หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 90)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Shall I take you to the station ________________ my car?

(ให้ผมพาคุณไปสถานี ________________ รถยนต์ของผมเอาไหมครับ)

(a) on

(b) in    (ใน, โดย)

(c) with

(d) by

ตอบ  -  ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่   “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time  (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ), “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in” (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area”  (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอา กาศ),  “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom” (ในห้อง น้ำ),  “in school”  (ในโรงเรียน),  “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก),  “in a lake”  (ในทะเลสาบ),  “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้),  “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ),  “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น),  “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน),  “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ),  “in nature”(ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์),  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ),  “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี),  “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี),  “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน),  “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),  “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง),  “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง),  “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา),  “was shot in the leg” (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”   (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

2. The men are too _________________ for the job, I think.

(คนงานชายมี __________________ เกินไปสำหรับงาน  ผมคิด (อย่างนั้น) นะ)

(a) small    (เล็ก)  (ใช้กับร่างกาย-ขนาด)

(b) little    (น้อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้  ซึ่งเป็นเอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์) 

(d) much    (มาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้  “Few”  กับ  “Men”

3. Some animals live _________________ grass

(สัตว์บางชนิดมีชีวิตอยู่ _________________ หญ้า)

(a) of

(b) by

(c) with

(d) on    (ด้วย, ด้วยการกิน)

(e) from

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   on request”  (เมื่อมีการร้องขอ),   “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ),  on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม),  on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว  คือ  ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.   (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),   on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น.  เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),   on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข   เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ  ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),  เป็นต้น

4. Do you have horses ___________________ hire?

(คุณมีม้า ______________________ เช่าหรือไม่)

(a) to

(b) on

(c) of

(d) for    (ให้,  สำหรับ)

(e) at 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                       สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                   ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้ มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

                       สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซนต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่า  จะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),   เป็นต้น

5. It is so sad to consider the number of people who ____________ in car accidents.

(มันน่าเศร้ามากเมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้คน  ผู้ซึ่ง ________________ ในอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a)   dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)     

(b)  death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(c)  are killed    (ตาย, ถูกฆ่าตาย)

(d)  are died     (“Die” =  ตาย  เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้   “Die”  หรือ   “Are dead”  ก็ได้

6. This is the _______________ fashion news from Paris.

(นี่เป็นแฟชั่น ____________________ จากปารีส)

(a) late    (สาย, ช้า, ล่า, ล่วงเลยมานาน, ดึก, ค่ำ)

(b) later    (สายกว่า, ช้ากว่า, ต่อมา)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดขึ้นหลังสุด)

(d) last    (สุดท้าย, ที่ผ่านมา)

7. It is because he is very rich ______________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ____________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + วลี {มัก

นำหน้าด้วย “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + that + subject + verb”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-      ________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(___________________  เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + that + subject + verb”เช่น

          - It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

            - It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืน  ที่พวกเราเข้านอน)

            -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์  ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

            - It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

            - It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

            - It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

-         It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

           - It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

8. As a result, war _______________out ten years later.

(ผลที่ตามมาคือ  สงคราม ______________________ สิบปีต่อมา)

(a) breaks

(b) broke    {“Break out”  =  เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด)}

(c) was broken

(d) had broken

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Break out”  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  เช่นใน ข้อ  (c)  และเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีตทั่วไป  จึงใช้รูป  “Past tense” (Verb 2)  (broke out)  ไม่ใช้  “Past perfect tense”  ดังในข้อ  (d)

9. _________________, she was still thirsty.

(________________________  เธอยังคงกระหายน้ำ)

(a) In spite of Lucy drank a glass of juice    (“In spite of” (ทั้งๆที่)  + คำนาม หรือวลี  หรือ Verb + ing)

(b) Even Lucy drank a glass of juice    (แม้กระทั่งลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(c) Though Lucy drank a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(d) Though Lucy drinks a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่  (she was still thirsty)  อยู่ในรูป  “Past tense” (was)  กริยาในประโยคย่อย  (Though…………………

……….juice)  จึงต้องเป็น  “Past tense”  (drank)  ด้วย

10. _________________ to sign my name at the bottom of the page?

(_____________________  ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า  -  กระดาษหรือเอกสาร  -  หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + is (was) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-      It is not a good thing _______________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _______________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit….. ……………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + (not) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๒

-   Don’t do anything.  I believe ______________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it   (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                ตัวอย่างที่ ๓

-    It is usually necessary for the international business person ________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________  มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a)  to understand   (เข้าใจ)

(b)  to observe    (สังเกต)

(c)   knowing    (รู้)

(d)  speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + to + Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้)  + something}  เช่น

         - It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

           - It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

            - It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

             - It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

             - It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

             - It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

11. What ________________ paying a visit to our home town?

(ไปเยี่ยมบ้านเกิดของพวกเรา ____________________ เอาไหม)

(a) is

(b) are

(c) about    (กัน)

(d) shall

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What about + Verb +ing + ส่วนขยาย เป็นภาษาพูด  กล่าวเชิญชวนให้คนมาทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน  เช่น

           - What about going out for dinner tonight?

(ออกไปกินอาหารค่ำนอกบ้านคืนนี้เอามั้ย  -  หรือ ดีมั้ย)

(= Let us go out for dinner tonight.)

         - What about having a party next week?

(จัดงานเลี้ยงสัปดาห์หน้ากันเอามั้ย  -  หรือดีมั้ย)

(= Let us have a party next week.)

12. Please ________________ the word in your dictionary for me.

(กรุณา _____________________ คำศัพท์ในพจนานุกรมของคุณให้ผมหน่อย)

(a) look at    (จ้องมอง)

(b) look after    (ดูแล, เอาใจใส่)

(c) look for    (มองหา, ค้นหาของที่หาย)

(d) look up    (ค้นหาคำศัพท์)  (ในพจนานุกรม หรืออื่นๆ)

13. Have this one, _________________?

(เอาอันนี้ไปซิ _______________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) will you    (ได้ไหม หรือ ตกลงไหม)   

(d) haven’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง ในส่วน  “Tag”  จะใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง  ขอร้อง  และเชิญชวน  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-    Do it yourself, __________________ ?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง __________________ )

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง”  

                 ตัวอย่างที่ ๒

-     Just see if that water is becoming hot, _______________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, ___________________ )

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag” จึงต้องใช้   “Will you”   สำหรับ  “If”  ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)

                ตัวอย่างที่ ๓

-  Do it at once, ______________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Question tag”   ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”   ในส่วน  “Tag”   ให้ใช้  “…………… will you ?”เช่น

                   - Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

                  - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

                  - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

                 - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

                - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                       สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag  ต้องใช้   “Let’s ……………….., shall we?”   เช่น

            - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

            - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

              - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

              - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                     แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”   ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)  ดังนั้น   ในส่วน Tag   ต้องใช้ “will you?”   เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป   เช่น

Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

14. Some workers are paid ________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง ___________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  “is (are) paid by” (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”   (ถูกขายเป็น)  มีหลัก คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง   “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้  “The”  ขยาย  แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  {Weight  (น้ำหนัก), Length  (ความยาว),  Time  (เวลา),  etc.}  หน้าคำนามนั้น  ไม่ต้องมี   “Article”  (A, An, The)  ใดๆ ขยายเลย  เช่น

             - In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”  เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

             - Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”  เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

-   Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”  เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

-   Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”  เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -   การทำงาน)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

15. This hen has ______________ more than one hundred eggs.

(แม่ไก่ตัวนี้ได้ ____________________ มากกว่า  ๑๐๐  ฟอง)

(a) lied    (นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่, พูดปด, โกหก)

(b) lain

(c) laid    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

(d) lay    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)      

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (lie  lied   lied  =  พูดปด, โกหก)  (lie  lay  lain  =  นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่  -  ไม่ต้องมีกรรมมารับ)  (lay  laid  laid  =  ออกไข่, วางไข่, วางลง  -  ต้องมีกรรมมารับและหลัง  “Has”  ต้องเป็นกริยาช่องที่  ๓  

16. __________________ your rain-coat; it has begun to rain.

(________________________  เสื้อฝนของคุณซะ  ฝนเริ่มตกแล้ว)

(a) Wear    (สวมใส่อยู่)  (คือ ใส่อยู่กับตัวอยู่ก่อนแล้ว)

(b) Put on    (ใส่)

(c) Take off    (ถอด, ถอดออก)

(d) Buy    (ซื้อ)

17. Four days following the ________________, her father received a letter.

(สี่วันหลังจาก ___________________ พ่อของเธอได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง)

(a) girl disappearing

(b) girl had disappeared

(c) girl’s disappearance    (การหายตัวไปของเด็กหญิง)

(d) girl disappeared

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Following”  เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  (girl’s disappearance)

18. She is sick.  I hope (that) _______________ her sister with her will make her happier.

(เธอป่วย  ผมหวัง (ว่า) ___________________ น้องสาวของเธออยู่ด้วยกับเธอ  จะทำให้เธอมีความสุขมากขึ้น)

(a) she has

(b) for having

(c) having    (การมี)

(d) that she had

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Gerund” (Verb + ing) ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย  (having her sister……………..happier) ในแบบ  “Noun clause”  ซ้อนอยู่ในประโยคใหญ่  ซึ่งมีประโยคย่อยเป็นส่วนหนึ่งของมัน ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Hope”  สำหรับประโยคใหญ่  คือ  “I hope…………………happier.”  ดูเพิ่มเติม  “Verb + ing”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑   

-    Following up on details _______________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ ____________________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย)

(ความหมาย คือ มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is    (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Following up”  โดยมี   “on details”  เป็นส่วนขยาย  ทั้งนี้  “Following up”  เป็น “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย   “การ..........”  หรือ   ความ...........”  และ  “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”  จึงต้องใช้กับกริยา   “Is”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

   -  Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

-     Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

-     Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

 Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

        - Walking a long distance has made me tired.  

          (การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

        - Scuba diving has become very popular recently.   

         (การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้)

19. “Mr. West has two daughters who are teachers.”

(มิสเตอร์เวสต์มีลูกสาว  ๒  คน  ซึ่งเป็นครู)

The sentence above tells us that Mr. West has _______________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์เวสต์มี __________________ )

(a)   two daughters    (ลูกสาว  ๒  คน)

(b)  more than two daughters    (ลูกสาวมากกว่า  ๒  คน)

(c)   four daughters    (ลูกสาว  ๔  คน)

(d)  at least five daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๕  คน)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “who are teachers”  เป็น  “Defining clause”  (สังเกตได้จากหลัง  “Daughters”  ไม่มีเครื่องหมายคอมม่า)  คือ  “Clause”  ที่มีความสำคัญ  จำเป็นต้องมี  เพราะว่ามาช่วยขยายประโยคใหญ่  คือ  “Mr. West has two daughters”   ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน คนฟังไม่รู้ว่า  ลูกสาว  ๒  คนไ ดังนั้น   “Clause” (ประโยคย่อย) นี้  จึงมาช่วยแยก  “ลูกสาว  ๒  คน”  ออกจากลูกสาวคนอื่นๆ  ทำให้เรารู้ว่า  มิสเตอร์เวสต์ยังมีลูกสาวคนอื่นๆอีก (อย่างน้อย  ๑  คน)  ซึ่งทำอาชีพอื่น  (อาจมีลูกสาวอีกหลายคนก็ได้) เช่น  ลูกสาวอีกคนเป็นนางพยาบาล  และอีกคนเป็นเสมียน  เป็นต้น  (ซึ่งในกรณีนี้  ก็จะมีลูกสาวทั้งหมด  ๔  คน)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-     “Mr. North has two daughters, who are nurses.”

(มิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน, ผู้ซึ่งเป็นพยาบาล)

The sentence above tells us that Mr. North has________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์นอร์ธมี _____________________ )

(a)    three daughters    (ลูกสาว  ๓  คน)

(b)   only two daughters    (ลูกสาวเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

(c)    at least three daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๓  คน)

(d)   at least two daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๒  คน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Who are nurses” เป็น  “Non-defining clause”   มาขยาย  “Daughters”  โดยเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เพราะ  “Mr. North has two daughters”  เป็นประโยคที่ชี้เฉพาะ  มีความสมบูรณ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว  คือบอกว่ามิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน  (เท่านั้น)  สังเกตจากมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหลัง  “Daughters”  ส่วนข้อความหลังคอมม่า  ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น เสมือนกับว่าอยู่ในวงเล็บ

                   ตัวอย่างที่ ๒

-    The _________________ a grateful animal.

(________________________  สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”   ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)  คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความ สำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือไปทำอะไร

-   The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

-    The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                    ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๓

-   This ____________________ very good.

(______________ (นี้)___________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ  “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น   มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-    Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัล  ทรัมพ์  -  ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัล  ทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

              - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

           - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

          - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

               - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

              - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

               - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

               - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

               - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

              - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                      จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี   “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  อยู่ระหว่าง “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause”   ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ  (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”   ได้ดังนี้

๑.                   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

๒.                 ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

๓.                  ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”   ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                   สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี   “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้   เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”   มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

              - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

             - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

              - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

               - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

                - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

               - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

                - Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                    จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

                 - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

                - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

                - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

               - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

               - The plan which I proposed to the committee was finally turned down.  (แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

               - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

                 - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

                 - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี   “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ   “Defining Adjective Clause”   ได้ดังนี้

                  ๑, ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                ๒. ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า”   คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                ๓. ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”   ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย

20. After _______________ the letter, he went to see his mother.

(หลังจาก ______________________ จดหมาย   เขาไปเยี่ยมแม่ของเขา)

(a) read

(b) reading    (อ่าน)

(c) having read

(d) had read

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  Preposition “After”  ต้องตามด้วย  “Verb + ing” สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having read the letter, he…. …………her.  (เมื่อได้อ่านจดหมายแล้ว  เขารีบไปพบเธอ)  ไม่ต้องขึ้นต้นด้วย  “After

21. Will you be ______________ kind as to help me with this heavy box?

(คุณจะกรุณา ___________________ ที่จะช่วยผมถือ (แบก) กล่องหนักใบนี้ได้ไหมครับ)

(a) as

(b) very

(c) so    (พอ)

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-    Be ________________ good as to tell me all the truth about him.

(โปรด ______________________ พอที่จะเล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาให้ผมฟังหน่อย)

(a) as

(b) so    (“So good as” = กรุณาพอ หรือ ดีพอ)

(c) very

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                  ตัวอย่างที่ ๒

-   Would you be so kind ______________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา ____________________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “So……….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว  (“As………as”  ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)  แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb)  ตัวหน้าจะต้องใช้  “So” อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )   ไม่ว่าจะเป็นประโยค บอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

                “So + Adjective + as + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า  “...................พอที่จะ................”  หรือ  “...............จนถึงขนาด ที่จะ...................”)   เช่น

            - Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)  

           - Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

          - Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

          - Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

-      I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

22. ________________ in the world is as old as my grandfather.

(_____________________ ในโลกนี้  ที่จะแก่เท่ากับปู่ของผม)

(a) No one    (ไม่มีใคร)

(b) Nobody    (ไม่มีใคร)

(c) No person    (ไม่มีบุคคลใด)

(d) Nobody else    (ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องมี  “Else” (อื่นอีก)  เพราะต้องการบอกว่า  ไม่มีใครอื่นอีก“นอกเหนือจากปู่ของผม

23. I have noticed ______________ improvements in the methods of manufacturing used here.

(ผมได้สังเกตเห็นการปรับปรุงดีขึ้น _________________ ในวิธีการของการผลิต  ที่ถูกใช้ที่นี่)

(a) numeral    (ตัวเลข, เกี่ยวกับตัวเลข)

(b) numerous    (มากมาย, มีมาก)

(c) numbers    (จำนวน, ตัวเลข, จำนวนทั้งหมด)

(d) a lot    (มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ   “A lot of, Lots of, Considerable, A number of, Number of, A great number of, A good number of”  ก็ได้

24. _________________ there in time, we must start now.

(____________________ ที่นั่นให้ทันเวลา  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  เป็นการแสดงวัตถุประสงค์  ข้อความที่ตามหลังวลี  (อยู่หลังคอมม่า)  จะบอกว่า  ประธานของประโยค  จะต้องทำอะไร  เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

“______________ the eclipse of the moon.”

(______________________ จันทรคราส)

(a)   Watched

(b)  Watching

(c)   Had watched

(d)  To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)   นำหน้าประโยค (หรือ ไว้ข้างในประโยคก็ได้)   เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                     ตัวอย่างที่ ๒       {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)}

-  Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัย  เพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ    –    ข้อ  (2)   แก้เป็น  “determine”   เนื่องจากตามหลัง   “to”  จึงต้องอยู่ในรูป   “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ.............เพื่อ.............)  กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”   ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)   เพื่อบอกว่าทำกริยานั้น  เพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

-         All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

-         People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

-         I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

-         She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

-         We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

-         She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

-         They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

         ในหลายๆ กรณี นิยมนำ  “To + Verb 1”   มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ ที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า) ว่าประธานฯ   ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยค  ด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

-   To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)   วางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง   “เพื่อที่จะ..............”   หรืออาจใช้ “In order to” หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย “To + verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้   โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ   (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)   ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

-   You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

-         To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

-         To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

           (= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

           (= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

-         To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

    (= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

-         To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

-         (เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

25. Mother, please buy me __________________.

(แม่ครับ  โปรดซื้อ ___________________ ให้ผมด้วย)

(a) a scissor

(b) a scissors

(c) scissors

(d) a pair of scissors    (กรรไกรคู่  (เล่ม, ด้าม) หนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Scissors”  ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะระบุจำนวน  จะใช้กับ  “สมุหนาม”  (Collective noun)  “Pairs”  ดูเพิ่มเติม  “สมุหนาม” จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  Because my scissors are dull, I’m going to buy a new _________________.

(เพราะว่ากรรไกรของผมทื่อ  ผมจะซื้อ (กรรไกร) _________________ใหม่)

(a)   one

(b)  scissor

(c) pair   (ด้าม, เล่ม, คู่)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Scissors” (กรรไกร)  ใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะบอกจำนวน  ว่า  กี่คู่ หรือ กี่ด้าม หรือ กี่เล่ม  ต้องเลือกใช้สมุหนาม  (Collective noun) ที่เหมาะสม  ในที่นี้  คือ  “Pair

                  สมุหนาม”  (Collective noun)  คือ  นามที่เป็นชื่อของหมู่คณะ, กลุ่ม, พวก, เหล่า, ฝูง  โดยปกติจะใช้รวมกับ  นามทั่วไป-ไม่ชี้เฉพาะ  (Common noun)  เสมอ   โดยมี   “Of” มาคั่น เช่น

             Collective noun + of + Common noun      (คำแปล)

A bunch of grapes    (องุ่นพวงหนึ่ง)

A gang of thieves    (ขโมยแก๊งหนึ่ง)

A clusters of stars    (ดาวกลุ่มหนึ่ง)

A group of students    (นักเรียนกลุ่มหนึ่ง)

A herd of cattle    (วัวควายฝูงหนึ่ง)

A bunch of flowers    (ดอกไม้ช่อหนึ่ง)

A tribe of citizens    (พลเมืองเผ่าหนึ่ง)

A flock of sheep    (แกะฝูงหนึ่ง)

A crowd of people    (คนกลุ่มหนึ่ง)

A flock of chickens    (ลูกไก่ฝูงหนึ่ง)

A school of porpoises    (ปลาโลมาฝูงหนึ่ง)

A loaf of bread    (ขนมปังปอนด์หนึ่ง)

A piece of cake    (ขนมเค้กชิ้นหนึ่ง)

   An item of news    (ข่าวหัวข้อหนึ่ง)

            สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun) ก็ต้องเลือกใช้   “สมุหนาม”  ให้เหมาะสมเช่นกัน  เช่น

-     a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

            - a piece of paper    (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread    (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge    (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news    (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit    (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)    (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge    (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

26. ________________ your house painted last month?

(บ้านของคุณ ___________________ ทาสีเมื่อเดือนที่แล้ว  ใช่หรือไม่)

(a) Did

(b) Was    (ถูก)

(c) Had

(d) Have

ตอบ   -    ข้อ   (b)  เป็นรูป  “Passive voice”  {Subject + is (was) + Verb 3}   คือ  ประธานประโยคถูกกระทำ  คือ  “ถูกทาสี”   โดยมาจากประโยคบอกเล่า  คือ  “Your house was painted last month.”

27. Tea here is _________________ than coffee.

(ชาที่นี่ _____________________ กาแฟ)

(a) very good, very better    (ตัวหน้าถูก, ตัวหลังผิด)     

(b) much good, much better    (ตัวหน้าผิด, ตัวหลังถูก)

(c) much good, very better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) very good, much better    {ดีมาก, ดีกว่า (กาแฟ) มาก}

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้  “Very good”  และ   “Much better”  ดูคำอธิบาย   “Much better”  จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-    There is ________________ demand for oil than rice.

(มีความต้องการน้ำมัน _____________________ ข้าว)

(a) much

(b) much less    (น้อยกว่า........ (ข้าว)........... มาก)

(c) as much

(d) more or less the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                   ตัวอย่างที่ ๒

-    It is ______________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _______________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better   (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree)

              ตัวอย่างที่ ๓

-  Literature played ______________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง  คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ  ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก“Important”   เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้   “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือFar”  ขยายหน้า  “Important”  นอกจากนี้  ยังต้องมี   “A”  ด้วย  เนื่องจากขยาย   “Part”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

                ตัวอย่างที่ ๔

-         Last night’s homework was hard, but this is __________________difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  __________________)

(a)  much more     (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

               ตัวอย่างที่ ๕

-   It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _______________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า _____________ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a)   very

(b)  so

(c) much    (มาก, มากมาย)   (หรืออาจใช้“Far”ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  “สวยกว่ามาก”  ให้ใช้   “Much”    และ   “Far”   ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                 ตัวอย่างที่ ๖

-     She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier     (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ   ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น    (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้   “Very

                ตัวอย่างที่ ๗

-   The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน  (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”   “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้ ๒ คำ คือ   “Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  far more pleasant”  ก็ได้

                      ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much  bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)“  much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)“far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”   “หนาวกว่านิดหน่อย”   “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”   “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๘

- I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 89)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Last year, _______________ to the money given by Mr. Cooper, the school was able to build a library for the students.

(ปีที่แล้ว ______________________ เงินที่มอบให้โดยมิสเตอร์คูเปอร์  โรงเรียนสามารถสร้างห้องสมุดสำหรับนักเรียนได้)

(a) thank

(b) thanking

(c) thanks    (เนื่องมาจาก)

(d) thanked

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Thanks to”  =  “เนื่องมาจาก”  มีความหมายเหมือนกับ  “Due to, Because of, Owing to, On account of

2. Take care of yourself; the weather is always _______________ at the beginning of the season.

(ดูแลตัวเองหน่อยนะ  อากาศ _________________ อยู่เสมอในตอนเริ่มต้นฤดู)

(a) changed

(b) changes

(c) changing    (กำลังเปลี่ยนแปลง)

(d) to be changed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้ในรูป  “Active voice”  (Present continuous tense)     เนื่องจาก   “Weather”  สามารถเปลี่ยนแปลงได้เอง  (เป็นผู้กระทำ)

3. My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used ________________ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ  _______________________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑

-   He ______________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา ___________________  อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต  

                       ตัวอย่างที่ ๒

-    I used ________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้) 

                      ตัวอย่างที่ ๓

-   They will get ______________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Get used to” หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)    ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                      ตัวอย่างที่ ๔

-    My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                       ตัวอย่างที่ ๕

-  He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็นPreposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)    จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   หรือ ปัจจุบัน ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

            -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

            - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

           - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

           - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

           - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-    He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

4. May I have ________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ ______________________ ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประโยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)    และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

             - Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

-    Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

-   Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

               คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”  เช่น

             - Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)  

           - I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

              นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word”  ก็ใช้  “Some

        - Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป็ได้ที่ไหน) 

          - When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

         - Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                   สำหรับ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  หรือ นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  .............จำนวนหนึ่ง”  เช่น

-         Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

-         I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

-         There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                  และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย    อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น    

          - The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

        - The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

        - It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

        - We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

            “Some”  ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

-      There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

-      I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

-      There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

             และ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ จำนวน หรือ สิ่งของนั้นๆ แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

-    She is living at some place in Chiangmai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

-    They are buying some car.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (= อื่นๆ,  บาง..........)  ด้วย   เช่น

-         Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

-         Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)   

5. I think she won’t find these clothes _________________.

(ผมคิดว่า  เธอจะไม่พบว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ _____________________ )

(a) satisfy    (ทำให้พึงพอใจ) 

(b) satisfied    (รู้สึกพึงพอใจ)

(c) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject + find + it (them, him, her, etc.) + Adjective + to + Verb 1}  เช่น

          - I find it interesting to listen to his lecture.

(ผมพบว่าน่าสนใจในการฟังคำบรรยายของเขา) 

         - The judge found him guilty of the murder.

(ผู้พิพากษาพบว่าเขามีความผิดในการฆาตกรรม)  

6. Are you _______________ for your final examination?

(คุณ _____________________ สำหรับการสอบไล่หรือยัง)

(a) prepare

(b) to prepare

(c) prepared    (เตรียมพร้อม)

(d) already    (แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Be prepared”  =  Ready  ส่วนคำอื่นๆใช้ดังนี้  คือ

-         Are you ready for your final examination?

-         Are you already prepared for your final exam?

(ประโยคข้างบนทั้ง  ๒  ประโยค  มีความหมายเหมือนกัน) 

7. My mother doesn’t drink coffee.  _________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ __________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่,,,,,,,,,,,,,,เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   Traveling by air is not cheap.  Neither ___________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                       ตัวอย่างที่ ๒

-  Never before in my life _______________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่ ๓

-         Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

8. A: What time does the office close for lunch?

(สำนักงานปิดเพื่อทานอาหารกลางวันเวลาใด) 

    B: _______________________.

(a) The time is twelve o’clock    (เวลาคือเที่ยง)

(b) For one hour    (เป็นเวลา  ๑  ชั่วโมง)

(c) From twelve to one    (จากเที่ยงถึงบ่ายโมง)

(d) Until one o’clock    (จนกระทั่งบ่ายโมง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด

9. A: How do you find travelling on our buses?

(คุณพบว่าการเดินทางโดยรถบัสของเราเป็นอย่างไรบ้าง)  

    B: _______________________.

(a) It’s terrible and the bus drivers aren’t careful    (มันน่ากลัว-สยองขวัญ  และคนขับรถก็ประมาท)

(b) I think the taxis and cars travel much too fast    (ผมคิดว่ารถแท็กซี่และรถยนต์วิ่งเร็วเกินไป)   

(c) Sometimes I can’t read the numbers or signs on them    (บางครั้ง  ผมไม่สามารถอ่านหมายเลข (สาย) ของรถ  หรือป้าย (เครื่องหมาย) บนรถ)

(d) They’re not difficult to find since there are so many    (รถบัสของคุณหาไม่ยาก  เพราะมีจำนวนเยอะแยะเลย)

10. A: I haven’t felt very well all day.  What do you think we should do?

(ผมรู้สึกไม่สบายตลอดทั้งวัน  คุณคิดว่าเราควรจะทำยังไงกันดี)  

      B: ______________________.

(a) I’m sure a big dinner is what you need    (ผมมั่นใจว่าคุณต้องการอาหารค่ำมื้อใหญ่)

(b) Let’s go because I don’t like staying home    (เราไปกันเถอะ  เพราะผมไม่ชอบพักอยู่กับบ้าน)

(c) You stay home.  I’m going to celebrate by myself.    (คุณพักอยู่ที่บ้านนะ  ผมจะไปฉลองตามลำพัง)

(d) Let’s cancel our plans.  Your health is more important   (เรามายกเลิกแผนของเรากันเถอะ  สุขภาพของคุณสำคัญกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  คำตอบสอดรับกับคำถาม

11. It is time for you to leave ________________ this town.

(มันได้เวลาสำหรับคุณที่จะออก ____________________ จากเมืองนี้)

(a) from

(b) away from

(c) off

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Leave”  +  “กรรม”  โดยไม่ต้องมี   “Preposition” เช่น  “Leave the room,  Leave the office,  Leave the airport,  Leave the university, etc.”

12. You ought to be insured now _______________ you’re married.

(คุณควรจะทำประกัน ____________________ คุณแต่งงานแล้ว)

(a) that    (“Now that”  =  เพราะว่า)

(b) unless    (ถ้า.....................ไม่)

(c) though    (ถึงแม้ว่า)

(d) because of    (เนื่องมาจาก)

13. Modern businessmen do not write their letters _____________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของตน  ____________________ )

(a) by hands

(b) by hand    (ด้วยมือ)

(c) by a hand

(d) by the hand

14. She is looking for a needle.  Will you give her _______________.

(เธอกำลังมองหาเข็มเย็บผ้าอยู่   คุณช่วยให้ ________________ แก่เธอได้ไหม)

(a) one needle

(b) a needle

(c) one    (เข็มเล่มหนึ่ง) 

(d) it

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจาก    “Needle” เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   เมื่อจะกล่าวซ้ำ  ให้ใช้   “One” แทน  แต่ถ้าเป็นนามพหูพจน์  ใช้   “Those”  แทน   และถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ให้ใช้   “That”  แทน  ดังประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑

            - The houses here are a little less modern than _____________ in the city.   (บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า ____________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากแทน  “Houses” ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์   (House, Car, Book, Pen, Dog)    ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (Furniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence)   ให้แทนด้วย  “That”

                      ตัวอย่างที่ ๒

-      When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ________________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ___________ ให้แก่เขา)

(a)   other

(b)  it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(c)   the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Kite”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้   “One”  แทน 

                     ตัวอย่างที่ ๓

-         The air of the hills is cooler than __________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _______________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains     (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ  –  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน   ในกรณีเป็นนามนับได้   ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้  “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)   เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่   “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”   ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)     ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

           - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

        - The students in this class are more hard-working than those in that class. (นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้  those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

          - The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)    

15. She ________________ in London for 20 years.

(เธอ _______________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   Although Mark _____________ for years, he _____________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _____________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already  (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still   (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense” (Subject + has (have) + been + Verb + ing)  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous”  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๒

             - Miss Kim ____________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working     (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  (Subject + have (has) + been + V. ing)   โดยสังเกตจาก  “since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” (Subject + have (has) + V. 3)   แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนานเหมือนกับ “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆในอดีต

                 รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฎิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

-         I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว– เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

-         She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

-         He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

-         I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

-         They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

-         They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

-         We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

16. A main clause is sometimes called a _______________ clause.

(ประโยคใหญ่บางครั้งถูกเรียกว่า  ประโยค _____________________ )

(a) principle    (หลัก,  หลักการ)  (เป็นคำนาม)

(b) principal   (หลัก, สำคัญที่สุด)  (ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์)

(c) principality    (เทศบาล)  (เป็นคำนาม)

(d) principles

ตอบ   -   ข้อ   (b)

17. Such clothes ________________ these are called ready-made clothes.

(เสื้อผ้า _____________________ เหล่านี้  ถูกเรียกว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูป)

(a) like

(b) alike

(c) as    (ดังเช่น, เช่น)

(d) the same as

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เป็นการใช้คำคู่  คือ  “Such……….as

18. So far I’ve been learning about England and British ways of living.

(เท่าที่ผ่านๆมา (ที่แล้วๆมา)  ผมได้กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ  และวิถีการดำรงชีวิตแบบอังกฤษ)

“So far” here means “________________________”.

(“So far”  ในที่นี้  มีความหมายว่า _____________________)

(a)   So much    (มากเหลือเกิน)

(b)        Very far    (ไกลมาก)

(c)         For a long time    (เป็นเวลานาน)

(d)        Until now    (จนกระทั่งบัดนี้)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “Everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 88)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Although he was so rich, he spent less than the _____________ beggar in the city.

(ถึงแม้ว่าเขาจะร่ำรวยมาก  เขาใช้จ่ายเงินน้อยกว่าขอทานที่ _______________   ในเมือง)

(a) poor

(b) poorer

(c) poorest    (จนที่สุด)

(d) very poor

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  สังเกตว่ามี  Article  “The”  ขยายข้างหน้า

2. He helped me, otherwise I ___________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________ )

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓ (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้  “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-      ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(___________________  เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                      นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                     ตัวอย่างที่ ๒

-  Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                        ตัวอย่างที่ ๓

-  If you had returned the library book on time, you _____________________ .

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ____________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                      ตัวอย่างที่ ๔

-      If you had gone with us to the mountains, you ___________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                       ตัวอย่างที่ ๕

-   Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                       ตัวอย่างที่ ๖

-  Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                       ตัวอย่างที่ ๗

-   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่(Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)เลย    โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-  If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

- If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

- She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                 จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

-  I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย– แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-  If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

- If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

                       นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

- If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

- If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

- She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

              สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วยจึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

3. There are _______________ pages in this book than in that one.

(มีหน้าหนังสือในหนังสือเล่มนี้ ___________________ ในหนังสือเล่มนั้น)

(a) many

(b) much

(c) less    (น้อยกว่า)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้  -  เป็นเอกพจน์เสมอ)

(d) fewer    (น้อยกว่า)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(e) a lot of

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   โดยสังเกตจาก   “Than”  และใช้  “Fewer”  กับ  “Pages

4. Holiday camps are popular _______________ married couples who have very young children. 

(ค่ายวันหยุดเป็นที่นิยม _________________ คู่ที่แต่งงานแล้ว  ผู้ซึ่งมีลูกๆ ที่ยังเล็กมาก)

(a) to

(b) for

(c) in

(d) with     (ของ, แก่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Popular”  ใช้กับ  “With”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                         คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่“pleased”  (ยินดี, พอใจ),  “popular”  (เป็นที่นิยม),  “satisfied”  (พอใจ),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง),  “familiar”  (คุ้นเคย),  “patient”  (อดทน),  “friendly”  (เป็นมิตร),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”)เป็นต้น

                        กริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน),  “begin”  (เริ่มต้น),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม),เป็นต้น

5. _______________ the head-mistress, our final examination will begin on the first of next month. 

(_____________________  อาจารย์ใหญ่หญิง  การสอบไล่ของเราจะเริ่มต้นในวันที่  ๑  เดือนหน้า)

(a) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(b) According to    (สอดคล้องกับ,  ตามที่ (อาจารย์ใหญ่) กล่าวไว้)

(c) Following    (ภายหลังจาก)

(d) In case of    (ในกรณีของ)

6. When you want to send letters, you have to put _______________ on them.

(เมื่อคุณต้องการส่งจดหมาย  คุณจำเป็นต้องติด ________________ บนมัน)

(a)   stamp

(b)  the stamps

(c)   the stamp

(d)  stamps    (แสตมป็)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Stamp”  เป็นนามนับได้  จึงอยู่ลอยๆ แบบในข้อ  (a)  ไม่ได้  และไม่ต้องนำด้วย  “The”   เนื่องจากไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจง  แต่เป็นแสตมป์ทั่วไปสำหรับข้อนี้  อาจตอบ   “A stamp”  ก็ได้

7. About half the houses in this district _______________ modern furniture.

(ประมาณบ้านครึ่งหนึ่งในบริเวณนี้ ________________ เฟอร์นิเจอร์ทันสมัย)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Half + (of) + the + plural noun + plural verb (are, were, play, walk, etc.)”  เช่น  “Half of the students are boys.”  (ครึ่งหนึ่งของนักเรียนเป็นชาย)  หรือ  “Half of the children swim in thepool.”  (ครึ่งหนึ่งของเด็กว่ายน้ำในสระ)  ส่วน  “Half + (of) + singular noun  (นามนับไม่ได้  ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ) + singular verb (is, was, plays, eats, etc.”  เช่น  “Half of the furniture is sold.”(ครึ่งหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ถูกขายไป)  หรือ  “Half of the information was not true.” (ครึ่งหนึ่งของข้อมูล-ข่าวสาร  ไม่ถูกต้อง)

8. The car my father bought three years ago is now ______________ about $ 20,000.

(รถยนต์ที่พ่อของผมซื้อเมื่อ  ๓  ปีมาแล้ว  ในปัจจุบัน __________________ ประมาณ  ๒๐,๐๐๐  ดอลล่าร์)

(a) cost    (มีราคา,  ทำให้ต้องเสีย...........ไป)  (เป็นคำกริยา)  (ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง  “ต้นทุน,  ราคาทุน)

(b) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า, ราคา, ประโยชน์)  (เป็นคำนาม)  (ถ้าเป็นกริยา หมายถึง  “ประเมินค่า, ประมาณค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน)

(c) price    (ราคาขาย)  (เป็นคำนาม)

(d) worth    (มีค่า, มีราคา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะใช้กับ   “Verb to be”  (Is)

9. The news about the revolution _______________ this morning.

(ข่าวเกี่ยวกับการปฏิวัติ _____________________ เมื่อเช้านี้)

(a) is broadcasted

(b) was broadcasted

(c) was broadcast    (ถูกกระจายเสียง)

(d) was broadcasting

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  ๓  ช่องของ   “Broadcast”  คือ  (Broadcast, Broadcast, Broadcast)   และ “การกระจายเสียง” เป็นเหตุการณ์ในอดีต  ผ่านไปแล้ว  (this morning)   จึงต้องใช้  “was broadcast

10. We _______________ water.

(เรา _____________________ น้ำ)

(a) often lack of

(b) are often lack

(c) are often lack of

(d) often lack    (มักขาดแคลน)  (ขาดแคลนบ่อยๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Lack” เมื่อใช้เป็นคำกริยา  ตามด้วย  “กรรม”  ได้เลย  ไม่ต้องมี  “Of”  เช่น  “We lack food.”  (เราขาดแคลนอาหาร)   แต่เมื่อเป็นคำนาม (การขาดแคลน)  ต้องตามด้วย   “Of” และต่อด้วย  “กรรม”  เช่น   “The lack of education” (การขาดแคลนการศึกษา)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-       In some parts of the world, the people _________________.

(ในบางส่วนของโลก  ผู้คน _____________________ )

(a) are a lack of food

(b) lack of food

(c) lack food    (ขาดแคลนอาหาร)

(d) lacks food

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Lack”   เมื่อใช้เป็นกริยา  ตามด้วยกรรม (คำนาม) ได้เลย  ไม่ต้องมี   “Of”  และเนื่องจากประธานของประโยค  (People)  เป็นพหูพจน์  “Lack”  จึงไม่ต้องเติม  “S

                      ตัวอย่างที่ ๒

-   Do you know which part of the country ______________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _______________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ  -  ข้อ   (c)  หรืออาจตอบว่า   “Is lacking”  หรือ  “Lacks”  ก็ได้   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ  “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๓

-  He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ____________________ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  หรืออาจใช้   “was in lack of”   ก็ได้  เนื่องจาก “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  (หมายถึง  การขาดแคลน,  การปราศจาก,  การไม่มี)   ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม   ดังประโยคตัวอย่าง

              - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

              - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

               - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

               - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

             - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัดเลย  (หรือมิใช่ไม่ยอมผ่อนผันเลย)   ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน  -  คือเป็นคนอะลุ้มอล่วย  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

               - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

                - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

11. Let’s go and have a bottle of beer.  I still have ______________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ______________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  ดูเพิ่มเติม  ๔  คำนี้  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   I’m always so busy that I have _______________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา __________________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้  เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                     ตัวอย่างที่ ๒

-    Since the weather was bad, ______________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก 

                      ตัวอย่างที่ ๓

-  There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”   (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

              - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

              - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

12. _________________ your hair cut yesterday?

(_______________________  ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Have” ในความหมายต่างๆ  ที่ถือเป็นกริยธรรมดา  และต้องใช้   “Verb to do”   ช่วย  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฎิเสธและคำถาม   จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-    They ________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา ____________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Have”  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ 

                ตัวอย่างที่ ๒

-   You had your car overhauled last week, ______________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ______________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use” มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  หรือ  “Question tag”   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                      สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

๑.   ใน  “Present perfect tense”เช่น

    - He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

    - She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

๓. ในกรณีที่   “Have” หมายถึง  “มี”  เช่น

   - They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?)

    - She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                     อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๔  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

๑.    เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

    - She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

๒.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

     - He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

            - We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

๓.   เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

     - They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

         ๔.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

              - She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

              - They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

             -   He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

13. I would never have thought of it if she ________________ it. 

(ผมจะไม่มีวันคิดถึงเรื่องนั้น (มัน) เลย  ถ้าเธอ ___________________ มัน)

(a) wouldn’t mention

(b) didn’t mention

(c) hadn’t mentioned    (มิได้กล่าวถึง)

(d) hasn’t mentioned

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ดังนั้น   ในประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง   คือ   “ผมคิดถึงเรื่องนั้น  เพราะเธอได้กล่าวถึงมันขึ้นมาก่อน”  ดูรายละเอียดของ  “If clause” แบบที่  ๓  ใน ข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้

14. He was _______________ man who received votes besides me.

(เขาเป็นชาย (คน)  _____________________ ที่ได้รับคะแนนโหวต  นอกจากตัวผม)

(a) the only    (เพียงคนเดียวเท่านั้น)

(b) only the

(c) only a

(d) only

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เพราะเป็นไปตามโครงสร้าง  “………..the only + Noun + Adjective clause”   เช่น

         - She is the only woman that (who) I saw there.

(เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ผมเห็นที่นั่น) 

                    ประโยคข้างบน  ไม่ต้องมี “คอมม่า” หลัง  “Woman”   เพราะแยก  “Woman”  คนนี้ออกจาก  “Woman” คนอื่นๆ

                   แต่ในกรณี  “Only”  ขยายนามนั้น  เพื่อบอกว่า  “มีเพียง  ๑  เท่านั้น”  (ดังประโยคข้างล่าง)   ต้องมี  “คอมม่า”  หลังคำนาม  และต้องใช้   “Who”  เท่านั้น  (ไม่ใช้  “That”)  เนื่องจากมิได้แยกคำนามนั้น  ออกจาก  “..................อื่นๆ”  เหมือนดังประโยคข้างบน  (ผู้หญิงเพียงคนเดียว)   เช่น

              - My only brother, who lives in Phuket, is a banker.

(พี่ชายเพียงคนเดียวของผม  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในภูเก็ต  เป็นนายธนาคาร)  (“พี่ชายคนเดียวของผม”  ไม่ได้แยกพี่ชายคนนี้  ออกจากพี่ชายคนอื่นๆ)  (ดูคำอธิบายโดยละเอียด เกี่ยวกับ   “Non-defining adjective clause”  นี้  ในข้อ  ๑๔  ของหมวดข้อสอบ  TOEIC  (ตอนที่  ๘๓)

                สำหรับการใช้   “Only” =  “เพียงแต่................เท่านั้น”  จะวางไว้ข้างหน้าคำที่มันขยายเสมอ  เช่น

         - Only my sister gave me 10 dollars.

(พี่สาวเท่านั้นที่ให้ผม  ๑๐  เหรียญ)  (คนอื่นไม่ช่วยอะไรเลย)

        -  My sister only gave me 10 dollars.

(พี่สาวเพียงแต่ให้เงินผม  ๑๐  เหรียญเท่านั้น)  (ไม่ได้ช่วยอย่างอื่นเลย) 

        - My sister gave only me 10 dollars.

(พี่สาวให้ผมคนเดียวเท่านั้น  ๑๐  เหรียญ)  (ไม่ได้ให้คนอื่นเลย)

        - My sister gave me only 10 dollars.

(พี่สาวให้ผมเพียง  ๑๐  เหรียญเท่านั้น)  (แทนที่จะให้  ๑๐๐  เหรียญ)

15. ________________ that you cannot come with us to the park.

(__________________  ที่ว่า  คุณไม่สามารถมาเที่ยวที่สวนสาธารณะกับเราได้)

(a) There is a shame    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) It is a shame    (มันน่าเสียดาย  หรือน่าเสียใจ)

(c) It is ashamed   (“Ashamed =  อับอาย, กระดากใจ  มักใช้กับบุคคล  เช่น   -  “She was ashamed of his conduct.”  (เธออับอายกับความประพฤติของเขา)

(d) It is shameful    (มันน่าละอาย) (“It is shameful to behave like that.”  =  มันน่าละอายที่ประพฤติตัวแบบนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “A shame” =   “ความน่าเสียดาย  หรือน่าเสียใจ

16. The news in your letter _______________ the 25th was a very welcome surprise.

(ข่าวสารในจดหมายของคุณ __________________ ๒๕  เป็นความประหลาดใจที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง)

(a) on

(b) in

(c) of    (ลงวันที่)

(d) during

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับ  “On”  เมื่อใช้กับ  “วัน”  หรือ  “วันที่”  เช่น  “She arrived on the 25th of January.”  (เธอมาถึงในวันที่  ๒๕  มกราคม)  “We had a meeting on Tuesday.  (เราประชุมกันในวันอังคาร)   

                     สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “ashamed”  (ละอาย, กระดาก)  -  She was ashamed of his conduct.  (เธอละอายในความประพฤติของเขา),  “in charge of”  (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

17. The Joneses were too poor to go to the movies; _____________, there was no one to stay with the children. 

(ครอบครัวโจนส์ยากจนเกินไปที่จะไปดูหนัง __________________ ไม่มีใครอยู่บ้านกับลูกๆ)

(a) in addition to   (นอกเหนือจาก)

(b) in addition that

(c) beside   (ข้างเคียง, ใกล้เคียง)

(d) besides    (นอกเหนือจาก,  ยิ่งไปกว่านั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Besides”   สามารถตามด้วยทั้ง  คำนาม,  วลี,  “Gerund” (Verb + ing)   และประโยค  เช่น

          - Besides an expensive car, she owns a luxurious home.

(=  She owns a luxurious home besides an expensive car.)

(นอกเหนือจากรถยนต์ราคาแพง  เธอยังเป็นเจ้าของบ้านหรู)

        - Besides visiting New York, he also traveled to London.

(นอกเหนือจากการไปเยือนนิวยอร์ค  เขายังเดินทางไปลอนดอนด้วย)

        - They robbed the house.  Besides, they burnt it down.

(พวกเขาปล้นบ้าน  ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเผามันซะราบเลย)

18. He had been asleep for ________________ when he woke up and saw someone standing there, looking down at him.

(เขาได้นอนหลับไปเป็นเวลา ______________________ เมื่อเขาตื่นขึ้นมาและเห็นใครบางคนกำลังยืนอยู่ที่นั่น  และมองลงมาที่เขา)

(a) the quarter of the hour

(b) the quarter of an hour

(c) a quarter of an hour    (๑๕  นาที)

(d) a quarter of the hour

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “A quarter”  และ  “An hour

19. Look at these shoes.  I shall have to take them _______________ .

(ดูที่รองเท้าเหล่านี้ซิ  ผมจำเป็นจะต้องนำมันไป ___________________ )

(a) to repair

(b) to be repaired    (ซ่อม)  (ฝรั่งว่า  นำมันไปเพื่อถูกซ่อม)  (หมายถึง  รองเท้าถูกซ่อม)

(c) to repairing

(d) under repair

20. I have ________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ _____________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง”  ดูเพิ่มเติม  “Another”   จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   If you don’t want this pen, take ______________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา ___________________ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                       ตัวอย่างที่ ๒

-   One of my English teachers is American, _______________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another   (อีกคนหนึ่ง)

(d) others   (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other” เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             - We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

           - She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

           - He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                    อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                - They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                - We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 - The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                    นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

             - We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

             - Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                    สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๓

-       The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _____________________.

(Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เวย์)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เวย์  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เวย์) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวย์ไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

         - Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

         - Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

          - One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                 กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

             - There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

             - One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

            - There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

           - First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

           - The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

           - There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                  อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

           - Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

            - There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                  สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

            - Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

           - There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 87)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. ________________ a lot of changes since you left.

(_____________________  ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are(มี)    (ปัจจุบัน)

(c) There were(มี)    (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is(มี)    (ปัจจุบัน)

(f) There was(มี)    (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}  หรือ “There has been, There have been” (กรณีนี้  ใช้   “There have been” เพราะ  “Changes” เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์ (มีความเปลี่ยนแปลง) เเกิดขึ้นต่อเนื่อง  เริ่มจากในอดีต (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)   ดูเพิ่มเติม  “Present perfect tense”จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-  As a mass production method, it _____________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) _________________ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง   ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (dเนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓   ปีที่ผ่านมา)   แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า)   ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}

                      ตัวอย่างที่ ๒

-  __________________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(_____________________การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +has (have) + Verb 3} (ต้องใช้  “have been” เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก   “For” = (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =(ตั้งแต่),  (Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”     (= Up to the present time = Up until now) =  (จนถึงบัดนี้),  “So far”=     ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently) =   (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  Since the sun set  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  Since they were in college  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  Since we were young  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  Since she was born  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                 - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                 - So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

              - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

             - The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

              - Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

-  The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

-  I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

-  They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

2. A: ________________ shall I do?

(ผมจะทำ _____________________ ดี)

B: You should consult your parents.

(คุณควรปรึกษาพ่อแม่ของคุณ)

(a)   How

(b) What    (ยังไง, อย่างไร)

(c) Why

(d) Whom

ตอบ   -   ข้อ   (b)   นิยมใช้   “What shall I do?”  ไม่ใช่   “How shall I do?

3. This lake is not  safe to bathe ________________.

(ทะเลสาบแห่งนี้ไม่ปลอดภัยที่จะ ____________________ ไปอาบน้ำ)

(a) under

(b) by

(c) in    (ลง)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เพราะมาจากประโยค  “We bathe in the (this) lake.” (เราอาบน้ำในทะเลสาบแห่งนี้)   แม้จะเปลี่ยนรูปประโยคใหม่   ก็ต้องเอา   “In”  ติดมาด้วย

4. My uncle is going to plant a rosebush in his ________________.

(ลุงของผมจะปลูกพุ่มกุหลาบใน ______________________ ของเขา)

(a) garden flower

(b) garden of flower

(c) flower garden    (สวนดอกไม้)

(d) flowers garden

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “นามขยายนาม”  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-  I’m tired of pictures in black and white.  I wish we had _________________ television here in our country.  

(ผมเบื่อภาพยนตร์สีขาวดำ  ผมปรารถนาว่าเรามีโทรทัศน์ ________________ ที่นี่  ในประเทศของเรา)

(a) coloured    (ถูกระบายสี หรือทาสี)

(b) colour    (สี)

(c) colouring

(d) colours

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Colour television”  เป็น  “นามประกอบ” (นามขยายนาม)  

                        ตัวอย่างที่ ๒

A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: ______________________.

(a)  To the bookstore     (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(b)  To the books-store

(c)   To the storebooks

(d)  To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun)   แปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า  (ร้านขายหนังสือ หรือ ร้านหนังสือ) 

                    ตัวอย่างที่ ๓

A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

B: “He said that he forgot both of the ________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม _______________________ทั้ง  ๒  หมายเลข)

(a)   rooms number

(b)  room number

(c)   room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นนามประกอบ  (นามขยายนาม)   (Compound noun)   มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง

                    ตัวอย่างที่ ๔

          - My father is working on a ______________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน _____________________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop    (พัฒนา)

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  สำหรับข้อ  (b) และ  (c)  มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ“นามประกอบ”  (Compound noun)

                    ตัวอย่างที่ ๕

          - Thailand’s population ________________ is an average of 0.8 percent each year.

(______________________ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซนต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ    –    ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม (Compound noun)หรือ  “นามประกอบ”  (population increase)   ในกรณีนี้   คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม  “s”   แต่มักจะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden  (s)(สวนดอกไม้)

   -   wood house   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind(จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

        - heart disease treatment(การรักษาโรคหัวใจ)

5. ________________ is an important quality in a teacher.

(______________________  เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในตัวครู)

(a) The patience

(b) A patience

(c) To patient    (“Patient” เมื่อเป็นคุณศัพท์ หมายถึง  “อดทน”  เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “คนป่วย”)

(d) Patience    (ความอดทน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Patience”  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่อาจนำหน้าด้วย   “A”  และไม่ใช้   “The”  ในกรณีนี้  เพราะเป็นการกล่าวถึง  “ความอดทน”  ทั่วๆ ไป  ไม่มีการชี้เฉพาะ  ว่าเป็นความอดทนของผู้ใด  หรือในการทำอะไร สำหรับคำนามนับไม่ได้

(Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่  Gold  (ทอง),  Rice  (ข้าว),  Water  (น้ำ),  Glass  (กระจก),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Paper  (กระดาษ),  Air  (อากาศ),  Copper  (ทองแดง),  Ink  (หมึก),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Tin   (ดีบุก),Lead  (ตะกั่ว),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง),  Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน),  Luggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Goodness  (ความดี),  Wisdom  (ความฉลาด),  Progress (ความก้าวหน้า)Power  (อำนาจ),  News  (ข่าว),  Cloth  (ผ้า),  Soap  (สบู่),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Milk  (นม),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Silk  (ไหม),  Fruit  (ผลไม้),  Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

6. Please explain to me what this expression ________________.

(โปรดอธิบายให้ผมฟังหน่อยซิว่า  คำพูด (หรือ ลักษณะท่าทาง) นี้ ________________ ว่าอย่างไร  -  หรืออะไร)

(a) is meant

(b) means    (หมายความ)

(c) is the meaning

(d) meaning

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคย่อย  “What this expression means”  ซึ่งอยู่ในรูปของ  “Noun clause”   ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Explain” (กรรมรอง คือ  “Me)

7. He is a man who won’t _________________ his promise.

(เขาเป็นบุคคลผู้ซึ่งจะไม่_____________________คำมั่นสัญญา)

(a) destroy    (ทำลาย)

(b) ruin    (ทำลายย่อยยับ,  ทำลายจนเหลือแต่ซาก)

(c) break    (ผิด,  ละเมิด)

(d) hurt    (ทำอันตราย, ทำให้ได้รับบาดเจ็บ, ทำให้เสียใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

8. He recommended that I ________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _____________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  I suggested to her that her husband ______________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _____________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + suggest + (to someone) + that + subject + verb 1

                     ตัวอย่างที่ ๒

-  It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)_________________กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                      ตัวอย่างที่ ๓

-      I will recommend that the student _______________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ____________________กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                          ตัวอย่างที่ ๔

-   Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส(เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่  ๑  ที่ไม่มี “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “s”  หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม“s”หรือ“ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ใ ห้ใช้  “Be”ตลอดไป    (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า) อนึ่ง เราใช้รูป   “Presentsubjunctive”ใน ๒ กรณี คือ

๑.   อยู่หลัง “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                 ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buya dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

-         I suggested (that) he (should) be more careful.

-         She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

๒.    “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า)  กริยาใน“Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น),“Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น),“Advisable”  (ควร),“  Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง เช่น

-         It is advisable that shestudy harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that webuy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job.

-        (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave.

-        (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

9. These shoes are _______________ .

(รองเท้าเหล่านี้เป็น _______________________ )

(a) my wife    (ภรรยาของผม)

(b) my wife’s    (ของภรรยาของผม)

(c) my wives

(d) of my wife    (ไม่ใช้รูปนี้)

10. They have made a lot of progress ________________ the country became independent.

(พวกเขาได้ก้าวหน้าไปมาก ____________________ ประเทศได้รับเอกราช)

(a) for

(b) since    (ตั้งแต่)

(c) before

(d) until

ตอบ   -   ข้อ  (b)  สำหรับ  “For” =  (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =  (ตั้งแต่),  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา  ซึ่งจะเป็นวลี  หรือ  ประโยค  ก็ได้),   เช่น  “Since this morning”  (ตั้งแต่เมื่อเช้านี้),  “Since last week”  (ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว),  “Since April”  (ตั้งแต่เดือนเมษายน),  “Since 10 a.m.”  (ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้า),  “Since the sun set”  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  “Since they were in college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  “Since we were young”  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  “Since she was born”  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - The criminal has been put in jail for the rest of his life.

(เจ้าอาชญากรถูกจับใส่คุกตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต  -  ปัจจุบันก็ยังอยู่ในคุก)

              - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

              - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

              - I have sent her only one lettersince we departed.

(ผมส่งจดหมายให้เธอเพียงฉบับเดียว  ตั้งแต่ที่เราจากกัน)

              - The climate has changed a great deal since 2000.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๐  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

              - Crime has significantly increasedsince last year.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก  ตั้งแต่ปีที่แล้ว)

-  The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

-  I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

-  They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

11. _________________ , a brick fell on his head.

(_______________________,  อิฐก้อนหนึ่งหล่นใส่หัวเขา)

(a) Turning the corner

(b) Having turned the corner

(c) When he turned the corner    (เมื่อเขาเดินเลี้ยวที่หัวมุม  -  ตึก หรือถนน)

(d) Being turned the corner

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากไม่สามารถใช้  ข้อ  (a) และ  (b)ได้  เนื่องจากอิฐมิได้เป็นผู้ทำกริยา  “เดินเลี้ยว”  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการเลือกตอบ  ๒  ข้อดังกล่าว  จะต้องเปลี่ยนข้อความในประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (หน้าคอมม่าเป็นเพียงวลีที่ขยายประธาน “he”)  เป็น  “……………, he was hit on his head by a brick”  (“He”  เป็นผู้ทำกริยาเดินเลี้ยว  ซึ่งถูกต้องตามหลักไวยากรณ์)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-  Searching in the library, I came _____________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ___________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)  ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๒

-       While traveling through the Rocky Mountains, ______________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _______________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes     (นักเดินทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ) ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น  ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling”  (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์) เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ  (c)  ผิดความหมาย  เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                     ตัวอย่างที่ ๓

-       ________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(____________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)   เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย   “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

           - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

           - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

           - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

Hopingto be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                           สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)   ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

-      Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-      Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-      The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-       The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-      The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-      The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-      The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-      The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                        สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๔

-         _______________ by the tiger, he ran away.

(________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He) เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                       ตัวอย่างที่ ๕

          - ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง Passive voice)

12. He said to his friend, “ _______________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ _______________________”  )

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?    (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Allow”  มีการใช้  ๔  รูปแบบ  คือ

๑.   Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

               -They allow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

              - They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

๒.   Verb + ing + is + (not) + Allowed  (Passive voice)

            - Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)

           - Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

         ๓.  Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

            - They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

             - Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

          ๔. Subject + Is (Was) + Allowed + to + Verb 1 + Something  (Passive voice)

             - I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

             - She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

13. A bad driver is one who drives without _______________ thought for others.

(นักขับรถนิสัยเลวคือคนที่ขับรถ  โดยปราศจากการคิดคำนึง _______________ สำหรับผู้อื่น)

(a) the

(b) little

(c) not a

(d) any    (ใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายการใช้   “Any”  (โดยเฉพาะในข้อ  ๑.๑)  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-  We had hardly ________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _____________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

        ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)   เช่น

               - Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

           - Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

          - There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                    และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  (ไม่ต้องขยายนาม)   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

           - They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

         -  We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                 อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

              ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

          - They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

          - We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

           - She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

           - It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

           - It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

               ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

             - I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

          - She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

            - If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

          - If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

         ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

            - I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

          - Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

          - You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

          - Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

     ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

          - It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

        - I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

        - He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

        - Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

        - I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

14. I can’t remember when I last went ________________.

(ผมจำไม่ได้ว่า  ผมไป ___________________ ครั้งสุดท้ายเมื่อใด)

(a) for swim

(b) swimming    (ว่ายน้ำ)

(c) to swimming

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบาย   “Go swimming, Go shopping”   จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  In the afternoon we went ________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป _____________________ )

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping   (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Window-shop” เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ”  

           - Her job is ______________.

(งานของเธอคือ _______________ )

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ  (b) เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (is)  ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb)  หรือ “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go” หรือ   “Going”  ได้ทั้งคู่

                   อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”   กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอเช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting  (ไปล่าสัตว์),  go fishing  (ไปตกปลา),  go shooting  (ไปยิงปืน)  ,  go skating,  go skiing,  go climbing  (ไปปีนเขา),  go diving  (ไปดำน้ำ), etc.”  (แต่ใช้ “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน   จึงต้องตอบข้อ  (b)   หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

15. ________________ this medicine, and you will be well again.

(a) Have

(b) Drink

(c) Eat

(d) Take    (กิน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “กินยา”  ใช้   “Take drug, Take medicine”  สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้  “Take”  เช่น  “Take a seat”  (นั่งลง),  “Take a break”  (หยุดพักชั่วคราว),  “Take a risk”  (เสี่ยง),  “Take a back seat”  (ยอมรับสถานภาพที่ต่ำกว่า-ด้อยกว่า-มีความสำคัญน้อยกว่า),  “Take a bow”  (ยืนขึ้นและรับความเคารพจากผู้อื่น  โดยการปรบมือของคนเหล่านั้น),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Take a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a chance”  (เสี่ยง),  “Take advantage of”  (หาประโยชน์จาก,  เอารัดเอาเปรียบ),  “Take after”  (เหมือนหรือคล้าย  -  ด้านหน้าตา-ท่าทาง),  “Take aim”  (เตรียมพร้อมที่จะยิงหรือขว้าง),  “Take at one’s word  (เชื่อทุกสิ่งที่คนนั้นพูด  หรือทำตามที่คนนั้นพูด),  “Take by surprise  (ทำให้ประหลาดใจ),  “Take care”  (ระมัดระวัง,  รอบคอบ),  “Take care of”  (ดูแล,  เอาใจใส่),  “Take charge of”  (ควบคุม, รับผิดชอบ, บริหาร, รับมือกับ),  “Take effect”  {(ยา)  ออกฤทธิ์,  (กฎหมาย)  มีผลบังคับใช้},  “Take into account”  (พิจารณา, นำมาคิดรวมด้วย),  “Take for granted”  (ทึกทักเอา,  คิดเอาเองว่าเป็นเช่นนั้น),  “Take place”  (เกิดขึ้น),  “Take part in”  (มีส่วนร่วมใน),  “Take over”  (รับ โอน,  รับช่วงต่อ), “Take one’s time”  (ทำแบบไม่รีบร้อน),  “Take sides with”  (เข้าข้าง,  ถือหาง),  เป็นต้น       

16. We shall go there ___________________.

(เราจะไปที่นั่น _______________________ )

(a) by a plane

(b) in a plane    (ในเครื่องบิน, โดยเครื่องบิน)

(c) with a plane

(d) on a plane

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “In a plain = By plain”,  “In a car = By car”,  “In a bus = By bus” สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่   “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),   “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time(ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ), “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน,  ธนาคาร, วัด,  บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in” (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath” (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area” (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ),  “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์),  “in the dark”   (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ),  “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),  “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)    เป็นต้น

17. This bottle is ________________ with olive oil.

(ขวดนี้ _________________________  ด้วยน้ำมันมะกอก)

(a) full    (+ “Of” = เต็มไปด้วย)

(b) filled    (เต็ม,  เต็มไป)

(c) contained    (บรรจุ,  มี.............อยู่ข้างใน)

(d) consisted    (ประกอบด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  มีความหมายเหมือนกับ  “This bottle is full of olive oil.”  หรือ   “This bottle contains olive oil.”  ส่วนตัวอย่างการใช้  “Consist”  เช่น  “The room consists of both boys and girls.”  (ห้องนี้ประกอบด้วยทั้งเด็กชายและหญิง)

18. My brother is very _________________ in mathematics. 

(น้องชายของผม ______________________ คณิตศาสตร์มาก)

(a) good    (“Good at” =  เก่ง, ชำนาญ)

(b) bad    (“Bad at” = อ่อน, ไม่ชำนาญ)

(c) weak    (อ่อน)

(d) fond    (“Fond of” =  ชอบ, รัก)

ตอบ   -    ข้อ   (c)  “Weak in” =  “อ่อน, ไม่ชำนาญ

19. The number of cars ________________ risen.

(จำนวนรถยนต์ _____________________ เพิ่มขึ้น)

(a) is

(b) are

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   The number of Europeans on the road, on the rails or in the air this summer _______________ a record of 120 million, triple the level of 15 years ago. 

(จำนวนของชาวยุโรปบนถนน  (ในรถยนต์)   บนราง (ในรถไฟ)  หรือ ในอากาศ (ในเครื่องบิน)  (หมายถึงที่เดินทางท่องเที่ยว)  ในฤดูร้อนนี้  _______________สถิติของ  ๑๒๐  ล้านคน  -  เป็น  ๓  เท่าของระดับเมื่อ   ๑๕  ปีมาแล้ว)

(a) have reached

(b) has reached     (ได้ถึง, ได้มาถึง, ได้เจาะทะลุ)

(c) were reaching

(d) had reach

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “The number of + Noun (Plural)  =  จำนวนของ”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวม)   จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Has, Is, etc.)

(จึงตัดข้อ  A  และ  C  ทิ้ง)  สำหรับ  “This summer” จะถือเป็นปัจจุบัน  หรือ อดีตก็ได้  (โดยถ้าเป็นอดีต  สามารถใช้  “Past simple” (Reached)   หรือ   “Past perfect” (Had reached)  ได้)  แต่ไม่อาจเลือกข้อ  D  ได้ เพราะผิด  (ต้องเป็น  “Had reached”)  จึงเหลือ   B  เพียงข้อเดียว  โดยถือว่า  “This summer”  เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

                 ส่วน   “A number of” (จำนวนมาก)   +  คำนามหพูพจน์  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (Are, Were, Have, Walk, Come, etc.)  เช่น

-         A number of people have come to the football match.

(ผู้คนจำนวนมากได้มาดูการแข่งขันฟุตบอล)

-         A number of students are playing in the field.

(นักเรียนจำนวนมากกำลังเล่นในสนาม)

-         A number of cars are in the street.

(รถยนต์จำนวนมากอยู่บนถนน)

20. The headmaster _______________ several announcements.

(ครูใหญ่ _______________________ ประกาศหลายครั้งหลายหน)

(a) did

(b) spoke

(c) made    (ทำการ)

(d) said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้   “Make announcements”  หรือ  “Make an announcement”   (ประกาศ)   สำหรับ   “Make”  ยังใช้กับข้อความต่อไปนี้

Make

-         make a mistake   (ทำผิด)

-         make a noise   (ทำเสียงดัง)

-         make a speech    (กล่าวสุนทรพจน์)

-         make a hole   (เจาะรู)

-         make beds   (สร้างเตียง)

-         make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)

-         be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)

-         be made from wheat    (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)

-         a car (which was) made in China    (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         a Japanese-made car   (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         make a choice    (เลือก)

-         make a discovery   (ค้นพบ)

-         make a statement   (พูด, กล่าว)

-         make a decision    (ตัดสินใจ)

-         make a suggestion   (แนะนำ)

-         make an announcement   (ประกาศ)

-         make up   (กุเรื่อง, แต่งหน้า)

-         make up for   (ชดเชย)

-         make out    (เข้าใจ)

-         make you a good secretary   (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)

-         make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)

-         sixty minutes make an hour   (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)

-         two and two make four   (๒ บวก ๒ เป็น ๔)

-  make a fool of oneself   (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

           ส่วนวลีที่ใช้กับ   “Do”   ได้แก่

Do

          - do one’s best  (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)

         - do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)

         - do good   (ทำดี)

         - do bad   (ทำชั่ว)

         - do harm   (ทำอันตราย)

        - do someone a favor   (ช่วยเหลือคนอื่น)

        - do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

        - do the right   (wrong)  thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

        - do duty   (ทำหน้าที่)

        - do work   (ทำงาน)

         - do things   (ทำสิ่งต่างๆ)

         - do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

         - do your teeth   (แปรงฟันของคุณ)

        - do the flowers    (จัดดอกไม้)

         - do the cleaning    (ทำความสะอาด)

         - do the washing up    (ซักผ้า-ล้างจาน)

         - do the cooking    (ปรุงอาหาร)

        - do nothing   (ไม่ทำอะไร)

       - do something about a problem    (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

      - do something about immigration    (แก้ปัญหาการอพยพ)

       - do all we can    (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

       - There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

       - That hat does nothing for you.   

(หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

       - I wonder what his father does.   

(ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

        - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

       - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

       - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

       - do a subject  (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

        -   He can do 120 miles per hour in that car.  

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

     - This pen will do.   (ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

        - Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

         - What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

          - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

         - What can I do for you? 

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

         - How are you doing?

(คุณสบายดีหรือครับ)

          - How do you do” 

(ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

        - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

         - Easier said than done.    (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

       - make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

             - I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)

 (ผมมีเงินแค่ ๑๐๐ เดียว มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

             - He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)  

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู   แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก)  แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

        - dos and don’ts    (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

            - There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

        - do homework (housework)   (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

        - do crossword puzzles    (ทำปริศนาอักษรไขว้)

        - do the exercise   (ออกกำลัง)

       - do the bedroom    (จัดห้องนอน)

        - do away with    (กำจัด, ทำลาย)

          -  do the shopping    (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

          -  do business    (ทำธุรกิจ)

         - have something to do with    (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

         - have nothing to do with    (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

 

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

หมวดข้อสอบ TOEIC(ตอนที่ 86)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. I was robbed _______________ my camera this morning.

(ผมถูกปล้น-จี้ _____________________ กล้องของผมไปเมื่อเช้านี้)

(a) from

(b) for

(c) of    (เอา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้   “Of”  ได้แก่   “In charge of” (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ), “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ–คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  The committee has approved of the project.  (คณะกรรมการได้อนุมัติโครงการแล้ว),  “boast”  (คุยโม้)  -  She often boasts of her wealth.  (เธอมักคุยร่ำคุยรวยอยู่บ่อยๆ), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  We are thinking of traveling abroad.  (เรากำลังคิดถึงเรื่องเดินทางไปต่างประเทศ),  “warn”  (เตือน)  -  She warned me of an unseen danger.  (เธอเตือนผมถึงอันตรายที่มองไม่เห็น),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง)  -  Beware of dogs.  (โปรดระวังสุนัข),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  The experience convinced me of the drug’s harmful effects.  (ประสบการณ์ทำให้ผมเชื่อถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง)  -  I can assure you of your safety, so please be relaxed.  (ผมสามารถรับรองความปลอดภัยของคุณ  ดังนั้น  โปรดคลายกังวลได้เลย)“cure”  (รักษาให้หายจากโลก)  -  The shock of losing her purse cured her of all her former absent-mindedness.  (ความตกใจกลัวในการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ได้รักษาความใจลอยทั้งหลายทั้งปวงเมื่อก่อนนี้ของเธอ  ให้หมดสิ้นไป  -  คือ หลังจากทำกระเป๋าฯ หาย  ก็เลิกนิสัยใจเหม่อลอยจนหมดสิ้น)  -  I am interested in the cure of cancer.  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแวง), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ)  -  I understand your criticism, but I’m not totally convinced of it.  (ผมเข้าใจการวิพากวิจารณ์ของคุณ  แต่ผมก็ไม่ปักใจเชื่อมันทั้งหมด), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

(d) (No word is needed.)(ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

2. Tim ______________ speak French very well.

(ทิม ______________________ พูดภาษาฝรั่งเศสได้ดีมาก)

(a) is able(สามารถ)

(b) can to

(c) can be able to

(d) can    (สามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Can + Verb 1”  ส่วน  “Be able + to + Verb 1” ดังนั้น  ประโยคข้างบนจึงอาจใช้  “Tim is able to speak………….”  ได้เช่นเดียวกัน

3. ________________ talk to his wife, he would listen to the radio.

(_____________________  คุยกับภรรยาของเขา  เขาอยากจะฟังวิทยุ)

(a) In order to(เพื่อที่จะ)

(b) Don’t (อย่า)

(c) Unless (ถ้า.................ไม่)

(d) Rather than    (มากกว่าที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Rather than”   จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  He’d rather read books than _______________ to the radio.

(เขาอยากอ่านหนังสือมากกว่า ___________________ วิทยุ) 

(a) to listen

(b) listen    (ฟัง)

(c) listening

(d) listened

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Would rather”   หรือ  “Had rather” =  “อยากจะ...........มากกว่า”   ทั้ง  ๒  คำ ใช้ได้เหมือนกัน  แต่นิยมใช้   “Would rather”  มากกว่า  ทั้งนี้   “Would rather + Infinitive without to” (Would rather + Verb 1)

               - I would rather stay home today.

(ผมอยากจะพักอยู่ที่บ้านวันนี้)

                  ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  วาง  “Not”   ไว้หน้า  “Verb”  เช่น

              - I would rather not go out today.

(ผมไม่อยากออกไปข้างนอกวันนี้)

                  ถ้ามีการเปรียบเทียบว่า  “อยากทำสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น”  หลัง  “Than”   ให้ใช้ “Verb 1”เช่นเดียวกัน  เช่น

              - I would rather stay home than go out.

(ผมอยากพักอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปข้างนอก)

                    ทั้งนี้   สามารถเอา  “Rather than”  มาไว้หน้าประโยคได้  เช่น

             - Rather than go out, I would stay home.

(มากกว่าออกไปข้างนอก  ผมอยากพักอยู่กับบ้าน)

             - Rather than cry like a little child, she would smile at those who bullied her.

(มากกว่าที่จะร้องไห้เหมือนเด็กเล็กๆ  เธอยิ้มให้กับคนที่รังแกเธอ)

4. I hope you don’t mind ________________ to come and meet her.

(ผมหวังว่าคุณไม่รังเกียจ ____________________ ให้มาและพบกับเธอ)

(a) to be asked

(b) you were asked

(c) being asked    (การถูกขอร้อง)

(d) we asked you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Mind” (รังเกียจ)  + Verb + ing  (Active voice)  แต่ในกรณี  “Passive voice”  ใช้โครงสร้าง  “Mind + being + Verb 3 (รังเกียจการถูก..............)

            - He didn’t mind carrying the heavy box.

(เขาไม่รังเกียจการแบกกล่องหนักใบนั้น)  (เขาเป็นผู้ทำกริยาแบก)

            - I don’t mind being punished if I’m wrong.

(ผมไม่รังเกียจการถูกลงโทษ  ถ้าผมผิด)  (ผมเป็นผู้ถูกกระทำ  คือถูกลงโทษ)

             - They don’t mind being rejected by the company if they are not qualified.

(เขาไม่รังเกียจการถูกปฏิเสธโดยบริษัท (ไม่รับเข้าทำงาน)  ถ้าเขาไม่มีคุณสมบัติพอ)  (พวกเขาเป็นผู้ถูกกระทำ  คือถูกปฏิเสธ)

5. Wedding-rings are usually made of _________________.

(แหวนแต่งงานปกติทำด้วย _____________________ )

(a) gold     (ทอง)

(b) golds

(c) a gold

(d) the gold

ตอบ   -   ข้อ    (a)  “Gold”   เป็นนามนับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้  “A”  ขยายข้างหน้า  หรือเติม  “S”  เข้าข้างท้ายคำ   และไม่ใช้กับ  “The”  เพราะไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจง  แต่เป็นการกล่าวถึงทองทั่วๆ ไป

6. Wait _____________; I’m finishing the letter.

(รอ ____________________นะ  ผมกำลังจะเขียนจดหมายให้เสร็จ)

(a) one minute

(b) the minute

(c)  a minute  {ประเดี๋ยวนึง (๑ นาที)}

(d) minute

7. He takes great _______________ in astronomy. 

(เขามี _____________________ อย่างมากมายในวิชาดาราศาสตร์) 

(a) interested    (รู้สึกสนใจ)(คุณศัพท์)

(b) interesting    (น่าสนใจ)  (คุณศัพท์)

(c) interest    (ความสนใจ)  (นาม)

(d) to interest    (ทำให้สนใจ)  (กริยา)

ตอบ    -    ข้อ   (c)    สังเกตได้จาก  หลังกริยา   “Take”   ต้องตามด้วยกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนามเท่านั้น

8. She’d _______________ to buy that dress.

(เธอ ______________________ซื้อเครื่องแต่งกายชุดนั้น)

(a) like    (“Would like =  อยากจะ, ชอบที่จะ)

(b) liked

(c) to like

(d) liking

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “She’d” =  she would  มิใช่  “she had”  นอกจากนั้น  กริยา  “Like” (ชอบ)  ไม่นิยมใช้ในรูป    “Past perfect tense” (She had liked)  หรือ“Present perfect tense” (She has liked)  จึงไม่เลือกข้อ (b)

9. I ________________ half a year making this instrument.

(ผม _____________________ เวลาครึ่งปีทำอุปกรณ์ชิ้นนี้)

(a) took

(b) used   (ใช้  -  เครื่องไม้เครื่องมือ)

(c) spent    (ใช้)

(d) paid    (จ่ายเงิน, ชำระเงิน)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Spend + Time + Verb + ing”ส่วน   “Take”ใช้ในโครงสร้างดังนี้   “It took me half a year to make this instrument.”(It takes (took) + (someone) + time + to + verb 1)   ดูการใช้  “Spend, Use”  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-   Where are you going to ________________ your holidays?

(คุณกำลังจะไป ______________________ ในวันหยุดของคุณที่ไหน)

(a) use

(b) take

(c) spend    (ใช้เวลา)

(d) have

ตอบ   -  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Spend + เวลา, เงิน + (Verb + ing)”  หรือ  “Spend + เงิน+ on + Noun”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

            - We spend a lot of time reading in the library each day.

(เราใช้เวลามากมายอ่านหนังสือในห้องสมุดทุกวัน)

           - He spent most of his time in the office.

(เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในสำนักงาน)

           - She woke early, meaning to spend all day writing.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  ต้องการใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเขียน – นิยาย, ตำรา, บทความ)

           - What a way to spend a weekend!

(มันช่างเป็นวิธีการที่วิเศษอะไรเช่นนี้  ในการใช้เวลาในวันหยุดสัปดาห์)

           - We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

           - I’ve spent all my life in this town.

(ผมใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตในเมืองนี้)

           - He spent a lot of effort organizing that trip.

(ผมใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางครั้งนั้น)

           - We always spend a lot of money on parties.

(เราใช้เงินมากมายเสมอกับงานเลี้ยง)

           - Whenever I go there, I get the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่ผมไปที่นั่น  ผมมีแรงกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงิน)

          - The buildings need a lot of money spent on them.

(อาคารเหล่านี้ต้องการเงินมากมายเพื่อใช้จ่ายกับมัน  -  หมายถึงเพื่อการก่อสร้างหรือซ่อมแซม)

                     สำหรับ  “Use”  เมื่อหมายถึง  “ใช้”   มีการใช้ในประโยคดังตัวอย่าง

-    We use a knife to peel off the mangoes.

(เราใช้มีดปอกเปลือกมะม่วงเหล่านั้น)

-   He wants to use the phone.

(เขาต้องการใช้โทรศัพท์)

-         He walked over to a closet that he used for hanging up his clothes.

(เขาเดินไปที่ตู้ฝังเข้ากับข้างฝา ซึ่งเขาใช้แขวนเสื้อผ้า)

-   No violence was used.

(ไม่มีการใช้ความรุนแรง)

-   Can you actually use computers to diagnose illness?

(คุณสามารถใช้คอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ความเจ็บป่วยได้จริงๆไหม)

-   The new machine is easy to use.

(เครื่องจักรอันใหม่ใช้งานได้ง่าย)

-   Who has used all my shampoo?

(ใครใช้ยาสระผมของผมเสียจนหมด)

-         Before the Second World War we used a negligible amount of oil.

(ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เราใช้น้ำมันปริมาณน้อยมาก)

-   We have to use our initiative.

(เราจำเป็นต้องใช้ความคิดริเริ่ม)

-   He had got brains but would not use them.

(เขามีสมอง  แต่ไม่ยอมใช้มัน)

-   Efforts are being made to use these assets.

(กำลังมีความพยายามที่จะใช้ทรัพย์สิน-ของมีค่าเหล่านี้)

-   It was the perfume my wife had used.

(มันเป็นน้ำหอมที่ภรรยาของผมใช้)

-   A woman should be able to use her looks to her advantage.

(ผู้หญิงควรสามารถที่จะใช้รูปร่างหน้าตาของตนให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง)

10. You didn’t tell me how much ________________.

(คุณมิได้บอกผมว่า ________________________ เท่าใด)

(a) did this cost

(b) this cost    (สิ่งนี้มีราคา)

(c) money this costs

(d) this costed

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Cost”  เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “มีราคา”  กริยา  ๓  ช่อง  คือ   “Cost,  Cost,  Cost”  ดังนั้น  จึงไม่เลือก ข้อ   (d)  และเนื่องจากประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  โดยสังเกตจากกริยาในประโยคใหญ่  (didn’t tell)  จึงต้องใช้กริยา  “Cost” ในประโยคย่อย  ในแบบ  “Noun clause”  (how much this cost)  ในรูปของ “Past tense”  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  ดังนั้น  จึงไม่เลือก  ข้อ   (c)  และเลือกตอบข้อ  (b)  และเนื่องจากข้อความใน  “Noun clause” ต้องเรียงในรูปประโยคบอกเล่า  จึงไม่เลือก ข้อ   (a)

11. Bill and Sally decided to get married ________________.

(บิลและแซลลี่ตัดสินใจแต่งงานกัน _____________________ )

(a) as to plan

(b) according to planned

(c) as plan

(d) as planned    (ตามที่ได้วางแผนไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะลดรูปมาจาก  “Adverb clause”  (……married as it was planned)   หรือ  (…….married as it had been planned)   จึงเหลือเพียง  “………married as planned

12. It’s a pity children can’t choose their parents, _______________?

(มันน่าเสียดายที่ลูกๆ ไม่สามารถเลือกพ่อแม่ของตนเองได้, ________________ )

(a) can they

(b) can’t they

(c) is it

(d) isn’t it    (ใช่หรือไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องใช้กริยาในส่วน   “Tag”   ตามกริยาในประโยคใหญ่   (Is)  มิใช่ตามกริยาในประโยคย่อย   (Can’t)  และเมื่อกริยาในประโยคใหญ่อยู่ในรูปบอกเล่า  กริยาในส่วน   “Tag”  จึงต้องอยู่ในรูปปฏิเสธ

13. Margaret didn’t remember what I _______________ her the day before.

(มาร์กาเร็ตจำไม่ได้ว่า  ผม ___________________ อะไรแก่เธอเมื่อวันก่อน)

(a) would tell

(b) had told    (ได้บอก)

(c) had been told

(d) told

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Past perfect tense”  (had told)  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  คู่กับ   “Past simple”  (didn’t remember)  ซึ่งเกิดขึ้นทีหลัง    ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  ๒   “Tense”  นี้  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-  After the ice ________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ___________________ เป็นเวลา  ๓  วัน  เราจึงสามารถเล่น สเก๊ตบนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen    (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเหตุการณ์   “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเก๊ตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had +Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้ “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2) จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๒

-  In his evidence the policeman said that the accused _________________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา ________________ ไล่ออกจากงาน  ๓  สัปดาห็ก่อนหน้านั้น  -  คือ ก่อนหน้าที่เขาจะก่ออาชญากรรม)

(a)   has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้าง   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)   (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา “ถูกกระทำ” คือ ถูกไล่ออกจากงาน) 

                      ตัวอย่างที่ ๓     (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

-  The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรํฐฯ  ราวๆ ปี ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ  ๓   แก้เป็น   “had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3) ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”   จะมีโครงสร้าง“Subject + Had + Been + Verb 3)

                       ตัวอย่างที่ ๔

-  Cash awards were given to employees who ____________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน   ผู้ซึ่ง___________________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered    (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

หมายเหตุ    –    ตอบข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense”  (had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (were givenในที่นี้อยู่ในรูป“Passive voice”)  กล่าวคือ   มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น  ๒  เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน และจบลงก่อน   ใช้   “Past perfect” (Subject + had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  และจบทีหลัง   ใช้“Past simple” (Subject + V. 2)  ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน   ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน)  ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ............”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”   เกิดขึ้นก่อน   จึงใช้“Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล  หรือรางวัลถูกมอบ”   เกิดขึ้นทีหลัง เพื่อเป็นการตอบแทน   จึงใช้   “Past simple”  ประโยคในลักษณะนี้   ส่วนใหญ่จะมีคำ  “Before” “After”  หรือ  “When”   ปรากฏอยู่ด้วย   ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้   ได้แก่

-         Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน ใช้ “Past perfect” การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้“Past simple”)

-         When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน” เกิดก่อน  จึงใช้ “Past perfect”“บอกผม”  เกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่นหลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้“Past perfect”ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้ “Past perfect”)

14. Customs are social and habits are ________________.

(ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเรื่องทางสังคม   และอุปนิสัยใจคอ  (เป็นเรื่อง) _____________.

(a) persons    (บุคคล)

(b) personalities    (บุคลิกภาพ)

(c) personal    (ส่วนตัว)

(d) personally

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด   และเป็นการใช้คำคุณศัพท์คู่กัน   คือ    “Social”  และ  “Personal

15. The fewer bags you take, ________________ trouble you will have en route.

(ยิ่งคุณเอากระเป๋า (ติดตัว) ไปน้อยลง  คุณก็ยิ่งมีปัญหา ________________ ระหว่างทาง)

(a) the fewer    (น้อยลง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  เช่น  “Cars, Houses”)

(b) the little

(c) the less    (น้อยลง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้  คือ  “Trouble”)

(d) the least    (น้อยที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “ยิ่ง................ก็ยิ่ง................”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   I select the most difficult jobs for myself, because I find that the more a job challenges me, __________________.

(ผมเลือกงานที่ยากที่สุดสำหรับตัวผม  เพราะว่าผมพบว่า   ยิ่งงานท้าทายผมมากขึ้น _______________)

(a) I like it the most

(b) the more I am liking it

(c) I like it more

(d) the more I like it    (ผมก็ยิ่งชอบมันมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                     ตัวอย่างที่ ๒

-   On enough logical reasons, the fewer seeds, ______________ .

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่งเมล็ดน้อย  ___________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants   (ก็ยิ่งต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer” (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์   ส่วน  “Less” (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”   ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)    ในประโยคข้างบน   “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์   จึงต้องตัด   ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป   สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.......................  ก็ยิ่ง  .................”   ดูจากประโยคข้างล่าง 

                      ตัวอย่างที่ ๓

-    The longer you stay here, ___________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  _________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective  (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb” หรือ  แบบย่อๆ   เช่น

-     The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)

-     The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)

-     The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)

-     The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                        ตัวอย่างที่ ๔

-   The older he grows, _______________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher   (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish   (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                      ตัวอย่างที่ ๕     (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

            - Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “worse”  (มาจาก  “bad  worse  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”   โดยมีโครงสร้าง  คือ   (The + adjective (ขั้นกว่า)  + subject + verb, the + adjective (ขั้นกว่า) + subject + verb)   เช่น

                - The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

               - The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

               - The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

               - The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

               - The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

               - The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

 The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

- The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

-  The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

16. I work in ________________________.

(ผมทำงานใน  _______________________ )

(a) a well-designed, modern factory shoe

(b) a well-designed shoe modern factory

(c) a modern shoe well-designed factory

(d) a modern, well-designed shoe factory    (โรงงานรองเท้าที่ออกแบบอย่างดีและทันสมัย)  (หมายถึง  โรงงานออกแบบอย่างดี  และทันสมัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูการเรียงลำดับคำ  “Word order”  จากประโยคข้างล่าง 

                        ตัวอย่างที่ ๑

 I shall send her these __________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม ________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German    (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่  ๒  เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                       ตัวอย่างที่ ๒

-      He bought _________________________.

(เขาซื้อ ___________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”    ถัดไป   ถ้ามี  “ขนาด”  (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย   “คุณสมบัติอื่นๆ”   เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ทั้งนี้  การเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน   กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลัง  ย้อนขึ้นไปข้างหน้า   เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”    สำหรับตัวอย่างอื่นๆ    เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-  I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

-  She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

-  Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-  She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

-  There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

-  She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

-  We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

17. There is one teacher in the classroom, _______________ his lesson.

(มีครู  ๑  คน ในห้องเรียน ______________________ บทเรียนของเขา)

(a) to prepare

(b) prepares

(c) preparing    (ตระเตรียม, เตรียมตัว)

(d) prepared

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  (ขึ้นต้นด้วย  “Who”)  คือ  “……….classroom, who is preparing his lesson”  หรือ  “………...who prepares his lesson

18. Come indoors.  Don’t stay out in ________________.

(เข้ามาในบ้าน (ในร่ม) ซิ  อย่าออกไปตาก __________________ แบบนั้น)

(a) the coldness

(b) cold

(c) the cold    (อากาศเย็น, อุณหภูมิต่ำ)  (= cold weather = a low temperature)

(d) coldness    (ความหนาว, ความเย็น)

19. An announcer in a _______________ station is a man or a woman  who announces the items in the programs. 

(โฆสก  –  หรือผู้ประกาศ  -  ในสถานี (วิทยุ, โทรทัศน์) __________________  คือชายหรือหญิง  ผู้ซึ่งประกาศเรื่องต่างๆ ในรายการ)

(a) broadcast

(b) broadcasted

(c) broadcasting    (กระจายเสียง)

(d) broad cast

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Broadcasting”  ทำหน้าที่เป็น   “Present participle” (Verb + ing)  เนื่องจาก  “Station” เป็นผู้ทำกริยา  กระจายเสียง-ภาพ  ออกไปสู่ผู้ชม-ผู้ฟัง   ทั้งนี้   “Present participle”  มีรูปซ้ำกับ  “Gerund” (Verb + ing)   แต่มีหน้าที่ต่างกัน  คือ   “Gerund”  ขยายหน้าคำนาม  เพื่อบ่งบอกว่า  นามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ   (มักมีขีดคั่น (-) อยู่ระหว่างกลาง)  เช่น   “Dancing-hall” =  โรง (สำหรับ) เต้นรำ  อนึ่ง  เรานิยมใช้   “Gerund”  ประกอบหน้าคำนาม  คล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  แต่ไม่ใช่คุณศัพท์  เป็นเพียงนามขยายนาม  (Compound noun)  เท่านั้น   และมักนิยมใช้   “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  เช่น

             - a sleeping-room  (ห้องนอน) (แต่ถ้า  “a sleeping dog”  หมายถึง 

 “หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “hyphen” (-) คั่นกลาง)

             - a dancing-hall  (ห้องเต้นรำ) (แต่ถ้า  a dancing girl  หมายถึง

   “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)

             - a dancing-teacher  (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่ถ้า a dancing teacher”  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”

            - a reading-room  (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่ถ้า  a reading boy หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”)

             - a swimming-pool   (สระว่ายน้ำ) (แต่ถ้า  a swimming girl

หมายถึง  “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)

             - a walking-stick  (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่ถ้า a walking boy  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)

             - drinking-water  (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่ถ้า  “a drinking horse

หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)

             - a knitting-needle  (เข็มถัก)  (แต่ถ้า  a knitting woman หมายถึง   “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)

             - a cooking-utensil  (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  (แต่  a cooking

woman  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)

             - a killing-field  (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่  a killing man  หมายถึง 

“ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)

             - looking-glasses   (แว่นตา – แว่นสำหรับใส่มอง)  (แต่ถ้า  a looking boy หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) มอง”)

หมายเหตุ    –    “Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม   มีความหมายว่า คำนามนั้น  มีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ“Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ    ในกรณีนี้  เราเรียก  “V. + ing”  นั้นว่า    “Present participle”   เช่น   “a drinking horse”  (ม้าที่ดื่มน้ำ)   (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

20. I _______________________.

(a) don’t much like the idea    (ผมไม่ชอบความคิดนั้นมากนัก)

(b) don’t like the idea much

(c) am not like the idea much

(d) am not much like the idea

ตอบ   -   ข้อ    (a)  “Like” เป็นคำกริยาธรรมดา  เมื่อจะทำเป็น “ปฏิเสธ หรือ คำถาม” ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วย   สำหรับ  ข้อ  (b)  ไม่นิยมพูด

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 85)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. We had hardly ________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _____________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

        ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

               - Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

           - Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

          - There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

           - They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

         -  We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                 อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

              ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

          - They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

          - We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

           - She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

           - It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

           - It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

               ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

             - I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

          - She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

            - If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

          - If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

         ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

            - I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

          - Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

          - You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

          - Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

     ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

          - It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

        - I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

        - He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

        - Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

        - I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

2. I heard a lot about him, but I _____________________.

(ผมได้ยินเยอะแยะเกี่ยวกับตัวเขา  แต่ผม _____________________ )

(a) not ever meet him

(b) have never meet him

(c) never have met him    (ไม่เคยพบตัวเขาเลย)

(d) not ever met him

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้   “have never met him” ก็ได้

3. He owes money _________________ several men in the office.

(เขาเป็นหนี้เงิน _____________________ คนมากมายในที่ทำงาน)

(a) by

(b) on

(c) with

(d) to    (กับ, แก่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                  สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                      สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

4. Governments often find it difficult to reach ________________.

(รัฐบาลประเทศต่างๆ มักพบบ่อยๆ ว่าเป็นเรื่องยากที่จะบรรลุ _______________ )

(a) agreement    (ข้อตกลง)

(b) an agreement

(c) agreements

(d) the agreements

ตอบ   -   ข้อ    (a)  “Agreement” เมื่อหมายถึง  “ข้อตกลง, การเห็นพ้องต้องกัน, การยอมรับ”  ถือเป็นคำนามนับไม่ได้

5. My brother is in ________________ about money.

(น้องชายของผมตกอยู่ใน _____________________ เกี่ยวกับเรื่องเงิน)

(a) the difficulty

(b) the difficulties

(c) a difficulty

(d) difficulties    (ความยุ่งยาก,  ภาวะที่ยากลำบาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้รูปพหูพจน์   และไม่ต้องมี  Article (A, The)  นำหน้า

6. Tim is saving _________________ his money to buy a bicycle.

(ทิมกำลัง ______________________ เงินของตน  เพื่อจะซื้อรถจักรยาน)

(a) up    (“Save up” = เก็บสะสมเงิน, เก็บรวบรวมเงิน)

(b) for

(c) in

(d) from

7. Be ________________ good as to tell me all the truth about him.

(โปรด ______________________ พอที่จะเล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาให้ผมฟังหน่อย)

(a) as

(b) so    (“So good as” = กรุณาพอ หรือ ดีพอ)

(c) very

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   Would you be so kind ______________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา ____________________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “So……….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว  (“As………as”  ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)  แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb)  ตัวหน้าจะต้องใช้  “So” อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )   ไม่ว่าจะเป็นประโยค บอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

         “So + Adjective + as + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า  “...................พอที่จะ................”  หรือ  “...............จนถึงขนาด ที่จะ...................”)   เช่น

            - Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)  

           - Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

          - Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

          - Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

-      I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

8. These new cars _________________ very well.

(รถยนต์ใหม่เหล่านี้ _______________________ ดีเป็นอย่างมาก)

(a) are sold

(b) are being sold

(c) are selling    (กำลังขาย)

(d) is sold

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Sell”   มีการใช้หลายแบบ  (รถขายออกไป  ไม่จำเป็นต้องใช้รูป  “Passive voice”   เสมอไป)   เช่น 

๑.    ขายอะไรให้ใคร

- He is going to sell me his car.

(เขาจะขายรถให้ผม)

- I hope to sell the house for 2.0 million baht.

(ผมหวังว่าจะขายบ้านได้  ๒  ล้านบาท)

- Who are you going to sell to?

(คุณจะขาย  -  บ้าน, รถ ฯลฯ  -  ให้ใคร)

๒. ขาย

- Do you sell flowers?

(คุณขายดอกไม้หรือเปล่า)

๓. ขายในราคา

- These books sell for $ 10 dollars each.

(หนังสือเหล่านี้ขายในราคาเล่มละ  ๑๐  เหรียญ)

๔. ขายได้, มีคนซื้อ

- It’s a nice design, but I’m not sure if it will sell.

(มันออกแบบดี  แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะขายได้ไหม)

- Our product sells in over 50 countries.

(ผลิตภัณฑ์ของเราขายได้ในกว่า  ๕๐  ประเทศ)

- The Bangkok Post is selling 20,000 copies a day.

(หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ขายได้  ๒๐,๐๐๐  ฉบับใน  ๑  วัน)

- The new Samsung Galaxy is selling very well.

(ซัมซุงกาแล๊กซี่รุ่นใหม่  กำลังขายดีมาก)

- The new Toyota is selling like hot cakes.

(รถโตโยต้ารุ่นใหม่กำลังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า)

๕. ทำให้คนต้องการซื้อ

- Scandal and gossip is what sells newspapers.

(เรื่องอื้อฉาวและซุบซิบนินทา  คือสิ่งที่ทำให้คนต้องการซื้อหนังสือพิมพ์)

- Her name on the book certainly helped to sell it.

(ชื่อของเธอบนหนังสือ  แน่นอนทีเดียวช่วยให้มันขายได้) 

9. That friend of yours is very fond of __________________.

(เพื่อนคนนั้นของคุณชอบ _____________________ มากเลย)

(a) a fun

(b) fun    (ความสนุกสนาน, ความขบขัน, เรื่องน่าขัน, การหยอกล้อ)

(c) funs

(d) the funs

(e) funny

10. The cruel murderer begged for mercy, but the Judge would not  _________________ him.

(เจ้าฆาตกรจอมโหดร้องขอความเมตตา  แต่ผู้พิพากษาจะไม่ ________________  เขาหรอก)

(a)    listen

(b) listen to    (ฟัง)

(c) hear about

(d) hear

(e) hear of

(f) hear from

11. Nobody would like to be without _________________ light.

(ไม่มีใครอยากจะอยู่โดยปราศจากแสง ______________________ )

(a) electrical    (เกี่ยวกับไฟฟ้า, ทางไฟฟ้า)

(b) electric    (ไฟฟ้า, ซึ่งใช้ไฟฟ้า)

(c) electricity    (กระแสไฟฟ้า)

(d) electrify    (อัดไฟฟ้า, ปล่อยกระแสไฟฟ้า, ทำให้มีกระแสไฟฟ้าใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เช่น   “Electric light bulb” (หลอดไฟฟ้า),  “Electric fan”  (พัดลมไฟฟ้า),  “Electric rice cooker” (หม้อหุงข้าวไฟฟ้า),  “Electric motor” (มอร์เตอร์ไฟฟ้า),  “Electric current” (กระแสไฟฟ้า),  “Electric plug” (ปลั๊กไฟฟ้า)

              แต่ใช้   “Electrical system”  (ระบบไฟฟ้า),  “Electrical energy”  (พลังงานไฟฟ้า,  “Electrical goods” (สินค้าเครื่องไฟฟ้า),  “Electrical industries” (อุตสาหกรรมด้านไฟฟ้า),  “Electrical engineering”  (วิศวกรรมไฟฟ้า),  “Electrical engineer”  (วิศกรไฟฟ้า),    เป็นต้น

12. I spent a lot of money ________________ my house.

(ผมใช้เงินมากมาย ______________________ บ้านของผม)

(a) in repairing

(b) for repairing

(c) on repairing    (ไปกับการซ่อมแซม,  ในการซ่อมแซม)

(d) for having repaired

13. Have you managed ________________ enough money for the journey?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) ____________________ เงินพอเพียงสำหรับการเดินทางหรือเปล่า)

(a) to save    (ประหยัด, ออม)

(b) to safe

(c) in saving

(d) to saving

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Manage” (ประสบความสำเร็จ, สามารถ, จัดการ)  + to + Verb 1  ส่วน  “Safe”  เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ปลอดภัย, ไม่มีอันตราย

14. Hardly _______________ when the football match began.

(______________________  เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่

-   Never before in my life _______________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                ตัวอย่างที่ ๒

-         Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

15. Mr. Green is a headmaster.  His _________________ is $ 15,000 a year.

(มิสเตอร์กรีนเป็นครูใหญ่ _____________________ ของเขา คือ  ๑๕,๐๐๐  เหรียญต่อปี)

(a) wage    (ค่าจ้าง)

(b) wages

(c) pay    (เงินเดือน, ค่าจ้าง)

(d) salary    (เงินเดือน)

(e) month-money    (รูปนี้ไม่มีใช้)

16. If he had not given me ________________, I would not have succeeded.

(ถ้าเขามิได้ให้ _____________________ แก่ผม  ผมก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ)  (แต่เขาให้ฯ  ผมจึงประสบความสำเร็จ)

(a) an advice

(b) advices

(c) advice    (คำแนะนำ)

(d) the advices

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Advice”  เป็นนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จึงต้องอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ   สำหรับนามนับไม่ได้อื่นๆ   เช่น    Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery   (เครื่องยนต์กลไก), Food  (อาหาร),  Evidence   (หลักฐาน),  Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work   (งาน),  Luggage   (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage   (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge   (ความรู้),  Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ),  News, Fruit, Behavior   (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

                 อนึ่ง   เนื่องจากคำนามเหล่านี้นับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”   ได้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย   จะต้องใช้   สมุหนาม  (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

-     a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)   (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

17. If you go there alone, you may be __________________.

(ถ้าคุณไปที่นั่นตามลำพัง  คุณอาจจะ _____________________ )

(a) dangerous    (เป็นอันตราย)  (ต่อคนอื่น)

(b) danger    (ภัย, อันตราย)

(c) in danger    (เป็นอันตราย, ตกอยู่ในอันตราย)

(d) a danger man    (ต้องใช้  “a dangerous man” = บุคคลอันตราย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time(ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ), “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”(สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”(ในพื้นที่),“in the garden”(ในสวน), “in the air”(ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”(ในทิศทางของ),“in a restaurant”(ในภัตตาคาร), “in the bathroom”(ในห้อง น้ำ), “in school”(ในโรงเรียน), “in hospital”(ในโรงพยาบาล),“in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”(ในทะเลสาบ), “in black suit”(ในชุดดำ), “in the water”(ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”(เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”(ในบทที่ ๑), “in the film”(ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”(ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”(ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”(ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”(ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”(ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”(ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”(ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”(ในธรรมชาติ), “in these circumstances”(ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”(อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์), “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”(ในน้ำเสียงของเธอ),“in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”(ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”(เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”(ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”(เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”(ในความพยายามที่จะ), “in response to”(เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”(เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”(มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”(สนใจใน), “a course in Chinese”(คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),“make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),“make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”(ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”(ในความเห็นของผม), “in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”(รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”(จากประสบการณ์ของผม),“in her own eyes”(ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”(พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”(พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”(การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),“$100,000 in cash”(เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”(ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”(ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”(ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”(มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”(ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”(รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg” (ถูกยิงที่ขา), “in fashion” (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”(เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”(ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

18. Why didn’t you keep your promise?  I wish you ______________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ _________________ มัน)

(a)    kept

(b)   would keep

(c)    would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + wish + that + subject + had + verb 3”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-    I wish I _________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม _______________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ-   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple” หรือ   “Past perfect tense”  เท่านั้น

                  ตัวอย่างที่ ๒

-       Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _______________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ___________________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง “Wish)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                   ตัวอย่างที่ ๓

-      When I said that I wished I _______________ Italian, she told

me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม___________________ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + wish (ed) + (that) + subject + had + verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้ เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆแล้วไม่ได้เรียน)

                       ตัวอย่างที่ ๔

-   I wish I ________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ   )จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

 He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                       ตัวอย่างที่ ๕

-  I wish you _______________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                       ตัวอย่างที่ ๖

-   I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                     ตัวอย่างที่ ๗

-    I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป  “Subject + wish + that + subject + verb”  แต่ that”   มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect” (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish”ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น“Would”“Should”  “Could”  “Might”ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่  

จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง   “Wish + to + verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้    เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

   สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish +กรรม+ noun”   มีความหมาย คือ    “ขออวยพรให้”   เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

19. A long distance call is a call from __________________.

(การโทรศัพท์ทางไกล  คือ  การโทรฯ จาก ____________________ )

(a) one to the other

(b) one city to the other

(c) one to another

(d) one city to another    (เมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และตอบได้อีก  ๒  แบบ  คือ  “……..from city to city”   หรือ  “………..from one city to another city

20. ___________________, she is unhappy.

(_____________________,  เธอไม่มีความสุข)

(a) However she is wealthy

(b) However wealthy she may be    (ไม่ว่าเธออาจจะร่ำรวยอย่างไรก็ตาม)

(c) However wealth she has

(d) However she has wealth

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “However + Adjective + Subject + is (are, was, were), + Subject + verb)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง  เปรียบเทียบกับ  “Whatever”

                     ตัวอย่างที่ ๑

-       ________________ the truth may have been, many Thai people concluded that the previous government was clearly to blame for the corruption and the police’s abuse of power.

{(ไม่ว่า) ความจริงจะเป็น ___________________คนไทยจำนวนมากสรุปว่า  รัฐบาลชุดก่อนควรถูกตำหนิอย่างชัดเจนสำหรับการทุจริต  และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของตำรวจ}

(a) Whoever   (ใครก็ตาม)

(b) However   (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever    (อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูการใช้   “Whatever” จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๒

-         ______________ you may say, I still think I am right.

(คุณอาจจะพูด ____________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However   (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever   {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though   (ถึงแม้ว่า)

(d) As   (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

- Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

- Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

-  He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

-  Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

-  I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

- Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

            - He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

         - However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

         - However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

        - He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน   อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 84)

Part V:  Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The reason why we didn’t see her at the railway station was that she took a plane _________________.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเราจึงไม่พบเธอที่สถานีรถไฟก็คือว่า  เธอเดินทางโดยเครื่องบิน ________________ )

(a) besides    (นอกเหนือจาก)

(b) sometimes    (บางที,  บางโอกาส, บางครั้ง, บางคราว)

(c) soon    (โดยเร็ว, ในไม่ช้า)

(d) instead    (แทน, แทนที่) บน

2. A shorthand typist types letters _______________ a typewriter. 

ตอบ   -   นักพิมพ์ดีดชวเลข (นักชวเลข) พิมพ์จดหมายต่างๆ _________________ เครื่องพิมพ์ดีด)

(a) on    (บน)

(b) by

(c) with

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (a)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “On”  ได้แก่   on request”  (เมื่อมีการร้องขอ),   “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว  คือ  ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

3. I thank you very much ________________ your help.

(ผมขอบคุณคุณอย่างมาก ______________________ ความช่วยเหลือ)

(a) about

(b) on

(c) of

(d) for    (สำหรับ)

(e) in

(f) to

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                       สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                   ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้ มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

           สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซนต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),   เป็นต้น

4. It is so sad to consider the number of people who ____________ in car accidents.

(มันน่าเศร้ามากเมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้คน  ผู้ซึ่ง ________________ ในอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a)   dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)     

(b)  death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(c)  are killed    (ตาย, ถูกฆ่าตาย)

(d)  are died     (“Die” =  ตาย  เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้   “Die”  หรือ   “Are dead”  ก็ได้

5. This is the _______________ fashion news from Paris.

(นี่เป็นแฟชั่น ____________________ จากปารีส)

(a) late    (สาย, ช้า, ล่า, ล่วงเลยมานาน, ดึก, ค่ำ)

(b) later    (สายกว่า, ช้ากว่า, ต่อมา)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดขึ้นหลังสุด)

(d) last    (สุดท้าย, ที่ผ่านมา)

6. It is because he is very rich ______________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ____________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + วลี {มักนำหน้าด้วย “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because + ประโยค} + that + subject + verb”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-      ________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(___________________  เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + that + subject + verb”เช่น

          - It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

            - It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืน  ที่พวกเราเข้านอน)

            -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์  ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

            - It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

            - It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

            - It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

-         It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

           - It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

7. I want a box ________________.

(ผมต้องการกล่อง  ๑ ใบ ______________________ )

(a) as large as this twice

(b) as large twice as this

(c) twice as large as this    (ใหญ่เป็น  ๒  เท่าของกล่องใบนี้)

(d) as twice large as this

8. The gate ________________ since half past six. 

(ประตู ______________________ ตั้งแต่  ๖.๓๐ น.)

(a) was opened    (ถูกเปิด)

(b) was open    (เปิดอยู่)

(c) has been open    (ได้เปิดอยู่)  (“Open” เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “เปิดอยู่”)

(d) has been opened    (ได้ถูกเปิดอยู่)  (“Open” ในที่นี้ เป็นคำกริยา หมายถึง “เปิด”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3  หรือ  Subject + has (have) + been + Adjective} เนื่องจากเหตุการณ์ (ประตูเปิดอยู่) เกิดขึ้นต่อเนื่อง  (ตั้งแต่  ๖.๓๐ น.)  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  นอกจากนั้น  ยังนิยมใช้  “Open”   ในรูปคุณศัพท์  (หมายถึง “เปิดอยู่”)  มากกว่าในรูปกริยา (หมายถึง “เปิด”)  อย่างไรก็ตาม  สำหรับข้อนี้  ถ้าไม่มี  Choice (c)  ให้เลือก  ก็สามารถตอบ ข้อ  (d)  ได้   ส่วนในกรณีต้องการบอกว่า  “ประตูปิดอยู่ ตั้งแต่  ๖.๓๐ น.”  ต้องตอบว่า  “has been closed”  เพราะ “Close”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “ปิด”  แต่เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ใกล้, ใกล้ชิด”  มิได้หมายถึง  “ปิดอยู่”  ดังนั้น  จึงไม่สามารถใช้ว่า  “has been close”  ได้  ต้องใช้   “has been closed”  เพียงอย่างเดียว

9. He got _______________ bed and went to the bathroom. 

(เขาลุก ___________________ เตียง  และไปยังห้องน้ำ)

(a) out of    (ออกจาก)

(b) out of a

(c) out of the

(d) out off the

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้   “Out of bed”  โดยไม่ต้องมี  “Article” (A, The)

10. I’m always so busy that I have _______________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา __________________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)    

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)    

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้  เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “A little, Little, A few, Few”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-     Since the weather was bad, ______________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little     (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little     (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความในประโยคเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก 

                  ตัวอย่างที่ ๒

-  There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little   (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few   (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)   (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)   (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few(น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง   จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”   ดังนั้น  การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

           - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

           - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

           - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

11. A: What time is it now?

(ตอนนี้เวลาเท่าใดแล้ว)

      B: It’s ten to two ________________ my watch.

(บ่ายโมงห้าสิบ _____________________ นาฬิกาของผม) 

(a)   on

(b)  from

(c)  by    (โดย, จาก)

(d)  according to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้   “By my watch”  สำหรับวลีที่ใช้   “By”  ได้แก่

ได้แก่    “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง),   “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม=(ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),    เป็นต้น

12. I shall _______________ his journey to the North Pole.

(ผมจะ _____________________ การเดินทางของเขาไปยังขั้วโลกเหนือ)

(a) ask     

(b) ask for

(c) ask about    (ถามเกี่ยวกับ)

(d) ask after    (ถามว่า...........เป็นอย่างไรบ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ส่วน   “Ask”   ใช้ในโครงสร้าง  เช่น  “I asked her some questions.”  (ผมถามคำถามเธอ),   “He asked me my name.”  (เขาถามชื่อผม),  “I asked her what she wanted.”  (ผมถามเธอว่าเธอต้องการอะไร),  “There is something I want to ask you about.”  (มีบางอย่างที่ผมต้องการถามคุณ  -  เกี่ยวกับมัน),    “I asked him about his trip to London.”  (ผมถามเขาเกี่ยวกับการเดินทางไปลอนดอน),  “She asked her parents for some money.”  (เธอขอเงินจากพ่อแม่ของเธอ),  “I asked for help with my project.”,  (ผมขอความช่วยเหลือเพื่อโครงการของผม),  “She asked for a drink of water.”  (เธอขอน้ำดื่ม),  “This morning Tom had called asking for me.”  (เช้านี้  ทอมโทรศัพท์มาเพื่อขอพูดกับผม),  “She asked after my father.”  (เธอถามว่าพ่อของผมเป็นอย่างไรบ้าง),  เป็นต้น

13. Who would you name _______________ the greatest writer of our times?

(ใครนะที่คุณจะระบุชื่อ _______________ นักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา)

(a) to be

(b) be

(c) as    (ให้เป็น, ในฐานะ)

(d) is

14. Do it yourself, __________________ ?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง __________________ )

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง  หรือ ชักชวน  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-     Just see if that water is becoming hot, _______________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, ___________________ )

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag” จึงต้องใช้   “Will you”   สำหรับ  “If”  ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)

                ตัวอย่างที่ ๒

-  Do it at once, ______________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Question tag”   ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”   ในส่วน  “Tag”   ให้ใช้  “…………… will you ?”เช่น

                   - Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

                  - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

                  - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

                 - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

                - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                       สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag  ต้องใช้   “Let’s ……………….., shall we?”   เช่น

            - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

            - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

              - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

              - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                     แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”   ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)  ดังนั้น   ในส่วน Tag   ต้องใช้ “will you?”   เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป   เช่น

Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

15. Some workers are paid ________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง ___________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  “is (are) paid by” (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”   (ถูกขายเป็น)  มีหลัก คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง   “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้  “The”  ขยาย  แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (Weight, Length, etc.)  หน้าคำนามนั้น  ไม่ต้องมี   “Article”  (A, An, The)  ใดๆ ขยายเลย  เช่น

         - In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”  เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

         - Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”  เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

 

-   Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”  เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

-   Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”  เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -   การทำงาน)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

16. This hen has ______________ more than one hundred eggs.

(แม่ไก่ตัวนี้ได้ ____________________ มากกว่า  ๑๐๐  ฟอง)

(a) lied    (นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่, พูดปด, โกหก)

(b) lain

(c) laid    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

(d) lay    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)      

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (lie  lied   lied  =  พูดปด, โกหก)  (lie  lay  lain  =  นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่  -  ไม่ต้องมีกรรมมารับ)  (lay  laid  laid  =  ออกไข่, วางไข่, วางลง  -  ต้องมีกรรมมารับและหลัง  “Has”  ต้องเป็นกริยาช่องที่  ๓   ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Lie”  (นอน)  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-   Does your child still _______________ down for a nap after lunch?

(ลูกของคุณยังคง ___________________  ลงเพื่องีบหลับ  (นอนช่วงเวลาสั้นๆ) หลังอาหารกลางวัน  หรือเปล่า)

(a) lay    (วางลง, ออกไข่)  (Lay,  Laid,  Laid)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) lie    (นอน)  (กริยา  ๓  ช่อง คือ  Lie,  Lay,  Lain)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lain

(d) lying

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เมื่อเป็นประโยคคำถาม  ใช้   “Does”  ช่วย  กริยาแท้  (Lie) ต้องกลับไปเป็นช่องที่  ๑  (Infinitive without to)

17. It is time for me _________________ home.

(มันเป็นเวลาสำหรับผม ______________________ บ้าน)

(a)   go

(b)  went

(c)  to go    (ที่จะกลับ, ที่จะไป)

(d)  going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง   {It is (was) + time + (for someone) + to + Verb 1 + something  (กรรมของ  “Verb”)}

18. The baby was holding a box _______________ a glass when I came in.

(เจ้าเด็กทารกกำลังถือกล่องซึ่ง ___________________ แก้วใบหนึ่ง  เมื่อผมเข้ามา  -  ในห้อง หรือ ในบ้าน) 

(a) which contain

(b) which it contained

(c) containing    (บรรจุ)

(d) contained

(e) that was contained

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  “…………. a box which (that) contained a glass…………”  ดูเพิ่มเติม  “Present participle”  (Verb + ing)   จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-    There is also a _____________ local interest in current Western fashions.

(มีความสนใจของท้องถิ่นที่ _________________  ในเรื่องแฟชั่นตะวันตกในปัจจุบัน)

(a) grow

(b) grown

(c) growth

(d) growing    (เพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “local interest”  (ความสนใจของท้องถิ่น)  ทำกริยา  “เพิ่มขึ้น”   ได้เอง  จึงต้องใช้  “growing” {Present participle (Verb + ing)  ซึ่งขยายหน้าหรือหลังคำนามใด  บอกให้รู้ว่านามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้น}

                  สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

Working men are constructing a bridge. 

(= Men who work are constructing…………………)

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

Drinking horses were seen near the bank of the river.

(= Horses which (that) drank were seen…………)

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-  The mother took good care of her sleeping baby.

(= The mother took good care of her baby who slept (หรือ  was sleeping).

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-   The audience appreciated the good works of the producing team.

(= The audience appreciated the good works of the team which (that) produced.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-  The people working in the office are my colleagues.

(= The people who work (หรือ  are working) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-  The woman walking across the street is my sister.

(= The woman who walks (หรือ  is walking) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-     The man living next door is a bank manager.

(= The man who lives (หรือ is living) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-        The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(= The children who play (หรือ  are playing) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

19. There is ________________ demand for oil than rice.

(มีความต้องการน้ำมัน _____________________ ข้าว)

(a) much

(b) much less    (น้อยกว่า........ (ข้าว)........... มาก)

(c) as much

(d) more or less the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-    It is ______________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _______________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better   (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree)

              ตัวอย่างที่ ๒

-  Literature played ______________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง  คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ  ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก“Important”   เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้   “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือFar”  ขยายหน้า  “Important

                ตัวอย่างที่ ๓

-         Last night’s homework was hard, but this is __________________difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  __________________)

(a)  much more     (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

               ตัวอย่างที่ ๔

-   It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ________________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า __________ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a)   very

(b)  so

(c) much    (มาก, มากมาย)   (หรืออาจใช้“Far”ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  “สวยกว่ามาก”  ให้ใช้   “Much”    และ   “Far”   ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                 ตัวอย่างที่ ๕

-     She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier     (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ   ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น    (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้   “Very

                ตัวอย่างที่ ๖

-   The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน  (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”   “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้ ๒ คำ คือ   “Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  far more pleasant”  ก็ได้

                      ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much  bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)“  much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)“far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”   “หนาวกว่านิดหน่อย”   “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”   “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๗

- I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

20. He did not do very well in his last exam.  _______________ much better.

(เขาทำได้ไม่ดีนักในการสอบครั้งที่แล้ว ___________________ ดีกว่ากันมาก)

(a)  He could have done    (เขาสามารถจะทำได้)

(b)  He can have done

(c)   He should do

(d)  He will have done

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต   กล่าวคือ   “He could have done.”  =  “เขาสามารถทำได้” ในการสอบ  ดีกว่าที่ทำได้จริงๆเป็นอย่างมาก  ถ้าขยันอีกสักหน่อย  แต่ก็ไม่ขยัน  เลยทำให้ทำสอบได้ไม่ดี  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Would have gone”  (คงจะได้ไป  แต่ก็ไม่ได้ไป)   “Should have gone”  (ควรจะได้ไป  แต่ก็ไม่ได้ไป)   “Could have gone”  (สามารถจะไปได้  แต่ก็ไม่ได้ไป)   “Needn’t have gone”  (ไม่จำเป็นต้องได้ไป  แต่ก็ไปมาแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-    I _______________ him the truth, but I did.

(ผม ____________________ความจริงแก่เขา  แต่ผมก็บอก)

(a) needn’t tell

(b) needn’t to tell

(c) needn’t have told     (ไม่จำเป็นต้องได้บอก)  (คือบอกไปแล้ว  ทั้งๆไม่จำเป็น)

(d) needn’t have to tell

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Need not + Verb 1” = “ไม่จำเป็นต้อง...........”  ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต   เช่น   “You need not clean the room.” (คุณไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดห้อง  -  ในขณะนี้ หรือในอนาคต)   แต่ถ้าหมายถึง  “ไม่จำเป็นต้อง...........ในอดีต”  (แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)   ต้องใช้โครงสร้าง   “Need not have + Verb 3”  ดังประโยคข้างบน   ดูเปรียบเทียบกับ  “Should + have + verb 3”    (ควรจะได้ทำ.............ในอดีต  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   หรือ   “Should + not + have + verb 3”   (ไม่ควรได้ทำ...........ในอดีต  แต่ก็ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๒

-  You lost all your money, didn’t you?  You ______________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + have + verb 3” = “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำไปแล้ว”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + have + verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๓

-    A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

-    B: “I know.  I shouldn’t ________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________นานมากที่ห้องสมุด)

(a)   have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ “Should (= ought to) + have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  ดังประโยคข้างล่าง  

                   ตัวอย่างที่ ๔

-       I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b)be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -  ข้อ   (c)  “Should (ought to) + Verb 1” =“ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

- He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

               ตัวอย่างที่ ๕

- You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    ซึ่งมีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= should) + have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          - I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

          - She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

           - They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                    จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๖

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย –ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

            - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว(เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

              - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 83)

Part V:  Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. My father has about ________________ books.

(พ่อของผมมีหนังสือประมาณ ___________________ เล่ม )

(a) two thousand    (๒,๐๐๐)

(b) two-thousand

(c) two thousands

(d) two-thousands

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เมื่อใช้ตัวเลขขยายคำนาม  ไม่ต้องมีขีด  (Hyphen)  (-) คั่นกลางระหว่างตัวเลข  และหลังจำนวน  “ร้อย”  หรือ  “พัน”  ไม่ต้องเติม  “s”

               อย่างไรก็ตาม  “จำนวนเงิน”  และ  “ระยะทาง”  เมื่อไปขยายคำนาม  จะต้องมีขีด (-) คั่นกลาง  และเป็นรูปเอกพจน์เสมอ  เช่น

          - I gave her two hundred-dollar bills.

(ผมให้ธนบัตรใบละ  ๑๐๐  ดอลล่าร์แก่เธอ  ๒  ใบ)

          - It is a fifty-mile journey.

(= It is a fifty miles’ journey.)

(มันเป็นการเดินทาง  ๕๐  ไมล์)

 

          - It is a ten-kilometer drive from home to my office.

(= It is a ten kilometers’ drive from home to my office.)

(มันเป็นการขับรถระยะทาง  ๑๐  กิโลเมตร  จากบ้านไปยังที่ทำงานของผม)

                   ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

A: Do you have much work to do this week-end?

(A: คุณมีงานทำเยอะใช่ไหมปลายสัปดาห์นี้)

B:Yes, I have to write a ________________ paper.

(B:ใช่แล้วครับ  ผมจำเป็นต้องเขียนรายงาน (ยาว) ___________________)

(a)   two-thousand-words

(b)  two-thousand-word   (๒,๐๐๐ คำ)

(c)   two-thousands-word

(d)  two-thousands-words

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์  ขยายคำนาม  “Thousand”  และ  “Word”  ไม่ต้องเติม   “S”  ลงข้างท้าย   แต่ต้องมีเครื่องหมาย  “Hyphen” (-) ขีดคั่นระหว่างคำคุณศัพท์เหล่านั้น

2. At noon Miss Green stopped _______________ and went out to lunch.  

(ในตอนเที่ยง  มิสกรีนหยุด ____________________ และออกไปกินอาหารกลางวันข้างนอก) 

(a) to work

(b) from work

(c) work    (งาน)

(d) from working

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   กริยา   “Stop” สามารถใช้ได้  ๓  แบบ คือ  ๑.  “Stop + to + Verb 1” =  “หยุด.......เพื่อที่จะทำกริยานั้น”    ๒.  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำกริยานั้น   และ  ๓.   “Stop + Noun” = “หยุดการกระทำสิ่งนั้น (คำนามนั้น)  (ความหมายเหมือนใน ข้อ  ๒)   สำหรับในประโยคข้างบน  เข้าหลักเกณฑ์ข้อ  ๓  คือ  “หยุดงาน”  ซึ่งสามารถตอบแบบใน ข้อ  ๒  ก็ได้เช่นกัน  คือ  “Stopped working”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”   กล่าวคือ  เมื่อตามด้วย   “To + Verb 1”  และ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายต่างกัน   จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   Thai people always _________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย ___________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   จึงใช้ในรูป  “Present simple tense” (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c)  และ  (d)  ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆปี”   มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a) ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” 

                     ตัวอย่างที่ ๒

-  Seeing the teacher, ______________ at once.

(เห็นครู _________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped   (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped   (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game   (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b) เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They” จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม” 

                     ตัวอย่างที่ ๓

-    Try _______________ water to your drink.

(ทดลอง _____________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒  ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๔

-   Don’t forget _________________ my letter !

(จงอย่าลืม ___________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง  )มิใช่   “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้   ต้องใช้  “Posting

                   ตัวอย่างที่ ๕

-  Have you ever tried _______________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ______________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -   ข้อ  (b)   เมื่อ  “Try” หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                       ตัวอย่างที่ ๖

-   Please don’t forget ______________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                     ตัวอย่างที่ ๗

-   As soon as it stops _______________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ (d)  เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น”  (ในกรณีนี้  คือ “หยุด..........เพื่อที่จะตก”  ซึ่งไม่ได้ความหมายแต่อย่างใด

                   ตัวอย่างที่ ๘

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                       ตัวอย่างที่ ๙

-    I remember that restaurant; we stopped there ____________

on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร   (Stop to eat)

                      ตัวอย่างที่ ๑๐

-       How did the cat get into the house?  I remember _______________it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting   (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ   (c)  (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ” คือ   ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1)   และ   “Gerund” (Verb + ing)   ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน    เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

3. I’m always rather afraid of your parents.  They’re ______________ very intelligent.

(ผมค่อนข้างจะเกรงกลัวพ่อแม่ของคุณอยู่เสมอ  พวกเขาเฉลียวฉลาดอย่างมาก _________________ )  (คือ ไม่กล้าทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง  เพราะพ่อแม่ของคุณรู้ทันหมด)

(a)   more

(b)  much

(c) so    (มาก)

(d) many

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในกรณีนี้ต้องใช้   “So + very + Adjective” =  “............มากๆ  หรือ ...........มากเหลือเกิน”

4. I am still hoping for _______________ next year. 

(ผมยังคงกำลังมีความหวังสำหรับ ___________________ ในปีหน้า)

(a) a better luck

(b) better lucks

(c) the better lucks

(d) better luck    (โชคดีมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Luck”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้กับ   “A”  หรือ  ตามด้วย   “S”  (ทำเป็นรูปพหูพจน์)

5. You ought to be ashamed ________________ yourself.

(คุณควรที่จะละอาย ______________________ ตัวเอง)

(a) in

(b) on

(c) by

(d) of    (ใน, เกี่ยวกับ)

(e) with

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “Of”  ได้แก่    “In charge of”  (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

6. I shall not be away ________________.

(ผมจะไม่ไป _________________________ )  (อาจหมายถึง  จะไม่ออกจากบ้านไปนาน  หรือ เดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัดนาน  ก็ได้  คือ  ไปแล้วรีบกลับ)

(a) long    (นาน)

(b) long time

(c) a long time

(d) the long time

ตอบ   -  ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ   “For a long time”  ก็ได้

7. If you don’t want this pen, take ______________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้  เอา ___________________ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติม   “Another” จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-   One of my English teachers is American, _______________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another   (อีกคนหนึ่ง)

(d) others   (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other” เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             - We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

           - She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

           - He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                    อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                - They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                - We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 - The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                    นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

             - We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

             - Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                    สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๒

-       The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _____________________.

(Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เวย์)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เวย์  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เวย์) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวย์ไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

         - Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

         - Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

          - One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                 กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

             - There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

             - One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

            - There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

           - First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

           - The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

           - There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                  อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

           - Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

            - There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                  สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

            - Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

           - There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

8. You ought to have tried your best to save her, but you never _______________.

(คุณควรที่จะได้พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะช่วยชีวิตเธอ  แต่คุณก็ไม่เคย ___________________ )

(a)   had

(b)  tried

(c) did    (ทำ)  (คือ พยายาม)

(d) ought

9. What would you _________________ me do for you?

(คุณจะ ________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + have + someone + do + something)  สำหรับ  “Want”  และ “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?” ดูเพิ่มเติมเรื่อง   “Causative use”  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  Today if I finish my shopping early enough, I may go and _______________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ _______________ )

(a)   to have my hair done

(b)  have my hair do

(c)  have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๒

- He had the cook ________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + have + someone + do + something

                   ตัวอย่างที่ ๓

          - Please have the porter __________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ __________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use”{Subject + have (has) + someone + do + something}คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                ตัวอย่างที่ ๔

-   What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend   (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + has (have) + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

               สำหรับการใช้โครงสร้าง“Causative use” ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

        - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

         - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

          - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

10. They ________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา ____________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Have”  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติม   “Have”  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-   You had your car overhauled last week, ______________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ______________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use” มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                      สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

๑.   ใน  “Present perfect tense”เช่น

- He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

- She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

๓. ในกรณีที่   “Have” หมายถึง  “มี”  เช่น

- They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?)

- She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                     อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๔  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

๑.    เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

- She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

๒.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

- He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

       - We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

๓.   เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

- They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

         ๔.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

           - She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

            - They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

-    He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

11. ________________ prefer coffee to tea.

(_______________________  ชอบกาแฟมากกว่าชา)

(a) All we

(b) We all    (เราทุกคน)

(c) All us

(d) Us all

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ   “All of us”  ก็ได้

12. “Tim is better off than Lee” means “_________________”.

(“ทิมมั่งคั่ง-ร่ำรวยกว่าลี”  หมายความว่า  “ ____________________”)

(a) Tim works better than Lee

(b) Tim is a better boy than Lee

(c) Tim is wealthier than Lee    (ทิมรวยกว่าลี)

(d) Lee is not so good as Tim

13. He was not _______________ battle openly with his rival.

(เขาไม่  ___________________ สู้รบอย่างเปิดเผยกับศัตรู-คู่แข่งของเขา)

(a) a fool enough to

(b) fool enough at

(c) foolish enough to    (โง่พอที่จะ)

(d) foolish enough at

14. My ________________play golf.

(_________________________  เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม, ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐, )

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น    “Non-defining clause”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-  The _________________ a grateful animal.

(________________________  สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข,  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข” ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในต้วของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”(อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย) คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “สุนัข” เท่านั้น  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือไปทำอะไร

-         The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

-          The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                     ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause” และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๒

-         This ____________________ very good.

(______________ (นี้)___________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is   (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause” คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย   มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น   และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ   จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ   เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้นซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด   ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า” กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น 

มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

 Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

          - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

           - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

           - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

           - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

           - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

             - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

            - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

              - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

             - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                       จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง “Clause”ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause” ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)  จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น  แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause” ได้ดังนี้

๑.                   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

๒.                 ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

๓.                  ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                       สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause” มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

              - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

               - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

                - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

                - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

                 - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

                - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

                - Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                      จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

             - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

             - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

              - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

               - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

               - The plan which I proposed to the committee was finally turned down.  (แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

               - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

               - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

               - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Defining Adjective Clause”ได้ดังนี้

          ๑,  ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

         ๒.  ไม่มีเครื่องหมาย “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

         ๓, ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause” ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย

15. Now the shares Mr. Brown bought in 2002 have gone up ______________ value. 

(ในปัจจุบัน   หุ้นที่มิสเตอร์บราวน์ซื้อในปี  ๒๐๐๒  ได้เพิ่มขึ้น  ______________ด้านราคา)

(a)   by

(b)  on

(c) in    (ใน)

(d) at

(e) of

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “In”  ได้แก่    “in use”  (ใช้งาน),   “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ,  กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time   (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล),  “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน), “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom” (ในห้อง น้ำ), “in school” (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter” (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play” (ร่วมแสดงละคร),  “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning  (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)   “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”   (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”   (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length” (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา),  “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 82)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. You should read ________________ one book every month.

(คุณควรอ่านหนังสือ ___________________ ๑ เล่ม ทุกๆ เดือน)

(a) least    (น้อยที่สุด)

(b) at least    (อย่างน้อยที่สุด)

(c) at the least

(d) at a least

ตอบ   -   ข้อ   (b)  นอกจากนี้  ยังมีวลี   “In the least”  ซึ่งใช้เน้นข้อความปฏิเสธ  เช่น  “I don’t mind in the least, I really don’t.  (ผมมิได้รังเกียจแม้แต่นิดเดียว   มิได้รังเกียจจริงๆ),  She wasn’t in the least jealous.  (เธอมิได้มีความหึงหวง  (หรืออิจฉา)  แม้แต่นิดเดียว),  It was changing me in a way that I had not in the least expected.  (มันกำลังเปลี่ยนแปลงผม  ในแบบที่ว่า  ผมมิได้เคยคาดฝันไว้แม้แต่นิดเดียว),  เป็นต้น

2. He was getting ______________ the top of the mountain when it began to rain. 

(เขากำลังเข้าไป ______________________ ยอดเขา  เมื่อฝนเริ่มตก) 

(a) nearly    (เกือบจะ,  จวนจะ) 

(b) near    (ใกล้)

(c) nearby    (ข้างเคียง,  ใกล้เคียง, ใกล้ชิด, ถัดไป) 

(d) nearing    (“Verb + ing”  =  ใกล้เข้ามา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ   “Near, Nearly”  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

        - They were careful to seat the important guests _________    _________________the host so he could talk to them easily.

(พวกเขามีความรอบคอบที่จัดที่นั่งให้แขกคนสำคัญ___________________ กับเจ้าภาพ  เพื่อที่ว่าเขา (เจ้าภาพ) จะได้สามารถสนทนากับแขกคนสำคัญได้อย่างง่าย – สะดวก)

(a) near to

(b) near    (ใกล้, ใกล้เคียง)

(c) next    (ถัดไปจาก, ติดกัน, ใกล้กับ)

(d) nearly    (เกือบจะ, จวนจะ)

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Near”   ไม่ต้องตามด้วย   “To”  ส่วน “Next” ต้องตามด้วย   “To” เสมอ   (ในความหมาย   “ถัดไปจาก หรือ ติดกันกับ”)   ส่วน  “Nearly”   ใช้ดังนี้  คือ

-  She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

-        He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

-        It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

-      I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

3. I’m tired of pictures in black and white.  I wish we had _____________ television here in our country.  

(ผมเบื่อภาพยนตร์สีขาวดำ  ผมปรารถนาว่าเรามีโทรทัศน์ ________________ ที่นี่  ในประเทศของเรา)

(a) coloured    (ถูกระบายสี หรือทาสี)

(b) colour    (สี)

(c) colouring

(d) colours

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Colour television”  เป็น  “นามประกอบ”  (นามขยายนาม)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                       ตัวอย่างที่ ๑

A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: ______________________.

(a)  To the bookstore     (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(b)  To the books-store

(c)   To the storebooks

(d)  To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun) แปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า  (ร้านขายหนังสือ หรือ ร้านหนังสือ) 

                  ตัวอย่างที่ ๒

A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

B: “He said that he forgot both of the ________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม _______________________ทั้ง  ๒  หมายเลข)

(a)   rooms number

(b)  room number

(c)   room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)    เนื่องจากเป็นนามประกอบ (นามขยายนาม)  (Compound noun)     มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง

                      ตัวอย่างที่ ๓

          - My father is working on a ______________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน _____________________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  สำหรับข้อ  (b) และ  (c)   มักใช้ขยาย   “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ   “นามประกอบ”  (Compound noun)

                      ตัวอย่างที่ ๔

          - Thailand’s population ________________ is an average of 0.8 percent each year.

(______________________ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซนต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ    –    ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม (Compound noun)หรือ  “นามประกอบ”  (population increase)   ในกรณีนี้   คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์   คือไม่เติม  “s”   แต่มักจะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden  (s)(สวนดอกไม้)

   -   wood house   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

4. That ring is certainly not _______________ the 5,000 baht you paid for it. 

(แหวนวงนั้นมิได้ ______________________๕,๐๐๐  บาท ที่คุณได้จ่ายเงินไปเพื่อมัน  อย่างแน่นอนทีเดียว) 

(a) price    (ราคาขาย)  (เป็นคำนาม)

(b) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า, ราคา)  (เป็นคำนาม)

(c) worth    (มีค่า, มีราคา, คุ้มค่า)   (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) cost    (ต้นทุน, ราคาทุน)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Worth”  เป็นคำคุณศัพท์    ใช้กับ  “Verb to be” (Is)

5. Most of the London policemen are tall and _______________ men.

(ตำรวจลอนดอนส่วนใหญ่  เป็นชายร่างสูงและ ___________________

(a)   well-looked

(b)  well-looking

(c)   good-looked

(d)  good-looking    (หล่อ, มีหน้าตาดี, สวยงาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจาก   “The men look good.” (ชายเหล่านั้นมีหน้าตา  หรือท่าทางดี)   โดย   “Good”  เป็นคำคุณศัพท์  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนาม   จึงต้องเอารูปเดิม  (Good)   มาใช้  และมีขีดคั่น (-) ตรงกลาง  เช่น

“Good-looking people  (คนหน้าตาดี หรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข), Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว), etc.

                         ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb) ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase)  ขยายนาม   ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report” (รายงานซึ่งเขียนประณีต)  มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)    มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician”  (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)    มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),  “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก   “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า), เป็นต้น

6. Let’s drink ________________ his success.

(เรามาดื่ม _______________________ ความสำเร็จของเขากันเถอะ)

(a) for

(b) in

(c) with

(d) to    (ให้กับ)

(e) on

ตอบ   -   ข้อ    (d)    สำหรับวลีที่ใช้กับ  “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

สำหรับคำคุณศัพท์   (Adjective)   ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่ “kind”  (กรุณา, ใจดี) -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ),  familiar  (คุ้นเคยกับ),  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อเป็นต้น

                      สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว), occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)-  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)-  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  -  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)  -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)  - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ), เป็นต้น

7. I don’t think you are telling me the truth.  The window wasn’t broken by ________________.  You broke it !

(ผมไม่คิดว่าคุณกำลังบอกความจริงแก่ผม  หน้าต่าง (กระจก) มิได้ถูกทำแตกโดย _____________________ คุณนั่นแหละทำมันแตก)

(a) nobody else

(b) somebody

(c) anybody

(d) anybody else    (ใครๆ อื่นอีก, คนใดๆ อื่นอีก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ส่วนข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากจะกลายเป็นปฏิเสธซ้อนระหว่าง“Wasn’t broken”   กับ  “Nobody else”และใช้  “Anybody”  กับประโยคปฏิเสธ   (Wasn’t broken)  และต้องมี  “Else”  ด้วย  เพราะว่า  “ไม่มีใครใดอื่นอีกแล้ว  ที่ทำหน้าต่างกระจกแตก  นอกจากคุณ

8. _________________ did your father go out of the house?

(พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน ______________________ )

(a) Where

(b) How long

(c) When    (เมื่อไร)

(d) Since when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ส่วนถ้าเลือก ข้อ   (a)  ต้องถามว่า“Where did your father go?”  (พ่อของคุณไปที่ไหน)   ถ้าเลือก  ข้อ  (b)  ต้องถามว่า  “How long ago did your father go out of the house?”  (นานเท่าใดมาแล้ว  ที่พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน)   ซึ่งความหมายเหมือนข้อ  (c)  นั่นเอง  (How long ago = When)  และในกรณีเลือก  ข้อ  (d)  ต้องแก้เป็น  “Since when has your father gone out of the house?”  (พ่อของคุณได้ออกไปนอกบ้านตั้งแต่เมื่อใด)  คือต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  (…………has your father gone………)  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์   คือ  “พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน  อาจเป็น  ๒ – ๓ ชั่วโมง ที่แล้ว  และขณะที่ถามคำถามประโยคนี้  พ่อฯ ก็ยังไม่กลับเข้าบ้าน”  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   (ขณะที่พูด)  จึงต้องใช้   “Present perfect tense”  ดังกล่าว

9. Don’t enter ________________ this cave.

(อย่าเข้าไปใน  _______________________ ถ้ำนี้)

(a) in

(b) to

(c) into

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องใช้  “Preposition” ใดๆ เลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

10. Most of the people were saved from the flood.  Only five persons _____________.

(คนส่วนใหญ่ได้รับการช่วยชีวิตจากน้ำท่วม   มีเพียง  ๕  คนเท่านั้น _______________ )

(a)   dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(b) died    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) were died

(d) would die

ตอบ   -   ข้อ   (b)

11. Please lend me one of your pens.  I _______________  mine at home.

(กรุณาให้ผมยืมปากกาของคุณสักด้าม  ผม __________________ (ปากกา) ของผมไว้ที่บ้าน)

(a) forgot

(b) left    (ทิ้ง)

(c) didn’t remember

(d) have no

ตอบ   -   ข้อ   (b) จะใช้   “Forget”  ไม่ได้  เนื่องจากมีวลี  “At home”  อยู่ข้างท้าย  เพราะถ้าใช้  “ลืม”  จะมีความหมายคือ  “ลืมที่บ้าน”  กล่าวคือ  เหตุการณ์ลืมเกิดขึ้นที่บ้าน  มิใช่ลืมปากกาทิ้งไว้ที่บ้าน   ดังนั้น  จึงต้องใช้   “Leave  (ทิ้งปากกาไว้ที่บ้าน)  สำหรับตัวอย่างการใช้    “Forget” เช่น

         - I forgot to buy a newspaper this morning.

(ผมลืมซื้อหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้)

        - She forgot meeting me in New York a long time ago.

(เธอลืมการพบกับผมในนิวยอร์คเมื่อนานมาแล้ว  -  คือเคยพบกัน  แต่เธอลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น)

        - He says he never forgets a face or a name.

(เขากล่าวว่า  เขาไม่เคยลืมใบหน้าหรือชื่อคน)

        - It was a marvelous occasion and I shall never forget it.

(มันเป็นโอกาสที่วิเศษมาก  และผมจะไม่ลืมมันเลย)

        - Jane was afraid that she had forgotten how to ride a bicycle.

(เจนเกรงว่า  เธอได้ลื มวิธีขี่รถจักรยานไปแล้ว)

        - It is a long forgotten event in her past.

(มันเป็นเหตุการณ์ในอดีตของเธอ  ที่ถูกลืมไปนานแล้ว)

        - I forgot all about him for several years.

(ผมลืมหมดทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา  เป็นเวลานานหลายปี)

        - Don’t forget that I worked for her once. 

(อย่าลืมซิว่า  ครั้งหนึ่งผมเคยทำงานให้กับเธอ)

        - She forgot my birthday again this year.

(เธอลืมวันเกิดของผมอีกแล้วปีนี้)

        - Sorry to disturb you – I forgot my key.

(เสียใจที่ต้องรบกวนคุณ  ผมลืมเอากุญแจมาครับ)

        - “Don’t forget the bag,” she said.

(“อย่าลืมกระเป๋านะ”  เธอกล่าว)

12. I learn diligently _________________ fail in my examination. 

(ผมเรียนอย่างขยันขันแข็ง _______________________ สอบตก)

(a) in order to not

(b) in order not to    (เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(c) not in order to

(d) in not order to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจใช้   “So as not to”  (เพื่อที่จะไม่ต้อง)   ก็ได้

13. Every girl ought to learn _______________ to cook.

(เด็กผู้หญิงทุกคนควรที่จะเรียนรู้ ____________________ ปรุงอาหาร)

(a) where

(b) what

(c) when

(d) how    (วิธี) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “เรียนรู้วิธีปรุงอาหาร”  =  “เรียนรู้ว่าจะปรุงอาหารอย่างไร

14. Is there a clock _______________ the wall?

(มีนาฬิกา (แขวนอยู่) _____________________ ฝาผนังหรือเปล่า)

(a) at

(b) in

(c) on    (บน)

(d) upon

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับวลีที่ใช้   “On”  ได้แก่   “on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “Waste his time on  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ),  keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary   (ในทางตรงกันข้าม),  on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon   (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),  on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty   (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth  (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?   (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.   (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence   (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ   แปลตรงๆ คือ นั่งบนรั้ว), on the hook   (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on   (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go   (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.   (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market   (มีขาย, เสนอขาย) – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.   (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว)  – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

15. Though the question was not difficult, ______________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะไม่ยาก  เด็กผู้ชาย  ____________________ สามารถตอบมันได้)

(a) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ) (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) a few    (น้อยมาก  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(c) little     (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ) (ใช้กับนามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ)

(d) a little    (น้อยมาก  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)  (ใช้กับ นามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้   “Few”  เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์   (Boys)  และความหมายเป็นไปในทาง  “ลบ”  กล่าวคือ  “แม้คำถามไม่ยาก  แต่เด็กน้อยคนมาก  ที่สามารถตอบได้”   ดูเพิ่มเติมการใช้คำข้างต้น  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑    

-       “What did you have for lunch?”

(คุณทานอะไรสำหรับอาหารกลางวัน)

“___________________.”

(a)    A few rice and a few oranges

(b)   A little rice and a little oranges

(c) A little rice and a few oranges    (ข้าวนิดหน่อย  และส้มสองสามลูก)

(d) A few rice and a little oranges

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Few, A few”  ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน   “Little, A little”   <