หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 440)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. President Lincoln’s hometown is _____________________________________________.

(บ้านเกิดของประธานาธิบดีลิงคอล์นอยู่ ________________________________________)

(a) far from here three hundred miles

(b) three hundred miles from here   {(ห่างออกไป)  ๓๐๐  ไมล์จากที่นี่}

(c) far three hundred miles from here

(d) three hundred miles far from here.

ตอบ    –    ข้อ   (b)    มีการเรียงคำ  คือ   “จำนวนระยะทาง + from here  โดยไม่ต้องมีคำว่า   “Far"

 

2. ____________________________________________ no rain here for the next few weeks.

(_____________________________________ ฝนตกที่นี่  สำหรับ ๒ – ๓ สัปดาห์ข้างหน้า)

(a) There was

(b) There has been

(c) There are

(d) There will be   (จะไม่มี)

ตอบ    -    ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นเรื่องของอนาคต  การทำนายดินฟ้าอากาศ

 

3. In the cities ____________________________ live as hard a life as they were in the villages.  

(ในเมืองใหญ่ ___________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆ กับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือ  ย้ายมาอยู่ในเมืองแล้ว  ก็ยังลำบากเหมือนในอดีตตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ    -    ข้อ   (c)   “The poor”   หมายถึง   “คนจน”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –    ข้อ     แก้เป็น  “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค    (whose purpose…………………..…..the needy)   สำหรับข้อ    (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้   “The”   นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)    และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย    ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม  “S”)  เช่น The poor”  (คนจน),  “The rich”  (คนรวย),  “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์),  “The brave”   (คนกล้าหาญ),  “The elderly”  (คนสูงอายุ),  “The young”  (คนหนุ่มสาว),  “The old”  (คนแก่)   นอกจากนั้น   “Verb + ing” (Present participle)  และ  กริยาช่องที่ ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย   “The”  เช่น “The dying”  (คนที่กำลังจะตาย)   หรือ   “The wounded”  (คนเจ็บ),  “The injured”  (คนเจ็บ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

4. Tom ___________________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_____________________________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓   “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Nancy __________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน   คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ” 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยคมีโครงสร้าง   “If + Subject + Had (not) + Verb ช่อง 3”, ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would  (should, could, might, must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือ  เอา  “If clause”   ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ   “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                     สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่    ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้) ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.  

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ  ๕  ปีมาแล้ว) เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.  

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้) ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                             จะเห็นว่าในประโยคข้างบน   “If clause”  มี  “Had”  2  ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had” 2 ตัว  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากตัวอย่างข้างล่าง                 

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว) ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

               สรุป   -    ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect”  {Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}

 

5. Neither I nor my sister _______________________________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว __________________ ไปเต้นรำ)  (คือ  ทั้งผมและน้องสาวจะไม่ไปเต้นรำ)

(a) is    (จะ)

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก ประธานประโยค    ตัว  เชื่อมด้วย   “Or, Either…...... ………...or, Neither……..........…….nor, Not only……............…....but also,   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “the television”)

  • Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา    ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ขัดขวางเขาจากการทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “plain laziness”)

 

6. __________________________________________ by the tiger, the hunter ran away.

(_____________________________________________ โดยเสือ, นายพรานวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) Having seen    (ได้เห็นแล้ว)

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) He was seen    (เขาถูกเห็น)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานประโยค  คือ   “The hunter”   เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกเห็น)  จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓  (Seen)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Having been seen”  (Perfect participle  ในแบบ Passive voice)  ก็ได้  สำหรับ  ข้อ  (d)  ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากเป็นประโยค  “Simple”  ๒  ประโยค  แต่ไม่มีคำเชื่อมประโยค  (เพียงแต่คั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่า)  ถ้าจะใช้โครงสร้างนี้  ต้องแก้เป็นประโยค  “Complex”   คือ  “When he was seen by the tiger, the hunter ran away.”  (เมื่อเขาถูกเห็นโดยเสือ  นายพรานวิ่งหนีไป)   โดย  “When he was seen by the tiger”  เป็นอนุประโยค  (ประโยคย่อย)   ส่วน   “the hunter ran away”   เป็นประโยคใหญ่   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างประโยคใน  ข้อ    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • _______________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(____________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค คือ   “I”   เป็นผู้   “ถูกเตือน”   โดยตัว อย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่   (Past participle)  ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระ ทำ” (Passive voice)   นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา  คือ  “ถูกเตือน”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical art that tells a story through dance accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)         เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Ballet”  เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก”  (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)   สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”   เป็นข้อความที่ขยายประธาน  (Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบนี้  (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

                               ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา   (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย   “Verb + ing”  (Present participle)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                               สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆ ไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆ ที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

7. _______________________________________________________ a childhood disease.

( _______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Measles”  (โรคหัด)  ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้  คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “S”  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ    แก้เป็น  “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Physics ___________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ _________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น“  Economics (เศรษฐศาสตร์), Phonetics (วิชาการออกเสียง), Statics (สถิตศาสตร์), Dynamics (พลศาสตร์), Statistics (วิชาสถิติ), Psychics (จิตศาสตร์), Aeronautics (วิชาการบิน), Astrophysics (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), Aesthetics (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), Mathematics (คณิตศาสตร์), Politics (การเมือง),  รวมทั้ง  News (ข่าว), Mumps (โรคคางทูม), Measles (โรคหัด),  Means (วิธี), Ashes (เถ้าถ่านศพ), Alms (ทาน),  Billiards (กีฬาบิลเลียด), Cross-roads (จุดที่ถนน สายมาตัดกัน)  เช่น 

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

( แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

8. If I _____________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ________________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่     “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I______________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม ______________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                                                    ตัวอย่างที่  ๒

  • If you lived closer to the office, you ________________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ____________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่   (Present unreal)  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบัน  ที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  สำหรับประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่   (Present unreal)  นี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  ""Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) +  Verb 1"  ส่วนในประโยคย่อย  หรือ   "If clause"  จะใช้  “Subject + Verb 2”  และในกรณี   "If clause"  มี   “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  

                               สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่   นี้  มักใช้เมื่อ  ()  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็  ()  ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่นในประโยค

  • If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clauseแบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”  คือ

  • If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                               ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่    เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)  (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)  เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless  =  if ………........…………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในปัจจุบัน หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)  แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                             สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้   “Were”  แทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในปัจจุบัน หรือ ในอนาคต)  เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในปัจจุบัน)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน)  (ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

9. Thai people always ______________________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _________________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   {ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง}  สำหรับข้อ  (b)  หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยมผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน  ข้อ  (a)  ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, ______________________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped   (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped   (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game   (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Try __________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _______________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี    ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget __________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ  ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้  ต้องใช้  “Posting

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง __________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget _______________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _______________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ.........................”  คือ  ไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ.............................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops ______________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing”  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped ______________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • I remember that restaurant; we stopped there _____________ on our way to Brighton. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปเมืองไบรตัน)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember __________________it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ  -  ข้อ   (c)   "Remember + Verb + ing"   =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”   คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

10. After the ice _____________________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ______________________ เป็นเวลา    วัน  เราจึงสามารถเล่นสเกตบนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen    (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเหตุการณ์  “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเกตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • In his evidence the policeman said that the accused ____________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา ____________ ไล่ออกจากงาน    สัปดาห์ก่อนหน้านั้น)  (คือ  ก่อนหน้าที่จะเกิดอาชญากรรม)

(a) has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้าง   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา  “ถูกกระทำ”  คือ  ถูกไล่ออกจากงาน)

                                           ตัวอย่างที่       (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรัฐฯ  ราวๆ ปี  ๑๙๐๐)  (หมายถึง  ในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ      แก้เป็น   “Had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Had + Been + Verb 3)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Cash awards were given to employees who ___________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง___________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered    (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense”  (Had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (Were givenในที่นี้อยู่ในรูป  “Passive voice”)  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น    เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้  “Past perfect” (Subject + Had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังและจบทีหลัง  ใช้  “Past simple” (Subject + V. 2)  ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน)  ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ................ ...........................”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้  “Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล  หรือรางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง  เพื่อเป็นการตอบแทน  จึงใช้   “Past simple”  (Verb 2)  ประโยคในลักษณะนี้  ส่วนใหญ่จะมีคำ  “Before”,  “After”  หรือ  “When”  ปรากฏอยู่ด้วย  ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้  ได้แก่

  • Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน  ใช้  “Past perfect”,  การไปอังกฤษเกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”)

  • When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน”  เกิดก่อน  จึงใช้ “Past perfect”,  “บอกผม”  เกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”)

  • We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่น  หลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน  ใช้  “Past perfect”,  ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”,  หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้  “Past perfect”)

 

11. The criminal ________________________________________________ two weeks later.

(อาชญากร _____________________________________________ สองสัปดาห์ต่อมา)

(a) is hanged

(b) was hung    (ถูกแขวน  -  เช่น  เสื้อผ้า, หมวก)

(c) will be hung    (จะถูกแขวน)

(d) was hanged    (ถูกแขวนคอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Hang,  Hanged,  Hanged  =  “แขวนคอ”  (ในประโยคข้างบน  ต้องใช้รูป  “Passive voice”  เนื่องจากอาชญากร  “ถูกแขวนคอ”)  ส่วน  “Hang,  Hung,  Hung”  =  “แขวน”  เช่น  แขวนเสื้อผ้า, หมวก ฯลฯ

 

12. I would rather __________________ for a walk than _________________ a movie tonight.

(ผมอยากจะ _____________ เดินเล่น  มากกว่าที่จะ _______________ ภาพยนตร์  ในคืนนี้)

(a) go ______________ seeing

(b) go ______________ see    (ไป ......................................... ดู)

(c) going ______________ see

(d) to go _____________ to see

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Would rather”  (อยากจะ)  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  รวมถึงหลัง  “Than” (มากกว่า)  ด้วย

 

13. He has many spare-time _____________________; he swims, paints and plays the violin.

(เขามี ______________ ยามว่างเยอะแยะ (เช่น) เขาว่ายน้ำ,  ระบาย (ทา) สี,  และเล่นไวโอลิน)

(a) actions    (การกระทำ, การแสดง)

(b) activities    (กิจกรรม)

(c) exercises    (การออกกำลังกาย)

(d) works    (งาน, ผลงาน)

 

14. Her ______________________________________ for the job of secretary was successful.

(การ __________ ของเธอเพื่องานเลขานุการ  ประสบความสำเร็จ)  (คือ  เธอได้ทำงานเลขานุการ)

(a) conjecture    (การเดา)   

(b) appliance    (เครื่องมือเครื่องใช้)

(c) application    (การสมัครงาน)

(d) bonanza    (บะ-แน้น-ซ่ะ)  (ขุมแร่ใหญ่, ขุมแร่มีค่า, ขุมทรัพย์มหาศาล, โชคลาภที่ยิ่งใหญ่ หรือปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน)

 

15. I can’t believe what you say unless you give me ________________________________.

(ผมไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่คุณพูด  ถ้าคุณไม่ให้ ___________________________ แก่ผม)

(a) description    (การบรรยาย, การพรรณนาลักษณะ)

(b) reasoning    (การใช้เหตุผล)

(c) proof    (หลักฐาน, การพิสูจน์, การทดสอบ, พยาน, การตรวจทาน, การตรวจปรู๊ฟ)

(d) test    (การทดสอบ, การสอบ)

 

16. He said he ______________________________________________ such damage before.

(เขาพูดว่าเขา ____________________________________ ความเสียหายเช่นนั้นมาก่อน)

(a) has never seen

(b) never has seen

(c) had never seen   (ไม่เคยเห็น)

(d) did not see

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจากมาจาก   “Has never seen” (Present perfect tense)  (ไม่เคยเห็น)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had never seen”  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่   คือ   “Said”  ทั้งนี้  กฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense”  คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่   “เคยทำ”  (เคยเห็น, เคยดู, เคยกิน, เคยพบ”  และ  “ไม่เคยทำ”  (ไม่เคยเห็น, ไม่เคยพูด, ไม่เคยได้ยิน)   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง   คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน   สังเกตจาก  “Ever”,   “Never”  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

17. We were pleased ________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ___________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยายเช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่    อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

18. I can’t see any ______________________________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น _______________________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ เล่มนี้)

(a) different    (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ในที่นี้    “Any”  (เอ๊น-นี่)   เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  (ขยายหน้าคำนาม)  คือ  Difference

 

19. What we hear cannot be an airplane; I am sure it ______________________ a helicopter.

(สิ่งที่เราได้ยินไม่สามารถจะเป็นเครื่องบิน,  ผมมั่นใจ  มัน _________________ เฮลิคอปเตอร์)

(a) to be

(b) must be    (จะต้องเป็น)

(c) is    (คือ)

(d) may be    (อาจจะเป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เมื่อมีข้อความ  “I am sure”  แล้ว  ไม่จำเป็นต้องใช้  “Must be

 

20. Electric engines are very clean, for there is no burning fuel to make __________________.

(เครื่องยนต์ไฟฟ้าสะอาดมาก  เพราะว่าไม่มีเชื้อเพลิงเผาไหม้  ที่จะทำให้เกิด _______________)

(a) smoke or dirty    (ควัน หรือสกปรก)

(b) smoky or dirt    (เป็นควัน หรือสิ่งสกปรก)

(c) smoke or dirt    (ควัน หรือสิ่งสกปรก)  (เป็นคำนามทั้ง    คำ)

(d) smoky or dirty    (เป็นควัน หรือสกปรก)  (เป็นคำคุณศัพท์ทั้ง  ๒  คำ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “Make + Noun (กรรม)”  เช่น

  • He makes a lot of money each year.

(เขาหาเงินได้มากในแต่ละปี)

  • She frequently makes mistake.

(เธอทำผิดบ่อยๆ)

  • I made no comment.

(ผมมิได้ให้ข้อคิดเห็นใดๆ)

  • The boys made so much noise.

(พวกเด็กๆ ทำเสียงดังมาก)

  • She made a suggestion to the project.

(เธอให้คำแนะนำกับโครงการ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 439)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. What long hair you’ve _____________________________________________________!

(เธอช่าง __________________________ ผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

(a) cut

(b) got   (มี)

(c) been

(d) made

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Have got” =  “มี”,  และ  “Hair”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่ใช้  “What a long hair

 

2. I have never known her ____________________________________________________.

(ผมไม่เคยรู้ว่าเธอ _________________)  (คือ  ไม่เคยเห็นว่าเธอเคยแสดงอาการโกรธเคืองผู้ใด)

(a) angry

(b) being angry

(c) to be angry   (โกรธ)

(d) is angry

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Know + กรรม + To be + Adjective”  หรือ  “Subject + Know +  กรรม + Verb 1”  เช่น

  • Everyone knows him to be kind to animals.  (คุณศัพท์)

(ทุกคนรู้ว่าเขาเมตตาต่อสัตว์)

  • We knew her to be neat in everything she did.  (คุณศัพท์)

(เรารู้ว่าเธอประณีต-ละเอียดลออในทุกสิ่งที่เธอทำ)

  • They know me to be punctual(คุณศัพท์)

(พวกเขารู้ว่าผมเป็นคนตรงเวลา)

  • We know him to regularly come to the office late.  (กริยา)

(เรารู้ว่าเขามาออฟฟิศสายเป็นประจำ)

  • They knew her to please everybody.  (กริยา)

(พวกเขารู้ว่าเธอเอาใจทุกคน)  (คือ  ทำให้ทุกคนพอใจ)

  • She knew him to love her all his life.  (กริยา)

(เธอรู้ว่าเขารักเธอตลอดชีวิตของเขา)

 

3. They have been playing tennis.  That’s why _____________________________________.

(พวกเขากำลังเล่นเทนนิสกันอยู่  (คือ  เริ่มเล่นมาพักหนึ่งแล้ว  ขณะนี้ก็กำลังเล่นอยู่)  นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า  ทำไม _____________

(a) they have much heat   (พวกเขามีความร้อนมาก)

(b) the weather is very hot   (อากาศร้อนมาก)

(c) the heat is so high   (ความร้อนสูงมาก)

(d) they’re so hot   (พวกเขาจึงรู้สึกร้อนมากเลย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด  ทั้งนี้  "Why they're so hot"  เป็น  "Noun clause"  ทำหน้าที่่เป็น  "Complement"  ของ  "Is"  (That's)  สำหรับ ข้อ  (a)  ไม่ใช้  “Pattern”  แบบนี้

 

4. What prevented you ______________________________________________________?

(อะไรขัดขวางคุณ ____________________________________________________)

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier   (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Prevent + Someone + From + Doing + Something”  (Active voice)  (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  หรือ  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ  (What)  เป็นผู้ขัดขวาง  “คุณ”  จากการมาถึงแต่เนิ่นๆ กว่านี้)

                                          สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • I had meant to call on you, but was prevented _______________________________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง _________________________________)

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so   (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something”  (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ประธานฯ (ผม)  ถูกขัดขวาง  (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

 

5. There is a map ____________________________________________________ page five.

(มีแผนที่ ______________________________________________________ หน้า )

(a) in

(b) on   (ใน, บน)

(c) at

(d) with

ตอบ   -   ข้อ  (b)  ต้องใช้   “On page 5”  สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

6. We are waiting for Peter ____________________________________________________.

(เรากำลังรอคอยปีเตอร์ ________________________________________________)

(a) arrive

(b) arriving

(c) arrived

(d) to arrive   (มาถึง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Wait + (For someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Wait”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • You can learn __________________________________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ ____________________________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation   (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce  (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Learn + to + Verb 1

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I’ll try ________________________________________________________ my best.

(ผมจะพยายาม _________________________________________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do   (ทำ)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   “Do one’s best”  =  “ทำดีที่สุด”  และหลังกริยา  “Try”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1),  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   wait (รอคอย),  promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan (วางแผน),   hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ),   fail  (ล้มเหลว),   learn (เรียนรู้),   expect (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ),  dare (กล้า),  claim  (อ้าง),   agree (ตกลง),  demand  (เรียกร้อง),   wish  (ปรารถนา),   intend (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve  (ตกลงใจ),  determine  (ตัดสินใจ),  decide  (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ),  afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen  (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า),  prove  (พิสูจน์ว่า),   ask  (ขอร้อง),  beg  (ขอร้อง),  choose (เลือก),  manage  (ประสบความสำเร็จ),   hurry  (เร่งรีบ),   tend  (มักจะชอบ),   arrange  (จัดแจง, เตรียมการ),   care  (สนใจ),  come  (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

7. He ________________________________ his fist on the table to get everybody’s attention.

(เขา _____________ กำปั้นของเขาลงบนโต๊ะ  เพื่อให้ได้รับความสนใจ (เอาใจใส่) จากทุกๆ คน)

(a) showed    (แสดง)

(b) knocked down    (ชน หรือกระแทกให้ล้มลง)

(c) crumbled    (ล้มครืน, แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย, สลายตัวหรือเน่าเปื่อยเป็นเศษเล็กเศษน้อย, ทำให้เป็นเศษเล็กเศษน้อย)

(d) slammed    (วางดังโครม, ปิดประตูดังและแรง, ตีเสียงดัง, ต่อว่าอย่างรุนแรง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หมายถึง  “ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ

 

8. Butter costs more than margarine.  Most people, however, do not mind paying more for butter because they know it is __________ in quality to margarine.

(เนยเหลวมีราคาแพงกว่าเนยเทียม  แต่อย่างไรก็ตาม  คนส่วนใหญ่ไม่รังเกียจที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อเนยเหลว  เพราะว่าพวกเขารู้ว่ามัน (เนยเหลว) __________ ในด้านคุณภาพเมื่อเทียบกับเนยเทียม)

(a) inferior    (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า, ห่วยกว่า)

(b) superior    (เหนือกว่า, ดีกว่า, เก่งกว่า)

(c) supplementary    (ช่วยเสริม, มาช่วยเติมเต็ม, มาช่วยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น)

(d) related    (เกี่ยวข้องกัน, สัมพันธ์กัน)

 

9. We want to make our products cheaper than our ________________________________.

(เราต้องการทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีราคาถูกกว่า __________________________ ของเรา)

(a) partners’    (ของหุ้นส่วน)

(b) experts’    (ของผู้เชี่ยวชาญ)

(c) competitors’    (ของคู่แข่ง)

(d) colleagues’    (ของเพื่อนร่วมงาน)

 

10. The fish sauce is of excellent quality, Jane.  Would you mind letting me have the ________ or is it a family secret?

(น้ำปลานี้มีคุณภาพดีเยี่ยมเลยนะเจน  เธอรังเกียจที่จะให้ _________ แก่ฉันหรือไม่  หรือว่ามันเป็นความลับของครอบครัว)  (หมายถึง  ให้สูตร หรือส่วนผสมของน้ำปลา)

(a) preserve    (ยากันบูด, ของดอง, ของหมัก, บริเวณป่าสงวน)

(b) recipe    (เรส-ซะ-พี่)  (ตำรากับข้าว, ตำรับยา, วิธีปรุงอาหารหรือยา, วิธีการ, วิธีการบรรลุเป้าหมาย, เคล็ดลับ, ใบสั่งแพทย์)

(c) menu    (รายการอาหาร)

(d) ingredient    (ส่วนประกอบ, ส่วนผสม)

 

11. Unless you have something sensible to say, you ________________________ keep quiet.

(ถ้าคุณไม่มีอะไรที่ฉลาด-มีเหตุผลที่จะพูดคุย  คุณ____________________________ เงียบไว้)

(a) have better

(b) had better    (ควรจะ .........….......……(เงียบไว้)……….…......……. ดีกว่า)

(c) would better

(d) should better

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ส่วน   “Would rather”  =  “อยากที่จะ, ใคร่ที่จะ

 

12. His lifelong interest in astronomy perhaps came _______________ this night’s experience.   

(ความสนใจตลอดชีวิตของเขาในด้านดาราศาสตร์  มา___________ ประสบการณ์ของคืนนี้)  (ที่เขาได้ทำหรือเห็นอะไรบางอย่าง  ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจในวิชานี้)

(a) to

(b) after

(c) in

(d) from    (จาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่  “Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก),  “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),  เป็นต้น

                           สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง)  -  Modern cars differ from the early ones in many major ways.  (รถยนต์สมัยใหม่แตกต่างจากรถยุคแรกๆ  ในลักษณะสำคัญๆ หลายประการ),  “Borrow”  (ขอยืม)  -  She borrowed some money from her friend.  (เธอยืมเงินจากเพื่อน),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ)  -  Seventy-five percent of its population suffers from malnutrition.  (๗๕  เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองของมัน (หมู่บ้าน, ตำบล) ได้รับความเดือดร้อน-ทุกข์ยาก  จากการขาดสารอาหาร)  -  A lot of people suffer from cancer today.  (ผู้คนจำนวนมากป่วยเป็นมะเร็งในปัจจุบัน),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด)  -  Rosa had separated from us, asking for a room by herself.  (โรซ่าได้แยกตัวจากเรา, โดยขอห้องอยู่ตามลำพัง – ส่วนตัว),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง)  -  Her umbrella helped protect her from the rain.  (ร่มช่วยปกป้องเธอจากฝน),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้)  -  The country has a law prohibiting employees from striking.  (ประเทศมีกฎหมายห้ามพนักงาน (ลูกจ้าง) มิให้นัดหยุดงาน),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้)  -  Floods and landslides hindered the enemy from invading the city.  (น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มขัดขวางศัตรูมิให้รุกรานเมือง)  (ขัดขวางมิให้บุกเข้ามาในเมือง),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจากไข้, หายจากประสบการณ์เลวร้าย)  -  It was weeks before she fully recovered from malaria.  (มันเป็นเวลาหลายสัปดาห์  ก่อนที่เธอจะหายขาดจากโรคไข้จับสั่น)  -  They took a long time to recover from this shock.  (พวกเขาใช้เวลานาน  ในการหายจากอาการตื่นตะลึง (ความสะดุ้งตกใจ) นี้)เป็นต้น

                             ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”  - You will have to study harder from now on.  (คุณจำเป็นจะต้องขยันเรียนให้มากขึ้น  นับจากนี้เป็นต้นไป),  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส)  (ความถี่ประมาณ  ๔๐  เปอร์เซ็นต์)  -  We go to the movies from time to time.  (เราไปดูหนังเป็นครั้งคราว),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ)  -  Johnny got very little pay, and the family lived from hand to mouth when he had no job.  (จอห์นนี่ได้ค่าจ้างน้อยมาก  และครอบครัวต้องดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ  เมื่อเขาตกงาน),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก    โมง  ถึง    โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม  ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว  กลับห่วยมากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.   (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),   “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก),   “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),   เป็นต้น

 

13. That new television program _____________________________________ me very much.

(รายการทีวีรายการใหม่ _______________ ผมเป็นอย่างมาก)  (หรือทำให้ผมสนใจเป็นอย่างมาก) 

(a) is interested   (รู้สึกสนใจ)

(b) is interesting   (น่าสนใจ)

(c) interest

(d) interests    (ทำให้.........................(ผม).........................สนใจ,  ทำความสนใจให้กับ)

 

14. She said she would come, and she ___________________________________________.

(เธอพูดว่าเธอจะมา  และเธอ _____________________________________________)

(a) come

(b) did came

(c) did come    (มาจริงๆ)

(d) would

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I ____________________________________________________ saw this log myself.

(ผมเลื่อยท่อนซุง (ท่อนไม้) ด้วยตัวผมเอง ______________________________________)

(a) did   (จริงๆ,  อย่างแท้จริง)

(b) have

(c) had

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการนำกริยาพิเศษ   (Do, Does, Did)   มานำหน้าคำกริยาทั่วไป   เพื่อ   “เน้นย้ำ”   กริยาตัวนั้น  ว่า  “ทำเช่นนั้นจริงๆ”   หรือ  “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”   ซึ่งเป็นการใช้ในประโยคบอกเล่า   หรือประโยคขอร้องเชื้อเชิญ  ทั้งนี้  คำกริยาที่ตามหลัง  “Do, Does, Did”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เช่น

  • People do in fact make mistakes.

(ผู้คนทำผิดกันจริงๆ)  (คือ  ทำผิดกันบ่อยๆเลย)

  • It does seem a bit cold in here.

(มันดูเหมือนว่าหนาวจริงๆในที่นี้)

  • I did have a map somewhere but I must have lost it.

(ผมมีแผนที่จริงๆอยู่ที่ไหนสักแห่ง  แต่ว่าผมคงทำมันหายแล้วละ)

  • I do agree with him.

(ผมเห็นด้วยกับเขาจริงๆ)

  • They did get a bit worried about me.

(เขาวิตกกังวลนิดหน่อยจริงๆเกี่ยวกับผม)

  • He does come every day.

(เขามาทุกวันจริงๆ)

  • He did come yesterday.

(เขามาเมื่อวานนี้จริงๆ)

  • You do play the piano well.

(คุณเล่นเปียโนได้ดีจริงๆ)

  • Do come in, please.

(เชิญเข้ามาข้างในเลยครับ)

 

15. The members of Parliament can make their opinions ____________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน __________ ถ้ามีความ อยุติธรรมใดๆเกิดขึ้น)

(a) know

(b) knowing

(c) known   (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d) to know  

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น  “Active voice”  คือ กรรมเป็นผู้กระทำ),  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3”  (ในกรณีเป็น  “Passive voice”   คือ  กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ  เช่น ในข้อ  ๑๕  ที่  “ความคิดเห็น”  จะเป็นผู้รู้ไม่ได้  แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice”  เนื่องจากเธอเป็นผู้  “ทำกริยาหัวเราะ”)

  • She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice”  เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ คือ  “ถูกลงโทษ”)

  • The war made them kill a number of the enemy’s troops.

(สงครามทำให้พวกเขาสังหารทหารของศัตรูเป็นจำนวนมาก)  (พวกเขาเป็น  “ผู้สัง หาร”)

  • The battle made them killed by their enemy.

(การสู้รบทำให้พวกเขาถูกสังหารโดยศัตรู)  (พวกเขาเป็น  “ผู้ถูกสังหาร”)

                             

16. Perhaps railways everywhere are getting _____________, like the old canals that go all over the country and are no longer used.

(บางที  รถไฟทุกแห่งกำลัง ___________, เหมือนกับคลองเก่าๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ  และมิได้ใช้งานต่อไปอีกแล้ว)

(a) out from date

(b) out of date   (ล้าสมัย, เลิกใช้ (งาน) แล้ว)

(c) out off date

(d) out behind date   

ตอบ  -  ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้   “Out of…………..........….”  ได้แก่   “out of hand”  (บานปลาย, ควบคุมไม่อยู่),  “get out of the car”  (ออกมาจากรถ),  “take the apple out of the bag”  (เอาแอปเปิ้ลออกมาจากถุง),  “go out of town”  (ออกไปนอกเมือง),  “out of the office”  (ออกไปนอกสำนักงาน, ไม่ได้อยู่ในสำนัก งาน),   “go out of business”  (เลิกทำธุรกิจ, เจ๊ง),  “out of danger”  (ไม่มีอันตราย, ปลอดภัย),  “out of trouble”  (ไม่มีปัญหา, ไม่เจอปัญหา),  “out of sight”  (พ้นสายตา, ลับสายตา),  “can’t get anything out of him”  (ไม่ได้ข้อมูลหรือความรู้จากเขาเลย),  “get much knowledge out of the seminar”  (ได้ความรู้มากมายจากการสัมมนา),  “make a fortune out of toy business”  (หาเงินได้มากมายจากธุรกิจของเล่น),  “out of jealousy”  (เนื่องมาจากความหึงหวง หรือ อิจฉาริษยา),  “out of fear of the dog”  (เนื่องมาจากความกลัวหมา),  “He is out of work.”  (เขาไม่มีงานทำ-ตกงาน),  “The store is out of coffee.”  (ร้านนี้กาแฟหมด-ไม่มีขาย),  “The house is built out of stone.”  (บ้านถูกสร้างจากหิน),  “Our team won eight out of ten games last season.”  (ทีมของเราชนะ จาก ๑๐ เกม ในฤดูกาลแข่งขันที่แล้ว),  เป็นต้น

 

17. I used _______________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _______________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Used to + Verb 1”  =  “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ)   ส่วน  “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน” (อาจเป็นเรื่องอดีต, ปัจจุบัน, หรืออนาคต  ก็ได้)   ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • They will get _________________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ___________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)  (เป็นเรื่องอนาคต)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Get used to”  หรือ  “Be (is, am, are, was, were) used to”  =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีต, ปัจจุบัน, หรือ อนาคต  ก็ได้)  (สำหรับข้อนี้เป็น  "อนาคต")  ส่วน  “Used to”  =  “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • My grandfather ______________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to  (เคย)    (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “Used to + Verb 1”  =  เคย

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He got used to ________________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ _____________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment   (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To”  เป็น  “Preposition”  สำหรับ   “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)  จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต, ปัจจุบัน, หรืออนาคต  ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน)  เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • We will be (get) used to getting up early soon.

(เราจะคุ้นเคย (เคยชิน) กับการตื่นนอนแต่เช้าในไม่ช้านี้)  (เป็นอนาคต)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ  เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่    (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)  (ปัจจุบัน  มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

18. I can’t help ___________________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ___________________________________ เขา  ทั้งๆ ที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired    

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire    

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ), “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish  (ทำเสร็จ),  “Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to  (คัดค้าน),  “Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit”  (อนุญาต),  “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม)Mind”  (รังเกียจ), “Deny”  (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall” (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้),   “Admit” (ยอมรับ),  “Delay”  (ประวิงเวลา),  “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย),  “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย),   ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She enjoys reading novels.

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                  สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ______________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ______________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์    ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ  “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)  เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

19. Don’t drive quickly !  Don’t you see that this road is ______________________________?

(อย่าขับรถให้เร็วนัก  คุณไม่เห็นหรือว่า  ถนน  __________________________________)

(a) under repair   (กำลังได้รับการซ่อมแซม)   

(b) repairing

(c) during repair

(d) between repair

ตอบ   -   ข้อ   (a)   สำหรับวลีที่ใช้   “Under”  ได้แก่  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา),  “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา),  “under age”  (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ),  “under arrest”  (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง)  -  (The prisoners escaped under cover of darkness.  –  นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด),  “under fire”  (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath”  (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา)  -  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”    อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย  -  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,  “under the circumstances  (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun” (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น)  -  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง), (Where under the sun could I have put my purse?  –  ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์)  -  (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก),  “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation”  (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน),  “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation”  (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance”  (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard”  (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion”  (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression”  (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา)  -  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”  (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง    คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า  ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า  ๑๐  ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า  ๖๐ ปี),  เป็นต้น

 

20. This road will be widened ____________________________________________ five feet.

(ถนนนี้จะถูกขยายออกไป ____________________________________________  ฟุต)

(a) at

(b) in

(c) for

(d) by    (ประมาณ, ราวๆ, ในระยะ)

(e) into

ตอบ  -  ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”   ได้แก่   “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by heart”  (โดยการท่องจำ),  “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus)  (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train)  (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio”  (โดยทางวิทยุ),  “by force”  (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name”  (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself”  (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย),  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ},  “The room is 20 feet by 10 feet.”,  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  =   (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ),  “by degrees”  (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),   ‘by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass”  (= short cut)  (ทางลัด),  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา),   “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product”  (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance”  (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี  ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆ เวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),   “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”   (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔),   “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one”  (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),   “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),   “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison”  (โดยการเปรียบเทียบ),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 438)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. When we saw Mary openly flirting with Nellie’s husband, we _________ hardly believe our eyes.

(เมื่อเราเห็นแมรี่เกี้ยวพาราสี (จีบ) สามีของเนลลี่อย่างเปิดเผย  เราแทบจะไม่ __________ เชื่อสายตาของเราเลย)

(a) could    (สามารถ)

(b) couldn’t

(c) can(สามารถ)

(d) can’t

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Could hardly” =  “แทบจะไม่สามารถ”  และเราไม่สามารถใช้    “Couldn’t”  กับ  “Hardly” (แทบจะไม่)  ซึ่งอยู่ในรูปปฏิเสธ  เนื่องจากจะเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ  (Double negative)  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคย่อยเป็น  “When we see Mary……………husband”  จะต้องเปลี่ยนประโยคใหญ่เป็น  “We can hardly……….......…….eyes)   เพื่อให้  “Tense”  สอดคล้องกัน

 

2. I _______________________________________________ your salary if you work harder.

(ผม _________________________________ เงินเดือนของคุณ  ถ้าคุณขยันทำงานมากขึ้น)

(a) raise

(b) will raise    (จะเพิ่ม, จะขึ้น)

(c) rose    (ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, ยืนตรง, ลอยขึ้น, ผุดขึ้น, สูงขึ้น, เพิ่มขึ้น, ฟูขึ้น)

(d) have raised

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   (If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1)  {ใน  “If clause”  หรืออนุประโยคใช้  “Present simple tense”  คือ  “Subject + Verb 1”  ส่วนใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่  ใช้  “Future tense”  คือ  “Subject + Will (Shall) + Verb 1”}  กล่าวคือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  (อนุประโยค)  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  (คือ  ถ้าคุณขยันทำงานมากขึ้น  ผมก็จะขึ้นเงินเดือนให้คุณ)  และ  {“Raise,  Raised,  Raised”  =  ยก, ยกขึ้น, ชูขึ้น, ทำให้สูงขึ้น, เพิ่ม, ขึ้น (เงินเดือน), เพาะปลูก, เลี้ยง (สัตว์)  -  ต้องตามด้วยกรรม ส่วน  {“Rise  Rose  Risen”  =  (ดวงอาทิตย์, ราคา) ขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น  -  ไม่ต้องตามด้วยกรรม}

 

3. I cannot go to your party _______________________________ a previous engagement.

(ผมไม่สามารถไปงานเลี้ยงของคุณ_______________________ (มี) การนัดหมายก่อนหน้า)

(a) for

(b) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)

(c) on account of    (เนื่องมาจาก)

(d) in spite of    (ทั้งๆที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   คำในทั้ง    ข้อข้างบนเป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ดังประโยคข้างล่าง

  • He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆ ที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆ มีการศึกษาที่ต้องเสียค่าเรียนราคาแพง)

  • In spite of (= Notwithstanding = Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆ ที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆ ที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

  • She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

 

4. Your husband doesn’t believe that you are older than _____________________________.

(สามีของคุณไม่เชื่อว่า  คุณแก่กว่า ________________________________________)

(a) I    (ผม{= I am (old)}

(b) me

(c) mine

(d) us

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้  “I”  เนื่องจากเป็น  “Subject”  ของกริยา  “am”  เหมือนกับ  “You are older”  แต่ถ้าเป็นกรรมของกริยา  ก็ต้องใช้  “Pronoun”  ในรูป  “Object”  เช่น

  • He loves his mother more than he loves her (his girlfriend).

(เขารักแม่ของเขามากกว่าเขารักเธอ)  (แฟน)  (ต้องใช้  “Her” เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Love”)

 

5. Susan told me that she felt ___________________________________ about the incident.

(ซูซานบอกผมว่า  เธอรู้สึก __________________________________ เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น)

(a) badly

(b) bad    (ไม่ดี)

(c) more bad

(d) most bad

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I __________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม ________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about………........…”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ……………......)  และ  “I wonder about………………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ........................)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Everything looks _____________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพ เราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                              ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ       แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ___________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณ ศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือ  ช่วยเชื่อมระหว่างประธานของประโยค  และส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”  ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get, Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง), Smell  (มีกลิ่น), Sound, Taste  (มีรสชาติ), Turn  (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

 

6. This market sells ______________________________________________________ fish.

(ตลาดแห่งนี้ขายปลา _________________________________________________)

(a) lived

(b) live    (ไลฟว)  (มีชีวิต, เป็นๆ,  (รายการ) สด, ซึ่งมีไฟฟ้า,  (ระเบิด) ยังมีฤทธิ์อยู่)  (เป็นคำคุณศัพท์  และต้องใช้ขยายหน้านามเท่านั้น)

(c) alive    (อะ-ไลฟว)  (มีชีวิตอยู่, คงอยู่, กระปรี้กระเปร่า, ร่าเริง, ครึกครื้น, เต็มไปด้วยชีวิตชีวา)    (ขยายหน้าคำนามไม่ได้  ต้องใช้ตามหลัง  “Verb to be)

(d) life    (ชีวิต)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Live”  (ไลฟว)  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “มีชีวิต, เป็นๆ,  (รายการ) สด,  ซึ่งมีไฟฟ้า, (ระเบิด) ยังมีฤทธิ์อยู่, ซึ่งเป็นที่สนใจกันในเวลานี้”   ใช้ขยายหน้าคำนามเท่านั้น  (ไม่ใช้ตามหลัง “Verb to be”)   เช่น

                                               ๑. มีชีวิต, เป็นๆ

  • No people eat live fish.

(ไม่มีผู้ใดกินปลาเป็นๆ)

  • They used live animals in their experiments.

(พวกเขาใช้สัตว์มีชีวิตในการทดลอง)

                                               ๒. (รายการ) สด

  • This is a live program.

(นี่เป็นรายการสด)

  • There was a live broadcast for the football match.

(มีการถ่ายทอดสดสำหรับการแข่งขันฟุตบอล)

                                                ๓. (ระเบิด) ยังมีฤทธิ์อยู่, ยังทำงานอยู่

  • It is a live bomb.

(มันเป็นระเบิดที่ยังทำงานอยู่  -  มีฤทธิ์อยู่)

                                                ๔. ซึ่งมีไฟฟ้า

  • This wire is live(ในกรณีนี้  วาง  “Live” หลัง  “Is” ได้)

(ลวดเส้นนี้มีไฟฟ้า)

  • Live wires are dangerous.

(เส้นลวดที่มีไฟฟ้ามีอันตราย)

                                                ๕. ซึ่งเป็นที่สนใจกันในเวลานี้

  • This is a live topic.

(นี่เป็นหัวข้อที่คนสนใจกันอยู่ในเวลานี้)

                                                สำหรับ  “Alive”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ที่ต้องวางไว้หลัง  “Verb to be”  หรือ   “Verb”  อื่นๆ เท่านั้น  เช่น

  • These crabs are alive.

(ปูพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่)

  • They came back from the war alive.

(พวกเขากลับมาจากสงครามโดยยังมีชีวิต)

 

7. There is no need _____________________________________________ all to study slang.

(ไม่มีความจำเป็น ___________________ เลย  ที่จะศึกษาสแลง)  (คือ  ภาษาตลาด หรือ ภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มคนหรืออาชีพ)

(a) for

(b) at    (ใดๆ)

(c) to

(d) in

ตอบ    -    ข้อ   (b)   “At all”    มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  หมายถึง   “ไม่.......................เลย”,  “ไม่...........................สักนิด”,   “ไม่..........................โดยสิ้นเชิง”  เช่น    ในประโยค 

  • I don’t like this movie at all.

(ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว)

  • There was no use at all to apologize after you had made such a big mistake.

(ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดที่จะมาขอโทษ  หลังจากคุณได้ทำความผิดอย่างใหญ่โตเช่นนั้น)

  • She does not love him at all.

(เธอไม่ได้รักเขาแต่อย่างใดเลย)

                                   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนัง สือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้} เป็นต้น

 

8. Do you find __________________________________________ difficult to study German?

(คุณพบว่า _____________________________________ ยากที่จะศึกษาภาษาเยอรมันไหม)

(a) any

(b) yourself

(c) it    (มัน)

(d) (No word is needed.)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Find + It + Adjective + To + Verb 1”  เช่น

  • We find it hard to believe what he said.

(เราพบว่ายากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

  • I found it impossible to win the first price in lottery.

(ผมพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ )

  • She finds it necessary to get a job before getting married.

(เธอพบว่าจำเป็นที่จะต้องได้งานทำก่อนแต่งงาน)

  • They found it unbelievable to see a UFO flying close to their home.

(เขาพบว่าแทบไม่น่าเชื่อที่ได้เห็นจานผีบินอยู่ใกล้บ้านของพวกเขา)

 

9. I’m not used ____________________________________________ to in that impolite way.

(ผมไม่คุ้นเคยกับการ _______________________________ ด้วยในแบบที่ไม่สุภาพเช่นนั้น)

(a) to speak

(b) to be spoken

(c) to being spoken    (ถูกพูดคุยด้วย)

(d) to be speaking

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Be used to”   หรือ   “Get used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งถือเป็นรูป  “Active voice”  (ประธานของประโยคเป็นผู้กระทำกริยา)   แต่ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” (Be + Verb 3)  เนื่องจากประธานฯ เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพูดคุยด้วย)   ดังนั้น  เมื่อ  “Gerund” (Verb + ing)  และ  “Passive voice” (Be + Verb 3)   มารวมกัน   จะได้โครงสร้างดังนี้  คือ  “Being + Verb 3”   กล่าวคือ  ได้มาจาก   “Get used to + Verb ing” + “Be + Verb 3”  โดยเอาตัวหลังของคำหน้า  +  ตัวหน้าของคำหลัง  ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็น  “Get used to + Being + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She is (gets) used speaking to her neighbors.

(เธอคุ้นเคย-เคยชินกับการพูดคุยกับเพื่อนบ้าน)  (เป็น Active voice  เพราะเธอเป็นผู้พูด – ผู้กระทำ)

  • She is not (does not get) used to being spoken to in that rude manner.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกพูดคุยด้วย  ในกริยาท่าทาง (ของผู้พูด) ที่หยาบคายเช่นนั้น)  (เป็น  Passive voice  เพราะเธอเป็นผู้ถูกพูดด้วย – ผู้ถูกกระทำ)

                                         สำหรับตัวอย่างของ  “Be (get) used to”  แบบ  “Passive voice”  เช่น

  • The students are not used to being assigned so much work.

(นักเรียนไม่คุ้นเคยกับการถูกมอบหมายงานให้ทำในปริมาณมาก)

  • We do not get used to being told to get up so early.

(เราไม่คุ้นเคยกับการถูกบอกให้ตื่นนอนแต่เช้ามากๆ)

  • She is not used to being invited to a party filled with so many celebrities.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกเชื้อเชิญไปงานเลี้ยง  ที่เต็มไปด้วยคนมีชื่อเสียงจำนวนมากมาย)

 

10. My brother has a box in which he keeps his ____________________________________.

(น้องชายของผมมีกล่อง ใบ ซึ่งเขาเก็บ ________________________________ ของเขาไว้)

(a) save    (ประหยัด, ออมเงิน) (เป็นคำกริยา)

(b) safe    (ปลอดภัย, ไม่เสียหาย, มั่นคง, แน่นหนา) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) saving    (การประหยัด, การอดออม, การลดค่าใช้จ่าย) (เป็นคำนาม)

(d) savings    (เงินที่เก็บออมไว้, เงินสะสม) (เป็นคำนาม)

 

11. Travelling by air is not cheap.  ____________________________________ is it enjoyable.

(การเดินทางโดยทางอากาศไม่ได้ราคาถูก ____________________________ สนุกสนานด้วย)

(a) Also

(b) And

(c) Either

(d) Neither   (และไม่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ใช้   “Neither”  หรือ   “Nor”   เพื่อแสดงการคล้อยตามในประโยคปฏิเสธ

                                         สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • A sneeze cannot be performed voluntarily, neither (nor) can it be easily suppressed.

(การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ  และมันไม่สามารถถูกระงับได้อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน)

                                       เนื่องจากการใช้คำ  Neither   หรือ   Nor   ที่หมายความว่า  “ไม่......................ด้วย  เช่นเดียวกัน”  ทั้ง   คำ   เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยค  มีรูปแบบการใช้ดังนี้   คือ

  • Nor (Neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้  (ช่องที่ ไม่มี  “To” )  หรือ
  • Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน (จบเพียงแค่นี้)  เช่น  ในประโยค
  • He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I.

(เขาไม่ชอบแมว – ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)  หรือ

  • He doesn’t like cats and nor (neither) do I.
  • She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I.

(เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

  • They can’t swim.  Nor (neither) can we.

(พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

  • She has not cleaned her room, nor has she done her homework.

(เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

  • They must not make a loud noise.  Not (neither) must we.

(พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็ (ต้องไม่ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

 

12. It was very careless of ______________________________ to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของ _______________________ ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

(a) she

(b) her   (เธอ)

(c) hers

(d) herself

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง..........................เหลือเกิน  ที่...........................”  เช่น

  • It is very kind of you to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

13. She has full authority to do whatever she likes; nobody dares to make any __________ at all.

(เธอมีอำนาจเต็มที่ที่จะทำอะไรก็ตามที่เธอชอบ  ไม่มีใครกล้าทำ _________________ ใดๆทั้งสิ้น)

(a) approval    (การเห็นชอบ, การเห็นด้วย, การอนุมัติ)

(b) proposal    (การเสนอ, ข้อเสนอ, การขอแต่งงาน)

(c) objection    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

(d) nomination    (การเสนอชื่อ)

 

14. Two plane crashes on the same day caused a lot of ______________________________.

(เครื่องบินตก    ครั้งในวันเดียวกัน  ก่อให้เกิด _________________________ อย่างมากมาย)

(a) leisure    (ลี้-เช่อะ หรือ เล้ช-เช่อะ)  (เวลาว่าง, การว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน)

(b) melody    (เสียงดนตรีที่ไพเราะ, ทำนองเพลง, บทกวีสำหรับร้องเป็นเพลง)

(c) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจ-ปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบปลื้ม-เคลิบเคลิ้ม-ปิติสุข)

(d) damage    (ความเสียหาย, การทำให้เสียหาย หรือได้รับอันตราย)

 

15. His thesis was ______________________________________ because of its poor quality.

(วิทยานิพนธ์ของเขาถูก ___________________________ เนื่องมาจากคุณภาพที่เลวของมัน)

(a) confirmed    (ยืนยัน, รับรอง, ทำให้แข็งแรงหรือแน่นแฟ้นขึ้น)

(b) rejected    (ปฏิเสธ, บอกปัด, ไม่ยอมรับ, ทิ้ง, ละทิ้ง)

(c) cancelled    (ยกเลิก)

(d) aspired    (ใฝ่ฝัน, ปรารถนา, อยากได้)

 

16. You needn’t go home early, ________________________________________________?

(คุณไม่จำเป็นต้องกลับบ้านแต่หัวค่ำ ________________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) need you   (ใช่ไหม)

(d) needn’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Need”  เมื่อหมายความถึง  “จำเป็น”  ถือเป็นกริยาพิเศษ  (Modal verb)  เหมือนกับ  “Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must, Ought to”  ดังนั้น   เมื่อทำเป็นรูปปฏิเสธ  จึงใช้  “Not”   ตามหลังคำกริยาเหล่านี้ได้เลย  ไม่จำเป็นต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเหมือนกับกริยาทั่วๆไป  และเมื่อจะทำเป็นรูปบอกเล่า  ก็เอากริยาพวกนี้มาไว้ในส่วน  “Tag”  ได้เลยเช่นกัน

 

17. The work is going to be _______________________________________ than I expected.

(งานนี้จะ __________________________________________ ที่ผมคาดการณ์เอาไว้)

(a) much difficult

(b) difficult more

(c) difficulter    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) more difficult   (ยากกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   และเพราะว่า   “Difficult”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้   “More”  นำหน้า  ไม่ใช้  “Difficulter”  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • It takes ________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา __________ ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer   (ยาวนาน...............................มากกว่า)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จาก  “Than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป  “ขั้นกว่า”  เช่น  “Bigger than”,  “Smaller than”,  “Older than”,  “Younger than”  (คือ  เมื่อเป็นคำพยางค์สั้น  ให้เติม “Er” ข้างท้ายคำแต่ในกรณีเป็นคำพยางค์ยาว  ให้ใช้  “More”  นำหน้าคำนั้นๆ   เช่น  “More expensive than” (แพงกว่า)  หรือ  “More spacious than” (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น  แต่สำหรับในประโยคข้างบน   มีข้อความมาคั่นระหว่าง  “Longer” และ  “Than”  คือ  “Time to cross the Pacific Ocean”  ทำให้ประโยคดูมีความซับซ้อนมากขึ้น  ดูตัวอย่างการเปรียบเทียบโดยใช้คำพยางค์ยาว  จากประโยคข้างล่าง

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

 (เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

 

18. I have __________________________________________ to know how she is getting on.

(ผม __________ จะรู้ (โดยเสมอมา) ว่าเธอประสบความสำเร็จกับงานที่กำลังทำ (หรือหน้าที่ๆรับผิดชอบ)  อย่างไรบ้าง)  (ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ)

(a) long

(b) longed   (ปรารถนา,  อยาก,  ใคร่จะ)

(c) longly

(d) longing

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Long”  ในที่นี้เป็นคำกริยา  และใช้ในรูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  (กริยา ช่องที่ และ ของ  “Long”  คือ  “Longed”)

 

19. What ______________________________________________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ___________________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard   (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Beard” (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้   “A”  นำหน้า  ดูเพิ่มเติมประโยคอุทานจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้   “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

20. Although ________ that smoking can cause cancer, a good many people continue to smoke.

(แม้ว่า _______ ว่า  การสูบบุหรี่สามารถก่อให้เกิดมะเร็ง, ผู้คนเป็นจำนวนมากยังคงสูบบุหรี่ต่อไป)

(a) it knows

(b) it is known    (มันเป็นที่รู้กัน)

(c) it is knowing

(d) we are known

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  (It + Is (Was) + Known + That + Subject + Verb)  หรืออาจตอบ  “we know”  ก็ได้,  ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง    “It + Is (Was) + Known (Verb 3)  + That + Subject + Verb”  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • It is known that tortoises live longer than any other animal.

(มันเป็นที่รู้กันว่า  เต่ามีอายุยืนยาวกว่าสัตว์ชนิดอื่นใด)

  • It is believed that men don’t live alone in the universe.

(มันถูกเชื่อว่า  มนุษย์มิได้อยู่ตามลำพังในจักรวาล)  (คือ  มีมนุษย์อยู่ในดาวอื่นๆ ด้วย)

  • It was thought that the earth was flat a long time ago.

(มันถูกคิดว่า  โลกแบนเมื่อนานมาแล้ว)

  • It is found that spring is the most favorite season in Europe.

(มันถูกพบว่า  ฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูที่โปรดปรานที่สุดในยุโรป)

  • It is estimated that next year’s global economic growth will be less than 5 percent.

(มันถูกประมาณการว่า  ความเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะต่ำกว่า    เปอร์เซ็นต์)

  • It is hoped that Thailand’s political situation would be better next year.

(มันถูกหวังว่า  สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยจะดีขึ้นในปีหน้า)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 437)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: “____________________________________________ coffee have you drunk today?”

(คุณดื่มกาแฟ ____________________________________________________ วันนี้)

   B: “Three cups.”

( ถ้วยครับ)

(a) How many cups   (มากกี่ถ้วย)

(b) What kind of   (ชนิดใด)

(c) How many   (มากเท่าใด)   (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(d) How much    (มากเท่าใด)   (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เป็นเอกพจน์เสมอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Coffee”  เป็นนามนับไม่ได้   จึงต้องใช้กับ  “Much”  หรืออาจตอบ ข้อ  (a)  ก็ได้   แต่ต้องแก้เป็น   “How many cups of”  (มากกี่ถ้วย)

 

2. _________________________________________________ there were bears in England.

(___________________________________________________ มีหมีอยู่ในประเทศอังกฤษ)

(a) Many hundreds years ago    (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(b) A hundred of years ago    (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

(c) Hundreds of years ago    (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(d) One hundred of years ago    (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  หรือ ข้อ   (a)  แต่ต้องแก้เป็น  “Many hundred years ago”  หรือตอบ  ข้อ  (b)   แต่ต้องแก้เป็น  “A hundred years ago”  หรือ ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น   “One hundred years ago

 

3. I hope you will try ____________________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ___________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า  และต้องการบอกว่า  “เล็กน้อย, นิดหนึ่ง”   ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย   เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter” (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important (สำคัญกว่าเล็กน้อย)    เป็นต้น

                                                ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “ร้อนกว่ามาก”,  “สวยกว่ามาก”   ให้ใช้  “Much” และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่

  • She looks much _____________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง __________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   เพียงแต่ไม่มี   “Than”  ปรากฏให้เห็น   แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น   เมื่อวานนี้   หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบ เทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน   “Much”   เพื่อขยาย  “Happy”   ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  เท่านั้น  (สำหรับความหมาย    “อย่างมาก”)   ห้ามใช้   “Very

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks ________________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ________________ ในเดือนธันวาคม  กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า   “อย่างมากมาย”   ได้      คำ  คือ  “Much”  และ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”   สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”   ก็ได้

                                               ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “Much older” (แก่กว่ามาก),   “Far hotter”  (ร้อนกว่ามาก),  “Far colder”  (หนาวกว่ามาก),  “Much more important”  (สำคัญกว่ามาก),  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก),  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก),  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก),  เป็นต้น

 

4. He will do it if he _________________________________________________________.

(เขาจะทำมันถ้าเขา ____________________________________________________)

(a) can to

(b) is able

(c) is possible    (เป็นไปได้)

(d) is able to    (สามารถ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   “Is (Am, Are) + Able + To + (Verb 1)”   เสมอ   ส่วน “Can”   ไม่ต้องตามด้วย   “To”  สำหรับข้อ  (c)  ก็อาจใช้ได้เช่นกัน  ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคเป็น  “He will do it if (it is) possible.” (เขาจะทำมันถ้าหากเป็นไปได้)

 

5. I wish I could _________________________________________________ drinking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ __________________________________ การดื่มเหล้า)

(a) give way

(b) give away    (ยกให้ไป)

(c) give up    (ยุติ, เลิก)

(d) give out    (แจก, แจกจ่าย)

 

6. I am _____________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) __________________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ    -    ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้  คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.
  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.
  • I am not strong enough to lift this heavy stone.
  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.
  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

( ประโยคข้างบนมีความหมายเดียวกัน  แต่พูดไปคนละแบบ)

                                                ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into(ไม่ต้องมี  “It  เพราะมี  “The car”  อยู่แล้ว)

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into.   (ไม่ต้องมี  “It  เพราะมี  “The car”  อยู่แล้ว)
  • The car is so small that we cannot get into it.   (ต้องมี  “Itเพราะเป็นกรรมของอนุประโยค)
  • It is so small a car that we cannot get into it.   (ต้องมี  “Itเพราะเป็นกรรมของอนุประโยค)
  • It is such a small car that we cannot get into it.   (ต้องมี  “Itเพราะเป็นกรรมของอนุประโยค)

หมายเหตุ    -     ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

7. Jim always helps his parents ___________________________________ he has a chance.

(จิมช่วยเหลือพ่อแม่ของเขาอยู่เสมอ __________________________________ เขามีโอกาส)

(a) whenever    (เมื่อใดก็ตาม, ทุกครั้งที่)

(b) while    (ในขณะที่)  (มักตามด้วยรูป “Continuous tense”)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) until    (จนกระทั่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Whenever they meet, they stop to talk.

(เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาพบกัน  พวกเขาจะหยุดเพื่อสนทนากัน)

  • We can start whenever you are ready.

(เราสามารถเริ่มต้นได้  เมื่อใดก็ตามที่คุณพร้อม)

  • Whenever she has money, she goes shopping.

(ทุกครั้งที่เธอมีเงิน  เธอจะไปช้อปปิ้ง)

  • Kim always has a cold whenever I see her.

(คิมเป็นไข้หวัดเสมอ  ทุกครั้งที่ผมพบเธอ)

(= Whenever I see Kim, she always has a cold.)

 

8. You can borrow my bicycle ______________________ you bring it back before this Friday.

(คุณจะยืมรถจักรยานของผมก็ได้นะ _________________ คุณนำมันมาคืนผมก่อนวันศุกร์นี้)

(a) unless    (ถ้า.......................................ไม่)

(b) because    (เพราะว่า)

(c) on condition that    (โดยมีเงื่อนไขว่า,  โดยมีข้อแม้ว่า,  ถ้า)

(d) whenever    (เมื่อใดก็ตาม, ทุกครั้งที่)

 

9. ____________________________, our daughter does not work hard enough to succeed.

(___________________________ ลูกสาวของเรามิได้ขยันเพียงพอที่จะประสบความสำเร็จ)

(a) Frank

(b) Frankly    (อย่างเปิดเผย, อย่างตรงไปตรงมา, อย่างไม่อ้อมค้อม, ด้วยน้ำใสใจจริง)

(c) Being frank

(d) To be frankly

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้รูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เนื่องจากขยายข้อความทั้งประโยค  (Our daughter…………………........…… succeed)

 

10. Bangkok has become ________________________________________ in recent years.

(กรุงเทพฯ ได้ ______________________________________ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้)

(a) considerable polluting

(b) considerably polluting

(c) considerable polluted

(d) considerably polluted    (มีมลภาวะ (สกปรก, เปรอะเปื้อน) อย่างมากมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Polluted”  =  “มีมลภาวะ, สกปรก, เปรอะเปื้อน”  และใช้   “Considerably” (Adverb)  เนื่องจากขยายกริยา  “Polluted”  ซึ่งอยู่ในรูป  “Passive voice

 

11. ___________________________________________ my opinion, he is a very good actor.

(___________________________________ ความคิดเห็นของผม  เขาเป็นนักแสดงที่ดีมาก)

(a) By

(b) In    (ใน)

(c) On

(d) With

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                          สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “the girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”(ใน ๒ นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

12. The bank is ____________________________________________ the police station.

(ธนาคารอยู่ ____________________________________________ (กับ) สถานีตำรวจ)

(a) near to    (ใกล้)  (ไม่ต้องตามด้วย  “To”)

(b) close    (ใกล้)  (ต้องตามด้วย  “To”)      

(c) opposite to

(d) opposite    (ตรงกันข้าม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Opposite”  =  “ตรงกันข้าม”,  เมื่อเป็น  “Preposition”   ไม่ต้องมี   “To”  ต่อท้าย  มีที่ใช้  คือ

                                                ๑. เป็น  “Preposition

  • The hotel is opposite a railway station.

(โรงแรมอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ)

  • Jenny was sitting opposite Jim.

(เจนนี่กำลังนั่งตรงข้ามกับจิม)

  • His office is opposite a bank.

(ที่ทำงานของเขาอยู่ตรงข้ามกับธนาคาร)

                                                 ๒. เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  ต้องตามด้วย  “To”  ในบางกรณี

  • Black is opposite to white.

(สีดำตรงข้ามกับสีขาว)

  • Boring is opposite to interesting.

(น่าเบื่อตรงข้ามกับน่าสนใจ)

  • Her house is on the opposite side of the street.

(บ้านของเธออยู่ถนนฝั่งตรงข้าม)

  • She burst in through the opposite door.

(เธอพรวดพราดเข้ามาทางประตูฝั่งตรงข้าม)

                                                . เป็นคำนาม  หมายถึง  “สิ่งที่ตรงกันข้าม”  หรือ  “สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากที่สุด  หรือโดยสิ้นเชิง”   ต้องตามด้วย   “Of

  • Boring is the opposite of interesting.

(น่าเบื่อเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับน่าสนใจ)

  • My brother is just the opposite (of me).

(พี่ชายของผมเป็นผู้ที่แตกต่างกับผมอย่างสุดๆ)

  • In many ways, passion is the opposite of love.

(ในหลายๆประการ  ตัณหา-ความใคร่เป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสุดๆ กับความรัก)

 

13. If a man is paid for boxing, he is a _______________________________________ boxer.

(ถ้าชายคนหนึ่งได้รับเงินค่าจ้างสำหรับการชกมวย  เขาเป็นนักมวย ____________________)

(a) amateur    (สมัครเล่น)

(b) expert    (เชี่ยวชาญ, ชำนาญ)  (ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ)

(c) fighting    (ที่ต่อสู้, ที่สู้รบ)

(d) professional    (อาชีพ)

 

14. He is a very ____________ writer.  He is always writing about journeys to the moon and such things.

(เขาเป็นนักเขียนที่ ___________ มาก  เขามักเขียนเกี่ยวกับการเดินทางไปดวงจันทร์  และเรื่องอะไรทำนองนั้น  อยู่เสมอ)

(a) sensible    (ฉลาด, มีเหตุผล, มีไหวพริบ, มีสติสัมปชัญญะ)  

(b) imaginative    (ช่างจินตนาการ, ช่างคิดช่างฝัน, ซึ่งนึกเอาเอง)

(c) sensitive    (ไวต่อความรู้สึก, อ่อนไหว, หวั่นไหวง่าย)

(d) impressive    (น่าประทับใจ)

 

15. She had _____________________________ for a job in America.  She hopes she will get it.

(เธอได้ _________________________________ งานในอเมริกา  เธอหวังว่า เธอจะได้งานนั้น)

(a) appointed    (แต่งตั้ง, ตั้งให้เป็น, บงการ, กำหนด, นัดหมาย)

(b) implied    (แสดงเป็นนัย, บอกเป็นนัย, มีความหมายว่า)

(c) applied    (สมัคร, ใช้, ใช้เป็นประโยชน์, ประยุกต์)

(d) admitted    (ยอมรับ, รับให้เข้ามา, ยอมให้เข้ามา)

 

16. Men aren’t _______________________________________________ to cry in public.

(ผู้ชายมิได้ถูก __________ (ว่าจะ)  ร้องไห้ในที่สาธารณะ)  (หมายถึง  ต่อหน้าฝูงชน)  (คือ  คนทั่วไปคิดว่าผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ในที่สาธารณะ)

(a) thought    (คิด)

(b) imagined    (จินตนาการ, นึกคิด)

(c) assumed    (สันนิษฐาน, นึกเอา, สมมติ)

(d) supposed    (คาดว่า, คาดคะเน, คาดคิด, คิด, อนุมาน, จินตนาการ, กำหนดว่า)

 

17. You _________________________ with us to the cinema tomorrow if you are a good boy.

(เธอ ______________________________ กับเรายังโรงภาพยนตร์วันพรุ่งนี้  ถ้าเธอเป็นเด็กดี)

(a) go

(b) will go

(c) shall go    (จะต้องไป)

(d) would go

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามปกติ  ใช้  “I”  และ  “We”  กับ  “Shall + Verb 1”  แต่เมื่อใช้โครงสร้างนี้กับสรรพนามตัวอื่น  (You, They, He, She)   หมายถึง  “ประธานฯจะต้องทำกริยานั้นๆ”  ดังประโยคข้างบน  หรือตัวอย่างข้างล่าง

  • Those who break the law shall be responsible for their action.

(บุคคลผู้ซึ่งละเมิดกฎหมาย  จะต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตน)

 

18. Her mother has not seen her ______________________________________ five months.

(แม่ของเธอไม่ได้พบเธอ ______________________________________   เดือนแล้ว)

(a) during    (ระหว่าง, ในระหว่าง)

(b) since    (ตั้งแต่)

(c) in

(d) for    (เป็นเวลา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “For”  +  “ความยาวของเวลา”,   “Since”  +   “จุดเริ่มต้นของเวลา”  ดูจากประโยคข้างล่าง

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน  คือ  ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี  ๒๐๑๐)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน  คือ  ปัจจุบันก็มิได้เจอ)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ชั่วโมงแล้ว)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  (ว่ายังคงรอคอยอยู่)  และความนานของเวลาคือ ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

19. Don’t let that dirty dog __________________________________________________ in!

(อย่าปล่อยให้หมาสกปรกตัวนั้น _______________________________________ ข้างในนี้)

(a) coming

(b) to come

(c) come    (เข้ามา)

(d) comes

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Let + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Let”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Let us ___________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _____________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) keeping quiet

(c) keep quietness

(d) keep quiet   (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Let + กรรม + Verb 1”  และ  “Keep + Adjective

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I felt the house ______________________________________________________.

(ผมรู้สึกว่าบ้าน _______________________________________________________)

(a) to move

(b) moving    (ไหว, สะเทือน)

(c) be moving

(d) to be moved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Move”  ก็ได้  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ยกเว้นบางตัว  เช่น  “Feel, Watch, See, Hear”  อาจตามด้วย  “Present participle”  (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • Every morning he could hear the birds _____________________________________.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนก ____________________________________________)

(a) song

(b) sing    (ร้องเพลง)

(c) sang

(d) sung

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Hear + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • It makes you ___________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ _______________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1” 

                                                            ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests ________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ ____________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins _____________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ _________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us _______________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ____________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her _____________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ _______________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจาก  “Make + กรรม + Verb 1

                                                            ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone ________________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน_____________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ  เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel, Watch”  ต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า (Verb 1)  ยกเว้นกริยา  “See, Hear, Feel, Watch”  ที่อาจตามด้วย  “Present participle” (Verb + ing)  ก็ได้  โดยความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

20. I can’t understand ____________________________________________________.

(ผมไม่สามารถเข้าใจเลยว่า ______________________________________________)

(a) why did she marry him

(b) why she married with him

(c) why she married to him

(d) why she got married to him    (ทำไมเธอจึงแต่งงานกับเขา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “Why she married him”  ก็ได้  โดยทั้ง    ข้อความเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Understand

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 436)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _______________ the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(___________________________ พายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

(a) During    (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(b) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(c) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (เมื่อหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยวลี หรือ ประโยค ก็ได้  แต่ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  ต้องตามด้วยประโยคเพียงอย่างเดียว)

(d) Instead of   (แทนที่จะ)  (เป็น  “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เพราะถูกหลักไวยากรณ์  และได้ความหมาย  ดูตัวอย่างการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

  • I want you to wait here while I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่  ในขณะที่ผมกำลังซื้อผลไม้)

  • Did you meet my sister during our stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ในระหว่างที่คุณพักในโตเกียวหรือเปล่า)

  • During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • Instead of going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

  • I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมา  แทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

  • The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

  • The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบ ดีป่วย)

  • The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง  -  เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

  • She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

  • He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

  • Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

  • He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

                                                            สำหรับ  “Since”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Nobody has come to see us since we ______________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา ____________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since” (ตั้งแต่)  จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอสำหรับ  “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยคำนาม  หรือวลี  หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ  “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้  เช่น

  • He has read since the morning.   (Since + วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m.   (Since + วลี)

{เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว}  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.   (Since + วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.   (Since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.   (Since + วลี)

(ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)  (Since + วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.   (Since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.   (Since + ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

2. A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

    B: “________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(________________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค (หรือไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่      จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)

  • Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัย  เพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “Determine”  เนื่องจากตามหลัง  “To”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ......................เพื่อ.......................)  กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

  • She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

  • They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                                             ในหลายๆ กรณี  นิยมนำ  “To + Verb 1”  มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  ที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  ว่าประธานฯ  ทำกริยาด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

  • To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา,  คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

                                         ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to”  (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง  “เพื่อที่จะ............................”  หรืออาจใช้  “In order to”  หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + Verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

                                                   ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้  เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก    ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก    ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must………….........…….….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

3. A: “How often do you go to the movies?”

(คุณไปดูหนังบ่อยเพียงใด)

    B: “___________________________________________________________.

(a) Hardly never    (ต้องใช้  “Hardly ever” (แทบจะไม่เคยเลย) เพราะ “Hardly =  แทบจะไม่”  เป็น “Negative”  อยู่แล้ว  ไม่สามารถใช้กับ  “Never”  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ)

(b) Only once a month    (เพียงเดือนละครั้ง)

(c) Well enough    (ดีเพียงพอ)

(d) Once and for all    (ครั้งเดียวและตลอดไป)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับ  “Once an for all”  ใช้ดังนี้  คือ

                                               ๑. ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย  เช่น

  • Let me say, for once and for all, you must not go to the party on Sunday.

(ผมขอบอกนะ  ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายเลย  คุณต้องไม่ไปงานเลี้ยงวันอาทิตย์)

                                              ๒. อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย  เช่น

  • For once and for all, I will not go swimming with you.

(แน่นอนเลย  ผมจะไม่ไปว่ายน้ำกับคุณ)

                                              ๓. อย่างถาวร  เช่น

  • The repair will end the leak once and for all.

(การซ่อมจะยุติการรั่วไหล – ของท่อประปา – อย่างถาวร)

  • The President decided that an air strike would destroy the enemy and terminate the war once and for all.

(ท่านประธานาธิบดีตัดสินใจว่า  การโจมตีทางอากาศจะทำลายข้าศึกและยุติสงครามอย่างถาวร)

 

4. You lost all your money, didn’t you?  You _______________________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ _____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried    (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3”  =  “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”  ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้วและสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น  หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”  (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง    แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B: “I know.  I shouldn’t ______________________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ_____________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ......................... ........... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ____________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร __________________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b)be sending

(c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1”  =  “ควรทำ.............................ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ................................ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                                    ตัวอย่างที่  ๓

  • You ought _____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ __________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)   เช่นประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (= should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                                            จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”  (จะต้องได้ทำไปแล้ว, คงได้ทำลงไปแล้ว)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  ๔

  • What terrible coffee!  She _________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _____________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1”  =   “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3”  =   “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาด้วยความมั่นใจ  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้  หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (เป็นอดีต)  (คือ  เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว)  (เป็นอดีต)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

5. Last night nobody __________________________________________________ till late.

(เมื่อคืนที่แล้ว  ไม่มีใคร ___________________________________ จนกระทั่งดึกดื่น)

(a) got at home

(b) got to home

(c) got the house

(d) got home    (กลับบ้าน, กลับถึงบ้าน)

 

6. The trees here are the largest and the flowers the most gigantic that I ________________.

(ต้นไม้ที่นี่ใหญ่ที่สุด  และดอกไม้ใหญ่ที่สุด ที่ผม ______________________________)

(a) had ever seen    (เคยเห็น)

(b) ever saw

(c) have ever seen    (เคยเห็นมา)

(d) had never seen    (ไม่เคยเห็น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้“Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  โดยสังเกตจาก  “Ever”,  “Never”  (แต่ในกรณีที่ประโยคใหญ่  เป็น  “The trees here were the ………....…..…..”   ในประโยคย่อย  ต้องเป็น “………........……that I had ever seen”)  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

(แต่ใช้  “He was one of the best students I had ever talked to.)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

7. More and more people from ___________________________ areas are moving into cities.

(ผู้คนจำนวนมากขึ้นและมากขึ้นจากพื้นที่ _____________ กำลังอพยพ-เคลื่อนย้ายเข้าสู่เมือง)

(a) urban    (ที่เป็นเมือง, อาศัยอยู่ในเมือง, เกี่ยวกับเมือง, มีลักษณะของเมือง)

(b) extensive    (กว้างขวาง, กว้างใหญ่, แผ่ขยายออกไป)

(c) neutral    (เป็นกลาง, วางตัวเป็นกลาง, ไม่เข้าข้างใด, ไร้สี, สีเทา, ไม่มีลักษณะ เฉพาะ)

(d) rural    (ชนบท, บ้านนอก)

 

8. We should take ____________________________________________ against accidents.

(เราควรดำเนินการ ______________________________________ เพื่อต้านอุบัติเหตุ)

(a) demonstrations    (การสาธิต, การทดลองให้เห็น, การพิสูจน์, การเดินขบวน)

(b) indications    (การบ่งชี้, การชี้บอก, สิ่งที่บอก, เครื่องหมายแสดง, อาการของโรค)

(c) precautions    (การระวังล่วงหน้า, มาตรการป้องกันล่วงหน้า, การระวังหรือป้องกันไว้ก่อน)

(d) inclinations    (ความโน้มเอียง, แนวโน้ม, การเบี่ยงเบน, ผิวหน้าที่เอียงลาด)

 

9. They _________________ his daughter and demanded a $400,000 ransom for her release.

(พวกนั้น _____ ลูกสาวของเขา  และเรียกร้องเงินค่าไถ่  ๔๐๐,๐๐๐  เหรียญ  เพื่อการปล่อยตัวเธอ)

(a) hijacked    (จี้เครื่องบิน-เรือ-รถ ให้ไปยังจุดหมายที่ต้องการ, ปล้น, บีบบังคับ, หลอกลวง)

(b) assassinated    (ลอบสังหาร)

(c) embraced    (โอบกอด, กอดรัด)

(d) kidnapped    (ลักพาตัว)

 

10. _________________________________________ were sold before the end of the month.

(_______________________________________________ ถูกขายไปก่อนสิ้นเดือน)

(a) A large amount of products

(b) Much of the products

(c) Many of the products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(d) A great deal of products

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้   “Many”   กับคำนามนับได้   พหูพจน์  (Products)   ส่วน   “A large amount, Much, A great deal”   ล้วนแต่ใช้กับนามนับไม่ได้   (และเป็นเอกพจน์เสมอ)

 

11. Fog has always been _________________________ hazards to car driving during winter.

(หมอกได้เป็นอันตราย _____________ ต่อการขับรถยนต์โดยเสมอมา  ในระหว่างหน้าหนาว)

(a) the greatest ones

(b) ones greatest

(c) the greatest of ones

(d) one of the greatest    (มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  ในโครงสร้าง    “One of the + Adjective  (ขั้นสูงสุด)  + Noun  (พหูพจน์)” 

 

12. Because Mr. Thomson worked only a month, the personnel director would not write a recommendation for him even if he ___________.

(เพราะว่ามิสเตอร์ธอมสันทำงาน (กับบริษัท) แค่เพียงเดือนเดียว   ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลจะไม่เขียนหนังสือรับรองให้เขา   ถึงแม้ว่าเขา___________)

(a) could ask

(b) asks

(c) asked    (ร้องขอ)

(d) will ask

ตอบ   –   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นกริยาในประโยคย่อย  (Even if he asked)  จึงต้องใช้  “Tense”   ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่   (Would not write)

 

13. The physician considers going to bed early to be more sensible ___________________.

(แพทย์เห็นว่าการเข้านอนแต่หัวค่ำ  ฉลาดกว่า _______________________________)

(a) than stay up late

(b) than to stay up late

(c) than staying up lately

(d) than staying up late    (การตื่นอยู่จนดึก)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุลกัน  คือ  “Going to bed”  และ“Staying up late”  คือใช้รูป   Gerund  (Verb + ing)  ทั้ง     ข้อความ  โดยถือว่าตามหลังกริยา  “Consider”  จะต้องเป็นคำนาม  หรือ  “Verb + ing”,  สำหรับ  “Lately”  หมายถึง   “หมู่นี้, เมื่อเร็วๆ มานี้”,   ส่วน  “Late”  เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์   (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  หมายถึง   “ดึก หรือ สาย

 

14. __________ with the answer from the management, the workers threatened to go on strike.

(__________________________ กับคำตอบจากฝ่ายบริหาร   คนงานขู่ที่จะนัดหยุดงานต่อไป)

(a) Disappointing    (น่าผิดหวัง)

(b) Disappointed    (รู้สึกผิดหวัง)

(c) Being disappointing

(d) Having disappointed    (ทำให้ผิดหวัง)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                                    ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังคอมม่า)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive Voice)  กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่    (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ, เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(__________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆ ส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่     (แสดง “Passive voice)

                                                     ในกรณีใช้กริยา  “Verb + ing”  (Present participle)  ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   ก็เพื่อจะบอกว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  ดังประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ ๓

  • While traveling through the Rocky Mountains, _____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่น เต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี  “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  วลีที่ขยายประธาน คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งบ่งชี้ว่าประธานฯ  จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้   ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes”  (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (The travelers were attracted by the scenes) 

                                                        ตัวอย่างที่  

  • ____________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(______________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร,  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้)  (ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประ หลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่า  ปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                                กล่าวโดยสรุป  คือ  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค  (หลังคอมม่า)  เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                 สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)   ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

15. She forgot to ___________________________ us ______________________________.

(เธอลืมที่จะ ______________________________________________________ เรา)

(a) drop ______________ a letter

(b) drop ______________ a line    (เขียนจดหมาย ..................................... ถึง)

(c) drop ______________ by

(d) drop ______________ out

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Drop someone a line   หรือ  a few lines”  =   “เขียนจดหมาย  หรือ โน้ต ถึงผู้นั้น”   Line (s)  ในที่นี้  หมายถึง  “บรรทัดของหนังสือ

 

16. The price they asked for the car was ___________, so we bought it without much thought.

(ราคาที่พวกเขาเรียกร้องสำหรับรถยนต์คันนั้น ___________,  ดังนั้น  เราเลยซื้อมันโดยไม่ต้องคิดอะไรมาก)

(a) reason    (เหตุผล)

(b) reasoning    (การให้เหตุผล)

(c) reasonable    (สมเหตุสมผล, พอสมควร, ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป)

(d) reasonably    (อย่างสมเหตุสมผล)

ตอบ   –   ข้อ  (c)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  และอยู่หลัง  “Verb to be”  (was)  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

 

17. Day follows night and night follows day.  This sequence is _________; it is certain to happen.

(จากวันเป็นคืน  และคืนเป็นวัน  ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ นี้ _______ มันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน)

(a) inevitable    (ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้, ไม่อาจหลีกเลี่ยง)

(b) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(c) sufficient    (พอเพียง)

(d) abnormal    (ผิดปกติ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   โดยพิจารณาจากข้อความ  It is certain to happen”  (มันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน)

      

18. Do you believe ______________________________________________________ God?

(คุณศรัทธา-เชื่อมั่น _______________________________________ พระเจ้าหรือไม่)

(a) on

(b) about

(c) of

(d) in    (ใน)

 

19. Special troops will be garrisoned all along the coast to __________ for enemy airplanes.

(กองทหารพิเศษจะถูกส่งเข้าประจำการตามแนวชายฝั่งทั้งหมด  เพื่อ __________ เครื่องบินของข้าศึก)

(a) watch up

(b) watch on

(c) watch out    (เฝ้าระวัง, ระมัดระวัง)

(d) watch at    (จ้องมอง)

 

20. __________________________ has succeeded in life and become rich before he is fifty.

(___________________________ ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต  และร่ำรวยก่อนอายุ  ๕๐ ปี)

(a) A many poor boy

(b) Many a poor boy    (เด็กยากจนจำนวนมาก)

(c) A many poor boys 

(d) Many poor boy

(e) Many poor boys

(f) Many a poor boys

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Many a poor boy”  =  “Many poor boys” (เด็กยากจนจำนวนมาก)  แต่ใช้กับโครงสร้างต่างกัน  ดังนี้

  • Many a wise student has got a scholarship.
  • Many wise students have got a scholarship.

(ทั้ง ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  คือ  “นักเรียนที่ฉลาดจำนวนมากได้รับทุนการศึกษา”)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 435)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Machines help man to work more _____________________________________________.

(เครื่องจักรช่วยให้มนุษย์ (คนเรา) ทำงาน ________________________________ มากยิ่งขึ้น)

(a) permanently    (อย่างถาวร, ตลอดไป)

(b) conspicuously    (อย่างเด่นชัด, อย่างเห็นได้ชัด, สะดุดตา)

(c) efficiently    (อย่างมีประสิทธิภาพ)

(d) confidentially    (อย่างลับๆ, อย่างเป็นความลับ)

 

2. The _________________________________________ in this magazine are very colorful.

(___________________________________ ในแม็กกาซีนฉบับนี้  เต็มไปด้วยสีสันอย่างมาก)

(a) demonstrations    (การสาธิต, การเดินขบวน)

(b) illustrations    (ภาพประกอบ, ภาพอธิบาย, การอธิบายด้วยภาพประกอบ, การยกตัวอย่าง)

(c) resources    (ทรัพยากร)

(d) ingredients    (ส่วนผสม, ส่วนประกอบ)

 

3. ___________________________ you be interested, I will send you a copy of my book.

(_______________________ คุณมีความสนใจ  ผมจะส่งหนังสือของผมไปให้คุณเล่มหนึ่ง)

(a) Should    (ถ้า)

(b) Were

(c) If

(d) Since

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Should you be interested”  =  “If you are interested

 

4. Do you know ___________________________________________________________?

(คุณทราบไหมว่า ____________________________________________________)

(a) where does Dick live

(b) where is Dick living    (ใช้ได้ถ้าแก้เป็น  “where Dick is living”)

(c) where Dick lives    (ดิ๊คอาศัยอยู่ที่ไหน)

(d) that where Dick lives

 

5. The fight was cancelled because both boxers hurt ______________ in training before the fight.

(การต่อสู้ถูกยกเลิกไป  เพราะว่านักมวยทั้ง   คน  ทำ __________ ได้รับบาดเจ็บในการฝึกซ้อม  ก่อนการต่อสู้)

(a) each other    (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(b) one another    (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

(c) himself    (ตัวเอง)  (คนเดียว)

(d) themselves    (ตัวเอง, ตนเอง)  (ตั้งแต่    คนขึ้นไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ไม่เลือก ข้อ  (a)  เนื่องจากนักมวยทั้ง  ๒  คน  ยังไม่ได้ชกกัน  เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างฝึกซ้อม  (ต่างคนต่างซ้อม)

 

6. He thinks of nothing __________________________________________ making money.

(เขาไม่คิดถึงอะไร _______________________________________________ หาเงิน)

(a) for

(b) to

(c) but    (นอกจาก)

(d) than

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  คือ  “But of making”  

 

7. The girl has no interests, _________________________________ from her school work.

(เด็กหญิงคนนั้นไม่สนใจอะไร ________________ จากงานที่โรงเรียนของเธอ)  (เช่น  การบ้าน)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) differing    (แตกต่าง)

(c) far

(d) apart    (นอกเหนือ)

 

8. I knew nothing about the new teacher _________________________ what I had been told.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับครูคนใหม่ ___________ สิ่งที่ผมได้รับการบอกเล่า)  (คือ  รู้เฉพาะส่วนที่มีคนเล่าให้ฟัง)

(a) further

(b) but

(c) and

(d) beyond    (มากไปกว่า, เกินไปกว่า)

 

9. He cut himself _______________________________________________________.

(เขาทำมีดโกนบาดตัวเอง _______________________________________________)

(a) having shaved

(b) shaved

(c) while shaving    (ขณะกำลังโกนหนวด)

(d) for shaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)   โดยลดรูปมาจาก   “Adverb clause of time”  (While he was shaving)

 

10. It is harder to walk uphill than downhill because we must ___________ the weight of our body.

(มันยากที่จะเดินขึ้นเขามากกว่าเดินลงเขา  เพราะว่าเราจะต้อง ______ น้ำหนักของร่างกายของเรา)

(a) rise    (ขึ้น, เพิ่มขึ้น, มากขึ้น, สูงขึ้น)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) increase    (เพิ่มขึ้น, ทำให้เพิ่มขึ้น)

(c) lift    (ยก)

(d) promote    (ส่งเสริม, กระตุ้น)

 

11. Bring a ___________________________________________ sheet of paper for your test.

(ให้นำกระดาษ __________________ มาด้วย    แผ่น  สำหรับการทดสอบ (การสอบ) ของคุณ)

(d) dark    (มืด, มืดมน, มัว, ดำคล้ำ, เร้นลับ, คลุมเครือ, ชั่วช้า, อัปรีย์, ป่าเถื่อน)

(b) torn    (ฉีกขาด, ถูกทำให้ฉีกขาด)

(c) damp    (ชื้น, หมาด, ไม่กระตือรือร้น, หดหู่, ไร้ชีวิตชีวา)

(d) blank    (ว่าง, ว่างเปล่า, ยังไม่ได้เขียนหรือพิมพ์อะไร, ที่ปราศจากเรื่องราว, จืดชืด, ไม่น่าสนใจ)

 

12. The high cost of living is one of the Thai people’s major __________________________.

(ค่าครองชีพที่สูง  เป็นหนึ่งใน _________________________ ที่สำคัญของประชาชนคนไทย)

(a) luxuries    (ความหรูหราฟุ่มเฟือย)

(b) characters    (ลักษณะ, อุปนิสัย, คุณสมบัติ, ลักษณะพิเศษ, ตัวอักษร, อักขระ)

(c) complaints    (การร้องเรียน, การร้องทุกข์, ข้อร้องเรียน)

(d) entertainments    (ความบันเทิง, ความเพลิดเพลิน)

 

13. He was treated ____________________ a friend, not ___________________ a stranger.

(เขาได้รับการปฏิบัติ ______________ เพื่อนคนหนึ่ง  มิใช่ ______________ คนแปลกหน้า)

(a) as _______________ as    (ในฐานะที่เป็น .............................  ในฐานะที่เป็น)

(b) for _______________ for

(c) by _______________ as

(d) as _______________ by

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  หมายถึง  “ในฐานะที่เป็น, เป็น”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  เช่น

  • He worked as a doctor in a small hospital.

(เขาทำงานเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลเล็กๆ)

  • She is known as a person who keeps her words.

(เธอเป็นที่รู้จักกันในฐานะเป็นบุคคลผู้รักษาคำพูด)

 

14. I’ll take some money with me ________________________________________ I need it.

(ผมจะเอาเงินติดตัวไปบ้าง ___________________________________ ผมจำเป็นต้องใช้มัน)

(a) if    (ถ้า)

(b) in case    (เผื่อว่า, ในกรณีที่)   

(c) otherwise    (มิฉะนั้น) 

(d) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   

(e) in addition to    (นอกเหนือจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “In case”  อยู่หน้าอนุประโยค  หมายถึง  “เผื่อว่า, ในกรณีที่”  และให้สังเกตว่า  อนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะไม่ใช้รูปอนาคต  “Future tense”  เช่น

  • In case I forget please remind me about it.

(ในกรณีที่ผมลืม  กรุณาเตือนผมเกี่ยวกับมันด้วย)

  • You don’t have to wait for me in case I come back after 4 p.m.

(คุณไม่จำเป็นต้องรอผม  เผื่อว่าผมกลับมาหลัง    โมงเย็น)

  • Set the alarm-clock in case you don’t wake up in time.

(ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้  เผื่อว่าคุณจะตื่นไม่ทันเวลา)

  • Take an umbrella in case it rains.

(เอาร่มติดไปด้วย  เผื่อว่าฝนมัน (จะ) ตก)

                                            ในกรณีที่   “In case”  อยู่หลังอนุประโยค  มันจะมีความหมาย  “เผื่อไว้”  เช่น

  • It may rain; you’d better take an umbrella just in case.

(ฝนอาจจะตก  คุณควรเอาร่มติดไปด้วย  เผื่อไว้)

  • The bus is usually on time, but (you should) start early, just in case.

(รถประจำทางมักจะตรงเวลา  แต่ (คุณควร)  ออกจากบ้านแต่เนิ่นๆ  เผื่อเอาไว้)  (คือ  ถ้ารถบังเอิญมาเร็วกว่าปกติ  คุณก็จะยังขึ้นรถได้ทัน)

                                            สำหรับ   “In case of”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี  หมายถึง  “ในกรณีที่มี, ถ้าเกิดมี”  เช่น

  • In case of fire, ring the alarm bell.

(ในกรณีที่มีไฟไหม้  ให้สั่นกระดิ่งเตือนภัย)

  • In case of an accident, call the police.

(ถ้าเกิดมีอุบัติเหตุ  ให้เรียกตำรวจ)

  • In case of failure, try again.

(ในกรณีที่ล้มเหลว  ให้พยายามอีกครั้ง)

  • I’ll sell this house in case of a flood.

(ผมจะขายบ้านหลังนี้ทิ้ง  ถ้าเกิดมีน้ำท่วม)  (คือ  ขายบ้านเพื่อหนีน้ำ)

 

15. A: “How much _______________________________________________ in that can?”

(_______________________________________________ มากเท่าใด ในกระป๋องนั้น)

      B: “About five pounds.”

(ประมาณ    ปอนด์)

(a) there is sugar

(b) sugar there is

(c) is there sugar

(d) sugar is there    (มีน้ำตาล)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “How much + นามนับไม่ได้  และ  “How many + นามนับได้  พหูพจน์”  แล้วตามด้วยกริยาพิเศษ  + ประธาน + กริยาแท้   เช่น

  • How much money do you have?

(คุณมีเงินมากเท่าใด)

  • How much information does he need?

(เขาต้องการข้อมูลข่าวสารมากเพียงใด)

  • How much furniture did she buy?

(เธอซื้อเฟอร์นิเจอร์มากเท่าใด)

  • How many cars did the company sell last year?

(บริษัทขายรถไปจำนวนเท่าใดเมื่อปีที่แล้ว)

  • How many people are there in your country?

(มีประชากรมากเท่าใดในประเทศของคุณ)

  • How many books do the students read each month (= in a month)?

(นักเรียนอ่านหนังสือมากเท่าใดในแต่ละเดือน)

 

16. A: “________________________________________________________ do you have?”

(คุณมี ___________________________________________________________)

      B: “About two hours.”

(ประมาณ    ชั่วโมง)

(a) How many times    (กี่ครั้ง, มากกี่ครั้ง)

(b) How much hour    (“How many hours”  =  “กี่ชั่วโมง”)

(c) How much time    (เวลามากเท่าใด)

(d) How long  time    (“How long”  =   นานเท่าใด  ไม่ต้องมี“Time” )

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ดูตัวอย่างจากประโยคข้างล่าง

  • How many times (= How often) do you go to the movies in a year (= each year)?

(คุณไปดูหนังกี่ครั้ง (บ่อยเท่าใด) ใน    ปี)

  • How many times (= How often) do you go swimming each month (= in a month)?

(คุณไปว่ายน้ำกี่ครั้ง (บ่อยเท่าใด) แต่ละเดือน)

  • How much time (= How long) did it take you to do your term paper?

(มันใช้เวลาคุณมากเท่าใด (นานเท่าใด) ในการทำรายงานประจำเทอม)

 

17. They are _________________________________________ you the captain of the team.

(พวกเขา _______________________________________________ คุณเป็นหัวหน้าทีม)

(a) considering to make

(b) considering making    (กำลังพิจารณาแต่งตั้ง)

(c) considered making

(d) considered to make

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ประโยคนี้อยู่ในรูป  “Present continuous tense” (Subject + Is (Am, Are) + Verb + ing)  และกริยาแท้  คือ  “Consider”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing ___________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ________ เครื่อง จักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจาก  {Enjoy + (Nothing more than) + Verb + ing (Fixing)}

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I can’t help _______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ___________________________________ เขา  ทั้งๆ ที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”(อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต),  “Permit”  (อนุญาต)“Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice” (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม)Mind” (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay”  (ประวิงเวลา),  “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย),  “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She enjoys reading novels.

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                                          สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า _____________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์    ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ  “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                                         นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี  ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good” (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)  เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

18. A: “Why isn’t John studying?”

(ทำไมจอห์นไม่ได้กำลังอ่านหนังสืออยู่ล่ะ)

     B: “He ____________________________________________________________.”

(เขา _____________________________________________________________)

(a) too tired to study

(b) is too tired for studying

(c) is too tired to study    (เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านหนังสือ – หรือเรียนหนังสือ)

(d) is tired too much to study

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Too + Adjective + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • This passage is too difficult _____________________________________________.

(ตอนหนึ่งของข้อเขียนนี้ยากเกินไป _______________________________________)

(a) to explain for me

(b) for me to explain it

(c) to explain it for me

(d) for me to explain    (สำหรับผมที่จะอธิบาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ไม่ต้องมี  “It”  ข้างหลัง  “Explain”  เนื่องจากถือว่ามี  “Passage”  อยู่แล้ว

                                                      ตัวอย่างที่  ๒

  • I am too busy ________________________________________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ _______________________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)  

(d) that I can’t go

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “To + Verb 1”  ตามหลัง  “Adjective” หรือ  “Adverb”,  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน(คือ  คำคุณศัพท์ หรือ คำกริยาวิเศษณ์)  สำหรับในประโยคข้างบน   ใช้  “To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์  “Busy”  {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆ ประเภทนี้   ได้แก่

  • Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

  • She is too arrogant to talk to us.

(เธอหยิ่งยโสเกินไปที่จะพูดคุยกับเรา)

  • His house is too far to walk.

(บ้านของเขาไกลเกินไปที่จะเดิน)

  • She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

  • The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

  • It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

  • He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

 

19. There was a ________________________ over; it would have fed a dozen more people. 

(มี_____________ มันสามารถเลี้ยงคนได้อีกเป็นโหล)  (แต่ก็ไม่ได้เลี้ยง  คือ ทิ้งไปเสียเปล่าๆ)

(a) lot of food leaving

(b) lots of food left

(c) lot of food left    (อาหารมากมายเหลือทิ้งไว้)

(d) few of food leaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค (Adjective clause) “………. ……food which was left  หรือ……...…..food which had been left”   สำหรับ  “A lot of  =  Lots of”  (มากมาย)  สามารใช้กับทั้งนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน  “A few  (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง), Few  (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)   ต้องตามด้วยนามนับได้  พหูพจน์เท่านั้น  ในที่นี้  “Food” (อาหาร) เป็นนามนับไม่ได้  เช่น

  • There is a lot of (= lots of) furniture (food) in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์  (อาหาร)  มากมายในห้อง)

  • There are a lot of (= lots of) books on the table.

(มีหนังสือมากมายบนโต๊ะ)

  • There are a few (few) cars in the street.

{มีรถอยู่บ้าง (น้อยมาก) บนถนน}

                                        สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  เช่นInformation  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)  เป็นต้น   อนึ่ง  คำนามเหล่านี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม (Collective noun)  คือ  นามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ  เช่น

  • a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)
  • a piece of paper   (กระดาษ    แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง   ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว   หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้   กิโล)
  • a bunch of fruit   (ผลไม้    พวง)
  • a piece of luggage (baggage)   (กระเป๋าเดินทาง    ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge   (ความรู้    เรื่อง หรือ วิชา)

 

20. Just see if that water is becoming hot, _____________________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, _______________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง  ในส่วน  “Tag”   จึงต้องใช้  “Will you”  สำหรับ  “If”   ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • Do it at once, _______________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ____________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”  ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้  “……………...........…., will you ?”  เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                                                สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”  ในส่วน  Tag ต้องใช้   “Let’s …………….........…….., shall we?”  เช่น

  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                                                 แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”, “Let him”,  “Let her”  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือ  ขออนุญาตให้ผู้พูด  หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)  ดังนั้น  ในส่วน Tag  ต้องใช้  “Will you?” เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป  เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 434)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. People here do not _________________________________ as much as we do in Europe.

(ผู้คนที่นี่ไม่ _____________________________ มากเหมือนกับที่พวกเราทำ (จับมือ) ในยุโรป)

(a) shake hand

(b) shake hands    (จับมือ – เช่นเมื่อเวลาพบกัน)

(c) shake the hand

(d) shake the hands

ตอบ    –    ข้อ   (b)   “Shake hands”   ต้องเติม  “S”  ที่   “Hand”  เสมอ

 

2. A: “Are they small letters?”

(มันเป็นอักษรตัวเล็กใช่ไหม)

    B: “No, they are ___________________________________________________ letters.”

(ไม่ใช่  มันเป็นอักษร __________________________________________________)

(a) big

(b) large

(c) great

(d) capital    (ตัวเขียนใหญ่,  ตัวพิมพ์ใหญ่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   “Capital”  ในที่นี้  เป็นคำนาม  หมายถึง  ตัวเขียนใหญ่  หรือ ตัวพิมพ์ใหญ่

 

3. I have a pain __________________________________________________ my right arm

(ผมเจ็บ _____________________________________________________ แขนขวา)

(a) on

(b) at

(c) in    (ที่, ตรง)

(d) upon

ตอบ    –    ข้อ   (c)   “เจ็บตรงที่ใด”   ต้องใช้  Preposition “in”  เสมอ  สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่   “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),“in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time(ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),“in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน), “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”), “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง),  “in a pocket”  (ในกระเป๋า)“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน),  “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่)“in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ)“in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล)“in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น),  “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์), “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),“in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ)“in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....)“make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ)“make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม)“in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน)“$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ),  “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง),  “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา)“in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

4. A policeman must not smoke while he is ___________________________________ duty.

(ตำรวจจะต้องไม่สูบบุหรี่  ในขณะที่เขา _______________________________ ปฏิบัติหน้าที่)

(a) in

(b) on    (อยู่ระหว่าง)

(c) during

(d) under

ตอบ    –    ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้   “On”  ได้แก่   on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on(ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),  on the (an) average  (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account. (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?   (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา)have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถ จักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term(ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย) – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),   เป็นต้น

 

5. Did you have __________________________________________________ at the picnic?

(คุณ ___________________________________________ กับการไปปิกนิกหรือเปล่า)

(a) good time

(b) good times

(c) a good time    (สนุกสนาน)

(d) the good time

ตอบ    –    ข้อ   (c)   “Have a good time”  หมายถึง   “สนุกสนาน, มีความสุข”  ดูเพิ่มเติมวลีที่ต้องใช้  “A, An”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • It’s a good idea to take ________ picnic lunch to eat while you’re relaxing ________ the beach.

(เป็นความคิดที่ดีที่นำอาหารกลางวันสำหรับปิกนิก _________ ไปรับประทาน  ในขณะที่คุณกำลังพักผ่อน _________ ชายหาด)

(a) a _______________ in

(b) a _______________ on    (มื้อหนึ่ง ................................ บน)

(c) the _______________ in

(d) the _______________ on

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “A”  และ  “An”  ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…….........In a position to……..........”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….........….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆ นั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมา แล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

                                               นอกจากนั้น  ยังใช้ “A, An”  ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส),  “At a discount” (ลดราคา), “May I borrow your pen for a minute?”  (ผมขอยืมปากกาคุณสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ),  เป็นต้น

 

6. Thick ice had to be broken so that animals could get _________________________ water.

(จำเป็นต้องทุบน้ำแข็งที่หนาให้แตก  เพื่อที่ว่า  พวกสัตว์จะสามารถได้น้ำ _________________)

(a) drinking    (ดื่ม)

(b) to drink

(c) drunk

(d) drank

ตอบ    –    ข้อ   (a)   “Drinking water”  หมายถึง   “น้ำ (สำหรับ) ดื่ม”  โดย  “Drinking”  เป็น  “Gerund”  ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  แต่ทำหน้าที่คล้ายคำคุณศัพท์ขยายคำนาม  (Water)  เพื่อบอกว่า  น้ำสำหรับดื่ม  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง   

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • Cubes of ice form in the _____________________ compartment of the refrigerator.

(น้ำแข็งรูปลูกบาศก์ก่อตัวขึ้นในช่อง ______________________________ ของตู้เย็น)

(a) freeze    (ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ  “Freeze”)

(c) frozen    (ถูกแช่แข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)  (กริยาช่องที่  ๓  ของ  “Freeze”)

(d) freezing    (ทำให้เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Freezing”  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  เป็นกริยาที่ทำหน้าที่แบบคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “Gerund”  ทำหน้าที่ขยายนาม  “Compartment”  (ช่องแช่  -  ในตู้เย็น)  เพื่อบอกว่าคำนามนั้น  (ช่องแช่)  มีไว้เพื่อทำกริยานั้น  (ทำให้เย็นจนแข็ง)  ในที่นี้  คือ  “ช่องแช่สำหรับทำให้ (อาหาร) เย็นจนแข็ง”  สำหรับคำอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่  “Swimming pool”  (สระ (สำหรับ) ว่ายน้ำ),  “Drinking water”  (น้ำดื่ม),  “Dancing hall”  (โรงเต้นรำ),  “Walking stick”  (ไม้เท้า  -  ไม้สำหรับเดิน),  “Killing field”  (ทุ่งสังหาร  -  ทุ่งสำหรับประหารชีวิตคน),  “Running track”  (ลู่ (สำหรับ) วิ่ง),  “Cooking utensil”  (อุปกรณ์ (สำหรับ) ทำครัว),  “Looking glasses”  (แว่นตา  -  แว่นสำหรับมอง)  เป็นต้น

 

7. The man seemed ____________________________________________ about something.

(นายคนนั้นดูเหมือนว่า ___________________________________ เกี่ยวกับอะไรบางอย่าง)

(a) nervous and anxiously

(b) nervous and anxious    (หงุดหงิดและวิตกกังวล)

(c) being nervous and anxious

(d) nervous and being anxious

ตอบ       ข้อ   (b)   เนื่องจากตามหลังกริยา  “Seemed”   จึงต้องอยู่ในรูปคุณศัพท์  (ดูรายละเอียดกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่        {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก (๑) – (๔)}

  • The newspaper reported (1) that the models (2) looked very (3) beautifully during the recent (4) fashion show.

(หนังสือพิมพ์รายงานว่า  นางแบบมีความสวยงามมาก  ในระหว่างการแสดงแฟชั่นโชว์เมื่อเร็วๆมานี้)

ตอบ    –    ข้อ   (3)   แก้เป็น   “Beautiful”   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้ (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)   แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)   ทั้งนี้   เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา   เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า   “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่างประธานของประโยค   และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

 

8. They don’t know the exact number of those who had died, but they __________ that the death toll exceeded 20,000.

(พวกเขาไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนของบุคคลผู้ซึ่งตายไป  แต่ (พวกเขา) __________ ว่า  จำนวนคนตายมากกว่า  ๒๐,๐๐๐  คน)

(a) predicted    (ทำนาย)

(b) specified    (ระบุ, บ่งชี้, ชี้ชัดลงไป)

(c) estimated    (ประมาณการ, ประเมินค่า, กะ, ตีราคา, คำนวณ, คิด)

(d) recognized    (ยอมรับ, จำได้, จำแนกออก, รู้จัก, ทักทาย, แสดงว่าเห็นคุณค่า หรือรู้จัก)

 

9. When his uncle died, he ________________________________ a lot of money from him.

(เมื่อลุงของเขาตาย  เขา _______________________________ เป็นเงินจำนวนมากจากลุง)

(a) paid    (จ่ายเงิน, ชำระเงิน)

(b) earned    (หามาได้, ได้มา, ได้รับ)

(c) profited    (มีกำไร, ทำกำไร)

(d) inherited    (ได้รับมรดก)

 

10. I don’t know much about __________________________________________________.

(ผมไม่รู้อะไรมากนักเกี่ยวกับ ____________________________________________)

(a) that her friend

(b) that friend of her

(c) her that friend

(d) that friend of hers    (เพื่อนคนนั้นของเธอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   และสังเกตว่า  หลัง  “OF”  ต้องใช้รูป  “Possessive pronoun” (hers, ours, theirs, mine, yours, his, its)  เสมอ

 

11. _________________________________________________ quiet; my father is sleeping.

(_________________________________________ เงียบ  พ่อของผมกำลังนอนหลับ)

(a) Be    (โปรด)

(b) Being

(c) To be

(d) Are

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นประโยค   “คำสั่ง” หรือ “ขอร้อง”  ทั้งนี้  ถ้าคำที่สั่งหรือขอร้องให้ทำเป็นกริยา  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)   เช่น  “Go away”  (ไปให้พ้น)  หรือ  “Help me lift this box.” (ช่วยผมยกลังนี้หน่อย)   แต่ถ้าคำนั้นเป็นคำคุณศัพท์   ให้นำหน้าคำนั้นด้วย   “Be”  เหมือนกับประโยคข้างบน  หรือ  “Be careful”  (ระวังหน่อย)   และ “Be patient”  (อดทนหน่อย)  และถ้าสั่งไม่ให้ทำ (ห้ามทำ) ต้องใช้  “Don’t”  นำหน้า  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Don’t make a loud noise.

(อย่าทำเสียงดัง)

  • Don’t go out in the rain.

(อย่าออกไปตากฝน)

  • Don’t let the dog go outside the house.

(อย่าปล่อยให้หมาเข้ามาในบ้าน)

  • Don’t be careless.

(อย่าประมาท)

  • Don’t be too serious.

(อย่าจริงจังมากเกินไป)

  • Don’t be too fast in your decision.

(อย่าตัดสินใจเร็วเกินไป)

 

12. We find it __________ to believe all what he said since he changed his story every time we asked him.

(เราพบมัน ___________ ที่จะเชื่อทุกสิ่งที่เขาพูด  เพราะว่าเขาเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่เราถามเขา)  (หมายถึง  เล่าเรื่องแต่ละครั้งไม่เคยตรงกัน)

(a) very and more difficult

(b) more and very difficult

(c) more and most difficult

(d) more and more difficult    (ยากขึ้นและยากขึ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   ต้องใช้รูปนี้เสมอ  หรืออาจตอบ  “Very difficult”  ก็ได้

 

13. Few people know ________________________________________________________.

(น้อยคนที่รู้ว่า ______________________________________________________)

(a) how he works hard

(b) how hardly he works

(c) how does he work

(d) how hard he works   (เขาทำงานหนักเพียงไร-ขนาดไหน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยคถามตรง  “Direct speech”  ที่ว่า  “How hard does he work?”   เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคถามอ้อม  “Indirect speech”  จึงต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  (How hard he works)  ทั้งนี้  “Question word” (How)  จะต้องอยู่ติดกับ  “Adjective, Adverb”  เสมอ  เช่น  “How hot, How sweet, How far, How long, How tall, How quickly, How slowly, How beautifully, How carefully”  ส่วน  “What, Which”  ต้องอยู่ติดกับคำนาม เช่น  “What book, What kind, What animal, Which house, Which bus, Which city”  สำหรับการใช้  “Hard”  และ  “Hardly”  ให้ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He always tries to avoid _______________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ______________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work  (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”   ได้ {ตัดข้อ (b)  ทิ้ง}  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  {ตัดข้อ (d)  ทิ้ง}  สำหรับ ข้อ (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้  “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง 

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Those people are working very _________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard  (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง  “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา  “Are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Hardly”  {หรือ อาจตอบข้อ (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ}  สำหรับ  “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”   โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                                          สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (Seldom, Hardly, Always, Often, Generally, Usually, Occasionally, Rarely, Never)  ในประโยค  มีดังนี้  คือ

                                         ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                         ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.   (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                         ๓. ถ้ามีคำกริยา    ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)
  • She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)
  • You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)
  • He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)
  • We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                         ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น “Never,  Hardly,  Seldom, Never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner,  In vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ  {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (พิเศษ หรือ ช่วย)  ได้แก่ (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                                            ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  +  subject  +  กริยาแท้  +  ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

                                                           สำหรับตัวอย่างเพิ่มเติมการเปลี่ยนประโยค  “Direct”  เป็น  “Indirect speech”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • Mary does not know __________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า____________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do   (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)   ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • He asked me _____________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว __________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If” (หรือไม่)  หรือ  “Whether” (หรือไม่)  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง   คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค  “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ “Reported speech” (I was hungry)   ด้วย  “If” หรือ   “Whether” เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?   (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?   (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

 

14. In these days, if people prefer to live alone, ______________ find it quite difficult to do so. 

(ในปัจจุบันนี้  ถ้าผู้คนชอบที่จะอยู่ตามลำพัง _____________ จะพบว่ามันยากที่จะทำเช่นนั้น)

(a) one

(b) he

(c) they   (พวกเขา)

(d) we

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากแทน  “People

 

15. She doubts everything she hears; she is ______________________________________.

(เธอสงสัย (กังขา-ระแวง) ทุกสิ่งที่เธอได้ยิน  เธอ (เป็นคน) ___________________________)

(a) conscious    (ค้อน-เชิส)  (มีจิตสำนึก, มีสติ, มีเจตนา)

(b) suspicious    (ช่างสงสัย)

(c) aware    (ตระหนัก, รู้ดี, มีจิตสำนึก)

(d) ashamed    (อับอาย, กระดากใจ)

 

16. _____________________________ enough, he did not show up as he had promised to.

(_________________________ เพียงพอทีเดียว  เขามิได้ปรากฏตัว  ดังที่เขาได้ให้สัญญาไว้)

(a) Comfortably    (อย่างสบาย, อย่างสุขกาย, อย่างสุขใจ)

(b) Surprisingly    (อย่างน่าประหลาดใจ)

(c) Strictly    (อย่างเข้มงวดกวดขัน, อย่างรัดกุม, อย่างเคร่งครัด)

(d) Essentially    (อย่างสำคัญ, อย่างจำเป็นที่สุด, อย่างขาดมิได้, อย่างเป็นพื้นฐาน)

 

17. I understand you are supposed to be there by 10.00 a.m.  Have you got _______________?

(ผมเข้าใจว่า  คุณถูกคาดการณ์ว่าจะไปถึงที่นั่นเวลา  ๑๐.๐๐  น.  คุณมี __________ ไหม)  (หมายถึง  คุณมีรถเดินทางไปที่นั่น  หรือไม่)

(a) transmission    (การส่งผ่าน, การส่งต่อ, สายพาน, การถ่ายทอด, การแพร่เชื้อ, การกระจาย, การกระจายเสียง, การส่งสัญญาณ)

(b) transformation    (การเปลี่ยนรูป, การแปรรูป, การปฏิรูป, การเปลี่ยนสภาพ, การจำแลง)

(c) transparency    (ความโปร่งใส-โปร่งตา, ลักษณะโปร่งใส (แบบกระจก), แผ่นใสที่ใช้ฉายบนจอ, ความสุจริตไม่คดโกง, สิ่งที่โปร่งใส)

(d) transportation    (พาหนะขนส่ง, วิธีการขนส่ง, การขนส่ง, ธุรกิจการขนส่ง, การนำส่ง, การลำเลียง, การขนย้าย, ค่าขนส่ง, ค่าเดินทาง,  การเนรเทศ)

 

18. He has decided to stay here ________________________, probably for the rest of his life.

(เขาได้ตัดสินใจที่จะพักที่นี่ __________ อาจจะ (เป็นไปได้ว่า) ตลอดเว ลาที่เหลือของชีวิตเขา)

(a) permanently    (อย่างถาวร, ตลอดไป, ตลอดกาล)

(b) temporarily    (เป็นการชั่วคราว)

(c) sentimentally    (อย่างรู้สึกมากกว่าปกติ, อย่างรู้สึกมากเกินควร, อย่างมีอารมณ์อ่อนไหวหรือสะเทือนใจได้ง่าย, อย่างเห็นอกเห็นใจ, อย่างซาบซึ้ง)

(d) prosperously    (อย่างเจริญรุ่งเรือง, อย่างมั่งคั่ง, อย่างเฟื่องฟู, อย่างประสบความสำเร็จ, อย่างมีผลดี)

 

19. We have been trying to increase the _______________________ of rice in our country.  

(เราได้พยายามที่จะเพิ่ม __________________________ ข้าวในประเทศโดยเสมอมา)

(a) productive   (ซึ่งให้ผลผลิต, เกี่ยวกับการผลิต, อุดมสมบูรณ์)

(b) production   (การผลิต)

(c) producing

(d) produces   (ผลผลิตทางการเกษตร  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่มีการเติม  “S”)

ตอบ  -  ข้อ  (b)   หลัง  “A, An, The”  ต้องตามด้วยคำนาม

 

20. This is the cleverest _________________________________ all the birds put together.

(นกตัวนี้ฉลาดที่สุด ________________________________ นกทั้งหมดที่นำมาไว้รวมกัน)

(a) among

(b) of    (ในบรรดา)

(c) between

(d) than

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นสูงสุด) + Of all the + Noun (เอกพจน์ หรือ พหูพจน์)  เช่น

  • He is the best of all the students in class.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้น)

  • She is the most beautiful of all the women in the city.

(เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในเมือง)   

  • It is the most expensive of all the furniture in the shop.

(มันเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แพงที่สุดในร้าน)

  • It was the most serious of all violence in the country.

(มันเป็นความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศ)

                                             สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบาง อย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ – คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง..................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง...................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย),  “dream”  (ฝัน),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ   เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

 

21.  Don’t forget ___________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting   (การส่ง)

(c) to post   (ที่จะส่ง)

(d) posted     

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried ____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง _____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating   (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try” หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”  ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)

                                                   ตัวอย่างที่            

  • Please don’t forget ______________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ______________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send   (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ.......................”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =  “ลืมการ......................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง   ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่มี    ความหมาย   (ขึ้นอยู่กับใจความของประโยค)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ ๓

  • As soon as it stops _____________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด __________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining   (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing”  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                     ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look   (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking   (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                    ตัวอย่างที่ ๕

  • I remember that restaurant; we stopped there ___________ on our way to Richmond. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น_________________ ในระหว่างทางไปริชมอนด์)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember _________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _____________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Remember + Verb + ing”  =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”คือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน  “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                 

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 433)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Sandra is planning on ________________________________________ this coming June.

(แซนดร้ากำลังวางแผน _______________________________ ในเดือนมิถุนายนที่จะมาถึงนี้)

(a) to get married

(b) getting married    (การแต่งงาน)

(c) to marry

(d) marry

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่หลัง  Preposition  “On”  จึงต้องใช้   “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Preposition + Verb + ing”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • She raced by in a car, with her hair __________________________________ behind.

(เธอขับรถผ่านมาด้วยความเร็ว  โดยผมของเธอ _________________________ ไปข้างหลัง)

(a) streamed

(b) streams

(c) streaming    (สะบัดพลิ้ว)

(d) stream

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่หลัง   “Preposition” {with (her hair}  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I get tired of cleaning the house and ___________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) _______________________ ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning” โดยถือว่าตามหลัง   “Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง  “Preposition”  {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

  • She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

  • They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

  • We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

  • This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

  • They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

 

2. If you did not take the ring, there’s nothing for you to _____________________________.

(ถ้าคุณไม่ได้เอาแหวนไป  ก็ไม่มีสิ่งใดสำหรับคุณที่จะต้อง___________________________)

(a) afraid

(b) be afraid

(c) afraid of

(d) be afraid of    (เกรงกลัว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Afraid”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ   “Verb to be” (Is, Am, Are, Was, Were)   และต้องตามด้วย  “Of

                                               สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ– คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง........................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้),  “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง......................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถ ยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย),  “dream”  (ฝัน),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย), “fond”  (ชอบ, หลงใหล), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว), “confident”  (มั่นใจ), “short”  (ขาดแคลน), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”"  (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า),  “shy”  (อาย, ละอาย),  “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง),  “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว),  “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓), “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

 

3. When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ________________ for him.

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ________________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Kite”  เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์   เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)  ต้องใช้  “One”  แทน  ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนาม  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนั้นซ้ำอีกครั้ง  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่     

  • She is looking for a needle.  Will you give her ______________________________.

(เธอกำลังมองหาเข็มเย็บผ้าอยู่   คุณช่วยให้ _________________________ แก่เธอได้ไหม)

(a) one needle

(b) a needle

(c) one    (เข็มเล่มหนึ่ง) 

(d) it

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจาก    “Needle”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   เมื่อจะกล่าวซ้ำ  ให้ใช้   “One”  แทน  แต่ถ้าเป็นนามพหูพจน์  ใช้   “Those”  แทน   และถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ให้ใช้   “That”  แทน  ดังประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • The houses here are a little less modern than ______________________ in the city.

(บ้านที่นี่มีความทันสมัยน้อยกว่านิดหน่อย  (เทียบกับ) _______________________ ในเมือง)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) ones

(d) there are

ตอบ  -  ข้อ   (b)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • The air of the hills is cooler than ________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _____________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That” และตามด้วย  “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้  “Those” แทน  (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่ “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students  เป็นนามพหูพจน์  จึงต้องใช้  those แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge  เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

4. The brave ________________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ ____________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The brave”  =  “ผู้กล้าหาญ”  ถือเป็นคำนาม  พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  กริยาจึงเป็น  “Are”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • In the cities ______________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ ___________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “The poor”  หมายถึง  “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา  “Live

                                                ตัวอย่างที่       (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  () – ()

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –   ข้อ   ๓    แก้เป็น  “Whose”   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose……………    …..the needy) สำหรับข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำ หน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy)  หมายถึง  บุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have” (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น “The poor”  (คนจน),  “The rich” (คนรวย),  “The blind”   (คนตาบอด),  “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์),  “The brave”  (คนกล้าหาญ),  “The elderly” (คนสูงอายุ),  “The young”  (คนหนุ่มสาว),  “The old”  (คนแก่),  “The deaf”  (คนหูหนวก),   “The dumb”  (คนเป็นใบ้)  นอกจากนั้น  Verb + ing (Present participle)  และ กริยาช่องที่   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ),  “The injured”  (คนเจ็บ),  “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  และใช้กับกริยา “are, were, have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆ ไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

5. On Sundays, many children spend their time ___________________________________.

(ทุกๆวันอาทิตย์  เด็กจำนวนมากใช้เวลาของตน __________________________________)

(a) to watch a television

(b) to watch the television

(c) watching television    (ดูโทรทัศน์)

(d) to watch television

ตอบ    -     ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Subject + Spend + Time  + Verb + ing” (He spent two hours reading in the library)  (เขาใช้เวลา   ชั่วโมง  อ่านหนังสือในห้องสมุด)    สำหรับ   “Watch television”  ไม่ต้องมี   “A”  หรือ  “The”

 

6. She spoke slowly and emphatically in order to ___________________________________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ____________________________________)

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear    (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)   (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make +  กรรม + Adjective หรือ   “Make +  กรรม + Verb 1” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • News services make ___________ for newspapers to give their readers news from around the world. 

(การบริการข่าวสารทำให้ ____________ สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible    (เป็นไปได้)

(b) it possible    (มันเป็นไปได้)

(c) it is possible

(d)  possible that

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เพราะเป็น   “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย   คือ   (Make + กรรม +  Adjective)   เช่น   “Make it difficult”,  “Make it impossible”,  “Make it necessary”,  “Make it popular”,  “Make you skillful”,  “Make her happy”,   “Make them famous”,   ซึ่งมีความหมายคือ    “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”   (ตามลำดับ)

 

7. A: “Have you ever been to Hua-Hin?”

(คุณเคยไปหัวหินหรือเปล่า)

   B:“Yes, I ______________________________________________ there during last week.”

(เคยครับ  ผม _____________________________________ ที่นั่นในระหว่างสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) have been    (เคยไป)

(b) have ever been    (เคยไป – แต่ในประโยคบอกเล่าไม่นิยมใช้  )

(c) was    (อยู่ที่)

(d) had been

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “สัปดาห์ที่แล้ว”   เป็นอดีต   จึงต้องใช้   “Was

 

8. She ______________________________________________ vitamins since her recovery.

(เธอ ___________________________________________ วิตามินตั้งแต่หายจากไข้)

(a) has been taken

(b) has been taking     (ได้กินมาตลอด)

(c) is taking

(d) had been taking

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือ  บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้   คล้ายกับ    “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  แต่เน้นตรงความต่อเนื่องของเวลาที่เกิด   หรือ   ความยาวนานของเวลาที่เกิด  ซึ่งอาจเป็นเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือหลายเดือน  หลายปี  ก็ได้

 

9. One hour doing good _______________________________________ a hundred in prayer.

(ทำความดี ๑ ชั่วโมง _____________________________________ สวดมนตร์ ๑๐๐ ครั้ง)

(a) does worth

(b) is worth    (มีค่า)  (หมายถึง มีค่าเท่ากับ)

(c) has worth

(d) makes worth

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Worth”   ในที่นี้ใช้เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง “มีค่า”  จึงต้องใช้กับ   “Verb to be” (Is)  ตามประธานของประโยค คือ   “One hour

 

10. She _______________________________________________ a few pounds since then.

(เธอ ________________________________________ ๒  –  ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained   {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด   จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติม   “Present perfect tense”  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • I ________________________________________________ to Japan several times.

(ผม __________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป  –  ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –   ข้อ   (b)   ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะ ข้อ 

                                                . ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน  ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just  =  เพิ่งจะ,  Recently  =  เมื่อเร็วๆ นี้,  Lately  =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆ นี้  เช่น

          - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                                 ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้    อาจไม่ต้องมี   “Already”   และ “Yet”   ก็ได้   เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?) 

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                               ๓. ช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก   For  = เป็นเวลา   (For + ความยาวของเวลา), Since  =  ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now  =   จนถึงบัดนี้,  So far  =   เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                                 ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”,  “Never”  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                                ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก  สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้  เช่น  “again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,   “many times”  หรือ  “several times”  =  หลายครั้ง,   “sometimes”  =  บางที,  “over and over”  (= over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,   “this is the first (second) time”  =   นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)   เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                                                 ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                                                 ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   “This morning, This week, This month, This year”   เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ    เล่ม เดือนนี้)  (คือ  อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ  งานเสร็จแล้ว)

                                                 แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                                                 ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน  เช่น

  • I have lost my key.

(ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

  • I have locked the door.

(ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)

  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                                                 แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

11. She said, “_____________________________________________________________”

(เธอพูดว่า “ _______________________________________________________

(a) Seldom we hear him sing.

(b) We hear him sing seldom.

(c) Seldom do we hear him sing.    (เราได้ยินเขาร้องเพลงนานๆครั้ง)

(d) We seldom hear him to sing.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  {Seldom (hardly, scarcely) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้)}  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • My mother doesn’t drink coffee.  __________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ __________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ………............................. เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  __________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                                    ตัวอย่างที่ ๔

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _______________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.........................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go………...........…....”  “Not only have they seen……....…..……”  “Not only will we play……….......…….”  สำ หรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.......... ....................เท่านั้น)  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ  คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (Neither, Never, No sooner (ในทันทีที่), Hardly, Never in my life, Not until, etc.) + Helping verb  (Has, Have, Had, Is, Are, Was, Were, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                                 ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

12. Last year, ___________ to the money given by Mr. Cooper, the school was able to build a library for the students.

(ปีที่แล้ว _____________ เงินที่มอบให้โดยมิสเตอร์คูเปอร์,  โรงเรียนสามารถสร้างห้องสมุดสำหรับนักเรียนได้)

(a) thank

(b) thanking

(c) thanks    (เนื่องมาจาก)

(d) thanked

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Thanks to”  =  “เนื่องมาจาก, เพราะว่า”  มีความหมายเหมือนกับ  “Due to, Because of, Owing to, On account of

 

13. Take care of yourself; the weather is always ____________ at the beginning of the season.

(ดูแลตัวเองหน่อยนะ  อากาศ _____________________________ อยู่เสมอในตอนเริ่มต้นฤดู)

(a) changed

(b) changes

(c) changing    (กำลังเปลี่ยนแปลง)

(d) to be changed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้ในรูป   “Active voice”  (Present continuous tense)  {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb + ing}   เนื่องจาก   “Weather”  สามารถเปลี่ยนแปลงได้เอง  (เป็นผู้กระทำ)

 

14. Modern businessmen do not write their letters __________________________________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของตน  _____________________________________)

(a) by hands

(b) by hand    (ด้วยมือ)

(c) by a hand

(d) by the hand

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                               สำหรับวลีที่ใช้  “By”   ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตน เอง),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)-  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง  หรือ  ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  =  (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees”  (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด),  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒  หารด้วย    เหลือ  ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย )“Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ),  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ใน ขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม), “by  comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),   เป็นต้น

 

15. Susan has to get up at six o’clock every day.  She ______________________ early now.

(ซูซานจำเป็นต้องตื่นนอน    โมงเช้าทุกวัน  เธอ ________________ แต่เช้าตรู่ในปัจจุบันนี้)

(a) used to get up    (เคยตื่นนอน)  (เป็นอดีต)

(b) is used to getting up    (คุ้นเคย-เคยชินกับการตื่นนอน)  (ในปัจจุบัน)

(c) will be used to getting up    (จะคุ้นเคย-เคยชินกับการตื่นนอน)  (เป็นอนาคต)

(d) used to go to bed    (เคยเข้านอน)  (เป็นอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมเรื่อง  “เคย, คุ้นเคย-เคยชิน”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used ____________ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ _________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ    -    ข้อ   (b)   “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =  “เคย”,  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • He ________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา _____________ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน    (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a)  หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I used ___________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย ________________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต, ปัจจุบัน, หรืออนาคต  ก็ได้)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • They will get _________________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ _____________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Get used to” หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)  ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                                                      ตัวอย่างที่  

  • My grandfather ______________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม ________________________________ เดินทางมาก  เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “Used to + Verb 1”  =   เคย 

                                                     ตัวอย่างที่  

  • He got used to _______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ____________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม  หรือ  “Gerund”  (Verb + ing)  เพราะในที่นี้   “To”  เป็น  “Preposition”  สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต, ปัจจุบัน, หรืออนาคต  ก็ได้  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • We will get (be) used to getting up early soon if we get up at six o’clock every day.

(เราจะคุ้นเคย-เคยชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่ในไม่ช้า  ถ้าเราตื่นนอนตอน    โมงเช้าทุกวัน)

  • They will be (get) used to hot weather if they live in a tropical country for some time.

(พวกเขาจะคุ้นเคย-เคยชินกับอากาศร้อน  ถ้าพวกเขาอาศัยอยู่ในประเทศในเขตร้อนชั่วเวลาหนึ่ง)

****** สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ  เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

16. The shopkeeper was angry with us ___________________________ not buying anything.

(เจ้าของร้านโกรธเรา ___________________________________ ไม่ซื้ออะไรสักอย่าง)

(a) since    (เพราะว่า, เนื่องจาก)

(b) because    (เพราะว่า, เนื่องจาก)

(c) for    (เนื่องจาก, เพราะว่า, สำหรับ)

(d) as we did    (เนื่องจากเรา)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “For + Gerund (Verb + ing) (for not buying)สำหรับข้อ   (a)  (b)  และ (d)  สามารถใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น “Since (Because, As) we did not buy anything”  (เนื่องจากเราไม่ซื้ออะไรเลย)

                                          สำหรับคำคุณศัพท์ (Adjective) ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                             ส่วนคำกริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                              สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

17. The hotel _____________________________________________ was very comfortable.

(โรงแรม _________________________________________ มีความสะดวกสบายมาก)

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด เพราะมี  “where”  แล้ว ห้ามใช้  “in”  อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “In which”  มีความหมายเท่ากับ  “Where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ  (d)  แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ  ได้อีก  คือ

  • in which I slept last week
  • which I slept in last week
  • that I slept in last week
  • where I slept last week

หมายเหตุ    –   ห้ามใช้   “in that I slept last week

 

18. __________, Shirley thought Bill was Carol’s husband but later she realized (that) he wasn’t.

(_____________, เชอร์ลีย์คิดว่าบิลเป็นสามีของแคโรล  แต่ต่อมาเธอก็ตระหนักถึงความจริงว่า  เขามิได้เป็น  –  สามีฯ)

(a) First    (ประการแรก, ประการที่หนึ่ง)

(b) At first    (ในตอนแรก)

(c) Firstly    (ประการแรก, ประการที่หนึ่ง)

(d) First of all    (เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “ตอนแรก”   คิดว่าเป็นอย่างนั้น   แต่ต่อมาก็รู้ความจริงว่าไม่ใช่   ส่วนตัวอย่างการใช้คำอื่น  ได้แก่

  • There are many reasons why he has never succeeded.  First (Firstly), he is not determined enough to complete the work at hand.  Second (Secondly), he has a poor health. Third (Thirdly), …...........……..…..)

(มีเหตุผลหลายประการว่าทำไมเขาจึงไม่เคยประสบความสำเร็จ   ประการที่หนึ่ง   เขาไม่มีความมุ่งมั่นเพียงพอที่จะทำงานในมือให้สำเร็จ   ประการที่สอง   เขามีสุขภาพไม่ดี  ประ การที่สาม ................................)

  • First of all, I would like to introduce you to Mr. Kevil, our sales manager.

(เหนือสิ่งอื่นใด  ผมอยากแนะนำคุณให้รู้จักกับ คุณเควิล  ผู้จัดการฝ่ายขายของเรา)

  • First of all, we’ll try to find a place to live.

(เหนือสิ่งอื่นใด  เราจะพยายามหาที่อยู่ให้ได้)

 

19. A week passed ________________________________________________ we met again.

(หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป _______________________________________ เราได้พบกันอีก)

(a) because    (เพราะว่า)

(b) although    (แม้ว่า)

(c) however    (อย่างไรก็ตาม)

(d) before    (ก่อน, ก่อนที่)

 

20. I am too busy __________________________________________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ ___________________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)  

(d) that I can’t go

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้าง   “Too + Adjective (Adverb) + To + Verb 1”  คือใช้   “To + Verb 1”  ตามหลัง  “Adjective”  หรือ   “Adverb”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  สำหรับในประโยคข้างบน   ใช้  To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์   “Busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆ ประเภทนี้  ได้แก่

  • Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

  • She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

  • The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

  • It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

  • He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

                                                 ทั้งนี้  อย่านำไปปนกับโครงสร้าง  “Busy + Verb + ing”  (มีธุระยุ่งกับการทำกริยานั้นๆ)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Last night she was busy reading.

(เมื่อคืนที่ผ่านมา  เธอมีธุระยุ่งกับการอ่านหนังสือ)

  • Mother is busy preparing food in the kitchen.

(แม่กำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมอาหารในครัว)

  • I’m busy studying for my exam next month.

(ผมกำลังยุ่งอยู่กับการเรียน  เพื่อสอบในเดือนหน้า)

 

21. She did nothing but ____________________________________________________.

(เธอไม่ทำอะไร  ยกเว้น _________________________________________________)

(a) cry    (ร้องไห้)

(b) cried

(c) crying

(d) to cry

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากหลัง   “But” (ยกเว้น)   และ   “Except”  (ยกเว้น)  ซึ่งถือเป็น   “Preposition”   ทั้ง    คำ  ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)  โดยถือเป็น  “กรรม”  ของ  “But”  และ  “Except”   เช่น

  • He desired nothing except pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

  • She wants nothing but marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

  • This robot can do everything but smile.

(หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง  ยกเว้นยิ้ม)

  • There was little I could do except wait.

(มีอะไรนิดหน่อยที่ผมสามารถทำได้  ยกเว้นรอคอย)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                 

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 432)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I buy that newspaper every day because I find its ______________________ interesting.

(ผมซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นทุกวัน  เพราะว่าผมพบว่า _________________ ของมันน่าสนใจ)

(a) passages    (ตอนหนึ่งของข้อเขียน, ข้อปลีกย่อย, การผ่าน, การข้าม, การย้าย, การก้าวผ่าน)

(b ingredients    (ส่วนผสม, ส่วนประกอบ)

(c) comments    (ข้อคิดเห็น     

(d) articles    (บทความ)

 

2. Do not ______________________________________ the butter too thickly on the bread.

(อย่า ______________________________________ เนยหนามากเกินไปบนขนมปัง)

(a) space    (เว้นช่อง, เว้นระยะ, เว้นวรรค, เว้นช่องบรรทัด)

(b) spill    (ทำหก)

(c) spread    (ทา, ละเลง, กาง, คลี่, ปู, แผ่, แพร่, กระจาย, ทำให้กระจาย)

(d) scatter    (ทำให้กระจัดกระจาย, กระจัดกระจาย)

 

3. The __________________________________ at the football match cheered their team on.

(_____________________________________ ที่การแข่งขันฟุตบอล  เชียร์ทีมของฝ่ายตน)

(a) audience    (ผู้ชม, ผู้ฟัง  -  ใช้กับหนัง  ละคร  ปาฐกถา  ฯลฯ)

(b) congregation    (การชุมนุม, การจับกลุ่มกัน, กลุ่มคน, กลุ่มคนที่มาชุมนุมกัน)

(c) demonstrators    (ผู้สาธิต, ผู้ทดลองให้ดู, ผู้เดินขบวนเพื่อเรียกร้องทางการเมือง)

(d) spectators    (ผู้ชม, ผู้ดู  -  กีฬา, หมัดมวย, การแข่งขัน, ผู้สังเกต, ผู้ดูเหตุการณ์)

 

4. Her ____________ in education is to obtain a bachelor’s degree in Thailand and a master’s degree in America.

(_____________ ของเธอในการศึกษา  คือ  การได้รับปริญญาตรีในประเทศไทย  และปริญญาโทในอเมริกา)

(a) objective    (วัตถุประสงค์, เป้าหมาย)

(b) objection    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

(c) obstacle    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, ปัญหา)

(d) obligation    (พันธะ, หน้าที่, ข้อผูกพัน, ความจำเป็น, หนี้, การบังคับ, บุญคุณ, ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ)

 

5. I don’t do the typing myself.  I _________________________________ by my secretary.

(ผมไม่ได้พิมพ์ดีดเอง  ผมใช้ให้เลขาฯ ______________________________________)

(a) have typed my letters

(b) have my letter typed    (พิมพ์จดหมายของผม)  

(c) do type my letters

(d) am typing my letters

ตอบ   –    ข้อ    (b)   เป็นโครงสร้างแบบ  “Causative use”  {Subject + Have (Get) + Something + Done (Verb 3) + (By someone)}

 

6. Mother has finished her ____________________________________________ for today.

(แม่ได้ทำ ______________________________________ ของเธอเสร็จแล้วสำหรับวันนี้)

(a) home work

(b) house work

(c) homework    (การบ้าน)

(d) housework    (งานบ้าน)

 

7. Whenever we meet, we stop _______________________________________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด _________________________________________)

(a) talking

(b) talk

(c) to talk    (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Stop + To + Verb 1”  หมายถึง  “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   ส่วน  “Stop + Verb + ing”   หมายถึง    “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ”   เช่น

  • We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

(เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยง ตอน ๑๑.๓๐ น. ทุกๆวัน)

  • We stopped having lunch when the fire broke out.

(เราหยุดการกินอาหารเที่ยง เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

8. You had best ___________________________________________________ it yourself.

(คุณควรจะ _________________________________________ มันด้วยตัวคุณเองดีที่สุด)

(a) do    (ทำ)

(b) to do

(c) done

(d) doing

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Had best”   (ทำ.....................เป็นดีที่สุด)  และ  “Had better”  (ควรจะ.........................ดีกว่า)  ต้องตามด้วย   “Infinitive without to”  (Verb 1- ไม่มี “To”)  เสมอ

 

9. This machine is ________________________________________________________.

(เครื่องจักรเครื่องนี้ __________________________________________________)

(a) can fold paper

(b) for fold paper

(c) for folding paper    (สำหรับพับกระดาษ)

(d) to folding paper

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากตามหลัง  Preposition  “For”  กริยา  “Fold”  จึงต้องอยู่ในรูปคำนาม  หรือ  “Gerund”  (Verb + ing)

 

10. An announcer in a __________ station is a man or a woman who announces the items in the programs. 

(โฆษก  –  หรือผู้ประกาศ  -  ในสถานี (วิทยุ, โทรทัศน์) ___________ คือชายหรือหญิง  ผู้ซึ่งประกาศเรื่องต่างๆ ในรายการ)

(a) broadcast

(b) broadcasted

(c) broadcasting    (กระจายเสียง)

(d) broad cast

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Broadcasting”  ทำหน้าที่เป็น   “Present participle” (Verb + ing)  เนื่องจาก  “Station”  เป็นผู้ทำกริยา  กระจายเสียง-ภาพ  ออกไปสู่ผู้ชม-ผู้ฟัง   ทั้งนี้   “Present participle”  มีรูปซ้ำกับ  “Gerund” (Verb + ing)   แต่มีหน้าที่ต่างกัน  คือ   “Gerund”  ขยายหน้าคำนาม  เพื่อบ่งบอกว่า  นามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ   (มักมีขีดคั่น (-) อยู่ระหว่างกลาง)  เช่น   “Dancing-hall” =  โรง (สำหรับ) เต้นรำ  อนึ่ง  เรานิยมใช้   “Gerund”  ประกอบหน้าคำนาม  คล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  แต่ไม่ใช่คุณศัพท์  เป็นเพียงนามขยายนาม  (Compound noun)  เท่านั้น   และมักนิยมใช้   “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  เช่น

  • a sleeping-room  (ห้องนอน) (แต่ถ้า  “a sleeping dog”  หมายถึง  “หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “hyphen” (-) คั่นกลาง)
  • a dancing-hall  (ห้องเต้นรำ) (แต่ถ้า  a dancing girl  หมายถึง  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)
  • a dancing-teacher  (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่ถ้า  a dancing teacher”  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”
  • a reading-room  (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่ถ้า  “a reading boy หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”)
  • a swimming-pool   (สระว่ายน้ำ)  (แต่ถ้า  “a swimming girl”  หมายถึง  “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)
  • a walking-stick  (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่ถ้า  a walking boy  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)
  • drinking-water  (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่ถ้า  “a drinking horse”  หมายถึง  “ม้าที่ดื่มน้ำ”)
  • a knitting-needle  (เข็มถัก)  (แต่ถ้า  a knitting woman  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)
  • a cooking-utensil  (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  (แต่  “a cooking woman  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)
  • a killing-field  (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่  “a killing man  หมายถึง  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)
  • looking-glasses   (แว่นตา – แว่นสำหรับใส่มอง)  (แต่ถ้า  a looking boy  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) มอง”)

หมายเหตุ    –    “Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้น  มีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  “A swimming-pool” (สระ – สำหรับ - ว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ  “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   ในกรณีนี้  เราเรียก  “Verb + ing”  นั้นว่า    “Present participle”   เช่น  “A drinking horse”  (ม้าที่ดื่มน้ำ)   (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

 

11. The elephant is ________________________________________ larger than the horse.

(ช้างตัวใหญ่กว่าม้า __________________________________________________)

(a) so    (ดังนั้น)

(b) far    (มาก)

(c) quite    (มาก)

(d) more

ตอบ   –   ข้อ   (b)   มีคำว่า  “มาก”    คำ ที่ใช้ขยายในการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  คือ  “Much”  และ   “Far”  เช่น   “Much bigger(ใหญ่กว่ามาก),  “Much colder” (หนาวกว่ามาก),  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก),  “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก)

 

12. Mr. Johnson arrived in Bangkok ___________________________________ November 15.

(คุณจอห์นสันมาถึงกรุงเทพ _____________________________ วันที่ ๑๕ เดือนพฤศจิกายน)

(a) in

(b) on    (เมื่อ)

(c) at

(d) during

ตอบ   –   ข้อ  (b)  วันที่ต้องใช้  “On

                                             สำหรับวลี-สำนวนที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่  “Waste his time on(ใช้เวลาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),  on the (an) average  (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account. (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่   คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา)have, keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of(เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),  on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด) – I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย) – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) –What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด) –You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน) – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา สัปดาห์),  เป็นต้น

 

13. I would rather __________________________________________________________.

(ผมอยากจะ ________________________________________________________)

(a) die than beg.    (ตายมากกว่าที่จะขอทาน)

(b) dying than begging

(c) dying to begging

(d) to die than beg

ตอบ    –    ข้อ   (a)   “Would rather”  (อยากที่จะ)   ต้องตามด้วย   “Infinitive without to”  (Verb 1)   และ ใช้กับ   “Than”   (มากกว่า)

 

14. When I was a boy, we had no _____________________________________ in the village.

(ตอนผมเป็นเด็ก  เราไม่มี __________________________________________ ในหมู่บ้าน)

(a) electric    (ซึ่งใช้ไฟฟ้า, เกี่ยวกับไฟฟ้า) (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) electrical    (ซึ่งใช้ไฟฟ้า, ด้านไฟฟ้า) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) electrify    (อัดไฟฟ้า, ปล่อยกระแสไฟฟ้า, ทำให้มีกระแสไฟฟ้าใช้, ทำให้ตื่นเต้น-ตกใจ) (เป็นคำกริยา)

(d) electricity    (ไฟฟ้า, กระแสไฟฟ้า, วิชาไฟฟ้า) (เป็นคำนาม)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

15. I have spent _______________________________________________________ today.

(ผมได้ใช้เงิน ___________________________________________________ วันนี้)

(a) money ten dollars

(b) ten dollars money

(c) ten dollars of money

(d) ten dollars    (๑๐ เหรียญ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   ให้บอกจำนวนเงิน  และสกุลเงิน  โดยไม่ต้องมีคำว่า  “Money

 

16. You ________________________________________________ that tooth pulled out.

(คุณ __________________________________ ถอนฟันนั้นออกเสีย  -  โดยหมอฟัน)

(a) have better had

(b) have better have

(c) had better have    (ควรจะ)

(d) have better to have

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Had better”  =   “ควรจะ.......................ดีกว่า”  ใช้กับประธานฯ ทุกตัว  (I, He, She, It, You, We, They)  และต้องตามด้วย  “Verb 1”  เสมอ  ความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ส่วน  “Have that tooth pulled out”  (ไปถอนฟัน  หรือ  ให้ฟันถูกถอน  -  โดยทันตแพทย์)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคจากข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • If you have a bad tooth ____________________________ out, it won’t hurt you again. 

(ถ้าคุณให้หมอ ____________ ฟันที่ปวด – หรือผุ – ออกเสีย  มันก็จะไม่ทำให้คุณเจ็บปวดอีก)

(a) pull

(b) pulling

(c) pulled    (ถอน)

(d) being pulled

ตอบ  -  ข้อ   (c)

 

17. Everything will come right __________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างจะเรียบร้อย ______________________________________________)

(a) at the end

(b) in the end    (ในตอนท้าย, ในตอนจบ)

(c) to the end

(d) from the end

ตอบ   –   ข้อ   (b)   

                                                สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “In writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน)  -  I want your answer in writing.  (ผมต้องการคำตอบจากคุณแบบเป็นลายลักษณ์อักษร  -  คือ  ทำเป็นหนังสือมา),  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),   “the girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),   “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง),  “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง),  “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน),  “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง),  “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ),  “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่),  “in the garden” (ในสวน),  “in the air”  (ในอากาศ),  “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง),  “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร),  “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ),  “in school”  (ในโรงเรียน),  “in hospital”  (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน),  “in a mirror”  (ในกระจก),  “in a lake”  (ในทะเลสาบ),  “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑),  “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖),  “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น),  “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน ๒ นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ),  “in nature”  (ในธรรม ชาติ),  “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้),  “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์),  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด),  “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี),  “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),  “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล),  “take interest in”  (สนใจใน),  “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย  ๒๐ – ๒๙),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ),  “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ),  “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน),  “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ),  “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ),  “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน),  “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง),  “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),“in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล),  “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑),  “in the film”  (ในภาพยนตร์),  “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร),  “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖),  “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้),  “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ),  “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน ๒ เดือน),  “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน ๒ นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ),  “in nature”  (ในธรรมชาติ),  “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้),  “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด),  “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ),  “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี),  “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน),  “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง..............),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี),  “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”  (ในทัศนะของเธอ),  “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ),  “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน),  “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ),  “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),  “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ),  “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง),  “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน),  “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง),  “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

18. He is in the habit of scratching ________________________________ when he is puzzled.

(เขามีนิสัยชอบเกา ______________________________________ เมื่อเขารู้สึกฉงนสนเท่ห์)

(a) his head    (ศีรษะของเขา)

(b)on his head

(c) at his head

(d) in his head

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Scratch” (เกา)  ตามด้วย  “กรรม”  (ในที่นี้  คือ  “His head”)  โดยไม่ต้องมี  “Preposition” (In, On, At)

 

19. I ____________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม ________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about…….........……”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ.........................)  และ  “I wonder about……...........……”  (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ....................)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Everything looks _____________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look” (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _____________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ___________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                             ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “Awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ___________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ  ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get, Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง), Smell  (มีกลิ่น), Sound, Taste  (มีรสชาติ), Turn  (กลายเป็น) จะต้องเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.  (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

 

20. Please pass ______________________________________________________ the salt.

(โปรดส่งเกลือให้ __________________________________ หน่อย)  (โดยใช้มือส่งให้)

(a) me    (ผม, ฉัน)

(b) to me

(c) for me

(d) myself

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Pass someone something”  หรือ  “Pass something to someone”  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • She passed me her glass.

(เธอส่งแก้ว  -  น้ำ, เหล้า  -  ของเธอมาให้ผม)

  • Pass me Philip’s card, would you?

(ส่งการ์ดของฟิลิปให้ผมหน่อย ได้ไหม)

  • Photos were passed from hand to hand.

(ภาพถูกส่งจากมือสู่มือ)  (เพื่อได้ดูกันทั่วๆ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 431)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Many people feel ______________ before talking in front of large numbers of other people.

(คนจำนวนมากรู้สึก ___________________ ก่อนการสนทนา-พูดคุยต่อหน้าคนอื่นๆจำนวนมาก)

(a) shamed    (ละอาย)

(b) disappointed    (ผิดหวัง)

(c) nervous    (ประหม่า, วิตกกังวล, หงุดหงิด, เป็นประสาท)

(d) grateful    (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)

 

2. A _________________________ earthquake struck the country and destroyed many cities.

(แผ่นดินไหว _________________________ กระหน่ำประเทศนี้  และทำลายเมืองไปหลายเมือง)

(a) strict    (เข้มงวด, เคร่งครัด, กวดขัน, แม่นยำ, แน่นอน)

(b) rough    (หยาบ, กระด้าง, สาก, ขรุขระ, ไม่เรียบ, หยาบคาย, เกเร, ไม่ได้ตกแต่ง, คร่าวๆ)

(c) unique    (ไม่มีเสมอเหมือน, ไม่มีที่เปรียบ, ดีเลิศ)

(d) severe    (รุนแรง, เข้มงวด, กวดขัน, เคร่ง, เคร่งขรึม, เคร่งครัด, เอาจริงเอาจัง)

 

3. The police finally arrested the __________________________________________ criminal.

(ตำรวจในที่สุดได้จับกุมอาชญากร ___________________________________________)

(a) famous    (มีชื่อเสียง, โด่งดัง)

(b) renowned    (มีชื่อเสียง)

(c) notorious    (มีชื่อเสียงในทางไม่ดี, ดังกระฉ่อน, รู้จักกันทั่วไป  -  ในทางลบ)

(d) respectable    (น่านับถือ)

 

4. If that firm wants to attract workers, it must ________________________________ the pay.

(ถ้าบริษัทนั้นต้องการดึงดูดคนทำงาน  มันจะต้อง ______________________ เงินเดือน-ค่าจ้าง)

(a) rise    (ปรากฏขึ้น, ลอยขึ้น, ผุดขึ้น, กำเนิดขึ้น, เพิ่มขึ้น, สูงขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, ยืนตรง, ลุกขึ้นต่อสู้, เจริญเติบโต)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับ)

(b) raise    (เพิ่ม, ยก, ยกขึ้น, ชูขึ้น, ทำให้สูงขึ้น, ยกระดับ)  (ต้องตามด้วยกรรม)

(c) lower    (ลดต่ำลง, ทำให้ลดลง)

(d) identify    (ระบุ, ชี้ตัว, บอกชื่อ, จำแนกแยกแยะ, หาหรือพิสูจน์เอกลักษณ์)

 

5. Peter eats ________________________________________________ of all his friends.

(ปีเตอร์กิน __________________________________ ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของเขา)

(a)  most slowly

(b)  the most slowly    (อย่างเชื่องช้าที่สุด)

(c)  more slowly

(d)  as slowly as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด” (Superlative degree)   จึงต้องใช้   “The most”  นำหน้า  “Slowly”  (เป็นการเปรียบเทียบตั้งแต่   คนขึ้นไป)

 

6. The weather is ___________________________ at this time of the year than in the spring.

(อากาศ ____________________________ ในช่วงเวลานี้ของปี   เมื่อเทียบกับในฤดูใบไม้ผลิ)

(a) calm    (สงบ)

(b) calmest    (สงบมากที่สุด)

(c) calmer    (สงบมากกว่า)

(d) more calmer

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree) (สังเกตจาก  “Than”)   และ  เมื่อใช้   “Calmer”  แล้ว  ไม่ต้องใช้   “More”  นำอีก   สำหรับ   “More”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว   เช่น  “important, necessary, correct, detailed (มีรายละเอียด), diligent (ขยัน), helpful (ช่วยเหลือ), manageable (จัดการได้), active, dangerous etc.)

 

7. Termites can do ______________________ to the wood in homes before they are detected.

(ปลวกสามารถทำ ____________________________ ให้แก่ไม้ในบ้าน  ก่อนที่มันจะถูกค้นเจอ)

(a) an extensive damage

(b) extensive damages

(c) the extensive damage

(d) extensive damage    (ความเสียหายอย่างกว้างขวาง)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Damage”  เมื่อหมายถึง  “ความเสียหาย”  ถือเป็นนามนับไม่ได้  แต่เมื่อเติม  “S”  หมายถึง  “ค่าเสียหาย, เงินชดเชยค่าเสียหาย”  ส่วน  ข้อ  (c)  ไม่ควรใช้  เพราะแสดงการเน้นว่าเป็น   “ความเสียหายที่นั่น ที่นี่”  (นำด้วย  “The”)  แต่ในกรณีนี้   เป็นความเสียหายแก่ไม้ทั่วๆ ไป

 

8. Wolves, which are known to travel in packs, both provide for and defend ___________ through group cooperation.

(หมาป่า  ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเดินทางเป็นฝูง  จะจัดหาสิ่งของจำเป็นให้แก่ (ตนเอง) และ ป้องกัน ______ โดยการร่วมมือกันทั้งฝูง)

(a) himself

(b) itself

(c) theirselves    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) themselves    (ตัวเอง, ตนเอง)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Wolves)  อยู่ในรูปพหูพจน์  สำหรับข้อ  (a)  ใช้กับคนเพศชาย  (คนเดียว)  ส่วนข้อ (c)  ไม่มีรูปนี้ใช้

 

9. The United States and Canada have many trade agreements that benefit ______________. 

(สหรัฐฯ และแคนาดา   มีข้อตกลงทางการค้าจำนวนมาก  ซึ่งให้ประโยชน์ ________________)

(a) other

(b) other one

(c) one the other

(d) each other     (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากใช้กับ  คน,  สัตว์,  สิ่งของ  ที่มีจำนวน    แต่ถ้ามีจำนวน  ตั้งแต่    ขึ้นไป  ใช้   “one another

 

10. ________________ earlier about your coming, we would have prepared something to eat.

(_______ แต่เนิ่นๆเกี่ยวกับการมาของคุณ   เราคงจะได้เตรียมอะไรบางอย่างไว้  (ให้คุณ)  กินแล้ว)

(a) If we had informed

(b) If we were informed

(c) Had we informed

(d) Had we been informed    (ถ้าเราได้รับการแจ้ง  หรือบอก)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause  แบบที่  (Past unreal)  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  ที่เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค   ที่ผู้พูดสมมติย้อนหลังเหตุการณ์ที่ได้ผ่านไปแล้ว  ทั้งนี้  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “เรามิได้รับการแจ้งแต่เนิ่นๆ  ดังนั้น  เราจึงไม่ได้เตรียมอาหารไว้ให้คุณกิน”   สำหรับข้อความ   “Had we been informed”  แปลงมาจาก   “If we had been informed”   (เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Reverse”  หรือ  “Inversion”  หรือ  “ผกผัน” )   ซึ่งทั้ง    ข้อความมีความหมายเหมือนกันทุกประการ

 

11. Nowadays, one of the most popular forms of risky sports _________________ car racing.

(ในปัจจุบัน  หนึ่งในบรรดารูปแบบที่เป็นที่นิยมมากที่สุดของกีฬาเสี่ยงภัย (มีอันตราย) ________ การแข่งรถยนต์)

(a) are

(b) is    (คือ)

(c) was

(d) have been

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก ประธานของประโยค  คือ  “One”  ที่ขยายด้วย  “Adjective phrase”  (of the most popular forms of risky sports)  ซึ่งเป็นเอกพจน์  (หมายถึง  “One”)   และใช้กับ  “Is”   เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  ส่วนข้อ  (a)  และ  (d)  ใช้กับประธานพหูพจน์

 

12. Judy’s husband asked her to buy ______________________________________ for him.

(สามีของจูดี้ขอร้องให้เธอซื้อ ________________________________________ ให้เขา)

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น   “สี”  ถัดไปถ้ามี   “ขนาด” (big, small)   ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย  “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน,  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย  และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน   กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า   เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                                                ตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

 

13. __________________________________________________ break your promise.

(____________________________________________________ ผิดคำมั่นสัญญา)

(a) You’d not better

(b) You had not better

(c) You’d better not    (คุณไม่ควร)

(d) You would better not

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูป   “Subject + Had better + Not + Verb 1”   เสมอ  ในรูปปฏิเสธของ  “Had better

 

14. She is looking for ________________________________________________________.

(เธอกำลังมองหา _____________________________________________________)

(a) employ    (จ้าง, ว่าจ้าง, ใช้, ใช้สอย, ใช้เวลา)  (เป็นคำกริยา)

(b) employed

(c) employment    (การจ้าง, การว่าจ้าง, การงาน, อาชีพ, ธุรกิจ)  (เป็นคำนาม)

(d) employing

ตอบ   –    ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง    Preposition   “For”   ต้องใช้คำนาม

 

15. We all know __________________________________________ Peter is at playing golf.

(เราทุกคนรู้ว่า  ปีเตอร์ ________________________________________ ในการเล่นกอล์ฟ)

(a) how well

(b) how badly

(c) how much

(d) how good    (เก่งขนาดไหน)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เพราะมาจาก   “Good at”  (เก่ง)  ทั้งนี้  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “เราทุกคนรู้ว่า  ปีเตอร์เล่นกอล์ฟได้เก่งมาก”   เช่นในประโยค

  • He is good at playing tennis.

(เขาเล่นเทนนิสเก่ง)

  • She is good at cooking.

(เธอปรุงอาหารเก่ง)

  • They were good at playing football when they were in college.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลเก่ง ตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย)

                                                อย่างไรก็ตาม  เราต้องใช้รูปแบบตามประโยคข้างล่าง

  • We all know how well Peter can play golf.

(เราทุกคนรู้ว่า  ปีเตอร์เล่นกอล์ฟได้เก่งขนาดไหน)

(ในประโยคข้างบน  เราต้องใช้    “How well”  (กริยาวิเศษณ์)  เนื่องจากขยายกริยา  “can play”)

 

16. He asked me _____________________________________________________ a match.

(เขาขอไม้ขีดไฟ __________________________________________________ ผม)

(a) of

(b) about

(c) for    (จาก)

(d) (No word is needed.)

ตอบ        ข้อ    (c)   นื่องจาก   “Ask for something”   หมายถึง  ขอสิ่งนั้น   เพราะอยากได้มัน   หรืออยากจะทำมัน  เช่น

  • She asked for a drink of water.

(เธอขอดื่มน้ำ)

  • I asked for help with my project.

(ผมขอความช่วยเหลือในโครงการของผม)

  • My wife asked for one of my shirts for poor man.

(ภรรยาของผมขอเสื้อเชิ้ตผม      ตัว ให้ชายที่น่าสงสารคนนั้น)

                                                 สำหรับ  “Ask for someone”  หมายถึง   “อยากจะพูดคุยกับผู้นั้น”  เช่นประโยค

  • My mother said that Tom had called asking for me.

(แม่ของผมกล่าวว่า   ทอมโทรศัพท์มาจะขอพูดกับผม)

                                                สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ   “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                                 ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                             สำหรับวลี  (Phrase)  อื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับใน ขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่ว คราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

17. I remember Margaret Field very well – the girl with _______________________________.

(ผมจำมาร์กาเร็ต ฟิล์วด  ได้ดีมาก   เด็กหญิงที่มี ________________________________)

(a) that red wonderful hair

(b) that wonderful red hair    (ผมสีแดงน่าพิศวง-มหัศจรรย์คนนั้น)

(c) those red wonderful hairs

(d) those wonderful red hairs

ตอบ       ข้อ    (b)   ดูคำอธิบายการเรียงคำคุณศัพท์ขยายหน้าคำนาม ในข้อ  ๑๒  ของข้อสอบชุดนี้

 

18. _________________________________________________ blind can see nothing.

(________________________________________ ตาบอดไม่สามารถมองเห็นอะไร)

(a) The    (คน)

(b) A

(c) All

(d) Every

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   หมายถึง  “บุคคลประเภทนั้นๆ”   เช่น   “The blind” (คนตาบอด),  “The deaf” (คนหูหนวก),  “The dumb” (คนเป็นใบ้),   “The rich”  (คนรวย),  “The poor”   (คนจน),  ฯลฯ  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • If there is a problem of youth, I think it is elderly people who create it, _____________.

(ถ้ามีปัญหาของเด็กวัยรุ่น  ผมคิดว่ามันคือผู้สูงอายุนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา, ______________)

(a) not the young himself

(b) not the youngs themselves

(c) not the youngs himself

(d) not the young themselves    (มิใช่ตัวของเด็กวัยรุ่นเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (Young)  ทำให้กลายเป็นคำนามหมายถึง   “เด็กวัยรุ่น”   ซึ่งถือเป็นพหูพจน์  (โดยไม่ต้องเติม  “S”)  จึงต้องใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)  คือ   คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  ว่า  “Themselves”   (สำหรับ  “The young”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   แล้วกลายเป็นคำนาม  พหูพจน์จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The brave ____________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ _______________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The brave”  =  “ผู้กล้าหาญ”  ถือเป็นคำนาม  พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)  กริยาจึงเป็น  “Are

                                                        ตัวอย่างที่  

  • In the cities ______________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ ___________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆ กับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “The poor”   หมายถึง   “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา  “Live

                                                  ตัวอย่างที่        (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –     ข้อ      แก้เป็น   “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประ สงค์ของมัน)   และนำหน้าอนุประโยค   (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ    (The sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   (Sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย”   และ  “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”   (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)   เช่น  “the poor”  (คนจน),  “the rich” (คนรวย),  “the blind”   (คนตา บอด),  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์),  “the brave”  (คนกล้าหาญ),  “the elderly” (คนสูงอายุ),  “the young” (คนหนุ่มสาว),  “the old”  (คนแก่),  “the deaf”  (คนหูหนวก),   “the dumb”  (คนเป็นใบ้),   นอกจากนั้น   Verb + ing (Present participle)   และ กริยาช่องที่     (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น  “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)   หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ),   “The injured”  (คนเจ็บ),  “The handicapped”  (คนพิการ),   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา   “are, were, have”  เช่นกัน   ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

19. The director took two hours ________________________________________________.

(ผู้อำนวยการใช้เวลา ชั่วโมง _____________________________________________)

(a) explaining us the new plan

(b) to explain us the new plan

(c) explaining the new plan to us

(d) to explain the new plan to us    (ในการอธิบายแผนการใหม่ให้พวกเราฟัง)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เนื่องจาก {Take + “เวลา” + To + Verb 1} สำหรับข้อ  (b)  ไม่มีการใช้โครงสร้างแบบนี้

 

20. ______________________________________ your examination, you must work harder.

(______________________________________ การสอบของคุณ  คุณจะต้องขยันมากขึ้น)

(a) Passing

(b) To pass    (เพื่อที่จะผ่าน)

(c) Having passed

(d) Passed

ตอบ   –   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Infinitive with to” (To + Verb) + ส่วนขยาย  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าประธานฯ ที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอม ม่า)  ทำกริยาโดยมีวัตถุประสงค์อะไร   จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

B: “__________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(________________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้   “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค  (หรือ  ไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าประธานฯ ทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                                       ตัวอย่างที่      จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)

  • Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัย  เพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ  (2)   แก้เป็น   “Determine”  เนื่องจากตามหลัง  “To”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Infinitive” (Verb 1)  (ปรึกษากับ........................เพื่อ...........................)   กล่าวคือ  “ประธานของประโยค   ทำกริยา  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้“  To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา   ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่า  ทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

  • She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

  • They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                                               ในหลายๆ กรณี  นิยมนำ  “To + Verb 1”   มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  ที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  ว่า  (ประธานฯ)  ทำกริยาด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

  • To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง   “เพื่อที่จะ..........................”  หรืออาจใช้  “In order to”  หรือ  “So as to”   แทนก็ได้   นอกจากนั้น   ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + Verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้   โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see  หรือ  in order to see) him at his office.

                                                ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ในแบบนี้ เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก    ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก    ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.)

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.)

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must…………..........……….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC