หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 24)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. This is the site ___________________.

(นี่เป็นสถานที่ (ทำเลที่ตั้ง) ____________________ )

(a) which the university plans to build a new office

(b) where the university plans to build a new office (ซึ่งมหาวิทยา     ลัยวางแผนที่จะสร้างสำนักงานแห่งใหม่)

(c) in that the university plans to build a new office

(d) the university plans to build a new office

ตอบข้อ (b) เนื่องจากขยายสถานที่ (site)  จึงต้องใช้ “where”  หรือ “in which” หรือ which the………………..office in” ส่วนข้อ (c) “in that”  ไม่มีการใช้รูปนี้

2. ___________ were sold before the end of the month.

( _______________ ถูกขายไปก่อนสิ้นเดือน)

(a) A large amount of products

(b) Much of the products

(c) Many of the products (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(d) A great deal of products

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องใช้ “Many” กับคำนามนับได้ พหูพจน์ (products)  ส่วน “A large amount, Much, A great deal” ล้วนแต่ใช้กับนามนับไม่ได้ (และเป็นเอกพจน์เสมอ)

3. The researchers wanted to ensure that experiment was carefully _______.

(นักวิจัยต้องการให้ความมั่นใจว่า  การทดลองได้รับการ _________ อย่างระมัดระวัง)

(a)   control

(b)  controls

(c)   controlling

(d)  controlled (ควบคุม)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “passive voice” (subject + verb to be +verb 3) (experiment was …….controlled) เพราะการทดลอง “ได้รับการควบคุม” หรือ “ถูกควบคุม

4. Fog has always been __________ hazards to car driving during winter.

(หมอกได้เป็นอันตราย ______________ ต่อการขับรถยนต์โดยเสมอมา  ในระหว่างหน้าหนาว)

(a) the greatest ones

(b) ones greatest

(c) the greatest of ones

(d) one of the greatest (มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (superlative degree)  ในโครงสร้าง “one of the + adjective (ขั้นสูงสุด)  + noun (พหูพจน์) (ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๑๗ – ข้อ ๔ ย่อย)

5. The car rent business was run quite __________.

(ธุรกิจรถเช่าถูกดำเนินไป _________________มากทีเดียว)

(a) profit (กำไร)

(b) profiting

(c) profitably (อย่างมีกำไร)

(d) profiteer (ผู้เอากำไรเกินควร, พ่อค้าหน้าเลือด, เอากำไรเกินควร, ขูดรีดกำไรเกินควร)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายกริยา (was run) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (adverb)

6. It took five men to carry the tree, which was ______________ than a three-story building.

(มันใช้ผู้ชาย ๕ คนเพื่อแบกต้นไม้นั้น ซึ่ง ______________อาคารสูง ๓ ชั้น)

(a)    more taller

(b)   taller (สูงกว่า)

(c)    as tall

(d)   the tallest

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative degree)  (ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบแบบนี้ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๓ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๕)

7. The supervisors could have prevented this problem _____________ it beforehand.

(ผู้ควบคุมงานคงสามารถที่จะป้องกันปัญหานี้ได้ ____________ มัน (ปัญหา) ล่วงหน้า)

(a)  if they knew

(b)   had they known (ถ้าพวกเขาได้ทราบ)

(c)    if had they known

(d)   whether

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๓ คือการสมมติในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค ดังเช่นประโยคข้างต้น  ความหมายคือ “ผู้คุมงานไม่สามารถป้องกันปัญหาได้ เนื่องจากไม่ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่มาสมมติย้อนหลัง สำหรับข้อความ  had they known” ผันมาจาก “if they had known” ซึ่งโครงสร้างทั้ง ๒ แบบนี้สามารถใช้แทนกันได้ โดยมีความหมายเหมือนกันทุกประการ และสามารถนำมาขึ้นต้นประโยคเหมือนกับ “If clause” ได้ เช่นเดียวกัน ดังตัวอย่าง

    - Had they known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.

    - (= If they had known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.)

    - If he had studied harder last semester, he would have passed the exam. (ถ้าเขาได้ขยันเรียนมากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว  เขาคงสอบผ่านไปแล้ว – แต่ความจริงคือ  เขามิได้ขยันเรียน  เขาเลยสอบตก)

      (= Had he studied harder last semester, he would have passed the exam.) 

    - She would have married him if he had proposed her.

      (= She would have married him had he proposed her.)

(เธอคงจะได้แต่งงานกับเขาไปแล้ว  ถ้าเขาได้ขอแต่งงานกับเธอ – แต่ความจริงคือ  เธอมิได้แต่งงานกับเขา  เพราะว่าเขาไม่ได้ขอแต่งเธอ)

(ดูเพิ่มเติม “If clause” แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑ และ ตอนที่ ๑๗ ข้อ ๒)

8. Because Mr. Thomson worked only a month, the personnel director would not write a recommendation for him even if he ____________.

(เพราะว่ามิสเตอร์ธอมสันทำงาน (กับบริษัท) แค่เพียงเดือนเดียว  ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลจะไม่เขียนหนังสือรับรองให้เขา  ถึงแม้ว่าเขา ________________)

(a) could ask

(b) asks

(c) asked (ร้องขอ)

(d) will ask

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นกริยาในประโยคย่อย (even if he asked) จึงต้องใช้ Tense” ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่ (would not write)

9. If ____________ enough interest, the proposed flexible work schedule will be implemented.

(ถ้า ________________  ความสนใจพอ  กำหนดเวลาทำงานแบบยืดหยุ่นที่ถูกเสนอ  จะได้รับการปฏิบัติ – คือเอามาใช้จริงๆ)

(a) there be

(b) there will be

(c) there are

(d) there is (มี)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๑  กล่าวคือ ใน “If clause” ใช้รูป  Present simple tense” ส่วนใน “Main clause” ใช้รูป “Future tense”  (ดูเพิ่มเติมการใช้ “If clause” แบบที่ ๑ ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๓๓)

10. Relief organizations have contributed _____________ money to farm in Africa.

(องค์กรบรรเทาทุกข์ได้ให้ (มีส่วนช่วยเหลือ) __________ เงินแก่ไร่นาในทวีปแอฟริกา)

(a)   both time and (ทั้งเวลาและ)

(b)   neither and

(c)    time but

(d)   time nor

ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่ (ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่ “Both…..and, Neither……….nor, either……….or, not only………but also” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๐)

11. The Olympic judges thought the contestants ran the race _________.

(กรรมการกีฬาโอลิมปิคคิดว่า  ผู้เข้าแข่งขันวิ่งแข่ง __________)

(a) easily and good

(b) easily nor well

(c) easily and well (อย่างง่ายดายและดี)

(d) easy and good

ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายคำกริยา “ran” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

12. The fruit delivered directly from the orchard was _______ also delicious.

(ผลไม้ซึ่งส่งโดยตรงมาจากสวนผลไม้ _____________ อร่อยด้วย)

(a)    not only ripe and

(b)   not only ripe but (ไม่เพียงแต่สุกแต่ยัง)

(c)    only ripe

(d)   as ripe as but

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่ (ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๐)

13. The main sport at the college are ____________, and baseball.

(กีฬาหลักที่มหาวิทยาลัยคือ ________________ และเบสบอล)

(a) archery, to ride

(b) archery, ride

(c) archery and ride

(d) archery, riding (การยิงธนู, การขี่จักรยาน)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากนิยมใช้ “Gerund” (riding) มากกว่า “Infinitive with to” (to ride) (ข้อ “a”)  และใช้ “and” เชื่อมกิจกรรมคู่สุดท้าย (riding, baseball)

14. The Empire State Building is quite tall, _____________ the World Trade Center.

(ตึกเอ็มไพร์สเตทสูงมากทีเดียว _________ อาคารเวิลเทรดเซนเตอร์

(a)    and as is

(b)   and so is (และ..............(อาคารเวิลเทรดฯ)............ก็เช่นเดียวกัน)

(c)    and so has

(d)   more than

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความที่คล้อยตามกันในรูปประโยคบอกเล่า  (ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้ (so do I,  so is she,  so have they)  ใน หมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๗)

15. The physician considers going to bed early to be more sensible _________ .

(แพทย์เห็นว่าการเข้านอนแต่หัวค่ำ  ฉลาดกว่า__________)

(a)    than stay up late

(b)   than to stay up late

(c)    than staying up lately

(d)   than staying up late (การตื่นอยู่จนดึก)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุลกัน คือ “going to bed”  และ “staying up late” คือใช้รูป Gerund (verb + ing) ทั้ง ๒ ข้อความ สำหรับ “lately หมายถึง “หมู่นี้, เมื่อเร็วๆมานี้” ส่วน “late” เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb) หมายถึง “ดึก หรือ สาย

16. The doctor sat _____________ to the exit in case he had to leave early.

(หมอนั่ง ______________ ทางออก  เผื่อว่า (ในกรณีที่) เขาจำเป็นต้องออกจากห้องก่อน – จบรายการ)

(a) out

(b) up

(c) next (ถัดจาก – “next to”)

(d) through

ตอบข้อ (c) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

17. The bird flew _____________ the treetops.

(นกบิน _______________ ยอดไม้)

(a) opposite (ตรงข้าม)

(b) with

(c) up

(d) over (เหนือ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

18. In this region, the harvest season occurs ____________ mid-June.

(ในภูมิภาคนี้  ฤดูกาลเก็บเกี่ยวเกิดขึ้น ______________ กลางเดือนมิถุนายน)

(a) on

(b) in (ใน)

(c) from

(d) until

ตอบข้อ (b) เนื่องจากต้องใช้ “in” กับ “เดือน” (ดูรายละเอียดการใช้ “IN” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๐ ข้อ ๑๗)

19. The jaws of the shark were so huge that we estimated a small craft could be damaged if ___________ had the misfortune to encounter the beast in the ocean.

(กรามของปลาฉลามใหญ่มากจนกระทั่ง  เราคาดการณ์ว่าเรือขนาดเล็กอาจได้รับความเสียหาย  ถ้า ______________ โชคไม่ดีที่ไปเจอกับเจ้าสัตว์ร้ายนี้ในมหาสมุทร)

(a)  he

(b)   it (มัน – หมายถึง เรือขนาดเล็ก)

(c)    you

(d)   they

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นสรรพนามแทนเรือขนาดเล็ก ๑ ลำ)

20. We hoped ____________ being at the party would help make other guests more pleased and enjoyable.

(เราหวังว่าการไปอยู่ที่งานเลี้ยง _______________ จะช่วยทำให้แขกคนอื่นๆ  มีความยินดีและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น)

(a) he

(b) him

(c) his (ของเขา)

(d) himself

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้การแสดงความเป็นเจ้าของ ร่วมกับการใช้ Gerund” (Verb + ing) (ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๙ ข้อ ๗ (ข้อ ๗ ย่อย) – แบบฝึกหัดเลือกคำเติมประโยคให้สมบูรณ์ ในตอนท้ายข้อสอบ)

21. The hot day was remarkable for its ______________.

(วันที่ร้อนนี้น่าสังเกตในเรื่อง _______________ ของมัน)

(a) heat (ความร้อน)

(b) humidity (ความชื้น)

(c) scorching temperature (อุณหภูมิที่ทำให้ไหม้เกรียม)

(d) warmth (ความอบอุ่น)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด สำหรับข้อ (a) และ (d)  เป็นการกล่าวซ้ำกับข้อความ “hot day” ส่วนข้อ (b) ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า  อากาศร้อนมักมีความชื้นด้วย

22. Even though I was afraid before I began speaking, my voice was hearty and ____________.

(แม้ว่าผมจะกลัวก่อนผมเริ่มต้นพูด  เสียงของผมร่าเริง (หรือเข้มแข็ง) และ _______________ )

(a) vigorous (แข็งแรง, มีพลัง, กระฉับกระเฉง)

(b) dynamic (เคลื่อนที่ได้, มีพลัง, ปราดเปรียว)

(c) energetic (มีพลัง, มีกำลังวังชา, ขะมักเขม้น, ชอบทำงาน)

(d) clear (ชัดถ้อยชัดคำ, ชัดเจน, เข้าใจได้ง่าย)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

23. The editorial staff _____________ and finished the first draft.

(พวกสตาฟบรรณาธิการ _______________ และทำร่างแรก (ของบทความ, หนังสือ, รายงานประจำปี, ฯลฯ) เสร็จสิ้น)

(a) terminated (ยุติ, จบสิ้น, สิ้นสุด, ทำให้จบสิ้น, ยกเลิก)

(b) ended (สิ้นสุด, ยุติ, ยกเลิก, ฆ่า, ทำลาย)

(c) completed (ทำให้สมบูรณ์)

(d) corrected (แก้ไขให้ถูกต้อง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  ส่วนข้ออื่นมีใจความซ้ำกับคำว่า finished”  จึงไม่ควรใช้

24. Peter borrows from and _____________ his friends.

(ปีเตอร์ยืมเงินจาก  และ ________________ เพื่อนของเขา)

(a) uses the credit of (ใช้สินเชื่อของ)

(b) takes loans from (กู้เงินจาก)

(c) then repays (ต่อจากนั้น ใช้เงินคืน)

(d) is in debt to (เป็นหนี้กับ)

ตอบ – ข้อ (c) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  ส่วนข้ออื่น เป็นการใช้ข้อความซ้ำกับ borrows from” (ยืมเงินจาก)

25. East Liverpool, Ohio, _____________ the pottery capital of the United States.

(เมืองลิเวอร์พูลตะวันออก รัฐโอไฮโอ _______________ เมืองหลวงเครื่องปั้นดินเผาของสหรัฐฯ)

(a) to call

(b) and called

(c) is called (ถูกเรียกว่า)

(d) calling

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice” เพราะ “เมืองลิเวอร์พูลตะวันออก” (ประธานของประโยค) เป็นผู้ถูกกระทำ คือ “ถูกเรียก

26. True hibernation takes place only among ____________ animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์ __________ )

(a) whose blood is warm (ซึ่งเลือดของมันอุ่น)

(b) warm-blooded (เลือดอุ่น)

(c) warm blood

(d) they have warm blood (พวกมันมีเลือดอุ่น)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective) คือ คำ ๒ คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective) คำเดียว จะต้องมีขีด ( - ) คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม “ed” หลังคำนามได้  ตัวอย่าง เช่น

         - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

         - an absent-minded man – คนใจลอย

         - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

         - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

         - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

         - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

         - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

         - a big-headed boy – เด็กหัวโต

         - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

         - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

27. Like other women _____________ in the field of medicine, Sara Mayo found the beginning years difficult.

(เหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ______________ ในสาขาการแพทย์  ซาร่า เมโย  พบว่าปีแรกๆ (ของอาชีพนี้) มีความยากลำบาก)

(a) who they pioneered

(b) they pioneered

(c) who pioneered (ผู้ซึ่งบุกเบิก)

(d) pioneered (บุกเบิก)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นอนุประโยค (Adjective clause) (who pioneered in the field of medicine) ที่ขยายคำนามที่เป็นบุคคล (women)  และเป็นประธานของอนุประโยคด้วย จึงต้องนำหน้าด้วย “who” หรือ “that” (ดูเพิ่มเติมการใช้ “who” และ “whose” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๓๕ และดู  whom” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๐ ข้อ ๓๙)

28. Perhaps the primary_____________ of adult education was industrialization, which accelerated the pace of socioeconomic change.

(บางที ______________ ที่สำคัญของการศึกษาผู้ใหญ่  คือการทำ (ประเทศ) ให้เป็นอุตสาหกรรม  ซึ่งเร่งรัดย่างก้าวของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม)

(a) cause was growing

(b) causes growth

(c) caused the growing

(d) cause of the growth (สาเหตุของการเจริญเติบโต)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเรียงคำที่ถูกต้อง  ทั้งนี้ “cause” ต้องเป็นคำนาม เพราะมี “the primary” ขยายอยู่ข้างหน้า  และ “of the growth” ต้องขยายข้างหลัง “cause” เพราะหมายถึง “สาเหตุของการเจริญเติบโต

29. Every year Canadian _____________ about 75 percent of their exports to the United States.

(ทุกๆปี ___________ ประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของสินค้าออก (ทั้งหมด) ของตน  ไปยังสหรัฐฯ)

(a) businesses that sell

(b) businesses sell {ธุรกิจ (แคนาดา) ขาย}

(c) selling businesses

(d) that sell businesses

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “Canadian businesses” เป็นประธานของประโยค  โดยมี “sell” (ขาย) เป็นกริยาแท้ของประโยค (ประโยคมีกริยาเพียงตัวเดียว)

30. When water freezes in the cracks of rocks, ____________ expands, causing the rocks to break apart.

(เมื่อน้ำแข็งตัวในรอยแตก-รอยแยกของหิน _______________ จะขยายตัว  เป็นเหตุให้หินแตก-แยกออกจากกัน)

(a) they

(b) it (มัน)

(c) and

(d) then

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นคำสรรพนามแทน “น้ำ” ซึ่งเป็นคำเอกพจน์

31. You should cut down on your smoking.  This is the tenth cigarette you _____________ in the last three hours.

(คุณควรลดการสูบบุหรี่ของคุณลง  นี่เป็นบุหรี่มวนที่ ๑๐ ที่คุณ ____________ ในช่วง ๓ ชั่วโมงที่ผ่านมา)

(a)    smoked

(b)   have smoked {ได้สูบ (บุหรี่)}

(c)    had smoked

(d)   are smoking

ตอบข้อ (b) เนื่องจากต้องเป็น “Present perfect tense” {subject + has (have) + verb 3} เพื่อให้สอดคล้องกับกริยา “is” (Present simple tense) ในประโยคใหญ่  และมีข้อความ “This is the tenth cigarette……..” (ดูเพิ่มเติมการใช้ “Present perfect continuous” หรือ “Present perfect” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๒ ข้อ ๓๖)

32. This is the first time I ______________ such a formal letter.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผม _______________ จดหมายที่เป็นทางการอย่างมาก)

(a) write

(b) wrote

(c) will write

(d) have written (ได้เขียน)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากมีข้อความ “This is the first time” (ดูเพิ่มเติมการใช้  Present perfect continuous” หรือ “Present perfect” ใน หมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๒ ข้อ ๓๖)

33. The advertisements on the front part of a newspaper ______ usually the most expensive.

(การโฆษณาในส่วนหน้าของหนังสือพิมพ์ __________ (ส่วนที่) โดยปกติจะแพงที่สุด)

(a)    is

(b)   are (เป็น)

(c)    has been

(d)   have been

ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานของประโยคเป็นพหูพจน์ “The advertisements” โดยมี “on the front part of a newspaper” เป็นส่วนขยายประธาน  และต้องใช้กริยา “are” (Present simple tense) เพราะข้อความในประโยคเป็นข้อเท็จจริง  โดยมีคำว่า “usually” (โดยปกติ, เสมอ) แสดงถึงการเกิดขึ้นเป็นประจำ  สม่ำเสมอ

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 23)

Product Development (การพัฒนาผลิตภัณฑ์)

1.  anxious (a) – วิตกกังวล, ห่วงใย

(a)  She is anxious about the test results.

       (เธอวิตกกังวลเกี่ยวกับผลการทดสอบ)

(b)   The developers were anxious about the sales forecast for the new product.

       (ผู้พัฒนา (ผลิตภัณฑ์) วิตกเกี่ยวกับการทำนายการขาย  สำหรับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่)

2. anxiety (n) ความวิตกกังวล, ความห่วงใย

(a) We were filled with anxiety because the boys had not returned from their caving expedition.  

      (เราเต็มไปด้วยความวิตกกังวล  เพราะว่าพวกเด็กๆยังไม่กลับจากการเดินทางสำรวจถ้ำ)

(b) The staffs have anxieties about unemployment.

     (บรรดาพนักงานมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการว่างงาน)

3. ascertain (v) – ค้นคว้า, สืบหา, ทำให้แน่ใจหรือชัดเจน

(a) A customer survey will help to ascertain whether there is a market for the product.

     (การสำรวจลูกค้าจะช่วยทำให้แน่ใจ  ว่ามีตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์หรือไม่)

(b) It was difficult to ascertain the true facts.

      (มันยากที่จะสืบหาข้อเท็จจริงที่แท้)

(c) We ascertained that his first name was Robert.

      (เราสืบหาว่าชื่อแรกของเขาคือโรเบิร์ต)

4. assume (v) – สันนิษฐาน, สมมติ, นึกเอาเอง, ทึกทักเอา, เข้ารับตำแหน่ง-ความรับผิดชอบ

(a) The young man felt ready to assume the new responsibilities of his promotion.

     (ชายหนุ่มรู้สึกพร้อมที่จะเข้ารับความรับผิดชอบใหม่จากการได้เลื่อนตำแหน่งของเขา)

(b) You should not assume that all your colleagues like your style of working.   

     (คุณไม่ควรจะนึกเอาเองว่า  เพื่อนร่วมงานของคุณทุกคนชอบสไตล์การทำงานของคุณ)

(c) They assume that they will win the match.

      (พวกเขาสันนิษฐานว่าจะชนะการแข่งขัน)

(d)  Your argument is based on an assumption and not on fact.

     (การให้เหตุผลของคุณ  ตั้งอยู่บนข้อสมมติฐาน และมิใช่ (ตั้งอยู่บน) ข้อเท็จจริง)

5. decade (n) – ช่วงเวลา ๑๐ ปี, ทศวรรษ

(a) Each decade seems to have its own fad products.

     (แต่ละทศวรรษดูเหมือนว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นนิยมเพียงชั่วครู่ชั่วยามของมันเอง)

(b) After a decade of trying, the company finally succeeded in its business.

     (หลังจากพยายามมา ๑๐ ปี  ในที่สุดบริษัทก็ประสบความสำเร็จในธุรกิจของตน)

(c) We experienced a great economic and social change in the first decade of the 21th century.

      (เราประสบกับความเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ทางเศรษฐกิจและสังคม  ในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ ๒๑)

6. examine (v) – ตรวจ, ตรวจสอบ, พิจารณาอย่างละเอียด, ซักถาม

(a) Police will examine the scene of the crime for clues.

      (ตำรวจจะตรวจสอบสถานที่เกิดอาชญากรรม  เพื่อหาร่องรอย-เบาะแส)

(b) Before marketing a new product, researchers must carefully examine it from every aspect.

      (ก่อนจะวางตลาดผลิตภัณฑ์ตัวใหม่  นักวิจัยจะต้องตรวจสอบ (พิจารณา) มันอย่างรอบคอบในทุกแง่ทุกมุม)

(c) A thorough medical examination is advisable.

      (ขอแนะนำให้มีการตรวจสอบทางการแพทย์อย่างละเอียดถี่ถ้วน)

7. experiment (v – n) – ทำการทดลอง, การทดลอง

(a) We conducted an experiment in the laboratory.

       (เราทำการทดลองในห้องปฎิบัติการ)

(b)  I’m going to experiment with another washing powder, the one I’m using doesn’t get the grime out.

       (ผมจะทดลองกับผงซักฟอกอีกชนิดหนึ่งชนิดที่ผมกำลังใช้อยู่ไม่สามารถกำจัดสิ่งสกปรกออกไปได้)

8. logical (a) – สมเหตุสมผล, เป็นไปตามหลักเหตุผล

(a) Scientist seek a logical explanation for natural phenomena.

      (นักวิทยาศาสตร์แสวงหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลสำหรับปรากฏการณ์ธรรมชาติ)

(b) It is illogical to expect a small child to behave like an adult.

      (มันไม่สมเหตุสมผล  ที่จะคาดหวังให้เด็กเล็กๆประพฤติตัวเหมือนกับผู้ใหญ่)

(c) It seems logical that one of them is lying.

      (มันดูสมเหตุผลที่ว่าคนหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นกำลังพูดโกหก)

9. research (n - v) – การวิจัย, วิจัย

(a) For toy manufacturers, research can be pure fun.

      (สำหรับผู้ผลิตของเล่น  การวิจัยสามารถเป็นความสนุกสนานล้วนๆ)

(b) She is doing some research at the library for her thesis.

     (เธอกำลังทำการวิจัยในห้องสมุดเพื่อวิทยานิพนธ์ของเธอ)

(c) Medical research has been carried out to seek cures for a variety of diseases.

      (การวิจัยทางการแพทย์ได้ถูกทำขึ้นเพื่อแสวงหาวิธีรักษาโรคหลายชนิด)

(d) The historical background of the city has been very carefully researched.

      (ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของเมือง  ได้รับการวิจัยอย่างรอบคอบมาก)

(e) I spent some time researching abroad.

     (ผมใช้เวลาระยะหนึ่งทำการวิจัยในต่างประเทศ)

10. responsibility (n) – ความรับผิดชอบ

(a) The company accepted responsibility for the injury done by its defective product.

      (บริษัทยอมรับความรับผิดชอบ  สำหรับการบาดเจ็บที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ที่มีข้อบกพร่องของบริษัท)

(b) You can’t have the privileges of citizenship without the responsibilities.

      (คุณไม่สามารถมีสิทธิพิเศษของความเป็นพลเมือง  โดยปราศจากความรับผิดชอบ – คือเมื่อเป็นพลเมืองของประเทสใด  ก็ต้องมีทั้งสิทธิและความรับผิดชอบหรือหน้าที่  ควบคู่กันไปด้วย)

11. solve (v) – แก้ปัญหา, หาวิธีแก้ปัญหา  คำอธิบาย  หรือคำตอบ

(a) The police do their best to solve crimes.

     (ตำรวจทำดีที่สุด  เพื่อที่จะแก้ปัญหาอาชญากรรม)

(b) One biggest problem to solve is why the traffic jam has never ended.

      (ปัญหาใหญ่ที่สุดอันหนึ่งที่จะแก้ไข  คือ  ทำไมการจราจรที่ติดขัดไม่เคยจบสิ้นไปเสียที)

12. supervisor (n) – ผู้ควบคุมงาน, ผู้ให้คำแนะนำ, ผู้บริหารผู้รับผิดชอบ

(a) A good supervisor gets his team to work with him, not just for him.

      (ผู้ควบคุมงานที่ดีให้ทีมงานทำงานร่วมกับเขา  มิใช่เพียงแต่ทำเพื่อเขา)

(b) His supervisor encouraged him to work more effectively.

(ผู้ควบคุมงานของเขาให้กำลังใจเขา  ให้ทำงานมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น)

13. systematic (a) – เป็นระบบ, มีระเบียบแบบแผน

(a) While creative thinking is necessary, a systematic analysis of the problem is indispensable.

      (ในขณะที่การคิดอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น  การวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็นระบบ  เป็นสิ่งที่จะขาดเสียมิได้)

(b) A systematic worker is typically more efficient.

(คนทำงานเป็นระบบ  โดยทั่วไปแล้วมีประสิทธิภาพมากกว่า – คนที่ทำงานไม่เป็นระบบ)

     anxious             decade               logical               solve

     ascertain          examining         researched      supervisor

     assume             experiments    responsible      systematic

     inside out          illogical              existed              unsolved

     thoroughly        sit back

 

          Michael was worried about his promotion.  He needn’t have been (1) anxious though.  He has worked in the Product Development Division for nine and a half years, almost a (2) decade.  He knew the department (3) inside outNow, however, he would be the director.  As a member of the department, he had only to do what his (4) supervisor told him.  As the director, he would be the person (5) responsible for the success of his department.  Fears are not always (6) logical; in fact, they are often (7) illogical.

(คำแปล)      ไมเคิลวิตกเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งของเขา  แม้กระนั้นก็ตาม  เขาไม่จำเป็นต้อง (๑)  วิตกเลย  (เพราะในเวลาต่อมาเขาก็ได้เลื่อนเป็น  ผอ. ฝ่าย)  เขาได้ทำงานในแผนกพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นเวลา ๙ ปีครึ่ง – เกือบ ๑  (๒)  ทศวรรษ  เขารู้จักฝ่ายฯ (ที่กำกับดูแลแผนกที่เขาทำงาน)  (๓)  อย่างทะลุปรุโปร่ง  ในขนะนี้  อย่างไรก็ดี  เขาจะเป็นผู้อำนวยการ (ฝ่าย)  ในฐานะสมาชิกของฝ่าย (ตอนยังไม่ได้เลื่อนเป็น  ผอ.)  เขาจำเป็นต้องทำเพียงแต่ในสิ่งที่  (๔)  ผู้ควบคุมงานของเขาบอกเขา  ในฐานะผู้อำนวยการ (หลังจากได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว)  เขาจะเป็นบุคคลที่  (๕)  รับผิดชอบต่อความสำเร็จของฝ่ายของเขา  ความกลัวมิใช่จะ  (๖)  สมเหตุสมผลเสมอไป  อันที่จริงแล้ว  มันมัก  (๗)  ไม่สมเหตุสมผลอยู่บ่อยๆ

          As his first task, he decided to conduct a (8) systematic analysis of the steps required to develop new products, and to organize the tasks into a logical order.  The first step in developing new products would be to (9) ascertain what kinds of products the market needed and what problems (10) existed with the products currently being used.

(คำแปล)       ในฐานะงานแรกของเขา (หลังจากได้เลื่อนเป็น  ผอ. ฝ่าย)  เขาตัดสินใจทำการวิเคราะห์อย่าง (๘)  เป็นระบบ  เกี่ยวกับขั้นตอนที่จำเป็นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  และ (ตัดสินใจ) จัดระบบงานให้เป็นลำดับที่สมเหตุสมผล (จัดลำดับความสำคัญของงาน)  ทั้งนี้  ขั้นตอนแรกในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ  ก็คือ การ (๙) สืบหา (หรือทำให้แน่ใจหรือชัดเจน)  ว่าผลิตภัณฑ์ชนิดใดที่ตลาดต้องการ  และปัญหาใดบ้างที่  (๑๐)  มีอยู่กับผลิตภัณฑ์ที่กำลังถูกใช้อยู่ในปัจจุบัน

          The second task would be to find out how best to examine these problems and determine what kind of research would be needed to (11) solve the problems.  It would be better to say, "reexamine these problems,” since most of these (12) unsolved problems had been (13) thoroughly (14) researched over the years.

(คำแปล)       งานที่ ๒ ก็คือการค้นหาวิธีที่ดีที่สุดที่จะตรวจสอบ (พิจารณา) ปัญหาเหล่านี้  และกำหนดว่าจะต้องการการวิจัยชนิดใดเพื่อที่จะ (๑๑)  แก้ไข (หรือหาคำอธิบายหรือคำตอบ) ปัญหาดังกล่าว  มันจะเป็นการดีกว่าที่จะกล่าวว่า “ตรวจสอบซ้ำปัญหาเหล่านี้”  เนื่องจากส่วนใหญ่ของปัญหาที่  (๑๒)  ยังมิได้แก้ไขเหล่านี้  ได้รับการ (๑๔)  วิจัย  (๑๓)  อย่างละเอียดถี่ถ้วนมาแล้ว  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

          The third task would be to look at the quality and characteristic of the competition’s products.  By (15) examining the competition’s products, he would know where he should improve.  And the final task would be to decide how to gather the most substantial information from the fewest number of (16) experiments.  Michael smiled and (17) sat back to read over his list.  Confident that he had a good team and a good plan, he felt ready to (18) assume his new job.

(คำแปล)      งานที่ ๓ ก็คือการมองไปที่คุณภาพและลักษณะของผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง  กล่าวคือ  โดยการ  (๑๕)  ตรวจสอบ (พิจารณา) ผลิตภัณฑ์ของคู่แข่ง  ไมเคิลก็จะทราบว่าเขาควรที่จะต้องปรับปรุงที่ไหนบ้าง  และงานสุดท้ายก็คือ  การตัดสินใจวิธีการที่จะรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญที่สุดจาก  (๑๖)  การทดลองที่มีจำนวนน้อยที่สุด  ทั้งนี้   ไมเคิลยิ้มและ (๑๗)  ผ่อนคลายเมื่อได้อ่านรายชื่อ (ทีมงาน) ของเขา  อนึ่ง  เมื่อมั่นใจว่าเขามีทีมงานที่ดีและแผนที่ดี  เขารู้สึกพร้อมที่จะ (๑๘)  รับผิดชอบงานใหม่ของเขา

Choose the word that best completes the sentence.

(จงเลือกคำที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์ที่สุด)

1. The product development team was __________ that the competition would produce a similar product and get it on the market before it did.

(ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ __________ ว่าคู่แข่งจะผลิตผลิตภัณฑ์ที่คล้ายๆกัน  และนำมันออกสู่ตลาดก่อนที่ทีมจะทำ)

(a) anxious (วิตกกังวล)

(b) anxiously

(c) anxiousness (ความวิตกกังวล)

(d) anxiety (ความวิตกกังวล)

ตอบข้อ (a) เนื่องจากหลัง “verb to be” (was)  จึงต้องอยู่ในรูปคุณศัพท์ (adjective)

2. The designer made the __________ that people are attracted to colorful styles and costumes.

(นักออกแบบทำการ (ตั้ง) ___________ ว่าผู้คนหลงใหลในสไตล์และเสื้อผ้าที่เต็มไปด้วยสีสัน)

(a) assume (สันนิษฐาน, สมมติ, ตั้งสมมติฐาน)

(b) assumed

(c) assumption (การสมมติฐาน, การสันนิษฐาน)

(d) assuming

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา “made”  หรือตามหลัง article “the”   จึงต้องอยู่ในรูปคำนาม

3. The _________ model of the new car drew attention wherever it was shown.

(ตัวอย่าง (แบบ) ____________ ของรถคันใหม่  ดึงดูดความสนใจ  ไม่ว่าที่ไหนก็ตามที่มันถูกนำไปแสดง)

(a) experiment (การทดลอง)

(b) experimental (ที่เป็นการทดลอง, เกี่ยวกับการทดลอง)

(c) experimentation (การทดลอง)

(d) experimenting

ตอบข้อ (b) เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (model)  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

4. Our team came up with the most __________ solution to the problem.

(ทีมของเรานึกถึงและเสนอวิธีแก้ปํญหาที่ ____________ มากที่สุด)

(a) logic (ตรรก, ตรรกวิทยา, เหตุผล)

(b) logical (มีเหตุผล, สมเหตุสมผล)

(c) logically

(d) logician (ผู้เชี่ยวชาญในตรรกวิทยา)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากขยายหน้าคำนาม “solution” จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์

5. The new employee accepted _________ for not performing his duty up to the required standard.

(พนักงานใหม่ยอมรับ ___________  สำหรับการไม่ทำหน้าที่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด)

(a) responsible (รับผิดชอบ)

(b) responsibility (ความรับผิดชอบ)

(c) responsibly

(d) response (การตอบสนอง, การโต้ตอบ, การขานรับ, คำตอบ)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา “accepted” จึงต้องอยู่ในรูปคำนาม

6. The sales manager did not give the project adequate __________ and the product never made it to the market.

(ผู้จัดการขายมิได้ให้ ______ อย่างเพียงพอแก่โครงการ  และผลิตภัณฑ์เลยไม่เคยได้ออกสู่ตลาด)

(a) supervisor (ผู้ดูแล, ผู้ควบคุม, ผู้ควบคุมการสอน)

(b) supervision (การควบคุม, การดูแล, การควบคุมการก่อสร้าง, การตรวจตรา, การอำนวยการ)

(c) supervised

(d) supervise (ควบคุม, ดูแล, จัดการ, อำนวยการ)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากมีคำคุณศัพท์ “adequate”  มาขยาย  จึงต้องเป็นคำนาม

7. Through _________ research, a company can ascertain what consumers are interested in buying.

(โดยการวิจัยที่ __________  บริษัทสามารถค้นหา (หรือทำให้แน่ใจหรือชัดเจน)  ในสิ่งที่ผู้บริโภคสนใจที่จะซื้อ)

(a) system (ระบบ)

(b) systemize (ทำให้เป็นระบบ)

(c) systematic (เป็นระบบ)

(d) systematically (อย่างเป็นระบบ)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายหน้าคำนาม “research” จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

8. When you have a language degree, people _________ that you can speak the language fluently.

(เมื่อคุณมีปริญญาด้านภาษา  ผู้คน _________  ว่าคุณสามารถพูดภาษานั้นได้อย่างคล่องแคล่ว)

(a) assume (สันนิษฐาน, นึกเอาเอง)

(b) assumes

(c) assumed

(d) are assumed

ตอบข้อ (a) เนื่องจากต้องอยู่ในรูปปัจจุบัน (present simple tense) เพราะกริยาในอนุประโยค  (When you ……………..degree) คือ “have”  และประธานของประโยคใหญ่  (people) เป็นพหูพจน์ “assume” จึงไม่ต้องเติม “s

9. Product developers need __________ all the data carefully before spending money on a new product.

(ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์จำเป็นต้อง ______ ข้อมูลทั้งหมดอย่างรอบคอบ  ก่อนใช้จ่ายเงินไปกับผลิตภัณฑ์ตัวใหม่)

(a) examine

(b) to examine (ตรวจสอบ, พิจารณา)

(c) examining

(d) will examine

ตอบข้อ (b) เนื่องจากหลังกริยา “need”  ต้องตามด้วย “infinitive with to” (To + verb 1)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 22)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. __________ big cities’ population, like those of Bangkok and Tokyo, will continue to increase.

(_____ ประชากรของเมืองใหญ่ๆ เช่น ประชากรของ กรุงเทพฯ และโตเกียว  จะยังคงเพิ่มต่อไป)

(a)    Almost it is certain

(b)   Almost certain it is that

(c)    That is almost certain

(d)   It is almost certain that (มันเกือบจะแน่นอนที่ว่า

ตอบข้อ  (d) เนื่องจากมีรูปแบบการเรียงคำ คือ “it + is + certain (adjective) + that + subject + verb

2. Dams can be very beneficial to the areas _____________.

    (เขื่อนสามารถเป็นประโยชน์อย่างมากกับพื้นที่ _____________ )

    (a) which they are built

    (b) where are they built

    (c) in which they are built (ซึ่งมันถูกสร้างขึ้น)

    (d) in which they build.

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก  “in which = where” สำหรับข้อ (b) ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น “where they are built” ส่วนข้อ (a) ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น “which they are built in” แต่ก็ไม่นิยมใช้เหมือนข้อ (c) ที่เอา preposition “in” มาวางไว้ข้างหน้า “which”  ทั้งนี้ให้สังเกตว่าทั้งข้อ (a)  (b)  และ  (c)  ต่างก็อยู่ในรูป “passive voice” เนื่องจากหมายถึง “พื้นที่ซึ่งเขื่อนถูกสร้าง”  ส่วนข้อ (d) ใช้ไม่ได้  เนื่องจากอยู่ในรูป “active voice”  หมายถึง “พื้นที่ซึ่งเขื่อนสร้าง”  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  เช่น

     - The house where I live is on Sukhumvit Road.

          (บ้านซึ่งผมอาศัยอยู่  อยู่บนถนนสุขุมวิท)

     = The house in which I live is on Sukhumvit Road.

     = The house which I live in is on Sukhumvit Road.

     = The house that I live in is on Sukhumvit Road.

     = The house I live in is on Sukhumvit Road.

หมายเหตุ – ประโยคทั้ง ๕ ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  แต่ทั้งนี้ห้ามใช้ประโยค ๒ ประโยคข้างล่าง

      - The house in that I live is on Sukhumvit Road. (ผิด – หลัง “in”

         ต้องตามด้วย “which” เสมอ)

     - The house where I live in is on Sukhumvit Road. (ผิด – เมื่อมี

       “where” แล้ว ห้ามใช้ “in”)

3. There are not _________ people who dislike to visit a beautiful and peaceful country.

    (มีคนไม่ ________________ ผู้ซึ่งไม่ชอบไปเยือนประเทศที่สวยงามและสงบสุข)

(a)   a few (ไม่มาก)

(b)  a lot (มาก)

(c)  many (มาก)

(d)  much (มาก)

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “people” เป็นคำนามในรูปพหูพจน์  จึงต้องใช้ “many” ขยาย   ส่วนข้อ (b) “a lot” ใช้ขยายได้ทั้งคำนามนับไม่ได้ (ถือเป็นเอกพจน์เสมอ)  และนับได้ (พหูพจน์)  แต่ต้องแก้เป็น “a lot of” หรือ “lots of ส่วน “much” ใช้ขยายคำนามนับไม่ได้

4. Nowadays, one of the most popular forms of risky sports _____ car racing.

(ในปัจจุบัน  หนึ่งในบรรดารูปแบบที่เป็นที่นิยมมากที่สุดของกีฬาเสี่ยงภัย (มีอันตราย) _______________ การแข่งรถยนต์)

(a)    are

(b)   is (คือ)

(c)    was

(d)   have been

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก ประธานของประโยค คือ “one” ที่ขยายด้วย “adjective phrase” (of the most popular forms of risky sports) ซึ่งเป็นเอกพจน์ (หมายถึง “one”) และใช้กับ “is” เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  ส่วนข้อ (a) และ (d) ใช้กับประธานพหูพจน์

5. Her parents let her __________ shopping once a month.

     (พ่อแม่ของเธอยอมให้เธอ ______________ ชอปปิ้งเดือนละครั้ง)

    (a) to go

    (b) go (ไป)

    (c) going

    (d) goes

ตอบข้อ (b) เนื่องจากคำกริยา “let + object + infinitive without to” (let her go)  (ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทนี้ (let, make, hear, see) ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๒๑)  (และดูการใช้รูป “go shopping, go swimming, go fishing ect.”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑๔)

6. The airport was temporarily _________ due to bad weather.

    (สนามบินถูก ____________ ชั่วคราว  เนื่องมาจากอากาศที่เลวร้าย)

    (a) delayed (เลื่อน, ทำให้ช้า, ทำให้ยืดเวลาออกไป, ผัดเวลา, ทำให้เสียเวลา)

    (b) built (สร้าง)

    (c) closed (ปิด)

    (d) destroyed (ทำลาย)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

7. To schedule the early flight, passengers have to make their _______ in advance.

(เพื่อที่จะกำหนดเวลา – หรือวางแผน – เที่ยวบินในตอนเช้า  ผู้โดยสารจำเป็นต้องทำ ____________ ของตน  เป็นการล่วงหน้า)

(a)  reservations (การสำรองที่นั่ง, การจองตั๋ว)

(b)  appointments (การนัดหมาย)

(c)   trips (การเดินทาง)

(d)  resolutions (มติ, การลงมติ, การแก้ปัญหา, ความแน่วแน่, ความเด็ดเดี่ยว, การยืนหยัด, การตัดสินใจแล้ว)

ตอบข้อ (a) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

8. The company plans __________ its new products by the end of this year.

(บริษัทวางแผนที่จะ __________  ผลิตภัณฑ์ใหม่ของตน  ภายในสิ้นปีนี้)

(a)   to be issued

(b)  issuing

(c)  to issue {ออก (หนังสือพิมพ์, สินค้า, กฎระเบียบ, กรมธรรม์ประกันภัย)}

(d) issuance {การออก (สินค้า, หนังสือพิมพ์, กฎระเบียบ)}

ตอบข้อ (c)  เนื่องจากหลังคำกริยา “plan”  ต้องตามด้วย “infinitive with to” (To + verb) (ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “To + verb” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๙ และ ตอนที่ ๙ ข้อ ๗)

9. It is necessary that she __________ to her parents’ advice.

    (มันเป็นสิ่งจำเป็นที่เธอจะต้อง ____________ คำแนะนำของพ่อแม่ของเธอ)

    (a) listens

    (b) listen (ฟัง)

    (c) listening

    (d) must listen

ตอบข้อ (b) เนื่องจากอยู่ในรูป “present subjunctive”  กริยาจึงต้องอยู่ในรูป   infinitive without to” (V. 1) เสมอ  คือ  เสมือนมี “should”  มาวางอยู่หน้าคำกริยาตัวนั้น  แต่ไม่ต้องเขียนลงไป  ละไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ดูเพิ่มเติมการใช้รูป present subjunctive” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๑๓)

10. The warring situations in Syria and Iraq were not _______ in the local newspapers.

(สถานการณ์สงครามในซีเรียและอิรักมิได้ถูก ________  ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น)

(a)    displayed (แสดง, เปิดเผย)

(b)   devoted (อุทิศ, อุทิศตัว, อุทิศเวลา, สละ, ใส่ใจ)

(c)    remembered (จดจำ, จำได้)

(d)   reported (รายงาน)

ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

  11. The company’s staff will stay late tonight since the project _______ completed by tomorrow.

(พนักงานของบริษัทจะอยู่ (ทำงาน) จนดึกคืนนี้  เพราะว่าโครงการ ___________  ถูกทำให้เสร็จสมบูรณ์ภายในวันพรุ่งนี้)

(a)     will complete

(b)    is

(c)     must be (จะต้อง)

(d)    should be (ควรจะ)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากแสดงถึง “ความจำเป็นที่จะต้องทำให้เสร็จ” ภายในพรุ่งนี้  ทำให้ต้องอยู่ทำงานกันจนดึก  และต้องอยู่ในรูป “passive voice”  ด้วย  เพราะ โครง การ “จะต้องถูกทำให้เสร็จสมบูรณ์.........

12. We have received your order of our furniture and ______  it as soon as it becomes available.

(เราได้รับการสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ของเราจากท่าน  และ _______ มัน  ในทันทีที่มัน (เฟอร์นิเจอร์) สามารถหามาได้ – คือมีสินค้าตัวนี้)

(a)    had shipped (ได้ส่ง)

(b)   would ship

(c)    will be shipped (จะถูกส่ง)

(d)   will ship (จะส่ง)

ตอบข้อ (d) เพราะเป็นเรื่องของอนาคต  และต้องอยู่ในรูป “active voice”  เพราะ “เรา” เป็นผู้กระทำ (ส่ง)

13. _________ by the author John Grisham are frequently on the best seller list.

( ___________ ที่เขียนโดยนักเขียน จอห์น  กริสแฮม  มักจะอยู่ในรายชื่อหนังสือขายดีที่สุดอยู่บ่อยๆ)

(a)   The novel

(b)   Novels (นวนิยาย, เรื่องแต่ง)

(c)    A novel

(d)   Some novel

ตอบข้อ (b) เนื่องจากกริยา คือ “are” ประธานจึงต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  สำหรับข้อ  (d) ก็ใช้ได้  ถ้าแก้เป็น “some novels

14. Termites can do __________ to the wood in homes before they are detected.

      (ปลวกสามารถทำ ___________ ให้แก่ไม้ในบ้าน  ก่อนที่มันจะถูกค้นเจอ)

(a)    an extensive damage

(b)   extensive damages

(c)    the extensive damage

(d)   extensive damage (ความเสียหายอย่างกว้างขวาง)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจาก “damage”  เมื่อหมายถึง “ความเสียหาย” ถือเป็นนามนับไม่ได้  แต่เมื่อเติม “s” หมายถึง “ค่าเสียหาย, เงินชดเชยค่าเสียหาย”  ส่วนข้อ (c)  ไม่ควรใช้ เพราะแสดงการเน้นว่าเป็น  “ความเสียหายที่นั่น ที่นี่” (นำด้วย “the”)  แต่ในกรณีนี้  เป็นความเสียหายแก่ไม้ทั่วๆไป

15. Vermont, commonly known as the Green Mountain State, refused _____ until 1791.

(รัฐเวอร์มอนต์ – เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วๆไปในฐานะ “รัฐภูเขาสีเขียว”  ปฏิเสธ ____________ จนกระทั่งปี ๑๗๙๑)

(a)     to join the Union (ที่จะเข้าร่วมกับสหภาพ – สหภาพซึ่งต่อมาได้กลายเป็นประเทศสหรัฐฯ)

(b)     joining the Union

(c)      the joining of the Union

(d)     join the Union

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “refuse” ต้องตามด้วย “infinitive with to” (To + verb)  (ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย “To + verb”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๙ และตอนที่ ๙ ข้อ ๗)

16. __________ the eight Ivy League schools are among the most prestigious colleges in the United States.

     ( ____________ สถาบัน (มหาวิทยาลัย) ไอวี่ลีก ๘ แห่ง  อยู่ในบรรดามหาวิทยาลัยที่ทรงอิทธิพล-มีชื่อเสียงมากที่สุด  ในสหรัฐฯ)  (มหาวิทยาลัยในกลุ่มไอวี่ลีก  อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา  มักเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่ และมีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น  ฮาร์วาร์ด  เอ็มไอที  เยล  นิวยอร์ค  โคลัมเบีย  เป็นต้น)

(a)    That is generally accepted

(b)    Accepting generally that it is

(c)    It is generally accepted that (มันได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่า)

(d)    That it is generally accepted

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเรียงประโยคที่ถูกต้อง “It + is + adverb of frequency (always, usually) + verb 3 + that + subject + verb

(ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้ใน  หมวดข้อสอบ Error Detection  ตอนที่ ๑ ข้อ ๒๐)

17. The cones of pine trees __________ two or three years to reach maturity.

(ลูกสน – ซึ่งเป็นโครงสร้างของต้นสนที่ใช้สืบพันธุ์ – ของต้นสน  _______ เวลา ๒ หรือ ๓ ปี ที่จะไปสู่ความเจริญเติบโตอย่างเต็มที่)

(a)    to take

(b)   taking

(c)   may take (อาจใช้)

(d)   takes

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นเพียงข้อเดียวที่ถูกหลักไวยากรณ์  สำหรับข้อ (d) สามารถใช้ได้  ถ้า “take”  ไม่เติม “s”  เพราะประธานของประโยค  คือ “The cones”  ซึ่งเป็นพหูพจน์  ที่มี “of pine trees”  มาขยาย  ส่วนข้อ “a”  และ “b”  ไม่สามารถเป็นกริยาแท้ของประโยค

18. Even without strong wings, the ostrich has survived because it  ______ at high speeds to escape predators.

     (แม้กระทั่งปราศจากปีกที่แข็งแรง  นกกระจอกเทศรอดชีวิตอยู่ได้  เพราะว่ามัน  _______ ด้วยความเร็วสูง เพื่อที่จะหนีผู้ล่า – สัตว์ที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร)

(a)      to run

(b)     can run (สามารถวิ่ง)

(c)      running

(d)     run

ตอบข้อ (b) เนื่องจากสามารถเป็นกริยาแท้ของอนุประโยค (because it …….. .…………… predators) ได้  (ต่างกับข้อ “a” และ “c” )  สำหรับข้อ (d)  ก็สามารถใช้ได้  ถ้าแก้เป็น “runs” แต่ได้ใจความไม่ดีเหมือนข้อ (b)

19. Wolves, which are known to travel in packs, both provide for and defend __________ through group cooperation.

      (หมาป่า  ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเดินทางเป็นฝูง  จะจัดหาสิ่งของจำเป็นให้แก่ (ตนเอง) และป้องกัน ___________ โดยการร่วมมือกันทั้งฝูง)

(a)      himself

(b)     itself

(c)      theirselves

(d)     themselves (ตัวเอง, ตนเอง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากประธานของประโยค (Wolves)  อยู่ในรูปพหูพจน์  สำหรับข้อ (a)  ใช้กับคนเพศชาย (คนเดียว)  ส่วนข้อ (c)  ไม่มีรูปนี้ใช้

20. The United States and Canada have many trade agreements that  benefit _________.  

 (สหรัฐฯ และแคนาดา  มีข้อตกลงทางการค้าจำนวนมากซึ่งให้ประโยชน์ ____________ )

(a)      other

(b)     other one

(c)      one the other

(d)     each other (ซึ่งกันและกัน)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจากใช้กับ  คน  สัตว์  สิ่งของ  ที่มีจำนวน ๒  แต่ถ้ามีจำนวน  ตั้งแต่ ๓ ขึ้นไป  ใช้ “one another

21. The data on the winter migration patterns of the arctic birds is  very __________.  

(ข้อมูลเรื่องรูปแบบการอพยพย้ายถิ่นในหน้าหนาว  ของนกในบริเวณขั้วโลกเหนือ ____________ อย่างมาก)

(a)      interested (มีความรู้สึกสนใจ)

(b)     interesting (น่าสนใจ)

(c)      interest (ทำให้สนใจ, ความสนใจ)

(d)     of interest (ที่อยู่ในความสนใจ)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำกริยาประเภทนี้

- satisfy (ทำให้พอใจ), surprise (ทำให้ประหลาดใจ), amaze (ทำให้ทึ่ง, ทำให้ฉงนสนเท่ห์), terrify (ทำให้ตกใจกลัว) – ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

22. According to a recent survey, __________ doctors do not have a  personal physician.

       (สอดคล้องกับการสำรวจเมื่อเร็วๆมานี้   แพทย์ ___________ ไม่มีหมอประจำตัว)

(a)    a large amount of (จำนวนมาก)

(b)   large amount of

(c)   a large number of (จำนวนมาก)

(d)   large number of

ตอบข้อ (c)  เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์ (doctors)  ส่วน “a large amount of”  ใช้ขยายคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  เช่น

     - A large amount of rain falls in the South of Thailand each year.

      (ฝนปริมาณมากตกทางภาคใต้ของไทยในแต่ละปี)

     - A large amount of furniture has been exported to Malaysia recently.

      (เฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก  ได้ถูกส่งออกไปยังมาเลเซียเมื่อเร็วๆนี้)

     -   A large amount of water is needed if these trees are to survive.

        (ต้องการน้ำในปริมาณมาก  ถ้าจะให้ต้นไม้เหล่านี้รอดตาย)

      -   There is a large amount of equipment used for the construction of the building.

         (มีอุปกรณ์จำนวนมากถูกใช้  เพื่อการก่อสร้างอาคารหลังนี้)

23. John F. Kennedy was the youngest president of the United States, and __________ to be assassinated.

    (จอห์น เอฟ เคนเนดี้  เป็นประธานาธิบดีที่อายุน้อยที่สุดของสหรัฐฯ  และ ____________ ที่ถูกลอบสังหาร)

(a)    four

(b)   the four

(c)    fourth

(d)   the fourth (คนที่สี่, ลำดับที่สี่)

 ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็น (ประธานาธิบดี) ลำดับที่สี่  และต้องใช้ “the” นำหน้าตัวเลขที่เป็นลำดับ

24. ___________ like McDonald’s and Kentucky Fried Chicken have used franchising to extend their sales internationally.

     ( _______ เช่น  แมคโดนัลด์ และเคนตั๊กกี้  ไฟรด์ชิคเค่น  ได้ใช้สิทธิพิเศษในการเป็นผู้แทนจำหน่าย  เพื่อจะขยายการขายของบริษัท  ในระดับนานาชาติ)

(a)   Chain restaurant

(b)   Chain restaurants (ภัตตาคารหลายภัตตาคารที่เป็นเครือเดียวกัน

(c)   Chains restaurants

(d)  Chain’s restaurants

ตอบข้อ (b) เนื่องจากกริยาของประโยค คือ “have used”  ประธานจึงต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  ส่วนข้อ (c)  ไม่ใช้  เนื่องจากเมื่อใช้คำนามขยายคำนาม (compound noun) คำนามตัวหน้าไม่ต้องเติม “s

25. Tuition at an American university runs ___________ thirty-five thousand dollars a semester.

(ค่าเล่าเรียน – ค่าเทอม – ณ มหาวิทยาลัยอเมริกัน  มีจำนวน ___________  ๓ หมื่น ๕ พันเหรียญต่อเทอม – ภาคการศึกษา)

(a)    so high as

(b)   as high as (สูงเท่ากับ)

(c)    as high than

(d)   as high to

ตอบ – ข้อ (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบว่า “สิ่งนี้เท่ากับสิ่งนั้น” (ในประโยคบอกเล่า) จะใช้ในรูป  “as + adjective (adverb) + as” แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า  “สิ่งนี้ไม่เท่ากับสิ่งนั้น” (ในประโยคปฏิเสธ) จะต้องใช้รูป  “so + adjective (adverb) + as” หรือจะใช้  “as + adjective (adverb) + as” ก็ได้ เช่น

      - This house is as big as that house.

       (บ้านหลังนี้ใหญ่เท่ากับบ้านหลังนั้น)

     - She walked as quickly as he did.

       (เธอเดินเร็วเท่าๆกับที่เขาเดิน)

     - This car is not so expensive as that car.

       (รถคันนี้ไม่แพงเท่ากับรถคันนั้น)

     - This car is not as expensive as that car.

       (รถคันนี้ไม่แพงเท่ากับรถคันนั้น)

     - She does not work so efficiently as her sister does.

       (เธอมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับน้องสาวของเธอ)

     - She does not work as efficiently as her sister does.

       (เธอมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับน้องสาวของเธอ)

26. More murders are reported __________ December in the United States than during any other month.

(การฆาตกรรมจำนวนมากกว่ากันได้ถูกรายงาน ____________ เดือนธันวาคม  ในสหรัฐฯ)

(a)     in (ใน)

(b)     on

(c)      at

(d)     for

ตอบข้อ (a)  ต้องใช้ “in”  กับ “เดือน”  และใช้ “on” กับ “วัน” และ “วันที่

27. Neptune is an extremely cold planet, and __________.

     (เนพจูนเป็นดาวเคราะห์ที่หนาวจัดอย่างมาก  และ ____________ )

      (a) so does Uranus

      (b) So has Uranus

      (c) So is Uranus (ดาวยูเรนัสก็เช่นเดียวกัน)

      (d) So will Uranus

ตอบข้อ (c)  เมื่อข้อความคล้อยตามกัน  ต้องใช้รูป “So + is (am, are, was, were, do, does, did, has, have, had, will, would, shall, should, can, could etc.) + subject” (ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้ใน  หมวดข้อสอบ Error Detection  ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๗)

28. There are many beautifully preserved historic buildings ________.

(มีอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์  ที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างสวยงามเป็นจำนวนมาก ____________ )

(a)   in Beacon Street in Boston

(b)  in Beacon Street at Boston

(c)   at Beacon Street at Boston

(d)  on Beacon Street in Boston (บนถนนบีคอน  ในเมืองบอสตัน)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากใช้ “on” กับ “ถนน”  และใช้ “in”  กับ “เมือง หรือ ประเทศ” (ดูรายละเอียดการใช้ “on”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๕  และการใช้ “in”  ในตอนที่ ๑๐ ข้อ ๑๗)

29. Deserts are often formed __________ they are cut off from rain - bearing winds by the surrounding mountain ranges.

      (ทะเลทรายได้รับการก่อตัวบ่อยๆ ____________ มันถูกตัดขาดจากลมที่ก่อให้เกิดฝน  โดยเทือกเขาที่ล้อมรอบมัน)

(a)  so (ดังนั้น)

(b)  due to (เนื่องมาจาก)

(c)  in spite of (ทั้งๆที่)

(d)     because (เพราะว่า)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจาก “because + subject + verb”   ส่วน  “due to + วลีหรือคำนาม

30. If one of the participants in a conversation wonders __________, no real communication has taken place.

      (ถ้าหากหนึ่งในผู้เข้าร่วมในการสนทนาประหลาดใจ (ไม่เข้าใจ) ______ ไม่มีการสื่อสารที่แท้จริงได้เกิดขึ้น)

(a)    what said the other person

(b)   what the other person said (ในสิ่งที่อีกคนหนึ่งพูด – หรือ “คนอื่นพูดว่าอะไร”)

(c)    what did the other person say

(d)   what was the other person saying

ตอบข้อ (b) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “noun clause”  เพราะเป็นกรรมของกริยา

wonders” หรือมีโครงสร้าง {what (when, where, why, how) + subject + verb} (ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ “Noun Clause” ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 21)

Business Planning (การวางแผนธุรกิจ)

1.    address (n – v) – คำปราศรัย, คำกล่าว, ปราศรัย, พูดกับ, พูดถึง, มุ่งไปที่ความเอาใจใส่ของ, ที่อยู่

(a)   The article praised her address to the steering committee.

    (บทความยกย่องคำกล่าวของเธอต่อคณะกรรมการเตรียมการประชุม)

(b)   Peter’s business plan addresses the needs of small business owners.

     (แผนธุรกิจของปีเตอร์พูดถึงความต้องการของธุรกิจขนาดเล็ก)

2.    avoid (v) – หลีกเลี่ยง, ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น

(a)   To avoid going out of business, owners should prepare a proper business plan.

     (เพื่อหลีกเลี่ยงการออกไปจากธุรกิจ (การเจ๊ง)  เจ้าของควรเตรียมแผนธุรกิจที่เหมาะสม)

(b) Jim’s errors in accounting could have been avoided by a business consultation with his banker.

      (ความผิดพลาดของจิมในเรื่องบัญชี  สามารถจะหลีกเลี่ยงได้โดยการปรึกษาทางธุรกิจกับนายธนาคารของเขา – ที่ให้เขากู้เงิน)

3. demonstrate (v) – สาธิต, แสดงให้ดูโดยยกตัวอย่าง

(a) The professor demonstrated through a case study that a sound business plan can impress a lender.

      (ศาสตราจารย์แสดงให้ดูโดยผ่านทางกรณีศึกษา  ที่ว่า  แผนธุรกิจที่ดีสามารถทำให้ผู้ให้กู้เงินประทับใจได้)

(c)   Jack’s business plan demonstrated that he had put a lot of thought into making his dream a reality.

       (แผนธุรกิจของแจ๊คแสดงให้เห็นว่า  เขาได้ใส่ความคิดเข้าไปอย่างมากมาย  ในการทำให้ความฝันของเขากลายเป็นความจริง)

4.  develop (v) – พัฒนา, ก้าวหน้า, ปรับปรุง, ขยาย

(a) Jane developed her ideas into a business plan by taking a class at the community college.

    (เจนได้พัฒนาความคิดของเธอให้เป็นแผนธุรกิจ  โดยการเข้าเรียนในวิทยาลัยชุมชน)

(b) The restaurant Fuji opened in Thailand over ten years ago has developed into a national chain.

      (ภัตตาคารฟูจิซึ่งเปิดในประเทศไทยกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว  ได้พัฒนาขึ้นสู่บริษัทหลายบริษัทที่เป็นเครือเดียวกันในระดับชาติ)

5. evaluate (v) – ประเมินค่าหรือผลกระทบของ

(a) It is important to evaluate your competition when making a business plan.

   (มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องประเมินคู่แข่งของคุณ  เมื่อคุณทำแผนธุรกิจ)

(b) The lenders evaluated our creditability and decided to loan us money.

      (ผู้ให้กู้ประเมินความน่าเชื่อถือของเรา  และตัดสินใจให้เรากู้เงิน)

6. gather (v) – รวบรวม, สรุป

(a) We gathered information for our business plan from many sources.

     (เรารวบรวมข้อมูลสำหรับแผนธุรกิจของเราจากหลายๆแหล่ง)

(b) He gathers that interest rates for small businesses will soon change.

     (เขาสรุปว่า  อัตราดอกเบี้ยสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก  จะเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า)

7. offer (n – v) – ข้อเสนอ, เสนอ, นำเสนอเพื่อสนองความต้องการหรือทำให้ได้ตามข้อกำหนด, ให้, เสนอขาย

(a)   Your price is too expensive.  I’ll offer you $300.

     (ราคาของคุณแพงเกินไป  ผมจะเสนอให้คุณ – ในราคา – ๓๐๐ เหรียญ – คือจะซื้อในราคาเท่านี้)

(b)   He was offered a job as an accountant in Mexico.

      (เขาได้รับเสนองานเป็นนักบัญชีในเม็กซิโก)

(c)    The house we saw last week is still on offer.

      (บ้านที่เราเห็นเมื่อสัปดาห์ก่อน  ยังคงเสนอขายอยู่)

(d)   She is always quick to offer advice.

      (เธอรวดเร็วเสมอในการให้คำแนะนำ)

8. primarily (adv.) – สำคัญที่สุด, อันดับแรก, อย่างสำคัญ, ส่วนมาก, ส่วนใหญ่, แรกเริ่ม

(a) People become doctors primarily out of a love of humanity.

     (ผู้คนเป็นหมอ  เริ่มแรกจากความรักในเพื่อนมนุษย์)

(b) We are primarily concerned with convincing the board of directors to apply for the second loan.

      (เราเกี่ยวข้องอย่างสำคัญ (หรืออันดับแรก) กับการทำให้คณะกรรมการบริษัท  มั่นใจที่จะสมัครเพื่อเงินกู้ในรอบที่ ๒)

(c)  The developers are thinking primarily of how to enter the South American market.

     (ผู้พัฒนา – ผลิตภัณฑ์ – กำลังคิดถึงเป็นอันดับแรก  ว่าจะเข้าสู่ตลาดอเมริกาใต้อย่างไร)

9. risk (n – v) – การเสี่ยง, การเสี่ยงภัย, อันตราย, เสี่ยง, เสี่ยงภัย

(a) Expanding into a new market is a big risk.

        (การขยายเข้าสู่ตลาดใหม่เป็นการเสี่ยงอย่างมาก)

(b) Heart disease can be avoided if people at risk take medical advice.

      (โรคหัวใจสามารถหลีกเลี่ยงได้  ถ้าคนที่มีความเสี่ยง  ฟังคำแนะนำทางการแพทย์)

(d)  A smoker is considered a greater risk by life insurers.

(ผู้สูบบุหรี่ถูกถือว่าเป็นความเสี่ยงที่มากกว่า  โดยบริษัทผู้รับประกันชีวิต)

(e) He risked his own life to save his family.

(เขาเสี่ยงชีวิตของตนเองเพื่อรักษาครอบครัวของเขา)

(f)  Deep-sea diving can be a risky sport.

(การดำน้ำในทะเลลึก  สามารถเป็นกีฬาที่เสี่ยงอันตราย)

10. strategy (n) – ยุทธศาสตร์, แผนปฏิบัติการ

(a) Let’s develop a strategy for promoting our new car-lease business.

     (เรามาสร้างยุทธศาสตร์  สำหรับการส่งเสริมธุรกิจใหม่ด้านรถเช่าของเรากันเถอะ)

(b) Governments adopt various economic strategies.

     (รัฐบาลต่างๆรับเอายุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจหลายอย่างมาใช้

(c) A classic military strategy is to attempt to surround the enemy.

     (ยุทธศาสตร์ทางทหารที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ (หรือดีเด่น, ชั้นหนึ่ง, เป็นพื้นฐาน) คือ  การพยายามโอบล้อมศัตรู)

11. strengthen (v) – ทำให้แข็งแรงหรือมีอำนาจมากขึ้น, ทำให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

(a) We are working on a plan to strengthen sales over the next two quarters.

      (เรากำลังทำแผนที่จะทำให้การขายแข็งแกร่งยิ่งขึ้น  ใน ๒ไตรมาสข้างหน้า)

(b) Exercise will strengthen your muscles.

   (การออกกำลังจะทำให้กล้ามเนื้อของคุณแข็งแรงมากขึ้น)

(c) The foundations need strengthening.

   (ฐานราก – ของตึก – ต้องการการทำให้แข็งแรงมากขึ้น)

(d) New evidence strengthened the case against him.

           (หลักฐานใหม่ทำให้คดีที่ฟ้องร้องเขาแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น – คือมัดตัวผู้กระทำผิดแน่นยิ่งขึ้น)

12. substitution (n) – การแทน, การใช้ตัวสำรอง

(a) The substitution of a fake gem for the real thing was not  noticed.

      (การแทนด้วยเพชรเก๊-ปลอมสำหรับของ (เพชร) จริง  ไม่ได้รับการสังเกตเห็น – คือไม่มีใครรู้ว่าเอาเพชรเก๊มาแทนของจริง)

(b) How many substitutions are allowed in a football match?

      (การแทนตัวผู้เล่น – หรือการใช้ตัวสำรอง – จำนวนกี่ครั้ง  ที่ได้รับอนุญาตให้ทำได้ในการแข่งขันฟุตบอล)

(c) There is no substitution for hard work and perseverance.

     (ไม่มีการแทนกันได้สำหรับงานหนักและความขยันหมั่นเพียร-มุมานะ – หมายถึงไม่มีสิ่งใดที่สามารถมาทดแทน ๒ ประเด็นดังกล่าวได้)

13. purpose (n) – เป้าประสงค์, วัตถุประสงค์, ความมุ่งหมาย

(a) What is the purpose of this meeting?

          (อะไรคือวัตถุประสงค์ของการประชุมครั้งนี้)

(b) The purpose of a snake’s coloring is camouflage.

   (วัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนสีของงูคือการพรางตัว)

(c) He broke it on purpose as an act of spite.

           (เขาทำมันแตกโดยเจตนา  ในฐานะเป็นการกระทำของความโกรธเคือง-ความอาฆาตแค้น)

Fill the words from the box in the blanks in the passage.

(จงเติมคำในช่องสี่เหลี่ยมลงในช่องว่างในบทความ)

 

   address             develop             offered                strategy

   avoid                  evaluation          primary               strengthen

   demonstrate    gathering           risks                   substitute

   purpose            entrepreneur    goals                   documents 

   competitor       competition       distinguishes

 

               Every business must (1) develop a business plan.  The business plan’s (2) primary (3) purpose is to improve the entrepreneur’s control over the business and to help him (4) avoid common mistakes.  There is no (5) substitute for a well-prepared business plan.  It is the way to (6) strengthen the business and help it improve in all areas.  The business plan (7) documents the (8) strategy for growing the business.  Think of the business plan as a road map that describes in which direction the company is going, what its (9) goals are, and how it is going to get there.

(คำแปล)       ธุรกิจทุกอย่างจะต้อง (๑)  พัฒนาแผนธุรกิจขึ้นมา  (๓) เป้าประสงค์ที่ (๒)  สำคัญที่สุด (หรืออันดับแรก)  คือ  เพื่อปรับปรุงการควบคุมของผู้ประกอบการเหนือธุรกิจนั้นๆ  และเพื่อช่วยเขา (ผู้ประกอบการ) (๔) หลีกเลี่ยงความผิดธรรมดาสามัญ  ทั้งนี้  ไม่มี (๕) สิ่งทดแทนสำหรับการวางแผนธุรกิจที่เตรียมตัวดี   และมันเป็นวิธีการที่จะ (๖) ทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น  และช่วยให้มันกระเตื้องขึ้นในทุกด้าน  อนึ่ง  แผนธุรกิจจะ (๗) บันทึก (๘) ยุทธศาสตร์สำหรับการทำให้ธุรกิจเติบโต  จงคิดว่าแผนธุรกิจเป็นแผนที่ถนน  ซึ่งอธิบายว่าบริษัทกำลังจะไปในทิศทางใด  (๙) เป้าหมายของมันคืออะไร  และมันจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร

          In developing the plan, the (10) entrepreneur will conduct research to determine a systematic and realistic (11) evaluation of the company’s chances for success in the marketplace.  In creating the plan, the entrepreneur must research the company’s target market and define its potential.  The entrepreneur must be able to prove through research that customers in the market need the good or service that is (12) offered and that a sufficient number of potential customers exits to support the business.

(คำแปล)       ในการพัฒนาแผนธุรกิจ  (๑๐) ผู้ประกอบการจะทำการวิจัย  เพื่อกำหนด (๑๑) การประเมินแบบเป็นระบบและเป็นจริง (สมจริงสมจัง)  ของโอกาสของบริษัทที่จะประสบความสำเร็จในตลาด  ทั้งนี้  ในการสร้างแผน  ผู้ประกอบการจะต้องวิจัยตลาดเป้าหมายของบริษัท  และกำหนดศักยภาพของมัน (ตลาด)  อนึ่ง  ผู้ประกอบการจะต้องสามารถที่จะพิสูจน์โดยผ่านการวิจัย  ว่าลูกค้าในตลาดต้องการสินค้าหรือบริการที่ได้รับการ (๑๒) เสนอ (ขาย) ให้ (โดยบริษัท)  และ (ว่า) ผู้ที่มีศักยภาพจะเป็นลูกค้าในจำนวนที่มากเพียงพอ  มีอยู่ที่จะสนับสนุนธุรกิจ (ให้เติบโตได้)

          A business plan also looks at the (13) risks the business faces.  Chief among these is (14) competitors.  The business plan must analyze the company’s (15) competition by (16) gathering information on competitors’ market share, products, and strategies.  The plan should (17) demonstrate what (18) distinguishes the entrepreneur’s products or services from others already in the market.  It is also common for businesses to fail because the owner fails to invest or seek sufficient capital to run the business.  A good business plan should (19) address this issue as well.

(คำแปล)       แผนธุรกิจจะมองไปที่ (๑๓) ความเสี่ยงต่างๆที่ธุรกิจเผชิญด้วย  ที่สำคัญในบรรดาความเสี่ยงเหล่านี้  คือ  (๑๔) คู่แข่ง  แผนธุรกิจจะต้องวิเคราะห์ (๑๕) คู่แข่ง (หรือการแข่งขัน) ของบริษัทโดยการ (๑๖) รวบรวมข้อมูลในเรื่องส่วนแบ่งตลาด  ผลิตภัณฑ์  และยุทธศาสตร์ของคู่แข่ง  แผนดังกล่าวควร (๑๗) แสดงว่าอะไรที่  (๑๘) ทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการแตกต่างไปจากของคู่แข่งที่มีอยู่แล้วในตลาด  ทั้งนี้  มันเป็นเรื่องธรรมดาทั่วไปสำหรับธุรกิจที่จะล้มเหลว  เพราะว่าเจ้าของล้มเหลวที่จะลงทุนหรือเสาะหาเงินทุนอย่างเพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจนั้น  อนึ่ง  แผนธุรกิจที่ดีควร(๑๙) กล่าวถึงประเด็นนี้ด้วยเช่นเดียวกัน

Choose the word that best completes the sentence.

(จงเลือกคำที่เติมประโยคได้สมบูรณ์ที่สุด)

1. You cannot ____________ learning how to use the new software as it will be needed in daily operations from now on.

    (คุณไม่สามารถ ____________ การเรียนรู้วิธีใช้ซอฟต์แวร์ตัวใหม่  เนื่องจากว่าจำเป็นต้องใช้มันในการปฏิบัติงานประจำวัน  นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป)

(a)    avoid (หลีกเลี่ยง)

(b)    avoided

(c)     avoiding

(d)    avoidance (การหลีกเลี่ยง)

ตอบข้อ (a) เนื่องจากหลังกริยา “modal verb” (will, would, shall, should, can, could, may, might, must) จะต้องตามด้วย “infinitive without to” (Verb ช่อง 1) เสมอ

2. I don’t want to intrude, but would you like me to ___________ how to use that machine?

     (ผมไม่ต้องการจะก้าวล่วงหลอกนะ  แต่ว่าคุณอยากจะให้ผม _____________ วิธีใช้เครื่องจักรนั้นมั้ย)

(a)     demonstration (การแสดง, การสาธิต, การเดินขบวน)

(b)    demonstrate (แสดงให้ดู, สาธิต, เดินขบวน)

(c)     demonstrative (ซึ่งเป็นการแสดง)

(d)    demonstrator (ผู้แสดง-สาธิต, ผู้เดินขบวน)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากหลังกริยา “would like” ต้องตามด้วย “infinitive with to” (To + verb) เสมอ

3. While you are ___________ your business plan, it is a good idea to keep a resource library of valuable materials.

    (ในขณะที่คุณกำลัง ________ แผนธุรกิจของคุณ มันเป็นความคิดที่ดีที่จะรักษา (ดำเนินต่อไป) ห้องสมุดทรัพยากรของเอกสารที่มีค่า)

(a)   develop (พัฒนา, สร้าง, ก้าวหน้า)

(b)  development (การพัฒนา)

(c)   developing (พัฒนา, สร้าง, ก้าวหน้า)

(d)  developer (นักพัฒนา, ผู้สร้าง)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากกริยาอยู่ในรูป “present continuous tense” {is (am, are, was, were) + V + ing}

4. After you turn in your business plan, you will receive a written ________ of your work within two weeks

     (หลังจากคุณยื่นแผนธุรกิจของคุณแล้ว  คุณจะได้รับ _____________ ผลงานของคุณเป็นลายลักษณ์อักษร  ภายใน ๒ สัปดาห์)

(a)    evaluator (ผู้ประเมิน)

(b)   evaluative (เกี่ยวกับการประเมิน)

(c)    evaluate (ประเมิน, ประเมินผล)

(d)   evaluation (การประเมิน)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องเป็นคำนาม  เพราะเป็นกรรมของกริยา “receive

5. If we think_____________, we can come up with a plan that promises success.

    (ถ้าเราคิด ______________ เราจะสามารถมีแผนที่ให้คำมั่นสัญญาความสำเร็จ)

(a)     strategize (วางยุทธศาสตร์)

(b)    strategic (เกี่ยวกับยุทธศาสตร์)

(c)     strategically (อย่างเป็นยุทธศาสตร์)

(d)    strategist (นักยุทธศาสตร์)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายคำกริยา “think” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (adverb)

6. It is now legal to ____________ a generic brand drug for a prescription medicine if you have the patient’s consent.

    (ในปัจจุบัน  เป็นสิ่งถูกกฎหมายที่จะ _____________ ยาที่มีเครื่องหมายการค้าทั่วไป (หรือยามียี่ห้อ)  แทนยาตามใบสั่งแพทย์  ถ้าคุณได้รับการยินยอมจากคนไข้) (หมายถึงคนขายยาสามารถจ่ายยาที่มียี่ห้อแทนยาหมอสั่งได้  ถ้าคนไข้ยินยอม  เนื่องจากมีคุณภาพเหมือนกัน)

(a)    substitute {ใช้ ...(ยามียี่ห้อ)........ แทน ....(ยาหมอสั่ง).........}, ตัวแทน, ตัวสำรอง

(b)    substituting

(c)     substituted

(d)    substitution (การแทน, การทดแทน, การใช้ตัวสำรอง)

7. He believes the company needs to modify its business plan, and he   _________ data for the past several months.

     (เขาเชื่อว่าบริษัทจำเป็นต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนธุรกิจของบริษัท  และเขา   _______ ข้อมูลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา)

(a)    gathers (รวบรวม)

(b)   is gathering (กำลังรวบรวม)

(c)    had gathered (ได้รวบรวม)

(d)   has been gathering (ได้กำลังรวบรวม)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากอยู่ในรูป “present perfect continuous tense” {subject + has (have) + been + Verb + ing} แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ “gather”  ที่เกิดในอดีตและดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน โดยสังเกตจากข้อความ “for the past several months

8. The company needs to develop a ____________ to reach the young group of customers who purchase its products.

     (บริษัทจำเป็นต้องพัฒนา ______________ เพื่อไปถึงกลุ่มลูกค้าคนหนุ่มสาวผู้ซึ่งซื้อผลิตภัณฑ์ของบริษัท)

(a)  strategy (ยุทธศาสตร์)

(b)  strategize (วางยุทธศาสตร์)

(c)   strategic (เกี่ยวกับยุทธศาสตร์)

(d)  strategically (ในทางยุทธศาสตร์)

ตอบข้อ (a) เนื่องจากเมื่ออยู่หลัง “Article” (a, an, the) จะต้องเป็นคำนาม

9. The company has redirected some of its resources toward the goal of reaching the younger age group of customers with a hope to _________ its position against its competitors.

      (บริษัทได้เปลี่ยนทิศทางทรัพยากรบางอย่างของบริษัท  ไปสู่เป้าหมายของการก้าวไปหากลุ่มลูกค้าคนหนุ่มสาวที่มีอายุน้อยลง  ด้วยความหวังที่จะทำให้สถานะในการต่อสู้กับคู่แข่งขันของบริษัท  มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น)

(a)   strength (ความแข็งแรง, กำลัง, พลัง)

(b)  strengthen (ทำให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น, ทำให้แข็งแรงมากขึ้นทำให้แน่นแฟ้นมากขึ้น)

(c)   strengthening (การทำให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น)

(d)  strengthened

ตอบข้อ (b) เนื่องจากอยู่หลัง “to” จึงต้องเป็นกริยาช่องที่ ๑ (infinitive with to)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 20)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The company was well-known for the quality of ____________ products.

     (บริษัทแห่งนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ _________.

(a) their

(b) his

(c) it’s

(d) its (ของตน – ของบริษัท)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  แทน “บริษัท” ซึ่งเป็นเอกพจน์

2. ____________ Nantucket Island is a superb spot for watching the eclipse.

     ( ___________ เกาะนันทัคเก็ตเป็นสถานที่ (ตำแหน่ง, จุด) ที่ดียอดเยี่ยมสำหรับการดูสุริยคราสหรือจันทรคราส)

(a)   A

(b)  An

(c) The

(d)   -

ตอบข้อ (d) เนื่องจากชื่อเกาะเดี่ยวๆ  ไม่ต้องนำหน้าด้วย “article” ยกเว้น “หมู่เกาะ” ต้องนำหน้าด้วย “the” เช่น “the Philippines” (หมู่เกาะฟิลิปปินส์)  “the East Indies” (หมู่เกาะอินเดียตะวันออก)  เป็นต้น

3. _____________ Air and Space Museum has the highest attendance record of all the museums in the world.

     ( __________ พิพิธภัณฑ์ทางอากาศและอวกาศ   มีประวัติการเข้าชมสูงที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดในโลก)

(a)   A

(b)  An

(c)   The

(d)   -

ตอบข้อ (c) ชื่อพิพิธภัณฑ์  ต้องนำด้วย  article “the” (ดูเพิ่มเติมการใช้ “the” ในหมวดข้อสอบ “Error Detection” ตอนที่ ๓ ข้อ ๕)

4. Lawrence eats ____________ of all his friends.

    (ลอว์เรนซ์กิน ___________ ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของเขา)

    (a)  most slowly

    (b)  the most slowly (อย่างเชื่องช้าที่สุด)

    (c)  more slowly

    (d)  as slowly as

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (superlative)   จึงต้องใช้  the most”นำหน้า “slowly (เป็นการเปรียบเทียบตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป)

5. The committee _____________ by the vastness of the applicant’s experiences.

      (คณะกรรมการ __________ ในความกว้างขวางของประสบการณ์ของผู้สมัคร)

(a)  was impressed (มีความรู้สึกประทับใจ)

(b)  impressed (ทำให้ประทับใจ)

(c)   was impressing (น่าประทับใจ)

(d)  impression (ความประทับใจ)

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก คณะกรรมการ “มีความรู้สึกประทับใจ” (ดูการใช้คำกริยาประเภทนี้ – “impress, interest, satisfy, surprise, amaze, disappoint etc.   - ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

6. Desert animals ______________ a means of retaining moisture in such a hot, dry climate if they are to survive.

     (สัตว์ทะเลทราย _________ วิธีการรักษาความชื้นในภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง  ถ้าพวกมันจะต้องรอดชีวิตอยู่)

(a)   are needed (ถูกต้องการ)

(b)  were needed

(c)   need (ต้องการ)

(d)  Needing

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “active voice” เพราะ “desert animals” เป็นผู้ทำกริยา “ต้องการ” เอง

7. The weather is ____________ at this time of the year than in the spring.

      (อากาศ __________  ในช่วงเวลานี้ของปี  เมื่อเทียบกับในฤดูใบไม้ผลิ)

(a)   calm (สงบ)

(b)  calmest (สงบมากที่สุด)

(c)   calmer (สงบมากกว่า)

(d)  more calmer

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative degree) (สังเกตจาก “than”)  และ  เมื่อใช้ “calmer” แล้ว  ไม่ต้องใช้ “more” นำอีก  สำหรับ  more” ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว  เช่น  “important, necessary, correct, detailed (มีรายละเอียด), diligent (ขยัน), helpful (ช่วยเหลือ), manageable (จัดการได้), active, dangerous etc.)

8. Jazz music has been called ____________ of the United States to world music.

    (ดนตรีแจสได้ถูกเรียกว่าเป็น ____________ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อดนตรีของโลก)

(a)     the major contribution which (คุณูปการที่สำคัญซึ่ง)

(b)    the major contribution that (คุณูปการที่สำคัญซึ่ง)

(c)     which is the major contribution (ซึ่งเป็นคุณูปการที่สำคัญ)

(d)    the major contribution (คุณูปการ – สิ่งที่ช่วยเหลือเกื้อกูล - ที่สำคัญ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา “called”  และขยายด้วย “of  the …………….music

9. It is said that the ____________ has improved a great deal in Thailand in recent years.

     (มันกล่าวกันว่า  ___________ได้กระเตื้องขึ้นอย่างมากในประเทศไทย  ในช่วงปีที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้)

(a) finance (การเงิน)

(b) money (เงิน)

(c) economics (วิชาเศรษฐศาสตร์)

(d) economy (เศรษฐกิจ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

10. Throughout the state of Maine _____________ summer music camps, where young people and adults may study in beautiful rural settings.

      (ทั่วทั้งรัฐเมน – ของสหรัฐฯ –  ___________  ค่ายดนตรีฤดูร้อน  ที่ซึ่งคนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่อาจจะมาศึกษา (ดนตรี) ในสภาพแวดล้อมในชนบทที่สวยงาม)

(a)     there is

(b)    there are (มี)

(c)     are found

(d)    where there are

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  และต้องใช้ “there are” เพราะ music camps”  อยู่ในรูปพหูพจน์  ส่วน “Throughout the state of Maine”  เป็นวลีที่บอกเกี่ยวกับสถานที่ (adverb phrase of place) เท่านั้น

11. To the expert investigator, even the most trivial piece of information may _____________ significant.

      (กับนักสืบสวนผู้เชี่ยวชาญ  แม้แต่ชิ้นของข้อมูลที่ไม่สำคัญ (หรือเล็กน้อย-ขี้ปะติ๋ว) ที่สุด  ก็อาจจะ ___________มีความสำคัญ)

(a)     prove (ปรากฏความจริงว่า, แสดงว่า)

(b)     proves

(c)      proved

(d)     have proven

ตอบข้อ (a)  เนื่องจาก  กริยาหลัง “may, might, will, would, shall, should, can, could, must”  จะต้องอยู่ในรูป “infinitive without to” (กริยาช่องที่ ๑ ไม่ต้องมี “to” นำหน้า) เสมอ

12. Language policy has been a subject of ____________ debate in multilingual nations.

       (นโยบายด้านภาษาได้เป็นหัวเรื่องของการอภิปรายที่  ________ ในชาติที่ใช้ – หรือพูด - ภาษาหลายภาษา)

(a)     sharp (เผ็ดร้อน, รุนแรง)

(b)     sharper

(c)      sharpest

(d)     more sharp (ไม่มีรูปนี้ใช้)

ตอบข้อ (a) เนื่องจากมิได้มีการเปรียบเทียบแต่อย่างใด

13. My house, _____________, is going to be sold soon.

      (บ้านของผม, __________ , กำลังจะถูกขายในเร็วๆนี้)

      (a)  which the roof is made of brick

      (b)  in which the roof is made of brick

      (c)  whose roof is made of brick

      (d)  of which the roof is made of brick (ซึ่งหลังคาของมันทำด้วยอิฐ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “of which” ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของๆ “สัตว์และสิ่งของ เช่น  บ้าน, รถ, สะพาน, แมว, หมา, เสือ, นก ฯลฯ”  ส่วน “whose” ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของที่เป็นคนเท่านั้น เช่น

-         The man whose house is next to mine is my teacher.

(ผู้ชายผู้ซึ่งบ้านของเขาอยู่ถัดจากของผมไป  เป็นครูของผมเอง)

-         The woman whose son was killed in the car accident is a company manager. 

(ผู้หญิงซึ่งลูกชายของเธอตายในอุบัติเหตุทางรถยนต์  เป็นผู้จัดการบริษัท – หมายถึงผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้จัดการฯ)

   14. _______________, Jim saw a car accident.

       ( ____________,  จิมเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์)

     (a)  He was standing on the road

     (b)  Stood on the road

     (c)  Standing on the road (ยืนอยู่บนถนน)

     (d)  Stand on the road

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “present participle phrase” ที่ลดรูปมาจากอนุประโยค “adverb clause of time” (While he was standing on the road,)

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “While” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๑๗ และ ตอนที่ ๑๐ ข้อ ๘)

15. It is ____________ day that I can’t go on working.

      (มันเป็นวันที่ ___________ จนกระทั่งผมไม่สามารถทำงานได้ต่อไปอีก)

      (a)  a very hot

      (b)  so hot

      (c)  a so hot

      (d)  such a hot (ร้อนมาก)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจากประโยคข้างบนมีที่มาของโครงสร้างดังนี้  คือ

1.    It is a very hot day.  I can’t go on working. (เมื่อเชื่อม ๒ ประโยคนี้ จะได้ ๔ ประโยคข้างล่าง คือ)

2.    The day is too hot for me to go on working.

{subject + is (was) + too + adjective + for + someone + to + verb..}

3.    The day is so hot that I can’t go on working.

{subject + is (am, are, was, were) + so + adjective + that + ……}

4.    It is so hot a day that I can’t go on working.

{It + is + so + adjective + a + noun + that + ………..}

5.    It is such a hot day that I can’t go on working.

{It + is + such + a (an) + adjective + noun + that ……..}

ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

(1)    The room is very small.  I can’t sleep in it.

(2)    The room is too small for me to sleep in.

(3)    The room is so hot that I can’t sleep in it

(4)    It is so hot a room that I can’t sleep in it.

(5)    It is such a hot room that I can’t sleep in it.

16. _____________, he cannot work hard.

     ( _______________ , เขาไม่สามารถทำงานหนัก)

(a)  Because his bad health

(b)  Because of his bad health (เนื่องมาจากสุขภาพที่ไม่ดีของเขา)

(c)  Although he has bad health (แม้ว่าเขามีสุขภาพไม่ดี)

(d)  Due to his health is bad

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “because of”  ต้องตามด้วย “วลี”  ส่วน “because”  ตามด้วยประโยค   สำหรับ ข้อ (c) ประโยคข้างหน้า (ประโยคย่อย)  และประโยคหลัง (ประโยคใหญ่) มีข้อความไม่รับกัน  ส่วนถ้าจะใช้ข้อ (a) จะต้องแก้เป็นว่า “Because he has bad health,

17. Scarcely ______________ his election speech when the assassin shot him down.

      (ยังไม่ทันที่ ________________ สุนทรพจน์ในการเลือกตั้ง  เมื่อผู้ลอบสังหารยิงเขาล้มลง)

(a)    has he finished (ผิด  เพราะ “tense” ไม่สอดคล้องกับ “tense” ในประโยคย่อย (อนุประโยค) (when………….. down.) ที่มีคำกริยาเป็นอดีต “shot”)

(b)   he has finished

(c)    he had finished

(d)   had he finished (เขาจะ – พูด – จบ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากหลักการเรียงคำในประโยค เมื่อเอา “scarcely, hardly, rarely, seldom, never, never before, no sooner…….than”  มาไว้หน้าประโยค คือ

-         Scarcely (hardly, never, never before) + verb (ช่วย)  + subject + verb (แท้) + กรรม + ข้อความต่อๆไป  เช่น

-         Never before have they seen such a beautiful place in their lives.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่พวกเขาได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้นในชีวิต)

-         Rarely will she find such a good job with a high income.

(หายากที่เธอจะได้เจองานที่ดีพร้อมด้วยรายได้สูง)

-         Seldom did we hear a good news like that.

(เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวดีเช่นนั้น)

              (ดูเพิ่มเติมการใช้คำดังกล่าวข้างต้น  เมื่อนำมาไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นย้ำคำนั้นๆ  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๒๕)

18. Mary has never been to Spain, and ______________.

       (แมรี่ไม่เคยไปสเปน  และ _____________ )

      (a)  I have neither

      (b)  neither have I (ผมก็ไม่ – เคยไป – เช่นเดียวกัน)

      (c)  neither I have

      (d)  I neither have

ตอบข้อ (b) เนื่องจากต้องเรียง “neither + verb (พิเศษ) + subject” (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๒๐)

19. An electrical motor _____________ electrical energy into mechanical energy.

       (มอร์เตอร์ไฟฟ้า ___________  พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล)

(a) is converted (ถูกเปลี่ยน)

(b) which converts (ซึ่งเปลี่ยน)

(c) converts (เปลี่ยน)

(d) is converting (กำลังเปลี่ยน)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากข้อความนี้เป็นข้อเท็จจริง  จึงใช้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน present simple tense” และต้องอยู่ในรูป “active voice”  ด้วย เพราะประธานของประโยค  (an electrical motor) เป็นผู้ทำกริยา “converts”

20. I prefer to work in a small company _____________ more intimate than a large company.

       (ผมชอบทำงานในบริษัทเล็กๆ ____________   คุ้นเคย-สนิทสนม  มากกว่าในบริษัทใหญ่ๆ)

(a)       is because it

(b)      because is it

(c)      because it is (เพราะว่ามัน)

(d)      it is because

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเรียงคำตามปกติ  {because + it + is (was) + adjective (more intimate)}

21. Let’s go out for dinner tonight after work, ______________?

   (พวกเราออกไปข้างนอกเพื่อกินอาหารเย็นกันนะคืนนี้  หลังงานเลิก, _________)

(a)  don’t we

(b)  don’t you

(c)  shan’t we

(d)  shall we (เอามั้ยพวกเรา)

ตอบ - ข้อ (d)  เนื่องจากในประโยคชักชวนที่ขึ้นต้นด้วย “Let’s”   ในส่วนต่อท้าย  (Tag) จะต้องใช้ “shall we”  เสมอ  ส่วนถ้าเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  ในส่วน Tag” จะต้องใช้ “will you” เช่น

        - Please come and see me at home tomorrow, will you?

       (กรุณามาและพบผมที่บ้านวันพรุ่งนี้,   ได้ไหม)

         - Stop smoking in the bus, will you?

        (หยุดสูบบุหรี่บนรถประจำทาง,  ได้ไหม)

22. The gentleman _____________ is an old friend of my father’s .

      (สุภาพบุรุษ ____________ เป็นเพื่อนเก่าของพ่อของผม)

      (a)  is crossing the street (คำอธิบายเหมือนในข้อ  “c”)

      (b)  who crossing the street (ถ้าจะตอบข้อนี้  ต้องแก้เป็น “who is crossing the street”)

      (c)  crosses the street ( “is” เป็นกริยาแท้ของประโยคแล้ว “crosses” จะมาเป็นกริยาแท้ซ้อนอีก โดยไม่มีคำเชื่อมไม่ได้)

      (d)  crossing the street (ผู้ข้าม – หรือกำลังข้าม – ถนน)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากลดรูปมาจาก “who (that) is crossing the street” หรือ

who (that) crosses the street” ทั้งนี้  เราเรียก “crossing the street” ว่าเป็น  present participle phrase” ซึ่งทำหน้าที่ขยายคำนาม  เพื่อบ่งบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ดังเช่น  ในประโยคข้างบน  “สุภาพบุรุษ  ทำกริยา  ข้ามถนน

23. Efficient teachers ______________ and understand the needs of their students.

    (ครูที่มีประสิทธิภาพ ___________ และเข้าใจความต้องการของนักเรียนของตน)

(a)      thoroughly know their subjects are (ข้อนี้ใช้ได้ถ้าตัด “are” ข้างท้ายทิ้ง)

(b)     know their subjects thoroughly (รู้วิชาของตนอย่างทะลุปรุโปร่ง)

(c)      subjects are thoroughly known

(d)     whose subjects are thoroughly known

ตอบข้อ (b) เป็นการเรียง “ประธาน + กริยา + กรรม + กริยาวิเศษณ์” ตามปกติ  คือ Efficient teachers + know + their subjects + thoroughly

24. When companies cannot supply what is ordered, they usually try to ship a _____________ product.

       (เมื่อบริษัทไม่สามารถจัดหาสิ่งที่ถูกสั่งซื้อได้พวกเขามักพยายามที่จะขนส่ง  ผลิตภัณฑ์ ____________)

(a)      remaining (ที่เหลืออยู่)

(b)     substitute (ทดแทน, สิ่งที่เป็นตัวแทน)

(c)      defective (เสีย, ชำรุด, บกพร่อง)

(d)     stored (ที่เก็บไว้ในโกดัง)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

25. He must do this, ______________ he’ll be punished.

      (เขาจะต้องทำสิ่งนี้ __________ เขาจะถูกลงโทษ)

(a)  otherwise (มิฉะนั้น)

(b)  although (ถึงแม้ว่า)

(c)  because (เพราะว่า)

(d)  due to (เนื่องมาจาก) (ต้อง + คำนาม หรือ วลี)

ตอบ – ข้อ (a) เพราะได้ใจความดีที่สุด  คือมีข้อความเป็นเงื่อนไข ที่ว่า “จะต้องทำ  ไม่เช่นนั้นจะโดนลงโทษ”  อีก ๒ คำที่อาจใช้แทน “otherwise”  ได้คือ “or”  และ “or else” (มิฉะนั้น)

26. The teacher suggested that ________________.

      (ครูแนะนำว่า ____________ )

(a)  everybody studied harder

(b)  everybody studies harder

(c)  everybody study harder {(นักเรียน) ทุกคนเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

(d)  everybody would study harder

ตอบข้อ (c) เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง “present subjunctive” กล่าวคือ กริยา “study” เหมือนมีคำว่า “should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ดูเพิ่มเติม

คำอธิบายเรื่องนี้  (present subjunctive) ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๑๓)

27. Simon would not have been killed if he ______________ there.

      (ไซม่อนคงไม่ (ถูกฆ่า) ตาย   ถ้าเขา ___________ ที่นั่น)

(a)  wouldn’t have gone

(b)  would have gone

(c)  hadn’t gone (มิได้ไป)

(d)  went

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “if clause” แบบที่ ๓ คือ เหตุการเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ความจริงที่เกิดขึ้นในประโยคข้างบน  คือ  “ไซม่อนตาย  เพราะเขาไปที่นั่นโดยใน “if clause” จะต้องใช้รูป “if + subject + had + (not) + V. 3

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “if clause” แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑  และ ตอนที่ ๒ ข้อ ๑ และ ข้อ ๒๑  และ ตอนที่ ๑๗ ข้อ ๒)

28. A hundred dollars _____________ too expensive for this camera.

     (เงิน ๑๐๐ เหรียญ ____________ แพงเกินไปสำหรับกล้องตัวนี้)

(a)  are

(b)  were

(c)  have been

(d)  is (มีราคา)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากคำนามที่เป็น “จำนวนเงิน, ระยะทาง, เวลา, ชื่อหนังสือ”  ไม่ว่าจะมากอย่างไรก็ตาม (คือมีรูปพหูพจน์)   ถือเป็นเอกพจน์เสมอ  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  เช่น

       - Ten kilometers is a long distance to walk in one hour.

         (๑๐ กิโลเมตรเป็นระยะทางยาวที่จะเดินใน ๑ ชั่วโมง)

       - Five hundred pounds is a large amount of money.

         (๕๐๐ ปอนด์เป็นเงินจำนวนมาก)

       - The Stories of Shakespear’s Plays” is an interesting book.

           (เรื่องบทละครของเช็คสะเปียร์เป็นหนังสือที่น่าสนใจ)

       - Two months is too long time to wait.  

         (๒ เดือนเป็นเวลานานเกินไปที่จะรอคอย)

29. Physics _____________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

      (วิชาฟิสิกซ์ ____________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a)  are

(b) have been

(c) is (ถูก)

(d) will be

ตอบข้อ (c) เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น  economics (เศรษฐศาสตร์), phonetics (วิชาการออกเสียง), statics (สถิตศาสตร์), dynamics (พลศาสตร์), statistics (วิชาสถิติ), psychics (จิตตศาสตร์), aeronautics (วิชาการบิน), astrophysics (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics (คณิตศาสตร์), politics (การเมือง),  รวมทั้ง  news (ข่าว), mumps (โรคคางทูม), measles (โรคหัด),  means (วิธี), ashes (เถ้าถ่านศพ), alms (ทาน),  billiards (กีฬาบิลเลียด), cross-roads (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น 

       - A cross-roads is a place where two roads cross.

        (๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

        - Politics is the subject he is very interested in.

          (การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

        - Mathematics is a required subject.

         (คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

        - Statistics is too difficult for me to understand.

         (วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

30. The report of the global economy has been _____________ prepared by the economic experts.

       (รายงานเรื่องเศรษฐกิจของโลก   ได้ถูกจัดเตรียม _______ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ)

(a)      careful (รอบคอบ, ระมัดระวัง)

(b)     carefully (อย่างรอบคอบ)

(c)      carefulness (ความรอบคอบ)

(d)     cared and (การเอาใจใส่ และ)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากขยายกริยา “prepared” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (adverb)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 19)

Taxes (ภาษี)

1. calculation (n) – การคำนวณ, การคาดคะเน, การทำนาย, ผลจากการคำนวณ, การวางแผน, การมุ่งคิดแต่ประโยชน์ของตัวเอง

    (a) According to my calculations, I’ll owe less money on my income taxes this year.

            (สอดคล้องกับการคำนวณของผม  ผมจะเป็นหนี้เงินลดลงเกี่ยวกับภาษีเงินได้ของผมปีนี้ – คือจ่ายภาษีเพิ่มตอนสิ้นปีลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน)

    (b) It took my accountant some time to complete the calculations on my income tax.

        (สมุห์บัญชีของผมใช้เวลาชั่วขณะหนึ่ง  เพื่อจะทำให้สมบูรณ์ (เสร็จสิ้น) ในเรื่องการคำนวณภาษีเงินได้ของผม)

2. deadline (n) – เส้นตาย

    (a) The deadline for paying this year’s taxes is just two weeks away.

          (เส้นตายสำหรับการจ่ายภาษีของปีนี้  อยู่ห่างออกไปเพียง ๒ อาทิตย์เท่านั้น)

    (b) My best work is done with strict deadlines.

            (งานที่ดีที่สุดของผมถูกทำด้วยเส้นตายที่เข้มงวด)

3. file (v) – ยื่น (ภาษี, คำร้องทุกข์)

    (a) If you file your taxes late, you will have to pay a fine.

            (ถ้าคุณยื่นภาษีช้า  คุณจะต้องจ่ายค่าปรับ)

    (b) If you believe the tax officer gave you incorrect information, you should file a complaint with her boss.

            (ถ้าคุณเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ภาษีให้ข้อมูลผิดๆแก่คุณ  คุณควรยื่นคำร้องทุกข์กับเจ้านาย (หัวหน้า) ของเธอ)

4. fill out (v) – กรอก (ข้อมูล), เติม (ข้อความ)

    (a) She usually asks her colleague to help her fill out her tax form.

         (เธอมักขอร้องให้เพื่อนร่วมงานช่วยเธอกรอกแบบ (ยื่นเสีย) ภาษี)

    (b) Don’t forget to sign the tax form after you have filled it out.

         (อย่าลืมเซ็นชื่อในใบ (ยื่นเสีย) ภาษี  หลังจากคุณได้กรอกข้อความในนั้นแล้ว)

5. give up (v) – หยุด, เลิก, สละ, ละทิ้ง

    (a) You should try to give up smoking.

         (คุณควรจะเลิกสูบบุหรี่)

    (b) He had to give up his job because of his illness.           

           (เขาจำเป็นต้องละทิ้งงานเนื่องมาจากความเจ็บป่วย)
    (c) The child gave up his seat to an elderly woman.

          (เด็กคนนั้นสละที่นั่งของเขา – บนรถเมล์ – ให้กับหญิงชรา)

6. joint (a) – ร่วมกัน, แชร์กัน

    (a) I and my wife opened a joint bank account last year.

         (ผมและภรรยาเปิดบัญชีธนาคารร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว)

    (b) The couple no longer files joint tax returns.

         (สามีภรรยาคู่นั้นมิได้ยื่นขอคืนภาษีร่วมกันต่อไปอีกแล้ว)

    (c) They are the joint owners of the boats.

         (พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมของเรือพวกนั้น)

    (d) Let’s us do the project jointly.

           (พวกเรามาทำโครงการร่วมกันเถอะ)

7. owe (v) – เป็นหนี้, มีภาระหน้าที่ที่จะต้องจ่ายเงิน

    (a) As the business grew, the owner paid back loans and owed less money.

        (ในขณะที่ธุรกิจเติบโต  เจ้าของจ่ายคืนเงินกู้  และเป็นหนี้ (เงิน) น้อยลง)

    (b) I have found out that I owe more money in income taxes at the end of the year.

        (ผมได้พบว่า  ผมเป็นหนี้ (เงิน) มากขึ้น ในเรื่องภาษีเงินได้ในตอนสิ้นปี – หมายถึงต้องจ่ายภาษีเพิ่มมากขึ้นตอนสิ้นปี  เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา)

    (c) They owe a lot of money on their electricity account.

         (พวกเขาเป็นหนี้มากมายในบัญชี (ค่า) ไฟฟ้า – คือไม่จ่ายค่าไฟตามกำหนดเวลา)

    (d) He owes his success to his wife.

          (เขาเป็นหนี้ความสำเร็จของเขาแก่ภรรยา – คือภรรยามีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จ)

8. penalty (n) – การลงโทษ, บทลงโทษ, ค่าสินไหมทดแทน, ค่าปรับ, ผลร้าย

    (a) Anyone who pays less than they should in taxes will face a

         penalty. (ใครก็ตามที่ชำระเงินน้อยกว่าที่ควรในเรื่องภาษี  จะต้องเจอกับการลงโทษ – หมายถึงจ่ายภาษีน้อยกว่าที่เป็นจริง)

    (b) Most civilized countries have abolished the death penalty and no longer execute criminals.

         (ประเทศที่มีอารยธรรมส่วนใหญ่  ได้ยกเลิก การลงโทษประหารชีวิต  และไม่ประหารชีวิตอาชญากรต่อไปอีกแล้ว)

    (c) He paid the penalty for his laziness when he failed his exams.

         (เขาต้องจ่ายค่าผลร้ายสำหรับความเกียจคร้านของเขา  เมื่อเขาสอบตก)

9. preparation (n) – การเตรียมการ, การเตรียมตัว

    (a) Income tax preparation can take a long time.

         (การเตรียมการยื่นชำระภาษีเงินได้อาจใช้เวลานาน)

    (b) His preparation for the race consisted of intensive training.

          (การเตรียมตัวของเขาสำหรับการแข่งขัน   ประกอบด้วยการฝึกฝน-ฝึกหัดอย่างเข้มข้น)

    (c) Preparations for our holiday are still in the early stages.

         (การเตรียมการสำหรับวันหยุดของเรา  ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น)

10. refund (n – v) – เงินที่คืนให้, การคืนเงิน, การชำระกลับ, การชดใช้, คืนเงินให้, ชำระกลับ, ชดใช้

      (a) With the tax refund, we bought two plane tickets.

           (ด้วยจำนวนเงินที่คืนให้จากภาษี  เราซื้อตั๋วเครื่องบิน ๒ ใบ – เพื่อไปเที่ยว)

      (b) The government will refund any money that you overpaid.

           (รัฐบาลจะคืนเงินใดๆซึ่งคุณจ่ายเกิน)

11. spouse (n) – คู่สมรส, สามีหรือภรรยา

      (a) My spouse prepares the tax return for both of us.

          (ภรรยาของผมเตรียมการการ (ขอ) คืนเงินภาษีสำหรับเราทั้งสองคน)

      (b) If you are married, please fill in the full name of your spouse.

           (ถ้าคุณแต่งงานแล้ว  โปรดกรอกชื่อเต็มของคู่สมรสของคุณด้วย)

12. withhold (v) – ปฏิเสธที่จะให้, ระงับ, ยับยั้ง, ขัดขวาง, ยั้งมือ, ปิดบัง, หลีกเลี่ยงจาก, ไม่อนุมัติ, ไม่อนุญาต, อายัด

       (a)  The council decided to withhold permission for the building.

            (คณะกรรมการ (สภา) ตัดสินใจที่จะระงับการอนุญาตสำหรับการก่อสร้าง)

       (b)  She withheld information from me.

            (เธอปฏิเสธที่จะให้ – หรือปิดบัง – ข้อมูลกับผม)

        (c)   My employer withholds money from each paycheck to apply toward my income taxes.

             (นายจ้างของผมหัก (ระงับไว้เป็นบางส่วน) เงินจากเช็คจ่ายเงินเดือนแต่ละใบ  เพื่อจ่ายเป็นภาษีเงินได้ของผม)

Fill the words from the box in the blanks in the passage.

(จงเติมคำในช่องสี่เหลี่ยมลงในช่องว่างในบทความ)

     calculated             fill out               owe                     refund

     deadline                gave up            penalized          spouse

     filed                        joint                   prepares           withhold

     receipt                   return(s)          marks                accuracy   

     fault                        corrected

 

           Every year, my wife gathers all of our pay stubs and expense reports and (1) prepares to fill out our tax forms.  She tries to finish them in March, well before the April 15th (2) deadline.  It’s a time-consuming process.  There are (3) receipts to find, records to organize, and forms to (4) fill out.  When we first got married, we (5) filed separate (6) returns.  But now she (7) marks me as her (8) spouse and files the (9) joint return.  It saves us money and saves me time!

(คำแปล)      ทุกๆปี  ภรรยาของผมรวบรวมรายการเงินเดือน (รายได้)  และรายงานค่าใช้จ่าย  และ (๑) เตรียมการกรอกแบบฟอร์มชำระภาษี  เธอพยายามที่จะทำมันให้เสร็จในเดือนมีนาคม  หรือก่อน (๒) เส้นตายในวันที่ ๑๕ เมษายน  มันเป็นกระบวนการที่ใช้เวลามาก  ทั้งนี้  มี (๓) ใบเสร็จที่จะต้องค้นหา  บันทึกที่จะต้องจัดระเบียบ  และแบบฟอร์มที่จะต้อง (๔) กรอก  อนึ่ง  เมื่อเราแต่งงานกันครั้งแรก  เรา (๕) ยื่น (๖) การขอคืนภาษีแยกกัน  แต่ปัจจุบันนี้  เธอ (๗) บันทึกหรือทำเครื่องหมาย (เช่นกากบาท) ผมในฐานะ (๘) คู่สมรสของเธอ  และยื่นขอคืนภาษี (๙) ร่วมกัน  มันช่วยประหยัดเงินของเรา  และประหยัดเวลาด้วย !

          My wife is very proud of her (10) accuracy.  The government has never sent the forms back with corrections.  For several years now, we have received a (11) refund.  But this year, she (12) calculated the numbers over and over again and found we have not paid enough taxes throughout the year.  She didn’t want to (13) owe any money.  Finally, she (14) gave up and sent in our check.  Actually, it was my (15) fault.  I had changed jobs and didn’t ask my employer to (16) withhold enough money from my paychecks.  I’m just glad we found and (17) corrected the mistake before we got (18) penalized.

(คำแปล)      ภรรยาของผมภูมิใจมากใน (๑๐) ความถูกต้อง-แม่นยำของเธอ  รัฐบาลไม่เคยส่งแบบฟอร์ม (เสียภาษี) กลับคืนมาพร้อมกับการแก้ไขให้ถูกต้อง (เพื่อให้เราเสียภาษีให้ถูกต้อง)  เป็นเวลาหลายปีแล้วในขณะนี้  ที่เราได้รับ (๑๑) เงินคืน  แต่ปีนี้  เธอ(๑๒) คำนวณตัวเลขซ้ำแล้วซ้ำอีก  และพบว่าเรามิได้จ่ายภาษีอย่างเพียงพอ (จ่ายไม่ครบ) ตลอดทั้งปี  เธอไม่ต้องการที่จะ (๑๓) เป็นหนี้เงินใดๆ  แต่ ในที่สุด  เธอก็ (๑๔) หยุด-เลิก (การคำนวณภาษีใหม่)  และส่งเช็ค (ของภาษีที่ยังขาดอยู่) ไปให้ (รัฐบาล)

ซึ่ง จริงๆแล้ว  มันเป็น (๑๕) ความผิดพลาดของผมเอง  โดยที่ผมได้เปลี่ยนงาน  และมิได้ขอร้องให้นายจ้าง  (๑๖) ระงับ (หัก) เงิน (รายได้) อย่างเพียงพอจากเช็คเงินเดือนของผม  ทั้งนี้  ผมเพียงแต่ดีใจที่เราได้พบและ (๑๗) แก้ไขความผิดให้ถูกต้อง  ก่อนที่เราจะถูก (๑๘) ลงโทษ

Choose the word that best completes the sentence.

(จงเลือกคำที่เติมประโยคได้สมบูรณ์ที่สุด)

1. According to my _________, we owe a lot of money in taxes this year.

    (สอดคล้องกับ ___________ ของผม  เราเป็นหนี้เงินจำนวนมากในเรื่องภาษีปีนี้ – คือจ่ายภาษีต่ำกว่าที่เป็นจริง)

    (a)  calculators (เครื่องคิดเลข)

    (b) calculations (การคำนวณ)

    (c)   calculated (ซึ่งถูกคำนวณ)

    (d)  calculate (คำนวณ)

2. Those _________ on my desk contain all the information we’ll need for preparing our taxes.

     ( __________ พวกโน้นบนโต๊ะทำงานของผม  บรรจุข้อมูลทั้งหมดที่เราจะต้องการ  สำหรับการเตรียมการยื่นภาษีของเรา)

(a)  filed

(b) file (ยื่นคำร้อง, จัดเข้าแฟ้ม, เก็บเอกสาร)

(c) files (แฟ้มเก็บเอกสาร)

(d) filing (การยื่นคำร้อง, การจัดเข้าแฟ้ม, การเก็บเอกสาร)

3. It is usually advantageous for spouses to file their income taxes ___

    __________. (มันมักจะมีประโยชน์-ได้กำไรเสมอสำหรับคู่สมรสที่จะยื่นเสียภาษีเงินได้ของพวกเขา ___________ )

(a)  joint (ร่วมกัน)

(b) joints (ข้อต่อ)

(c) jointly (แบบร่วมกัน) {เนื่องจากขยายกริยา “file” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(adverb)}

(d) jointed (เชื่อมต่อ)

4. We didn’t know we had to claim the interest from our savings

    account and were _________ for the error. (เราไม่รู้ว่าเราจำเป็นต้อง

    เรียกร้องดอกเบี้ยจากบัญชีออมทรัพย์ของเรา  และ (เรา) ถูก __________ สำหรับ

    ความผิดพลาดนี้)

(a)   penalize (ลงโทษ)

(b)  penalizing

(c)   penalty (การลงโทษ)

(d)  penalized (ลงโทษ)  3 (เป็นกริยาช่องที่ ๓ “passive voice”)

5. The _________ of the forms took much less time than we expected.

     ( __________  ของแบบฟอร์ม (ยื่นเสียภาษี) ใช้เวลาน้อยกว่าที่เราคาดหวังไว้

       อย่างมาก)

    (a) preparatory (ซึ่งเป็นการเตรียมตัว-เตรียมการ, เกี่ยวกับการเตรียมการ)

    (b) preparation (การเตรียมการ, การเตรียมตัว)

    (c) prepared

    (d) prepares (เตรียมตัว, เตรียมการ)

6. I didn’t overpay my taxes this year so I didn’t get a _________.

     (ผมมิได้จ่ายภาษีเกินปีนี้  ดังนั้น  ผมเลยไม่ได้รับ ____________ )

    (a) refunded (คืนเงิน)

    (b) refundable (สามารถคืนเงินได้)

    (c) refund (เงินคืน) (ต้องเป็นคำนามเอกพจน์  เนื่องจากอยู่หลัง “article” a)

    (d) refunds

7. __________ your own taxes can be frustrating and often leads to

    costly errors in calculations. ( __________ (ยื่นเสีย) ภาษีของคุณเอง

     สามารถทำให้ท้อแท้ใจ-คับข้องใจ  และบ่อยครั้งนำไปสู่ความผิดพลาดที่มีราคาแพง

     ในการคำนวณภาษี)

(a)  Prepare (เตรียมการ, เตรียมตัว)

(b) Prepares

(c) Preparing (การเตรียมการ, การเตรียมตัว)

(d) Preparation (การเตรียมการ, การเตรียมตัว) (ถ้าจะเลือกตอบข้อนี้ จะต้องใช้เป็น “The preparation of your own……………..)

หมายเหตุตอบข้อ (c) เป็นการใช้ “gerund” (verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  ซึ่ง “Gerund” หรือ “V. + ing” ถือว่าเป็นคำนามเอกพจน์ประเภทหนึ่ง  มีหน้าที่ดังนี้  คือ

๑)    เป็นประธาน (Subject) ของประโยคหรือประธานของกริยา  เช่น

- Swimming is a good exercise.

 (การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

- Playing badminton is his favorite hobby.

  (การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

- Working in cool weather is pleasure.

  (การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

- Breathing is indispensable to all living things.

  (การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

- Sleeping is necessary to health.

  (การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

     ๒) เป็นกรรม (Object) ของประโยคหรือของกริยา  เช่น

           - Most women like dancing.

              (ผู้หญิงส่วนมากชอบการเต้นรำ)

         - Would you mind buying me a newspaper?

               (คุณจะกรุณาซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมสักฉบับได้ไหม)

         - We appreciated talking to him.

              (เราชื่นชมการสนทนากับเขา)

         - She avoids meeting him in public.

               (เธอหลีกเลี่ยงการพบกับเขาในที่สาธารณะ)

         - They enjoyed watching that movies.

                (พวกเขาสนุกกับการดูหนังเรื่องนั้น)

     ๓) เป็นกรรมของบุรพบท (Object of Preposition) เช่น

            - He is interested in collecting stamps.

                (เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

          - She was surprised at finding her lost ring.

                 (เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

          - They are fond of reading.

                 (พวกเขาชอบการอ่าน)

          - We came here by taking a taxi.

                 (เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

          - This equipment is for gardening.

                  (อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

     ๔) เป็นส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์ (Complement) ของ  “verb to be” (is,

         was)  เช่น

             - His part-time job is teaching in a college.

                 (งานพาร์ตไทม์ของเขาคือการสอนในมหาวิทยาลัย)

           - Her hobby is collecting precious stones.

                  (งานอดิเรกของเธอคือการสะสมหินมีค่า)

             - What they like to do is swimming in a river.

                    (สิ่งที่พวกเขาชอบทำคือการว่ายน้ำในแม่น้ำ)

             - The only thing that interested me was riding on a

                horseback.

                   (เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมสนใจคือการขี่บนหลังม้า)

     ๕) ใช้ “Gerund” ตามหลังกริยา “go” (go + V. ing)  หมายถึง “ไปทำ

           กิจกรรมนั้นๆเพื่อออกกำลังกาย  หรือเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน” เช่น

               - go swimming (ไปว่ายน้ำ)

             - go skiing

             - go skating

             - go fishing

             - go shopping

             - go sailing (ไปเล่นเรือใบ)

             - go climbing (ไปปีนเขา)

             - go riding (ไปขี่รถ)

             - go hunting (ไปล่าสัตว์)

             - go shooting (ไปยิงปืน)

      ๖) ใช้ “Gerund”  ประกอบหน้าคำนามคล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  แต่มักนิยมใช้ 

          “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  เช่น

                - a sleeping-room (ห้องนอน) (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง 

                  “หมาที่นอนอยู่”) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

             - a dancing-hall (ห้องเต้นรำ) (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง

                  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)

             - a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ) (แต่ถ้า “a dancing teacher”

                  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”

                - a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ) (แต่ถ้า “a reading boy”

                   หมายถึง “เด็กที่อ่านหนังสือ”)

             - a swimming-pool (สระว่ายน้ำ) (แต่ถ้า “a swimming girl”

                  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)

             - a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน) (แต่ถ้า “a walking boy”

                  หมายถึง “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)

             - drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม) (แต่ถ้า  “a drinking horse”

                  หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)

             - a knitting-needle (เข็มถัก) (แต่ถ้า “a knitting woman” หมายถึง

                 “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)

             - a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว) (แต่ “a cooking

               woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)

             - a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร) (แต่ “a killing man” หมายถึง 

                  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)

             - looking-glasses (แว่นตา) (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่

                  (กำลัง) มอง”)

หมายเหตุ –  “Verb + ing” (Gerund) ขยายหน้าคำนาม มีความหมายว่า คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ในกรณีนี้  เราเรียก “V. + ing”   นั้นว่า “Present participle” เช่น a drinking horse”  (ม้าที่ดื่มน้ำ) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

      ๗)  “Gerund” อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

               - His walking quickly makes him tired.

                   (การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated on your coming.

                  (เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

                  (การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

                  (ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

                   (ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

                   (ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียนถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

                   (คุณไม่ควรทำให้ล่าช้าการส่งใบสมัครของคุณ)

     ๘) ใช้ “Gerund” สำหรับข้อความที่เป็น “การห้าม, ข้อบังคับ, กฎระเบียบ, หรือข้อห้ามมิให้กระทำ, เช่น

               - No parking. (ห้ามจอดรถ)

            - No loitering. (ห้ามเดินเตร็ดเตร่แถวนี้)

            - No smoking. (ห้ามสูบบุหรี่)

            - No fishing. (ห้ามตกปลา)

            - No spitting. (ห้ามบ้วนน้ำลาย)

            - No swimming. (ห้ามว่ายน้ำ)

            - No hunting. (ห้ามการล่าสัตว์)

      ๙) หลังคำคุณศัพท์ “busy”  และ “worth” ต้องตามด้วย “Gerund” เช่น

             - She is busy reading her books.

                  (เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือ)

            - I am always busy doing my homework at weekend.

                  (ผมยุ่งอยู่กับการทำการบ้านเสมอในวันสุดสัปดาห์)

            - The film was worth watching.

                   (หนังเรื่องนั้นควรค่าต่อการดู)

            - The book you gave me is worth reading.

                   (หนังสือที่คุณให้ผมควรค่าต่อการอ่าน)

      ๑๐) หลังกริยา “need” (ต้องการ) “require”  (ต้องการ) และ “want”  (ต้องการ)  โดยมีประธานของประโยคเป็น “it”  ต้องตามด้วย “Gerund”  เช่น

           - The room (it) needs cleaning.

                  (ห้องนี้ต้องการการทำความสะอาด)

               - It (the watch) needs repairing.

                 (นาฬิกาเรือนนี้ต้องการการซ่อมแซม)

           - The grass needs cutting

               (หญ้าต้องการการตัด)

           - The clothes require washing.

                 (เสื้อผ้าต้องการการซักล้าง)

           - The children require taking good care of.

                 (เด็กๆต้องการได้รับการดูแลที่ดี)

           - The old building needs destroying.

                 (อาคารหลังเก่าต้องการการทำลาย)

          สำหรับ “want” อาจตามด้วย “Gerund” หรือ “to + verb” ก็ได้ เช่น

             - She wanted going there. (= She wanted to go there.)

                   (เธอต้องการไปที่นั่น)

          ส่วน “need”  และ “require” อาจตามด้วย “to be + verb 3” ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกับตามด้วย “verb + ing” ทุกอย่าง เช่น

              - The room needs to be cleaned.

                (ห้องต้องการการทำความสะอาด)

           - The watch needs to be repaired.

                  (นาฬิกาต้องการการทำความสะอาด)

           - The grass needs to be cut.

                 (หญ้าต้องการการตัด)

8. Jin got confused when he tried to fill _________ his tax forms on

    his own. (จิมสับสน-งุนงง  เมื่อเขาพยายามที่จะ __________ ใบยื่นเสียภาษี

     ด้วยตัวของเขาเอง)

(a)  in

(b) up

(c) out (fill out = กรอกข้อความ)

(d) through

9. People who use professional tax preparers get larger refunds and

    avoid _________ for underpayment and missed deadlines.

     (คนที่ใช้ (บริการ) ผู้จัดเตรียม (เสีย) ภาษีมืออาชีพ – หมายถึงเจ้าหน้าที่ที่รับจ้าง

       จัดการเรื่องภาษี -  จะได้รับเงินคืนก้อนโตกว่า  และ (สามารถ) หลีกเลี่ยง

       ____________ สำหรับการจ่ายภาษีต่ำกว่าที่ต้องจ่าย (หมายถึงจ่ายภาษีได้

       ครบถ้วน-ถูกต้อง)  และ (หลีกเลี่ยง) การจ่ายหลังเส้นตาย – คือพลาดจากเส้นตาย

       ที่กำหนดให้จ่าย)

(a)  penalties (การลงโทษ)

(b)  penumbras (เงามัว, เงามัวที่ล้อมรอบเงามืด)

(c)   peninsulas (คาบสมุทร, แหลมที่ยื่นไปในทะเล)

(d)  pennants (ธงยาวปลายเรียวแหลมที่ชักบนเรือ, ธงสามเหลี่ยม)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 18)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.    ____________ was true and everyone believed it.

( ____________ เป็นความจริง  และทุกคนก็เชื่อมัน)

    (a) My father said (พ่อของผมพูด)

    (b) My father has said (พ่อของผมได้พูด)

    (c) What my father said (สิ่งที่พ่อของผมพูด)

    (d) What did my father say (พ่อของผมพูดอะไร)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “noun clause” (อนุประโยคประเภทหนึ่ง) ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา “was” ในประโยคแรก (What my father said was true) สำหรับ “noun clause” มักขึ้นต้นด้วย “what, when, where, why, how, who, whom, that, whether, if (หรือไม่)และตามด้วย “subject + verb” ทั้งนี้ “noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.     เป็นประธานของ “verb” หรือประโยค เช่น

    - What he wants is a new house.

       (สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

    - How he did it surprised everyone.

      (วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

     - Where he lives is not known.

        (ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

     - Why he killed his wife is a mysterious thing.

       (เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

     - That he is a smart person is certain.

       (ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

     - Whether she will come or not is not my business.

       (ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

๒. เป็นกรรมของ “verb” หรือประโยค เช่น

      - I don’t know when he left.

       (ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

     - She asked me where I lived.

       (เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

     - They did what they had promised.

        (พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

     - We believe that he is innocent.

       (เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

     - She did not believe what he told her.

        (เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

     - The police investigated how the bank was robbed.

        (ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

     - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

       (ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

๓. เป็นกรรมของ “preposition” เช่น

       - She is interested in what he says.

        (เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

      - They believed in what the minister preached.

         (พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

      - We are surprised at how he could do it.

        (เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

      - They were satisfied with what she had provided to them.

        (พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

 ๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (adjective) ที่แสดงความรู้สึก (sure, confident, happy, sorry, grateful, doubtful, suspicious, certain, delighted, delightful, anxious, worried, etc.) เช่น

       - I am sure that he will arrive here on time.

        (ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

      - He is sorry that he could not keep his words.

        (เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

      - They are confident that they will get the job.

         (พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

      - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

         (เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

๕. ใช้แทนคำนาม (noun) ที่มาข้างหน้ามัน เช่น

       - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

         (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“the fact”  คือ “that he graduated with first-class honor” ดังนั้น “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  the fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  that (which) he told me” จึงเป็น “adjective clause” มาขยาย “the fact

      - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

        (ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause”)

      - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people.

        (ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause”)

หมายเหตุจากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “noun clause” จะใช้ “that” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”) และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น “adjective clause”  จะใช้ “that” หรือ “which” ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

       - The book which (that) is on the table is mine.

         (หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “adjective clause”  ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของclause

      -    The book which (that) you gave me is very interesting.

         (หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก) (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “adjective clause” ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรง ของ “clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

2. The hotel ___________ was very comfortable.

     (โรงแรม __________ มีความสะดวกสบายมาก)

    (a) which I slept last week

    (b) that I slept last week

    (c) where I slept in last week (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้ “in”  อีก)

    (d) in which I slept last week (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “in which” มีความหมายเท่ากับ “where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ (d) แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก คือ

     - (d) in which I slept last week

     - which I slept in last week

     - that I slept in last week

     - where I slept last week

หมายเหตุ ห้ามใช้  “in that I slept last week

   

3.    ____________ hospitality to neighbors is what I always do.

( ___________ การต้อนรับแขก-การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนบ้าน  เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เสมอ)

    (a) Is giving

    (b) Give

    (c) To give (การให้)

    (d) To be given

ตอบข้อ (c) เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา “is” โดยมี “hospitality to neighbors” เป็นส่วนขยายประธาน  นอกจาก  “to give” แล้ว  ยังสามารถใช้ giving” (gerund) เป็นประธานของกริยา “is”  ก็ได้  (ดูรายละเอียดหน้าที่ของ infinitive with to” (to + verb)  ในข้อ ๑๖ ของข้อสอบชุดนี้)

4. Former President Barak Obama __________ as the president of the United States for the first term in 2009.

    (อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา __________ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯในสมัยแรกในปี ๒๐๐๙)

     (a)  is elected

     (b) was electing

     (c)  who was elected

     (d) was elected (ได้รับเลือกตั้ง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นกริยาแท้ในประโยค  และต้องอยู่ในรูป “passive voice” {subject + is (am, are, was, were) + V. 3} เพราะโอบามา “ได้รับเลือก – ถูกเลือก”  และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย  จึงไม่ใช้ข้อ  “a

5. The man ___________ robbed the bank last month was caught in his luxurious condominium this morning.

     (ชาย _________ ปล้นธนาคารเมื่อเดือนที่แล้ว  ถูกจับในคอนโดมิเนียมหรูของเขาเมื่อเช้านี้)

     (a)  whom

     (b) who (ผู้ซึ่ง)

     (c)  whose

     (d) who was

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค “adjective clause” (who robbed the bank last month) และสามารถใช้ “that” แทน “who” ได้ด้วย

6. I think I ___________ the movie we went to last night even more if I had read the book before seeing it.

     (ผมคิดว่าผม ___________ กับภาพยนตร์ที่พวกเราไปดูกันเมื่อคืนที่แล้วมากยิ่งขึ้น  ถ้าหากผมได้อ่านหนังสือ (เรื่องที่เอามาทำเป็นหนัง)  ก่อนดูภาพยนตร์เรื่องนี้)

     (a)  would enjoy

     (b)   would be enjoyed

     (c)    would be enjoying

    (d)   would have enjoyed (คงจะได้สนุกสนาน)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็น “if clause” แบบที่ ๓ “past unreal” คือเหตุการณ์ในประโยค (ในอดีต) มิได้เกิดจริง  แต่ผู้พูดมาสมมติย้อนหลัง  ทั้งนี้  ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ถ้าได้อ่านหนังสือมาก่อนดูหนัง  ก็คงจะเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดี  และสนุกสนานกับมันตอนดู”  แต่ในความเป็นจริง คือ  มิได้อ่านหนังสือก่อนดูหนัง  เลยดูหนังไม่ค่อยรู้เรื่อง  ทำให้ไม่สนุกกับการดูหนังเรื่องนี้  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม  เกี่ยวกับ  if clause” แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑)

7. Advanced engineering technology has made ____________ to construct a huge dam across any vast rivers.

    (เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมที่ทันสมัยทำให้ __________  ที่จะสร้างเขื่อนใหญ่มหึมาขวางแม่น้ำที่กว้างใหญ่สายใดก็ได้)

     (a)  it possible (มันเป็นไปได้)

     (b)  it is possible

     (c)   the possible

     (d)  it possible and

ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นไปตามรูป  “subject + make + it + possible + (for someone) + to + verb” เช่น

    - Good weather makes it possible for us to go out for a picnic.

      (อากาศดีทำให้เป็นไปได้สำหรับเราที่จะออกไปปิคนิคข้างนอก)

    - The university’s financial support made it possible for her to study for her bachelor degree.

      (การสนับสนุนทางการเงินของมหาวิทยาลัยทำให้เป็นไปได้สำหรับเธอที่จะศึกษาเพื่อเอาปริญญาตรี)

8. _____________ measured in degrees north and south of the equator is called latitude.

      ( ___________  ถูกวัดเป็นองศาทางเหนือและใต้ของเส้นศูนย์สูตร  ถูกเรียกว่า เส้นรุ้ง)

     (a)  Distance is

     (b)   Distance (ระยะทาง)

     (c)    Distance, which

     (d)   Where distance

ตอบข้อ (b) เนื่องจากถูกลดรูปมาจาก “Distance which (หรือ that) is measured ………” เป็น “passive voice” เพราะ ระยะทาง “ถูกวัด”  การลดรูป   “adjective clause” {which (หรือ that) is measured in degrees north and south of the equator} ต้องตัดทิ้งทั้ง “which (that)”  และ  “is” ถ้าเป็นเต็มรูป  ก็ต้องอยู่ด้วยกันทั้ง ๒ คำ

9. If you don’t have enough information, maybe it is not appropriate _______ other people.

     (ถ้าคุณไม่มีข้อมูลเพียงพอ  บางที  มันอาจไม่เหมาะสม ___________ คนอื่น)

     (a)  criticizing

     (b) criticize

     (c)  critical

     (d) to criticize (ที่จะวิพากษ์วิจารณ์)

ตอบ – ข้อ (d) เพราะเป็นไปตามรูป {it + is (was) + (not) + adjective + (for someone) + to + verb} เช่น

    - It is difficult to answer your question.

     (มันยากที่จะตอบคำถามของคุณ)

   - It is necessary to take good care of oneself.

     (มันจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองให้ดี)

   - It is impossible to travel such a long distance in a very small car.

      (มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางไกลเช่นนั้น  ในรถคันเล็กจิ๋วเดียว)

หมายเหตุ – ดูเพิ่มเติมการใช้รูปแบบนี้ใน ข้อ ๑๖ (ข้อย่อย ๑๔)  ของหมวดข้อสอบชุดนี้

10. She is good at speaking English because she practices _______ it every day.

       (เธอพูดภาษาอังกฤษเก่ง  เพราะว่าเธอฝึกฝน __________  มันทุกๆวัน)

     (a)   speaking (การพูด)

     (b)   to speak

     (c)    spoken

     (d)   and speak

ตอบข้อ (a) เนื่องจากกริยา “practice”  ต้องตามด้วย  “gerund” (verb + ing) (ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ “gerund” (verb + ing)   (ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นกัน)  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๙ และ ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๙)

11. It is true ______________________.

      (มันเป็นความจริง ________________ )

      (a) the earth moves round the sun.

      (b) the earth is moving round the sun.

      (c) which the earth moves round the sun.

      (d) that the earth moves round the sun. (ที่ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากข้อความที่เติมเป็น “noun clause” ที่ตามหลังวลี “it is, it was”  จะต้องใส่ “that” เสมอ ไม่สามารถละได้เหมือน “that” ใน “noun clause” ในกรณีอื่น เช่น

     - He told me (that) he had passed his exam.

      (เขาบอกผม (ว่า) เขาได้สอบผ่านแล้ว)

     - She said (that) she liked to cook her own meal.

       (เธอพูด (ว่า) เธอชอบปรุงอาหารของเธอเอง)

      - We believe (that) we are right and are not worried about the charge by the police. (เราเชื่อ (ว่า) เราเป็นฝ่ายถูก  และไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาโดยตำรวจ)

(ดูเพิ่มเติมโครงสร้างและหน้าที่ของ “noun clause”  ในข้อสอบชุดนี้  ข้อ ๑)

12. He ____________ as the Chairman of the Board of Directors of the company over the past ten years.

       (เขา __________  เป็นประธานบอร์ดของบริษัทในช่วงเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา)

      (a)   is working

      (b)  will work

      (c)  has been working (ได้กำลังทำงาน)

      (d)  had been working

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “present perfect continuous tense”  แสดงความต่อเนื่องแบบยาวนานของการทำงาน  เริ่มตั้งแต่เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว  มาจนถึงปัจจุบัน  อีก tense” หนึ่งที่สามารถใช้แทนกันได้ คือ  “present perfect tense” (has worked)

หมายเหตุดูเพิ่มเติมการใช้ “tense” ทั้ง ๒ ข้างต้น  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๒ ข้อ ๓๖

13. The boy ____________ was sent to hospital.

      (เด็ก __________ ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล)

       (a) was bitten by a mad dog

       (b) bitten by a mad dog (ซึ่งถูกกัดโดยหมาบ้า)

       (c) which bitten by a mad dog

       (d) biting a mad dog

ตอบข้อ (b) เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค “adjective clause” (which was bitten by a mad dog) (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้   ในข้อ ๘ ของข้อสอบชุดนี้)

14. Her job is ______________.  (งานของเธอคือ _______________ )

      (a) go shopping every morning.

      (b) to go shopping every morning. (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

       (c) to go to shop every morning

       (d) going to shop every morning

ตอบข้อ (b) เนื่องจากหลังกริยา “verb to be” (is) ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์ (complement) ซึ่งอาจเป็น “infinitive with to” (to + verb)

หรือ “gerund” (V. + ing) ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้ “to go” หรือ “going” ได้ทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อกริยา “go” หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง “go” จะต้องอยู่ในรูป “V. + ing”  เสมอ เช่น

go shopping, go swimming, go hunting, go fishing, go shooting, go skating, go skiing, go climbing, go diving, etc.” (แต่ใช้ “do our shopping” – ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)  ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ (b) หรือไม่ก็ใช้ “going shopping every morning

15. The president refused to accept the decision ______________.

      (ท่านประธานปฏิเสธที่จะยอมรับคำตัดสิน (การตัดสินใจ) ___________ )

      (a) which the committee proposed (ซึ่งคณะกรรมการเสนอ)

      (b) proposed the committee

      (c) which proposed the committee

      (d) who the committee proposed

ตอบข้อ (a) เนื่องจากต้องใช้ “which” หรือ “that”  แทน “การตัดสินใจ” (decision) นอกจากนั้น  ยังมีรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถใช้แทนข้อ “a” ได้ คือ “that the committee proposed”  “proposed by the committee”  “which (that) was proposed by the committee” และ “the committee proposed” คือสามารถ “ละ”  “which” หรือ “that” ได้  เนื่องจากทั้ง ๒ คำเป็นกรรมของอนุประโยค (adjective clause “which (that) the committee proposedแต่ถ้าเป็นประธานของอนุประโยค  ไม่สามารถละได้   

16. _________________, you must make an appointment with him.

       ( __________________ ,  คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

      (a) Seeing the doctor at his office

      (b) If you see the doctor at his office

      (c) You see the doctor at his office

      (d) To see the doctor at his office (เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย “infinitive with to” (To + verb) เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง “เพื่อที่จะ..............” หรืออาจใช้ “in order to” หรือ  “so as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย “To + verb”  ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม) ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

     - You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

     - To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

     - To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)

(= You must practice speaking it every day to speak good English.)

     - To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= You must get up early to be there in time.)

     - To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study. (เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= You must spend more time with your study to get a scholarship to study abroad.)

     นอกจากนั้น ยังใช้ “infinitive with to” (to + verb)  ในกรณีต่อไปนี้

1.    ใช้ขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค เหมือนกับ “gerund” (verb + ing) เช่น

     -  To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

     - To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

      - To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.)

2.    ใช้ขึ้นต้นประโยค โดยทำหน้าที่ขยายทั้งประโยคที่ตามมาข้างหลัง ซึ่งในกรณีนี้ถือว่า “infinitive with to” (to + verb) ทำหน้าที่อย่างอิสระ (absolute) หรืออาจมีความหมายว่า “ถ้า..............” (เป็นคนละกรณีกับแสดงวัตถุประสงค์ ใน “To see the doctor at his office,”  - ซึ่งจะต้องพิจารณาจากความหมายในบริบท)  เช่น

     - To hear him talk, you would think he was a millionaire.

(ถ้าคุณได้ยินเขาพูด  คุณจะต้องคิดว่าเขาเป็นเศรษฐี)

     - To tell you the truth, she has stolen all my money and left with another man.

(บอกคุณเรื่องจริงเลย  เธอขโมยเงินผมไปทั้งหมดและหนีไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

     - To cut the long story short, she was murdered by her own husband.

(พูดกันอย่างรวบรัดนะ  เธอถูกฆาตกรรมโดยสามีของเธอเอง)

3.    ใช้ทำหน้าที่เป็น “กรรม” ของกริยาในประโยค (object of verb) เช่น

     - They expect to pass the exam next month.

(พวกเขาหวังจะสอบผ่านในเดือนหน้า)

     - She promised to come to my party.

(เธอสัญญาว่าจะมางานเลี้ยงของผม)

     - We want to take a rest.

(เราต้องการพักผ่อน)

     - They plan to marry next year.

(พวกเขาวางแผนจะแต่งงานกันปีหน้า)

     - He hoped to get a good job and save some money.

(เขาหวังจะได้งานที่ดีและเก็บเงินสักก้อนหนึ่ง)

(ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb)  - โดยทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาพวกนี้ – ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๙ และตอนที่ ๙ ข้อ ๗)

4.    หลังรูป “passive voice” ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) เสมอ เช่น

     - Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

     - She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

     - They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

     - Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

     - Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume. (ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา ๓ ชุด)

5.    ใช้ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุรพบท (object of preposition) ในประโยค เช่น

     - He desired nothing except to pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

     - She wants nothing but to marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

     - The sick man was about to die when we first met him.

(คนป่วยใกล้จะตายอยู่แล้วเมื่อเราพบเขาครั้งแรก)

6.    ใช้วางไว้ข้างหลัง “question words” (what, when, where, why, how, who, whom)  มีความหมายในเชิงอนาคต ที่ว่า “จะกระทำ” และจะใช้ในรูป  active voice” เท่านั้น  เช่น

     - Tell him when to leave. (บอกเขาว่าเขาควรจะไปตอนไหน)

     - I don’t know what to do to solve the problem.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะแก้ปัญหานี้)

     - She did not know whom (who) to see at the bank.

(เธอไม่รู้ว่าจะต้องไปพบใครที่ธนาคาร)

     - They know how to cook.

(พวกเขารู้วิธีปรุงอาหาร)

      - We were told where to sleep during our trip.

(พวกเราถูกบอกว่าจะนอนที่ไหนในระหว่างการเดินทาง)

7.    ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ (adjective) ขยายคำนามได้  และต้องวางไว้ข้างหลังคำนามที่มันขยายเสมอ เช่น

     - I have no money to lend you. (ผมไม่มีเงินให้คุณยืม)

     - He has no time to waste. (เขาไม่มีเวลาที่จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์)

     - Get me a chair to sit on, please. (ได้โปรดเอาเก้าอี้ให้ผมนั่งหน่อย)

     - She had lots of books to read. (เธอมีหนังสือต้องอ่านมากมาย)

     - They had much work to do last week.

(พวกเขามีงานต้องทำเยอะอาทิตย์ที่แล้ว)

     - That is not the way to speak to your boss.

(นั่นไม่ใช่วิธีที่จะพูดกับเจ้านายของคุณนะ)

8.    กริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) หรือ “gerund” (V. + ing) แล้วความหมายเหมือนกัน ได้แก่  “begin, start, continue, like, dislike, love, hate, propose (เสนอ), prefer (ชอบมากกว่า), help, intend (ตั้งใจ), fear, attempt, bear (ทน) เช่น

     - They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

     - She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

     - We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.) (เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

9.    ใช้ “infinitive with to” (to + verb) และ “gerund” (V. + ing)  ตามหลังคำกริยา “remember, forget, try stop” มีความหมายต่างกัน  เช่น

     - I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

     - I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา – คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

     -   She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว – คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

     - She forgot to meet me at my office yesterday. (เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

     - He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

      - He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

      - They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

      - They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

10.   ใช้ “to + verb” โดยละ “verb” นั้นไว้  ใช้แต่ “to” คำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง เช่น

      - I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน“read” ต่อท้าย “to”)

     - She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon. (เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน “finish” ต่อท้าย “to”)

11.   ใช้ “to + verb” ตามหลัง  “adjective” หรือ “adverb” ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  “adverb” ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน เช่น

     - Some people think that the Chinese language is too difficult to understand. (บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

      - She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

     - The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

     - It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

      - He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

12.     ใช้ “to + verb” ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (adverb) เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เช่น

     -  All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

     - People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่  มิใช่อยู่เพื่อกิน)

     - I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

     - She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

     - We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

13.   ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {It is (was) + adjective + of + บุคคล  + to + verb} เช่น

      -  It is very kind of you to invite me.

(เป็นความกรุณาของคุณที่เชิญผม)

      -  It is stupid of him to do that.

(เป็นความโง่ของเขาที่ทำเช่นนั้น)

      -  It is nice of her to help those poor people.

(เป็นความดีของเธอที่ช่วยคนจนพวกโน้น)

      - It was very wrong of you to criticize her.

(เป็นความผิดของคุณอย่างมากที่วิพากษ์วิจารณ์เธอ)

14.     ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {It is (was) + adjective + to + verb} เช่น

      - It is gullible to believe what he said

(มันถูกต้มได้ง่ายที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

      - It is hard to do that work alone.

(มันยากที่จะทำงานนั้นตามลำพัง)

      - It was appropriate to apologize for your mistake.

(มันเหมาะสมแล้วที่จะขอโทษสำหรับความผิดของคุณ)

      - It is necessary to take good care of your children.

(มันจำเป็นที่จะต้องดูแลลูกของคุณให้ดี)

      - It was impossible to work in that company if you did not have connection with someone there.

(มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานในบริษัทนั้น  ถ้าคุณไม่มีเส้นสาย (ความสัมพันธ์) กับใครบางคนที่นั่น)

15.   ใช้โครงสร้าง “question word + to + verb” แทน  “noun clause” ที่ขึ้นต้นด้วย what, when, where, why, how, which” เช่น

-         He asked me where I should stay.

(= He asked me where to stay.)

(เขาถามผมว่าพักที่ไหน)

-         I asked her how she could go there.

(= I asked her how to go there.)

(ผมถามเธอว่าไปที่นั่นได้อย่างไร)

-         She told me when she could come for dinner.

(= She told me when to come for dinner.)

(เธอบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงได้เมื่อใด)

-         They don’t know what they should do.

(= They don’t know what to do.)

(พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี)

16.   ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {subject + verb + too + adjective (adverb) + for + กรรม (บุคคล)  + to + verb} เช่น

-         The room is too hot for me to sleep in.

(ห้องนี้ร้อนเกินไปสำหรับผมที่จะนอนได้)

-         The girl is too short to reach the top shelf.

(เด็กหญิงคนนั้นเตี้ยเกินไปที่จะเอื้อมมือไปถึงหิ้งชั้นบน)

-         No one is too old to learn.

(ไม่มีใครแก่เกินไปที่จะเรียน)

-         The problem was not too difficult for you to solve.

(ปัญหาไม่ยากเกินไปสำหรับคุณที่จะแก้ได้)

-         She spoke too fast (quickly) for me to understand.

(เธอพูดเร็วเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจได้)

-         They walked too slowly to catch the bus.

(พวกเขาเดินช้าเกินไปที่จะขึ้นรถเมล์ได้ทัน)

-         We were too excited to say anything.

(เราตื่นเต้นเกินไปที่จะพูดอะไรได้)

17.   ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {subject + verb + adjective (adverb) + enough + for + กรรม (บุคคล)  + to + verb} เช่น

-         He is mature enough to decide by himself.

(เขามีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง)

-         She is not old enough to take part in the beauty contest.

(เธอยังไม่โตพอที่จะมีส่วนร่วมในการ  (เข้า) ประกวดนางงาม)

-         We drove fast enough to arrive there in time.

(เราขับรถเร็วพอที่จะมาถึงที่นั่นทันเวลา)

-         They were strong enough to lift that heavy box.

(พวกเขาแข็งแรงพอที่จะยกหีบหนักใบนั้นได้)

-         I did not walk quickly enough to catch up with them.

(ผมเดินไม่เร็วพอที่จะตามพวกเขาได้ทัน)

17. Wild chickens _____________ any of their own chicks that lack specific color patterns.

       (ไก่ป่า _________  ลูกๆของพวกมันเอง  ซึ่งไม่มีลักษณะสีเฉพาะ – ที่แสดงความเป็นไก่ป่าหรือพวกเดียวกัน)

      (a)   destroying

      (b)  will be destroyed

      (c)  will destroy (จะทำลาย)

      (d)  has destroyed

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “active voice”  เพราะไก่ป่าเป็นผู้ทำกริยา ทำลาย”  และเป็นเรื่องของอนาคต  คล้ายกับเป็นเงื่อนไขว่า “จะทำลายลูกๆ   ถ้าลูกๆไม่มีสีเฉพาะ – เหมือนไก่ป่าที่โตแล้ว”

18. During the past year a great many important political changes have taken ______________.

      (ในระหว่างปีที่ผ่านมา  ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ  จำนวนหลายครั้งหลายหนได้ _____ )

     (a)   part (take part in = มีส่วนร่วม)

      (b)  themselves

     (c)   time (take time = ใช้เวลามาก)

     (d)  place (take place = เกิดขึ้น)

19. The committee was informed of a very ____________ matter.

      (คณะกรรมการได้รับแจ้งเรื่องที่ ____________ อย่างมาก)

      (a) urgency (ความเร่งด่วน, ความรีบเร่ง)

      (b) urgent (เร่งด่วน, รีบเร่ง) (เป็นคำคุณศัพท์  ขยายคำนาม “matter”)

      (c) emergency (เหตุฉุกเฉิน)

      (d) crisis (วิกฤติกาล, เหตุวิกฤติ)

20. Customers are advised to keep the ____________ in case they want to return the products bought.

       (ลูกค้าได้รับการแนะนำให้เก็บ __________  ไว้ในกรณีที่พวกเขาต้องการคืนผลิตภัณฑ์ที่ซื้อไป)

      (a)   receive (ได้รับ)

      (b)  recipe (ตำรากับข้าว, วิธีปรุงอาหารหรือยา – อ่านว่า “เรซ-ซิ-พี่”)

      (c)   recede (ถอย, ถอยห่าง, (น้ำ) ลด, ตกต่ำ – อ่านว่า “ริ-ซี้ด”)

      (d)  receipt (ใบเสร็จรับเงินอ่านว่า “ริ-ซี้ท”)

21. ____________ made over the past few months have increased the company’s production.

      ( _______________ ซึ่งกระทำในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา  ทำให้การผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้น)

      (a)   Improvement

     (b)  Improvements (การปรับปรุง)

     (c)   Improving

     (d)  The improvement

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เพราะกริยา คือ “have increased ส่วนข้อความที่ขยายประธาน  ลดรูปมาจากอนุประโยค

(adjective clause) “which (that) have been made ………. months”

ซึ่งเมื่อลดรูปแล้วเหลือเพียง  “made over ………..months

22. Before a decision could be made, it was necessary to ____________ the circumstances in great detail.

      (ก่อนที่การตัดสินใจสามารถทำลงไป  มันจำเป็นที่จะ ____________  สถานการณ์โดยละเอียดอย่างยิ่ง)

      (a)  investigate (สืบสวนสอบสวน)

     (b)  instigate (ปลุกปั่น, ยุยง, ส่งเสริม, กระตุ้น)

     (c)   interrogate (ซักถาม, สอบถาม)

     (d)  initiate (ริเริ่ม, เริ่มนำ, นำเข้า)

23. It ____________ that the days seem to be getting shorter.

      (มัน ____________ ที่ว่า วันเวลาดูเหมือนว่ากำลังสั้นเข้าๆ)

      (a) not my imagination

      (b) not is my imagination

      (c) is not my imagination (มิใช่จินตนาการของผม)

      (d) that is not my imagination

ตอบข้อ (c) เนื่องจากกริยา “is” ต้องตามหลังประธาน “It” ส่วนวลี “not my imagination”  เป็น “complement”  (ส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์) ของ “is” สำหรับอนุประโยค “that the days ………………..shorter” คือข้อความเดียวกับ “imagination” (จินตนาการ คือ วันเวลาดูเหมือนว่ากำลังสั้นเข้าๆ)  จึงมีสถานะเป็น  “noun clause”  มิได้เป็น “adjective clause”  เพราะมิได้ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน (ดูเพิ่มเติม “noun clause” ประเภทนี้ในข้อ ๕ ย่อย ของข้อ ๑ ในข้อสอบชุดนี้)

24. ____________ are often used for laboratory experiments.

      ( ____________ มักถูกใช้บ่อยๆสำหรับการทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์)

     (a) Gray small mice

     (b) That gray small mice

     (c) They are small gray mice

     (d) Small gray mice (หนูสีเทาตัวเล็กๆ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “สี” ต้องอยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย ถัดไปเป็นขนาด “เล็ก-ใหญ่  ทั้งนี้  การเรียงคำคุณศัพท์หลายๆตัวที่ขยายคำนาม  มักจัดลำดับด้วยการวางคำ “ย้อนกลับ” กับลำดับคำในภาษาไทย เช่น

     - (๑) บ้าน (๒) ไม้ (๓) ทรงไทย (๔) สีขาว (๕) เก่าแก่ (๖) หลังใหญ่ (๗) สวยงาม (๘) มาก (๙) สามหลัง (๑๐) เหล่านั้น

    - (1) Those (2) three (3) very (4) beautiful (5) big (6) old (7) white (8) Thai-style (9) wood (10) houses

25. Never _____________ such a terrible accident in which there were a number of casualties.

      (ไม่เคยเลย ____________ อุบัติเหตุที่น่ากลัวเช่นนั้นซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากมาย)

      (a)     I have seen

      (b)    have I seen (ผมได้เห็น)

      (c)     I did see

      (d)    I saw

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “never” (ไม่เคย) เป็น “adverb of frequency” (เช่นเดียวกับ  always, usually, occasionally (เป็นบางครั้ง), rarely (แทบจะไม่), often, seldom (แทบจะไม่), hardly (แทบจะไม่), scarcely (แทบจะไม่), sometimes, generally, normally, never)  มีหลักการเรียงคำในประโยค คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late. (พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping. (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work. (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class. (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work. (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life. (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there. (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him. (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late. (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me. (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York. (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น “never, hardly, seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner, in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), not often, not only (ไม่เพียงแต่), not even once (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), not until (ไม่จนกระทั่ง) อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.) + subject + verb (แท้)} เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง – เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย – เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

Never + กริยาพิเศษ  + subject + กริยาแท้  + ส่วนขยาย

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 17)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He _________ go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

    (เขา _________  เดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)

   (a)  uses (ใช้)

   (b) used to (เคย)

   (c)  was used (ถูกใช้ – ในอดีต)

   (d) is used to (คุ้นเคย, เคยชิน – ในปัจจุบัน)

ตอบ – ข้อ (b) “used to”  หมายถึงเคยทำในอดีต  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ (used to + V. 1) ส่วน “be used to” หมายถึง “คุ้นเคย, เคยชิน” ต้องตามด้วย “คำนาม” หรือ “verb + ing” จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีตหรือปัจจุบันก็ได้  เช่น

    - He is used to getting up late.

     (เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

   - She was used to watching TV late at night.

     (เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

   - They are used to cold weather.

      (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

2. The boy’s parents knew (that) he _________ if he had passed the final exam. 

    (พ่อแม่ของเด็กรู้ว่า  เขา ___________  ถ้าเขาสอบไล่ผ่าน)

    (a)  graduated (จบการศึกษา)

    (b) would graduate

    (c) could have graduated (สามารถจบการศึกษาไปแล้ว)

   (d) will graduate (จะจบการศึกษา)

ตอบ – ข้อ (c)  เนื่องจากประโยคนี้เป็น “if clause”  แบบที่ ๓ (past unreal) คือเหตุการณ์มิได้เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค    ซึ่งใน  “if clause” ประเภทนี้  ใน “main clause” จะใช้กริยารูป {subject + would (could, should, might) + (not) + have + V. 3} ส่วนใน “if clause” ใช้รูป {subject + had + (not) + V. 3} ทั้งนี้  ข้อความในประโยคข้างบนจึงหมายถึง “เด็กมิได้จบการศึกษา  เพราะเขาสอบไล่ไม่ผ่าน” หรือ จากประโยคข้างล่าง

     - If he had listened to my advice, he would not have encountered an accident.

      (ถ้าเขาฟังคำแนะนำของผม – เมื่อเดือนที่แล้ว – เขาก็คงไม่ต้องเจอกับอุบัติเหตุ)

      (แต่ในความเป็นจริง คือ  เขาไม่ฟังคำแนะนำ  เขาเลยประสบอุบัติเหตุ)

     - She would have married him if he had proposed to her.

      (เธอคงจะแต่งงานกับเขาไปแล้ว  ถ้าเขาได้ขอแต่งงานกับเธอ)

     (ในความเป็นจริงคือ  เธอไม่ได้แต่งงานกับเขา  เพราะเขามิได้ขอฯเธอ)

(ดูเพิ่มเติม “if clause” แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑)

3. It is a fact ________. (มันเป็นข้อเท็จจริง ____________ )

    (a) that all we have to eat. (ที่ว่าทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องกิน)

    (b) that we all have to eat. (ที่ว่าเราทุกคนจำเป็นต้องกินอาหาร)

    (c) that we all have ate. (ที่ว่าเราทั้งหมดได้กิน)

    (d) all we have to eat. (ทั้งหมดที่เราต้องกิน)

ตอบ – ข้อ (b) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด และถูกหลักไวยากรณ์  และอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถใช้แทน  ข้อ (b)  ได้ คือ “that all of us have to eat” (ที่ว่าเราทุกคนจำเป็นต้องกิน)

4. The prosecutor questioned the witness about __________.

    (อัยการซักถามพยานเกี่ยวกับ ___________ )

    (a) what knew he

    (b) what did he know

    (c) he knew

    (d) what he knew (สิ่งที่เขารู้)

ตอบ – ข้อ (d)  เนื่องจากหลัง “preposition” (about)  จะต้องอยู่ในรูป “noun clause” ซึ่งจะต้องขึ้นต้น “clause”  (อนุประโยค) ด้วย “question word” (what, when, where, why, how)  แล้วตามด้วย “subject + verb”   เสมอ เช่น

     - I was surprised at what he said.

      (ผมประหลาดใจในสิ่งที่เขาพูด)

     - She asked me when I would leave.

     (เธอถามผมว่าผมจะไปเมื่อไร)

     - He told me why he resigned from his job.

      (เขาบอกผมว่าทำไมเขาจึงลาออกจากงาน)

     - We asked them where they lived.

       (เราถามพวกเขาว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหน)

     - I don’t know how he did it.

      (ผมไม่ทราบว่าเขาทำมันอย่างไร)

5. We have not found anyone to fill in the position of computer technician __________. 

     (เรายังไม่เจอใครที่จะมาแทนตำแหน่งช่างคอมพิวเตอร์ __________ )

    (a)  still (แม้กระนั้น, ยังคง)

    (b) already (แล้ว, หรือยัง)

    (c) yet

    (d) any more

ตอบ – ข้อ (c)  เนื่องจาก “yet” ใช้กับข้อความในประโยคปฏิเสธและคำถาม เช่น

     - It isn’t dark yet. (มันยังไม่มืดเลยนะ)

     - I haven’t yet met Peter. (ผมยังไม่ได้พบกับปีเตอร็เลย)

     - Her eldest son isn’t married yet.

(ลูกชายคนโตของเธอยังไม่ได้แต่งงานเลย)

-         Have you had your lunch yet?

(คุณกินอาหารกลางวันหรือยังล่ะ)

6. Kim was given the job _________ she is an efficient worker.

    (คิมได้งานทำ ____________ เธอเป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ)

    (a) due to (เนื่องมาจาก)

    (b) instead of (แทนที่จะ)

    (c) because (เพราะว่า, เนื่องจาก)

    (d) in spite of (ทั้งๆที่)

ตอบ – ข้อ (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และ “because”  ต้องตามด้วยอนุประโยค (subject + verb) สำหรับ “due to” + วลี หรือ คำนาม

    He did not go out due to the heavy rain.

      (เขาไม่ออกไปข้างนอกเนื่องมาจากฝนตกหนัก)

7. The prime minister must focus his _________ on preparing to

    testify before the legislature. (ท่านนายกฯ จะต้องมุ่ง __________ ของ

     เขาไปที่การเตรียมให้การเป็นพยานต่อหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ)

(a)    intention (ความตั้งใจ, เจตนา, ความมุ่งหมาย, เป้าหมาย)

(b)   intents (ความตั้งใจ, เจตนา, ความมุ่งหมาย, จุดประสงค์, ความหมาย)

(c)    detention (การกักขัง, การคุมขัง)

(d)   attention (การเอาใจใส่, ความสนใจ)

ตอบ – ข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

8. _________ qualities that people most admire in others is

   generosity. (หนึ่งในบรรดาคุณสมบัติซึ่งผู้คนชื่นชมมากที่สุดในบุคคลอื่นๆ  คือ

    ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่-ใจกว้าง)

(a)    Many (จำนวนมาก)

(b)   Another (อีกคนหนึ่ง, อีกสิ่งหนึ่ง)

(c)    One of the (หนึ่งในบรรดา)

(d)   Some of the (บางคน, บางสิ่ง)

ตอบ – ข้อ (c) เนื่องจากใช้ได้กับคำกริยาของประโยค (is) โดยมี “one” (of the) เป็นประธานของประโยค

9. The sales manager wants _________ all of the remaining products

    by the end of this year. (ผู้จัดการขายต้องการ __________  ผลิตภัณฑ์ที่

    เหลือทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้)

(a)  to sell (ขาย)

(b)  selling

(c)  to be sold (ถูกขาย)

(d) to selling

ตอบ – ข้อ (a) เนื่องจากคตำกริยา “want”  ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) (ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “to + verb”  ในหมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๙ และตอนที่ ๙ ข้อ ๗)

10. A modern word processor enables a person to prepare

     correspondence much __________ than before.

     (เครื่องจัดคำสมัยใหม่ทำให้บุคคลสามารถตระเตรียมการโต้ตอบจดหมายได้   

      ____________  อย่างมากกว่าเมื่อก่อน)

(a)    fast

(b)   faster (เร็วกว่า)

(c)    more faster

(d)   fastest (เร็วสุด)

ตอบ – ข้อ (b) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative) (ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๔ ข้อ ๓ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๕)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 16)

Cooking as a Career

(การปรุงอาหารในฐานะอาชีพ)

1. accustom (v) – ทำให้คุ้นเคย, ทำให้เคยชิน

    - Chefs must accustom themselves to working long hours.

      (หัวหน้าพ่อครัวจะต้องทำตัวเองให้คุ้นเคยกับการทำงานนานหลายๆชั่วโมง)

    - It can be hard to accustom oneself to eating new types of food.

      (มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำตัวเองให้คุ้นเคยกับการกินอาหารชนิดใหม่ๆ)

2. apprentice (อะ-เพร้น-ทิส) (n) – ผู้ฝึกงาน, เด็กฝึกงาน, ผู้เรียนรู้, ผู้กำลังได้รับการฝึกอย่างพิเศษ, ทำให้เป็นผู้ฝึกงาน)

    - Instead of attending cooking school, Peter chose to work as an apprentice with an experienced chef.

       (แทนที่จะ เข้าโรงเรียนปรุงอาหารปีเตอร็เลือกที่จะทำงานเป็นเด็กฝึกงานกับพ่อครัวที่มีประสบการณ์)

    - The cooking school has an apprentice program that places students in restaurants to gain work experience.

      (โรงเรียนการปรุงอาหารมีโครงการเด็กฝึกงาน  ซึ่งวางตัวนักเรียนในภัตตาคาร  เพื่อให้ได้ประสบการณ์ในการทำงาน – หมายถึงส่งนักเรียนไปฝึกงานในภัตตาคาร)

3. culinary (a) – เกี่ยวกับการครัวหรือปรุงอาหาร

    - The chef was widely known for his culinary artistry.

     (หัวหน้าพ่อครัวเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในเรื่องศิลปกรรมเกี่ยวกับการปรุงอาหาร)

    - His interest in culinary arts drew him to a commercial foods program.

      (ความสนใจของเขาในศิลปะเกี่ยวกับการปรุงอาหาร  ดึงดูดเขาเข้าสู่โครงการอาหารเชิงพาณิชย์ – คือทำอาหารขาย)

4. demand (v) – เรียกร้อง, ต้องการ

    - Jim was always exhausted because his new job at the restaurant demanded so much of him.

      (จิมเหนื่อยล้าเป็นประจำ  เพราะว่างานใหม่ของเขาที่ภัตตาคารเรียกร้องอะไรจากเขาอย่างมากมาย – ให้ทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา)

    - This style of cooking demands many exotic ingredients and a lot of preparation time.

     (สไตลย์การปรุงอาหารแบบนี้ต้องการส่วนผสมจากต่างประเทศ – หรือที่มิใช่ของพื้นเมือง - อย่างมากมาย  และเวลาในการเตรียมอย่างมากด้วย)

5. draw (v) – ดึงดูด, ดึงเข้ามา

    - We hope the new restaurant will draw other business to the area.

      (เราหวังว่าภัตตาคารใหม่จะดึงธุรกิจอื่นๆเข้ามาในพื้นที่)

    - Bill was drawn to a career in cooking.

      (บิลถูกดึงเข้ามาสู่อาชีพการปรุงอาหาร) (draw -  drew  - drawn)

6. incorporate (v) – รวมเข้าด้วยกัน, ทำให้รวมกัน

    - Maria incorporated the patron’s suggestions into her new menu.

      (มาเรียรวมคำแนะนำของลูกค้าเข้าไว้ด้วยกันกับรายการอาหารใหม่ของเธอ)

    - Here are the fresh greens for you to incorporate into a salad.

      (นี่คือใบสีเขียวของผักสดสำหรับคุณที่จะรวมเข้าไว้ในสลัด)

7. influx (อิ๊น-ฟลัก) (n) – การไหลเข้า, การไหลบ่าเข้า, การทะลักเข้า

    - An influx of new chefs is constantly needed to fill open jobs.

      (การไหลเข้ามาของหัวหน้าพ่อครัวคนใหม่ๆ  ได้รับความต้องการอยู่เสมอ  เพื่อจะเติมเต็มงานที่เปิดรับ – คือทางร้านต้องการหัวหน้าพ่อครัวใหม่อยู่เสมอ  เพราะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นมากมาย)

    - Due to the rise in popularity of cooking as a career, cooking schools report an influx of applications.

      (เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นในความเป็นที่นิยมของการปรุงอาหารในฐานะเป็นอาชีพ  โรงเรียนการครัวได้รายงานการหลั่งไหลเข้ามาของการสมัครเข้าเรียน)

8. method (n) – วิธีการ

    - Susan used a simple method for making ice cream.

      (ซูซานใช้วิธีการอย่างง่ายในการทำไอสครีม)

    - There are various methods of saving money.

      (มีวิธีการต่างๆมากมายในการออมเงิน)

9. outlet (n) – ทางออกสำหรับของเหลว-กาซ, วิธีการปลดปล่อยหรือแสดงอารมณ์ที่รุนแรง-พลัง-ความปรารถนา-สติปัญญา, ร้านหรือตลาดสำหรับสินค้า

    - The hole in the lid is an outlet for steam.

       (รูที่ฝาปิดเป็นทางออกสำหรับไอน้ำ)

    - Sport is a good outlet for students’ pent-up energy.

     (กีฬาเป็นทางออกที่ดีสำหรับพลังที่เก็บกด – กักไว้, ขังไว้ – ของนักเรียน)

    - Many women find an outlet for their creativity in sewing.

      (ผู้หญิงจำนวนมากพบทางออกสำหรับความสามารถในทางสร้างสรรค์ของพวกตน  ในการเย็บผ้า)

    - The small manufacturer needs an outlet for his products.

      (ผู้ผลิตรายย่อยต้องการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ของตน)

10. profession (n) – อาชีพที่ต้องการการฝึกฝนมากมายและการศึกษาแบบเฉพาะทาง

      - Cooking is considered as much a profession as is law or medicine.

         (การปรุงอาหารถูกมองว่าเป็นอาชีพมากเท่ากันกับกฎหมาย หรือการแพทย์)

      - Kim took up cooking as her profession and is very happy with her decision.

        (คิมรับเอาการปรุงอาหารเป็นอาชีพของเธอ  และมีความสุขมากกับการตัดสินใจเลือกอาชีพนี้)

11. relinquish (ริ-ลิ้ง-ควิช) (v) – ละทิ้ง, สละ, ยกเลิก, ปลดปล่อย, ถอน

     - People find it hard to relinquish their accustomed food preferences and try something new.

       (ผู้คนพบว่าเป็นการยากที่จะละทิ้ง- ถอนความนิยมอาหารที่ตนคุ้นเคย  และทดลองกินอาหารประเภทใหม่ๆ)

     - England has been forced to relinquish her Empire.

       (อังกฤษถูกบังคับให้ละทิ้ง-สละ-ปลดปล่อยอาณาจักรที่ตนครอบครอง – ยึดเอาเป็นเมืองขึ้น)

     - Step by step she has relinquished all responsibility.

        (ทีละขั้นตอน  เธอได้สละ-ถอนความรับผิดชอบ – งานในหน้าที่ – ทั้งหมด)

      - She relinquished the editorship of the newspaper.

         (เธอสละ-ละทิ้งตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์)

12. theme (ธีม) (n) – แก่นสาร, ใจความ, สาระสำคัญ, ธีมของงานหรือเรื่องหนึ่งเรื่องใด, หัวข้อหนังสือ, หัวข้อสนทนา, หัวข้ออภิปราย

      - The caterers prepared food for a party with a tropical island theme.

        (ผู้จัดส่งอาหารเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยง  โดยมีธีมของงานเป็นแบบเกาะในเขตร้อน)

      - The restaurant’s food and décor demonstrated its southwestern theme.

        (อาหารและการตกแต่งร้านของภัตตาคารแสดงให้เห็นถึงธีมของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้)

 

Fill the words from the box in the blanks in the passage.

     accustomed            demanding          influx                      profession 

     apprenticeship       drawn                   methods                relinquish

     culinary                    incorporate        outlet                      themes

     creativity                 talent                    career                    ingredients

     variations                stretch                 patrons                  recognized

     infusing                    seasoning           textures                hands-on

     spice                         rare                      experienced

     preferences           choice

 

   When people start thinking about careers, they may be looking for an (1) outlet for their (2) creativity.  Many people are (3) drawn to cooking as a (4) career and see it as a (5) profession, not merely a trade.  The restaurant business is (6) demanding and needs a constant (7) influx of new (8) talent.

(คำแปล)   เมื่อผู้คนเริ่มคิดเกี่ยวกับอาชีพ  พวกเขาอาจจะกำลังมองหา (๑) ทาง (ระบาย) ออกสำหรับ (๒) ความสามารถในทางสร้างสรรค์ของตน  คนจำนวนมากถูก(๓) ดึงเข้ามาสู่การปรุงอาหาร (การครัว) ในฐานะเป็น (๔) อาชีพการงาน  และมองมันว่าเป็น (๕) อาชีพ (ในแบบที่ต้องการฝึกฝนอย่างมากมายและการศึกษาแบบเฉพาะทาง)  ซึ่งไม่เป็นแต่เพียงการค้าเท่านั้น  ทั้งนี้  ธุรกิจภัตตาคารกำลัง (๖) เรียกร้องต้องการ(ให้คนเข้าไปทำงานด้านนี้)  และต้องการ (๗) การหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องของ (๘) กลุ่มคนกลุ่มใหม่ที่มีความสามารถพิเศษ

              Chefs (9) incorporate (10) ingredients and (11) methods of cooking from around the world into successful menus.  Most chefs offer meals that are (12) variations on standard (13) themes.  They will try to (14) stretch their (15) patrons range of food tastes by taking food that is still (16) recognized as traditional and (17) infusing it with something new, like a (18) rare (19) spice or (20) seasoning.  People (21) accustomed to certain tastes and (22) textures aren’t going to (23) relinquish their (24) preferences immediately.

(คำแปล)   หัวหน้าพ่อครัว (๙) รวม (๑๐) ส่วนผสม (ของอาหาร) และ (๑๑) วิธีการปรุงอาหารจากทั่วโลก  ให้กลายเป็นรายการอาหาร (เมนู) ที่ประสบความสำเร็จ  หัวหน้าพ่อครัวส่วนใหญ่เสนออาหารต่างๆซึ่งเป็น (๑๒) การเปลี่ยนแปลงใน (๑๓) สาระสำคัญที่เป็นมาตรฐาน (เช่น รสชาติหรือส่วนผสมของอาหาร)  พวกเขาจะพยายามที่จะ (๑๔) ขยายระดับของรสชาติของอาหารของ (๑๕) ลูกค้า-ผู้มีอุปการะคุณของตน  โดยการเลือกอาหารที่ยังคงได้รับการ (๑๖) ยอมรับ (รู้จัก) ในฐานะเป็น (อาหาร) แบบดั้งเดิม  และ (๑๗) ใส่-ผสมมันกับสิ่งใหม่ๆ  เช่น (๑๙) เครื่องเทศหรือ (๒๐) เครื่องชูรสที่ (๑๘) หายาก  อนึ่ง  ผู้คนที่ (๒๑) ถูกทำให้คุ้นเคยกับรสชาติและ(๒๒) องค์ประกอบบางอย่าง (ของอาหาร)  จะไม่ (๒๓) ละทิ้ง-สละ (๒๔) อาหารที่ตนชอบมากกว่า (อาหารชนิดอื่นๆ) โดยทันทีทันใด

          Chefs attend (25) culinary school or train in restaurants with (26) experienced chefs, in an (27) apprenticeship.  For those of you who like (28) hands-on creativity, being a chef might be a good (29) choice.

(คำแปล)       หัวหน้าพ่อครัวเข้าเรียนในโรงเรียนที่ (๒๕) เกี่ยวกับการครัวหรือปรุงอาหาร  หรือฝึกหัดในภัตตาคารกับหัวหน้าพ่อครัว (๒๖) ที่มีประสบการณ์  ใน (๒๗) การฝึกงานของตน  ทั้งนี้  สำหรับพวกคุณที่ชอบความสามารถในทางสร้างสรรค์ที่ (๒๘) ส่งผ่าน-ส่งต่อ (ไปยังผู้อื่นได้)  การเป็นหัวหน้าพ่อครัวอาจจะเป็น (๒๙) ทางเลือกที่ดี

 

Choose the word that best completes the sentence.

(จงเลือกคำที่เติมประโยคได้ดีที่สุด)

1. Susan is having a hard time becoming _________ to the long hours of her job at the restaurant.

     (ซูซานกำลังประสบความยากลำบากในการ  ______ กับชั่วโมงที่ยาวนาน – เวลาหลายชั่วโมง – ของงานของเธอที่ภัตตาคาร – หมายถึงการทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง)

     (a)  custom (ขนบธรรมเนียม, ประเพณี, ภาษี)

     (b) customs (พิกัดอัตราภาษีอากร, หน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บภาษี)

     (c)  accustoms

     (d) accustomed (ถูกทำให้คุ้นเคย-เคยชิน) (เป็น “passive voice”)

2. The student accepted a six-month _________ with a famous chef.

    (นักเรียนยอมรับ __________ระยะ ๖ เดือน  กับหัวหน้าพ่อครัวที่มีชื่อเสียง)

    (a) apprentice (เด็กฝึกงาน, ผู้ฝึกงาน, ผู้เรียนรู้, ผู้กำลังได้รับการฝึกอย่างพิเศษ)

    (b) apprenticed (ถูกทำให้เป็นผู้ฝึกงาน)

    (c) apprenticing (การทำให้เป็นผู้ฝึกงาน)

    (d) apprenticeship (การฝึกงาน)

3. The patrons at this restaurant are often _________, but they usually tip well.

     (ลูกค้าที่ภัตตาคารแห่งนี้มักจะ __________ บ่อยๆ  แต่พวกเขามักให้ทิปมากอยู่เสมอ)

     (a)    demands (เรียกร้อง, ต้องการ)

     (b)   demanded

     (c)   demanding (ไม่พอใจหรือชอบอะไรง่ายๆ, เรียกร้อง-ต้องการ, เรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่, ซึ่งต้องใช้เวลาและพลังงานมาก) (เป็น“present continuous tense”)

     (d)   demand (ความต้องการ, ข้อเรียกร้อง)

4. I love this chef’s cooking style, which _________ so many different tastes.

     (ผมชอบสไตล์การปรุงอาหารของเชฟคนนี้  ซึ่ง _________ รสชาติที่แตกต่างกันมากมายหลายแบบ)

     (a)  incorporation (การรวมเข้าไว้ด้วยกัน)

     (b) incorporates (รวมเข้าไว้ด้วยกัน) (เป็น “present simple tense” ทั้งประโยคใหญ่และประโยคย่อย)

     (c)   incorporating

     (d)  incorporator (ผู้รวมเข้าไว้ด้วยกัน)

5. The experienced chef was _________ about the way he prepared his award-winning dish.

     (หัวหน้าพ่อครัวที่มีประสบการณ์คนนั้น ________ เกี่ยวกับวิธีการที่เขาจัดเตรียมอาหารที่ได้รับรางวัล)

     (a)  method (วิธีการ)

     (b) methodical (มีระเบียบ, เจ้าระเบียบแบบแผน, มีเหตุผล, อดทน, รอบคอบ)

     (c)  methodically

     (d) methodology (วีธี, วิธีการ, หลักการ, กฎ)

6. The ________ attitude of the staff is one of the keys to a restaurant’s success.

     (ทัศนคติ _________  ของพนักงาน  เป็นหนึ่งในบรรดาปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของภัตตาคาร)

     (a)   professional (แบบมืออาชีพ, ทางด้านอาชีพ, เกี่ยวกับอาชีพ)

     (b) professionalism (ความเป็นมืออาชีพ, ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ)

     (c) profession (อาชีพ)

     (d) professionally (อย่างมืออาชีพ, อย่างเป็นอาชีพ)

7. Some people __________ to a cooking career because of a love of food.

     (คนบางคน __________  เข้าสู่อาชีพการปรุงอาหาร  เพราะว่าความรักในอาหาร)

     (a) draw (ดึง, ลาก)

     (b) are drawn (ถูกดึง, ถูกลาก) (เป็น “present simple tense” และ “passive voice”)

     (c) have drawn (ได้ดึง, ได้ลาก)

     (d) are drawing (กำลังดึง-ลาก)

8. Others find that cooking is the perfect _________ for their creativity.

     (คนอื่นๆพบว่าการปรุงอาหารเป็น __________ ที่สมบูรณ์แบบ  สำหรับความสามารถในทางสร้างสรรค์ของพวกเขา – คือใช้การปรุงอาหารเป็นที่ระบายความสามารถในด้านสร้างสรรค์ของตน)

     (a) output (ผลผลิต, ผลลัพธ์)

     (b) outlay (ค่าใช้จ่าย, รายจ่าย, ค่าโสหุ้ย)

     (c) outrage (ความเจ็บแค้นใจ, การกระทำที่รุนแรง, การทำร้าย, การทำลาย, การข่มขืนกระทำชำเรา, การฝ่าฝืน, การเหยียดหยาม)

     (d) outlet (ทางออก, ทางระบายออก, ตลาด)

9. The _________ of a cooking career are great, but there are also many rewards.

     (______ ของอาชีพการปรุงอาหารมีมากมาย  แต่ก็มีรางวัลมากมายด้วยเช่นเดียวกัน)

    (a) demand (ข้อเรียกร้อง, สิ่งที่ต้องการ)

     (b) demands (ข้อเรียกร้อง, สิ่งที่ต้องการ) (ต้องใช้รูปพหูพจน์  เพราะกริยา คือ “are”) (หมายถึง ผู้ที่จะทำอาชีพนี้  จะต้องเสียอะไรหลายอย่าง เช่น  เงินทองเวลา  ความพยายาม ฯลฯ แต่ถ้าประสบความสำเร็จ  ก็จะได้อะไรตอบแทนกลับคืนมามากมายเช่นเดียวกัน)

    (c) demanders (ผู้เรียกร้อง, ผู้ต้องการ)

    (d) demanding (ไม่พอใจหรือชอบอะไรง่ายๆ, เรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 15)

Job Advertising and Recruiting

(การโฆษณางานและการคัดเลือกคนเข้าทำงาน)

1. abundant (a) – มากมาย, อุดมสมบูรณ์

2. accomplishment (n) – ความสำเร็จ, การบรรลุผล

3. bring together (v) – นำมารวมกัน, นำมาพบกัน

4. candidate (n) – ผู้สมัครเข้าแข่งขัน, ผู้สมัครชิงตำแหน่ง

5. come up with (v) – วางแผน, ประดิษฐ์คิดค้น, นึกถึง, คิดถึง, พิจารณา

6. commensurate (a) – เป็นสัดส่วนกับ, ได้สัดส่วนกับ, เท่ากับ, ตรงกันกับ

7. match (n – v) – ความเหมาะสม, ความคล้ายกัน, สิ่งที่เหมือนกัน,  สิ่งที่เหมาะสมกัน, เข้าคู่กัน, เข้าชุด, จับคู่กัน, เหมาะสมกัน, ทัดเทียม, เสมอเหมือน

8. profile (n-v) –  กลุ่มของลักษณะต่างๆ, รูปภายนอก, ประวัติย่อของบุคคล, รูปด้านข้าง, โครงร่าง, ภาพเงา, บรรยายประวัติบุคคลโดยย่อ, วาดโครงร่าง, วาดภาพเงา                                                                                                                       

9. qualifications (n) – ข้อกำหนด, คุณสมบัติ, ความสามารถที่ต้องการในการทำบางสิ่ง

10. recruit (v- n) – เกณฑ์หรือคัดเลือกคนเข้าทำงาน, รับพนักงานใหม่เข้าทำงาน, ผู้ที่ถูกเกณฑ์หรือคัดเลือก, พนักงานที่รับเข้ามาใหม่เข้าทำงาน

11. submit (v) – เสนอเพื่อพิจารณา

12. time-consuming (a) – ยาวนาน, กินเวลามาก

13. costly (a) – มีราคาแพง, ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก

14. headhunter (n) – ผู้ที่คอยชักชวนให้พนักงานของบริษัทหนึ่งมาทำงานให้กับอีกบริษัทหนึ่งที่ให้ค่าตอบแทนดีกว่า, คนที่สรรหาผู้เชี่ยวชาญ นักบริหาร หรือผู้มีความสามารถพิเศษจากบริษัทอื่น, นักล่าหัวมนุษย์

15. brag (v) – คุยโม้, คุยอวด

16. competition (n) – การแข่งขัน, การชิงชัย, การดิ้นรนต่อสู้เพื่อการดำรงชีวิต, ผู้แข่งขัน, คู่แข่ง

17. conversely (adv.) – ตรงกันข้าม, กลับกัน 

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยค

1. Jim was glad to have chosen a field in which jobs were abundant.

      (จิมดีใจที่ได้เลือกสาขา (วิชา) ซึ่งมีงานให้ทำมากมาย)

   - There has been abundant rainfall in this area.

      (มีฝนตกชุก-มากมายในบริเวณนี้)

2. The company was interested in hiring her because of her list of accomplishments.

    (บริษัทสนใจในการว่าจ้างเธอ  เนื่องมาจากรายการ ความสำเร็จของเธอ – ที่มีอย่างมากมาย)

-    Finding the right applicant for the job is a big accomplishment.

     (การหาผู้สมัครที่เหมาะสมกับงานเป็นความสำเร็จอย่างมาก)

3. Our goal this year is to bring together the most creative group we can find.

     (เป้าหมายปีนี้ของเราคือ  การนำกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุดที่สามารถหาได้ให้มาเจอกัน)

-  Every year, the firm brings together its top lawyers and its newest recruits for a training session.

(ทุกปี  บริษัทนำนักกฎหมายระดับหัวกะทิของบริษัทและพนักงานใหม่ล่าสุดมาพบกัน  เพื่อช่วงเวลาการฝึกอบรม)

4. The recruiter will interview all candidates for the position.

      (ผู้คัดเลือกพนักงานใหม่จะสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันชิงตำแหน่งทุกคน)

    - The president of our company is a candidate for the Outstanding Business Award.

     (ประธานบริษัทของเราเป็นผู้เข้าแข่งขันชิงรางวัลธุรกิจดีเด่น)

5. In order to find good candidates for the position, we need to come up with a good advertising plan.

    (เพื่อที่จะหาผู้เข้าแข่งขันที่ดีเพื่อชิงตำแหน่ง  เราจำเป็นต้องคิดแผนการโฆษณาที่ดี)

-     The new employee was able to come up with a cost-cutting idea after only one week on the job.

     (พนักงานใหม่สามารถพิจารณา (สร้าง) ความคิดลดค่าใช้จ่าย (ต้นทุน)  หลังจากทำงานได้เพียงสัปดาห์เดียว)

6. A successful applicant’s salary is commensurate with his experience and education level.

    (เงินเดือนของผู้สมัครที่ได้งานทำ  เป็นสัดส่วนกับประสบการและระดับการศึกษาของเขา)

-     The number of new recruits will be commensurate with the number of vacancies at the company.

   (จำนวนผู้ที่รับเข้าทำงานใหม่  จะได้สัดส่วนกับจำนวนของตำแหน่งที่ว่างในบริษัท)

7. A headhunters matches qualified candidates to suitable positions.

    (นักสรรหาพนักงานเก่ง (จากบริษัทอื่น) จับคู่ผู้เข้าแข่งขันที่มีคุณสมบัติครบ  กับตำแหน่งที่เหมาะสม)

    - It is difficult to make a decision when both candidates seem to be a perfect match.

       (มันยากที่จะตัดสินใจ  เมื่อผู้เข้าแข่งขันทั้ง ๒ คน ดูเหมือนว่าจะเหมาะสม (กับงาน) อย่างสมบูรณ์แบบ – เลยไม่รู้ว่าจะเลือกใครดี)

8. The recruiter told the candidate that he did not fit the job profile.

     (ผู้คัดเลือกพนักงานใหม่บอกผู้สมัครเข้าแข่งขันว่า  เขาไม่เหมาะสมกับลักษณะ ของงาน)

    - As jobs change, so does the company’s profile for the job candidate.  

    (เมื่องานเปลี่ยนไป  ลักษณะต่างๆ (คุณสมบัติ) สำหรับผู้สมัครเข้าแข่งขันทำงานของบริษัทก็เปลี่ยนตามไปด้วย)

9. The applicant had so many qualifications that the company created a new position for her.

    (ผู้สมัครมีคุณสมบัติอย่างมากมาย  จนกระทั่งบริษัทสร้างตำแหน่งใหม่สำหรับเธอ)

-  The job seeker had done extensive volunteer work and was able to add this experience to his list of qualifications.

   (ผู้หางานได้ทำงานอาสาสมัครอย่างกว้างขวาง  และสามารถเพิ่มประสบการณ์นี้เข้าไปในรายการคุณวุฒิของเขาได้)

10. The new recruits spent the entire day in training.

       (พนักงานใหม่ใช้เวลาทั้งวันในการฝึกอบรม)

    - When the consulting firm recruited her, they offered to pay her relocation expenses. (

     เมื่อบริษัทที่ปรึกษารับเธอเข้าเป็นพนักงานใหม่  พวกเขาเสนอออกค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานที่ทำงานให้เธอด้วย)

11. Submit your resume to the human resources department.

      (จงเสนอ (เพื่อพิจารณา) ประวัติการทำงานและการศึกษาของคุณแก่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์)

    - The applicant submitted all her paperwork in a professional and timely manner.

     (ผู้สมัครเสนองานเอกสารทั้งหมดของเธอในแบบมืออาชีพ และทันต่อเหตุการณ์ – ทันเวลา)

12. Even though it was time-consuming, all of the participants felt that the workshop was very worthwhile.

      (แม้ว่ามันจะใช้เวลามาก  ผู้เข้าร่วมทุกคนรู้สึกว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้คุ้มค่ามาก)

     - Cooking is a very time-consuming activity.

       (การปรุงอาหารเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาอย่างมาก)

13. It proved a costly, and irreparable mistake.

      (มันได้พิสูจน์ว่าเป็นความผิดที่มีราคาแพง  และไม่อาจเยียวยา – แก้ไข – ได้)

      - That route will be too costly in time.

          (เส้นทางนั้นจะต้องใช้เวลาเดินทางนานมาก)

14. She was approached by a headhunter and offered a job with another company. (เธอถูกทาบทามโดยผู้สรรหาคนเก่งจากบริษัทอื่น  และเสนองานให้ทำกับอีกบริษัทหนึ่ง)

15. I did not brag about my salary.

      (ผมไม่ได้คุยโม้เรื่องเงินเดือนนะ)

      - He bragged to two nurses that he had killed a man.

         (เขาคุยโวกับพยาบาล ๒ คนว่า  เขาได้ฆ่าผู้ชายคนหนึ่ง)

 

Fill the words in the blanks in the passage.

(จงเติมคำลงในช่องว่างในบทความ)

   abundant                       candidates              match             recruit

   accomplishments        bring together       profile            submit   

   coming up with             commensurate     referral          costly

   time-consuming          qualifications         headhunters   brag

   competition                   conversely             job seekers      willing

   well-rounded                 determinations     hiring

     

                Recruiting employees is a (1) time-consuming and (2) costly process.  Therefore, employers want to (3) match the right person with the right job the first time around.  There are many ways to (4) recruit good employees: advertising in newspapers and professional journals, recruiting on college campuses or at conferences, or getting (5) referrals from (6) headhunters.

(คำแปล)        การคัดเลือกพนักงานเป็นขบวนการที่ (๑) ใช้เวลามากและ (๒) มีราคาแพง  ดังนั้น  นายจ้างต้องการที่จะ (๓) จับคู่บุคคลที่เหมาะสมกับงานที่เขาถนัดเมื่อเริ่มต้นทำงานเลยทีเดียว  ทั้งนี้  มีหลายวิธีที่จะ (๔) คัดเลือกพนักงานที่ดี (เก่ง)  ได้แก่ โฆษณาในหนังสือพิมพ์และวารสารมืออาชีพ (มีชื่อเสียง)  คัดเลือกที่แคมปัสของมหาวิทยาลัยหรือที่การประชุม  หรือไม่ก็ขอ (๕) การอ้างอิงจาก (๖) ผู้ที่คอยชักชวนคนเก่งจากบริษัทหนึ่งให้มาทำงานกับอีกบริษัทหนึ่งที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า

               Recruiting is a time for a company to (7) brag about its (8) accomplishments and excite people about its future.  Each company is trying to (9) bring together the best and the brightest, but they are not alone.  Their (10) competition is trying to do the same thing.  When jobs are (11) abundant and there is low unemployment, employers may face higher demands from (12) job seekers.  (13) Conversely, when the economy is slowing down and jobs are few, employers are in a better position for attracting the best (14) candidates.

(คำแปล)      การคัดเลือกพนักงานใหม่เป็นช่วงเวลาสำหรับบริษัทที่จะ (๗) คุยโว-คุยอวดเกี่ยวกับ (๘) ความสำเร็จของตน  และทำให้ผู้คน (ผู้สมัคร)  ตื่นเต้นเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท  แต่ละบริษัทกำลังพยายามที่จะ (๙) นำสิ่งที่ดีที่สุดและสดใสที่สุดมารวมกัน  แต่พวกเขา (บริษัท) ก็มิได้อยู่ตามลำพัง  (๑๐) คู่แข่งของพวกเขากำลังพยายามทำในสิ่งเดียวกัน  อนึ่ง  เมื่องานมีอยู่ (๑๑) มากมาย  และการว่างงานต่ำ  นายจ้างอาจจะพบกับข้อเรียกร้องมากขึ้นจาก (๑๒) ผู้หางานทำ  (๑๓) ในทางกลับกัน  เมื่อเศรษฐกิจกำลังถดถอยและงานมีน้อย  นายจ้างก็จะอยู่ในสถานะที่ดีขึ้นในการดึงดูด (๑๔) ผู้สมัครเข้าแข่งขันทำงานที่ดีที่สุด

               Employers look for certain characteristics and (15) qualifications in their employees.  (16) Coming up with a very specific (17) profile that fits the company culture and the specific job requirements is a difficult job.  Employers want to see a (18) well-rounded candidate and someone who has related work experience.  They are (19) willing to offer a salary that is (20) commensurate with that experience.  Employers will make (21) hiring and salary (22) determinations based on the information candidates (23) submit throughout the application and interview process.

(คำแปล)        นายจ้างมองหาคุณลักษณะและ (๑๕) คุณสมบัติบางอย่างในลูกจ้าง (พนักงาน) ของตน  (๑๖) การพิจารณา (๑๗) ประวัติโดยย่อของบุคคลในแบบเฉพาะเจาะจง  ซึ่งเหมาะสมกับวัฒนธรรมของบริษัทและข้อกำหนดของงานในแบบเฉพาะ  เป็นงานที่ยาก  นายจ้างต้องการเห็นผู้สมัครเข้าแข่งขันทำงานที่ (๑๘) เก่งรอบด้าน  และผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้  พวกเขา (นายจ้าง) (๑๙) เต็มใจที่จะเสนอเงินเดือนซึ่ง (๒๐) ได้สัดส่วนกับประสบการณ์นั้น  โดยนายจ้างจะทำการ (๒๑) ว่าจ้างงานและ (๒๒) การกำหนดเงินเดือนที่มีพื้นฐานอยู่บนข้อมูลที่ผู้สมัครเข้าแข่งขันทำงาน (๒๓) เสนอให้ (บริษัท) พิจารณา  ตลอด (ระยะเวลาของ) กระบวนการสมัครงานและสัมภาษณ์

 

Choose the word the best completes the sentence.

(จงเลือกคำที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์ที่สุด)

1. Your resume shows you have __________ a great deal in your last position.

    (ประวัติโดยย่อของคุณแสดงว่าคุณได้ __________  อย่างมากมายในตำแหน่งงานสุดท้ายของคุณ)

(a)  accomplish

(b)    accomplishment (ความสำเร็จ)

(c)    accomplished (ทำงานสำเร็จ, ทำงานบรรลุผล)

(d)    accomplishing

ตอบข้อ (c) เนื่องจากกริยาของประโยคย่อยอยู่ในรูป  “present perfect tense”

{subject + has (have) + V. 3}

2. This program is used to scan resume and search for key words that _________.

     (โปรแกรมนี้ถูกใช้เพื่อตรวจประวัติย่อของบุคคล (ผู้สมัครงาน)  และค้นหาคำหลักซึ่ง __________ )

     (a) match (เข้าคู่กัน, ไปด้วยกันได้, เหมาะสมกัน)

     (b) matched

     (c) matching

     (d) will match

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากเป็นคำกริยาของประโยคย่อย (that match)  โดย  “that” ขยาย “(key) words”  ซึ่งเป็นพหูพจน์  ดังนั้น  กริยา “match” จึงไม่ต้องเติม “es”  และต้องอยู่ในรูป “present simple tense”  ด้วย  เพื่อให้สอดคล้องกับ tense”  ในประโยคใหญ่

3.  It is illegal to _________ candidates based on gender or ethnicity.

(มันผิดกฎหมาย  ที่จะ __________ ผู้สมัครเพื่อแข่งขันเข้าทำงาน  โดยดูจากเพศและชาติพันธุ์ – มากกว่าที่จะดูจากความสามารถหรือประสบการณ์)

    (a)   profile (วาดภาพ, มองภาพ, บรรยายประวัติโดยย่อของบุคคล, ลักษณะต่างๆ, ประวัติย่อของบุคคล)

    (b) profiling

    (c) profiled

    (d) will profile

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “profile” ในที่นี้ใช้เป็นคำกริยา  เมื่อตามหลัง “to”  จึงต้องเป็น “กริยาช่องที่ ๑” (infinitive with to)

4. The applicants who _________ will be flown to the corporate office and interviewed there.

    (ผู้สมัครที่ __________ จะถูกพานั่งเครื่องบินไปยังสำนักงานของบริษัท  และ (ถูก) สัมภาษณ์ที่นั่น)

(a)  qualification (คุณสมบัติ, คุณวุฒิ)

(b) qualify (มีคุณสมบัติครบถ้วน)

(c)  qualifying

(d) qualifies

ตอบข้อ (b)  เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคย่อย (who qualify) และ “who”  ขยาย  “applicants” ซึ่งเป็นคำพหูพจน์  กริยา “qualify”  จึงไม่ต้องเติม “s

5. After reading the job _________, she knew she was qualified for the position.

   (หลังจากอ่าน ___________  ของงาน  เธอรู้ว่าเธอมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่ง)

(a) profile (ลักษณะต่างๆ, ประวัติโดยย่อของบุคคล)

(b) profit (กำไร)

(c)  proofs (ข้อพิสูจน์ต่างๆ)

(d) profess (ยอมรับ, แสดงตัว, อ้างตัว, นับถือ (ศาสนา), ประกาศ)

ตอบ – ข้อ (a) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

6. After ________ all his materials, he had no option but to sit back and wait for some response.

    (หลังจาก __________  เอกสารทั้งหมดของตนแล้ว  เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น  นอกจากผ่อนคลายโดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรอี (sit back) และรอคอยคำตอบ - จากบริษัท)

(a)   submitting (เสนอเพื่อพิจารณา)

(b)   submitted

(c)    submission

(d)   submit

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากหลังคำ “preposition” (After)  กริยาต้องอยู่ในรูป gerund” (V. + ing)

7. The National Recruiting Fair _________ representatives of over 150 major national corporations.

    (“งานรับสมัครงานแห่งชาติ” ________  ผู้แทนของกว่า ๑๕๐ บริษัทใหญ่ๆระดับชาติ)

(a)   bring together

(b)  brings together (นำมารวมไว้ในที่เดียวกัน)

(c)   was brought together

(d)  to bring together

ตอบข้อ (b)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ “The National Recruiting Fair”  ซึ่งเป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเติม “sและประธานเป็นผู้ทำกริยาเองด้วย (active voice) จึงไม่เลือกข้อ  (c)

8. Applicants are advised to bring 3 copies of a current resume that lists education, job experience, and professional __________when they come to the company for an interview.

    (ผู้สมัครได้รับการแนะนำให้นำประวัติย่อ (การทำงานและการศึกษา) ปัจจุบันมาด้วย จำนวน ๓ ชุด  ซึ่งระบุการศึกษา  ประสบการณ์ทำงาน  และความสำเร็จด้านอาชีพ  เมื่อพวกเขา (จะ) เดินทางมาบริษัทเพื่อการสัมภาษณ์)

(a)   accomplishes

(b)  accomplished

(c)   accomplishing

(d)  accomplishments (ความสำเร็จ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องเป็นคำนาม  เหมือน “education” และ “job experience

9. Job search is normally__________, and one has to make call after call and send out resume after resume.

    (การค้นหางาน  โดยปกติแล้ว  __________ และบุคคล (ผู้ค้นฯ) จำเป็นต้องโทรศัพท์แล้วโทรศัพท์อีก (เพื่อติดต่อเรื่องงาน) และส่งประวัติย่อของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า – เพื่อให้บริษัทพิจารณา)

(a) time-consuming (ยาวนาน, กินเวลามาก)

(b) submitting (เสนอเพื่อพิจารณา)

(c)  recruiting (คัดเลือกหรือรับพนักงานใหม่)

(d) profiling (บรรยายประวัติย่อของบุคคล, วาดภาพ, มองภาพ)

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC