หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 77)

Part V :Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The stationer has not yet delivered the yellow paper, but when _______________ I will give you some.

(คนขายเครื่องเขียนยังไม่ได้ส่งกระดาษสีเหลืองมาให้เลย  แต่เมื่อ _____________ ผมจะแบ่งให้คุณบ้าง)

(a)   they do

(b)  they will

(c)  he does    (เขาส่งมาให้)

(d)  he will

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Stationer” เป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องแทนด้วย   “He” และใช้   “Verb to do”  (Does, Do, Did) แทนคำกริยาที่กล่าวถึงมาก่อนแล้ว  (ในที่นี้  คือ  “Deliver”)  โดยต้องให้สอดคล้องกับประธานฯ  และ  “Tense”  ของประโยค  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวกริยานั้นซ้ำ

2. Thomas Alva Edison ______________ inventions using electricity during his long career.

(โธมัส อัลวา เอดิสัน ___________________ สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ไฟฟ้า  ในระหว่างอาชีพที่ยาวนานของเขา)

(a) patented with many

(b) patented for many

(c) was patented many

(d) patented many    (ได้รับสิทธิบัตร  -  สิ่งประดิษฐ์  -   จำนวนมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Patent” เมื่อเป็นคำกริยา   ไม่ต้องใช้กับ  “Preposition” (For, With)

3. ________________ no one is sure who discovered America. 

(___________________ ไม่มีใครแน่ใจว่า  ใครเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกา)

(a) As the matter of fact

(b) As a matter of fact    (ตามความเป็นจริง, ตามข้อเท็จจริง – มิได้นึกคิดเอาเอง)

(c) As the fact of matter

(d) As a factual matter

4. He _______________ his trip because his mother was ill. 

(เขา ____________________ การเดินทาง  เพราะว่าแม่ของเขาป่วย)

(a) put away    (เอาไปเก็บเข้าที่)

(b) put off    (เลื่อน, เลื่อนออกไป)

(c) put down

(d) put out    (ดับไฟ)

5. If I ______________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม _____________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-  If I ________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ____________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”

                   ตัวอย่างที่ ๒

-  This test is in English.  If it were in Thai, I  ______________  it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________มันเลย)

(a)    shall not mind

(b)   am not minding

(c)   would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d)   would not be minded

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๒  “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                   ตัวอย่างที่ ๓

-       If you lived closer to the office, you ________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a)   don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”แบบที่ ๒   “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่ ๒”(Present unreal)  ในประโยคใหญ่   (Main clause)   จะใช้รูป“Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค(Subordinate clause)  จะใช้รูป   “Subject + would + (not) + V.ช่องที่1

สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่  ๒ นี้  มักใช้เมื่อ  (๑)  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   (๒) ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่   ผู้พูดก็จะพูดในรูป “If clause  แบบที่1”   คือ  “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1” คือ

If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่ ๒  เช่น

- If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

- If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

- If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

- If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

- If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

- If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

- I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

- Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา “Were” เราสามารถใช้โครงสร้าง “ผกผัน”  (Inversion)   คือเอา  “Were” มาไว้ข้างหน้าประโยค   แทน“If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

- Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

- Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

-Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

- I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

6. You are showing yourself ______________ a capable mechanic.

(คุณกำลังแสดงตัวเอง __________________ ช่างเครื่องยนต์ที่มีความสามารถ) 

(a) being

(b) to be    (เป็น)

(c) having been

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b) ประโยคข้างบนอาจมีความหมายในทางดี  คือชื่นชมผู้ที่พูดด้วย  ว่าแสดงความสามารถในฐานะช่าง  หรือในทางเสียดสีว่า  กำลังแสดงตัวว่าเก่ง  ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่เก่ง  ก็เป็นไปได้ทั้ง  ๒  ทาง

7. Across the street he saw a man _______________ a boy with a stick.

(ข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง  เขาเห็นชายคนหนึ่ง _________________ เด็กชายคนหนึ่งด้วยไม้)

(a) beating    (กำลังตี)

(b) to beat

(c) having beaten

(d) to have beaten

ตอบ   -   ข้อ   (a)  สำหรับกริยา  “See”  มีที่ใช้ดังนี้  คือ

๑.       See” + กรรม + Verb 1  =  เห็นกรรมทำกริยา

- We saw him go out and walk in the park.

(แต่เมื่อเป็น  “Passive voice”  ต้องใช้   “He was seen to go out and walk in the park.”)

๒.     See” + กรรม + Verb + ing”  =  เห็นกรรมกำลังทำกริยา

-   We saw students playing in the field.

(เราเห็นนักเรียนกำลังเล่นในสนาม)

๓.     See” + กรรม + Verb 3  =  เห็นกรรมถูกกระทำ

-   We saw an elephant killed by hunters.

(เราเห็นช้างถูกฆ่าโดยนายพราน)

8. His friends thought he was ill yesterday, ________________?

(เพื่อนของเขาคิดว่า  เขาป่วยเมื่อวานนี้ ____________________ )

(a) did they

(b) was he

(c) didn’t they    (ใช่หรือไม่)

(d) wasn’t he

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ในส่วน  “Tag”  ต้องใช้กริยาตามประธานและกริยาในประโยคใหญ่  “Main clause” (His friends thought……)  มิใช่ใช้ตามประธานและกริยาในประโยคย่อย (he was ill yesterday)  และเนื่องจาก  “Thought” อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน   “Tag” จึงต้องใช้   “Did”  ในรูปปฏิเสธ  (= didn’t)

9. You almost scared me ______________ death!

(คุณเกือบทำให้ผมตกใจ ___________________ ตาย  -  หรือตกใจอย่างมาก)

(a) for

(b) in

(c) to    (ถึง, แทบ)

(d) into

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To scare someone to death” =  “ทำให้ตกใจอย่างมาก

10. A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

      B: He signed up, but he’s considering _______________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ___________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ  (a)  “Consider + Verb + ing” =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + not + Verb + ing” =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.” (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   I don’t mind _______________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ____________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                  ตัวอย่างที่ ๒

-   He keeps _______________ the most outrageous things.

(เขา ___________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                ตัวอย่างที่ ๓

-       Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)} 

                ตัวอย่างที่ ๔

-         I can’t help __________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.    (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๕

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

11. I just saw a girl _______________ in Canada.

(ผมเพิ่งจะเห็นเด็กผู้หญิง ___________________ ในแคนาดา)

(a) that I met her sister

(b) who is sister I met

(c) whose sister I met    (ผู้ซึ่งพี่สาวของเขาผมได้พบ)   

(d) who I met her sister

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  “ผู้ซึ่งพี่สาวของเธอ” (ของเด็กผู้หญิง)

12. India’s population now ________________ 1,200 million.

(ประชากรของอินเดียในปัจจุบัน ______________________ ๑,๒๐๐  ล้านคน)

(a) is exceeding

(b) exceed

(c) exceeds    (มากกว่า, เกินกว่า)

(d) is exceeded

ตอบ   -    ข้อ   (c)  “Population”  เป็นนามเอกพจน์นับได้   กริยา  “Exceed”  จึงต้องเติม  “S”   (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ส่วน   “Exceed”  ถ้าไม่ใช้กับกริยาที่แสดงการกระทำ หรือเคลื่อนไหว  (Action)  ไม่ใช้รูป  “Continuous  tense”  เช่นใน ข้อ  (a)   แต่ถ้าแสดงการกระทำ-เคลื่อนไหว  ก็ใช้ได้  เช่นประโยคข้างล่าง

            - You were exceeding your duty in opening those letters.

(คุณกำลังทำเกินหน้าที่  ในการเปิดจดหมายเหล่านั้น)

13. Because my scissors are dull, I’m going to buy a new ________________.

(เพราะว่ากรรไกรของผมทื่อ  ผมจะซื้อ (กรรไกร) _________________ใหม่)

(a)   one

(b)  scissor

(c) pair   (ด้าม, เล่ม)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Scissors” (กรรไกร)  ใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะบอกจำนวน  ว่า กี่ด้าม หรือ กี่เล่ม  ต้องเลือกใช้สมุหนาม  (Collective noun) ที่เหมาะสม  ในที่นี้  คือ  “Pair

            สมุหนาม”  (Collective noun)  คือ  นามที่เป็นชื่อของหมู่คณะ, กลุ่ม, พวก, เหล่า, ฝูง  โดยปกติจะใช้รวมกับ  นามทั่วไป-ไม่ชี้เฉพาะ  (Common noun)  เสมอ   โดยมี   “Of” มาคั่น เช่น

             Collective noun + of + Common noun      (คำแปล)

A bunch of grapes    (องุ่นพวงหนึ่ง)

A gang of thieves    (ขโมยแก๊งหนึ่ง)

A clusters of stars    (ดาวกลุ่มหนึ่ง)

A group of students    (นักเรียนกลุ่มหนึ่ง)

A herd of cattle    (วัวควายฝูงหนึ่ง)

A bunch of flowers    (ดอกไม้ช่อหนึ่ง)

A tribe of citizens    (พลเมืองเผ่าหนึ่ง)

A flock of sheep    (แกะฝูงหนึ่ง)

A crowd of people    (คนกลุ่มหนึ่ง)

A flock of chickens    (ลูกไก่ฝูงหนึ่ง)

A school of porpoises    (ปลาโลมาฝูงหนึ่ง)

A loaf of bread    (ขนมปังปอนด์หนึ่ง)

A piece of cake    (ขนมเค้กชิ้นหนึ่ง)

An item of news    (ข่าวหัวข้อหนึ่ง)

            สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun) ก็ต้องเลือกใช้  “สมุหนาม”  ให้เหมาะสมเช่นกัน  เช่น

-     a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

            - a piece of paper    (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread    (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge    (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news    (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit    (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)    (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge    (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 76)

Part V :Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. We can employ you ________________ a clerk.

(เราสามารถจ้างคุณ ______________________ เสมียน)

(a) to be

(b) be

(c) being

(d) as    (ในฐานะ, เป็น)

(e) are

2. She suggested that we ________________ early.

(เธอแนะนำว่าเรา ___________________ แต่เนิ่นๆ  -  หรือ แต่เช้าตรู่)

(a) must start    (จะต้องเริ่มต้น)

(b) started

(c) should start    (ควรเริ่มเต้น)

(d) have to start    (จำเป็นต้องเริ่มต้น)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + suggest + that + subject + should + verb 1”   หรือ   “Subject + suggest + that + subject + verb 1”  ซึ่งโครงสร้างแบบหลังนี้เรียกว่า  “Present subjunctive” คือ  “Verb 1” เสมือนมี  “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  Present subjunctive”  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)_________________กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)  (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given     (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given”  (ละ “Should” ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-      I will recommend that the student _______________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ____________________กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak   (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค   (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา   “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า“Present Subjunctive

                ตัวอย่างที่ ๓

-   Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)  (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive” คือการใช้กริยาช่องที่ ๑  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม “s”  หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”  ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท“Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”  หรือ  “ed”  ที่กริยาตัวนี้  (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”ให้ใช้  “Be”ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป  “Present subjunctive”  ใน ๒ กรณี  คือ

๑.   อยู่หลัง “กริยา+ that”  ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                     ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buya dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี  “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ   ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

-         I suggested (that) he (should) be more careful.

-         She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

๒.    “Noun clause”ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้   (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1ไม่มี  “To”นำหน้า)   กริยาใน“Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary”  (จำเป็น),“Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),“Advisable”  (ควร),“  Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job.

-        (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave.

-        (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

3. Compare the copy _______________ the original.

(จงเปรียบเทียบสำเนานี้  _____________________ ต้นฉบับ)

(a) to

(b) with    (กับ)

(c) from

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เปรียบเทียบสิ่งเดียวกัน  ใช้  “With”  แต่ถ้าเปรียบเทียบสิ่งนี้เป็นสิ่งนั้น  ใช้   “To” เช่น  “Some people compare sleep to death.”  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับ  เหมือนกับความตาย)

4. Can that man _________________?

(ชายคนนั้นสามารถ ______________________ ได้หรือไม่)

(a) rely

(b) be relied

(c) be relied upon    (พึ่งพาอาศัย)

(d) be relying

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจาก ชายคนนั้น  “ถูกพึ่งพาฯ” (ถูกกระทำ)  โดยผู้อื่น  และต้องต่อท้ายด้วย  “Upon” หรือ  “On” เสมอ

5. I wonder what _______________ if you told him what you think of him.

(ผมสงสัยว่าอะไร ____________________ ถ้าคุณบอกเขาว่า  คุณคิดเกี่ยวกับตัวเขาอย่างไร  -  หรือ คุณคิดว่าเขาเป็นคนเช่นไร)

(a) happens

(b) will happen

(c) had happened

(d) would happen    (จะเกิดขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เป็น  “If clause” แบบที่  ๒  (What would happen if………….of him)  คือ เป็นเรื่องเกิดได้ยากในปัจจุบัน  คือ  ผู้พูดเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่บอกเขาว่า  คุณคิด..............”  (เหตุการณ์นี้คงจะไม่เกิดขึ้น)  ทั้งนี้   กริยาใน  “If clause”  ใช้  “Told”  ส่วนกริยาใน  “Main clause”   ใช้  “Would happen

6. Where is the ASEAN _______________ situated?

(____________________  ของอาเซียนตั้งอยู่ที่ใด)

(a) head quarters

(b) headquarters    (สำนักงานใหญ่)

(c) head quarter

(d) headquarter

7. I _______________ in Phuket for 3 years when you return from France.

(ผม __________________ ในภูเก็ตเป็นเวลา  ๓  ปี  เมื่อคุณกลับมาจากฝรั่งเศส)

(a) have lived

(b) have been living

(c) shall live

(d) shall have been living    (จะได้กำลังอาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคต  ว่า  เมื่อถึงเวลานั้นๆในอนาคต  อีกเหตุการณ์หนึ่งคงจะได้เกิดขึ้นแล้ว  (ใช้ Present perfect tense -  Subject + has (have) + verb 3)  หรือ  จะได้กำลังเกิดขึ้นแล้ว  (ใช้  Present perfect continuous tense -  Subject + has (have) + been + verb + ing )  (คือในกรณีของประโยคข้างบน)  สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า  “Shall have lived”   ก็ได้เช่นกัน 

8. I am now very old.  I’m sure I _______________ by the end of this year.

(ผมแก่มากในขณะนี้  ผมมั่นใจว่า  ผม ___________________ ในตอนสิ้นปีนี้)

(a) am dying

(b) die

(c) have died

(d) shall have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูอธิบายเพิ่มเติมจากใน  ข้อ  ๗  และจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   By the year 2095 all of us _________________.

(ในปี –  หรือราวๆปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน __________________ )

(a) will die

(b) will have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + will (shall) + have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน  ๓  กรณี  คือ

๑.   ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

-         เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense

{Subject + will (shall) + have + Verb 3}

-         เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense

(Subject + Verb 1)

-         The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

     - We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  (ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

            ๒. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐), By the year 2095, By tomorrow, By next week (month, year), By the end of September, By next winter, By this time tomorrow (ราวๆเวลานี้ของวันพรุ่งนี้), By the time I graduate next year  (ราวๆเวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

        - We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

      - I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

      - They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

      - By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

            ๓. ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

         - I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

        - It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

        - She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

        - They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล๊อก)

9. I don’t mind _______________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ____________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   He keeps _______________ the most outrageous things.

(เขา ___________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                ตัวอย่างที่ ๒

-       Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)} 

                ตัวอย่างที่ ๓

-         I can’t help __________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.    (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๔

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth ______________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

10. Since the weather was bad, ______________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little     (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little     (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความในประโยคเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-  There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little   (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few   (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)(ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few(น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์) (ใช้  “Few”หรือ “A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า  “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

           - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

           - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

           - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 75)

Part V :  Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. We congratulated the winner _________________ his success.

(เราแสดงความยินดีกับผู้ชนะ ____________________ ความสำเร็จของเขา)

(a) with

(b) to

(c) on    (ใน, ในเรื่อง)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Congratulate”  ใช้กับ  “On”   สำหรับคำกริยา  และวลีที่ใช้กับ  “On”   ได้แก่   on request  (เมื่อมีการร้องขอ)on page 5  (ในหน้าที่ ๕),  “Waste his time on”  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว  คือ  ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงิน โดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล๊อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์), เป็นต้น

2. Your father is very kind _______________ me.

(คุณพ่อของคุณกรุณา _____________________ ผมมาก)

(a) for

(b) on

(c) with

(d) to    (ต่อ, กับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Kind”  ใช้กับ  “To”  สำหรับคำคุณศัพท์ (Adjective)   ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ),  familiar  (คุ้นเคยกับ),  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)  เป็นต้น

               สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่  happen  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)  -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)  -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)  -- The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  เป็นต้น

3. __________________ his poor health, he could not work in a tropical country.

(____________________ สุขภาพที่แย่ของเขา  เขาไม่สามารถทำงานในประเทศในเขตร้อน)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) In spite of    (ทั้งๆที่)

(c) Because of    (เนื่องมาจาก)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Because of”  และ  “In spite of” จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-      ________________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(___________________  บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because   (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) Because of   (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) In spite of   (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although   (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Because of (= Due to = On account of = Owing to)  และ  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  จากประโยคข้างล่าง

            - Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

            - Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

           - He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

-   He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาหรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

           - In spite of (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา  -  ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์)

         - In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

           - They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

4. I don’t believe that the problem __________________.

(ผมไม่เชื่อว่า  ปัญหา _______________________ )

(a) to be solved

(b) is being solved    (กำลังถูกแก้ไข, กำลังได้รับการแก้ไข)

(c) being solved

(d) been solved

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคย่อย  (that the problem is being solved)  ซึ่งเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Believe”  สำหรับ  “is being solved”  อยู่ในรูป  “Present simple tense”  ในแบบ  “Passive voice”  เนื่องจากประธานของประโยคย่อย  คือ  “the problem”  ถูกกระทำกริยา  คือ  “กำลังถูกแก้ไข”  สำหรับโครงสร้างในแบบ  “Passive voice” ของ  “Present continuous tense”  คือ  “Subject + is (am, are) + being + verb 3

5. The food is ________________ that I can’t eat it.

(อาหาร ___________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot

(b) too hot    (ร้อนเกินไป)

(c) so hot    (ร้อนมาก)

(d) hot enough    (ร้อนพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูโครงสร้างวลีในแต่ละข้อจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑    

-     I am _______________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) _________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

         - I am too weak to lift this heavy stone.

         - I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

        - I am not strong enough to lift this heavy stone.

         - I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

         - I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

(ประโยคทั้ง  ๕  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน)

                ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

            - The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

        - The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

        - The car is not big enough for us to get into it.

        - The car is so small that we cannot get into it.

        - It is so small a car that we cannot get into it.

         - It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ  -  ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

6. It was so long before he came that I was _________________ whether he had got lost.

(มันเป็นเวลานานมากก่อนที่เขาจะมา  จนกระทั่งผม __________________ ว่าเขาหลงทางหรือไม่)

(a) wonderful    (มหัศจรรย์, ยอดเยี่ยม, ดีเยี่ยม, น่าพิศวง)

(b) wondered     (ดูข้อ  C)

(c) wonder    (วั้น-เดอะ)  (รู้สึกประหลาดใจ, รู้สึกงงงวย, รู้สึกกังขา, รู้สึกสงสัย)

(d) wondering    (วั้น-เดอะ-ริ่ง)  (ประหลาดใจ, พิศวง, งงงวย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นคำคุณศัพท์  ใช้กับ  “Verb to be” (Was)  และได้ความหมาย  ส่วนที่ไม่เลือกข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Wonder” ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice

7. A: What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

    B: None, they are _________________.”

(ไม่มี  ทั้ง  ๒  สิ่ง ______________________ )

(a)  in the same

(b)   the same    (เหมือนกัน)

(c)    like

(d)   as the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบว่า  “They are alike.” ดูการใช้   “Like, Alike, As”  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-     This car has an engine _________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (ในฐานะ, เป็น-  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)   (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + subject + verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ   “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๒

-         What is the climate ______________ in your home town?

(อากาศ __________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใด)

ตอบ  -  ข้อ   (c)  ในที่นี้   “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง   “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ   “Verb to be”  หรือ “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                   ตัวอย่างที่ ๓

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”   หมายถึงเหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ “ฝน

                      ตัวอย่างที่ ๔

-         He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ  “the same as”   ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-       Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้   “Like”   เนื่องจาก   “Like”  (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people”  (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

             - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

            - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                      สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

          - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

         - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

          - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                       สำหรับ   “Alike”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”   ดังประโยคข้างล่าง

               - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

             - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

            - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

           - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

           - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

           - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

           - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

           - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

8. I sold my car ________________ a good price.

(ผมขายรถยนต์ของผม ____________________ ราคาที่ดี)

(a) at    (ใน)

(b) in

(c) with

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “At a good price” =  “ในราคาที่ดี หรือสูง”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่   “At interest”  =  “โดยคิดดอกเบี้ย”   “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา) ,  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)“at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast” (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง), “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)   “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)   “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”   (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)   “to work harder at his thesis”   (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”   (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)   “to be at war” (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)   “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)   “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)   “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)   “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school”  (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)    “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length” (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)   “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

9. A: What do people generally think of money?

(ผู้คนโดยทั่วไปคิดถึงเงินว่าเป็นอะไร  -  หรือเป็นอย่างไร)

    B: Money ___________________ as a god.

(เงิน ______________________ ว่าเป็น  -  หรือในฐานะเป็น  -  พระเจ้า)

(a)    is generally thinking of

(b)   generally thinks of

(c)   is generally thought of    (โดยทั่วไปถูกคิดถึง)

(d)   is thought generally

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}   เพราะเงินเป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกคิดถึง”  สำหรับการวางตำแหน่ง   “Adverb of frequency”  {Generally, Usually, frequently, often, hardly  (ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่), hard  (หนัก)}   ในประโยค  ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-      He always tries to avoid ______________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ___________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work   (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้ (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์   (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ  (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”   เนื่องจากหลัง   “Avoid”  ต้องใช้รูป Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้ “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ “Hardly work” (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                   ตัวอย่างที่ ๒

-Those people are working very ________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard   (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Hard”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์   (Adjective)   และกริยาวิเศษณ์   (Adverb)   ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง   “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)    สำหรับ “Hardly” เป็น Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)   หมายถึง   “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely” ดังตัวอย่าง

             - He hardly works.

   (เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

             - She is hardly patient.

     (เธอไม่ใคร่จะอดทน)

            - They had hardly finished their work when it began to rain.

     (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                  สำหรับการวางตำแหน่งของ   “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.(พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class.(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์   ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before   (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life  (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain  (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only  (ไม่เพียงแต่),  not even once   (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until  (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม   ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า   “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

10. _________________ that I can’t think of anything to say.

(______________________ จนกระทั่ง  ผมไม่สามารถคิดที่จะพูดอะไรได้เลย)

(a) I am very astonished

(b) I am too astonished

(c) I am so astonishing

(d) I am so astonished    (ผมประหลาดใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + is (am, are was, were) + so + adjective + that + subject + verb”  (ประธาน...................มาก  จนกระทั่ง....................)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้  และที่เกี่ยวข้องกัน  ในข้อ  ๕  ของข้อสอบชุดเดียวกันนี้

11. As you treat me, ________________ will I treat you.

(ตามที่  -  หรือ เหมือนกับที่  -  คุณปฏิบัติต่อผม   ผมก็จะปฏิบัติต่อคุณ ________       _________________________)

(a) as

(b) like
(c) so    (ในแบบเดียวกัน  หรือ เช่นเดียวกัน)

(d) the same

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “So + Verb พิเศษ  (is, am, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must) + Subject + Verb แท้  (go, walk, play, eat, swim, run, finish, develop, etc.)”

12. In ________________ that we call democracies, these things are privately owned.

(ใน ____________________ ซึ่งเราเรียกว่าประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  สิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกเป็นเจ้าของโดยบุคคล)  (คือปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของได้  ไม่เหมือนประเทศสังคมนิยม  ที่สิ่งต่างๆ มีรัฐเป็นเจ้าของ)

(a) a many good countries

(b) a good many country

(c) a good many countries    (หลายๆประเทศ, ประเทศจำนวนมาก)

(d) a many good country

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A good many +  คำนามพหูพจน์” =  “...................... จำนวนมาก”  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (are, have, eat, play, etc.)  เช่น

        - A good many guests are coming to my party.

(แขกจำนวนมากจะมางานเลี้ยงของผม)

- A good many students have passed the test.

(เด็กนักเรียนจำนวนมากได้สอบผ่านแล้ว)   

13. Will you put all the books back on the shelves ________________ you found them?

(คุณช่วยเอาหนังสือทั้งหมดกลับไปวางไว้บนชั้นหนังสือ _________________ คุณพบมัน (หนังสือ) ได้หรือไม่)

(a)    which

(b)   where    (ที่ซึ่ง)

(c)    in which

(d)   that

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากขยาย  “สถานที่”  คือ  ชั้นหนังสือ  จึงใช้  “Where

14. “Mr. North has two daughters, who are nurses.”

(มิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน, ผู้ซึ่งเป็นพยาบาล)

The sentence above tells us that Mr. North has________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์นอร์ธมี _____________________ )

(a)    three daughters    (ลูกสาว  ๓  คน)

(b)   only two daughters    (ลูกสาวเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

(c)    at least three daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๓  คน)

(d)   at least two daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๒  คน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Who are nurses” เป็น  “Non-defining clause”   มาขยาย  “Daughters”  โดยเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เพราะ  “Mr. North has two daughters”  เป็นประโยคที่ชี้เฉพาะ  มีความสมบูรณ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว  คือบอกว่ามิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน  (เท่านั้น)  สังเกตจากมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหลัง  “Daughters”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-    The _________________ a grateful animal.

(________________________  สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”   ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)  คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความ สำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือไปทำอะไร

-   The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

-    The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                    ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๒

-   This ____________________ very good.

(______________ (นี้)___________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ  “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น   มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-    Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัล  ทรัมพ์  -  ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัล  ทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

              - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

           - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

          - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

               - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

              - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.    

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

               - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

               - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

               - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

              - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                      จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี   “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  อยู่ระหว่าง “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause”   ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ  (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”   ได้ดังนี้

๑.                   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

๒.                 ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

๓.                  ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”   ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                   สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี   “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้   เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”   มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

              - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

             - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

              - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

               - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

                - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

               - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

                - Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                    จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

                 - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

                - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

                - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

               - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

               - The plan which I proposed to the committee was finally turned down.  (แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

               - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

                 - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

                 - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี   “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ   “Defining Adjective Clause”   ได้ดังนี้

                  ๑, ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                ๒. ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า”   คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                ๓. ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause” ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย

15. After _______________ the letter, he hurried off to see her.

(หลังจาก ______________________ จดหมาย   เขารีบไปพบเธอ)

(a) read

(b) reading    (อ่าน)

(c) having read

(d) had read

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  Preposition “After”  ต้องตามด้วย  “Verb + ing” สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having read the letter, he…. …………her.  (เมื่อได้อ่านจดหมายแล้ว  เขารีบไปพบเธอ)

16. I don’t like to begin writing a letter, __________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ____________________ )

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ  (b)  ดูคำอธิบายการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-  Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ___________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough   (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Unless = If…………… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

-    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

-    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

-   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

-   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

 Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

17. A: Whose is this knife?

(มีดเล่มนี้เป็นของใคร)

      B: It _________________.

(มัน _______________________ )

(a)    is Tim

(b)   is Tim’s    (เป็นของทิม)

(c)    is belonged to Tim

(d)   is Tim’s owner.

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้รูป  Apostrophe “s”  เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ  หรือใช้  “It belongs to Tim.”  เนื่องจากกริยา  “Belong”   (เป็นของ)  ไม่มีการใช้รูป  “Passive voice”  แบบในข้อ  (c)

18. This house needs ___________________.

(บ้านหลังนี้จำเป็นต้อง _____________________ )

(a) being repaired

(b) repairing    (ซ่อมแซม)

(c) repaired

(d) to repair

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Need”  เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  มีโครงสร้าง  ๒  แบบ  คือ  “Need + Verb + ing”  หรือ  “Need + to + be + Verb 3”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบอีกแบบว่า  “……….needs to be repaired”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-    That little child will need _______________.

(เด็กเล็กๆคนนั้นจำเป็นต้อง (มี) ______________________ )

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจาก  “Need” (จำเป็นต้อง)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง ๒ แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “Need + Verb + ing” (Need + Looking after)  และ “Need + To + Be + Verb 3” (Need + To + Be + Looked after)  จึงต้องจำ

19. Our car needs _____________________.

(รถยนต์ของเราจำเป็นต้อง ______________________ )

(a) mend

(b) mended

(c) being mended

(d) to mend

(e) to be mended    (ได้รับการซ่อมแซม, ถูกซ่อมแซม)

ตอบ   -   ข้อ   (e)  หรืออาจตอบว่า   “………..needs mending”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมในข้อ  ๑๘

20. Mrs. Andrews is a ________________ woman.

(มิสซิสแอนดรูว์เป็นผู้หญิง ______________________ )

(a) kind-heart

(b) kind heart

(c) kind-hearted    (ใจดี, ใจบุญ, ใจกรุณา)

(d) kind hearted

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-    A woman with white hair is a _____________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ____________________ )

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ  -  ข้อ  (d)    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-  True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

ประโยคข้างบนต้องใช้  “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective) คือ  คำ ๒ คำ  ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective) คำเดียว จะต้องมีขีด      ( - )  คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed” หลังคำนามได้  ตัวอย่าง เช่น

         - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

         - an absent-minded man – คนใจลอย

         -service-minded people– คนจิตอาสา

         - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

         - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

           -a big-eyed girl– เด็กหญิงตาโต

         - red-faced people– คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

         - a baby-faced man–คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

         - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

         - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

        - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

         - a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

         - a cold-blooded animal– สัตว์เลือดเย็น

         - a long-sighted woman– ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

         - a long-legged man– ผู้ชายขายาว

         - a big-headed boy – เด็กหัวโต

         - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

         - a round-eared girl– เด็กผู้หญิงหูกลม

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 74)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. She did not have _____________ time to answer his letter.

(เธอไม่มีเวลา _____________________ ที่จะตอบจดหมายของเขา)

(a) many    (มาก)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)  

(b) a lot    (มาก)  (“A lot of”  ใช้กับทั้งนามนับได้พหูพจน์  และนามนับไม่ได้)

(c) plenty    (มาก)  (“Plenty of” ใช้กับทั้งนามนับได้พหูพจน์  และนามนับไม่ได้)

(d) enough    (เพียงพอ)  (ใช้ได้ทั้งกับนามนับได้และนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Time” เป็นนามนับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้กับข้อ  A   ส่วน ข้อ  B, C  ตก   “Of”  ไป  จึงใช้ไม่ได้   เหลือข้อ   D  ให้เลือกเพียงข้อเดียว

2. Most of the students got high marks in the examination, ________________one or two getting full marks.

(นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนสูงในการสอบ ___________________ คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม)

(a)   and

(b)  by

(c) with    (โดย)

(d) except    (ยกเว้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   Preposition  “With”  เพราะตามด้วย   Verb + ing (Getting)  ส่วน  Preposition “Except”  มักใช้กับ  ๒  ข้อความที่ขัดแย้งกัน  หรือ  แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น  “นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำ  ยกเว้น  คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         All the boys except Billy started to cry.  

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

-         He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

-         There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

- I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

- I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)             

3. If my father moved away, I suppose I would live with my uncle ______________ I went with him.

(ถ้าพ่อของผมย้ายออกไป  ผมคาดคะเน (คิด) ว่า  ผมจะอาศัยอยู่กับลุง ____________________ ผมไปกับพ่อ)

(a)   or    (หรือ, มิฉะนั้น)    

(b) accordingly    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(c) unless    (ถ้า................ไม่)  (= ถ้า  (ผม)  ไม่ไปกับพ่อ)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และ  “Unless” +   “ประโยคบอกเล่าเสมอ)   เช่น

              ตัวอย่างที่ ๑

-  Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ___________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูตัวอย่างการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๒

-   He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough   (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Unless = If…………… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

-    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

-    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

-   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

-   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

 Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

4. ________________ help will be given to the people in the flooded provinces.

(ความช่วยเหลือ _____________________ จะถูกมอบให้แก่ผู้คนในจังหวัดที่ถูกน้ำท่วม)

(a) Many    (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

(b) Many more    (จำนวนมากยิ่งขึ้น)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

(c) A great number of    (จำนวนมาก)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)  

(d) A lot of    (จำนวนมาก, มากมาย)  (ใช้กับทั้งคำนามนับไม่ได้  และคำนามนับได้ พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Help”  เป็นคำนามนับไม่ได้   ต้องใช้กับ  “Much” หรือ  “A lot of  =  Lots of”  (มากมาย)   หรือ  “Every kind of” (ทุกชนิด)  หรือ   “A large amount of ,   A great amount of,  A great deal of,  A good deal of,  Plenty of”  (ทุกคำ  หมายถึง  “มากมาย”)  ก็ได้  สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่   Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper(กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

                 สำหรับ   “A lot of,  Lots of, A few, Few”  มีการใช้ดังตัวอย่างข้างล่าง
                 ตัวอย่างที่ ๑

          - There was a _______________ over; it would have fed a dozen more people. 

(มี_____________________,  มันสามารถเลี้ยงคนได้อีกเป็นโหล)  (แต่ก็ไม่ได้เลี้ยง  คือ ทิ้งไปเสียเปล่าๆ)

(a) lot of food leaving

(b) lots of food left

(c) lot of food left    (อาหารมากมายเหลือทิ้งไว้)

(d) few of food leaving

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause) “……food which was left  หรือ…….food which had been left” สำหรับ  “A lot of = Lots of” (มากมาย)  สามารใช้กับทั้งนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และนามนับได้  พหูพจน์   ส่วน  “A few  (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง), Few (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)   ต้องตามด้วยนามนับได้  พหูพจน์เท่านั้น   ในที่นี้  “Food” (อาหาร)   เป็นนามนับไม่ได้   เช่น

-        There is a lot of (= lots of) furniture (food) in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์  (อาหาร)  มากมายในห้อง)

-        There are a lot of (= lots of) books on the table.

(มีหนังสือมากมายบนโต๊ะ)

-        There are a few (few) cars in the street.

{มีรถอยู่บ้าง (น้อยมาก) บนถนน}

5. A: ________________ did they get in?

(พวกเขาเข้ามา _______________________ )

   B: Ten minutes ago.

(๑๐ นาทีมาแล้ว  หรือ  ๑๐ นาทีที่ผ่านมา)

(a)   How long    (นานเท่าใด)

(b) How much time    (เวลามากเท่าใด)

(c) How many minutes    (กี่นาที)

(d) When    (เมื่อใด, เมื่อไร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากคำถามสอดรับกับคำตอบ

6. Now is the time when everyone must do _______________ best.

(ปัจจุบันเป็นเวลาที่ทุกคนจะต้องทำ ______________________ ให้ดีที่สุด)

(a) your

(b) their

(c) his or her

(d) his    (ของตนเอง,  ของเขาเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Everyone”  เป็นสรรพนามเอกพจน์  และถือเป็นเพศชาย  จึงต้องแทนด้วย   “His”  (Possessive adjective)

7. Linda looked _________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ ____________________ )

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(c) angrily   (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at  หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look” (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ  Look  เป็น  Linking verb)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  เช่น

           - She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

         - He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

         - The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

               สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-        Let us _______________ for a moment.

(พวกเราจง _____________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๒

-  I ________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful     (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)   สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”   ดูจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๓

-    Everything looks __________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์   (Adverb)

                  ตัวอย่างที่ ๔

-    One who does good feels _______________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก ___________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                ตัวอย่างที่ ๕

-    The air in that spot smells _________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                    ตัวอย่างที่ ๕  {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ   การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก   ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   ๔   แก้เป็น  “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                  ตัวอย่างที่ ๖

-  I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง   “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

         - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

        - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

        - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

        - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  become,  seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look   (มีท่าทาง),smell  (มีกลิ่น), sound, taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

-        Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy. (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm(เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

-        She kept calm and said nothing.(เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

8. Last week we had _______________ warm day.

(สัปดาห์ที่แล้ว  เรามีวันที่อากาศอบอุ่น _____________________ )

(a) real    (จริง, แท้จริง)

(b) a real

(c) a really    (จริงๆ, อย่างแท้จริง)

(d) really

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ขยายคำคุณศัพท์  (Warm)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)   และต้องมี  “A”  ด้วย  เนื่องจาก   “Day”  เป็นนามเอกพจน์  นับได้  จะอยู่ลอยๆไม่ได้

9. I have used both models, and I prefer _______________.

(ผมใช้มาทั้ง  ๒  แบบแล้ว  และผมชอบ ___________________)

(a) the newer   (แบบที่ใหม่กว่า)

(b) the newest    (แบบที่ใหม่ที่สุด)

(c) new one

(d) newest

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)     ระหว่างของ  ๒  สิ่ง  และต้องมี  “The”  เนื่องจากเป็นการชี้เฉพาะ  ระหว่าง  “แบบที่ใหม่กว่า  และแบบที่เก่ากว่ากัน

10. Does your child still _______________ down for a nap after lunch?

(ลูกของคุณยังคง ___________________  ลงเพื่องีบหลับ  (นอนช่วงเวลาสั้นๆ) หลังอาหารกลางวัน  หรือเปล่า)

(a) lay    (วางลง, ออกไข่)  (Lay,  Laid,  Laid)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) lie    (นอน)  (กริยา  ๓  ช่อง คือ  Lie,  Lay,  Lain)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lain

(d) lying

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เมื่อเป็นประโยคคำถาม  ใช้   “Does”  ช่วย  กริยาแท้  (Lie) ต้องกลับไปเป็นช่องที่  ๑  (Infinitive without to)

11. They sat around worrying about _______________ had gone wrong.

(พวกเขานั่งอยู่รอบๆ (หรือใกล้ๆ)  และวิตกกังวลเกี่ยวกับว่า ________________ ได้ดำเนินไปแบบผิดพลาด)

(a) whether    (หรือไม่)

(b) why

(c) what    (อะไร, สิ่งใด)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What had gone wrong”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  Preposition  “About”  ดูเพิ่ มเติม   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-            My friend would not tell me ______________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid   (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b) “how much he paid” เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me”

               ตัวอย่างที่ ๒

-  I can’t do exactly ______________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _____________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “Do”  สำหรับประโยคข้างบน   อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

              ตัวอย่างที่ ๓

-   Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ______________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”

                ตัวอย่างที่ ๔

-  She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา “Tell”  โดยมี “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                 ตัวอย่างที่ ๕

          - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)   ของ  “Verb to be” (Is) 

                ตัวอย่างที่ ๖

-   Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)   ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้   โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือQuestion word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”   ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.  เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค  เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

             - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

             - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

             - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

            - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

           ๒. เป็นกรรมของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

               - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

               - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

             ๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

               - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

               - This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

               - That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

               - Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

            ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

              - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้ “that”หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

-   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

12. Nancy was 19 _______________ she came to the university in West Berlin to study physics.

(แนนซี่อายุ  ๑๙ ____________________ เธอมาเรียนที่มหาวิทยาลัยในเบอร์ลิน   เพื่อศึกษาด้านฟิสิกซ์)

(a) when    (เมื่อ)

(b) since

(c) after

(d) while

13. A: My mother’s coming back from her vacation.

(แม่ของผมกำลังกลับมาจากการไปเที่ยวพักผ่อนของเธอ)

      B: __________________________.

(a) She was gone for two weeks    (เธอไป  ๒  สัปดาห์)

(b) I hope the vacation was tiring    (ผมหวังว่าการไปพักผ่อนเหน็ดเหนื่อย – หรือน่าเบื่อ)

(c) It’s usually very nice in June    (อากาศมักจะดีมากเลยในเดือนมิถุนายน)

(d) I didn’t know she was away    (ผมไม่ทราบเลยว่า  เธอไม่อยู่บ้าน  หรือ  ไปพักผ่อน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  คำตอบสอดรับมากที่สุดกับคำถาม

14. A: What does your father do?

(พ่อของคุณทำงานอะไร)

      B: __________________.

(a)         He’s a very hard-working man    (เขาเป็นคนขยันมาก)

(b)        He’s doing his work carefully    (เขากำลังทำงานอย่างระมัดระวัง)

(c)         He’s the manager of a bank    (เขาเป็นผู้จัดการธนาคาร)

(d)        He has a very large family    (เขามีครอบครัวใหญ่มาก) 

ตอบ   -   ข้อ   (c)  คำตอบสอดรับกับคำถาม

15. A: They are going to show us around the city tomorrow.

(A: พวกเขาจะพาเราไปชมเมืองวันพรุ่งนี้)

      B: _____________________.

      A: Thanks

(A: ขอบคุณ)

 

(a) It’s their pleasure    (มันเป็นความเพลิดเพลิน-พึงพอใจ ของพวกเขา)       

(b) Have a good time    (ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ)

(c) It takes half a day    (มันใช้เวลาครึ่งวัน)

(d) Don’t be too worried    (อย่าวิตกมากเกินไป)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  คำพูดสอดรับกับคำตอบ  “ขอบคุณ

16. My letter is very long.  I hope you won’t find it _____________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน _______________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   The food was delicious.  That was a ______________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _____________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ (b)

                  ตัวอย่างที่ ๒

-   Bill heard that he had won a scholarship.  The news ____________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________ )

(a)   were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้    และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                 ตัวอย่างที่ ๓

-  She was very ______________ to meet her friend.

(เธอ __________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่ ๔

-   I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่ ๕

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

                  ตัวอย่างที่ ๖

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                      ตัวอย่างที่ ๗

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบข้อ (c)

                      ตัวอย่างที่ ๘

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก“surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-  The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

     satisfy –ทำให้พอใจ

     excite – ทำให้ตื่นเต้น

     disappoint –ทำให้ผิดหวัง

     attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

      interest – ทำให้สนใจ

     amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

     please –ทำให้ยินดี-พอใจ

     annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

     bore – ทำให้เบื่อ

     tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

     frighten – ทำให้ตกใจ

     confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

     surprise –ทำให้ประหลาดใจ

     amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

     delight – ทำให้ยินดี

      exhaust –ทำให้หมดแรง

     fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์       

       charm – ทำให้หลง

     convince – ทำให้เชื่อ

      tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ         

      entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

     embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

     puzzle –ทำให้งง

     thrill – ทำให้ตื่นเต้น

     upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

     irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

      exasperate –ทำให้โกรธ

      astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

     infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

     horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า         

 

                     กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม“ing”พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลังVerb to be”หรือหน้าคำนามก็ได้เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.(present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค“He is walking. (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม“Ed”ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง“Verb to be” (is, am, are, was, were)จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.(present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.(present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.(past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.(past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.(past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.(past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.(present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

17. One of the glasses ________________ water in it.

(แก้วใบหนึ่ง ____________________ น้ำอยู่ในมัน)

(a) has    (มี)

(b) have

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้กริยาตามประธาน   “One  ส่วน   “Of the glasses”  เป็นเพียงส่วนขยายประธาน

18. We had better ask that policeman _________________ the way.

(เราควรจะถามตำรวจคนนั้น _____________________ เรื่องระยะทาง)

(a) for

(b) about

(c) on

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)  (เมื่อ  “Ask”  หมายถึง “ถาม”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เหมือนกับประโยคข้างล่าง

           - We asked him many questions.

(เราถามคำถามเขามากมาย)

           - I asked the boy the way to the airport.

 (ผมถามเด็กทางไปสนามบิน)

19. I asked him ____________________.

(ผมถามเขา (ว่า) ______________________ )

(a) what should I do

(b) how should I do

(c) how I should do

(d) what I should do    (ผมควรทำอย่างไร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “What I should do”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Asked” (กรรมรอง คือ “him”)   ดูรายละเอียด  “Noun clause”  ในข้อ  ๑๑  ของข้อสอบชุดเดียวกันนี้

20. James is taller than ________________ in the class.

(จิมสูงกว่า ________________________ ในห้องเรียน)

(a) all the boys    (เด็กผู้ชายทุกคน)

(b) any boy    (เด็กผู้ชายคนใดๆ)

(c) any other boy    (เด็กผู้ชายคนอื่นใด)

(d) every boy    (เด็กผู้ชายทุกคน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 73)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The wind blew the roof ________________ my house.

(ลมพัดหลังคา ___________________ บ้านของผม)

(a) out of

(b) out off

(c) off    (ร่วงไปจาก,  หล่นไปจาก,  ปลิวไปจาก)

(d) out from

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To blow something off” =  “พัดร่วง หรือหล่นไปจาก

2. If I had known that you would come, __________________.

(ถ้าผมได้ทราบว่าคุณจะมา (เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว) ______________________ )

(a) I would stay home

(b) I would have stayed home    (ผมก็คงจะได้พักอยู่ที่บ้านแล้ว)  (เพื่อต้อนรับคุณ)

(c) I stayed home

(d) I could stay home

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  (Unreal past หรือ Past unreal) (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  ความหมาย คือ  “เพราะผมไม่ทราบว่าคุณจะมา  ผมก็เลยไม่ได้พักอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับคุณ”  ดูเพิ่มเติม  If clause แบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-   Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able   (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   If you had returned the library book on time, you _____________________ .

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ____________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined   (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๓

-      If you had gone with us to the mountains, you ___________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา 

                   ตัวอย่างที่ ๔

-   Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken   (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                ตัวอย่างที่ ๕

-   Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

             ตัวอย่างที่ ๖

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.   (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

           จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

-   I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย  –  แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-   If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-   If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

          นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse”  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse”  จากตัวอย่างข้างล่าง

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

       สรุป  -  ใน “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป “Reverse”  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

3. Harry Porter, ________________, has now left Bangkok.

(แฮร์รี่  พอร์ตเตอร์, _____________________, ตอนนี้ได้ออกจาก (โรงภาพยนตร์ใน) กรุงเทพฯ ไปแล้ว)

(a) we saw six months ago

(b) who we saw six months ago

(c) which we saw six months ago    (ซึ่งเราดูเมื่อ  ๖  เดือนที่แล้ว)

(d) which we saw it six months ago

(e) whom we saw him six months ago

ตอบ   -   ข้อ   (c)  แฮร์รี่  พอร์ตเตอร์  เป็นชื่อภาพยนตร์  (พิจารณาจาก  “ซึ่งเราดู”)  จึงต้องใช้  “Which” ขยาย  และไม่ต้องมี  “It”  อีก  เพราะแทนด้วย   “Which”  แล้ว  (จึงไม่เลือกข้อ  D)

4. It is not a good thing _______________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _______________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit….. ……………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + (not) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   Don’t do anything.  I believe ______________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it   (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                ตัวอย่างที่ ๒

-    It is usually necessary for the international business person ________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________  มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a)  to understand   (เข้าใจ)

(b)  to observe    (สังเกต)

(c)   knowing    (รู้)

(d)  speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + to do (กริยาอะไรก็ได้)  + something}  เช่น

         - It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

           - It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

            - It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

             - It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

             - It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

             - It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

5. Each of them ______________ answers very well.

(พวกเขาแต่ละคน _____________________ คำตอบ (ของตนเอง) อย่างดีมาก)

(a) know his    

(b) know their

(c) knows his    (รู้  -  คำตอบ  -  ของตนเอง)

(d) knows their

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   Each  เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์  (Adjective)  ขยายคำนาม  จะมีโครงสร้าง   Each + นามเอกพจน์ (นับได้) + กริยาเอกพจน์ (เช่น  “Is, Was, Plays, Works”  ฯลฯ)   หรือ   Each + of + the + นามนับได้  พหูพจน์ + กริยาเอกพจน์    หรือ   Each + of + them (us, you) + กริยาเอกพจน์  (ดังประโยคข้างบน)    ดูเพิ่มเติมประโยคข้างล่าง

          - Each boy has his own books.

(เด็กแต่ละคนมีหนังสือของตัวเอง)

(= Each of the boys has his own books.)

              แต่เมื่อใช้   Each เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรูปกริยา  ต้องใช้กริยาในประโยคเป็นพหูพจน์  คือตามประธานพหูพจน์   เช่น

          - The women each play a significant role in their family.

(= Each woman plays a significant role in her family.)

(ผู้หญิงแต่ละคนมีบทบาทสำคัญในครอบครัวของตน)

       - The boys each have their own books.

(= Each boy has his own books.)

(เด็กชายแต่ละคนมีหนังสือของตัวเอง)

           - The eggs cost 2 baht each.

(= Each egg costs 2 baht.)

(ไข่แต่ละฟองราคา  ๒  บาท)

              และ   Each  แม้จะเชื่อมด้วย   And  ก็ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น

           - Each boy and each girl has to bring his or her clothes. 

(เด็กชายและหญิงแต่ละคน  จำเป็นต้องนำเสื้อผ้ามาเอง)

6. A:“Who went to Hua-Hin with you?”

(ใครไปหัวหินกับคุณ)

   B: “_______________________.”

(a)   My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ  (ในที่นี้คือ “Went” จึงต้องใช้  “Did” แทน)

7. Peter: Oh, Sally, you look so fabulous today!

(โอ้  แซลลี่  คุณดูวิเศษ-ยอดเยี่ยม เหลือเกินวันนี้) 

    Sally: _________________________

(a) Oh!  It is terrible, right?   (โอ้ มันแย่มาก-ร้ายกาจมาก  ใช่ไหม)

(b) Yeah, I feel a bit dizzy now.   (จ้ะ  ฉันรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย  ตอนนี้)

(c) Thanks, you’re so sweet.    (ขอบคุณค่ะ  คุณ (ปีเตอร์) ช่างปากหวานเหลือเกินนะ)

(d) I have been working so hard since the morning.   (ฉันทำงานหนักมากตั้งแต่เช้าเลย)

8. A: My wife will bring you a drink.  What would you like?

(ภรรยาของผมจะนำเครื่องดื่มมาให้คุณ  คุณอยากดื่มอะไรล่ะ) 

    B: I feel like ________________ something cool.

(ผมอยาก _________________________ อะไรที่เย็นๆ)

(a)   to drink

(b) drinking    (ดื่ม)

(c) to be drinking

(d) being drunk

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Feel like” =  “รู้สึกอยากจะ..........”  +   คำนาม หรือ  Verb + ing   เช่น

            - We feel like going shopping this weekend.

(เรารู้สึกอยากไปซื้อของสุดสัปดาห์นี้)

          - They feel like a walk in the park.

(พวกเขาอยากจะไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ)

                  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Verb + ing” ดูจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-    He keeps _______________ the most outrageous things.

(เขา ___________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying   (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                ตัวอย่างที่ ๒

-       Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)} 

                ตัวอย่างที่ ๓

-         I can’t help __________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.    (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๔

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth __________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

9. A: Is it poison?

(มันเป็นยาพิษใช่ไหม)

    B: Yes, you _________________ drink it.

(ใช่แล้ว  คุณ ________________________ ดื่มมัน)

(a) may not    (อาจจะไม่  -  คือ  ไม่ต้อง...........ก็ได้)

(b) need not    (ไม่จำเป็นต้อง)

(c) must not    (จะต้องไม่)

(d) should not    (ไม่ควร)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  จะต้องใช้ว่า  “จะต้องไม่ดื่ม”  เนื่องจากเป็นยาพิษ  ความหมายหนักแน่นกว่า  “ไม่ควร

10. A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

      B: I would like to ask you ______________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) ___________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a)    when did you begin

(b)  began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)  (= คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                ตัวอย่างที่ ๑

-   My friend would not tell me ______________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid   (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b) “how much he paid” เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me”

               ตัวอย่างที่ ๒

-  I can’t do exactly ______________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _____________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

              ตัวอย่างที่ ๓

-   Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ______________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”

                ตัวอย่างที่ ๔

-  She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                 ตัวอย่างที่ ๕

          - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want” เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be (Is) 

                ตัวอย่างที่ ๖

-   Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)    ทั้งนี้   โครงสร้างของ  “Noun clause”   คือQuestion word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.  เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค  เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

             - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

             - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

             - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

            - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

           ๒. เป็นกรรมของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

               - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

               - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

             ๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

               - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

               - This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

               - That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

               - Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

            ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.   (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

              - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “which”)  และ  “that”จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้ “that”หรือ “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

-   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

11. If you want to ________________ a really good cook, you have to pay him a lot of money.

(ถ้าคุณต้องการ _______________________  พ่อครัวดีๆอย่างแท้จริง  คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินให้เขามากมาย)

(a) hire    (จ้าง)

(b) borrow    (ขอยืม)

(c) rent    (เช่า)

(d) buy    (ซื้อ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

12. You cannot do a good job if you are doing it under ___________.

(คุณไม่สามารถทำงานได้ดี   ถ้าคุณกำลังทำมันภายใต้ ___________________ )

(a) pleasure   (ความเพลิดเพลิน, ความรื่นรมย์, ความพอใจ, ความสำราญ)

(b) pressure    (ความกดดัน, แรงกดดัน)

(c) leisure    (ลี้-เช่อะ  หรือ  เล้ช-เช่อะ)  (เวลาว่าง, การว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน)

(d) measure   (มาตรการ, เครื่องมือ, การวัด, ระบบการวัด)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “Under”   ได้แก่    “under repair”  (กำลังได้รับการซ่อมแซม),  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา), “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา)  “under age”  (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง)  - (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด  หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา),  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย,  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,   “under the circumstances   (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น),  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง),  (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance”  (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”   (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี)   เป็นต้น

13. If you still don’t know what to do, I suggest you ask Paul’s ____________.

(ถ้าคุณยังคงไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรละก็  ผมแนะนำคุณให้ขอ ________________  จากพอล)

(a)   example    (ตัวอย่าง)

(b) benefit    (ผลประโยชน์, ส่วนดี, เงินช่วยเหลือ, เงินสงเคราะห์, เงินเพิ่ม, สิทธิพิเศษ)

(c) knowledge    (ความรู้)

(d) advice    (คำแนะนำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

14. I wasn’t able to ______________ the meeting because I was too busy.

(ผมไม่สามารถ ______________________ การประชุม  เพราะว่าผมมีธุระยุ่งมากเกินไป)

(a) assist    (ช่วยเหลือ)

(b) present   (นำเสนอ, เสนอ, ให้, ยื่น, มอบ, แนะนำ)

(c) attend    (เข้าร่วม, ไป, ไปกับ, อยู่กับ, รับใช้, ดูแล, เชื่อฟัง, ให้ความเอาใจใส่)

(d) attempt    (พยายาม, ความพยายาม)  

15. Don’t worry; we have got ________________ more rooms available.

(ไม่ต้องเป็นห่วง  เรามีห้องเพิ่มขึ้น ___________________ )

(a) few   (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(b) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(c) a little     (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้  -  เป็นเอกพจน์เสมอ)

(d) very    (มาก  เช่น  ร้อนมาก, หนาวมาก, ใหญ่มาก, สวยมาก, ช้ามาก, เร็วมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  คือ  หาห้องเพิ่มขึ้นได้อีกนิดหน่อย  แต่ไม่มาก  โดยพิจารณาจาก  “ไม่ต้องเป็นห่วง”  ซึ่งมีความหมายในทางบวก  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-   There was a _______________ over; it would have fed a dozen more people. 

(มี_____________________ มันสามารถเลี้ยงคนได้อีกเป็นโหล)   (แต่ก็ไม่ได้เลี้ยง  คือ ทิ้งไปเสียเปล่าๆ)

(a) lot of food leaving

(b) lots of food left

(c) lot of food left    (อาหารมากมายเหลือทิ้งไว้)

(d) few of food leaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause) “……food which was left  หรือ…….food which had been left”  สำหรับ  “A lot of = Lots of” (มากมาย)   สามารใช้กับทั้งนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน “A few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง), Few   (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)”    ต้องตามด้วยนามนับได้  พหูพจน์เท่านั้น  ในที่นี้  “Food” (อาหาร) เป็นนามนับไม่ได้  เช่น

-        There is a lot of (= lots of) furniture (food) in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์  (อาหาร)  มากมายในห้อง)

-        There are a lot of (= lots of) books on the table.

(มีหนังสือมากมายบนโต๊ะ)

-        There are a few (few) cars in the street.

{มีรถอยู่บ้าง (น้อยมาก) บนถนน}

สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun) อื่นๆ เช่นInformation  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper  (กระดาษ), Equipment (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge   (ความรู้), Progress (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior   (พฤติกรรม) เป็นต้น   อนึ่ง  คำนามเหล่านี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย จะต้องใช้ สมุหนาม  (Collective noun)คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อนที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ เช่น

-     a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

            - a piece of paper(กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread(ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge(ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news(ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit(ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 72)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. It is ______________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _______________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better   (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree) ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-  Literature played ______________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”(Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ(ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก“Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้“More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือFar”  ขยายหน้า  “Important

                ตัวอย่างที่ ๒

-         Last night’s homework was hard, but this is __________________difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  __________________)

(a)  much more     (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

               ตัวอย่างที่ ๓

-   It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ______________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า ________________ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a)   very

(b)  so

(c) much    (มาก, มากมาย)   (หรืออาจใช้“Far”ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”“สวยกว่ามาก”  ให้ใช้“Much” และ “Far”ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                 ตัวอย่างที่ ๔

-     She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier     (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ   ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น   (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้   “Very

                ตัวอย่างที่ ๕

-   The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน(อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”   “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้ ๒ คำ คือ   “Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  far more pleasant”  ก็ได้

                      ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much  bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)“  much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)“far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”(สวยกว่ามาก)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”  “เบากว่าเล็กน้อย”  “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๖

- I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

2. I _______________ him the truth, but I did.

(ผม ____________________ความจริงแก่เขา  แต่ผมก็บอก)

(a) needn’t tell

(b) needn’t to tell

(c) needn’t have told    (ไม่จำเป็นต้องได้บอก)  (คือบอกไปแล้ว)

(d) needn’t have to tell

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Need not + Verb 1” = “ไม่จำเป็นต้อง...........”  ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต   เช่น   “You need not clean the room.” (คุณไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดห้อง  -  ในขณะนี้ หรือในอนาคต)   แต่ถ้าหมายถึง  “ไม่จำเป็นต้อง...........ในอดีต”  (แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)   ต้องใช้โครงสร้าง   “Need not have + Verb 3”  ดังประโยคข้างบน   ดูเปรียบเทียบกับ  “Should + have + verb 3”    (ควรจะได้ทำ.............ในอดีต  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   หรือ   “Should + not + have + verb 3”   (ไม่ควรได้ทำ...........ในอดีต  แต่ก็ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-  You lost all your money, didn’t you?  You ______________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + have + verb 3” = “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + have + verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๒

-    A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

-    B: “I know.  I shouldn’t ________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________นานมากที่ห้องสมุด)

(a)   have been staying

(b) have stayed(ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ “Should (= ought to) + have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  ดังประโยคข้างล่าง  

                   ตัวอย่างที่ ๓

-       I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b)be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ   (c)  “Should (ought to) + Verb 1” =“ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

- He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

               ตัวอย่างที่ ๔

- You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= should) + have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          - I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

          - She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

           - They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                    จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๕

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย –ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

            - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว(เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

              - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

3. Robert was made _______________ of the Handicap Society.

(โรเบิร์ตได้รับการแต่งตั้ง (ถูกแต่งตั้ง) ให้เป็น __________________ ของสมาคมคนพิการ)

(a) a President

(b) President    (ประธาน)

(c) the President

(d) an President

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โครงสร้างแบบนี้  ไม่ต้องใช้   “Article”  (A, An, The)

4. The storm prevented me _______________ here last night.

(พายุขัดขวางผม ______________________ ที่นี่เมื่อคืนนี้)

(a) to come

(b) in coming

(c) so I couldn’t come

(d) from coming    (จากการมา)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + prevent + someone + from + verb + ing + something”   (ประธานขัดขวางใครจากการทำอะไรบางอย่าง  คือ  ประธานขัดขวางใครมิให้ทำอะไร)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-         What prevented you _________________?

(อะไรขัดขวางคุณ _______________________ )

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier     (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้-  คือมาเร็วกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + prevent + someone + from + doing + something” (Active voice) (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)หรือ  “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน   อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ (What)  เป็นผู้ขัดขวาง “คุณ” จากการมาถึงแต่เนิ่นๆกว่านี้)

                 สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice”ดูจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๒

-         I had meant to call on you, but was prevented ______________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง _____________________ )

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so    (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน    ประธานฯ (ผม)  ถูกขัดขวาง (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

5. Beethoven was famous especially _____________ his piano playing , but he was also  a composer.

(บีโธเฟ่นมีชื่อเสียงเป็นพิเศษ _____________________ การเล่นเปียโนของเขา  แต่เขาก็เป็นนักประพันธ์เพลงหรือดนตรีด้วย)

(a) in

(b) as

(c) for    (ในเรื่อง, ในด้าน, สำหรับ)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Famous for” =  “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน”  ส่วน   “Famous as” =  “มีชื่อเสียงในฐานะ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

         - Chiangmai is famous for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่มีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้คน)

        - President Abraham Lincoln was famous for his integrity.

(ประธานาธิบดีอับราฮัม  ลิงคอล์น  มีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรม)

       - John is famous as a competent doctor.

(จอห์นมีชื่อเสียงในฐานะแพทย์ผู้มีความสามารถ)

        - Thailand is famous as a country of smiling people.

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่มีผู้คนยิ้มแย้ม)

-         Thailand is famous for its smiling people.     

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องผู้คนยิ้มแย้ม)

 

6. Braille, the writing for the blind, is called ______________ the blind Frenchman who invented it.

(เบรลล์  -  ตัวหนังสือสำหรับคนตาบอด  -  ถูก (หรือ ได้รับการ) ตั้งชื่อ _______________ ชาวฝรั่งเศสตาบอด  ผู้ซึ่งประดิษฐ์คิดค้นมัน)

(a) for

(b) by

(c) from

(d) after    (ตาม)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Call after” =    “ตั้งชื่อตาม

7. How many years ______________ English?

(_____________________  ภาษาอังกฤษมากี่ปีแล้ว)

(a) have you learned    (คุณได้เรียนรู้)  

(b) have you studied    (คุณได้ศึกษา)

(c) you have learned

(d) that you have studied

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้ข้อความ  “คุณได้เรียนรู้”  เหมาะสมกว่า  “คุณได้ศึกษา”  เพราะถ้าใช้  “ศึกษา”  จะหมายถึง “เรียน” ไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น  ซึ่งไม่ใช่ความหมายที่ผู้ถามต้องการทราบ  แต่ที่ถาม  เพราะต้องการทราบว่า  “คุณรู้ภาษาอังกฤษมานานเท่าใดแล้ว”  (ผู้ถูกถามมิใช่เจ้าของภาษา)

8. He’d rather read books than _______________ to the radio.

(เขาอยากอ่านหนังสือมากกว่า ___________________ วิทยุ) 

(a) to listen

(b) listen    (ฟัง)

(c) listening

(d) listened

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Would rather”   หรือ  “Had rather” =  “อยากจะ...........มากกว่า”   ทั้ง  ๒  คำ ใช้ได้เหมือนกัน  แต่นิยมใช้   “Would rather”  มากกว่า  ทั้งนี้   “Would rather + Infinitive without to” (Would rather + Verb 1

          - I would rather stay home today.

(ผมอยากจะพักอยู่ที่บ้านวันนี้)

                ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  วาง  “Not”   ไว้หน้า  “Verb”  เช่น

           - I would rather not go out today.   

(ผมไม่อยากออกไปข้างนอกวันนี้)

               ถ้ามีการเปรียบเทียบว่า  “อยากทำสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น”  หลัง  “Than”   ให้ใช้   “Verb 1”  เช่นเดียวกัน  เช่น

          - I would rather stay home than go out.

(ผมอยากพักอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปข้างนอก)

               ทั้งนี้   สามารถเอา  “Rather than”   มาไว้หน้าประโยคได้  เช่น

            - Rather than go out, I would stay home.

(มากกว่าออกไปข้างนอก  ผมอยากพักอยู่กับบ้าน)

9. He ______________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา ___________________  อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต   ดูเพิ่มเติมการใช้   “คุ้นเคย-เคยชิน”  กับ  “เคย”  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-    I used ________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้) 

                ตัวอย่างที่ ๒

-   They will get ______________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Get used to” หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)    ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

             ตัวอย่างที่ ๓

-    My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                    ตัวอย่างที่ ๔

-  He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็นPreposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)    จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   หรือ ปัจจุบัน ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

            -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

            - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

           - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

           - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

           - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-    He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

10. Chiengmai is ______________ from Bangkok than Lampang.

(เชียงใหม่เป็น _________________ จากกรุงเทพฯ เมื่อเทียบกับลำปาง)

(a) a long way

(b) the long way

(c) a longer way   (ระยะทางไกลกว่า)

(d) the longer way

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”   และใช้   “A longer”   ไม่ใช้   The longer”  เพราะเป็นการเปรียบเทียบโดยทั่วไป  มิได้มีการชี้เฉพาะเจาะจงลงไป

11. “Have you any idea how long he will stay here?”

(คุณทราบไหมว่า  เขาจะพักอยู่ที่นี่นานเท่าใด)

‘Have you any idea’ means ‘_______________’.

(‘Have you any idea’  หมายถึง......................)

(a) Do you remember    (คุณจำได้ไหม)

(b) Do you understand    (คุณเข้าใจไหม)

(c) Do you know    (คุณทราบไหม,  คุณรู้ไหม)

(d) Can you imagine    (คุณนึกภาพออกไหม)

12. The shop was full of clothing, ______________ was too expensive for us to buy.

(ร้านนี้เต็มไปด้วยเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกาย ___________________ แพงเกินไปสำหรับเราที่จะซื้อ)

(a) much of which    (ซึ่งมีจำนวนมากที่)

(b) much of them

(c) many of them

(d) much of it

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้   “Which”  เพราะแทน  “Clothing”   ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  และต้องใช้กับ  “Much

13. Of all the girls over there, the one in the green dress is ___________________.

(ในบรรดาเด็กผู้หญิงทุกคนที่อยู่ตรงนั้น   คนที่สวมชุดสีเขียว _____________ )

(a)   prettier

(b)  prettiest

(c)   the prettier

(d) the prettiest   (สวยที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ข้อความ  “ในบรรดา” หมายถึง  ตั้งแต่  ๓  คน หรือ  ๓  สิ่งขึ้นไป  จึงเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)   และต้องใช้  “The”   นำหน้าคำคุณศัพท์ด้วย

14. I’ll leave for Hua-Hinon Saturday if I _______________ my work finished in time.

(ผมจะไปหัวหินในวันเสาร์  ถ้าผม ____________________ งานของผมเสร็จทันเวลา)

(a) get    (ทำ)

(b) got

(c) had

(d) could get

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็น   “If clauseแบบที่  ๑  ที่ใน  “If clause”  ใช้  “Present simple tense” (get)  ส่วนใน  “Main clause”   ใช้  “Future tense” (will leave)

15. The thing they were dragging across the sand ________________ a boat.

(สิ่งที่พวกเขากำลังลากข้ามทราย (ที่ชายหาด) __________________ เรือบด)

(a) was looking like

(b) which looked like

(c) looked alike    (มีลักษณะเหมือน หรือคล้ายกัน)

(d) looked like    (มีลักษณะเหมือน หรือคล้าย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้   “Looked  like”  เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่  (Main clause)  ที่มี   “The thing” เป็นประธานฯ

16. We are thinking _______________ Judy some flowers when we visit her at the hospital.

(เรากำลังคิดที่จะ ___________________ ดอกไม้ไปให้จูดี้   เมื่อเราไปเยี่ยมเธอที่โรงพยาบาล)

(a) to take

(b) will take

(c) of taking   (นำ)

(d) we take

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Think of + Verb + ing” =  “คิดถึงเรื่อง, นึกถึงเรื่อง, คิดที่จะ.................

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 71)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. For nearly 800 years, at least, British people have protested in ___________ about the pollution of air through the burning of soft coal.

(เป็นเวลาเกือบ  ๘๐๐  ปี, อย่างน้อยที่สุด, ชาวอังกฤษได้ประท้วงด้วย _______________ เกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศ   ที่เกิดจากการเผาถ่านที่ใช้ในการทำอาหาร)

(a)   one way or other

(b)  one way or others

(c)   one way or the other

(d) one way or another   (วิธีใดวิธีหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

-   Almost everyone has a headache at __________________.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  (ไม่) ณ  ____________________)

(a) one time or other

(b) one time or another   (เวลาใด (ก็) เวลาหนึ่ง)

(c) one time or the other

(d) one time or others

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเราใช้   “Another” คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “ (ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

             - We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

                     สำหรับ  “Another”  (อีกหนึ่ง)   ใช้ในแบบไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             - We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

           - She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

           - He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                    อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                - They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                - We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 - The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

2. After 1945, Australia became _______________ in the Southeast Asian market.

(หลังปี  ๑๙๔๕  ออสเตรเลียเริ่ม ____________________ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) interesting   (น่าสนใจ)

(b) interested   (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(c) interest   (ทำให้สนใจ)

(d) to interest

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest”  เช่น  “Excite, Surprise, Attract, Disappoint, etc.”  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-       The lecturer used so many long and difficult words that I felt very _________________ .

(ผู้บรรยายใช้คำที่ยืดยาวและยากจำนวนมาก  จนกระทั่งผมรู้สึก ___________ อย่างมาก)

(a) confuse   (ทำให้งุนงง-สับสน)

(b) confusing   (น่างุนงง-สับสน)

(c) confused   (งุนงง-สับสน)

(d) confusion   (ความงุนงง-สับสน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   The food was delicious.  That was a ______________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _____________________)

(a) satisfied   (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying   (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy   (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction   (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                 ตัวอย่างที่ ๓

-   Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________

________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________ )

(a)   were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องใช้กับ  “Was

                  ตัวอย่างที่ ๔

-  She was very ______________ to meet her friend.

(เธอ __________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight   (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting   (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted   (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful   (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                  ตัวอย่างที่ ๕

-   I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy   (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying   (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied   (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท  “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๖

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting   (น่าสนใจ)

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                  ตัวอย่างที่ ๗

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting   (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                  ตัวอย่างที่ ๘

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested   (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting   (น่าสนใจ)

ตอบ    -   ข้อ  (c)

                   ตัวอย่างที่ ๙

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting   (น่าตื่นเต้น)

(b) excited   (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite   (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable   (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-  The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –   ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising” เนื่องจาก “Surprise”  เป็นคำกริยา  ที่มีความหมายว่า   “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป“is (am, are, was, were)  surprised” จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-  The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                   คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

    satisfy –ทำให้พอใจ

     excite – ทำให้ตื่นเต้น

     disappoint –ทำให้ผิดหวัง

     attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

     interest – ทำให้สนใจ

     amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

     please –ทำให้ยินดี-พอใจ

     annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

     bore – ทำให้เบื่อ

     tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

     frighten – ทำให้ตกใจ

     confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

      surprise –ทำให้ประหลาดใจ

     amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

      delight – ทำให้ยินดี

     exhaust –ทำให้หมดแรง

      fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์          

     charm – ทำให้หลง

     convince – ทำให้เชื่อ

     tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

      entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

     embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย          

     puzzle –ทำให้งง

     thrill – ทำให้ตื่นเต้น

      upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

     irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

       exasperate –ทำให้โกรธ

      astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

       infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

       horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า              

 

                  กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป  “Subject + verb + object” จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing} หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”   หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.  (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.  (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking.  (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง“Verb to be” (is, am, are, was, were)จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ  “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(จิมมีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

3. In 34 years, Dickens wrote 15 books plus _____________ of ________ and _________, and every one became a best-seller.

(ในช่วงเวลา  ๓๔  ปี  ดิ๊กเค่น  เขียนหนังสือ  ๑๕  เล่ม  กับ ______________ และ  _______________ จำนวน _______________ เรื่อง  และทุกๆเล่ม หรือเรื่อง  ได้กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุด)

(a)   hundred _________ stories __________ article

(b) hundreds _________ stories __________articles   (นิยาย __________ บทความ _______________ หลายร้อย)

(c) hundreds _________ stories __________ article

(d) hundred _________ story _________ articles

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องเติม   “S”  ข้างท้าย   “Hundred, Story, Article”   ทั้ง  ๓  คำ  เนื่องจากอยู่ในรูปพหูพจน์

4. As a mass production method, it _____________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) _________________ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง   ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made   (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (dเนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)  แสดงการเกิดขึ้นในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-   __________________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(_____________________  การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been   (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3} (ต้องใช้  “have been”  เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก   “For” = (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = (ตั้งแต่),  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”     (= Up to the present time = Up until now) =  (จนถึงบัดนี้),  “So far” =    ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently) = (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

           - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

           - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

             - The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

           - Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

5. I shall expect you every day; ________________.

(ผมจะรอคอยที่จะพบคุณทุกๆวัน __________________ )

(a) don’t disappoint

(b) do not be disappointing

(c) don’t disappoint me   (อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ)

(d) disappoint not

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายกริยา  “Disappoint”  และในกลุ่มเดียวกัน  (Interest, Excite, Satisfy, Surprise, Frighten, etc.)   ในข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้

6. Searching in the library, I came _____________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ___________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-                 While traveling through the Rocky Mountains, ______________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _______________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                 ตัวอย่างที่ ๒

-       ________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(____________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering   (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

         ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง เช่น

           - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

           - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

           - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

 Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                    สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-           The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                    สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๓

-         _______________ by the tiger, he ran away.

(________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He) เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                ตัวอย่างที่ ๔

          - ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked   (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง Passive voice)

7. She forgot to _____________ us _______________.

(เธอลืมที่จะ _____________________ ถึงเรา)

(a) drop ______________ a letter

(b) drop ______________ a line   (เขียนจดหมาย)

(c) drop ______________ by

(d) drop ______________ out

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Drop someone a line   หรือ  a few lines”  =   “เขียนจดหมาย  หรือ โน๊ต ถึงผู้นั้น”   Line (s)  ในที่นี้  หมายถึง  “บรรทัดของหนังสือ

8. Jenny takes part in many school activities.

(เจนนี่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนมากมาย)

(a) takes apart   (แยกออกเป็นชิ้นส่วน)

(b) takes time   (ใช้เวลามาก)

(c) participates   (มีส่วนร่วม)

(d) takes a part of something   (เอามาส่วนหนึ่งจากของบางสิ่ง)

9. It is true that ____________________.

(มันเป็นความจริงที่ว่า _____________________ )

(a) he needs a teacher who cannot read   (เขาต้องการครูผู้ซึ่งไม่สามารถอ่าน)

(b) he cannot read and he needs a teacher   (เขาไม่สามารถอ่าน และเขาต้องการครู)  (ไวยากรณ์สู้ข้อ  (d) ไม่ได้)

(c) he needs a teacher and he cannot read   (เขาต้องการครู และเขาไม่สามารถอ่าน)

(d) he, who cannot read, needs a teacher   (เขา  ผู้ซึ่งไม่สามารถอ่านหนังสือ  ต้องการครู  -  มาสอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  และถูกหลักไวยากรณ์

10. Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ________________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ____________________ )

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

11. Those who violate the rules ________________.

(บุคคลผู้ซึ่งละเมิด-ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ____________________ )

(a) should meet severe punishment   (ควรพบกับการลงโทษที่รุนแรง)

(b) must be severely punished   (จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง)   

(c) must be punished severe

(d) should have punishment   (ควรมีการลงโทษ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ในประโยคข้างบน  ควรใช้   “Must”  มากกว่า   “Should”  เนื่องจากเป็นการกำชับมิให้ฝ่าฝืนกฎระเบียบ  (จึงตัดข้อ  A  และ  D ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “must be punished severely

12. Jewish boys would begin to study _______________ the age of 3.

(เด็กชายชาวยิวจะเริ่มเรียนหนังสือ (เข้าโรงเรียน) _____________อายุ  ๓  ขวบ)

(a) early as

(b) so early as

(c) as early as   (โดยเร็วเท่ากับ, แต่เนิ่นๆเท่ากับ)

(d) when early as

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Early” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายกริยา  “Study

13. _______________ most beginners, he worried about details.

(_____________________  ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As   (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as   (ตามที่, ดังที่)

(c) Like   (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though   (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ “most beginners)

ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-            This car has an engine _________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as   (= ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (=เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  = Just as  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same   (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as   (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like   (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + subject + verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้“Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๒

-         What is the climate ______________ in your home town?

(อากาศ __________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                   ตัวอย่างที่ ๓

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึงเหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม    ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                 ตัวอย่างที่ ๔

-         He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-         Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                     สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

            - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

           - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

           - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

            - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

            - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆกัน)

14. She is fond of people who think _______________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด ____________________ เธอคิด)

(a) about   (เกี่ยวกับ)

(b) like   (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like   (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as   (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction” ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๑๓  ของข้อสอบชุดนี้

15. He asked for a (an)_________________.

(เขาขอ ______________________ )

(a) information   (ข้อมูล-ข่าวสาร)

(b) equipment   (อุปกรณ์, เครื่องมือ)

(c) drink   (เครื่องดื่ม)  (เป็นนามนับได้)

(d) furniture   (เฟอร์นิเจอร์)

(e) news   (ข่าว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นนามนับได้  จึงสามารถใช้กับ   “A”  ได้  (A drink)  ส่วนคำในอีก  ๔  ข้อที่เหลือ  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”  สำหรับคำนามนับไม่ได้  ได้แก่    Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery   (เครื่องยนต์กลไก), Food  (อาหาร), Evidence   (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work   (งาน), Luggage   (กระเป๋าเดินทาง), Baggage   (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge   (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ),  News, Fruit, Behavior   (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

                 อนึ่ง   เนื่องจากคำนามเหล่านี้นับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”   ได้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย   จะต้องใช้   สมุหนาม  (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

-     a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)   (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

16. She wrote ______________ the address and hurried to the post office.

(เธอเขียนที่อยู่  ______________________ และรีบไปที่ทำการไปรษณีย์)  (คือ เอาจดหมายไปส่งที่ไปรษณีย์)

(a) fast

(b) quickly

(c) out   (Write out = write fully in details = เขียนอย่างละเอียดลออ)

(d) slowly

17. A: What do you think about this book?

(A: คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้)

B: _____________________________.

(a)    Its easy for me

(b)   It easy to understand for me

(c) It’s easy for me to understand   (มันง่ายสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

(d) It understands easy for me

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับข้อ   (b) ก็ใช้ได้  ถ้าแก้เป็น  “It is easy to understand, for me.” แต่ไม่นิยมพูดเหมือนในข้อ   (c)

18. It is true that in modern times humanitarians have protested against cruelty to animals; _______________ fox hunting continues.

(มันเป็นความจริงที่ว่า  ในยุคสมัยใหม่  คนใจบุญ (คนมีเมตตาต่อคน-สัตว์)  ได้คัดค้านต่อต้านการทารุณสัตว์ _______________ การล่าหมาจิ้งจอกยังคงดำเนินต่อไป)

(a) while   (ในขณะที่)

(b) though   (ถึงแม้ว่า)

(c) therefore   (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(d) nevertheless   (อย่างไรก็ดี,  อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจากข้อความในประโยคหน้าและหลัง  ขัดแย้งกัน  (คนใจบุญคัดค้านการทารุณสัตว์  แต่  การล่าหมาจิ้งจอกยังคงเกิดขึ้นต่อไป)  จึงต้องเชื่อมด้วย  “Nevertheless, Nonetheless, However, But

19. It is important that the microscope slides _______________ thoroughly cleaned before use.

(มันสำคัญที่ว่า  ภาพสไลด์ของกล้องจุลทรรศน์ _______________  ทำความสะอาดอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนใช้งาน)

(a)    is

(b)   are

(c)    to be

(d) be   (ถูก, ได้รับการ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “Present subjunctive”  ในแบบ   “Passive voice”  โดยย่อมาจาก   “……….slides should be thoroughly cleaned………..”  โดยไม่ใส่   “Should”  ลงไป  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-           It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)_________________กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)  (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given   (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก “Should be given”  (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-      I will recommend that the student _______________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ____________________กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak   (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า “Present Subjunctive

                ตัวอย่างที่ ๓

-   Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)  (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send   (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive” คือการใช้กริยาช่องที่ ๑  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม “s”  หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”  ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท“Present subjunctive”   ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”  หรือ  “ed”  ที่กริยาตัวนี้  (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be” ให้ใช้  “Be”ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป  “Present subjunctive”  ใน ๒ กรณี  คือ

๑.   อยู่หลัง  “กริยา + that”  ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                     ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี  “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ   ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

-         I suggested (that) he (should) be more careful.

-         She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

๒.    “Noun clause”ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้   (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1 ไม่มี  “To”นำหน้า)   กริยาใน“Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary”  (จำเป็น),“Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),“Advisable”  (ควร),“  Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job.

-        (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave.

-        (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

20. _______________ the value of x, we can find the value of y.

(___________________  ค่าของ  x  เราสามารถหาค่าของ  y)

(a) To know

(b) Knowing   (ทราบ)

(c) Known

(d) Know

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากต้องใช้รูป  “Verb + ing” (Present participle)   เพื่อแสดง   “Active voice” เนื่องจากประธานของประโยค  (We)  เป็นผู้ทำกริยา  “ทราบ”  (Knowing)  ดูเพิ่มเติม   “Present participle”  ในข้อ  ๖  ของข้อ สอบชุดนี้

21. In Russia, foreign companies compete with ______________ for a share of the market.

(ในรัสเซีย  บริษัทต่างชาติแข่งขัน __________________ เพื่อ (การมี) ส่วนแบ่งของตลาด)

(a) one another   (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คน หรือ สิ่ง ขึ้นไป)

(b) each other   (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(c) the other

(d) the others

22. Every town or village, large or small, has a rich and ___________ history.

(ทุกๆเมือง หรือหมู่บ้าน  (ไม่ว่า) ใหญ่หรือเล็ก  มีประวัติศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ (หรือมีค่า) และ  ________________)

(a) fascinate   (ทำให้หลงใหล, ดึงดูดใจ)

(b) fascinated   (หลงใหล, หลงเสน่ห์)

(c) fascinating   (มีเสน่ห์, น่าหลงใหล)

(d) fascination   (เสน่ห์, อำนาจดึงดูดใจ, การทำให้หลงเสน่ห์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้รูป   “Fascinating”  เมื่อหมายถึง  “น่าหลงใหล, มีเสน่ห์”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันนี้  (Excite, Interest, Satisfy, Please, Annoy, Irritate, etc.)   ในข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 70)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Susan takes _______________ her mother in many ways. 

(ซูซาน ___________________ แม่ของเธอในหลายๆ ประการ)

(a) for

(b) by

(c) with

(d) after   (take after = resemble = เหมือน, คล้าย)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

2. My friend would not tell me ______________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid   (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b) “how much he paid” เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )  ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย“Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-  I can’t do exactly ______________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _____________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

              ตัวอย่างที่ ๒

-   Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ______________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”

                ตัวอย่างที่ ๓

-  She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา “Tell”  โดยมี “กรรมรอง”  คือ  “Us”)  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                 ตัวอย่างที่ ๔

          - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want” เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be (Is) 

                ตัวอย่างที่ ๕

-   Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้  โครงสร้างของ “Noun clause”  คือQuestion word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.  เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค  เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

             - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

             - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

             - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

            - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

           ๒. เป็นกรรมของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

               - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

               - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

             ๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

               - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

               - This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

               - That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

               - Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

            ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

              - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้ “that”หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

-   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

3. The teacher said he was not accustomed _____________ insolence.

(ครูพูดว่า  เขาไม่คุ้นเคย-เคยชิน _______________การทะลึ่ง-อวดดี-ไร้มารยาท  -  ของนักเรียน)

(a) by

(b) from

(c) to   (กับ)

(d) with

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Be (Get) accustomed + to” = “คุ้นเคย, เคยชิน” +“คำนาม”  หรือ  “วลี”  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)

4. The girl you ______________ yesterday is waiting for you downstairs. 

(เด็กผู้หญิง (ผู้ซึ่ง) คุณ _________________ เมื่อวานนี้  กำลังรอคอย (พบ) คุณอยู่ข้างล่าง)

(a) told me

(b) tell about

(c) told me about her

(d) told me about   (บอกผมเกี่ยวกับ  -  เธอ)

ตอบ  -  ข้อ  (d) หลัง  “About”  ไม่ต้องมี  “Her” (แต่ต้องมี  “About”  เพราะมาจากประโยค  “You told me about the girl.”)  เนื่องจากในประโยคข้างบนหลัง  “The girl”  ละ  “Who”  หรือ  “Whom”  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของ  “About”  และแทน  “The girl”อยู่แล้ว   (ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง)

-   Football is a game which boys like ____________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ _______________________ )

(a) to play it too much

(b) to play very much   (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลังกริยา  “Like”   อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund)  คือ “Like playing very much” หรือ  “To play”  (Infinitive with to) คือ  “Like to play very much”   ก็ได้   แต่หลัง  “Play”   ไม่ต้องมี  “It”  (ซึ่งแทน  A game)  เนื่องจากมี   “Which”  ซึ่งก็แทน  “A game”  อยู่แล้ว

5. A: Thanks!  I’ll never forget your kindness. 

(A: ขอบคุณ!  ผมจะไม่ลืมความกรุณาของคุณเลย)

B: ______________________.  Think nothing of it.

(B: __________________.  อย่าไปคิดอะไรเลย  -  หรือ อย่าคิดมากน่ะ)

(a)   You’re too kind   (คุณกรุณามากจังเลย)

(b)  If I were you, I would   (ถ้าผมเป็นคุณ  ผมก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน)

(c)  Don’t mention it   (ไม่เป็นไรหรอก  หรือ  ไม่ต้องพูดถึงมันก็ได้)

(d)  You should say so   (คุณควรจะพูดเช่นนั้นแหละ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ข้อความในประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

6. A: Would you like to go swimming with me on Sunday?

(A: คุณอยากจะไปว่ายน้ำกับผมในวันอาทิตย์ไหม)

B: ______________________.  I have to finish my term paper.

(B: ______________________.  ผมจำเป็นต้องทำรายงานประจำเทอมให้เสร็จ)

(a)   Sure, I would   (แน่นอน  ผมอยากไป)

(b)  Oh, that’s terrific   (โอ้  นั่นเจ๋งมากเลย  หรือยอดมากเลย)

(c)  I’m afraid I can’t   (ผมเกรงว่า  ผมจะไม่สามารถไปได้)

(d)  Let me think about it   (ขอให้ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนนะ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ใจความประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

7. Mary: How do you find Thai food, Tom?

(แมรี่: คุณคิดว่าอาหารไทยเป็นอย่างไรบ้าง  ทอม)

Tom: _________________________.

(ทอม :________________________)

(a)   I don’t like it.  It tastes wonderful   (ผมไม่ชอบมัน  มันมีรสชาติวิเศษมาก)

(b)  Oh, no.  I can’t wait to eat it   (โอ้  ไม่  ผมรอที่จะกินมันไม่ไหวแล้ว)

(c)   I’m sure you can find it anywhere in the world   (ผมมั่นใจว่า  คุณสามารถหามัน (อาหารไทย) ได้ที่ใดๆ ในโลก)

(d)  I think it is rather spicy   (ผมคิดว่ามันค่อนข้างมีรสจัด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  ตอบตรงคำถาม

8. In some parts of the world, the people _________________.

(ในบางส่วนของโลก  ผู้คน _____________________ )

(a) are a lack of food

(b) lack of food

(c) lack food   (ขาดแคลนอาหาร)

(d) lacks food

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Lack” เมื่อใช้เป็นกริยา  ตามด้วยกรรม (คำนาม) ได้เลย  ไม่ต้องมี   “Of”  และเนื่องจากประธานของประโยค  (People)  เป็นพหูพจน์  “Lack”  จึงไม่ต้องเติม  “S”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-    Do you know which part of the country ______________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _______________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of   (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ  -  ข้อ   (c)  หรืออาจตอบว่า  “Is lacking”  หรือ  “Lacks”  ก็ได้   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๒

-  He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ____________________ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked   (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  หรืออาจใช้   “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of” แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม   ดังประโยคตัวอย่าง

           - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

           - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

              - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

            - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

         - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัดเลย  หรือมิใช่ไม่ยอมผ่อนผันเลย   ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน  -  คือเป็นคนอะลุ้มอล่วย  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

           - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

           - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลง  เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

9. A: _____________________?

B: Through that window.

(B: ทางหน้าต่างบานนั้น)

(a) Did you go through that window   (คุณเข้ามาทางหน้าต่างบานนั้นใช่ไหม)

(b) Which window was that   (นั่นคือหน้าต่างบานไหน)

(c) Did you get in here   (คุณเข้ามาที่นี่หรือเปล่า)

(d) How did you get in here   (คุณเข้ามาในนี้ได้อย่างไร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากคำถามและคำตอบมีใจความรับกัน

10. When things go wrong, they always blame me and expect me ____________ them right.

(เมื่อสิ่งต่างๆดำเนินไปอย่างผิดพลาด  พวกเขาตำหนิผมเสมอ  และคาดหวังให้ผม _____________ สิ่งต่างๆเหล่านั้นให้ถูกต้อง)

(a)   putting

(b) to put   (แก้ไข, ทำ)

(c) put

(d) to putting

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Expect +  กรรม + To + Verb 1” (Expect + me + to + put)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-    We don’t allow anyone _______________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1

                 ตัวอย่างที่ ๒

-  He told one of the men _____________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit   (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + tell + กรรม  + to + Verb 1” กล่าวคือกริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1 ) เสมอ  ได้แก่  “Expect  (คาดหวัง), Want, Cause  (เป็นเหตุให้),  Force  (บังคับ), Compel  (บังคับ),  Invite, Advise,  Instruct, Persuade  (ชักชวน),  Allow,  Permit,  Encourage  (กระตุ้น),  Press, Warn  (เตือน),  Order  (สั่ง),  Request,  Tempt  (ยั่วยวน, ล่อใจ),  Teach,  Tell,  Oblige  (ผูกมัด, บังคับให้ต้อง)”  ตัวอย่างประโยค เช่น

-         We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

11. The cattle moved off quickly, stopping _______________ to eat some grass.

(เหล่าวัวควายเคลื่อนที่ต่อไปอย่างรวดเร็ว  หยุด ___________________ เพื่อกินหญ้า)

(a) nowadays   (เดี๋ยวนี้, สมัยนี้, ปัจจุบันนี้)

(b) here and there   (ที่นี่บ้าง  ที่นั่นบ้าง  หรือ  ตรงนี้บ้าง  ตรงโน้นบ้าง)

(c) here and now   (ที่นี่และเดี๋ยวนี้)

(d) probably   (บางที, อาจจะ)

12. Any person who calls himself _______________ would never speak to a lady like that.

(บุคคลใดก็ตามผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่า _________________ จะไม่พูดกับสุภาพสตรีเช่นนั้น)

(a) gentlemen

(b) gentleman

(c) the gentleman

(d) a gentleman   (สุภาพบุรุษ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “A”  และ  “An”  ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..In a position to…..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

              นอกจากนั้น  ยังใช้ “A, An” ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส), “At a discount” (ลดราคา), “May I borrow your pen for a minute?”  (ผมขอยืมปากกาคุณสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ),   เป็นต้น

13. When I say “I haven’t the least idea”, I mean _______________.

(เมื่อผมพูดว่า  “ผมไม่ทราบแม้สักนิดเดียว”  ผมหมายความว่า _____________ )

(a) I can’t think now   (ผมไม่สามารถคิดได้ในขณะนี้)

(b) I can’t form any ideas   (ผมไม่สามารถสร้างไอเดียได้เลย)

(c) I really don’t know   (ผมไม่ทราบจริงๆ)

(d) I know very little about that   (ผมรู้น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องนั้น)

14. The blast is _______________ serious explosion in Germany in five days.

(การระเบิดเป็นการระเบิดที่รุนแรง ___________________  ในเยอรมันนี  ในช่วงเวลา  ๕  วัน)

(a) four

(b) the four

(c) the fourth   (ครั้งที่  ๔)

(d) fourth

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เมื่อเป็น   “ลำดับที่”  ต้องใช้  “The fourth

15. Is it lawful to lend money ______________ interest?

(มันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่  ที่ให้กู้ยืมเงิน _________________ ดอกเบี้ย)

(a) at   (โดยคิด)

(b) in

(c) by

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “At interest”  =  “โดยคิดดอกเบี้ย”   สำหรับวลีที่ใช้   “At” ได้แก่   “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา) ,  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชม เปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)“at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast” (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง), “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)   “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)   “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”   (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)   “to work harder at his thesis”   (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”   (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)   “to be at war” (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)   “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)   “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)   “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)   “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school”  (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)    “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length” (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)   “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

16. A: Are we on the right road?

(A: เรามาถูกถนนหรือเปล่านี่)

B: ____________________.

(a) I hope not   (ผมหวังว่าไม่)

(b) I think so   (ผมคิดว่ามาถูกครับ)

(c) I’m afraid you’re right   (ผมเกรงว่าคุณถูกแล้วละ)

(d) Do only what is right   (จงทำเฉพาะในสิ่งที่ถูกต้อง)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และคำพูดของ  ๒  คน รับกัน

17. A: This is the best solution to the problem.

(A: นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด)

B: ________________________.

(a) What’s wrong with that?   (นั่นเป็นอะไรไปล่ะ  หรือ เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนั้น)

(b) Every problem is like this   (ปัญหาทุกอย่างก็เหมือนเช่นนี้แหละ)

(c) What makes you so sure?   (อะไรทำให้คุณมั่นใจเช่นนั้น)

(d) Nobody likes to solve difficult problems   (ไม่มีใครชอบแก้ปัญหายากๆ หรอก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความที่ทั้ง  ๒  คนพูดรับกัน

18. The atoms-for-peace program is aimed at making the world _____________ place to live in.

(โครงการปรมาณูเพื่อสันติ  มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ _________________สำหรับอยู่อาศัย)

(a) a best   (ดีที่สุดแห่งหนึ่ง)

(b) best   (ดีที่สุด)

(c) a better   (ดีขึ้น)

(d) the better

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากมิได้มีการชี้เฉพาะเจาะจงลงไป  จึงไม่ใช้ข้อ  (d) ส่วนอีกคำตอบที่อาจใช้ได้คือ  “the best”  ซึ่งถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายสู้   “a better”  ไม่ได้  เพราะโครงการนี้เพียงแต่ทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้นเท่านั้น  ไม่ถึงขนาดว่าเป็นสถานที่  “ดีที่สุด”  สำหรับอยู่อาศัย  ข้อนี้จึงไม่มี  Choice  “the best”  มาให้เลือก  (ถ้ามีให้เลือก  ก็อาจตอบข้อนี้ได้)   ส่วน ข้อ  (a)  และ  (b)  ผิดหลักไวยากรณ์

19. He walked quickly ________________ miss the last bus.

(เขาเดินอย่างเร็ว ____________________ ตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย)

(a) so as to not

(b) not so as to

(c) so as not to   (เพื่อมิให้, เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(d) so not as to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “So as to” (= In order to)  =   “เพื่อที่จะ”   ส่วน   “So as not to” (= In order not to)  =  “เพื่อที่จะไม่ต้อง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

       - He studied hard to (= so as to = in order to) pass the exam.

(เขาเรียนหนังสือหนัก  เพื่อสอบให้ผ่าน)

      - They come to school to (= so as to = in order to) learn.

(พวกเขามาโรงเรียนเพื่อเรียนรู้)

      - She did not come to the party so as not to (= in order not to) meet her ex-boyfriend.

(เธอไม่มางานเลี้ยง  เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับอดีตแฟนเก่า)

(ห้ามใช้  “She did not come to the party not to meet her…………”)

       - We practiced a great deal so as not to (= in order not to) lose the match.

(เราฝึกซ้อมอย่างมากมาย  เพื่อจะได้ไม่แพ้การแข่งขัน)

(ห้ามใช้  “We practiced a great deal not to lose the match.”)

20. A: Would you like a cup of coffee?

(เอากาแฟสักแก้วไหมครับ)

B: ____________________.

(a) Yes, I would   (ครับผมชอบ  หรือ อยาก)

(b) Yes, I do   (ครับ  ผม.................)

(c) No, please   (ไม่ละครับ  ได้โปรดเถอะ)

(d) Yes, please   (เอาครับ  ได้โปรดเถอะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมีหลักว่า  เมื่อมีการเชื้อเชิญให้ดื่ม หรือกิน  ถ้าตอบตกลง  ให้ใช้   “Yes, please”  แต่ถ้าตอบปฏิเสธ  ให้ใช้   “No, thanks”  เสมอ   เนื่องจากถือเป็นความสุภาพ  ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 69)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. ________________ the truth may have been, many Thai people concluded that the previous government was clearly to blame for the corruption and the police’s abuse of power.

{(ไม่ว่า) ความจริงจะเป็น ___________________คนไทยจำนวนมากสรุปว่า  รัฐบาลชุดก่อนควรถูกตำหนิอย่างชัดเจนสำหรับการทุจริต  และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของตำรวจ}

(a) Whoever  (ใครก็ตาม)

(b) However  (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever   (อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

(d) Whenever   (เมื่อไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ดูการใช้   “Whatever” จากประโยคข้างล่าง

-         ______________ you may say, I still think I am right.

(คุณอาจจะพูด ____________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However   (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever   {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though   (ถึงแม้ว่า)

(d) As   (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

- Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

- Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

-  He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

-  Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

-  I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

- Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

       - He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

    - However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

      - However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

- He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

2. A: Is he an honest man?

(A:  เขาเป็นคนซื่อสัตย์หรือเปล่า)

B: He always ________________ his word when he worked here.

(B: เขา ____________________คำพูดของเขาเสมอ  เมื่อเขาทำงานที่นี่)

(a)   has kept

(b)  was kept

(c)   keeps

(d)  kept  (รักษา)

ตอบ-   ข้อ   (d)   ต้องใช้  “Kept”  (Past tense)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยา  “Worked”  ในประโยคย่อย  ซึ่งข้อนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตแม้จะเกิดขึ้นเสมอก็ตาม  (มี “Always”)  แต่เป็นการเกิดขึ้นเสมอในอดีต

3. If you promise ________________ angry with me, I’ll tell you what I broke.

(ถ้าคุณสัญญา _____________ โกรธผม  ผมจะบอกคุณว่า  ผมทำอะไรแตก  -  หรือ เสียหาย  -  บ้าง)

(a) not getting

(b) to not get

(c) not to get   (จะไม่)

(d) you not get

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Promise + to + Verb 1  หรือเมื่อเป็นปฏิเสธ  ใช้  “Promise + not + to + Verb 1”  เช่นในประโยค

- He promised to do better in the future.

(เขาสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นในอนาคต)

        - They promise not to come to work late again.

(พวกเขาสัญญาว่าจะไม่มาทำงานสายอีก)

                   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย“Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่  “promise  (สัญญา),offer  (เสนอ), want  (ต้องการ), hope  (หวัง), plan  (วางแผน), hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ), fail   (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect  (คาดหวัง), refuse  (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ), dare  (กล้า), claim  (อ้าง), agree  (ตกลง), demand  (เรียกร้อง), wish  (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem  (ดูเหมือนว่า), resolve  (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide  (ตัดสินใจ), pretend  (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen  (บังเอิญ), appear  (ดูเหมือนว่า), prove  (พิสูจน์ว่า), ask  (ขอร้อง), beg  (ขอร้อง), choose  (เลือก), manage  (ประสบความสำเร็จ), hurry  (เร่งรีบ), tend  (มักจะชอบ), arrange  (จัดแจง, เตรียมการ), care  (สนใจ), come  (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         They decided not to travel abroad this year.

(พวกเขาตัดสินใจไม่เดินทางไปต่างประเทศปีนี้)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         She asked not to attend the meeting next week.

(เธอขอร้องที่จะไม่เข้าประชุมสัปดาห์หน้า)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

4. ________________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(___________________  บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because   (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) Because of   (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) In spite of   (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although   (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Because of (= Due to = On account of = Owing to)  และ  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  จากประโยคข้างล่าง

            - Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

            - Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

           - He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

-   He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาหรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

           - In spite of (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา-  ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์)

         - In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

           - They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

5. Today if I finish my shopping early enough, I may go and _______________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ _______________ )

(a)   to have my hair done

(b)  have my hair do

(c)  have my hair done   (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

- He had the cook ________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________ น้ำชา)

(a) make   (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + have + someone + do + something

                   ตัวอย่างที่ ๒

          - Please have the porter __________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ __________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use”{Subject + have (has) + someone + do + something}คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                ตัวอย่างที่ ๓

-   What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend   (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + has (have) + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

               สำหรับการใช้โครงสร้าง“Causative use” ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

             ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

        - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

         - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

          - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

6. New York City is ________________ populated.

(กรุงนิวยอร์คมีประชากรอาศัยอยู่ ____________________)

(a) sparse   (เบาบาง, บางตา, หร็อมแหร็ม, ขาดแคลน)

(b) sparsely   (อย่างเบาบาง, อย่างบางตา)

(c) dense   (แน่น, หนาแน่น, (ผม) หนาทึบ, มีแสงสว่างน้อย)

(d) densely   (อย่างหนาแน่น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากขยายกริยา  “Populated”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

7. A: Do you have much work to do this week-end?

(A: คุณมีงานทำเยอะใช่ไหมปลายสัปดาห์นี้)

B:Yes, I have to write a ________________ paper.

(B:ใช่แล้วครับ  ผมจำเป็นต้องเขียนรายงาน (ยาว) ___________________)

(a)   two-thousand-words

(b)  two-thousand-word   (๒,๐๐๐ คำ)

(c)   two-thousands-word

(d)  two-thousands-words

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์  ขยายคำนาม  “Thousand”  และ  “Word”  ไม่ต้องเติม   “S”  ลงข้างท้าย   แต่ต้องมีเครื่องหมาย  “Hyphen” (-) ขีดคั่นระหว่างคำคุณศัพท์เหล่านั้นดังตัวอย่างข้างล่าง

          - She gave me two hundred-dollar bills.

(เธอให้ธนบัตรใบละ  ๑๐๐  ดอลล่าร์  แก่ผม  ๒  ใบ)

          - It is a fifty-mile journey.

(มันเป็นการเดินทางระยะ  ๕๐  ไมล์)

(สำหรับเรื่องระยะทาง  สามารถเขียนได้อีกแบบ  คือ   “It is a 50 miles’ journey.”  =  “การเดินทางของ  ๕๐  ไมล์”)

8. The mountain was a _______________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น_____________________จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey   (การเดินทาง (ระยะ)  ๑  วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ  ๑  วัน”  หรือ อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from……..”  (ดูเพิ่มเติมในข้อ  ๗)

9. He said that neither of the applicants ________________ suitable.

(เขากล่าวว่าผู้สมัครทั้ง  ๒  คน ไม่ ___________________ เหมาะสม)

(a) is

(b) are

(c) was   (มีความ)

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  ซึ่งแยกเป็น  ๒  แบบ  คือ

  ๑. Neither (ไม่ทั้ง ๒) +Noun เอกพจน์  และใช้ Verb เอกพจน์  เช่น

    -  Neither bus goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง  ๒  คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

        ๒. Neither of + Noun พหูพจน์  แต่ใช้  Verb เอกพจน์  เช่น

- Neither of the buses goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง  ๒  คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

สำหรับ  “Neither……….nor………..”  =   “ไม่ทั้ง..............และ..............”  ใช้ Verb  ตามประธานตัวหลัง  เช่น

               - Neither he nor I am responsible for the mistake.

(ทั้งเขาและผม  ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิด)

            - Neither his parents nor Jim was happy with the trip.

(ทั้งพ่อแม่ของเขาและจิม  ไม่มีความสุขกับการเดินทาง)

10. _______________ stamps, he collects coins.

(_____________________  แสตมป็  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์ด้วย)

(a) Except   (ยกเว้น)

(b) Beside   (ข้างๆ)

(c) There are no

(d) In addition to   (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  นอกจากนั้นยังอาจใช้   “Apart from = Besides” =  “นอกเหนือจาก”  ก็ได้

11. The French word _______________ “friend” is “ami”.

(คำฝรั่งเศส ______________________ (คำว่า) เพื่อน  คือ  “เอมิ”)

(a) Instead of   (แทนที่, แทนที่จะ)

(b) means   (หมายความว่า, หมายถึง)

(c) of

(d) for   (สำหรับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้   “For

                 สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                   ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้ มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

           สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซนต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ), เป็นต้น

12. By the year 2095 all of us _________________.

(ในปี –  หรือราวๆปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน __________________ )

(a) will die

(b) will have died   (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + will (shall) + have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน  ๓  กรณี  คือ

๑.   ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

-         เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense

{Subject + will (shall) + have + Verb 3}

-         เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense

(Subject + Verb 1)

-         The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

     - We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  (ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

            ๒. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐), By the year 2095, By tomorrow, By next week (month, year), By the end of September, By next winter, By this time tomorrow (ราวๆเวลานี้ของวันพรุ่งนี้), By the time I graduate next year  (ราวๆเวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

        - We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

      - I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

      - They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

      - By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

            ๓. ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

         - I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

        - It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

        - She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

        - They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล๊อก)

13. Further information will be supplied _________________.

(ข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น  จะได้รับการจัดหาให้  )

(a) in request

(b) at request

(c) on request   (เมื่อมีการร้องขอ)

(d) for request

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้   “On request”  สำหรับวลีที่ใช้   “On”  ได้แก่

“On page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว  คือ  ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

14. When a motor tyre (= tire) is fully inflated, it is _______________ considerable pressure.

(เมื่อยางรถยนต์ถูกสูบลมเข้าไปจนเต็ม  มันอยู่ ___________________ ความดัน  -  หรือแรงดัน  -  อย่างมากมาย)

(a)   having

(b)  with

(c)  under   (ภายใต้)

(d)  above

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Under pressure” =  “ภายใต้แรงดัน หรือความกดดัน”   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Under”  ได้แก่   “under repair”  (กำลังได้รับการซ่อม แซม),  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา), “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา)  “under age”(อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง)  - (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด  หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา), (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย,  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,   “under the circumstances   (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น),  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง),  (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance”  (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”   (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี)   เป็นต้น

15. We had an _______________ journey from Florida to New York by train.

(เราเดินทาง ___________________ จากฟลอริด้าไปนิวยอร์คโดยรถไฟ)

(a) overnight   (ในเวลากลางคืน, ตลอดคืน, หนึ่งคืน, เมื่อคืนนี้, ในเวลาอันสั้น)

(b) over-night

(c) all night

(d) all the night

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Overnight”  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  (Journey)  ความหมายดังในวงเล็บ  แต่ถ้าเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  หมายถึง  “ค้างคืน, ตลอดคืน, เมื่อคืน, ในคืนก่อน, กลางคืน, รวดเร็ว, ทันทีทันใด)

16. When we reached the station, the train was about ____________.

(เมื่อเราไปถึงสถานี  รถไฟกำลังจะ (จวนจะ) ______________________ )

(a) started

(b) starting

(c) to start   (เริ่มต้นออกเดินทาง)

(d) to starting

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติม  “To be about + to + Verb 1”  (กำลังจะ, จวนจะ)  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-    I am about _________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) ______________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death   (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                 ตัวอย่างที่ ๒

          - The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ___________________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave   (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

            - His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

            - She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

            - It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

             - We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)
              - I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

17. May I borrow your dictionary ________________, please?

(ผมจะขอยืมพจนานุกรมของคุณ ____________________ ได้ไหมครับ)

(a) for the minute

(b) for a minute   (สักประเดี๋ยวหนึ่ง)

(c) to the minute

(d) to a minute

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้  “For a minute”  เสมอ  สำหรับวลีที่ต้องใช้   “A, An”   ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..In a position to…..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

              นอกจากนั้น  ยังใช้ “A, An” ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส), “At a discount”  (ลดราคา),  เป็นต้น

18. She is too excited to say _________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ____________________ )

(a) nothing   (ไม่มีสิ่งใด, ไม่มีอะไร)

(b) something   (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) everything   (ทุกๆสิ่ง)

(d) anything   (สิ่งใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ จากประโยคข้างล่าง

              “Something”  มักใช้ในประโยคบอกเล่า  เช่น

        - I have something interesting to tell you.

(ผมมีบางสิ่งน่าสนใจจะบอกคุณ)

        - We have something rather strange to show you.

(ผมมีบางสิ่งค่อนข้างแปลกจะแสดงให้คุณดู)

       - He started talking about something else.

(เขาเริ่มต้นคุยเกี่ยวกับบางเรื่องอีก  -  หรือเรื่องอื่นๆอีก)

       - I’ve got something to do tonight.

(ผมมีบางสิ่งจะทำคืนนี้)

       - I knew I had forgotten something.

(ผมรู้ว่าผมได้ลืมอะไรบางอย่าง)

                สำหรับ  “Anything”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  คำถาม  หรือประโยคบอกเล่า แบบเป็นเงื่อนไข  ในความหมาย  “สิ่งใดๆ, สิ่งใดก็ตาม”  เช่น

         - She didn’t say anything.

(เธอไม่ได้พูดอะไร)

        - He never seemed to do anything at all.

(เขาดูเหมือนว่าไม่เคยทำ (งาน) อะไรเลย)

        -  If anything should happen, I can take care of myself. 

(ถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้น  ผมสามารถดูแลตัวเองได้)

        - I’ve told her to come to you if she wants anything.

(ผมบอกให้เธอมาหาคุณ  ถ้าเธอต้องการสิ่งใดๆ)

        - They denied doing anything illegal or improper.

(พวกเขาปฏิเสธว่า  ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม)

        - That doesn’t prove anything.

(นั่นมิได้พิสูจน์สิ่งใดๆเลย)

        - He likes anything alcoholic.

(เขาชอบเครื่องดื่มใดๆก็ตาม  ที่ผสมอัลกอฮอล์)

        - To me, it’s more important than anything else.

(สำหรับผมแล้ว  มันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด)

        - It didn’t taste anything like soup.

(มันมิได้มีรสชาติใดๆที่เหมือนซุปเลย)

         - There is nothing unusual.

(ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ)

       - Nothing can stop him from coming here.

(มิมีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งเขาไม่ให้มาที่นี่)

19. My sister married _______________ a wealthy family.

(น้องสาวของผมแต่งงาน ___________________ ครอบครัวที่ร่ำรวย)

(a) with

(b) in

(c) into   (เข้าไปสู่)

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Marry to”  =  “แต่งงานกับคน”   “Marry into”  =    “แต่งงานกับ......อย่างอื่น  เช่น  ครอบครัวร่ำรวย   หรือ มีศักดิ์สูง

20. He put the book ________________ he could easily find it.

(เขาเก็บหนังสือไว้ __________________ เขาจะสามารถหามันพบได้โดยง่าย)

(a) when

(b) so

(c) because

(d) where   (ในที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “where he could easily find it” เป็น   “Adverb clause of place”  (บอกสถานที่)  โดยขยายกริยา  “Put”  เช่น

-         My dog goes where I go.

(หมาของผมไปที่ๆผมไป)

-         He followed her wherever she went.

(เขาตามเธอไป  ที่ใดก็ตามที่เธอไป)       

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 68)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Kate is more beautiful than ________________ girl I have ever met.

(เคทสวยกว่าเด็กหญิง ____________________ ที่ผมเคยพบมา)

(a) any

(b) other

(c) any other   (คนอื่นใดก็ตาม)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-        Bangkok is the biggest city in Thailand.

(กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)

-        Bangkok is bigger than any other city in Thailand.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองอื่นใดในประเทศไทย)

-        No other city in Thailand is as big as Bangkok. 

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้ง  ๓  ข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  เพียงแต่พูดไปคนละแบบ  จงสังเกตว่า  ใน “ขั้นกว่า”  และ “ขั้นเสมอกัน”  ต้องมี   “Other” เนื่องจาก   “Bangkok” เป็น   “City”   ในประเทศไทย  แต่จงสังเกตความแตกต่างของโครงสร้างประโยค  จากประโยคข้างล่าง

         - Bangkok is bigger than any city in Laos.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองใดๆ ในลาว)

        - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใดในลาวใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ๒  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  โดยไม่ต้องมี   “Other”  เพราะ   “Bangkok”  ไม่ได้เป็น   “City”  ในลาว

              อนึ่ง  ให้สังเกตว่า  หลัง  “Any other”  หรือ   “Any”  ในขั้นกว่า  ควรเป็นคำนามเอกพจน์   เนื่องจาก  “Any”  ใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  ไม่ใช่ในความหมายแสดง  “จำนวน”  ดังเช่นในประโยค

           - Do you have any money?

(คุณมีเงินบ้างไหม)  (“Any” แสดงจำนวน)

         - Were there any women at the party?

(มีผู้หญิงบ้างไหมที่งานเลี้ยง)  (“Any” แสดงจำนวน)

                   ดูเพิ่มเติมการใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  จากประโยคข้างล่าง

           - He is bigger than any other man here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ใครก็ตาม”  (ชายคนอื่นใด) ที่นี่)

        - He is bigger than some other men here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ผู้ชายบางคน”  ที่นี่)

                  แต่หลัง   “No other”  หรือ   “No”   ใน  “ขั้นเสมอ”  อาจตามด้วยคำนามเอกพจน์  หรือพหูพจน์ก็ได้  แต่ถ้าใช้คำนามพหูพจน์   ก็ต้องใช้กริยาพหูพจน์ด้วย  เช่น  “Are, Were, Have, etc.”  เช่น

           - No students in the class are as smart as Jim.

(ไม่มีนักเรียนในชั้นที่ฉลาดเท่ากับจิม)

        - No river in Thailand is as long as the Chao Phraya River.

(ไม่มีแม่น้ำในประเทศไทยที่ยาวเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยา)

          - No other city in Thailand is as crowded as Bangkok.

 (ไม่มีเมืองอื่นในประเทศไทย  ที่มีประชากรหนาแน่นเท่ากับกรุงเทพฯ)

          - No other American presidents are as controversial as Donald Trump.

(ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่น  ที่มีความขัดแย้ง (หรือเป็นที่โต้เถียง-ถกเถียง)  เท่ากับโดนัล  ทรัมพ์)

2. The lecturer used so many long and difficult words that I felt very ____________ .

(ผู้บรรยายใช้คำที่ยืดยาวและยากจำนวนมาก  จนกระทั่งผมรู้สึก _____________ อย่างมาก)

(a) confuse   (ทำให้งุนงง-สับสน)

(b) confusing   (น่างุนงง-สับสน)

(c) confused   (งุนงง-สับสน)

(d) confusion   (ความงุนงง-สับสน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   The food was delicious.  That was a ______________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _____________________)

(a) satisfied   (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying   (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy   (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction   (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _______________ )

(a)   were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องใช้กับ  “Was

                  ตัวอย่างที่ ๓

-  She was very ______________ to meet her friend.

(เธอ __________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight   (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting   (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted   (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful   (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                  ตัวอย่างที่ ๔

-   I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy   (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying   (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied   (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท  “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๕

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting   (น่าสนใจ)

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                  ตัวอย่างที่ ๖

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting   (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                  ตัวอย่างที่ ๗

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested   (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting   (น่าสนใจ)

ตอบ    -   ข้อ  (c)

                   ตัวอย่างที่ ๘

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting   (น่าตื่นเต้น)

(b) excited   (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite   (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable   (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-  The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –   ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising” เนื่องจาก “Surprise”  เป็นคำกริยา  ที่มีความหมายว่า   “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป“is (am, are, was, were)  surprised” จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-  The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                   คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                  กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป  “Subject + verb + object” จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing} หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”   หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.  (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.  (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking.  (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง“Verb to be” (is, am, are, was, were)จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ  “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

3. Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able   (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   If you had returned the library book on time, you _____________________ .

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ____________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined   (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๒

-      If you had gone with us to the mountains, you ___________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา 

                   ตัวอย่างที่ ๓

-   Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken   (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                ตัวอย่างที่ ๔

-   Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

             ตัวอย่างที่ ๕

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.   (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

           จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

-   I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย  –  แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-   If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-   If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

          นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse”  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse”  จากตัวอย่างข้างล่าง

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

       สรุป  -  ใน “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป “Reverse”  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

4. The Iranians ________________ when the Shah died.

(ชาวอิหร่าน ____________________ เมื่อพระเจ้าชาร์ (กษัตริย์อิหร่าน) สวรรคต)

(a) were rejoiced

(b) was rejoiced

(c) rejoice

(d) rejoiced   (ดีใจ, ยินดี, ปลื้มปิติ, รื่นเริง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Rejoice”   ใช้แบบกริยาที่ไม่ต้องมีกรรมมารับ  จึงไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  แบบในข้อ   (a)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

        - The bankers heard the news, and rejoiced.

(เหล่านายธนาคารได้ยินข่าว  และดีใจ)

        -  She rejoiced in her success in the plan to launch new products.

(เธอยินดีในความสำเร็จในแผนการที่จะออกผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ๆ)

          -  They rejoiced to see peace return to their country at last.

(พวกเขาปลื้มปิติที่เห็นสันติภาพกลับคืนมาสู่ประเทศในที่สุด)

5. If you need an extra bed for your guest, you can use one ________________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง _________________)

(a)   of us

(b)  of our

(c) of ours   (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Of”   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ ตัวอย่างข้างล่าง

           - He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

         - That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

         - It is an unavoidable duty of ours.     

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

         - It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                   อนึ่ง  ในประโยคในข้อ  ๕  สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   หมายถึง  “เตียง  ๑  ตัว  จากหลายๆ ตัว”  

                 นอกจากนั้น  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + is (was) +  Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

-   It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

          - It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

        - It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

         - It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

           - How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

6. I select the most difficult jobs for myself, because I find that the more a job challenges me, __________________.

(ผมเลือกงานที่ยากที่สุดสำหรับตัวผม  เพราะว่าผมพบว่า   ยิ่งงานท้าทายผมมากขึ้น  _______________)

(a) I like it the most

(b) the more I am liking it

(c) I like it more

(d) the more I like it   (ผมก็ยิ่งชอบมันมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   On enough logical reasons, the fewer seeds, ______________ .

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่งเมล็ดน้อย  __________________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants   (ก็ยิ่งต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”(น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน  “Less”(น้อยกว่า)  มาจาก  “Little” ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)   ในประโยคข้างบน  “Seeds” และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง......

.................ก็ยิ่ง.................”  

                      ตัวอย่างที่ ๒

-    The longer you stay here, ___________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  _________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be   (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb” หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

-     The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)

-     The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)

-     The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)

-     The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                        ตัวอย่างที่ ๓

-   The older he grows, _______________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher   (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish   (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                   ตัวอย่างที่ ๔   (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

            - Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ  (3)  แก้เป็น  “worse”  (มาจาก  “bad  worse  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”   โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + adjective (ขั้นกว่า)  + subject + verb, the + adjective (ขั้นกว่า) + subject + verb)   เช่น

            - The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

           - The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

              - The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

             - The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

             - The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

            - The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

- The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

-  The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

7. None of us could agree on where to go on vacation, so we went to different places, ________________.

(พวกเราไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะไปที่ไหนในวันหยุดพักผ่อน  ดังนั้น  เราจึงไปยังสถานที่ต่างๆ กัน  (กล่าวคือ) ________________________ )

(a) them to France and me to Germany

(b) they to France and I to Germany   (พวกเขาไปฝรั่งเศส  และผมไปเยอรมัน)

(c) them for France and me for Germany

(d) me to France and they to Germany

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้สรรพนาม  (Pronoun)   ที่เป็น  “Subject”  ทั้ง  ๒  ตัว  (They, I)   เพราะย่อมาจาก  “They went to France and I went to Germany.”

8. Those were the soldiers _______________ to save the country.

(เหล่าโน้นคือทหาร ___________________ รักษา (ป้องกัน) ประเทศ)

(a) whose responsibility it was   (ผู้ซึ่งความรับผิดชอบของพวกเขา  คือ)

(b) whose was the responsibility

(c) from whom the responsibility came

(d) in whom there was a responsibility

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้   “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  (ความรับผิดชอบของพวกเขา)  และ  “Whose + Noun”   เช่นในประโยคข้างล่าง

          - The man whose house was burnt down is my teacher.

(ผู้ชายซึ่งบ้านของเขาถูกไฟไหม้  เป็นครูของผม)

       - The woman whose car was stolen reported it to the police.

(ผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย  แจ้งความกับตำรวจ)

         - The boy whose sister is sick is here.

(เด็กชายซึ่งพี่สาวของเขาป่วย  อยู่ที่นี่แล้ว)

         - The student whose family is rich will further his study abroad.

(นักเรียนซึ่งครอบครัวของเขาร่ำรวย  จะไปเรียนต่อต่างประเทศ)

9. On Sunday morning, when we were young, people in our community went to _________________.

(ตอนเช้าวันอาทิตย์  เมื่อสมัยเรายังเด็ก  ผู้คนในชุมชนของเราไป ____________ )

(a) a near church

(b) a nearly church

(c) a nearby church   (โบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆ หรือใกล้เคียง)

(d) a church near

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Nearby = Near by” เมื่อเป็นคุณศัพท์  (Adjective)  หมายถึง  “ใกล้เคียง, ถัดไป, ใกล้ชิด”  และเมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  หมายถึง  “ในบริเวณใกล้เคียง”  ดูตัวอย่างประโยค

          - We decided to walk to the cottage, as there was a river nearby.

(เราตัดสินใจเดินไปที่กระท่อม  เพราะว่ามีแม่น้ำอยู่ใกล้ๆ มัน)

      - She got a place at a teachers’ training college nearby.

(เธอได้ที่เรียนที่วิทยาลัยฝึกหัดครูแห่งหนึ่ง  ที่อยู่ใกล้ๆ  -  กับบ้านของเธอ  หรือสถานที่ที่เพิ่งพูดถึง)

           - My relatives live in Bangkok and nearby province.

(ญาติๆ ของผมอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และจังหวัดใกล้เคียง)

          - He took the bag and tossed it into some nearby bushes.

(เขาคว้ากระเป๋า  และเหวี่ยง-โยนมันเข้าไปในพุ่มไม้ใกล้ๆ)

-  We sat near the window to look at the rising sun.

(เรานั่งใกล้หน้าต่างเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น)

-  Their house was near the airport and so it was very noisy.

(บ้านของพวกเขาอยู่ใกล้สนามบิน  และดังนั้น  จึงมีเสียงดังมาก)

-  She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

-  He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

-  It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

-  I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

 

10. Nelson Mandela, former leader of South Africa, wanted to galvanize his countrymen, even ______________ the cost of his own imprisonment – or death.

(เนลสัน  แมนเดล่า  -  ผู้นำแอฟริกาใต้คนก่อน  -  ต้องการจะกระตุ้น (ปลุกเร้า) เพื่อนร่วมชาติของเขา (เรื่องอิสรภาพ)  แม้กระทั่ง ______________ การลงทุนลงแรง-ค่าตอบแทน  ของการถูกจำคุก  หรือความตาย)

(a) in

(b) at   (ด้วย)

(c) for

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “At the cost of”  =  “ด้วยราคา  หรือต้นทุน-ค่าใช้จ่ายของ”  สำหรับวลีอื่นๆ  ที่ต้องใช้  “At”   ได้แก่   “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา) ,  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชม เปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)“at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)“at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast” (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)“  at risk”  (เสี่ยง),“at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)“to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)   “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)   “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”   (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)   “to work harder at his thesis”   (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”   (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)   “to be at war” (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)   “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)   “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)   “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)   “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)“  at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school”  (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)    “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length” (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)   “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

11. Experienced drivers have _______________ accidents than beginners.

(นักขับรถที่มีประสบการณ์  ประสบอุบัติเหตุ _________________ ผู้เริ่มขับรถ หรือมือใหม่หัดขับ)

(a) lesser   (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(b) fewer   (น้อยกว่า)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(c) not many   (ไม่มาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(d) very few   (น้อยมาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  และ   “Accidents”  เป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้   “Fewer”       

12. After a ______________ breakfast, he ran to the bus stop.

(หลังจากอาหารเช้าที่ __________________ เขาวิ่งไปที่ป้ายรถเมล์)

(a) hurry   (รีบเร่ง, ความรีบเร่ง)  (เป็นคำกริยา และคำนาม)

(b) hurrying

(c) hurried   (เฮ้อ-รีด)  (เป็นคำคุณศัพท์)  (รีบเร่ง, รีบร้อน, ฉุกละหุก, ด่วน)

(d) hurry’s

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้คำคุณศัพท์ขยายหน้าคำนาม  “Breakfast

13. His favourite subject is __________________.

(วิชาที่โปรดปรานของเขา  คือ _____________________ )

(a) mathematic   (mathematics = วิชาคณิตศาสตร์)

(b) arithmetic   (วิชาเลขคณิต, เกี่ยวกับเลขคณิต)

(c) physic   (ฟิซ-ซิค)  (ยาถ่าย, ยาเวชภัณฑ์, แพทยศาสตร์, อาชีพแพทย์)   (physics (ฟิซ-ซิคซ) = วิชาฟิสิกส์)

(d) economic   (เกี่ยวกับเศรษฐกิจ, ด้านเศรษฐกิจ)  (economics = วิชาเศรษฐศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นเพียงข้อเดียวที่เป็น  “วิชา

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC