หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 416)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Closed plane figures like the square or the equilateral triangle can be grouped into a class _________ polygons.

(รูปทรงแบนราบแบบปิด  เช่น  สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือ สามเหลี่ยมด้านเท่า  สามารถจัดกลุ่ม (แบ่งประเภท) เป็นประเภท (ซึ่ง) _________ รูปหลายเหลี่ยม)

(a) is called

(b) is calling

(c) called    (ถูกเรียกว่า)

(d) called as

ตอบ    –   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………........…a class which is called polygons

 

2. Collins Baker, a bridge in the eastern part of Pennsylvania, U.S.A., was named _________ one of the most famous senators of the state.

(คอลลินส์  เบเกอร์, สะพานทางภาคตะวันออกของรัฐเพนซิลเวเนีย  สหรัฐฯ, ได้รับการตั้งชื่อ _____ หนึ่งในบรรดาวุฒิสมาชิกที่มีชื่อเสียงที่สุดของรัฐนี้)

(a) for honor of

(b) in honoring of

(c) in honor of    (เพื่อเป็นเกียรติแก่)

(d) to honoring

 

3. A semiconductor is a substance that seldom conducts electricity, but ___________ under certain circumstances.

(สารกึ่งตัวนำไฟฟ้า (กึ่งตัวนำกึ่งฉนวน) เป็นสารซึ่งไม่ใคร่จะเป็นสื่อนำไฟฟ้า, แต่ ___________ ภายใต้สภาวะบางอย่าง)

(a) so can do

(b) so do can

(c) do so can

(d) can do so    (สามารถทำเช่นนั้นได้)  (สามารถนำไฟฟ้าได้)

 

4. The gymnosperms were ________________________ of water for reproductive purposes.

(จิมโนสเปิร์มเป็น ___________ จากน้ำ  สำหรับวัตถุประสงค์ในการขยายพันธุ์)  (คือ  ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยน้ำในการสืบพันธุ์)

(a) the first independent plants to be

(b) the first plants to be independent    {พืช (ต้นไม้) ชนิดแรกที่เป็นอิสระ}

(c) to be the first independent plants

(d) independent to be the first plants

ตอบ    –   ข้อ   (b)   ตามโครงสร้าง  “…………...……..the first + (Adjective) + Noun + To + Verb 1 (หรือ  Be + Adjective)” 

 

5. He pushed the shoes down to the bottom of the hole and filled the hole _________ the earth.

(เขาดันรองเท้าทั้ง    ข้างลงไปที่ก้นหลุม  และอัดเต็ม (กลบ) หลุม ________________ ดิน)

(a) by

(b) below    (ใต้, ข้างใต้, ข้างล่าง)

(c) with    (ด้วย)

(d) under    (ใต้  เช่น  สะพาน, โต๊ะ, เตียง  ฯลฯ)

(e) of

ตอบ    -    ข้อ    (c)   สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                                 คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                                                 กริยา (Verb) ที่ใช้กับ   “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “has trouble”  (มีปัญหา)  -  He often has trouble with his neighbors.  (เขามักมีปัญหากับเพื่อนบ้านอยู่บ่อยๆ),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  “You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

6. When his father died he thought ____________ his duty _____________ care of his family.

(เมื่อพ่อของเขาตาย  เขาคิด (ว่า) ____________ เป็นหน้าที่ของเขา ____________ ครอบครัว)

(a) that ________________ taking

(b) it ________________ taking

(c) it ________________ to take    (มัน  ________________  ที่จะดูแล)

(d) that ________________ to take

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Think + It + Noun + To + Verb + กรรม   หรืออาจตอบว่า  “………..........he thought (that) his duty was to take care…….......……”  (เขาคิดว่า  หน้าที่ของเขา  คือการดูแล......................)   หรือ   “……….……. he thought (that) it was his duty to take care……….......…”  (เขาคิดว่า  มันเป็นหน้าที่ของเขา  ที่จะดูแล...........................)   ก็ได้

 

7. Actors have to __________________ their lines many times in order to learn them perfectly.

(นักแสดงจำเป็นต้อง _____ บทพูดในละครของตนหลายๆครั้ง  เพื่อที่จะเรียนรู้มันอย่างสมบูรณ์แบบ)

(a) go in for    (มีส่วนร่วม, พยายามทำ)

(b) go after    (ติดตาม, พยายามให้ได้มา)

(c) go over    (พิจารณาอย่างรอบคอบ, ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด, ทบทวน, ทำซ้ำ, อ่าน ซ้ำ, ศึกษา)

(d) go along with    (ไปกับ, ประกอบกับ)

 

8. My shoes are worn _____________________________________________________.

(รองเท้าของผม _____________________________________________________)

(a) in

(b) down

(c) out    (“Be worn out”  =  สึก, สึกหรอ)  (“Wear out” = ทำให้สึก)

(d) (No word is needed.)

 

9. Don’t forget to turn ___________________________________ the light before you leave.

(อย่าลืมที่จะ __________________________________________ ไฟ  ก่อนคุณออกไป)

(a) in    {ส่ง (รายงาน), ส่งกลับคืน, แจ้ง (ตำรวจ), รายงาน, แลกเปลี่ยน, เข้านอน}

(b) up    (เพิ่มเสียงให้ดังขึ้น)

(c) down    (หรี่เสียงให้เบาลง)

(d) out    (ปิด)  (อาจใช้  “Off”  ก็ได้)   

 

10. Please return your application form today, ___________________________________?

(โปรดส่งใบสมัครของคุณในวันนี้  _________________________________________)

(a) do you

(b) won’t you    (ได้ไหม)

(c) would you

(d) don’t you

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากคนอเมริกันจะใช้  “Won’t you?” พ่วงท้ายประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  (ในส่วน “Tag” ) ส่วนคนอังกฤษนิยมใช้  “Will you?

 

11. _______________________________ found their way into the French spoken in England.

(______________ พบวิถีทางของตนเองเข้าไปสู่ภาษาฝรั่งเศสที่ (ถูก) พูดกันในประเทศอังกฤษ)

(a) Good many English words

(b) A good many English word

(c) A good many English words    (คำในภาษาอังกฤษจำนวนมาก)

(d) A many English good words

 

12. Recently, a number of new rules ____________ in our company to encourage the employees to arrive punctually.

(หมู่นี้  -  เมื่อเร็วๆนี้  -  กฎระเบียบจำนวนมาก ____________ ในบริษัทของเรา  เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมาถึง (ที่ทำงาน) ตรงเวลา)

(a) are implementing

(b) have been implemented    (ได้ถูกปฏิบัติ หรือดำเนินการ)

(c) will be implemented

(d) were being implemented

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้   “Present perfect tense”  ในรูป   “Passive voice”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3}  (กฎฯ ถูกปฏิบัติ-ดำเนินการ)  เมื่อมีคำ  “Recently”  (หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                                  เราใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน  ณ  ขณะที่พูดนั้น   สังเกตได้จาก  Just  =   เพิ่งจะ,  Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆ นี้   เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

 

13. Miniskirts are ________________________________________________________.

(กระโปรงสั้นกำลัง ____________________________________________________)

(a) dying down    {ค่อยๆเงียบลงหรือสงบลง (พายุ, ฝน, เสียงดัง)}

(b) dying away

(c) dying out    (หมดสมัย, หมดยุค, ค่อยๆหายไป)

(d) dying back

 

14. The doctor advised him to _______________________________ cigarettes and whisky.

(หมอแนะนำเขาให้ ____________________________________________ บุหรี่และเหล้า)

(a) give in    (ยอมแพ้, ยอมจำนน)

(b) give up    (เลิก, ยุติ, ละทิ้ง, เลิกรอคอย, เลิกหวัง, เลิกพยายาม)

(c) give away

(d) give out    (ให้, แจก, บริจาค)

 

15. We have to ____________________________________________________ the matter.

(เราจำเป็นต้อง _________________________________________________เรื่องนั้น)

(a) think about    (คิดเกี่ยวกับ)

(b) think off

(c) think up

(d) think out    (หาหรือค้นพบโดยการคิด, คิดยาวไปถึงอนาคต, เข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ   “Think over”  =   “คิดหรือพิจารณาอย่างรอบคอบ, ศึกษา”  ก็ได้

 

16. It is __________________________________________________________ method.

(มันเป็นวิธีการ _____________________________________________________)

(a) a most common

(b) most common

(c) a commonest

(d) the commonest    (ปกติ, ธรรมดาสามัญ, ทั่วๆไป ที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  “Superlative degree”  (Common  -  ปกติ, ธรรมดาสามัญ, ทั่วๆไป,  Commoner, Commonest   หรืออาจใช้   More common,  Most common  ก็ได้)   สำหรับข้อนี้อาจตอบ   “The most common”   ได้เช่นกัน

 

17. This road ____________________________________________________ to London.

(ถนนสายนี้ ________________________________________________ สู่ลอนดอน)

(a) leads    (นำไปสู่)

(b) go    (ไป)

(c) runs

(d) is

ตอบ   –   ข้อ   (a)   ทั้งนี้   สามารถใช้ข้อ  (b)  ได้   แต่ต้องแก้เป็น   “goes”  เนื่องจาก  “Road”   เป็นคำเอกพจน์

 

18. I got married ______________________________________________ the age of thirty.

(ผมแต่งงาน ___________________________________________________ อายุ  ๓๐)

(a) in

(b) at    (เมื่อ)

(c) during

(d) when

ตอบ   –    ข้อ   (b)   หรืออาจใช้   “at thirty”   หรือ   “when I was thirty”  หรือ   “when I was thirty years old”  ก็ได้

                                                   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “At”  ได้แก่   at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)   “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -   “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ) “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์) “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรง เรียน) “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา) “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยา นิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ) “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวน การที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอ กาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระ     เผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิด ชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}   เป็นต้น

 

19. Here ________________________________________________________ from Tokyo.

(นี่ _______________________________________________________ จากโตเกียว)

(a) is an interesting news

(b) are interesting news

(c) is an interesting item of news    (เป็นหัวข้อข่าวที่น่าสนใจหัวข้อหนึ่ง)

(d) are some interesting news item

ตอบ   –    ข้อ   (c)    เนื่องจาก  “News”   เป็นนามเอกพจน์  นับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้  “A”   หรือ    “Are”   นำหน้าได้   ต้องใช้กับ   “Item”  (หัวข้อ)  เพื่อแสดง  “หมวดหมู่”  หรือ  “จำนวนชิ้นข่าว”   เสมอ   สำหรับข้อ   (d)   ก็ใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น   “items”   เนื่องจากใช้กับ   “are”   คือ   มีหลายหัวข้อข่าว   (news items   =   items of news)

 

20. Is there anything wrong ___________________________________________ your car?

(มีอะไรผิดปกติ ____________________________________________ รถของคุณหรือ)

(a) in

(b) about

(c) of

(d) with    (กับ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 415)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Did the teacher explain what that expression __________________________________?

(ครูอธิบายว่าคำพูดที่แสดงออกมา _________________________ อะไร (อย่างไร) หรือไม่)

(a) meaned    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) meant    (หมายความถึง, หมายถึง, มีความหมายว่า)

(c) meaning

(d) was mean

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องเป็นกริยา (ของอนุประโยค) ที่แสดงอดีต  (Verb 2)  (Mean, Meant, Meant)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาที่สร้างคำถามในประโยคใหญ่  (Did)

 

2. If you want to make the bell ring, you must hit it ___________________ with the hammer.

(ถ้าคุณต้องการทำให้ระฆังใบนี้ดัง  คุณจะต้องตีมัน _____________________ ด้วยค้อนนี้)

(a) firm and hard

(b) firm and hardly

(c) firmly and hardly

(d) firmly and hard    (อย่างหนักแน่นและอย่างแรง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากขยายกริยา   “Hit”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  สำหรับ  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (หมายถึง  หนัก, แข็ง, ยาก)  และกริยาวิเศษณ์  (หมายถึง  อย่างแรง, อย่างหนัก)  ในคำเดียวกัน  ไม่ต้องเติม  “Ly”  แต่เมื่ออยู่ในรูป  “Hardly”   เป็น  “Adverb of frequency”  หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  เช่น  ในประโยค

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน)

  • They hardly understood what I said.

(พวกเขาไม่ใคร่จะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด)

  • We hardly hear from her.

(เราแทบไม่ได้ข่าวคราวจากเธอเลย)

 

3. I don’t smoke now.  I ________________________ before the tax on tobacco was so high.

(ผมไม่สูบบุหรี่แล้วในปัจจุบัน  ผม ______________________ ก่อนที่ภาษียาสูบจะสูงมาก)

(a) used to smoking

(b) was used to smoke

(c) used to    (เคยสูบ)

(d) was used to smoking    (คุ้นเคยกับการสูบบุหรี่)  (ในอดีต)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  ปัจจุบันไม่สูบแล้ว  แต่เคยสูบ (ในอดีต) ก่อนที่ภาษีจะขึ้นสูง   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He ____________ go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขา ___________ เดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)

(a) uses    (ใช้)

(b) used to    (เคย)

(c) was used    (ถูกใช้ – ในอดีต)

(d) is used to    (คุ้นเคย, เคยชิน – ในปัจจุบัน)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   “Used to”   หมายถึงเคยทำในอดีต  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  กล่าวคือ   ต้องเป็นเรื่องของอดีตเพียงอย่างเดียว  และต้องตามด้วยกริยาช่องที่    (Used to + Verb 1)  ส่วน   “Be used to”  หรือ  “Get used to”  หมายถึง   “คุ้นเคย, เคยชิน”   ต้องตามด้วย   “คำนาม”   หรือ   “Gerund” (Verb + ing)  โดยจะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต, ปัจจุบัน  หรืออนาคต  ก็ได้   เช่น

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • We got used to swimming when we were at college.

 (พวกเราคุ้นเคยกับการว่ายน้ำ  ตอนเรียนมหาวิทยาลัย)  (คือไปว่ายน้ำบ่อยๆ)  (เป็นอดีต)

  • She gets used to eating in a Chinese restaurant.

(เธอเคยชินกับการกินอาหารในภัตตาคารจีน – คือไปกินบ่อยๆ)  (เป็นปัจจุบัน)

  • African people are used to hot weather.

(คนแอฟริกันคุ้นเคยกับอากาศร้อน)  (เป็นปัจจุบัน)

  • They will get (be) used to getting up early very soon.

(พวกเขาจะคุ้นเคย (เคยชิน) กับการตื่นแต่เช้าตรู่ในเร็วๆ นี้)  (เป็นอนาคต)

                                                อนึ่ง  เมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่   “Not” หลัง   “Verb to be”   หรือ ใช้    “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยในกรณีของ  “Get used to”  เช่น

  • The manager is not used to speaking in public.

(ผู้จัดการไม่คุ้นเคยกับการพูดในที่สาธารณะ)  (เป็นปัจจุบัน)

  • She did not get used to going shopping when she was young.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการไปช้อปปิ้ง  ตอนเธอเป็นเด็ก)  (เป็นอดีต)

                                                 สำหรับรูปปฏิเสธของ   “Used to”  (เคย)   ต้องใช้   “Did not”  เท่านั้น  เช่น

  • We did not use to read a newspaper in the morning.

(เราไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า)  (เป็นอดีต)

  • They didn’t use to walk to school like their classmates.

(พวกเขาไม่เคยเดินไปโรงเรียนเหมือนเพื่อนร่วมชั้น)  (เป็นอดีต)

 

4. I shall come back ________________________________________________________.

(ผมจะกลับมา _______________________________________________________)

(a) long before    (ก่อนหน้า.................................เป็นเวลานาน)

(b) before long    (ในไม่ช้า)

(c) longer

(d) not long

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน   “Soon”  หรือ   “In a little while”   สำหรับตัวอย่างการใช้    “Long before”   เช่น

  • I have known his parents long before I know him.

(ผมรู้จักพ่อแม่ของเขาก่อนหน้าที่ผมจะรู้จักเขา  เป็นเวลานานทีเดียว)  (คือรู้จักพ่อแม่ของทอมมา  ๑๐  ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักทอมได้เพียง    ปี)

                                                 สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ “Before long”  (ในไม่ช้า)  เช่น

  • Class will be over before long.

(ชั้นเรียนจะเลิกเร็วๆนี้แล้ว– คือจะเลิกอีกในไม่ช้า)

  • We were tired of waiting and hoped the bus would come before long.

(เราเบื่อการรอคอยและหวังว่า  รถเมล์จะมาในไม่ช้า)

 

5. _______________________ his poor eyesight, he did not pass the medical examination.

(________________________ สายตาที่แย่ของเขา  เขาไม่ผ่านการตรวจทางการแพทย์)

(a) According to    (สอดคล้องกับ, ตามที่...............................ว่าไว้-กล่าวไว้)

(b) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)

(d) In case    (ในกรณีที่)

 

6. I’m sure you enjoy ____________________________________________________ here.

(ผมมั่นใจว่าคุณต้องสนุกสนานกับการ _____________________________________ ที่นี่)

(a) live

(b) to live

(c) to living

(d) living    (อาศัยอยู่)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   กริยา   “Enjoy”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)

 

7. ___________________________________________________ does he earn his living?

(เขาหาเลี้ยงชีพ ____________________________________________________)

(a) What

(b) How    (อย่างไร)

(c) Why

(d) Whether

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “What does he do?”  (เขาทำงานอะไร, เขาประกอบอาชีพอะไร)  ก็ได้

 

8. These plates were made from ____________________________________________.

(จานเหล่านี้ (ถูก) ทำมาจาก _____________________________________________)

(a) soil    (ดิน)

(b) brick    (อิฐ)

(c) earth    (ดิน, โลก, พื้นโลก, มวลมนุษย์, สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก, ส่วนที่เป็นของแข็งของโลก)

(d) clay    (ดินเหนียว, โคลน, พื้นดิน)

 

9. It is ____________________________________________ to forgive a defeated enemy.

(มัน _____________________________________________ ที่ให้อภัยศัตรูที่พ่ายแพ้)

(a) immoral    (ผิดศีลธรรม)

(b) pure    (บริสุทธิ์)

(c) noble    (สูงส่ง, มีน้ำใจประเสริฐ)

(d) spiritual    (เกี่ยวกับใจ-วิญญาณ-จิตวิญญาณ-ภูตผีปีศาจ-ความรู้สึกนึกคิด)

 

10. John drank so much beer last night that he became very _______________________.

(จอห์นดื่มเบียร์มากมายเมื่อคืนวาน  จนกระทั่งเขา _______________________ อย่างมาก)

(a) furious    (โกรธจัด, มีอารมณ์รุนแรง, รุนแรงมาก, บ้าระห่ำ, อลหม่าน)

(b) impolite    (ไม่สุภาพ, หยาบคาย, ไม่มีมารยาท)

(c) obdurate     (ดื้อรั้น, ดื้อดึง, ไม่ยอมทำตาม, ไม่หวั่นไหวง่ายๆ)

(d) eminent    (โดดเด่น, มีชื่อเสียง, เป็นที่รู้จักกันดีและได้รับความเคารพ)

 

11. Can you lend me your dictionary?  I am always careful with the book I _______________.

(คุณจะให้ผมยืมพจนานุกรมของคุณได้ไหม  ผมระมัดระวังเสมอกับหนังสือที่ผม ___________)

(a) loan    (เงินกู้, ให้กู้, ให้ยืม)

(b) lend    (ให้ยืม)

(c) borrow    (ขอยืม, ยืมมา)

(d) owe    (เป็นหนี้)

 

12. This is the first time that I _________________________________________ your town.

(นี้เป็นครั้งแรกที่ผม _________________________________________ เมืองของคุณ)

(a) visited

(b) have visited    (ได้ไปเยือน)

(c) had visited

(d) was visiting

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากอนุประโยค  “That I……….....………your town”  ที่นำหน้าด้วย   “This is the first time”  (นี่เป็นครั้งแรก),  “This is the second time”  (นี่เป็นครั้งที่ ๒),   “This is the last time”  (นี่เป็นครั้งสุดท้าย)  จะใช้รูป   “Present perfect tense”    ในอนุประโยคดังกล่าว  แต่ถ้าข้อความข้างหน้าเปลี่ยนเป็น   “This was the first time”    ในอนุประโยคก็จะเปลี่ยนเป็น   “Past perfect tense”  ตามไปด้วย   เช่น

  • This is the first time I have tried to play tennis.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นเทนนิส)

  • This was the first time I had tried to play tennis.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นเทนนิส)

 

13. How long ago _______________________________________ the Second World War?

(สงครามโลกครั้งที่  ๒  (เกิดขึ้นมา) ____________________________ นานเท่าใดแล้ว)

(a) was

(b) happened    (เกิดขึ้น)

(c) occurred    (เกิดขึ้น)

(d) took place    (เกิดขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากข้อนี้มาจากประโยคบอกเล่า   “The Second World War was 70 years ago.”  ดังนั้น   เมื่อจะสร้างประโยคคำถาม  จึงต้องใช้รูปดังประโยคข้างบน  อย่างไรก็ตาม  ถ้าประโยคบอกเล่าเป็น   “The Second World War happened (occurred, took place) 70 years ago.”  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม  จะต้องใช้ว่า   “How long ago did the Second World War happen (occur, take place)?   กล่าวคือ   ต้องใช้   “Verb to do” (Did)  ในการสร้างประโยคคำถาม

 

14. Did you meet my sister ___________________________________ your stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ______________________________ ที่พักในโตเกียวหรือเปล่า)

(a) while

(b) when

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) between

ตอบ    –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “During”   เป็น   “Preposition”   ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   ส่วน  “While”   และ  “When”   ต้องตามด้วยประโยค  (Subject + verb)    เช่น

  • During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดพูดหลายหัวข้อ)

  • While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์  อาจารย์วูดพูดหลายหัวข้อ)

  • During the rain Jim went under a tree for a shelter.

 (ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

 

15. I bought this car ________________________________________________________.

(ผมซื้อรถยนต์คันนี้ ____________________________________________________)

(a) for three years    (เป็นเวลา ๓ ปี)

(b) since three years

(c) three years ago    (๓ ปีมาแล้ว)

(d) only three years    (เพียง ๓ ปี)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   สังเกตได้จากกริยา  “Bought”   ซึ่งเป็นอดีต  จึงต้องใช้กับ  “Three years ago”   หรืออาจใช้อีกรูปแบบหนึ่ง  คือ   “I own (have owned) this car for 3 years   หรือ   for only 3 years.” (ผมเป็นเจ้าของรถคันนี้ได้    ปี หรือ เพียง    ปี)

 

16. She made her guests ___________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ __________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ    –   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)  ดูเพิ่มเติมการใช้  Make”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • The members of Parliament can make their opinions _________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน _________ ถ้ามีความ อยุติธรรมใดๆ เกิดขึ้น)

(a) know

(b)  knowing

(c) known    (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d) to know  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น  “Active voice”  คือ กรรมเป็นผู้กระทำ)  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3”  (ในกรณีเป็น  “Passive voice”  คือ  กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ   เช่น  ในประโยคข้างบน  ที่  “ความคิดเห็น” จะเป็นผู้  “รู้”  ไม่ได้   แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice” เนื่องจากเธอเป็นผู้ทำกริยาหัวเราะ)

  • She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice” เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ คือ  “ถูกลงโทษ”)

 

17. There are ___________________________________________________ on the desk.

(มี _______________________________________________________ บนโต๊ะเรียน)

(a) several sheets paper

(b) several sheet of paper

(c) several sheets of paper    (กระดาษหลายแผ่น)

(d) several sheets of papers

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Paper” (กระดาษ) เป็นนามนับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้ในรูปพหูพจน์  หรือไม่สามารถ  เติม  “S”  เข้าข้างท้ายได้   ดังนั้น  เวลาจะนับ  จึงต้องนับเป็น  “แผ่น”  (Sheet)   ซึ่งสามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้   คือ “หลายแผ่น”  หรือ “แผ่นเดียว”  (A sheet of paper)

 

18. When I say ‘I have no idea’, I mean ‘_______________________________________’.

(เมื่อผมพูดว่า ‘I have no idea’ ผมหมายความว่า _____________________________)

(a) I haven’t decided yet    (ผมยังไม่ตัดสินใจเลย)

(b) I have no money left    (ผมไม่มีเงินเหลือ)

(c) I have no doubt    (ผมไม่มีข้อสงสัย)

(d) I don’t know    (ผมไม่ทราบ)

 

19. I don’t know _______________________________________________________ to do.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำ ___________________________________________________)

(a) how

(b) whom

(c) what    (อย่างไร, อะไร)

(d) why

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ซึ่งมีความหมาย   คือ  “ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  หรือ ทำอะไร”  คือ  ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร   ผู้พูดๆ ในลักษณะที่หมดปัญญาจะทำ  งงสับสนไปหมด   ส่วนถ้าจะตอบข้อ   (a)   ต้องแก้เป็น   “How to do it”   หรือถ้าจะตอบข้อ  (d)  ก็ต้องแก้เป็น  “Why I have to do it”  (ทำไมผมจึงต้องทำมัน)

 

20. Household goods are ____________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ ___________ เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as    (สิ่งต่างๆเช่น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่าง  ซึ่งมีมากกว่า   สิ่ง  โดยพิจารณาจากประธานและกริยาของประโยค  (Household goods are)   จึงต้องใช้  “things”   และ  “such”   ใช้คู่กับ   “as

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 414)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Come early, ______________________________________ there won’t be any seats left.

(มาแต่เนิ่นๆนะ, __________________________________________ จะไม่มีที่นั่งเหลือ)

(a) unless    (ถ้า..................................ไม่)

(b) if    (ถ้า)

(c) whether    (หรือไม่)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “Or, Or else”  (มิฉะนั้น)  ก็ได้

 

2. I’m going to the market but I can’t think of ________________________ to buy for dinner.

(ผมกำลังจะไปตลาด  แต่ผมไม่สามารถคิดได้ว่าจะซื้อ __________________ สำหรับอาหารค่ำ)

(a) when    (เมื่อใด)

(b) where    (ที่ไหน)

(c) what    (สิ่งใด, อะไร)

(d) which    (ที่, ซึ่ง, อันไหน, ชิ้นไหน)

 

3. Her good intentions _____________________________________________________.

(ความตั้งใจ (เจตนา) ดีของเธอ __________________________________________)

(a) were completely misunderstanding

(b) were completely misunderstanded

(c) were completely misunderstood    (ถูกเข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง)

(d) completely misunderstood    (เข้าใจผิดโดยสิ้นเชิง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะประธานของประโยค  (Her good intentions)  ถูกกระทำ  (ถูกเข้าใจผิดฯ)

 

4. The press conference ________________________________ in the auditorium last year.

(การประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ __________________ ในอาคารห้องประชุมเมื่อปีที่แล้ว)

(a) holds    (จัดขึ้น)

(b) will be held    (จะถูกจัดขึ้น)  (ในอนาคต)

(c) is held    (ถูกจัดขึ้น)  (ในปัจจุบัน)

(d) was held    (ได้ถูกจัดขึ้น)  (ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

 

5. Fresh air is good ____________________________________________________ you.

(อากาศสดชื่นมีประโยชน์ _____________________________________________ คุณ)

(a) to

(b) with

(c) for    (สำหรับ, ต่อ)

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                                  สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”   ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                                 ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Apply”  (สมัคร)  -  “She has applied for a job in a leading foreign company.  (เธอได้สมัครงานกับบริษัทต่างประเทศชั้นนำแห่งหนึ่ง),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                                 สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ   “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

6. Is there a nice restaurant ________________________________________ the school?

(มีภัตตาคารดีๆ ________________________________________ โรงเรียนนั้นหรือไม่)

(a) close from

(b) close of

(c) close to    (ใกล้กับ, ใกล้เคียง, อยู่ใกล้, ติดกันกับ)

(d) close

 

7. Planes, boats, and trains are important means of _______________________________.

(เครื่องบิน  เรือ  และรถไฟ  เป็นวิธีการสำคัญของ ______________________________)

(a) communication    (การคมนาคม, การสื่อสาร, การติดต่อระหว่างผู้คน, การแลกเปลี่ยนข่าวสาร-ข้อคิดเห็น, จดหมาย)

(b) accommodation    (การจัดที่อยู่ให้, การปรับตัว, การต้อนรับ, การปรองดอง, สิ่งที่อำนวยความต้องการหรือความสะดวก)

(c) transportation    (พาหนะขนส่ง, วิธีการขนส่ง, การขนส่ง, ธุรกิจการขนส่ง, การนำส่ง, การลำเลียง, การขนย้าย, ค่าขนส่ง, ค่าเดินทาง, การเนรเทศ)  

(d) civilization    (อารยธรรม, ความเจริญรุ่งเรือง)

 

8. The ________________________ of the storm was so great that it blew our house down.

(_____________________ ของพายุ  มากมายเสียจนกระทั่ง  มันพัดบ้านของเราล้มครืนลง)

(a) terror    (ความน่ากลัว, ความสยองขวัญ, ความหวาดกลัว)

(b) horror    (ความน่ากลัว, ความน่าขนพองสยองเกล้า, ความน่าขยะแขยง, ความเลวร้ายมาก)

(c) influence    (อิทธิพล)

(d) violence    (ความรุนแรง, ความดุเดือด, การใช้กำลัง, การทำลาย, การล่วงละเมิด, ความพลการ)

 

9. The search was abandoned when night came, even though the child had not been found.

(การค้นหาถูก   ละทิ้ง-ปล่อย-ปล่อยตามอารมณ์   เมื่อกลางคืนมาเยือน  แม้ว่ายังค้นไม่พบตัวเด็ก  -  ที่หายไป)  (คือ  เลิกค้นหาชั่วคราว  เมื่อถึงเวลากลางคืน)

(a) assisted    (ช่วยเหลือ)

(b) deserted    (ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ละทิ้งหน้าที่, หนีทัพ)

(c) continued    (ทำต่อไป)

(d) anticipated    (คาดหวัง, ทำนาย)

 

10. They always renovate their office every five years.

(พวกเขา   ซ่อมแซม-ปรับปรุงใหม่-ทำใหม่-ทำให้กลับสู่สภาพเดิม   สำนักงานอยู่เสมอ  ทุกๆ    ปี)

(a) destroy    (ทำลาย)

(b) repaint    (ทาสีใหม่)

(c)  restore    (ซ่อมแซม, ฟื้นฟู, ทำให้กลับสู่สภาพเดิม, ปฏิสังขรณ์, ทำให้แข็งแรง, บำรุงกำลัง-ร่างกาย, สร้างใหม่)

(d) construct    (สร้าง)

 

11. My sister has to take medicine several __________________________________ a day.

(น้องสาวของผมจำเป็นต้องกินยาหลาย ________________________________ ต่อวัน)

(a) of times

(b) times    (ครั้ง)

(c) time    (เวลา)

(d) spoons    (ช้อน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Time”  เมื่อหมายถึง  “ครั้ง”  เป็นนามนับได้  สามารถเติม  “S” ได้  (ถ้าเกิน    ครั้ง)   แต่เมื่อหมายถึง  “เวลา”  เป็นนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ยกเว้นในวลี  “For a long time”  (เป็นเวลานาน)

 

12. I doubt ______________________________________________________________.

(ผมสงสัยว่า ________________________________________________________)

(a) whether he can come    (เขาสามารถมาหรือไม่)

(b) if he come or not    (เขามาหรือไม่)  (ต้องแก้เป็น  “Comes”)

(c) while he will be here    (ในขณะที่เขาจะอยู่ที่นี่)

(d) what will he do

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ   “Whether he can come or not”  หรือ  “If he comes (will come, can come) (or not)   หรือ   “What he will do” (เขาจะทำอะไร)   ก็ได้  โดยทุกข้อความข้างต้นเป็นอนุประโยค  แบบ  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Doubt

 

13. Does it usually ________________________________________________________?

(ปกติแล้ว  มันมัก ______________________________________________ ใช่หรือไม่)

(a) take to be original a lot of nerve

(b) to be original take a lot of nerve

(c) take a lot of nerve to be original    (ใช้ความกล้าหาญอย่างมากที่จะมีความคิดริเริ่ม)  (“Nerve”  =  “ความกล้าหาญ”)

(d) a lot of nerve take to be original

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องเรียงประโยคแบบนี้  จึงจะได้ใจความ

 

14. This is the one ___________________________________________________ I gave it.

(นี่เป็นบุคคล _______________________ ผมให้มัน ________________________)

(a) to which

(b) to whom    (ผู้ซึ่ง ..............................(ผมให้มัน)................................... แก่เขา)

(c) that

(d) whom

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “I gave it to him.”  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นอนุประโยคขยาย  “One”  (บุคคล)  จะต้องใช้  “To whom”  ขยาย

 

15. The baby was dropped out of the bedroom window into a big net _________ by the firemen.

(เด็กทารกถูกหย่อนลงมานอกหน้าต่างห้องนอน  ลงไปในตาข่ายขนาดใหญ่  ที่ _________ โดยพนักงานดับเพลิง)

(a) hold    (จับหรือถือ)

(b) which was to be held

(c) held    (ถูกจับหรือถือ)

(d) which would be held    (ซึ่งจะถูกจับหรือถือ)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice”   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “……..........…..net which was held by the firemen”  เพราะ   “ตาข่ายถูกจับหรือถือไว้โดยพนักงานดับเพลิง

 

16. Very few people live _______________________________________ the age of ninety.

(น้อยคนนักที่มีชีวิต __________________________________________ อายุ ๙๐ ปี)

(a) at

(b) in

(c) to    (ถึง)

(d) after

ตอบ   –   ข้อ   (c)   “Live to  =   มีอายุถึง  ส่วน   “Die at  =  ตายเมื่ออายุ  เช่น   “He died at the age of sixty.”   (เขาตายเมื่ออายุ  ๖๐  ปี)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                                สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ   To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                               สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

17. In all of Thailand, a car ________________________ travel on the left side of the road.

(ในทั่วประเทศไทย  รถยนต์ _______________________ เดินทางทางด้านซ้ายของถนน)

(a) cannot    (ไม่สามารถ)

(b) would    (จะ)

(c) must    (จะต้อง)  (เนื่องจากเป็นกฎจราจร)

(d) might    (อาจจะ)

 

18. He was accused ____________________________________________________ lying.

(เขาถูกกล่าวหา _______________________________________________ พูดโกหก)

(a) for

(b) of    (ว่า)

(c) by

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Subject + Accuse + กรรม + Of + Verb + ing”  (ประธานฯ กล่าวหา  “กรรม” ว่าทำอะไร)  ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  ส่วน  “Subject + Is (Was) + Accused + Of + Verb + ing”  (ประธานฯ ถูกกล่าวหาว่าทำอะไร)  ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบ  “Passive voice”  เช่น

  • She accused him of stealing her diamond ring.

(เธอกล่าวหาเขาว่าขโมยแหวนเพชรของเธอไป)

  • He was accused of stealing her diamond ring (by her).

(เขาถูกกล่าวหาว่าขโมยแหวนเพชรของเธอไป)

                                                 สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”   ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง............................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย)  -  Water consists of hydrogen and oxygen.  (น้ำประกอบ ด้วยไฮโดรเจนและออกซิเจน),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประ เทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จัก ลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

19. We should not spend our money ________________________________ useless things.

(เราไม่ควรใช้จ่ายเงินของเรา ________________________________ สิ่งที่ไม่มีประโยชน์)

(a) at

(b) in

(c) on    (กับ, ใน)

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Spend + Money + On + กรรม

                                                สำหรับวลีที่ใช้   “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

20. I replied firmly that ______________________________________________________.

(ผมตอบอย่างหนักแน่นว่า ______________________________________________)

(a) it is I

(b) it is me

(c) it was I    (มันคือผมเอง)

(d) it was me

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากต้องใช้กริยาในประโยคย่อย   (Was)  ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  (Replied)  และต้องใช้   “It was I”   เนื่องจากลดรูปมาจากข้อความ  (ละข้อความไว้ในฐานที่เข้าใจ)  เช่น

  • ………….................... it was I who cleaned the room.
  • ………................…… it was I who called you this morning.
  • ………....................…it was I who told her the truth.

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 413)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. You need a little help, ____________________________________________________?

(คุณต้องการความช่วยเหลือนิดหน่อย _______________________________________)

(a) need you

(b) needn’t you

(c) didn’t you

(d) don’t you    (ใช่ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Need”  เมื่อมีความหมายว่า  “ต้องการ”  จะเป็นกริยาธรรมดา  เหมือน  “Walk, Play, Eat, Write, Swim, etc.”  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  จึงต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย

 

2. If he had told me the truth, I ___________________________________________ him.

(ถ้าเขาได้บอกความจริงแก่ผม  ผม ___________________________________ เขา)

(a) will not punish

(b) would not punish

(c) would not have punished    (คงจะไม่ลงโทษเขา)

(d) would have not punished

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่     (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ในประโยค  (ซึ่งเป็นอดีต)  มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือ  เกิดตรงกันข้ามกับข้อความนั้น  ทั้งนี้  ข้อความที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เขามิได้บอกความจริงแก่ผม  ผมเลยลงโทษเขา”   โดยใน  “If clause”  ต้องใช้   “Subject + Had + (Not) + Verb 3)   ส่วนใน   “Main clause”  ใช้   “Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3

 

3. The air of the hills is cooler than ____________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ______________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงต้องแทนด้วย  “That”  และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้   ให้ใช้  “One”  แทน   และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้   “Those”  แทน   สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ   (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง   “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”   มิใช่   “อากาศของเนินเขา”   และ   “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ   ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามนับได้  เอกพจน์  และคำนามพหูพจน์  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผม  ให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ) (book  เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students  เป็นนามพหูพจน์  จึงต้องใช้  those  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

4. He should _________________________________ himself for doing so well in his work.

(เขาควร ______________________________ ในตนเอง  สำหรับการทำงานได้เป็นอย่างดี)

(a) proud of

(b) proud

(c) be proud

(d) be proud of    (ภูมิใจ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Proud”   เป็นคำคุณศัพท์   จึงต้องใช้กับ  “Verb to be”   แต่เนื่องจากอยู่หลัง   “Should”   จึงต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to” (Be)  และ  “Proud”  ต้องตามด้วย   Preposition   “Of

 

5. Jimmy will be punished _________________________________________ coming late.

(จิมมี่จะถูกลงโทษ ____________________________________________ การมาสาย)

(a) by

(b) because

(c) for    (สำหรับ)

(d) in

ตอบ   –   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “For”   ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                               สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”   ได้แก่   “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                               ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For”  เช่น   “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Apply”  (สมัคร-  I applied for the job, but I did not get it.  (ผมสมัครงาน  แต่ผมไม่ได้มัน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                                สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ   “For”   ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

6. He won’t pass his examination ____________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ____________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent

(b) unless he is not diligent enough

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เนื่องจาก   “Unless  =  “If…………….......… not”   แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง   “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)”  ทั้งนี้   “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธ  รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว  (สำหรับประโยคข้างบน  อาจตอบ  “If he is not diligent enough”  -  “ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ  ก็ได้)   ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________ we get some rain, the dying crops will be ruined.

(____________________ เรา (ไม่) ได้รับฝนบ้าง, พืชผลที่กำลังจะตายจะถูกทำลายย่อยยับ)

(a) Only    (เฉพาะ......................................เท่านั้น)

(b) Despite    (ทั้งๆ ที่)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(c) Unless    (ถ้า ................................(เรา).................................. ไม่)

(d) Whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Unless”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • ____________ economic conditions improve next year, there will be widespread unrest in the United States.

(_______________ สภาวะทางเศรษฐกิจ (ไม่) ดีขึ้นปีหน้า, จะมีความปั่นป่วน-วุ่นวายที่แพร่กระจายไปทั่วในสหรัฐฯ)

(a) Despite    (ทั้งๆ ที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) If    (ถ้า)

(c) Because    (เพราะว่า)

(d) Unless   (ถ้า ....................(สภาวะทางเศรษฐกิจ)..................... ไม่ ..............ดีขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   สำหรับ  ข้อ  (b)  และ  (c)   แม้จะถูกหลักไวยากรณ์  แต่ผิดความหมาย  คือ  ไม่เป็นไปตามหลักตรรกะ  คือ  “ถ้า (เพราะว่า) สภาวะทางเศรษฐกิจดีขึ้นปีหน้า, จะมีความปั่นป่วน-วุ่นวายที่แพร่กระจายไปทั่วในสหรัฐฯ”  ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น     

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________ he comes in half an hour, I shall go alone.

(_______________ เขา _____________ มาถึงในอีกครึ่งชั่วโมง  ผมจะไปตามลำพัง)

(a) If    (ถ้า)

(b) Because    (เพราะว่า)

(c) Unless    (ถ้า ..........................(เขา)......................... ไม่)

(d) When    (เมื่อ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • __________________________ you work harder, you are going to fail your exams.

(_____________________________________ คุณ (ไม่) ขยันมากขึ้น, คุณจะสอบตก)

(a) If    (ถ้า)

(b) Unless    (ถ้า ...........................(คุณ)......................... ไม่)  (ขยันมากขึ้น)

(c) Although    (แม้ว่า)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • I don’t like to begin writing a letter, _____________________________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย _____________________________________)

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)  (ถ้าผมไม่มีเวลามาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ    -   ข้อ   (b)

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • Don’t open a shop ___________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) _______________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • You will be late ______________________________________________ you hurry.

(คุณจะสาย ________________________ คุณ _________________________ รีบ)

(a) if

(b) because

(c) except

(d) unless     (ถ้า ............................(คุณ)............................. ไม่)

ตอบ    –    ข้อ    (d)    เนื่องจาก    “Unless”  =  “If not”  (ถ้าไม่)  แต่ต้องใช้ในรูป  “Unless + Subject + Verb”   ทั้งนี้   “Unless”   ต้องตามด้วยประโยคบอกเล่าเสมอ

                                                          ตัวอย่างอื่นๆ ของ  Unless”   เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มา  ถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา  ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน   ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย)  (คือ  ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • You will fail in the exam unless you work harder.

(คุณจะสอบตกถ้าคุณไม่ขยันให้มากขึ้น)

  • The burglar will come in unless you lock the door.

(โจรย่องเบาจะเข้ามาในบ้าน  ถ้าคุณไม่ล็อกประตู)

  • Unless you comply to his order, the manager will dismiss you from your job.

(ถ้าคุณไม่ทำตามคำสั่งของเขา  ผู้จัดการจะไล่คุณออกจากงาน)

  • Unless she came to my party, I would not invite her again.

(ถ้าเธอไม่มางานเลี้ยงของผม  ผมจะไม่เชิญเธออีก)

 

7. All doctors ________________________________ their patients before giving treatment.

(แพทย์ทุกคน ________________________________ คนไข้ของตน  ก่อนให้การรักษา)

(a) relieve    (บรรเทา, ปลดเปลื้อง, ทำให้ลดลง)

(b) analyze    (วิเคราะห์)

(c) operate on    (ผ่าตัด)

(d) diagnose    (วินิจฉัยโรค, ตรวจโรค, วิเคราะห์)

 

8. People complain that their newspapers are not ___________________________ on time.

(ผู้คนร้องเรียนว่า  หนังสือพิมพ์ของพวกตนมิได้ถูก _____________________ ตรงตามเวลา)

(a) delivered    (ส่ง)

(b) prescribed    (สั่งยา, ออกคำสั่ง, กำหนด, บัญญัติ, ชี้แนะ, เสนอ)

(c) subscribed    (บอกรับเป็นสมาชิก)

(d) described    (อธิบาย, พรรณนา, บรรยาย, แถลง, ระบุ, วาด, ทำแผนภูมิ)

 

9. He was ___________________ from school because he was a gambler and drug addict.

(เขาถูก ____________________ จากโรงเรียน  เพราะว่าเขาเป็นนักพนันและคนติดยา)

(a) released    (ปล่อย, ปลดปล่อย, ปลดเปลื้อง, แก้, คลาย, จำหน่าย, ทำให้พ้นจาก)

(b) compelled    (บังคับ)

(c) expelled    (ขับไล่, ขับออก, ตัดออกจากการเป็นสมาชิก)

(d) expired    (สิ้นสุด, หมดอายุ)

 

10. I shall complete this work ________________________________________ three days.

(ผมจะทำงานนี้เสร็จสิ้น ___________________________________________   วัน)

(a) for

(b) since

(c) by

(d) in    (ใน)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   

                                                    สำหรับวลีที่ใช้   “In”   ได้แก่   “In writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน)  -  I want your answer in writing.  (ผมต้องการคำตอบจากคุณแบบเป็นลายลักษณ์อักษร  -  คือ  ทำเป็นหนังสือมา),  “Blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),   “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),“in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน)“deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),   “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),   “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่),   “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”   (ในทิศทางของ),   “in a restaurant”   (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”   (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”(ใน ๒ นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ร์ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

11. In some countries today there’s only one party at elections.  No _________________ at all !

(ในบางประเทศในปัจจุบัน  มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวตอนเลือกตั้ง  ไม่มี ______ใดๆ เลย)

(a) choose    (เลือก) (กริยาช่องที่ ๑)

(b) chose    (กริยาช่องที่ ๒)

(c) chosen    (กริยาช่องที่ ๓)

(d) choice    (ทางเลือก, การเลือก, สิ่งหรือคนที่ถูกเลือก)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   เนื่องจากหลัง   “No”   ต้องเป็นคำนาม  แม้จะมีคำคุณศัพท์มาคั่นก็ตาม  เช่น   “no good food”,  “no appropriate person”  etc.

 

12. American children learn Lincoln’s Gettysburg speech ___________________________.  

(เด็กๆ อเมริกัน  เรียนสุนทรพจน์ที่เมืองเก็ตตีสเบิร์ก  ของประธานาธิบดี ลิงคอล์น ________)  (เป็นสุนทรพจน์ที่กล่าวไว้อาลัยทหารของฝ่ายเหนือ  (ซึ่งต้องการให้เลิกทาส)  ที่ตายในการสู้รบกับทหารของฝ่ายใต้  ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาเพื่อเลิกทาส)

(a) in heart

(b) by heart    (โดยการท่องจำ)

(c) with heart

(d) to heart

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “by heart”   หมายถึง   “โดยการท่องจำ”  (เด็กๆเรียนสุนทรพจน์ดังกล่าวด้วยการท่องจำ)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “BY” ได้แก่   “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)   “by sea” (โดยทางทะเล)  “by telephone” (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข) “by letter” (โดยทางจดหมาย)  “by trade” (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ - ไม่เคยพบตัว)   “by himself/herself”  (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)   “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.”  (= by weight)  {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม =  (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม -เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.” (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake” (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  ‘by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass”  (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา) “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)   “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight” (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.” (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960” (ราวๆ ปี  ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.” (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒  หารด้วย  ๓  เหลือ  ๔) “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)   “year by year”(แต่ละปี)  “She took him by the hand.” (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)   “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side” (เดินเคียงข้างกัน)   “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)   “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”   (โดยการเปรียบเทียบ)   เป็นต้น

 

13. The best way to learn a new language is ___________________ practice it every day.

(วิธีที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ภาษาใหม่  คือ __________________________ ฝึกฝนมันทุกๆ วัน)

(a) by

(b) through

(c) to

(d) from

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Infinitive with to”  (To + Verb 1 ในที่นี้   คือ   “To practice”  ตามหลัง  “Verb to be”  (Is)   ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ   “Verb to be”   และกลายเป็นคำนาม   “การฝึกฝน”  สำหรับข้อนี้อาจตอบ   “……….............is practicing it……….........…”  (คือ  การฝึกฝนมัน.....................)   หรืออาจตอบ  {…........….…..by (หรือ  through) practicing it………..............}  (โดยการฝึกฝนมัน)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)   หรือ  “Gerund”  (Verb + ing)  เป็น  “Complement”  หลัง  “Verb to be”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • The primary reason why the Constitution requires a census every ten years ____________ a basis for the apportionment of representatives among the states.

(เหตุผลประการสำคัญ (ที่ว่า) ทำไมรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องสำรวจสำมโนประชากรทุกๆ สิบปี ____________ พื้นฐานสำหรับการแบ่งสรร (จำนวน) ผู้แทนราษฎรในบรรดารัฐต่างๆ)  (ของสหรัฐฯ)

(a) it is providing

(b) is to provide    (คือการให้)

(c) and it provides

(d) while providing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Is)  และ  “Complement”  ของ  “Verb to be  -  Is”  (To provide)  ของประโยคใหญ่   (The primary reason is to provide a basis for the apportionment of representatives among the states.)  โดยประธานของประโยคใหญ่  คือ  “The primary reason”  สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “Is providing”  (คือการให้)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)   และ  “Gerund”  (Verb + ing)  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The duties of the secretary are to receive visitors, ____________________________.

(หน้าที่ของเลขานุการคือ  รับแขก, ________________________________________)

(a) opening the mail, and she types letters

(b) to open the mail and typing letters

(c) to open the mail and to type letters    (เปิดไปรษณียภัณฑ์  และพิมพ์จดหมาย)

(d) to open the mail, and they type letters

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้โครงสร้างให้สมดุล  (Balance)  กัน  คือ  “To receive visitors”  และ  “To open the mail”  และ  “And to type letters”  (โดยประ ธานของประโยค   คือ  “The duties”   โดยมี  “Of the secretary”  เป็นส่วนขยายประธาน  และ  “Are”  เป็นกริยาสำหรับข้อนี้  อาจใช้โครงสร้าง  “Gerund”  (Verb + ing)  คือ  “……..........…..secretary are receiving visitors, opening the mail and typing letters”  ก็ได้

                                                   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund”  (Verb + ing)   และ  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Is, Are, Was, Were)  จากประโยคข้างล่าง

  • His part-time job is teaching (to teach) in a college.

(งานพาร์ตไทม์ของเขาคือการสอนในมหาวิทยาลัย)

  • Her hobby is collecting (to collect) precious stones.

(งานอดิเรกของเธอคือการสะสมหินมีค่า)

  • What they like to do is swimming (to swim) in a river.

(สิ่งที่พวกเขาชอบทำคือการว่ายน้ำในแม่น้ำ)

  • The only thing that interested me was riding (to ride) on a horseback.

(เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมสนใจคือการขี่บนหลังม้า)

 

14. We’ve lived in this town ___________________________________________________.

(เราได้อาศัยในเมืองนี้ ______________________________________________________)

(a) during six years

(b) since six years

(c) six years ago    (๖ ปีล่วงมาแล้ว)

(d) for six years.     (เป็นเวลา   ปี)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “For” + ความยาวของเวลา  ส่วน  “Since” (ตั้งแต่) + จุดเริ่มต้นของเวลา   เช่น   (for a few minutes, for 2hours, for 3 days, for 4 weeks, for 5 months, for 6 years, for a century, for a long/short time, for the whole semester เป็นเวลาทั้งเทอม, for the whole month) (since this morning, since last night, since yesterday, since Monday, since last week/month/year, since (last) January, since noon, since summer/winter, since I was young, since she was in college, since we met last year)

                                                   ทั้งนี้ประโยคใน  ข้อ  ๑๔  เป็น  “Present perfect tense”  (We’ve lived……..............…..)  แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  (เราอาศัยอยู่ในเมืองนี้)  ที่เกิดขึ้นในอดีต  ( ปีก่อน)  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้  สำหรับ  ข้อ  (c)  (  ปีล่วงมาแล้ว)  ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ซึ่งจบสิ้นไปแล้วโดยสมบูรณ์  ซึ่งต้องใช้กับประโยคที่เป็น  “Past tense”  (Subject + Verb 2)   ดังข้างล่าง

  • We lived in this town six years ago.

(เราอาศัยในเมืองนี้    ปีมาแล้ว)  (ขณะนี้มิได้อยู่แล้ว  เพราะออกจากเมืองนี้ไป    ปีแล้ว  และมิได้บอกว่าอยู่เมืองนี้นานกี่ปี)

 

15. Don’t speak to her ___________________________________________________ that.

(อย่าพูดกับเธอ ___________________________________________________ นั้น)

(a) as    (ตามที่, ในฐานะ, ในขณะที่)

(b) like    (เช่น, แบบ)

(c) alike    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

(d) such as    (ตัวอย่างเช่น)

ตอบ    –    ข้อ    (b)   ในที่นี้    “Like”  เป็น “Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือ   “This, That, These, Those”  สำหรับ  “Alike”  (เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน)   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  แต่จะใช้ขยายหน้าคำนามไม่ได้   ต้องขยายหลัง   “Verb to be”  หรือ   กริยาตัวอื่นๆ  เช่น

  • Jane and her sister look alike.

(เจนและพี่สาวของเธอมีลักษณะคล้ายกัน)

  • They all looked alike to me.

(พวกมัน – พวกเขา – ทั้งหมดมีลักษณะเหมือนกันสำหรับผม)

  • The Joneses sisters were remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาวตระกูลโจนเซสมีลักษณะรูปร่างท่าทางคล้ายกันอย่างมาก)

  • They behaved alike.

(พวกเขาประพฤติตัวคล้ายๆกัน)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กทั้งหมดได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การหยุดงานทำความเสียหายให้ผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

                                                   สำหรับ   “Like”   เป็น   “Preposition”   หมายถึง    “เหมือน”   ต้องตามด้วย   “กรรม”   (คำนาม)   เช่น

  • He is like his father.  (เขาเหมือนพ่อ)
  • She sings like a bird.  (เธอร้องเพลงเหมือนนก)
  • He looks like Donald Trump.  (เขาเหมือนโดนัลด์  ทรัมพ์)
  • I saw a dog like ours on the beach.  (ผมเห็นหมาเหมือนของเราที่ชายหาด)
  • They are so close like brothers.  (พวกเขาสนิทกันเหมือนพี่น้อง)
  • It tastes like a mango.  (มันมีรสชาติเหมือนมะม่วง)
  • You look like you have seen a ghost.  (คุณมีท่าทางเหมือนเจอผีมา)
  • She has nothing like I imagined.  (เธอไม่มีอะไรเหมือนที่ผมคิดไว้เลย)
  • He is like a little baby.  (เขาเหมือนกับทารกตัวน้อยๆ)
  • The lake was like a bright blue mirror.

(ทะเลสาบเหมือนกับกระจกสีน้ำเงินสว่างจ้า)

  • a scream of pain, like a tiny child’s

(เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด  เหมือนเสียงของเด็กเล็กๆ)

                                                  สำหรับ   “As”   เมื่อหมายถึง   “เหมือน”   ต้องตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)   เช่น

  • She sings as a bird does.  (เธอร้องเพลงเหมือนนกร้อง)
  • He did as I told him.  (เขาทำเหมือนที่ – ตามที่ – ผมบอกเขา)
  • You may do as you like it. (คุณอาจจะทำเหมือนที่ – ตามที่ – คุณชอบมัน)
  • She likes the freedom to dress herself as she wants to.

(เธอชอบเสรีภาพที่จะแต่งตัวเหมือนที่เธอต้องการจะแต่ง)

 

16. Machines help man to work more __________________________________________.

(เครื่องจักรช่วยให้มนุษย์ (คนเรา) ทำงาน _____________________________ มากยิ่งขึ้น)

(a) permanently    (อย่างถาวร, ตลอดไป)

(b) conspicuously    (อย่างเด่นชัด, อย่างเห็นได้ชัด, สะดุดตา)

(c) efficiently    (อย่างมีประสิทธิภาพ)

(d) confidentially    (อย่างลับๆ, อย่างเป็นความลับ)

 

17. The _______________________________________ in this magazine are very colorful.

(__________________________________ ในแม็กกาซีนฉบับนี้  เต็มไปด้วยสีสันอย่างมาก)

(a) demonstrations    (การสาธิต, การเดินขบวน)

(b) illustrations    (ภาพประกอบ, ภาพอธิบาย, การอธิบายด้วยภาพประกอบ, การยกตัวอย่าง)

(c) resources    (ทรัพยากร)

(d) ingredients    (ส่วนผสม, ส่วนประกอบ)

 

18. Many people feel _____________ before talking in front of large numbers of other people.

(คนจำนวนมากรู้สึก ________________ ก่อนการสนทนา-พูดคุยต่อหน้าคนอื่นๆ จำนวนมาก)

(a) shamed    (ละอาย)

(b) disappointed    (ผิดหวัง)

(c) nervous    (ประหม่า, วิตกกังวล, หงุดหงิด, เป็นประสาท)

(d) grateful    (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)

 

19. _____________________________________________________ from her since March.

( _____________________________________________จากเธอตั้งแต่เดือนมีนาคม)

(a) I didn’t receive a letter

(b) I wasn’t receiving a letter

(c) I don’t receive a letter

(d) I haven’t received a letter    (ผมไม่ได้รับจดหมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  (ไม่ได้รับจดหมายตั้งแต่เดือนมีนาฯ)   ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)   สำหรับ  “Present perfect tense”   มักใช้ในกรณีต่อไปนี้

                                                . ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน  ณ ขณะที่พูดนั้น   สังเกตได้จากคำ   Just =  เพิ่งจะ,  Recently =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้   เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                                 ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี   “Already”  และ  “Yet”   ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast.

(= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report?

(= Have you finished your  report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                                 ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For  =  เป็นเวลา, Since  =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far  =  เท่าที่ผ่านมา

  • She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา  ๑๐  ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best.

(= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                                 ๔.  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต   แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน   สังเกตจาก   “Ever”   “Never”   เช่น

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                                  ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต   และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก   สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times”  =  หลายครั้ง,  “Sometimes”  =  บางที,  “Over and over” (= Over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time”   =   นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่  )   เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

 

20. _______________________________________________ hard, and you will succeed.

(_______________________________________ หนัก  แล้วคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Work    (จงทำงาน)

(b) Working

(c) To work

(d) Having worked

ตอบ    –    ข้อ   (a)    เนื่องจากประโยคคำสั่งหรือขอร้อง   ต้องขึ้นต้นด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  ๑ 

  • __________________________________________ patient, and you will succeed.

(_______________________________________ อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be    (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ   –   ข้อ   (b)    เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์  เช่น  “Patient” (อดทน),  “Careful” (ระมัดระวัง)  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ   เช่น

                                                           ตัวอย่างที่ 

  • If you need any help filling out the forms, _____________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆ ในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้____________ ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c)  asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง   (ในที่นี้  คือ  “Ask somebody at the front desk)   ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  ยู่หน้าประโยค  คือ อยู่หน้า  “Ask”  (แต่ละเอาไว้ในานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่    ที่ไม่มี   “To”   นำหน้า  (Verb 1  -  Infinitive without to)   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)
  • Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)
  • Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)
  • (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                                                ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)   ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Be” เสมอ  เช่น

  • Be careful.   (จงระวัง)
  • Be patient.   (อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.   (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                                                 อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ   ก็ยังถือเสมือนว่ามี   “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค   ดังนั้น   จึงต้องขึ้นต้น   “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย  “Don’t”  เสมอ   เช่น

  • Don’t make a loud noise.   (จงอย่าทำเสียงดัง)
  • Don’t get up late.   (อย่าตื่นสายนะ)
  • Don’t bother me while I’m working.  (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                                                 ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Don’t be”  เสมอ   เช่น

  • Don’t be late for class.   (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)
  • Don’t be careless while walking across the street.  (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)
  • Don’t be too serious with your work.   (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 412)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The cobra is a ______________________________________________________ snake.

(งูเห่าเป็นงู _________________________________________________________)

(a) poisoned

(b) poison    (ยาพิษ, ให้ยาพิษ, วางยาพิษ)  (เป็นทั้งคำนามและกริยา)

(c) poisoning

(d) poisonous    (เป็นพิษ, มีพิษ, มีอันตราย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากขยายหน้าคำนาม  (Snake)   จึงใช้คำคุณศัพท์

 

2. A ______________________________________________ uses force, or a threat of force.

(____________________________________ ใช้กำลัง, หรือการขู่กรรโชกว่าจะใช้กำลัง)

(a) thief    (หัวขโมย, โจรลักทรัพย์)

(b) robber    (โจรปล้น, โจรชิงทรัพย์)

(c) burglar    (โจรงัดแงะ-ย่องเบา)

(d) pick-pocket    (นักล้วงกระเป๋า)

 

3. Please tell me the difference ________________________________ a habit and a custom.

(โปรดบอกผม  ความแตกต่าง _______ นิสัย (หรือธรรมเนียมปฏิบัติ) และขนบธรรมเนียมประเพณี)

(a) of

(b) from

(c) between    (ระหว่าง)

(d) in

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”  “Between”  และ  “And   

 

4. There is someone _______________________________________________ at the door.

(มีใครบางคน ___________________________________________________ ที่ประตู)

(a) knock

(b) knocks

(c) knocking    (เคาะ, กำลังเคาะ)

(d) knocked

ตอบ   –    ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  ”Who knocks at the door”  หรือ   “Who is knocking at the door”   โดยในที่นี้   “Knocking”  เป็น   “Present participle”  ซึ่งถือเป็นคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  ใช้ขยายข้างหลังหรือหน้าคำนาม  เพื่อที่จะบอกว่าคำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ซึ่งในประโยคข้างบน  “ใครบางคนเป็นผู้เคาะ (กำลังเคาะ) ประตู

 

5. The blind ____________________________________________ unable to see anything.

(คนตาบอด _______________________________________ ไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้   “The”  มานำหน้าคำคุณศัพท์  (Blind)  เพื่อทำให้เป็นคำนาม  พหูพจน์  (คนตาบอด)  จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์  (Are, Were)  แต่เนื่องจากประโยคข้างบนเป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้กริยา  “Are”  (Present simple tense)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • If there is a problem of youth, I think it is elderly people who create it, ____________.

(ถ้ามีปัญหาของเด็กวัยรุ่น  ผมคิดว่ามันคือผู้สูงอายุนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา, ______________)

(a) not the young himself

(b) not the youngs themselves

(c) not the youngs himself

(d) not the young themselves    (มิใช่ตัวของเด็กวัยรุ่นเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (Young)  ทำให้กลายเป็นคำนามหมายถึง   “เด็กวัยรุ่น”   ซึ่งถือเป็นพหูพจน์  (โดยไม่ต้องเติม “S”)  จึงต้องใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)   คือ  คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  ว่า  “Themselves”  (สำหรับ  “The young”)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   แล้วกลายเป็นคำนาม   พหูพจน์จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • The brave __________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ ____________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The brave”  =  “ผู้กล้าหาญ”  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”   กริยาจึงเป็น  “Are

                                                  ตัวอย่างที่  

  • In the cities _____________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ ____________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆ กับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือ  ย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “The poor”   หมายถึง   “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา  “Live

                                                   ตัวอย่างที่            (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –     ข้อ      แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)   และนำหน้าอนุประโยค   (whose purpose…………………..the needy)   สำหรับข้อ     (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย”   และ  “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”   (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)   เช่น“The poor”  (คนจน)  “The rich” (คนรวย)  “The blind”   (คนตาบอด)  “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “The brave”  (คนกล้าหาญ)  “The elderly” (คนสูงอายุ)  “The young” (คนหนุ่มสาว)  “The old”  (คนแก่)  “The deaf”  (คนหูหนวก)   “The dumb”  (คนเป็นใบ้)   นอกจากนั้น   Verb + ing (Present participle)   และ กริยาช่องที่    (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “The dying” (คนที่กำลังจะตาย),  หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ),   “The injured”  (คนเจ็บ),  “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา   “Are, Were, Have”  เช่นกัน   ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

6. Both of them can drive but Bill drives ________________________________________.

(ทั้ง   คนขับรถเป็น  แต่บิลขับ ___________________________________________)

(a) careful

(b) more careful

(c) more carefully    (ระมัดระวังกว่า)

(d) most carefully    (ระมัดระวังที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายกริยา  “Drives”,  “Careful”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  และขยายด้วย  “More”  เมื่อแสดงการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  (เนื่องจากเป็นคำพยางค์ยาว)  คือ  “บิลขับรถระมัดระวังมากกว่าอีกคนหนึ่ง   

 

7. The house we have rented is __________, so we will have to buy some beds, chairs, tables, and other pieces of furniture.

(บ้านที่เราเช่า _________ ดังนั้น  เราจำเป็นจะต้องซื้อเตียง,  เก้าอี้,  โต๊ะ,  และเฟอร์นิเจอร์ชิ้นอื่นๆ)

(a) repaired    (ถูกซ่อมแซม)

(b) unfinished    (ยังไม่เสร็จ)

(c) unfurnished    (ไม่มีเครื่องเรือน, ปราศจากเครื่องตกแต่งบ้าน)

(d) untidy    (ไม่เรียบร้อย, ไม่เป็นระเบียบ, สกปรก, รุ่มร่าม, จัดเข้ากันไม่ดี)

 

8. We _______________________________________ our friends with a wave of the hand.

(เรา __________________________________________ เพื่อนของเรา  ด้วยการโบกมือ)

(a) embraced    (กอด, รัด)

(b) shouted    (ตะโกน)

(c) greeted    (ต้อนรับ, ทักทาย, คำนับ, รับรอง)

(d) showed     (แสดง)

 

9. The boy’s mother locked up the sweets to take away his ____________ to eat them all at once.

(แม่ของเด็กคนนั้นล็อค (กล่อง) ของหวาน-ขนมหวาน  เพื่อเอา _________ ของเขาไปเสีย  ที่จะกินมันให้หมดในทันที)  (คือ  ล็อคกล่องของหวาน  เพื่อดับความอยากของลูก  ที่จะกินมันให้หมดทีเดียวในทันที)

(a) attempt    (ความพยายาม)

(b) desire    (ความปรารถนา, ความต้องการ, ความอยาก)

(c) temptation    (ความล่อใจ, เครื่องล่อใจ)

(d) trial    (การทดลอง, การสอบสวน, การไต่สวนคดี, การทดสอบ, การซ้อม)

 

10. She is quite happy living by herself, so she never feels __________________________.

(เธอมีความสุขมากในการอยู่ตามลำพัง (คนเดียว)  ดังนั้น  เธอไม่เคยรู้สึก _______________)

(a) lonely    (เหงา, เปล่าเปลี่ยว, ว้าเหว่)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) loneliness    (ความเหงา, ความเปล่าเปลี่ยว, ความว้าเหว่)  (เป็นคำนาม)

(c) quiet    (เงียบ)

(d) self-conscious    (นึกถึงแต่เรื่องของตัวเอง)

 

11. My mother is __________________________________________________________.

(แม่ของผม ________________________________________________________)

(a) fourty years of age

(b) fourty years old

(c) forty years

(d) forty    (อายุ  ๔๐)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   ทั้งนี้  อาจพูดแบบอื่นก็ได้  เช่น   “She is forty years old.”,  “She is forty years of age.”,  “She is a forty-year-old woman.”,  “Her age is forty.”,  และ  “She is forty.”  สำหรับคำว่า  “fourty”  เป็นการใช้คำที่ผิด

 

12. There are two temples and _______________________________ of them are Thai style.

(มีวัด    วัด และ ___________________________________________ เป็นแบบทรงไทย)

(a) one

(b) all

(c) both    (ทั้งคู่)

(d) each

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  ใช้กับ  “จำนวน  ”  สำหรับ  “All”  ใช้กับจำนวนตั้งแต่    ขึ้นไป   ส่วน ข้อ  (a)  และ  (d)  ถ้าจะใช้   ต้องแก้ข้อความเป็น  “One  หรือ  Each of them is Thai style”  (วัดหนึ่ง  (หรือ แต่ละวัด)  เป็นแบบทรงไทย)

 

13. Silver is _________________________________________________________ gold.

(เงินมี ________________________________________________________ ทอง)

(a) valuable less than

(b) more valuable than    (ค่ามากกว่า)

(c) less valuable than    (ค่าน้อยกว่า)

(d) valuable more than

(e) as valuable as    (ค่าเท่ากัน, ค่าเท่ากับ)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ทั้งนี้  การเรียงคำในแบบข้อ  (b) (c)  และ  (e)  เป็นการเรียงคำที่ถูกต้อง

 

14. The ____________________________________ month of the year is called December.

(เดือน______________________________________ ของปี ถูกเรียกว่าเดือนธันวาคม)

(a) twelve    (๑๒)

(b) twelveth    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) twelvth    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) twelfth    (ที่  ๑๒)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากหมายถึง   “ลำดับที่  ๑๒  สำหรับข้อ  (b)  และ  (c)  ไม่มีใช้

 

15. I have drunk ______________________________________________________ today.

(ผมได้ดื่ม _______________________________________________________ วันนี้)

(a) two beer-bottles    (ขวดเบียร์  ๒  ใบ)

(b) two bottles beer

(c) beer two bottles

(d) two bottles of beer    (เบียร์    ขวด)

 

16. I do not object ________________________________________________ his son’s visit.

(ผมไม่คัดค้าน ___________________________________ การมาเยือนของลูกชายของเขา)

(a) in

(b) for

(c) to    (ต่อ, ในเรื่อง)

(d) on

ตอบ   –   ข้อ   (c)   “Object to”  =  คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย

                                               สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude (หยาบ คายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอ ใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่า กับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                               สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

17. The government ____________________________ diplomatic relations with that country.

(รัฐบาล _________________________________ ความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศนั้น)

(a) broke down    {เสีย, ใช้งานไม่ได้ (เครื่องจักร, เครื่องยนต์, คอมพิวเตอร์, ระบบ)}

(b) broke into    (งัดเข้ามา, พังเข้ามา)

(c) broke out    {เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด, การโต้เถียง, การต่อสู้)}

(d) broke off    (ตัด, เลิก, ยุติ)   

 

18. We must __________________________ all this rubbish _______________________.

(เราจะต้อง _______________________ ขยะทั้งหมดนี้ ________________________)

(a) throw _________________ up    (“Throw up”  =  อาเจียน)

(b) throw _________________ away    (ทิ้ง ______________ ออกไป)

(c) throw _________________ out

(d) throw _________________ over

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Throw away”  =  “ทิ้งไป

  

19. He asked me _________________________________________________________.

(เขาถามผม (ว่า) _____________________________________________________)

(a) when will Mr. Smith get back

(b) when Mr. Smith will got back

(c) when would Mr. Smith get back

(d) when Mr. Smith would get back    (มิสเตอร์สมิธจะกลับมาเมื่อใด)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความ  When Mr. Smith would get back”    เป็นอนุประโยคในแบบ  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Asked”  (กรรมรองคือ  “Me”)  จึงต้องเรียงอนุประโยคแบบบอกเล่า  (When + ประธาน + กริยา + กรรม) 

 

20. He found his trousers but ____________________________________________ clean.

(เขาพบ (ค้นเจอ) กางเกงขายาวของเขา  แต่ _____________________________ สะอาด)

(a) it was not

(b) it is not

(c) they were not    (มันไม่)

(d) they are not

ตอบ   –   ข้อ   (c)   “Trousers”  ถือเป็นคำนาม  พหูพจน์เสมอ  จึงต้องแทนด้วยสรรพนาม   “They”  และใช้กริยา  “Were”   เพื่อให้อยู่ในรูปอดีต  สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  คือ  “Found”  ดูเพิ่มเติมคำนามที่ใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I couldn’t find the scissors.  Where _____________________________________?

(ผมหากรรไกรไม่เจอ  _____________________________________________ ที่ไหน)

(a) they are

(b) is it

(c) are they    (มันอยู่)

(d) it is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Scissors” (กรรไกร)  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  และต้องแทนด้วยสรรพนาม  “They”  สำหรับเครื่องมือชนิดอื่นๆ  ที่ต้องใช้เป็นคู่หรือประกอบด้วย    ส่วน ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์   และใช้กับกริยาแบบพหูพจน์   ได้แก่   scissors  (กรรไกร),  glasses (eyeglasses) (แว่นตา),  spectacles  (แว่นตา),  tongs  (ปากคีบ, คีม),  chopsticks  (ตะเกียบ),  pincers  (คีม),  pliers  (คีมปากยาว), dividers  (วงเวียน),  sheers  (กรรไกรตัดต้นไม้),  calipers  (callipers)  (วงเวียนใช้วัด)    เป็นต้น

                                                 นอกจากนั้น   เครื่องแต่งกายที่ต้องใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ   คือ  shorts  (กางเกงขาสั้น),  trousers  (กางเกงขายาว),  pants  (กางเกง, กางเกงชั้นใน – ของผู้หญิงหรือเด็ก),  panties  (กางเกงชั้นในของผู้หญิงหรือเด็ก),  clothes  (เสื้อผ้า), breeches  (กางเกงขี่ม้า),  pajamas  (pyjamas) (เสื้อกางเกงชุดนอน)   เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 411)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The patient was reassured by the ______________ treatment he received at the health clinic.

(ผู้ป่วยถูกทำให้มั่นใจใหม่อีกครั้ง  โดยการรักษา _________ ซึ่งเขาได้รับที่คลินิกสุขภาพแห่งนั้น)

(a) profession’s    (ของอาชีพ)

(b) professional    (แบบมืออาชีพ, ชำนาญเฉพาะทาง, ที่ชำนาญ-เชี่ยวชาญ, เกี่ยวกับอาชีพ, เหมาะสมกับอาชีพ)

(c) professed    (ถูกถือเป็นอาชีพ, ปฏิญาณตัว, ประกาศตัวเป็น, ซึ่งนับถือศาสนา)

(d) professor’s    (ของอาจารย์)

 

2. ________________________________ we get some rain, the dying crops will be ruined.

(___________________ เรา (ไม่) ได้รับฝนบ้าง, พืชผลที่กำลังจะตายจะถูกทำลายย่อยยับ)

(a) Only    (เฉพาะ...............................เท่านั้น)

(b) Despite    (ทั้งๆ ที่)  (เป็น “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) Unless    (ถ้า ..................................(เรา).................................. ไม่)

(d) Whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Unless”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • ___________ economic conditions improve next year, there will be widespread unrest in the United States.

(_____________ สภาวะทางเศรษฐกิจ (ไม่) ดีขึ้นปีหน้า, จะมีความปั่นป่วน-วุ่นวายที่แพร่กระจายไปทั่วในสหรัฐฯ)

(a) Despite    (ทั้งๆ ที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) If    (ถ้า)

(c) Because    (เพราะว่า)

(d) Unless   (ถ้า .........................(สภาวะทางเศรษฐกิจ)....................... ไม่ ...........ดีขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   สำหรับ  ข้อ  (b)  และ  (c)   แม้จะถูกหลักไวยากรณ์  แต่ผิดความหมาย  คือ  ไม่เป็นไปตามหลักตรรกะ  คือ  “ถ้า (เพราะว่า) สภาวะทางเศรษฐกิจดีขึ้นปีหน้า, จะมีความปั่นป่วน-วุ่นวายที่แพร่กระจายไปทั่วในสหรัฐฯ”   ซึ่งไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น     

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________ he comes in half an hour, I shall go alone.

(__________________ เขา _______________ มาถึงในอีกครึ่งชั่วโมง  ผมจะไปตามลำพัง)

(a) If    (ถ้า)

(b) Because    (เพราะว่า)

(c) Unless    (ถ้า  ...............................(เขา)................................... ไม่)

(d) When    (เมื่อ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • __________________________ you work harder, you are going to fail your exams.

(______________________________________ คุณ (ไม่) ขยันมากขึ้น, คุณจะสอบตก)

(a) If    (ถ้า)

(b) Unless    (ถ้า ...............................(คุณ)............................... ไม่)  (ขยันมากขึ้น)

(c) Although    (แม้ว่า)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I don’t like to begin writing a letter, _______________________________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ________________________________________)

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)  (ถ้าผมไม่มีเวลามาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ    -   ข้อ   (b)

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • Don’t open a shop _____________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) _______________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • He won’t pass his examination __________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง  “Unless”  ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Unless  =  If……….........…… not”   แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มา  ถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา  ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน   ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย)  (คือ  ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

  

3. Our old dog will eat ________________________________________ anyone offers him.

(สุนัขของเราจะกิน ______________________________________ (ที่) ใครก็ตามให้มัน)

(a) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(b) which    (ที่, ซึ่ง)

(c) what    (สิ่งที่, อะไร)

(d) whatever    (สิ่งใดก็ตาม, อะไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (c)  ก็ได้  (ถูกหลักไวยากรณ์เช่นกัน)  แต่ใจความ  (ความหมาย)  สู้  ข้อ  (d)  ไม่ได้  

 

4. When the secretary was fired, she was given __________________________________.

(เมื่อเลขานุการถูกไล่ออกจากงาน, เธอได้รับ ________________________________)

(a) two week’s notice

(b) two weeks’ notice    (การแจ้งล่วงหน้า    สัปดาห์)

(c) a notice of two week’s

(d) a notice of two weeks’

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้รูป   “Apostrophe” (’s)  เสมอ  หรืออาจตอบ  A notice of two weeks”  (การแจ้งล่วงหน้า    สัปดาห์)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten ______________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ ________________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                          ตัวอย่างที่   

  • The landlord said that the tenant owed several _____________________________.

(เจ้าของบ้านเช่ากล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ ____________________________________)

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • They understood the problem after half an ________________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง ________________________________)

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • The mountain was a _____________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น____________________________ จากหมู่บ้าน)  (คือ  ภูเขาลูกนั้นใช้เวลาเดินทาง    วันจากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey   (การเดินทาง (ระยะ)    วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from……….......……..”  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s pause    (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent    (ค่าเช่า   เดือน)
  • A week’s holiday  (วันหยุด    สัปดาห์)
  • Two months’ notice  (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • Three weeks’ journey  (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • Four years’ time  (ระยะเวลา    ปี)

 

5. In the old days, high-class and wealthy people in England ____________ in summer, under the pretext that it helped reduce the number of predators which were dangerous to their pets and livestock.

(ในสมัยก่อน  ผู้คนชั้นสูงและร่ำรวยในประเทศอังกฤษ ___________ ในฤดูร้อน  ภายใต้ข้อแก้ตัว (ข้ออ้าง) ที่ว่า  มันช่วยลดจำนวนสัตว์นักล่า  ซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงและปศุสัตว์ของพวกตน)

(a) enjoyed to hunt

(b) went to hunt

(c) went hunting    (ไปล่าสัตว์, ออกล่าสัตว์)

(d) went and hunted

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้รูป   “Go + Verb + ing”   เพื่อแสดงการทำกิจกรรมเพื่อความบันเทิงหรือพักผ่อนหย่อนใจ   ทั้งนี้  ข้อนี้อาจตอบ  “Enjoyed hunting”  ก็ได้   (ดูเพิ่มเติมรูป  “Go + V. + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่              

  • I usually __________________________________ on Mondays to avoid the crowd.

(ผมโดยปกติแล้ว ______________________________ ในวันจันทร์  เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน)

(a) going shopping

(b) go to shop

(c) go to shopping

(d) go shopping    (ไปซื้อของ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากใช้รูป   “Go + Verb + ing”  เพื่อแสดงการทำกิจกรรมเพื่อความบันเทิงหรือพักผ่อนหย่อนใจ

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Are you going _______________________________________ again this summer?

(คุณจะไป _____________________________________ อีกครั้ง  ในฤดูร้อนนี้  ใช่หรือไม่)

(a) to camp

(b) to be camped

(c) being camped

(d) camping     (พักแรม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went _______________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ___________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   “Window-shop”   เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Her job is __________________________________________________________.

(งานของเธอคือ _____________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.    (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา   “Verb to be”  (Is)  ของประโยค  ต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb)   หรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้   “To go shopping”   หรือ   “Going shopping”   ได้ทั้งคู่

                                                   อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา   “Go”หมายถึง   “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง   “Go”   จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอ  เช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้ “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

6. They serve ___________________________________________ in a Chinese restaurant.

(พวกเขาเสิร์ฟ ___________________________________________ ในภัตตาคารจีน)

(a) fry rice

(b) fries rice

(c) fried rice    (ข้าวผัด)

(d) frying rice

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “ข้าวถูกผัด”  โดยมาจาก  “Rice which is fried

 

7. Impalas cannot move as ________________ cheetahs, but they are more efficient runners.

(อิมพาล่า (ละมั่งแอฟริกา  มีเขางอคดและกระโดดเก่ง) ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ __________ เสือชีต้า, แต่พวกมันเป็นนักวิ่งที่มีประสิทธิภาพดีกว่า)

(a) fast as    (เร็วเท่ากับ)

(b) faster than

(c) fast

(d) faster as

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นปกติ”  (Positive degree)   

 

8. We couldn’t decide ___________ it was the salary or the traveling involved that impressed her about the job.

(เราไม่สามารถชี้ขาดว่า  มันเป็น (เพราะว่า) เงินเดือนหรือการเดินทางที่เข้ามาเกี่ยวข้อง _______ ที่ทำให้เธอประทับใจเกี่ยวกับงานของเธอ)

(a) which

(b) that

(c) whether    (หรือไม่)

(d) why

 

9. Because Thomas felt ill, the teacher gave him _________________________ to go home.

(เพราะว่าโทมัสล้มป่วย, ครูจึงให้ ____________ เขากลับบ้านได้)  (คือ  อนุญาตให้เขากลับบ้าน)

(a) excuse    (ข้อแก้ต้ว, การให้อภัย)

(b) admittance    (การอนุญาตให้เข้า, การรับเข้า, การยอมรับ (ว่าตนทำ), การสารภาพ)

(c) option    (ทางเลือก)

(d) permission    (การอนุญาต, การอนุมัติ, การยินยอม, ใบอนุญาต)

 

10. Sarah was admitted to a hospital to have ________________________ on the stomach.

(ซาร่าห์ถูกรับเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับ __________________________________ ที่ท้อง)

(a) a cure    (การเยียวยารักษาให้หาย, วิธีการรักษาให้หาย)

(b) an operation    (การผ่าตัด, การทำงาน, การปฏิบัติการ, การเดินเครื่องจักร, การสู้รบ)

(c) a mending    (การซ่อมแซมเสื้อผ้า, เสื้อผ้าที่ซ่อมแซม)

(d) a cut    (การตัด, การหั่น, การฟัน, บาดแผล, ชิ้นที่ถูกตัดออก, ทางตัด, การลดราคา, การลดเงินเดือน)

 

11. The police questioned all the guests; they _______________ that one of them was a spy.

(ตำรวจซักถามแขกทุกคน, พวกเขา ___________ ว่าหนึ่งในบรรดาคนเหล่านั้นเป็นสายลับ)

(a) disbelieved    (ไม่เชื่อ)

(b) anticipated    (คาดหวัง, มุ่งหวัง, ทำนาย)

(c) suspected    (สงสัย, ข้องใจ, กังขา, คาดคิด, คาดคะเน)

(d) wondered    (ประหลาดใจ, งงงวย, กังขา)

 

12. _______________________________________ fortunes by the stars is called astrology.

(____________________ โชคชะตาโดย (พิจารณาจาก) ดวงดาว  ถูกเรียกว่า  “โหราศาสตร์”)

(a) Tell

(b) Telling    (การทำนาย, การเปิดเผย, การบอก, การแจ้ง, การเล่า)

(c) Told

(d) Being told

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้   “Gerund”  (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • She is sick.  I hope (that) __________________ her sister with her will make her happier.

(เธอป่วย  ผมหวัง (ว่า) __________ น้องสาวของเธออยู่ด้วยกับเธอ  จะทำให้เธอมีความสุขมากขึ้น)

(a) she has

(b) for having

(c) having    (การมี)

(d) that she had

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Gerund” (Verb + ing)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย  (Having her sister……….......……..happier)   ในแบบ  “Noun clause”   ซ้อนอยู่ในประโยคใหญ่  ซึ่งมีประโยคย่อยเป็นส่วนหนึ่งของมัน  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Hope”  สำหรับประโยคใหญ่   คือข้อความทั้งหมด   ตั้งแต่   “I hope………………......………..happier.”  

                                                         ตัวอย่างที่    

  • Following up on details _______________________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ ___________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย) (ความหมาย  คือ  มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is    (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Following up”    โดยมี   “on details”  เป็นส่วนขยาย  ทั้งนี้   “Following up”  เป็น   “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง   ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย    “การ........................”  หรือ   “ความ.......................”   และ    “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”    จึงต้องใช้กับกริยา  “Is”    ดูเพิ่มเติมการใช้   “Gerund”  (Verb + ing)   เป็นประธานของประโยค  (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • Passing the entrance examination ______________________________ very difficult.

(การสอบผ่านเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย _______________________________ ยากมากนัก)

(a) haven’t been

(b) hasn’t been    (มิได้)

(c) isn’t been    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) wasn’t been    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Passing”  (Gerund)  (โดยมี  “The entrance examination”  เป็นส่วนขยายประธาน)  ซึ่งถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (“Is”  หรือ  “Has”)  แต่ในข้อนี้ใช้รูป  “Hasn’t been”  ซึ่งเป็น  “Present perfect tense”   ในแบบ  “Negative”  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ในกรณีนี้   คือ   “การสอบผ่านเข้ามหาวิทยาลัยมิได้ยากมากนัก  ตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน”  สำหรับประโยคข้างบน  จะตอบ  “Is”  (Present simple tense)  ก็ได้   เพื่อแสดงเหตุการณ์ปัจจุบัน   คือ  “การสอบฯ มิได้ยากมากนักในปัจจุบัน”  สำหรับข้อนี้อาจใช้   “To pass the entrance examination hasn’t been………................….”  ก็ได้   

                                                                  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Verb + ing” (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1” (Infinitive with to)  เป็นประธาน  (เอกพจน์)  ของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because ____________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า ____________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “To work”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Verb + ing”  (Gerund)   หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats _________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ ________________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี   “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ทั้งนี้  ข้อนี้อาจใช้  “To refrigerate meats retards………….….......…”  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Verb + ing”  (Gerund)   หรือ   “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking a long distance has made me tired.  

(= To walk a long distance has made me tired.)

(การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

  • Scuba diving has become very popular recently.   

(= To scuba dive has become very popular recently.)

(การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆ นี้)

 

13. ______________________________ is known for certain is that it was discovered in 1583.

(__________________________ เป็นที่รู้จักกันอย่างแน่นอน  คือว่า  มันถูกค้นพบในปี  ๑๕๘๓)

(a) All that    (ทั้งหมดซึ่ง)

(b) All

(c) All those

(d) That

ตอบ   -   ข้อ    (a)   “All”   เป็นประธานของอนุประโยค  โดยมี   “that is known for certain”   เป็นส่วนขยาย  และอนุประโยคนี้  (ในแบบ  “Noun clause” )  เป็นประธานของประโยคใหญ่   หรือของกริยา   “Is”  โดยมีอนุประโยค  (that it was discovered in 1583)  (ในรูป  “Noun clause” เช่นเดียวกัน)   เป็นส่วนขยายกริยาตัวนี้   (ประโยคใน ข้อ  ๑๓  มีอนุประโยค    ประโยค)

 

14. A great deal of work ________, and is still being done, to improve the quality of the product.

(งานปริมาณมาก ____________ , และกำลังถูกทำอยู่, เพื่อปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์)

(a) was done    (ถูกทำ)  (เป็นอดีต)

(b) has been done    (ได้ถูกทำไปแล้ว)

(c) had been done    (ได้ถูกทำ)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) was being done    (กำลังถูกทำ)  (เป็นอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (b)    ต้องใช้   “Present perfect tense”  ในแบบ   “Passive voice”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3}   เนื่องจากเหตุการณ์  (งานถูกทำ)  เกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูดประโยคนี้

 

15. I saw that _______________________________________________ the moonlight.

(ผมเห็นสิ่งนั้น _______________________________________________ แสงจันทร์)

(a) in

(b) from

(c) by    (จาก, โดย)

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                    สำหรับวลีที่ใช้   “By”  ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำ มือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)-  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี  ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย )“Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี) “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐ เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),    เป็นต้น

 

16. You must do according ______________________________________ you are ordered.

(คุณจะต้องทำตาม ____________________________________ คุณถูกสั่ง – ให้ทำ)

(a) to

(b) from

(c) as    (ที่)

(d) with

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “According as”  (ตามที่)  เป็น   “Conjunction”  ต้องตามด้วยประโยค  {Subject + Verb +   (ส่วนขยาย)}  ส่วน   “According to”  (ตามที่)   เป็น   “Preposition”   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี    ดังตัวอย่าง

  • Everything went according as we have planned.

(= Everything went as we have planned.)

(ทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราได้วางแผนไว้)

  • You must tell the story according as it really happened.

(= You must tell the story as it really happened.)

(คุณจะต้องเล่าเรื่องตามที่มันเกิดขึ้นจริงๆ)

  • I like the freedom to organize my day according as I want to.

(= I like the freedom to organize my day as I want to.)

(ผมชอบเสรีภาพ (หรือความไม่มีพิธีรีตอง) ที่จะจัดระเบียบ (หรือจัดตารางทำงาน) ในแต่ละวัน  ตามที่ผมต้องการจะจัด)  (คือ  ไม่ต้องการให้ใครมาสั่ง)

  • According to Dr. Allen, the cause of death was drowning.

(ตามที่คุณหมอแอลเลนบอก  สาเหตุการตายคือการจมน้ำ)

  • The road was some forty miles long according to my map.

(ถนนยาวประมาณ  ๔๐  ไมล์  ตาม (ข้อมูล) แผนที่ของผม)

  • The employees were given tasks according to their skills.

(พนักงานได้รับมอบหมายงานสอดคล้องกับทักษะของพวกเขา)

  • There are 6 classes organized according to age.

(มี    ชั้นเรียน  ซึ่งถูกจัดตามอายุ)

  • Everything went according to plan.

(ทุกสิ่งเป็นไปตามแผน)

(= Everything went according as we have planned.)

  • According to the teacher, there will be an exam next week.

(ตามที่อาจารย์บอก  จะมีการสอบสัปดาห์หน้า)

  • According to the weather forecast, there will be a heavy storm this weekend.

(ตามการพยากรณ์อากาศ  จะมีพายุจัดปลายสัปดาห์นี้)

 

17. The beautiful countryside was bright with prairie flowers and blossoming ______________.

(ชนบทที่สวยงาม  สดใส-เจิดจ้าไปด้วยดอกไม้ของทุ่งหญ้าแพรรี่  และ ________ ที่กำลังผลิดอก)

(a) fruit trees    (ต้นไม้ผล)

(b) fruits trees

(c) fruits tree

(d) fruit tree

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็น   “Compound noun”  (นามประกอบ)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • My uncle is going to plant a rosebush in his ________________________________.

(ลุงของผมจะปลูกพุ่มกุหลาบใน _____________________________________ ของเขา)

(a) garden flower

(b) garden of flower

(c) flower garden    (สวนดอกไม้)

(d) flowers garden

ตอบ    -    ข้อ    (c)    เนื่องจากเป็น   “นามขยายนาม”  หรือ   “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I’m tired of pictures in black and white.  I wish we had ______ television here in our country.  

(ผมเบื่อภาพยนตร์สีขาวดำ  ผมปรารถนาว่าเรามีโทรทัศน์ _____________ ที่นี่  ในประเทศของเรา)

(a) coloured     (ถูกระบายสี หรือทาสี)

(b) colour    (สี)

(c) colouring

(d) colours

ตอบ   -   ข้อ   (b)    “Colour television”  (ทีวีสี)  เป็น  “นามประกอบ”  (นามขยายนาม)

                                                        ตัวอย่างที่  

A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: _________________________________________________________________.

(a) To the bookstore      (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(b) To the books-store

(c) To the storebooks

(d) To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun)   แปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า  (ร้านขายหนังสือ  หรือ ร้านหนังสือ)

                                                      ตัวอย่างที่ ๔

A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย    วิชา  เมื่อเช้านี้)

B: “He said that he forgot both of the __________________________________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม ________________________________________ ทั้ง    หมายเลข)

(a) rooms number

(b) room number

(c) room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นนามประกอบ  (นามขยายนาม)   (Compound noun)   มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • My father is working on a _______________________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน __________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย)

(a) develop     (พัฒนา)

(b) developed     (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing     (กำลังพัฒนา)

(d) development      (การพัฒนา)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   สำหรับข้อ  (b)  และ  (c)   มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”   เช่น   “Developed countries”   (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)    หรือ   “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ“นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Thailand’s population ___________________ is an average of 0.8 percent each year.

(__________________ ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ    –    ข้อ    (b)    เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  (Compound noun)หรือ   “นามประกอบ”  (Population increase)   ในกรณีนี้   คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์   คือไม่เติม  “s”   แต่มักจะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง   ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus  (es)   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service  (s)   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden  (s)   (สวนดอกไม้)

   -   wood house   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt (s)   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel (s)   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company (nies)   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt (s)   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind  (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment  (การรักษาโรคหัวใจ)

 

18. I’ll help my sister ______________________________________________ her work.

(ผมจะช่วยน้องสาว _________________________________________ ของเธอให้เสร็จ)

(a) finishing

(b) to have finished

(c) to finish    (ทำงาน)

(d) to be finished

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “Finish”  ก็ได้   (Help + Someone + Do  (หรือTo do) + Something)  (ช่วยใครทำอะไร)

 

19. He was ashamed _________________________________ himself for losing his temper.

(เขาละอายใจ ____________________________________ ตัวเองที่คุมอารมณ์ไม่อยู่)

(a) of

(b) at

(c) in

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Be ashamed of”  =  “ละอายใจ

                                                   สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง...................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.........................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบ ด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐  คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

20. He said that he ______________________________________________________ her.

(เขาพูดว่าเขา _____________________________________________________ เธอ)

(a) has helped

(b) will help

(c) would help    (จะช่วย)

(d) is going to help

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Tense”  ให้สอดคล้องกัน   คือ  กริยาของประโยคใหญ่  เป็น  “Past tense” (Said)  ส่วนกริยาในประโยคย่อยเป็น  “Past future”  (Would help)   ส่วนคำตอบในข้ออื่นๆ  เป็น  “Present”   ทุกข้อ   กล่าวคือ  “Has helped” (Present perfect tense),  “Will help”  (Present future tense)   และ   “Is going to help” (Present continuous tense)  แสดงอนาคต

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 410)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I met your landlord today.  He’s going to __________________________ you this evening.

(ผมพบเจ้าของบ้านเช่าของคุณวันนี้  เขาจะ __________________________ คุณเย็น (ค่ำ) นี้)

(a) calling

(b) called on

(c) call on    (แวะมาเยี่ยม)

(d) calling on

 

2. A: _________________________________________ did he pay for his new CD player?

(A: เขาจ่ายเงิน _________________________________ สำหรับเครื่องเล่นซีดีใหม่ของเขา)

    B: Only eighty dollars.

(B: เพียง  ๘๐  ดอลลาร์เท่านั้น)

(a) How often    (บ่อยเท่าใด)

(b) How high    (สูงเท่าใด)

(c) How many    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) How much    (มากเท่าใด)  (ใช้ถามเกี่ยวกับราคา, จำนวนเงิน, เวลา  หรือคำนามนับไม่ได้อื่นๆ)

 

3. Passing the entrance examination _________________________________ very difficult.

(การสอบผ่านเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย ____________________________ ยากมากนัก)

(a) haven’t been

(b) hasn’t been    (มิได้)

(c) isn’t been    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) wasn’t been    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Passing”  (Gerund)  (โดยมี  “The entrance examination”  เป็นส่วนขยายประธาน)  ซึ่งถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (“Is”  หรือ  “Has”)  แต่ในข้อนี้ใช้รูป  “Hasn’t been”  ซึ่งเป็น  “Present perfect tense”   ในแบบ  “Negative”  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ในกรณีนี้   คือ  “การสอบผ่านเข้ามหาวิทยาลัยมิได้ยากมากนัก  ตั้งแต่ในอดีตมาจนถึงปัจจุบัน”  สำหรับประโยคข้างบน  จะตอบ  “Is”  (Present simple tense)  ก็ได้  เพื่อแสดงเหตุการณ์ปัจจุบัน  คือ  “การสอบฯ มิได้ยากมากนักในปัจจุบัน”   

                                                            ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing” (Gerund)   หรือ  “To + Verb 1” (Infinitive with to)  เป็นประธาน (เอกพจน์) ของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because ___________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า ____________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคย่อย   “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”   เป็นส่วนขยายประธาน  และมี   “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น   “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Verb + ing”  (Gerund)   หรือ   “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ ________________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)   หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

4. Jennifer expects to graduate from the university _________________________ next March.

(เจนนิเฟอร์คาดหวังที่จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ____________________ เดือนมีนาคมปีหน้า)

(a) in

(b) by    (ใน, ราวๆ)

(c) on

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “……............…..the university next March”  (เดือนมีนาคมปีหน้า)  หรือ  “……..............……the university in March” (ในเดือนมีนาคมปีนี้)  ก็ได้

 

5. I am going to have my garage _______________________________________ tomorrow.

(ผมจะให้โรงเก็บรถของผม ________________ วันพรุ่งนี้)  (แต่นิยมพูดว่า  ผมจะทาสีโรงรถฯ)

(a) painting

(b) paint

(c) paints

(d) painted    (ถูกทาสี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบ   “Causative use”  {ประธานฯ ใช้ให้ “กรรม” ทำอะไร  (Active voice)   หรือ   ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดย  “กรรม”  (Passive voice}  จากตัวอย่างข้างล่าง  

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • I had this photograph ___________________________________________ in Paris.

(ผมให้ภาพนี้ ____________________________________ (คือ  ให้ผู้อื่นถ่ายให้) ในปารีส)

(a) take

(b) taking

(c) taken    (ถูกถ่าย)

(d) to take

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างแบบ   “Causative Use”   {Subject + Has (Have, Had) + กรรม + Verb 3 + (By someone)  =  ประธานฯ ให้  “กรรม”  ถูกกระทำ (โดยใครบางคน)}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่    

  • What would you __________________________________________ me do for you?

(คุณจะ _________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ    -    ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + have + someone + do + something)   สำหรับ  “Want”  และ  “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น   “What would you want (wish) me to do?

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ____________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆ พอ  ผมอาจจะไป  (และ) ______________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ  “Go”  และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • He had the cook ______________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _________________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                                           ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter _________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ _____________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + have (has) + someone + do + something}  คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                                        ตัวอย่างที่  

  • What would you have me ______________________________________________?

(คุณจะให้ผม ________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)   โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                                   สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่  ) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

                           ๑. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

                           ๒. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                                    ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                                    อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป   “Passive voice”  คือ  {Subject + have (get) + something + done + (by someone)}  {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือน กันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ    ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

6. They __________________________________ that the more one has the more he wants.

(พวกเขา _______________ ว่า  ยิ่งคนเรามีมาก  เขาก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก ยิ่งโลภมาก)

(a) tell    (บอก, เล่า)

(b) ask    (ถาม, ขอ, ขอร้อง)

(c) inquire    (ถาม, สอบถาม, สืบสวน, สอบสวน)

(d) say    (พูด, กล่าว)

 

7. We can build buildings hundreds of feet high in a short time by using modern ____________.

(เราสามารถสร้างอาคาร (ตึก) สูงหลายร้อยฟุต ในเวลาอันสั้น  โดยการใช้ __________ สมัยใหม่)

(a) mechanic    (ช่างเครื่องยนต์)

(b) machine    (เครื่องจักร, อุปกรณ์)  (เป็นคำนามนับได้)

(c) machinery    (เครื่องจักร, เครื่องกล, เครื่องกลไก)  (เป็นคำนามนับไม่ได้)

(d) mechanical    (เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไก)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  Machines”  เนื่องจากคำนามนับได้  เอกพจน์  จะอยู่ลอยๆ ไม่ได้  ต้องนำหน้าด้วย  “Article” (A, An, The)   หรือไม่เช่นนั้น  ก็ต้องทำเป็นรูปพหูพจน์   

 

8. The ______ of electricity has made living much easier for many people, especially the housewife.

(_____________ ของไฟฟ้า  ได้ทำให้การดำรงชีวิตง่ายขึ้นมากสำหรับผู้คนจำนวนมาก  โดยเฉพาะแม่บ้าน)

(a) advent    (การปรากฏขึ้น, การมาถึง)

(b) exhibition    (การนิทรรศการ, การแสดง)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) familiarity    (ความคุ้นเคย, ความเคยชิน, ความสนิทสนม, ความใกล้ชิด, ความไม่มีพิธีรีตอง, ความรอบรู้-ชำนาญ)

 

9. ________________________________________________ you rather have tea or coffee?

(____________________________________________ คุณอยากที่จะดื่มชาหรือกาแฟ)

(a) Do

(b) Will

(c) Would    (“Would rather”   อยากที่จะ)

(d) Why

 

10. It was raining.  _________________________________, we decided to go to the seaside.

(ฝนกำลังตก ____________________________________,  เราตัดสินใจที่จะไปชายทะเล)

(a) So therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)  (ใช้คำซ้ำกัน)

(b) But however    (แต่, อย่างไรก็ตาม)  (ใช้คำซ้ำกัน)

(c) No matter

(d) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความข้างหลังคำ  “However, Nevertheless, Nonetheless, Anyway, Yet, But”  จะแย้งกับข้อความข้างหน้ามัน  (ฝนกำลังตก  แต่เราจะไปเที่ยวชายทะเล)

 

11. In the old days, the judges in the Old Bailey carried bunches of flowers, to avoid _________ the prison and the prisoners.

(ในสมัยโบราณ  ผู้พิพากษาใน “โอลด์เบลี”  ถือช่อดอกไม้ไปด้วย  เพื่อหลีกเลี่ยง __________ คุกและนักโทษ)  (“โอลด์เบลี”  คือ  ศาลอาญากลางในกรุงลอนดอน  ประเทศอังกฤษ  (๑๖๗๔ – ๑๙๑๓)  ตั้งชื่อตามถนนที่ศาลนี้ตั้งอยู่  ซึ่งอยู่ตามแนวกำแพงเก่าของกรุงลอนดอน (“Bailey” หมายถึง  “กำแพงเมืองชั้นนอก หรือศาล”) ศาลแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากมหาวิหารเซนต์พอล ประมาณ  ๒๐๐  หลา  มีการบูรณะซ่อมแซมหลายครั้งในช่วงเวลา  ๒๔๐  ปีของอายุศาล  แต่ยังคงรักษาดีไซด์เดิมของศาลเพื่อประสิทธิภาพในการพิจารณาคดี  คือทำให้มีการโต้ตอบกันโดยสะดวกระหว่างจำเลย ผู้ถูกกล่าวหา และผู้พิพากษา  รวมทั้งคณะลูกขุนและพยาน  ทั้งนี้  ก่อนที่จะมีการให้แสงสว่างในศาลโดยใช้เชื้อเพลิงกาซในตอนต้นศตวรรษที่  ๑๙   มีการให้แสงสว่างโดยการวางแผ่นกระจกสะท้อนแสงไว้เหนือบัลลังก์ศาล  เพื่อให้แสงสว่างสะท้อนจากหน้าต่างไปยังหน้าของจำ เลย  เพื่อให้ผู้พิพากษาและคณะลูกขุนสามารถสังเกตการแสดงออกทางใบหน้าของจำเลย  และสามารถประเมินความถูกต้อง หรือสมเหตุสมผลของคำให้การของจำเลยได้อย่างใกล้ชิด  นอกจากนั้น  ยังมีการวางอุปกรณ์บางอย่างไว้บนศีรษะของจำเลย  เพื่อช่วยขยายเสียงพูดของจำเลยอีกด้วย)

(a) smell

(b) to smell

(c) smelling    (การดมกลิ่น, การสูดกลิ่น, การได้กลิ่น)

(d) being smelled

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Avoid + Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing” (Gerund)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • He seems quite unhappy about his colleague’s remark.  It is quite natural for him to resent ____________.

(เขาดูเหมือนว่าไม่มีความสุขอย่างมากเกี่ยวกับคำพูดของเพื่อนร่วมงาน  มันเป็นธรรมดามากสำหรับเขาที่จะไม่พอใจ-ขุ่นเคือง ____________)

(a) insulting    (การดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ผู้อื่น)

(b) to insult

(c) being insulted    (การถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ที่ผู้อื่นทำกับตน)

(d) to be insulted

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  “Resent”  (ไม่พอใจ-ขุ่นเคือง)  ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  (Gerund)  แต่เพราะว่าต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Verb to be + Verb 3)  จึงต้องเป็น  “Being insulted”  เพราะหมายถึง  “ถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม”  (ถูกกระทำ)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Laura doesn’t appreciate being kept __________, so make sure you get there on time.

(ลอร่าไม่ชื่นชมกับการถูกทำให้ __________ ดังนั้น  จงมั่นใจว่าคุณจะไปถึงที่นั่นตรงเวลา)

(a) to wait

(b) to be waiting

(c) waiting    (รอคอย)

(d) having waited

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Keep” + Verb + ing

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • I know you don’t have time, but you should finish _____________ the letter by noon.

(ผมรู้ว่าคุณไม่มีเวลา  แต่คุณควรเสร็จสิ้น __________________ จดหมายในตอนเที่ยง)

(a) to answer

(b) answering    (การตอบ)

(c) by answering

(d) answer

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยา  “Finish + Verb + ing  

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Jack has already considered _____________________________________ his studies.

(แจ๊คได้พิจารณา ____________  (ในเรื่อง) การศึกษาของเขาแล้ว)  (คือ  ได้พิจารณาที่จะศึกษาต่อ  เช่น  ระดับปริญญาโท-เอก)

(a) continue

(b) continuing    (การทำต่อไป)

(c) to continue

(d) continues

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Consider + Verb + ing

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • They practiced _____________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด _________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา   “Practice”   ต้องตามด้วย   “Gerund”  (Verb + ing)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand ___________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ ______________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Can’t stand + Verb + ing”  =   “ทนไม่ได้ที่จะ..............................

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk ________________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง ____________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Risk + Gerund (Verb + ing)” 

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind ___________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ ______________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund”  (Verb + ing)   

                                                    ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering __________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา _____________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ.........................”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =   “พิจารณาไม่ทำ..........................” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I don’t mind ________________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Mind + Verb + ing

                                                 ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He keeps _____________________________________ the most outrageous things.

(เขา _____________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Keep”  =  (.......................ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย   “Gerund”  (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ),  Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                                 ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing ____________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I can’t help ______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ________________________________ เขา  ทั้งๆ ที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                                            สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ___________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์    ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                                           นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

12. They _______________________________________________ understood what he said.

(พวกเขาเข้าใจ _______________________________________ ในสิ่งที่นายคนนั้นพูด)

(a) bad

(b) badly    (อย่างผิดพลาด, อย่างเลว, อย่างร้าย, อย่างไม่ดี, อย่างไม่เหมาะสม, อย่างผิดศีลธรรม)

(c) great

(d) ever

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา  (Understood)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

13. We are ___________________________________________________ with him now.

(เรา ____________________________________________________ เขาแล้วขณะนี้)

(a) tired    (“Tired of”  =  รู้สึกเบื่อ หรือเหนื่อย)

(b) boring    (น่าเบื่อ)

(c) bored    (รู้สึกเบื่อ)

(d) tiring    (น่าเบื่อ, น่าเหนื่อย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Bored + With” 

 

14. The whole group played very badly ________________________________ stage fright.

(ทั้งกลุ่มแสดงได้แย่มาก ________________________________________ ประหม่าเวที)

(a) owing to    (เนื่องจาก, เพราะว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb” )

(c) in spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb” )

ตอบ   -   ข้อ    (a)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Owing to,  In spite of”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • We shall not play football today __________________________________ the heat.

(เราจะไม่เล่นฟุตบอลวันนี้ ___________________________ ความร้อน  -  หรืออากาศร้อน)

(a) in spite of     (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) according to    (สอดคล้องกับ,  ตามที่........................................กล่าว)

(c) owing to    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) because     (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • _______________________ his poor health, he could not work in a tropical country.

(____________________ สุขภาพที่แย่ของเขา  เขาไม่สามารถทำงานในประเทศในเขตร้อน)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) In spite of    (ทั้งๆที่)

(c) Because of    (เนื่องมาจาก)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • _______________________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(____________________ บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) Because of     (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Because of (= Due to = On account of = Owing to)  และ  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  จากประ โยคข้างล่าง

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป   ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆ ทำได้  ทั้งๆ ที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆ มีการศึกษาราคาแพง  หรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

  • In spite of  (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆ ที่มีพายุเลวร้าย   ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)  (ทอมเป็นเด็กส่งหนัง สือพิมพ์)

  • In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆ ที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น   แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

 

15. In his cheerful nature, Jim ________________________ his father rather than his mother.

(ในลักษณะ (ธรรมชาติ) ที่ร่าเริงของเขา  จิม ____________________ พ่อของเขามากกว่าแม่)

(a) takes up

(b) takes over    (รับช่วงต่อ, เข้ารับหน้าที่แทน)

(c) takes after    (คล้าย, เหมือน)

(d) takes in    (เข้าใจ, ได้รับ, ยอมให้เข้ามา, เห็นหรือได้ยินด้วยความสนใจ, เอาใจใส่อย่างใกล้ชิด)

 

16. He promised to get ____________________ with us as soon as he returned from Europe.

(เขาสัญญาว่าจะ ______________________________ กับเรา  ในทันทีที่เขากลับจากยุโรป)

(a) within touch

(b) in touch    (“Get in touch with”  =  ติดต่อ, สัมผัส)

(c) on touch

(d) touch

 

17. A sound sleep would do you ________________________________________________.

(การหลับสนิทจะทำให้คุณ ______________________________________________)

(a) goodness

(b) goodly

(c) a good

(d) good    (สบายดี, สบายใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Do someone good”  =  “ทำให้สบายดี-สบายใจ

 

18. They built one _____________________________________________ it in eight months.

(พวกเขาสร้าง (สิ่ง, ชิ้น, อัน) หนึ่ง _______________________________ มัน  ใน    เดือน)

(a) as

(b) similar with

(c) analogous    (เหมือน, คล้าย)

(d) like    (เหมือนกับ, คล้ายกับ)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    โดยลดรูปมาจากอนุประโยค   “Which is like”  หรืออาจตอบ   “Similar to”  (ลดรูปมาจากอนุประโยค  “Which is similar to”)  ก็ได้

 

19. A perfect silence followed, during ____________________________ we sat speechless.

(ความเงียบกริบตามมา, เป็นช่วงเวลา _________________ พวกเรานั่งโดยไม่พูดจากันเลย)

(a) which    (ซึ่ง, ที่)

(b) while

(c) when

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “During”   เป็น   “Preposition”   ต้องตามด้วย   “Which” เท่านั้น

 

20. She told him what ____________________________________________ during the day.

(เธอบอกเขา (ว่า) อะไร __________________________________ ในระหว่างเวลากลางวัน)

(a) to do

(b) was to do

(c) was to be done    (จะต้องถูกกระทำ)  (เป็น “Passive voice”)

(d) to have been done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “What has to be done”  (อะไรจำเป็นต้องถูกกระทำ)  (เป็น “Passive voice”)   หรือ  “What to do”  (จะทำอะไร, จะทำอย่างไร)  (เป็น “Active voice”)  ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 409)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I can’t believe what you say unless you give me ______________________________.

(ผมไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่คุณพูด  ถ้าคุณไม่ให้ ____________________________ แก่ผม)

(a) description    (การอธิบาย, การพรรณนา, คำบรรยาย, ลักษณะ, รูปร่างลักษณะ, ชนิด, ประเภท)

(b) reasoning    (การให้เหตุผล)

(c) proof    (หลักฐาน, การพิสูจน์, พยาน, การทดสอบ, การตรวจปรู๊ฟ)

(d) test    (การทดสอบ, การสอบ)

 

2. If you dislike someone without reason, you are ______________________ against him.

(ถ้าคุณไม่ชอบใครบางคนโดยไม่มีเหตุผล, คุณ ____________________________ ต่อเขา)

(a) disagreed    (ไม่เห็นพ้อง, ไม่ตกลง)

(b) prejudiced    (มีอคติ, มีความรู้สึกไม่ดีโดยไม่มีเหตุผล)

(c) stupid    (โง่บัดซบ)

(d) short-sighted    (สายตาสั้น, มีวิสัยทัศน์คับแคบ)

 

3. After the car had knocked her down, she lay ___________________________________.

(ภายหลังจากที่รถยนต์ชนเธอล้มลง, เธอนอน ____________________________________)

(a) thoughtless    (ไม่มีหัวคิด, ไม่คิดถึงคนอื่น, สะเพร่า, ไม่ระวัง, เลินเล่อ, ประมาท)

(b) asleep    (นอนหลับ, ชา, หยุดนิ่ง)

(c) unknown    (ไม่เป็นที่รู้จัก, ไม่รู้, ไม่เข้าใจ, ไม่รู้จัก, แปลกหน้า, ลึกลับ, ไม่มีชื่อเสียง)

(d) unconscious    (หมดสติ, ไม่รู้สึกตัว, สลบ, ไม่รู้)

 

4. He did ________________________________________ of work for his research project.

(เขาทำงาน ____________________________________ สำหรับโครงการวิจัยของเขา)

(a) a great number    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์)

(b) a great deal    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) many    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์)

(d) so much    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น   “He did so much work……….........…..”  สำหรับคำว่า  “มาก”  ที่ใช้กับคำนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  ได้แก่   “A great deal of, A good deal of, A great amount of, A large amount of, Lots of, A lot of, Much”  ส่วนคำที่ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ได้แก่  “A great number of, A large number of, Lots of, A lot of, Many”  ทั้งนี้   Lots of, A lot of   สามารถใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และคำนามนับได้  พหูพจน์

 

5. Although the book is expensive, ____________________________________________.

(แม้ว่าหนังสือเล่มนั้นแพง, _______________________________________________)

(a) it’s worth to read   

(b) but it’s worth reading  

(c) it’s worth reading    (มันควรค่า (คุ้มค่า) กับการอ่าน)

(d) and it’s worth to read   

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “To be worth + Verb + ing”  และเมื่อใช้  Although”  แล้ว   ไม่ต้องมี  “But”  อีก  

 

6. Malibu, California, is _______ a nice place that most wealthy American people want to live there.

(เมืองมาลิบู, รัฐแคลิฟอร์เนีย  เป็นสถานที่ที่ดี __________ จนกระทั้งเศรษฐีชาวอเมริกันส่วนใหญ่  ต้องการจะไปอาศัยอยู่ที่นั่น)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) so that    (เพื่อที่ว่า)

(d) such as    (เช่น)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้างข้างล่าง 

  • Subject + Is (Was) + Such + A (An) + Adjective + Noun + That + Subject + Verb        หรือ
  • Subject + Is (Was) + So + Adjective + That + Subject + Verb 

                                                                 ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • The working conditions of forest officials were __________ dangerous in the early days that private insurance companies refused to insure the officials.

(สภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นอันตราย __________ ในยุคแรกๆ (สมัยก่อน)  จนกระทั่งบริษัทประกันภัยปฏิเสธที่จะรับประกันภัยเจ้าหน้าที่เหล่านี้)

(a) very

(b) such

(c) too

(d) so    (มาก)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   ตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Is (Are) + So + Adjective + (ส่วนขยาย) + That + Subject + Verb
  • The house is so expensive that we cannot buy it.

(= It is so expensive a house that we cannot buy it.)

(= It is such an expensive house that we cannot buy it.)

(บ้านราคาแพงมากจนกระทั่งเราไม่สามารถซื้อมัน)

  • The room was so hot that she couldn’t sleep in it.

(= It was so hot a room that she couldn’t sleep in it.)

(= It was such a hot room that she couldn’t sleep in it.)

(ห้องร้อนมากจนกระทั่งเธอไม่สามารถนอนได้)                                           

                                                   ตัวอย่างที่         

  • It is ________________________________ a difficult question that we can’t answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยาก __________________________ จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) quite

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติม   “So, Such, Too”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • I am ________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) _______________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้  คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) เกินไปที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมาก  และไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am not strong enough to lift this heavy stone.

(ผมไม่แข็งแรงพอที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมากจนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am so weak a person that I cannot lift this heavy stone.

(ผมเป็นคนที่อ่อนแรงมาก  จนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

(ผมเป็นคนที่อ่อนแรงมาก  จนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

                                                   ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กมาก  และเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

  • The car is not big enough for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นไม่ใหญ่พอสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is so small that we cannot get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

  • It is so small a car that we cannot get into it.

(มันเป็นรถยนต์ที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

  • It is such a small car that we cannot get into it.

(มันเป็นรถยนต์ที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

7. I finished typing these three letters during ______________________________________.

(ผมพิมพ์จดหมาย  ๓  ฉบับเหล่านี้แล้วเสร็จในระหว่าง ____________________________)

(a) you were absent

(b) your absent

(c) your absence    (การไม่อยู่ของคุณ)

(d) you were absence

ตอบ  -  ข้อ   (c)   หรือตอบ  ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น   I finished typing these three letters when you were absent”  (ผมพิมพ์จดหมาย  ๓  ฉบับเหล่านี้แล้วเสร็จ  เมื่อคุณไม่อยู่)  ทั้งนี้   Absence”  เป็นคำนาม   ส่วน  Absent”  เป็นคำคุณศัพท์   โดย  “During +  คำนาม  หรือวลี”  ส่วน  “When + Subject + Verb

 

8. I wish tomorrow __________________________________________________ Sunday.

(ผมปรารถนาว่า  พรุ่งนี้ ________________________________________ วันอาทิตย์)

(a) is

(b) were

(c) will be

(d) would be    (จะเป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   Clause  ที่ตามหลัง  “Wish”  ต้องอยู่ในรูป  “Past”  (Simple  หรือ  Perfect)  เสมอ  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง  เพียงแต่อยากให้เป็นเช่นนี้เช่นนั้น  เท่านั้น  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you ____________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ ______________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา)  ในอดีต  จึงใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3”  

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I wish I ____________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ______________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple”  หรือ   “Past perfect tense”  เท่านั้น  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในสิ่งที่มิได้เกิดขึ้นจริง

                                                     ตัวอย่างที่ ๓

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you __________________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ _______)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”  แทน  “Speak”(ต้องอยู่ในรูป  “Past tense”  เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน  “Clause” ที่ตามหลัง “Wish)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I __________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม__________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)  (ความเป็นจริง  คือ  ผมไม่รู้ภาษาอิตาเลียน)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  หรือไม่เกิดขึ้นจริงตามที่ปรารถนา  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish I __________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่จริงๆ แล้วมิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                                                    ตัวอย่างที่  ๖

  • I wish you _________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (แต่ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish today __________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)    เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb 2  หรือ  Had + Verb 3”  แต่  “That”   มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

                                             ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb  เป็น  “Past simple” (Verb 2)   (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประ ธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                             ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้   “Verb”  เป็น  “Past perfect”  (Had + verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) - แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                              ๓. ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้   Verb”  เป็น  “Would”,  “Should”,  “Could”,  “Might”   ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                              ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง   “Wish + To + Verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้    เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                              ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish +กรรม+ Noun”   มีความหมาย  คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

9. Look both ways before you walk ______________________________________ the road.

(มองทั้ง    ทาง  (ซ้ายและขวา) ก่อนที่คุณเดิน _____________________________ ถนน)

(a) cross    (ข้าม)  (เป็นคำกริยา)

(b) across    (ข้าม)  (เป็น  “Preposition” )

(c) crossing

(d) to cross

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ไม่สามารถเลือก  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  อนุประโยค  (Before you …………..…….road)  มีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ  “Walk

 

10. I had this photograph ______________________________________________ in Paris.

(ผมให้ภาพนี้ __________________________________ (คือ  ให้ผู้อื่นถ่ายให้) ในปารีส)

(a) take

(b) taking

(c) taken    (ถูกถ่าย)

(d) to take

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างแบบ  “Causative Use”   {Subject + Has (Have, Had) + กรรม + Verb 3 + (By someone)  =  ประธานฯ ให้  “กรรม”  ถูกกระทำ (โดยใครบางคน)}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่    

  • What would you _________________________________________ me do for you?

(คุณจะ _________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ    -    ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น   “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + have + someone + do + something)  สำหรับ  “Want”  และ  “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น   “What would you want (wish) me to do?

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and _____________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆ พอ  ผมอาจจะไป  (และ) ______________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง   “May”  เหมือนกับ  “Go”  และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He had the cook ___________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ______________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                                           ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter _________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ____________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + have (has) + someone + do + something}  คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                                            ตัวอย่างที่  

  • What would you have me ____________________________________________?

(คุณจะให้ผม ________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)   โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                               สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use” ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่  ) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี   “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้  คือ

Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb  “do”)

๒. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb  “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                                ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                                อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ  {Subject + have (get) + something + done + (by someone)}  {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ   ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ    ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

11. It is not safe to go round a bend at a ____________________________________ speed.

(มันไม่ปลอดภัยที่จะขับรถตรงทางโค้งด้วยความเร็ว ___________________________)

(a) quick    (เร็ว)

(b) fast    (เร็ว)

(c) high    (สูง)

(d) rapid    (เร็ว)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “at a high speed”  =   ด้วยความเร็วสูง

 

12. That is the highest tree I have ___________________________________ seen in my life.

(นั่นเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดที่ผม _____________________________________ เห็นในชีวิต)

(a) ever    (เคย)

(b) never    (ไม่เคย)

(c) been

(d) certainly    (อย่างแน่นอน)

 

13. I bought ______________________________________________________ yesterday.

(ผมซื้อ ____________________________________________________ เมื่อวานนี้)

(a) a trouser

(b) a trousers

(c) a pair of trousers    (กางเกงขายาว    ตัว)

(d) the trouser

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเครื่องแต่งกายที่มี    ขา   เช่น กางเกงขาสั้น-ขายาว   ถ้าจะนับเป็นตัวๆ   ต้องใช้  “Pair”  (คือ คู่หนึ่ง หมายถึง    ตัว)  เสมอ  ยกเว้นไม่ระบุจำ นวน  ก็ไม่ต้องใช้   ดูเพิ่มเติมการใช้คำนามที่ถือเป็นพหูพจน์เสมอ  ประเภทเครื่องแต่ง กาย,  ของใช้, และเครื่องมือ  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • In (2) addition to (2) applications of sight correction, (3) eyeglass are also (4) worn for protection.

(นอกเหนือจากการใช้แก้ไขสายตา (การมองเห็น) ให้ถูกต้องแล้ว   แว่นตายังถูกสวมใส่เพื่อการป้องกัน (ดวงตา) อีกด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น   “eyeglasses”   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  เมื่อหมายถึง   “แว่นตา”  สำหรับเครื่องมือชนิดอื่นๆ ที่ต้องใช้เป็นคู่  หรือประกอบด้วย   ส่วน  ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์   และใช้กับกริยาแบบพหูพจน์  ได้แก่   Scissors  (กรรไกร), Glasses (Eyeglasses) (แว่นตา), Spectacles  (แว่นตา), Tongs  (ปากคีบ, คีม), Chopsticks  (ตะเกียบ), Pincers  (คีม), Pliers  (คีมปากยาว), Dividers  (วงเวียน), Sheers  (กรรไกรตัดต้นไม้), Calipers (callipers)  (วงเวียนใช้วัด)  เป็นต้น

                                                  นอกจากนั้น   เครื่องแต่งกายที่ต้องใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  คือ  Shorts (กางเกงขาสั้น), Trousers  (กางเกงขายาว), Pants  (กางเกง, กางเกงชั้นใน  –  ของผู้หญิงหรือเด็ก), Panties  (กางเกงชั้นในของผู้หญิงหรือเด็ก), Clothes  (เสื้อผ้า), Breeches  (กางเกงขี่ม้า), Pajamas  (Pyjamas)  (เสื้อกางเกงชุดนอน)  เป็นต้น

 

14. He was cold __________________________________________________________.

(เขาหนาว _________________________________________________________)

(a) most of the night    (เกือบตลอดทั้งคืน)

(b) many parts of the night    (หลายส่วนของคืน)

(c) much through the night    (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) much of the night    (ไม่ใช้รูปนี้)

ตอบ   -   ข้อ    (a)   ต้องใช้โครงสร้างแบบนี้

 

15. There comes a time in every man’s life _____________________________________.

(มีอยู่ครั้งหนึ่งในชีวิตของคนทุกคน _________________________________________)

(a) then he has to think    (ต่อจากนั้น  เขาจำเป็นต้องคิด)

(b) which he needs    (ซึ่งเขาต้องการ)

(c) when he has to think     (เมื่อเขาจำเป็นต้องคิด)  (เกี่ยวกับตนเอง, อนาคต, ครอบครัว, ฯลฯ)

(d) therefore he has to work hard    (ดังนั้น  เขาจำเป็นต้องทำงานหนัก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยาย  “A time

 

16. James liked fishing ____________________________________________________.

(เจมส์ชอบการตกปลา __________________________________________________)

(a) but hunting had also been enjoyed by him

(b) but hunting was also enjoyed by him

(c) but hunting was also enjoyed

(d) but he also enjoyed hunting    (แต่เขาก็สนุกกับการล่าสัตว์ด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   กริยา   “Enjoy”  ไม่นิยมใช้ในรูป   “Passive voice”  เหมือนใน  ข้อ   A, B, C  นอกจากนั้นยังเป็นการใช้คำในประโยคให้มี  “Format”  เดียวกัน  คือ   “James liked……….......…..”  และ   “He also enjoyed……............…….

 

17. Do you know that ________________________________________________ man?

(คุณรู้จักผู้ชาย _________________________________________ คนนั้นหรือเปล่า)

(a) long nose

(b) long-nose

(c) long nosed

(d) long-nosed    (จมูกยาว)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมคำอธิบายเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • A woman with white hair is a ____________________________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ___________________________________________)

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                               ตัวอย่างที่  

  • True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์  เลือดอุ่น)

                                                  ประโยคข้างบนต้องใช้   “Warm-blooded”   เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective)  คือ  คำ    คำ  ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์  (Adjective)  คำเดียว  จะต้องมีขีด  ( - )  คั่นกลางเสมอ   และเป็นกรณีเดียว  ที่สามารถเติม  “Ed” หลังคำนามได้    ตัวอย่าง   เช่น

         - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

         - an absent-minded man – คนใจลอย

         - service-minded people – คนจิตอาสา

         - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

         - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

         - a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

          - red-faced people คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

          - a baby-faced man คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

          - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

          - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

          - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

          - a light-fingered boy – เด็กมือไว  (มือเบา  ชอบฉกฉวย)

           - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

          - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

          - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

          - a big-headed boy – เด็กหัวโต

          - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

          - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

18. The spectacles were ______________________________________________ broken.

(แว่นตาถูกทำแตก (หรือหัก) _____________________________________________)

(a) accident    (อุบัติเหตุ) (คำนาม)

(b) by accident

(c) accidental    (เป็นอุบัติเหตุ, เกี่ยวกับอุบัติเหตุ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) accidentally    (โดยอุบัติเหตุ)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากขยายกริยา  (Broken)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  มีอีก    รูปแบบที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   คือ

  • The spectacles were broken by accident.
  • The spectacles were broken in an accident.

 

19. During the eighteenth century, communication within and between cities _______ difficult at first. 

(ในระหว่างศตวรรษที่  ๑๘  การสื่อสาร-คมนาคมภายในและระหว่างเมืองต่างๆ __________ ยากลำบากในเบื้องต้น)  (หรือ ในตอนแรกๆ)

(a) were

(b) they were

(c) was

(d) which were

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Communication”  ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์

 

20. He had an accident last month and broke his leg, so he ____________ walk since then.

(เขาประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนที่แล้วและขาหัก  ดังนั้น  เขา _____________ เดินตั้งแต่นั้นมา)

(a) couldn’t    (ไม่สามารถ)  (ในอดีต)

(b) shouldn’t    (ไม่ควรจะ)  (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)

(c) hasn’t been able to    (ไม่สามารถ)

(d) won’t be able to    (จะไม่สามารถ)  (ในอนาคต)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   ใช้รูป   “Present perfect tense”  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)   คือ  เดินไม่ได้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว   (ตอนขาหักเพราะอุบัติเหตุ)   จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังเดินไม่ได้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 408)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The bad weather prevented them _________________________________ to the meeting.

(อากาศที่เลวร้ายขัดขวางพวกเขา _________________ ที่การประชุม)  (หมายถึง  ไปประชุม)

(a) going

(b) not to go

(c) go

(d) from going    (จากการไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Prevent + กรรม + From + Verb + ing + ส่วนขยาย”   (ประธานฯ ขัดขวาง  “กรรม”  จากการทำอะไรบางอย่าง

 

2. He had opened his book and __________________________________ before we arrived.

(เขาเปิดหนังสือของเขา  และ ____________________________________ ก่อนเรามาถึง)

(a) began to read

(b) beginning to read

(c) begun to read    (เริ่มต้นอ่าน)

(d) will begin to read

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นกริยาตัวที่    (มาจาก  Had begun to read)  ของประโยค  

 

3. My application for admission to the university was turned down.

(การสมัครของผมเพื่อการรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย  ได้รับการ ___________________)

(a) accepted    (ยอมรับ)

(b) turned around    (หมุนไปรอบๆ)

(c) rejected    (ปฏิเสธ)

(d) delayed    (ทำให้ล่าช้า)

 

4. I have brought two books; you can make your _______________________ between them.

(ผมได้นำหนังสือมา    เล่ม, คุณสามารถทำ ______________ ของคุณ  ระหว่าง    เล่มนั้น)

(a) preference    (การชอบมากกว่า, สิ่งที่ชอบมากกว่า)

(b) election    (การเลือกตั้ง, การเลือกคน)

(c) choose    (เลือก)  (เป็นคำกริยา)

(d) choice    (การเลือก, ทางเลือก, สิ่งหรือคนที่ถูกเลือก)  (เป็นคำนาม)

 

5. She goes to the cinema every evening because she is very __________________ of films.

(เธอไปดูหนังทุกคืน  เพราะว่าเธอ _____________________________ ภาพยนตร์มาก)

(a) loving    (รัก, ชอบ)  (ไม่นิยมใช้รูป  “Continuous tense”)

(b) fond    (ชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) passionate    (เร่าร้อน, กระตือรือร้น, มีความรู้สึกรุนแรง, สะเทือนอารมณ์ได้ง่าย)

(d) desirable    (น่าปรารถนา, น่ายินดี, ซึ่งถูกอกถูกใจ)

 

6. The ________________________ of the storm was so great that it blew our house down.

(_________________________________ ของพายุ  มากจนกระทั่งมันพัดบ้านของเราจนพัง)

(a) fierce    (ดุเดือด, รุนแรง, ดุร้าย, ป่าเถื่อน, บ้าคลั่ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) strong    (แข็งแรง, เข้มแข็ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) force    (กำลัง, แรง, อนุภาพ, พลัง, พลังงาน, อำนาจ, อิทธิพล)  (เป็นคำนาม)

(d) voice    (เสียง)

 

7. The bookcase is _______________________________________________ the window.

(กล่อง (ลัง) หนังสืออยู่ _________________________________________ หน้าต่าง)

(a) close    (ใกล้)

(b) next    (ใกล้กับ, ถัดไป, ติดกัน)

(c) near    (ใกล้)

(d) adjacent    (ใกล้, ชิด, ติดต่อกัน)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   สำหรับข้ออื่นๆ ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องตามด้วย  “Preposition”  (To)

 

8. The more you study, ______________________________________________________.

(ยิ่งคุณศึกษาเล่าเรียนมาก, _____________________________________________)

(a) you learn better

(b) the cleverest you will be

(c) the answers you will know

(d) the smarter you will be    (คุณก็จะยิ่งฉลาดมาก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้าง   “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง........................”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • In physics, the greater ___________ object’s mass, the harder it is to put it into motion.

(ในวิชาฟิสิกส์, ยิ่งมวลสารของวัตถุ ___________ ยิ่งมาก (ยิ่งใหญ่) ขึ้น, มันก็ยิ่งยากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)  (หมายถึง  ยิ่งวัตถุมีขนาดใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งยากมากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)

(a) is an

(b) it is an

(c) an    (ชิ้นหนึ่ง, อย่างหนึ่ง)

(d) which is an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “ยิ่ง........................ก็ยิ่ง...........................” 

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • The harder the shrub is to grow, ________________________________________.

(ยิ่งต้นไม้เล็กๆ (พันธุ์เตี้ยๆ) โตยาก  ________________________________________)

(a) the higher the price it is

(b) the higher is the price

(c) the higher the price    (ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)  (ตอบแบบไม่มีกริยา)

(d) the higher is the price become

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “The higher the price is”  (ตอบแบบมีกริยา)   หรือ   “The higher the price becomes”  (แบบมีกริยา)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The more he tried to help her, _____________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน ________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, _______________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี _________________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the ____________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, __________________)

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, _______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย _____________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง.................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, ______________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb,  the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                                            ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, _______________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ _______________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                      ตัวอย่างที่        (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น   “Worse”  (มาจาก  “Bad,  Worse,  Worst”  –  แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง........................ก็ยิ่ง........................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

9. The students have already got __________________________________ the school-bus.

(นักเรียนได้ขึ้นไป __________________________________________ รถโรงเรียนแล้ว)

(a) inside    (ข้างใน)

(b) on    (บน)

(c) into    (ข้างใน)

(d) within    (ข้างใน, ภายใน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                   สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่   On page 5  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัด สินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

10. That coffee is much too hot __________________________________________ to drink.

(กาแฟนั้นร้อนมากเกินไป ___________________________________________ ที่จะดื่ม)

(a) for us    (สำหรับเรา)

(b) so we not

(c) that we

(d) for us not

 

11. I just have a few household _________ to cope with and then I’ll be free to come out with you.

(ผมมีเพียง ____________ ของครัวเรือนที่จะต้องจัดการ  เพียงสองสามชิ้นเท่านั้น  และต่อจากนั้น  ผมก็จะว่างที่จะออกไปกับคุณได้)

(a) errands    (เอ๊อร์-เริ่นด)  (ธุระ, ธุรกิจพิเศษ, การใช้ให้ไปส่งจดหมาย-ทำธุระ, การเดินทางไปส่งจดหมายหรือทำธุระ)

(b) assignments    (การบ้าน, งานที่ได้รับมอบหมาย)

(c) chores    (งานเล็กๆน้อยๆ, งานบ้าน, งานประจำที่น่าเบื่อ  เช่น  งานทำความสะอาดบ้าน, งานไร่นา)

(d) charges    (ภาระ, ความรับผิดชอบ, การดูแล, การควบคุม, ค่าใช้จ่าย, ราคา, การกล่าวหา, การฟ้องร้อง, การดำเนินคดี, การโจมตีอย่างทันที)

 

12. It is not ______________________________ to look at your friend’s paper during a test.

(มันไม่  _______________ ที่จะมองดูกระดาษข้อสอบของเพื่อนของคุณ  ในระหว่างการสอบ)

(a) dishonest    (ไม่ซื่อสัตย์, ทุจริต, คดโกง)

(b) precious    (มีค่า)

(c) frank    (เปิดเผย, ตรงไปตรงมา, ไม่อ้อมค้อม)

(d) proper    (เหมาะสม, เหมาะ, ดี, สมควร, ถูกต้อง, ถูกกาลเทศะ, ถูกมารยาท)

 

13. During the _________________ the audience strolled and chatted in the foyer  (ฟ้อย-เออะ).

(ในระหว่าง ______________ ผู้ชมเดินเตร่ (เดินเล่น) และพูดคุยกันในทางเข้าห้องโถง)  (หรือ  ลอบบี้โรงแรม)

(a) pause    (การหยุดกลางคัน, การหยุดระหว่างพูด, การหยุดชะงักชั่วคราว, การหยุดคิด, การหยุดอ่านกลางคัน)

(b) interval    {เวลาพัก (การแสดง, ดนตรี, ภาพยนตร์), เวลาระหว่าง, ช่วงระหว่าง, เวลาว่าง}

(c) interruption    (การขัดจังหวะ, การขัดขวาง, การชะงักงัน, ภาวะที่ถูกขัดขวาง, การหยุด)

(d) gap    (ช่องว่าง)

 

14. _________________________________________________________ to go back now.

(_____________________________________________________ ที่จะต้องกลับแล้ว)

(a) I am necessary

(b) It’s necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(c) I must have

(d) I have had

ตอบ       ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   {It is (was) + Adjective + For someone + To + Verb 1………….….}   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • ________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(_________________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า (กระดาษหรือเอกสาร)  หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + Is (Was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  

                                                       ตัวอย่างที่  

  • It is not a good thing ____________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _______________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆ ที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)   มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit….. ...……………”   ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”   (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Don’t do anything.  I believe ______________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ     -    ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น  “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                                          ตัวอย่างที่  

  • It is usually necessary for the international business person ___________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________ มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ    –    ข้อ   (a)    เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง  {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1  (กริยาอะไรก็ได้) + ส่วนขยาย}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

15. Do you think you _____________ Peter at any time over the weekend?  If so, can you give him a message?

(คุณคิดว่าคุณ_____________ ปีเตอร์  เวลาใดๆ ช่วงสุดสัปดาห์บ้างไหม  ถ้าเป็นเช่นนั้น  (พบ)  คุณจะช่วยบอกข่าวสารกับเขาหน่อยได้ไหม)

(a) see

(b) will have seen    (จะได้พบแล้ว)

(c) will see    (จะพบ)

(d) would see

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเรื่องอนาคต   (Present future)  (ช่วงสุดสัปดาห์ที่ยังมาไม่ถึง)   โดยให้สอดคล้องกับ   “Do you think……….....……..…” (Present simple tense)   ส่วนข้อ  (b)   “Will have seen”   ใช้บอกเหตุการณ์ในอนาคต  ว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  เหตุการณ์หนึ่งจะได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว   เช่น

  • By this time tomorrow, I will have flown to London.

(ณ ช่วงเวลานี้ของวันพรุ่งนี้  ผมคงจะได้บินไปลอนดอนแล้ว)

  • By February next year, she will have graduated from New York University.

(ราวเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า   เธอคงจะได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กไปแล้ว)

 

16. ________________, none of the guests were injured when the fire broke out at the hotel.

(_______________________, ไม่มีแขกคนใดได้รับบาดเจ็บ   เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นที่โรงแรม)

(a) Fortunate

(b) Fortunately    (โชคดี, เคราะห์ดี)

(c) To be fortunate    (เพื่อที่จะโชคดี)

(d) It is fortunate    (มันโชคดี)

ตอบ     –    ข้อ   (b)    เนื่องจากใช้ขยายข้อความทั้งประโยค  (None of…………….....………… the hotel)   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์   (Adverb)

 

17. Mr. Brown is going to watch _______________________________________________.

(มิสเตอร์บราวน์กำลังจะดู _______________________________________________)

(a) television    (โทรทัศน์)

(b) the television

(c) a television

(d) the televisions

ตอบ    –    ข้อ    (a)   ดูทีวี   ไม่ต้องใช้   “Article”   ใดๆ นำหน้าทีวี

 

18. The oil fuel ________________________ in Diesel engines is much cheaper than petrol.

(เชื้อเพลิงน้ำมันที่ _____________ ในเครื่องยนต์ดีเซล  มีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินอย่างมาก)

(a) is used

(b) being used    (กำลังถูกใช้)

(c) using

(d) used    (ถูกใช้)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค  แบบ   “Adjective clause”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “Which is used”  หรือ  “That is used”   สำหรับข้อ  (b)  ถูกหลักไวยากรณ์  แต่ไม่ควรใช้   เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเน้นว่าเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น (น้ำมันกำลังถูกใช้)  ส่วนข้อ   (a)   ใช้ไม่ได้  เนื่องจากประโยคข้างต้นมีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ   “is”   จึงไม่อาจมีกริยาแท้ซ้อนขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง

 

19. Jim was the last _______________________________________ at the party last night.

(จิมเป็นคนสุดท้ายที่ _____________________________________ ที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้)

(a) came

(b) come

(c) to come    (มา)

(d) coming 

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {the first (second, third………..............….last) + To + Verb 1}  (เป็นคนแรก, คนที่สอง..........................คนสุดท้าย + ที่ (กริยาคำไหนก็ได้  เช่น  มาถึง, สอบผ่าน, บินเดี่ยวรอบโลก, คิดสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ)

 

20. Mr. Simpson died last week.  He has left a ____________________ and seven children.

(มิสเตอร์ซิมสันตายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  เขาได้ทิ้ง __________________ และลูกอีก  ๗  คนไว้)

(a) widower    (พ่อม่าย)

(b) bachelor    (ชายโสด)

(c) spinster    (หญิงโสด, หญิงทึนทึก, สาวแก่)

(d) widow    (หญิงม่าย, แม่ม่าย)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”                 

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 407)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________ of the seven continents were placed in the Pacific Ocean, there would still be room left for another continent the size of Asia.

(____________ ทวีปทั้ง  ๗  ทวีปถูกจัดวางในมหาสมุทรแปซิฟิก, จะยังคงมีที่ว่างเหลือ (พอ) สำหรับอีกทวีปหนึ่ง  ที่มีขนาดของทวีปเอเชีย)  (คือ  สามารถเอาอีกทวีปหนึ่งขนาดเท่าทวีปเอเชีย  จัดวางลงไปในที่ว่างที่เหลือนั้นได้)

(a) Each

(b) Since each

(c) If each    (ถ้าแต่ละ)

(d) Were each

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นส่วนขึ้นต้นของอนุประโยค  (If clause)  ทั้งนี้  แม้ว่าประธานของอนุประโยคจะเป็นเอกพจน์  (Each)  แต่เนื่องจากประโยคข้างบนเป็น   “If clause”   แบบที่    (Present unreal)  (เป็นเรื่องที่มิเกิดขึ้นจริง  หรือมีโอกาสเกิดน้อยมาก  -  ในปัจจุบัน หรืออนาคต)  (สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์มิเกิดขึ้นจริง  เป็นเพียงการสมมติเท่านั้น)  กริยาใน  “If clause”  ถ้าเป็น  “Verb to be”  ต้องใช้   “Were”  (Were placed)  กับประธานทุกตัว  และยังสามารถทำเป็นรูปผกผัน  (Inversion)  ได้ด้วย   คือ  เอา   “Were”  ขึ้นมาวางไว้หน้า  “If clause”   ได้  ดูเพิ่มเติม  “If clause”   แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • ______________ I in your position, I should make a decision to buy the entire business.

(ถ้าผม ____________________________ ในสถานะของคุณ  ผมจะตัดสินใจซื้อธุรกิจทั้งหมด)

(a) Was

(b) Am

(c) Were    (อยู่)

(d) Should

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • If I _____________________________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม ________________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • If I ___________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม __________________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    “Present unreal

                                                       ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I ____________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _____________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๒   “Present unreal”   คือ  การสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                                                    ตัวอย่างที่  ๕

  • If you lived closer to the office, you __________________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _______________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่     “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่  ”  (Present unreal)  ในประโยคย่อย หรืออนุประโยค   (If clause)   จะใช้รูป  “Subject + V. ช่องที่  2”   และในกรณีมี   “Verb to be”  ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคใหญ่   (Main clause)  จะใช้รูป   “Subject + Would + (Not) + V.ช่องที่ 1

                                                    สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่   นี้  มักใช้เมื่อ  ()  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   ()  ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

  • If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”   แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่   ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause  แบบที่ 1”   คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”   คือ

  • If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                                      ตัวอย่างอื่นๆ  ของ   “If clause”  แบบที่    เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)  เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless  =  if …………........…..……not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                                                 สำหรับใน   “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้โครงสร้าง  “ผกผัน”  (Inversion)   คือเอา  “Were”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   แทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาตั้งใจที่จะออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

2. Art criticism and the psychology of art, __________ disciplines, are both related to aesthetics.

(การวิจารณ์ศิลปะและจิตวิทยาของศิลปะ, __________ เป็นสาขาวิชา _________, เกี่ยวข้องกับสุนทรียศาสตร์ทั้ง    วิชา)  (สุนทรียศาสตร์  เป็นวิชาที่เกี่ยวกับความรู้สึกต่อความงาม  หรือเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกที่บริสุทธิ์)

(a) they are independent

(b) independent still

(c) are independent

(d) although independent    (แม้ว่า .........................(เป็นสาขาวิชา)........................ อิสระ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    โดยลดรูปมาจากอนุประโยค   “Although they are independent disciplines”  ทั้งนี้  ประธานของประโยคนี้   คือ   Art criticism and the psychology of art”   และกริยา  คือ  “Are    

 

3. ____________ built, with sharp vision and excellent senses of smell, the bulldog will fight bravely with any intruder.

(ถูกสร้าง (มีโครงสร้าง) ___________, รวมทั้งมีสายตาคมกริบและประสาทดมกลิ่นดีเยี่ยม, สุนัขบูลดอกจะต่อสู้อย่างกล้าหาญกับผู้บุกรุกใดๆ)  (หมายถึง  มีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรง)

(a) It is strongly

(b) Strongly    (อย่างแข็งแรง)

(c) Whenever it is strongly

(d) When is it strongly

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยาช่องที่    (Built)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • ____________ over three hundred years ago, the Boston Latin School is the oldest public school in the United States.

(______________ เมื่อกว่า  ๓๐๐  ปีล่วงมาแล้ว, โรงเรียนภาษาละตินแห่งเมืองบอสตัน  เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ)

(a) To be approved by law

(b) Approving by law

(c) Approved by law    (ได้รับการอนุมัต (ยินยอม) โดยกฎหมาย)

(d) Having approved by law

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  โรงเรียนฯ  เป็นผู้ได้รับ (ถูก) อนุมัติ  (ถูกกระทำ)  กริยาข้างหน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธานฯ)  จึงต้องเป็นกริยาช่องที่   เพื่อแสดงรูป  “Passive voice”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง   

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________________ the second time, the snake died.

(___________________________________________________ เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่   ขึ้นต้นประโยค   ดูเพิ่มเติม การใช้   “Verb + ing”  และ  “Verb 3”   ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมาย คอมม่า)   เพื่อแสดง “Active voice”  และ  “Passive voice”  (ตามลำดับ)   จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่      (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

(1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”  เป็นสิ่งที่   “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆ  ในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา,  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม,  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ,  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

                                                                สำหรับคำอธิบายโครงสร้างของประโยคข้างบน  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่    (Past Participle)   ดังประโยคตัวอย่างเพิ่มเติมข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________ by the car, she was sent to the hospital.

(_____________________________________ โดยรถยนต์, เธอถูกส่งไปโรงพยาบาล)

(a) Hitting   (ชน)

(b) To hit

(c) Hit   (ถูกชน)  (เป็นกริยาช่องที่  )

(d) Having hit    (ได้ชน)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (She)  เป็นผู้ถูกชนโดยรถยนต์   กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)   เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)  ทั้งนี้  อาจตอบ   “Having been hit”  (ถูกชน)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

                                                          ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์,  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “Snails”   ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)   หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • ______________________________________________________, the snake died.

(___________________________________________________________, งูตาย)

(a) Beating by the boys   (เมื่อตีโดยเด็กๆ)

(b) Beaten by the boys    (เมื่อถูกตีโดยเด็กๆ)

(c) Having beaten by the boys    (เมื่อได้ตีโดยเด็กๆ)

(d) To beat by the boys    (เพื่อที่จะตีโดยเด็กๆ)

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “The snake”  เป็นผู้ถูกตี  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Having been beaten by the boys”  (เมื่อได้ถูกตีโดยเด็กๆ)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

 

4. The working conditions of forest officials were ____________ dangerous in the early days that private insurance companies refused to insure the officials.

(สภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นอันตราย ____________ ในยุคแรกๆ (สมัยก่อน)  จนกระทั่งบริษัทประกันภัยปฏิเสธที่จะรับประกันเจ้าหน้าที่เหล่านี้)

(a) very

(b) such

(c) too

(d) so    (มาก)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   ตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Is (Are) + So + Adjective + (ส่วนขยาย) + That + Subject + Verb
  • The house is so expensive that we cannot buy it.

(= It is such an expensive house that we cannot buy it.)

(บ้านราคาแพงมากจนกระทั่งเราไม่สามารถซื้อมัน)

  • The room was so hot that she couldn’t sleep in it.

(= It was such a hot room that she couldn’t sleep in it.)

(ห้องร้อนมากจนกระทั่งเธอไม่สามารถนอนได้)

                                                                  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่         

  • It is _______________________________ a difficult question that we can’t answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยาก _____________________________ จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) quite

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติม   “So, Such, Too”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I am _______________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) _____________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้   คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) เกินไปที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมาก  และไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am not strong enough to lift this heavy stone.

(ผมไม่แข็งแรงพอที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมากจนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

(ผมเป็นคนที่อ่อนแรงมาก  จนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้

                                                   ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into it.
  • The car is so small that we cannot get into it.
  • It is so small a car that we cannot get into it.
  • It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

5. ____________, all machines are combinations of simpler machines such as the lever, the pulley, and the inclined plane.

(_____________, เครื่องจักรทั้งหมดเป็นการรวม (ผสม) กันของเครื่องจักรที่ง่ายกว่ากัน (ซับซ้อนน้อยกว่า)  เช่น  คาน, รอก, และพื้นราบที่ลาดเอียง)

(a) No matter what complex

(b) No matter how complex    (ไม่ว่าจะซับซ้อนอย่างไร)

(c) How complex is not a matter of

(d) It does not matter if the complexity

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No matter”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________ he tries to hide, the police will find him.

(________________ เขาพยายามหลบซ่อน ________________,  ตำรวจก็จะหาเขาเจอ)

(a) Where

(b) No matter where   (ไม่ว่า ......................(เขาพยายามซ่อน)........................ ที่ใด)   หรือ   (ไม่ว่าที่ใดที่............................)

(c) If

(d) Even

ตอบ   -   ข้อ   (b)    ดูเพิ่มเติมการใช้   “No matter……….......…..” จากประโยคข้างล่าง

  • She is going to be a singer no matter what difficulties she meet.

(เธอจะเป็นนักร้องให้ได้  ไม่ว่าเธอจะต้องพบกับความยากลำบากเพียงใด)

  • Mary wanted to get to school on time, no matter if she went without breakfast.

(แมรี่ต้องการไปโรงเรียนให้ทันเวลา  ไม่ว่าถ้าเธอจะไม่ได้กินอาหารเช้าก็ตาม)

  • No matter how much is for the TV set, she will buy one because her family really needs it.

(ไม่ว่าทีวีจะราคาแพงเท่าใด  เธอก็จะซื้อเครื่องหนึ่ง  เพราะว่าครอบครัวของเธอต้องการมันจริงๆ)

  • He’ll be glad to accompany his girlfriend no matter when she goes swimming.  (หรือ  “no matter where she goes”)

(เขาจะยินดีที่ติดตามแฟนของเขาไป  ไม่ว่าเธอจะไปว่ายน้ำเมื่อใดก็ตาม)  (หรือ  ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม)

  • We’ll love you no matter what you do.

(เราจะรักคุณ  ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม)

  • No matter where she goes, he’ll follow her.

(ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม  เขาจะติดตามเธอไป)

  • No matter what you say, I won’t believe you.

(= Whatever you say, I won’t believe you.

(ไม่ว่าคุณจะพูดอย่างไรก็ตาม  ผมไม่เชื่อคุณหรอก)

  • Phone me when you arrive, no matter how late it is.

(= Phone me when you arrive, however late it is.)

(โทรมาหาผมเมื่อคุณมาถึง  ไม่ว่าจะดึก (หรือ สาย) เพียงใดก็ตาม)

  • We’ll always love you, no matter what happens.

(พวกเราจะรักคุณเสมอ  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

 

6. The work ________________________ if everyone _______________________ share.

{งาน ____________________ ถ้าทุกคน ______________________ ส่วน (ของตน)}

(a) will finish ________ does his

(b) will be finished _________ does their

(c) will be finished _________ does his    (จะถูกทำเสร็จ ..................... ทำงาน (ส่วน) ของตน)  (ต้องใช้รูป  Passive voice”  เนื่องจากงาน  “จะถูกทำเสร็จ”)

(d) would be finished _________ did their

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๑  (Real present)  (เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   ก็จะเกิดตามไปด้วย  ซึ่งตามประโยคข้างบน  คือ  “ถ้าทุกคนทำงานส่วนของตน  งานก็จะ (ถูกทำ) เสร็จ”  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  จะอยู่ในรูป  “Subject + Will (Shall) + Verb 1”  (Active voice)   หรือ   “Subject + Will (Shall) + Be + Verb 3” (Passive voice)  ส่วนกริยาใน  “Main clause”  จะอยู่ในรูป  “Subject + Will (Shall) + Verb 1”  สำหรับสรรพนาม  “Everyone”  ถือเป็นเอกพจน์   และใช้แทนด้วย   His”  เมื่อเป็นสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)

 

7. I was not __________________ that I had cut myself until I saw the blood all over my hand.

(ผมไม่ ________________ ว่าผมทำมีดบาดตัวเอง  จนกระทั่งผมเห็นเลือดเปื้อนทั่วมือไปหมด)

(a) awake    (ตื่นอยู่, ตื่นตัว)

(b) disturbed    (ถูกรบกวน, เดือดร้อนใจ, ยุ่งยากใจ)

(c) sensitive    (หวั่นไหวง่าย, อ่อนไหวต่อความรู้สึก)

(d) conscious    (รู้ตัว, มีสติ, มีจิตสำนึก, มีเจตนา)

 

8. Take only one of these pills daily.  It’s dangerous to exceed the stated _________________.

(จงกินยาพวกนี้เพียงวันละเม็ดเท่านั้น  มันอันตรายที่จะ (กิน) เกิน ______ ที่ได้บอกไว้  -  ที่ฉลากยา)

(a) portion    (ส่วน, ส่วนหนึ่ง, ส่วนแบ่ง, กอง, ส่วนของมรดก)    

(b) extent    (ปริมาณ, ขอบเขต, การประเมินค่า)

(c) dose    (โดซ)  (ปริมาณยาที่ให้กินครั้งหนึ่งๆ)

(d) share    {หุ้น, การมีส่วน (ในตลาด), การแบ่งปัน}

 

9. The teacher ______________________ out the words she had written on the blackboard.

(ครู ___________________________________ คำต่างๆ ที่เธอได้เขียนบนกระดานดำ)

(a) washed    {ล้างหรือซักด้วยน้ำ, สระ (ผม)}

(b) rubbed    (ลบออก, ขัดออก, ถูออก, เช็ดออก, ขัด, สี, นวด, ลูบ)

(c) cleaned    (ทำความสะอาด)

(d) scraped    (ขูด, ขูดออก, ครูด, ถู, เช็ดออก, โกน, เบียด, เฉียด, แฉลบ)

 

10. This one and that one are ________________________________________________.

(อันนี้และอันนั้น _____________________________________________________)

(a) like    (เหมือน, คล้าย)   

(b) likes

(c) alike    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

(d) same

ตอบ   -   ข้อ   (c)    หรืออาจตอบ  “……......…….are the same”   หรือ  “This one is like that one.”   ก็ได้

 

11. What _______________________________________________________________?

{______________________________________________________ อะไร (เท่าใด)}

(a) does the time now

(b) time it is now

(c) is the time now    (ขณะนี้เวลา)

(d) is time now

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “What time is it now?”  ก็ได้

 

12. Jim plays tennis ___________________________________ than his younger brother.

(จิมเล่นเทนนิส _________________________________________ น้องชายของเขา)

(a) worse    (แย่กว่า, เลวกว่า, ห่วยกว่า)  (Bad, Worse, Worst  -  แย่, แย่กว่า, แย่สุด)

(b) worser    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) more worse    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) badly more    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

 

13. _____________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ    –    ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Who”   เป็นประธานของประโยค   จึงตามด้วยคำกริยา   “Came”  ได้เลย  ไม่ต้องใช้   “Verb to do”  มาช่วยสร้างประโยคคำถาม  เหมือนในกรณีทั่วๆ ไป   หรือในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย   “Question words”  ตัวอื่นๆ  (What, When, Where, Why, How)   (ซึ่งต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)   เช่น

  • When did you arrive this morning?

(คุณมาถึงเวลาใดเมื่อเช้านี้)

  • Where do you live in England?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในประเทศอังกฤษ)

  • Why did she leave in a hurry?

(ทำไมเธอจึงจากไปอย่างรีบเร่ง)

  • What did they tell Jim before he left?

 (พวกเขาบอกอะไรจิม  ก่อนที่เขาจะจากไป)

  • How do you feel about today’s weather?

(คุณรู้สึกอย่างไรกับอากาศวันนี้)

 

14. Have you bought warm clothes ____________________________________ the winter?

(คุณได้ซื้อเสื้อผ้าที่อบอุ่น __________________________________ หน้าหนาวหรือยัง)

(a) for preparation in

(b) for preparation of

(c) in preparation for    (เพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับ)

(d) in preparation of

ตอบ    –    ข้อ   (c)    ต้องใช้ในรูปแบบนี้เสมอ

 

15. I want to borrow _______________________________________________________.

(ผมต้องการยืม _____________________________________________________)

(a) you a dictionary

(b) a dictionary of you

(c) one of your dictionary

(d) a dictionary from you    (พจนานุกรมจากคุณ)

ตอบ    –    ข้อ    (d)    ทั้งนี้  สามารถใช้อีกรูปแบบหนึ่ง คือ  “your dictionary”  หรือ  ตอบ ข้อ   (c)  แต่ต้องแก้เป็น   “one of your dictionaries

 

16. He left his spectacles behind because he was ________________________________.

(เขาทิ้งแว่นตาไว้เบื้องหลัง (คือ ไม่ได้เอาไปด้วย)  เพราะว่าเขา ____________________)

(a) hurry

(b) hurriedly

(c) in a hurry    (รีบเร่ง)

(d) to be hurried

ตอบ    –    ข้อ   (c)    ทั้งนี้    อาจใช้   “hurried”  (รีบเร่ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)  ก็ได้เช่นกัน

 

17. A gallon is about ______________________________________________________.

( แกลลอน คือ ประมาณ _______________________________________________)

(a) four and half a liter

(b) four and a half liter

(c) four and a half liters    (  ลิตรครึ่ง)

(d) four liters and one half

ตอบ    –    ข้อ   (c)    ต้องใช้รูปแบบนี้เสมอ  และเติม “s”  ที่ “liter”  ด้วย

 

18. I usually ______________________________________ on Monday to avoid the crowd.

(ผมมักจะ ___________________________ เป็นประจำ  ในวันจันทร์  เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน)

(a) am going shop

(b) go to shopping

(c) going shopping

(d) go shopping    (ซื้อของ, ช้อปปิ้ง)

ตอบ   ข้อ   (d)    เนื่องจากใช้รูป   “Go + Verb + ing”  เพื่อแสดงการทำกิจกรรมเพื่อความบันเทิงหรือพักผ่อนหย่อนใจ   (ดูเพิ่มเติมรูป “Go + V. + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Are you going _______________________________________ again this summer?

(คุณจะไป ____________________________________ อีกครั้ง  ในฤดูร้อนนี้  ใช่หรือไม่)

(a) to camp

(b) to be camped

(c) being camped

(d) camping     (พักแรม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went _____________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ____________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -    ข้อ   (d)    “Window-shop”   เป็นคำกริยา  หมายถึง   “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ

                                                           ตัวอย่างที่  

  • Her job is ___________________________________________________________.

(งานของเธอคือ _____________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.    (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา   “Verb to be”  (Is)  ของประโยค  ต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)   ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to”  (To + Verb)   หรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้   “To go shopping”   หรือ   “Going shopping”   ได้ทั้งคู่

                                               อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา   “Go”หมายถึง   “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง   “Go”   จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอเช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้  “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

19.____________ people depend to such a great extent on forests, every effort must be made to preserve trees and wildlife.

(_____________ ผู้คนต้องพึ่งพาป่าไม้ในขอบเขตที่กว้างขวางมาก (ดังนั้น)  จะต้องใช้ความพยายามทุกๆ วิถีทาง  ที่จะอนุรักษ์ต้นไม้และสัตว์ป่าไว้)

(a) That

(b) Which

(c) How

(d) Since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

ตอบ    –     ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค  (แสดงสาเหตุ)  ส่วนข้อความใน  “Main clause”  แสดง  “ผลลัพธ์” 

 

20. Cars in smaller models need ________________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง ___________ ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced    (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Need”   สามารถตามด้วย    รูปแบบ   คือ  “Need to be produced”   หรือ   “Need producing”   ซึ่งหมายถึง   “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง    ข้อความ    ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The room needs to be cleaned.

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

(= The room needs cleaning.)

  • Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC