หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 453)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I never feel sure what __________________________________ by the word “democratic”.

(ผมไม่เคยรู้สึกมั่นใจ  มัน ________________________ ว่าอะไร  กับคำว่า  “ประชาธิปไตย”)

(a) means

(b) is the meaning

(c) is meant    (หมายความ)  

(d) to mean

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้โครงสร้าง  “What is (was) meant by the word………......…..…..” (Passive voice)  เสมอ

 

2.  A: “Do you think we’re all created equal?”

(คุณคิดว่า  เราทุกคนถูกสร้างมาเท่าเทียมกันไหม)

     B: “No, not ________________________________________________________ all.”

(ไม่ _________________________________________________________ สิ้นเชิง)

(a) in

(b) over

(c) at   (โดย, อย่าง)

(d) To

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                               สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

3. Are you going ___________________________________________ again this summer?

(คุณจะไป _____________________________________ อีกครั้ง  ในฤดูร้อนนี้  ใช่หรือไม่)

(a) to camp

(b) to be camped

(c) being camped

(d) camping    (พักแรม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went _______________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ___________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Her job is __________________________________________________________.

(งานของเธอคือ ______________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.    (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (Is)  ของประโยค  ต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go shopping”  หรือ  “Going shopping”   ได้ทั้งคู่

                           อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพัก ผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง  “Go” จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอ  เช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้ “do our shopping” – ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

4. It’s true that the old road is less direct and so a bit longer.  We don’t take the new one, ______, because we don’t feel as safe on it.

(มันเป็นความจริงที่ว่า  ถนนสายเก่าอ้อมกว่า  และดังนั้น  มีระยะทางยาวกว่านิดหน่อย  (แต่)  เราก็ไม่ใช้ถนนสายใหม่ __________ เพราะว่าเราไม่รู้สึกปลอดภัยเท่ากับถนนสายเก่า)

(a) anyway    (อย่างไรก็ตาม)

(b) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น) 

(c) otherwise    (มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น)

(d) though    (โธ)  (แม้กระนั้นก็ตาม, แม้กระนั้นก็ดี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และ  “Though”  เมื่อใช้ในความหมาย  “แม้กระนั้นก็ตาม”  ต้องวางไว้ท้ายข้อความหรือประโยค  ซึ่งดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งกับข้อความที่เพิ่งจะพูดออกมา  หรืออาจจะตรงข้ามกันเลย  เช่น

  • He said he would come; he didn’t, though.

(เขาพูดว่าเขาจะมา,  เขาไม่มา  แม้กระนั้นก็ตาม)

  • It’s not very useful.  It’s pretty, though, isn’t it?

(มันไม่มีประโยชน์มากนัก  มันสวย,  แม้กระนั้นก็ตาม  ใช่ไหม)

  • I can’t stay.  I’ll have a coffee, though.

(ผมพัก (ที่นี่) ไม่ได้  ผมจะกินกาแฟสักแก้ว,  แม้กระนั้นก็ตาม)  (ก่อนออกเดินทาง)

 

5. Some of the milk turned sour before reaching the market and _________________ away.

(นมบางส่วนบูด (เปรี้ยว) ก่อนไปถึง (ออกสู่) ตลาด  และ _______________________ ไป)

(a) must throw

(b) must be thrown   (จะต้องถูกทิ้ง, จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมาย ปัจจุบัน  และอนาคต)

(c) had to throw

(d) had to be thrown   (จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมายอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เพราะ  นมบูดจำเป็นต้อง “ถูกทิ้งไป”  (Be thrown away)  (ตัดข้อ  A, C   ทิ้งเพราะเป็น “Active voice”)  แต่  “Must”  ใช้กับ  “Present tense”  และ  “Future tense”  (I must work hard.  =  ผมต้องทำงานหนัก  -  ในปัจจุบัน หรืออนาคต)  เมื่อเปลี่ยนเป็น  “Past tense”  ถ้าหมายถึง  “จะต้อง”  ต้องใช้  “Had + To + Verb 1”  แทน  เช่น  “I had to work hard.” (ผมจำเป็นต้อง (จะต้อง) ทำงานหนัก  -  ในอดีต)  แต่ถ้าหมายถึง  “คงจะ, จะต้อง”  ได้ทำอะไรบางอย่างในอดีต  (ผู้พูดมีความมั่นใจเช่นนั้น)  ต้องใช้  “Must + Have + Verb 3)  เช่น

  • He must have bought a new house.

(เขาคงจะได้ซื้อบ้านหลังใหม่ไปแล้ว)  (ในอดีต)

  • She must have been a Chinese.

(เธอคงจะเป็นคนจีน)

 

6. I had _______________________________________________ idea it was so expensive.

(ผม _______________________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Have no idea”  =   “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

7. Seeing the teacher, _________________________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ  “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”  (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop” จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Try ________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง   “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี    ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget _________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post   (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ  ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง _________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget _____________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ.......................”  คือ  ไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =  “ลืมการ...........................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops ______________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด _____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing”  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • I remember that restaurant; we stopped there _____________ on our way to Hua-Hin. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น___________________ ในระหว่างทางไปหัวหิน)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember ________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ____________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing   =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงาน  จนกระทั่งดึกดื่น)

 

8. I began to read my papers again, but found __________________ difficult to improve them.

(ผมเริ่มต้นอ่านรายงานของผมอีกครั้ง  แต่พบว่า _______ ยากที่จะปรับปรุงมัน (รายงาน) ให้ดีขึ้น)

(a) it    (มัน)

(b) myself

(c) too

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Find (Consider) + It + Adjective + To + Verb 1”  ซึ่ง  “It”  ในที่นี้   มิได้มีความหมายแต่ประการใด  เป็นเพียงการสมมติขึ้นมาเป็น  “กรรม”  ของ  “Find  (หรือ Consider)”  เท่านั้น  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • The boys found the experiment _________________________________________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง ________________________________________________)

(a) to fascinate    (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating    (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated    (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object  (it, him, her, them, you) + Adjective  (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ  (ถือว่า) + กรรม  (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์  (To + Verb1)}

                                      ตัวอย่างที่      (จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

  • Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน(ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้,   ศิลปะแบบแอ๊บสแตรคได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆ ของมัน)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “incomprehensible”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  เพื่อให้สมดุลกับอีก    คำข้างหน้ามัน  “Decadent”  และ Subversive”  ตามโครงสร้าง  {Subject + Consider (Find) + it (him, her) + Adjective}  หรือ  {Subject + Consider + it (him, her) + A + Adjective + Noun}  เช่น

  • We considered (found) it successful.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

  • He considered (found) it useful.

(เขาถือ (พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

  • She considers (finds) it important.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันสำคัญ)

  • We consider (find) him a good boy.

(เราถือ (พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

  • She considers (finds) me her best friend.

(เธอถือ (พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

  • The boss considered (found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

 

9. There was a great shortage _____________________ food during the Second World War.

(มีการขาดแคลนอย่างรุนแรง __________________ อาหาร  ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  )

(a) with

(b) in

(c) of    (ด้าน, เรื่อง, ของ)

(d) for

ตอบ   –   ข้อ   (c)   

                          สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์, นาม,  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  It was the most serious of all violence in the country.  (มันเป็นความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศ),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุ หรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.........................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประ กอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยว ชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจ ฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำ นวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประ ชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุ การณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

10. ____________________________ regularly every day, he became quite good at skiing.

(______________________________ เป็นประจำ-สม่ำเสมอทุกวัน  เขาจึงเล่นสกีได้เก่งมาก)

(a) He practiced

(b) Because he practiced    (เพราะว่าเขาฝึกซ้อม)

(c) He practiced because

(d) It is because he practiced

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ข้อความ   “Because he…………....…….every day”  เป็นอนุประโยค  (Subordinate clause)  ส่วน  “He became……............…….skiing”  เป็นประโยคใหญ่  (Main clause)  นอกจากนี้  ยังอาจตอบ  ข้อ  (d)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “It is because he practiced regularly every day that he became quite good at skiing.”  (มันเป็นเพราะว่าเขาฝึกซ้อมเป็นประจำทุกวัน  ที่ทำให้เขาเล่นสกีเก่ง)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It is (was) + วลี + That + Subject +Verb”  หรือ   “It is (was) + Because + Subject + Verb + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้ที่ผมเกิด)  (ผมเกิดในบ้านหลังนี้)

  • It is with great skill that he did his work.

(มันพร้อมด้วยทักษะอย่างมากที่เขาทำงานนี้)  (เขาทำงานนี้ด้วยทักษะอย่างมาก)

  • It is in the morning that we have our meeting.

(มันเป็นในตอนเช้าที่เราประชุมกัน)  (เราประชุมกันในตอนเช้า)

  • It was because he was very rich that she married him.

(มันเป็นเพราะว่าเขาร่ำรวยมาก  ที่เธอแต่งงานกับเขา)  (เธอแต่งงานกับเขาเพราะเขารวย)

 

11. _______________________________ twice before, she still keeps coming to work late.

(_________________________________ สองครั้งก่อนหน้านี้  เธอยังคงมาทำงานสาย)

(a) Despite she has been warned

(b) Despite has she been warned

(c) Although she has been warned    (แม้เธอถูกเตือน)

(d) Although has she been warned

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Although + Subject + Verb”   ส่วน   “Despite”  +  วลีหรือคำนาม  เช่น

  • Although it rained heavily, he went out.

(แม้ว่าฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)

  • Despite the heavy rain, he went out.

(ทั้งๆ ฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)

 

12. The professor has taken a break from lecturing this semester __________ some research for her book.

(อาจารย์ได้หยุดพักการเลคเช่อร์ (บรรยาย) ในเทอมนี้ _________ การวิจัยสำหรับหนังสือของเธอ)

(a) so can she do

(b) so that she can do    (เพื่อที่ว่าเธอจะได้สามารถทำ)

(c) she can do

(d) she can do so

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “in order that she can do”  หรือ  “so as to do”  หรือ  “in order to do”  หรือ   “to do”  ก็ได้

 

13. Jack will buy _____________________________________________ his girlfriend wants.

(แจ๊คจะซื้อ ________________________________________ (ที่) แฟนของเขาต้องการ)

(a) when    (เมื่อ)

(b) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(c) whatever    (อะไรก็ตาม)

(d) as soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Whatever his girlfriend wants”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Buy

 

14. You are welcome to visit us ____________________________________ you have time.

(ยินดีต้อนรับคุณให้มาเยี่ยมเยือนเรา ______________________________ (ที่) คุณมีเวลา)

(a) however    (อย่างไรก็ตาม)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(d) no matter what    (ไม่ว่า............................อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

 

15. My brother and I bought ___________________________________________ a new car.

(พี่ชายของผมและผมได้ซื้อรถยนต์คันใหม่ (ให้) _____________________)  (คือ  เราซื้อรถให้ตัวเราเอง)

(a) himself

(b) myself

(c) ourself    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) ourselves    (ตัวพวกเราเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “My brother and I”  หมายถึง  “เรา”  จึงต้องใช้คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตัว  (Reflexive pronoun)  (เช่น  Himself, Herself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)   เป็น  “Ourselves

 

16. ___________________________________ these reasons, you shouldn’t go there again.

(____________________________________ เหตุผลเหล่านี้  คุณจึงไม่ควรไปที่นั่นอีก)

(a) By

(b) With

(c) For    (ด้วย)  (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Because  (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job.  =  เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำ หรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมากสำ หรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                            ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริ ษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต)  เป็นต้น

                          สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะหาห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัด  ว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

17. __________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(___________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร,  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                             เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)   ดังตัวอย่าง เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                             สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)   ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)  เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆ ที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                            สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive Voice)  กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่    (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________________ โดยเสือ,  เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                                                           ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่   (แสดง “Passive voice)

                                                           ตัวอย่างที่  

  • ________________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(___________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้   ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค คือ  “I”   เป็นผู้   “ถูกเตือน”   โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่    (Past participle)   ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า   ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   คือ  “ถูกเตือน”  (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been warned” –  ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดูเพิ่มเติมประโยคอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  เช่น

  • Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก,  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)  -  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”   เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก”  (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่   (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  (Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.  

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.  

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

 

18. __________________________________________________ will win the first prize?

(____________________________________________________ จะชนะรางวัลที่ )

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ    -    ข้อ   (c)    ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________ is better, my drawing or Jim’s?

(______________________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ต้องเอา  “Question words”  (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)   ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did)   เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม   เนื่องจาก  “Question words”  เหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น  “Object”)  หรือ  กรรมของ  “Preposition”  หรือ  เป็นส่วนขยายคำกริยา  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which”  เป็นกรรมของ  “Think”)  เช่น

  • How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often”  เป็นส่วนขยายของ  “go shopping”  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์   “Adverb of frequency”)

  • How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ปี)  (“How much”  เป็นกรรมของกริยา  “get paid”)

  • Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where”  เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ  เป็น  “Adverb of place”)

  • Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why”  เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือเป็น  “Adverb of reason”)

  • When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When”  เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น  “Adverb of time”)

  • Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which”  เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

                          แต่ในกรณีที่  “Question words”   เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ  เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค   ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

  • Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Contributed)

(อย่าใช้   “Who did contribute most to…………................………?”)

  • What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Made)

(อย่าใช้   “What did make you feel so angry?”)

  • Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่ากัน, ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(Which”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา   “Impresses)

(อย่าใช้   “Which does impress you more, …………..…..............……?” )

แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(ต้องใช้    “Verb to do”  ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา   “Like)

 

19. ____________________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ __________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What    (อะไร)

(d) Very

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจาก   “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์   จึงไม่ใช้  “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง – โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

20. Do you mind _________________________________________________________?

(คุณจะรังเกียจไหม __________________________________________________)

(a) smoking    (การสูบบุหรี่)

(b) if I smoke    (ถ้าผมสูบบุหรี่)

(c) to smoke

(d) I smoking

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ไม่สามารถตอบข้อ  (a)  ได้  เนื่องจากเหมือนการไปถามเชื้อเชิญ  แบบคะยั้นคะยอให้คนอื่นมาสูบบุหรี่   ซึ่งถ้าต้องการชวนคนอื่นสูบบุหรี่  จะต้องใช้ว่า  “Would (Do) you like to smoke?”  สำหรับข้อ  (c)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจาก  “Mind + Verb + ing”  อย่างไรก็ตาม  เราสามารถใช้ข้อความที่มีความหมายเดียวกับข้อ  (b)  คือ  “Do you mind my smoking?”  ได้  เนื่องจาก  “Gerund” (Verb + ing)   ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้   “Possessive adjective”  (His, Her, My, Your, Their, Our, Its)  ซึ่งเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ  นำหน้า  “Gerund” (Verb + ing)  ได้เหมือนกับคำนามทั่วๆ ไป  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated (on) your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียนถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรทำให้ล่าช้าการส่งใบสมัครของคุณ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 452)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: “Shall we eat out or do you want me to cook something tonight?”

(เราจะออกไปกินอาหารนอกบ้าน  หรือคุณต้องการให้ผมปรุงอาหารกินกันคืนนี้)

    B: “_______________________________________________________.  It’s up to you.

(_____________________________________________________ มันแล้วแต่คุณ)

(a) I’d love to   (ชั้นอยากที่จะ………….....................)

(b) I really don’t mind   (ชั้นไม่รังเกียจหรอก  จริงๆ เลย)  (หมายถึง  แบบไหนก็ได้)

(c) I couldn’t agree less   (ชั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย)

(d) Let me sleep on it   (ชั้นขอเวลาไตร่ตรองก่อนนะ)

 

2. A: “Could you do me a favor, please?”

(คุณจะกรุณาช่วยชั้นหน่อยได้มั๊ย)

     B: “___________________________________________________.  What is it?”

(__________________________________ อะไรล่ะ)  (หมายถึง  จะให้ช่วยเรื่องอะไร)

(a) Sure, I can be   (แน่นอน  ผมสามารถเป็น.................................)

(b) I’m afraid I can’t   (ผมเกรงว่า  ผมจะช่วยไม่ได้)

(c) Certainly   (ได้แน่นอนครับ)

(d) Absolutely, please do   (แน่นอนเลย-ใช่เลย  โปรดทำได้เลย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

3. Bill’s uncle insists _______________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน _________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ___________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ___________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she _________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that……………..........…..

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ___________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม _____ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”  กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • He suggested ________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “……….....….…to Mary that she go……............…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _______________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ  มิได้เขียนลงไป

                                                           ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter _____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ______________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should be”  แต่ละ  “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _______ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should be”  แต่ละ “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป  

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ________________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study”  เหมือนมีคำว่า “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should finish”  แต่ละ  “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป

                                                            ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He recommended that I ______________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ______________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่)  (หรือ  แต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should"  ลงไปข้าง หน้าก็ได้)

                                                         ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I suggested to her that her husband ______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ __________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should have”  แต่ละ  “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป

                                                          ตัวอย่างที่  ๑๓

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า  ความสำคัญด้านการค้า (ควร) __________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เ นื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                         ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I will recommend that the student ____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้  คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should speak”  แต่ละ “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป

 

                                                          ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Many customers have requested that we ________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า  ให้เรา __________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   ( โดยมาจาก  “Should send”  แต่ละ  “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน    กรณี   คือ

                                 ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                             ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                 ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน,  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น),  “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),  “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

4. ____________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(____________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been   (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been”  เนื่องจาก  “Impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำ เนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก For  =  “เป็นเวลา”  (For + ความยาวของเวลา),  Since  =  “ตั้งแต่”,(Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now (= Up to the present time  =  Up until now)  =  (จนถึงบัดนี้),  So far  =  ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  Lately (= Recently)  =  (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  Over the past years (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา), In recent years  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆ มา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

 

5. Almost everyone has a headache at ___________________________________________.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  (ไม่) ณ  _____________________________________)

(a) one time or other

(b) one time or another   (เวลาใด (ก็) เวลาหนึ่ง)

(c) one time or the other

(d) one time or others

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเราใช้   “Another”  คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “ (ไม่).............................ใดก็...........................หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

                            สำหรับ  “Another”  (อีกหนึ่ง)  ใช้ในแบบไม่ชี้เฉพาะ + Noun  นับได้เอกพจน์  ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก    สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก    ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก    คัน)

                             อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก................................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก    ปี)

 

6. Our railways in Britain have often been in difficulties about _________________________.

(รถไฟของเราในอังกฤษ  มักตกอยู่ในความยากลำบากบ่อยๆ  เกี่ยวกับ _________________)

(a) something or other   {(ไม่) เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง}

(b) something or the others

(c) something or the other

(d) something or another

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากใช้   “Other”  คู่กับ  “Some” + นามเอกพจน์  หรือ คำผสมที่ขึ้นต้นด้วย  “Some”  =  {(ไม่)……....……..… ใด  (ก็) ………............…. หนึ่ง)}  ดังประโยคข้างล่าง

  • We must raise the money for the project somehow or other.

(เราต้องหาเงินสำหรับโครงการ (ไม่) วิธีใด (ก็) วิธีหนึ่ง)

  • I hope to visit my old friends in Chiang Mai some day or other.

(ผมหวังจะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เชียงใหม่ (ไม่) วันใด (ก็) วันหนึ่ง)

  • Someone or other has taken my bicycle.

(ไม่ – ใครคนใด – ก็ - คนหนึ่งได้เอารถจักรยานของผมไป)

  • Thai students studying abroad are homesick some time or other.

(นักเรียนไทยที่เรียนในต่างประเทศคิดถึงบ้าน  (ไม่) เวลาใด (ก็) เวลาหนึ่ง)  

 

7. ___________________________________________________ (that) they’ve got married.

(_______________________________________ (ที่ว่า) เขาทั้ง    คนได้แต่งงานกันแล้ว)

(a) It’s surprise

(b) It’s surprises

(c) It’s surprised    (มันรู้สึกประหลาดใจ)

(d) It’s surprising    (มันน่าประหลาดใจ)

ตอบ     -   ข้อ   (d)   สำหรับข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “It’s a surprise

 

8. ____________________________ has succeeded in life and become rich before he is fifty.

(___________________________ ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต  และร่ำรวยก่อนอายุ  ๕๐ ปี)

(a) A many poor boy

(b) Many a poor boy    (เด็กยากจนจำนวนมาก)

(c) A many poor boys 

(d) Many poor boy

(e) Many poor boys

(f) Many a poor boys

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Many a poor boy”  =  “Many poor boys” (เด็กยากจนจำนวนมาก)   แต่ใช้กับโครงสร้างต่างกันดังนี้

  • Many a wise student has got a scholarship.
  • Many wise students have got a scholarship.

(ทั้ง    ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน   คือ   “นักเรียนที่ฉลาดจำนวนมากได้รับทุนการศึกษา”)

 

9. She began ___________________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม ________________________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ    -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”   หรือ  “Begin + Verb + ing”   โดยที่ความหมายเหมือนกันทุกอย่าง   ดูกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Begin”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • I prefer reading to ____________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ______________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ       ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้   “Prefer” สามารถตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)   ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง  คือ

             - I prefer to read to to write.

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี   “To”  ถึง    ตัว)

                         กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย   “Infinitive with to” (To + verb 1)  หรือ   “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน   ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Hear, Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

  • She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

10. It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, __________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า,  แย่กว่า _________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ในการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)  ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่ามาก”,   “เล็กกว่ามาก”,   “ร้อนกว่ามาก”,   “สวยกว่ามาก”,    ให้ใช้  “Much”  และ   “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • She looks much ____________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต   เช่น    เมื่อวานนี้   หรือ   สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่าง  คือ  ถ้าไม่มีการเปรียบ เทียบ   จะต้องใช้  “Very”  แทน   “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”,  ส่วนการจะบอกว่า    มีความสุขมากขึ้น   “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”   และ   “Far” เท่านั้น  (สำ หรับความหมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks _______________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “หนาวกว่ามาก”,  ฯลฯ   สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้  ๒  คำ คือ “Much”   และ   “Far”   ห้ามใช้   “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้   “Far more pleasant”  ก็ได้

                          ตัวอย่างอื่นๆ เช่น   “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “Much older” (แก่กว่ามาก),   “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก),  “Far colder” (หนาวกว่ามาก),  “Much more important” (สำคัญกว่ามาก),  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก),  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก),  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)เป็นต้น

                               ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”,  “หนาวกว่านิดหน่อย”,  “หนักกว่าเล็กน้อย”,   “เบากว่าเล็กน้อย”,   “แพงกว่านิดหน่อย”,   “ยากกว่านิดหน่อย”,  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try _______________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น __________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -    ข้อ  (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่า   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little,  A bit,  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย),  เป็นต้น

 

11. Would you be so kind ___________________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา ___________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “So………….…….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว  (“As……....…………as”    ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า,  ปฏิเสธ,  และคำถาม)   แต่เมื่อตามด้วย    “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ตัวหน้าจะต้องใช้   “So”  อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As”)  ไม่ว่าจะเป็นประโยคบอกเล่า,  ปฏิเสธ  หรือ  คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

  • “So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า   “.......................พอที่จะ......................”  หรือ   “.....................จนถึงขนาดที่จะ........................”)   เช่น

  • Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)

  • Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

  • Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

  • Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

  • I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

 

12. He hasn’t been able to get a good job __________ his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้ __________ มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

(a) on account of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) because of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(c) in case of    (ในกรณีของ, เผื่อว่าจะมี..........................)

(d) notwithstanding    (นอท-วิธ-สแท้น-ดิ้ง)  (ทั้งๆที่, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Notwithstanding” = “Despite = In spite of” =  “ทั้งๆที่”  ต้องตามด้วยวลี  หรือ  คำนาม  สำหรับการใช้คำอื่นๆ ให้ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

  • In spite of (= Despite = Notwithstanding) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • In spite of (= Despite = Notwithstanding) all their differences, Mary and Ann remain friends. 

 (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= despite = notwithstanding) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

  • On account of (= Because of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • On account of (= Because of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป   ชั่วโมง)

  • He could not go to university on account of (=owing to = because of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้)  (คือ  มีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

  • In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

  • Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

  • The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

 

13. Is there _______________________________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความไข้ได้ป่วย ________________________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much   (มาก)

(d) few

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Please give me some ___________________________________ about rice exports.

(โปรดให้ ________________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform   (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant   (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information   (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations   (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม“S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ   (C)   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • That is _____________________________________________________________.

(นั่นเป็น ___________________________________________________________)

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์    ชิ้น)

ตอบ  –  ข้อ   (d)   เนื่องจาก “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior (พฤติกรรม)   เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ  เช่น

  • a piece of paper   (กระดาษ แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้ กิโล)
  • a bunch of fruit  (ผลไม้ พวง)
  • a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge   (ความรู้ เรื่อง หรือ วิชา)

 

14. I shall send her these ____________________________________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม _________________________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German   (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่    เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • He bought __________________________________________________________.

(เขาซื้อ ___________________________________________________________)

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt   (เสื้อเชิ้ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย,  ถัดไปเป็น  “สี”,  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”,  แล้วต่อด้วย  “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะ ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                                       ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆ ที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว เครื่อง)

 

15. When _________________________________________________ the accident occur?

(อุบัติเหตุเกิดขึ้น _______________________________________________ เมื่อใด)

(a) does

(b) is

(c) did

(d) was

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Verb to do”  (Did)  ช่วยสร้างประโยคคำถามจากกริยา  “Occur”,   และใช้  “Did”  เนื่องจากถามถึงเหตุการณ์ (อุบัติเหตุ) ซึ่งเกิดผ่านไปแล้วในอดีต

 

16. She is worse today, _____________________________________ worse than yesterday.

(เธออาการแย่ลงวันนี้, แย่ลง ____________________________________ กว่าเมื่อวานนี้)

(a) very

(b) so

(c) too

(d) much    (มากกว่า)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   คำว่า  “มาก”  ที่ใช้ขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  มีอยู่    คำ  คือ   “Much”  และ  “Far”  (มาก)  เท่านั้น  เช่น

  • Her house is much (far) bigger than mine.

(บ้านของเธอใหญ่กว่าบ้านของผมมาก)

  • This issue is much (far) more important than the other one.

(ประเด็นนี้มีความสำคัญกว่าอีกประเด็นหนึ่งมาก)

                           ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้ใน  ข้อ  ๑๐  ของข้อสอบชุดนี้

 

17. These are my newspapers, and those are _____________________________________.

(เหล่านี้คือหนังสือพิมพ์ของผม  และพวกโน้นคือ (หนังสือพิมพ์) ______________________)

(a) their

(b) they’s    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) theirs    (ของพวกเขา)

(d) their’s    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง  “Verb to be”  (Are)  ต้องใช้รูป  “Possessive pronoun”  (His, Hers, Mine, Yours, Its, Theirs, Ours)

 

18. Scarcely ______________________________________________ when it began to rain.

(_____________________ (แทบจะยังไม่ได้) __________________ เมื่อตอนฝนเริ่มตก)

(a) he had gone out

(b) he went out

(c) had he gone out   (เขา........................แทบจะยังไม่ได้..........................ออกไปข้างนอก)  (คือ  ยังไม่ทันออกไปพ้นประตูบ้าน  ฝนก็ตกลงมาเสียก่อน)

(d) he would go out

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Scarcely + Has (Have, Had) + Subject + Verb 3ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • Scarcely ________________ his election speech when the assassin shot him down.

(ยังไม่ทันที่ _________________ สุนทรพจน์ในการเลือกตั้ง  เมื่อผู้ลอบสังหารยิงเขาล้มลง)

 (a) has he finished    (ผิด  เพราะ “tense” ไม่สอดคล้องกับ “tense” ในประโยคย่อย (อนุประโยค) (when…………..…….. down.) ที่มีคำกริยาเป็นอดีต  “shot”)

 (b) he has finished

 (c) he had finished

(d) had he finished    (เขาจะ พูดจบ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลักการเรียงคำในประโยค   เมื่อเอา  “Scarcely, Hardly, Rarely, Seldom, Never, Never before, No sooner……...........than”   มาไว้หน้าประโยค  คือ

  • Scarcely (hardly, never, never before) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้) + กรรม + ข้อความต่อๆ ไป  เช่น
  • Never before have they seen such a beautiful place in their lives.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่พวกเขาได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้นในชีวิต)

  • Rarely will she find such a good job with a high income.

(หายากที่เธอจะได้เจองานที่ดีพร้อมด้วยรายได้สูง)

  • Seldom did we hear a good news like that.

(เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวดีเช่นนั้น)

 

19. These essays are the best that _______________________________ ever been written.

(เรียงความเหล่านี้ดีที่สุดที่ _____________________________________ เคยถูกเขียนขึ้น)

(a) has

(b) have    (ได้)

(c) had

(d) having

ตอบ    -    ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “That”  แทน  “These essays”    จึงต้องใช้กับ “Have”   (ไม่ใช้  “Had”  เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูที่คำกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)   คือ  “Are”   สำหรับกริยาในประโยคย่อย  (That have ever  been written  –  ซึ่งได้เคยถูกเขียนขึ้นมา)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  (Have ever been written  -  เคยถูกเขียน)  (ในแบบ  “Passive voice”)  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3}  ตามหลักไวยากรณ์ที่ว่า  “เคยทำ  หรือ ไม่เคยทำ”  ดูเพิ่มเติมหลักการใช้  “Present perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   (โดยเฉพาะกฎข้อ  )

                                                      ตัวอย่างที่        

  • She ____________________________________________ a few pounds since then.

(เธอ ________________________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained    {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                                        ตัวอย่างที่  

  • I ________________________________________________ to Japan several times.

(ผม ____________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป)  (ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้(โดยเฉพาะ ข้อ  )

                                ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน  ณ  ขณะที่พูดนั้น   สังเกตได้จาก   Just =  เพิ่งจะ,  Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้    เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                 ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”   (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี   “Already”   และ   “Yet”  ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)  (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                ๓.  ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต   และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  “For” = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, Up to the present time, Up until now =  จนถึงบัดนี้  (ทั้ง    วลี),   So far  =   เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                ๔.  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”,  “Never”   เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                           ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก  สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times”,  “Several times”  =  หลายครั้ง,   “Sometimes”  =   บางที,  “Over and over”  (= Over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time”  =   นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ ๒),   เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                                  ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง   และจบสิ้นไปแล้ว   สังเกตได้จากวลี    “This morning, This week, This month, This year”   เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ เล่ม เดือนนี้)  (คือ  อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ  งานเสร็จแล้ว)

                                 แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ  ใช้รูป   “Continuous”   เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                                ๘. ใช้กับเหตุการณ์  หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว   ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน   เช่น

  • I have lost my key. 

(ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

  • I have locked the door.  

(ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)

  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                               แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2) เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

20. ________________________ the seminar, the audience had trouble hearing the speaker.

(___________ การสัมมนา,  ผู้ฟังประสบปัญหาการได้ยินผู้พูดพูด)  (เช่น  ผู้พูดๆ เสียงค่อยเกินไป หรือ ไมโครโฟนหอน ฯลฯ)

(a) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(b) During    (ในระหว่าง)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(c) Although    (ถึงแม้ว่า)   (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(d) While    (ในขณะที่)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และถูกหลักไวยากรณ์  สำหรับ  “While”  ต้องตามด้วย  “Clause” {While + Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb + ing}  เช่น

  • While he was working in his office, the telephone rang.

(ในขณะที่เขากำลังทำงานในออฟฟิศ  โทรศัพท์ดังขึ้น)

  • While she was reading, her mother was cooking. (= Her mother was cooking while she was reading.)

(ในขณะที่เธอกำลังอ่านหนังสือ  แม่ของเธอกำลังปรุงอาหาร)

  • There was a loud noise while we were sleeping last night.

(มีเสียงดังลั่นในขณะที่เรากำลังนอนหลับเมื่อคืนนี้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 451)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: “What is in your picture?”

(อะไรบ้างอยู่ในรูปภาพของคุณ)

    B: “_______________________________________________________________.”

(a) Two men, there woman, and a children

(b) Two sheep, three mouses, and a people

(c) Two knives, three gentlemen, and a sheep    (มีด    ด้าม, สุภาพบุรุษ    คน,  และ แกะ   ตัว)

(d) Two people, three deers, and a woman

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Knives”  (มีดหลายด้าม)  มาจาก  “Knife”  (มีดด้ามเดียว)“Gentlemen”  (สุภาพบุรุษหลายคน)  มาจาก  “Gentleman”  (สุภาพบุ รุษคนเดียว)“Children”  (เด็กหลายคน)   มาจาก  “Child”  (เด็กคนเดียว),   และ  “Mice”  (หนูหลายตัว)   มาจาก  “Mouse”  (หนูตัวเดียว),  ส่วน  “Sheep”  (แกะ)  รูปเอกพจน์  และพหูพจน์เหมือนกัน  คือ   “Sheep

                          สำหรับคำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปไป  เมื่อเป็นพหูพจน์  (จัดเป็นแบบพิเศษ  มิได้เติม  “s”  หรือ  “es”ได้แก่  “child”  เปลี่ยนเป็น  “children”  (เด็กๆ),  datum – data  (ข้อมูล),  focus – foci  (จุดรวมแสง),  index – indices  (เครื่องชี้, ดรรชนี),  foot – feet  (เท้า),  goose – geese  (ห่าน),  tooth – teeth  (ฟัน),  mouse – mice  (หนู),  louse – lice  (เหา, หมัด, เห็บ, ไร, โลน), ox – oxen  (วัว),  crisis – crises  (วิกฤติกาล),  thesis -  theses  (วิทยานิพนธ์), child – children  (เด็ก),  synthesis – syntheses  (การสังเคราะห์), parenthesis – parentheses  (วงเล็บ),  hypothesis – hypotheses  (สมมติฐาน),  phenomenon – phenomena  (ปรากฏการณ์),  stratum – strata  (ชั้น),  neurosis –neuroses  (โรคประสาท),  axis – axes  (แกน), medium – media หรือ mediums  (สื่อกลาง),  เป็นต้น

 

2. Three pupils played ball here at 9 o’clock.  __________________ were here at 10 o’clock. 

(นักเรียน    คน  เล่นฟุตบอลที่นี่ตอน  ๙.๐๐ น.  __________________ อยู่ที่นี่ตอน  ๑๐.๐๐ น.)

(a) Others three    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) Three others    (นักเรียนคนอื่นๆ อีก    คน)  (วาง "จำนวน"  ไว้หน้า  “Others”)

(c) Another    (ใช้นำหน้านามเอกพจน์  นับได้)

(d) Anothers    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

 

3. I’m not going to write my assignments now; I’m going to ____________________ it later.

(ผมจะไม่เขียนงานที่ได้รับมอบหมายในขณะนี้,  ผมจะ _____________________ มันทีหลัง)

(a) make

(b) do    (ทำ)  (เขียน) 

(c) perform

(d) making

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากใช้กริยา  “Do”  แทน  “Write”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Do, Does, Did”  แทนคำกริยา  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำกริยานั้นซ้ำ  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Americans today are marrying at an earlier age than their parents and grandparents _________.

(คนอเมริกันในปัจจุบันกำลังแต่งงานเร็วกว่า (ที่อายุน้อยกว่า)  พ่อแม่และปู่ย่าของตน  ___________)

(a) are

(b) were

(c) did    (แต่งงาน)

(d) do

(e) were used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้   “Verb to do” (Did)  แทนคำกริยาที่กล่าวถึงมาก่อนแล้ว  (Marry)   โดยเป็นเรื่องในอดีต  (พ่อแม่-ปู่ย่า แต่งงาน)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า   “Used to” (เคย)  (หมายถึง  เคยแต่งงาน)   ก็ได้  แต่ไม่ใช้  “Were”  เนื่องจากแทน   “Were marrying”  ซึ่งหมายถึง  “กำลังแต่งงานในอดีต”  ซึ่งผิด  เพราะประโยคนี้ต้องการเพียงบอกว่า  พ่อแม่-ปู่ย่า  “แต่งงาน” (ในอดีต)  เท่านั้น   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

 A: “Who went to Hua-Hin with you?”

(ใครไปหัวหินกับคุณ)

 B: “____________________________________________________________.”

(a) My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ  Tense)  แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ  (ในที่นี้คือ  “Went”  จึงต้องใช้  “Did”  แทน)

 

4. Smith : “I don’t speak English”. 

(สมิธ : ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ)    

    John : “I wish you ______________________________________________________.”

(จอห์น :  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ____________________________________________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด) 

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากแทน  “Speak”  แต่ต้องอยู่ในรูป  “Past tense”  (Spoke)  เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือ  เป็นกริยาใน  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Wish”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I __________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม__________ ภาษาอิตาเลียน,  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง, ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่า  ได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • I wish I ___________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม)  (คือ  ในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  ไม่ได้รับ)

                                                       ตัวอย่างที่  ๓

  • I wish you _________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ______________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish I ____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                           ตัวอย่างที่  

  • I wish today __________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่  “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประ โยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก  คือ

                                  ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb  เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                 ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

{เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)}  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

{เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)}  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                 ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”,  “Should”,  “Could”,  “Might”  ซึ่งความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                 ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                 ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ  “Wish +กรรม+ Noun”  มีความหมาย คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

5. Despite their great efforts, __________________________________________________.

(ทั้งๆ ความพยายามอย่างยิ่งของพวกเขา, _____________________________________)

(a) she wasn’t able to finish the task.

(b) however they didn’t finish their task

(c) but they couldn’t finish the task

(d) they couldn’t finish the task    (พวกเขาไม่สามารถทำงานได้สำเร็จ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เมื่อใช้  “Despite”  (ทั้งๆ, ทั้งๆ ที่)  แล้ว,  ไม่ต้องใช้  “But, However  -  แต่, อย่างไรก็ตาม  อีก

 

6. ____________ near a fire and ____________ a spoonful of brandy, the poor animal revived.

(__________ ใกล้กับกองไฟ  และ_________ (ด้วย) บรั่นดี ช้อนเต็มๆ,  สัตว์ที่น่าสงสารตัวนั้นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีก)  (กลับฟื้นคืนสภาพเดิม)

(a) Warm _______________ feed

(b) Warming ________________ feeding

(c) Warmed ______________feeding

(d) Warmed ______________fed   (ถูกทำให้อบอุ่น .................................. ถูกป้อน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (The poor animal)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   (ถูกทำให้อบอุ่น)  (Warm,  Warmed,  Warmed  =  ทำให้อบอุ่น)  และ   (ถูกป้อน)  (Feed,  Fed,  Fed  =  ป้อน, ให้อาหาร)  จึงต้องใช้กริยาช่องที่    (Past participle)  ทั้ง    ตัว  เพื่อแสดง  “Passive voice

                              กล่าวคือ  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)  กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่  (Past Participle)  ดังประโยคตัว อย่างข้างล่าง

                                                             ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________________ โดยเสือ, เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์,  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”,   กริยา  “Cook”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

                                                             ตัวอย่างที่  

  • ________________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(___________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้,  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned   (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค  คือ  “I”  เป็นผู้   “ถูกเตือน”  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่    (Past participle)  ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระ ทำ” ( Passive voice)  นำหน้าประโยค  โดยมีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ  A  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been warned”– ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดูเพิ่มเติมประโยคอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  เช่น

  • Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical art that tells a story through dance accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก,  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)    -   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”  เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก” (ถูกกระทำ),  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle),  สำหรับวลี  “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  (Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”,  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา,  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู,  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม,  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ,  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

 

7. Please give me all of those __________________________________________________.

(โปรดให้ __________________________________________ เหล่าโน้นทั้งหมดแก่ผม)

(a) beautifully extreme paintings

(b) extreme beautiful paintings

(c) extremely beautiful paintings    (ภาพวาดที่สวยงามอย่างยิ่ง)

(d) very extremely beautiful paintings

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้คำคุณศัพท์  (Beautiful)  ขยายหน้าคำนาม  (Paintings)  และใช้คำกริยาวิเศษณ์  (Extremely)  ขยายหน้าคำคุณศัพท์  (Beautiful)

 

8. _____________________________________________ breaks the rules will be punished.

(______________________________________________ ที่ละเมิดกฎ  จะถูกลงโทษ)

(a) Whatever    (อะไรก็ตาม)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whoever    (ใครก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  Whoever breaks the rules”  (ใครก็ตามที่ละเมิดกฎ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Breaks”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • I can’t do exactly ______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ___________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”,  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่  หรือ  ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                                                           ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                                           ตัวอย่างที่ 

  • __________ river in this old city is severely polluted and toxic has long been known.

(___________ แม่น้ำในเมืองเก่าแก่แห่งนี้  ถูกทำให้เป็นมลภาวะและเป็นพิษอย่างรุนแรง  เป็นที่ล่วงรู้กันมานานแล้ว)

(a) Although    (แม้ว่า)

(b) The

(c) That the    (ที่ว่า)

(d) It is the

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้มี  “Noun clause” (That the river…..........…………..….toxic)  เป็นประธานของประโยค  ส่วนกริยา  คือ  “has (long) been known  

                                                     ตัวอย่างที่    

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ___________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “What I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • Tell me ___________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”,  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often, Who, Whom, That, Whether, If – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้  โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                  ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ (เขาอาศัยอยู่ที่ไหน) ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา (ทำไมเขาฆ่าภรรยา) เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                 ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ  ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                 ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                 ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)   ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐  โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                  ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident, Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious, Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่า  พวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป  ๒ - ๓  ชั่วโมง)

                                 ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “That he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “That he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่  “That  (หรือ  which)  he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “That (which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “The fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “That”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “Which”)  และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประ ธาน  หรือ  กรรม  แต่ถ้าเป็น  “Adjective clause”  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรม  ของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “Which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “Which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

9. __________________________________________ was to take down the flag at five p.m.

(_____________________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา    โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties    (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of + His (Her, My, The) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์ (Is, Was)  ตาม  “One” + ส่วนขยาย  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • He is ___________________________________________________ on the project.

(เขาเป็น _________________________________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists    (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of the + Noun (Plural)”  (หนึ่งในบรรดา...............................)   สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค  ต้องใช้กริยาตาม  “One”  เช่น

  • One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

  • One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                             ในกรณีที่อยู่ในประโยค  แต่เป็นส่วนของอนุประโยค   ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ  “นามพหูพจน์”  เช่น

  • Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

  • Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

  • She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

10. One of my English teachers is American, ______________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน _____________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another   (อีกคนหนึ่ง)

(d) others   (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun  นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ  ไม่ต่ำกว่า    คน,  ถ้ามีเพียง    คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓,  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา    คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก    สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก    ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก    คัน)

                               อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก......................................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก    ปี)

                               นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............................ใดก็..............................หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                             สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ  “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • I have two foreign friends.  One is a businessman.  __________________ is a broker.

(ผมมีเพื่อนชาวต่างชาติ    คน  คนหนึ่งเป็นนักธุรกิจ _____________________ เป็นนายหน้า)

(a) the other    (อีกคนหนึ่ง)  (ที่เหลือ)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกคน(สิ่ง, ตัว)  หนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน   คน,  สิ่ง,  หรือ   ตัว”,  โดยเมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)  ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี    มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือ  ทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก    คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ  “Adjective”  ขยายคำนาม  “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}  (หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น    ซีก  คือ  ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                              กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ    สิ่ง,  คน    คน,  สัตว์    ตัว,  เรา  ใช้  “One”  คู่กับ  “The other”  ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก    คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก    คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง    คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี    ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น,  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก    ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  )

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี    ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ,  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด    มีเพียง    คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่    ที่,  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง)  (ที่เหลืออยู่)

                            อย่างไรก็ตาม  เราใช้   “The other”  กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์)  สุดท้าย  จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้  (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง    สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้,   เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ,  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด    เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม,  คันมีสีดำ,  คันสีแดง,  คันสีขาว,  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน,  บอกสีไปแล้ว    คัน,  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                            สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย  (เป็นพหูพจน์   คือ  ตั้งแต่    คน,  สิ่ง,  หรือ   ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน    หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)  เช่น

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง    ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง    ใบนะ,  คุณกรุณาแบบอีก    ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง    ลูกบนโต๊ะ,  คุณเอาไป    ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คือ  อีก    ลูกที่เหลือ)

 

11. He was an eloquent man, _____________________________ both German and French.

(เขาเป็นคนพูดคล่อง _______________________________ ทั้งภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส)

(a) speaks

(b) spoke

(c) spoken

(d) speaking   (พูด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (who spoke both German and French)  หรือจากข้อความ  “and spoke both…………….........……….

 

12. Free movie tickets will be sent to ___________________________________ comes first.

(ตั๋วหนังฟรีจะถูกส่งไปยัง ___________________________________ มาถึงเป็นคนแรก)

(a) whoever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค)

(b) whomever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นกรรมของอนุประโยค)

(c) whoseever    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Whoever”  ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคประเภท  “Noun clause” (Whoever comes first)   ซึ่งเป็นกรรมของ  Preposition  “To”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whoever”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whoever says so is a liar.

(ใครก็ตามที่พูดเช่นนั้น  เป็นคนโกหก)

  • If death occurs at home, whoever discovers the body should contact the family doctor.

(ถ้าการตายเกิดขึ้นที่บ้าน,  ใครก็ตามที่พบศพ  ควรติดต่อกับแพทย์ประจำครอบครัว)

  • Whoever answered the telephone was a very admirable person.

(ใครก็ตามที่รับโทรศัพท์  เป็นบุคคลที่น่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก)

  • I will give this book to whoever needs it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Whoever they are, they’ve violated the laws and orders.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม,  พวกเขาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและความสงบเรียบร้อย)

 

13. In these days, if people prefer to live alone, ______________ find it quite difficult to do so. 

(ในปัจจุบันนี้  ถ้าผู้คนชอบที่จะอยู่ตามลำพัง, ______________ จะพบว่ามันยากที่จะทำเช่นนั้น)

(a) one

(b) he

(c) they    (พวกเขา)

(d) we

ตอบ  -  ข้อ    (c)   เนื่องจากแทน    “People

 

14. We have been trying to increase the ________________________ of rice in our country.  

(เราได้พยายามที่จะเพิ่ม _______________________________ ข้าวในประเทศโดยเสมอมา)

(a) productive    (ซึ่งให้ผลผลิต, เกี่ยวกับการผลิต, อุดมสมบูรณ์)

(b) production    (การผลิต)

(c) producing

(d) produces   (ผลผลิตทางการเกษตร  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่มีการเติม  “S”)

ตอบ  -  ข้อ   (b)   หลัง  “A, An, The”   ต้องตามด้วยคำนาม

 

15. This is the cleverest ___________________________________ all the birds put together.

(นกตัวนี้ฉลาดที่สุด __________________________________ นกทั้งหมดที่นำมาไว้รวมกัน)

(a) among

(b) of     (ในบรรดา)

(c) between

(d) than

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “The + Adjective (ขั้นสูงสุด) + Of all the + Noun (เอกพจน์  หรือ  พหูพจน์)  เช่น

  • He is the best of all the students in class.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้น)

  • She is the most beautiful of all the women in the city.

(เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในเมือง)   

  • It is the most expensive of all the furniture in the shop.

(มันเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แพงที่สุดในร้าน)

  • It was the most serious of all violence in the country.

(มันเป็นความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศ)

                             สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์, นาม,  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง...........................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

16.  A: “_________________________________________________________________”

       B: “By telephone.”   

(โดยทางโทรศัพท์)

(a) Did you get in touch with her?    (คุณติดต่อกับเธอหรือเปล่า)

(b) Why did you get in touch with her?    (ทำไมคุณจึงติดต่อกับเธอ)

(c) How did you get in touch with her?   (คุณติดต่อกับเธอได้อย่างไร)

(d) Will you get in touch with her?    (คุณจะติดต่อกับเธอไหม)

ตอบ     -     ข้อ    (c)    เพราะได้ใจความดีที่สุด

 

17. There are a few things that ought to ______________________________ while I’m away.

(มีอยู่    หรือ    เรื่องที่ควร _________________________________ ในขณะที่ผมไม่อยู่)

(a) do    (ทำ)

(b) have done    (ได้ทำแล้ว)

(c) be done    (ถูกทำ)

(d) have been done    (ถูกทำไปแล้ว)

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะมี  ๒ – ๓  เรื่องที่ควร  “ถูกทำ”  กล่าวคือ  จะทำเองไม่ได้   ส่วนที่ไม่ใช้ ข้อ  (d)  เพราะดูจาก  “There are”  คือ  เป็นเรื่องของปัจจุบัน  หรือ  อนาคต  ที่เรื่องนั้น   “ควรจะถูกทำ  -  ในปัจจุบันหรือในอนาคต”,  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเป็นเรื่องในอดีต  โดยเปลี่ยนเป็น  “There were”  จะต้องตอบข้อ  (d)  คือ  “ควรจะได้ถูกทำไปแล้ว”  (แต่ก็มิได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • You ought ____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ _________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1)  (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น   ในประโยคตัวอย่างข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”   (แต่ในความเป็นจริง  คือ   “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + To + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                                  สำหรับประโยคข้างบนทั้งหมด  อยู่ในรูป  “Active voice”  คือ  ประ ธานเป็นผู้กระทำกริยา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จะต้องใช้รูป  “Passive voice”  โดยแยกออกเป็น

                                  ๑. ควรถูกทำในปัจจุบัน  หรืออนาคต {Subject + Should (Ought to) + Be + Verb 3}  เช่น

  • The room should (ought to) be cleaned before the meeting.

(ห้องควรถูกทำความสะอาดก่อนการประชุม)  (คือ  ทำในตอนนี้  หรือในอนาคต  ก่อนมีการประชุม)

  • The film should (ought to) be seen before it moves out of the theater.

(ภาพยนตร์ควรถูกชม  ก่อนมันย้ายออกจากโรง)  (คือ  ถูกดูในปัจจุบัน หรืออนาคต  ก่อนหนังออกจากโรง)

                                 ๒. ควรถูกทำในอดีต  แต่ก็มิได้กระทำ (หรือ ถูกกระทำ)  {Subject + Should (Ought to) + Have + Been + Verb 3}  เช่น

  • The students should (ought to ) have been punished for their laziness.

(นักเรียนควรถูกลงโทษไปแล้ว  สำหรับความเกียจคร้านของพวกเขา)  (ควรถูกลงโทษในอดีต  แต่ก็มิได้ถูกลงโทษ)

  • The house should (ought to) have been sold before it was burnt down.

(บ้านควรถูกขายไปก่อนที่มันจะถูกไฟไหม้)  (เป็นเรื่องในอดีต  แต่ก็มิได้ขาย  จนกระทั่งถูกไฟไหม้หมด)

 

18. Though he ______________________ at last, he had won many victories in former days.  

(แม้ว่าเขา _____________ในที่สุด,  เขาได้รับชัยชนะหลายครั้งหลายหนในสมัย (ครั้ง) ก่อนๆ)

(a) defeated    (ชนะ, ทำให้พ่ายแพ้, รบชนะ, แข่งชนะ, ทำให้ล้มเหลว, ทำให้เสีย)

(b) was defeated    (พ่ายแพ้, ถูกทำให้พ่ายแพ้, ถูกเอาชนะ)

(c) is defeated

(d) was defeating

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เพราะหมายถึง  “พ่ายแพ้,  ถูกทำให้พ่ายแพ้”  (“Defeat”  =  “ทำให้พ่ายแพ้,  ชนะ)

 

19. What is the climate _______________________________________ in your home town?

(อากาศ _______________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ    -   ข้อ   (c)   ในที่นี้   “Like”  เป็น  “Preposition”, หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง),  ต้องตามด้วยคำนาม   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ______________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้  คือ  “ฝน

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor __________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Like”   เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น  “Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”  และ   “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก,  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   เช่น  “The other nations”  (ประเทศอื่นๆ),  “His father”  (พ่อของเขา),  “Most hard-working people”  (คนทำงานหนักส่วนใหญ่),  ส่วน  “as”  (หมายถึง  “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                            สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ  เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี,  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆ ปี)

                           สำหรับ   “Alike”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน,  คล้ายกัน,  อย่างเดียวกัน”   ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ    สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน)  (รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร    คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว    คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆ กัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆ กันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆ กัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.  

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆ กัน)

 

20. Who discovered the ______________________________________________ of gravity?

(ใครเป็นผู้ค้นพบ ______________________________________________ แรงโน้มถ่วง)

(a) principal    (สำคัญที่สุด, รายใหญ่, ตัวการ, อันดับแรก, อันดับหนึ่ง, หัวหน้า, เงินต้น, ต้นทุน, ครูใหญ่, ตัวการสำคัญ, ประธาน)

(b) principle    (หลัก, หลักการ, กฎ,หลักศีลธรรม, ลัทธิ)

(c) principality    (รัฐหรืออาณาเขตที่ปกครองโดยเจ้าชาย,  ดยุก, หรือขุนนางสำคัญอื่นๆ,  รัฐนคร)

(d) principles

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เมื่อนำหน้าด้วย   “The”  แล้ว  “Principle”  ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เนื่องจากไม่ได้แสดงการเน้นหรือชี้เฉพาะ

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 450)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The number of Europeans on the road, on the rails or in the air this summer __________ a record of 120 million, triple the level of 15 years ago. 

(จำนวนของชาวยุโรปบนถนน  บนราง (รถไฟ)  หรือ ในอากาศ (เครื่องบิน)  (หมายถึงที่เดินทางท่องเที่ยว)  ในฤดูร้อนนี้  __________ สถิติของ  ๑๒๐  ล้านคน  -  เป็น    เท่าของระดับเมื่อ  ๑๕  ปีมาแล้ว)

(a) have reached

(b) has reached    (ได้ถึง, ได้มาถึง, ได้เจาะทะลุ)

(c) were reaching

(d) had reach

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “The number of + Noun (Plural)  =  จำนวนของ”  ถือเป็นเอกพจน์ (จำนวนรวม)  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Has, Is, etc.)  (จึงตัดข้อ  A  และ  C  ทิ้ง)  สำหรับ  “This summer”  จะถือเป็นปัจจุบัน  หรือ  อดีตก็ได้  (โดยถ้าเป็นอดีต  สามารถใช้  “Past simple” (Reached)   หรือ   “Past perfect” (Had reached)  ได้)  แต่ไม่อาจเลือกข้อ  D  ได้ เพราะผิด  (ต้องเป็น  “Had reached”)  จึงเหลือ   B  เพียงข้อเดียว  โดยถือว่า  “This summer”  เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

 

2. A: “What did you have for lunch?”

(คุณทานอะไรสำหรับอาหารกลางวัน)

    B: “______________________________________________________________.”

(a) A few rice and a few oranges

(b) A little rice and a little oranges

(c) A little rice and a few oranges    (ข้าวนิดหน่อย  และส้มสองสามลูก)

(d) A few rice and a little oranges

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Few, A few”   ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์  ส่วน   “Little, A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  และ  “Rice”  เป็นนามนับไม่ได้   ส่วน  “Orange”  เป็นนามนับได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Few, A few, Little, A little”  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • There are ___________________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ________________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย–ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง–ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย–ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง– ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)(ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น  การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่า  ถ้าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”  หรือ  “A few”)  หรือ  ถ้าใช้กับนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little”  หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า  ถ้าหมายถึง  “มีน้อยมาก”  (ใช้  “Few”  หรือ  “Little”)  หรือ  ถ้าหมายถึง  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้  “A few”  หรือ  “A little”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

  • She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

  • I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

  • I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

3. She got her servant _______________________________________ her room every day.

(เธอให้คนใช้ของเธอ _________________________________________ ห้องทุกวัน)

(a) clean

(b) cleaned

(c) to clean    (ทำความสะอาด)

(d) cleaning

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Get (Got) + Someone + To do + Something”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่             

  • He had the cook ______________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _______________________________________________ น้ำชา)

(a) make   (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have (Had) + Someone + Do + Something

                                                           ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter ___________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ______________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry   (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {(Subject) + Have (Has) + Someone + Do + Somethingคือ  {(ประธาน) ให้ใครทำอะไร}

                                                         ตัวอย่างที่  

  • What would you have me _____________________________________________?

(คุณจะให้ผม ________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend   (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Have + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice” และ  “Passive voice

                               สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone + do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้  คือ

                          ๑. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb  “do”)

                          ๒. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb  “do”)

           (ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +  ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                      ทั้ง    โครงสร้างข้างบน  ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”   เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                           อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)}  {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้  อยู่ในช่องที่  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง  “Have”  และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว  คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ”  แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้  โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ    ครั้ง  –  คือ  ไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว  –  คือ ให้อู่ล้างให้)

 

4. A: “__________________________________________________________________”

    B: “A question.”

(คำถาม)

(a) What did he ask to you?    (รูปแบบนี้ไม่มีใช้)

(b) What did he ask you a question?    (เขาถามคำถามคุณอะไร)  (รูปแบบนี้ไม่มีใช้)

(c) Did he ask you a question?    (เขาถามคำถามคุณหรือเปล่า)  (ต้องตอบด้วย  “Yes”  หรือ  “No”)

(d) What did he ask you?    (เขาถามอะไรคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากถูกหลักไวยากรณ์

 

5. A: “What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

    B: “None, they are _______________________________________________________.”

(ไม่มี,  มัน __________________________________________________________)

(a) like

(b) in the same

(c) the same    (เหมือนกัน)

(d) as the same

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจใช้  “They are similar”,  “They are alike”,   หรือ  This is like that”,  “This is the same as that”,  หรือ  “This is similar to that”   ก็ได้

 

6. The teacher is late.  He might _____________________________________ an accident.

(ครูมาสาย  (ยังไม่โผล่หน้ามา)  เขาอาจจะ ______________________________ อุบัติเหตุ)

(a) have had     (ได้รับ, ประสบ)

(b) had had

(c) had have

(d) will have

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  เช่น  ในข้อนี้  อาจหมายถึง  ได้รับอุบัติเหตุ  เมื่อ   หรือ    ชั่วโมงที่ผ่านมา  ทำให้ครูมาไม่ทันเวลานัดหมาย   ให้ดูเปรียบเทียบกับ  “Might + Have + Verb 3”  (อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นในอดีต)  กับ   “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ),  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว),  และ  “Must + Have +  Verb 3”  (คงจะได้ทำเช่นนั้นแน่ๆ เลย  ในอดีต),  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B: “I know.  I shouldn’t ______________________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ_____________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed”  =   “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่  หรือ  ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ..................................... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  ๒

  • I’m very sorry.  I should ____________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _________________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1”  =   “ควรทำ...............................ในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3”  =   “ควรได้ทำ................................ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • She should have applied for that job last month.

(เธอควรได้สมัครงานนั้น  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็มิได้สมัคร)  (เป็นอดีต)

  • The workers should not have made a strike last year.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                                            ตัวอย่างที่  ๓

  • You ought ______________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ __________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1)  (=  ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น  ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (=  Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                 จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”  (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                                ตัวอย่างที่  ๔

  • What terrible coffee!  She ________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ____________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น  “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น  “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =   “จะต้องทำในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3”  =   “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาด การณ์  หรือเดาด้วยความมั่นใจ  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน  หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้  หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

{เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)}  (คือ  เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

{เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว (เป็นอดีต)}  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม  คือ  เธอซื้อบ้านหลังใหม่)

 

7. Are you under age or are you ___________________________________________ age?

(คุณยังไม่บรรลุนิติภาวะ  หรือว่าคุณ _____________________________________ แล้ว)

(a) of    (To be of age  =  บรรลุนิติภาวะ)   

(b) above

(c) over

(d) upon

ตอบ   -    ข้อ   (a)

                                สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์, นาม,  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.....................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

8. Let’s have a few _______________________________________________________ rest.

(พวกเรามาพักผ่อนกันสองสาม ________________________________________ เถอะ)

(a) minute

(b) minutes

(c) minute’s

(d) minutes’    (นาที)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • They must be ready to move anywhere in the world at ________________________.

(พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปที่ใดๆ ในโลก  เมื่อ _______________) (เช่น  ทหาร หรือ นักข่าวต่างประเทศ  ที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับคำสั่งด่วน)

(a) a moment notice

(b) moment’s notice

(c) moments’ notice

(d) a moment’s notice.    (ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเรื่องเวลา  โดยมีเครื่องหมาย  {Apostrophe (s’)}  เหมือนใช้แสดงความเป็นเจ้าของ  กับคำนามเอกพจน์-พหูพจน์  ทั่วๆ ไป  เช่น

  • a moment’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าชั่วประเดี๋ยวเดียว)  (ว่าจะต้องย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น)
  • a month’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)  (ว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน)    
  • a week’s holiday   (วันหยุด    สัปดาห์)  
  • two months notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • three weeks journey   (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • four years time   (ระยะเวลา    ปี)

 

9. The three girls love _______________________________________________ very much.

(เด็กหญิง    คนนั้นรัก _____________________________________________ มาก)

(a) one other    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) others    (คนอื่น, ผู้อื่น)

(c) each other    (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่    คนขึ้นไป)

 

10. Mrs. Sophia, the old widow, had large, strong boxes ______________________ with gold.

(นางโซเฟีย, หญิงม่ายชรา,  มีกล่องใบใหญ่  แข็งแรง  (และ) _____________________ ทอง)

(a) full

(b) filled    (“Be filled with”  =  (เต็มไปด้วย)

(c) contained

(d) containing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………….........…..boxes which were filled with gold”  หรืออาจตอบ  “containing gold”  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “………..........………boxes which contained gold”  (กล่องซึ่งบรรจุทอง)

 

11. _____________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย   “Who”  ซึ่งเป็นประธานของประ โยค  ให้ตามด้วยคำกริยาเลย   ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยสร้างคำถาม

 

12. The four seasons arrive ___________________________________ schedule each year.

(ฤดูทั้งสี่มาถึง _________________________________________ ตามเวลาในแต่ละปี)

(a) in

(b) at

(c) for

(d) on    (ตรง)       

ตอบ  -  ข้อ  (d)   “On schedule”  =  “ตรงเวลา, ตามที่ได้วางแผนหรือคาดหวังไว้

                                  สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕)  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โย คะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

13. Some are born rich but _________________________________________ are born poor.

(บางคนเกิดมารวย  แต่ __________________________________________ เกิดมาจน)

(a) another   (อีกคนหนึ่ง-สิ่งหนึ่ง-ตัวหนึ่ง)

(b) each other   (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง ๒ คน)

(c) others   (คนอื่นๆ)

(d) one another   (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Some”  ต้องใช้คู่กับ  “Others”  เสมอ  เช่น

  • Some were singing; others were dancing.

(บางคนกำลังร้องเพลง  คนอื่นๆ กำลังเต้นรำ)  (บางคนร้อง  บางคนรำ)

  • Some are good; others are bad.

(บางคนเป็นคนดี  คนอื่นๆ เป็นคนเลว)  (บางคนดี  บางคนเลว)

  • Some people are kind; others are cruel.                                          

(บางคนใจดี  คนอื่นๆ โหดร้าย)  (บางคนใจดี  บางคนใจร้าย)

  • Some people eat to live; others seem to live so that they may eat.  

(บางคนกินเพื่ออยู่  คนอื่นๆ ดูเหมือนว่ามีชีวิตอยู่เพื่อจะกิน)  (บางคนกินเพื่ออยู่  บางคนอยู่เพื่อกิน)

  • Some students are industrious; others are lazy.

(นักเรียนบางคนขยัน  คนอื่นๆ ขี้เกียจ)  (นักเรียนบางคนขยัน  บางคนขี้เกียจ)

  • Some people enjoy country life; others prefer city life.

(บางคนชอบชีวิตชนบท  คนอื่นๆ ชอบชีวิตเมืองมากกว่า)  (บางคนชอบชีวิตชนบท  บางคนชอบชีวิตเมือง)

 

14. Bill heard that he had won a scholarship.  The news ____________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ __________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Exciting, Excited”  จากประ โยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                            ตัวอย่างที่  

  • She was very __________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ___________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                                            ตัวอย่างที่  

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม ________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท   “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม _____________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา __________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ___________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ  (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”   เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป   “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                                   คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                       กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้   คือ

                                  ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”   คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                 ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า................................” หรือ  “ซึ่งน่า...............................”  กริยาที่เติม   “Ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)  {มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)Present continuous tense}

                                 ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้  แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “..............................ถูกทำให้รู้สึก............................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..............................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “..........................มีความ รู้สึก.........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.........................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

15. I’ve lost my pen.  Have you got __________________________________ I can borrow?  

(ผมทำปากกาหาย  คุณมี ___________________________________ ที่ผมสามารถยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ด้ามหนึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อจะกล่าวซ้ำคำนามนับได้เอกพจน์  (Pen, Book, Car, House, Dog, Cat, Radio)   ให้ใช้  “One” แทน,  ถ้ากล่าวซ้ำคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (News, Sugar, Rice, Furniture, Equipment, Information, Advice, etc.)  ให้ใช้  “That”  แทน,  และถ้ากล่าวซ้ำคำนามพหูพจน์  (Cars, Books, Houses, Cities, Countries, Pens)  ให้ใช้  “Those”  แทน

 

16. You’d rather come today than tomorrow, _____________________________________?

(คุณอยากมาวันนี้มากกว่าพรุ่งนี้  _________________________________________)

(a) hadn’t you

(b) wouldn’t you   (ใช่ไหม)

(c) don’t you

(d) won’t you

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เพราะ  “You’d rather”  ย่อมาจาก  “Would rather” (อยากจะ................................มากกว่า)  ส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้  “Wouldn’t you?

 

17. _______________________________________________________ to catch the train.

(_____________________________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough    (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ   -    ข้อ   (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์   ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์   (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – หนาวพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ),  หรือ  อยู่หลังกริยาวิเศษณ์  (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ),  แต่ขยายหน้าคำนาม  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มาก พอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Enough”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • She did not have _________________________________ money to buy a new car.

(เธอไม่มีเงิน _______________________________________ ที่จะซื้อรถยนต์คันใหม่)

(a) enough of

(b) enough    (เพียงพอ)

(c) an enough

(d) the enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Enough”  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

                                 ๑. เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ใช้ขยายหน้าคำนาม  เช่น

  • A number of poor people in developing countries don’t even have enough food to eat.    

(คนยากจนจำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนา  ไม่มีแม้กระทั่งอาหารเพียงพอที่จะกิน)

  • He did not have enough information on that to speak confidently.

(เขาไม่มีข้อมูลเพียงพอในเรื่องนั้น  ที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ)

  • Don’t ask me to help you.  I’ve got enough problems of my own.

(อย่าขอร้องให้ผมช่วยคุณเลย  ผมมีปัญหาของตัวเองมากมายพออยู่แล้ว)

  • I don’t think there is enough room for such lots of people.

(ผมไม่คิดว่าจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับผู้คนมากมายเช่นนั้น)

                                  ๒. เป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ใช้ขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เช่น

  • This house is not big enough for our entire family.

(บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับคนในครอบครัวของเราทั้งหมด)

  • He is old enough to understand it.

(เขาโตพอที่จะเข้าใจมัน)

  • We were close enough to be able to see their faces.

(เราอยู่ใกล้พอที่จะสามารถเห็นหน้าพวกเขาได้)

  • These girls are not old enough to go out alone.

(เด็กหญิงพวกนี้ยังไม่โตพอ (อายุไม่มากพอ) ที่จะออกไปข้างนอกตามลำพัง)

  • Jim isn’t clever enough for Jenny.

(จิมมิได้ฉลาดพอสำหรับเจนนี่)   (ดังนั้น  จึงโดนเธอหลอก  หรือ  เจนนี่ไม่ควรแต่งงานกับจิม)

  • The assignment is easy enough for her to do without help.

(งานที่ได้รับมอบหมาย  ง่ายพอสำหรับเธอ  ที่จะทำโดยไม่ต้องมีใครช่วย)

  • We walked quickly enough to catch the bus.

(เราเดินเร็วพอที่จะทันขึ้นรถเมล์)

  • She wrote carefully enough to avoid making a mistake.

(เธอเขียนอย่างระมัดระวังพอที่จะหลีกเลี่ยงการทำ (เขียน) ผิด)

  • They ran slowly enough for us to catch up with.

(พวกเขาวิ่งช้าพอสำหรับเราที่จะตามได้ทัน)

  • Those students are not trying hard enough.

(นักเรียนพวกนั้นมิได้พยายามมากพอ)  (“Hard”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

  • She sings well enough to make a living.

(เธอร้องเพลงได้ดีพอที่จะทำมาหากินได้)  (“Well”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

 

18. He came into the room with a big book _________________________________ his arm.

(เขาเข้ามาในห้องพร้อมด้วยหนังสือเล่มใหญ่หนีบอยู่ __________________________ รักแร้)

(a) in

(b) under    (ใต้)

(c) on

(d) beside    (ข้างๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Under his arm”  หมายถึง  “หนีบอยู่ใต้รักแร้"  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “อยู่ในมือ”  ใช้  “In his hand

                             สำหรับวลีที่ใช้กับ   “Under”  ได้แก่  “under age” (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง), (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา), (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –  ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด), “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย, (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards. – เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,  “under the circumstances  (= in the circumstances)”  (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun” (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น), (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง), (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้), “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภาย ใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา), “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษา หารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance” (อยู่ภายใต้การสอดส่องดู แล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับ ใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุก คาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”  (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นาม แฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า  ๖๐  ปี)  เป็นต้น

 

19. He made that mistake because he ________________________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา _________________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Lack”   เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี   “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

  • They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

  • The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง    ฝ่าย)

  • Many poor nations lack raw materials for the production of their goods.

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

  • I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

  • He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆ ที่ขาดอารมณ์ขัน)

  • Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

  • His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

20. A: “When did you last have a holiday?”

(คุณมีวันหยุดพักผ่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่)

      B: “_________________________________________________________________”

(a) No, I didn’t have a holiday last year.   (เปล่าครับ  ผมไม่มีวันหยุดเมื่อปีที่แล้ว)

(b) It lasted two weeks.   (มันกินเวลาหรือนาน ๒ สัปดาห์)

(c) This time last year.   (เวลานี้ปีที่แล้ว)

(d) Yes, I did.   (ใช่แล้วครับ  ผมมี  หรือ ผมทำ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากตอบตรงคำถาม

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                               

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 449)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: “Do you mind if I turn on the radio?”

(คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าผมจะเปิดวิทยุ)

    B: “__________________________________________________________________.”

(a) No, I don’t want to    (ไม่  ผมไม่ต้องการทำอย่างนั้น)

(b) No, go right ahead    (ไม่ครับ  เชิญ (เปิด) ได้เลย)

(c) Yes, let’s go to the movie    (ครับ  เราไปดูหนังกันเถอะ)

(d) I’m sorry to disturb you    (ผมเสียใจที่รบกวนคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

2. You would never think of spending a week in Las Vegas for  gambling, _______________?

(คุณไม่เคยนึกถึงเรื่องจะใช้เวลา    อาทิตย์ในลาสเวกัส  เพื่อเล่นการพนัน, ______________)

(a) wouldn’t you

(b) won’t you

(c) would you   (ใช่ไหม)

(d) will you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นปฏิเสธอยู่แล้ว  คือมีคำ  “Never”  จึงไม่สามารถเลือก ข้อ  (a)  ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน, ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้รูปบอกเล่า

 

3. There is also a __________________________ local interest in current Western fashions.

(มีความสนใจของท้องถิ่น (ซึ่ง) _____________________ ในเรื่องแฟชั่นตะวันตกในปัจจุบัน)

(a) grow

(b) grown

(c) growth

(d) growing    (เพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Local interest”  (ความสนใจของท้องถิ่น)  ทำกริยา  “เพิ่มขึ้น”   ได้เอง  จึงต้องใช้  “growing” {Present participle (Verb + ing)  ซึ่งขยายหน้าหรือหลังคำนามใด  บอกให้รู้ว่านามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้น}

                                สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆ ไป  (โดยอาจอยู่หน้า  หรือ  หลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

4. You should drive carefully, because accidents _____________________________ easily.

(คุณควรขับรถอย่างระมัดระวัง  เพราะว่าอุบัติเหตุ _____________________ อย่างง่ายดาย)

(a) are occurred

(b) occurring

(c) occur    (เกิดขึ้น)

(d) occurred

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  “Occur, Happen, Take place”  =  (เกิดขึ้น)  ต้องใช้ในรูป  “Active voice”  เสมอ  และประโยคนี้เป็นข้อแนะนำโดยทั่วไป  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  (จึงไม่เลือก  ข้อ D)

 

5. ______________________ much you may acquire, you will always wish to acquire more.

( ___________ คุณจะได้มามาก ___________, คุณก็จะปรารถนาให้ได้มามากขึ้นอีกอยู่เสมอ)

(a) As long as   (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(b) However    (ไม่ว่า .......................................... อย่างไรก็ตาม, แม้ว่า)

(c) Even   (แม้กระทั่ง)

(d) Whatever   (อะไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “However”  (ใช้กับ    ประโยค หรือ ข้อความที่มีความขัดแย้งกัน)  มีการใช้    โครงสร้าง  คือ

                               ๑. However (อย่างไรก็ตาม), + Subject + Verb  เช่น

  • He is very rich; however, he is never happy.

(เขารวยมาก,  อย่างไรก็ตาม  เขาไม่เคยมีความสุข)

  • They were lazy; however, they passed the exam.

(พวกเขาขี้เกียจ,  อย่างไรก็ตาม  พวกเขาสอบผ่าน)

                                ๒. However (ไม่ว่า…................................อย่างไรก็ตาม, แม้ว่า) + Adjective (Adverb) + Subject + Verb  เช่น

  • However beautiful she is, nobody likes her.

(ไม่ว่าเธอจะสวยอย่างไรก็ตาม  ไม่มีใครชอบเธอ)  (แม้ว่าเธอสวย  ไม่มีใครชอบเธอ)

  • However lazy he is, he behaves well.

(ไม่ว่าเขาจะขี้เกียจอย่างไรก็ตาม  เขาประพฤติตัวดี)  (แม้ว่าเขาขี้เกียจ  เขาประพฤติตัวดี)

  • However rich he is, he is never happy.

(ไม่ว่าเขาจะร่ำรวยเพียงไร  เขาไม่เคยมีความสุข)  (แม้ว่าเขารวย  เขาไม่เคยมีความสุข

  • She didn’t pass her exam however hard-working she was.

(เธอสอบไม่ผ่าน  ไม่ว่าเธอจะขยันเพียงไรก็ตาม)  (เธอสอบไม่ผ่าน  แม้ว่าเธอขยัน)

  • However quickly we walked, we could not catch the bus.

(ไม่ว่าเราจะเดินเร็วเพียงไรก็ตาม  เราไปไม่ทันรถเมล์)  (แม้ว่าเราเดินเร็ว  เราไปไม่ทันรถเมล์) 

  • However carefully she walked, she fell down on a slippery road.

(ไม่ว่าเธอจะเดินระมัดระวังเพียงไรก็ตาม  เธอล้มลงบนถนนที่ลื่น)  (แม้ว่าเธอเดินระวัง  เธอล้มลงบนถนนที่ลื่น)

  • He failed however hard (Adverb) he might try.

(เขาล้มเหลว  ไม่ว่าเขาจะพยายามหนักเพียงไรก็ตาม)  (เขาล้มเหลว  แม้ว่าเขาพยายามอย่างหนัก)

 

6. I had to stand in a _________________________ for hours to get tickets for the performance.

(ผมจำเป็นต้องยืนอยู่ใน (หรือ เข้า) _________ เป็นเวลาหลายชั่วโมง  เพื่อให้ได้ตั๋วสำหรับการแสดง)

(a) turn    (รอบหนึ่ง, พักหนึ่ง, คราวหนึ่ง, เวร, การฝึกซ้อม)

(b) file    (แถวเรียงของทหารหรือตัวหมากรุก, แผงหรือแฟ้มเก็บเอกสาร, ปึกเอกสาร, หมวดเอกสาร, เอกสารของเรื่องๆหนึ่ง)

(c) queue    (แถว, คิว)

(d) procession    (ขบวน, ขบวนแห่)

 

7. I want to go to the library, but I’m afraid I’m not walking in the right ___________________.

(ผมต้องการจะไปห้องสมุด  แต่ผมเกรงว่าผมมิได้กำลังเดินอยู่ใน _______________ ที่ถูกต้อง)

(a) distance    (ระยะทาง, ระยะทางไกล, ทางไกล, ความห่างเหิน)

(b) attitude    (ทัศนคติ)

(c) circumstance    (สถานการณ์, กรณี, สภาวะ, เหตุการณ์, สภาพ, สถานะ, สภาพแวดล้อม, กรณีแวดล้อม, กาลเทศะ)

(d) direction    (ทิศทาง)

 

8. We had hoped that Robert would agree to help us, but he has ____________________ to.

(เราได้หวังว่าโรเบิร์ตจะตกลงช่วยเหลือเรา  แต่เขา ____________________ ที่จะช่วยเหลือ)

(a) desired    (ปรารถนา, ต้องการ, อยาก)

(b) refused    (ปฏิเสธ)

(c) promised    (สัญญา, ให้คำมั่นสัญญา, ทำให้มั่นใจ, เป็นเครื่องบอก, รับปากจะแต่งงาน)

(d) intended    (ตั้งใจ, มีเจตนา, ปรารถนา, มุ่งหมาย, มีความหมาย)

 

9. I’m sorry not ______________________________________ her before she left last week.

(ผมเสียใจที่ไม่ _________________________________ เธอ  ก่อนที่เธอจากไปสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) to see

(b) to have seen   (ได้เห็น-พบ-เจอ)

(c) seeing

(d) having seen

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Sorry + To + Verb 1”  =  “เสียใจที่ได้...........................ในปัจจุบัน  หรือ  อนาคต”  ส่วน  “Sorry + To + Have + Verb 3”  =   “เสียใจที่ได้............................ในอดีต”   ในทำนองเดียวกัน  “Sorry + Not + To + Verb 1”  =  “เสียใจที่มิได้..............................ในปัจจุบัน  หรือ อนาคต”  ส่วน  “Sorry + Not + To + Have + Verb 3”  =  “เสียใจที่มิได้....................................ในอดีต”  ดังตัวอย่างประโยคข้าง ล่าง

  • I am sorry to go to the party with them.

(ผมเสียใจที่ไปงานเลี้ยงกับพวกเขา)  (เป็นปัจจุบัน  หรืออนาคต  คือไปในตอนนี้ หรือ ไปพรุ่งนี้)  (ถ้าจะให้ชัดเจนเรื่องเวลา  ควรเติม  “Now”  หรือ  “Tomorrow”  หลัง “them”)

  • I am sorry not to go to the party with them.

(ผมเสียใจที่มิได้ไปงานเลี้ยงกับพวกเขา)  (ในขณะนี้  หรือวันพรุ่งนี้)  (ถ้าจะให้ชัดเจนเรื่องเวลา  ควรเติม  “Now”  หรือ  “Tomorrow”  หลัง  “Them”)

  • She is sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน) ที่ได้ตำหนิพวกเขาในอดีต)

  • She was sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในอดีต) ที่ได้ตำหนิพวกเขาในอดีต)

  • We are (were) sorry not to have worked harder last term.

(เราเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้ขยันเรียนให้มากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว)  (พวกเราเลยสอบตก)

  • She is (was) sorry not to have told the truth.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้พูดความจริง)  (เมื่อปีที่แล้ว)

 

10. The Grand Palace is _____________________________________________________.

(พระบรมมหาราชวังอยู่  _________________________________________________)

(a) far about four kilometers from here.

(b) far from here about four kilometers

(c) about four kilometers far from here

(d) about four kilometers from here    (ห่างจากที่นี่ประมาณ    กิโลเมตร)  (แปลตรงตัว   คือ   “ประมาณ    กิโลเมตรจากที่นี่

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมิได้เรียงตามแบบภาษาไทย  ใน  ข้อ (a) และ (b)  “ไกลประมาณ    ก.ม.  จากที่นี่”   หรือ   “ไกลจากที่นี่ประมาณ   ก.ม.”   แต่ต้องใช้ตามโครงสร้างใน  ข้อ  (d)  (ประมาณ      ก.ม. จากที่นี่)  โดยไม่ต้องมี   “Far”  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้)

 

11. I _________________________________________________ with the result of my exam.

(ผม ________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท   “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม ____________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _____________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ  (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ)

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”   เนื่องจาก “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป   “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised”  จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                              คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                      กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                              ๑. ​ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”   คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                            ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า.........................” หรือ  “ซึ่งน่า...............................”  กริยาที่เติม   “Ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)  {มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)Present continuous tense}

                              ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้  แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “...........................ถูกทำให้รู้สึก.............................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ.............................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “..........................มีความ รู้สึก.........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ............................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

12. Following up on details ___________________________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ _______________________________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย)

(ความหมาย  คือ  มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is    (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Following up”  โดยมี   “on details”  เป็นส่วนขยาย  ทั้งนี้  “Following up”  เป็น  “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย  “การ.............................”  หรือ  “ความ..........................”  และ  “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is” (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking a long distance has made me tired.  

(การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

  • Scuba diving has become very popular recently.   

(การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆ นี้)

 

13. There are _______________________________ apples left.  Let’s have them for dessert.  

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ___________________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little   (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว) (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few   (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”   ดังนั้น  การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่า  ถ้าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์) (ใช้   “Few”  หรือ  “A few”)  หรือ  นามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้  “Little”  หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า  ถ้า  “มีน้อยมาก”  (ใช้  “Few”  หรือ  “Little”)  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้  “A few”  หรือ  “A little”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

  • She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

  • I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

  • I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

14. Please deal ______________________ this matter without delay as it is extremely urgent.

(โปรดจัดการ ________________ เรื่องนี้โดยไม่ต้องรีรอ  เนื่องจากมันเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่ง)

(a) about

(b) on

(c) with    (กับ)

(d) over

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Deal with”  =  “จัดการกับ, รับมือกับ, ต่อกรกับ”  สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                          คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                            กริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

15. Cheetahs are capable ________________ running at a speed equivalent to that of a car.

(เสือชีต้าสามารถ ______________________ วิ่งด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วของรถยนต์)

(a) with

(b) of

(c) at

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be capable of” (สามารถ)  +  Verb + ing  

                                สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์, นาม,  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.....................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

16. Dolphins are considered to be ______________________________________ mammals.

(ปลาโลมาได้รับการพิจารณาว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ __________________________)

(a) high intelligent

(b) highly intelligent    (เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง)

(c) high intelligently

(d) highly intelligently

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้คำคุณศัพท์   “Intelligent”  (ฉลาด)   ขยายคำนาม  “Mammals”  (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)  และใช้คำกริยาวิเศษณ์  (Highly)  ขยายคำคุณศัพท์  “Intelligent”  อีกทีหนึ่ง

 

17. It’s really hard to keep pace with our _____________________________ changing world.

(มันยากจริงๆ ที่จะก้าวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ________________________ ของเรา)

(a) rapid    (เร็ว)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) rapidly    (อย่างรวดเร็ว)

(c) rapidity    (ความเร็ว)  (เป็นคำนาม)

(d) being rapid

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้คำกริยาวิเศษณ์   (Rapidly)  ขยายกริยา  (Changing)

 

18. It was an _______________ slow train.  I arrived at my destination _________________.

(มันเป็นรถไฟที่เชื่องช้า _______________ ผมมาถึงจุดหมายปลายทาง _______________)

(a) incredible _______________ late

(b) incredible _______________ lately

(c) incredibly _____________ late    (อย่างเหลือเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ ........................ ล่าช้า)

(d) incredibly _______________ lately

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้กริยาวิเศษณ์  (Incredibly)  ขยายคุณศัพท์  (Slow)  และใช้กริยาวิเศษณ์   (Late)  ขยายกริยา  “Arrived”   สำหรับ  “Late”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์ในคำเดียวกัน  (ไม่ต้องเติม “Ly” ข้างท้าย)  หมายถึง  “สาย, ล่าช้า, ซึ่งล่วงลับไปแล้ว”  ส่วน  “Lately”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกเวลา  (Adverb of time)  หมายถึง  “เมื่อเร็วๆ นี้,  เมื่อไม่นานมานี้,  หมู่นี้”  มักใช้กับ  “Present perfect tense”  {Has (Have) + Verb 3}  เช่น

  • She has worked very hard lately.

(เธอทำงานหนักมากหมู่นี้)

  • The government has lately received a number of complaints about this.

(รัฐบาล  เมื่อเร็วๆ นี้  ได้รับการร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้)

  • John has seemed very happy lately.

(จอห์นดูเหมือนว่ามีความสุขมากหมู่นี้)

 

19. I’ve lost my handkerchief.  Please give me one of _______________________________.

(ผมได้ทำผ้าเช็ดหน้าของผมหาย,   โปรดให้ผ้าเช็ดหน้า __________________ แก่ผม    ผืน)

(a) your

(b) yours    (ของคุณ)

(c) it

(d) its

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน  “Your handkerchief”  จึงต้องใช้รูป  “Possessive pronoun” (Mine, Yours, His, Hers, Its, Theirs, Ours)

 

20. They will be glad __________________________________________ into a new house.

(พวกเขาจะยินดี-ดีใจ ___________________________________ เข้าอยู่ในบ้านหลังใหม่)

(a) to move    (ที่จะย้าย)

(b) in moving

(c) for moving

(d) moving

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่     

  • We were pleased _____________________________ that the work had been started.  

(เรายินดี-พอใจ____________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยายเช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่   อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 448)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. You have to pay an ________________________________________ amount of money.

(คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวน __________________________________________)

(a) extreme large

(b) extreme largeness

(c) extremely large    (มากมายอย่างยิ่ง)

(d) large extremely

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้คำคุณศัพท์  (Large)  ขยายหน้าคำนาม  (Amount)  และใช้กริยาวิเศษณ์  (Extremely)  ขยายหน้าคำคุณศัพท์  (Large)

 

2. __________________________________, she did not remember what she had just said.

(________________________________ เธอไม่สามารถจดจำในสิ่งที่เธอเพิ่งจะพูดออกไป)

(a) Surprise

(b) Surprised

(c) Surprising

(d) Surprisingly    (อย่างน่าประหลาดใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้กริยาวิเศษณ์  (Surprisingly)  ขยายข้อความทั้งประโยค  “She did not ………..........………..said

 

3. She always does her job neatly, _____________________________________________.

(เธอมักทำงานของเธออย่างประณีต ______________________________ เป็นประจำเสมอ)

(a) perfect and fastly

(b) perfectly and fast    (อย่างสมบูรณ์แบบ  และอย่างรวดเร็ว)

(c) perfectly and fastly

(d) perfect and fast

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากขยายคำกริยา  “Does” (ทำงาน)  จึงต้องใช้รูปกริยาวิเศษณ์   (Perfectly and fast)  สำหรับ  “Fast”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ในคำเดียวกัน  ไม่มีการเติม  “Ly”  ข้างท้าย

 

4. She has written _________________________________________ books on this subject.

(เธอได้เขียนหนังสือ _______________________________________ เกี่ยวกับเรื่องนี้)

(a) dozens

(b) dozen

(c) a dozen    (๑๒  เล่ม,    โหล)

(d) a dozen of

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Dozen”  (  โหล)  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

                               ๑. A dozen (Two dozen) + นามพหูพจน์

  • She bought a dozen eggs at the market yesterday.

(เธอซื้อไข่โหลหนึ่งที่ตลาดเมื่อวานนี้)

  • There are half a dozen cars in the garage.

(มีรถยนต์    คันในโรงซ่อม)

  • There were a few dozen dresses in the shop window.

(มีเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกายอยู่  ๒ - ๓  โหล  ในตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

  • We bought three dozen apples this morning.

(เราซื้อแอปเปิล    โหล เมื่อเช้านี้)

  • These oranges are 100 baht a dozen.

(ส้มเหล่านี้โหลละ  ๑๐๐  บาท)

  • The company needed half a dozen trucks for the construction project.

(บริษัทต้องการรถบรรทุก    คัน  สำหรับโครงการก่อสร้าง)

                                ๒. Dozens of  +  นามพหูพจน์  (หมายถึง  “จำนวนมาก”)

  • I’ve told you a dozen times now!

(ผมบอกคุณไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้วนะ  ตอนนี้)

  • There have been dozens of attempts at reform.

(มีความพยายามหลายครั้งหลายหนที่จะปฏิรูป)

  • Dozens of houses were damaged.

(บ้านหลายสิบหลังถูกทำลายไป)

                                ๓. ​By the dozen  =  “เป็นโหล” 

  • Eggs are generally sold by the dozen.

(โดยทั่วไป  ไข่ขายกันเป็นโหล)

  • It is usually cheaper to buy things by the dozen.

(โดยปกติแล้ว  มันจะราคาถูกกว่ากันที่จะซื้อของเป็นโหล)  (เทียบกับเมื่อซื้อทีละชิ้น)

 

5. She did not have _______________________________________ money to buy a new car.

(เธอไม่มีเงิน _______________________________________ ที่จะซื้อรถยนต์คันใหม่)

(a) enough of

(b) enough    (เพียงพอ)

(c) an enough

(d) the enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Enough”  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

                                ๑. เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ใช้ขยายหน้าคำนาม  เช่น

  • A number of poor people in developing countries don’t even have enough food to eat.    

(คนยากจนจำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนา  ไม่มีแม้กระทั่งอาหารเพียงพอที่จะกิน)

  • He did not have enough information on that to speak confidently.

(เขาไม่มีข้อมูลเพียงพอในเรื่องนั้น  ที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ)

  • Don’t ask me to help you.  I’ve got enough problems of my own.

(อย่าขอร้องให้ผมช่วยคุณเลย  ผมมีปัญหาของตัวเองมากมายพออยู่แล้ว)

  • I don’t think there is enough room for such lots of people.

(ผมไม่คิดว่าจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับผู้คนมากมายเช่นนั้น)

                                ๒. เป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ใช้ขยายข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เช่น

  • This house is not big enough for our entire family.

(บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับคนในครอบครัวของเราทั้งหมด)

  • He is old enough to understand it.

(เขาโตพอที่จะเข้าใจมัน)

  • We were close enough to be able to see their faces.

(เราอยู่ใกล้พอที่จะสามารถเห็นหน้าพวกเขาได้)

  • These girls are not old enough to go out alone.

(เด็กหญิงพวกนี้ยังไม่โตพอ (อายุไม่มากพอ) ที่จะออกไปข้างนอกตามลำพัง)

  • Jim isn’t clever enough for Jenny.

(จิมมิได้ฉลาดพอสำหรับเจนนี่)   (ดังนั้น  จึงโดนเธอหลอก  หรือ  เจนนี่ไม่ควรแต่งงานกับจิม)

  • The assignment is easy enough for her to do without help.

(งานที่ได้รับมอบหมาย  ง่ายพอสำหรับเธอ  ที่จะทำโดยไม่ต้องมีใครช่วย)

  • We walked quickly enough to catch the bus.

(เราเดินเร็วพอที่จะทันขึ้นรถเมล์)

  • She wrote carefully enough to avoid making a mistake.

(เธอเขียนอย่างระมัดระวังพอที่จะหลีกเลี่ยงการทำ (เขียน) ผิด)

  • They ran slowly enough for us to catch up with.

(พวกเขาวิ่งช้าพอสำหรับเราที่จะตามได้ทัน)

  • Those students are not trying hard enough.

(นักเรียนพวกนั้นมิได้พยายามมากพอ)  (“Hard”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

  • She sings well enough to make a living.

(เธอร้องเพลงได้ดีพอที่จะทำมาหากินได้)  (“Well”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

 

6. I will talk to the children ____________________________________________________.

(ผมจะคุยกับพวกเด็กๆ _________________________________________________)

(a) one and then the other

(b) first one then the next

(c) one by one    (ทีละคน)

(d) in singles

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “One by one”  =  “ทีละคน, ทีละตัว, ทีละสิ่ง”  ตัวอย่าง  เช่น

  • One by one they stood up.

(พวกเขายืนขึ้นทีละคน)

  • She swallows the aspirin, sipping them down with water one by one.

(เธอกลืนยาแอสไพริน  โดยดื่มจิบน้ำกลืนมันลงไปทีละเม็ด)

                               สำหรับ  “One after another”  =  (เหตุการณ์เกิดขึ้น  หรือถูกกระทำ)  อย่างต่อเนื่อง หรือซ้ำซาก  และมักเป็นเวลานาน  ดังประโยคข้างล่าง

  • She found one excuse after another to postpone submitting her term paper.

(เธอหาข้อแก้ตัวเรื่องแล้วเรื่องเล่า  ที่จะเลื่อนการส่งรายงานประจำเทอมของเธอออกไป)

  • He begins opening bottles, one after another.

(เขาเริ่มต้นเปิดขวด  ขวดแล้วขวดเล่า)

 

7. A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

   B: “He said that he forgot both of the __________________________________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม ________________________________________ ทั้ง    หมายเลข)

(a) rooms number

(b) room number

(c) room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นนามประกอบ (นามขยายนาม)  (Compound noun)  มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง   ดูเพิ่มเติม  “นามขยายนาม”  จากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • My father is working on a _______________________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน ___________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับข้อ  (b) และ  (c) มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  (แผนการพัฒนา)  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Thailand’s population ___________________ is an average of 0.8 percent each year.

(_____________________ ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  (Compound noun)  หรือ  “นามประกอบ” (Population increase  =  การเพิ่มขึ้นของประชากร

                                                       ตัวอย่างที่      

  • That is a hat shop.  There are some hats in ________________________________.

(นั่นเป็นร้านขายหมวก  มีหมวกอยู่ใน ______________________________________)

(a) the shop’s window

(b) the shop window    (ตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

(c) the window shop    (ร้านขายหน้าต่าง)

(d) the window’s shop

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้แบบนามขยายนาม  หรือ นามประกอบ  (Compound noun)

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the _____________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรี่ใน _____ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the _____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ ___________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient __________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ________________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ____________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ___________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ___________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _______________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

   -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

8. Please put these books back ________________________________________ they belong.

(โปรดนำหนังสือเหล่านี้กลับไปเก็บ ________________________________ ที่มันเคยวางอยู่)

(a) to

(b) where    (ณ  สถานที่)

(c) whom

(d) who

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับสถานที่  และข้อความ  “Where they belong”   เป็นกริยาวิเศษณ์บอกสถานที่  (Adverb clause of place)  ขยายกริยา  “Put

 

9. _______________________________________________________ happens, keep calm.

(______________________________________ เกิดขึ้น, ให้นิ่งเข้าไว้ - หรือ ใจเย็นๆ เข้าไว้)

(a) Wherever    (ที่ไหนก็ตาม)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever    (อะไรก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whatever”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่                                  

  • ________________________________________ you may say, I still think I am right.

(__________________ คุณอาจจะพูด ________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whatever”  และ  “However”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happened to him, he never paid any attention.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาก็ตาม,  เขาไม่เคยสนใจเลย)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

10. You must work harder ______________________________________________ now on.

(คุณจะต้องทำงานให้หนักขึ้น (ขยันทำงาน หรือ เรียนหนังสือให้มากขึ้น) _________ บัดนี้เป็นต้นไป)

(a) since

(b) until

(c) up to

(d) from    (ตั้งแต่, นับตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “From now on”  =  “นับจากนี้เป็นต้นไป”  

                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่  “Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก),  “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),  เป็นต้น

                            สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง)  -  Modern cars differ from the early ones in many major ways.  (รถยนต์สมัยใหม่แตกต่างจากรถยุคแรกๆ  ในลักษณะสำคัญๆ หลายประการ),  “Borrow”  (ขอยืม)  -  She borrowed some money from her friend.  (เธอยืมเงินจากเพื่อน),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ)  -  Seventy-five percent of its population suffers from malnutrition.  (๗๕  เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองของมัน (หมู่บ้าน, ตำบล) ได้รับความเดือดร้อน-ทุกข์ยาก  จากการขาดสารอาหาร)  -  A lot of people suffer from cancer today.  (ผู้คนจำนวนมากป่วยเป็นมะเร็งในปัจจุบัน),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด)  -  Rosa had separated from us, asking for a room by herself.  (โรซ่าได้แยกตัวจากเรา, โดยขอห้องอยู่ตามลำพัง – ส่วนตัว),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง)  -  Her umbrella helped protect her from the rain.  (ร่มช่วยปกป้องเธอจากฝน),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้)  -  The country has a law prohibiting employees from striking.  (ประเทศมีกฎหมายห้ามพนักงาน (ลูกจ้าง) มิให้นัดหยุดงาน),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้)  -  Floods and landslides hindered the enemy from invading the city.  (น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มขัดขวางศัตรูมิให้รุกรานเมือง)  (ขัดขวางมิให้บุกเข้ามาในเมือง),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจากไข้, หายจากประสบการณ์เลวร้าย)  -  It was weeks before she fully recovered from malaria.  (มันเป็นเวลาหลายสัปดาห์  ก่อนที่เธอจะหายขาดจากโรคไข้จับสั่น)  -  They took a long time to recover from this shock.  (พวกเขาใช้เวลานาน  ในการหายจากอาการตื่นตะลึง (ความสะดุ้งตกใจ) นี้)เป็นต้น

                               ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”  - You will have to study harder from now on.  (คุณจำ เป็นจะต้องขยันเรียนให้มากขึ้น  นับจากนี้เป็นต้นไป),  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส)  (ความถี่ประมาณ  ๔๐  เปอร์เซ็นต์)  -  We go to the movies from time to time.  (เราไปดูหนังเป็นครั้งคราว),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ)  -  Johnny got very little pay, and the family lived from hand to mouth when he had no job.  (จอห์นนี่ได้ค่าจ้างน้อยมาก  และครอบครัวต้องดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ  เมื่อเขาตกงาน),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก    โมง  ถึง    โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม  ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งแย่อยู่แล้ว  กลับแย่มากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.   (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),   “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก),   “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),   เป็นต้น

 

11. We hope ___________________________________________ London during the winter.

(เราหวัง ________________________________________ ลอนดอนในระหว่างฤดูหนาว)

(a) visiting

(b) visit

(c) to visit    (จะได้ไปเยือน)

(d) to go visit

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “to go to”  ก็ได้   สำหรับ  “Hope”  (หวัง)  ใช้ในโครงสร้างดังนี้  คือ

                                ๑. Hope + (That) + Clause

  • I hope (that) I can see the doctor tomorrow.

(ผมหวังว่าผมสามารถไปพบหมอวันพรุ่งนี้)

  • We hope (that) we have enough food and water during the dry season.

(เราหวังว่าเรามีอาหารและน้ำเพียงพอ  ในระหว่างฤดูแล้ง)

  • She hopes (that) she will be admitted to a university next year.

(เธอหวังว่าเธอจะได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในปีหน้า)

                                ๒. Hope + To + Verb 1

  • They hope to go back home by the end of this year.

(พวกเขาหวังจะได้กลับบ้านตอนสิ้นปีนี้)

  • She hopes to buy a new home if she can afford it.

(เธอหวังจะซื้อบ้านใหม่  ถ้าเธอมีเงินพอ)

  • Most people hope to win the first prize in lottery.

(คนส่วนใหญ่หวังจะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑)

                                ๓. Hope + For + Noun

  • The war victims hoped for a peaceful life after the war had ended.

(เหยื่อสงครามหวังจะมีชีวิตสันติ  หลังจากสงครามได้จบลง)

  • We hope for better future next year.

(เราหวังจะมีอนาคตที่ดีขึ้นในปีหน้า)

  • The newly-wed couple hoped for a happy marriage.

(คู่สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่  หวังว่าการแต่งงานจะมีความสุข)

  • The climbers hoped for better weather tomorrow.

(นักปีนเขาหวังว่าอากาศจะดีขึ้นในวันพรุ่งนี้)

 

12. A captain is ________________________________________ a lieutenant  (ลู-เท้น-เนิ่นท).

(ร้อยเอกอยู่ ____________________________________________________ ร้อยโท)

(a) before

(b) beyond

(c) above

(d) over    (เหนือ, สูงกว่า, ใหญ่กว่า)  (หมายถึง  สูงกว่าในเรื่องชั้นยศ)

(e) on

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ข้อนี้เป็นเรื่อง   “Preposition”  จึงต้องจำ

 

13. The telephone is useful _____________________________________________ all of us.

(โทรศัพท์มีประโยชน์ _________________________________________ พวกเราทุกคน)

(a) for

(b) to    (ต่อ, แก่)

(c) of

(d) with

ตอบ    -    ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                            สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

14. My friend must take medicine, but I __________________________________________.

(เพื่อนของผมต้องกินยา  แต่ผม ____________________________________________)

(a) don’t    (ไม่กิน)

(b) mustn't    (จะต้องไม่กิน)

(c) needn’t    (ไม่จำเป็นต้องกิน)

(d) won’t    (จะไม่กิน)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากใจความดีกว่าข้ออื่นๆ   เป็นการพูดข้อความที่แย้งกัน  โดยดูจาก  “But”  (เพื่อนต้องกินยา  “แต่”  ผมไม่จำเป็นต้องกิน)

 

15. Since the air in Bangkok is not always fresh, we like to go to the seaside ______________.

(เนื่องจากอากาศในกรุงเทพฯ  มิได้สดชื่นอยู่ตลอดไป  พวกเราจึงชอบไปชายทะเล __________)

(a) for the change of air

(b) for the change of the air

(c) for a change of the air

(d) for a change of air    (เพื่อเปลี่ยนอากาศ  -  ที่บริสุทธิ์มากขึ้น)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และในข้อนี้  ใช้แบบทั่วๆ ไป  มิได้ชี้เฉพาะ  จึงไม่ต้องใช้  “The”  นำหน้า,  ส่วน  “Change”  เป็นคำนามนับได้  และใช้แบบทั่วๆ ไป   มิได้ชี้เฉพาะเช่นเดียวกัน   จึงใช้   “A” นำหน้าแทน  “The” (คำนามนับได้เอกพจน์  จะอยู่ลอยๆ ไม่ได้  ต้องนำหน้าด้วย  “A”  หรือ  “An”  แต่ถ้าชี้เฉพาะเจาะจงลงไป  ต้องนำหน้าด้วย  “The”)

                              สำหรับวลีที่ใช้กับ  “A”  และ  “An”  ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..............In a position to…...............”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with……...................”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น

                              นอกจากนั้น  ยังใช้  “A, An”  ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส),  “At a discount” (ลดราคา), “May I borrow your pen for a minute?”  (ผมขอยืมปากกาคุณสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ),   เป็นต้น

 

16. I get tired of cleaning the house and ________________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) ___________________________ ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”  โดยถือว่าตามหลัง   “Preposition” (Of) เหมือนกันทั้ง คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง  “Preposition” {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

  • She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

  • They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

  • We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

  • This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

 

17. She gave him the wrong telephone number ___________________________________.

(เธอให้เบอร์โทรศัพท์ผิดแก่เขา ___________________________________________)

(a) with mistake

(b) by mistake   (โดยการเข้าใจผิด)

(c) from mistake

(d) with a mistake

ตอบ  -  ข้อ   (b) 

                                 สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by virtue of”  (เพราะว่า, ด้วยเหตุผลที่ว่า)  -  Plastic bags are useful for holding many kinds of food, by virtue of their clearness, toughness, and low cost.  (ถุงพลาสติกมีประ โยชน์สำหรับใช้ใส่อาหารหลายชนิด, เพราะว่าความใส, เหนียว, และราคาถูก  ของมัน),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  by my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ  คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะ เล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้ง หมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร), “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำ หนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก เมตร),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทร ศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐ บาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ), “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย เหลือ ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือ มือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),   เป็นต้น

 

18. We will go out after I _____________________________________ typing this application.

(เราจะออกไปข้างนอกหลังจากผม _____________________________ การพิมพ์ใบสมัครนี้)

(a) shall finish

(b) have finished   (ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว)  

(c) had finished

(d) shall have finished

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense{Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  ใช้กับ  “เหตุการณ์ที่ได้ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว)  หรือ เหตุการณ์ที่ยังมิได้ทำ (ยังไม่เกิดขึ้น)  หรือ ใช้ถามคำถามว่า  “ทำแล้วหรือยัง”  (ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง)  แต่ในข้อ  ๑๘  ได้นำมาปนกับเหตุการณ์ในอนาคต  “Future tense” {Subject + Will (Shall) + Verb 1}   คือ  บอกว่า  “เราจะออกไปข้างนอก  ถ้าผมได้เสร็จสิ้นการพิมพ์ใบสมัครแล้ว

                          อนึ่ง  “Present perfect tense”  ที่บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้   อาจไม่ต้องมี  “Already” และ “Yet”  ก็ได้  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)  

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)   

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                            ทั้งนี้  เมื่อเอาประโยคใน  “Present perfect tense”   มารวมกับ   “Future tense”  (เหตุการณ์อนาคต)   หรือ  “Present simple tense”  (เหตุ การณ์ปัจจุบัน)  จะได้ประโยคดังตัวอย่างข้างล่าง

  • He will go to work in Japan after (when) he has studied Japanese.

(เขาจะไปทำงานในญี่ปุ่น  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ศึกษาภาษาญี่ปุ่นแล้ว)

  • We will go out for dinner after (when) we have finished our work.

(เราจะออกไปกินอาหารค่ำข้างนอกบ้าน  หลังจาก (เมื่อ) เราได้ทำงานเสร็จแล้ว)

  • They will visit her in England after (when) they have received her letter.

(พวกเขาจะไปเยี่ยมเธอในอังกฤษ  หลังจาก (เมื่อ) พวกเขาได้รับจดหมายจากเธอ)

  • She arrives after (when) the train has left the station.

(เธอมาถึง  หลังจาก (เมื่อ) รถไฟได้ออกจากสถานีไปแล้ว)

  • He goes to sleep after (when) he has closed the window.

(เขาเข้านอน  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ปิดหน้าต่างแล้ว)

  • I go to the concert after (when) I have got a free ticket.

  (ผมไปดูคอนเสิร์ต  หลังจาก (เมื่อ)  ผมได้ตั๋วฟรีแล้ว)      

 

19. _________________ river in this old city is severely polluted and toxic has long been known.

(____________ แม่น้ำในเมืองเก่าแก่แห่งนี้  ถูกทำให้เป็นมลภาวะและเป็นพิษอย่างรุนแรง  เป็นที่ล่วงรู้กันมานานแล้ว)

(a) Although    (แม้ว่า)

(b) The

(c) That the    (ที่ว่า)

(d) It is the

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้มี  “Noun clause” (That the river….……….......……..….toxic)  เป็นประธานของประโยค  ส่วนกริยา  คือ  “has (long) been known”   ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ  “Noun clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • Did you hear _________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”  ดูคำอธิบาย   “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us __________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด _______________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ __________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “What I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Tell me ____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้า ที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often, Who, Whom, That, Whether, If – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้  โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                               ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น)  (หรือ  ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                ๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                               ๕. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่  “That (หรือ  Which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “That (Which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “The fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน  มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “That”  (ที่ว่า)  นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้  “Which”)   และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรม,   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่” หรือ “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “Which (That)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “Which (That)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

20. She will be accompanied on the trip by her ____________________________ scientists.

(เธอจะมีผู้ติดตามการเดินทางโดย ____________________ (ที่เป็น) นักวิทยาศาสตร์ของเธอ)

(a) follow    (ติดตาม)

(b) fellow    (เพื่อน)

(c) fallow    (ที่ดินที่ไถคราดทิ้งไว้, ที่ดินที่ยังไม่ได้เพาะปลูก)

(d) furlough    (เฟ้อร์-โล) (การลาพักงาน, การอนุญาตให้ลาพักงาน, การให้ออกจากงาน)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  เหมือนกับ  “Fellow workers”  (เพื่อนร่วมงาน),  “Fellow students” (เพื่อนนักเรียน, เพื่อนร่วมชั้น),  “Fellow countrymen” (เพื่อนร่วมชาติ),  “fellow passengers” (เพื่อนที่ร่วมโดยสารไปกับเครื่องบิน, รถ หรือ เรือลำเดียวกัน)เป็นต้น

                     

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 447)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. This book is too difficult ________________________________ any help to the students.

(หนังสือเล่มนี้ยากเกินไป ___________________ ประโยชน์ (การช่วยเหลือ) ใดๆ กับนักเรียน)

(a) to be of    (ที่จะเป็น)

(b) being of

(c) be of

(d) having been of

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Are) + Too + Adjective + (For someone) + To + Verb 1 (หรือ + Be + Adjective  หรือวลี)”  เช่น

  • The news is too good (for us) to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไป – สำหรับเรา – ที่จะเชื่อได้)

  • The room was too hot for them to sleep in.

(ห้องร้อนเกินไปสำหรับพวกเขาที่จะนอนได้)

  • She worked too hard and slept too late to be healthy.

(เธอทำงานหนักเกินไปและนอนดึกเกินไปที่จะมีสุขภาพดี)

  • The news is too good to be true.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเป็นจริง)

  • The car is too small to be of any use.

(รถคันนั้นเล็กเกินไปที่จะเป็นประโยชน์ใดๆ)

 

2. Peter feels that most ____________________________ are impossible to get along with.

(ปีเตอร์รู้สึกว่า ___________ ส่วนใหญ่  ไม่สามารถ (เป็นไปไม่ได้) ที่จะเข้ากันได้  -  กับลูกเขย)

(a) mothers-in-law    (แม่ยาย หรือ แม่ภรรยา)  (รวมถึงแม่สามีด้วย)

(b) mother-in-laws

(c) mothers in law

 (d) mother in laws

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากคำนามผสม ไม่ว่าจะผสมกับบุรพบท (Preposition)  หรือกับคำนาม  เมื่อต้องการทำให้เป็นรูปพหูพจน์  ต้องเติม  “S  ที่คำนามหลักเท่านั้น  เช่น

เอกพจน์

พหูพจน์

คำแปล

Son-in-law

Sons-in-law

ลูกเขย

Daughter-in-law

Daughters-in-law

ลูกสะใภ้

Father-in-law

Fathers-in-law

พ่อตา, พ่อสามี

Mother-in-law

Mothers-in-law

แม่ยาย, แม่สามี

Step-son

Step-sons

ลูกเลี้ยง (ชาย)

Step-daughter

Step-daughters

ลูกเลี้ยง (หญิง)

Brother-in-law

Brothers-in-law

พี่เขย, น้องเขย

Sister-in-law

Sisters-in-law

พี่สะใภ้, น้องสะใภ้

Looker-on

Lookers-on

ผู้ดู, ผู้ชม

Living-room

Living-rooms

ห้องรับแขก

Looking-glass

Looking-glasses

กระจกส่องหน้า

Passer-by

Passers-by

ผู้ที่เดินผ่านไปมา

Runner-up

Runners-up

ผู้ที่ได้ตำแหน่งรองชนะ

เลิศ  ตั้งแต่ลำดับที่  ๒ – ๑๐

 

 

3. He died ____________________________________________________ his own hands.

(เขาตาย ______________________________________________ น้ำมือของตัวเอง)

(a) of

(b) with

(c) from

(d) by   (ด้วย, โดย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by virtue of”  (เพราะว่า, ด้วยเหตุผลที่ว่า)  -  Plastic bags are useful for holding many kinds of food, by virtue of their clearness, toughness, and low cost.  (ถุงพลาสติกมีประ โยชน์สำหรับใช้ใส่อาหารหลายชนิด, เพราะว่าความใส, เหนียว, และราคาถูก  ของมัน),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  by my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)-  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ  คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะ เล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้ง หมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐ บาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ), “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย เหลือ ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือ มือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),   เป็นต้น

 

4. They do not approve __________________________________________ women smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วย _______________________________________ ผู้หญิง (ที่) สูบบุหรี่)

(a) in

(b) on

(c) of   (กับ)

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง........................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

5. A: “Have you ever been to Chiang Mai?”

(คุณเคยไปเชียงใหม่ไหม)

    B: “_________________________________________________________________.”

(a) It is quite far from Bangkok    (มันอยู่ไกลจากกรุงเทพฯ มากเลย)

(b) I love traveling    (ผมชอบการเดินทาง)

(c) Only once    (เพียงครั้งเดียวเท่านั้น)

(d) It isn’t too difficult to get there.    (มันไม่ยากเกินไปที่จะไปที่นั่น)

 

6. In countries where there is automation, a lot of _____________________________ are used.

(ในประเทศที่มีการใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน  (ลักษณะหรือขบวนการอัตโนมัติ) _________ จำนวนมากถูกใช้)

(a) laborers    (กรรมกร, คนงาน)

(b) factories    (โรงงาน)

(c) processes    (ขบวนการ, กรรมวิธี)

(d) machines    (เครื่องจักรกล)

 

7. The police arrested a man for robbing a bank, but the suspect _______ having been there before.

(ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาปล้นธนาคาร  แต่ผู้ต้องหา (ผู้ต้องสงสัย) _________ ว่าได้อยู่ (ได้ไป) ที่นั่นมาก่อน)  (คือ  ปฏิเสธว่าไม่เคยไปที่ธนาคารนั้นมาก่อน)

(a) admitted    (ยอมรับ)

(b) denied    (ปฏิเสธ)  (ต้องตามด้วย  “Verb + ing”)

(c) confessed    (สารภาพ)

(d) refused    (ปฏิเสธ)  (ต้องตามด้วย  “To + Verb 1”)

 

8. The tiger knocked the hunter down, but he ___________________ to wound it with his knife.

(เจ้าเสือทำให้นักล่า (นายพราน) ล้มคว่ำลง  แต่เขา _________ ทำให้มันบาดเจ็บด้วยมีดของเขา)

(a) intended    (ตั้งใจ, มีเจตนา)

(b) waited    (รอคอย)

(c) managed    (สามารถ, จัดการ, บริหาร, ควบคุม, ดูแล, ปกครอง, ดำเนินการ)

(d) pretended    (แสร้งทำ, เสแสร้ง, หลอกลวง, อวดอ้าง, อ้างสิทธิ)

 

9. Without petrol commerce and industry would be _________________________ a standstill.

(ถ้าหากปราศจากการค้าขายน้ำมัน,  อุตสาหกรรมจะ___________ ชะงักงัน  –  หรือ หยุดอยู่กับที่)

(a) on

(b) at   (at a standstill  =  หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)

(c) in

(d) to

(e) into

ตอบ    -    ข้อ  (b)

                                 สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

10. I can’t help ________________________________________________ of my past life.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ________________________________________ ชีวิตในอดีตของผม)

(a) think

(b) to think

(c) thinking    (คิดถึง)

(d) to thinking

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Can’t help” (อดไม่ได้)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  หรือ  คำนาม  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I don’t feel like ____________________________________________________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก ______________________________________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating    (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)   ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)หรือคำนามได้แก่   “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม)Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”   (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit”  (ยอมรับ),  “Delay”  (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.  

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  •   I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  •   We could not avoid meeting him.  

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.   

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  •   Jim finished writing a report last night.   

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  •   The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  •   She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  •   They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.   

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.   

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  •  The teacher suggested working harder.   

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

11. ______________________________________ you keep your mouth shut, you will be safe.

(______________________________________ คุณหุบปากของคุณไว้,  คุณก็จะปลอดภัย)

(a) Unless    (ถ้า.....................................ไม่)

(b) So long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) In case of    (ในกรณีของ)

(d) So far as    (เท่าที่...............................ผมรู้มา, เขาบอกผม, ฯลฯ)

 

12. Let’s go to the library, ___________________________________________________?

(พวกเราไปห้องสมุดกันเถอะ, _____________________________________________)

(a) do we

(b) don’t we

(c) won’t we

(d) shall we    (เอาไหม)

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจากประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้นด้วย   “Let’s”  ในส่วนท้าย  (Tag) จะต้องใช้  “Shall we”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • Let’s ………………….., shall we?”   (พวกเรา......................., เอาไหม)   เช่น
  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                             แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง   (คือขออนุญาตให้ผู้พูด  หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน  Tag  ต้องใช้  “Will you?”  เหมือนในประ  โยคขอร้องทั่วไป  เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

                               ดูเพิ่มเติมส่วนท้าย  (Tag)  ของประโยคขอร้อง  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Do it at once, _________________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ___________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you   (ได้ไหม)

ตอบ    -    ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง เชื้อเชิญ  ในส่วน   “Tag”  ให้ใช้“……….......……..…., Will you ?”  เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

 

13. He was ________________________________________________ arrested for speeding.

(เขา ________________________________ ถูกจับ  เพราะขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด)

(a) no

(b) still   (ยังคง)

(c) until   (จนกระทั่ง)

(d) almost   (เกือบจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Almost”  จากประโยคข้างล่าง

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

14. ________________________________ times he cannot even remember his own name.

(________________________________ ครั้งคราว  เขาไม่สามารถแม้กระทั่งจำชื่อตัวเองได้)

(a) At   (เป็น)  (At times  =  เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อย, บางครั้ง, ไม่ใช่ทุกวันหรือทุกสัปดาห์)   

(b) On

(c) In

(d) Of

ตอบ   -   ข้อ   (a)   สำหรับวลีที่ใช้  “At”  ดูใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

15. The houses here are a little less modern than ___________________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า __________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those   (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Houses”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (Furniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence)  ให้แทนด้วย  “That”  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ______________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ________________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Kite”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง  (กล่าวซ้ำ)  ต้องใช้  “One” แทน

                                                     ตัวอย่างที่  

  • The air of the hills is cooler than _________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ______________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ  –  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That”  และตามด้วย  “Of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้  “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้  “Those”  แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่  “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (Book  เป็นนามเอกพจน์นับได้  จึงต้องใช้  One  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (Students  เป็นนามพหูพจน์  จึงต้องใช้  Those  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (Knowledge  เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  That  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ) 

 

16. The parcels I have just brought into the house ________________________ on the table.  

(หีบห่อที่ผมเพิ่งนำเข้ามาในบ้าน ____________________________________ บนโต๊ะ)

(a) are laying    (กำลังวางลง, กำลังตั้งลง)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) are lying    (กำลังวาง, กำลังตั้ง)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lying

(d) laying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากหีบห่อ  “วาง หรือตั้ง”  อยู่ได้เองโดยไม่ต้องมีกรรมมารับ  และที่ต้องใช้   “are lying”  เพราะเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่  (Main clause)  (The parcels are lying on the table.)  ส่วนประโยคย่อย  (Subordinate clause)   คือ  “(Which) I have just brought into the house.

 

17. Will you please change this blue shirt ________________________________ a red one?

(คุณจะกรุณาเปลี่ยนเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินตัวนี้ __________ ตัวสีแดงได้ไหมครับ)  (ลูกค้าพูดกับเสมียนร้านขายเสื้อผ้า  ขอเปลี่ยนเป็นเสื้อสีแดง)

(a) with

(b) against

(c) for   (เพื่อ, เป็น)

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (c)     

                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                            ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต)  เป็นต้น

                          สำหรับวลีอื่นๆ  ที่ใช้กับ   “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

18. It’s time we ____________________________________________________ this town.

(ถึงเวลาแล้วที่เรา _______________________________________________ เมืองนี้)

(a) leave

(b) shall leave

(c) left    (ออกจาก)

(d) are leaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “It is time, It is about time, It is high time”  (ถึงเวลา, ได้เวลา, ถึงเวลาสมควร, ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้ว)  ต้องตามด้วย  “Clause”  ที่เป็น  “Past simple tense” (Verb 2)  เช่น

  • It is time you went home to your parents.

(ถึงเวลาที่เธอควรกลับบ้านไปหาพ่อแม่แล้ว)

(= It is time for you to go home to your parents.)

  • It is time he turned over a new leaf.

(ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้วที่เขาจะต้องกลับเนื้อกลับตัว)

(= It is time for him to turn over a new leaf.)

 

19. That is a hat shop.  There are some hats in ____________________________________.

(นั่นเป็นร้านขายหมวก  มีหมวกอยู่ใน _______________________________________)

(a) the shop’s window

(b) the shop window    (ตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

(c) the window shop    (ร้านขายหน้าต่าง)

(d) the window’s shop

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้แบบนามขยายนาม  หรือ  นามประกอบ  (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the _____________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรี่ใน _____ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ______________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ___________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ______________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ___________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ________________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

20. There are two _________________________________________ in the word ‘necessary’.

(มี (ตัวอักษร) _____________________________________   ตัว ในคำว่า  ‘necessary’)

(a) s

(b) ss    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) s’s    (เอส)

(d) ss’    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป  “Apostrophe”  (’)  เสมอ  เมื่อต้องการบอกว่า  มีตัวอักษรกี่ตัวในคำนั้นๆ

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 446)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Although she is his only sister, he has _____________________________ affection for her.  

(แม้ว่าเธอเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา  เขา ______________ มีความรักใคร่ในตัวเธอเลย)

(a) not

(b) many

(c) no    (ไม่)

(d) none

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “No + Noun” (No affection)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No”  และ  “Not”  จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I am very sorry that you have ___________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ ________________________________ มีหนังสือดีๆ อ่าน)

(a) some

(b) not

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน”  

                                           ตัวอย่างที่      จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่ง ตั้งโดยประธานาธิบดี)  ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -    ข้อ     แก้เป็น   “No”  เนื่องจาก  “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”   ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้  หมายถึง  “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  ๒ คน ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ   -   “Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้   โดยหมายถึง   “ไม่ใช่”   แต่ “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                นอกจากนั้น   เรายังสามารถใช้   “Not”   กับ   “Infinitive with to”   และ   “Gerund” (Verb + ing)   ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ  คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                             ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป   “No + Verb + ing”  เช่น   “No Swimming”  (ห้ามว่ายน้ำ),  “No Fishing”  (ห้ามตกปลา),  “No Parking”  (ห้ามจอดรถ),  “No Smoking”  (ห้ามสูบบุหรี่),  เป็นต้น

                             สำหรับตัวอย่างของ  “No”  และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง  จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้าไปไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป)  (คือ  โกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

{มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)}  (คือ  เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป)  (คือ  ไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย)  (อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

 

2. A: “Why did he fail in the examination?”

(ทำไมเขาจึงสอบตก)

   B: “ _________________________________________________________________.”

(a) Because he lazy

(b) Because his laziness

(c) Because he not studied

(d) Because he hardly studied for it   (เพราะว่าเขาแทบจะไม่ได้เรียนเพื่อเตรียมสอบเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับข้ออื่น  ต้องแก้เป็น   “Because he was lazy.”  (เพราะว่าเขาขี้เกียจ),  “Because of his laziness.”  (เนื่องมาจากความขี้เกียจของเขา),  “Because he did not study.”  (เพราะว่าเขาไม่เรียน  -  หรืออ่านหนังสือ),  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Hardly”  และ  “Hard”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He always tries to avoid ______________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ______________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work   (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Work”  (งาน)   เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)   จึงไม่สามารถเติม  “S”   ได้   (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every”  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์   (จึงตัดข้อ (d)  ทิ้ง)   สำหรับ  ข้อ (a) สามารถใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น   “Working hard”  เนื่องจากหลัง   “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Those people are working very _________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน __________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง  “หนัก”  ดังนั้น   เมื่อขยายกริยา  “are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly”  (หรือ  อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  =  อย่างประสบความสำเร็จ)   สำหรับ  “Hardly”  เป็น   “Adverb of frequency”  (แสดงความ  “บ่อย”  หรือ  “ถี่”)   หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ   “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน  หรือ  เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                               สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (Seldom, Hardly, Always, Often, Generally, Usually, Occasionally, Rarely, Never)   ในประโยค   มีดังนี้   คือ

                                   ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                   ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.   (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                    ๓. ถ้ามีคำกริยา    ตัวในประโยค   ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)
  • She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)
  • You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)
  • He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)
  • We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never,  Hardly,  Seldom, Never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner,  In vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until  (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้   คือ  {Never (No sooner, Hardly, Never in my life, Not until, etc.) + Verb  (พิเศษ  หรือ  ช่วย)  เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)               

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. Do you and your sister ever burn _________________________________ while cooking?  

(คุณและน้องสาวเคยทำไฟลวก ________________________ ขณะกำลังปรุงอาหารหรือไม่)

(a) yourself

(b) herself

(c) themselves

(d) yourselves    (ตัวเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมี  “You”  อยู่ด้วย  จึงต้องใช้  “Yourselves”  (ตัวคุณเองและน้องสาว  -  คือ    คน)  แต่ถ้าหมายถึง  “ตัวคุณคนเดียว”  ใช้เพียง  “Yourself

 

4. Did you hear _____________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ____________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”   เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”  ดูคำอธิบาย   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us __________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด __________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ __________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “What I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Tell me _____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำ หน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                  ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น)  (หรือ  ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                  ๓.  เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                 ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                               ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่  “That  (หรือ  Which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “That (Which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “The fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน  มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “That”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้  “Which”)   และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม,   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “That”  หรือ “Which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน   หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “Which (That)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “Which (That)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

5. Don’t do anything.  I believe __________________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ____________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it   (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was, Will be, Would be) + Adjective (เช่น  “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • It is usually necessary for the international business person __________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ __________ มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ  แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe    (สังเกต)

(c) knowing    (รู้)

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, better, best, worse, worst, etc.) + (For someone) + (Not) + To do (กริยาอะไรก็ได้)  + Something}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) not to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่ไม่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

  • It is best (for him) not to say anything about it.

(มันดีที่สุดสำหรับเขาที่ไม่พูดอะไรเกี่ยวกับมัน)

  • It was worst (for her) not to arrive at the airport in time.

(มันเลวร้ายที่สุดสำหรับเธอที่ไม่ไปสนามบินทันเวลา)

 

6. He is too busy _______________________________________ me, so I must do it myself.

(เขามีธุระยุ่งเกินไป __________ ผม  ดังนั้น  ผมจะต้องทำมันด้วยตนเอง)  (คือ  มีงานยุ่งมากเกินไป  จนไม่สามารถช่วยผม)

(a) helping

(b) to help    (ที่จะช่วยเหลือ)

(c) to helping

(d) for helping

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject (He, She, It) + Is (Was) + Too + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยาย}  (ประธานฯ มีธุระยุ่งเกินไปที่จะ...............................)   เช่น

  • The room was too hot to sleep in.

(ห้องร้อนเกินไปที่จะนอนได้)

  • She is too arrogant to speak to us.

(เธอหยิ่งยโสเกินไปที่จะพูดกับเรา)

  • No one is too old to learn.

(ไม่มีใครแก่เกินเรียน)

  • They were too poor to buy a new home.

(พวกเขาจนเกินไปที่จะซื้อบ้านหลังใหม่)

 

7. He is too busy _________________________________________ me, so he can’t help you.

(เขามีธุระยุ่งเกินไปกับ ___________________ ผม  ดังนั้น  เขาจึงไม่สามารถช่วยเหลือคุณได้)

(a) to help

(b) helping    (การช่วยเหลือ)

(c) to helping

(d) for helping

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Was) + (Too) + Busy + Verb + ing”  (ประธานฯ มีธุระยุ่ง (เกินไป) อยู่กับ..................................)  เช่น

  • She was (too) busy reading her books.

(เธอมีธุระยุ่ง (เกินไป) กับการอ่านหนังสือ)

  • My mother was (too) busy cooking her meal.

(แม่ของผมมีธุระยุ่ง (เกินไป) กับการปรุงอาหาร)

  • The farmers were (too) busy working in the field.

(ชาวนามีธุระยุ่ง (เกินไป) กับการทำงานในทุ่งนา)

หมายเหตุ    -   จงเปรียบเทียบความแตกต่างกับใน  ข้อ  ๖

 

8. Have you any books about _________________________________________________?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ ___________________________________________ บ้างไหม)

(a) die

(b) to die    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) death    (เดธ)  (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) dead    (เดด)  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง   “Preposition” (About  =  เกี่ยวกับ)  ต้องเป็นคำนาม

 

9. We keep tinned goods __________________________________ every kind in our shop.

(เรามีสินค้าบรรจุกระป๋อง (อาหารกระป๋อง) _________________________ ทุกชนิดในร้าน)

(a) in

(b) by

(c) with

(d) of    (เพื่อขาย)

(e) for

ตอบ    -    ข้อ  (d)

                                  สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะ แนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

10. I am about ____________________________________________________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) _____________________________________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead   (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “To be about + To + Verb 1”  (เกือบจะ, จวนจะ, ใกล้จะ........................)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ______________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “To be about to”  หมายถึง   “กำลังจะ  หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”  เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไป  เมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

11. This is the house ___________________________________________________ I live in.

(นี่คือบ้าน (ซึ่ง) _____________________________________________ ผมอาศัยอยู่)

(a) where

(b) at

(c) in which

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดๆ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • The hotel __________________________________________ was very comfortable.

(โรงแรม _________________________________________ มีความสะดวกสบายมาก)

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด เพราะมี  “Where”  แล้ว ห้ามใช้  “In” อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “In which”   มีความหมายเท่ากับ  “Where”  สำหรับข้อนี้   นอกจากตอบในแบบข้อ   (d)   แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ  ได้อีก  คือ

  • (d) in which I slept last week
  • which I slept in last week
  • that I slept in last week
  • where I slept last week

หมายเหตุ     –    ห้ามใช้   “in that I slept last week

                               สำหรับประโยคในข้อ  ๑๑  สามารถใช้ได้หลายรูปแบบเช่นเดียวกัน  (โดยมีความหมายเหมือนกัน)  คือ

  • This is the house I live in
  • This is the house where I live.
  • This is the house in which I live.
  • This is the house which I live in.
  • This is the house that I live in.

 

12. How _________________________________________ do you have your car washed?

(คุณล้างรถของคุณ (คือ  ให้ผู้อื่นล้างให้) ________________________________ เพียงใด)

(a) much    (มาก)

(b) many times    (กี่ครั้ง)

(c) often    (บ่อย)

(d) long    (นาน, ยาว)

ตอบ    -     ข้อ    (c)   เนื่องจากถามเกี่ยวกับ   “ความถี่”  (Frequency)   สำหรับข้อ (b)   ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน   แต่ต้องแก้เป็น   “How many times in a week (month) do you have your care washed?”  หรือ  “How many times do you have your car washed in a week (month)?

 

13. You ought _________________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + To + Have + Verb 3”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น– เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

 

14. They were careful to seat the important guests ___________ the host so he could talk to them easily. 

(พวกเขามีความรอบคอบที่จัดที่นั่งให้แขกคนสำคัญ ___________ กับเจ้าภาพ  เพื่อที่ว่าเขา (เจ้าภาพ) จะได้สามารถสนทนากับแขกคนสำคัญได้อย่างง่าย – สะดวก)

(a) near to

(b) near    (ใกล้, ใกล้เคียง)

(c) next   (ถัดไปจาก, ติดกัน, ใกล้กับ)

(d) nearly   (เกือบจะ, จวนจะ)

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Near”  ไม่ต้องตามด้วย  “To”   ส่วน  “Next”  ต้องตามด้วย  “To”  เสมอ  (ในความหมาย   “ถัดไปจาก หรือ  ติดกันกับ”)   ส่วน  “Nearly”  ใช้ดังนี้    คือ

  • She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

  • He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

  • It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

  • I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

 

15. Our plane will arrive __________________________________________ Tokyo at noon.

(เครื่องบินของเราจะมา ____________________________________ โตเกียวในตอนเที่ยง)

(a) at

(b) in    (ถึง)

(c) to

(d) into

(e) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Arrive in”  =  มาถึง เมือง หรือ ประเทศ   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • This year the annual meeting takes place ____________________________ Seattle.

(ปีนี้  การประชุมประจำปีจัดขึ้น(เกิดขึ้น) ________________________ เมืองซีแอตเติ้ล)

(a) on

(b) for

(c) in    (ใน)

(d) by

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก “เมือง”   และ   “ประเทศ” ต้องใช้   Preposition  “In

                                  สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่ง