หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 19)

Taxes (ภาษี)

1. calculation (n) – การคำนวณ, การคาดคะเน, การทำนาย, ผลจากการคำนวณ, การวางแผน, การมุ่งคิดแต่ประโยชน์ของตัวเอง

    (a) According to my calculations, I’ll owe less money on my income taxes this year.

            (สอดคล้องกับการคำนวณของผม  ผมจะเป็นหนี้เงินลดลงเกี่ยวกับภาษีเงินได้ของผมปีนี้ – คือจ่ายภาษีเพิ่มตอนสิ้นปีลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน)

    (b) It took my accountant some time to complete the calculations on my income tax.

        (สมุห์บัญชีของผมใช้เวลาชั่วขณะหนึ่ง  เพื่อจะทำให้สมบูรณ์ (เสร็จสิ้น) ในเรื่องการคำนวณภาษีเงินได้ของผม)

2. deadline (n) – เส้นตาย

    (a) The deadline for paying this year’s taxes is just two weeks away.

          (เส้นตายสำหรับการจ่ายภาษีของปีนี้  อยู่ห่างออกไปเพียง ๒ อาทิตย์เท่านั้น)

    (b) My best work is done with strict deadlines.

            (งานที่ดีที่สุดของผมถูกทำด้วยเส้นตายที่เข้มงวด)

3. file (v) – ยื่น (ภาษี, คำร้องทุกข์)

    (a) If you file your taxes late, you will have to pay a fine.

            (ถ้าคุณยื่นภาษีช้า  คุณจะต้องจ่ายค่าปรับ)

    (b) If you believe the tax officer gave you incorrect information, you should file a complaint with her boss.

            (ถ้าคุณเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ภาษีให้ข้อมูลผิดๆแก่คุณ  คุณควรยื่นคำร้องทุกข์กับเจ้านาย (หัวหน้า) ของเธอ)

4. fill out (v) – กรอก (ข้อมูล), เติม (ข้อความ)

    (a) She usually asks her colleague to help her fill out her tax form.

         (เธอมักขอร้องให้เพื่อนร่วมงานช่วยเธอกรอกแบบ (ยื่นเสีย) ภาษี)

    (b) Don’t forget to sign the tax form after you have filled it out.

         (อย่าลืมเซ็นชื่อในใบ (ยื่นเสีย) ภาษี  หลังจากคุณได้กรอกข้อความในนั้นแล้ว)

5. give up (v) – หยุด, เลิก, สละ, ละทิ้ง

    (a) You should try to give up smoking.

         (คุณควรจะเลิกสูบบุหรี่)

    (b) He had to give up his job because of his illness.           

           (เขาจำเป็นต้องละทิ้งงานเนื่องมาจากความเจ็บป่วย)
    (c) The child gave up his seat to an elderly woman.

          (เด็กคนนั้นสละที่นั่งของเขา – บนรถเมล์ – ให้กับหญิงชรา)

6. joint (a) – ร่วมกัน, แชร์กัน

    (a) I and my wife opened a joint bank account last year.

         (ผมและภรรยาเปิดบัญชีธนาคารร่วมกันเมื่อปีที่แล้ว)

    (b) The couple no longer files joint tax returns.

         (สามีภรรยาคู่นั้นมิได้ยื่นขอคืนภาษีร่วมกันต่อไปอีกแล้ว)

    (c) They are the joint owners of the boats.

         (พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมของเรือพวกนั้น)

    (d) Let’s us do the project jointly.

           (พวกเรามาทำโครงการร่วมกันเถอะ)

7. owe (v) – เป็นหนี้, มีภาระหน้าที่ที่จะต้องจ่ายเงิน

    (a) As the business grew, the owner paid back loans and owed less money.

        (ในขณะที่ธุรกิจเติบโต  เจ้าของจ่ายคืนเงินกู้  และเป็นหนี้ (เงิน) น้อยลง)

    (b) I have found out that I owe more money in income taxes at the end of the year.

        (ผมได้พบว่า  ผมเป็นหนี้ (เงิน) มากขึ้น ในเรื่องภาษีเงินได้ในตอนสิ้นปี – หมายถึงต้องจ่ายภาษีเพิ่มมากขึ้นตอนสิ้นปี  เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา)

    (c) They owe a lot of money on their electricity account.

         (พวกเขาเป็นหนี้มากมายในบัญชี (ค่า) ไฟฟ้า – คือไม่จ่ายค่าไฟตามกำหนดเวลา)

    (d) He owes his success to his wife.

          (เขาเป็นหนี้ความสำเร็จของเขาแก่ภรรยา – คือภรรยามีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จ)

8. penalty (n) – การลงโทษ, บทลงโทษ, ค่าสินไหมทดแทน, ค่าปรับ, ผลร้าย

    (a) Anyone who pays less than they should in taxes will face a

         penalty. (ใครก็ตามที่ชำระเงินน้อยกว่าที่ควรในเรื่องภาษี  จะต้องเจอกับการลงโทษ – หมายถึงจ่ายภาษีน้อยกว่าที่เป็นจริง)

    (b) Most civilized countries have abolished the death penalty and no longer execute criminals.

         (ประเทศที่มีอารยธรรมส่วนใหญ่  ได้ยกเลิก การลงโทษประหารชีวิต  และไม่ประหารชีวิตอาชญากรต่อไปอีกแล้ว)

    (c) He paid the penalty for his laziness when he failed his exams.

         (เขาต้องจ่ายค่าผลร้ายสำหรับความเกียจคร้านของเขา  เมื่อเขาสอบตก)

9. preparation (n) – การเตรียมการ, การเตรียมตัว

    (a) Income tax preparation can take a long time.

         (การเตรียมการยื่นชำระภาษีเงินได้อาจใช้เวลานาน)

    (b) His preparation for the race consisted of intensive training.

          (การเตรียมตัวของเขาสำหรับการแข่งขัน   ประกอบด้วยการฝึกฝน-ฝึกหัดอย่างเข้มข้น)

    (c) Preparations for our holiday are still in the early stages.

         (การเตรียมการสำหรับวันหยุดของเรา  ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น)

10. refund (n – v) – เงินที่คืนให้, การคืนเงิน, การชำระกลับ, การชดใช้, คืนเงินให้, ชำระกลับ, ชดใช้

      (a) With the tax refund, we bought two plane tickets.

           (ด้วยจำนวนเงินที่คืนให้จากภาษี  เราซื้อตั๋วเครื่องบิน ๒ ใบ – เพื่อไปเที่ยว)

      (b) The government will refund any money that you overpaid.

           (รัฐบาลจะคืนเงินใดๆซึ่งคุณจ่ายเกิน)

11. spouse (n) – คู่สมรส, สามีหรือภรรยา

      (a) My spouse prepares the tax return for both of us.

          (ภรรยาของผมเตรียมการการ (ขอ) คืนเงินภาษีสำหรับเราทั้งสองคน)

      (b) If you are married, please fill in the full name of your spouse.

           (ถ้าคุณแต่งงานแล้ว  โปรดกรอกชื่อเต็มของคู่สมรสของคุณด้วย)

12. withhold (v) – ปฏิเสธที่จะให้, ระงับ, ยับยั้ง, ขัดขวาง, ยั้งมือ, ปิดบัง, หลีกเลี่ยงจาก, ไม่อนุมัติ, ไม่อนุญาต, อายัด

       (a)  The council decided to withhold permission for the building.

            (คณะกรรมการ (สภา) ตัดสินใจที่จะระงับการอนุญาตสำหรับการก่อสร้าง)

       (b)  She withheld information from me.

            (เธอปฏิเสธที่จะให้ – หรือปิดบัง – ข้อมูลกับผม)

        (c)   My employer withholds money from each paycheck to apply toward my income taxes.

             (นายจ้างของผมหัก (ระงับไว้เป็นบางส่วน) เงินจากเช็คจ่ายเงินเดือนแต่ละใบ  เพื่อจ่ายเป็นภาษีเงินได้ของผม)

Fill the words from the box in the blanks in the passage.

(จงเติมคำในช่องสี่เหลี่ยมลงในช่องว่างในบทความ)

     calculated             fill out               owe                     refund

     deadline                gave up            penalized          spouse

     filed                        joint                   prepares           withhold

     receipt                   return(s)          marks                accuracy   

     fault                        corrected

 

           Every year, my wife gathers all of our pay stubs and expense reports and (1) prepares to fill out our tax forms.  She tries to finish them in March, well before the April 15th (2) deadline.  It’s a time-consuming process.  There are (3) receipts to find, records to organize, and forms to (4) fill out.  When we first got married, we (5) filed separate (6) returns.  But now she (7) marks me as her (8) spouse and files the (9) joint return.  It saves us money and saves me time!

(คำแปล)      ทุกๆปี  ภรรยาของผมรวบรวมรายการเงินเดือน (รายได้)  และรายงานค่าใช้จ่าย  และ (๑) เตรียมการกรอกแบบฟอร์มชำระภาษี  เธอพยายามที่จะทำมันให้เสร็จในเดือนมีนาคม  หรือก่อน (๒) เส้นตายในวันที่ ๑๕ เมษายน  มันเป็นกระบวนการที่ใช้เวลามาก  ทั้งนี้  มี (๓) ใบเสร็จที่จะต้องค้นหา  บันทึกที่จะต้องจัดระเบียบ  และแบบฟอร์มที่จะต้อง (๔) กรอก  อนึ่ง  เมื่อเราแต่งงานกันครั้งแรก  เรา (๕) ยื่น (๖) การขอคืนภาษีแยกกัน  แต่ปัจจุบันนี้  เธอ (๗) บันทึกหรือทำเครื่องหมาย (เช่นกากบาท) ผมในฐานะ (๘) คู่สมรสของเธอ  และยื่นขอคืนภาษี (๙) ร่วมกัน  มันช่วยประหยัดเงินของเรา  และประหยัดเวลาด้วย !

          My wife is very proud of her (10) accuracy.  The government has never sent the forms back with corrections.  For several years now, we have received a (11) refund.  But this year, she (12) calculated the numbers over and over again and found we have not paid enough taxes throughout the year.  She didn’t want to (13) owe any money.  Finally, she (14) gave up and sent in our check.  Actually, it was my (15) fault.  I had changed jobs and didn’t ask my employer to (16) withhold enough money from my paychecks.  I’m just glad we found and (17) corrected the mistake before we got (18) penalized.

(คำแปล)      ภรรยาของผมภูมิใจมากใน (๑๐) ความถูกต้อง-แม่นยำของเธอ  รัฐบาลไม่เคยส่งแบบฟอร์ม (เสียภาษี) กลับคืนมาพร้อมกับการแก้ไขให้ถูกต้อง (เพื่อให้เราเสียภาษีให้ถูกต้อง)  เป็นเวลาหลายปีแล้วในขณะนี้  ที่เราได้รับ (๑๑) เงินคืน  แต่ปีนี้  เธอ(๑๒) คำนวณตัวเลขซ้ำแล้วซ้ำอีก  และพบว่าเรามิได้จ่ายภาษีอย่างเพียงพอ (จ่ายไม่ครบ) ตลอดทั้งปี  เธอไม่ต้องการที่จะ (๑๓) เป็นหนี้เงินใดๆ  แต่ ในที่สุด  เธอก็ (๑๔) หยุด-เลิก (การคำนวณภาษีใหม่)  และส่งเช็ค (ของภาษีที่ยังขาดอยู่) ไปให้ (รัฐบาล)

ซึ่ง จริงๆแล้ว  มันเป็น (๑๕) ความผิดพลาดของผมเอง  โดยที่ผมได้เปลี่ยนงาน  และมิได้ขอร้องให้นายจ้าง  (๑๖) ระงับ (หัก) เงิน (รายได้) อย่างเพียงพอจากเช็คเงินเดือนของผม  ทั้งนี้  ผมเพียงแต่ดีใจที่เราได้พบและ (๑๗) แก้ไขความผิดให้ถูกต้อง  ก่อนที่เราจะถูก (๑๘) ลงโทษ

Choose the word that best completes the sentence.

(จงเลือกคำที่เติมประโยคได้สมบูรณ์ที่สุด)

1. According to my _________, we owe a lot of money in taxes this year.

    (สอดคล้องกับ ___________ ของผม  เราเป็นหนี้เงินจำนวนมากในเรื่องภาษีปีนี้ – คือจ่ายภาษีต่ำกว่าที่เป็นจริง)

    (a)  calculators (เครื่องคิดเลข)

    (b) calculations (การคำนวณ)

    (c)   calculated (ซึ่งถูกคำนวณ)

    (d)  calculate (คำนวณ)

2. Those _________ on my desk contain all the information we’ll need for preparing our taxes.

     ( __________ พวกโน้นบนโต๊ะทำงานของผม  บรรจุข้อมูลทั้งหมดที่เราจะต้องการ  สำหรับการเตรียมการยื่นภาษีของเรา)

(a)  filed

(b) file (ยื่นคำร้อง, จัดเข้าแฟ้ม, เก็บเอกสาร)

(c) files (แฟ้มเก็บเอกสาร)

(d) filing (การยื่นคำร้อง, การจัดเข้าแฟ้ม, การเก็บเอกสาร)

3. It is usually advantageous for spouses to file their income taxes ___

    __________. (มันมักจะมีประโยชน์-ได้กำไรเสมอสำหรับคู่สมรสที่จะยื่นเสียภาษีเงินได้ของพวกเขา ___________ )

(a)  joint (ร่วมกัน)

(b) joints (ข้อต่อ)

(c) jointly (แบบร่วมกัน) {เนื่องจากขยายกริยา “file” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(adverb)}

(d) jointed (เชื่อมต่อ)

4. We didn’t know we had to claim the interest from our savings

    account and were _________ for the error. (เราไม่รู้ว่าเราจำเป็นต้อง

    เรียกร้องดอกเบี้ยจากบัญชีออมทรัพย์ของเรา  และ (เรา) ถูก __________ สำหรับ

    ความผิดพลาดนี้)

(a)   penalize (ลงโทษ)

(b)  penalizing

(c)   penalty (การลงโทษ)

(d)  penalized (ลงโทษ)  3 (เป็นกริยาช่องที่ ๓ “passive voice”)

5. The _________ of the forms took much less time than we expected.

     ( __________  ของแบบฟอร์ม (ยื่นเสียภาษี) ใช้เวลาน้อยกว่าที่เราคาดหวังไว้

       อย่างมาก)

    (a) preparatory (ซึ่งเป็นการเตรียมตัว-เตรียมการ, เกี่ยวกับการเตรียมการ)

    (b) preparation (การเตรียมการ, การเตรียมตัว)

    (c) prepared

    (d) prepares (เตรียมตัว, เตรียมการ)

6. I didn’t overpay my taxes this year so I didn’t get a _________.

     (ผมมิได้จ่ายภาษีเกินปีนี้  ดังนั้น  ผมเลยไม่ได้รับ ____________ )

    (a) refunded (คืนเงิน)

    (b) refundable (สามารถคืนเงินได้)

    (c) refund (เงินคืน) (ต้องเป็นคำนามเอกพจน์  เนื่องจากอยู่หลัง “article” a)

    (d) refunds

7. __________ your own taxes can be frustrating and often leads to

    costly errors in calculations. ( __________ (ยื่นเสีย) ภาษีของคุณเอง

     สามารถทำให้ท้อแท้ใจ-คับข้องใจ  และบ่อยครั้งนำไปสู่ความผิดพลาดที่มีราคาแพง

     ในการคำนวณภาษี)

(a)  Prepare (เตรียมการ, เตรียมตัว)

(b) Prepares

(c) Preparing (การเตรียมการ, การเตรียมตัว)

(d) Preparation (การเตรียมการ, การเตรียมตัว) (ถ้าจะเลือกตอบข้อนี้ จะต้องใช้เป็น “The preparation of your own……………..)

หมายเหตุตอบข้อ (c) เป็นการใช้ “gerund” (verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  ซึ่ง “Gerund” หรือ “V. + ing” ถือว่าเป็นคำนามเอกพจน์ประเภทหนึ่ง  มีหน้าที่ดังนี้  คือ

๑)    เป็นประธาน (Subject) ของประโยคหรือประธานของกริยา  เช่น

- Swimming is a good exercise.

 (การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

- Playing badminton is his favorite hobby.

  (การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

- Working in cool weather is pleasure.

  (การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

- Breathing is indispensable to all living things.

  (การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

- Sleeping is necessary to health.

  (การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

     ๒) เป็นกรรม (Object) ของประโยคหรือของกริยา  เช่น

           - Most women like dancing.

              (ผู้หญิงส่วนมากชอบการเต้นรำ)

         - Would you mind buying me a newspaper?

               (คุณจะกรุณาซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมสักฉบับได้ไหม)

         - We appreciated talking to him.

              (เราชื่นชมการสนทนากับเขา)

         - She avoids meeting him in public.

               (เธอหลีกเลี่ยงการพบกับเขาในที่สาธารณะ)

         - They enjoyed watching that movies.

                (พวกเขาสนุกกับการดูหนังเรื่องนั้น)

     ๓) เป็นกรรมของบุรพบท (Object of Preposition) เช่น

            - He is interested in collecting stamps.

                (เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

          - She was surprised at finding her lost ring.

                 (เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

          - They are fond of reading.

                 (พวกเขาชอบการอ่าน)

          - We came here by taking a taxi.

                 (เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

          - This equipment is for gardening.

                  (อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

     ๔) เป็นส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์ (Complement) ของ  “verb to be” (is,

         was)  เช่น

             - His part-time job is teaching in a college.

                 (งานพาร์ตไทม์ของเขาคือการสอนในมหาวิทยาลัย)

           - Her hobby is collecting precious stones.

                  (งานอดิเรกของเธอคือการสะสมหินมีค่า)

             - What they like to do is swimming in a river.

                    (สิ่งที่พวกเขาชอบทำคือการว่ายน้ำในแม่น้ำ)

             - The only thing that interested me was riding on a

                horseback.

                   (เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมสนใจคือการขี่บนหลังม้า)

     ๕) ใช้ “Gerund” ตามหลังกริยา “go” (go + V. ing)  หมายถึง “ไปทำ

           กิจกรรมนั้นๆเพื่อออกกำลังกาย  หรือเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน” เช่น

               - go swimming (ไปว่ายน้ำ)

             - go skiing

             - go skating

             - go fishing

             - go shopping

             - go sailing (ไปเล่นเรือใบ)

             - go climbing (ไปปีนเขา)

             - go riding (ไปขี่รถ)

             - go hunting (ไปล่าสัตว์)

             - go shooting (ไปยิงปืน)

      ๖) ใช้ “Gerund”  ประกอบหน้าคำนามคล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  แต่มักนิยมใช้ 

          “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  เช่น

                - a sleeping-room (ห้องนอน) (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง 

                  “หมาที่นอนอยู่”) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

             - a dancing-hall (ห้องเต้นรำ) (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง

                  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)

             - a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ) (แต่ถ้า “a dancing teacher”

                  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”

                - a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ) (แต่ถ้า “a reading boy”

                   หมายถึง “เด็กที่อ่านหนังสือ”)

             - a swimming-pool (สระว่ายน้ำ) (แต่ถ้า “a swimming girl”

                  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)

             - a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน) (แต่ถ้า “a walking boy”

                  หมายถึง “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)

             - drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม) (แต่ถ้า  “a drinking horse”

                  หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)

             - a knitting-needle (เข็มถัก) (แต่ถ้า “a knitting woman” หมายถึง

                 “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)

             - a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว) (แต่ “a cooking

               woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)

             - a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร) (แต่ “a killing man” หมายถึง 

                  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)

             - looking-glasses (แว่นตา) (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่

                  (กำลัง) มอง”)

หมายเหตุ –  “Verb + ing” (Gerund) ขยายหน้าคำนาม มีความหมายว่า คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ในกรณีนี้  เราเรียก “V. + ing”   นั้นว่า “Present participle” เช่น a drinking horse”  (ม้าที่ดื่มน้ำ) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

      ๗)  “Gerund” อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

               - His walking quickly makes him tired.

                   (การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated on your coming.

                  (เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

                  (การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

                  (ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

                   (ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

                   (ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียนถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

                   (คุณไม่ควรทำให้ล่าช้าการส่งใบสมัครของคุณ)

     ๘) ใช้ “Gerund” สำหรับข้อความที่เป็น “การห้าม, ข้อบังคับ, กฎระเบียบ, หรือข้อห้ามมิให้กระทำ, เช่น

               - No parking. (ห้ามจอดรถ)

            - No loitering. (ห้ามเดินเตร็ดเตร่แถวนี้)

            - No smoking. (ห้ามสูบบุหรี่)

            - No fishing. (ห้ามตกปลา)

            - No spitting. (ห้ามบ้วนน้ำลาย)

            - No swimming. (ห้ามว่ายน้ำ)

            - No hunting. (ห้ามการล่าสัตว์)

      ๙) หลังคำคุณศัพท์ “busy”  และ “worth” ต้องตามด้วย “Gerund” เช่น

             - She is busy reading her books.

                  (เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือ)

            - I am always busy doing my homework at weekend.

                  (ผมยุ่งอยู่กับการทำการบ้านเสมอในวันสุดสัปดาห์)

            - The film was worth watching.

                   (หนังเรื่องนั้นควรค่าต่อการดู)

            - The book you gave me is worth reading.

                   (หนังสือที่คุณให้ผมควรค่าต่อการอ่าน)

      ๑๐) หลังกริยา “need” (ต้องการ) “require”  (ต้องการ) และ “want”  (ต้องการ)  โดยมีประธานของประโยคเป็น “it”  ต้องตามด้วย “Gerund”  เช่น

           - The room (it) needs cleaning.

                  (ห้องนี้ต้องการการทำความสะอาด)

               - It (the watch) needs repairing.

                 (นาฬิกาเรือนนี้ต้องการการซ่อมแซม)

           - The grass needs cutting

               (หญ้าต้องการการตัด)

           - The clothes require washing.

                 (เสื้อผ้าต้องการการซักล้าง)

           - The children require taking good care of.

                 (เด็กๆต้องการได้รับการดูแลที่ดี)

           - The old building needs destroying.

                 (อาคารหลังเก่าต้องการการทำลาย)

          สำหรับ “want” อาจตามด้วย “Gerund” หรือ “to + verb” ก็ได้ เช่น

             - She wanted going there. (= She wanted to go there.)

                   (เธอต้องการไปที่นั่น)

          ส่วน “need”  และ “require” อาจตามด้วย “to be + verb 3” ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกับตามด้วย “verb + ing” ทุกอย่าง เช่น

              - The room needs to be cleaned.

                (ห้องต้องการการทำความสะอาด)

           - The watch needs to be repaired.

                  (นาฬิกาต้องการการทำความสะอาด)

           - The grass needs to be cut.

                 (หญ้าต้องการการตัด)

8. Jin got confused when he tried to fill _________ his tax forms on

    his own. (จิมสับสน-งุนงง  เมื่อเขาพยายามที่จะ __________ ใบยื่นเสียภาษี

     ด้วยตัวของเขาเอง)

(a)  in

(b) up

(c) out (fill out = กรอกข้อความ)

(d) through

9. People who use professional tax preparers get larger refunds and

    avoid _________ for underpayment and missed deadlines.

     (คนที่ใช้ (บริการ) ผู้จัดเตรียม (เสีย) ภาษีมืออาชีพ – หมายถึงเจ้าหน้าที่ที่รับจ้าง

       จัดการเรื่องภาษี -  จะได้รับเงินคืนก้อนโตกว่า  และ (สามารถ) หลีกเลี่ยง

       ____________ สำหรับการจ่ายภาษีต่ำกว่าที่ต้องจ่าย (หมายถึงจ่ายภาษีได้

       ครบถ้วน-ถูกต้อง)  และ (หลีกเลี่ยง) การจ่ายหลังเส้นตาย – คือพลาดจากเส้นตาย

       ที่กำหนดให้จ่าย)

(a)  penalties (การลงโทษ)

(b)  penumbras (เงามัว, เงามัวที่ล้อมรอบเงามืด)

(c)   peninsulas (คาบสมุทร, แหลมที่ยื่นไปในทะเล)

(d)  pennants (ธงยาวปลายเรียวแหลมที่ชักบนเรือ, ธงสามเหลี่ยม)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 18)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.    ____________ was true and everyone believed it.

( ____________ เป็นความจริง  และทุกคนก็เชื่อมัน)

    (a) My father said (พ่อของผมพูด)

    (b) My father has said (พ่อของผมได้พูด)

    (c) What my father said (สิ่งที่พ่อของผมพูด)

    (d) What did my father say (พ่อของผมพูดอะไร)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “noun clause” (อนุประโยคประเภทหนึ่ง) ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา “was” ในประโยคแรก (What my father said was true) สำหรับ “noun clause” มักขึ้นต้นด้วย “what, when, where, why, how, who, whom, that, whether, if (หรือไม่)และตามด้วย “subject + verb” ทั้งนี้ “noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.     เป็นประธานของ “verb” หรือประโยค เช่น

    - What he wants is a new house.

       (สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

    - How he did it surprised everyone.

      (วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

     - Where he lives is not known.

        (ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

     - Why he killed his wife is a mysterious thing.

       (เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

     - That he is a smart person is certain.

       (ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

     - Whether she will come or not is not my business.

       (ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

๒. เป็นกรรมของ “verb” หรือประโยค เช่น

      - I don’t know when he left.

       (ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

     - She asked me where I lived.

       (เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

     - They did what they had promised.

        (พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

     - We believe that he is innocent.

       (เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

     - She did not believe what he told her.

        (เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

     - The police investigated how the bank was robbed.

        (ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

     - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

       (ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

๓. เป็นกรรมของ “preposition” เช่น

       - She is interested in what he says.

        (เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

      - They believed in what the minister preached.

         (พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

      - We are surprised at how he could do it.

        (เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

      - They were satisfied with what she had provided to them.

        (พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

 ๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (adjective) ที่แสดงความรู้สึก (sure, confident, happy, sorry, grateful, doubtful, suspicious, certain, delighted, delightful, anxious, worried, etc.) เช่น

       - I am sure that he will arrive here on time.

        (ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

      - He is sorry that he could not keep his words.

        (เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

      - They are confident that they will get the job.

         (พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

      - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

         (เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

๕. ใช้แทนคำนาม (noun) ที่มาข้างหน้ามัน เช่น

       - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

         (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“the fact”  คือ “that he graduated with first-class honor” ดังนั้น “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  the fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  that (which) he told me” จึงเป็น “adjective clause” มาขยาย “the fact

      - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

        (ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause”)

      - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people.

        (ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause”)

หมายเหตุจากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “noun clause” จะใช้ “that” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”) และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น “adjective clause”  จะใช้ “that” หรือ “which” ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

       - The book which (that) is on the table is mine.

         (หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “adjective clause”  ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของclause

      -    The book which (that) you gave me is very interesting.

         (หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก) (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “adjective clause” ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรง ของ “clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

2. The hotel ___________ was very comfortable.

     (โรงแรม __________ มีความสะดวกสบายมาก)

    (a) which I slept last week

    (b) that I slept last week

    (c) where I slept in last week (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้ “in”  อีก)

    (d) in which I slept last week (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “in which” มีความหมายเท่ากับ “where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ (d) แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก คือ

     - (d) in which I slept last week

     - which I slept in last week

     - that I slept in last week

     - where I slept last week

หมายเหตุ ห้ามใช้  “in that I slept last week

   

3.    ____________ hospitality to neighbors is what I always do.

( ___________ การต้อนรับแขก-การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนบ้าน  เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เสมอ)

    (a) Is giving

    (b) Give

    (c) To give (การให้)

    (d) To be given

ตอบข้อ (c) เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา “is” โดยมี “hospitality to neighbors” เป็นส่วนขยายประธาน  นอกจาก  “to give” แล้ว  ยังสามารถใช้ giving” (gerund) เป็นประธานของกริยา “is”  ก็ได้  (ดูรายละเอียดหน้าที่ของ infinitive with to” (to + verb)  ในข้อ ๑๖ ของข้อสอบชุดนี้)

4. Former President Barak Obama __________ as the president of the United States for the first term in 2009.

    (อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา __________ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯในสมัยแรกในปี ๒๐๐๙)

     (a)  is elected

     (b) was electing

     (c)  who was elected

     (d) was elected (ได้รับเลือกตั้ง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นกริยาแท้ในประโยค  และต้องอยู่ในรูป “passive voice” {subject + is (am, are, was, were) + V. 3} เพราะโอบามา “ได้รับเลือก – ถูกเลือก”  และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย  จึงไม่ใช้ข้อ  “a

5. The man ___________ robbed the bank last month was caught in his luxurious condominium this morning.

     (ชาย _________ ปล้นธนาคารเมื่อเดือนที่แล้ว  ถูกจับในคอนโดมิเนียมหรูของเขาเมื่อเช้านี้)

     (a)  whom

     (b) who (ผู้ซึ่ง)

     (c)  whose

     (d) who was

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค “adjective clause” (who robbed the bank last month) และสามารถใช้ “that” แทน “who” ได้ด้วย

6. I think I ___________ the movie we went to last night even more if I had read the book before seeing it.

     (ผมคิดว่าผม ___________ กับภาพยนตร์ที่พวกเราไปดูกันเมื่อคืนที่แล้วมากยิ่งขึ้น  ถ้าหากผมได้อ่านหนังสือ (เรื่องที่เอามาทำเป็นหนัง)  ก่อนดูภาพยนตร์เรื่องนี้)

     (a)  would enjoy

     (b)   would be enjoyed

     (c)    would be enjoying

    (d)   would have enjoyed (คงจะได้สนุกสนาน)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็น “if clause” แบบที่ ๓ “past unreal” คือเหตุการณ์ในประโยค (ในอดีต) มิได้เกิดจริง  แต่ผู้พูดมาสมมติย้อนหลัง  ทั้งนี้  ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ถ้าได้อ่านหนังสือมาก่อนดูหนัง  ก็คงจะเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดี  และสนุกสนานกับมันตอนดู”  แต่ในความเป็นจริง คือ  มิได้อ่านหนังสือก่อนดูหนัง  เลยดูหนังไม่ค่อยรู้เรื่อง  ทำให้ไม่สนุกกับการดูหนังเรื่องนี้  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม  เกี่ยวกับ  if clause” แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑)

7. Advanced engineering technology has made ____________ to construct a huge dam across any vast rivers.

    (เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมที่ทันสมัยทำให้ __________  ที่จะสร้างเขื่อนใหญ่มหึมาขวางแม่น้ำที่กว้างใหญ่สายใดก็ได้)

     (a)  it possible (มันเป็นไปได้)

     (b)  it is possible

     (c)   the possible

     (d)  it possible and

ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นไปตามรูป  “subject + make + it + possible + (for someone) + to + verb” เช่น

    - Good weather makes it possible for us to go out for a picnic.

      (อากาศดีทำให้เป็นไปได้สำหรับเราที่จะออกไปปิคนิคข้างนอก)

    - The university’s financial support made it possible for her to study for her bachelor degree.

      (การสนับสนุนทางการเงินของมหาวิทยาลัยทำให้เป็นไปได้สำหรับเธอที่จะศึกษาเพื่อเอาปริญญาตรี)

8. _____________ measured in degrees north and south of the equator is called latitude.

      ( ___________  ถูกวัดเป็นองศาทางเหนือและใต้ของเส้นศูนย์สูตร  ถูกเรียกว่า เส้นรุ้ง)

     (a)  Distance is

     (b)   Distance (ระยะทาง)

     (c)    Distance, which

     (d)   Where distance

ตอบข้อ (b) เนื่องจากถูกลดรูปมาจาก “Distance which (หรือ that) is measured ………” เป็น “passive voice” เพราะ ระยะทาง “ถูกวัด”  การลดรูป   “adjective clause” {which (หรือ that) is measured in degrees north and south of the equator} ต้องตัดทิ้งทั้ง “which (that)”  และ  “is” ถ้าเป็นเต็มรูป  ก็ต้องอยู่ด้วยกันทั้ง ๒ คำ

9. If you don’t have enough information, maybe it is not appropriate _______ other people.

     (ถ้าคุณไม่มีข้อมูลเพียงพอ  บางที  มันอาจไม่เหมาะสม ___________ คนอื่น)

     (a)  criticizing

     (b) criticize

     (c)  critical

     (d) to criticize (ที่จะวิพากษ์วิจารณ์)

ตอบ – ข้อ (d) เพราะเป็นไปตามรูป {it + is (was) + (not) + adjective + (for someone) + to + verb} เช่น

    - It is difficult to answer your question.

     (มันยากที่จะตอบคำถามของคุณ)

   - It is necessary to take good care of oneself.

     (มันจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองให้ดี)

   - It is impossible to travel such a long distance in a very small car.

      (มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางไกลเช่นนั้น  ในรถคันเล็กจิ๋วเดียว)

หมายเหตุ – ดูเพิ่มเติมการใช้รูปแบบนี้ใน ข้อ ๑๖ (ข้อย่อย ๑๔)  ของหมวดข้อสอบชุดนี้

10. She is good at speaking English because she practices _______ it every day.

       (เธอพูดภาษาอังกฤษเก่ง  เพราะว่าเธอฝึกฝน __________  มันทุกๆวัน)

     (a)   speaking (การพูด)

     (b)   to speak

     (c)    spoken

     (d)   and speak

ตอบข้อ (a) เนื่องจากกริยา “practice”  ต้องตามด้วย  “gerund” (verb + ing) (ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ “gerund” (verb + ing)   (ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นกัน)  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๙ และ ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๙)

11. It is true ______________________.

      (มันเป็นความจริง ________________ )

      (a) the earth moves round the sun.

      (b) the earth is moving round the sun.

      (c) which the earth moves round the sun.

      (d) that the earth moves round the sun. (ที่ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากข้อความที่เติมเป็น “noun clause” ที่ตามหลังวลี “it is, it was”  จะต้องใส่ “that” เสมอ ไม่สามารถละได้เหมือน “that” ใน “noun clause” ในกรณีอื่น เช่น

     - He told me (that) he had passed his exam.

      (เขาบอกผม (ว่า) เขาได้สอบผ่านแล้ว)

     - She said (that) she liked to cook her own meal.

       (เธอพูด (ว่า) เธอชอบปรุงอาหารของเธอเอง)

      - We believe (that) we are right and are not worried about the charge by the police. (เราเชื่อ (ว่า) เราเป็นฝ่ายถูก  และไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาโดยตำรวจ)

(ดูเพิ่มเติมโครงสร้างและหน้าที่ของ “noun clause”  ในข้อสอบชุดนี้  ข้อ ๑)

12. He ____________ as the Chairman of the Board of Directors of the company over the past ten years.

       (เขา __________  เป็นประธานบอร์ดของบริษัทในช่วงเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา)

      (a)   is working

      (b)  will work

      (c)  has been working (ได้กำลังทำงาน)

      (d)  had been working

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “present perfect continuous tense”  แสดงความต่อเนื่องแบบยาวนานของการทำงาน  เริ่มตั้งแต่เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว  มาจนถึงปัจจุบัน  อีก tense” หนึ่งที่สามารถใช้แทนกันได้ คือ  “present perfect tense” (has worked)

หมายเหตุดูเพิ่มเติมการใช้ “tense” ทั้ง ๒ ข้างต้น  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๒ ข้อ ๓๖

13. The boy ____________ was sent to hospital.

      (เด็ก __________ ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล)

       (a) was bitten by a mad dog

       (b) bitten by a mad dog (ซึ่งถูกกัดโดยหมาบ้า)

       (c) which bitten by a mad dog

       (d) biting a mad dog

ตอบข้อ (b) เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค “adjective clause” (which was bitten by a mad dog) (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้   ในข้อ ๘ ของข้อสอบชุดนี้)

14. Her job is ______________.  (งานของเธอคือ _______________ )

      (a) go shopping every morning.

      (b) to go shopping every morning. (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

       (c) to go to shop every morning

       (d) going to shop every morning

ตอบข้อ (b) เนื่องจากหลังกริยา “verb to be” (is) ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์ (complement) ซึ่งอาจเป็น “infinitive with to” (to + verb)

หรือ “gerund” (V. + ing) ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้ “to go” หรือ “going” ได้ทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อกริยา “go” หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง “go” จะต้องอยู่ในรูป “V. + ing”  เสมอ เช่น

go shopping, go swimming, go hunting, go fishing, go shooting, go skating, go skiing, go climbing, go diving, etc.” (แต่ใช้ “do our shopping” – ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)  ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ (b) หรือไม่ก็ใช้ “going shopping every morning

15. The president refused to accept the decision ______________.

      (ท่านประธานปฏิเสธที่จะยอมรับคำตัดสิน (การตัดสินใจ) ___________ )

      (a) which the committee proposed (ซึ่งคณะกรรมการเสนอ)

      (b) proposed the committee

      (c) which proposed the committee

      (d) who the committee proposed

ตอบข้อ (a) เนื่องจากต้องใช้ “which” หรือ “that”  แทน “การตัดสินใจ” (decision) นอกจากนั้น  ยังมีรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถใช้แทนข้อ “a” ได้ คือ “that the committee proposed”  “proposed by the committee”  “which (that) was proposed by the committee” และ “the committee proposed” คือสามารถ “ละ”  “which” หรือ “that” ได้  เนื่องจากทั้ง ๒ คำเป็นกรรมของอนุประโยค (adjective clause “which (that) the committee proposedแต่ถ้าเป็นประธานของอนุประโยค  ไม่สามารถละได้   

16. _________________, you must make an appointment with him.

       ( __________________ ,  คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

      (a) Seeing the doctor at his office

      (b) If you see the doctor at his office

      (c) You see the doctor at his office

      (d) To see the doctor at his office (เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย “infinitive with to” (To + verb) เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง “เพื่อที่จะ..............” หรืออาจใช้ “in order to” หรือ  “so as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย “To + verb”  ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม) ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

     - You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

     - To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

     - To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)

(= You must practice speaking it every day to speak good English.)

     - To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= You must get up early to be there in time.)

     - To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study. (เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= You must spend more time with your study to get a scholarship to study abroad.)

     นอกจากนั้น ยังใช้ “infinitive with to” (to + verb)  ในกรณีต่อไปนี้

1.    ใช้ขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค เหมือนกับ “gerund” (verb + ing) เช่น

     -  To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

     - To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

      - To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.)

2.    ใช้ขึ้นต้นประโยค โดยทำหน้าที่ขยายทั้งประโยคที่ตามมาข้างหลัง ซึ่งในกรณีนี้ถือว่า “infinitive with to” (to + verb) ทำหน้าที่อย่างอิสระ (absolute) หรืออาจมีความหมายว่า “ถ้า..............” (เป็นคนละกรณีกับแสดงวัตถุประสงค์ ใน “To see the doctor at his office,”  - ซึ่งจะต้องพิจารณาจากความหมายในบริบท)  เช่น

     - To hear him talk, you would think he was a millionaire.

(ถ้าคุณได้ยินเขาพูด  คุณจะต้องคิดว่าเขาเป็นเศรษฐี)

     - To tell you the truth, she has stolen all my money and left with another man.

(บอกคุณเรื่องจริงเลย  เธอขโมยเงินผมไปทั้งหมดและหนีไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

     - To cut the long story short, she was murdered by her own husband.

(พูดกันอย่างรวบรัดนะ  เธอถูกฆาตกรรมโดยสามีของเธอเอง)

3.    ใช้ทำหน้าที่เป็น “กรรม” ของกริยาในประโยค (object of verb) เช่น

     - They expect to pass the exam next month.

(พวกเขาหวังจะสอบผ่านในเดือนหน้า)

     - She promised to come to my party.

(เธอสัญญาว่าจะมางานเลี้ยงของผม)

     - We want to take a rest.

(เราต้องการพักผ่อน)

     - They plan to marry next year.

(พวกเขาวางแผนจะแต่งงานกันปีหน้า)

     - He hoped to get a good job and save some money.

(เขาหวังจะได้งานที่ดีและเก็บเงินสักก้อนหนึ่ง)

(ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb)  - โดยทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาพวกนี้ – ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๙ และตอนที่ ๙ ข้อ ๗)

4.    หลังรูป “passive voice” ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) เสมอ เช่น

     - Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

     - She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

     - They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

     - Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

     - Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume. (ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา ๓ ชุด)

5.    ใช้ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุรพบท (object of preposition) ในประโยค เช่น

     - He desired nothing except to pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

     - She wants nothing but to marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

     - The sick man was about to die when we first met him.

(คนป่วยใกล้จะตายอยู่แล้วเมื่อเราพบเขาครั้งแรก)

6.    ใช้วางไว้ข้างหลัง “question words” (what, when, where, why, how, who, whom)  มีความหมายในเชิงอนาคต ที่ว่า “จะกระทำ” และจะใช้ในรูป  active voice” เท่านั้น  เช่น

     - Tell him when to leave. (บอกเขาว่าเขาควรจะไปตอนไหน)

     - I don’t know what to do to solve the problem.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะแก้ปัญหานี้)

     - She did not know whom (who) to see at the bank.

(เธอไม่รู้ว่าจะต้องไปพบใครที่ธนาคาร)

     - They know how to cook.

(พวกเขารู้วิธีปรุงอาหาร)

      - We were told where to sleep during our trip.

(พวกเราถูกบอกว่าจะนอนที่ไหนในระหว่างการเดินทาง)

7.    ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ (adjective) ขยายคำนามได้  และต้องวางไว้ข้างหลังคำนามที่มันขยายเสมอ เช่น

     - I have no money to lend you. (ผมไม่มีเงินให้คุณยืม)

     - He has no time to waste. (เขาไม่มีเวลาที่จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์)

     - Get me a chair to sit on, please. (ได้โปรดเอาเก้าอี้ให้ผมนั่งหน่อย)

     - She had lots of books to read. (เธอมีหนังสือต้องอ่านมากมาย)

     - They had much work to do last week.

(พวกเขามีงานต้องทำเยอะอาทิตย์ที่แล้ว)

     - That is not the way to speak to your boss.

(นั่นไม่ใช่วิธีที่จะพูดกับเจ้านายของคุณนะ)

8.    กริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) หรือ “gerund” (V. + ing) แล้วความหมายเหมือนกัน ได้แก่  “begin, start, continue, like, dislike, love, hate, propose (เสนอ), prefer (ชอบมากกว่า), help, intend (ตั้งใจ), fear, attempt, bear (ทน) เช่น

     - They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

     - She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

     - We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.) (เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

9.    ใช้ “infinitive with to” (to + verb) และ “gerund” (V. + ing)  ตามหลังคำกริยา “remember, forget, try stop” มีความหมายต่างกัน  เช่น

     - I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

     - I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา – คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

     -   She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว – คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

     - She forgot to meet me at my office yesterday. (เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

     - He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

      - He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

      - They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

      - They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

10.   ใช้ “to + verb” โดยละ “verb” นั้นไว้  ใช้แต่ “to” คำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง เช่น

      - I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน“read” ต่อท้าย “to”)

     - She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon. (เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน “finish” ต่อท้าย “to”)

11.   ใช้ “to + verb” ตามหลัง  “adjective” หรือ “adverb” ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  “adverb” ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน เช่น

     - Some people think that the Chinese language is too difficult to understand. (บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

      - She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

     - The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

     - It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

      - He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

12.     ใช้ “to + verb” ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (adverb) เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เช่น

     -  All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

     - People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่  มิใช่อยู่เพื่อกิน)

     - I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

     - She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

     - We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

13.   ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {It is (was) + adjective + of + บุคคล  + to + verb} เช่น

      -  It is very kind of you to invite me.

(เป็นความกรุณาของคุณที่เชิญผม)

      -  It is stupid of him to do that.

(เป็นความโง่ของเขาที่ทำเช่นนั้น)

      -  It is nice of her to help those poor people.

(เป็นความดีของเธอที่ช่วยคนจนพวกโน้น)

      - It was very wrong of you to criticize her.

(เป็นความผิดของคุณอย่างมากที่วิพากษ์วิจารณ์เธอ)

14.     ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {It is (was) + adjective + to + verb} เช่น

      - It is gullible to believe what he said

(มันถูกต้มได้ง่ายที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

      - It is hard to do that work alone.

(มันยากที่จะทำงานนั้นตามลำพัง)

      - It was appropriate to apologize for your mistake.

(มันเหมาะสมแล้วที่จะขอโทษสำหรับความผิดของคุณ)

      - It is necessary to take good care of your children.

(มันจำเป็นที่จะต้องดูแลลูกของคุณให้ดี)

      - It was impossible to work in that company if you did not have connection with someone there.

(มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานในบริษัทนั้น  ถ้าคุณไม่มีเส้นสาย (ความสัมพันธ์) กับใครบางคนที่นั่น)

15.   ใช้โครงสร้าง “question word + to + verb” แทน  “noun clause” ที่ขึ้นต้นด้วย what, when, where, why, how, which” เช่น

-         He asked me where I should stay.

(= He asked me where to stay.)

(เขาถามผมว่าพักที่ไหน)

-         I asked her how she could go there.

(= I asked her how to go there.)

(ผมถามเธอว่าไปที่นั่นได้อย่างไร)

-         She told me when she could come for dinner.

(= She told me when to come for dinner.)

(เธอบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงได้เมื่อใด)

-         They don’t know what they should do.

(= They don’t know what to do.)

(พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี)

16.   ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {subject + verb + too + adjective (adverb) + for + กรรม (บุคคล)  + to + verb} เช่น

-         The room is too hot for me to sleep in.

(ห้องนี้ร้อนเกินไปสำหรับผมที่จะนอนได้)

-         The girl is too short to reach the top shelf.

(เด็กหญิงคนนั้นเตี้ยเกินไปที่จะเอื้อมมือไปถึงหิ้งชั้นบน)

-         No one is too old to learn.

(ไม่มีใครแก่เกินไปที่จะเรียน)

-         The problem was not too difficult for you to solve.

(ปัญหาไม่ยากเกินไปสำหรับคุณที่จะแก้ได้)

-         She spoke too fast (quickly) for me to understand.

(เธอพูดเร็วเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจได้)

-         They walked too slowly to catch the bus.

(พวกเขาเดินช้าเกินไปที่จะขึ้นรถเมล์ได้ทัน)

-         We were too excited to say anything.

(เราตื่นเต้นเกินไปที่จะพูดอะไรได้)

17.   ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {subject + verb + adjective (adverb) + enough + for + กรรม (บุคคล)  + to + verb} เช่น

-         He is mature enough to decide by himself.

(เขามีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง)

-         She is not old enough to take part in the beauty contest.

(เธอยังไม่โตพอที่จะมีส่วนร่วมในการ  (เข้า) ประกวดนางงาม)

-         We drove fast enough to arrive there in time.

(เราขับรถเร็วพอที่จะมาถึงที่นั่นทันเวลา)

-         They were strong enough to lift that heavy box.

(พวกเขาแข็งแรงพอที่จะยกหีบหนักใบนั้นได้)

-         I did not walk quickly enough to catch up with them.

(ผมเดินไม่เร็วพอที่จะตามพวกเขาได้ทัน)

17. Wild chickens _____________ any of their own chicks that lack specific color patterns.

       (ไก่ป่า _________  ลูกๆของพวกมันเอง  ซึ่งไม่มีลักษณะสีเฉพาะ – ที่แสดงความเป็นไก่ป่าหรือพวกเดียวกัน)

      (a)   destroying

      (b)  will be destroyed

      (c)  will destroy (จะทำลาย)

      (d)  has destroyed

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “active voice”  เพราะไก่ป่าเป็นผู้ทำกริยา ทำลาย”  และเป็นเรื่องของอนาคต  คล้ายกับเป็นเงื่อนไขว่า “จะทำลายลูกๆ   ถ้าลูกๆไม่มีสีเฉพาะ – เหมือนไก่ป่าที่โตแล้ว”

18. During the past year a great many important political changes have taken ______________.

      (ในระหว่างปีที่ผ่านมา  ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ  จำนวนหลายครั้งหลายหนได้ _____ )

     (a)   part (take part in = มีส่วนร่วม)

      (b)  themselves

     (c)   time (take time = ใช้เวลามาก)

     (d)  place (take place = เกิดขึ้น)

19. The committee was informed of a very ____________ matter.

      (คณะกรรมการได้รับแจ้งเรื่องที่ ____________ อย่างมาก)

      (a) urgency (ความเร่งด่วน, ความรีบเร่ง)

      (b) urgent (เร่งด่วน, รีบเร่ง) (เป็นคำคุณศัพท์  ขยายคำนาม “matter”)

      (c) emergency (เหตุฉุกเฉิน)

      (d) crisis (วิกฤติกาล, เหตุวิกฤติ)

20. Customers are advised to keep the ____________ in case they want to return the products bought.

       (ลูกค้าได้รับการแนะนำให้เก็บ __________  ไว้ในกรณีที่พวกเขาต้องการคืนผลิตภัณฑ์ที่ซื้อไป)

      (a)   receive (ได้รับ)

      (b)  recipe (ตำรากับข้าว, วิธีปรุงอาหารหรือยา – อ่านว่า “เรซ-ซิ-พี่”)

      (c)   recede (ถอย, ถอยห่าง, (น้ำ) ลด, ตกต่ำ – อ่านว่า “ริ-ซี้ด”)

      (d)  receipt (ใบเสร็จรับเงินอ่านว่า “ริ-ซี้ท”)

21. ____________ made over the past few months have increased the company’s production.

      ( _______________ ซึ่งกระทำในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา  ทำให้การผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้น)

      (a)   Improvement

     (b)  Improvements (การปรับปรุง)

     (c)   Improving

     (d)  The improvement

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เพราะกริยา คือ “have increased ส่วนข้อความที่ขยายประธาน  ลดรูปมาจากอนุประโยค

(adjective clause) “which (that) have been made ………. months”

ซึ่งเมื่อลดรูปแล้วเหลือเพียง  “made over ………..months

22. Before a decision could be made, it was necessary to ____________ the circumstances in great detail.

      (ก่อนที่การตัดสินใจสามารถทำลงไป  มันจำเป็นที่จะ ____________  สถานการณ์โดยละเอียดอย่างยิ่ง)

      (a)  investigate (สืบสวนสอบสวน)

     (b)  instigate (ปลุกปั่น, ยุยง, ส่งเสริม, กระตุ้น)

     (c)   interrogate (ซักถาม, สอบถาม)

     (d)  initiate (ริเริ่ม, เริ่มนำ, นำเข้า)

23. It ____________ that the days seem to be getting shorter.

      (มัน ____________ ที่ว่า วันเวลาดูเหมือนว่ากำลังสั้นเข้าๆ)

      (a) not my imagination

      (b) not is my imagination

      (c) is not my imagination (มิใช่จินตนาการของผม)

      (d) that is not my imagination

ตอบข้อ (c) เนื่องจากกริยา “is” ต้องตามหลังประธาน “It” ส่วนวลี “not my imagination”  เป็น “complement”  (ส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์) ของ “is” สำหรับอนุประโยค “that the days ………………..shorter” คือข้อความเดียวกับ “imagination” (จินตนาการ คือ วันเวลาดูเหมือนว่ากำลังสั้นเข้าๆ)  จึงมีสถานะเป็น  “noun clause”  มิได้เป็น “adjective clause”  เพราะมิได้ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน (ดูเพิ่มเติม “noun clause” ประเภทนี้ในข้อ ๕ ย่อย ของข้อ ๑ ในข้อสอบชุดนี้)

24. ____________ are often used for laboratory experiments.

      ( ____________ มักถูกใช้บ่อยๆสำหรับการทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์)

     (a) Gray small mice

     (b) That gray small mice

     (c) They are small gray mice

     (d) Small gray mice (หนูสีเทาตัวเล็กๆ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “สี” ต้องอยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย ถัดไปเป็นขนาด “เล็ก-ใหญ่  ทั้งนี้  การเรียงคำคุณศัพท์หลายๆตัวที่ขยายคำนาม  มักจัดลำดับด้วยการวางคำ “ย้อนกลับ” กับลำดับคำในภาษาไทย เช่น

     - (๑) บ้าน (๒) ไม้ (๓) ทรงไทย (๔) สีขาว (๕) เก่าแก่ (๖) หลังใหญ่ (๗) สวยงาม (๘) มาก (๙) สามหลัง (๑๐) เหล่านั้น

    - (1) Those (2) three (3) very (4) beautiful (5) big (6) old (7) white (8) Thai-style (9) wood (10) houses

25. Never _____________ such a terrible accident in which there were a number of casualties.

      (ไม่เคยเลย ____________ อุบัติเหตุที่น่ากลัวเช่นนั้นซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากมาย)

      (a)     I have seen

      (b)    have I seen (ผมได้เห็น)

      (c)     I did see

      (d)    I saw

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “never” (ไม่เคย) เป็น “adverb of frequency” (เช่นเดียวกับ  always, usually, occasionally (เป็นบางครั้ง), rarely (แทบจะไม่), often, seldom (แทบจะไม่), hardly (แทบจะไม่), scarcely (แทบจะไม่), sometimes, generally, normally, never)  มีหลักการเรียงคำในประโยค คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late. (พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping. (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work. (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class. (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work. (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life. (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there. (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him. (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late. (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me. (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York. (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น “never, hardly, seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner, in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), not often, not only (ไม่เพียงแต่), not even once (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), not until (ไม่จนกระทั่ง) อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.) + subject + verb (แท้)} เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง – เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย – เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

Never + กริยาพิเศษ  + subject + กริยาแท้  + ส่วนขยาย

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 17)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He _________ go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

    (เขา _________  เดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)

   (a)  uses (ใช้)

   (b) used to (เคย)

   (c)  was used (ถูกใช้ – ในอดีต)

   (d) is used to (คุ้นเคย, เคยชิน – ในปัจจุบัน)

ตอบ – ข้อ (b) “used to”  หมายถึงเคยทำในอดีต  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ (used to + V. 1) ส่วน “be used to” หมายถึง “คุ้นเคย, เคยชิน” ต้องตามด้วย “คำนาม” หรือ “verb + ing” จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีตหรือปัจจุบันก็ได้  เช่น

    - He is used to getting up late.

     (เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

   - She was used to watching TV late at night.

     (เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

   - They are used to cold weather.

      (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

2. The boy’s parents knew (that) he _________ if he had passed the final exam. 

    (พ่อแม่ของเด็กรู้ว่า  เขา ___________  ถ้าเขาสอบไล่ผ่าน)

    (a)  graduated (จบการศึกษา)

    (b) would graduate

    (c) could have graduated (สามารถจบการศึกษาไปแล้ว)

   (d) will graduate (จะจบการศึกษา)

ตอบ – ข้อ (c)  เนื่องจากประโยคนี้เป็น “if clause”  แบบที่ ๓ (past unreal) คือเหตุการณ์มิได้เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค    ซึ่งใน  “if clause” ประเภทนี้  ใน “main clause” จะใช้กริยารูป {subject + would (could, should, might) + (not) + have + V. 3} ส่วนใน “if clause” ใช้รูป {subject + had + (not) + V. 3} ทั้งนี้  ข้อความในประโยคข้างบนจึงหมายถึง “เด็กมิได้จบการศึกษา  เพราะเขาสอบไล่ไม่ผ่าน” หรือ จากประโยคข้างล่าง

     - If he had listened to my advice, he would not have encountered an accident.

      (ถ้าเขาฟังคำแนะนำของผม – เมื่อเดือนที่แล้ว – เขาก็คงไม่ต้องเจอกับอุบัติเหตุ)

      (แต่ในความเป็นจริง คือ  เขาไม่ฟังคำแนะนำ  เขาเลยประสบอุบัติเหตุ)

     - She would have married him if he had proposed to her.

      (เธอคงจะแต่งงานกับเขาไปแล้ว  ถ้าเขาได้ขอแต่งงานกับเธอ)

     (ในความเป็นจริงคือ  เธอไม่ได้แต่งงานกับเขา  เพราะเขามิได้ขอฯเธอ)

(ดูเพิ่มเติม “if clause” แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑)

3. It is a fact ________. (มันเป็นข้อเท็จจริง ____________ )

    (a) that all we have to eat. (ที่ว่าทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องกิน)

    (b) that we all have to eat. (ที่ว่าเราทุกคนจำเป็นต้องกินอาหาร)

    (c) that we all have ate. (ที่ว่าเราทั้งหมดได้กิน)

    (d) all we have to eat. (ทั้งหมดที่เราต้องกิน)

ตอบ – ข้อ (b) เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด และถูกหลักไวยากรณ์  และอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถใช้แทน  ข้อ (b)  ได้ คือ “that all of us have to eat” (ที่ว่าเราทุกคนจำเป็นต้องกิน)

4. The prosecutor questioned the witness about __________.

    (อัยการซักถามพยานเกี่ยวกับ ___________ )

    (a) what knew he

    (b) what did he know

    (c) he knew

    (d) what he knew (สิ่งที่เขารู้)

ตอบ – ข้อ (d)  เนื่องจากหลัง “preposition” (about)  จะต้องอยู่ในรูป “noun clause” ซึ่งจะต้องขึ้นต้น “clause”  (อนุประโยค) ด้วย “question word” (what, when, where, why, how)  แล้วตามด้วย “subject + verb”   เสมอ เช่น

     - I was surprised at what he said.

      (ผมประหลาดใจในสิ่งที่เขาพูด)

     - She asked me when I would leave.

     (เธอถามผมว่าผมจะไปเมื่อไร)

     - He told me why he resigned from his job.

      (เขาบอกผมว่าทำไมเขาจึงลาออกจากงาน)

     - We asked them where they lived.

       (เราถามพวกเขาว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหน)

     - I don’t know how he did it.

      (ผมไม่ทราบว่าเขาทำมันอย่างไร)

5. We have not found anyone to fill in the position of computer technician __________. 

     (เรายังไม่เจอใครที่จะมาแทนตำแหน่งช่างคอมพิวเตอร์ __________ )

    (a)  still (แม้กระนั้น, ยังคง)

    (b) already (แล้ว, หรือยัง)

    (c) yet

    (d) any more

ตอบ – ข้อ (c)  เนื่องจาก “yet” ใช้กับข้อความในประโยคปฏิเสธและคำถาม เช่น

     - It isn’t dark yet. (มันยังไม่มืดเลยนะ)

     - I haven’t yet met Peter. (ผมยังไม่ได้พบกับปีเตอร็เลย)

     - Her eldest son isn’t married yet.

(ลูกชายคนโตของเธอยังไม่ได้แต่งงานเลย)

-         Have you had your lunch yet?

(คุณกินอาหารกลางวันหรือยังล่ะ)

6. Kim was given the job _________ she is an efficient worker.

    (คิมได้งานทำ ____________ เธอเป็นคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ)

    (a) due to (เนื่องมาจาก)

    (b) instead of (แทนที่จะ)

    (c) because (เพราะว่า, เนื่องจาก)

    (d) in spite of (ทั้งๆที่)

ตอบ – ข้อ (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และ “because”  ต้องตามด้วยอนุประโยค (subject + verb) สำหรับ “due to” + วลี หรือ คำนาม

    He did not go out due to the heavy rain.

      (เขาไม่ออกไปข้างนอกเนื่องมาจากฝนตกหนัก)

7. The prime minister must focus his _________ on preparing to

    testify before the legislature. (ท่านนายกฯ จะต้องมุ่ง __________ ของ

     เขาไปที่การเตรียมให้การเป็นพยานต่อหน้าฝ่ายนิติบัญญัติ)

(a)    intention (ความตั้งใจ, เจตนา, ความมุ่งหมาย, เป้าหมาย)

(b)   intents (ความตั้งใจ, เจตนา, ความมุ่งหมาย, จุดประสงค์, ความหมาย)

(c)    detention (การกักขัง, การคุมขัง)

(d)   attention (การเอาใจใส่, ความสนใจ)

ตอบ – ข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

8. _________ qualities that people most admire in others is

   generosity. (หนึ่งในบรรดาคุณสมบัติซึ่งผู้คนชื่นชมมากที่สุดในบุคคลอื่นๆ  คือ

    ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่-ใจกว้าง)

(a)    Many (จำนวนมาก)

(b)   Another (อีกคนหนึ่ง, อีกสิ่งหนึ่ง)

(c)    One of the (หนึ่งในบรรดา)

(d)   Some of the (บางคน, บางสิ่ง)

ตอบ – ข้อ (c) เนื่องจากใช้ได้กับคำกริยาของประโยค (is) โดยมี “one” (of the) เป็นประธานของประโยค

9. The sales manager wants _________ all of the remaining products

    by the end of this year. (ผู้จัดการขายต้องการ __________  ผลิตภัณฑ์ที่

    เหลือทั้งหมดภายในสิ้นปีนี้)

(a)  to sell (ขาย)

(b)  selling

(c)  to be sold (ถูกขาย)

(d) to selling

ตอบ – ข้อ (a) เนื่องจากคตำกริยา “want”  ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) (ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “to + verb”  ในหมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๙ และตอนที่ ๙ ข้อ ๗)

10. A modern word processor enables a person to prepare

     correspondence much __________ than before.

     (เครื่องจัดคำสมัยใหม่ทำให้บุคคลสามารถตระเตรียมการโต้ตอบจดหมายได้   

      ____________  อย่างมากกว่าเมื่อก่อน)

(a)    fast

(b)   faster (เร็วกว่า)

(c)    more faster

(d)   fastest (เร็วสุด)

ตอบ – ข้อ (b) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative) (ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๔ ข้อ ๓ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๕)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 16)

Cooking as a Career

(การปรุงอาหารในฐานะอาชีพ)

1. accustom (v) – ทำให้คุ้นเคย, ทำให้เคยชิน

    - Chefs must accustom themselves to working long hours.

      (หัวหน้าพ่อครัวจะต้องทำตัวเองให้คุ้นเคยกับการทำงานนานหลายๆชั่วโมง)

    - It can be hard to accustom oneself to eating new types of food.

      (มันอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำตัวเองให้คุ้นเคยกับการกินอาหารชนิดใหม่ๆ)

2. apprentice (อะ-เพร้น-ทิส) (n) – ผู้ฝึกงาน, เด็กฝึกงาน, ผู้เรียนรู้, ผู้กำลังได้รับการฝึกอย่างพิเศษ, ทำให้เป็นผู้ฝึกงาน)

    - Instead of attending cooking school, Peter chose to work as an apprentice with an experienced chef.

       (แทนที่จะ เข้าโรงเรียนปรุงอาหารปีเตอร็เลือกที่จะทำงานเป็นเด็กฝึกงานกับพ่อครัวที่มีประสบการณ์)

    - The cooking school has an apprentice program that places students in restaurants to gain work experience.

      (โรงเรียนการปรุงอาหารมีโครงการเด็กฝึกงาน  ซึ่งวางตัวนักเรียนในภัตตาคาร  เพื่อให้ได้ประสบการณ์ในการทำงาน – หมายถึงส่งนักเรียนไปฝึกงานในภัตตาคาร)

3. culinary (a) – เกี่ยวกับการครัวหรือปรุงอาหาร

    - The chef was widely known for his culinary artistry.

     (หัวหน้าพ่อครัวเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในเรื่องศิลปกรรมเกี่ยวกับการปรุงอาหาร)

    - His interest in culinary arts drew him to a commercial foods program.

      (ความสนใจของเขาในศิลปะเกี่ยวกับการปรุงอาหาร  ดึงดูดเขาเข้าสู่โครงการอาหารเชิงพาณิชย์ – คือทำอาหารขาย)

4. demand (v) – เรียกร้อง, ต้องการ

    - Jim was always exhausted because his new job at the restaurant demanded so much of him.

      (จิมเหนื่อยล้าเป็นประจำ  เพราะว่างานใหม่ของเขาที่ภัตตาคารเรียกร้องอะไรจากเขาอย่างมากมาย – ให้ทำโน่นทำนี่อยู่ตลอดเวลา)

    - This style of cooking demands many exotic ingredients and a lot of preparation time.

     (สไตลย์การปรุงอาหารแบบนี้ต้องการส่วนผสมจากต่างประเทศ – หรือที่มิใช่ของพื้นเมือง - อย่างมากมาย  และเวลาในการเตรียมอย่างมากด้วย)

5. draw (v) – ดึงดูด, ดึงเข้ามา

    - We hope the new restaurant will draw other business to the area.

      (เราหวังว่าภัตตาคารใหม่จะดึงธุรกิจอื่นๆเข้ามาในพื้นที่)

    - Bill was drawn to a career in cooking.

      (บิลถูกดึงเข้ามาสู่อาชีพการปรุงอาหาร) (draw -  drew  - drawn)

6. incorporate (v) – รวมเข้าด้วยกัน, ทำให้รวมกัน

    - Maria incorporated the patron’s suggestions into her new menu.

      (มาเรียรวมคำแนะนำของลูกค้าเข้าไว้ด้วยกันกับรายการอาหารใหม่ของเธอ)

    - Here are the fresh greens for you to incorporate into a salad.

      (นี่คือใบสีเขียวของผักสดสำหรับคุณที่จะรวมเข้าไว้ในสลัด)

7. influx (อิ๊น-ฟลัก) (n) – การไหลเข้า, การไหลบ่าเข้า, การทะลักเข้า

    - An influx of new chefs is constantly needed to fill open jobs.

      (การไหลเข้ามาของหัวหน้าพ่อครัวคนใหม่ๆ  ได้รับความต้องการอยู่เสมอ  เพื่อจะเติมเต็มงานที่เปิดรับ – คือทางร้านต้องการหัวหน้าพ่อครัวใหม่อยู่เสมอ  เพราะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นมากมาย)

    - Due to the rise in popularity of cooking as a career, cooking schools report an influx of applications.

      (เนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นในความเป็นที่นิยมของการปรุงอาหารในฐานะเป็นอาชีพ  โรงเรียนการครัวได้รายงานการหลั่งไหลเข้ามาของการสมัครเข้าเรียน)

8. method (n) – วิธีการ

    - Susan used a simple method for making ice cream.

      (ซูซานใช้วิธีการอย่างง่ายในการทำไอสครีม)

    - There are various methods of saving money.

      (มีวิธีการต่างๆมากมายในการออมเงิน)

9. outlet (n) – ทางออกสำหรับของเหลว-กาซ, วิธีการปลดปล่อยหรือแสดงอารมณ์ที่รุนแรง-พลัง-ความปรารถนา-สติปัญญา, ร้านหรือตลาดสำหรับสินค้า

    - The hole in the lid is an outlet for steam.

       (รูที่ฝาปิดเป็นทางออกสำหรับไอน้ำ)

    - Sport is a good outlet for students’ pent-up energy.

     (กีฬาเป็นทางออกที่ดีสำหรับพลังที่เก็บกด – กักไว้, ขังไว้ – ของนักเรียน)

    - Many women find an outlet for their creativity in sewing.

      (ผู้หญิงจำนวนมากพบทางออกสำหรับความสามารถในทางสร้างสรรค์ของพวกตน  ในการเย็บผ้า)

    - The small manufacturer needs an outlet for his products.

      (ผู้ผลิตรายย่อยต้องการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ของตน)

10. profession (n) – อาชีพที่ต้องการการฝึกฝนมากมายและการศึกษาแบบเฉพาะทาง

      - Cooking is considered as much a profession as is law or medicine.

         (การปรุงอาหารถูกมองว่าเป็นอาชีพมากเท่ากันกับกฎหมาย หรือการแพทย์)

      - Kim took up cooking as her profession and is very happy with her decision.

        (คิมรับเอาการปรุงอาหารเป็นอาชีพของเธอ  และมีความสุขมากกับการตัดสินใจเลือกอาชีพนี้)

11. relinquish (ริ-ลิ้ง-ควิช) (v) – ละทิ้ง, สละ, ยกเลิก, ปลดปล่อย, ถอน

     - People find it hard to relinquish their accustomed food preferences and try something new.

       (ผู้คนพบว่าเป็นการยากที่จะละทิ้ง- ถอนความนิยมอาหารที่ตนคุ้นเคย  และทดลองกินอาหารประเภทใหม่ๆ)

     - England has been forced to relinquish her Empire.

       (อังกฤษถูกบังคับให้ละทิ้ง-สละ-ปลดปล่อยอาณาจักรที่ตนครอบครอง – ยึดเอาเป็นเมืองขึ้น)

     - Step by step she has relinquished all responsibility.

        (ทีละขั้นตอน  เธอได้สละ-ถอนความรับผิดชอบ – งานในหน้าที่ – ทั้งหมด)

      - She relinquished the editorship of the newspaper.

         (เธอสละ-ละทิ้งตำแหน่งบรรณาธิการหนังสือพิมพ์)

12. theme (ธีม) (n) – แก่นสาร, ใจความ, สาระสำคัญ, ธีมของงานหรือเรื่องหนึ่งเรื่องใด, หัวข้อหนังสือ, หัวข้อสนทนา, หัวข้ออภิปราย

      - The caterers prepared food for a party with a tropical island theme.

        (ผู้จัดส่งอาหารเตรียมอาหารสำหรับงานเลี้ยง  โดยมีธีมของงานเป็นแบบเกาะในเขตร้อน)

      - The restaurant’s food and décor demonstrated its southwestern theme.

        (อาหารและการตกแต่งร้านของภัตตาคารแสดงให้เห็นถึงธีมของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้)

 

Fill the words from the box in the blanks in the passage.

     accustomed            demanding          influx                      profession 

     apprenticeship       drawn                   methods                relinquish

     culinary                    incorporate        outlet                      themes

     creativity                 talent                    career                    ingredients

     variations                stretch                 patrons                  recognized

     infusing                    seasoning           textures                hands-on

     spice                         rare                      experienced

     preferences           choice

 

   When people start thinking about careers, they may be looking for an (1) outlet for their (2) creativity.  Many people are (3) drawn to cooking as a (4) career and see it as a (5) profession, not merely a trade.  The restaurant business is (6) demanding and needs a constant (7) influx of new (8) talent.

(คำแปล)   เมื่อผู้คนเริ่มคิดเกี่ยวกับอาชีพ  พวกเขาอาจจะกำลังมองหา (๑) ทาง (ระบาย) ออกสำหรับ (๒) ความสามารถในทางสร้างสรรค์ของตน  คนจำนวนมากถูก(๓) ดึงเข้ามาสู่การปรุงอาหาร (การครัว) ในฐานะเป็น (๔) อาชีพการงาน  และมองมันว่าเป็น (๕) อาชีพ (ในแบบที่ต้องการฝึกฝนอย่างมากมายและการศึกษาแบบเฉพาะทาง)  ซึ่งไม่เป็นแต่เพียงการค้าเท่านั้น  ทั้งนี้  ธุรกิจภัตตาคารกำลัง (๖) เรียกร้องต้องการ(ให้คนเข้าไปทำงานด้านนี้)  และต้องการ (๗) การหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องของ (๘) กลุ่มคนกลุ่มใหม่ที่มีความสามารถพิเศษ

              Chefs (9) incorporate (10) ingredients and (11) methods of cooking from around the world into successful menus.  Most chefs offer meals that are (12) variations on standard (13) themes.  They will try to (14) stretch their (15) patrons range of food tastes by taking food that is still (16) recognized as traditional and (17) infusing it with something new, like a (18) rare (19) spice or (20) seasoning.  People (21) accustomed to certain tastes and (22) textures aren’t going to (23) relinquish their (24) preferences immediately.

(คำแปล)   หัวหน้าพ่อครัว (๙) รวม (๑๐) ส่วนผสม (ของอาหาร) และ (๑๑) วิธีการปรุงอาหารจากทั่วโลก  ให้กลายเป็นรายการอาหาร (เมนู) ที่ประสบความสำเร็จ  หัวหน้าพ่อครัวส่วนใหญ่เสนออาหารต่างๆซึ่งเป็น (๑๒) การเปลี่ยนแปลงใน (๑๓) สาระสำคัญที่เป็นมาตรฐาน (เช่น รสชาติหรือส่วนผสมของอาหาร)  พวกเขาจะพยายามที่จะ (๑๔) ขยายระดับของรสชาติของอาหารของ (๑๕) ลูกค้า-ผู้มีอุปการะคุณของตน  โดยการเลือกอาหารที่ยังคงได้รับการ (๑๖) ยอมรับ (รู้จัก) ในฐานะเป็น (อาหาร) แบบดั้งเดิม  และ (๑๗) ใส่-ผสมมันกับสิ่งใหม่ๆ  เช่น (๑๙) เครื่องเทศหรือ (๒๐) เครื่องชูรสที่ (๑๘) หายาก  อนึ่ง  ผู้คนที่ (๒๑) ถูกทำให้คุ้นเคยกับรสชาติและ(๒๒) องค์ประกอบบางอย่าง (ของอาหาร)  จะไม่ (๒๓) ละทิ้ง-สละ (๒๔) อาหารที่ตนชอบมากกว่า (อาหารชนิดอื่นๆ) โดยทันทีทันใด

          Chefs attend (25) culinary school or train in restaurants with (26) experienced chefs, in an (27) apprenticeship.  For those of you who like (28) hands-on creativity, being a chef might be a good (29) choice.

(คำแปล)       หัวหน้าพ่อครัวเข้าเรียนในโรงเรียนที่ (๒๕) เกี่ยวกับการครัวหรือปรุงอาหาร  หรือฝึกหัดในภัตตาคารกับหัวหน้าพ่อครัว (๒๖) ที่มีประสบการณ์  ใน (๒๗) การฝึกงานของตน  ทั้งนี้  สำหรับพวกคุณที่ชอบความสามารถในทางสร้างสรรค์ที่ (๒๘) ส่งผ่าน-ส่งต่อ (ไปยังผู้อื่นได้)  การเป็นหัวหน้าพ่อครัวอาจจะเป็น (๒๙) ทางเลือกที่ดี

 

Choose the word that best completes the sentence.

(จงเลือกคำที่เติมประโยคได้ดีที่สุด)

1. Susan is having a hard time becoming _________ to the long hours of her job at the restaurant.

     (ซูซานกำลังประสบความยากลำบากในการ  ______ กับชั่วโมงที่ยาวนาน – เวลาหลายชั่วโมง – ของงานของเธอที่ภัตตาคาร – หมายถึงการทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง)

     (a)  custom (ขนบธรรมเนียม, ประเพณี, ภาษี)

     (b) customs (พิกัดอัตราภาษีอากร, หน่วยงานที่ทำหน้าที่เก็บภาษี)

     (c)  accustoms

     (d) accustomed (ถูกทำให้คุ้นเคย-เคยชิน) (เป็น “passive voice”)

2. The student accepted a six-month _________ with a famous chef.

    (นักเรียนยอมรับ __________ระยะ ๖ เดือน  กับหัวหน้าพ่อครัวที่มีชื่อเสียง)

    (a) apprentice (เด็กฝึกงาน, ผู้ฝึกงาน, ผู้เรียนรู้, ผู้กำลังได้รับการฝึกอย่างพิเศษ)

    (b) apprenticed (ถูกทำให้เป็นผู้ฝึกงาน)

    (c) apprenticing (การทำให้เป็นผู้ฝึกงาน)

    (d) apprenticeship (การฝึกงาน)

3. The patrons at this restaurant are often _________, but they usually tip well.

     (ลูกค้าที่ภัตตาคารแห่งนี้มักจะ __________ บ่อยๆ  แต่พวกเขามักให้ทิปมากอยู่เสมอ)

     (a)    demands (เรียกร้อง, ต้องการ)

     (b)   demanded

     (c)   demanding (ไม่พอใจหรือชอบอะไรง่ายๆ, เรียกร้อง-ต้องการ, เรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่, ซึ่งต้องใช้เวลาและพลังงานมาก) (เป็น“present continuous tense”)

     (d)   demand (ความต้องการ, ข้อเรียกร้อง)

4. I love this chef’s cooking style, which _________ so many different tastes.

     (ผมชอบสไตล์การปรุงอาหารของเชฟคนนี้  ซึ่ง _________ รสชาติที่แตกต่างกันมากมายหลายแบบ)

     (a)  incorporation (การรวมเข้าไว้ด้วยกัน)

     (b) incorporates (รวมเข้าไว้ด้วยกัน) (เป็น “present simple tense” ทั้งประโยคใหญ่และประโยคย่อย)

     (c)   incorporating

     (d)  incorporator (ผู้รวมเข้าไว้ด้วยกัน)

5. The experienced chef was _________ about the way he prepared his award-winning dish.

     (หัวหน้าพ่อครัวที่มีประสบการณ์คนนั้น ________ เกี่ยวกับวิธีการที่เขาจัดเตรียมอาหารที่ได้รับรางวัล)

     (a)  method (วิธีการ)

     (b) methodical (มีระเบียบ, เจ้าระเบียบแบบแผน, มีเหตุผล, อดทน, รอบคอบ)

     (c)  methodically

     (d) methodology (วีธี, วิธีการ, หลักการ, กฎ)

6. The ________ attitude of the staff is one of the keys to a restaurant’s success.

     (ทัศนคติ _________  ของพนักงาน  เป็นหนึ่งในบรรดาปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของภัตตาคาร)

     (a)   professional (แบบมืออาชีพ, ทางด้านอาชีพ, เกี่ยวกับอาชีพ)

     (b) professionalism (ความเป็นมืออาชีพ, ความเป็นผู้เชี่ยวชาญ)

     (c) profession (อาชีพ)

     (d) professionally (อย่างมืออาชีพ, อย่างเป็นอาชีพ)

7. Some people __________ to a cooking career because of a love of food.

     (คนบางคน __________  เข้าสู่อาชีพการปรุงอาหาร  เพราะว่าความรักในอาหาร)

     (a) draw (ดึง, ลาก)

     (b) are drawn (ถูกดึง, ถูกลาก) (เป็น “present simple tense” และ “passive voice”)

     (c) have drawn (ได้ดึง, ได้ลาก)

     (d) are drawing (กำลังดึง-ลาก)

8. Others find that cooking is the perfect _________ for their creativity.

     (คนอื่นๆพบว่าการปรุงอาหารเป็น __________ ที่สมบูรณ์แบบ  สำหรับความสามารถในทางสร้างสรรค์ของพวกเขา – คือใช้การปรุงอาหารเป็นที่ระบายความสามารถในด้านสร้างสรรค์ของตน)

     (a) output (ผลผลิต, ผลลัพธ์)

     (b) outlay (ค่าใช้จ่าย, รายจ่าย, ค่าโสหุ้ย)

     (c) outrage (ความเจ็บแค้นใจ, การกระทำที่รุนแรง, การทำร้าย, การทำลาย, การข่มขืนกระทำชำเรา, การฝ่าฝืน, การเหยียดหยาม)

     (d) outlet (ทางออก, ทางระบายออก, ตลาด)

9. The _________ of a cooking career are great, but there are also many rewards.

     (______ ของอาชีพการปรุงอาหารมีมากมาย  แต่ก็มีรางวัลมากมายด้วยเช่นเดียวกัน)

    (a) demand (ข้อเรียกร้อง, สิ่งที่ต้องการ)

     (b) demands (ข้อเรียกร้อง, สิ่งที่ต้องการ) (ต้องใช้รูปพหูพจน์  เพราะกริยา คือ “are”) (หมายถึง ผู้ที่จะทำอาชีพนี้  จะต้องเสียอะไรหลายอย่าง เช่น  เงินทองเวลา  ความพยายาม ฯลฯ แต่ถ้าประสบความสำเร็จ  ก็จะได้อะไรตอบแทนกลับคืนมามากมายเช่นเดียวกัน)

    (c) demanders (ผู้เรียกร้อง, ผู้ต้องการ)

    (d) demanding (ไม่พอใจหรือชอบอะไรง่ายๆ, เรียกร้องจะเอาโน่นเอานี่)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 15)

Job Advertising and Recruiting

(การโฆษณางานและการคัดเลือกคนเข้าทำงาน)

1. abundant (a) – มากมาย, อุดมสมบูรณ์

2. accomplishment (n) – ความสำเร็จ, การบรรลุผล

3. bring together (v) – นำมารวมกัน, นำมาพบกัน

4. candidate (n) – ผู้สมัครเข้าแข่งขัน, ผู้สมัครชิงตำแหน่ง

5. come up with (v) – วางแผน, ประดิษฐ์คิดค้น, นึกถึง, คิดถึง, พิจารณา

6. commensurate (a) – เป็นสัดส่วนกับ, ได้สัดส่วนกับ, เท่ากับ, ตรงกันกับ

7. match (n – v) – ความเหมาะสม, ความคล้ายกัน, สิ่งที่เหมือนกัน,  สิ่งที่เหมาะสมกัน, เข้าคู่กัน, เข้าชุด, จับคู่กัน, เหมาะสมกัน, ทัดเทียม, เสมอเหมือน

8. profile (n-v) –  กลุ่มของลักษณะต่างๆ, รูปภายนอก, ประวัติย่อของบุคคล, รูปด้านข้าง, โครงร่าง, ภาพเงา, บรรยายประวัติบุคคลโดยย่อ, วาดโครงร่าง, วาดภาพเงา                                                                                                                       

9. qualifications (n) – ข้อกำหนด, คุณสมบัติ, ความสามารถที่ต้องการในการทำบางสิ่ง

10. recruit (v- n) – เกณฑ์หรือคัดเลือกคนเข้าทำงาน, รับพนักงานใหม่เข้าทำงาน, ผู้ที่ถูกเกณฑ์หรือคัดเลือก, พนักงานที่รับเข้ามาใหม่เข้าทำงาน

11. submit (v) – เสนอเพื่อพิจารณา

12. time-consuming (a) – ยาวนาน, กินเวลามาก

13. costly (a) – มีราคาแพง, ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก

14. headhunter (n) – ผู้ที่คอยชักชวนให้พนักงานของบริษัทหนึ่งมาทำงานให้กับอีกบริษัทหนึ่งที่ให้ค่าตอบแทนดีกว่า, คนที่สรรหาผู้เชี่ยวชาญ นักบริหาร หรือผู้มีความสามารถพิเศษจากบริษัทอื่น, นักล่าหัวมนุษย์

15. brag (v) – คุยโม้, คุยอวด

16. competition (n) – การแข่งขัน, การชิงชัย, การดิ้นรนต่อสู้เพื่อการดำรงชีวิต, ผู้แข่งขัน, คู่แข่ง

17. conversely (adv.) – ตรงกันข้าม, กลับกัน 

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยค

1. Jim was glad to have chosen a field in which jobs were abundant.

      (จิมดีใจที่ได้เลือกสาขา (วิชา) ซึ่งมีงานให้ทำมากมาย)

   - There has been abundant rainfall in this area.

      (มีฝนตกชุก-มากมายในบริเวณนี้)

2. The company was interested in hiring her because of her list of accomplishments.

    (บริษัทสนใจในการว่าจ้างเธอ  เนื่องมาจากรายการ ความสำเร็จของเธอ – ที่มีอย่างมากมาย)

-    Finding the right applicant for the job is a big accomplishment.

     (การหาผู้สมัครที่เหมาะสมกับงานเป็นความสำเร็จอย่างมาก)

3. Our goal this year is to bring together the most creative group we can find.

     (เป้าหมายปีนี้ของเราคือ  การนำกลุ่มคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุดที่สามารถหาได้ให้มาเจอกัน)

-  Every year, the firm brings together its top lawyers and its newest recruits for a training session.

(ทุกปี  บริษัทนำนักกฎหมายระดับหัวกะทิของบริษัทและพนักงานใหม่ล่าสุดมาพบกัน  เพื่อช่วงเวลาการฝึกอบรม)

4. The recruiter will interview all candidates for the position.

      (ผู้คัดเลือกพนักงานใหม่จะสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันชิงตำแหน่งทุกคน)

    - The president of our company is a candidate for the Outstanding Business Award.

     (ประธานบริษัทของเราเป็นผู้เข้าแข่งขันชิงรางวัลธุรกิจดีเด่น)

5. In order to find good candidates for the position, we need to come up with a good advertising plan.

    (เพื่อที่จะหาผู้เข้าแข่งขันที่ดีเพื่อชิงตำแหน่ง  เราจำเป็นต้องคิดแผนการโฆษณาที่ดี)

-     The new employee was able to come up with a cost-cutting idea after only one week on the job.

     (พนักงานใหม่สามารถพิจารณา (สร้าง) ความคิดลดค่าใช้จ่าย (ต้นทุน)  หลังจากทำงานได้เพียงสัปดาห์เดียว)

6. A successful applicant’s salary is commensurate with his experience and education level.

    (เงินเดือนของผู้สมัครที่ได้งานทำ  เป็นสัดส่วนกับประสบการและระดับการศึกษาของเขา)

-     The number of new recruits will be commensurate with the number of vacancies at the company.

   (จำนวนผู้ที่รับเข้าทำงานใหม่  จะได้สัดส่วนกับจำนวนของตำแหน่งที่ว่างในบริษัท)

7. A headhunters matches qualified candidates to suitable positions.

    (นักสรรหาพนักงานเก่ง (จากบริษัทอื่น) จับคู่ผู้เข้าแข่งขันที่มีคุณสมบัติครบ  กับตำแหน่งที่เหมาะสม)

    - It is difficult to make a decision when both candidates seem to be a perfect match.

       (มันยากที่จะตัดสินใจ  เมื่อผู้เข้าแข่งขันทั้ง ๒ คน ดูเหมือนว่าจะเหมาะสม (กับงาน) อย่างสมบูรณ์แบบ – เลยไม่รู้ว่าจะเลือกใครดี)

8. The recruiter told the candidate that he did not fit the job profile.

     (ผู้คัดเลือกพนักงานใหม่บอกผู้สมัครเข้าแข่งขันว่า  เขาไม่เหมาะสมกับลักษณะ ของงาน)

    - As jobs change, so does the company’s profile for the job candidate.  

    (เมื่องานเปลี่ยนไป  ลักษณะต่างๆ (คุณสมบัติ) สำหรับผู้สมัครเข้าแข่งขันทำงานของบริษัทก็เปลี่ยนตามไปด้วย)

9. The applicant had so many qualifications that the company created a new position for her.

    (ผู้สมัครมีคุณสมบัติอย่างมากมาย  จนกระทั่งบริษัทสร้างตำแหน่งใหม่สำหรับเธอ)

-  The job seeker had done extensive volunteer work and was able to add this experience to his list of qualifications.

   (ผู้หางานได้ทำงานอาสาสมัครอย่างกว้างขวาง  และสามารถเพิ่มประสบการณ์นี้เข้าไปในรายการคุณวุฒิของเขาได้)

10. The new recruits spent the entire day in training.

       (พนักงานใหม่ใช้เวลาทั้งวันในการฝึกอบรม)

    - When the consulting firm recruited her, they offered to pay her relocation expenses. (

     เมื่อบริษัทที่ปรึกษารับเธอเข้าเป็นพนักงานใหม่  พวกเขาเสนอออกค่าใช้จ่ายในการย้ายสถานที่ทำงานให้เธอด้วย)

11. Submit your resume to the human resources department.

      (จงเสนอ (เพื่อพิจารณา) ประวัติการทำงานและการศึกษาของคุณแก่ฝ่ายทรัพยากรมนุษย์)

    - The applicant submitted all her paperwork in a professional and timely manner.

     (ผู้สมัครเสนองานเอกสารทั้งหมดของเธอในแบบมืออาชีพ และทันต่อเหตุการณ์ – ทันเวลา)

12. Even though it was time-consuming, all of the participants felt that the workshop was very worthwhile.

      (แม้ว่ามันจะใช้เวลามาก  ผู้เข้าร่วมทุกคนรู้สึกว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการนี้คุ้มค่ามาก)

     - Cooking is a very time-consuming activity.

       (การปรุงอาหารเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาอย่างมาก)

13. It proved a costly, and irreparable mistake.

      (มันได้พิสูจน์ว่าเป็นความผิดที่มีราคาแพง  และไม่อาจเยียวยา – แก้ไข – ได้)

      - That route will be too costly in time.

          (เส้นทางนั้นจะต้องใช้เวลาเดินทางนานมาก)

14. She was approached by a headhunter and offered a job with another company. (เธอถูกทาบทามโดยผู้สรรหาคนเก่งจากบริษัทอื่น  และเสนองานให้ทำกับอีกบริษัทหนึ่ง)

15. I did not brag about my salary.

      (ผมไม่ได้คุยโม้เรื่องเงินเดือนนะ)

      - He bragged to two nurses that he had killed a man.

         (เขาคุยโวกับพยาบาล ๒ คนว่า  เขาได้ฆ่าผู้ชายคนหนึ่ง)

 

Fill the words in the blanks in the passage.

(จงเติมคำลงในช่องว่างในบทความ)

   abundant                       candidates              match             recruit

   accomplishments        bring together       profile            submit   

   coming up with             commensurate     referral          costly

   time-consuming          qualifications         headhunters   brag

   competition                   conversely             job seekers      willing

   well-rounded                 determinations     hiring

     

                Recruiting employees is a (1) time-consuming and (2) costly process.  Therefore, employers want to (3) match the right person with the right job the first time around.  There are many ways to (4) recruit good employees: advertising in newspapers and professional journals, recruiting on college campuses or at conferences, or getting (5) referrals from (6) headhunters.

(คำแปล)        การคัดเลือกพนักงานเป็นขบวนการที่ (๑) ใช้เวลามากและ (๒) มีราคาแพง  ดังนั้น  นายจ้างต้องการที่จะ (๓) จับคู่บุคคลที่เหมาะสมกับงานที่เขาถนัดเมื่อเริ่มต้นทำงานเลยทีเดียว  ทั้งนี้  มีหลายวิธีที่จะ (๔) คัดเลือกพนักงานที่ดี (เก่ง)  ได้แก่ โฆษณาในหนังสือพิมพ์และวารสารมืออาชีพ (มีชื่อเสียง)  คัดเลือกที่แคมปัสของมหาวิทยาลัยหรือที่การประชุม  หรือไม่ก็ขอ (๕) การอ้างอิงจาก (๖) ผู้ที่คอยชักชวนคนเก่งจากบริษัทหนึ่งให้มาทำงานกับอีกบริษัทหนึ่งที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า

               Recruiting is a time for a company to (7) brag about its (8) accomplishments and excite people about its future.  Each company is trying to (9) bring together the best and the brightest, but they are not alone.  Their (10) competition is trying to do the same thing.  When jobs are (11) abundant and there is low unemployment, employers may face higher demands from (12) job seekers.  (13) Conversely, when the economy is slowing down and jobs are few, employers are in a better position for attracting the best (14) candidates.

(คำแปล)      การคัดเลือกพนักงานใหม่เป็นช่วงเวลาสำหรับบริษัทที่จะ (๗) คุยโว-คุยอวดเกี่ยวกับ (๘) ความสำเร็จของตน  และทำให้ผู้คน (ผู้สมัคร)  ตื่นเต้นเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท  แต่ละบริษัทกำลังพยายามที่จะ (๙) นำสิ่งที่ดีที่สุดและสดใสที่สุดมารวมกัน  แต่พวกเขา (บริษัท) ก็มิได้อยู่ตามลำพัง  (๑๐) คู่แข่งของพวกเขากำลังพยายามทำในสิ่งเดียวกัน  อนึ่ง  เมื่องานมีอยู่ (๑๑) มากมาย  และการว่างงานต่ำ  นายจ้างอาจจะพบกับข้อเรียกร้องมากขึ้นจาก (๑๒) ผู้หางานทำ  (๑๓) ในทางกลับกัน  เมื่อเศรษฐกิจกำลังถดถอยและงานมีน้อย  นายจ้างก็จะอยู่ในสถานะที่ดีขึ้นในการดึงดูด (๑๔) ผู้สมัครเข้าแข่งขันทำงานที่ดีที่สุด

               Employers look for certain characteristics and (15) qualifications in their employees.  (16) Coming up with a very specific (17) profile that fits the company culture and the specific job requirements is a difficult job.  Employers want to see a (18) well-rounded candidate and someone who has related work experience.  They are (19) willing to offer a salary that is (20) commensurate with that experience.  Employers will make (21) hiring and salary (22) determinations based on the information candidates (23) submit throughout the application and interview process.

(คำแปล)        นายจ้างมองหาคุณลักษณะและ (๑๕) คุณสมบัติบางอย่างในลูกจ้าง (พนักงาน) ของตน  (๑๖) การพิจารณา (๑๗) ประวัติโดยย่อของบุคคลในแบบเฉพาะเจาะจง  ซึ่งเหมาะสมกับวัฒนธรรมของบริษัทและข้อกำหนดของงานในแบบเฉพาะ  เป็นงานที่ยาก  นายจ้างต้องการเห็นผู้สมัครเข้าแข่งขันทำงานที่ (๑๘) เก่งรอบด้าน  และผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้อง  ทั้งนี้  พวกเขา (นายจ้าง) (๑๙) เต็มใจที่จะเสนอเงินเดือนซึ่ง (๒๐) ได้สัดส่วนกับประสบการณ์นั้น  โดยนายจ้างจะทำการ (๒๑) ว่าจ้างงานและ (๒๒) การกำหนดเงินเดือนที่มีพื้นฐานอยู่บนข้อมูลที่ผู้สมัครเข้าแข่งขันทำงาน (๒๓) เสนอให้ (บริษัท) พิจารณา  ตลอด (ระยะเวลาของ) กระบวนการสมัครงานและสัมภาษณ์

 

Choose the word the best completes the sentence.

(จงเลือกคำที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์ที่สุด)

1. Your resume shows you have __________ a great deal in your last position.

    (ประวัติโดยย่อของคุณแสดงว่าคุณได้ __________  อย่างมากมายในตำแหน่งงานสุดท้ายของคุณ)

(a)  accomplish

(b)    accomplishment (ความสำเร็จ)

(c)    accomplished (ทำงานสำเร็จ, ทำงานบรรลุผล)

(d)    accomplishing

ตอบข้อ (c) เนื่องจากกริยาของประโยคย่อยอยู่ในรูป  “present perfect tense”

{subject + has (have) + V. 3}

2. This program is used to scan resume and search for key words that _________.

     (โปรแกรมนี้ถูกใช้เพื่อตรวจประวัติย่อของบุคคล (ผู้สมัครงาน)  และค้นหาคำหลักซึ่ง __________ )

     (a) match (เข้าคู่กัน, ไปด้วยกันได้, เหมาะสมกัน)

     (b) matched

     (c) matching

     (d) will match

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากเป็นคำกริยาของประโยคย่อย (that match)  โดย  “that” ขยาย “(key) words”  ซึ่งเป็นพหูพจน์  ดังนั้น  กริยา “match” จึงไม่ต้องเติม “es”  และต้องอยู่ในรูป “present simple tense”  ด้วย  เพื่อให้สอดคล้องกับ tense”  ในประโยคใหญ่

3.  It is illegal to _________ candidates based on gender or ethnicity.

(มันผิดกฎหมาย  ที่จะ __________ ผู้สมัครเพื่อแข่งขันเข้าทำงาน  โดยดูจากเพศและชาติพันธุ์ – มากกว่าที่จะดูจากความสามารถหรือประสบการณ์)

    (a)   profile (วาดภาพ, มองภาพ, บรรยายประวัติโดยย่อของบุคคล, ลักษณะต่างๆ, ประวัติย่อของบุคคล)

    (b) profiling

    (c) profiled

    (d) will profile

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “profile” ในที่นี้ใช้เป็นคำกริยา  เมื่อตามหลัง “to”  จึงต้องเป็น “กริยาช่องที่ ๑” (infinitive with to)

4. The applicants who _________ will be flown to the corporate office and interviewed there.

    (ผู้สมัครที่ __________ จะถูกพานั่งเครื่องบินไปยังสำนักงานของบริษัท  และ (ถูก) สัมภาษณ์ที่นั่น)

(a)  qualification (คุณสมบัติ, คุณวุฒิ)

(b) qualify (มีคุณสมบัติครบถ้วน)

(c)  qualifying

(d) qualifies

ตอบข้อ (b)  เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคย่อย (who qualify) และ “who”  ขยาย  “applicants” ซึ่งเป็นคำพหูพจน์  กริยา “qualify”  จึงไม่ต้องเติม “s

5. After reading the job _________, she knew she was qualified for the position.

   (หลังจากอ่าน ___________  ของงาน  เธอรู้ว่าเธอมีคุณสมบัติเหมาะสมกับตำแหน่ง)

(a) profile (ลักษณะต่างๆ, ประวัติโดยย่อของบุคคล)

(b) profit (กำไร)

(c)  proofs (ข้อพิสูจน์ต่างๆ)

(d) profess (ยอมรับ, แสดงตัว, อ้างตัว, นับถือ (ศาสนา), ประกาศ)

ตอบ – ข้อ (a) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

6. After ________ all his materials, he had no option but to sit back and wait for some response.

    (หลังจาก __________  เอกสารทั้งหมดของตนแล้ว  เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น  นอกจากผ่อนคลายโดยไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรอี (sit back) และรอคอยคำตอบ - จากบริษัท)

(a)   submitting (เสนอเพื่อพิจารณา)

(b)   submitted

(c)    submission

(d)   submit

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากหลังคำ “preposition” (After)  กริยาต้องอยู่ในรูป gerund” (V. + ing)

7. The National Recruiting Fair _________ representatives of over 150 major national corporations.

    (“งานรับสมัครงานแห่งชาติ” ________  ผู้แทนของกว่า ๑๕๐ บริษัทใหญ่ๆระดับชาติ)

(a)   bring together

(b)  brings together (นำมารวมไว้ในที่เดียวกัน)

(c)   was brought together

(d)  to bring together

ตอบข้อ (b)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ “The National Recruiting Fair”  ซึ่งเป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเติม “sและประธานเป็นผู้ทำกริยาเองด้วย (active voice) จึงไม่เลือกข้อ  (c)

8. Applicants are advised to bring 3 copies of a current resume that lists education, job experience, and professional __________when they come to the company for an interview.

    (ผู้สมัครได้รับการแนะนำให้นำประวัติย่อ (การทำงานและการศึกษา) ปัจจุบันมาด้วย จำนวน ๓ ชุด  ซึ่งระบุการศึกษา  ประสบการณ์ทำงาน  และความสำเร็จด้านอาชีพ  เมื่อพวกเขา (จะ) เดินทางมาบริษัทเพื่อการสัมภาษณ์)

(a)   accomplishes

(b)  accomplished

(c)   accomplishing

(d)  accomplishments (ความสำเร็จ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องเป็นคำนาม  เหมือน “education” และ “job experience

9. Job search is normally__________, and one has to make call after call and send out resume after resume.

    (การค้นหางาน  โดยปกติแล้ว  __________ และบุคคล (ผู้ค้นฯ) จำเป็นต้องโทรศัพท์แล้วโทรศัพท์อีก (เพื่อติดต่อเรื่องงาน) และส่งประวัติย่อของตนซ้ำแล้วซ้ำเล่า – เพื่อให้บริษัทพิจารณา)

(a) time-consuming (ยาวนาน, กินเวลามาก)

(b) submitting (เสนอเพื่อพิจารณา)

(c)  recruiting (คัดเลือกหรือรับพนักงานใหม่)

(d) profiling (บรรยายประวัติย่อของบุคคล, วาดภาพ, มองภาพ)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 14)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. She dislikes staying alone in the apartment, and _________ do her friends.

    (เธอไม่ชอบที่จะพักอยู่ตามลำพังในอพาร์ตเมนต์  และเพื่อนของเธอก็ _____ )

     (a)  too

     (b)  neither

     (c) so (เช่นเดียวกัน)

     (d)  even

ตอบข้อ (c)  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “so”  ในหมวดข้อสอบ “Error Detection”  ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๗)

2. We discussed _________ extra help to get through the work.

    (เราประชุมปรึกษาหารือเรื่อง __________ ความช่วยเหลือพิเศษเพื่อจะได้ทำงานให้เสร็จ)

    (a) to hire

    (b) hire

    (c) hired

    (d) hiring (การจ้าง)

ตอบข้อ (d)  (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมกี่ยวกับคำกริยาที่ต้องตามด้วย “gerund” (verb + ing) ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๙ และตอนที่ ๖ ข้อ ๒๙)

3. The investigation required the cooperation of a __________ of different sections.

     (การสืบสวน-สอบสวนต้องการความร่วมมือของแผนกต่างๆ  _____ )

    (a)  several

    (b) number (จำนวนมาก)

    (c) few

    (d)  groups

ตอบข้อ (b) (a number of =  จำนวนมาก - และต้องตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์)

4. The artist _________ paintings are on the walls of the office building has won several awards for her work.

    (ศิลปิน _______________ภาพเขียน (ของเธอ) อยู่บนฝาผนังของอาคารสำนักงาน  ได้ชนะรางวัลมากมายสำหรับงานของเธอ)

    (a)  who

    (b)  whose (ผู้ซึ่ง ------- ของเธอ)

    (c)   whom

    (d)  which

ตอบข้อ (b) เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของภาพ

5. ________ of the committee members voted against the new construction project.

     ( _____________ สมาชิกคนใดของคณะกรรมการลงคะแนนคัดค้านโครงการก่อสร้างโครงการใหม่)

     (a)  someone

     (b) anybody

     (c) None (ไม่มี)

     (d) Any

ตอบข้อ (c)  แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า “สมาชิกบางคน” จะต้องใช้ว่า “some of the………

6. Fifty percent of the company staffs have already _________ the training course.

    (๕๐ เปอร์เซนต์ของพนักงานบริษัทได้ __________  การฝึกอบรมแล้ว)

     (a)  completes

     (b) completing

     (c)  completion

     (d) completed (ทำให้สมบูรณ์, ทำจนเสร็จสิ้น, ทำแล้วเสร็จ)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจากประโยคนี้อยู่ในรูป “present perfect tense” (subject + has (have) + verb ช่องที่ 3)

7. Creativity is a requirement for anyone who wants to _________ a career in the arts.

    (ความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งจำเป็น (ความต้องการ) สำหรับใครก็ตามที่ต้องการที่จะ ___________ อาชีพในทางศิลปะ)

     (a)   enroll (ลงทะเบียน)

     (b)  pursue {ดำเนิน (ธุรกิจ), ประกอบ (อาชีพ), ติดตาม, ไล่ตาม, ตามจับ, ดำเนินต่อไป, เจริญรอย }

     (c)   purchase (ซื้อ)

     (d)  sign (ลงนาม, ลงชื่อ)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

8. The opinions expressed in the article do not necessarily _________  the views of the publishers.

    (ความคิดเห็นที่ถูกแสดงไว้ในบทความไม่จำเป็นต้อง ___________ ทัศนะของผู้ตีพิมพ์ – คือผู้ตีพิมพ์อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้)

    (a)  deflect (หันเห, บ่ายเบน, ทำให้หันเห, ทำให้บ่ายเบน)

    (b) distract (ทำให้เขว-ว้าวุ่น-วอกแวก, กวนใจ, ทำให้รำคาญใจ)

    (c)  reflect (สะท้อน, ส่องกลับ, สะท้อนภาพให้เห็น, คิด, ครุ่นคิด, ไตร่ตรอง)

    (d) detract (หันเห, เคลื่อนย้าย, เอาออก, เลิกล้ม, ทำลาย, ลดค่า)

ตอบข้อ (c) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

9. _________ Jim arrived home, he went right into the kitchen, opened the refrigerator, and got something to eat.

   ( _________ จิมมาถึงบ้าน  เขาเดินตรงเข้าไปในครัว  เปิดตู้เย็น  และหาของกิน)

     (a)  Before (ก่อน)

     (b) As soon as (ในทันทีที่)

     (c)  How (อย่างไร)

     (d) Nevertheless (อย่างไรก็ตาม)

ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

10. The tour agent with _________ you talked this morning will come to our office today to present her touring program for this summer.

     (ตัวแทนท่องเที่ยว ___________ คุณคุยด้วยเมื่อเช้านี้  จะมาที่สำนักงานของเราในวันนี้  เพื่อนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวของเธอสำหรับฤดูร้อนนี้)

     (a)   whom (ผู้ซึ่ง)

    (b)   which

    (c)    who

    (d)   whose

ตอบข้อ (a)  (ดูรายละเอียดการใช้ “who”  “whom”  และ “whose”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๓๕ และตอนที่ ๑๐ ข้อ ๒๘ และ ๓๙, และดูการใช้ which” และ “that”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๓๘)

11. Before every presidential election in the United States, the statisticians try to guess the proportion of the population that  _______ for each candidate.

     (ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกครั้งในสหรัฐฯ  นักสถิติพยายามที่จะคาดคะเนอัตราส่วนของประชากรที่ ___________ ให้ผู้สมัครแต่ละคน)

    (a) voting

    (b)  are voted

    (c)   will vote (ลงคะแนนเสียง)

    (d)  will be voted

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นเรื่องอนาคต “future tense” {subject + will (shall) + V 1} และเป็น “active voice”  เพราะ “ประชาชน” เป็นผู้ลงคะแนน

12. Pedestrians should look to the left and right _________ the street.

      (ผู้เดินถนนควรมองทางซ้ายและขวามือ __________ ถนน)

      (a) when they be crossing

      (b) they cross

      (c) when crossing (เมื่อข้าม)

      (d) when to cross

ตอบข้อ (c) เนื่องจากลดรูปมาจาก “when they are crossing” ทั้งนี้ “when”  เมื่อตามด้วยรูป “present continuous” {subject + is (am, are) + V. ing)  หรือ “past continuous” {subject + was (were) + V. ing}  จะใช้ได้เหมือนกับ “while” ทุกประการ (ดูตัวอย่างการใช้ “while” (when) ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๖ ข้อ ๑๗ และ ตอนที่ ๑๐ ข้อ ๘)

13. The applicant was turned down by the college _________ were too low.

       (ผู้สมัครถูกปฏิเสธโดยมหาวิทยาลัย __________ ต่ำเกินไป)

    (a) his test scores

    (b)  if test scores

    (c)   because it

    (d)  because his test scores (เพราะว่าคะแนนทดสอบของเขา)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจากได้ใจความและถูกหลักไวยากรณ์

14. Working with computers is the best way to learn _________  capabilities.

      (การทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ความสามารถ ___________ )

     (a)    our

     (b)   its

     (c)   their (ของมัน)

     (d)   his

ตอบข้อ (c) เนื่องจากแทน “ของคอมพิวเตอร์หลายๆเครื่อง

15. The group of students touring on bicycles went ________ to the mountains, but also to the coast as well.

      (กลุ่มนักเรียนที่ท่องเที่ยวไปโดยรถจักรยาน  ไป __________ ที่ภูเขา  แต่ยังไปที่ชายฝั่งทะเลอีกด้วย)

     (a)    also (ด้วย, เช่นกัน)

     (b)   neither (ไม่ทั้ง ๒ คนหรือสิ่ง)

     (c)    either (คนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

     (d)   not only (ไม่เพียงแต่)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ใจความที่สุด และ “not only” ใช้คู่กับ “but also” (ดูตัวอย่างการใช้คำคู่ “both……and”  either…….or”  “neither…….nor” และ “not only………but also”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่๓ ข้อ ๑๐ และการใช้ “either” ในตอนที่ ๘ ข้อ ๓๙)

16. If the art dealer _________ the money, he would have bought the painting.

      (ถ้าพ่อค้าศิลปะ _________  เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)  (แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

     (a) has

     (b)  had had (มี)

     (c)   had

    (d)  would have

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็น “if clause” แบบที่ ๓ คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง หรือตรงกันข้ามกับความจริง (ดูรายละเอียด “if clause” แบบนี้ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑)

17. Today’s lecture was _________ than ever before.

      (เล็คเช่อร์ของวันนี้ ____________  ที่เคยมีมาก่อน)

      (a) stimulating (เร้าใจ, ปลุกใจ, กระตุ้น)

      (b) most stimulating (เร้าใจ-ปลุกใจ-กระตุ้นมากที่สุด)

      (c) more stimulating (เร้าใจ-ปลุกใจ-กระตุ้นมากกว่า)

      (d) the more stimulating

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative) (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๓ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๕ และ ๑๒)

18. Although the mission was to be kept a secret, it _________ to the press.

     (แม้ว่าภารกิจจะต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับ  มัน __________ ต่อหนังสือพิมพ์)

     (a) reveals (เปิดเผย)

     (b)  revealed

     (c)   was revealed (ถูกเปิดเผย)

     (d)  will reveal

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “passive voice” {subject + was (were) + V. 3)  เพราะ “ภารกิจถูกเปิดเผย” และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย  เพราะข้อความในอนุประโยคเป็นอดีต (กริยาคือ “was”)

19. We loved _________ Lake Geneva especially in the fall.

       (เราชอบ _______________ ทะเลสาบเจนีวามาก  โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง)

      (a) a

      (b) an

      (c) the

      (d) –

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องใช้ article “the” นำหน้า “ชื่อทะเลสาบ” (ดูเพิ่มเติมการใช้ article “the” นำหน้าชื่อสภาพทางภูมิศาสตร์ เช่น เทือกเขา  หมู่เกาะ  แม่น้ำ ฯลฯ ใน หมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๓ ข้อ ๕)

20._________ university is a place where people can get a vast amount of knowledge, formally and informally.

     ( ___________ มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถได้รับความรู้มากมายทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ)

     (a)   a

     (b)   an

    (c)    the

    (d)   –

ตอบข้อ (a) เนื่องจากนามเอกพจน์นับได้จะอยู่ลอยๆไม่ได้  จะต้องมี article “a”  “an”  หรือ “the” มานำหน้าเสมอ  และเนื่องจาก “university” มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงพยัญชนะ (ยู) มิใช่เสียงสระ (อู)  จึงต้องนำหน้าด้วย “a”  (ดูราย ละ เอียดการใช้ “a” หรือ “an” นำหน้าคำนามเอกพจน์  ในหมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๓ ข้อ ๒)

21. The strange sound that came through the thick walls _________ the two buildings seem to be as close as next door.

      (เสียงประหลาดที่ลอดมาจากกำแพงหนาที่ ____________  อาคาร ๒ หลัง  ดูเหมือนว่าอยู่ใกล้พอๆกับ (เสียงที่มาจาก) บ้านหลังถัดไป)

     (a)  separate

     (b)  separated

     (c)  separating (แยก)

     (d)  to separate

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องใช้ในรูป “present participle” (V. + ing)  เพราะ  walls” เป็นผู้ทำกริยา “แยก” อาคาร ๒ หลัง ซึ่งก็คือรูป “active voice” นั่นเอง  หรืออาจถือว่าลดรูปมาจาก “which separated” หรือ “that separated”

{ดูเพิ่มเติมการใช้รูป “present participle” (V. + ing) ขยายคำนาม แสดงว่าคำนามนั้นเป็นผู้กระทำกริยา  (จะขยายข้างหน้าหรือหลังคำนามก็ได้) ในหมวดข้อสอบ  Error Detection ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๖}

22. _________ the symphony, no one in the audience spoke.

      ( ___________ การบรรเลงดนตรีของวงซิมโฟนี  ไม่มีใครในกลุ่มผู้ฟังพูดคุยกันเลย)

     (a) By (โดย)

     (b) For (สำหรับ)

      (c) From (จาก)

      (d) During (ในระหว่าง)

ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

23. The chemist placed the bowl _________ the two test tubes.

       (นักเคมีวางชาม ___________ หลอดทดสอบ ๒ หลอด)

       (a) among (ระหว่าง, ท่ามกลาง)

       (b) between (ระหว่าง)

       (c) in

       (d) through

ตอบ – ข้อ (b) ใช้ “between” ระหว่าง ๒ สิ่งหรือ ๒ คน  ถ้า “ระหว่าง” ตั้งแต่ ๓ คน หรือ ๓ สิ่งขึ้นไปใช้  “among” เช่น

     - The couple lived happily among the foreigners.

        (คู่สามีภรรยาคู่นั้นมีชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางชาวต่างประเทศ)

24. The computer, ________ a 20th century invention, has created startling technological changes in the way we organize and produce information.

      (คอมพิวเตอร์, __________  สิ่งประดิษฐ์ในศตวรรษที่ ๒๐, ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่น่าตกใจกลัว  ในวิธีการที่เราจัดระเบียบและผลิตข้อมูลข่าวสาร)

     (a) it is (มันเป็น, มันคือ)

     (b)  is

     (c)   which is (ซึ่งเป็น)

     (d)  which it is

ตอบข้อ (c)  เนื่องจากเป็น “adjective clause”  ขยาย “the computer” ทั้งนี้  สามารถทำอีกรูปแบบหนึ่งคือ  ตัด “which is”  ทิ้งไป  เหลือแต่  “a 20th century invention” ก็ได้ (ดูเพิ่มเติม การใช้ which” และ “that”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๓๘)

25. The woman being charged with tax evasion has insisted that her lawyer and accountant _________ present.

      (ผู้หญิงที่กำลังถูกตั้งข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี  ได้ยืนกรานว่า  ทนายความและ สมุห์บัญชีของเธอ ___________  อยู่ด้วย – คืออยู่ด้วยระหว่างที่เธอถูกตำรวจสอบสวน)

     (a)  be (ต้อง, จะต้อง)

     (b)  are

     (c)   were

     (d)  have been

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากเป็นการใช้ในรูป “present subjunctive”  กล่าวคือ clause ที่อยู่ตามหลังคำกริยา “insist”  “require”  “suggest”  “request”   คำกริยาใน “clause” นั้นจะต้องอยู่ในรูป “infinitive without to” (กริยาช่องที่ 1 ที่ไม่มี “to” นำหน้า)  เสมอ  ไม่ว่าจะอยู่ใน “tense”  ใด  หรือ ประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม เช่น

   - She insisted that he go out with her.

     (เธอยืนกรานว่าเขาจะต้องออกไปข้างนอกกับเธอ)

  - They requested that she be polite to them.

     (พวกเขาร้องขอว่าเธอควรจะสุภาพกับพวกเขา)

(ดูรายละเอียดการใช้รูป “present subjunctive”  ในหมวดข้อสอบ  TOEICตอนที่ ๘ ข้อ ๑๓)

26. Before going ahead, we need to _________ the total cost of the operation.

     (ก่อนที่จะดำเนินต่อไป  เราต้องการที่จะ ___________  ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการปฏิบัติงาน – หรือการผ่าตัด)

     (a)   investigate (สืบสวน, สอบสวน)

     (b)  compensate (ชดเชย, จ่ายเงินชดเชย, ทดแทน)

     (c)   estimate (ประมาณราคา, ตีราคา, ประเมินค่า, ประมาณ, กะ, คำนวณ, คิด)

     (d)     instigate (ปลุกปั่น, ยุยง, ส่งเสริม, กระตุ้น)

ตอบข้อ (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด

27. _________ nearly 30 years for the planet Saturn to complete one orbit.

       ( ____________  เกือบ ๓๐ ปีสำหรับดาวเสาร์ที่จะโคจรรอบตัวเอง ๑ รอบ)

      (a) To take it

     (b)  It took

     (c)   It takes (มันใช้เวลา)

     (d)  It take

ตอบข้อ (c)  เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง จึงต้องใช้แบบเหตุการณ์ปัจจุบัน “present simple tense

28. They ________ that there would be another earthquake.

       (พวกเขา ___________  ว่าจะมีแผ่นดินไหวอีกครั้งหนึ่ง)

      (a) are frightened (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

      (b) were frightened (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

      (c) are frightening (น่าตกใจ, น่ากลัว)

      (d) were frightening (น่าตกใจ, น่ากลัว)

ตอบข้อ (b)  เนื่องจาก “they”  เป็นผู้ตกใจ, สะดุ้งตกใจ  และต้องใช้ในรูป “past simple tense”  ด้วย  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคย่อย (would be)

(ดูรายละเอียดการใช้คำกริยาในกลุ่มที่มีความหมายว่า “ทำให้.................” เช่น “interest” “excite” “frighten” “satisfy” “amaze” “annoy” “disappoint” ฯลฯ  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

29. Judge Henry was _________ that he could solve the conflict.

     (ผู้พิพากษาเฮนรี่ ___________ ว่าเขาสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้)

      (a) evident (ชัดแจ้ง, เด่นชัด)

      (b) resident (ผู้พักอาศัยอยู่ประจำ)    

      (c) redolent (มีกลิ่นหอม, หอมกรุ่น, มีกลิ่นน่าดม)

      (d) confident (มั่นใจ, เชื่อมั่น)

30. The daughter promised her parents _________ carefully to the party.

      (ลูกสาวให้สัญญากับพ่อแม่ว่าจะ __________   อย่างระมัดระวังไปที่งานเลี้ยง)     

     (a) drive

     (b)  driving

     (c)   to drive (ขับรถ)

    (d)  will drive   

ตอบข้อ (c)  เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง “promise” หรือหลัง  “promise” + “ กรรม” เช่น “promised her parents” จะต้องอยู่ในรูป “infinitive with to” (to + verb)  เสมอ  (ดูรายละเอียดของคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ “promise”  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๙ และ ตอนที่ ๙ ข้อ ๗)  

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 13)

Salaries and Benefits

(เงินเดือนและผลประโยชน์ต่างๆ)

1. aware (a) – ตระหนักดี, รู้ดี, รู้ตัว, รู้สึกตัว, ทราบ

2. basis (n) – พื้นฐาน, รากฐาน, หลักสำคัญ, เหตุผลสำคัญสำหรับบางสิ่ง, หลักเกณฑ์, มาตรฐาน

3. benefit (n – v) – ผลประโยชน์ที่ให้กับพนักงานนอกเหนือจากเงินเดือน, ประโยชน์, เงินช่วยเหลือ, เงินสงเคราะห์, เงินเพิ่ม, ได้ประโยชน์จาก

4. compensate (v) – ชดเชย, ทดแทน, ตอบแทน, จ่ายเงินชดเชยหรือตอบแทน

5. delicately (adv.) ละเอียดอ่อน, ประณีต, บรรจง, อ่อนช้อย

6. eligible (เอ๊ล-ลิ-จิ-เบิ้ล) (a) – เหมาะสม, เข้าเกณฑ์, ซึ่งมีสิทธิ์เข้ารับเลือก, มีคุณสมบัติ

7. flexible (a) – ยืดหยุ่น, เปลี่ยนแปลงได้, ละมุนละไม, คล่อง, พลิกแพลงได้, งอได้, งอได้ง่าย

8. negotiate (นิ-โก๊-ชิ-เอท) (v) – เจรจา, จัดการ, แลกเป็นเงิน, ซื้อขาย

9. raise (n – v) – การขึ้นเงินเดือน, เงินเดือนเพิ่ม, การยกขึ้น, ยก, ยกขึ้น, ชูขึ้น, ส่งเสริม

10. retire (v) – เกษียณอายุงาน, ปลดเกษียณ, ถอนตัว (จากธุรกิจ-อาชีพ), ถอยออก, ปลีกตัว, ซ่อนตัว, สละโลก

11. vested (a) – พัวพันหรือเกี่ยวข้อง, ที่ถูกมอบให้ในฐานะสิทธิหรือความรับผิดชอบ, ได้รับการค้ำประกันว่ามีสิทธิ

12. vested interest (n) – เหตุผลสำคัญยิ่งที่บางคนมี  เพื่อจะทำอะไรเฉพาะอย่าง (หรือเป็นพิเศษ) เช่น เพื่อปกปักรักษาทรัพย์สิน อำนาจ หรือชื่อเสียงของตนเอง

13. wage (n) – ค่าจ้าง, ค่าแรง, ค่าตอบแทน, เงินเดือน

14. papers (n) – เอกสาร

15. adequately (adv.) – อย่างพอเพียง

16. salary range (n) – ระดับ (ขั้น) ของเงินเดือน

17. trade-off (n) – การแลกเปลี่ยนกัน, การยื่นหมูยื่นแมว

18. critical (a) – สำคัญยิ่ง, อยู่ในอาการเป็นหรือตาย, วิกฤติ, ชอบวิพากษ์วิจารณ์, ชอบจับผิด

19. subsequently (adv.) – ในเวลาต่อมา

20. incremental (a) – ที่เพิ่มมากขึ้น

21. base salary (n) – เงินเดือนที่เป็นจุดเริ่มต้น

22. unique (a) – ที่มีลักษณะเฉพาะ, พิเศษ, ไม่มีที่เหมือน, ไม่มีที่เปรียบ, มีแบบเดียว ผิดจากสิ่งอื่นๆทั้งหมด

23. coverage (n) – การครอบคลุม (ถึงเรื่องสุขภาพ-อุบัติเหตุ), การปกคลุม

ตัวอย่างการใช้คำในประโยค

1.   You should be aware of the dangers of smoking.

     (คุณควรตระหนักถึงอันตรายของการสูบบุหรี่)

-         Are you aware of the new employee’s past work history?

    (คุณทราบถึงประวัติการทำงานในอดีตของพนักงานใหม่หรือเปล่า)

-         It is important to have an awareness of the difficulties of the project.

    (มันสำคัญที่จะต้องมีการตระหนักรู้ถึงความยากลำบากของโครงการ)

2. The manager didn’t have any basis for firing the employee.

    (ผู้จัดการไม่มีเหตุผลสำคัญสำหรับการไล่พนักงานออก)

     The new discovery became the basis for further research.

     (การค้นพบครั้งใหม่กลายเป็นพื้นฐานสำหรับการวิจัยต่อๆไป)

3. He will be eligible for unemployment benefits.

    (เขาจะมีสิทธิได้รับผลประโยชน์จากการว่างงาน)

-         Jim earned a better salary at his new job, but his benefits were better at his previous job. 

(จิมได้เงินเดือนดีกว่าที่งานใหม่ของเขา  แต่ผลประโยชน์ที่เขาได้รับจากงานเดิมดีกว่าที่งานใหม่)

-         They have clearly benefited from the extra lessons.

(พวกเขาได้รับประโยชน์จากบทเรียนพิเศษอย่างชัดเจน)

4. The company compensates employees for overtime by paying double for extra hours.

     (บริษัทจ่ายเงินชดเชยพนักงานสำหรับการทำงานล่วงเวลา  โดยการจ่ายเป็น ๒ เท่าสำหรับชั่วโมงพิเศษ)

-         The company will compensate employees for any travel expenses. (บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานสำหรับค่าใช้จ่ายเดินทางใดๆ)

5. A watch has a delicate mechanism.

      (นาฬิกามีกลไกที่ละเอียดอ่อน)

-         Senior management is handling these contract negotiations delicately.

(ผู้บริหารระดับสูงกำลังจัดการกับการเจรจาสัญญาเหล่านี้อย่างละเอียดอ่อน – หรืออย่างประณีตบรรจง)

6. Some employees may be eligible for the tuition reimbursement plan.

     (พนักงานบางคนอาจจะมีสิทธิได้เข้าร่วม – หรือเข้าเกณฑ์ – แผนการใช้เงินคืนสำหรับค่าเล่าเรียน – เช่นพนักงานที่เรียนต่อระดับ ป. ตรีหรือโทอาจมีสิทธิเบิกค่าเทอมที่ชำระล่วงหน้าจากบริษัทได้ เหมือนเป็นสวัสดิการพนักงานแบบหนึ่ง)

-         I don’t understand why I’m not eligible if I have been with the company for over a year. (ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผมจึงไม่มีสิทธิเข้ารับเลือกหรือเข้าร่วม – เช่น รับโบนัส, ลาศึกษาต่อ, ลาพักร้อน ฯลฯ – ถ้าผมได้ทำงานกับบริษัทมาปีกว่าแล้ว)

7. We need flexible piping  that can be rolled up.

     (เราต้องการการเดินท่อประปาแบบโค้งงอได้ (โดยไม่แตกหัก) ซึ่งสามารถที่จะม้วน หรือพับได้)

-         My manager thinks flexibly, enabling herself to solve many sticky problems.

(ผู้จัดการของผมคิดอย่างยืดหยุ่น  ทำให้เธอสามารถแก้ปัญหาที่ยุ่งยากจำนวนมากได้)

8. You must know what you want and what you can accept when you negotiate a salary.

     (คุณจะต้องรู้ว่าคุณต้องการอะไร  และคุณสามารถยอมรับอะไรได้บ้าง  เมื่อคุณเจรจาเรื่องเงินเดือน)

-         The unions negotiate with employers to secure better wages.

(สหภาพเจรจากับนายจ้างเพื่อให้ได้ค่าจ้างที่สูงขึ้น)

9. The restaurant must raise its standards to attract customers.

    (ภัตตาคารแห่งนั้นจะต้องเพิ่มมาตรฐานของตนเพื่อดึงดูดลูกค้า)

-         With his raise, Tom was able to afford to buy a new car.

(ด้วยการขึ้นเงินเดือน – ของบริษัท – ทอมมีฐานะพอที่จะซื้อรถคันใหม่ได้)

10. Many people would like to win the lottery and retire.

     (คนจำนวนมากอยากจะถูกล๊อตเตอรี่และออกจากงาน)

-         She retired at the age of 60 but continued to be very active with volunteer work.

(เธอปลดเกษียณเมื่ออายุ ๖๐ ปี  แต่ยังคงกระตือรือร้นกับงานอาสาสมัคร)

11. The company has a vested interest in the happiness of its employees.

      (บริษัทมีเหตุผลสำคัญในเรื่องความสุขของพนักงาน – เช่น เมื่อพนักงานมีความสุข  ก็จะขยันทำงานและภักดีกับบริษัท ทำให้บริษัทมีผลกำไรเพิ่มมากขึ้น)

-         The day that Ms. Brandon became fully vested in the retirement plan, she gave her two weeks’ notice.

(วันที่มิสแบรนดันได้รับประกันว่ามีสิทธิเต็มที่ในแผนเกษียณอายุ (ของบริษัท) เธอยื่นโนติสล่วงหน้า ๒ สัปดาห์ – คือลาออกหลังจากครบกำหนด  และรับบำเหน็จจากบริษัทตามสิทธิ)

12. The intern spends more than half of her wages on rent.

      (ครูฝึกหัด – หรือแพทย์ฝึกหัด – คนนั้นใช้จ่ายมากกว่าครึ่งหนึ่งของค่าจ้างของเธอไปกับค่าเช่าบ้าน)

-         Hourly wages have increased by 20 percent over the last two years.

(ค่าจ้างรายชั่วโมงได้เพิ่มขึ้นราว ๒๐ เปอร์เซนต์ในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา)

13. The incident has never been adequately explained.

       (เหตุการณ์ไม่เคยได้รับการอธิบายอย่างเพียงพอ)

14. Subsequent research has produced even better results.

      (การวิจัยในเวลาต่อมาได้สร้างแม้กระทั่งผลลัพธ์ที่ดีขึ้น)

      -   Paul was arrested and subsequently sentenced to five years’imprisonment.

(พอลถูกจับกุม  และต่อมาได้ถูกตัดสินจำคุก ๕ ปี)

15. The twelve weeks of summer were critical to most of the restaurants and pubs.

       (ช่วงเวลา ๑๒ สัปดาห์ของฤดูร้อนมีความสำคัญอย่างยิ่งกับภัตตาคารและร้านเหล้าส่วนมาก – คือมีลูกค้ามาอุดหนุนเยอะ)

 

Fill the words in the box in the blanks in the paragraph.

(จงเติมคำที่อยู่ในตารางลงในช่องว่างในพารากราฟ)

     aware             compensated          flexibility              retirement

     basis               delicate                    negotiated           vested

     benefits          eligible                      raise                     wage

     papers            adequately              salary range        trade-off

     critical            subsequent             incremental         base salary

     pay raises     unique                       coverage

 

          An important part of the job search often comes after an offer has been made.  (1) Papers should not be signed until you have successfully (2) negotiated your salary and (3) benefits.  You want to make sure you will be (4) adequately (5) compensated for your skills, work, and time.  This is a (6) delicate and difficult area.  You should be (7) aware of what the (8) salary ranges are at the company and in the field.

(คำแปล)      ส่วนสำคัญของการค้นหางานบ่อยครั้งทีเดียวเกิดขึ้นหลังจากข้อเสนอได้ถูกหยิบยื่นให้  ทั้งนี้  ไม่ควรลงนามใน (๑) เอกสาร จนกว่าคุณจะได้ (๒) เจรจาเงินเดือนและ (๓) ผลประโยชน์ต่างๆสำเร็จเสร็จสิ้น  แน่ละ  คุณต้องการทำให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการ (๕) จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน (๔) อย่างพอเพียงสำหรับทักษะ งาน และเวลาของคุณ  สิ่งนี้เป็นเรื่อง (๖) ละเอียดอ่อนและยาก  อนึ่ง คุณควร (๗) ตระหนักว่า  (๘) ระดับเงินเดือนเป็นอย่างไรที่บริษัท (ที่คุณสมัครงาน) และในสาขา (งานที่คุณเลือก)

          Some workers are not on a salary; rather they work for an hourly (9) wage.  In some cases, workers who earn an hourly wage have more (10) flexibility with the hours they work.  The (11) trade-off is that the worker may not receive any benefits.  For those workers on a salary, the (12) base salary that is negotiated is (13) critical, because most (14) subsequent (15) pay raises come in small (16) incremental amounts.  Most companies have a review process either on an annual or semi-annual (17) basis.  As a result of the review, an employee may receive a (18) raise.

(คำแปล)      คนทำงานบางคนไม่ได้กินเงินเดือน  ตรงกันข้าม  พวกเขาทำงานเพื่อ (๙) ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง ในบางกรณี คนงานซึ่งได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงมี (๑๐) ความยืดหยุ่นมากกว่ากับชั่วโมงทำงานของตน  ทั้งนี้ (๑๑) การแลกเปลี่ยนกันก็คือว่า  คนงาน (ที่ได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมง) อาจจะไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆเลย (นอกจากค่าจ้าง) สำหรับคนทำงานที่กินเงินเดือน (๑๒) เงินเดือนที่เป็นจุดเริ่มต้นซึ่งได้ถูกเจรจา (ระหว่างคนงานกับนายจ้าง) (๑๓) เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะว่า (๑๕) การขึ้นเงินเดือน (๑๔) ในเวลาต่อมาส่วนมาก จะเป็นจำนวน (๑๖) ที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย บริษัทส่วนใหญ่มีกระบวนการทบทวน (การขึ้นเงินเดือน) อยู่บน (๑๗) พื้นฐานประจำปี หรือไม่ก็ครึ่งปี ผลที่ตามมาของการทบทวนนี้ก็คือ พนักงานอาจได้รับ (๑๘) การขึ้นเงินเดือน

          Each employee has a (19) unique situation.  Health insurance (20) coverage and (21) retirement plans may be essential to some employees, whereas they are not important to others.  Many companies will offer benefits in such a way that it is to the employee’s advantage to stay with the company for a longer period of time.  Employees may not be (22) eligible to sign up for a retirement plan until they have been with the company for one year and employees are not fully (23) vested in these plans until they have five years of service under their belts.  Some bonus plans are paid out over a period of years.  Vacation time increases after more years of service.

(คำแปล)        พนักงานแต่ละคนมีสถานการณ์ (๑๙) ที่มีลักษณะเฉพาะ  (๒๐) การครอบคลุมถึงการประกันภัยสุขภาพและแผน (๒๑) การเกษียณอายุงานอาจจำเป็นยิ่งสำหรับพนักงานบางคน  แต่ทว่า มันมิได้มีความสำคัญสำหรับคนอื่นๆ หลายบริษัทจะเสนอผลประโยชน์ในรูปแบบที่ว่า มันจะเป็นประโยชน์ (ความได้เปรียบ) ของลูกจ้างที่จะทำงานกับบริษัทเป็นเวลายาวนานยิ่งขึ้น  อนึ่ง พนักงานอาจจะไม่ (๒๒) มีสิทธิ (มีคุณสมบัติ)ที่จะลงนาม(กับบริษัท)สำหรับแผนการเกษียณอายุ จนกว่าพวกเขาจะทำงานกับบริษัทเป็นเวลา ๑ ปี  และพนักงานจะยังไม่ (๒๓) ได้รับการประกันว่าจะมีสิทธิอย่างเต็มที่ในแผนการ (โครงการ) เหล่านี้จนกว่าพวกเขาจะทำงานกับบริษัทครบ ๕ ปี  แผนการจ่ายโบนัสบางที่ก็จะระบุว่าจะต้องทำงานกับบริษัทเป็นเวลากี่ปี (ก่อนจะได้รับโบนัส)  และเวลาหยุดพักผ่อนจะเพิ่มขึ้นหลังจากทำงานกับบริษัทนานปียิ่งขึ้น

 

Choose the word that best complete the sentence.

(จงเลือกคำที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์ที่สุด)

1. All temporary workers are paid on an hourly __________ and receive no benefits.

   (คนงานชั่วคราวทั้งหมดได้รับการจ่ายเงินบน ________ เป็นรายชั่วโมง และไม่ได้รับผลประโยชน์อื่นๆ – นอกจากเงินค่าจ้าง)

     (a)    base (ฐาน, รากฐาน, หลัก, ที่มั่น, ฐานปฏิบัติการ, จุดเริ่มต้น)

     (b)   based {ที่มีพื้นฐาน (อยู่บน)}

     (c)    basis (พื้นฐาน, หลักฐาน, รากฐาน, หลักสำคัญ, หลักเกณฑ์, มาตรฐาน)

     (d)   basic (ขั้นพื้นฐาน, ที่เป็นพื้นฐาน, เกี่ยวกับพื้นฐาน)

2. What is the company’s policy on __________ for part-time workers?

    (อะไรคือนโยบายของบริษัทในเรื่อง ___________ สำหรับคนงานที่ทำงานเป็นบางเวลา)

    (a)   benefited (ให้ประโยชน์, ได้รับประโยชน์)

    (b)  beneficial (มีประโยชน์, เป็นประโยชน์)

    (c)  benefits {ผลประโยชน์(นอกเหนือจากเงินเดือน), เงินช่วยเหลือ, เงินสงเคราะห์, ประโยชน์}

    (d)  benefit  (ถ้าใช้ข้อนี้ ต้องมี “a” นำ)

3. The tired employee hoped that she would be __________ for all the long hours she kept and weekends she worked.

    (พนักงานที่เหน็ดเหนื่อยหวังว่าเธอจะได้รับการ ___________สำหรับชั่วโมงยาวนานที่เธอ (ทำงาน) สะสมไว้  และวันหยุดที่เธอมาทำงาน)

     (a)   compensation (การชดเชย-ทดแทน, การตอบแทน, สิ่งที่ชดเชย)

     (b)  compensates

    (c) compensated (ชดเชย, ทดแทน, ตอบแทน) (เป็น “passive voice” )

    (d) compensate

4. Sometimes the manager is too ___________ and his workers take advantage of him.

    (บางทีผู้จัดการ ________________ มากเกินไป  และคนงานของเขาเอารัดเอาเปรียบเขา)

     (a)    flex (งอ, โค้ง, เคลื่อนไหวโดยใช้กล้ามเนื้อ)

     (b)   flexible (ยืดหยุ่น, สะมุนละไม, คล่อง, เปลี่ยนแปลงได้, งอได้)

    (c)    flexibly (อย่างยืดหยุ่น, อย่างละมุนละไม)

    (d)   flexibility (ความยืดหยุ่น, ความละมุนละไม)

5. If the ___________ continue into the evening, we will break for dinner at six.

    (ถ้า __________  ดำเนินต่อไปถึงค่ำ  เราจะพักกินอาหารเย็นตอน ๖ โมง)

     (a)   negotiator (ผู้เจรจา)

     (b)  negotiations (การเจรจา)

    (c)   negotiate (เจรจา)

    (d)  negotiated

6. No one is sure what will happen to the company when the president finally ___________.

    (ไม่มีใครมั่นใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับบริษัท  เมื่อท่านประธานฯ ____________ ไปในที่สุด)

     (a)  retires (ปลดเกษียณ) (ใช้ “present simple” เพื่อให้สอดคล้องกับ  “will happen” ในประโยคใหญ่)

     (b)  retirement (การปลดเกษียณ)

     (c)   retired

    (d)  retiree (ผู้ปลดเกษียณ)

7. You may __________ aware that your union has been negotiating  with management for improvements in the benefits package.

    (คุณอาจจะ ____________ ตระหนักว่า  สหภาพ (แรงงาน) ของคุณได้เจรจากับ ฝ่ายบริหารเพื่อการปรับปรุงแพ็คเก็จของผลประโยชน์ต่างๆ – ที่นอกเหนือจากเงินเดือน)

    (a)  be (หลัง “may” ต้องตามด้วย “infinitive without to”  คือกริยาช่องที่ ๑ ไม่ต้องมี “to” นำหน้า)

    (b)  is

    (c)   are

    (d)  were

8. All employees of the company will be __________ for an increase  in wages every six months, following a performance review.

     (พนักงานทุกคนของบริษัทจะ ____________ สำหรับการขึ้นค่าจ้างทุกๆ 6  เดือน ภายหลังการทบทวน (ประเมินผล) การทำงาน)

     (a)    flexible (ยืดหยุ่น, ละมุนละไม, คล่อง, เปลี่ยนแปลงได้, งอ, งอได้)

     (b)   beneficial (มีประโยชน์, เป็นประโยชน์)

     (c)   eligible (มีสิทธิได้รับเลือก, มีคุณสมบัติ, เข้าหลักเกณฑ์)

    (d)   negotiable (เจรจากันได้, ซื้อขายกันได้, โยกย้ายกันได้)

9. Employees ___________ at one and a half times their usual hourly wages for overtime hours.

    (พนักงาน ___________ เป็นจำนวนเงิน 1 เท่าครึ่งของค่าจ้างรายชั่วโมงตามปกติของพวกเขา  สำหรับชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา)

     (a)   will compensate (จะชดเชย)

     (b)  are going to compensate (จะชดเชย)

     (c)  will be compensated (จะได้รับการชดเชย) (เป็น “passive voice”)

     (d)  have to compensate (จำเป็นต้องชดเชย)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 12)

Board Meetings and Committees

(การประชุมบอร์ดและคณะกรรมการ)

1. adhere to (v) – ยึดติดกับ, ปฏิบัติตาม, ให้ความเอาใจใส่กับ

2. agenda (n) – วาระการประชุม, รายชื่อหัวข้อที่จะนำมาสนทนา

3. bring up (v) –ยกหัวข้อขึ้นมา (สนทนา), เลี้ยงดูและอบรม

4. conclude (v) –สรุป, ลงเอย, ลงมติ, ลงความเห็น, ตัดสินใจ, สิ้นสุดลง

5. go ahead (v – n) –ทำต่อไป, ดำเนินต่อไป, การอนุญาตให้ทำได้

6. goal (n) –เป้าหมาย, วัตถุประสงค์

7. lengthy (a) –(ระยะทาง, เวลา) ยาว, ยาวนาน,

8. matter (n) –เรื่อง หัวข้อ หรือประเด็นที่เป็นที่สนใจ

9. periodically (adv.) –เป็นระยะๆ, เป็นครั้งคราว

10. priority (n) –สิ่งหรือเรื่องสำคัญ, สิ่งที่ต้องทำก่อนสิ่งอื่น

11. progress (n – v) –ความก้าวหน้า, ก้าวหน้า (โดยเฉพาะงานหรือโครงการ)

12. waste (v – n) –ใช้อย่างสิ้นเปลืองหรือเปล่าประโยชน์, เสียไปโดยเปล่าประโยชน์, การสิ้นเปลืองหรือสูญเปล่า, สิ่งที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์, การเสียเวลา, ของเสีย, ขยะ, สิ่งปฏิกูล

13. productive (a) – ให้ผลมากหรือให้ผลดี, ทำให้เกิดผล, อุดมสมบูรณ์, มีอำนาจผลิต

14. critical (a) –สำคัญมาก, เกี่ยวกับการวิจารณ์หรือวิเคราะห์, ซึ่งติเตียน, จับผิด, เกี่ยวกับความเป็นความตาย, เกี่ยวกับวิกฤติกาล, อันตราย

15. discuss (v) – ประชุมปรึกษาหารือ, ถกเถียงหรือพูดคุยปัญหา, พูดหรือเขียนเกี่ยวกับ

16. accomplish (v) –ทำได้สำเร็จ, บรรลุผล

17. call to order (v) – ควบคุมให้อยู่ในระเบียบ

18. timely (a) – เกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม, ถูกกาลเทศะ, ทันกาลทันเวลา (adv.) - ถูกกาลเทศะ

19. attendance (n) – การเข้าร่วม (ประชุม, พิธี), จำนวนหรือผู้คนที่เข้าร่วม, การอยู่กับ, การดูแลรักษา

20. attendee (n) –ผู้เข้าร่วม (ประชุม, พิธี)

21. outstanding (a) – ค้าง, ยังไม่ยุติ, ยังไม่สำเร็จ, ยังคาราคาซังอยู่, ยังแก้ไม่ตก, เด่น, สำคัญ, มีชื่อเสียง, โผล่ออก, นูนออก

22. make sure (v) – ทำให้มั่นใจ, ทำให้แน่ใจ

 

ตัวอย่างการใช้คำในประโยค

1.  The best committee members are those who adhere to the time limits and speak only when they have something important to add.

      (กรรมการที่ดีที่สุดก็คือคนที่ยึดมั่นต่อข้อจำกัดเรื่องเวลา  และพูดเฉพาะเมื่อมีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่จะกล่าวเสริม)

2. The agenda was sent out three weeks ago so that everyone could prepare for the meeting.

     (วาระการประชุมถูกส่งออกไปเมื่อ ๓ สัปดาห์มาแล้ว เพื่อที่ว่า (ผู้เข้าประชุม)  ทุกคนจะได้สามารถเตรียมพร้อมสำหรับการประชุม)

3. Just as the meeting was about to finish, the manager brought up a controversial issue.

     (ขณะที่การประชุมใกล้จะยุติ  ผู้จัดการได้ยกประเด็นที่เป็นเรื่องขัดแย้ง-โต้เถียงกันขึ้นมาพูด)

4. After long discussions, the board has concluded that the project has to be canceled.

    (หลังจากการประชุมปรึกษาหารือเป็นเวลานาน  คณะกรรมการได้ลงความเห็นว่า  โครงการจำเป็นต้องถูกยกเลิก)

5. The manager was just waiting for the go ahead from her boss before mailing the report.

     (ผู้จัดการกำลังรอคอยการอนุญาตให้ดำเนินการจากเจ้านายของเธอ  ก่อนที่ (เธอ) จะส่งรายงานทางไปรษณีย์ออกไป – หมายถึงรอการอนุญาตให้ส่งรายงาน)

6. Employees are expected to analyze and evaluate their annual goals.

     (พนักงานได้รับการคาดหวังให้วิเคราะห์และประเมินเป้าหมายประจำปีของตน)

7. After lengthy discussions, the chairperson was reelected for another term.

     (หลังจากการประชุมปรึกษาหารือเป็นเวลานาน  ท่านประธานได้รับเลือก (ให้ดำรงตำแหน่ง) อีกสมัยหนึ่ง)

8. If there are no other matters to discuss, we will conclude the meeting.

     (ถ้าไม่มีเรื่อง– หรือประเด็น - อื่นๆที่จะปรึกษาหารือ  เราจะลงมติ– หรือยุติ – การประชุม)

9. Periodically, new members were nominated to the committee.

     (เป็นระยะๆ– หรือเป็นครั้งคราว– สมาชิกใหม่ได้รับการเสนอชื่อและแต่งตั้งให้เข้าร่วมในคณะกรรมการ)

10. The manager was ineffective because she was unable to set priorities.

     (ผู้จัดการ (ทำงาน) ไม่มีประสิทธิผลเพราะว่าเธอไม่สามารถจัดลำดับความสำคัญก่อนหลัง– ในเรื่องงานของบริษัท)

11. Progress is being made on the annual report; we expect to see a finished product by next week.

     (ความก้าวหน้ากำลังถูกสร้างขึ้น (ตามที่ระบุ) ในรายงานประจำปี  และพวกเราได้คาดหวังจะเห็นผลิตภัณฑ์ที่ทำสำเร็จแล้วภายในสัปดาห์หน้า)

12. The meeting was not a waste of time, but the members had hoped to accomplish more than they did.

     (การประชุมมิใช่สิ่งที่สูญเปล่าของเวลา  แต่ว่าสมาชิก – ผู้เข้าประชุม – ได้หวังที่จะบรรลุผลสำเร็จมากกว่าที่พวกเขาทำอยู่)

13. Cooperatives operate highly productive farms.

      (สหกรณ์ดำเนินงานไร่นาที่ให้ผลผลิตสูงมาก)

14. She is so critical of her husband.

      (เธอชอบติเตียน– หรือจับผิด– สามีเธออย่างมาก)

15.You should discuss your difficulties with your teacher.

      (คุณควรพูดคุยเรื่องความยากลำบาก (ปัญหา) ของคุณกับอาจารย์)

16. He was able to accomplish what he set out to do.

     (เขาสามารถทำได้สำเร็จในสิ่งที่เขาเริ่มต้นทำ)

 

 adhered to            concluded              lengthy                 priority

 agenda                   go ahead                matters                progress

 brought up             goals                       periodically        waste

 productive             critical                    accomplish         discuss 

 call to order           timely                     attendance          attendee

 outstanding           make sure

Committee meetings are a frequent and necessary event at almost every company.  In order for meetings to be (1) productive and not viewed as a (2) waste of time, they should be run efficiently.  (3) Critical to the success of any meeting is the (4) agenda.  Everyone who attends the meeting should be aware of the agenda and be prepared to (5) discussthe (6) matters at hand and the (7) goals to be (8) accomplished.  To avoid (9) lengthy discussions, time frames should be set and (10) adhered to.

(แปล)      การประชุมคณะกรรมการเป็นเหตุการณ์ที่บ่อยและจำเป็นของเกือบทุกบริษัท อนึ่ง เพื่อให้การประชุม (๑) ให้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย(productive) และไม่ถูกมองว่าเป็น (๒) การสิ้นเปลืองหรือสูญเปล่า (waste) ของเวลา การประชุมนั้นควรได้รับการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้  สิ่งที่ (๓) สำคัญยิ่ง(critical) ต่อความสำเร็จของการประชุมใดๆคือ (๔) วาระการประชุม(agenda) โดยทุกคนที่เข้าร่วมประชุมควรตระหนักรู้ถึงวาระการประชุมและเตรียมพร้อมที่จะ (๕) ประชุมปรึกษาหารือ(discuss)

(๖) เรื่องหรือประเด็นต่างๆ(matters) ที่อยู่ในมือและ (๗) เป้าหมาย(goals) ที่จะต้องถูก (๘) ทำให้สำเร็จหรือบรรลุผล(accomplished)  ทั้งนี้  เพื่อหลีกเลี่ยงการประชุมปรึกษาหารือที่ (๙) ยืดยาว(lengthy) กรอบเวลาควรจะถูกกำหนดเอาไว้และ (๑๐) ปฏิบัติตามนั้น(adhered to)

The meeting is (11) called to order by the chairperson.(12) Attendance is taken and agenda items are (13) brought up one by one.  In general, (14) priority topics should be at the beginning of the agenda, to make sure that the (15) attendees are able to discuss them fully and make (16) timely decision.  Once the (17) go ahead is given for a plan or project, a plan for action is developed.  The committee must then (18) periodically check up on the (19) progress of that plan.  The meeting is (20) concluded without any (21) outstanding issues and a date for the next meeting is set.

(คำแปล)       การประชุมถูก (๑๑) ควบคุมให้อยู่ในระเบียบ(called to order) โดยประธาน (ในที่ประชุม)  (๑๒) จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม(attendance) จะถูกบันทึกไว้  และเรื่องต่างๆในวาระการประชุมจะถูก(๑๓) หยิบยกขึ้นมา (หารือ)(brought up) ทีละเรื่อง  โดยทั่วไป  หัวข้อที่ (๑๔) มีความสำคัญลำดับต้นๆ(priority) ควรอยู่ที่ตอนเริ่มต้นวาระการประชุม ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่า (๑๕) ผู้เข้าร่วมประชุม(attendees) สามารถถกเถียง-อภิปรายประเด็นเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่และตัดสินใจได้ (๑๖) ทันกาลทันเวลา (หรือในเวลาอันเหมาะสม) (timely) อนึ่ง  เมื่อมี (๑๗) การอนุญาตให้ดำเนินการ(go ahead) แผนหรือโครงการใด แผนปฏิบัติการในเรื่องนั้นจะต้องถูกกำหนดขึ้นมา  ทั้งนี้  คณะกรรมการจะต้องทำการตรวจสอบ (๑๘) เป็นระยะๆ (ช่วงๆ)(periodically) ในเรื่อง (๑๙) ความก้าวหน้า(progress) ของแผนนั้น และ การประชุมจะถูก (๒๐) ยุติลง(สิ้นสุด)(concluded) โดยปราศจากประเด็นที่ยัง (๒๑) ค้างหรือคาราคาซัง (ยังมิได้ลงมติ) (outstanding) และวันสำหรับการประชุมครั้งถัดไปจะถูกกำหนดขึ้น

 

Choose the word that best completes the sentence.

(จงเลือกคำซึ่งเติมประโยคได้ดีที่สุด)

1. When using these facilities, please ________ to the rules posted by the door.

     (เมื่อใช้เครื่องอำนวยความสะดวกเหล่านี้  โปรด ________ กับกฎข้อบังคับที่แปะติดไว้ที่ประตู)

(a)   adhere(ปฏิบัติตาม, ยึดติดกับ, ให้ความเอาใจใส่กับ)

(b)   adhering

(c)    adherence

(d)   adhered

หมายเหตุ– ในประโยคขอร้องหรือคำสั่ง  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วยคำกริยา “infinitive without to”  (verb ช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า)

(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประโยคขอร้องหรือคำสั่งในหมวดข้อสอบTOEICตอนที่ ๖ ข้อ ๓)

2. As the chairman stood to give his ________, everyone in the room was listening.

     (ในขณะที่ประธานยืนเพื่อให้ _________ ของเขา  ทุกคนในห้องกำลังตั้งใจฟัง)

(a) conclusion(การสรุป, ข้อสรุป, การลงมติ, การลงเอย, การสิ้นสุด-ยุติ)

(b) conclude(สรุป, ลงมติ, ลงเอย, สิ้นสุด, ทำให้สิ้นสุด)

(c)  conclusive(ซึ่งเป็นการสรุป)

(d) concluding

3. Nobody wanted to ________ the meeting, but it was necessary to have time to cover the entire agenda.

    (ไม่มีใครต้องการทำให้การประชุมยาวนาน (ยืดเยื้อ) ออกไป  แต่ว่ามันจำเป็นที่จะต้องมีเวลาที่จะครอบคลุมวาระการประชุมทั้งหมด – เลยทำให้ต้องประชุมยาว)

(a) length(ความยาว)

(b)  lengthen(ทำให้ยาวขึ้น, ขยายเวลาออกไป, ทำให้ยืดเยื้อ)

(c)   lengthy(ยืดยาว, ยาว, ยาวนาน)

(d)  lengthened

4. The original members of the committee met ________ for lunch or dinner.

     (สมาชิกดั้งเดิมของคณะกรรมการพบปะกัน ______________ เพื่อกินอาหารกลางวันหรืออาหารค่ำร่วมกัน)

(a)  period

(b) periods

(c) periodically(เป็นระยะๆ, เป็นครั้งคราว)

(d)  periodic

หมายเหตุ– เนื่องจากขยายคำกริยา “met”  จึงต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adverb)

5. As her first _________, the committee chairwoman wanted to attract new, energetic members to the group.

     (ในฐานะเป็น _________ลำดับแรกของเธอ  ประธานคณะกรรมการต้องการที่จะดึงความสนใจจากสมาชิกใหม่ๆที่มีความกระฉับกระเฉง  เข้ามาสู่กลุ่ม)

(a)  prior(ก่อน, ก่อนหน้า)

(b) priority(ความสำคัญ, เรื่องสำคัญ, การเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง)

(c)  prioritize(จัดลำดับความสำคัญ, ทำเป็นลำดับแรกหรือต้นๆ)

(d) prioritized

6. Even as they _________ through the hundreds of pages of supporting material, the committee was still not convinced that the project was justified.

     (แม้กระทั่งในขณะที่พวกเขา__________ ไปกับ (การศึกษา) เอกสารสนับสนุนหลายร้อยหน้า  คณะกรรมการก็ยังไม่มั่นใจว่า โครงการนี้มีความสมเหตุสมผล – ที่จะดำเนินการ)

(a)  progression(ความก้าวหน้า, การก้าวไปข้างหน้า, การเดินไป, ขบวน, จำนวนขั้นหรือชั้น)

(b) progressed(ก้าวหน้า, คืบหน้า– เป็นคำกริยา)

(c)  progresses(ความก้าวหน้า – เป็นคำนาม)

(d) progressive(ซึ่งก้าวหน้า – เป็นคำคุณศัพท์)

7. All department members meet _________ to review their work of the past months and finalize plans for the coming months.

(สมาชิกทุกคนในแผนกพบกัน __________เพื่อทบทวนงานของพวกเขาในเดือนที่ผ่านๆมา  และ (เพื่อ) ทำแผนงานให้สิ้นสุด  สำหรับเดือนที่กำลังจะมาถึง – หมายถึงทำแผนงานสำหรับอนาคตให้แล้วเสร็จ)

(a)  period

(b) periodic

(c)  periodical

(d) periodically(เป็นระยะๆ, เป็นช่วงๆ, เป็นครั้งคราว)

หมายเหตุ– เนื่องจากขยายคำกริยา “meet”  จึงต้องใช้คำกริยาวิเศษณ์ (adverb)

8. All people at the meeting agreed to follow the agenda and not _______ other matters so that they could finish the meeting in a timely manner.

     (ทุกคนที่เข้าประชุมเห็นพ้องกันที่จะทำตามวาระการประชุม  และ จะไม่__________   เรื่องอื่นๆ  เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้สามารถจบสิ้นการประชุมได้อย่างทันกาลทันเวลา)

(a)  set back(ทำให้เกิดความล่าช้า)

(b) go ahead(ดำเนินต่อไป, ทำต่อไป, นำหน้าไป, ขึ้นหน้าไป)

(c)  adhere to (ปฏิบัติตาม, ยึดติดกับ, ให้ความเอาใจใส่กับ)

(d) bring up(ยกขึ้นมาพูดหรือปรึกษาหารือ)

9. We need to take a careful look at our spending practices.  We _______ too much money over the past six months.

     (เราจำเป็นต้องมองอย่างรอบคอบที่วิธีการใช้จ่ายของเรา  เพราะเรา _________ มากมายจนเกินไปในช่วง ๖ เดือนที่ผ่านมา)

(a)   waste(ใช้อย่างสิ้นเปลือง, ใช้ให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์)

(b)   have wasted(ได้ใช้อย่างสิ้นเปลือง)

(c)    will waste

(d)   are wasting

หมายเหตุ– ข้อนี้ใช้ “present perfect tense”{subject + has (have) + V. 3}  เนื่องจากมีข้อความที่บอกเวลา “adverb of  time” (over the past six months)  อยู่ด้วย คือกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (คือใช้จ่ายเงินมากมาย  เริ่มจากเมื่อ ๖ เดือนที่แล้ว  จนมาถึงปัจจุบัน) สำหรับ “present perfect tense”   มักจะมีคำต่อไปนี้อยู่ในประโยค : recently (หมู่นี้), lately (เมื่อเร็วๆนี้, เมื่อไม่นานมานี้), so far (เท่าที่ผ่านมา), up to now (จนกระทั่งถึงขณะนี้), up until now, up to the present time (จนกระทั่งถึงปัจจุบัน), already(แล้ว), yet(ประโยคคำถาม), not yet(ประโยคปฏิเสธ), ever, never, now(ถึงตอนนี้ได้ทำไปแล้ว), just, this morning(พูดก่อนเที่ยง), this is the first (second) time(นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่ ๒)และ“present perfect tense” มักจะแสดงการกระทำที่เกิดแล้ว แต่ผลยังคงมีอยู่หรือเห็นได้ในปัจจุบัน

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 11)

Investment (การลงทุน)

1.  aggressive (a) – ที่เป็นการแข่งขัน, ซึ่งยืนยัน-แน่วแน่. รุกราน, ก้าวร้าว

2. attitude (n) – ทัศนคติ

3. commit (v) – มอบ, มอบให้แก่, มอบหมาย (หน้าที่, ความไว้วางใจ), ผูกมัด,  ให้คำมั่น, กระทำ, ทำผิด

4. conservative (a) – อนุรักษ์, ระมัดระวัง, ระงับยับยั้ง

5.  fund (n) – เงินทุน, กองทุน, เงินสะสม, เงินฝาก, พันธบัตรเงินกู้รัฐบาล, องค์กรที่บริหารด้านการเงิน

6.  invest (v) – ลงทุนในธุรกิจหรือโครงการ, ใช้ความพยายามในเรื่อง........

7.  long-term (a) – ในระยะยาว

8.  portfolio (n) – รายการการลงทุน

9.  pull out (v) ถอน, ถอนตัวออกมา, ยุติการมีส่วนร่วม

10. resource (n) – ทรัพยากร, ทรัพย์สมบัติ, สิ่งมีค่า

11. return (n – v) – ผลตอบแทน (จากการลงทุน), การกลับมา, กลับมา, กลับคืน, ส่งกลับคืน

12. wisely (adv.) – อย่างฉลาด, อย่างรอบรู้

13. weather (v – n) – ทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพดินฟ้าอากาศ, ทนทานต่อ, อากาศ

14. ups and downs (n) – การขึ้นๆลงๆ, สิ่งทั้งดีและเลว, ทั้งสำเร็จและล้มเหลว

15. comment (v – n) – แสดงความคิดเห็น, การแสดงความคิดเห็น, ข้อคิดเห็น

ตัวอย่างการใช้คำในประโยค

1.  Some people are risk takers and prefer to invest aggressively.

    (คนบางคนเป็นนักเสี่ยงและชอบที่จะลงทุนแบบดุเดือด (แบบแข่งขันคือยอมเสี่ยงแบบไม่กลัวเรื่องขาดทุน)

2.  Each investor should assess his or her own attitude toward investment.

    (นักลงทุนแต่ละคนควรประเมินทัศนคติของเขาหรือเธอที่มีต่อการลงทุน)

3.  It is a good idea to commit a certain percentage of your income to investments.

    (เป็นความคิดที่ดีที่จะมอบเงินบางส่วนของรายได้ของคุณให้กับการลงทุน – คือเอาเงินรายได้บางส่วนไปลงทุน)

4. Generally, older people should be more conservative in their investing than younger people.

     (โดยทั่วไป  ผู้มีอายุมากขึ้นควรระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุนของพวกตน  มากกว่าผู้ที่อายุน้อยกว่า)

5. If you have extra funds, talk to your stockbroker about the best place to put them.

     (ถ้าคุณมีเงินทุนพิเศษ จงคุยกับโบร๊คเก้อหุ้นของคุณ เกี่ยวกับสถานที่ที่ดีที่สุดที่จะนำมัน (เงินทุน) ไปลงทุน)

6. The chief financial officer invested in the stock at a very good time.

      (หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทางการเงินลงทุนในหุ้นในช่วงเวลาที่ดีมาก)

7. Long-term investments are not really affected by the daily ups and downs of the stock market.

     (การลงทุนในระยะยาวมิได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงโดยการขึ้นๆลงๆ ของตลาดหุ้น)

8. Investors are advised to have diverse portfolios.

     (นักลงทุนได้รับคำแนะนำให้มีรายการการลงทุนที่หลากหลาย)

9. A lot of people pulled out their money when it became clear that the bank was in trouble.

    (คนจำนวนมากถอนเงินของตนออกมา  เมื่อมันเป็นที่ชัดเจนว่าธนาคาร (ที่รับฝากเงิน) มีปัญหา)

10. The company’s most valuable resource was its staff.

     (ทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของบริษัทคือพนักงานของบริษัท)       

11. Some investors are satisfied with a 15 percent return, while others want to see a much larger return.

       (นักลงทุนบางคนพอใจกับผลตอบแทน ๑๕ เปอร์เซ็นต์ในขณะที่คนอื่นๆต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่านั้นมาก)

12. If we invest wisely, we will be able to retire early.      

       (ถ้าเราลงทุนอย่างฉลาด เราจะสามารถเกษียณก่อนเวลาได้)

13. Anyone who weathers the first four years seems to be all right.   

      (ใครก็ตามที่ทนทาน (ฝ่าฟันไปได้) สี่ปีแรกได้  ดูเหมือนว่าจะไปได้ดี)

14. Talks ended after a day of ups and downs at the bargaining table. 

         (การสนทนาสิ้นสุดลงหลังจากทั้งความสำเร็จและล้มเหลว ของการพูดคุยทั้งวันที่โต๊ะเจรจา)

15. Both of the girls commented on Peter’s smartness.

       (เด็กหญิงทั้งสองคนแสดงความคิดเห็นเรื่องความฉลาดของปีเตอร์)

 

Fill the words in the box in the blanks in the paragraph.

(จงเติมคำที่อยู่ในตารางลงในช่องว่างในพารากราฟ)

aggressive             conservative                long-term              resources

attitude                    fund                                 portfolio                return

committed              invest                             pull out                   wise

weather                   ups and downs            commented

          Investment is a common, everyday occurrence.  Companies (1) invest time and money in finding and training their employees.  Employees invest in their own training and education.  Financial investment takes place at a corporate level and at an individual level.  Whether an individual or a company, a decision must be made on the percentage of (2) resources to have invested and the percentage to have in cash.

(คำแปล)     การลงทุนเป็นเหตุการณ์ธรรมดาสามัญและประจำวัน บริษัท (๑) ลงทุน (invest) เวลาและเงินในการหาและฝึกอบรมพนักงานของตน  ส่วนพนักงานลงทุนในด้านการฝึกอบรมและการศึกษาของตนเอง  อนึ่ง การลงทุนทางการเงินเกิดขึ้นในระดับบริษัทและระดับบุคคล  แต่ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคลหรือบริษัท  ก็จะต้องมีการตัดสินใจในเรื่องจำนวนร้อยละของ (๒) ทรัพยากร (resources) ที่จะนำไปลงทุน และจำนวนร้อยละที่เป็นเงินสด (ที่จะนำไปลงทุน)

          To avoid making stupid decisions, many people use financial advisors.  Financial advisors help individuals and corporations make (3) wise investment decisions.  What kind of portfolio should be maintained?  What should be in this (4) portfolio?  At what point should an investor pull back or (5) pull out of the market?  What kind of (6) return should the investor realistically expect?  How much risk can an investor take (both emotionally and financially)?  Investors who are (7) committed for the (8) long-term can more easily (9) weather the (10) ups and downs of a market.  As one analyst (11) commented, “If you’re staying awake at night thinking about the stock market, you probably have too much invested.”

(คำแปล)         เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่โง่เขลา  คนจำนวนมากใช้ที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษาทางการเงินช่วยปัจเจกบุคคลและบริษัททำการตัดสินใจการลงทุนที่ (๓) ฉลาด (wise) เช่น รายการลงทุนชนิดใดบ้างที่ควรเก็บเอาไว้ อะไรบ้างที่ควรอยู่ใน (๔) รายการลงทุน (portfolio) นี้ ณ จุดใดที่นักลงทุนควรจะถอยหรือ (๕) ถอนตัวออกมา (pull out) จากตลาด (๖) ผลตอบแทน (return) ชนิดใดที่นักลงทุนควรคาดหวังอย่างสมจริงสมจัง (คือมิได้คิดเพ้อฝัน) และความเสี่ยงเท่าใดที่นักลงทุนสามารถรับได้ (ทั้งทางด้านอารมณ์และด้านการเงิน)  อนึ่ง นักลงทุนผู้ซึ่ง (๗) ผูกมัด (committed) กับการลงทุน (๘) ระยะยาว (long-term) จะสามารถ (๙) ทนทานต่อ (weather) (๑๐) สภาวะการขึ้นๆลงๆ (ups and downs) ของตลาดได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ ตามที่นักวิเคราะห์คนหนึ่งได้ (๑๑) แสดงความคิดเห็น (commented) ไว้ว่า “ถ้าคุณตื่นอยู่ในเวลากลางคืนโดยคิดเกี่ยวกับตลาดหุ้น บางทีคุณอาจจะได้ลงทุนมากเกินไปแล้ว” (คือดูจากการทุ่มเทคิดถึงเรื่องหุ้นโดยไม่ยอมหลับนอน)

          Many employees have retirement plans at work.  They decide what level of (12) contribution to make to a certain (13) fund.  These decisions and large company decisions depend to a large degree on (14) attitude.  Is the decision maker (15) conservative or (16) aggressive?  That attitude often depends on the age of the investor or on the stage and the needs of the business.

(คำแปล)       พนักงานจำนวนมากมีแผนเกษียณอายุที่กำลังดำเนินการอยู่  พวกเขาตัดสินใจว่าจะส่ง (๑๒) เงินสมทบ (contribution) ในระดับใดต่อ (๑๓) กองทุน (fund) บางอย่าง  การตัดสินใจเหล่านี้และการตัดสินใจของบริษัทขนาดใหญ่  ส่วนมากขึ้นอยู่กับ(๑๔) ทัศนคติ (attitude)  กล่าวคือ ผู้ตัดสินใจ (๑๕) รอบคอบ-ระมัดระวัง (conservative) หรือ (๑๖) เป็นฝ่ายรุก (แข่งขัน-เอาจริงเอาจัง) (aggressive) (ในการตัดสินใจลงทุน)  ทั้งนี้ ทัศนคตินั้นมักจะขึ้นอยู่กับอายุของนักลงทุน หรือกับขั้นตอน (อายุ) และความต้องการของธุรกิจ

 

Choose the word that best completes the sentence.

(จงเลือกคำซึ่งเติมประโยคได้สมบูรณ์ที่สุด)

1. The stockbroker recommended investing some money more _______. (นายหน้าหุ้นแนะนำการลงทุนเงิน __________มากยิ่งขึ้น)

     (a)  aggressive (ดุเดือด, เชิงรุก, เชิงแข่งขัน, ก้าวร้าว)

     (b) aggression (ความดุเดือด, การรุกราน, ความก้าวร้าว)

     (c)  aggressively (อย่างดุเดือด, ในเชิงรุก, ในแบบแข่งขัน, อย่างก้าวร้าว)

     (d) aggressor (ผู้รุกราน, ผู้ก้าวร้าว)

หมายเหตุขยายคำกริยา (investing)  จึงต้องใช้คำกริยาวิเศษณ์ (aggressively)

2. All employees are encouraged to ____________ a percentage of their earnings to the retirement fund. {พนักงานทุกคนได้รับการกระตุ้นให้ ______ (เงินจำนวนหนึ่งเป็น) จำนวนร้อยละของรายได้ของพวกเขาให้กับกองทุนผู้เกษียณอายุ}

     (a)  committed

     (b)  commit (มอบ, มอบให้, ผูกมัด, มอบหมาย, ให้คำมั่น)

     (c)  commitment (การมอบ, การมอบให้, การผูกมัด, การมอบหมาย, การให้คำมั่น)

     (d) committing

หมายเหตุหลัง “to” ต้องเป็นกริยาช่องที่ ๑

3. Because he had made such ______________ investments, he lost very little money when the stock market went down. (เพราะว่าเขาได้ทำการลงทุนที่ ___________ มาก  เขาจึงสูญเสียเงินน้อยมากเมื่อตลาดหุ้นราคาตก)

     (a) conservative (ระมัดระวัง, ระงับยับยั้ง, อนุรักษ์)

     (b) conserved (ที่อนุรักษ์หรือสงวนเอาไว้)

     (c)  conservatively (อย่างระมัดระวัง, อย่างระงับยับยั้ง, อย่างอนุรักษ์)

     (d) conserve (อนุรักษ์, สงวน, เก็บรักษาไว้)

หมายเหตุเนื่องจากขยายคำนาม (investments) จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

 (conservative)

4. After months of study and research, the ____________ decided to put his money into new facilities and materials. (ภายหลังการศึกษาและวิจัยหลายเดือน __________ตัดสินใจลงทุนเงินของเขาในอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และวัสดุใหม่ๆ)

     (a) investor (นักลงทุน)

     (b) investment (การลงทุน)

     (c)  investing

    (d) invested (ลงทุน)

หมายเหตุเนื่องจากเป็นประธานของประโยค  “the …………..decided to ……………..materials.” หรือประธานของคำกริยา “decided” จึงต้องเป็นคำนาม และต้องเป็นบุคคลด้วย เพราะ “ตัดสินใจส่วน“After………… ……..research,” เป็นเพียงวลีขยายประธาน แต่นำมาขึ้นหน้าประโยค

5. A good financial analyst will advise investors on strategies that will generate higher _____________. (นักวิเคราะห์ทางการเงินที่ดีจะแนะนำนักลงทุนในเรื่องยุทธศาสตร์ซึ่งจะก่อให้เกิด __________ ที่สูงขึ้น)

     (a)  returned (กลับมา, นำกลับมา)

     (b) returning

     (c)  returns (ผลตอบแทน)

     (d) returnable (ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้)

หมายเหตุ – เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

6. Is it ___________ to consider funding a new project when we haven’t even seen the returns from the last one? (มัน _________ หรือไม่ที่จะพิจารณาสนับสนุนการเงินแก่โครงการใหม่  เมื่อเรายังมิเคยได้เห็นผลตอบแทนจากโครงการที่แล้วเลย)

     (a)  wisdom (ความฉลาด)

     (b) wisest (ฉลาดที่สุด)

     (c)  wisely (อย่างฉลาด)

     (d) wise (ฉลาด)

หมายเหตุเนื่องจากใช้กับ “verb to be” (Is it ………..) จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

wiseสำหรับตัวอย่างอื่นๆ เช่น

    - It is necessary to …………..

   - It is important to ………….

   - It is difficult to ………….

   - It is possible to………..

   - It is good to………..

7. A good investment advisor becomes familiar with his clients’ ________ toward investing and gives advice accordingly.  (ที่ปรึกษาการลงทุนที่ดีจะคุ้นเคยกับ ___________ของลูกค้าของตนที่มีต่อการลงทุน  และให้คำแนะนำที่สอดคล้องกัน – กับทัศนคตินั้น)

      (a)  funds (เงินทุน, กองทุน)

      (b) returns (ผลตอบแทน, ผลกำไร)

      (c)  resources (ทรัพยากร, สิ่งมีค่า)

      (d)   attitudes (ทัศนคติ)

หมายเหตุ – เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

8. An investment advisor makes different recommendations between conservative investors and those who prefer to invest more _________. (ที่ปรึกษาการลงทุนให้คำแนะนำที่แตกต่างกันระหว่างนักลงทุนที่มีความระมัดระวัง และผู้ที่ชอบที่จะลงทุน ___________  มากยิ่งขึ้น)

     (a)  aggressor (ผู้ก้าวร้าว, ผู้รุกราน)

     (b) aggression (การก้าวร้าว, การรุกราน)

     (c)  aggressive (ชึ่งแข่งขัน, แบบได้เสีย, ดุเดือด, ก้าวร้าว, รุกราน)

    (d) aggressively (อย่างแข่งขันกัน, อย่างได้เสีย, อย่างดุเดือด, อย่างก้าวร้าว)

หมายเหตุ – เนื่องจากขยายคำกริยา “invest” จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์

aggressively

9. The best way to create a strong investment ____________ is to work  with a professional investment advisor. (วิธีที่ดีที่สุดที่จะสร้าง________ (ของการลงทุน) ที่เข้มแข็ง คือการทำงานร่วมกับที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพ)

     (a)  porter (คนแบกของตามสถานีรถไฟ)

     (b)   portage (การขนย้าย, การขนส่ง, ค่าขนย้าย, ค่าขนส่ง)  

     (c)  portfolio (รายการการลงทุน)

     (d) portrait {ภาพคน (แบบครึ่งตัว)}

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 10)

Part V : Complete Sentences

(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

1.  The board of directors will meet _____________ September 12.  (คณะกรรมการบอร์ดจะประชุม ____________ วันที่ ๑๒ กันยายน)

    (a) for

    (b) to

    (c) on

    (d) in

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเมื่อมีเดือนกับวันที่ ให้ถือวันที่เป็นหลัก จึงต้องใช้ preposition”  “onแต่ถ้ามี “เดือน” เพียงอย่างเดียว ให้ใช้   preposition “in”

{ดูรายละเอียดการใช้ “on” เพิ่มเติม ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๒๕}

2.  The professor got his assistant ____________ part of the student orientation. (ท่านศาสตราจารย์ใช้ให้ผู้ช่วยของตน ____________ ส่วนหนึ่งของการปฐมนิเทศนักเรียน)

    (a) conducting

    (b) to conduct (ดำเนินการ, กระทำการ, ประพฤติตัว)

    (c) conducted

    (d) conducts

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากหลักไวยากรณ์ของ ใครใช้ให้ใครทำอะไร นั้น คำว่า “ใช้ในภาษาอังกฤษมี “have”  กับ “get” แต่มีรูปแบบการใช้ในประโยคแตกต่างกันดังนี้ คือ

1. subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb “do”)

2. subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb “do”)

       ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

       อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป “passive voice” คือ “ใครใช้ให้อะไรถูกกระทำ (โดยใคร)”  ทั้ง “have”  และ “get”  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

3.  Marketing costs are ___________ the department predicted.  (ค่าใช้จ่ายการตลาด ____________ แผนกได้คาดการณ์เอาไว้)

    (a) higher than (สูงกว่า)

    (b) high as

    (c) highest (สูงสุด)

    (d) highest than

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด คือ “.........สูงกว่าที่แผนกได้คาดการณ์..............”   แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า “ค่าใช้จ่ายสูงพอๆกับที่แผนกคาดการณ์ไว้”  จะต้องใช้  “as high as

4.  Most cruise passengers will board the ship ____________ 4:00 and 5:00.  (ผู้โดยสารเรือท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะขึ้นเรือ _____________ ๔ โมง และ ๕ โมง)

    (a) at

    (b) until

    (c) between (ระหว่าง)

    (d) with

หมายเหตุ - ตอบข้อ (c) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด คือ “ระหว่างและ ๕ โมง” แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า ขึ้นเรือเวลา ๔ โมง จะใช้ “……..board the ship at 4:00”

5.  The clerk ____________ the computer manual from the secretary. (เสมียน ____________ คู่มือคอมพิวเตอร์จากเลขานุการ)

     (a) lent (ให้ยืม)

     (b) to loan (ให้ยืม, ให้กู้)

     (c) loaned (ให้ยืม, ให้กู้ – ในอดีต)

     (d) borrowed (ขอยืม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  “......... ขอยืมจากเลขาฯ”

6.  The bookcase is _____________ the door. (ตู้ – หรือชั้น – สำหรับใส่หนังสืออยู่ ____________ ประตู)

     (a) among (ระหว่างหรือในบรรดาคนหรือสิ่งของมากกว่า ๒ ขึ้นไป)

     (b) beside (ข้างๆ)

     (c) between (ระหว่าง)

     (d) across (ข้าม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

7.  The name of our company symbolizes tradition ____________ experience. (ชื่อของบริษัทของเราเป็นสัญลักษณ์ของจารีตประเพณี ___________ ประสบการณ์)

    (a) nor (ไม่...... เช่นเดียวกัน)

    (b) but (แต่)

    (c) or (หรือ, มิฉะนั้น)

    (d) and (และ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

8.  ____________ the seminar, the audience had trouble hearing the speaker. ( _____ การสัมมนา  ผู้ฟังประสบปัญหาการได้ยินผู้พูดพูด – คือเสียงค่อยเกินไป หรือ ไมโครโฟนหอน ฯลฯ)

    (a) Since (ตั้งแต่, เพราะว่า)

    (b) During (ในระหว่าง)

    (c) Although (ถึงแม้ว่า)

    (d) While (ในขณะที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด และถูกหลักไวยากรณ์ สำหรับ “while” ต้องตามด้วย “clause” (while + subject + is (am, are, was, were) + verb + ing) เช่น

      - While he was working in his office, the telephone rang.

        (ในขณะที่เขากำลังทำงานในออฟฟิศ  โทรศัพท์ดังขึ้น)

      - While she was reading, her mother was cooking. (= Her mother was

         cooking while she was reading.)

         (ในขณะที่เธอกำลังอ่านหนังสือ  แม่ของเธอกำลังปรุงอาหาร)

      - There was a loud noise while we were sleeping last night.

         (มีเสียงดังลั่นในขณะที่เรากำลังนอนหลับเมื่อคืนนี้)

9. The personnel director screened the job applicants ____________ arranging interviews. (ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลคัดเลือกผู้สมัครงาน ___________ เตรียมการ (จัดการ) สัมภาษณ์)

     (a)  since (ตั้งแต่, เพราะว่า

     (b) because (เพราะว่า)

     (c)  before (ก่อน)

     (d) until (จนกระทั่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด คือ “สกรีนผู้สมัครไว้รอบหนึ่งก่อน  ก่อนจัดการสัมภาษณ์”

10.  Meetings are scheduled ____________ in the first-floor auditorium. (การประชุมถูกกำหนด(จัดเวลา) ____________ ในห้องประชุมชั้นล่าง)

    (a) sometimes (บางครั้ง, บางโอกาส)

    (b) rarely (ไม่บ่อย, แทบจะไม่)

    (c) always (เป็นประจำ, สม่ำเสมอ)

    (d) every month (ทุกเดือน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นข้อเดียวที่วาง “adverb of frequency”  ไว้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ สำหรับข้อ (a) – (c)  จะต้องวางคำดังนี้ คือ “are sometimes (rarely, always) scheduled in the first-floor……..”  สำหรับหลักการวาง “adverb of frequency” {always, never, rarely, scarcely (ไม่บ่อย), hardly (ไม่บ่อย), sometimes, seldom (ไม่บ่อย), occasionally (เป็นบางโอกาส), generally (โดยปกติ), frequently (บ่อยๆ),  normally (เป็นประจำ), steadily (สม่ำเสมอ), constantly (สม่ำเสมอ)}  ไว้ในประโยค มีดังนี้

๑.    วางไว้หน้าคำกริยาทั่วๆไป เช่น

-         She always goes to work on time.

(เธอไปทำงานทันเวลาเสมอ)

-         We never play sports because we don’t have time.

(เราไม่เคยเล่นกีฬาเพราะเราไม่มีเวลา)

-         They seldom go shopping at weekends.

(พวกเขาไปช้อปปิ้งสุดสัปดาห์ไม่บ่อยนัก)

-         I generally get up early in the morning.

(ผมตามปกติตื่นแต่เช้า)

-         He frequently played football when he was young.

(เขาเล่นฟุตบอลบ่อยๆตอนเป็นเด็ก)

๒. วางไว้ข้างหลัง “verb to be” (is, am, are, was, were)

      -   She is never late for class.

          (เขาไม่เคยมาเรียนสาย)

     -   They were hardly careful for their work.

          (พวกเขาไม่ค่อยจะระมัดระวังเรื่องงาน)

     -    We are always hopeful for the future.

           (เรามีความหวังเสมอสำหรับอนาคต)

     -    She is seldom available for an interview.

            (เธอแทบจะหาตัวไม่ได้สำหรับการสัมภาษณ์)

๓. ในกรณีมีคำกริยาติดกัน ๒ ตัว ให้วาง “adverb of frequency” ไว้ระหว่างกริยา ๒ ตัวนั้น   ดังนี้

-         She has never visited her ill parents.

(เธอไม่เคยไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ป่วยเลย)

-         He has always adored her charm.

(เขาหลงใหล-ชื่นชมความงามของเธอเสมอ)

-         We will never give up our hope.

(เราจะไม่มีวันสิ้นหวัง)

-         They are generally ignored in society.

(พวกเขาโดยปกติถูกมองข้ามในสังคม)

-         You should frequently make contact with your old friends.

(คุณควรติดต่อกับเพื่อนเก่าบ่อยๆ)

11.  A good waiter ____________ to explain the menu.  (พนักงานเสิร์ฟที่ดี ___________ ที่จะอธิบายเมนูอาหาร – ให้ลูกค้าทราบ)

      (a) never too busy is

      (b) is never too busy (ไม่เคยมีงานยุ่งมากเกินไป) (คือต้องหาเวลาให้ได้เสมอ)

      (c) is too busy never

      (d) being never too busy

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) (ดูคำอธิบายการวางตำแหน่ง “adverb of frequency”  ในข้อ ๑๐)

12. Ms. Brandon is ____________ an accountant when totaling the receipts. (มิสแบรนดัน ____________ นักบัญชีเมื่อเธอบวกตัวเลขในใบเสร็จรับเงิน)

      (a) as careful

      (b) careful as

      (c) as careful as (ระมัดระวัง-รอบคอบเท่ากันกับ)

      (d) careful than

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะเป็นข้อเดียวที่ถูกหลักไวยากรณ์

13. The President was giving his speech when the microphone _____.  (ท่านประธานาธิบดีกำลังกล่าวสุนทรพจน์เมื่อไมโครโฟน ______ )

      (a) fails

      (b) had failed

      (c) failed (ขัดข้อง)

      (d) is failing             

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต โดยดูจาก “was giving”  สำหรับข้อ  (b) เป็น  “past perfect”  ซึ่งมักใช้คู่กับ “past simple”  (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ในหมวดข้อ สอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑๖)

14. All travel arrangements must be completed ____________ June 15. (การเตรียมการเดินทางทั้งหมดจะต้องแล้วเสร็จ ____________ วันที่ ๑๕ มิถุนายน)

      (a) with

      (b) in

      (c) for

      (d) by (ภายใน, ประมาณ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากถูกหลักไวยากรณ์ ไม่เช่นนั้นต้องตอบ “on”  เนื่องจากถือ วันที่ ๑๕” เป็นสำคัญ

 15. Mrs. Lucy had her maid ____________ the bed so that she could sleep in it. (มิสลูซี่ให้สาวใช้ ____________ เตียงนอน เพื่อที่ว่าเธอจะได้นอนบนเตียงนั้น)

      (a) make (จัดหรือปู) (หมายถึงเตรียมจัดเตียงเพื่อให้คนนอน)

      (b) made

      (c) making

      (d) makes

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) (ดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในข้อ ๒)

16. The technicians in the research division ______________ the process confidential. (พวกช่างในแผนกวิจัย _____________ ขบวนการ(ผลิต)เป็นเรื่องลับ)

     (a)  is keeping

     (b) are keeping (กำลังเก็บรักษา)

     (c)  has kept

     (d) to keep

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานของประโยคเป็นพหูพจน์ (technicians) สำหรับข้อ  (a) และ (c) ต้องใช้กับประธานเอกพจน์

17. This year the annual meeting takes place ______________ Seattle.  (ปีนี้  การประชุมประจำปีจัดขึ้น(เกิดขึ้น) ____________ เมืองซีแอ็ตเติ้ล)

       (a) on

       (b) for

       (c) in (ใน)

       (d) by

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจาก เมือง” และ “ประเทศ” ต้องใช้ “preposition” “in

สำหรับวลีที่ต้องใช้กับ  preposition “in” มีดังนี้ “interested in” (สนใจใน), “qualified in” (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in” (อ่อนในเรื่อง), “deficient in” (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in” (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in” (ประสบความสำเร็จ), “disappointed in” (ผิดหวัง), “in a box” (ในกล่อง), “in a pocket” (ในกระเป๋า), “sit in an armchair” (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed” (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath” (ในอ่างน้ำ), “in her hand” (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area” (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air” (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of” (ในทิศทางของ), “in a restaurant” (ในภัตตาคาร), “in the bathroom” (ในห้อง น้ำ), “in school” (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen” (ในครัว), “in the shop window” (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror” (ในกระจก), “in a lake” (ในทะเลสาบ), “in black suit” (ในชุดดำ), “in the water” (ในน้ำ), “write in ink” (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter” (ในบทที่ ๑), “in the film” (ในภาพยนตร์), “wait in the queue” (รออยู่ในแถว), “be in a play” (ร่วมแสดงละคร), “in April” (ในเดือนเมษายน), “in 2016” (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)” (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)” (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime” (ในระหว่างนั้น), “in two months” (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence” (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident” (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes” (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature” (ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation” (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos” (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others” (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun” (ท่ามกลางแสงอาทิตย์) “in the dark” (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice” (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock” (อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits” (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper” (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech” (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain” (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise” (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to” (ในความพยายามที่จะ), “in response to” (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to” (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in” (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in” (สนใจใน), “a course in Chinese” (คอร์สภาษาอังกฤษ), “an expert in” (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business” (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music” (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age” (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties” (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion” (ในความเห็นของผม), “in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds” (รับคนงานเป็นร้อยๆ), “in my experience” (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes” (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian” (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing” (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty” (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$ 100,000 in cash” (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”(ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage” (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length” (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two” (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size” (มีขนาดเล็กลง), “join in” (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success” (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet” (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg” (ถูกยิงที่ขา), “in fashion” (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death” (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in” (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place” (ในประการแรก) (แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก) เป็นต้น

18. Every morning, a member of the kitchen staff turns on the ovens and  ________ the coffee. (ทุกเช้า  สมาชิกคนหนึ่งของคนงานในครัวจะเปิด (สวิทช์) เตาอบและ ___________ กาแฟ)

     (a)  brewed

     (b) has brewed

     (c)  brewing

     (d) brews (ชง, ต้มกลั่นเบียร์-เหล้า, ก่อหวอด, ตั้งเค้า, ทำให้เกิด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการบอกเหตุการณ์ในปัจจุบัน (ทุกเช้า) จึงใช้ “present simple tense” และเมื่อประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (a member)  กริยาจึงเติม “s”  นอกจากนี้ ข้อนี้ไม่มีใจความใดที่บ่งชี้อดีต จึงไม่เลือกข้อ (a)

19. The ticket holders may be ______________ about the change in date.  (ผู้ที่ถือตั๋วอาจจะ ____________  เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวันที่ – ของการแข่งขัน)

      (a) confusing (น่างง, น่าสับสน)

      (b) confuses

      (c) confused (มีความรู้สึกงุนงงหรือสับสน)

      (d) confuse (ทำให้งง, สับสน หรือโกลาหล)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) (ดูรายละเอียดคำกริยาประเภทเดียวกับ “confuse”  (ทำให้งงหรือสับสน) ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

20. We will not send the payment _______________ the invoice is corrected. (เราจะไม่ส่งเงินจำนวนที่ต้องชำระไปให้ ____________ ใบเรียกเก็บค่าสินค้าได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง)

       (a) because (เพราะว่า)

       (b) until (จนกระทั่ง)

       (c) since (เพราะว่า, ตั้งแต่)

       (d) when (เมื่อ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เพราะได้ใจความดีที่สุด (ไม่ส่งเงินไปให้ จนกระทั่งใบเรียกเก็บค่าสินค้าได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง)

21. There is not much agriculture in this area because the ______  yearly rainfall is so low. (ไม่มีการทำเกษตรกรรมมากนักในพื้นที่นี้ เพราะว่าปริมาณฝนตกรายปี ___________ ต่ำมาก)

     (a)  available (ที่หาได้, ที่มี, เท่าที่หาได้)

     (b) avaricious (โลภ)

     (c)  avenging (ที่เป็นการแก้แค้น)

     (d) average (เฉลี่ย, โดยเฉลี่ย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

22. If there _______________ some restaurants near the hotel, we would not  have to spend time and money on taxis. (ถ้ามี ___________ ภัตตาคารใกล้โรงแรมอยู่บ้าง เราคงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาและเงินค่ารถแท็กซี่ – นั่งรถไปกินไกลๆ)

      (a)  was

      (b) were 

      (c)  will

      (d) would be

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะเป็น “if clause”  แบบที่ ๒ (present unreal – เหตุการณ์ไม่เป็นจริงหรือเกิดได้ยากในปัจจุบัน) สำหรับข้อนี้ เหตุการณ์ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  กล่าวคือภัตตาคารอยู่ไกลจากโรงแรม เราจึงจำเป็นต้องนั่งรถไปกินไกล ทำให้เสียทั้งเงินและเวลา (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ “if clause” ประเภทนี้ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๒)

23. Our service technicians receive _______________ training available.  (นายช่างให้บริการของเราได้รับการฝึกอบรม ___________ เท่าที่จะหาหรือมีได้)

      (a) as good

      (b) better

      (c) best

      (d) the best (ที่ดีที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากข้อนี้เป็นวลีที่ใช้กันบ่อยและต้องจำ คือ “the best available” (= the best person or thing available)  (ดีที่สุดที่มีอยู่ หรือที่สามารถหาได้) ดังนั้น จึงต้องจดจำไว้ใช้

24. Our representative will meet you ______________ London.  (ผู้แทนของเราจะพบคุณ ____________ ลอนดอน)

      (a) to

      (b) for

      (c) in (ใน)

      (d) on

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องใช้ preposition “in”  กับเมือง “ลอนดอน” (ดูรายละเอียดการใช้ “in” ในข้อ ๑๗ ของข้อสอบชุดนี้)

25. _______________ we were late, we could not enter the conference hall.  ( ____________ เราไปสาย  เราจึงไม่สามารถเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ได้)

      (a) Although (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

      (b) Because (เพราะว่า)

      (c) Therefore (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

      (d) However (อย่างไรก็ตาม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะใจความของประโยคเป็นเหตุเป็นผลกัน  (เพราะไปสาย จึงเข้าห้องประชุมไม่ได้)

26. A firm will not ______________ if its employees are unhappy.  (บริษัทจะไม่ ____________  ถ้าพนักงานของบริษัทไม่มีความสุข)

      (a) prosper (เจริญรุ่งเรือง – เป็นคำกริยา)

      (b) prosperous (ซึ่งเจริญรุ่งเรือง – เป็นคำคุณศัพท์)

      (c) prosperity (ความเจริญรุ่งเรือง – เป็นคำนาม)

      (d) prospering

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากหลัง “will, would, shall, should, can, could, may, might, must)   จะต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า (infinitive without to)

27. The company office is ________________ the Central World building.  (สำนักงานของบริษัทอยู่ ________________ อาคารเซ็นทรัลเวิร์ลด์)

      (a) under

      (b) on

      (c) in (ใน)

      (d) over

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  (อยู่ในอาคารหรือสถานที่) (ดูรายละเอียดการใช้ “in”  ในข้อ ๑๗)

28. Salespeople _______________ attract new clients receive a bonus.  (พนักงานขาย ______________ ดึงดูดลูกค้ารายใหม่ ได้รับโบนัส – เป็นค่าตอบแทนผลงาน)

      (a) whom

      (b) which

      (c) whose

      (d) who (ผู้ซึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากขยายคน (salespeople) และเป็นประธานของอนุประโยค (who attract new clients) จึงไม่สามารถใช้ “whom” ได้ ส่วน  ใช้ขยาย “คน” และ “สัตว์” เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น

       - The boy whose father is a teacher lives next to my house.

         (เด็กชายผู้ซึ่งพ่อของเขาเป็นครูอาศัยอยู่ในบ้านถัดจากผมไป)

      - The dog whose leg was injured was hers.

            (หมาที่ขาของมันได้รับบาดเจ็บเป็น(หมา)ของเธอ)

         (สำหรับรายละเอียดการใช้ “which” ให้ดูในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๖ ข้อ ๓๘)

29. If the smoke alarm rings, ______________ the building quickly. (ถ้าสัญญาณเตือนควันไฟดังขึ้น _______________ อาคารอย่างรวดเร็ว)

      (a) leaves

      (b) will leave

      (c) leave (จงออกไปจาก)

      (d) is leaving

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง จึงต้องใช้รูป “infinitive without to

(ดูรายละเอียดการใช้ประโยคคำสั่งและขอร้องในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๓)

30. The new instructions are ______________ the old ones. (คำสั่ง-คำสอนใหม่ _________________ อันเก่า)

      (a) difficult than

      (b) more difficult

      (c) difficult as

      (d) more difficult than (ยากกว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  แบบคำพยางค์ยาว จึงต้องใช้ “more”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (ดูรายละเอียดการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๓ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๕)

31. We missed the deadline ______________ our computer malfunctioned. (เราพลาด – ทำไม่ทัน – เส้นตาย _____________  คอมพิวเตอร์ของเราทำงานบกพร่อง)

      (a) until (จนกระทั่ง)

      (b) though (แม้ว่า)

      (c) because (เพราะว่า)

      (d) if (ถ้า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากข้อความในประโยคเป็นเหตุเป็นผลกัน (ทำงานไม่ทันเพราะคอมพิวเตอร์เสีย)

32. The price of the equipment is low, ______________ the maintenance costs can be high. (ราคาของอุปกรณ์ต่ำ _______________ ค่าบำรุงรักษาอาจจะสูง)

     (a)  and (และ)

     (b) but (แต่)

     (c)  or (หรือ)

     (d) either (คนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากข้อความในประโยคขัดแย้งกัน  (อุปกรณ์ราคาถูก แต่ค่าซ่อมบำรุงสูง)  (ดูการใช้ “and”  และ “or” ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๖ ข้อ ๑๕)

33. Pens and stationery ___________ kept in the top drawer. (ปากกาและเครื่องเขียน ________________ ถูกเก็บอยู่ในลิ้นชักชั้นบน)

      (a) is

      (b) was

      (c) are  (ใช้กับประธานที่เป็นพหูพจน์ “pens and stationery”)

      (d) am

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะเป็นเพียงข้อเดียวที่ใช้กับประธานพหูพจน์ได้

34. Your room has been reserved ___________ two nights.  (ห้องของคุณถูกจองไว้ ________________ ๒ คืน)

      (a) at

      (b) by

      (c) in

      (d) for (สำหรับ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

35. We read about Mr. Thomson’s promotion ___________ the company newsletter. (เราอ่านเกี่ยวกับการเลื่อนตำแหน่งของมิสเตอร์ทอมสัน ______ จดหมายข่าวของบริษัท)

     (a)  on

     (b) of

     (c)  in (ใน)

     (d) at

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) (ดูรายละเอียดการใช้ “in” ในข้อ ๑๗ ของหมวดข้อสอบชุดนี้)

36. Mrs. Clinton’s assistant ___________ her mail while she was away.  (ผู้ช่วยของนางคลินตัน _________________ เมล์ของเธอ ขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

      (a) will answer

      (b) answered (ตอบ)

      (c) answers

      (d) answering

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต โดยดูจากข้อความในอนุประโยค while she was awayข้อความในประโยคใหญ่  (ผู้ช่วยของนางคลินตันตอบเมล์ของเธอ) จึงต้องเป็นอดีตด้วย

37. The department requires someone with ____________ in international law.  (ภาควิชาต้องการใครสักคนที่มี ______________ ในกฎหมายระหว่างประเทศ)

      (a) explanation (คำอธิบาย)

      (b) exploration (การสำรวจ)

      (c) expectancy (ความคาดหมาย, ความคาดหวัง, สิ่งที่คาดหวัง)

      (d) experience (ประสบการณ์)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  (ดูการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (superlative)  เพิ่มเติมในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๑๗)

38. Overnight mail is ___________ way to send a package. (ไปรษณีย์แบบ ๑ คืน – คือใช้เวลาเดินทางเพียงคืนเดียว – เป็นวิธีการ  ________ ในการส่งหีบห่อ)

      (a) as fast as (เร็วพอๆกัน)

      (b) the fastest (ที่เร็วที่สุด)

      (c) faster

      (d) faster than (เร็วกว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

39. Participants ___________ fly to the convention can get a group rate. (ผู้เข้าร่วม ________________ บินไปยังการประชุมสามารถได้รับอัตรา – ค่าตั๋วเครื่องบิน – ในแบบเดินทางเป็นกลุ่ม – คือได้รับส่วนลดเนื่องจากเดินทางเป็นกลุ่ม)

      (a) they

      (b) which

      (c) who (ผู้ซึ่ง)

      (d) whom

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากขยายบุคคล และเป็นประธานของประโยคย่อย (อนุประโยค) “who fly to the convention”  สำหรับ “whom” ใช้ขยายบุคคล แต่ต้องเป็น “กรรม” ของประโยคย่อย หรืออยู่หลัง “preposition”  เช่น

            - The woman whom I love is my mother.

              (ผู้หญิงที่ผมรักคือแม่ของผม)

            - The people whom she talked to were her new neighbors.

               (คนที่เธอคุยด้วยคือเพื่อนบ้านใหม่ของเธอ)

            - The person with whom she lives is her best friend.

              (บุคคลที่เธออาศัยอยู่ด้วยคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

40. The reception clerk ____________ on the telephone when the phone broke down. (เสมียนต้อนรับ ______________ ทางโทรศัพท์ เมื่อโทรศัพท์เกิดขัดข้อง)

     (a)  talked

     (b) is talking

     (c)  was talking (กำลังคุย)

     (d) would talk

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากมีเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์ คือ เสมียนกำลังคุยโทรศัพท์ (ในอดีต) ซึ่งต้องใช้รูป “past continuous” (was talking) แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดแทรกขึ้นมาในระหว่างนั้น (โทรศัพท์ขัดข้อง) ซึ่งใช้รูป “past simple tense” (broke down)

              (ดูรายละเอียดการใช้ “past continuous”  คู่กับ “past simple” ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๔ ข้อ ๑๕)

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC