หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 11)

Investment (การลงทุน)

1.  aggressive (a) – ที่เป็นการแข่งขัน, ซึ่งยืนยัน-แน่วแน่. รุกราน, ก้าวร้าว

2. attitude (n) – ทัศนคติ

3. commit (v) – มอบ, มอบให้แก่, มอบหมาย (หน้าที่, ความไว้วางใจ), ผูกมัด,  ให้คำมั่น, กระทำ, ทำผิด

4. conservative (a) – อนุรักษ์, ระมัดระวัง, ระงับยับยั้ง

5.  fund (n) – เงินทุน, กองทุน, เงินสะสม, เงินฝาก, พันธบัตรเงินกู้รัฐบาล, องค์กรที่บริหารด้านการเงิน

6.  invest (v) – ลงทุนในธุรกิจหรือโครงการ, ใช้ความพยายามในเรื่อง........

7.  long-term (a) – ในระยะยาว

8.  portfolio (n) – รายการการลงทุน

9.  pull out (v) ถอน, ถอนตัวออกมา, ยุติการมีส่วนร่วม

10. resource (n) – ทรัพยากร, ทรัพย์สมบัติ, สิ่งมีค่า

11. return (n – v) – ผลตอบแทน (จากการลงทุน), การกลับมา, กลับมา, กลับคืน, ส่งกลับคืน

12. wisely (adv.) – อย่างฉลาด, อย่างรอบรู้

13. weather (v – n) – ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ, ทนทานต่อ, อากาศ

14. ups and downs (n) – การขึ้นๆลงๆ, สิ่งทั้งดีและเลว, ทั้งสำเร็จและล้มเหลว

15. comment (v – n) – แสดงความคิดเห็น, การแสดงความคิดเห็น, ข้อคิดเห็น

ตัวอย่างการใช้คำในประโยค

1.  Some people are risk takers and prefer to invest aggressively.

    (คนบางคนเป็นนักเสี่ยงและชอบที่จะลงทุนแบบดุเดือด (แบบแข่งขันคือยอมเสี่ยงแบบไม่กลัวเรื่องขาดทุน)

2.  Each investor should assess his or her own attitude toward investment.

    (นักลงทุนแต่ละคนควรประเมินทัศนคติของเขาหรือเธอที่มีต่อการลงทุน)

3.  It is a good idea to commit a certain percentage of your income to investments.

    (เป็นความคิดที่ดีที่จะมอบเงินบางส่วนของรายได้ของคุณให้กับการลงทุน – คือเอาเงินรายได้บางส่วนไปลงทุน)

4. Generally, older people should be more conservative in their investing than younger people.

     (โดยทั่วไป  ผู้มีอายุมากขึ้นควรระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุนของพวกตน  มากกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า)

5. If you have extra funds, talk to your stockbroker about the best place to put them.

     (ถ้าคุณมีเงินทุนพิเศษ จงคุยกับโบร๊คเก้อหุ้นของคุณ เกี่ยวกับสถานที่ที่ดีที่สุดที่จะนำมัน (เงินทุน) ไปลงทุน)

6. The chief financial officer invested in the stock at a very good time.

      (หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการเงินลงทุนในหุ้นในช่วงเวลาที่ดีมาก)

7. Long-term investments are not really affected by the daily ups and downs of the stock market.

     (การลงทุนในระยะยาวมิได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงโดยการขึ้นๆลงๆ ของตลาดหุ้น)

8. Investors are advised to have diverse portfolios.

     (นักลงทุนได้รับคำแนะนำให้มีรายการการลงทุนที่หลากหลาย)

9. A lot of people pulled out their money when it became clear that the bank was in trouble.

    (คนจำนวนมากถอนเงินของตนออกมา  เมื่อมันเป็นที่ชัดเจนว่าธนาคาร (ที่รับฝากเงิน) มีปัญหา)

10. The company’s most valuable resource was its staff.

     (ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของบริษัทคือพนักงานของบริษัท)       

11. Some investors are satisfied with a 15 percent return, while others want to see a much larger return.

       (นักลงทุนบางคนพอใจกับผลตอบแทน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในขณะที่คนอื่นๆต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่านั้นมาก)

12. If we invest wisely, we will be able to retire early.      

       (ถ้าเราลงทุนอย่างฉลาด เราจะสามารถเกษียณก่อนเวลาได้)

13. Anyone who weathers the first four years seems to be all right.   

      (ใครก็ตามที่ทนทาน (ฝ่าฟันไปได้) สี่ปีแรกได้  ดูเหมือนว่าจะไปได้ดี)

14. Talks ended after a day of ups and downs at the bargaining table. 

         (การสนทนาสิ้นสุดลงหลังจากทั้งความสำเร็จและล้มเหลว ของการพูดคุยทั้งวันที่โต๊ะเจรจา)

15. Both of the girls commented on Peter’s smartness.

       (เด็กหญิงทั้งสองคนแสดงความคิดเห็นเรื่องความฉลาดของปีเตอร์)

 

Fill the words in the box in the blanks in the paragraph.

(จงเติมคำที่อยู่ในตารางลงในช่องว่างในพารากราฟ)

aggressive             conservative                long-term              resources

attitude                    fund                                 portfolio                return

committed              invest                             pull out                   wise

weather                   ups and downs            commented

          Investment is a common, everyday occurrence.  Companies (1) invest time and money in finding and training their employees.  Employees invest in their own training and education.  Financial investment takes place at a corporate level and at an individual level.  Whether an individual or a company, a decision must be made on the percentage of (2) resources to have invested and the percentage to have in cash.

(คำแปล)     การลงทุนเป็นเหตุการณ์ธรรมดาสามัญและประจำวัน บริษัท (๑) ลงทุน (invest) เวลาและเงินในการหาและฝึกอบรมพนักงานของตน  ส่วนพนักงานลงทุนในด้านการฝึกอบรมและการศึกษาของตนเอง  อนึ่ง การลงทุนทางการเงินเกิดขึ้นในระดับบริษัทและระดับบุคคล  แต่ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคลหรือบริษัท  ก็จะต้องมีการตัดสินใจในเรื่องจำนวนร้อยละของ (๒) ทรัพยากร (resources) ที่จะนำไปลงทุน และจำนวนร้อยละที่เป็นเงินสด (ที่จะนำไปลงทุน)

          To avoid making stupid decisions, many people use financial advisors.  Financial advisors help individuals and corporations make (3) wise investment decisions.  What kind of portfolio should be maintained?  What should be in this (4) portfolio?  At what point should an investor pull back or (5) pull out of the market?  What kind of (6) return should the investor realistically expect?  How much risk can an investor take (both emotionally and financially)?  Investors who are (7) committed for the (8) long-term can more easily (9) weather the (10) ups and downs of a market.  As one analyst (11) commented, “If you’re staying awake at night thinking about the stock market, you probably have too much invested.”

(คำแปล)         เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่โง่เขลา  คนจำนวนมากใช้ที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษาทางการเงินช่วยปัจเจกบุคคลและบริษัททำการตัดสินใจการลงทุนที่ (๓) ฉลาด (wise) เช่น รายการลงทุนชนิดใดบ้างที่ควรเก็บเอาไว้ อะไรบ้างที่ควรอยู่ใน (๔) รายการลงทุน (portfolio) นี้ ณ จุดใดที่นักลงทุนควรจะถอยหรือ (๕) ถอนตัวออกมา (pull out) จากตลาด (๖) ผลตอบแทน (return) ชนิดใดที่นักลงทุนควรคาดหวังอย่างสมจริงสมจัง (คือมิได้คิดเพ้อฝัน) และความเสี่ยงเท่าใดที่นักลงทุนสามารถรับได้ (ทั้งทางด้านอารมณ์และด้านการเงิน)  อนึ่ง นักลงทุนผู้ซึ่ง (๗) ผูกมัด (committed) กับการลงทุน (๘) ระยะยาว (long-term) จะสามารถ (๙) ทนทานต่อ (weather) (๑๐) สภาวะการขึ้นๆลงๆ (ups and downs) ของตลาดได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ ตามที่นักวิเคราะห์คนหนึ่งได้ (๑๑) แสดงความคิดเห็น (commented) ไว้ว่า “ถ้าคุณตื่นอยู่ในเวลากลางคืนโดยคิดเกี่ยวกับตลาดหุ้น บางทีคุณอาจจะได้ลงทุนมากเกินไปแล้ว” (คือดูจากการทุ่มเทคิดถึงเรื่องหุ้นโดยไม่ยอมหลับนอน)

          Many employees have retirement plans at work.  They decide what level of (12) contribution to make to a certain (13) fund.  These decisions and large company decisions depend to a large degree on (14) attitude.  Is the decision maker (15) conservative or (16) aggressive?  That attitude often depends on the age of the investor or on the stage and the needs of the business.

(คำแปล)       พนักงานจำนวนมากมีแผนเกษียณอายุที่กำลังดำเนินการอยู่  พวกเขาตัดสินใจว่าจะส่ง (๑๒) เงินสมทบ (contribution) ในระดับใดต่อ (๑๓) กองทุน (fund) บางอย่าง  การตัดสินใจเหล่านี้และการตัดสินใจของบริษัทขนาดใหญ่  ส่วนมากขึ้นอยู่กับ(๑๔) ทัศนคติ (attitude)  กล่าวคือ ผู้ตัดสินใจ (๑๕) รอบคอบ-ระมัดระวัง (conservative) หรือ (๑๖) เป็นฝ่ายรุก (แข่งขัน-เอาจริงเอาจัง) (aggressive) (ในการตัดสินใจลงทุน)  ทั้งนี้ ทัศนคตินั้นมักจะขึ้นอยู่กับอายุของนักลงทุน หรือกับขั้นตอน (อายุ) และความต้องการของธุรกิจ

 

Choose the word that best completes the sentence.

(จงเลือกคำซึ่งเติมประโยคได้สมบูรณ์ที่สุด)

1. The stockbroker recommended investing some money more _______. (นายหน้าหุ้นแนะนำการลงทุนเงิน __________มากยิ่งขึ้น)

     (a)  aggressive (ดุเดือด, เชิงรุก, เชิงแข่งขัน, ก้าวร้าว)

     (b) aggression (ความดุเดือด, การรุกราน, ความก้าวร้าว)

     (c)  aggressively (อย่างดุเดือด, ในเชิงรุก, ในแบบแข่งขัน, อย่างก้าวร้าว)

     (d) aggressor (ผู้รุกราน, ผู้ก้าวร้าว)

หมายเหตุขยายคำกริยา (investing)  จึงต้องใช้คำกริยาวิเศษณ์ (aggressively)

2. All employees are encouraged to ____________ a percentage of their earnings to the retirement fund. {พนักงานทุกคนได้รับการกระตุ้นให้ ______ (เงินจำนวนหนึ่งเป็น) จำนวนร้อยละของรายได้ของพวกเขาให้กับกองทุนผู้เกษียณอายุ}

     (a)  committed

     (b)  commit (มอบ, มอบให้, ผูกมัด, มอบหมาย, ให้คำมั่น)

     (c)  commitment (การมอบ, การมอบให้, การผูกมัด, การมอบหมาย, การให้คำมั่น)

     (d) committing

หมายเหตุหลัง “to” ต้องเป็นกริยาช่องที่ ๑

3. Because he had made such ______________ investments, he lost very little money when the stock market went down. (เพราะว่าเขาได้ทำการลงทุนที่ ___________ มาก  เขาจึงสูญเสียเงินน้อยมากเมื่อตลาดหุ้นราคาตก)

     (a) conservative (ระมัดระวัง, ระงับยับยั้ง, อนุรักษ์)

     (b) conserved (ที่อนุรักษ์หรือสงวนเอาไว้)

     (c)  conservatively (อย่างระมัดระวัง, อย่างระงับยับยั้ง, อย่างอนุรักษ์)

     (d) conserve (อนุรักษ์, สงวน, เก็บรักษาไว้)

หมายเหตุเนื่องจากขยายคำนาม (investments) จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

 (conservative)

4. After months of study and research, the ____________ decided to put his money into new facilities and materials. (ภายหลังการศึกษาและวิจัยหลายเดือน __________ตัดสินใจลงทุนเงินของเขาในอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และวัสดุใหม่ๆ)

     (a) investor (นักลงทุน)

     (b) investment (การลงทุน)

     (c)  investing

    (d) invested (ลงทุน)

หมายเหตุเนื่องจากเป็นประธานของประโยค  “the …………..decided to ……………..materials.” หรือประธานของคำกริยา “decided” จึงต้องเป็นคำนาม และต้องเป็นบุคคลด้วย เพราะ “ตัดสินใจส่วน“After………… ……..research,” เป็นเพียงวลีขยายประธาน แต่นำมาขึ้นหน้าประโยค

5. A good financial analyst will advise investors on strategies that will generate higher _____________. (นักวิเคราะห์ทางการเงินที่ดีจะแนะนำนักลงทุนในเรื่องยุทธศาสตร์ซึ่งจะก่อให้เกิด __________ ที่สูงขึ้น)

     (a)  returned (กลับมา, นำกลับมา)

     (b) returning

     (c)  returns (ผลตอบแทน)

     (d) returnable (ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้)

หมายเหตุ – เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

6. Is it ___________ to consider funding a new project when we haven’t even seen the returns from the last one? (มัน _________ หรือไม่ที่จะพิจารณาสนับสนุนการเงินแก่โครงการใหม่  เมื่อเรายังมิเคยได้เห็นผลตอบแทนจากโครงการที่แล้วเลย)

     (a)  wisdom (ความฉลาด)

     (b) wisest (ฉลาดที่สุด)

     (c)  wisely (อย่างฉลาด)

     (d) wise (ฉลาด)

หมายเหตุเนื่องจากใช้กับ “verb to be” (Is it ………..) จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

wiseสำหรับตัวอย่างอื่นๆ เช่น

    - It is necessary to …………..

   - It is important to ………….

   - It is difficult to ………….

   - It is possible to………..

   - It is good to………..

7. A good investment advisor becomes familiar with his clients’ ________ toward investing and gives advice accordingly.  (ที่ปรึกษาการลงทุนที่ดีจะคุ้นเคยกับ ___________ของลูกค้าของตนที่มีต่อการลงทุน  และให้คำแนะนำที่สอดคล้องกัน – กับทัศนคตินั้น)

      (a)  funds (เงินทุน, กองทุน)

      (b) returns (ผลตอบแทน, ผลกำไร)

      (c)  resources (ทรัพยากร, สิ่งมีค่า)

      (d)   attitudes (ทัศนคติ)

หมายเหตุ – เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

8. An investment advisor makes different recommendations between conservative investors and those who prefer to invest more _________. (ที่ปรึกษาการลงทุนให้คำแนะนำที่แตกต่างกันระหว่างนักลงทุนที่มีความระมัดระวัง และผู้ที่ชอบที่จะลงทุน ___________  มากยิ่งขึ้น)

     (a)  aggressor (ผู้ก้าวร้าว, ผู้รุกราน)

     (b) aggression (การก้าวร้าว, การรุกราน)

     (c)  aggressive (ชึ่งแข่งขัน, แบบได้เสีย, ดุเดือด, ก้าวร้าว, รุกราน)

    (d) aggressively (อย่างแข่งขันกัน, อย่างได้เสีย, อย่างดุเดือด, อย่างก้าวร้าว)

หมายเหตุ – เนื่องจากขยายคำกริยา “invest” จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์

aggressively

9. The best way to create a strong investment ____________ is to work  with a professional investment advisor. (วิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้าง________ (ของการลงทุน) ที่เข้มแข็ง คือการทำงานร่วมกับที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ)

     (a)  porter (คนแบกของตามสถานีรถไฟ)

     (b)   portage (การขนย้าย, การขนส่ง, ค่าขนย้าย, ค่าขนส่ง)  

     (c)  portfolio (รายการการลงทุน)

     (d) portrait {ภาพคน (แบบครึ่งตัว)}

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 10)

Part V : Complete Sentences

(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

1.  The board of directors will meet _____________ September 12.  (คณะกรรมการบอร์ดจะประชุม ____________ วันที่ ๑๒ กันยายน)

    (a) for

    (b) to

    (c) on

    (d) in

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเมื่อมีเดือนกับวันที่ ให้ถือวันที่เป็นหลัก จึงต้องใช้ preposition”  “onแต่ถ้ามี “เดือน” เพียงอย่างเดียว ให้ใช้   preposition “in”

{ดูรายละเอียดการใช้ “on” เพิ่มเติม ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๒๕}

2.  The professor got his assistant ____________ part of the student orientation. (ท่านศาสตราจารย์ใช้ให้ผู้ช่วยของตน ____________ ส่วนหนึ่งของการปฐมนิเทศนักเรียน)

    (a) conducting

    (b) to conduct (ดำเนินการ, กระทำการ, ประพฤติตัว)

    (c) conducted

    (d) conducts

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากหลักไวยากรณ์ของ ใครใช้ให้ใครทำอะไร นั้น คำว่า “ใช้ในภาษาอังกฤษมี “have”  กับ “get” แต่มีรูปแบบการใช้ในประโยคแตกต่างกันดังนี้ คือ

1. subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb “do”)

2. subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb “do”)

       ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

       อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป “passive voice” คือ “ใครใช้ให้อะไรถูกกระทำ (โดยใคร)”  ทั้ง “have”  และ “get”  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

3.  Marketing costs are ___________ the department predicted.  (ค่าใช้จ่ายการตลาด ____________ แผนกได้คาดการณ์เอาไว้)

    (a) higher than (สูงกว่า)

    (b) high as

    (c) highest (สูงสุด)

    (d) highest than

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด คือ “.........สูงกว่าที่แผนกได้คาดการณ์..............”   แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า “ค่าใช้จ่ายสูงพอๆกับที่แผนกคาดการณ์ไว้”  จะต้องใช้  “as high as

4.  Most cruise passengers will board the ship ____________ 4:00 and 5:00.  (ผู้โดยสารเรือท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะขึ้นเรือ _____________ ๔ โมง และ ๕ โมง)

    (a) at

    (b) until

    (c) between (ระหว่าง)

    (d) with

หมายเหตุ - ตอบข้อ (c) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด คือ “ระหว่างและ ๕ โมง” แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า ขึ้นเรือเวลา ๔ โมง จะใช้ “……..board the ship at 4:00”

5.  The clerk ____________ the computer manual from the secretary. (เสมียน ____________ คู่มือคอมพิวเตอร์จากเลขานุการ)

     (a) lent (ให้ยืม)

     (b) to loan (ให้ยืม, ให้กู้)

     (c) loaned (ให้ยืม, ให้กู้ – ในอดีต)

     (d) borrowed (ขอยืม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  “......... ขอยืมจากเลขาฯ”

6.  The bookcase is _____________ the door. (ตู้ – หรือชั้น – สำหรับใส่หนังสืออยู่ ____________ ประตู)

     (a) among (ระหว่างหรือในบรรดาคนหรือสิ่งของมากกว่า ๒ ขึ้นไป)

     (b) beside (ข้างๆ)

     (c) between (ระหว่าง)

     (d) across (ข้าม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

7.  The name of our company symbolizes tradition ____________ experience. (ชื่อของบริษัทของเราเป็นสัญลักษณ์ของจารีตประเพณี ___________ ประสบการณ์)

    (a) nor (ไม่...... เช่นเดียวกัน)

    (b) but (แต่)

    (c) or (หรือ, มิฉะนั้น)

    (d) and (และ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

8.  ____________ the seminar, the audience had trouble hearing the speaker. ( _____ การสัมมนา  ผู้ฟังประสบปัญหาการได้ยินผู้พูดพูด – คือเสียงค่อยเกินไป หรือ ไมโครโฟนหอน ฯลฯ)

    (a) Since (ตั้งแต่, เพราะว่า)

    (b) During (ในระหว่าง)

    (c) Although (ถึงแม้ว่า)

    (d) While (ในขณะที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด และถูกหลักไวยากรณ์ สำหรับ “while” ต้องตามด้วย “clause” (while + subject + is (am, are, was, were) + verb + ing) เช่น

      - While he was working in his office, the telephone rang.

        (ในขณะที่เขากำลังทำงานในออฟฟิศ  โทรศัพท์ดังขึ้น)

      - While she was reading, her mother was cooking. (= Her mother was

         cooking while she was reading.)

         (ในขณะที่เธอกำลังอ่านหนังสือ  แม่ของเธอกำลังปรุงอาหาร)

      - There was a loud noise while we were sleeping last night.

         (มีเสียงดังลั่นในขณะที่เรากำลังนอนหลับเมื่อคืนนี้)

9. The personnel director screened the job applicants ____________ arranging interviews. (ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลคัดเลือกผู้สมัครงาน ___________ เตรียมการ (จัดการ) สัมภาษณ์)

     (a)  since (ตั้งแต่, เพราะว่า

     (b) because (เพราะว่า)

     (c)  before (ก่อน)

     (d) until (จนกระทั่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด คือ “สกรีนผู้สมัครไว้รอบหนึ่งก่อน  ก่อนจัดการสัมภาษณ์”

10.  Meetings are scheduled ____________ in the first-floor auditorium. (การประชุมถูกกำหนด(จัดเวลา) ____________ ในห้องประชุมชั้นล่าง)

    (a) sometimes (บางครั้ง, บางโอกาส)

    (b) rarely (ไม่บ่อย, แทบจะไม่)

    (c) always (เป็นประจำ, สม่ำเสมอ)

    (d) every month (ทุกเดือน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นข้อเดียวที่วาง “adverb of frequency”  ไว้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ สำหรับข้อ (a) – (c)  จะต้องวางคำดังนี้ คือ “are sometimes (rarely, always) scheduled in the first-floor……..”  สำหรับหลักการวาง “adverb of frequency” {always, never, rarely, scarcely (ไม่บ่อย), hardly (ไม่บ่อย), sometimes, seldom (ไม่บ่อย), occasionally (เป็นบางโอกาส), generally (โดยปกติ), frequently (บ่อยๆ),  normally (เป็นประจำ), steadily (สม่ำเสมอ), constantly (สม่ำเสมอ)}  ไว้ในประโยค มีดังนี้

๑.    วางไว้หน้าคำกริยาทั่วๆไป เช่น

-         She always goes to work on time.

(เธอไปทำงานทันเวลาเสมอ)

-         We never play sports because we don’t have time.

(เราไม่เคยเล่นกีฬาเพราะเราไม่มีเวลา)

-         They seldom go shopping at weekends.

(พวกเขาไปช้อปปิ้งสุดสัปดาห์ไม่บ่อยนัก)

-         I generally get up early in the morning.

(ผมตามปกติตื่นแต่เช้า)

-         He frequently played football when he was young.

(เขาเล่นฟุตบอลบ่อยๆตอนเป็นเด็ก)

๒. วางไว้ข้างหลัง “verb to be” (is, am, are, was, were)

      -   She is never late for class.

          (เขาไม่เคยมาเรียนสาย)

     -   They were hardly careful for their work.

          (พวกเขาไม่ค่อยจะระมัดระวังเรื่องงาน)

     -    We are always hopeful for the future.

           (เรามีความหวังเสมอสำหรับอนาคต)

     -    She is seldom available for an interview.

            (เธอแทบจะหาตัวไม่ได้สำหรับการสัมภาษณ์)

๓. ในกรณีมีคำกริยาติดกัน ๒ ตัว ให้วาง “adverb of frequency” ไว้ระหว่างกริยา ๒ ตัวนั้น   ดังนี้

-         She has never visited her ill parents.

(เธอไม่เคยไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ป่วยเลย)

-         He has always adored her charm.

(เขาหลงใหล-ชื่นชมความงามของเธอเสมอ)

-         We will never give up our hope.

(เราจะไม่มีวันสิ้นหวัง)

-         They are generally ignored in society.

(พวกเขาโดยปกติถูกมองข้ามในสังคม)

-         You should frequently make contact with your old friends.

(คุณควรติดต่อกับเพื่อนเก่าบ่อยๆ)

11.  A good waiter ____________ to explain the menu.  (พนักงานเสิร์ฟที่ดี ___________ ที่จะอธิบายเมนูอาหาร – ให้ลูกค้าทราบ)

      (a) never too busy is

      (b) is never too busy (ไม่เคยมีงานยุ่งมากเกินไป) (คือต้องหาเวลาให้ได้เสมอ)

      (c) is too busy never

      (d) being never too busy

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) (ดูคำอธิบายการวางตำแหน่ง “adverb of frequency”  ในข้อ ๑๐)

12. Ms. Brandon is ____________ an accountant when totaling the receipts. (มิสแบรนดัน ____________ นักบัญชีเมื่อเธอบวกตัวเลขในใบเสร็จรับเงิน)

      (a) as careful

      (b) careful as

      (c) as careful as (ระมัดระวัง-รอบคอบเท่ากันกับ)

      (d) careful than

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะเป็นข้อเดียวที่ถูกหลักไวยากรณ์

13. The President was giving his speech when the microphone _____.  (ท่านประธานาธิบดีกำลังกล่าวสุนทรพจน์เมื่อไมโครโฟน ______ )

      (a) fails

      (b) had failed

      (c) failed (ขัดข้อง)

      (d) is failing             

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต โดยดูจาก “was giving”  สำหรับข้อ  (b) เป็น  “past perfect”  ซึ่งมักใช้คู่กับ “past simple”  (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ในหมวดข้อ สอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑๖)

14. All travel arrangements must be completed ____________ June 15. (การเตรียมการเดินทางทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จ ____________ วันที่ ๑๕ มิถุนายน)

      (a) with

      (b) in

      (c) for

      (d) by (ภายใน, ประมาณ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากถูกหลักไวยากรณ์ ไม่เช่นนั้นต้องตอบ “on”  เนื่องจากถือ วันที่ ๑๕” เป็นสำคัญ

 15. Mrs. Lucy had her maid ____________ the bed so that she could sleep in it. (มิสลูซี่ให้สาวใช้ ____________ เตียงนอน เพื่อที่ว่าเธอจะได้นอนบนเตียงนั้น)

      (a) make (จัดหรือปู) (หมายถึงเตรียมจัดเตียงเพื่อให้คนนอน)

      (b) made

      (c) making

      (d) makes

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในข้อ ๒)

16. The technicians in the research division ______________ the process confidential. (พวกช่างในแผนกวิจัย _____________ ขบวนการ(ผลิต)เป็นเรื่องลับ)

     (a)  is keeping

     (b) are keeping (กำลังเก็บรักษา)

     (c)  has kept

     (d) to keep

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานของประโยคเป็นพหูพจน์ (technicians) สำหรับข้อ  (a) และ (c) ต้องใช้กับประธานเอกพจน์

17. This year the annual meeting takes place ______________ Seattle.  (ปีนี้  การประชุมประจำปีจัดขึ้น(เกิดขึ้น) ____________ เมืองซีแอ็ตเติ้ล)

       (a) on

       (b) for

       (c) in (ใน)

       (d) by

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจาก เมือง” และ “ประเทศ” ต้องใช้ “preposition” “in

สำหรับวลีที่ต้องใช้กับ  preposition “in” มีดังนี้ “interested in” (สนใจใน), “qualified in” (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in” (อ่อนในเรื่อง), “deficient in” (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in” (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in” (ประสบความสำเร็จ), “disappointed in” (ผิดหวัง), “in a box” (ในกล่อง), “in a pocket” (ในกระเป๋า), “sit in an armchair” (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed” (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath” (ในอ่างน้ำ), “in her hand” (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area” (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air” (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of” (ในทิศทางของ), “in a restaurant” (ในภัตตาคาร), “in the bathroom” (ในห้อง น้ำ), “in school” (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen” (ในครัว), “in the shop window” (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror” (ในกระจก), “in a lake” (ในทะเลสาบ), “in black suit” (ในชุดดำ), “in the water” (ในน้ำ), “write in ink” (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter” (ในบทที่ ๑), “in the film” (ในภาพยนตร์), “wait in the queue” (รออยู่ในแถว), “be in a play” (ร่วมแสดงละคร), “in April” (ในเดือนเมษายน), “in 2016” (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)” (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)” (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime” (ในระหว่างนั้น), “in two months” (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence” (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident” (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes” (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature” (ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation” (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos” (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others” (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun” (ท่ามกลางแสงอาทิตย์) “in the dark” (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice” (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock” (อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits” (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper” (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech” (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain” (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise” (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to” (ในความพยายามที่จะ), “in response to” (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to” (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in” (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in” (สนใจใน), “a course in Chinese” (คอร์สภาษาอังกฤษ), “an expert in” (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business” (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music” (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age” (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties” (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion” (ในความเห็นของผม), “in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds” (รับคนงานเป็นร้อยๆ), “in my experience” (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes” (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian” (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing” (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty” (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$ 100,000 in cash” (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”(ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage” (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length” (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two” (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size” (มีขนาดเล็กลง), “join in” (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success” (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet” (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg” (ถูกยิงที่ขา), “in fashion” (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death” (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in” (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place” (ในประการแรก) (แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก) เป็นต้น

18. Every morning, a member of the kitchen staff turns on the ovens and  ________ the coffee. (ทุกเช้า  สมาชิกคนหนึ่งของคนงานในครัวจะเปิด (สวิทช์) เตาอบและ ___________ กาแฟ)

     (a)  brewed

     (b) has brewed

     (c)  brewing

     (d) brews (ชง, ต้มกลั่นเบียร์-เหล้า, ก่อหวอด, ตั้งเค้า, ทำให้เกิด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการบอกเหตุการณ์ในปัจจุบัน (ทุกเช้า) จึงใช้ “present simple tense” และเมื่อประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (a member)  กริยาจึงเติม “s”  นอกจากนี้ ข้อนี้ไม่มีใจความใดที่บ่งชี้อดีต จึงไม่เลือกข้อ (a)

19. The ticket holders may be ______________ about the change in date.  (ผู้ที่ถือตั๋วอาจจะ ____________  เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวันที่ – ของการแข่งขัน)

      (a) confusing (น่างง, น่าสับสน)

      (b) confuses

      (c) confused (มีความรู้สึกงุนงงหรือสับสน)

      (d) confuse (ทำให้งง, สับสน หรือโกลาหล)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) (ดูรายละเอียดคำกริยาประเภทเดียวกับ “confuse”  (ทำให้งงหรือสับสน) ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

20. We will not send the payment _______________ the invoice is corrected. (เราจะไม่ส่งเงินจำนวนที่ต้องชำระไปให้ ____________ ใบเรียกเก็บค่าสินค้าได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง)

       (a) because (เพราะว่า)

       (b) until (จนกระทั่ง)

       (c) since (เพราะว่า, ตั้งแต่)

       (d) when (เมื่อ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เพราะได้ใจความดีที่สุด (ไม่ส่งเงินไปให้ จนกระทั่งใบเรียกเก็บค่าสินค้าได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง)

21. There is not much agriculture in this area because the ______  yearly rainfall is so low. (ไม่มีการทำเกษตรกรรมมากนักในพื้นที่นี้ เพราะว่าปริมาณฝนตกรายปี ___________ ต่ำมาก)

     (a)  available (ที่หาได้, ที่มี, เท่าที่หาได้)

     (b) avaricious (โลภ)

     (c)  avenging (ที่เป็นการแก้แค้น)

     (d) average (เฉลี่ย, โดยเฉลี่ย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

22. If there _______________ some restaurants near the hotel, we would not  have to spend time and money on taxis. (ถ้ามี ___________ ภัตตาคารใกล้โรงแรมอยู่บ้าง เราคงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและเงินค่ารถแท็กซี่ – นั่งรถไปกินไกลๆ)

      (a)  was

      (b) were 

      (c)  will

      (d) would be

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะเป็น “if clause”  แบบที่ ๒ (present unreal – เหตุการณ์ไม่เป็นจริงหรือเกิดได้ยากในปัจจุบัน) สำหรับข้อนี้ เหตุการณ์ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  กล่าวคือภัตตาคารอยู่ไกลจากโรงแรม เราจึงจำเป็นต้องนั่งรถไปกินไกล ทำให้เสียทั้งเงินและเวลา (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ “if clause” ประเภทนี้ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๒)

23. Our service technicians receive _______________ training available.  (นายช่างให้บริการของเราได้รับการฝึกอบรม ___________ เท่าที่จะหาหรือมีได้)

      (a) as good

      (b) better

      (c) best

      (d) the best (ที่ดีที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากข้อนี้เป็นวลีที่ใช้กันบ่อยและต้องจำ คือ “the best available” (= the best person or thing available)  (ดีที่สุดที่มีอยู่ หรือที่สามารถหาได้) ดังนั้น จึงต้องจดจำไว้ใช้

24. Our representative will meet you ______________ London.  (ผู้แทนของเราจะพบคุณ ____________ ลอนดอน)

      (a) to

      (b) for

      (c) in (ใน)

      (d) on

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องใช้ preposition “in”  กับเมือง “ลอนดอน” (ดูรายละเอียดการใช้ “in” ในข้อ ๑๗ ของข้อสอบชุดนี้)

25. _______________ we were late, we could not enter the conference hall.  ( ____________ เราไปสาย  เราจึงไม่สามารถเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ได้)

      (a) Although (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

      (b) Because (เพราะว่า)

      (c) Therefore (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

      (d) However (อย่างไรก็ตาม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะใจความของประโยคเป็นเหตุเป็นผลกัน  (เพราะไปสาย จึงเข้าห้องประชุมไม่ได้)

26. A firm will not ______________ if its employees are unhappy.  (บริษัทจะไม่ ____________  ถ้าพนักงานของบริษัทไม่มีความสุข)

      (a) prosper (เจริญรุ่งเรือง – เป็นคำกริยา)

      (b) prosperous (ซึ่งเจริญรุ่งเรือง – เป็นคำคุณศัพท์)

      (c) prosperity (ความเจริญรุ่งเรือง – เป็นคำนาม)

      (d) prospering

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากหลัง “will, would, shall, should, can, could, may, might, must)   จะต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า (infinitive without to)

27. The company office is ________________ the Central World building.  (สำนักงานของบริษัทอยู่ ________________ อาคารเซ็นทรัลเวิร์ลด์)

      (a) under

      (b) on

      (c) in (ใน)

      (d) over

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  (อยู่ในอาคารหรือสถานที่) (ดูรายละเอียดการใช้ “in”  ในข้อ ๑๗)

28. Salespeople _______________ attract new clients receive a bonus.  (พนักงานขาย ______________ ดึงดูดลูกค้ารายใหม่ ได้รับโบนัส – เป็นค่าตอบแทนผลงาน)

      (a) whom

      (b) which

      (c) whose

      (d) who (ผู้ซึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากขยายคน (salespeople) และเป็นประธานของอนุประโยค (who attract new clients) จึงไม่สามารถใช้ “whom” ได้ ส่วน  ใช้ขยาย “คน” และ “สัตว์” เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น

       - The boy whose father is a teacher lives next to my house.

         (เด็กชายผู้ซึ่งพ่อของเขาเป็นครูอาศัยอยู่ในบ้านถัดจากผมไป)

      - The dog whose leg was injured was hers.

            (หมาที่ขาของมันได้รับบาดเจ็บเป็น(หมา)ของเธอ)

         (สำหรับรายละเอียดการใช้ “which” ให้ดูในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๖ ข้อ ๓๘)

29. If the smoke alarm rings, ______________ the building quickly. (ถ้าสัญญาณเตือนควันไฟดังขึ้น _______________ อาคารอย่างรวดเร็ว)

      (a) leaves

      (b) will leave

      (c) leave (จงออกไปจาก)

      (d) is leaving

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง จึงต้องใช้รูป “infinitive without to

(ดูรายละเอียดการใช้ประโยคคำสั่งและขอร้องในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๓)

30. The new instructions are ______________ the old ones. (คำสั่ง-คำสอนใหม่ _________________ อันเก่า)

      (a) difficult than

      (b) more difficult

      (c) difficult as

      (d) more difficult than (ยากกว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  แบบคำพยางค์ยาว จึงต้องใช้ “more”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (ดูรายละเอียดการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๓ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๕)

31. We missed the deadline ______________ our computer malfunctioned. (เราพลาด – ทำไม่ทัน – เส้นตาย _____________  คอมพิวเตอร์ของเราทำงานบกพร่อง)

      (a) until (จนกระทั่ง)

      (b) though (แม้ว่า)

      (c) because (เพราะว่า)

      (d) if (ถ้า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากข้อความในประโยคเป็นเหตุเป็นผลกัน (ทำงานไม่ทันเพราะคอมพิวเตอร์เสีย)

32. The price of the equipment is low, ______________ the maintenance costs can be high. (ราคาของอุปกรณ์ต่ำ _______________ ค่าบำรุงรักษาอาจจะสูง)

     (a)  and (และ)

     (b) but (แต่)

     (c)  or (หรือ)

     (d) either (คนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากข้อความในประโยคขัดแย้งกัน  (อุปกรณ์ราคาถูก แต่ค่าซ่อมบำรุงสูง)  (ดูการใช้ “and”  และ “or” ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๖ ข้อ ๑๕)

33. Pens and stationery ___________ kept in the top drawer. (ปากกาและเครื่องเขียน ________________ ถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักชั้นบน)

      (a) is

      (b) was

      (c) are  (ใช้กับประธานที่เป็นพหูพจน์ “pens and stationery”)

      (d) am

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะเป็นเพียงข้อเดียวที่ใช้กับประธานพหูพจน์ได้

34. Your room has been reserved ___________ two nights.  (ห้องของคุณถูกจองไว้ ________________ ๒ คืน)

      (a) at

      (b) by

      (c) in

      (d) for (สำหรับ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

35. We read about Mr. Thomson’s promotion ___________ the company newsletter. (เราอ่านเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งของมิสเตอร์ทอมสัน ______ จดหมายข่าวของบริษัท)

     (a)  on

     (b) of

     (c)  in (ใน)

     (d) at

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) (ดูรายละเอียดการใช้ “in” ในข้อ ๑๗ ของหมวดข้อสอบชุดนี้)

36. Mrs. Clinton’s assistant ___________ her mail while she was away.  (ผู้ช่วยของนางคลินตัน _________________ เมล์ของเธอ ขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

      (a) will answer

      (b) answered (ตอบ)

      (c) answers

      (d) answering

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต โดยดูจากข้อความในอนุประโยค while she was awayข้อความในประโยคใหญ่  (ผู้ช่วยของนางคลินตันตอบเมล์ของเธอ) จึงต้องเป็นอดีตด้วย

37. The department requires someone with ____________ in international law.  (ภาควิชาต้องการใครสักคนที่มี ______________ ในกฎหมายระหว่างประเทศ)

      (a) explanation (คำอธิบาย)

      (b) exploration (การสำรวจ)

      (c) expectancy (ความคาดหมาย, ความคาดหวัง, สิ่งที่คาดหวัง)

      (d) experience (ประสบการณ์)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  (ดูการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (superlative)  เพิ่มเติมในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๑๗)

38. Overnight mail is ___________ way to send a package. (ไปรษณีย์แบบ ๑ คืน – คือใช้เวลาเดินทางเพียงคืนเดียว – เป็นวิธีการ  ________ ในการส่งหีบห่อ)

      (a) as fast as (เร็วพอๆกัน)

      (b) the fastest (ที่เร็วที่สุด)

      (c) faster

      (d) faster than (เร็วกว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

39. Participants ___________ fly to the convention can get a group rate. (ผู้เข้าร่วม ________________ บินไปยังการประชุมสามารถได้รับอัตรา – ค่าตั๋วเครื่องบิน – ในแบบเดินทางเป็นกลุ่ม – คือได้รับส่วนลดเนื่องจากเดินทางเป็นกลุ่ม)

      (a) they

      (b) which

      (c) who (ผู้ซึ่ง)

      (d) whom

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากขยายบุคคล และเป็นประธานของประโยคย่อย (อนุประโยค) “who fly to the convention”  สำหรับ “whom” ใช้ขยายบุคคล แต่ต้องเป็น “กรรม” ของประโยคย่อย หรืออยู่หลัง “preposition”  เช่น

            - The woman whom I love is my mother.

              (ผู้หญิงที่ผมรักคือแม่ของผม)

            - The people whom she talked to were her new neighbors.

               (คนที่เธอคุยด้วยคือเพื่อนบ้านใหม่ของเธอ)

            - The person with whom she lives is her best friend.

              (บุคคลที่เธออาศัยอยู่ด้วยคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

40. The reception clerk ____________ on the telephone when the phone broke down. (เสมียนต้อนรับ ______________ ทางโทรศัพท์ เมื่อโทรศัพท์เกิดขัดข้อง)

     (a)  talked

     (b) is talking

     (c)  was talking (กำลังคุย)

     (d) would talk

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากมีเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์ คือ เสมียนกำลังคุยโทรศัพท์ (ในอดีต) ซึ่งต้องใช้รูป “past continuous” (was talking) แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดแทรกขึ้นมาในระหว่างนั้น (โทรศัพท์ขัดข้อง) ซึ่งใช้รูป “past simple tense” (broke down)

              (ดูรายละเอียดการใช้ “past continuous”  คู่กับ “past simple” ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๔ ข้อ ๑๕)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 9)

Shopping (การซื้อของ-การจับจ่าย)

Word List

1. bargain (v – n) -  ต่อรองราคา, ต่อราคา, ตกลง, การต่อรองราคา, สิ่งที่ได้มาด้วยการต่อรองราคา, สินค้าราคาถูก, สัญญาซื้อขาย

2. bear (แบ) (v) – อดทน, ทาน, ทน, แบก, รับภาระ

3. behavior (n) – พฤติกรรม

4. checkout (n) – การจ่ายเงินก่อนออกจากร้านหรือโรงแรม, การตรวจค้นหนังสือก่อนออกจากห้องสมุด

5. comfort (v – n) – ปลอบโยนให้หายกังวลใจ, ช่วยเหลือ, การปลอบโยน, คำปลอบโยน, ความอบอุ่นใจ, สิ่งปลอบใจ, ผู้ปลอบใจ, ความสะดวกสบาย

6. expand (v) – ขยาย, แผ่, ทำให้กว้างออก, เพิ่ม, คลี่ออก, ยืดออก, บาน

7. explore (v) – สำรวจ, ตรวจ, ตรวจค้น, วินิจฉัย

8. item (n) – {(สินค้า) อันหรือชิ้น, สิ่งของในรายการ, รายการในบัญชี, เรื่อง, ข้อ, ข่าว}

9. mandatory (แม้น-ดะ-ทอ-รี่) (a) – จำเป็น, ซึ่งบังคับ, ซึ่งเป็นภาระที่ต้องทำ, ซึ่งเป็นคำสั่ง

10. merchandise (เม้อร์-ชัน-ไดซ) (n) – สินค้า, วัตถุที่ซื้อขายกัน

11. strict (a) – เข้มงวด, จำกัด, เคร่งครัด, กวดขัน, แม่นยำ

12. trend (n) – แนวโน้ม, แนวโน้มเอียง, ทิศทาง, แบบสมัยนิยม

Read the following passage and write the words in the blanks below.

   bargains              checkout                 exploring               merchandise

   bear                       comfort                   items                      strictly

   behavior               expand                    mandatory            trend

   worn out               vast majority          luxury                    frivolous

   aisles                    marked down         discounted

         Some people love to shop.  Others can’t (1) bear shopping and only go when their clothes are completely (2) worn out.  No one can get away from shopping – unless you can do without eating!  Consumption and consumer (3) behavior affects everything we do.

(คำแปล)       คนบางคนชอบที่จะจับจ่ายซื้อของ (ช้อปปิ้ง)  ส่วนคนอื่นๆ (๑) ทน (bear) ไม่ได้  (ไม่ไหว) ในการจับจ่ายซื้อของ (เช่น อาจต้องแบกถือของหนัก)  และจะไปช้อปปิ้งก็เฉพาะเมิ่อเสื้อผ้าของพวกเขา (๒) สวมจนเก่าและขาด (worn out) อย่างสิ้นเชิง  ทั้งนี้  ไม่มีใครสามารถหลีกหนีจากการไปช้อปปิ้งได้  (เช่นเดียวกับที่) คุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงการกินอาหารได้ (๓) พฤติกรรม (behavior) การบริโภคและผู้บริโภคมีผลกระทบต่อทุกสิ่งที่เราทำ

          Some purchases are absolutely (4) mandatory.  Everyone needs to eat, wear clothing, and sit on furniture.  Other purchases are (5) strictly for (6) luxury (7) items.  The (8) vast majority of what most of us buy is somewhere in between essential items and (9) frivolous items.

(คำแปล)      การซื้อบางครั้งเป็นสิ่ง (๔) จำเป็น (mandatory) โดยสิ้นเชิง  ทุกคนต้องการกิน สวมใส่เสื้อผ้า และนั่งบนเฟอร์นิเจอร์  ส่วนการซื้อครั้งอื่นๆ (๕) จำกัด (strictly) ไว้เฉพาะ (๖) สิ่งของ(สินค้า) (items) (๗) ฟุ่มเฟือย (luxury)  (๘) ส่วนใหญ่ที่มากมาย (vast majority)ของสิ่งที่พวกเราส่วนมากซื้อจะอยู่ระหว่างสิ่งของ(สินค้า)ที่จำเป็น และสิ่งของที่ (๙) ไม่มีความหมาย (ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากมาย) (frivolous)

          Most people shop by visiting stores on the weekend.  It’s fun to (10) expand the number of places you shop in by (11) exploring new stores – even if you don’t make a purchase.

(คำแปล)       คนส่วนใหญ่จับจ่ายซื้อของโดยการไปเยือนร้านรวงต่างๆในวันสุดสัปดาห์  มันสนุกที่จะ (๑๐) ขยาย (expand) จำนวนสถานที่ที่คุณซื้อของ  โดย (๑๑) การสำรวจ (exploring) ร้านใหม่ๆ – ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้ซื้อของ (ในร้านพวกนั้น) ก็ตามที

          Most shoppers are looking for (12) bargains.  Some people even check out all the (13) aisles looking to see if the items they normally use have been (14) marked down.  Everyone loves finding that their favorite items are (15) discounted to a lower price.  A sale makes going to the (16) checkout counter a happier event.

(คำแปล)       นักช้อปปิ้งส่วนใหญ่กำลังมองหา (๑๒) สินค้าราคาถูก (bargains)  บางคนถึงขนาดตรวจสอบ (๑๓) แถวของชั้นวางสินค้า (aisles) เพื่อมองดูว่าสินค้าที่พวกตนใช้อยู่เป็นประจำนั้นถูก (๑๔) ทำเครื่องหมายลดราคาลง (marked down) หรือไม่  ทุกคนชอบที่จะพบว่า สินค้าที่โปรดปรานของตนถูก (๑๕) ลดราคาลงมา (discounted) ในราคาที่ต่ำกว่าเดิม

การลดราคาสินค้าทำให้การไปยังเคาน์เตอร์ (๑๖) เช็คเอ๊าท็ (ชำระเงินก่อนนำสินค้าออกจากร้าน)

(checkout) เป็นเหตุการณ์ที่มีความสุขมากยิ่งขึ้น

          A steadily growing (17) trend is shopping from home.  Instead of taking the time to go to stores, many people select (18) merchandise from catalogs or websites.  You can get almost everything, from books to clothing, without leaving the (19) comfort of your home.

(คำแปล)        (๑๗) แนวโน้ม (trend) ที่กำลังเติบโตอย่างสม่ำเสมอคือการช้อปปิ้งจากบ้าน  ทั้งนี้  แทนที่จะต้องเสียเวลาเดินทางไปยังร้านรวงต่างๆ  ผู้คนจำนวนมากเลือก (๑๘) สินค้า (merchandise) จากแค็ทตาล็อก หรือเว็บไซต์  ซึ่งคุณสามารถได้เกือบทุกสิ่งทุกอย่าง  ตั้งแต่หนังสือไปจนถึงเสื้อผ้า  โดยที่ไม่ต้องละทิ้ง (๑๙) ความสะดวกสบาย (หรือความอบอุ่นใจ) (comfort) ของบ้านของคุณ (คือไม่ต้องออกจากบ้านเพื่อเดินทางไปซื้อสินค้าที่ร้าน)

Complete Sentences (จงเติมประโยคให้สมบูรณ์)

1. It’s hard to tell if these shoes will be ___________ because the leather is so stiff. (มันยากที่จะบอกว่าโรงเท้าเหล่านี้จะ ___________  เพราะว่าหนัง (รองเท้า) แข็งมาก)

    (a) comfort (ความสะดวกสบาย,  การปลอบโยน, คำปลอบโยน, ความอบอุ่นใจ)

    (b) comfortably

    (c) comforting (ที่ปลอบประโลม, ปลอบโยน, ปลอบใจ)

    (d) comfortable (สะดวกสบาย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (C)  เนื่องจากหลังกริยา  “verb to be” ซึ่งในกรณีนี้ คือ  “will be”  จะตามด้วยคำคุณศัพท์ สำหรับข้อ (a) เป็นคำนาม  ข้อ (b) เป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adverb)  ข้อ (c) เป็นคำคุณศัพท์เช่นเดียวกัน แต่มีความหมายว่า “ปลอบโยน” หรือ “ปลอบใจ”

2. Due to the store’s success, the owners began to plan an ___________ into a larger location. (เนื่องมาจากความสำเร็จของร้าน  เจ้าของจึงเริ่มวางแผน __________ไปยังทำเลที่ใหญ่กว่ากัน)

    (a)  expand (ขยาย, แผ่, ทำให้กว้างออก, ยืดออก)

    (b) expansion (การขยาย, การแผ่ออก, การยืด)

    (c)  expanse (สิ่งที่ขยายออก เช่นทะเลทราย, ผืนแผ่นดินหรือผืนน้ำที่แผ่ออกไป)

    (d) expanded

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และหลัง “article” (a, an, the)   จะต้องเป็นคำนามเท่านั้น

3. We ___________ the entire store but still couldn’t find the item we needed. (เรา ____________  ร้านทั้งร้าน แต่ยังคงไม่สามารถหาสินค้าที่เราต้องการได้)

    (a) explorer (นักสำรวจ)

    (b) exploration (การสำรวจ)

    (c) explored (สำรวจ)

    (d) exploratory (ซึ่งเป็นการสำรวจ, เกี่ยวกับการสำรวจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากเป็นคำกริยาของประโยค สำหรับข้อ (a) และ (b) เป็นคำนาม ข้อ (d) เป็นคำคุณศัพท์

4. Our ____________ is to make this website the first one that shoppers visit when looking for business clothes. ( ____________  ของเราคือ การทำให้เว็บไซต์นี้เป็นเว็บไซต์แรกที่นักช้อปมาเยือน เมื่อมองหาเสื้อผ้าชุดธุรกิจ)

     (a) mandate (อำนาจที่ได้รับมอบหมาย, หน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย)

     (b) mandates

     (c)  mandated

     (d) mandatory (จำเป็น, ซึ่งเป็นภาระที่ต้องทำ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค จึงต้องเป็นคำนาม  และต้องอยู่ในรูปพหูพจน์ เนื่องจากกริยาคือ “is

5. When you select ____________ for the display windows, be sure to include seasonal gifts and clothing. (เมื่อคุณเลือก _____________   สำหรับ (วางไว้ใน) ตู้โชว์กระจกหน้าร้าน  จงมั่นใจว่ามันรวมไปถึงของขวัญและเสื้อผ้าตามฤดูกาล)

     (a)  merchant (พ่อค้า)

     (b) merchants

     (c)  merchandise (สินค้า)

     (d) merchandising (การค้าขาย, การส่งเสริมการขาย, การวางแผนการขาย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

6. We ____________ adhere to the store’s policy of only specially ordering products that have been paid for in advance. (เรายึดมั่น _____________  ในนโยบายของทางร้าน ในการสั่งพิเศษผลิตภัณฑ์ (สินค้า) ที่ได้รับการชำระเงินล่วงหน้าแล้วเท่านั้น – หมายถึงทางร้านจะสั่งซื้อไปที่ “supplier”  ก็ต่อเมื่อลูกค้าจ่ายเงินล่วงหน้าให้กับทางร้าน)

     (a)  strict (เข้มงวด, เคร่งครัด)

     (b) strictness (ความเข้มงวด, ความเคร่งครัด)

     (c)  strictest (เข้มงวดที่สุด, เคร่งครัดที่สุด)

     (d) strictly (อย่างเข้มงวด, อย่างเคร่งครัด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากขยายคำกริยา  “adhere”  จึงต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adverb)

7. If customers want ___________ the underwater world, we have diving equipment. (ถ้าลูกค้าต้องการ ______________ โลกใต้น้ำ  เรามีอุปกรณ์ดำน้ำ – ไว้บริการหรือขาย)

     (a)  explore

     (b) explores

     (c)  to explore (สำรวจ)

     (d) exploring

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้ จะต้องอยู่ในรูป “infinitive with to” (to + verb) ได้แก่  promise (สัญญา), offer (เสนอ), want (ต้องการ), hope (หวัง), plan (วางแผน), hesitate (รีรอ, ลังเลใจ), fail (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect (คาดหวัง), refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ), dare (กล้า), claim (อ้าง), agree (ตกลง), demand (เรียกร้อง), wish (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem (ดูเหมือนว่า), resolve (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide (ตัดสินใจ), pretend (แสร้งทำ), afford (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen (บังเอิญ), appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า), ask (ขอร้อง), beg (ขอร้อง), choose (เลือก), manage (ประสบความสำเร็จ), hurry (เร่งรีบ), tend (มักจะชอบ), arrange (จัดแจง, เตรียมการ), care (สนใจ), come (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

8. If you like to sleep in a more ___________ bed, all the prices in this store have been reduced by 40%. (ถ้าคุณอยากนอนหลับในเตียงที่ _____  มากยิ่งขึ้น  ราคาทั้งหมดในร้านนี้ ได้ถูกลดลงไปแล้วราว ๔๐% – คือแนะนำให้ซื้อสินค้าในร้านนี้ เนื่องจากลดราคา ๔๐ เปอร์เซนต์)

     (a)  comfort (ความสะดวกสบาย, ความอบอุ่นใจ, การปลอบโยน, คำปลอบโยน)

     (b) comforter (ผู้ปลอบโยน, คนปลอบโยน)

     (c)  comfortable (สะดวกสบาย)

     (d) comfortably (อย่างสะดวกสบาย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากขยายคำนาม “bed”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) สำหรับข้อ (a) และ (b) เป็นคำนาม   ข้อ (d) เป็นคำกริยาวิเศษณ์

9. The store’s owner thinks of ___________ its branches to the countryside. (เจ้าของร้านคิดถึง ______________ สาขาของร้านออกไปต่างจังหวัด)

    (a) will expand

    (b) can expand

    (c) expansion (การขยาย, การแผ่, การทำให้กว้างออก)

    (d) expanding (การขยาย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากอยู่หลัง “preposition”  “of”  จึงต้องเป็นคำนาม  และอยู่ในรูป  “gerund” (verb + ing) ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  สำหรับข้อ (c)  ก็เป็นคำนามเช่นกัน ซึ่งสามารถใช้ได้ แต่จะต้องเปลี่ยนรูปประโยคเป็น “……….thinks of an (the) expansion of its branches………..”

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 8)

Part V : Complete Sentences

(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

1.  Our __________ are trying to hire our best employees. ( ______________ ของเรากำลังพยายามจ้างพนักงานที่ดีที่สุดของเรา – คือพยายามจะแย่งพนักงานไปจากเรา)

    (a) competition (การแข่งขัน)

    (b) competitive (เกี่ยวกับการแข่งขัน, ซึ่งสามารถแข่งขันได้)

    (c) competitors (คู่ต่อสู้, คู่แข่ง, ผู้แข่งขัน, ผู้แข่ง)

    (d) competitively

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

2.  The workers were loading the truck when the boxes ____________. (คนงานกำลังขนของขึ้นรถบรรทุกเมื่อกล่องต่างๆ _____________)

    (a) fall

    (b) are falling

    (c) have fallen

    (d) fell (หล่น, ตกลงมา)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการใช้ “past simple tense” คือกริยาช่องที่ ๒  (fell) ในประโยคย่อย (อนุประโยค) คู่กับ  “past continuous tense” (were loading) ในประโยคใหญ่  กล่าวคือมีเหตุการณ์ในอดีต ๒ เหตุการณ์  เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนและกำลังดำเนินอยู่ {ใช้ “past continuous” (subject + was หรือ  were + V. ing)} แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดแทรกขึ้นมาในระหว่างที่เหตุการณ์แรกกำลังดำเนินอยู่  เหตุการณ์ที่เกิดแทรกนี้ใช้ “past simple” (subject + V.2)  เช่น

      - We were watching TV when the light went out . (เรากำลังดูทีวีอยู่เมื่อตอนไฟฟ้าดับ)

      - She was cooking when her husband arrived home. (เธอกำลังปรุงอาหารอยู่เมื่อสามีมาถึงบ้าน)

3.  The train from Paris arrives __________ noon.  (รถไฟจากปารีสมาถึง ___________ เที่ยงวัน)

    (a) in

    (b) on

    (c) at (ณ เวลา)

    (d) over

หมายเหตุ – ตอบข้อ c เนื่องจาก noon  ต้องใช้กับ  preposition”  “at

(ดูรายละเอียดการใช้ at  ใน “หมวดข้อสอบ TOEIC  (ตอนที่ ๖) ข้อ ๑๔”

4.       The proposal is due at the client’s office __________ Friday.  (ข้อเสนอ – ที่จะต้องมาพรีเซ็นต์ให้ฟัง - จะครบกำหนดที่สำนักงานของลูกค้า _______ วันศุกร์)

     (a) at (ที่)

     (b) on (ใน)

     (c) for (สำหรับ)

     (d) with (ด้วย, กับ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจาก วัน” หรือ “วันที่”  ต้องใช้ on

(ดูรายละเอียดการใช้ on ใน “หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๕)

5.  Of all our tour buses, this one is our ___________.   (ในบรรดารถบัสท่องเที่ยวทั้งหมดของเรา  คันนี้เป็นคันที่ _________  ของเรา)

    (a) big

    (b) bigger (ใหญ่กว่า)

    (c) more bigger

    (d) biggest (ใหญ่ที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด”  (superlative) คือเปรียบเทียบคนหรือสิ่งของที่มีจำนวนมากกว่า ๒ ขึ้นไป  ซึ่งสังเกตได้จาก of all our tour buses”  ส่วนการเปรียบเทียบรถ ๒ คัน จะใช้  of our two tour buses” สำหรับ ข้อ (c) ใช้ผิด เนื่องจาก “big”  เป็นคำพยางค์สั้น จึงต้องใช้เป็น “bigger”  เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้

“more”  นำหน้า  เราจะใช้ “more” นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวเท่านั้นในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  เช่น

-         This issue is more important than that one. (ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

-         The red car is more expensive than the black one. (รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

-         She is more economical than her sister. (เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

6.  The new manager, ____________ was just hired, will start tomorrow. (ผู้จัดการคนใหม่, ___________  เพิ่งจะได้รับการว่าจ้างมา, จะเริ่มทำงานวันพรุ่งนี้)

     (a) he

     (b) she

     (c) who (ผู้ซึ่ง)

     (d) which (ซึ่ง, ที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากใช้นำหน้าประโยคย่อย  “..............เพิ่งจะได้รับการว่าจ้าง”  และใช้ขยาย “ผู้จัดการ” ซึ่งเป็น “คน สำหรับ which  จะใช้ขยาย “สัตว์” หรือ “สิ่งของ” เท่านั้น เช่น

-         The book which is on the table is mine

-         The car which you see belongs to my brother.

-         The cat which killed the bird had run away.

หมายเหตุ – เราสามารถใช้ that  แทน which  ได้ใน ๓ ข้อข้างต้น

7. The company has quit ____________ in that magazine. (บริษัทได้ยุติ ___________  ในวารสารฉบับนั้นแล้ว)

     (a) advertise (โฆษณา – เป็นคำกริยา)

     (b) to advertise

     (c) advertisement (โฆษณา – เป็นคำนาม)

     (d) advertising (การโฆษณา)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง “quit”  จะต้องเป็นคำนามหรืออยู่ในรูป  “gerund”  (V. + ing) ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ทั้งนี้ ถ้าจะใช้ข้อ (c)  มักจะมี article “the”  นำหน้า

(ดูรายละเอียดการใช้รูป “gerund” (V. + ing)  ตามหลังคำกริยาบางตัวได้ใน หมวดข้อสอบ TOEIC  (ตอนที่ ๖) ข้อ ๒๙

8. The results of the traveler preference survey are ____________.  (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว - __________ )

     (a) surprised (มีความรู้สึกประหลาดใจ)

     (b) surprises

     (c) surprise (ทำให้ประหลาดใจ)

     (d) surprising (น่าประหลาดใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจาก surprise  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า ทำให้ประหลาดใจ” แต่ถ้าใช้ในรูป is (are, was, were) surprisingจะมีความหมายว่า “น่าประหลาดใจ” ส่วนเมื่อใช้ในรูป “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า

มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her. (ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam. (เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising. (ผลสอบน่าประหลาดใจ)

     คำกริยาประเภทเดียวกับ “surprise ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please – ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust – ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass – ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle – ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate – ทำให้โกรธ

astonish – ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate – ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify – ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

         

          กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้ คือ

1.     ถ้าใช้ในรูป “subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal. (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much. (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone. (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers. (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class. (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.     ถ้าใช้รูป “verb + ing” {subject + is (am, are, was, were) + V. ing} หรือ      (V. ing + noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม

“ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง “verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing. (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.     ถ้าเติม “ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “passive voice” (subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-         We are interested in German. (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends. (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death. (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work. (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance. (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match. (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes. (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy. (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

9. The price of all cruises ___________ airfare and all transfers  (ราคาค่าเดินทางโดยทางเรือทั้งหมด ____________  ค่าโดยสารเครื่องบินและการต่อรถ-เรือทั้งหมด – หมายความว่าการเดินทางครั้งนี้โดยสารเรือเป็นหลัก  แต่ก็มีการต่อเครื่องบิน และอาจมีรถยนต์-รถไฟด้วย)

     (a) include

     (b) includes (รวมไปถึง)

     (c) have included

      (d) are including

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานของประโยค (The price)  เป็นเอกพจน์  กริยา “include”  จึงต้องเติม “s”  ข้างท้าย  ส่วนข้อ (c) อยู่ในรูป “present perfect tense”  ซึ่งไม่ใช้ในกรณีของข้อนี้  เพราะมิได้แสดงการเกิดอย่างต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ข้อนี้เป็นการใช้ “present simple tense”  เพื่อบอกเกี่ยวกับเรื่องราคาในปัจจุบันเท่านั้น

10. Mr. Simpson ____________ if he had been delayed. (มิสเตอร์ซิมสัน ___________ ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า – เช่นที่สนามบินหรือก่อนออกเดินทางจากบ้าน)

      (a) would call

      (b) will be calling

      (c) would have called (คงจะได้โทรศัพท์มาแล้ว)

      (d) will calling

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้ประโยค “if clause”  แบบที่ ๓ คือเป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านไปแล้ว  ซึ่งเกิดตรงกันข้ามกับข้อความที่พูดออกมา ที่กล่าวว่า  “นายซิมสันคงจะโทรฯมาบอกแล้ว  ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “นายซิมสันมิได้โทรฯมา  เพราะเขามิได้ถูกทำให้ล่าช้า

(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมของ “if clause” ประเภทนี้ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๔) ข้อ ๑)

11. If your meal is unsatisfactory, we ___________ it without question. (ถ้าอาหารของคุณไม่น่าพอใจ  เรา __________ มัน  โดยไม่มีปัญหาเลย)

      (a) will replace (จะทดแทน)

      (b) replaces (ทดแทน)

      (c) replaced

      (d) are replacing

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นการใช้ “if clause”  แบบที่ ๑ คือ ข้อความใน “if clause”  (ประโยคย่อย) ใช้ “present simple tense” (subject + V. 1) ส่วนใน “main clause” (ประโยคใหญ่) ใช้ “future present tense” (subject + will (shall) + V. 1)

ซึ่งหมายความว่า ถ้าเหตุการณ์ใน “if clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน “main clause”  ก็จะเกิดตามไปด้วย  ดังในประโยคข้างบน “ถ้าคุณไม่พอใจอาหาร  เราก็จะทดแทน (เปลี่ยน) ให้”

(ดูรายละเอียดการใช้ “if clause”  แบบที่ ๑ เพิ่มเติม ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๓๓)

12. Omron Electronics, Inc. is ___________ than Consolidated Computer  Company. (บริษัทออมร่อน อีเล็คทรอนิคส์ __________  บริษัทคอนโซลิเด๊ททิด)

     (a)  as reliable

     (b) most reliable (น่าเชื่อถือที่สุด)

     (c)  reliabler

     (d) more reliable (น่าเชื่อถือมากกว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative) เพราะมีเพียง ๒ บริษัท และเนื่องจาก “reliable”  เป็นคำพยางค์ยาว จึงต้องใช้ “more”  นำหน้า  ไม่ใช้แบบในข้อ (c)  อนึ่ง หากต้องการจะบอกว่าบริษัทออมร่อนฯน่าเชื่อถือพอๆกับบริษัทคอนโซลิเดททิดฯ  ต้องใช้ว่า  “………..is as reliable as Consolidated”

(ดูรายละเอียดการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  เพิ่มเติม  ในข้อ ๕ ของข้อสอบชุดนี้ และ ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๔) ข้อ ๓)

13. Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales. (ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________ โนติส – เอกสารแจ้งเหตุ หรือข้อมูลล่วงหน้า – แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)

     (a) send (ส่ง)

     (b) sends

     (c)  sent

     (d) sending

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นการใช้ “present subjunctive” คือการใช้กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to” นำหน้า (infinitive without to)  และไม่มีการเติม “s” หรือ “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน “noun clause” ที่เป็นอนุประโยค (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า “clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า (กริยาใน “main clause” หรือประโยคใหญ่) จะอยู่ใน “tense” ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม “s”  หรือ “ed”  ที่กริยาตัวนี้  สำ หรับ ในกรณีที่เป็น “verb to be” ให้ใช้ “be”  ตลอดไป  อนึ่ง เราใช้รูป “present subjunctive” ใน ๒ กรณี คือ

๑.     อยู่หลัง “กริยา + that”  ได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that (เสนอว่า)

request that (ขอร้องว่า)

recommend that (แนะนำว่า)

ask that (ขอร้องว่า)

order that (สั่งว่า)

urge that (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that (แนะนำว่า)

advise that (แนะนำว่า)

insist that (ยืนกรานว่า)

prefer that (เห็นสมควรว่า)

      ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised that I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)

หมายเหตุเหตุผลที่คำกริยาใน “noun clause”  อยู่ในรูป “present subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี “should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม “should” ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

-         I suggested (that) he should be more careful.

-         She asks (that) she should be allowed to go to the party.

๒.    “noun clause” ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้ (มักอยู่ในรูป “it is + adjective + that + subject + V. 1 ไม่มี “to”  นำหน้า) กริยาใน “noun clause” นั้นจะต้องอยู่ในรูป “present subjunctive” เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ “important”  (สำคัญ), “necessary” (จำเป็น), “urgent” (จำเป็นด่วน), “imperative” (จำเป็น), “essential” (จำเป็น), “advisable” (ควร), “crucial” (สำคัญยิ่ง) ดังตัวอย่าง เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job. (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave. (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

14. Lucy missed the plane _____________ she was working late.  (ลูซี่ตกเครื่องบิน ___________ เธอทำงานจนเย็นหรือค่ำ)

      (a) and (และ)

      (b) until (จนกระทั่ง)

      (c) because (เพราะว่า)

      (d) before (ก่อน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่ (Lucy missed the plane)   และประโยคย่อย (she was working late) เป็นเหตุเป็นผลกัน คำที่ใช้เชื่อม ๒ ประโยคจึงต้องใช้ “because” (ลูซี่ตกเครื่องบิน – เป็นผล) (เพราะว่าเธอทำงานจนค่ำ – เป็นเหตุ)

15. We cannot ship the order now because our ___________ is low.   (เราไม่สามารถขนส่งสินค้าที่ (ได้รับการ) สั่งซื้อได้เพราะว่า _____________  ของเรามีอยู่น้อย)

       (a) invention (การประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์)

       (b) invitation (การเชื้อเชิญ, การเชิญ, คำเชิญ, บัตรเชิญ)

       (c) inventory (สินค้าในรายการสินค้าหรือแค็ตตาล็อก, รายการสิ่งของหรือทรัพย์สิน, สิ่งของหรือทรัพย์สินในรายการสินค้า)

       (d) invoice (ใบเรียกเก็บเงินค่าสินค้า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

16. ____________ the manager’s suggestions were reasonable, the supervisor  agreed with them. ( _____________ คำแนะนำของผู้จัดการมีเหตุผล  ผู้ควบคุมงานจึงเห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น)

     (a)  Although (ถึงแม้ว่า)

     (b) Until (จนกระทั่ง)

     (c)  Even though (ถึงแม้ว่า)

     (d) Because (เพราะว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากข้อความในประโยคย่อย (the manager’s ………..were reasonable)   และประโยคใหญ่ (the supervisor ………….. them)  เป็นเหตุเป็นผลกัน จึงต้องใช้คำเชื่อม “because” กล่าวคือ “คำแนะนำของผู้จัดการมีเหตุผล” เป็นเหตุ  ส่วน “ผู้จัดการเห็นด้วยฯ” เป็นผล  สำหรับ “although” และ  “even though”  ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน เช่น

-         Although (even though) he studied hard, he failed.

(แม้ว่าเขาขยันเรียน  เขาสอบตก)

-         Although (even though) she got up early, she missed the train.

(แม้ว่าเธอตื่นแต่เช้า  เธอตกรถไฟ)

 (ดูการใช้ “although”  เพิ่มเติม ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๑๗ และ ๓๙

17. Ms. Cynthia is __________ member of our advertising team.  (มิสซินเธียเป็นสมาชิกที่ ______________ ของทีมโฆษณาของเรา)

      (a) creative (สร้างสรรค์)

      (b) more creative (สร้างสรรค์กว่า)

      (c) most creative (สร้างสรรค์ที่สุด)

      (d) the most creative (สร้างสรรค์ที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (superlative) โดยต้องเข้าใจว่า “ทีมโฆษณา” มีสมาชิกมากกว่า ๒ คน ทำให้ไม่สามารถเลือกข้อ (b) ได้ (เพราะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างคน ๒ คน)  และการเปรียบ เทียบ “ขั้นสุด” จะต้องใช้ article “the”  นำหน้าคำคุณศัพท์ที่แสดง “ขั้นสุด” นั้น เช่น “the most beautiful”  “the most expensive”  “the biggest”  “the oldest”  เป็นต้น สำหรับการเปรียบเทียบโดยใช้ “ขั้นสุด” มีหลักดังนี้ คือ

๑. เติม “est” ที่ท้ายคำคุณศัพท์พยางค์สั้น และใส่ “the”  ข้างหน้าคุณศัพท์ขั้นสูงสุดนั้นด้วย    เช่น

      - Peter is the tallest boy in his classroom.

        (ปีเตอร์เป็นเด็กผู้ชายที่สูงที่สุดในชั้น)

      - He is the oldest man in the village.

           (เขาเป็นชายแก่ที่สุดในหมู่บ้าน)

      - Manchester United is the best team in the football league.

           (แมนยูเป็นทีมที่ดีที่สุดในสโมสรฟุตบอล)

      - The Chao Phraya is the longest of all rivers in Thailand.

            (แม่น้ำเจ้าพระยายาวที่สุดในบรรดาแม่น้ำทั้งหมดในประเทศไทย)

      -         Jim is the youngest child in his family.

           (จิมเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดในครอบครัวของเขา)

      -         Maria is the wisest student in her class.

            (มาเรียเป็นนักเรียนที่ฉลาดที่สุดในชั้นของเธอ)

๒. เติม “the most”  หน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว (beautiful, expensive, careful, careless, important, necessary, durable, difficult, skillful, grateful, hopeful)  หรือกริยาวิเศษณ์ (adverb เช่น  quickly, slowly, intentionally, carefully, efficiently)  เพื่อให้เป็นการเปรียบเทียบขั้นสูงสุด เช่น

-         Taking care of his parents is the most important thing in his life.

(การดูแลพ่อแม่ของเขาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา)

-         Peking is the most populous city among the capitals you have mentioned.

(ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในบรรดาเมืองหลวงที่คุณพูดถึง)

-         They want to buy the most luxurious car from a foreign company.

(พวกเขาต้องการซื้อรถยนต์ที่หรูหราที่สุดจากบริษัทต่างประเทศแห่งหนึ่ง)

-         Geneva is said to be the most beautiful city in the world.

(เจนีวาถูกกล่าวว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลก)

-         Tom works the most efficiently in his company.

(ทอมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในบริษัท)

-         He drove his car the most carefully of all drivers in the town.

(เขาขับรถของเขาอย่างระมัดระวังมากที่สุดในบรรดานักขับรถทั้งหมดในเมือง)

-         Cheetahs run the most quickly of all land animals.

(เสือชีต้าร์วิ่งเร็วที่สุดในบรรดาสัตว์บกทั้งหมด)

๓.    ใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดกับคำนามก็ได้ เช่น

the most + นามพหูพจน์ หรือ นามนับไม่ได้

the fewest +  นามพหูพจน์

the least + นามนับไม่ได้

-         There were the fewest people coming to his party.

(มีคนมางานเลี้ยงของเขาน้อยที่สุด)

-         The school had the fewest students long time ago.

(โรงเรียนมีนักเรียนน้อยที่สุดเมื่อนานมาแล้ว)

-         She has the most friends in school.

(เธอมีเพื่อนมากที่สุดในโรงเรียน)

-         He has the most money in his family.

(เขามีเงินมากที่สุดในครอบครัว)

-         I have the least time for the job.

(ผมมีเวลาน้อยที่สุดสำหรับงานนี้)

-         She has the least money on her today.

(เธอมีเงินติดตัวมาน้อยที่สุดวันนี้)

๔. ใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดในรูป “one of the + คุณศัพท์ขั้นสูงสุด เช่น

-         He is one of the best employees in the company.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาพนักงานที่ดีทีสุดในบริษัท)

-         She is one of the most beautiful girls in the city.

(เธอเป็นหนึ่งในบรรดาเด็กหญิงที่สวยที่สุดในเมือง)

-         This car is one of the most expensive we have bought.

(รถคันนี้มีราคาแพงมากที่สุดคันหนึ่งที่เราได้ซื้อมา)

-         This road is one of the longest in town.

(ถนนสายนี้ยาวมากที่สุดสายหนึ่งในเมือง)

-         The university is one of the largest in the country.

(มหาวิทยาลัยนี้เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)

18. The airport was ___________ Mr. Charles had expected. (สนามบิน ______________ มิสเตอร์ชาร์ลส์ได้คาดการไว้)

       (a) busy as

       (b) as busy

       (c) busier than (วุ่นวายมากกว่า)

       (d) the busiest (วุ่นวายมากที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative) คือ “วุ่นวายมากกว่าที่คาดการเอาไว้ ในกรณีที่ต้องการจะบอกว่า “วุ่นวายเท่าๆกับที่คาดการไว้” จะต้องใช้ว่า “The airport was as busy as Mr. Charles had expected.”

(ดูรายละเอียดการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” เพิ่มเติมในข้อ ๕ และ ๑๒ ของข้อสอบชุดนี้ และในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๔) ข้อ ๓)

19. The project has been completed, __________ the final report is not ready yet.

        (โครงการเสร็จสมบูรณ์แล้ว ____________  รายงานฉบับสุดท้ายยังไม่พร้อม (จะส่งมอบ) เลย)

     (a)  or (หรือ, มิฉะนั้น)

     (b) but (แต่)

     (c)  because (เพราะว่า)

     (d) since (เพราะว่า, ตั้งแต่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน (โครงการเสร็จแล้วแต่รายงานฉบับสุดท้าย (ฉบับสมบูรณ์) ยังไม่เสร็จ)  สำหรับ “because”  ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน ส่วน “or” ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีการให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

       - He was expelled from the apartment because he could not pay the rent.

         (เขาถูกไล่ออกจากอพาร์ตเม้นต์เพราะว่าเขาไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้)

       - She had to find a job, or she would not be able to pay her college fee.

            (เธอจำเป็นต้องหางานทำ มิฉะนั้นเธอจะไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย)

20. Reductions in the budget require us _____________ our costs for  international travel. (การลดงบประมาณลงกำหนดให้เรา______________ ค่าใช้จ่ายของเราสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ)

     (a)  limit

     (b) limited

     (c)  to limit (จำกัด)

     (d) limiting

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากกริยา “require + กรรม + infinitive with to เช่น

-         The teacher required his students to study hard.

(ครูเรียกร้องให้นักเรียนของเขาขยันเรียน)

-         I ordered him to leave.

(ผมสั่งให้เขาออกไป)

-         She encourages them to try harder.

(เธอกระตุ้นให้พวกเขาพยายามให้มากขึ้น)

(ดูรายละเอียดกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๓) ข้อ ๙)              

21. __________ 5:00, the subway becomes very crowded.  ( ______________ ๕ โมงเย็น  รถไฟใต้ดินมีผู้โดยสารแน่นมาก)

     (a) When (เมื่อ)

     (b) While (ในขณะที่)

     (c) Since (ตั้งแต่, เพราะว่า)

     (d) After (หลัง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากถูกหลักไวยากรณ์ สำหรับ “when” และ “while” ต้องตามด้วยอนุประโยค (clause) คือ (when หรือ  while + subject + verb)  เช่น

      - When it is 5:00, the subway becomes very crowded.

           (เมื่อเวลา ๕ โมงเย็น  รถไฟใต้ดินมีผู้โดยสารแน่นมาก)

      - While he was reading, his sister was cooking.

           (ในขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือ  น้องสาวของเขากำลังปรุงอาหาร)

                สำหรับ “since”  ถ้าหมายถึง “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ “because”  แต่ถ้าหมายถึง “ตั้งแต่” อาจตามด้วยคำนามหรือวลี หรือตามด้วยประโยคก็ได้  แต่มักใช้กับ “present perfect tense”  หรือ  “present perfect continuous tense” ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  เช่น

       - He has read since the morning. (since + วลี)

         (เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

       - She has been cooking since 6:00 p.m. (since + วลี)

             (เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

       - They have worked in the factory since last June. (since + วลี)

             (พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

      - We have lived here since we were young. (since + ประโยค)

            (เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

      - Since 10:00 a.m., they have been reading in the library. (since + วลี)

         (ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

      - We have played football since we were in college. (since + ประโยค)

        (เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

22. A good chef is always ready to __________ recipes. (หัวหน้าพ่อครัวที่ดีมักพร้อมเสมอที่จะ ___________ ตำรากับข้าว – หรือวิธีปรุงอาหาร)

      (a) adept (ชำนาญ, เชี่ยวชาญ, คล่องแคล่ว, มีประสิทธิภาพ)

      (b) adapt (ดัดแปลง, ปรับให้เหมาะ, ปรับตัว)

      (c) adoption (การรับเอามาใช้, การรับเอามาเป็นลูกเลี้ยง)

      (d) adjourn (เลื่อนไป, บอกเลื่อน, หยุด, เลิก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด นอกจากนั้นหลัง “to” ต้องเป็นคำกริยา ซึ่งมีข้อ (b) และ (d)  เท่านั้นที่เป็นคำกริยา  ส่วนข้อ (a) เป็นคำคุณศัพท์  ข้อ (c) เป็นคำนาม

23. The laundry bag is __________ the cabinet. (ถุงซักรีดอยู่ _________________ ตู้)

      (a) within (ภายใน)

      (b) among (ในบรรดา, ในระหว่าง)

      (c) inside (ข้างใน)

      (d) between (ระหว่าง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “inside” หรือ “in”  ซึ่งเป็น “preposition” ทั้ง ๒ คำ ใช้ในความหมาย “ข้างใน” หรือ “ใน” สถานที่ เมือง ประเทศ หรือตู้หรือยานพาหนะ เช่น “inside the house”  “inside the school”  “inside a taxi”  “inside a building” (ข้างในอา คาร)  “inside his body” (ข้างในร่างกายของเขา) “inside her lungs” (ข้างในปอดของเธอ) “inside the country”  “inside France”  “inside the department”  “inside information” (ข้อมูลภายใน – ที่คนนอกไม่รู้) “inside news” (ข่าวภายใน – ที่คนนอกไม่รู้)

          นอกจากนั้น “inside” ยังสามารถใช้เป็นคำคุณศัพท์หรือคำนามได้ด้วย  เช่น

       - He reached into his inside jacket pocket. (คำคุณศัพท์)

           (เขายื่นมือไปยังกระเป๋าเสื้อแจ๊กเก็ตด้านใน)

       - We haven’t got an inside restroom. (คำคุณศัพท์)

           (เราไม่มีห้องน้ำข้างใน – บ้าน)

       - The inside of my mouth is dry. (คำนาม)

           (ข้างใน – หรือด้านใน – ปากของผมแห้งผาก)

       - He didn’t lock the door from the inside. (คำนาม)

          (เขาไม่ได้ล็อคประตู (ห้อง) จากข้างใน)

               สำหรับ “within”  มักใช้ในความหมาย “ภายใน” เช่น “within society”  “within Russia”  “within the system”  “within the family”  “within the scope” (ภายในขอบเขต)  “within the limitations” (ภายในข้อจำกัด)  “within our budget” (ภายในงบฯของเรา)  “within our power”  “within 50 miles”  “within a short distance” (ภายในระยะทางสั้นๆ)  “within minutes” (ภายในไม่กี่นาที)  “within an hour”  “within a few weeks”  “within sight” (ภายในระยะที่สายตามองเห็น)  “within earshot” (ภายในระยะที่ได้ยินเสียงโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย)  “within reach” (ภายในระยะที่มือเอื้อมถึง)

24. Hiring temporary workers can be very ___________. (การจ้างคนงานชั่วคราวสามารถที่จะ ______________ ได้อย่างมาก)

      (a) economize (ประหยัด – เป็นคำกริยา)

      (b) economy (การประหยัด, เศรษฐกิจ – เป็นคำนาม)

       (c) economical (ประหยัด, ซึ่งประหยัด – เป็นคำคุณศัพท์)

       (d) economically (เป็นกริยาวิเศษณ์)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากอยู่หลัง “verb to be” (can be) จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

25. The status report __________ the financial projections were both late. (รายงานสถานภาพ – ทางการเงิน – ____________ การคาดการณ์ทางการเงินล่าช้าทั้งคู่)

      (a) but (แต่)

      (b) and (และ)

      (c) or (หรือ)

      (d) nor (ไม่.........ด้วย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากมีข้อความว่า  “ล่าช้าทั้งคู่” (were both late) จึงต้องใช้ว่า “รายงานสถานภาพและการคาดการณ์ทางการเงิน”

26. If the traffic is bad, __________ a bus. (ถ้าการจราจรติดขัด _______________ รถประจำทาง)

      (a) take (ขึ้น, ให้ขึ้น, จงขึ้น)

      (b) to take

      (c) taking

      (d) will take

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากประโยคคำสั่งหรือขอร้องให้ทำ  ต้องขึ้นต้นประโยคด้วยกริยา “infinitive without to” (verb ช่องที่ 1 ที่ไม่มี “to” นำหน้า)

(ดูรายละเอียดประโยคคำสั่งและขอร้องเพิ่มเติมใน หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๓)

27. Mr. Donald __________ to get to work early. (มิสเตอร์โดนัลด์ _________________ ไปทำงานแต่เช้า)

      (a) like

      (b) is liking

      (c) likes (ชอบ)

      (d) would be liking

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (Mr. Donald) กริยา “like” จึงต้องเติม “sนอกจากนั้น คำกริยาที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก หรือประสาทสัมผัส (like, love, feel, hope, appear, seem, wish, hope, think, sound – ดูเหมือนว่า, taste – มีรสชาติ, become – มีอาการ, มีลักษณะ) จะไม่นิยมใช้ในรูป (continuous tense) ไม่ว่าจะเป็น “present” หรือ “past

28. Computer software is a ___________ market.  (ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เป็นตลาด ________________ )

      (a) competition (การแข่งขัน)

      (b) competitor (ผู้เข้าแข่งขัน)

      (c) competitive (ซึ่งสามารถแข่งขันได้, เกี่ยวกับการแข่งขัน, มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะแข่งขันเพื่อประสบความสำเร็จ)

      (d) competitively (อย่างแข่งขันกัน, ในแบบแข่งขัน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายคำนาม “market”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์ “competitive”  (ตลาดซึ่งสามารถแข่งขันได้)

29. The ___________ speech made the audience restless.  (สุนทรพจน์ _______________ ทำให้ผู้ฟังหงุดหงิด – หรือกระสับกระส่าย)

       (a) bored

      (b) boring (น่าเบื่อ)

      (c) bores

      (d) bore (ทำให้เบื่อ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากมีความหมายว่า “น่าเบื่อ”

(ดูรายละเอียดการใช้กลุ่มคำกริยาประเภทเดียวกับ “bore”  (ทำให้เบื่อ) ในข้อ ๘ ของหมวดข้อสอบชุดนี้)

30. Please use the parking spaces that ___________ for visitors.  (โปรดใช้ที่ว่างสำหรับจอดรถซึ่ง _______________ สำหรับผู้มาเยือน)

      (a) designates (กำหนด, ระบุ)

      (b) designated

      (c) are designating

      (d) have been designated (ได้ถูกกำหนด, ได้ถูกระบุ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นเพียงข้อเดียวที่อยู่ในรูป “passive voice” ของ “present perfect tense” ทั้งนี้ “have been designated” เป็นกริยาของอนุประโยค  “that have been designated for visitors” โดย “that” แทน “parking spaces” (ที่ว่างสำหรับจอดรถ) ที่ได้ถูกกำหนดหรือระบุไว้สำหรับผู้มาเยือน จึงถือว่าถูกกระทำ ซึ่งต้องอยู่ในรูป “passiveอนึ่ง ถ้าต้องการจะใช้ในรูป “present simple tense” จะต้องเป็น “are designated  ซึ่งข้อ (a), (b)  และ (c) ไม่เป็นไปตามรูปข้างต้น

31. Most of the employees ___________ in the company cafeteria.  (พนักงานส่วนใหญ่ _______________ ในโรงอาหารของบริษัท)

      (a) eats

      (b) to eat

      (c) eat (รับประทาน)

      (d) eating

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยคเป็นพหูพจน์ (employees) กริยา “eat” จึงไม่ต้องเติม “s” ทั้งนี้ ข้อนี้อยู่ในรูป  “present simple tense” บอกเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า “กำลังรับประทาน” กริยาของประโยคจะต้องเป็น “are eating

32. The housekeeping staff comes on duty ___________ 2:00.  (พนักงานดูแลบ้านมาทำหน้าที่ ______________ บ่าย ๒ โมง)

       (a) in

       (b) on

       (c) at (ณ เวลา)

       (d) with

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากบอกเกี่ยวกับเวลา ต้องใช้ “preposition” “at

(ดูรายละเอียดการใช้ “at”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๑๔)

33. The Pan American Airlines flight ___________ Houston will be arriving at Gate 5 in a few minutes. (เที่ยวบินสายการบินแพนอเมริกัน __________ เมืองฮุสตันจะเดินทางมาถึงที่เกต (ประตู) หมายเลข ๕ ในอีก ๒ – ๓ นาทีข้างหน้า)

     (a)  in (ใน)

     (b) by (โดย, ประมาณ)

     (c)  on (บน)

     (d) from (จาก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

34. The intern ___________ a fax machine before coming to work at our office.  (แพทย์หรือครูฝึกหัด ____________ เครื่องโทรสาร ก่อนมาทำงานที่สำนักงานของเรา)

     (a) had used never

     (b) never had used

     (c) had never used (ไม่เคยใช้)

     (d) used had never

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากการใช้ “never” (ไม่เคย) มีหลักดังนี้ คือ

๑.      วางไว้หน้าคำกริยาทั่วๆไป เช่น

     - He never comes to work late.

       (เขาไม่เคยมาทำงานสาย)

     - We never go shopping at weekends.

       (เราไม่เคยไปช้อปปิ้งวันสุดสัปดาห์)

     - She never tells us about her past life.

        (เธอไม่เคยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของเธอ)

๒.    วางไว้หลัง “verb to be เช่น

     - They are never late for class.

       (พวกเขาไม่เคยมาเรียนสาย)

     - She is never careless about her hair and her clothes.

       (เธอไม่เคยสะเพร่า – ปล่อยปละละเลย – เกี่ยวกับผมเผ้าและเสื้อผ้าของเธอ)

     - We are never bored with our work.

        (เราไม่เคยเบื่องานของเรา)

๓.    ถ้าในประโยคมีกริยา ๒ ตัว ให้วาง “never”  ไว้ตรงกลางกริยา ๒ ตัวนั้น เช่น

      - I have never seen her before.

        (ผมไม่เคยเห็นเธอมาก่อน)

      - She had never applied for a job before she graduated.

        (เธอไม่เคยสมัครงานก่อนเธอเรียนจบ)

      - They will never succeed if they don’t try hard enough.

         (พวกเขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จถ้าไม่พยายามมากพอ)

     - We can never believe what he said.

        (เราไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่เขาพูดได้เลย)

      - He should never ask such a rude question.

         (เขาไม่ควรจะถามคำถามที่หยาบคายเช่นนั้น)

35. The conference ____________ was scheduled for next week has been  postponed. (การประชุม _____________ ถูกกำหนดไว้สำหรับสัปดาห์หน้า ได้ถูกเลื่อนเวลาออกไป)

      (a) that (ซึ่ง, ที่)

      (b) whose (ของเขา, ของมัน)

      (c)  it

      (d) who (ผู้ซึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค (that was scheduled for next week)  ทั้งนี้  อาจใช้ “which” แทน  “that” ได้ในกรณีนี้

(ดูรายละเอียดการใช้ “which”  และ “that”  นำหน้าอนุประโยค ในหมวดข้อสอบ (ตอนที่ ๖) ข้อ ๓๘สำหรับ “who”  ใช้ขยายบุคคล และเป็นประธานของอนุประโยค ส่วน “whose”  ใช้ขยายทั้งบุคคลและสัตว์ และแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น

     - The person who helps me a lot is my supervisor.

        (บุคคลที่ช่วยผมอย่างมากมายคือผู้ควบคุมงานของผม)

     - The staff who works efficiently will be rewarded at the end of the year.

           (พนักงานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจะได้รับรางวัลตอนสิ้นปี)

     - The people whose houses were burnt down had to stay in the temporary

        shelter. (บุคคลที่บ้านถูกไฟไหม้จำเป็นต้องพักในที่พักชั่วคราว)

      - The dog whose leg was hurt was treated at an animal hospital.

          (หมาที่ขาของมันเจ็บได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่ง)

36. The latest version of the software ____________ with your new computer.  (เวอร์ชั่นล่าสุดของซอฟต์แวร์ ______________ กับคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของคุณ)

       (a) includes (ประกอบด้วย, รวมอยู่, ใส่ไว้ใน, คลุมถึง, นับรวมเข้า)

       (b) is included (ถูกรวมไว้ด้วยกัน)

       (c) included

       (d) is including

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  นอกจากนั้นข้อนี้ต้องใช้ในรูป “passive voice” โดยสังเกตจาก preposition “with” ทั้งนี้  หากใช้ “include” ในรูป active voice”  จะไม่ต้องมี preposition “with ดังตัวอย่างประโยค

     - The plane’s eight-man crew includes one Japanese.

       (ทีมลูกเรือ ๘ คนของเครื่องบินรวมถึงชาวญี่ปุ่น ๑ คน)

    - The proposals included the nationalization of major industries.

         (ข้อเสนอรวมถึงการยึดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าเป็นของรัฐ)

    - The purchase price includes carpets and curtains.

        (ราคาซื้อรวมถึงพรมและม่าน)

    - He asked the hotel staff to include a cup of coffee on his tray each morning.

        (เขาขอร้องพนักงานของโรงแรมให้รวมกาแฟ ๑ แก้วในถาดอาหารของเขาทุกเช้า)

          แต่ถ้าใช้ในรูป “passive voice” จะมี “preposition” “with” หรือ “in” หลังincludedเช่น

    - The famous football player was included in the team.

      (นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงถูกรวมเข้าไว้ในทีม)

    - Barbecued chicken and fried fish are also included in (with) the meal.

        (ไก่ย่างและปลาทอดถูกรวมเข้าไว้ในมื้ออาหารด้วย)

37. The chief engineer is knowledgeable and _____________.  (วิศวกรใหญ่มีความรู้และ ______________ )

       (a) industrial (เกี่ยวกับอุตสาหกรรม, ทางด้านอุตสาหกรรม)

       (b) industrious (ขยันขันแข็ง, หมั่นเพียร, มานะบากบั่น)

       (c) industry (อุตสาหกรรม, ความขยันหมั่นเพียร)

       (d) industries (อุตสาหกรรมหลายชนิด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

38. Mr. Nelson ___________ the general manager of the hotel since 2006. (มิสเตอร์เนลสัน _____________ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมตั้งแต่ปี ๒๐๐๖)

      (a) is

      (b) had

      (c) had been

      (d) has been

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากกริยาของประโยคนี้อยู่ในรูป “present perfect tense”  เพราะแสดงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (เป็นผู้จัดการฯตั้งแต่ปี ๒๐๐๖ ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่) สำหรับประโยคในรูป “present perfect tense”  คือ “subject + has (have) + V. 3” ซึ่งกริยาช่องที่ ๓ ของ “verb to be” คือ “been” ประโยคนี้จึงเป็น  “Mt. Nelson has been………..อนึ่ง ถ้าต้องการจะบอกว่า “มิสเตอร์เนลสันเป็นผู้จัดการฯ ในปัจจุบัน” รูปประโยคจะเป็น “present simple tense” ดังนี้ คือ “Mr. Nelson is the general manager of the hotel now.”

(ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ “present perfect tense” เพิ่มเติมใน หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๙)

39. The hotel offers guests a continental breakfast in the lobby ___________ a full breakfast in the restaurant. (โรงแรมเสนอให้แก่แขกคืออาหารเช้าแบบภาคพื้นทวีป – คือแผ่นดินใหญ่ของทวีปยุโรป โดยเฉพาะภาคกลางและภาคใต้ – ในห้องโถงของโรง แรม ______________ อาหารเช้าแบบเต็มมื้อในภัตตาคารของโรงแรม)

     (a)  with (ด้วย, กับ)

     (b) since (ตั้งแต่, เพราะว่า)

     (c)  or (หรือ, หรือไม่ก็)

     (d) either (อย่างใดอย่างหนึ่ง, คนใดคนหนึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการให้เลือกระหว่างของ ๒ สิ่ง คือ “อาหารเช้าแบบภาคพื้นทวีปในห้องโถงฯ” หรือ “อาหารเช้าแบบเต็มมื้อในภัตตาคารฯ

                ส่วน “either”  (อี๊-เธอะ หรือ ไอ๊-เธอะ) เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) หมายถึง “แต่ละ, อันละ, ชิ้นละ, อันใดอันหนึ่ง (ของ ๒ อัน), ด้านใดด้านหนึ่ง (ใน ๒ ด้าน), คนใดคนหนึ่งใน ๒ คน” แต่เมื่อเป็นคำสรรพนาม (pronoun) หมาย ถึง “หนึ่งในระหว่างสอง, อย่างใดอย่างหนึ่ง”  แต่ถ้าเป็นคำสันธานหรือคำเชื่อม (conjunction) หมายถึง “(ถ้า) ไม่.............ก็.............”  ส่วนเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (adverb) หมายถึง “ด้วย, เหมือนกัน, เช่นเดียวกัน” ดังตัวอย่างประโยค

     - There are shops on either side. (เป็นคำคุณศัพท์)

         (มีร้านค้าอยู่บนถนนแต่ละด้าน – คือมีทั้ง ๒ ด้าน)

     - Either train goes to London. (เป็นคำคุณศัพท์)

        (รถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง – ใน ๒ ขบวน – ไปลอนดอน)

     - You may take either seat. (เป็นคำคุณศัพท์)

         (คุณอาจจะนั่งเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่ง - ใน ๒ ตัว – ก็ได้)

    - On either side of the street is a pavement. (เป็นคำคุณศัพท์)

       (บนถนนแต่ละด้านมีทางเดินเท้า – คือมีทางเดินเท้าทั้ง ๒ ด้าน)

    - Either of the men is her father. (เป็นคำสรรพนาม)

       (ชายคนใดคนหนึ่ง – ใน ๒ คน – เป็นพ่อของเธอ)

   - Either the mother or her children have to come. (เป็นคำสันธาน)

      (ถ้าไม่แม่ก็ลูกๆของเธอจำเป็นจะต้องมา)

   - John can’t swim and Bob can’t either. (เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

      (จอห์นว่ายน้ำไม่เป็น  และบ๊อบก็ว่ายฯไม่เป็นเช่นเดียวกัน)

40. Mr. Benson promised ____________ the charts before tomorrow’s staff meeting. (มิสเตอร์เบนสันสัญญาที่จะ ______________ แผนภูมิ ก่อนการประชุมพนักงานวันพรุ่งนี้)

     (a) to prepare (เตรียม, เตรียมการ, ตระเตรียม, เตรียมพร้อม)

     (b) prepare

     (c)  preparing

    (d) prepared

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากกริยา “promise” ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb)

(ดูรายละเอียดกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๓) ข้อ ๙)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 7)

Hiring and Training (การว่าจ้างและการฝึกอบรม)

1. conduct (v - n) – จัด, ดำเนินการ, กระทำการ, ความประพฤติ

2. generate (v) – สร้าง, ก่อให้เกิด, ทำให้เกิด

3. hire (n - v) – ลูกจ้าง, จ้าง, เสนองานหรือตำแหน่งให้

4. keep up with (v) – ก้าวทัน, ตามทัน (ความเปลี่ยนแปลง, เพื่อนร่วมชั้นเรียน)

5. look up to (v) – ยกย่อง, นับถือ

6. mentor (n - v) – ผู้ให้คำแนะนำปรึกษาที่ชาญฉลาด, ผู้ที่ชี้นำและสั่งสอน, ให้คำแนะนำปรึกษา

7. on track (a) – รักษาเวลา, ตรงตามเวลา, ตรงตามหมายกำหนดการ, ไม่ออกนอกเรื่อง, ซึ่งมุ่งเน้นเฉพาะเนื้อหาสาระสำคัญ (แปลตรงๆ คืออยู่บนราง)

8. reject (n – v) – สิ่งที่ถูกปฏิเสธ, ปฏิเสธ, กล่าวว่าไม่, ไม่ยอมรับ

9. set up (v) – สร้าง, จัดตั้ง, จัดเตรียม, เตรียมการ

10. success (n) – ความสำเร็จ, การบรรลุเป้าหมาย

11. training (n) – การฝึกอบรม, การฝึกซ้อม, การฝึกฝน

12. update (v) – ทำให้เป็นปัจจุบัน

 

A.    Choose the best alternative that has similar or closest meaning to the underlined word in each sentence. (จงเลือกข้อที่มีความหมายเหมือนหรือใกล้เคียงที่สุดกับคำที่ขีดเส้นใต้ในแต่ละประโยค)

1. We plan to conduct the training session in the auditorium. (เราวางแผนที่จะจัด – หรือดำเนินการ - การฝึกอบรมในอาคารห้องประชุม)

     (a) surpass (เหนือกว่า, ขึ้นหน้า, เกิน)

     (b) underestimate (ตีราคาต่ำกว่าค่าจริง, ประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง)

     (c) hold (ดำเนินการ, จัด)

    (d) testify (ให้การ, ให้การเป็นพยาน, เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า)

2. The new training program generated a lot of interest among employees. (โครงการฝึกอบรมโครงการใหม่ก่อให้เกิดความสนใจมากมายในบรรดาลูกจ้าง – หรือพนักงาน)

     (a) bestowed (มอบให้)

      (b) created (สร้าง, ก่อให้เกิดขึ้น, ทำให้เกิดขึ้น, สร้างสรรค์)

     (c) amended (ปรับปรุง, ทำให้ดีขึ้น, แก้ไข)

     (d) swelled (บวม, พอง)

3. The new hire has integrated well with his colleagues.  {ลูกจ้าง (พนักงาน) คนใหม่เข้ากันได้ดีกับเพื่อนร่วมงานของเขา}

     (a) employment (การจ้างงาน)

      (b) employee (ลูกจ้าง, พนักงาน)

     (c) recruit (สมาชิกใหม่, ทหารใหม่)

     (d) passer-by (ผู้ที่เดินผ่านไปมา)

4. Employees are encouraged to take courses in order to keep up with new developments. (พนักงานได้รับการส่งเสริมให้ลง (ทะเบียน) เรียนวิชาต่างๆเพื่อที่จะก้าวให้ทันกับพัฒนาการใหม่ๆ)

    (a) keep contact with (ติดต่อกับ)

    (b) to stay equal with (อยู่ให้เสมอกันหรือเท่ากันกับ, ทัดเทียมกับ)

    (c) undermine (ขุดโพรงข้างใต้, บ่อนทำลาย)

    (d) extinguish {ดับ (ความอยาก, ความกระหาย, ความหวัง), ทำลาย}

5. Staff members looked up to the director because he had earned their respect over the years. (สมาชิกในกลุ่มสตาฟฟ์ – หรือพนักงาน – ยกย่องนับถือผู้อำนวยการเพราะว่าเขาได้รับความเคารพจากคนเหล่านั้นมาเป็นเวลาหลายปี)

     (a)  looked after (เลี้ยงดู, ดูแล)

     (b) looked up {ค้นหาคำศัพท์ (ในพจนานุกรม)}

     (c)  distinguished (เห็นความแตกต่าง, แยก, เป็นเครื่องแสดงความแตกต่าง)

      (d) admired (นิยม, ชมเชย, เลื่อมใส, นับถือ)

6. The mentor helped her make some decisions about combing career and family. (ผู้ให้คำแนะนำปรึกษาช่วยเธอตัดสินใจในบางเรื่องเกี่ยวกับการค้นหาอย่างละเอียดในเรื่องอาชีพและครอบครัว)

     (a)  pioneer (ผู้บุกเบิก, ผู้คิดค้นวิธีใหม่สำเร็จ)

     (b)  janitor (ภารโรง)

      (c)  a person who guides and instructs (บุคคลผู้นำทางและแนะนำสั่งสอน)

     (d) patriot (ผู้รักชาติ)

7. If we stay on track, the meeting should be finished at 10:00 a.m.  (ถ้าเรารักษาเวลา – หรือไม่ออกนอกเรื่อง - การประชุมควรจะเสร็จสิ้นในเวลา ๑๐ โมง)

    (a) on schedule (ทำตามตารางเวลา, ตรงตามกำหนดการ)

    (b) aboard (อยู่บนรถ เรือ หรือเครื่องบิน)

    (c) alive (ยังมีชีวิตอยู่)

    (d) ashore (ขึ้นบก, เกยฝั่ง)

8. The manager rejected the employees’ offers to discuss the salary increase. (ผู้จัดการปฏิเสธข้อเสนอของลูกจ้างที่จะประชุมหารือเรื่องการขึ้นเงินเดือน)

     (a) injected (ปลูกฝังความคิด, ฉีดยา)

     (b) rejoiced (ดีใจ, ยินดี, ปลื้มปิติ, รื่นเริง, ทำให้ดีใจ, ทำให้ยินดี)

     (c) accepted (ยอมรับ)

     (d) turned down (ปฏิเสธ)

9. Set up a time and place for the meeting and then inform everyone who is involved. (จงจัดเตรียมเวลาและสถานที่สำหรับการประชุม  และต่อจากนั้นให้แจ้งทุกคนที่เกี่ยวข้องทราบ)

     (a)  Postpone (เลื่อน, เลื่อนเวลาออกไป)

      (b) Arrange (ตระเตรียม, เตรียมการ)

     (c)  Compensate for (ชดเชย, เยียวยา, ทดแทน)

     (d) Set out (เริ่มต้นออกเดินทาง)

10. When the manager won an award, he attributed his success to his colleagues. (เมื่อผู้จัดการได้รับรางวัล  เขากล่าวอ้างความสำเร็จของเขาว่ามาจากเพื่อนร่วมงาน)

     (a)  succession {การสืบทอด (ตำแหน่ง, อำนาจ), การทำอะไรต่อเนื่องกันเป็นลำดับ}

     (b) victory (ชัยชนะ)

     (c)  accomplishment (ความสำเร็จ, การบรรลุผล)

    (d) fortune (โชค, โชคชะตา, โชคลาภ, ความสำเร็จ, ทรัพย์สมบัติจำนวนมาก)

11. The training is desired to prepare all workers, new and old, for the changes that the company will face. (การฝึกอบรมถูกต้องการ  เพื่อเตรียมคนงานทุกคน – ทั้งใหม่และเก่า – สำหรับความเปลี่ยนแปลงซึ่งบริษัทจะต้องเผชิญ)

     (a) the preparation or education for a specific job (การเตรียมตัวหรือการให้การศึกษาเพื่องานเฉพาะด้าน)

    (b) examination (การสอบ, การตรวจ)

    (c)  interview (การสัมภาษณ์)

    (d) brainwashing (การล้างสมอง)

12. He updates the employees on the latest personnel changes. (เขาให้มูลเป็นปัจจุบันแก่ลูกจ้างในเรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านบุคลากรครั้งล่าสุด)

      (a) upgrades (ยกระดับ, ปรับปรุง)

      (b) upsets (ทำให้ใม่สบายใจ, ทำให้ปั่นป่วน, ทำให้คว่ำ, ทำให้ล้ม

       (c) makes current (ทำให้เป็นปัจจุบัน)

      (d) debates (อภิปราย, ถกปัญหา)

 

B. Fill in the blanks in the paragraph with the words given below.  (จงเติมคำลงในช่องว่างในพารากราฟด้วยคำที่ให้มาข้างล่าง)

conducted                 keep up with              on track            successfully

generate                    look up to                  rejected             training

hires                          mentor                       set up                update

unique                       workshops                 seminars           fall behind

            After the ads have been placed, and the interviews have been (1) conducted, decisions have to be made.  Who should the company bring onboard?  Job offers are extended and they are either accepted or (2) rejected.

For those who accept the offer, the job search has been completed (3) successfully.  But for both the employer and the new hire, the job has just begun.

(คำแปล)      หลังจากการโฆษณาได้ถูกวาง (ประกาศ) ไว้  และการสัมภาษณ์ได้ถูก (๑) กระทำ (จัด) ขึ้น (conducted)  การตัดสินใจ (ว่าจะเลือกผู้สมัครคนใด) มีความจำเป็นต้องถูกทำขึ้น  ใครกันนะที่บริษัทจะนำขึ้นมาบนเรือ (เป็นการเปรียบเทียบว่า ใครกันที่บริษัทจะรับเข้ามาทำงานด้วย) ทั้งนี้ การเสนองานได้ถูกหยิบยื่นออกไป และมันก็จะถูกยอมรับหรือไม่ก็ (๒) ปฏิเสธ (rejected) อย่างใดอย่างหนึ่ง สำหรับผู้ (สมัคร) ที่ยอมรับข้อเสนอ การค้นหางานได้ถูกทำเสร็จสิ้น (๓) อย่างประสบผลสำเร็จ (successfully) แต่ว่าสำหรับทั้งนายจ้างและลูกจ้างรายใหม่ งานเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

           Companies want new employees to (4) generate new business and new ideas as soon as possible.  Before they can do that, the new (5) hires need some

(6) training.  All companies have (7) unique expectations and methods of operating.  Company trainers conduct (8) workshops and (9) seminars for both experienced and new workers.  All employees must prepare for the future and continuously (10) update themselves in their field.  Nowadays, workers are expected to (11) keep up with the latest trends and information.  Otherwise, they (12) fall behind.

(คำแปล)      บริษัทต้องการลูกจ้าง (พนักงาน) ใหม่เพื่อ (๔) สร้าง (generate) ธุรกิจใหม่และความคิดใหม่ๆให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  แต่ก่อนที่บริษัทจะทำเช่นนั้นได้  (๕) ลูกจ้างใหม่ (hires) ต้องการ (๖) การฝึกอบรม (training)  ทั้งนี้  บริษัททุกแห่งมีความคาดหวังและวิธีการดำเนินงาน (๗) ที่ไม่เหมือนใคร (unique) ผู้ฝึกอบรม (วิทยากร) ของบริษัทจัด (๘) การประชุมเชิงปฎิบัติการ (workshops) และ (๙) การสัมมนา (seminars) ให้กับทั้งคนงานที่มีประสบการณ์และคนงานใหม่ พนักงานทุกคนจะต้องเตรียมตัวสำหรับอนาคต และ (๑๐) ทำตัวเองให้เป็นปัจจุบัน (update themselves) ในสาขาวิชาชีพของตนเองอย่างต่อเนื่อง  ในปัจจุบัน  คนงานถูกคาดหวังให้ (๑๑) ก้าวทันกับ (keep up with) แนวโน้มและข่าวสารล่าสุด  มิฉะนั้นพวกเขาจะ (๑๒) ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (fall behind)

          Many companies (13) set up a mentoring program for new employees.  The (14) mentor is usually an experienced manager or employee and should be someone whom the new employee can (15) look up to.  Mentors often review goals and objectives with their mentorees and help them to stay (16) on track.

คำแปล)    บริษัทจำนวนมาก (๑๓) จัดตั้ง (set up) โครงการให้คำแนะนำปรึกษาสำหรับพนักงานใหม่ (๑๔) ผู้ให้คำแนะนำปรึกษา (mentor) มักจะเป็นผู้จัดการหรือพนักงานที่มีประสบการณ์ และควรจะเป็นใครสักคนที่พนักงานใหม่สามารถ (๑๕) ยกย่อง-นับถือ (look up to) ได้ อนึ่ง ผู้ให้คำแนะนำปรึกษา (ชาย) มักจะทบทวนเป้าหมายและวัตถุประสงค์กับผู้ให้คำแนะนำปรึกษา (หญิง)  และช่วยพวกเธอให้ (๑๖) เน้นอยู่เฉพาะที่เนื้อหาสาระสำคัญหรือไม่ออกนอกเรื่อง (on track) (ของการสอนงานหรือฝึกอบรม)

 

Choose the word that best completes the sentence.(จงเลือกคำที่ดีที่สุดเพื่อเติมประโยค)

1.     The presentation was ___________ for the benefit of the new hires. (การนำเสนอถูก ______________ เพื่อประโยชน์ของลูกจ้างใหม่)

    (a) conduct

    (b) conducted (จัด, ดำเนินการ, กระทำการ)

    (c) conducting

    (d) conductor (ผู้คุมวงดนตรี, กระเป๋ารถเมล์, สื่อนำไฟฟ้า, ตัวนำความร้อน, สายล่อฟ้า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากประโยคนี้อยู่ในรูป “passive voice”  จึงต้องใช้รูป subject + was (were) + V. 3 ซึ่งในที่นี้คือ the presentation was conducted………”

2. At next week’s meeting we hope to __________ some new ideas for recruiting job applicants. (ที่การประชุมสัปดาห์หน้า  เราหวังที่จะ _____ ความคิดใหม่ๆบางอย่างสำหรับรับ (คัดเลือก) ผู้สมัครงาน)

     (a)  generated

     (b) generate (สร้าง, ก่อให้เกิด, ทำให้เกิด)

     (c)  generates

     (d) generating

หมายเหตุตอบข้อ (b)  เนื่องจากหลัง “to”  ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ (to + V. 1)

3. After he was ___________, he continued to take classes to upgrade his skills. (หลังจากที่เขาได้รับการ ___________ เขายังคงเข้าเรียนต่อไปเพื่อยกระดับทักษะ-ความชำนาญของเขา)

    (a) hiring

    (b) hires

    (c) hired (จ้าง, ว่าจ้าง)

    (d) hire

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เหตุผลเหมือนในข้อ ๑

4. Unfortunately, not all candidates can be offered a job; some have to be ____ . (โชคไม่ดีเลย  ไม่ใช่ผู้สมัครเข้าแข่งขันทุกคนจะสามารถถูกเสนองานให้บางคนจำเป็นต้องถูก ___________)

     (a) rejected (ปฏิเสธ)

     (b) rejecting

    (c)  rejection (การปฏิเสธ)

    (d) reject

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากประโยคข้างท้าย “some have ………rejected” อยู่ในรูป passive voice ซึ่งของกริยา “have to” จะต้องใช้รูป “have (has) + to + be + V.3

5. The ___________ of the program depends on the active participation of everyone. ( __________ ของโครงการขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันของทุกคน)

     (a)  succeed (สำเร็จ)

     (b) successful (ซึ่งประสบความสำเร็จ)

     (c)  successfully

     (d) success (ความสำเร็จ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค จึงต้องเป็นคำนาม สำหรับข้อ (a)  เป็นคำกริยา ข้อ (b)  เป็นคำคุณศัพท์ ข้อ (c) เป็นคำกริยาวิเศษณ์

6. In all my years of ___________, I have never seen such a motivated group of new hires. (ในจำนวนปีทั้งหมดของ __________ ของผม  ผมไม่เคยเห็นกลุ่มของพนักงานใหม่ที่ได้รับการกระตุ้นปลุกเร้า (ขยันทำงาน) เหมือนกับกลุ่มนี้มาก่อนเลย)

     (a)  trainee (ผู้เข้ารับการอบรม)

     (b) training (การฝึกอบรม)

     (c)  trains (ฝึกอบรม)

     (d) trainer (ผู้ฝึกอบรม, วิทยากร)

หมายเหตุตอบข้อ (b)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  “จำนวนปี......... ของการฝึกอบรม”  แต่ถ้าต้องการจะหมายถึง “ในจำนวนปีทั้งหมดในฐานะผู้ฝึกอบรม”  จะต้องใช้เป็น “in all my years as a trainer

7. In order to ensure the __________ of new hires, many companies have implemented a mentor program. (เพื่อให้ความมั่นใจใน __________ ของลูกจ้างใหม่บริษัทจำนวนมากได้ดำเนินนโยบายผู้ให้คำแนะนำปรึกษา)

     (a)  succeed

     (b) success (ความสำเร็จ)

     (c)  successful

     (d) successfully

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา “ensure”  จึงต้องเป็นคำนาม  ทั้งนี้อาจสังเกตได้อีกอย่าง คือ หลัง “article” (a, an, the)  จะต้องตามด้วยคำนามเสมอ แม้จะมีคำคุณศัพท์มาขยายข้างหน้าคำนามนั้นก็ตาม

8. The new hires need the guidance to understand their responsibilities, to ____, and to keep them from falling behind. (ลูกจ้างใหม่ต้องการการแนะแนว-เครื่องนำทาง เพื่อที่จะเข้าใจความรับผิดชอบของตน  เพื่อที่จะ ____ และเพื่อที่จะป้องกันตนเองมิให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง)

     (a)  set up (ตั้ง, ก่อตั้ง, จัดตั้ง)

     (b) look up to (ยกย่อง, ชื่นชม, นับถือ)

     (c)  put up with (อดทนต่อ, อดกลั้นต่อ)

      (d) stay on track (ไม่ออกนอกลู่นอกทาง, ตรงตามหมายกำหนดการ, มุ่งเน้นแต่เฉพาะเนื้อหาสาระสำคัญของงาน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด

9. A mentor does not necessarily replace formal __________ programs. (ผู้ให้คำแนะนำปรึกษาไม่จำเป็นจะต้องมาแทนโครงการ __________ ตามปกติ – หรือที่เป็นทางการ – ความหมายคือ เมื่อมีผู้ให้คำแนะนำปรึกษาแล้ว ก็ใช่ว่าจะต้องตัดทิ้งโครงการ     ฝึกอบรมตามปกติไป คือ ควรมีอยู่ต่อไป)

    (a) train

    (b) trainer (ผู้ฝึกอบรม, วิทยากร)

    (c) trained

    (d) training (การฝึกอบรม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม (compound noun)  กล่าวคือ “training” ขยาย “programs”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น  “government policy”  (นโยบายของรัฐบาล) “railway station” (สถานีรถไฟ)  “wood house” (บ้านไม้)  “car care” (การดูแลรักษารถยนต์)  “winter sales” (การลดราคาในหน้าหนาว)  เป็นต้น

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 6)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์) Choose the best alternative to make a correct sentence (จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.  The current __________ of this office plans to leave before the end of the month. ( __________ ปัจจุบันของสำนักงานแห่งนี้วางแผนที่จะออก (ย้าย) จากที่นี่ก่อนสิ้นเดือน)

     (a)  occupancy (การครอบครอง-ยึดครอง, การพำนักอาศัย, ช่วงเวลาการครอบครอง-ยึดครอง)

     (b) occupying

    (c)  occupy (ครอบครอง, ยึดครอง, พำนักอาศัย)

    (d) occupant (ผู้ครอบครอง, ผู้ยึดครอง, ผู้พำนักอาศัย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เพราะหมายถึงผู้ครอบครองหรือผู้พำนักอาศัย ซึ่งเป็นคน และเป็นผู้ “วางแผน” ที่จะย้ายออกไป

2.  Don’t forget to sign the application form __________ you submit it. (อย่าลืมเซ็นชื่อในใบสมัคร __________ คุณส่งมัน)

     (a)  while (ในขณะที่)

     (b) after (ภายหลัง)

     (c) before (ก่อน)

    (d) as soon as (ในทันทีที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะหมายถึง “เซ็นชื่อในใบสมัครก่อนส่ง”

3. If you need any help filling out the forms, _________ somebody at the front desk. (ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ _________   ผู้ที่(นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

     (a)  to ask

     (b) asking

     (c)  asks

     (d) ask (ถาม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง (ในที่นี้ คือ ask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน “you”   อยู่หน้าประโยค (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า  (infinitive without to)  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-         Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-         Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-         Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-         (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “be” เสมอ เช่น

-         Be careful. (จงระวัง)

-         Be patient. (อดทนหน่อยนะ)

-         Be thoughtful to other people. (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี “you”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น จึงต้องขึ้นต้น “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย “don’t”  เสมอ เช่น

-         Don’t make a loud noise. (จงอย่าทำเสียงดัง)

-         Don’t get up late. (อย่าตื่นสายนะ)

-         Don’t bother me while I’m working. (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “don’t be” เสมอ เช่น

-         Don’t be late for class. (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-         Don’t be careless while walking across the street. (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-         Don’t be too serious with your work. (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

4. The missing document was __________ in an empty office. (เอกสารที่หายไปถูก ___________ ในสำนักงานที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่ง)

     (a) discover (ผู้ค้นพบ)

     (b) discovery (การค้นพบ)

     (c) discovered (ค้นพบ, ค้นเจอ)

     (d) discovering

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประโยคอยู่ในรูป “passive voice   คือ  ประธาน document  เป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกค้นพบ)  กริยาจึงเป็น “subject + was + V. 3

5. Mrs. Evans is __________ to take on such a big responsibility because she doesn’t feel prepared for it at this time. (มิสซิสอีแวนส์ __________  ที่จะรับเอาความรับผิดชอบที่ใหญ่โตเช่นนั้น  เพราะว่าเธอรู้สึกว่าไม่พร้อมสำหรับมันในขณะนี้)

     (a)  relieved (บรรเทา, ปลดเปลื้อง, ผ่อนคลาย, ทำให้ลดลง)

      (b) reluctant (ไม่สมัครใจ, ไม่เต็มใจ, ฝืนใจ, ต่อต้าน)

     (c)  reliable (น่าเชื่อถือ, ไว้ใจได้)

     (d) relocated (หาที่ใหม่, ย้ายที่ใหม่, กำหนดตำแหน่งใหม่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

6. When Mr. Woods gets here, we _________ the meeting. (เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา ___________ การประชุม)

    (a) start

    (b) will start (จะเริ่มต้น)

    (c) have started (ได้เริ่มต้นแล้ว)

    (d) are starting (กำลังเริ่มต้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะเป็นเรื่องอนาคต คือ เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุม” เป็นการใช้รูป “present simple tense” (When Mr. Woods gets here) คู่กับ “future simple tense” (we will start the meeting) ตัวอย่างประโยคแบบนี้ ได้แก่

-         When he has enough money, he will buy a new car. (เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

-         When you finish your work, we will go out for dinner. (เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

-         She will leave the room before we finish the meeting. (เธอจะออกจากห้องก่อนเราประชุมเสร็จ)

-         We will start our work after we discuss with our boss. (เราจะลงมือทำงานหลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

7. This report is urgent, so please turn it _________ before the end of the day. (รายงานนี้รีบด่วน  ดังนั้น  โปรด ___________  มันก่อนสิ้นวัน)

     (a) on  (turn on = เปิดไฟ-วิทยุ)

     (b) up  (turn up = ปรากฏตัว)

      (c) in  (turn in = ส่ง, มอบ)

     (d) over  (turn over = คว่ำ, พลิกกลับ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะ turn in  หมายถึง  “ส่งหรือมอบ

8. You’ll find the ink cartridges _________ the top shelf of the closet. (คุณจะพบแถบหมึกพิมพ์ ____________ ชั้นบนของตู้)

    (a) in

    (b) on

    (c) up

    (d) at

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจาก บนชั้น ใช้ on

9. Mr. Smith __________ in charge of operations since the beginning of last year. (มิสเตอร์สมิธ __________  รับผิดชอบการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา)

     (a)  is

     (b) was

     (c)  will be

     (d) has been

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากข้อนี้ต้องใช้รูป present perfect tense” (subject + has (have) + V. 3)  เพราะใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  กล่าวคือ “............ได้เริ่มรับผิดชอบการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว  จนถึงปัจจุบันก็ยังรับผิด ชอบอยู่” และ in charge of  เป็นวลีที่ต้องใช้กับ “verb to be”   จึงต้องเปลี่ยนเป็น “has been” (กริยาช่องที่ 3 ของ verb to be คือ been)  ตามประธานเอกพจน์ “Mr. Smith

10. Requests for extra time off must _________ by the employee’s supervisor.  (การร้องขอเวลาหยุดพิเศษจะต้องได้รับ __________ โดยผู้ควบคุม-ดูแลของพนักงาน)

     (a) approve

     (b) be approved (อนุมัติ, เห็นชอบ, ยินยอม)

     (c) be approving

    (d) approval (การอนุมัติ, การเห็นชอบ, การยินยอม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากประธานของประโยคคือ “Requests  ส่วน “for extra time off”   เป็นส่วนขยายประธาน  ดังนั้น  กริยาของประโยค คือ  “must + V. 1แต่เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “passive voice  เพราะหมายถึง  จะต้องได้รับการอนุมัติ-เห็นชอบโดยผู้ควบคุม จึงต้องเปลี่ยนเป็น must + be + V. 3 ซึ่งในที่นี้คือ  must be approved เช่นเดียวกัน  รูป “passive voice”  ของกริยาที่ประกอบด้วย  “will, would, shall, should, can, could, may, might, must”  จะต้องอยู่ในรูป “will, would, shall should………….+ be + V. 3 เสมอ เช่น

-         The exam result will be announced next week. (ผลสอบจะถูกประกาศสัปดาห์หน้า)

-         The work can be done by only 2 people.

-         (งานนี้สามารถถูกทำได้โดยคนเพียง ๒ คนเท่านั้น)

-         The speech should be completed in 5 minutes. (สุนทรพจน์ควรจะถูกกล่าวจบใน ๕ นาที)

-         The car may be stolen if its doors are not properly locked. (รถอาจจะถูกขโมยถ้าหากประตูมิได้ถูกล็อกอย่างเหมาะสม)

11. It is better for the economy to buy things that are produced _________ rather than bringing in products from far away. (มันเป็นการดีกว่ากันสำหรับเศรษฐกิจ  ที่จะซื้อสิ่งต่างๆที่ถูกผลิต ___________  มากกว่าที่จะนำเข้าผลิตภัณฑ์จากที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป)

     (a)  local (ในท้องถิ่น, ของท้องถิ่น, ตามท้องถิ่น)

     (b) localize (จำกัด, จำกัดวง, ทำให้เป็นเรื่องของท้องถิ่น, ทำให้อยู่เฉพาะส่วนเฉพาะที่)

      (c)  locally (ในท้องถิ่น, เฉพาะแห่ง, เฉพาะที่, เฉพาะส่วน)

     (d) location (สถานที่, ตำแหน่ง, ตำแหน่งที่ตั้ง, การหาตำแหน่งที่ตั้ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายคำกริยา “produced”   จึงต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์ locally

12. He really enjoys the work that he does, _________ he has a hard time getting along with his colleagues. (เขาสนุกสนานอย่างแท้จริงในงานที่เขาทำ ______ เขาประสบความยากลำบาก (มีปัญหา) ในการเข้ากับเพื่อนร่วมงาน – คือเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยได้)

     (a) but (แต่)

    (b) and (และ)

    (c)  as (ในขณะที่, เพราะว่า)

    (d) or (หรือ, มิฉะนั้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากในข้อนี้มีประโยค “simple sentence”  ๒ ประโยค คือ He really…. ..………does   และ he has …………..colleagues โดยคั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่า แต่เนื่องจาก ๒ ประโยคนี้มีใจความที่ขัดแย้งกัน ดังนั้น คำเชื่อมจึงต้องใช้ but  คือ “เขาสนุกกับงาน  แต่มีปัญหาเรื่องเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยได้”

13. All packages, bags, and bundles will be _________ by a security officer  before leaving the building. (บรรดาหีบ ห่อ กระเป๋า และ มัด ทั้งหลาย  จะถูก ______ โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อน (ขนย้าย) ออกจากตัวอาคาร)

     (a)  respected (เคารพ, นับถือ)

      (b) inspected (ตรวจตราอย่างละเอียด, ตรวจสอบอย่างละเอียด)

     (c)  prospected (ค้นหา, สำรวจ, มีอนาคต, มีความหวัง)

     (d) suspected (สงสัย, ระแวง, ข้องใจ, กังขา)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๑๐

14. The office closes __________ noon on Saturdays.  (สำนักงานปิด ___________ ตอนเที่ยงทุกวันเสาร์)

      (a) at

      (b) on

      (c) in

      (d) to

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากต้องใช้ “at”  กับ “noon  นอกจากนั้นยังต้องใช้ “at” กับวลีต่อไปนี้ คือ at night (ในเวลากลางคืน), at a beach club (ที่สโมสร ณ ชายหาด), sit at a table (นั่งอยู่ที่โต๊ะ), at a small airport (ที่สนามบินเล็กๆ), at home (ที่บ้าน), at a bank (ที่ธนาคาร), at both ends (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง), a knock at the door (การเคาะที่ประตู), at a funeral (ที่งานศพ), at a press conference (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์), at a high school dance (ที่งานเต้นรำของโรงเรียนมัธยม), at a factory (ที่โรงงาน), at an office (ที่สำนักงาน), at school (ที่โรงเรียน), at breakfast (ที่อาหารเช้า), at lunch (ที่อาหารกลางวัน), at 10.00 a.m. (ตอน ๑๐ โมงเช้า), at dawn (ตอนรุ่งอรุณ), at once (ในทันทีทันใด), at a time of high unemployment (ในช่วงเวลาของการว่างงานสูง), at sixteen (เมื่ออายุ ๑๖ ปี), at a high rate (ในอัตราที่สูง), at 20 dollars a pound (ในราคาปอนด์ละ ๒๐ เหรียญ), play at full volume (เปิด – วิทยุ, ทีวี – แบบสุดเสียง), at war (กำลังทำสงคราม, กำลังอยู่ในระหว่างสงคราม), at ease (ผ่อนคลาย, สบายใจ,ไม่เจ็บปวดหรือถูกรบกวน, ยืนตามสบายในท่าพัก), at liberty (มีอิสระ, เป็นอิสระ), at last (ในที่สุด), at first (ในตอนแรก), at random (ไม่มีระเบียบ แบบแผน หรือวัตถุประสงค์, โดยใช้วิธีสุ่มเอา), at risk (เสี่ยงอันตราย), at gunpoint (ถูกเอาปืนจ่อหัว), at his expense (โดยให้เขาออกค่าใช้จ่าย, โดยให้เขาเป็นฝ่ายรับผิดชอบ), at the point A (ที่จุดเอ), at hand (อยู่ในมือ), at a distance (ในระยะไกลออกไป), rush at (รีบเร่งไปที่), point at (ชี้ไปที่), look at (จ้องมอง), good at (เก่งในเรื่อง), bad at (ห่วยแตกในเรื่อง), clever at (เก่งหรือฉลาดในเรื่อง), at 80 Fahrenheit (ที่อุณหภูมิ ๘๐ องศาฟาเรนไฮท), at high pressure (เมื่อความดันหรือความกดดันสูง), at his best (อย่างดีที่สุดของเขา), at worst (อย่างแย่หรือเลวร้ายที่สุด), at 50 years of age (เมื่ออายุ ๕๐ ปี)

15. James prepared the charts, _________ Jim presented them at the meeting.  (เจมส์เตรียมเรื่องแผนภูมิต่างๆ __________ จิมนำเสนอมัน (แผนภูมิ) ในการประชุม)

     (a) or

     (b) during

     (c) and (และ)

     (d) of

หมายเหตุ – ตอบข้อ c เนื่องจากประโยคข้างบนประกอบด้วย “simple sentence”   จำนวน ๒ ประโยค คือ “เจมส์เตรียม.............ต่างๆ”  และ “จิมนำ.............ประชุม” จึงต้องเชื่อมประโยคทั้ง ๒ ด้วย “และ” เพราะเป็นการบอกข้อมูลเพิ่มเติมจากประโยคแรก คือ “เจมส์ทำอย่างนี้ และ จิมทำอย่างนั้น”  สำหรับข้อ a (or – หรือ, หรือมิฉะนั้น) ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีข้อความเป็นการให้เลือก เช่น

-         You have to get up early, or you will miss the plane. (คุณจำเป็นต้องตื่นแต่เช้า หรือมิฉะนั้นคุณจะตกเครื่องบิน) – คือต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งระหว่างตื่นแต่เช้ากับตกเครื่องบิน ส่วน during (ในระหว่าง) จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลีเท่านั้น ไม่สามารถตามด้วยประโยค {subject + verb + (กรรม)} ได้ เช่น

-         We could not go out during the heavy rain. (เราไม่สามารถออกไปข้างนอกระหว่างฝนตกหนัก)

-         She was very happy during her childhood. (เธอมีความสุขมากในช่วงวัยเด็ก)

-         I will stay here during summer. (ผมจะพักที่นี่ในระหว่างฤดูร้อน)

-         During the long and severe winter, it is hard for animals to live. (ในระหว่างฤดูหนาวที่ยาวนานและหนาวรุนแรง  มันยากลำบากสำหรับสัตว์ที่จะดำรงชีวิตอยู่)

16. We returned the table to the store because we _________ a small flaw on the surface. (เราเอาโต๊ะกลับไปคืนที่ร้านเพราะว่าเรา __________  รอย (ตำหนิ) เล็กๆ บนพื้นผิวของมัน)

     (a)  demanded (เรียกร้อง, ต้องการ)

     (b) deplored (เสียใจมาก, โศกเศร้ามาก, ไม่เห็นด้วย, ตำหนิ)

     (c)  detected (พบ, พบเห็น, ตรวจพบ, สืบหา, สืบค้น)

    (d) delayed (ล่าช้า, ทำให้ล่าช้า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

17. Peter slipped and fell _________ he was walking on the icy sidewalk in front of the building. (ปีเตอร์ลื่นและหกล้ม ___________ เขากำลังเดินบนทางเท้าที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งด้านหน้าตัวอาคาร)

     (a) while (ในขณะที่)

    (b) during (ในระหว่าง)

    (c)  although (ถึงแม้ว่า)

    (d) but (แต่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากได้ความหมายและถูกหลักไวยากรณ์  ทั้งนี้ ให้สังเกตว่า ข้อความ (อนุประโยค) ที่ตามหลัง “while”  จะอยู่ในรูป “present หรือ past continuous tense” เสมอ เช่น

-         He came in while I was watching TV. (เขาเข้ามาขณะที่ผมกำลังดูทีวี)

-         She cooked while her mother was sleeping. (เธอปรุงอาหารขณะที่แม่ของเธอกำลังนอนหลับ)

-         They were playing football while we were swimming. (พวกเขากำลังเล่นฟุตบอลขณะที่เรากำลังว่ายน้ำ)

-         While he was reading, his sister was sewing. (ขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือ  น้องสาวของเขากำลังเย็บผ้า)

-         We are singing while he is playing guitar. (เรากำลังร้องเพลงขณะที่เขากำลังเล่นกีตาร์)

อนึ่ง ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “while”  สามารถจะลดรูปอนุประโยค เหลือเป็นเพียง “participle phrase”   ที่ขึ้นต้นด้วย “while + verb + ing” หรือขึ้นต้นด้วย “verb + ing”  เลยก็ได้  ซึ่งจะมีความหมายเหมือนก่อนลดรูปทุกประการ เช่น

-         (1) While she was walking in the street, she came across her old friend. (ในขณะที่เธอกำลังเดินบนถนน  เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ) – สามารถลดรูปเป็น

-         (2) While walking in the street, she came across her old friend. หรือ

-         (3) She came across her old friend while walking in the street. หรือ

-         (4) Walking in the street, she came across her old friend. (แต่ในกรณีหลังนี้ จะมาใช้ในรูป (5) “She came across her old friend walking in the street.”  ไม่ได้ เนื่องจากจะทำให้ความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม กลายเป็นว่า “เธอพบเพื่อนเก่าเดินบนถนนโดยบังเอิญ” ซึ่งผิดจากความหมายเดิมที่ว่า เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ  ขณะที่ตัวเธอกำลังเดินบนถนน  ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า  ประโยคที่ (1) – (4) มีความหมายเหมือนกัน  ซึ่งความหมายแตกต่างกับประโยคที่ ๕

      สำหรับการใช้ during (ในระหว่าง)  ให้ดูคำอธิบายในข้อ ๑๕

      ส่วนการใช้  although(ถึงแม้ว่า) จะใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน เช่น

-         They are very happy although (though) they are poor. (พวกเขามีความสุขมาก  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะจน)

-         He loves her so much although she does not love him just a little bit. (เขารักเธอมากเหลือเกิน  ถึงแม้ว่าเธอมิได้รักเขาแม้เพียงนิดเดียว)

18. The visitor we are expecting in a few days _________ help finding a good hotel. (ผู้มาเยือนที่เราคาดว่าจะได้พบในอีก ๒ – ๓ วัน __________ ความช่วยเหลือในการหาโรงแรมดีๆ – เพื่อจะเข้าพัก)

     (a)  need

     (b) needs (ต้องการ)

     (c)  have needed

    (d) are going to need

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานของประโยค คือ “the visitor” ซึ่งเป็นเอกพจน์ ส่วน  “we are expecting in a  few days” เป็นส่วนขยายประธาน ดังนั้น กริยา “needs   (ต้องการ) จึงต้องเติม “s เพื่อให้สอดคล้องกับประธานเอกพจน์ “the visitor” สำหรับข้อ (a) (c)  และ (d)  ล้วนเป็นคำกริยาที่ต้องใช้กับประธานที่อยู่ในรูปพหูพจน์ทั้งสิ้น เช่น the visitors

19. I will need these documents for the meeting tomorrow, so please have them on my desk __________ 8:00. (ผมจะต้องการ (ใช้) เอกสารเหล่านี้สำหรับการประชุมวันพรุ่งนี้  ดังนั้น  กรุณาเอามันมาวางไว้บนโต๊ะผม _____________  ๘.๐๐ น.)

      (a) between (ระหว่าง)

      (b) before (ก่อน)

      (c) on

      (d) in

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  อนึ่ง ถ้าต้องการจะบอกว่า ณ เวลา ๘.๐๐ น. ต้องใช้ at 8:00”  สำหรับ between  จะใช้ในแบบคำคู่ เช่น between John and Tom” “between January and March” “between 9:00 and 10:00 a.m.” “between Monday and Friday” เป็นต้น เช่นในประโยค

-         Between John and Tom, I prefer Tom. (หรือ I prefer the latter) (ระหว่างจอห์นและทอม  ผมชอบทอม - หรือผมชอบคนหลัง)

20. __________ your supervisor if you plan to be away from the office for any length of time during the day. ( _____________ ผู้ควบคุม-ดูแลของคุณ ถ้าคุณมีแผนที่จะออกไปนอกสำนักงานในช่วงเวลาหนึ่งระหว่างวัน – คือในระหว่างเวลาทำงาน)

     (a) Notify (แจ้ง, บอกให้ทราบ, ประกาศ, แจ้งความ)

     (b) Notifying

     (c)  Should notify

     (d) Will notify

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า (infinitive without to) เช่น

-         Turn off the light before you leave the room. (ประโยคคำสั่ง) (ปิดไฟก่อนคุณออกจากห้อง)

-         Help me carry this package, please. (ประโยคขอร้อง) (กรุณาช่วยผมถือห่อของนี้ด้วยครับ)

(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องประโยคคำสั่งและขอร้องในข้อ ๓)

21. The new office is _________ 232 South Main Street. (สำนักงานแห่งใหม่อยู่ ____________  เลขที่ ๒๓๒ ถนนเมนสตรีทเซ้าธ์)

      (a) on

      (b) at

      (c) in

      (d) for

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากบ้านเลขที่  ต้องใช้กับคำบุพบท (preposition) at

(ดูคำและวลีที่ต้องใช้กับ “at”  ในข้อ ๑๔)    

22. If you lived closer to the office, you ________ trouble getting to work on time. (ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ___________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

     (a)  don’t have

     (b) didn’t have

     (c)  won’t have

     (d) wouldn’t have (จะไม่มี)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค “present tense unreal condition”  คือ “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย  ประโยคเงื่อนไขแบบ

“present tense unreal” (if clause แบบที่ 2) ในประโยคใหญ่ (main clause) จะใช้รูป  subject + V. ช่องที่ 2 ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค (subordinate clause) จะใช้รูป “subject + would + (not) + V. ช่องที่ 1” 

สำหรับการใช้ “if clause”  ในแบบที่ ๒ นี้ มักใช้เมื่อ (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ดังประโยคในข้อ ๒๒ หรือไม่ก็ (๒) ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่นในประโยค

-         If you came to the party today (หรือ tomorrow), you would meet my wife.  (ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม) – ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป “if clause แบบที่ 1” คือ “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1คือ

-         If you come to the party today, you will meet my wife.

23. You can sign the document now, _________ you can speak to an attorney first if you prefer. (คุณอาจจะลงนามในเอกสารตอนนี้เลย __________  คุณอาจจะคุย (ปรึกษา) กับทนายความก่อนก็ได้  ถ้าคุณต้องการจะคุย)

     (a)  and

     (b) but

     (c)  or (หรือ, หรือมิฉะนั้น)

     (d) nor

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้คำเชื่อมประโยค ๒ ประโยค (You can ………..now)  และ (you can …………prefer)  ซึ่งมีข้อความเป็นการให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวคือ  “จะลงนามตอนนี้เลย  หรือ จะคุยกับทนายก่อน

(สำหรับการใช้ “and”  ให้ดูในข้อ ๑๕,  การใช้ “but”  ให้ดูในข้อ ๑๒)

24. Mr. Edward was very upset when he learned that he had been passed ________ for the promotion. (มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดรู้สึกไม่สบายใจ-ว้าวุ่นใจเมื่อได้เรียนรู้ว่าเขาได้ถูกข้ามหัว ___________ สำหรับการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง)

     (a)  in

     (b) out

     (c)  over (pass over = ข้ามหัวไปในการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง, ไม่ยกขึ้นมาพูด)

     (d) through (pass through = ผ่าน, ผ่านเข้าไป)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากหมายถึง ถูกข้ามหัวในการเลื่อนชั้น  สำหรับข้อ (a)  และ  (b) ไม่มีความหมาย  ส่วนตัวอย่างประโยคเกี่ยวกับ “pass through”  เช่น

-        They have passed through a painful experience. (พวกเขาได้ผ่านประสบการณ์ที่ปวดร้าว)

-        We passed through the front gate of the mansion. (เราผ่านประตูหน้าเข้าไปยังคฤหาสน์)

-        A meal taken by a human being normally passes through the body in about 24 hours. (อาหารที่กินเข้าไปโดยมนุษย์มักจะผ่านเข้าไปในร่างกายใน ๒๔ ชั่วโมง – ก่อนจะถูกขับถ่ายออกมา)

25. The new building will be dedicated __________ September 25. (อาคารหลังใหม่จะถูกอุทิศให้ (ผู้บริจาคเงินค่าก่อสร้าง, ผู้เสียชีวิต) __________ วันที่  ๒๕ กันยายน)

       (a) in

       (b) at

       (c) on

       (d) to

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากวันที่  ต้องใช้กับ preposition “onสำหรับคำกริยาหรือวลีที่ต้องใช้กับ on  เช่น keep on (ดำเนินต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April 10th (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์) เป็นต้น

26. He had a good reputation and was ___________ as a very fair boss. (เขามีชื่อเสียงดีและถูก ____________ เป็นเจ้านายที่ให้ความเป็นธรรมอย่างยิ่ง)

      (a) registered (ลงทะเบียน)

      (b) regarded (ถือว่า, พิจารณา, เห็นว่า, เอาใจใส่, เคารพ, นับถือ)

      (c) regulated (ควบคุม, บังคับ)

      (d) regretted (เสียใจ, สลดใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

27. You’ll find the letter __________ the papers on my desk.  (คุณจะพบจดหมาย ___________ เอกสารบนโต๊ะของผม)

       (a) along (ตาม)

       (b) among (ท่ามกลาง, ในบรรดา)

       (c) almost (เกือบจะ)

       (d) always (เสมอ, อย่างสม่ำเสมอ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด สำหรับคำอื่นๆ ใช้ในประโยคดังนี้ คือ

      - He walked along the road. (เขาเดินไปตามถนน)

      - She can get along well with her colleagues. (เธอเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดีมาก)

      - He was driving his car along a lane in East Hollywood. (เขากำลังขับรถไปตามตรอกซอกซอยทางตะวันออกของฮอลลีวูด)

      - The current passes along this wire here. (กระแสไฟผ่านไปตามเส้นลวดนี้ที่นี่)

      - There are several patches of marigolds along the path. (มีดอกแมริโกลด์อยู่หลายหย่อม (แปลง) ตามทางเดิน – หรือเส้นทาง)

      - I spent almost a month in China. (ผมใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

      - In Oxford street, you can buy almost anything.(บนถนนอ๊อกซ์ฟอร์ด  คุณสามารถซื้ออะไรได้เกือบทุกอย่าง)

      - I had almost forgotten about the trip. (ผมเกือบจะลืมเรื่องการเดินทาง)

      - Cats are in fact almost color blind. (จริงๆแล้ว  แมวเกือบจะตาบอดสี)

      - She always arrives half an hour early. (เธอมาถึงก่อนครึ่งชั่วโมงเสมอ)

      - He will always love her. (เขาจะรักเธอตลอดไป)

      - There is always a bus to downtown area. (มีรถเมล์เข้าเมืองตลอดเวลา)

      - They are always loyal to their company. (พวกเขาจงรักภักดีต่อบริษัทเสมอ)

28. They have spent too much money and will have to _________ for the rest of the year. (พวกเขาได้ใช้จ่ายเงินมากเกินไป  และจำเป็นจะต้อง ___________ สำหรับส่วนที่เหลือของปี)

     (a)  economy (เศรษฐกิจ, การประหยัด-การออม)

     (b) economist (นักเศรษฐศาสตร์)

     (c)  economize (ประหยัด, มัธยัสถ์)

     (d) economically (อย่างประหยัด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากหลัง to  จะต้องเป็นกริยาช่องที่ ๑

29. She delayed __________ the contract until she had a chance to speak with her attorney. (เธอประวิงเวลา __________ (ใน) สัญญา  จนกระทั่งเธอมีโอกาสพูดคุยกับทนายความของเธอ)

     (a)  sign (ลงนาม, เซ็นชื่อ)

     (b) to sign

     (c)  signing (การลงนาม, การเซ็นชื่อ)

    (d) signature (ลายเซ็น, ลายมือชื่อ, การเซ็นชื่อ, การลงนาม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจาก กริยาที่ตามหลัง “delay”  ต้องอยู่ในรูป “gerund” (verb + ing)  หรือไม่ก็ต้องเป็นคำนาม  นอกจากนั้น  กริยาต่อไปนี้ต้องตามด้วย “gerund” (verb + ing)   หรือคำนามเช่นกัน  ได้แก่  avoid (หลีกเลี่ยง)  consider (พิจารณา) suggest (แนะนำ)  enjoy (สนุกสนาน)  finish (ทำเสร็จ)  appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า)  allow (อนุญาต) permit  postpone (เลื่อนออกไป)  practice  prohibit (ห้าม)  mind (รังเกียจ)  deny (ปฏิเสธ)  resist (ยับยั้ง, ระงับ)  recall (นึกได้, ระลึกได้)  resent (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ)  cannot stand  (ทนไม่ได้)  admit (ยอมรับ)  delay (ประวิงเวลา)  confess (สารภาพ)  imagine (นึกคิด, จินตนาการ)  cannot help (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้)  excuse (ให้อภัย)  forgive (ให้อภัย)  dislike (ไม่ชอบ)  miss (พลาดโอกาส) discuss (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         She enjoys reading novels. (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-         I cannot stand listening to his complaints any more. (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-         We could not avoid meeting him. (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-         They enjoyed listening to music. (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot. (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-         Jim finished writing a report last night. (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-         The man admitted taking the bicycle. (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-         She is sorry that she missed meeting you. (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-         They practice speaking French every day. (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-         We consider buying a new home. (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room. (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-         Do you mind opening the window? (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-         The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

30. We discussed __________ a temporary assistant to help out with the extra work. (พวกเราประชุมปรึกษาหารือเรื่อง ___________  ผู้ช่วยชั่วคราวเพื่อช่วยให้งานพิเศษสำเร็จลง)

     (a)  hire (จ้าง, เช่า)

     (b) hired

     (c)  hiring (การจ้าง, การเช่า)

     (d) to hire

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากกริยาที่ตามหลังคำกริยา “discuss” จะต้องอยู่ในรูป “gerund” (verb + ing) หรือไม่ก็ต้องเป็นคำนาม  ดูรายละเอียดเกี่ยวกับคำกริยาประเภทนี้ในข้อ ๒๙

31. Mr. Eaton __________ here for many years and is one of our most  knowledgeable employees. (มิสเตอร์อีตัน ___________ ที่นี่เป็นเวลาหลายปี  และเป็นหนึ่งในบรรดาพนักงานที่มีความรู้ดีที่สุดของเรา)

     (a)  is working (กำลังทำงาน)

     (b) used to work (เคยทำงาน)

      (c)  has been working (ได้กำลังทำงาน)

     (d) will have worked (จะได้ทำงานแล้ว)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากมิสเตอร์อีตันได้ทำงานที่นี่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน  ตั้งแต่ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป “present perfect continuous tense” (subject + has (have) + been + V. ing)  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับtense นี้  ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๒) ข้อ ๓๖)

32. We feel _________ about coming to an agreement on this issue soon.  (เรารู้สึก ___________ เกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงในประเด็น (เรื่อง) นี้ในไม่ช้า)

       (a) hoping

       (b) hopeful (มีความหวัง, เต็มไปด้วยความหวัง)

       (c) hopefully

       (d) to hope

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากคำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก “linking verb”  ได้แก่   be (is, am, are, was, were), become, seem (ดูเหมือนว่า), appear (มีลักษณะท่าทาง), feel (รู้สึก), get, grow, keep, look (มีท่าทาง), smell (มีกลิ่น), sound, taste (มีรสชาติ), turn (กลายเป็น) จะต้องเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) เสมอ เช่น

-         Tom became rich. (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-         Ann seems happy. (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold. (จิมรู้สึกหนาว)

-         He got/grew impatient. (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-         The idea sounds interesting. (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-         She looked calm. (เธอมีอาการสงบ)

-         He turned pale. (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-         The soup tasted sweet. (ซุปมีรสหวาน)

33. If you _________ your application tomorrow, you will still be eligible for the job. (ถ้าคุณ __________ ใบสมัครของคุณวันพรุ่งนี้  คุณจะยังคงมีสิทธิ์สำหรับงานนี้อยู่)

     (a)  to submit

     (b) submitted

     (c)  submit (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอม, ยอมตาม, ยอมจำนน)

     (d) submits

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “if clause” แบบที่ ๑ (If + subject + V. 1, subject + will (shall) + V. 1) คือ ผู้พูดมีความมั่นใจว่า ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย (if clause)  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่ (main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  และเนื่องจากประธานของประโยคย่อยคือ “you”  กริยา “submit”  จึงไม่ต้องเติม “s

34. The _________ of this business is a result of a lot of hard work and some solid financial support. ( ___________ ของธุรกิจนี้เป็นผลลัพธ์ของการทำงานหนัก อย่างมาก  และการสนับสนุนทางการเงินอย่างดีเลิศ)

      (a)  succeed (ประสบความสำเร็จ)

      (b) success (ความสำเร็จ)

      (c)  successful (ซึ่งประสบความสำเร็จ)

     (d) successfully (อย่างประสบความสำเร็จ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของประโยค จึงต้องเป็นคำนาม  ส่วน “of this  business”  เป็นส่วนขยายประธาน  โดยมี “is” เป็นกริยาของประโยค  สำหรับข้อ (a)  เป็นคำกริยา  และข้อ (c) เป็นคำคุณศัพท์

35. The walls were painted this morning, so __________ them. (กำแพง – ผนัง – ได้รับการทาสีเมื่อเช้านี้ ดังนั้น ___________ มัน)

       (a) touch (สัมผัส, แตะ)

       (b) touching (การสัมผัสหรือแตะ)

       (c) don’t touch (อย่าสัมผัส, อย่าแตะ)

       (d) not to touch

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประโยคคำสั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ถือเสมือนว่ามีประธาน  “you” อยู่หน้าประโยค (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องขึ้นต้นประโยคแบบนี้ด้วย “Don’t + V. 1” เสมอ  เช่น

-         Don’t make a loud noise. (อย่าส่งเสียงดัง)

-         Don’t come into the room. (อย่าเข้ามาในห้อง)

   (ดูรายละเอียดประโยคคำสั่ง-ขอร้อง เพิ่มเติมในข้อ ๓)

 36. You must ___________ every item on the form or your application will not be considered. (คุณจะต้อง ____________ ทุกข้อในแบบฟอร์ม  มิฉะนั้น การสมัคร (หรือใบสมัคร) ของคุณจะไม่ได้รับการพิจารณา)

     (a)  to complete

     (b) complete (กรอกข้อความให้ครบ, ทำให้เสร็จ, ทำให้สมบูรณ์, ทำให้ครบ)

     (c)  completing

     (d) will complete

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง “modal verb” (will, would, shall, should, can, could, may, might, must)  จะต้องอยู่ในรูป “infinitive without to”  (verb ช่องที่ 1  ที่ไม่มี “to” นำหน้า)  เสมอ

     (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๔) ข้อ ๔

37. Very few people showed __________ for the conference. (น้อยคนมากที่ปรากฏตัว ___________  สำหรับการประชุม)

       (a) up (show up = ปรากฏตัว, โผล่มา)

       (b) off (show off = โอ้อวด)

       (c) to

       (d) through

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

38. This building, __________ was built more than 100 years ago, is scheduled for demolition next month. (อาคารนี้ – ___________  ถูกสร้างเกินกว่า ๑๐๐ ปี มาแล้ว – ถูกกำหนดเวลาสำหรับการทำลายทิ้งในเดือนหน้า)

     (a)  it

     (b) that

     (c)  was

     (d) which

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อยหรืออนุประโยค (subordinate clause)  “which was built more than 100 years ago”  และชี้เฉพาะเจาะจงด้วยว่าเป็น “อาคารแห่งนี้  สำหรับ “that” ใช้เป็นประธานของประโยคย่อยได้เช่นกัน  แต่ต้องไม่ชี้เฉพาะเจาะจง  เช่นในประโยค

-         The building that (หรือ which) is too old will be demolished. (อาคารที่เก่าแก่เกินไปจะถูกรื้อทิ้ง)  ประโยคนี้ใช้ “that”  ขยาย “building”  ได้ เนื่องจากมิได้ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นอาคารหลังไหน  เพียงแต่บอกว่า “อาคารที่เก่าแก่เกินไป” เท่านั้น  สำหรับตัวอย่างอนุประโยคแบบชี้เฉพาะ (ต้องใช้ “which” นำหน้าเท่านั้น)  และไม่ชี้เฉพาะ (ใช้ “that”  หรือ “which” นำหน้าก็ได้)  เช่น

-         Bangkok, which is the capital of Thailand, is a beautiful city. (กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่สวยงาม) – ข้อนี้ต้องใช้ which  ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก “กรุงเทพฯ” เป็นคำชี้เฉพาะ มีอยู่เพียงเมืองเดียวในโลก

-         The city that (หรือ which) is a capital should be clean. (เมืองซึ่งเป็นเมืองหลวงควรจะสะอาด)  - ข้อนี้จะใช้ that  หรือ which ขยาย  ก็ได้ เนื่องจากเป็นเมืองทั่วๆไป มิได้เฉพาะเจาะจงเหมือนกรุงเทพฯ

39. She earns more money than her coworkers __________ she works a lot of overtime hours. (เธอหาเงินได้มากกว่าเพื่อนร่วมงาน ___________  เธอทำงานในชั่วโมงล่วงเวลามากมาย)

     (a)  although (ถึงแม้ว่า, แม้ว่า)

      (b) because (เพราะว่า)

     (c)  despite (ทั้งๆที่)

     (d) nevertheless (อย่างไรก็ตาม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลกัน คือ ประโยค “She earns …………coworkers”  และ  “she works ……………hours”  กล่าวคือ “เธอหาเงินได้มากกว่า  เพราะว่า เธอทำโอทีเยอะ”  สำหรับ “although” ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน  ส่วน “despite”  ใช้นำหน้าวลีหรือคำนาม (ใช้กับข้อความที่ขัดแย้งกัน)  ส่วน “nevertheless”  ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่ใจความขัดแย้งกัน  แต่อยู่คนละตำแหน่งกับ although  ดังตัวอย่างประโยค

-         Although he is rich, he is unhealthy. (= He is unhealthy although he is rich.) (แม้ว่าเขาจะรวย  เขาสุขภาพไม่ดี)

-         Despite her poverty, she got a scholarship to study abroad. (= She got a scholarship to study abroad despite her poverty.) (ทั้งๆความยากจนของเธอ  เธอได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ)

-         They frequently quarrel; nevertheless, the couple live happily together. (พวกเขาทะเลาะกันบ่อย  อย่างไรก็ตาม  คู่สามีภรรยานั้นอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข)

-         Although they frequently quarrel, the couple live happily together. (แม้ว่าพวกเขาทะเลาะกันบ่อย  คู่สามีภรรยาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข)

40. This store offers a wide __________ of office equipment. (ร้านนี้เสนอ ____________ ที่กว้างขวาง – มากมาย – ในด้านอุปกรณ์สำนักงาน)

      (a) select (เลือก)

      (b) selective (ช่างเลือก, พิถีพิถัน)

      (c) selection (การเลือกสรร, สิ่งที่คัดเลือกแล้ว)

      (d) selecting

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะเป็นกรรมของกริยา “offer”   จึงต้องเป็นคำนาม  สังเกตได้อีกอย่างคือ มีคำคุณศัพท์ wide  ขยายอยู่ข้างหน้า  ซึ่งต้องขยายคำนามเท่านั้น  คำนี้จึงต้องเป็นคำนาม  หรือจะดูจาก article “a   ซึ่งต้องขยายคำนาม แม้จะมี wide  มาร่วมขยายด้วยก็ตาม

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 5)

การสมัครงานและการสัมภาษณ์

1.  ability (n) – ความสามารถ, ทักษะ

2.  apply (v) – สมัคร (งาน), ประยุกต์ใช้, ใช้, ใช้เป็นประโยชน์

3.  background (n) – ภูมิหลัง, ประสบการณ์ การศึกษา และประวัติครอบครัวของบุคคล, ถิ่นที่มา, พื้น, ส่วนที่อยู่ข้างหลัง

4.  call in (v) – เรียกเข้ามา (ในห้อง เพื่อสัมภาษณ์)

5.  confidence (n) – ความเชื่อมั่น, ความมั่นใจ, ความนับถือตนเอง

6.  constant (a) – สม่ำเสมอ, เป็นประจำ, ตลอดเวลา

7.  expert (n) – ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้ชำนาญการ

8.  follow up (v - n) – ติดตามเรื่อง, ทำต่อไป, ดำเนินการเพิ่มเติม, การติดตามเรื่อง, การดำเนินการต่อ

9.  hesitant (a) – ไม่เต็มใจ, สงวนท่าที, รีรอ, ลังเลใจ

10.  interview (v – n) – สัมภาษณ์, การสัมภาษณ์

11.  present (v) – แนะนำ, เสนอ, แสดง, เสนอเพื่อพิจารณา

12.  weak (a) – อ่อนแอ, ไม่มีแรง, อ่อน, อ่อนลง, ใจอ่อน, ไม่หนักแน่น, แผ่ว, บาง, จาง

 

A.     Choose the best alternative that has similar or closest meaning to the underlined word in each sentence.

1.  The ability to work with others is a key requirement. (ความสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นเป็นข้อกำหนดที่สำคัญ)

     (a)  influence (อิทธิพล, อำนาจชักจูง, สิ่งชักจูง, ผู้มีอิทธิพลโน้มน้าว)

     (b) prestige (ชื่อเสียง, เกียรติภูมิ, เกียรติคุณ, ศักดิ์ศรี, บารมี)

     (c)  competence (ความสามารถ, ทักษะ, ความชำนาญ)

     (d) willingness (ความเต็มใจ)

2.  Everyone who is interested should apply in person at any branch office. (ทุกคนที่มีความสนใจควรสมัครด้วยตนเอง ณ ที่สำนักงานสาขาใดก็ได้)

     (a)  appear (ปรากฏตัว)

     (b) pay a visit (ไปเยี่ยมเยือน)

     (c)  submit an application (ยื่นใบสมัคร)

     (d) supply (จัดหาให้)

3.  Your background in the publishing industry is a definite asset for this job. (ภูมิหลังของคุณในอุตสาหกรรมการพิมพ์เป็นสิ่งมีค่าอย่างแน่นอนสำหรับงานนี้)

     (a)  underground (บริเวณใต้ดิน, ชั้นใต้ดิน, ชั้นล่าง, อุโมงค์, องค์การลับ, รถไฟใต้ดิน, ใต้ดิน, ไม่เปิดเผย, ซ่อนเร้น, เป็นความลับ)

     (b) playground (สนามเด็กเล่น)

     (c)  groundwork (รากฐาน, พื้นฐาน)

     (d) a person’s experience, education, and family history (ประสบการณ์ การศึกษา และประวัติครอบครัวของบุคคล, ภูมิหลัง)

4.  The human resources manager called in all the qualified applicants for a second interview. (ผู้จัดการด้านทรัพยากรบุคคลเรียกผู้สมัครที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเข้ามา (ในห้อง) สำหรับการสัมภาษณ์ครั้งที่ ๒)

     (a)  called on (เยี่ยมเยือน)

     (b) called up (โทรศัพท์)

     (c)  called off (ยกเลิก, เลื่อน)

    (d) asked to come (ขอให้มา, เรียกให้มา)

5.  Good applicants show confidence during an interview. (ผู้สมัครที่ดีแสดงความมั่นใจในระหว่างการสัมภาษณ์)

     (a)  confidentiality (ความลับ, ความเป็นที่ไว้วางใจ)

     (b) a belief in one’s abilities, self-esteem (การเชื่อมั่นในความสามารถของบุคคลความเคารพตนเอง)

     (b) confidant (คนที่ไว้วางใจ, คู่คิด, คนสนิท)

     (c)  confession (การสารภาพ, การยอมรับ, การสารภาพความผิด, สิ่งที่ได้สารภาพ, การประกาศการนับถือศาสนาของบุคคล)

6.  The company is constantly looking for highly trained employees. (บริษัทกำลังมองหาพนักงานที่ได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดีอย่างสม่ำเสมอ)

     (a) continuously (อย่างสม่ำเสมอ, เป็นประจำ, อย่างต่อเนื่อง)

     (b) consecutively (อย่างเป็นลำดับ,  อย่างต่อเนื่องเรียงลำดับกันมา)

     (c)  industriously (อย่างบากบั่น, อย่างเพียรพยายาม, อย่างพากเพียร)

    (d) cautiously (อย่างระมัดระวัง, อย่างรอบคอบ)

7.  The candidate demonstrated that he was an expert in marketing. (ผู้สมัครเข้าแข่งขันได้แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการตลาด)

     (a) specialist (ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้ชำนาญการ)

     (b) rookie (มือใหม่, หน้าใหม่, นักกีฬาอาชีพที่แข่งขันเป็นครั้งแรก, ตำรวจที่มาใหม่)

     (c)  trader (พ่อค้า)

     (d) accomplice (ผู้ร่วมสมคบกระทำความผิด, ผู้สมคบคิดก่ออาชญากรรม)

8.  As a follow-up, the candidate sent the company a list of references. (เพื่อเป็นการติดตามความคืบหน้า,  ผู้สมัครแข่งขัน – เข้าทำงาน – ส่งรายชื่อของบุคคลที่อ้างอิงให้กับทางบริษัท – เพื่อช่วยยืนยันความสามารถของผู้สมัคร)

     (a) follower (ผู้ติดตาม, ผู้ตาม, บริวาร, สาวก, ลูกศิษย์, ผู้สนับสนุน, ผู้รับใช้, ผู้เลียนแบบ)

     (b) the continuation of a previous action(การดำเนินการต่อจากการกระทำครั้งก่อน, การติดตามเรื่องหรือผลงาน)

     (c) fellow (เพื่อน)

     (d) messenger (ผู้ส่งสาส์น, ผู้ถือจดหมาย, ผู้นำข่าว)

9. The recent college graduate was hesitant about accepting his first offer. (เด็กที่เพิ่งจบมหาวิทยาลัยมาใหม่ๆคนนั้นลังเลใจเกี่ยวกับการรับข้อเสนอ – ให้เข้าทำงาน –  ครั้งแรก)

     (a)  instant (ทันทีทันใด)

     (b) distant (ห่างไกล)

     (c)  reluctant (ไม่เต็มใจ, ไม่สมัครใจ, ฝืนใจ, ต่อต้าน)

     (d) resistant (ต้าน, ต่อต้าน, ผู้ต่อต้าน, ผู้ขัดขืน)

10. We had to interview a lot of people before we found the right one for the job. (เราจำเป็นต้องสัมภาษณ์ผู้คนจำนวนมาก  ก่อนที่เราจะพบบุคคลที่เหมาะสมกับงาน)

     (a)  recruit (รับคนใหม่, จ้างคนใหม่, เกณฑ์ทหาร, จัดหาเสบียงใหม่หรือเพิ่มเติม, ทหารใหม่, สมาชิกใหม่)

     (b) capture (จับได้, ยึดได้, เข้ายึดได้, ตีได้, ทำให้สนใจ-หลงใหล, การจับได้-ยึดได้-จับกุม, สิ่งที่ถูกยึด, คนที่ถูกจับ, เชลย)

     (c)  intervene (แทรกแซง, ก้าวก่าย, เกิดขึ้นระหว่าง, เกิดขึ้นโดยบังเอิญและขัดขวาง, ยุ่ง)

     (d) ask a series of questions (ถามคำถามเป็นชุดๆหรือมากมาย)

11. The candidate presented her qualifications so well that the employer offered her a job on the spot. (ผู้สมัครเข้าแข่งขันนำเสนอ (หรือแสดง) คุณสมบัติของเธอได้อย่างดีมากจนกระทั่งนายจ้างเสนองานให้เธอ ณ ตรงที่นั้นเลย – หมายถึงเสนอให้ตอนที่สัมภาษณ์)

    (a)  resented (ขุ่นเคือง, ไม่พอใจ, แค้นใจ)

    (b) concealed (ปิดบัง, ซ่อนเร้น)

    (c)  displayed or offered for consideration (แสดงหรือเสนอให้พิจารณา)

    (d) presided (นำการประชุม, เป็นประธานการประชุม, บรรเลงนำ, ควบคุม)

12. Her hands trembled and she spoke weakly at the interview.  (มือของเธอสั่นและเธอพูดอย่างไม่มีเรี่ยวแรงขณะการสัมภาษณ์)

     (a)  violently (อย่างรุนแรง, อย่างดุเดือด, อย่างใช้กำลัง, อย่างล่วงละเมิด)

     (b) without strength (โดยปราศจากเรี่ยวแรงหรือกำลัง)

     (c)  confidently (อย่างมั่นใจ, อย่างเชื่อมั่น)

     (d) politely (อย่างสุภาพ)

 

B.     Fill in the blanks in the paragraph with the words given below.

     abilities                   called in                    experts                interview

     apply                      confidence               follow up              present

     backgrounds          constantly                hesitant                weaknesses

     time-consuming       tailor                        resume                fit into

     contacts                  acquaintances        dwell on               hard on 

 

          How many times in your life will you search for a new job?  The experts say probably more times than you think!  Some people find the job search time-consuming and hard on their self-confidence.  The best job hunters are those who never stop looking and don’t dwell on their weaknesses.  They network constantly : at meetings, at social gatherings, and with people they meet on the street.  They follow up periodically with contacts and acquaintances to keep up with new developments.

คำแปล      มีกี่ครั้งในชีวิตของคุณที่คุณจะมองหา (ค้นหา) งานใหม่  ผู้เชี่ยวชาญ (experts) กล่าวว่า  อาจจะ มากกว่าที่คุณคิดหลายครั้งทีเดียว  คนบางคนพบว่าการหางานเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา (time-consuming) และต้องใช้ความพยายามและความอดทน (hard on) ในเรื่องของความเชื่อมั่น (confidence) ในตนเอง  ทั้งนี้  นักล่างานที่ดีที่สุดก็คือคนที่ไม่เคยหยุดการมองหางานเลย  และไม่มัวแต่พะวง (ครุ่นคิด) (dwell on) อยู่กับจุดอ่อนของตัวเอง  อนึ่ง  พวกเขาจะสร้างเครือข่ายอย่างสม่ำเสมอ (constantly) เช่น  ที่การประชุม  การพบปะสังสรรค์ทางสังคม และ (สร้างเครือข่าย) กับผู้คนที่พวกเขาพบปะตามถนนหนทาง  และจะติดตามผลงาน (follow) เป็นระยะๆกับคนที่ตนรู้จัก (contacts) และคนคุ้นเคย (acquaintances) เพื่อให้ก้าวทันกับพัฒนาการ (หรือความเป็นไป) ใหม่ๆ (เกี่ยวกับงานที่ประกาศรับสมัคร)

          Good job hunters assess their abilities all the time.  Before they even apply for a position, they have researched the field and the specific companies they are interested in.  They know where they could fit into the company and they tailor their resumes for each position.  They try to show how their backgrounds match the job opening.  Therefore, they’re prepared to answer almost any question they may be asked in an interview.  When they’re finally called in to meet their prospective employers, they’re ready.

คำแปล     นักล่างานที่ดีประเมินความสามารถ (abilities) ของตนเองตลอดเวลา  แม้กระทั่งก่อนที่พวกเขาจะสมัครงาน (apply) ในตำแหน่งหนึ่ง พวกเขาได้วิจัยสนามและบริษัทเฉพาะเจาะจงที่พวกเขามีความสนใจ (ที่จะเข้าทำงานด้วย)  พวกเขารู้ว่าตรงไหน (งานไหน) ที่พวกเขาสามารถเหมาะสม (fit into) กับบริษัทนั้นๆ และพวกเขาจะตกแต่ง (ปรับ) (tailor) ประวัติโดยย่อของผู้สมัครงาน (resume) สำหรับแต่ละตำแหน่ง (เพื่อให้มีความเหมาะสม)  โดยพวกเขาพยายามแสดงว่าภูมิหลัง (backgrounds) ของพวกเขาเหมาะกับตำแหน่งงานที่เปิดอย่างไรบ้าง  ดังนั้น พวกเขาจึงมีความพร้อมที่จะตอบเกือบจะคำถามใดๆก็ตามที่พวกเขาอาจถูกถามในการสัมภาษณ์ (interview)  ทั้งนี้  เมื่อพวกเขาถูกเรียกให้เข้าไป (called in) พบผู้ที่คาดหวังว่าจะเป็นนายจ้าง  พวกเขาจึงมีความพร้อม (ที่จะถูกสัมภาษณ์)

          At the interview, these job hunters know that they must present themselves in the best way possible.  This is their opportunity to shine.  It is also their opportunity to see if this is truly the job that they want.  If either party is hesitant at the interview, it may be a sign that it isn’t a good fit.

คำแปล      ในการสัมภาษณ์  นักล่างานเหล่านี้รู้ว่าพวกเขาจะต้องนำเสนอ (present) ตัวเองในวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำได้  นี่เป็นโอกาสของพวกเขาที่จะส่องแสง (คือ แสดงความสามารถ)  และมันยังเป็นโอกาสที่จะดูว่านี่เป็นงานที่พวกเขาต้องการอย่างแท้จริงหรือไม่  ทั้งนี้  ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรีรอหรือลังเลใจ (hesitant) ในขณะสัมภาษณ์ (เช่นว่า  บริษัทจะรับคนคนนี้เข้าทำงานดีหรือไม่  หรือว่าผู้สมัครคิดว่าตนจะทำงานกับบริษัทนี้ดีหรือไม่) มันอาจจะเป็นสัญญาน (หรือเครื่องหมาย) ว่ามันยังไม่มีความเหมาะสม (หมายถึง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เหมาะกับอีกฝ่ายหนึ่ง)

 

Choose the word that best completes the sentence.

1.  So many well-qualified people _____________ for the position that we won’t be able to make a decision for several weeks. (ผู้คนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเป็นจำนวนมาก ___________ สำหรับตำแหน่งนั้น  จนกระทั่งเราไม่สามารถจะตัดสินใจ (เลือกผู้สมัคร) อยู่เป็นเวลาหลายสัปดาห์)

     (a)  apply

     (b) application (การสมัคร, ใบสมัคร)

     (c)  applicant (ผู้สมัคร)

     (d) applied (สมัคร)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากประธานของประโยคคือ “people”  จึงต้องการคำกริยา  และข้อนี้ต้องเป็นกริยาในอดีต เนื่องจากเกิดขึ้นมาหลายสัปดาห์แล้ว  สำหรับข้อ (a) เป็นกริยาในปัจจุบัน  ส่วนข้อ (b) และ (c)  เป็นคำนาม จึงใช้ไม่ได้

2.  As the interview continued, the applicant’s _____________ began to decline. (ในขณะที่การสัมภาษณ์ดำเนินต่อไป _____________ ของผู้สมัครเริ่มลดลง)

     (a)  confidently (อย่างมั่นใจ)

     (b) confident (มั่นใจ)  

     (c) confidence (ความมั่นใจ, ความเชื่อมั่น)

     (d) confidential (ลับ, เป็นความลับ, เป็นที่ไว้วางใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นคำนาม เพราะเป็นประธานของประโยคใหญ่ “the applicant’s confidence ………………..decline.” ทั้งนี้ “applicant’s confidence” (ความมั่นใจของผู้สมัคร) ตัวประธานจริงๆคือ “ความมั่นใจ” ซึ่งเป็นคำนาม หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่ง คือ หลังอะโพสโทรฟี่ “เอส” ซึ่งแสดงความเป็นเจ้าของ จะต้องเป็นคำนามเสมอ  ตัวอย่าง เช่น  “a boy’s toys(ของเล่นของเด็ก) “the teacher’s car(รถยนต์ของครู) “a student’s house(บ้านของนักเรียน)  เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่า “toys” “car” และ “house”  ล้วนเป็นคำนามทั้งสิ้น

  3. The applicant’s unique ______________ enabled her to have also any job that she wanted. ( __________ ที่ยอดเยี่ยมของผู้สมัคร  ทำให้เธอได้งานใดๆก็ตามที่เธอต้องการเช่นเดียวกัน)

     (a) expertise (ความชำนาญ, ความรู้ความชำนาญ)

     (b) experts (ผู้เชี่ยวชาญ)

     (c)  expertly (อย่างเชี่ยวชาญ, อย่างชำนาญ)

     (d) expert (ผู้เชี่ยวชาญ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

4. She spoke without _____________, expressing self-confidence and projecting that she had a firm handle on the information. (เธอพูดโดยปราศจาก ___________, ซึ่งแสดงความมั่นใจและแสดงออกว่าเธอมีการจัดการ-ควบคุมที่เด็ดขาด (หรือมั่นคง) ในด้านข้อมูลข่าวสาร)

    (a) hesitant (รีรอ, ลังเลใจ)

    (b) hesitate (รีรอ, ลังเลใจ)

    (c) hesitatingly (อย่างลังเลใจ)

    (d) hesitation (การรีรอ, การลังเลใจ, ภาวะ ๒ จิต ๒ ใจ, ความอึกอัก, ความไม่แน่นอน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากหลังคำบุพบท (preposition)  ในที่นี้คือ “without”  จะต้องเป็นคำนาม (noun) หรือ “gerund” (V + ing) ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง เสมอ  สำหรับข้อ (a) เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) ข้อ (b) เป็นคำกริยา (verb)  และข้อ (c)  เป็นกริยาวิเศษณ์ (adverb) ตัวอย่างการใช้คำนาม หรือ “gerund” ตามหลังคำบุพบท ได้แก่  

-         Please come to see me the day after tomorrow(โปรดมาพบผมวันมะรืนนี้)

-         We took a shower after coming back from work. (พวกเราอาบน้ำหลังจากกลับจากทำงาน)

-         Patients are asked not to eat anything before an operation(คนป่วยถูกขอร้องไม่ให้กินอะไรเลยก่อนการผ่าตัด)

-         Please turn off the light before leaving the room. (กรุณาปิดไฟก่อนออกจากห้อง)

-         They asked for cooperation(พวกเขาขอความร่วมมือ)

-         She did her work with caution(เธอทำงานของเธอด้วยความรอบคอบ)

-         He works at a bank(เขาทำงานที่ธนาคาร)

-         She is a woman of high confidence(เธอเป็นผู้หญิงที่มีความเชื่อมั่นสูงมาก)

5. During an interview, it is important to _____________ your weaknesses in a way that shows you are working to improve them. (ในระหว่างการสัมภาษณ์ มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะ ___________ จุดอ่อนต่างๆของคุณในแบบที่แสดงว่า  คุณกำลังทำการปรับปรุงมันอยู่)

    (a) presentation (การแสดง, การนำเสนอ)

    (b) present (แสดง, เสนอ, นำเสนอ)

    (c) presentable (ซึ่งสามารถแสดงหรือนำเสนอได้)

    (d) presenting

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากหลัง “to”  ต้องเป็นกริยาช่องที่ ๑ เสมอ

6. Her handshake had always felt like a dead fish and it was taken as a sign of a ______________ character. (การสำผัสมือของเธอมักจะรู้สึกคล้ายกับปลาตาย  และมันถูกถือว่าเป็นเครื่องหมายของลักษณะที่ ____________)

     (a) weak (อ่อนแอ, อ่อน, อ่อนลง, ไม่มีแรง, แผ่ว, บาง, จาง)

     (b) weakly (อย่างอ่อนแอหรือไม่มีแรง)

     (c)  weakness (ความอ่อนแอ-ไม่มีแรง, ความแผ่ว-บาง-จาง)

     (d) weakening (การทำให้อ่อนแอ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากคำขยายหน้าคำนาม (character) จะต้องเป็นคำคุณศัพท์ (adjective)  สำหรับข้อ (b) เป็น “adverb”  ข้อ (c)  เป็น “noun” และข้อ (d)  เป็นคำนาม(noun) ประเภท “gerund” (V + ing)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 4)

1. If you __________ your reservations earlier, you would have gotten on the flight you wanted. (ถ้าคุณได้ทำการจองตั๋วเร็วกว่านี้  คุณก็คงจะได้ขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่คุณต้องการแล้ว)  

    (a)  have made

    (b)  had made

    (c)  made

    (d) would have made

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากเป็น “if clause”   แบบที่ ๓ คือ เป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  ที่เหตุการณ์เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  กล่าวคือ  “ถ้าคุณได้ทำการจองตั๋วเร็วกว่านี้  คุณก็คงจะได้ขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่คุณต้องการแล้ว”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณจองตั๋วช้า  คุณก็เลยไม่ได้เดินทางเที่ยวบินที่คุณต้องการ  “if clause”  แบบนี้   ใน “if clause” (ประโยคย่อย)  ต้องใช้รูป “past perfect tense”  คือ “subject + had (not) + V ช่องที่  3” ส่วนใน “main clause”  (ประโยคใหญ่)  ต้องใช้รูป “past future perfect tense”  คือ “subject + would (should, could, might) + (not) + have + V 3” เสมอ เช่น

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money. (ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-         If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college. (ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

 

ดูรายละเอียดของ “if clause”   แบบที่ ๓ นี้ใน  “หมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๒ ข้อ ๑

2. If your passport is no longer _________ , then you should use some other form of identification. (ถ้าพาสปอร์ตของคุณไม่ ___________  ต่อไปอีกแล้ว  คุณควรใช้รูปแบบอื่นๆของการระบุตัวตนของคุณ)

     (a) valid (ยังไม่หมดอายุ, สมบูรณ์, ใช้ได้, ฟังขึ้น, มีเหตุผล, มีหลักฐาน, มีมูล, ชอบด้วยกฎหมาย, แข็งแรง)

     (b) validate (ทำให้มีเหตุผล-หลักฐาน, ทำให้ได้-เป็นกฎหมาย-มีผล-ฟังขึ้น-เป็นทางการ, ทำให้สมบูรณ์)

     (c)  validating

    (d) validation (การทำให้สมบูรณ์-มีเหตุผล-หลักฐาน-เป็นกฎหมาย-มีผล-ฟังขึ้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากต้องเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) เพราะขยายกริยา “is”   เหมือนในประโยค  เช่น  “The car is expensive.”  “The house is small.” หรือ “The building is high.”   ส่วนข้อ (b) และ (c) เป็นคำกริยา  ข้อ  (d) เป็นคำนาม

3. The rent on this office is _________ than the rent we have been paying at our old place. (ค่าเช่าสำนักงานแห่งนี้ __________  กว่าค่าเช่าที่เรากำลังจ่ายอยู่ ณ สถานที่เก่าของเรา)

     (a)  high (สูง)

     (b) highly (อย่างสูง)

     (c)  higher (สูงกว่า)

     (d) highest (สูงสุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  สังเกตได้จากมีคำว่า “than” ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (adjective) ที่อยู่ในรูป “ขั้นกว่า” เช่น “bigger than”  “smaller than”  “older than”  “younger than”  “more expensive than” หรือ  “more spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น

4. He might _________ a discount if he pays for his ticket before next week. (เขาอาจจะ __________  การลดราคา  ถ้าเขาจ่ายเงินค่าตั๋วก่อนสัปดาห์หน้า)

     (a) gets

     (b) get (ได้รับ)

     (c) will get

     (d) going to get

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากกริยาที่ตามหลังกริยาประเภท “modal verb” (will, would, shall, should, may, might, must)   จะต้องอยู่ในรูป “infinitive without to”  คือ verb ช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า เสมอ เช่น

-         You should get up early to catch the bus. (คุณควรตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถ)

-         He may come to see me if he has time. (เขาอาจจะมาพบผมถ้าเขามีเวลา)

-         They must finish their work before noon. (พวกเขาจะต้องทำงานให้เสร็จก่อนเที่ยง)

-         We will go swimming if it does not rain this afternoon. (เราจะไปว่ายน้ำถ้าฝนไม่ตกบ่ายนี้)

5. The number of people who ask questions at the end of the lecture _________ always quite astonishing. (จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย ___________ น่าประหลาดใจทีเดียว – คือมีผู้ถามคำถามมากมายจนนึกไม่ถึง)

     (a)  be

     (b)  is

     (c)  are

    (d) were

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “the number of”  แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์ (plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ (singular)  ซึ่งในที่นี้คือ  “is” เพราะหมายถึง “จำนวน  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The number of boys is twenty. (จำนวนเด็กผู้ชายคือ ๒๐ คน)

-         The number of people who came to the motor show was quite impressive. (จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก – คือมากันเยอะแยะ)

6. We are concerned _________ the high rate of absenteeism among our employees. (เรามีความวิตกกังวล __________  อัตราการขาดงานที่สูงในบรรดาพนักงานของเรา)

     (a)  for

     (b) of

     (c)  about (เกี่ยวกับ, ในเรื่อง)

     (d) on

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “be concerned about”  หมายถึง “วิตกกังวลเรื่อง”   ส่วน   “be concerned with”  หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” หรือ “เกี่ยวกับ ”  ดังตัวอย่างประโยค

-         The President was concerned about the level of unemployment in the country. (ท่านประธานาธิบดีวิตกกังวลในเรื่องระดับของการว่างงานในประเทศ)

-         This chapter is concerned with changes that are likely to take place in the near future. (บทนี้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้)

7. She __________ about that issue for last month’s report. (เธอ __________เกี่ยวกับประเด็นนั้นสำหรับรายงานของเดือนที่ผ่านมา)

      (a) writes

      (b) is writing

      (c) wrote (เขียน)

      (d) written

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต “รายงานของเดือนที่ผ่านมา  จึงต้องใช้กริยาในช่องที่ ๒ ที่แสดงอดีต (past simple tense) (write-wrote-written)

8. Miss Sylvia got the job _________ she has very little experience and no college degree. (มิสซิลเวียได้งานทำ ___________  เธอมีประสบการณ์น้อยมากและไม่มีปริญญาจากมหาวิทยาลัย)

     (a)  because (เพราะว่า)

     (b)  even though (ถึงแม้ว่า)

     (c)  however (อย่างไรก็ตาม)

     (d) moreover (นอกจากนั้น, ยิ่งไปกว่านั้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่ “Miss Sylvia got the job”   ขัดแย้งกับข้อความในประโยคย่อย “she has very little experience ……….”  (คือ ได้งานทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์  สำหรับ  because”  ใช้กับประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น “He did not go to work because he was ill.” กล่าวคือ  เขาไม่ไปทำงาน”  เป็นผล ส่วน เพราะเขาป่วยหนัก”  เป็นเหตุ  ส่วน however  ใช้กับ ประโยคที่มีความขัดแย้งกัน  แต่ต้องอยู่กันคนละตำแหน่งกับ “even though”  ดังเช่น

-         Miss Sylvia has very little experience and no college degree; however, she got the job. สำหรับ moreover  ใช้กับประโยคที่บอกมีการบอกข้อมูลเพิ่มเติม  เช่น

-         I gave him a lot of money, moreover, I gave him a ride to the airport. (ผมให้เงินเขาไปเยอะแยะ  ยิ่งไปกว่านั้น  ผมยังขับรถไปส่งเขาที่สนามบินด้วย)

9. Prices continue to _________, causing a great deal of financial difficulty. (ราคายังคง __________  ต่อไป  ซึ่ง (หรือและ) ก่อให้เกิดความยุ่งยากทางการเงินอย่างมากมาย)

      (a) high (สูง – เป็นคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์)

      (b) up (ขึ้น – เป็นคำบุพบท)

      (c) rise (สูงขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, เพิ่มขึ้น, ลอยขึ้น, ผุดขึ้น, เจริญเติบโต)

      (d) raise {ยก, ยกขึ้น, ยกขึ้นมาพูด, ชูขึ้น, ยกระดับ, เพิ่ม, เพาะปลูก, เลี้ยง (เด็ก, สัตว์)}

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากหลัง “to”   ต้องเป็นคำกริยาช่องที่ ๑  และในที่นี้ใช้ “rise” เพราะไม่มีกรรมมารับข้างท้าย  สำหรับคำกริยา “raise”   จะต้องมีกรรมมารับข้างท้ายเสมอ  เช่น  - The country raised its interest rates to attract foreign money. (ประเทศนั้นเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดเงินตราต่างประเทศ)

       - The manager attempted to raise safety standards in the factory. (ผู้จัดการพยายามยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในโรงงาน)

       - She began to raise her voice in protest. (เธอเริ่มพูดเสียงดังมากขึ้นเพื่อคัดค้าน)

       - They planned a variety of events to raise funds for the orphans. (พวกเขาวางแผนจัดงานมากมายเพื่อหาทุนให้เด็กกำพร้า)

       - My neighbor raises beans, wheat and sugar cane. (เพื่อนบ้านของผมปลูกถั่วข้าวสาลี  และอ้อย)

10. Time is short and we will have to work very hard to ________ our goals by the end of the year. (เวลามีน้อยและเราจำเป็นจะต้องทำงานหนักมากเพื่อ ________เป้าหมายของเราภายในสิ้นปี)

     (a)  receive (ได้รับ)

     (b) conceive (นึก, คิด, คิดได้, จินตนาการ, ตั้งครรภ์)

     (c)  perceive (สังเกต, มองเห็น, มองออก, เข้าใจ, สำเหนียก, รู้)

     (d)  achieve (ทำได้สำเร็จ, บรรลุ, บรรลุผล)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด

11. _________ in today’s business world is difficult, and many new businesses fail. ( ___________ ในโลกธุรกิจในปัจจุบันมีความยากลำบาก  และธุรกิจใหม่ๆ จำนวนมากต้องพบกับความล้มเหลว)

     (a)  Compete (แข่งขัน)

     (b)  Competing (การแข่งขัน)

     (c)  To compete

     (d) Having competed

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของประโยค โดยมีคำกริยา คือ “is” จึงต้องอยู่ในรูปของ “gerund”   คือ “V + ing” (ถือเป็นเอกพจน์เสมอ) ซึ่งมีความหมาย  “การ ........ ............”  ส่วน “in today’s business world”   เป็นส่วนขยายประธาน ทำหน้าที่เป็น “adjective phrase ” บ่งบอกว่าเป็นการแข่งขันในด้านใด  สำหรับ “to compete”  ก็สามารถใช้เป็นประธานของประโยคได้เช่นเดียวกัน  แต่ไม่เป็นที่นิยมเหมือนกับรูป “gerund” (competing)  ตัวอย่างการใช้ “gerund”  เป็นประธานของประโยค  ได้แก่

-         Swimming is a good exercise. (การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

-         Learning Chinese is difficult. (การเรียนภาษาจีนเป็นเรื่องยาก)

-         Sleeping is necessary to health. (การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

-         Living in a poor house makes him sad. (การอาศัยอยู่ในบ้านที่สุดห่วยทำให้เขาเศร้า)

-         Working too hard made her sick. (การทำงานหนักเกินไปทำให้เธอป่วย)

12. The list of registered guests _________ sitting on the manager’s desk.  (รายชื่อของแขกผู้ลงทะเบียน __________   ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของผู้จัดการ)

       (a) are

       (b) were

       (c) is

       (d) have

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประโยคนี้อยู่ในรูป “present continuous tense  และประธานของประโยคคือ “the list”  ซึ่งเป็นเอกพจน์  ส่วนกริยาคือ “is sitting”  (กำลังตั้งอยู่) สำหรับ “of registered guests”  เป็นเพียงส่วนขยายประธานเท่านั้น  กริยาของประโยค จึงต้องใช้ตามประธาน (the list)  เป็นสำคัญ

13. We can’t work on a solution until we ________ the source of the problem. (เราไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาได้  จนกระทั่งเรา ___________  แหล่งกำเนิด (ต้นตอ) ของปัญหาได้)

       (a) identity (เอกลักษณ์, ลักษณะเฉพาะตัว)

       (b) identification (การระบุเอกลักษณ์หรือตัวบุคคล)

       (c) indemnify (ชดใช้ค่าเสียหาย)

       (d) identify (ระบุ, ชี้ตัว, หาเอกลักษณ์, บอกชื่อ, จำแนกแยกแยะ, พิสูจน์เอกลักษณ์)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะต้องเป็นคำกริยาของประธาน (we)  ในประโยคย่อย “until we the source of the problem”  สำหรับข้อ (a) และ (b) เป็นคำนาม  ส่วนข้อ (c) ไมได้ความหมาย

14. You can choose to have your paycheck mailed to you, _________ you can have your salary deposited directly into your bank account. (คุณสามารถเลือกที่จะให้ (คน) ส่งเช็คเงินเดือนไปให้คุณทางไปรษณีย์ __________   คุณให้เขาฝากเงินเดือนเข้าในบัญชีธนาคารของคุณโดยตรงก็ได้)       

     (a) if (ถ้า)

     (b) or (หรือ, มิฉะนั้น)

     (c) so (ดังนั้น)

     (d) but (แต่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากเป็นการให้เลือกเอาระหว่างวิธีใดวิธีหนึ่งใน ๒ วิธี คือ “จะให้ส่งเช็คเงินเดือนให้ทางไปรษณีย์  หรือฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง”

15. We _________ in the elevator when the electricity went out, and we were stuck there for almost an hour. (เรา __________  ในลิฟต์เมื่อไฟฟ้าดับ  และเราติดอยู่ที่นั่น (ในลิฟต์) เป็นเวลาเกือบ ๑ ชั่วโมง)

     (a)  rode

     (b)  were riding (กำลังโดยสาร)

     (c)  ridden

     (d)  had ridden

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการใช้ “past continuous tense” (were riding)  ควบคู่กับ “past simple tense” (went out)  กล่าวคือมี ๒ เหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต  โดยเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่  (และเกิดขึ้นก่อน)  ให้ใช้ “past continuous”  (subject + was (were) + V ing)  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดแทรกเข้ามาทีหลัง  ให้ใช้ “past simple” (subject + V ช่องที่ 2) ตัวอย่างประโยค เช่น

-         My children were sleeping when I arrived home. (ลูกๆของผมกำลังหลับเมื่อผมมาถึงบ้าน)

-         She was cooking when it rained. (เธอกำลังปรุงอาหารเมื่อตอนฝนตก)

-         When he came in, we were watching TV. (เมื่อเขาโผล่เข้ามา  พวกเรากำลังดูทีวีกันอยู่)

16. Cash awards were given to employees who _________ suggestions to improve quality and raise production. (รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง ___________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

     (a) had offered (ได้เสนอ)

     (b) had been offered

     (c)  have offered

     (d) are offering

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นการใช้รูป “past perfect tense” (had offered)   ควบคู่กับ “past simple tense” (were given – ในที่นี้อยู่ในรูป “passive voice”)  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น ๒ เหตุการณ์ (จบลงไปแล้วทั้งคู่) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้ “past perfect” (subject + had + V. 3)  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิด

ทีหลังและจบทีหลัง  ใช้ “past simple” (subject + V. 2) ทั้งนี้ ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”  เกิดขึ้นภายหลังข้อความ “(พนักงาน) ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ............”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ” เกิดขึ้นก่อน จึงใช้ “past perfect”  ส่วน “มอบรางวัล หรือรางวัลถูกมอบ” เกิดขึ้นทีหลัง เพื่อเป็นการตอบแทน จึงใช้   past simple  ประโยคในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีคำ “before” “after” หรือ “when”   ปรากฏอยู่ด้วย  ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้ ได้แก่

-         Dang had learnt English before he went to England. (แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ) (การเรียนเกิดก่อน ใช้ “past perfect.  การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้ “past simple”)

-         When I called on Jim, his sister told me that he had left home. (เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว) (ออกจากบ้านเกิดก่อน  ใช้ “past perfect”  บอกผมเกิดทีหลัง  ใช้ “past simple”)

-         We went out for a walk after we had eaten dinner. (เราออกไปเดินเล่นหลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว) (กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้ “past perfect” ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้ “past simple)

-         When we reached the theater, the movies had started. (เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว) (ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง  ใช้ “past simple”  หนังฉายเกิดขึ้นก่อน  ใช้ “past perfect”)

17. Mr. Thomson was __________ that his company would be awarded the contract. (มิสเตอร์โทมัส __________  ว่าบริษัทของเขาจะได้รับสัญญา – ว่าจ้างให้ทำโครงการ)

      (a)  constant (สม่ำเสมอ, คงที่, เป็นประจำ)

      (b) confidant (ผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจ, คนที่ไว้วางใจ, คู่คิด, คนสนิท)

      (c)  confident (มั่นใจ, เชื่อมั่น, ไว้วางใจ, กล้า, กล้าเกินไป)

      (d) confidential (ลับ, เป็นที่ไว้วางใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด

18. The friendships __________ I made in college are some of the most valuable ones I have ever made. (มิตรภาพ ___________  ผมสร้างขึ้นในมหาวิทยาลัย  เป็นมิตรภาพที่มีคุณค่ามากที่สุด (ในบรรดามิตรภาพทั้งหลาย) ที่ผมได้เคยสร้างมา)

      (a) which (ซึ่ง, ที่)

      (b) whom (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)

      (c)  when (เมื่อ)

      (d) where (ที่ซึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจาก “friendships” มิใช่คน  จึงใช้ “whom”  ไม่ได้  ส่วน “when” ต้องใช้ขยายคำที่เกี่ยวกับเวลา  และ “where”  ต้องใช้ขยายคำที่เกี่ยวกับสถานที่

19. _________ Henry Ford first sought financial backing for making cars, the very notion of clerks and farmers owing automobiles was considered ridiculous. ( __________  เฮ็นรี่ ฟอร์ด แสวงหาการสนับสนุนทางการเงินในครั้งแรกเพื่อการสร้างรถยนต์นั้น  ความคิดที่ว่าเสมียนและชาวไร่ชาวนาจะเป็นเจ้าของรถยนต์ถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าหัวเราะ – หรือไร้สาระ) – คือรถที่ฟอร์ดจะผลิต และนำมาขายให้กับเสมียนและชาวนาถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  เพราะคน ๒ กลุ่มนี้จัดอยู่ในพวกคนจนในอเมริกาในขณะนั้น)

     (a)  Despite (ทั้งๆที่)

     (b) Even though (ถึงแม้ว่า)

     (c)  Because (เพราะว่า)

    (d) When (เมื่อ, ในขณะที่, ตอนที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ “d” เพราะได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับ “even though”  ต้องใช้กับประโยค ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน เช่น “แม้ว่าเขาจะจน  เขามีความสุข”  ส่วน “because”  ใช้กับ ๒ ประโยคที่มีใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น “เพราะว่าเขาจน  เขาจึงไม่มีความสุข”  ส่วน “despite”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลีเท่านั้น และใช้กับข้อความที่มีความขัดแย้งกัน เช่น “Despite the heavy rain, he went out.”  (ทั้งๆที่ฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)  ทั้งนี้ จะเห็นว่าข้อความ “………Henry Ford first sought financial……” เป็นประโยค  จึงมิสามารถใช้กับ “despite”  ได้

20. A sneeze cannot be performed voluntarily, _________ be easily suppressed.  (การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ ___________  ถูกระงับได้อย่างง่ายๆ)

      (a) nor it can

      (b) nor can it (และมันไม่สามารถ – ถูกระงับได้อย่างง่ายๆ – เช่นเดียวกัน)

      (c) it cannot

      (d) and cannot it

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากการใช้คำ nor หรือ neither ที่หมายความว่า ไม่..........ด้วยเช่นเดียวกัน  ทั้ง ๒ คำ เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยคมีรูปแบบการใช้ดังนี้ คือ Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้ (ช่องที่ ๑ ไม่มี “to” )  หรือ Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน (จบเพียงแค่นี้)  เช่น ในประโยค

-        He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I. (เขาไม่ชอบแมว – ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)  หรือ

-         He doesn’t like cats and nor (neither) do I.

-         She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I. (เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

-         They can’t swim.  Nor (neither) can we. (พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

-         She has not cleaned her room, nor has she done her homework. (เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

-        They must not make a loud noise.  Not (neither) must we. (พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็ (ต้องไม่ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

21. The practice of making excellent films based on rather obscure novels has been going on so long in the United States ___________ constitute a tradition. (การดำเนินการสร้างภาพยนตร์ที่ดีเยี่ยมจากนิยายที่ค่อนข้างจะไม่มีชื่อเสียง  ได้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานมากในสหรัฐฯ _____________ได้ก่อให้เกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ – หมายถึง  การสร้างหนังดังๆจากนิยายที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก  ได้กลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานจนเป็นเรื่องปกติ (ประเพณี) ในอเมริกา)

     (a)  so that (เพื่อที่ว่า)

     (b) is being

     (c)  as to (จนกระทั่งว่า)

     (d) could (สามารถ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากมาจากข้อความ “………..so long in the United States as to constitute………” =  (.......นานมากในสหรัฐฯจนกระทั่งก่อให้เกิด..........)  ส่วนถ้าจะใช้  “so that”  จะต้องเปลี่ยนให้เป็น  “……….so long in the United States that it constitute………” = (..........นานมากในสหรัฐจนกระทั่งมันก่อให้เกิด............)   สำหรับ “could”  ใช้ไม่ได้ เนื่องจากประโยคในข้อ ๒๑ ประธานคือ “The practice”   และกริยาคือ “has been going on”  ดังนั้น  จะมี “could”  มาเป็นกริยาซ้อนอีกตัวไม่ได้  จงดูประโยคเปรียบเทียบต่อไปนี้

-         He worked so hard that he became ill. มีความหมายเหมือนกับ  He worked so hard as to become ill.  คือ “เขาทำงานหนักมากจนกระทั่งล้มป่วย”

22. The company president asked for the letter from the trust company, saying that he would deal with the matter __________. (ประธานบริษัทขอจดหมายจากบริษัททรัสต์  โดยกล่าวว่า  เขาจะจัดการกับเรื่องนี้ _____________ )

     (a)  politically (ในทางการเมือง, ในแบบรัฐศาสตร์)

     (b) politely (อย่างสุภาพ)

     (c)  probably (บางที, อาจจะ)

     (d) personally (อย่างเป็นการส่วนตัว)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด โดยอาจสังเกตจากข้อความ “ขอจดหมายจากบริษัททรัสต์จึงควรเป็นว่า  จะจัดการกับเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว”  ส่วน probably  หมายถึง “บางที, อาจจะ”  ซึ่งผู้พูดไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่  จะไม่เอาไว้ท้ายสุดของประโยค  แต่มักจะวางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  หรือไว้หลัง “modal verb” (will, would, shall, should, may, might, must, is, am, are, was, were)  เช่น                                

         - He probably went to the party last night. (เขาอาจจะไปงานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ก็ได้)

        - Next year I shall probably be looking for a job. (ปีหน้า  ผมอาจจะกำลังหางานทำอยู่นะ)

        - You are probably right. (คุณอาจจะถูกก็ได้ – ไม่แน่นะ)

        - The owner is probably a salesman. (เจ้าของ  บางทีอาจจะเป็นคนขายของ – ผมไม่แน่ใจ ๑๐๐  เปอร์เซนต์นะ)

23. Early philosophers believed that the mind was divided into three faculties __________ as feeling, intellect and wisdom. (นักปรัชญาในยุคก่อนๆเชื่อว่าจิตใจ (ของมนุษย์) ถูกแบ่งออกเป็นความสามารถที่จะทำอะไรได้ ๓ อย่าง ____________กันว่า (หรือในฐานะ) คือ ความรู้สึก (อารมณ์),  สติปัญญา  และความเฉลียวฉลาด)

     (a)  to know

     (b) knowing

     (c)  known (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

     (d) knew them

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากประโยคย่อย “the mind was divided into three…..………wisdom” มีกริยาแท้คือ  “was divided”  ดังนั้น  “known” ในข้อ   (c) จึงเป็นกริยาแท้อีกไม่ได้  แต่เป็นได้เพียงกริยาไม่แท้  โดยลดรูปมาจากประโยคย่อยของประโยคย่อยอีกทีหนึ่ง  กล่าวคือ ลดรูปมาจากประโยคย่อย “(faculties) which were known as……………wisdom” ซึ่งอยู่ในรูปของ “passive voice” เนื่องจาก  “faculties” ถูกรู้จักหรือเป็นที่รู้จัก  ซึ่งประโยคย่อยถูกลดรูปโดยการตัด “which were”  ทิ้งไป เหลือแต่ “known”

24. Due to new developments, it was necessary to __________ the management team. (เนื่องมาจากการพัฒนาการใหม่ๆ  มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะ _____________   คณะผู้บริหาร)

     (a) reorganize (จัดระเบียบใหม่, ปฏิรูป, ปรับปรุง)

     (b) reassure (ทำให้มั่นใจใหม่, ทำให้วางใจใหม่, รับรองใหม่, ประกันใหม่)

     (c)  require (ต้องการ, ปรารถนา, ขอร้อง, เรียกร้อง)

     (d) relocate (ย้ายที่ใหม่, หาที่ใหม่, กำหนดตำแหน่งใหม่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เพราะได้ใจความดีที่สุด

25. News services make _________ for newspapers to give their readers news from around the world. (การบริการข่าวสารทำให้ ___________   สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

     (a)  possible (เป็นไปได้)

     (b) it possible (มันเป็นไปได้)

     (c)  it is possible

     (d) possible that

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เพราะเป็น “pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คือ (make + กรรม + adj.) เช่น  “make it difficult”  “make it impossible”  “make it necessary”  “make it popular”  “make you skillful”  “make her happy”  “make them famous”  ซึ่งมีความหมายคือ “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”

26. When the information became _________, it was published in the newspaper. (เมื่อข้อมูลข่าวสาร ___________ , มันได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์)

      (a)  provided (ถูกจัดหา, ถูกมอบให้)

      (b) publicly (อย่างเปิดเผย, เป็นแบบสาธารณะ)

      (c)  available (หามาได้, มี, หาง่าย, ใช้ประโยชน์ได้, เท่าที่จะหาได้)

      (d) sustainable (ยั่งยืน, รักษาไว้ได้, ทำต่อไปได้)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  ส่วนข้อ (a) “provided”  ไม่นิยมใช้กับคำกริยา “became” แต่นิยมใช้กับ  “verb to be” (is, am, are) เช่น  “when the information was provided

27. _________ his tight schedule, Mr. Samuel will not be able to visit the factory this week. ( __________ ตารางเวลาที่แน่นเอี้ยดของเขา  มิสเตอร์แซมมวลจะไม่สามารถไปเยือนโรงงานได้ในสัปดาห์นี้)

      (a)  Instead of  (แทนที่จะ)

      (b) In spite of  (ทั้งๆที่)

      (c)  According to (ตามที่............ว่าไว้, สอดคล้องกับ)

      (d) Because of (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ทั้งนี้  “because of”  หรือ  “due to” ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน คือ “เนื่องมาจาก” หรือ “เพราะว่า”  จะใช้กับข้อความที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น  “เพราะว่าตารางเวลาแน่น  เขาจึงไม่สามารถไปเยือน..........”  “เพราะว่าฝนตก  น้ำจึงท่วม”  “เพราะว่าเขาเกียจคร้าน  เขาจึงสอบตก”  เป็นต้น

28. __________ Indiana, is in a rich farming and dairy area, it is primary a diversified industrial center. ( ___________  รัฐอินเดียน่า  อยู่ในพื้นที่เพาะปลูก และทำฟาร์มโคนมที่อุดมสมบูรณ์  แต่โดยพื้นฐานแล้ว  มันเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลาย)

     (a)  Fort Wayne

     (b) Fort Wayne is in

     (c)  Fort Wayne, in

     (d) Although Fort Wayne, (แม้ว่าเมืองฟอร์ท เวย์น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากประโยคนี้มีทั้งประโยคย่อย (Although Fort Wayne….……. diary area)  และประโยคใหญ่ (it is primary …………..center)  ซึ่งทั้ง ๒ ประโยคล้วนมี “ประธาน” และ “กริยา” ของตนเอง และมีข้อความที่ขัดแย้งกัน คือ “แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่เพาะปลูกและทำฟาร์มโคนม  แต่ก็เป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมที่หลากหลาย”   จึงต้องตอบข้อ (d) ได้เพียงอย่างเดียว

29. Not only __________ faster than cars in the old days, they also consume less gas and require less maintenance. (รถยนต์สมัยใหม่ไม่เพียงแต่จะวิ่งเร็วกว่ารถในสมัยโบราณ  มันยังใช้น้ำมันน้อยกว่าและต้องการการซ่อมบำรุงน้อยกว่าด้วย)

      (a)  modern cars are

      (b) modern cars

      (c)  are modern cars (รถยนต์สมัยใหม่)

      (d) because modern cars (เพราะว่ารถยนต์สมัยใหม่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากเป็นการเอา “not only”  มาไว้หน้าประโยค  แทนทีจะไว้ข้างในประโยค ซึ่งจะอยู่ในรูป  “Modern cars are not only faster…………”  แต่เมื่อต้องการจะเน้นย้ำคำว่า “ไม่เพียงแต่” (not only) (ซึ่งความหมายยังคงเหมือนกับเมื่อตอนที่อยู่ข้างในประโยค)  รูปแบบประโยคจะต้องเปลี่ยนไปดังนี้ คือ

-         Not only + modal verb (will, would, shall, should, can, could, may, might, must) + subject + V. 1  เช่น ในประโยค

-         Not only will he go to England, but he will also visit Scotland. (เขาไม่เพียงแต่จะไปอังกฤษเท่านั้น  แต่ยังจะไปเยือนสก๊อตแลนด์ด้วย) (= He will not only go to England but……………)

-         Not only can she swim well, but she can also cook skillfully. (เธอไม่เพียงแต่ว่ายน้ำเก่งเท่านั้น  เธอยังปรุงอาหารอย่างชำนาญด้วย) (= She can not only swim well but………….)

-        Not only + is (am, are, was, were) + subject + adjective  เช่น

-         Not only is she beautiful, but she is also kind. (เธอไม่เพียงแต่สวยเท่านั้น  แต่เธอยังใจดีด้วย) (= She is not only beautiful but………..)

-         Not only are they rich people, but they are also helpful. (พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นคนร่ำรวยเท่านั้น  แต่ยังชอบช่วยเหลือคนด้วย) (= They are not only rich people but they…………..)

-         Not only + has (have) + subject + V. 3  เช่น

-         Not only has she divorced him, she has also taken her 2 children with her. (เธอไม่เพียงแต่จะหย่ากับเขา  แต่เธอยังพาลูก ๒ คนไปกับเธอด้วย) (= She has not only divorced him but she has…………)

-         Not only have they got good grades in college, they have also got a scholarship to study abroad. (พวกเขาไม่เพียงแต่เรียนได้คะแนนดีในมหาวิทยาลัย  แต่ยังได้ทุนไปเรียนเมืองนอกด้วย) (= They have not only got……college but they have also………..)

30. The gymnasium facilities of this public school are _________ those of the finest private school in the country. (เครื่องอำนวยความสะดวกในโรงยิมของโรงเรียนรัฐบาลแห่งนี้ __________  เครื่องฯของโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดในประเทศ)

     (a)  second place from (เป็นที่สองจาก)

     (b) second only to (เป็นรองหรือเป็นที่สองก็เฉพาะแต่............เท่านั้น)

     (c)  second after (เป็นที่สองหลัง)

     (d) first except for (เป็นที่หนึ่งยกเว้นแต่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากเป็น “pattern”  ที่ต้องจำ คือ “second only to”  (เป็นรองหรือเป็นที่ ๒ ก็เฉพาะแต่..........เท่านั้น)  เช่น

-         San Francisco is second only to New York as the tourist city of the States. (ซานฟรานซิสโกเป็นรองก็เฉพาะแต่นิวยอร์คเท่านั้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวในสหรัฐฯ)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 3)

                        

               

                         

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence (จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.  The annual conference will take place _____________ June. (การประชุมประจำปีจะเกิดขึ้น _________  เดือนมิถุนายน)

     (a)  on

     (b) at

     (c)  in

    (d) of

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) ใช้ preposition “in”  กับ “เดือน

2.  All employees ____________ to attend next Monday’s staff meeting. (ลูกจ้างทุกคน __________ เข้าร่วมการประชุมพนักงานในวันจันทร์หน้า)

     (a)  encourage (กระตุ้น, ส่งเสริม, ให้กำลังใจ)

     (b) will encourage

     (c)  are encouraging

     (d) are encouraged (ได้รับการกระตุ้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากอยู่ในรูป “passive voice”  ประธานประโยคเป็นพหูพจน์และเป็นผู้ถูกกระทำ “ถูกกระตุ้น  แต่ถ้าจะใช้เป็น “future tense”   จะต้องเป็น “will be encouraged” (จะได้รับการกระตุ้น)

3.  We will have to ___________ strictly to meet expenses this month. (เราจำเป็นจะต้อง __________  อย่างเข้มงวดเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในเดือนนี้)

     (a)  economy (เศรษฐกิจ, การประหยัด)

     (b) economize (ประหยัด, กระเหม็ดกระแหม่, ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย)

     (c) economical (ซึ่งประหยัด)

     (d) economist (นักเศรษฐศาสตร์)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) หลัง “have to” (จำเป็นต้อง)  ต้องเป็นกริยาช่องที่ ๑ ส่วนข้อ (a)  และ  (d) เป็นคำนาม  สำหรับข้อ (c)  เป็นคำคุณศัพท์

4. We will need to think _____________ in order to find a good solution to this problem. (เราจำเป็นจะต้องคิด ___________  เพื่อจะหาทางแก้ปัญหาที่ดีต่อปัญหานี้)

     (a)  creative (ซึ่งสร้างสรรค์)

     (b)  creatively (อย่างสร้างสรรค์)

     (c)  created (สร้าง)

    (d) creator (ผู้สร้าง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากขยายกริยา “think”  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์ “adverb”

5. We ___________ each staff member to do his or her part to get this project completed on time. (เรา __________   พนักงานแต่ละคนให้ทำงานในส่วนของเขาหรือเธอเพื่อให้โครงการนี้แล้วเสร็จทันเวลา)

     (a) expect (คาดหวัง)

     (b) expel (ขับไล่, ขับออก, ตัดออกจากการเป็นสมาชิก)

     (c)  expend (ใช้หมด, ใช้เกลี้ยง, ใช้จ่าย, จ่ายเงิน)

     (d) expedite (เร่ง, กระตุ้น, ทำให้เร็วขึ้น, จัดการให้เสร็จอย่างรวดเร็ว, ส่งไป)

หมายเหตุ  - ตอบข้อ (a)  เพราะได้ใจความดีที่สุด คือ “คาดหวังให้ทำงานในส่วนที่ตนรับผิดชอบ

6. The final report should be sent ____________ the company’s main office before the end of the month. (รายงานฉบับสุดท้ายควรถูกส่ง ___________  สำนักงานใหญ่ของบริษัทก่อนสิ้นเดือน)

     (a)  in

     (b) on

     (c)  to

     (d) at

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจาก “ถูกส่งไปยัง”  ต้องใช้  “sent to

7. This office is expensive, but it’s ____________ than our old office. (สำนักงานนี้มีราคา (ค่าเช่า) แพง  แต่ว่ามัน ___________  กว่าสำนักงานเก่าของเรา)

    (a) space (อวกาศ, ที่ว่าง, ที่ว่างเปล่าในท้องฟ้า, ช่องว่างระหว่างบรรทัด, ระยะห่าง, เว้นระยะ)

    (b) spacious (มีเนื้อที่มาก, กว้างขวาง)

    (c) more spacious (กว้างขวางมากกว่า)

    (d) most spacious (กว้างขวางที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบขั้น “กว่า” (comparative)  สังเกตได้จาก    than  และเนื่องจาก  “spacious”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้ “more”   นำหน้า

8. He will call you as soon as he ___________ . (เขาจะโทรฯหาคุณในทันทีที่เขา  ___________.

    (a) arrive

    (b) arrives (มาถึง)

    (c) arrived

    (d) will arrive

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากประโยคนี้มีประโยคใหญ่ (main clause)  “He will call you”)  เป็น  “future tense” ดังนั้น ประโยคย่อย (subordinate clause) “as soon as he arrives”  จึงต้องอยู่ในรูป “present simple tense  นอกจากนั้น  หลังคำ “as soon as”  “before”  “after”  “when”   ไม่นิยมใช้ประโยคเป็นรูป  “future tense”   แต่ใช้เพียง “simple tense”  เท่านั้น  ส่วนจะเป็น “present simple”   หรือ  “past simple”  ให้ดูที่กริยาในประโยคใหญ่เป็นหลัก เช่น

-         He will call you as soon as he arrives. (เขาจะโทรมาหาคุณทันทีที่เขามาถึง)

-         He would call you as soon as he arrived.

-         I will take a walk before I go to work. (ผมจะเดินออกกำลังก่อนไปทำงาน)

-         I would take a walk before I went to work.

-         She will come to see me after she finishes her work. (เธอจะมาเยี่ยมผมหลังจากเธอทำงานเสร็จ)

-         She would come to see me after she finished her work.

-         They will go swimming when they have time. (พวกเขาจะไปว่ายน้ำเมื่อพวกเขามีเวลา)

-         They would go swimming when they had time.

9. The board of directors agreed ___________ Mrs. Caroline’s contract for another year. (คณะกรรมการบอร์ดตกลงที่จะ ___________  สัญญาของมิสซิสแคโรลีนออกไปอีกปีหนึ่ง)

     (a)  renew

     (b) renewing

     (c)  to renew (ต่ออายุ)

     (d) will renew

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “agree”  เมื่อตามด้วยคำกริยา จะต้องอยู่ในรูป “infinitive with to”   คือ “verb”  ที่มี  “to”  นำหน้า  กล่าวคือ คำกริยาที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องตามด้วย  “to + verb ช่องที่  1”  ได้แก่  expect (คาดหวัง)   refuse (ปฏิเสธ)  promise   (สัญญา)  offer (เสนอ)  hope (หวัง)  want (ต้องการ)  plan (วางแผน)  dare (กล้า)  need  (ต้องการ, จำเป็น) fail (ล้มเหลว, ไม่สามารถ)  claim (อ้าง)  hesitate (รีรอ, ลังเลใจ)  demand  (เรียกร้อง, ต้องการ)  wish (ปรารถนา)  agree (ตกลง, เห็นพ้อง)  determine (มุ่งมั่น, ตั้งใจ)  intend (ตั้งใจ)  decide (ตัดสินใจ)  seem (ดุเหมือนว่า)  resolve (ตัดสินใจ)  pretend (แสร้งทำ)  tend (มักจะชอบ)  come (มา)  happen (บังเอิญ)  hurry (รีบเร่ง)  prove (พิสูจน์)  ask  (ร้องขอ)  care (เอาใจใส่, สนใจ)  choose (เลือก)  beg (ขอร้อง)  manage (สามารถ, จัดการ)  afford (มีฐานะพอ)  appear (ปรากฎว่า)  arrange (จัดแจง, เตรียมการ)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         She promised to come. (เธอสัญญาว่าจะมา)

-         He asked to go to the party. (เขาขอร้องจะไปงานเลี้ยง)

-         They failed to pass the exam. (พวกเขาไม่สามารถสอบผ่าน)

-         We expected to finish our work on time. (เราคาดหวังว่าจะทำงานเสร็จทันเวลา)

-         He hopes to win the contest. (เขาหวังจะชนะการแข่งขัน)

-         She offered to take care of my children when I was away. (เธอเสนอที่จะดูแลลูกๆของผมเมื่อผมไม่อยู่)

-         They pretended to sleep when I came in. (พวกเขาแสร้งทำเป็นหลับเมื่อผมมาถึง)

-         He managed to pay the rent before the end of the month. (เขาสามารถจ่ายค่าเช่าก่อนสิ้นเดือน)

-         She afforded to buy a luxurious car. (เธอมีเงินพอจะซื้อรถคันหรู)

-         We decided to go skiing last winter. (เราตัดสินใจไปเล่นสกีฤดูหนาวปีที่แล้ว)

-         If you happen to pass by, please call me. (ถ้าคุณบังเอิญผ่านมา (ที่เมืองนี้)  โปรดโทรฯมาหาผมด้วย)

-         He plans to study in the U.S. (เขาวางแผนที่จะไปเรียนในอเมริกา)

-         She wanted to marry a wealthy man. (เธอต้องการจะแต่งงานกับชายที่ร่ำรวย)

-         They refused to come to his party. (พวกเขาปฏิเสธที่จะไปงานเลี้ยงของนายคนนั้น)

                  นอกจากนั้น  กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคลหรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  infinitive  with to”  เสมอ  ได้แก่  cause  force  compel  invite  advise  instruct  persuade  allow  permit  encourage  press  warn  order  request  tempt  teach  tell  oblige     ตัวอย่างประโยค เช่น

-         We ordered him to leave. (เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon. (เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party. (พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard. (ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside. (ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook. (หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer. (พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly. (น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress. (เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder. (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

10. Both breakfast ___________ lunch are served in the company cafeteria. (ทั้งอาหารเช้า ___________  อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

      (a) but (แต่)

      (b) or (หรือ)

      (c) either (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

      (d) and (และ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  เช่น  “both……and…..” (ทั้ง.......และ.....)  “either……or…..” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง)  “neither……nor…..” (ไม่ทั้ง.......และ..........)  “not only…… but also……” (ไม่เพียงแต่......... แต่...........ด้วย)  เช่น

-         Either John or his sister will come to my party. (จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว – จะมางานเลี้ยงของผม)

-         Neither you nor I can achieve the goals. (ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย – คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

-         Not only Peter but also Frank passes the test. (ไม่เพียงแต่ปีเตอร์แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ – คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

-         Both Mary and her sister have divorced their husbands. (ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

11. The new company headquarters is __________ Robson Street. (สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของบริษัทอยู่ _____________ ถนนร๊อบสัน)

       (a) on

       (b) at

       (c) in

       (d) to

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  อยู่ที่ถนนอะไร  ให้ใช้  “on

12. Everybody employed by this office _________ a professional degree. (ทุกคนที่ถูกจ้างโดยสำนักงานแห่งนี้ ____________  ปริญญาด้านอาชีพ – ที่ชำนาญเฉพาะทาง)

      (a) has (มี)

      (b) have

      (c) to have

      (d) is having

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากประธานของประโยคคือ “everybody” เป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องใช้  “has  ส่วน  “employed by this office” เป็นส่วนขยายประธาน  สำหรับ “a professional degree”  เป็นกรรมของกริยา  “has”

13. Dr. Smith, ________ book I just showed you, works as a professor in an outstanding university. (ด็อกเตอร์สมิธ,  ผู้ซึ่งหนังสือ ____________   ผมเพิ่งจะแสดงให้คุณดู, ทำงานเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง)

     (a)  who (ผู้ซึ่ง)

     (b) whom

     (c)  whose (ของเขา)

     (d) that (ผู้ซึ่ง, ที่, ซึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ “หนังสือของเขา

14. You can expect _________ your first paycheck before the end of your first month of employment. (คุณสามารถคาดหวังจะ ____________   เช็คเงินเดือนใบแรกของคุณก่อนสิ้นเดือนแรกของการว่าจ้างงาน)

     (a)  receive

     (b) receiving

     (c)  to receive (ได้รับ)

     (d) recipient (ผู้รับ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากกริยาที่ตามหลังกริยา  “expect”  ต้องอยู่ในรูป “infinitive with to”  คือ verb  ช่องที่ ๑ ที่มี  “to”  นำหน้า  สำหรับกริยาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ  “expect”  และต้องตามด้วย  “to + verb 1”   ให้ดูในข้อ ๙ ของแบบทดสอบนี้

15. We are looking for ways to reduce expenses _________ our financial situation is not good. (เรากำลังหาวิธีลดค่าใช้จ่าย __________  สถานการณ์ทางการเงินของเราไม่ค่อยดี)

     (a)  but (แต่)

     (b) or (หรือ)

     (c)  although (แม้ว่า)

    (d)  because (เพราะว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)   เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่ “เรากำลังหาวิธีลดค่าใช้จ่าย” เป็นเหตุเป็นผลกับข้อความในประโยคย่อย  “เพราะว่าสถานการณ์ทางการเงินไม่ค่อยดี  กล่าวคือ  “หาวิธีลดค่าใช้จ่าย” เป็นผลลัพธ์  ส่วน  “สถานการณ์ทางการเงินไม่ดี”  เป็นสาเหตุ

16. It is important to dress _________ when going on a job interview. (มันสำคัญที่จะแต่งตัว ____________  เมื่อไปสัมภาษณ์งาน – ที่ตนสมัคร)

      (a) professor (ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัย)

      (b) profession (อาชีพ, วิชาชีพ, การประกาศความศรัทธาหรือความนับถือในศาสนา)

      (c) professional (เกี่ยวกับอาชีพ, เหมาะสมกับอาชีพ, ชำนาญ, เชี่ยวชาญ, ผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ)

       (d) professionally (อย่างเหมาะสมกับอาชีพ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  (d) เนื่องจากขยายกริยา “dress”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (adverb)

17. The old house on the corner is _________ down and needs some serious repair  work. (บ้านหลังเก่าที่มุมถนน ___________  ลง  และต้องการงานซ่อมแซมอย่างจริงจัง)

     (a)  falls (พัง, ตก, ร่วง, หล่น, ล้ม, ลด, ถอย, เสื่อม, การตก-ร่วง-หล่น-ล้ม-ลด-ถอย)

     (b) fell

     (c)  falling (กำลังพังหรือล้ม)

    (d) fallen

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประโยคนี้อยู่ในรูป “present continuous tense (is, am, are + V. ing)    และเป็นประโยค “active voice”  ซึ่งประธานของประโยค the old house”  สามารถ “พังหรือล้ม” ได้เอง

18. The _________ of our manufacturing process has saved the company a lot of  money. ( ____________ ของขบวนการผลิตของเราช่วยประหยัดเงินให้บริษัทมากมาย)

     (a)  simplify (ทำให้ง่ายขึ้น, ทำให้ไม่ยุ่งเหยิง, ทำให้เข้าใจง่าย, ทำให้ชัดเจน)

     (b)  simplification (การทำให้ง่ายขึ้นหรือไม่สลับซับซ้อน)

     (c)  simple (ง่ายๆ, ไม่ยุ่งยาก, ไม่สลับซับซ้อน, เข้าใจง่าย, ชัดแจ้ง, ถ่อมตัว, เซ่อๆ, ขาดประสบการณ์หรือความรู้)

     (d) simply (อย่างง่ายๆ, อย่างไม่ยุ่งยาก, อย่างไม่สลับซับซ้อน, เพียงเท่านั้นเอง, ตรงไป     ตรงมา, อย่างไม่มีเล่ห์เหลี่ยม)

หมายเหตุ  - ตอบข้อ (b)  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  จึงต้องเป็นคำนาม (noun)  สังเกตได้อีกอย่างคือ  หลัง “article”  (a, an, the)  ต้องเป็นคำนามเสมอ  สำหรับกริยาคือ   “has saved”  ส่วน  “of our manufacturing process”  เป็นส่วนขยายประธาน  สำหรับข้อ (a) เป็นคำกริยา  ข้อ  (c) เป็นคำคุณศัพท์   และข้อ (d)  เป็นกริยาวิเศษณ์

19. They prohibit _________ in any part of the building or grounds. (พวกเขาห้าม  ___________ ในส่วนใดๆของอาคารหรือพื้นดิน)

       (a) smoke

       (b) to smoke

       (c) smoking (การสูบบุหรี่)

       (d) will smoke

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลังกริยา “prohibit”  จะต้องอยู่ในรูป gerund  คือ V.+ ing สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “gerund” (V + ing)  ได้แก่  avoid  consider suggest  enjoy  finish  appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า)  allow  permit  postpone (เลื่อนออกไป)  practice  prohibit (ห้าม)  mind (รังเกียจ)  deny (ปฏิเสธ)  resist (ยับยั้ง, ระงับ)  recall (นึกได้, ระลึกได้)  resent (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ)  cannot stand  (ทนไม่ได้)  admit  delay  confess  imagine  cannot help (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้)  excuse  forgive  dislike (ไม่ชอบ)  miss (พลาดโอกาส)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         She enjoys reading novels. (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-         I cannot stand listening to his complaints any more. (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-         We could not avoid meeting him. (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-         They enjoyed listening to music. (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot. (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-         Jim finished writing a report last night. (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-         The man admitted taking the bicycle. (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-         She is sorry that she missed meeting you. (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-         They practice speaking French every day. (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-         We consider buying a new home. (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room. (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-         Do you mind opening the window? (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-         The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

20. The director says that he _________ to hire several new staff members next summer. (ผู้อำนวยการกล่าวว่าเขา  _______  ที่จะจ้างพนักงานใหม่หลายคน)

     (a) plans (วางแผน)

     (b) plan

     (c)  planning

     (d) planned

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่ (says)  เป็นปัจจุบัน (present simple tense)  กริยาในประโยคย่อย (plans)  จึงควรเป็นปัจจุบันด้วย  ส่วนข้อ (b)  ผิด เนื่องจากประธานในประโยคย่อย (he)  เป็นเอกพจน์  กริยา (plans)  จึงต้องเติม  “s”

21. The manager let everyone _________ the office early to attend the convention. (ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน _________  สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

      (a) to leave

      (b) leaves

      (c) left

      (d) leave (ออกจาก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากหลังกรรมของ make, let, have, see, hear, feel  ต้องอยู่ในรูป   “infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า ตัวอย่างประโยค เช่น

-         She lets them play in the field. (เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-         We made them laugh. (เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-         I heard her sing. (ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-         He saw her walk in the street. (เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-         She had them clean her room.(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

22. The company will review your application _________ you have submitted all your paperwork. (บริษัทจะทบทวนใบสมัครของคุณ ___________ คุณได้ส่งมอบงานเอกสารทั้งหมดของคุณ)

     (a)  soon (ในไม่ช้า, โดยทันที)

     (b) before (ก่อน)

     (c)  as soon as (ในทันทีที่)

    (d) sooner than (เร็วกว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

23. The woman __________ rents this room uses it only a few days a month. (ผู้หญิง _________  เช่าห้องนี้ใช้มันเพียงแค่ ๒ – ๓ วันในหนึ่งเดือน)

       (a) who’s

       (b) who (ผู้ซึ่ง)

       (c) whom (ผู้ซึ่ง)

       (d) whose (ของเขา/เธอ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “who”  เป็นประธานของประโยคย่อย “who rents this room”

24. _________ we were careful with expenses, we still went over our budget this year. ( _________  เราระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย  เรายังคงใช้เงินเกินงบประมาณในปีนี้)

     (a)  Since (เพราะว่า, ตั้งแต่)

     (b) Because (เพราะว่า)

     (c)  Even though (ถึงแม้ว่า)

     (d) If (ถ้า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากข้อความในประโยคย่อย “even though we were careful with expenses”   ขัดแย้งกับข้อความในประโยคใหญ่ “we still went over ………”  กล่าวคือ  “แม้ว่าจะระวังเรื่องค่าใช้จ่าย  แต่ก็ยังใช้เงินเกินงบฯ”

25. After listening to his thorough _________ , I had no problems understanding how to use the software. (หลังจากการฟัง ___________   ที่ละเอียดละออของเขา  ผมไม่มีปํญหาในการเข้าใจเรื่องว่าจะใช้ซอฟต์แวร์นี้อย่างไร)

     (a)  explained (อธิบาย)

     (b) explains

     (c)  explanatory (เกี่ยวกับการอธิบาย, ซึ่งเป็นการอธิบาย)

     (d) explanation (คำอธิบาย, การอธิบาย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากข้อความหลัง “listening to”  ต้องเป็นคำนาม (ในที่นี้ คือ “explanation” ) หรือคำสรรพนาม (him, her, them, us)  และสังเกตได้อีกอย่าง คือ “thorough” (ละเอียดละออ)  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องขยายอยู่หน้าคำนาม

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 2)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence (จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.  If we hadn’t left the house so late, we ____________ the train. (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เรา _________ รถไฟ)

     (a)  wouldn’t miss

     (b) won’t have missed

     (c)  won’t miss

     (d) wouldn’t have missed {คงจะไม่พลาด (ตก)}

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจากเป็นการสมมติในอดีต คือ “if clause”   แบบที่ 3  ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือตรงข้ามกับข้อความที่ให้มาในประโยค เช่น “ถ้าเราไม่ออกจากบ้านสาย (เมื่อเช้านี้หรือเมื่อวานนี้)  เราก็คงไม่ตกรถไฟ”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คือ  “if + subject + had (not) + V ช่อง 3, subject + would (not) + have + V ช่อง 3” หรือเอา “if clause”   ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาอีก “clause”  หนึ่งซึ่งเป็นประโยคใหญ่ (main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย (if clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต เช่น

-         If he had studied hard, he would have passed the exam. (ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-         If you had asked me, I would have told you the truth. (ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-         If they had not stopped smoking, they would have died of cancer. (ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-         She would have gone to the market if she had had something to buy. (เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน “if clause” มี  “had” 2 ตัว    ตัวหน้าแสดง “past perfect tense”   ส่วน “had”   ตัวหลังมาจาก  “have”  ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง “had” จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น verb  ช่องที่ 3  ทำให้มี “had”  2 ตัว

-         I would not have bought a car if my office had not been very far from my home. (ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

           สรุป  ใน “if clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป “past perfect” {had (not) + V 3} เสมอ  ส่วนใน  “main clause”  (ประโยคใหญ่) จะเป็นรูป “past future perfect” {would (not) + have + V 3} จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

2.  They brought extra chairs into the room ____________ they expected a large number of people to attend the meeting. (พวกเขานำเก้าอี้เสริมเข้ามาในห้อง ________ พวกเขาคาดหวังว่าจะมีผู้คนมากมายมาร่วมประชุม)

     (a)  however (อย่างไรก็ตาม)

     (b) moreover (ยิ่งไปกว่านั้น)

     (c)  since (เพราะว่า)

     (d) although (ถึงแม้ว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เพราะสมเหตุสมผลที่สุด  เนื่องจากข้อความเป็นเหตุเป็นผลกัน คือ “นำเก้าอี้เสริมเข้ามา (เป็นผล)  เพราะว่าคาดว่าจะมีคนมาร่วมประชุมเยอะ (เป็นเหตุ)”

3.  ___________ he graduated from the university, he got a job at a good company. ( ___________ เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัย  เขาได้งานทำในบริษัที่ดี)

     (a)  Later (ต่อมา)

     (b) After (ภายหลังจาก)

     (c)  Following (ภายหลัง)

    (d) Next (ต่อมา, ถัดมา)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b. เพราะได้ใจความดีที่สุด  ทั้งนี้  “after” อาจตามด้วยประโยค หรือวลีก็ได้ส่วน  “following”  เป็น “preposition”  จึงต้องตามด้วยวลีเพียงอย่างเดียว  จะตามด้วยประโยค   (he graduated)  ไม่ได้  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         After a heavy rain (วลี), there was a big flood (ประโยค). (หลังจากฝนตกหนัก  มีน้ำท่วมใหญ่)

-         After the police’s investigation (วลี), the man was found guilty (ประโยค). (หลังจากการสอบสวนของตำรวจ  ชายคนนั้นถูกพบว่ามีความผิด)

-         After he had finished his work (ประโยคย่อย), he went back home (ประโยคใหญ่). (หลังจากเขาทำงานเสร็จ  เขากลับบ้าน)

-         Following a hard day’s work (วลี), we felt very tired (ประโยค). (ภายหลังจากงานหนัก  เรารู้สึกเหนื่อยอย่างมาก)

-         Following a long and severe winter (วลี), there was a pleasant and warm spring (ประโยค). (หลังจากหน้าหนาวที่ยาวนานและ (หนาว) รุนแรง  มีฤดูใบไม้ผลิที่น่ารื่นรมย์และอบอุ่น – ตามมา) 

4.  Several important pieces of information were ____________ from the report. (ข่าวสารสำคัญหลายชิ้นได้ถูก ____________ จากรายงาน)

     (a) omitted (เอาออก, ตัดทอน, ข้ามไป, ไม่พูดถึง, ละเว้น, ละเลย)

     (b) omit

     (c)  omitting

     (d) omission (การละเว้น, การเอาออก, การตัดทอน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เนื่องจากเป็น “passive voice” คือ ประธานของประโยค  (pieces of information)   เป็นผู้ถูกกระทำ  หมายถึง “ข่าวสารถูกเอาออกหรือตัดทอนจากรายงาน”  ทั้งนี้ ประธานประโยคจริงๆคือ  “pieces”  ซึ่งเป็นพหูพจน์  ส่วน  “of information”   เป็นส่วนขยายประธาน และเนื่องจากประโยคนี้เป็นอดีต จึงต้องใช้ในรูป  {subject (พหูพจน์) + were + V 3}  หรือ  {subject (เอกพจน์)  + was + V 3}  ตัวอย่างประโยค  “passive voice”  ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต เช่น

-         The birds were shot by the hunter. (นกถูกยิงโดยนายพราน)

-         The dog was run over by a car. (หมาถูกทับโดยรถ หรือ หมาถูกรถทับ)

-         They were punished by their parents. (พวกเขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่)

-         She was admitted to a hospital. (เธอถูกรับเข้า – เป็นคนป่วย – ในโรงพยาบาล)

5.  The office was in excellent condition when we moved in because the former ____________ was very tidy. (สำนักงานอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยมเมื่อเราย้ายเข้ามา  เพราะว่า ____________ คนก่อนมีระเบียบเรียบร้อย-สะอาดสะอ้านอย่างมาก)

     (a) occupant (ผู้ครอบครอง, ผู้เช่าอาศัย, ผู้พำนักอาศัย)

     (b) occupy (ครอบครอง, ครอง, อาศัยอยู่, ยึดครอง)

     (c) occupied

     (d) occupancy (การครอบครอง, การพำนักอาศัย, การยึดครอง, ช่วงเวลาการครอบครองหรือยึดครอง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เนื่องจากเหมาะสมที่สุด  คำที่จะเติมลงไปในข้อนี้จะต้องเป็นคำนามเนื่องจากมีคำคุณศัพท์  (former)  ขยายอยู่ข้างหน้า  และต้องเป็นบุคคลด้วย คือ “ผู้ครอบครองคนก่อน”  ส่วนข้อ  b.  และ c.  เป็นคำกริยา  สำหรับข้อ  d.  เป็นคำนามก็จริง  แต่ความหมายสู้ข้อ  a.  ไม่ได้

6. The document that you requested _____________ on your desk. (เอกสารที่คุณร้องขอ __________  บนโต๊ะทำงานของคุณ) 

    (a) am

    (b) is

    (c) are

    (d) were

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เนื่องจากประธานของประโยคคือ “the document”   ซึ่งเป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเป็น  “is”  ส่วนข้อ  c. และ  d. ใช้กับประธานพหูพจน์  สำหรับข้อความ “that you requested”  เป็นอนุประโยค  (adjective clause)  ทำหน้าที่ขยายประธาน (the document)

7. Dr. Simon is a well-respected expert and has ____________ experience in her field. (ด็อกเตอร์ไซม่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับความเคารพเป็นอย่างมาก  และมีประสบการณ์ ___________ ในสาขาของเธอ)

     (a)  extend (ขยายหรือต่อเวลาออกไป, ขยายออกไป, ทำให้กว้างออก, กางออก, แผ่ออก)

     (b) extends

     (c)  extensive (กว้างขวางมาก, กว้าง, ครอบคลุม, แพร่หลาย, ถ้วนทั่ว)

     (d) extension (การขยายหรือต่อออกไป, การทำให้กว้าง, การกางออก-แผ่ออก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เนื่องจากคำที่จะเติมลงไปต้องเป็นคำคุณศัพท์  (adjective)  เพราะขยายคำนาม  (experience) ส่วนข้อ  a.  และ b.  เป็นคำกริยา  สำหรับข้อ  d.  เป็นคำนาม

8. The reports must be turned ____________ before the end of the week.  (รายงานจะต้องถูก ___________  ก่อนปลายสัปดาห์)

    (a) on

    (b) up

    (c) off

    (d) in

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d. turn in   มีความหมายว่า “ส่งหรือมอบ”  turn up  หมายถึง “มาถึง, ปรากฎตัว, พบ, ปรับเสียงให้ดังขึ้น, เลาะปลายขากางเกงให้สูงขึ้นมา”  turn on หมายถึง เปิด (วิทยุ, ทีวี, ไฟ, น้ำก๊อก), ดึงดูดหรือทำให้หลงเสน่ห์, จู่โจมทำร้าย  ส่วน  turn off  หมายถึง ปิด (วิทยุ, ทีวี, ไฟ), เลิกตื่นเต้นหรือสนใจ

9. Mr. Ford _____________ investing in that company, but he finally decided against it. (มิสเตอร์ฟอร์ด _________  การลงทุนในบริษัทนั้น  แต่ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจไม่ลงทุน)

     (a)  considerate (เกรงอกเกรงใจ, นึกถึงผู้อื่น)

     (b) considerable (มากมาย)

     (c)  considerably (อย่างมากมาย)

    (d) considered (พิจารณา, ครุ่นคิด, คิด, คำนึงถึง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจากประโยคนี้ขาดคำกริยาแท้  โดยมีประธานคือ “Mr. Ford” ส่วน  “investing”  เป็น  “gerund”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาแท้   “considered”   สำหรับข้อ  a.  และ  b. เป็นคำคุณศัพท์  (adjective)  ส่วนข้อ  c.  เป็นกริยาวิเศษณ์ (adverb) (สำหรับรายละเอียดกลุ่มคำกริยา ที่ต้องมีกรรมมารับหรือตามด้วยกรรม  ทั้งที่เป็นคำนามหรือ “gerund” (V + ing)    ให้ดูในหมวดข้อสอบ TOEIC  (ตอนที่ 1) ข้อ 2 )

10. The report has to be completed ____________ 4.00 p.m. today at the latest. (รายงานจะต้องถูกทำให้เสร็จ ___________  ๔ โมงเย็นวันนี้เป็นอย่างช้า)

       (a) to

       (b) after (ภายหลัง)

       (c) by (ภายในหรือราวๆ)

       (d) until (จนกระทั่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.   เพราะได้ใจความดีที่สุด

11. Currently they ____________ lower prices than any of their competitors. (ในปัจจุบัน  พวกเขา __________  ราคาที่ต่ำกว่าของผู้แข่งขัน (ผู้ขาย) รายใดๆ)

      (a) offered (เสนอ)

      (b) are offering (กำลังเสนอ)

      (c) did offer

      (d) to offer

หมายเหตุ –  ตอบข้อ  b.   ข้อนี้คำกริยาต้องอยู่ในรูปปัจจุบัน (present)  เพราะมีคำ  “currently  โดยจะเป็น “present simple”  หรือ  “present continuous”  ก็ได้   ในที่นี้เป็น “present continuous”  ส่วนข้อ  a.  เป็นอดีต

12. It is a bit scary riding this elevator because it ___________ at such a rapid rate. (มันน่ากลัวนิดหน่อยในการขึ้น (ใช้) ลิฟต์ตัวนี้  เพราะว่ามัน __________    ด้วยอัตราความเร็วที่มาก)

      (a) descends (เคลื่อนลง, ลง, ตกลงมา)

      (b) decreases (ลดลง, น้อยลง, ทำให้ลดลง)

      (c) diminishes (ลดลง, ทำให้ลดลง)

      (d) devalues (ลดค่า, ทำให้ลดค่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เพราะได้ความหมายดีที่สุด คือ “น่ากลัวเพราะลิฟต์เคลื่อนขึ้น-ลงเร็ว”

13. There were several qualified candidates for the job, but we could __________only one. (มีผู้สมัครเข้าแข่งขันที่มีคุณวุฒิครบถ้วนอยู่มากมายสำหรับงาน  แต่ว่าเราสามารถ ___________ เพียงคนเดียวเท่านั้น)

     (a) choose (เลือก)

     (b) chose (กริยาช่องที่ ๒)

     (c)  chosen (กริยาช่องที่ ๓)

     (d) choice (การเลือก, ทางเลือก, ตัวเลือก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เนื่องจากกริยาที่ตามหลัง “could”   ต้องเป็นรูป “infinitive without to”   คือ  verb ช่องที่  1 (V. 1) ที่ไม่มี “to” นำหน้าเสมอ  verb   ประเภท modal verb ที่ต้องตามด้วย  infinitive without to  ได้แก่  can  could  will  would  shall  should  may  might  must  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        I will leave for London next week. (ผมจะไปลอนดอนสัปดาห์หน้า)

-        They should get up early to catch the bus. (เขาควรจะตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถ)

-        We can not swim in that dangerous river. (เราไม่สามารถว่ายน้ำในแม่น้ำที่อันตรายนั้นได้)

-        You must study hard to get a scholarship. (คุณต้องขยันเรียนเพื่อที่จะรับทุน)

14. No one can go home _____________ the work is finished. (ไม่มีใครสามารถกลับบ้านได้ ___________  งานถูกทำจนเสร็จ)

      (a) since (เพราะว่า, ตั้งแต่)

      (b) until (จนกระทั่ง)

      (c) if (ถ้า)

      (d) because (เพราะว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b. เพราะได้ใจความดีที่สุด คือ “ยังกลับบ้านไม่ได้  จนกระทั่งงานเสร็จ)

15. There’s a phone on the table ____________ my desk. (มีโทรศัพท์เครื่องหนึ่งบนโต๊ะ ___________  โต๊ะทำงานของผม)

       (a) outside (ข้างนอก)

       (b) inside (ข้างใน)

       (c) beside (ข้าง)

       (d) over (เหนือ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เพราะได้ใจความดีที่สุด คือ “มีโทรศัพท์บนโต๊ะข้างโต๊ะทำงาน”

16. Everyone is expected to arrive at the meeting _____________. (ทุกคนได้รับการคาดหวังให้มาถึงที่การประชุม __________ )

      (a) prompt (รวดเร็ว, ฉับพลัน, ทันทีทันใด)

      (b) promptness (ความรวดเร็ว-ฉับพลัน-ทันทีทันใด)

      (c) promote (ส่งเสริม, สนับสนุน)

      (d) promptly (อย่างรวดเร็ว-ฉับพลัน-ทันทีทันใด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจากขยายคำกริยา (arrive)   จึงต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adverb)

17. They will interview each candidate before they _____________ who to hire. (พวกเขาจะสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนก่อนที่พวกเขา  _________  ว่าจะจ้างใคร)

     (a) decide

     (b) will decide

     (c)  decided

     (d) will be decided

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เพราะต้องใช้รูป “present tense”  คู่กับ “future tense”  เพราะเป็นเรื่องอนาคต  แต่จะใช้รูป “future tense”   ทั้งกับประโยคใหญ่และประโยคย่อย (ที่นำหน้าด้วย  “before” ) ไม่ได้ โดยเฉพาะประโยคหลัง  “before”  “after”  “when”   นิยมใช้เป็น “present simple”  ธรรมดาเท่านั้น (หรือใช้รูป “past simple”  ถ้ากริยาในประโยคใหญ่ อยู่ในรูป “would + V. 1”)  สำหรับข้อ  c.  เป็นอดีต ซึ่งผิด  ส่วนข้อ  d.  เป็นอนาคตแบบถูกกระทำ  (passive voice)  ซึ่งไม่ใช่  เพราะประธาน (they)  เป็นผู้กระทำกริยา คือตัดสินใจเอง  ตัวอย่างประโยคประเภทนี้ได้แก่

-        They will finish their work before we arrive. (พวกเขาจะทำงานเสร็จก่อนเราไปถึง)

-        He will lose all his money before he wins the lottery. (เขาจะสูญเสียเงินทั้งหมดก่อนเขาถูกล็อตตารี่)

-        We will suffer a great deal after the flood increases. (เราจะเดือดร้อนอย่างมากหลังจากน้ำท่วมมากขึ้น)

-        She would lock her house before she went out. (เธอจะล๊อกบ้านของเธอก่อนออกไปข้างนอก)

-        I will tell you when I complete all my work. (ผมจะบอกคุณเมื่อผมทำงานเสร็จหมดแล้ว)

18. The new chairs that he bought for the office ____________ not very comfortable. (เก้าอี้ตัวใหม่ที่เขาซื้อสำหรับสำนักงาน _________  (นั่ง) ไม่สบายมากนัก)

    (a)  is

    (b)  are

    (c)  was

    (d) do

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เนื่องจากประธานประโยค (chairs)  เป็นพหูพจน์  และต้องใช้ “verb to be” (are)  เนื่องจากมีคำคุณศัพท์  (comfortable) มาขยาย   ส่วนข้อ  d. ใช่ไม่ได้  เพราะ “do not”  ต้องตามด้วย คำกริยาเท่านั้น  สำหรับข้อความ “that he bought for the office”   เป็น  “adjective clause” ขยายประธาน (chairs)

19. _____________ your time card whenever you enter or leave the building. ( __________ บัตรลงเวลาทำงานของคุณเมื่อใดก็ตามที่คุณเข้าหรือออกจากอาคาร)

     (a) Punching

     (b) Punch (ตอก, ปั๊ม)

     (c) Punches

     (d) Punched

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยคคำสั่ง เหมือนกับมีประธาน “you” อยู่หน้าประโยค  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ดังนั้น  กริยาที่ตามหลัง “you”  ซึ่งเป็นคำสั่งในปัจจุบัน  จะต้องเป็น  “infinitive without to”   คือ “verb ช่องที่ 1 (V. 1)”  ที่ไม่มี  “to”  นำหน้าเสมอตัวอย่างประโยคคำสั่งแบบนี้ เช่น

-        Study hard if you want to pass the exam. (ขยันเรียนนะถ้าคุณอยากสอบผ่าน)

-        Leave her alone until she calms down. (จงปล่อยเธอไว้คนเดียว – คืออย่าไปกวน – จนกระทั่งเธอค่อยสงบสติอารมณ์ลง)

-        Come to see me tomorrow at my office. (มาพบผมพรุ่งนี้ที่ออฟฟิศนะ)

20. The office is right ____________ the street from the subway station.  (สำนักงานอยู่ ___________  ถนนจากสถานีรถไฟใต้ดิน)

      (a) next (ถัดไป, ถัดจาก)

      (b) under (ใต้)

      (c) across (อยู่อีกข้างหนึ่ง, ข้าม, ขวาง, จากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง)

      (d) between (ระหว่าง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ c. เพราะได้ความหมายดีที่สุด คือ “ออฟฟิศอยู่อีกข้างหนึ่งของถนน  จาก สถานีฯ”  ส่วน “next”  ต้องตามด้วย  “to”  เสมอ เช่น “His house is next to my house.” (บ้านของเขาอยู่ถัดจากบ้านของผมไป)

21. If we ____________ all night, we might have finished the report on time. (ถ้าเรา _________  ตลอดคืน  เราอาจจะทำรายงานได้เสร็จทันเวลา)

      (a) worked

      (b) have worked

      (c) had worked

      (d) would have worked

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เนื่องจากเป็นการสมมติในอดีต (if clause  แบบที่ 3) คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค กล่าวคือ  “ถ้าเราได้ทำงานกันตลอดคืน  เราก็อาจจะได้ทำรายงานเสร็จทันเวลาไปแล้ว”  แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คือ  “เรามิได้ทำงานกันตลอดคืน  เราเลยทำงานไม่เสร็จทันเวลา”  “if clause”   ประเภทนี้  ใน “if clause”  ใช้ “if + subject + had (not) + V. 3   ส่วนใน “main clause” ใช้  “subject + would (should, might) + have + V. 3”   โดยหลัง “would, should, might”  อาจตามด้วย  “not” ทั้งนี้แล้วแต่ความหมายของประโยค  ตัวอย่างการสมมติในอดีต  และเหตุการณ์เกิดตรงกันข้าม  เช่น

-         I would have lost all my money if I had bet on that horse. (ผมคงเสียเงินไปทั้งหมดแล้วถ้าผมแทงพนันเจ้าม้าตัวนั้น – ความจริงคือ  ผมไม่เสียเงิน เพราะไม่ได้แทงม้าตัวนั้น)

-         He would have bought a car if he had had enough money. (เขาคงซื้อรถยนต์ไปแล้วถ้าเขามีเงินพอ – ความจริงคือ เขาไม่ได้ซื้อรถเพราะเงินไม่พอ)

-         She would not have sold her house if she had not moved to live in another town. (เธอคงไม่ขายบ้านไปหรอกถ้าเธอมิได้ย้ายไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง – ความจริงคือ  เธอขายบ้านไปแล้วเพราะเธอย้ายไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง)

-         If it had not rained, we would have gone for a picnic. (ถ้าฝนไม่ตก เราคงไปปิ๊คนิกกันแล้ว – ความจริงคือ ฝนตก เราจึงไม่ได้ไปปิ๊คนิก)

-         They might have been killed in the accident if they had not put on a life jacket. (พวกเขาอาจจะตายในอุบัติเหตุไปแล้ว ถ้าพวกเขามิได้สวมเสื้อชูชีพ – ความจริงคือ พวกเขายังมีชีวิตอยู่เพราะสวมเสื้อชูชีพ)

(สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของ  “if clause”  ประเภทนี้ดูได้จากข้อที่ 1 ของข้อสอบชุดนี้)

22. ____________ we paid the painters a lot of money, they did a terrible job. ( ___________  เราจ่ายเงินให้ช่างทาสีไปมากมาย  พวกเขาทำงานห่วยแตกมาก)

      (a) Because (เพราะว่า)

      (b) Although (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

      (c) Since (เพราะว่า, ตั้งแต่)

      (d) Despite (ทั้งๆที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ b. เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่และย่อย (นำหน้าด้วย “although” ) มีความแย้งกัน คือ “แม้ว่าจ่ายเงินให้เยอะ  แต่ก็ทำงานห่วย”   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้คำเหล่านี้ในข้อ 28  ของ “หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 1)

23. This _____________ is very important, so think it over carefully. ( ___________  ครั้งนี้มีความสำคัญมาก  ดังนั้น  จงไตร่ตรองให้รอบคอบ)

       (a) decide (ตัดสินใจ)

       (b) decidedly (อย่างเด็ดขาด-แน่นอน-ตัดสินใจแล้ว-ไม่มีปัญหา)

       (c) decisive (แน่วแน่, ซึ่งมีลักษณะชี้ขาด, มีความสามารถในการตัดสินใจ)

      (d) decision (การตัดสินใจ, การตกลงใจ, ความแน่วแน่, สิ่งที่ได้ตัดสินใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค จึงต้องเป็นคำนาม  จงสังเกตว่า “this”   ต้องขยายคำนาม

24. The _____________ of our products is well known throughout the world.  ( ___________ ของผลิตภัณฑ์ของเราเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก)

       (a) quality (คุณภาพ)

       (b) quantity (ปริมาณ, จำนวน, จำนวนมาก)

       (c) quantify (หาจำนวน, บอกจำนวน)

       (d) qualify (เหมาะสม, ทำให้เหมาะสม, มีคุณสมบัติ, ทำให้มีคุณสมบัติ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ a.  เนื่องจากเป็นประธานประโยค  จึงต้องเป็นคำนาม และมีใจความดีกว่า    ข้อ b.  และยังดูได้จากตรงที่มี  article “the” นำหน้า ซึ่งคำที่อยู่หลัง “a”  “an”  “the”   จะต้องเป็นคำนามเท่านั้น แม้จะมีคำคุณศัพท์ “adjective”  มาขยายอยู่หน้าคำนามก็ตาม คือแทรกอยู่ตรงกลางระหว่าง “article”  และคำนามนั่นเอง เช่น  “a book”  “a good book”  “a dog”  “a big dog”  “the people”  “the angry people”  ส่วนข้อ  c.  และ d.  เป็นคำกริยา  ซึ่งใช้ไม่ได้

25. If we _____________ more time, we would be able to do a more thorough  job. (ถ้าเรา ________  เวลามากขึ้น  เราคงจะสามารถทำงานได้ละเอียดละออมากยิ่งขึ้น)

     (a)  have

     (b)  had (มี)

     (c)  will have

     (d) would have

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เนื่องจากเป็น “if clause”  แบบที่ 2  คือเป็นการสมมติถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น  แต่ผู้พูดมั่นใจว่ามีโอกาสที่จะเกิดตามนั้นได้ไม่มากนัก  ในกรณีนี้คือ  “ถ้าเรามีเวลามากขึ้น (ในอนาคต) เราคงทำงานได้ละเอียดขึ้น”  แต่จริงๆ แล้ว ผู้พูดเชื่อว่าเราคงจะไม่มีเวลาเสียมากกว่า (ที่จะมี)  และดังนั้น  ก็คงไม่สามารถทำงานได้ละเอียดขึ้น  ตามที่อยากจะทำ  ประโยคแบบนี้เป็นการคาดการณ์ในอนาคต  ที่ผู้พูดคาดว่าคงไม่เกิดขึ้นจริงหรือมีโอกาสเกิดน้อย  รูปประโยคของ  “if clause “ ประเภทนี้ คือ (if + subject + V. 2, subject + would + V. 1)  จึงต้องจำรูปแบบให้ได้

26. All expenses must be approved _____________ the department head at the beginning of each month. (ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะต้องได้รับการอนุมัติ _________ หัวหน้าภาคฯในตอนต้นเดือนของทุกเดือน)

     (a)  to

     (b) for

     (c)  by

     (d) from

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เป็นรูปประโยคแบบ “passive voice”  ทั่วๆไป  ที่ประธานประโยคถูกกระทำโดยกรรมของประโยค  จึงต้องใช้ by(โดย)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ เช่น

-         He was hit by a car. (เขาถูกชนโดยรถ)

-         She was cheated by a dishonest friend. (เธอถูกต้มตุ๋นโดยเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์)

-         English is spoken by millions of people. (ภาษาอังกฤษถูกพูดโดยผู้คนหลายล้านคน)

27. This store offers a wide ______________ of office equipment. (ร้านนี้เสนอ ___________ ที่กว้างขวาง (มากมาย) ของอุปกรณ์สำนักงาน)

       (a) select (เลือก, เลือกสรร, เลือกเฟ้น, สรรหา, คัด)

       (b) selective (ซึ่งเลือกมาก, เกี่ยวกับการเลือก)

       (c) selecting

       (d) selection (การเลือกสรร, สิ่งที่เลือกมาแล้ว)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เนื่องจากต้องเป็นคำนาม  เพราะเป็นกรรมของกริยา (offers) และมีคำคุณศัพท์ (wide) มาขยายข้างหน้ามัน  และยังมีข้อความ “of office equipment”  มาขยายข้างหลังมันอีกด้วย  คำที่จะเติมในข้อนี้จึงต้องเป็นคำนามเท่านั้น

28. The storm caused a lot of damage to the building and we had to buy new  _____________ for many of the windows. (พายุก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวอาคารเป็นอย่างมาก  และเราจำเป็นต้องซื้อ __________  ใหม่สำหรับหน้าต่างจำนวนหลายบาน)

     (a) glass (กระจก)

     (b) glasses (แก้ว)

     (c)  glassy (คล้ายแก้ว, เงียบสงบ, ไม่มีชีวิตชีวา)

    (d) glassine

หมายเหตุ – ตอบข้อ a.  เพราะได้ใจความดีกว่าข้อ  b.

29. ____________ off the lights before you leave the office. (จง  __________  ไฟก่อนคุณออกจากสำนักงาน)

      (a) Turning

      (b) Turn (ปิด)

      (c) Turned

      (d) Will turn

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เพราะเป็นประโยคคำสั่ง จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย “infinitive without to” (V. 1)   เสมอ  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ 19

30. The train ___________ Chicago leaves at 9.00 a.m. (รถไฟ _________ ชิคาโก้ออกเดินทางเวลา ๙.๐๐ น.)

        (a) at (ที่)

       (b) in (ใน)

       (c) to (ไปยัง)

       (d) by (โดย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เพราะได้ใจความดีที่สุด คือ เฉพาะรถไฟที่ไปชิคาโก้ออกเดินทาง ๙.๐๐ น. ส่วนรถไฟที่ไปเมืองอื่นๆ อาจออกเดินทางเวลาอื่น  ส่วนข้อ  a.  และ  b. ใจความไม่ดี  และไม่เป็นความจริง  ถ้าจะบอกว่า  “รถไฟที่หรือในชิคาโก้ออกเดินทาง ๙.๐๐ น.”  ซึ่งมิได้เป็นเช่นนั้นทุกขบวน

31. The books that he recommended _____________ not very interesting.  (หนังสือที่คุณแนะนำ ___________  น่าสนใจมากนัก)

       (a) is

       (b) was

       (c) were

       (d) did

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เนื่องจากประธานของประโยคคือ “the books”   ซึ่งเป็นพหูพจน์  ดังนั้น กริยาที่จะเติมได้จึงมีเพียงข้อ c. (were)  เท่านั้น  นอกจากนั้น “interesting”  ยังเป็นคำคุณศัพท์ ที่จะต้องใช้กับ “verb to be”  ด้วย  จึงใช้ “did”  ไม่ได้

32. We hired an accountant to ____________ the company’s financial records. (เราจ้างนักบัญชีเพื่อ ___________  บันทึก (เอกสาร) ทางการเงินของบริษัท)

      (a) audit (ตรวจสอบ)

      (b) audition (การตรวจสอบ)

      (c) auditory (เกี่ยวกับการฟังหรือการได้ยิน)

      (d) auditorium (ห้องบรรยาย, ห้องประชุม, อาคารห้องประชุม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ a.  เนื่องจากหลัง “to”  ต้องเป็นคำกริยาช่องที่ 1 (audit) ส่วนข้อ  b. และ   d.   เป็นคำนาม  สำหรับข้อ  c.  เป็นคำคุณศัพท์

33. Please don’t ask for personal information about our employees, as we keep that information ______________. (กรุณาอย่าถามหาข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับลูกจ้างของเราเนื่องจากเราเก็บข้อมูลนั้น ___________ )

    (a)  conservative (อนุรักษ์นิยม, ซึ่งสงวนไว้, ซึ่งอนุรักษ์ไว้)

    (b) considerate (เห็นอกเห็นใจ, ซึ่งคิดถึงคนอื่น, ซึ่งพิจารณาอย่างรอบคอบ)

    (c)  consequential (เกี่ยวกับผลลัพธ์, เกี่ยวกับผลที่ตามมา, อวดดี, วางท่า)

    (d) confidential (ลับ, เป็นความลับ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และให้สังเกตข้อความ “อย่าถามหาข้อมูลส่วนตัว”

34. We realized that nobody had been _____________ the checkbook. (เราตระหนักว่าไม่มีใครได้ ___________  สมุดเช็ค)

       (a) balance (ความสมดุล, ดุลยภาพ, ความได้สัดส่วน, งบดุล, ตาชั่ง)

       (b) balances

       (c) balanced

       (d) balancing (ตรวจสอบความสมดุล)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เนื่องจากเป็น “past perfect continuous tense” (subject + had + been + V. ing)   ซึ่งใช้คู่ขนานกับ  “past simple tense” (subject + V. 2)  ทั้งนี้ประโยคข้างบนกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต ๒ เหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดก่อน  ให้ใช้รูป “past perfect continuous” (subject + had + been + V. ing) ซึ่งเน้นการเกิดก่อนและต่อเนื่องมายาวนานจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  หรือไม่ก็ใช้รูป  “past perfect” (subject + had + V. 3)   แทนได้  ต่างกันอยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่า  “past perfect”  เน้นการเกิดขึ้นก่อนของเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น  แต่มิได้เกิดต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดหลัง  คือเกิดก่อนแล้วก็จบไปเลย   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังใช้รูป “past simple” (subject + V. 2)  ซึ่งก็จบไปแล้วเช่นกัน

          ประโยคในข้อ 34.  มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ๒ เหตุการณ์  และก็จบไปแล้วทั้งคู่  คือ ประโยคใหญ่ที่เป็น past simple,  “we realized” (เราตระหนักดี) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  และประโยคย่อยที่เป็น  past perfect continuous , “nobody had been balancing …….” (ไม่มีใครได้กำลังตรวจสอบความสมดุลของจำนวนเงินที่จ่ายไปและที่มี (หรือเหลือ) อยู่ในสมุดเช็ค) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อน  และต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์ “we realized”  อนึ่ง เราสมารถใช้รูป

“past perfect”  แทน “past perfect continuous”   ได้  เช่น “We realized that nobody had balanced the checkbook.”  ซึ่งความหมายก็เหมือนกับประโยคในข้อ 34. 9  แต่ต่างกันอยู่หน่อยเดียวตรงที่ว่า “การตรวจสอบความสมดุลฯ” เกิดก่อน “เราตระหนัก” และได้จบสิ้นลงไปก่อน มิได้ต่อเนื่องมาจนถึง “เราตระหนัก” เหมือนกับตอนที่ใช้รูป “had been balancing” อย่างไรก็ตาม ความหมายของ tense ทั้ง ๒ แทบไม่แตกต่างกันเลย

35. Our business is rapidly ____________ and we are hiring many new people. (ธุรกิจของเรา ___________ อย่างรวดเร็ว  และเรากำลังว่าจ้างคนใหม่ๆอีกมากมาย)

      (a) expand (ขยายตัว)

      (b) expands

      (c) expanding (กำลังขยายตัว)

      (d) has expanded

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เพราะเป็น “present continuous tense”  ธรรมดา “ธุรกิจกำลังขยายตัว”  โดยประธานของประโยคคือ “our business”  และมีกริยา “is”   ข้อนี้ต้องใช้ในรูป “active voice” เพราะ “our business” ขยายตัวได้เอง  จึงเลือกข้อ  a. ไม่ได้ (เพราะเป็นรูป passive voice) 

36. Miss Kim ____________ with us since last October. (มิสคิม _________  กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

      (a) works

      (b) worked

      (c) has been working (ได้กำลังทำงาน)

      (d) is working

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เนื่องจากเป็น “present perfect continuous tense”  (subject + have (has) + been + V. ing)   โดยสังเกตจาก “since last October”  ทั้งนี้  “present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และเน้นความยาวของช่วงเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย  ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน  เดือน  ปี  หลายๆปี  หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้  ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่  และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน  ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว  อนึ่ง สามารถใช้รูป “present perfect” (subject + have (has) + V. 3)  แทน  ก็ได้   โดย   “present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน  แต่ไม่เน้นความต่อเนื่องหรือยาวนานเหมือนกับ “present perfect continuous”   นอกจากนั้น  “present perfect”  ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆในอดีต

             รูปแบบของ tense ทั้ง ๒ ที่กล่าวมาข้างต้นมักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since (ตั้งแต่)   for (เป็นเวลา)  recently (หมู่นี้)  lately (เมื่อเร็วๆนี้)  so far (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now (จนถึงบัดนี้)  up to the present (จนถึงปัจจุบัน)  already (แล้ว)  yet (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet (ใช้ในประโยคปฎิเสธ)  ever (เคย)  never (ไม่เคย)  just (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น “past tense   เช่น since we were born  since they were at college   ตัวอย่างประโยค เช่น

-         I have already eaten my breakfast. (ผมกินอาหารเช้าแล้ว – เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก,

-         She has not eaten her dinner yet. (เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

-         He has just gone out.(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

-         I have seen her on TV several times. (ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

-         They have lived here for ten years. (พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         We have not seen each other since 2010. (เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         They have been playing since the morning. (พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

-         They have been waiting here for two hours. (พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

-         We have lived here since we were born. (เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่ คือหลายสิบปีแล้ว)

37. People who have no _____________ are seldom disappointed. (คนที่ไม่มี _____________ มักจะไม่ผิดหวัง)

      (a) expect (คาดหวัง, คาดหมาย, หวังว่า)

      (b) expectations  (ความหวัง, ความคาดหวัง, การคาดหวัง-คาดคิด, สิ่งที่คาดหวัง)

      (c) expects

      (d) expectant (ซึ่งคาดหวังหรือคาดคิดไว้, มีครรภ์, ตั้งครรภ์)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เพราะเป็นกรรมของกริยา “have (no)”  ซึ่งต้องเป็นคำนามเท่านั้น จงสังเกตด้วยว่า  “no”  ต้องนำหน้าคำนามเสมอ  แม้จะมีคำคุณศัพท์  มาขยายข้างหน้าอีกทีก็ตาม  เช่น

no money  no friends  no good books  no beautiful houses  “no”  2 ตัวหลังขยาย  “books”  และ  “houses”

38. We decided not to rent that office because it was not very _____________.  (เราตัดสินใจไม่เช่าสำนักงานนั้น  เพราะว่ามันไม่ ___________   มากมายอะไร)

       (a) space (อวกาศ, ช่องว่าง, ที่ว่างเปล่า, ระยะห่าง, ช่องว่างระหว่างบรรทัด,

       (b) spacious (กว้างขวาง, มีเนื้อที่มาก)

       (c) spaced (เว้นช่อง, เว้นระยะ, เว้นวรรค, เว้นช่องบรรทัด)

       (d) spaciousness (ความกว้างขวาง-มีเนื้อที่มาก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.   เนื่องจากอยู่หลังกริยา  “was”  และกริยาวิเศษณ์  “very”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์ “spacious”   และต้องดูความหมายด้วย คือ  “เราไม่เช่าออฟฟิศ  เพราะว่ามันไม่กว้างขวางมากนัก)  สำหรับข้อ  a.  และ  d. เป็นคำนาม  ส่วนข้อ  c.   เป็นคำกริยาที่เป็นอดีต

39. ____________ this pack of paper in the closet next to the box of envelopes. ( จง ______________ กระดาษกล่อง (ปึก) นี้ในตู้ถัดจากกล่องซองจดหมาย)

     (a) Put (วางหรือเก็บ)

     (b) Putting

     (c) To put

     (d) Will put

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.   เพราะเป็นประโยคคำสั่ง  กริยาจึงต้องอยู่ในรูป “infinitive without to” คือกริยาช่องที่ ๑  ที่ไม่มี  “to”  นำหน้า  เสมอ  (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๑๙)

40. The President of the United States of America ____________ a number of obstacles to win the election. (ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ  อุปสรรคมากมายเพื่อชนะการเลือกตั้ง)

     (a)  overcome

     (b) overcomes (เอาชนะ, ก้าวข้าม)

     (c)  overcame

    (d) overcoming

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.   เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง จึงใช้ในรูปเหตุการณ์ปัจจุบัน (present simple tense)  และเมื่อประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ “the president”  (โดยมีส่วนขยายประธาน คือ “of the United States of America”)  กริยา  “overcomes”  จึงเติม  “s”   อนึ่ง ข้อนี้ไม่เลือกข้อ  c.  เพราะไม่ใช่อดีต  แต่เป็นการกล่าวถึงประธานาธิบดีอเมริกาทุกคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อชนะเลือกตั้ง  จึงถือเป็นข้อเท็จจริง และใช้กับ  “present simple tense”

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC