำมันต่อไป”)

 

11. The deepest gorge in the United States is not the Grand Canyon, _______________ Hells Canyon of the Snake River.

(หุบเขา (เหว) ที่ลึกที่สุดในสหรัฐฯ มิใช่แกรนด์แคนยอน ___________ เฮลส์แคนยอนของแม่น้ำงู)

(a) and

(b) but    (แต่เป็น)

(c) is

(d) there is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมความหมายอื่นของ  “But”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ๑. But”   มีความหมาย   “ยกเว้น, เว้นแต่, นอกจาก”  (เป็น  “Preposition)   เมื่อตามหลังประโยคปฏิเสธ  ส่วนใหญ่ต้องตามด้วยรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)     

  • Professor Baker is not satisfied with your term paper, John.  You have no alternative but see him tomorrow.

(อาจารย์เบเกอร์ไม่พอใจกับรายงานประจำเทอมของคุณนะจอห์น  คุณไม่มีทางเลือก นอกจาก (หรือยกเว้น-เว้นแต่) พบอาจารย์วันพรุ่งนี้)    

  • She can do anything but stop gossiping about other people’s affairs.

(เธอสามารถทำอะไรก็ได้  ยกเว้นหยุดซุบซิบนินทาเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น)

  • He did nothing but complain.

(เขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากบ่นโวยวาย)

  • There is nothing for her to do but wait.

(เธอไม่มีอะไรทำนอกจากรอคอย)

                                        สำหรับรูปแบบอื่น  เช่น

  • We saw nothing but flowers.

(เราไม่เห็นอะไรเลยนอกจากดอกไม้)

  • They want to stay nowhere but their home.

(พวกเขาไม่ต้องการพักที่ใด  นอกจากบ้านของตนเอง)

  • She couldn’t eat anything but cucumbers.

(เธอไม่สามารถกินอะไรได้นอกจากแตงกวา)

  • It hurt nobody but himself.

(มันมิได้ทำร้าย (ทำให้เสียหายแก่) ใครเลย  นอกจากตัวเขาเอง)

  • Who but a madman would administer a deadly poison.

(ใครเสียอีกนอกจากคนบ้าที่จะวางยาพิษขนาดร้ายแรงถึงตาย)

  • All but one of the thieves were caught.

(หัวขโมยทั้งหมด  ยกเว้นคนเดียวถูกจับได้)

                                        ๒.  But”   มีความหมาย   “แต่”  เป็น  “Conjunction”  เช่น

  • He is rich but his brother is poor.

(เขารวย  แต่พี่ชาย (น้องชาย) ของเขาจน)

  • They don’t need to know all the answers but they need to know how to find out the answers.

(พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมด  แต่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ว่าจะหาคำตอบได้อย่างไร)

  • The family does not see it as a chore but a necessity.

(ครอบครัวมิได้มองมันว่าเป็นงานบ้าน (งานจิปาถะ) แต่ว่าเป็นสิ่งจำเป็น)

  • This is not the result of unemployment but the result of the government’s inefficiency.

(นี่มิได้เป็นผลลัพธ์ของการว่างงาน  แต่ว่าเป็นผลลัพธ์ของความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล)

  • It is a cheap but incredibly effective carpet cleaner.

(มันเป็นเครื่องทำความสะอาดพรมที่ราคาถูก  แต่ว่ามีประสิทธิผลอย่างไม่น่าเชื่อ)

  • We’ll have a meeting, but not today.

(เราจะมีการประชุมกัน  แต่ไม่ใช่วันนี้)

  • It was a long walk but it was worth it.

(มันเป็นการเดินที่ยาวไกล  แต่มันก็คุ้มค่า)

  • He has promised reform but failed to deliver it.

(เขาได้สัญญาว่าจะปฏิรูป  แต่ก็ล้มเหลวที่จะทำมัน)

                                        ๓.  But”   มีความหมาย   “เพียงเท่านั้น”  (Only)  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)   เช่น

  • He left but an hour ago.

(เขาจากไปเพียง   ชั่วโมงล่วงมาแล้วเท่านั้น)

  • Low cost and high speed are but two of the advantages of electronic data handling.

(ค่าใช้จ่ายต่ำและความเร็วสูงเป็นเพียงประโยชน์ (ข้อได้เปรียบ)  ๒  ประการของการจัดการข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) 

  • When I first met her, she had but recently divorced.

(เมื่อผมพบเธอครั้งแรก  เธอเพียงแต่เพิ่งหย่าร้างมาไม่นานเท่านั้น)

  • I asked her whether she would be able to do it and she replied she could but try.

(ผมถามเธอว่าเธอจะสามารถทำมันได้หรือไม่  และเธอตอบว่าเธอสามารถเพียงแต่พยายาม (ทำ) เท่านั้น)  (หมายถึง  จะพยายามทำ  แต่ไม่รู้จะสำเร็จหรือไม่)

 

12. Her overt (โอ๊-เวิร์ท หรือ โอ-เวิ้ร์ท) attempt to dominate the discussion was met with strong resistance.

(ความพยายามแบบ     เปิดเผย-ไม่ปิดบัง-โจ่งแจ้ง-ชัดเจน     ของเธอที่จะครอบงำการประชุมปรึกษาหารือ  ต้องพบกับการต่อต้าน-ต้านทานอย่างรุนแรง)

(a) rampant    {(แร้ม-เพิ่นท)  (หญ้า) ขึ้นอยู่ทั่วไป, มีแพร่หลาย, อาละวาด, วิ่งพล่าน, แผลงฤทธิ์, รุนแรงล ตึงตัง, ยืนบนขาหลัง}

(b) auspicious    (ออส-พิ้ช-เชิส)  (ได้ฤกษ์, เป็นมงคล, รุ่งเรือง, เป็นลางดี)

(c) apparent; obvious; manifest; unconcealed    (ชัดเจน-เห็นได้ชัด; เห็นได้ชัด-แจ่มแจ้ง; ชัดแจ้ง-ประจักษ์-เป็นที่เข้าใจดี; เปิดเผย-ไม่ได้ปิดบังหรือซ่อนเร้น)

(d) surreptitious    (เซอะ-เรพ-ทิ้ช-เชิส)  (ซ่อนเร้น, ลับๆล่อๆ, แอบทำ, ลอบทำ, มีเลศนัย)

(e) arduous    (อ๊าร์-ดิว-เอิส)  (ยากลำบาก, ตรากตรำอย่างมาก, ต้องใช้เรี่ยวแรงมาก)

(f) paltry    (พ้อล-ทรี่)  (ไม่สำคัญ, ไม่มีสาระ, ขี้ปะติ๋ว, เล็กๆน้อยๆ, น่าดูถูก, น่าเหยียดหยาม)

 

13. Once or twice she acted in a very peculiar (พี-คิ้ว-เลีย) manner.

(ครั้งหรือ  ๒ ครั้ง  เธอแสดงกริยาอาการที่      ประหลาด-แปลกพิกล-ไม่เคยปรากฏมาก่อน-เป็นพิเศษ-ลักษณะเฉพาะ-ความประหลาด     อย่างมาก)

(a) strange; unusual; uncommon    (ประหสาด-แปลก;  พิเศษ-ไม่ธรรมดา-ผิดปกติ; ไม่ธรรมดา-ไม่ใช่ทั่วๆไป)

(b) gratuitous    (กระ-ทู้-อิ-ทัส)  (ไม่คิดมูลค่า, ฟรี, ให้เปล่า, ไม่สำคัญ)

(c) officious    (อะ-ฟิ้ช-เชิส)  (เสือก, ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น, ซึ่งเอาอกเอาใจเกินไป)

(d) inexorable    (อิน-เอ๊ค-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (ไม่ยอมแพ้, ไม่ย่อท้อ, ไม่หยุดยั้ง, ไม่ผ่อนปรน, ไม่เปลี่ยนแปลง, ยืนหยัด, เหนียวแน่น)

(e) indefeasible    (อิน-ดี-ฟี้-ซิ-บึ้ล)  (เอาไปไม่ได้, ละเมิดไม่ได้, ซึ่งไม่สามารถพรากไปหรือทำให้เป็นโมฆะ)

(f) fractious    (แฟร้ค-ชัส)   (ชอบทะเลาะวิวาท, ขี้โมโห, ดื้อรั้น, หัวดื้อ)   

 

14. The conclusion of the report should underscore its main ideas.

(การสรุป-บทสรุปของรายงานควร     เน้น-ย้ำ-ยืนยัน-ขีดเส้นใต้-เส้นใต้-เส้นที่ขีดใต้ข้อความ     ข้อคิดเห็นสำคัญของมัน)

(a) undergo    (ได้รับ, ประสบ, ผ่าน, อดทน, อดกลั้น, ทนทุกข์) 

(b) extenuate    (อิค-สเท้น-นิว-เอท)  (ลดหย่อน, บรรเทา, ลดโทษ, ทำให้น้อยลง-อ่อนลง-เบาบาง)

(c) implicate    (ทำให้ติดร่างแหเข้ามาด้วย, กล่าวหา, พัวพัน, เกี่ยวข้อง)

(d) highlight; emphasize; stress; underline    (ให้ความสำคัญกับ;  เน้นย้ำ; เน้นย้ำ;  ขีดเส้นใต้-เน้นความสำคัญ-ย้ำ)

(e) rehabilitate    (รี-ฮะ-บิ๊ล-ลิ-เทท)  (พักฟื้น, ทำให้สุขภาพกลับคืนสู่ปกติ, ปรับปรุง (ตึก-อาคารที่ชำรุด), กู้ชื่อเสียง, กู้ฐานะ) 

(f) disconcert    (ดิส-เคิน-เซิ้ร์ท)  (รบกวน, ทำให้ลำบากใจ, ทำให้ยุ่งเหยิง, ทำให้ว้าวุ่น) 

 

15. Bill’s uncle insists ______________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน ____________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that _____ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า _________________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she ________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ______________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”   โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that…………..

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ___________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ______ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี   “Should”   นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                      ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน ___________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ______________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                      ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม ________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)   เพียงแต่ละเอาไว้   คือ มิได้เขียนลงไป

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter __________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _______ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _____ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  สังเกตจากกริยา  “Requested

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า  “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The company states that it is necessary that an employee ______ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                        ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He recommended that I _______________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should"  ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                                      ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I suggested to her that her husband ____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                        ตัวอย่างที่  ๑๓

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority _____ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) ________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given”  (ละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                      ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I will recommend that the student ____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                         ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Many customers have requested that we ________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                        ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                                ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขา (ควรจะ) ระมัดระวังมากขึ้น)

  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

(เธอร้องขอว่าเธอ (ควรจะ) ได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง)

 

                                        ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

16. She went to __________________________________________________________.

(เธอไป ___________________________________________________________)

(a) Paris where she stayed ten days

(b) Paris, where she stayed ten days     (ปารีส, ที่ซึ่งเธอพักอยู่  ๑๐  วัน)

(c) Paris in which she stayed ten days

(d) Paris which she stayed there ten days

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “where she stayed ten days”  เป็น  “Non-defining clause”   คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น   มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ข้อความนี้มิได้มาแยก  “ปารีส”  นี้ออกจาก  “ปารีส”  อื่น  เพราะมีเพียง  “ปารีส”  เดียวเท่านั้น  ดังนั้น  หลัง  “ปารีส”  จึงต้องมี  “คอมม่า”  ซึ่ง  “Clause”  ดังกล่าว  เปรียบเสมือนข้อความที่อยู่ในวงเล็บเท่านั้น  คือ เพียงแค่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติม ดังได้กล่าวมาแล้ว สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า  “Paris, in which she stayed ten days”  (where = in which)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติม   “Non-defining clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • My _______________________________________________________play golf.

(_________________________________________________________ เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม, ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐, )

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น    “Non-defining clause”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • The ______________________________________________ a grateful animal.

(____________________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข,  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”  ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก   ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน   จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)   คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความ สำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ  “สุนัข”  สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน  (อนุประโยค) ขยาย   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว   ไม่ต้องมีเครื่องหมาย    “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญ  ที่จะบอกให้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด  ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                                                ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • This ______________________________________________________ very good.

(____________________________ (นี้)___________________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย   มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะ  ที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้   ดังนั้น   อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ   จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ   เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก  (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้นซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”   กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”   ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”   มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด    ดังนั้น  ข้อความ   “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”   จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น    มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ   เหมือนกับใน  “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  -  ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

  • Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลินวูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

  • Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

  • Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

  • Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลสดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

  • Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

  • My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

  • Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  -  ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

  • Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                                          จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง  “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ  ของใคร  ดังนั้น  “Clause”  ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค  (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด   ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ   (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป    -    เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

                                        ๑. ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

                                        ๒. ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง  “Clause”  เสมอ

                                        ๓. ต้องใช้   “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง  เช่น  “Who”  “Whom”  “Where”  หรือ  “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                                                   สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า   เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น   ทั้งนี้  หากไม่มี  “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง   จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ   ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า  เป็นใคร  อะไร   สิ่งไหน  ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

  • The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

  • The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

  • The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

  • The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

  • Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                                                   จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม   “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม  (ประธานประโยค)   ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

  • The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

  • The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

  • The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

  • The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

  • The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

  • Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี  “Defining Adjective Clause”  ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

                                    ๑. ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                                    ๒. ไม่มีเครื่องหมาย “คอมม่า”  คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                                    ๓. ใช้คำ  “Relative Pronoun”  ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”   ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย   และหน้าที่ของมันด้วย

 

17. If I had the money, I would pay ________________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ____________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you ______________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                         ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ  “Me” )

                                        ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly _____________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่  

  • Did you hear _______________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ____________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)     (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “What he said to his wife”   เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear”

                                          ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด __________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                       ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not __________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ________________  ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be” (Is) 

                                         ตัวอย่างที่  

  • Tell me ___________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                      ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                       ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                       ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                       ๔. เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                        ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                       ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  “The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

18. My friend ___________________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม ____________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”(กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it _____________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน _______________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)    ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a ________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ ___________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                          ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ ______________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ   “Was

                                        ตัวอย่างที่  

  • She was very _______________________________________ to meet her friend.

(เธอ ___________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                           ตัวอย่างที่  

  • I ___________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                            ตัวอย่างที่  

  • I am __________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                            ตัวอย่างที่  

  • He is ______________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                          ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him __________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                           ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _______________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก   “Surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า   “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                                   คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                       กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

                                       ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                        ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)   มีความหมายว่า  “น่า......................”  หรือ  “ซึ่งน่า......................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้  ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                                       ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น   “Passive voice”  (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “...................ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ...................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “....................มีความรู้สึก.................ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ.....”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

19. The students ________________________________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง _____________________________ ภาษาสเปนอาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c) study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “……............students who study…….........…”   หรือ   “……............students who are studying......................”   สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้   เช่น

  • The people working (= people who work) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living (= man who lives) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing (= children who play) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)    

       

20. She managed to reach the telephone _________________________ her terrible wound.

(เธอไปถึงโทรศัพท์ได้สำเร็จ ________________ มีบาดแผล (หรือการบาดเจ็บ) ร้ายแรง)

(a) although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) notwithstanding    (ทั้งๆ ที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูตัวอย่างการใช้วลีข้างบน  จากประโยคตัวอย่าง

  • Although he is wrong, everyone can’t help admiring him.

(แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายผิด ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยเขา)

  • Although he was late, he stopped to buy a sandwich.

(แม้ว่าเขาจะสาย  เขาแวะซื้อแซนด์วิช)

  • Jane kept her coat on although it was warm in the room.

(เจนยังคงสวมเสื้อคลุม  แม้ว่าอากาศในห้องจะอุ่น)

  • Although I advise my children about money, I never actually pay their debts.

(แม้ว่าผมแนะนำลูกๆเกี่ยวกับเรื่องเงิน  ผมไม่เคยใช้หนี้แทนพวกเขาเลย)

  • He hasn’t been able to get a good job notwithstanding his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out notwithstanding (= despite = in spite of) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

  • She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

 

21. He acted as though he __________________________________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ____________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่         {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น   “as if  หรือ  as though”  เพราะมีความหมายว่า   “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   และต้องตามด้วย   “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  และต้องใช้  “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป  “Past simple” (Verb 2)   หรือ  “Past perfect” (Had + Verb 3)   หลัง  “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”   ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ   หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้   “Wish”   โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive” 

                                            ตัวอย่างที่  

  • He spends his money _______________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน ______________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)  (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as     (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ    –     ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though”   หรือ   “As if”   หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  “Spends”)  จึงใช้   “Were”  กับประธาน   “He”  ในประโยคย่อย   แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต   ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had been” (……as though he had been a………..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.   (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday.   (เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 330)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She kept _____________________________ everybody how much she hated her job.

(เธอคอย ____________________ ทุกคนอยู่เรื่อยๆ ว่าเธอเกลียดงานของเธอมากเพียงใด)

(a) tell

(b) to tell

(c) telling    (บอก)

(d) told

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “Keep + Verb + ing”  หรือ  “Keep + กรรม + Verb + ing”  เช่น

  • She kept reading in the library all day long.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน)

  • He kept me waiting for him at the airport for 3 hours.

(เขาทำให้ผมรอคอยเขาอยู่ที่สนามบินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมง)

 

2. What _______________________________________________ on when she came in?

(อะไร ____________________________________________ เมื่อเธอเข้ามา  -  ในห้อง)

(a) went

(b) had gone

(c) is going

(d) was going    (กำลังดำเนินไป, กำลังเกิดขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้กริยาในประโยคใหญ่  “Was going”  (Past continuous tense)  ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคย่อย  “Came”  (Past simple tense)

 

3. He seldom goes to the market, ___________________________________________?

(เขาไม่ใคร่จะได้ไปตลาด, _______________________________________________)

(a) doesn’t he

(b) does he    (ใช่ไหม)

(c) is he

(d) isn’t he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Seldom, Hardly, Scarcely, Rarely, Barely”  (ทุกคำหมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”)  หรือ  “Never”  (ไม่เคย)   มีใจความเป็นปฏิเสธ  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องอยู่ในรูปบอกเล่า

 

4. By the time ____________ over next April, I will have saved up enough money to buy a computer.

(เมื่อ _________________ ปิดเทอมในเดือนเมษายนปีหน้า  ผมจะได้เก็บเงินมากเพียงพอแล้วที่จะซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่)

(a) school it is

(b) when school is

(c) school is    (เมื่อ)

(d) of school is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (School) และกริยา  (Is)  ของประโยคย่อย  และเมื่อใช้  “By the time”  แล้ว  ไม่ต้องใช้  “When”  ซ้ำอีก

 

5. Their formidable (ฟ้อร์-มิ-ดะ-เบิ้ล) opponents gave no sign of weakness.

(คู่ต่อสู้-ฝ่ายตรงข้ามที่     น่ากลัว-น่าสะพรึงกลัว-น่าเกรงขาม-ซึ่งเอาชนะยาก-เหนือกว่ามาก-มีอำนาจหรือกำลังมาก-ยากลำบาก    มิได้แสดงสัญญานของความอ่อนแอเลย)

(a) pusillanimous    (พิว-ซิ-แล้น-นิ-เมิส)  (ขี้ขลาด, ตาขาว, ใจอ่อนแอ, ใจปลาซิว, ใจไม่เข้มแข็ง)

(b) imperturbable    (อิม-เพอ-เท้อร์-เบ-เบิ้ล)  (ไม่หวั่นไหว, ไม่ตื่นเต้นง่าย, ใจเย็น, สุขุม, เงียบ)

(c) invincible; dreadful; horrible; terrible    (ไม่สามารถเอาชนะได้-ที่ทำลายไม่ได้;  น่าหวั่นกลัว; น่ากลัว-น่าสยดสยอง; น่ากลัว-น่าเกรงขาม-สยองขวัญ-ร้ายแรง)

(d) vindictive    (อาฆาต, พยาบาท)

(e) taciturn    (แท้ซ-ซิ-เทิร์น)  (เงียบ, ขรึม, ไม่พูด, พูดน้อย, ถามคำตอบคำ)

(f) lackluster    (= lackluster)   (ไม่มีชิวิตชีวา, ไม่สดใส, ไม่สง่าผ่าเผย, มัว, ไม่วาว)

 

6. The intricate (อิ๊น-ทริ-เคท) design of the vase made it a valuable piece for her collection.

(การออกแบบ      ที่ซับซ้อน-ยุ่ง-ยากที่จะเข้าใจ     ของแจกันใบนั้น  ทำให้มันเป็นชิ้นสิ่งของที่มีคุณค่าสำหรับของเก็บสะสมของเธอ)

(a) penurious    (พี-นิ้ว-เรียส)  (ขี้เหนียวที่สุด, ยากจนที่สุด, ขาดแคลนยิ่ง)

(b) captious    (แค้พ-ชัส)  (หาเรื่อง, จับผิด, คอยจับผิด, ขี้บ่น)

(c) indomitable    (อิน-ด๊อม-มิ-ทะ-เบิ้ล)  (ไม่สามารถเอาชนะได้, ทรหด, ไม่ย่อท้อ)

(d) saturnine    (แซ้ท-เทอะ-นิน)  (เงื่องหงอย, เซื่องซึม, เกี่ยวกับตะกั่วหรืออาการพิษตะกั่ว)

(e) complex; complicated    (ซับซ้อน-ประกอบด้วยส่วนต่างๆ; ซับซ้อน-ยุ่งเหยิง-ยุ่งยาก-ยากที่จะเข้าใจหรืออธิบาย)

(f) fervid    (เฟ้อร์-วิด)  (ร้อนรน, เร่าร้อน, กระตือรือร้น, ร้อน, เผาไหม้)

 

7. Students who ask teachers to “repeat that again” are being redundant (ริ-ดั๊น-เดิ้นท) because “repeat” means “again”.

(นักเรียนผู้ซึ่งถามครูให้ “พูดเรื่องนั้นซ้ำอีกครั้ง”  กำลัง      ใช้คำมากเกินไป-น้ำท่วมทุ่ง-เหลือเฟือ-มากเกินไป-มากเกินความจำเป็น    เพราะว่า  “พูดซ้ำ” หมายถึง “อีกครั้งหนึ่ง”)

(a) sardonic    (ซาร์-ด๊อน-นิค)  (ถากถาง, เหน็บแนม, เสียดสี, เยาะเย้ย, หัวเราะเยาะเย้ย, พูดกระทบกระแทก)  (= scornful)

(b) unctuous    (อั๊งค-ชู-เอิส)  (ประจบสอพลอ, เป็นน้ำมัน, เป็นมัน, ลื่น, ลื่นเกินไป, เหมือนสบู่)

(c) zealous    (เซ้ล-ลัส)  (กระตือรือร้น, ตั้งใจอย่างแข็งขัน, อุตสาหะอย่างใจจดใจจ่อ, ปรารถนาอย่างมาก, ขยันขันแข็ง, มีใจจดจ่อ, เร่าร้อน)  (= enthusiastic = energetic = ardent = fervent = earnest = keen)

(d) wordy; verbose; superfluous; excessive    (ใช้คำเยิ่นเย้อ-น้ำท่วมทุ่ง; ใช้คำมากเกินไป-ใช้คำหรือคำพูดแบบน้ำท่วมทุ่ง; มากเกินพอ-มากเกินไป-ไม่จำเป็น-ฟุ่มเฟือย; มากเกินไป-มากเกินความต้องการ)

(e) avaricious    (แอฟ-วะ-ริ้ช-เชิส)  (โลภ, งก, มักได้)

(f) contumacious    (คอน-ทุ-เม้-เชิส)  (ดื้อรั้น, แข็งข้อ, ไม่ยอมเชื่อฟัง)

 

8. The author acknowledges _____________ he got the idea from another writer, but he doesn’t agree to pay the royalties.

(ผู้เขียนยอมรับ _________________ เขาได้ความคิดมาจากนักเขียนอีกคนหนึ่ง  แต่เขาไม่เห็นด้วยที่จะต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์)

(a) where

(b) that    (ว่า)

(c) why

(d) when

 

9. Our conversation class teacher encouraged us ______________ about making grammatical mistakes during the discussion.

(ครูในชั้นเรียนสนทนา (ภาษา) ของเรากระตุ้นพวกเรา ________________ เกี่ยวกับ (การพูด) ผิดหลักไวยากรณ์  ในระหว่างการประชุมปรึกษาหารือ)  (ในหัวข้อที่กำหนดขึ้นมาเพื่อฝึกการสนทนา)

(a) to not worry

(b) to worry not

(c) not to worry    (มิให้วิตกกังวล)

(d) not worry  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Encourage + Someone + (Not) + To + Do + Something”  ดังประโยคข้างล่าง

  • The parents encouraged their son to study more.

(พ่อแม่กระตุ้นให้ลูกชายของตนเรียนให้หนักยิ่งขึ้น)

  • The teacher encourages his students to apply for a scholarship.

(ครูกระตุ้นให้นักเรียนของตนสมัครรับทุนการศึกษา)

  • I encouraged her not to be late for her class.

(ผมกระตุ้นเธอมิให้เข้าเรียนสาย)

  • She encouraged him not to smoke when he was ill.

(เธอกระตุ้นเขามิให้สูบบุหรี่เมื่อเขาป่วย)

 

10. The prisoner had little difficulty ___________________________ away from the police.

(นักโทษเจอกับความลำบากเพียงนิดหน่อย (แทบจะไม่ยากเย็นเลย) ในการ _____ จากตำรวจ)

(a) to get

(b) for getting

(c) getting    (หลบหนี)

(d) got

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Have difficulty”  (ประสบความยากลำบาก) + Verb +ing  หรืออาจตอบ  “Have little difficulty in getting”  ก็ได้

 

11. She told me she regretted ____________ any pictures during her trip to New York last summer.

(เธอบอกผมว่าเธอเสียใจ __________________ รูปใดๆ เลย  ในระหว่างการเดิน ทางไปนิวยอร์คเมื่อหน้าร้อนที่แล้ว)

(a) not to take

(b) that she not take

(c) not taking    (ที่มิได้ถ่าย)

(d) to not take

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Regret + (Not) + Verb + ing”  ดังตัวอย่าง

  • He regretted telling her a lie.

(เขาเสียใจที่โกหกเธอ)

  • They regretted losing a lot of money on horse-racing.

(พวกเขาเสียใจที่เสียเงินไปมากมายกับม้าแข่ง)

  • She regretted not visiting her parents as frequently as she should have.

(เธอเสียใจที่มิได้ไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอบ่อยๆเท่าที่ควรจะเป็น)

  • I regretted not buying my girlfriend a present on her birthday.

(ผมเสียใจที่มิได้ซื้อของขวัญให้แฟนในวันเกิดของเธอ)

 

12. The classroom was chaotic (เค-อ๊อท-ทิค) when the teacher went out. 

(ห้องเรียน     วุ่นวาย-ไร้ระเบียบ-สับสน-อลหม่าน-คลุมเครือ    เมื่อครูออกไปข้างนอกห้อง)  (คำนาม คือ  “Chaos” (เค้-ออส) – ความอลหม่าน, ความสับสนวุ่นวาย, ความไม่มีระเบียบ, ความคลุมเครือ)

(a) incorrigible    (ที่แก้ไขไม่ได้, ไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ที่ติดแน่น, บุคคลที่แก้ไขไม่ได้)

(b) impenitent    (ไม่สำนึกผิด, หัวดื้อ, ดื้อดึง, คนที่ดื้อรั้น)

(c) reprehensible    (น่าตำหนิติเตียน, สมควรถูกตำหนิ)

(d) unconscionable    (อัน-ค้อน-ชัน-เน-บึ้ล)  (ไม่ละอายแก่บาป, ขาดสามัญสำนึก)

(e) disorganized; messy; be in a state of complete disorder and confusion    (ไม่เป็นระเบียบ; ยุ่งเหยิง-ไม่เป็นระเบียบหรือสกปรก; อยู่ในสภาพไร้ระเบียบ และสับสนวุ่นวายอย่างสิ้นเชิง)

(f) pharisaical    (ฟา-ริ-เซ้-อิ-คั่ล)  (หน้าไหว้หลังหลอก, ปากกับใจไม่ตรงกัน)

 

13. The governor made a controversial (คัน-โทร-เว้อ-เซิ่ล) decision to raise taxes.  

(ผู้ว่าการรัฐทำการตัดสินใจ     ที่โต้เถียงกัน-ที่ขัดแย้งกัน-ที่ทะเลาะวิวาทกัน-เกี่ยวกับการโต้เถียง, ขัดแย้ง, ทะเลาะ     ที่จะขึ้นภาษี)  (คือการตัดสินใจขึ้นภาษี  ที่ยังโต้เถียง-ขัดแย้ง-ทะเลาะ กันยังไม่จบ ไม่สามารถหาข้อสรุปหรือข้อยุติได้)                                                                                                     

(คำนามคือ  “Controversy” (ค้อน-โทร-เวอ-ซี่)  -  การโต้เถียง, การทะเลาะวิวาท, การโต้ความ-โต้แย้ง)

(a) despicable    (น่าดูถูก, น่าดูหมิ่น, น่าเหยียดหยาม, น่ารังเกียจ, เลวทราม) 

(b) impious    (อิ๊ม-เพียส)  (ไม่เลื่อมใส, ไม่ศรัทธา, ไม่เคารพนับถือ, ไม่นับถือศาสนา, หยาบคาย, ดูหมิ่น)

(c) meretricious    (แม-รี-ทริ้ช-เชิส)  (หลอกลวง, ไม่จริงใจ, ชั่วช้า, แพศยา, บาดตา, ฉูดฉาดและหรูหราแต่ไม่มีราคา)

(d) disputatious; debatable; arguable    (ซึ่งถกเถียง-โต้เถียง-ทะเลาะ-วิวาทกัน;  ซึ่งอาจโต้เถียง-อภิปรายได้; สามารถโต้แย้ง-ถกเถียงกันได้)

(e) notorious    (โน-ท้อ-เรียส)  (มีชื่อเสียงในทางไม่ดี, ดังกระฉ่อน, รู้จักกันทั่วไป)

(f) diabolical (= diabolic)    (ได-อะ-บ๊อล-ลิค-เคิ่ล)  (โหดร้าย, ร้ายกาจ, เหมือนภูติผีปีศาจ)

 

14. Studying abroad can be a very gratifying (แกร๊ท-ทิ-ไฟ-อิ้ง) experience. 

(การศึกษาในต่างประเทศสามารถเป็นประสบการณ์ที่     น่าปลื้มปิติ-น่าพอใจ-ให้ความเพลิดเพลินหรือความรู้สึกของความสำเร็จ-ให้รางวัล)

(a) scandalous    (สแค้น-ดะ-เลิส)  (อื้อฉาว, ฉาวโฉ่, อัปยศอดสู, น่าอับอาย, ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง)

(b) treacherous    (เทร้ช-เชอะ-เริส)  (ทรยศ, หักหลัง, อกตัญญู, ไม่มีสัจจะ, ไร้สัตย์, ขายเพื่อน, ขายชาติ, หลอกลวง, ไม่น่าไว้ใจ, มีเล่ห์เพทุบาย, อันตราย, ไม่ปลอดภัย)

(c) pleasurable; satisfying; delighting; fulfilling; rewarding    (น่าพอใจ-เป็นที่ถูกใจ-น่าสนุก-น่าสบายใจ; น่าพึงพอใจ-น่าปลาบปลื้มยินดี; ซึ่งบรรลุผลหรือประสบความสำเร็จ; ให้รางวัล)

(d) execrable    (เอ๊ค-ซิ-คระ-เบิ้ล)  (เลวทรามที่สุด, น่าชังที่สุด, เลวมาก)

(e) stringent    (สทริ๊น-เจิ้นท)  (เข้มงวด, กวดขัน, เคร่งระเบียบ, แน่นหนา, รุนแรง, รีบด่วน, ฉุกละหุก)

(f) ominous    (อ๊อม-มิ-เนิส)  (เป็นลางร้าย, ไม่เป็นมงคล, เป็นลางสังหรณ์, เป็นลางบอกเหตุ)

 

15. The members of Parliament can make their opinions _________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน _______ ถ้ามีความอยุติธรรมใดๆเกิดขึ้น)

(a) know

(b) knowing

(c) known    (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d) to know  

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น  “Active voice”  คือ กรรมเป็นผู้กระทำ)  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3” (ในกรณีเป็น  “Passive voice”  คือ  กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ  เช่น ในประโยคข้างบน  ที่  “ความคิดเห็น” จะเป็นผู้รู้ไม่ได้  แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice” เนื่องจากเธอเป็นผู้ทำกริยาหัวเราะ)

  • She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice” เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ คือ  “ถูกลงโทษ”)

 

16. Perhaps railways everywhere are getting ________________, like the old canals that go all over the country and are no longer used.

(บางที  รถไฟทุกแห่งกำลัง __________________ เหมือนกับคลองเก่าๆซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ  และมิได้ใช้งานต่อไปอีกแล้ว)

(a) out from date

(b) out of date    (ล้าสมัย, เลิกใช้ (งาน) แล้ว)

(c) out off date

(d) out behind date   

ตอบ  -  ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้   “Out of…….”  ได้แก่  “out of hand”  (บานปลาย, ควบคุมไม่อยู่),  “get out of the car”  (ออกมาจากรถ),  “take the apple out of the bag”  (เอาแอปเปิ้ลออกมาจากถุง),  “go out of town”  (ออกไปนอกเมือง),  “out of the office”  (ออกไปนอกสำนักงาน, ไม่ได้อยู่ในสำนักงาน),  “go out of business”  (เลิกทำธุรกิจ, เจ๊ง),  “out of danger”  (ไม่มีอันตราย, ปลอดภัย),  “out of trouble”  (ไม่มีปัญหา, ไม่เจอปัญหา),  “out of sight”  (พ้นสายตา, ลับสายตา),  “can’t get anything out of him”  (ไม่ได้ข้อมูลหรือความรู้จากเขาเลย),  “get much knowledge out of the seminar”  (ได้ความรู้มากมายจากการสัมมนา),  “make a fortune out of toy business”  (หาเงินได้มากมายจากธุรกิจของเล่น),  “out of jealousy”  (เนื่องมาจากความหึงหวง  หรือ  อิจฉาริษยา),  “out of fear of the dog”  (เนื่องมาจากความกลัวหมา),  “He is out of work.”  (เขาไม่มีงานทำ-ตกงาน),  “The store is out of coffee.”  (ร้านนี้กาแฟหมด-ไม่มีขาย),   “The house is built out of stone.”  (บ้านถูกสร้างจากหิน),  “Our team won eight out of ten games last season.”  (ทีมของเราชนะ ๘ จาก ๑๐ เกม ในฤดูกาลแข่งขันที่แล้ว),  เป็นต้น   

 

17. I used _____________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live    (อาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Used to + Verb 1”  =   “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)  ส่วน  “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน” (อาจเป็นเรื่องอดีต หรือปัจจุบันก็ได้)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • They will get ______________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ______________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Get used to” หรือ  “Be (is, am, are, was, were) used to”  =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)   ส่วน  “Used to”  “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ) 

                                    ตัวอย่างที่  

  • My grandfather ___________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to    (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                                         ตัวอย่างที่  

  • He got used to ______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment    (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)   ต้องตามด้วย คำนาม หรือ   “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็น  “Preposition”  สำหรับ  “Get used to”   หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  หรือ ปัจจุบัน  หรืออนาคต  ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • You will be (get) used to the hot weather in Thailand very soon.

(คุณจะเคยชินกับอากาศร้อนในประเทศไทยในเวลาอันสั้น)  (อนาคต)

  • She will be (get) used to going to bed early in a few weeks.

(เธอจะคุ้นเคยกับการเข้านอนแต่หัวค่ำในอีก  ๒-๓  สัปดาห์)  (อนาคต)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่     (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง   เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)  (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

18. I learn diligently ______________________________________ fail in my examination. 

(ผมเรียนอย่างขยันขันแข็ง _________________________________________ สอบตก)

(a) in order to not

(b) in order not to    (เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(c) not in order to

(d) in not order to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้   “So as not to”   (เพื่อที่จะไม่ต้อง)  ก็ได้

 

19. Every girl ought to learn _____________________________________________ to cook.

(เด็กผู้หญิงทุกคนควรที่จะเรียนรู้ ___________________________________ ปรุงอาหาร)

(a) where

(b) what

(c) when

(d) how    (วิธี) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Learn how to cook”  =  “เรียนรู้วิธีปรุงอาหาร”  =  “เรียนรู้ว่าจะปรุงอาหารอย่างไร

 

20. He had ____________________________ arrived than he was told to start back again.

(_______________________ เขามาถึง  เขาได้รับการบอกให้กลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง)

(a) just

(b) already

(c) hardly

(d) no sooner    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “No sooner ……….than”  =  “ในทันทีที่   ”เช่น

  • He had no sooner left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง)

                                     อย่างไรก็ตาม  สามารถทำเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือInversion)   คือ  เอา  “No sooner”  มาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้น  “ในทันทีที่”  เช่น

  • No sooner had he left than she arrived.

(No sooner + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + Than + Subject + Verb)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 329)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It took an hour to ________________________________________________ the fire.

(ผมใช้เวลา    ชั่วโมงในการ ___________________________________________ ไฟ)

(a) put down

(b) put on    (สวมใส่)

(c) put away    (เก็บเข้าที่, เก็บไว้ตามเดิม)

(d) put out    (ดับ)

 

2. She promised to help, but later _____________________________ back on her words.

(เธอสัญญาที่จะช่วยเหลือ  แต่ต่อมา ________________ คำพูด (สัญญา) ของเธอ)  (สัญญาว่าจะช่วย  แต่ต่อมากลับคำพูด  คือไม่ช่วย)

(a) brought

(b) cut

(c) went    (“Go back on”  =  คืนคำ, กลับคำ, ละทิ้ง)

(d) fell    (“Fall back on”  =  “พึ่งพาอาศัย, วางใจ)

 

3. You go ahead.  I’ll ___________________________________________ with you later.

(คุณล่วงหน้าไปได้เลย (หมายถึง ทำงาน, เดินทาง, เรียนหนังสือ  ฯลฯ)  ผมจะ ______ คุณทีหลัง)

(a) catch on    (เข้าใจ, จับ)

(b) check up    (ตรวจสอบ)

(c) catch up    (ตามทัน, ไล่ทัน)

(d) check in    (ลงทะเบียนเข้าพักในโรงแรม)

 

4. Hardly ______________________________________ speaking when the door opened.

(ยังไม่ทันที่ _______________________ การพูด  เมื่อประตูเปิดออก)  (หมายถึง  ผมพูดยังไม่ทันจบ  เมื่อประตูเปิดออก)

(a) I finished

(b) I had finished

(c) would I finish

(d) had I finished    (ผมได้เสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ    ตามโครงสร้าง  “Hardly (Never, Scarcely) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Seldom ___________________________________________________________.

(____________________________ ไม่ใคร่จะ _____________________________ )

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  .............(ไม่ใคร่จะ)................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้  คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                                ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  _________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ,,,,,,,,,,,,,..............., เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ___________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                        ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ __________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                       ตัวอย่างที่  

  • Not only ______________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่ ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                      ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

​(เธอแทบจะไม่ได้พบเพื่อนเก่่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

5. Humans need some sunlight for the synthesis (ซิ้น-ธิ-ซิส)  of vitamin D which takes place in the skin.  

(มนุษย์ต้องการแสงอาทิตย์สำหรับ    การสังเคราะห์-การรวมกัน-การผสมกัน-การปะติดปะต่อ-ส่วนประกอบทั้งหมดที่ซับซ้อนที่รวมกัน    ของวิตามินดี  ซึ่งเกิดขึ้นในผิวหนัง)

(a) production by means of chemical reactions or by a natural biological process; combination; blending    (การสร้างขึ้นโดยวิธีปฏิกิริยาทางเคมี หรือโดยกระบวนการทางชีววิทยาแบบธรรมชาติ; การรวมกัน; การผสมกัน)

(b) gourmet    (กู๊ร์-เม่)  (นักชิมอาหาร, นักกินและดื่ม, ผู้มีรสนิยมดีในเรื่องอาหาร)

(c) amnesia    (แอม-นี้-เซีย)  (ภาวะสูญเสียความจำทั้งหมดหรือบางส่วน, การหมดความจำ)

(d) drowsiness    (เดร๊า-ซิ-เนซ)  (ความซบเซา-เซื่องซึม-ง่วง-สัปหงก-ครึ่งหลับครึ่งตื่น)    

(e) disgrace    (ดิส-เกรซ)  (การขายหน้า, การเสียหน้า, ความอัปยศอดสู, เรื่องที่อับอายขายหน้า, ความเสื่อมเสีย, การถอดถอนยศถาบรรดาศักดิ์)

(f) amnesty   (การนิรโทษกรรม, การอภัยโทษ, เนรเทศไปยัง....................)

 

6. The Great Wall of China is one of the world’s marvels (ม้าร์-เวิ่ล).

(กำแพงเมืองจีนเป็นหนึ่งในบรรดา    สิ่งมหัศจรรย์-สิ่งที่น่าพิศวง-ความพิศวง-บุคคลที่น่าพิศวง-บุคคลหรือสิ่งของที่ทำให้ประหลาดใจหรือชื่นชม    ของโลก)

(a) braggadocio    (แบรก-กะ-โด๊-ซี-โอ)  (การคุยโม้, การคุยโว, คำพูดที่คุยโว, คนคุยโว)

(b) jingoism    (จิ๊ง-โก-อิ-ซึม)  (ความคลั่งชาติ, การแสดงความรักชาติอย่างรุนแรงและโวยวาย, การแสดงความรักชาติอย่างหลับหูหลับตา, การแสดงความรักชาติแบบรุกรานชาติอื่น)   (jingoist = ผู้รักชาติแบบนี้)   

(c) savagery    (แซ้ฟ-วิจ-เจอ-รี่)  (ความดุร้าย-ป่าเถื่อน-โหดร้าย-โหดเหี้ยม-ทารุณ)  (คำคุณศัพท์ คือ “savage” (แซ้ฟ-วิจ) – ดุร้าย, ป่าเถื่อน, โหดร้าย, โหดเหี้ยม, ทารุณ, เหมือนคนป่า, หยาบคาย)

(d) wonder    (วั้น-เดอะ)  (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ, ความประหลาดใจ, ความพิศวง, ความงงงวย. การกระทำหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ประหลาดใจ, รู้สึกประหลาดใจ-กังขา-สงสัย-งงงวย)

(e) ferocity    (เฟ-รอส-ซิ-ที่)  (ความดุร้าย-ทารุณ-โหดร้าย)  (คำคุณศัพท์ คือ “ferocious” (เฟ-โร้-เชิส) – ดุร้าย, ทารุณ, โหดร้าย, รุนแรง, สุดขีด)   

(f) feast    (ฟีสท)  (งานเลี้ยง, พิธีฉลอง, ช่วงการจัดงานฉลอง, อาหารมากมาย, จัดงานเลี้ยง, เลี้ยงฉลอง, ทำให้ยินดี-เพลิดเพลิน)

 

7. The company gave profuse (โพร-ฟิ้วซ)  apologies to customers for the defects in its product.  

(บริษัทให้คำขอโทษ    มากมาย-มากเกิน-สะพรั่ง-ฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย    แก่ลูกค้า  สำหรับข้อบกพร่อง (ข้อเสียหาย, สิ่งชำรุด)  ในผลิตภัณฑ์ของบริษัท)

(a) supercilious    (ซู-เพอะ-ซิ้ล-เลียส)  (ทะนงตัว, วางมาด, อวดภูมิ, หยิ่ง, ยโส)

(b) loquacious    (โล-เคว้-เชิส)  (พูดมาก, ช่างพูด, โว)

(c) indefatigable    (อิน-ดิ-แฟ้ท-ทิ-กะ-เบิ้ล)  (ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย, ไม่ย่อท้อ)

(d) excessive; superabundant; extravagant    {มากมาย-มากเกินปกติหรือความจำเป็น; มีมากมายเกินไป-เหลือล้น-มากเกินต้องการ; มากเกินควร-ฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย-สิ้นเปลือง}

(e) upbeat    (อั๊พ-บีท)  (ร่าเริง, มองโลกในแง่ดี)

(f) obsequious    (ออบ (เอิบ)-ซี้-เควียส)  (ประจบ, สอพลอ, เอาใจ, เชื่อฟัง, ซื่อสัตย์)

 

8. Susan is already in bed.  She rarely stays up late, ______________________________?

(ซูซานเข้านอนบนเตียงแล้ว  เธอไม่ใคร่จะอยู่จนดึก, _____________________________ )

(a) doesn’t she

(b) will she

(c) does she    (ใช่ไหม)

(d) won’t she

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Rarely, Seldom, Scarcely, Hardly, Barely”  (ทุกคำ หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่)  มีความหมายเป็นปฏิเสธอยู่ในตัว  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้รูปบอกเล่า  (Does she)

 

9. She doesn’t approve ____________________________________________ smoking.

(เธอไม่เห็นด้วย _______________________________________________ การสูบบุหรี่)

(a) in

(b) at

(c) of    (กับ)

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                       สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

10. Please keep the children __________________________________ until lunch is ready.

(โปรดคอยทำให้พวกเด็กๆ _______ จนกระทั่งอาหารกลางวันมีความพร้อม)  (ที่จะรับประทาน)

(a) amuse    

(b) amusing    (น่าสนุกสนาน, น่าขบขัน)

(c) to amuse    (ทำให้สนุกสนาน, ทำให้ขบขัน)

(d) amused    (มีความรู้สึกสนุกสนาน-ขบขัน)

 

11. It was decided that none of the students was ___________ of benefiting from the course.

(มันได้รับการตัดสิน (ใจ) ว่า  ไม่มีนักเรียนคนใด _______ ได้รับประ โยชน์จากหลักสูตรนี้)

(a) able

(b) capacity    (ความสามารถ, ความจุ)

(c) capable    (สามารถ)  (ตามด้วย  “Of”)

(d) ability    (ความสามารถ)

 

12. He predicted that this would have a negligible effect on the temperature.  

(เขาทำนายว่า  สิ่งนี้จะมีผลกระทบ     เล็กน้อย-ขี้ปะติ๋ว-ไม่สำคัญมากเสียจนแทบไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่หรือวิตกกังวล     ต่ออุณหภูมิ)  (คือ สิ่งนี้จะมีผลกระทบน้อยมากต่ออุณหภูมิ)

(a) unwonted    (อัน-ว้อน-ทิด)  (ผิดปกติ, ผิดธรรมดา, ไม่เคยมาก่อน)

(b) spurious    (สพิ้ว-เรียส)  (ไม่แท้, เก๊, ปลอม, หลอกลวง, (ลูก) นอกกฎหมาย)

(c) intransigent    (อิน-แทร้น-ซิ-เจิ้นท)  (ดื้อ, หัวแข็ง, ไม่ยอม, ไม่ยอมอ่อนข้อ, ไม่ประนีประนอม)

(d) inordinate    (อิน-อ๊อร์-ดิ-เนท)  (มากเกินไป, เกินควร, เลยเถิด, ไม่มีการบังคับตัวเอง)

(e) insignificant; trivial; paltry    (ไม่สำคัญ; เล็กน้อยมาก-ขี้ปะติ๋ว-หยุม หยิม;  ไม่สำคัญ-ไม่มีสาระ-ขี้ปะติ๋ว-เล็กๆน้อยๆ)

(f) irreparable    (อิ-เร้พ-เพอะ-ระ-เบิ้ล)  (ที่ซ่อมแซมไม่ได้, ที่แก้ไขไม่ได้, ที่ทำให้ดีขึ้นไม่ได้)

 

13. The invention of the radio was a remarkable (ริ-ม้าร์ค-คะ-เบิ้ล)achievement.   

(การประดิษฐ์คิดค้นวิทยุเป็นความสำเร็จที่     พิเศษ-น่าทึ่ง-ยอดเยี่ยม-น่าสังเกต)

(a) irksome    (เอิ๊ร์ค-เซิ่ม)  (น่าเบื่อ, เซ็ง, น่ารำคาญ)

(b) ecstatic    (เอค-สแต๊ท-ทิค)  (ซึ่งดีใจ-ปลาบปลื้มอย่างเหลือล้น)

(c) exceptional; unusual; amazing; uncommon    (ดีเป็นพิเศษ; พิเศษ-ไม่ธรรมดา; น่าทึ่ง; ไม่ธรรมดา-หายาก-พิเศษ-เด่น-น่าใส่ใจ)

(d) flaccid    (แฟล้ค-ซิด)  (อ่อน, อ่อนแอ, ปวกเปียก, หย่อนยาน, ไม่แข็ง, ไม่แน่น)

(e) gratuitous    (กระ-ทู้-อิ-ทัส)  (ฟรี, ให้เปล่า, ไม่คิดมูลค่า, ปราศจากสาเหตุ)

(f) turbulent    (เท้อร์-บิว-เลิ่นท)  (วุ่นวาย, สับสน, อลหม่าน, โกลาหล, พล่าน, ซึ่งไหลทะลัก, ก้าวร้าว,รุกราน)

 

14. The venom of the desert snake is extremely potent.

(พิษของงูทะเลทราย      มีกำลัง-มีอำนาจ-มีพลัง-แรง-สามารถ-มีผล    อย่างหนักที่สุด-มากที่สุด-สุดขีด)

(a) transcendent    (แทรน-เซ้น-เดิ้นท)  (อยู่เหนือ, อยู่นอกเหนือ, อยู่เลย, เหลือล้น, เหลือเกิน, ยอดเยี่ยมกว่า, มีชัย, เหนือธรรมชาติ-โลก-จักรวาล)

(b) cataclysmic    (แคท-ทา-คลิส-มิค)  (ซึ่งทำให้เกิดความหายนะหรือภัยพิบัติ, ที่เสียหายอย่างมาก, ที่น่ากลัวมาก, เกี่ยวกับความหายนะ-ภัยพิบัติ-ความย่อยยับ-ความล่มจม-เคราะห์ร้าย)

(c) clandestine    (แคลน-เดส-ทิน)  (ลับๆ, ลี้ลับ, เป็นความลับ, ส่วนตัว, ไม่เปิดเผย)

(d) powerful; mighty; strong; forcible; influential    (ทรงพลัง-มีอำนาจ; มีอำนาจ-กำลังกาย-แรง-ความสามารถ-ประสิทธิภาพ; มีพลัง-มีกำลัง-ใช้กำลัง; มีอิทธิพล)

(e) onerous   {อ๊อน (โอ๊น)-เนอ-เริส} (เป็นภาระ, ลำบาก, ยากยิ่ง, หนักอึ้ง, หนักหน่วง)

(f) mawkish    (ม้อ-คิช) {(รักหรือยกย่องเกินไปจน) น่าเอียนหรือชวนให้คลื่นไส้, น่าคลื่นไส้}

 

15. It _____________________________________________ every day so far this week.

(ฝน ____________________________________ ทุกวันเท่าที่ผ่านมา (หมู่นี้) ในสัปดาห์นี้)

(a) has rained    (ได้ตก)

(b) rained

(c) is raining

(d) rains

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับ  “So far”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I __________________________________________ a policeman for fifteen years.

(ผม _________________________________________ ตำรวจมาเป็นเวลา  ๑๕  ปีแล้ว)

(a) have became

(b) became

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) am

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Noun  หรือ  Adjective}   เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินมาถึงปัจจุบัน  (คือการเป็นตำรวจนาน  ๑๕  ปี)   สำหรับข้อนี้  จะตอบ ข้อ   (a) ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Have become”  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • _________________________________________ a lot of changes since you left.

(_________________________________ ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)  (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)  (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is(มี)    (ปัจจุบัน)

(f) There was(มี)    (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  หรือ “There has been, There have been” (กรณีนี้  ใช้   “There have been” เพราะ  “Changes” เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์ (มีความเปลี่ยนแปลง) เกิดขึ้นต่อเนื่อง   เริ่มจากในอดีต  (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)   

                                       ตัวอย่างที่  

  • As a mass production method, it _________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) ___________________ ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง   ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓   ปีที่ผ่านมา)   แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า)   ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                       ตัวอย่างที่  

  • ____________________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(_______________________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +has (have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been” เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก   “For” = (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =(ตั้งแต่),  (Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”     (= Up to the present time = Up until now) =  (จนถึงบัดนี้),  “So far”=     ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently) =   (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  Since the sun set  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  Since they were in college  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  Since we were young  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  Since she was born  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว)  (จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)  (จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

16. After he _____________________________________ his meal, he drank some water.

(หลังจากเขา _____________________________________ อาหารของเขา  เขาก็ดื่มน้ำ)

(a) had

(b) has had

(c) had had    (ได้รับประทาน)

(d) was having

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  กับเหตุการณ์ที่เกิดก่อน (และจบก่อน) คือ  “กินอาหาร”  และใช้  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  กับเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  (ดื่มน้ำ)

 

17. A: Whose camera did you use to take these photographs of your family?

(A: คุณใช้กล้องถ่ายรูปของใคร  ถ่ายภาพเหล่านี้ของครอบครัวของคุณ)

     B: _____________________________________________________________.

(a) Ben

(b) Ben’s    (ของเบน)  (หมายถึง กล้องของเบน)

(c) Belongs to Ben    (ไม่ตอบแบบนี้)

(d) Of Ben    (ไม่ตอบแบบนี้)

 

18. Mike promised to telephone his wife at four o’clock, but he forgot to do so.  “To do so” here means ‘__________________’.

(ไมค์สัญญาจะโทรศัพท์ถึงภรรยาของเขาตอน  ๔  โมงเย็น  แต่เขาลืมที่จะทำเช่นนั้น   “ที่จะทำเช่นนั้น  หมายถึง  “ ___________________ ”) 

(a) to make a promise     (สัญญา)

(b) to break his promise     (ผิดสัญญา)

(c) to telephone    (โทรศัพท์)

(d) to look at the clock    (ดูนาฬิกา)

 

19. A: At what age did you begin to study English?

(A:  ที่อายุเท่าใด  ที่คุณเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ)

      B: ______________________________________________________________.

(a) For eight years     (เป็นเวลา  ๘  ปี)

(b) In 2010    (ในปี  ๒๐๑๐)

(c) When I was ten    (เมื่อผมอายุ  ๑๐  ขวบ)

(d) Eight years ago     (๘  ปีมาแล้ว)

 

20. We keep tinned goods ________________________________ every kind in our shop.

(เรามีสินค้าบรรจุกระป๋อง (อาหารกระป๋อง) ______________________ ทุกชนิดในร้าน)

(a) in

(b) by

(c) with

(d) of   (เพื่อขาย)

(e) for

 

21. I am about __________________________________________________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) ______________________________________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death   (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “To be about + To + Verb 1”  (เกือบจะ, จวนจะ, ใกล้จะ................)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The man ______________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น _________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

22. Have you a book about _________________________________________________?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ ______________________________________________ ไหม)

(a) to fish    (ตกปลา)

(b) fishing    (การตกปลา)

(c) the fishing

(d) the fishery   (การทำประมง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หลัง  “About”  (เกี่ยวกับ)  ต้องเป็นคำนาม  สำหรับข้อ  (d)  เป็นคำนามเช่นเดียวกัน  แต่เนื่องจากข้อความมิได้เน้น หรือชี้เฉพาะลงไปว่า  เป็นการประมงที่ใด-ของใคร  จึงไม่ต้องใช้  “The” นำหน้า  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Have you any books about ___________________________________________?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ ____________________________________________ บ้างไหม)

(a) die

(b) to die    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) death    (เดธ)  (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) dead    (เดด)  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง   “Preposition” (About  =  เกี่ยวกับ)  ต้องเป็นคำนาม.

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC