หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 408)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The bad weather prevented them _________________________________ to the meeting.

(อากาศที่เลวร้ายขัดขวางพวกเขา _________________ ที่การประชุม)  (หมายถึง  ไปประชุม)

(a) going

(b) not to go

(c) go

(d) from going    (จากการไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Prevent + กรรม + From + Verb + ing + ส่วนขยาย”   (ประธานฯ ขัดขวาง  “กรรม”  จากการทำอะไรบางอย่าง

 

2. He had opened his book and __________________________________ before we arrived.

(เขาเปิดหนังสือของเขา  และ ____________________________________ ก่อนเรามาถึง)

(a) began to read

(b) beginning to read

(c) begun to read    (เริ่มต้นอ่าน)

(d) will begin to read

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นกริยาตัวที่    (มาจาก  Had begun to read)  ของประโยค  

 

3. My application for admission to the university was turned down.

(การสมัครของผมเพื่อการรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย  ได้รับการ ___________________)

(a) accepted    (ยอมรับ)

(b) turned around    (หมุนไปรอบๆ)

(c) rejected    (ปฏิเสธ)

(d) delayed    (ทำให้ล่าช้า)

 

4. I have brought two books; you can make your _______________________ between them.

(ผมได้นำหนังสือมา    เล่ม, คุณสามารถทำ ______________ ของคุณ  ระหว่าง    เล่มนั้น)

(a) preference    (การชอบมากกว่า, สิ่งที่ชอบมากกว่า)

(b) election    (การเลือกตั้ง, การเลือกคน)

(c) choose    (เลือก)  (เป็นคำกริยา)

(d) choice    (การเลือก, ทางเลือก, สิ่งหรือคนที่ถูกเลือก)  (เป็นคำนาม)

 

5. She goes to the cinema every evening because she is very __________________ of films.

(เธอไปดูหนังทุกคืน  เพราะว่าเธอ _____________________________ ภาพยนตร์มาก)

(a) loving    (รัก, ชอบ)  (ไม่นิยมใช้รูป  “Continuous tense”)

(b) fond    (ชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) passionate    (เร่าร้อน, กระตือรือร้น, มีความรู้สึกรุนแรง, สะเทือนอารมณ์ได้ง่าย)

(d) desirable    (น่าปรารถนา, น่ายินดี, ซึ่งถูกอกถูกใจ)

 

6. The ________________________ of the storm was so great that it blew our house down.

(_________________________________ ของพายุ  มากจนกระทั่งมันพัดบ้านของเราจนพัง)

(a) fierce    (ดุเดือด, รุนแรง, ดุร้าย, ป่าเถื่อน, บ้าคลั่ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) strong    (แข็งแรง, เข้มแข็ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) force    (กำลัง, แรง, อนุภาพ, พลัง, พลังงาน, อำนาจ, อิทธิพล)  (เป็นคำนาม)

(d) voice    (เสียง)

 

7. The bookcase is _______________________________________________ the window.

(กล่อง (ลัง) หนังสืออยู่ _________________________________________ หน้าต่าง)

(a) close    (ใกล้)

(b) next    (ใกล้กับ, ถัดไป, ติดกัน)

(c) near    (ใกล้)

(d) adjacent    (ใกล้, ชิด, ติดต่อกัน)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   สำหรับข้ออื่นๆ ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องตามด้วย  “Preposition”  (To)

 

8. The more you study, ______________________________________________________.

(ยิ่งคุณศึกษาเล่าเรียนมาก, _____________________________________________)

(a) you learn better

(b) the cleverest you will be

(c) the answers you will know

(d) the smarter you will be    (คุณก็จะยิ่งฉลาดมาก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้าง   “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง........................”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • In physics, the greater ___________ object’s mass, the harder it is to put it into motion.

(ในวิชาฟิสิกส์, ยิ่งมวลสารของวัตถุ ___________ ยิ่งมาก (ยิ่งใหญ่) ขึ้น, มันก็ยิ่งยากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)  (หมายถึง  ยิ่งวัตถุมีขนาดใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งยากมากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)

(a) is an

(b) it is an

(c) an    (ชิ้นหนึ่ง, อย่างหนึ่ง)

(d) which is an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “ยิ่ง........................ก็ยิ่ง...........................” 

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • The harder the shrub is to grow, ________________________________________.

(ยิ่งต้นไม้เล็กๆ (พันธุ์เตี้ยๆ) โตยาก  ________________________________________)

(a) the higher the price it is

(b) the higher is the price

(c) the higher the price    (ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)  (ตอบแบบไม่มีกริยา)

(d) the higher is the price become

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “The higher the price is”  (ตอบแบบมีกริยา)   หรือ   “The higher the price becomes”  (แบบมีกริยา)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The more he tried to help her, _____________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน ________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, _______________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี _________________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the ____________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, __________________)

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, _______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย _____________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง.................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, ______________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb,  the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                                            ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, _______________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ _______________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                      ตัวอย่างที่        (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น   “Worse”  (มาจาก  “Bad,  Worse,  Worst”  –  แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง........................ก็ยิ่ง........................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

9. The students have already got __________________________________ the school-bus.

(นักเรียนได้ขึ้นไป __________________________________________ รถโรงเรียนแล้ว)

(a) inside    (ข้างใน)

(b) on    (บน)

(c) into    (ข้างใน)

(d) within    (ข้างใน, ภายใน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                   สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่   On page 5  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัด สินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

10. That coffee is much too hot __________________________________________ to drink.

(กาแฟนั้นร้อนมากเกินไป ___________________________________________ ที่จะดื่ม)

(a) for us    (สำหรับเรา)

(b) so we not

(c) that we

(d) for us not

 

11. I just have a few household _________ to cope with and then I’ll be free to come out with you.

(ผมมีเพียง ____________ ของครัวเรือนที่จะต้องจัดการ  เพียงสองสามชิ้นเท่านั้น  และต่อจากนั้น  ผมก็จะว่างที่จะออกไปกับคุณได้)

(a) errands    (เอ๊อร์-เริ่นด)  (ธุระ, ธุรกิจพิเศษ, การใช้ให้ไปส่งจดหมาย-ทำธุระ, การเดินทางไปส่งจดหมายหรือทำธุระ)

(b) assignments    (การบ้าน, งานที่ได้รับมอบหมาย)

(c) chores    (งานเล็กๆน้อยๆ, งานบ้าน, งานประจำที่น่าเบื่อ  เช่น  งานทำความสะอาดบ้าน, งานไร่นา)

(d) charges    (ภาระ, ความรับผิดชอบ, การดูแล, การควบคุม, ค่าใช้จ่าย, ราคา, การกล่าวหา, การฟ้องร้อง, การดำเนินคดี, การโจมตีอย่างทันที)

 

12. It is not ______________________________ to look at your friend’s paper during a test.

(มันไม่  _______________ ที่จะมองดูกระดาษข้อสอบของเพื่อนของคุณ  ในระหว่างการสอบ)

(a) dishonest    (ไม่ซื่อสัตย์, ทุจริต, คดโกง)

(b) precious    (มีค่า)

(c) frank    (เปิดเผย, ตรงไปตรงมา, ไม่อ้อมค้อม)

(d) proper    (เหมาะสม, เหมาะ, ดี, สมควร, ถูกต้อง, ถูกกาลเทศะ, ถูกมารยาท)

 

13. During the _________________ the audience strolled and chatted in the foyer  (ฟ้อย-เออะ).

(ในระหว่าง ______________ ผู้ชมเดินเตร่ (เดินเล่น) และพูดคุยกันในทางเข้าห้องโถง)  (หรือ  ลอบบี้โรงแรม)

(a) pause    (การหยุดกลางคัน, การหยุดระหว่างพูด, การหยุดชะงักชั่วคราว, การหยุดคิด, การหยุดอ่านกลางคัน)

(b) interval    {เวลาพัก (การแสดง, ดนตรี, ภาพยนตร์), เวลาระหว่าง, ช่วงระหว่าง, เวลาว่าง}

(c) interruption    (การขัดจังหวะ, การขัดขวาง, การชะงักงัน, ภาวะที่ถูกขัดขวาง, การหยุด)

(d) gap    (ช่องว่าง)

 

14. _________________________________________________________ to go back now.

(_____________________________________________________ ที่จะต้องกลับแล้ว)

(a) I am necessary

(b) It’s necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(c) I must have

(d) I have had

ตอบ       ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   {It is (was) + Adjective + For someone + To + Verb 1………….….}   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • ________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(_________________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า (กระดาษหรือเอกสาร)  หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + Is (Was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  

                                                       ตัวอย่างที่  

  • It is not a good thing ____________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _______________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆ ที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)   มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit….. ...……………”   ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”   (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Don’t do anything.  I believe ______________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ     -    ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น  “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                                          ตัวอย่างที่  

  • It is usually necessary for the international business person ___________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________ มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ    –    ข้อ   (a)    เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง  {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1  (กริยาอะไรก็ได้) + ส่วนขยาย}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

15. Do you think you _____________ Peter at any time over the weekend?  If so, can you give him a message?

(คุณคิดว่าคุณ_____________ ปีเตอร์  เวลาใดๆ ช่วงสุดสัปดาห์บ้างไหม  ถ้าเป็นเช่นนั้น  (พบ)  คุณจะช่วยบอกข่าวสารกับเขาหน่อยได้ไหม)

(a) see

(b) will have seen    (จะได้พบแล้ว)

(c) will see    (จะพบ)

(d) would see

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเรื่องอนาคต   (Present future)  (ช่วงสุดสัปดาห์ที่ยังมาไม่ถึง)   โดยให้สอดคล้องกับ   “Do you think……….....……..…” (Present simple tense)   ส่วนข้อ  (b)   “Will have seen”   ใช้บอกเหตุการณ์ในอนาคต  ว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  เหตุการณ์หนึ่งจะได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว   เช่น

  • By this time tomorrow, I will have flown to London.

(ณ ช่วงเวลานี้ของวันพรุ่งนี้  ผมคงจะได้บินไปลอนดอนแล้ว)

  • By February next year, she will have graduated from New York University.

(ราวเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า   เธอคงจะได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กไปแล้ว)

 

16. ________________, none of the guests were injured when the fire broke out at the hotel.

(_______________________, ไม่มีแขกคนใดได้รับบาดเจ็บ   เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นที่โรงแรม)

(a) Fortunate

(b) Fortunately    (โชคดี, เคราะห์ดี)

(c) To be fortunate    (เพื่อที่จะโชคดี)

(d) It is fortunate    (มันโชคดี)

ตอบ     –    ข้อ   (b)    เนื่องจากใช้ขยายข้อความทั้งประโยค  (None of…………….....………… the hotel)   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์   (Adverb)

 

17. Mr. Brown is going to watch _______________________________________________.

(มิสเตอร์บราวน์กำลังจะดู _______________________________________________)

(a) television    (โทรทัศน์)

(b) the television

(c) a television

(d) the televisions

ตอบ    –    ข้อ    (a)   ดูทีวี   ไม่ต้องใช้   “Article”   ใดๆ นำหน้าทีวี

 

18. The oil fuel ________________________ in Diesel engines is much cheaper than petrol.

(เชื้อเพลิงน้ำมันที่ _____________ ในเครื่องยนต์ดีเซล  มีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินอย่างมาก)

(a) is used

(b) being used    (กำลังถูกใช้)

(c) using

(d) used    (ถูกใช้)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค  แบบ   “Adjective clause”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “Which is used”  หรือ  “That is used”   สำหรับข้อ  (b)  ถูกหลักไวยากรณ์  แต่ไม่ควรใช้   เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเน้นว่าเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น (น้ำมันกำลังถูกใช้)  ส่วนข้อ   (a)   ใช้ไม่ได้  เนื่องจากประโยคข้างต้นมีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ   “is”   จึงไม่อาจมีกริยาแท้ซ้อนขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง

 

19. Jim was the last _______________________________________ at the party last night.

(จิมเป็นคนสุดท้ายที่ _____________________________________ ที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้)

(a) came

(b) come

(c) to come    (มา)

(d) coming 

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {the first (second, third………..............….last) + To + Verb 1}  (เป็นคนแรก, คนที่สอง..........................คนสุดท้าย + ที่ (กริยาคำไหนก็ได้  เช่น  มาถึง, สอบผ่าน, บินเดี่ยวรอบโลก, คิดสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ)

 

20. Mr. Simpson died last week.  He has left a ____________________ and seven children.

(มิสเตอร์ซิมสันตายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  เขาได้ทิ้ง __________________ และลูกอีก  ๗  คนไว้)

(a) widower    (พ่อม่าย)

(b) bachelor    (ชายโสด)

(c) spinster    (หญิงโสด, หญิงทึนทึก, สาวแก่)

(d) widow    (หญิงม่าย, แม่ม่าย)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”                 

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 407)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________ of the seven continents were placed in the Pacific Ocean, there would still be room left for another continent the size of Asia.

(____________ ทวีปทั้ง  ๗  ทวีปถูกจัดวางในมหาสมุทรแปซิฟิก, จะยังคงมีที่ว่างเหลือ (พอ) สำหรับอีกทวีปหนึ่ง  ที่มีขนาดของทวีปเอเชีย)  (คือ  สามารถเอาอีกทวีปหนึ่งขนาดเท่าทวีปเอเชีย  จัดวางลงไปในที่ว่างที่เหลือนั้นได้)

(a) Each

(b) Since each

(c) If each    (ถ้าแต่ละ)

(d) Were each

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นส่วนขึ้นต้นของอนุประโยค  (If clause)  ทั้งนี้  แม้ว่าประธานของอนุประโยคจะเป็นเอกพจน์  (Each)  แต่เนื่องจากประโยคข้างบนเป็น   “If clause”   แบบที่    (Present unreal)  (เป็นเรื่องที่มิเกิดขึ้นจริง  หรือมีโอกาสเกิดน้อยมาก  -  ในปัจจุบัน หรืออนาคต)  (สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์มิเกิดขึ้นจริง  เป็นเพียงการสมมติเท่านั้น)  กริยาใน  “If clause”  ถ้าเป็น  “Verb to be”  ต้องใช้   “Were”  (Were placed)  กับประธานทุกตัว  และยังสามารถทำเป็นรูปผกผัน  (Inversion)  ได้ด้วย   คือ  เอา   “Were”  ขึ้นมาวางไว้หน้า  “If clause”   ได้  ดูเพิ่มเติม  “If clause”   แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • ______________ I in your position, I should make a decision to buy the entire business.

(ถ้าผม ____________________________ ในสถานะของคุณ  ผมจะตัดสินใจซื้อธุรกิจทั้งหมด)

(a) Was

(b) Am

(c) Were    (อยู่)

(d) Should

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • If I _____________________________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม ________________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • If I ___________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม __________________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    “Present unreal

                                                       ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I ____________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _____________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๒   “Present unreal”   คือ  การสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                                                    ตัวอย่างที่  ๕

  • If you lived closer to the office, you __________________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _______________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่     “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่  ”  (Present unreal)  ในประโยคย่อย หรืออนุประโยค   (If clause)   จะใช้รูป  “Subject + V. ช่องที่  2”   และในกรณีมี   “Verb to be”  ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคใหญ่   (Main clause)  จะใช้รูป   “Subject + Would + (Not) + V.ช่องที่ 1

                                                    สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่   นี้  มักใช้เมื่อ  ()  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   ()  ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

  • If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”   แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่   ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause  แบบที่ 1”   คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”   คือ

  • If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                                      ตัวอย่างอื่นๆ  ของ   “If clause”  แบบที่    เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)  เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless  =  if …………........…..……not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                                                 สำหรับใน   “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้โครงสร้าง  “ผกผัน”  (Inversion)   คือเอา  “Were”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   แทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาตั้งใจที่จะออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

2. Art criticism and the psychology of art, __________ disciplines, are both related to aesthetics.

(การวิจารณ์ศิลปะและจิตวิทยาของศิลปะ, __________ เป็นสาขาวิชา _________, เกี่ยวข้องกับสุนทรียศาสตร์ทั้ง    วิชา)  (สุนทรียศาสตร์  เป็นวิชาที่เกี่ยวกับความรู้สึกต่อความงาม  หรือเกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึกที่บริสุทธิ์)

(a) they are independent

(b) independent still

(c) are independent

(d) although independent    (แม้ว่า .........................(เป็นสาขาวิชา)........................ อิสระ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    โดยลดรูปมาจากอนุประโยค   “Although they are independent disciplines”  ทั้งนี้  ประธานของประโยคนี้   คือ   Art criticism and the psychology of art”   และกริยา  คือ  “Are    

 

3. ____________ built, with sharp vision and excellent senses of smell, the bulldog will fight bravely with any intruder.

(ถูกสร้าง (มีโครงสร้าง) ___________, รวมทั้งมีสายตาคมกริบและประสาทดมกลิ่นดีเยี่ยม, สุนัขบูลดอกจะต่อสู้อย่างกล้าหาญกับผู้บุกรุกใดๆ)  (หมายถึง  มีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรง)

(a) It is strongly

(b) Strongly    (อย่างแข็งแรง)

(c) Whenever it is strongly

(d) When is it strongly

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยาช่องที่    (Built)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • ____________ over three hundred years ago, the Boston Latin School is the oldest public school in the United States.

(______________ เมื่อกว่า  ๓๐๐  ปีล่วงมาแล้ว, โรงเรียนภาษาละตินแห่งเมืองบอสตัน  เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ)

(a) To be approved by law

(b) Approving by law

(c) Approved by law    (ได้รับการอนุมัต (ยินยอม) โดยกฎหมาย)

(d) Having approved by law

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  โรงเรียนฯ  เป็นผู้ได้รับ (ถูก) อนุมัติ  (ถูกกระทำ)  กริยาข้างหน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธานฯ)  จึงต้องเป็นกริยาช่องที่   เพื่อแสดงรูป  “Passive voice”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง   

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________________ the second time, the snake died.

(___________________________________________________ เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่   ขึ้นต้นประโยค   ดูเพิ่มเติม การใช้   “Verb + ing”  และ  “Verb 3”   ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมาย คอมม่า)   เพื่อแสดง “Active voice”  และ  “Passive voice”  (ตามลำดับ)   จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่      (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

(1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”  เป็นสิ่งที่   “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆ  ในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา,  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม,  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ,  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

                                                                สำหรับคำอธิบายโครงสร้างของประโยคข้างบน  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่    (Past Participle)   ดังประโยคตัวอย่างเพิ่มเติมข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________ by the car, she was sent to the hospital.

(_____________________________________ โดยรถยนต์, เธอถูกส่งไปโรงพยาบาล)

(a) Hitting   (ชน)

(b) To hit

(c) Hit   (ถูกชน)  (เป็นกริยาช่องที่  )

(d) Having hit    (ได้ชน)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (She)  เป็นผู้ถูกชนโดยรถยนต์   กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)   เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)  ทั้งนี้  อาจตอบ   “Having been hit”  (ถูกชน)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

                                                          ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์,  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “Snails”   ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)   หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • ______________________________________________________, the snake died.

(___________________________________________________________, งูตาย)

(a) Beating by the boys   (เมื่อตีโดยเด็กๆ)

(b) Beaten by the boys    (เมื่อถูกตีโดยเด็กๆ)

(c) Having beaten by the boys    (เมื่อได้ตีโดยเด็กๆ)

(d) To beat by the boys    (เพื่อที่จะตีโดยเด็กๆ)

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “The snake”  เป็นผู้ถูกตี  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Having been beaten by the boys”  (เมื่อได้ถูกตีโดยเด็กๆ)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

 

4. The working conditions of forest officials were ____________ dangerous in the early days that private insurance companies refused to insure the officials.

(สภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นอันตราย ____________ ในยุคแรกๆ (สมัยก่อน)  จนกระทั่งบริษัทประกันภัยปฏิเสธที่จะรับประกันเจ้าหน้าที่เหล่านี้)

(a) very

(b) such

(c) too

(d) so    (มาก)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   ตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Is (Are) + So + Adjective + (ส่วนขยาย) + That + Subject + Verb
  • The house is so expensive that we cannot buy it.

(= It is such an expensive house that we cannot buy it.)

(บ้านราคาแพงมากจนกระทั่งเราไม่สามารถซื้อมัน)

  • The room was so hot that she couldn’t sleep in it.

(= It was such a hot room that she couldn’t sleep in it.)

(ห้องร้อนมากจนกระทั่งเธอไม่สามารถนอนได้)

                                                                  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่         

  • It is _______________________________ a difficult question that we can’t answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยาก _____________________________ จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

(a) so

(b) such    (มาก)

(c) quite

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติม   “So, Such, Too”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I am _______________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) _____________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้   คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแรง) เกินไปที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมาก  และไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am not strong enough to lift this heavy stone.

(ผมไม่แข็งแรงพอที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแรงมากจนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

(ผมเป็นคนที่อ่อนแรงมาก  จนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้

                                                   ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into it.
  • The car is so small that we cannot get into it.
  • It is so small a car that we cannot get into it.
  • It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

5. ____________, all machines are combinations of simpler machines such as the lever, the pulley, and the inclined plane.

(_____________, เครื่องจักรทั้งหมดเป็นการรวม (ผสม) กันของเครื่องจักรที่ง่ายกว่ากัน (ซับซ้อนน้อยกว่า)  เช่น  คาน, รอก, และพื้นราบที่ลาดเอียง)

(a) No matter what complex

(b) No matter how complex    (ไม่ว่าจะซับซ้อนอย่างไร)

(c) How complex is not a matter of

(d) It does not matter if the complexity

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No matter”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________ he tries to hide, the police will find him.

(________________ เขาพยายามหลบซ่อน ________________,  ตำรวจก็จะหาเขาเจอ)

(a) Where

(b) No matter where   (ไม่ว่า ......................(เขาพยายามซ่อน)........................ ที่ใด)   หรือ   (ไม่ว่าที่ใดที่............................)

(c) If

(d) Even

ตอบ   -   ข้อ   (b)    ดูเพิ่มเติมการใช้   “No matter……….......…..” จากประโยคข้างล่าง

  • She is going to be a singer no matter what difficulties she meet.

(เธอจะเป็นนักร้องให้ได้  ไม่ว่าเธอจะต้องพบกับความยากลำบากเพียงใด)

  • Mary wanted to get to school on time, no matter if she went without breakfast.

(แมรี่ต้องการไปโรงเรียนให้ทันเวลา  ไม่ว่าถ้าเธอจะไม่ได้กินอาหารเช้าก็ตาม)

  • No matter how much is for the TV set, she will buy one because her family really needs it.

(ไม่ว่าทีวีจะราคาแพงเท่าใด  เธอก็จะซื้อเครื่องหนึ่ง  เพราะว่าครอบครัวของเธอต้องการมันจริงๆ)

  • He’ll be glad to accompany his girlfriend no matter when she goes swimming.  (หรือ  “no matter where she goes”)

(เขาจะยินดีที่ติดตามแฟนของเขาไป  ไม่ว่าเธอจะไปว่ายน้ำเมื่อใดก็ตาม)  (หรือ  ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม)

  • We’ll love you no matter what you do.

(เราจะรักคุณ  ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม)

  • No matter where she goes, he’ll follow her.

(ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม  เขาจะติดตามเธอไป)

  • No matter what you say, I won’t believe you.

(= Whatever you say, I won’t believe you.

(ไม่ว่าคุณจะพูดอย่างไรก็ตาม  ผมไม่เชื่อคุณหรอก)

  • Phone me when you arrive, no matter how late it is.

(= Phone me when you arrive, however late it is.)

(โทรมาหาผมเมื่อคุณมาถึง  ไม่ว่าจะดึก (หรือ สาย) เพียงใดก็ตาม)

  • We’ll always love you, no matter what happens.

(พวกเราจะรักคุณเสมอ  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

 

6. The work ________________________ if everyone _______________________ share.

{งาน ____________________ ถ้าทุกคน ______________________ ส่วน (ของตน)}

(a) will finish ________ does his

(b) will be finished _________ does their

(c) will be finished _________ does his    (จะถูกทำเสร็จ ..................... ทำงาน (ส่วน) ของตน)  (ต้องใช้รูป  Passive voice”  เนื่องจากงาน  “จะถูกทำเสร็จ”)

(d) would be finished _________ did their

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๑  (Real present)  (เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   ก็จะเกิดตามไปด้วย  ซึ่งตามประโยคข้างบน  คือ  “ถ้าทุกคนทำงานส่วนของตน  งานก็จะ (ถูกทำ) เสร็จ”  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  จะอยู่ในรูป  “Subject + Will (Shall) + Verb 1”  (Active voice)   หรือ   “Subject + Will (Shall) + Be + Verb 3” (Passive voice)  ส่วนกริยาใน  “Main clause”  จะอยู่ในรูป  “Subject + Will (Shall) + Verb 1”  สำหรับสรรพนาม  “Everyone”  ถือเป็นเอกพจน์   และใช้แทนด้วย   His”  เมื่อเป็นสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)

 

7. I was not __________________ that I had cut myself until I saw the blood all over my hand.

(ผมไม่ ________________ ว่าผมทำมีดบาดตัวเอง  จนกระทั่งผมเห็นเลือดเปื้อนทั่วมือไปหมด)

(a) awake    (ตื่นอยู่, ตื่นตัว)

(b) disturbed    (ถูกรบกวน, เดือดร้อนใจ, ยุ่งยากใจ)

(c) sensitive    (หวั่นไหวง่าย, อ่อนไหวต่อความรู้สึก)

(d) conscious    (รู้ตัว, มีสติ, มีจิตสำนึก, มีเจตนา)

 

8. Take only one of these pills daily.  It’s dangerous to exceed the stated _________________.

(จงกินยาพวกนี้เพียงวันละเม็ดเท่านั้น  มันอันตรายที่จะ (กิน) เกิน ______ ที่ได้บอกไว้  -  ที่ฉลากยา)

(a) portion    (ส่วน, ส่วนหนึ่ง, ส่วนแบ่ง, กอง, ส่วนของมรดก)    

(b) extent    (ปริมาณ, ขอบเขต, การประเมินค่า)

(c) dose    (โดซ)  (ปริมาณยาที่ให้กินครั้งหนึ่งๆ)

(d) share    {หุ้น, การมีส่วน (ในตลาด), การแบ่งปัน}

 

9. The teacher ______________________ out the words she had written on the blackboard.

(ครู ___________________________________ คำต่างๆ ที่เธอได้เขียนบนกระดานดำ)

(a) washed    {ล้างหรือซักด้วยน้ำ, สระ (ผม)}

(b) rubbed    (ลบออก, ขัดออก, ถูออก, เช็ดออก, ขัด, สี, นวด, ลูบ)

(c) cleaned    (ทำความสะอาด)

(d) scraped    (ขูด, ขูดออก, ครูด, ถู, เช็ดออก, โกน, เบียด, เฉียด, แฉลบ)

 

10. This one and that one are ________________________________________________.

(อันนี้และอันนั้น _____________________________________________________)

(a) like    (เหมือน, คล้าย)   

(b) likes

(c) alike    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

(d) same

ตอบ   -   ข้อ   (c)    หรืออาจตอบ  “……......…….are the same”   หรือ  “This one is like that one.”   ก็ได้

 

11. What _______________________________________________________________?

{______________________________________________________ อะไร (เท่าใด)}

(a) does the time now

(b) time it is now

(c) is the time now    (ขณะนี้เวลา)

(d) is time now

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “What time is it now?”  ก็ได้

 

12. Jim plays tennis ___________________________________ than his younger brother.

(จิมเล่นเทนนิส _________________________________________ น้องชายของเขา)

(a) worse    (แย่กว่า, เลวกว่า, ห่วยกว่า)  (Bad, Worse, Worst  -  แย่, แย่กว่า, แย่สุด)

(b) worser    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) more worse    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) badly more    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

 

13. _____________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ    –    ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Who”   เป็นประธานของประโยค   จึงตามด้วยคำกริยา   “Came”  ได้เลย  ไม่ต้องใช้   “Verb to do”  มาช่วยสร้างประโยคคำถาม  เหมือนในกรณีทั่วๆ ไป   หรือในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย   “Question words”  ตัวอื่นๆ  (What, When, Where, Why, How)   (ซึ่งต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)   เช่น

  • When did you arrive this morning?

(คุณมาถึงเวลาใดเมื่อเช้านี้)

  • Where do you live in England?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในประเทศอังกฤษ)

  • Why did she leave in a hurry?

(ทำไมเธอจึงจากไปอย่างรีบเร่ง)

  • What did they tell Jim before he left?

 (พวกเขาบอกอะไรจิม  ก่อนที่เขาจะจากไป)

  • How do you feel about today’s weather?

(คุณรู้สึกอย่างไรกับอากาศวันนี้)

 

14. Have you bought warm clothes ____________________________________ the winter?

(คุณได้ซื้อเสื้อผ้าที่อบอุ่น __________________________________ หน้าหนาวหรือยัง)

(a) for preparation in

(b) for preparation of

(c) in preparation for    (เพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับ)

(d) in preparation of

ตอบ    –    ข้อ   (c)    ต้องใช้ในรูปแบบนี้เสมอ

 

15. I want to borrow _______________________________________________________.

(ผมต้องการยืม _____________________________________________________)

(a) you a dictionary

(b) a dictionary of you

(c) one of your dictionary

(d) a dictionary from you    (พจนานุกรมจากคุณ)

ตอบ    –    ข้อ    (d)    ทั้งนี้  สามารถใช้อีกรูปแบบหนึ่ง คือ  “your dictionary”  หรือ  ตอบ ข้อ   (c)  แต่ต้องแก้เป็น   “one of your dictionaries

 

16. He left his spectacles behind because he was ________________________________.

(เขาทิ้งแว่นตาไว้เบื้องหลัง (คือ ไม่ได้เอาไปด้วย)  เพราะว่าเขา ____________________)

(a) hurry

(b) hurriedly

(c) in a hurry    (รีบเร่ง)

(d) to be hurried

ตอบ    –    ข้อ   (c)    ทั้งนี้    อาจใช้   “hurried”  (รีบเร่ง)  (เป็นคำคุณศัพท์)  ก็ได้เช่นกัน

 

17. A gallon is about ______________________________________________________.

( แกลลอน คือ ประมาณ _______________________________________________)

(a) four and half a liter

(b) four and a half liter

(c) four and a half liters    (  ลิตรครึ่ง)

(d) four liters and one half

ตอบ    –    ข้อ   (c)    ต้องใช้รูปแบบนี้เสมอ  และเติม “s”  ที่ “liter”  ด้วย

 

18. I usually ______________________________________ on Monday to avoid the crowd.

(ผมมักจะ ___________________________ เป็นประจำ  ในวันจันทร์  เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน)

(a) am going shop

(b) go to shopping

(c) going shopping

(d) go shopping    (ซื้อของ, ช้อปปิ้ง)

ตอบ   ข้อ   (d)    เนื่องจากใช้รูป   “Go + Verb + ing”  เพื่อแสดงการทำกิจกรรมเพื่อความบันเทิงหรือพักผ่อนหย่อนใจ   (ดูเพิ่มเติมรูป “Go + V. + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Are you going _______________________________________ again this summer?

(คุณจะไป ____________________________________ อีกครั้ง  ในฤดูร้อนนี้  ใช่หรือไม่)

(a) to camp

(b) to be camped

(c) being camped

(d) camping     (พักแรม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went _____________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ____________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -    ข้อ   (d)    “Window-shop”   เป็นคำกริยา  หมายถึง   “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ

                                                           ตัวอย่างที่  

  • Her job is ___________________________________________________________.

(งานของเธอคือ _____________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.    (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา   “Verb to be”  (Is)  ของประโยค  ต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)   ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to”  (To + Verb)   หรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้   “To go shopping”   หรือ   “Going shopping”   ได้ทั้งคู่

                                               อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา   “Go”หมายถึง   “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง   “Go”   จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอเช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้  “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

19.____________ people depend to such a great extent on forests, every effort must be made to preserve trees and wildlife.

(_____________ ผู้คนต้องพึ่งพาป่าไม้ในขอบเขตที่กว้างขวางมาก (ดังนั้น)  จะต้องใช้ความพยายามทุกๆ วิถีทาง  ที่จะอนุรักษ์ต้นไม้และสัตว์ป่าไว้)

(a) That

(b) Which

(c) How

(d) Since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

ตอบ    –     ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค  (แสดงสาเหตุ)  ส่วนข้อความใน  “Main clause”  แสดง  “ผลลัพธ์” 

 

20. Cars in smaller models need ________________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง ___________ ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced    (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Need”   สามารถตามด้วย    รูปแบบ   คือ  “Need to be produced”   หรือ   “Need producing”   ซึ่งหมายถึง   “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง    ข้อความ    ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The room needs to be cleaned.

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

(= The room needs cleaning.)

  • Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 406)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Because it is durable and easy to dye, _____________________ an important textile fiber.

(เพราะว่ามันทนทานและย้อมได้ง่าย, ___________ เส้นใยของวัตถุดิบที่นำมาทำสิ่งทอที่สำคัญ)

(a) it is cotton

(b) which cotton is

(c) cotton is    (ฝ้ายเป็น)

(d) that is cotton

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Cotton)  และกริยา  (Is)  ของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

2. In 1879, _____________________________ the first useful and cheap electrical light.

(ในปี  ๑๘๗๙, __________________ แสงไฟฟ้าที่มีประโยชน์และราคาถูกเป็นครั้งแรก)

(a) Thomas Edison’s invention    (สิ่งประดิษฐ์ของโทมัส เอดิสัน)

(b) Thomas Edison, who invented    (โทมัส เอดิสัน, ผู้ซึ่งประดิษฐ์)

(c) then Thomas Edison invented

(d) Thomas Edison invented    (โทมัส เอดิสัน ประดิษฐ์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Thomas Edison)   และกริยา  (Invented)  ของประโยค

 

3. _____________________________________________________ up to ninety kilograms.

(___________________________________________________ ถึง  ๙๐  กิโลกรัม)

(a) The weight (เวท) of a large turkey    (น้ำหนักของไก่งวงขนาดใหญ่)

(b) A large turkey can weigh (เว)    (ไก่งวงขนาดใหญ่อาจมีน้ำหนัก)

(c) Because a large turkey can weigh    (เพราะว่าไก่งวงขนาดใหญ่อาจมีน้ำหนัก)

(d) Weighing a large turkey

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (A large turkey)  และกริยา  (Can weigh)  ของประโยค  หรืออาจตอบ  ข้อ  (a)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “The weight of a large turkey is”  (น้ำหนักของไก่งวงขนาดใหญ่  คือ)  โดย  “The weight”  เป็นประธานของประโยค  มี  “Of a large turkey”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี   “Is”  เป็นกริยา  สำหรับ  “Up to ninety kilograms”  เป็น  “Complement”  ของ  “Is       

 

4. __________________________________________, the tough outer layer of the eyeball.

(______________________________, (ซึ่งเป็น) ชั้นนอกที่ทนทาน (แข็งแรง) ของลูกตา)

(a) Tears that continually bathe the cornea

(b) Tears continually bathe the cornea    (น้ำตาทำให้กระจกตา (แก้วตา) เปียกอย่างต่อเนื่อง)

(c) The cornea is continually bathed by tears    (กระจกตาถูกทำให้เปียกอย่างต่อเนื่องโดยน้ำตา)

(d) The cornea’s continual bathing with tears    (การทำให้เปียกอย่างต่อเนื่องด้วยน้ำตาของกระจกตา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Tears),  กริยา  (Bathe),  และกรรม  (The cornea)  ของประโยค,  สำหรับ  “The tough outer layer of the eyeball”   ทำหน้าที่ขยาย  “The cornea”   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค   “Which is the tough outer layer of the eyeball

 

5. ____________, in the late 1800’s, some libraries had to keep as many as twenty to thirty copies of each of Mary Jane Holmes’s books on hand.

(____________, ในตอนปลายศตวรรษที่  ๑๘, ห้องสมุดบางแห่ง (ในสหรัฐฯ) จำเป็นต้องเก็บหนังสือแต่ละเล่มของแมรี่ เจน โฮล์เมส  ไว้มากถึงระหว่าง  ๒๐๓๐  เล่ม (ต่อหนังสือ    เล่ม) พร้อมไว้ในมือ – หรือห้องสมุด)  (เนื่องจากมีผู้ต้องการอ่านมาก)  (แมรี่ เจน โฮล์เมส (๑๘๒๕ – ๑๙๐๗) เป็นนักเขียนสตรีชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง  นวนิยายของเธอจำนวน  ๓๙  เล่ม  ได้รับการตีพิมพ์  รวมทั้งเรื่องสั้นอีกมากมาย  หนังสือของเธอมียอดขายกว่า    ล้านเล่ม  และเป็นที่สองรองจากหนังสือของ แฮร์เรียต บีเชอร์ สโตว์ (ผู้เขียนหนังสือ “กระท่อมน้อยของลุงทอม” เท่านั้น  ทั้งนี้  นิยายของโฮล์เมสมักเกี่ยวกับชีวิตในเมืองเล็กๆ ในสภาพแวดล้อมชนบท  รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเพศ, ชนชั้น, และเชื้อชาติ  และเกี่ยวกับการมีทาสและสงครามกลางเมืองในสหรัฐฯ  โดยหนังสือของเธอมักกล่าวถึงเรื่องจริยธรรม  และความเป็นธรรมในสังคม)

(a) Inventories showing

(b) That shows inventories

(c) Inventories show that    (รายการทรัพย์สินแสดงว่า)

(d) Showing the inventories

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Inventories)  และกริยา  (Show)  ของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

6. As cities become larger, it is necessary for governments to seek new sources of food for the growing ___________.

(ในขณะที่เมืองขยายใหญ่ขึ้น  มันจำเป็นสำหรับรัฐบาลที่จะแสวงหาแหล่งอาหารแหล่งใหม่ๆ  สำหรับ ____________ ที่เพิ่มมากขึ้น)

(a) children    (เด็กๆ, ลูกๆ)

(b) population    (ประชากร, พลเมือง)

(c) victims    (เหยื่อ, ผู้เคราะห์ร้าย)

(d) land    (พื้นดิน, ที่ดิน,ผืนดิน, ทางบก)

 

7. The airplane seemed to explode in the sky before it ______________________________.

(เครื่องบินดูเหมือนว่าได้ระเบิดในท้องฟ้า  ก่อนที่มัน _____________________________)

(a) collided    (ชนกันโครม, ปะทะกันโครม, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย)

(b) crashed    (ชนโครม, ปะทะโครม, มีเสียงลั่นดังเปรี้ยง, มีเสียงกระทบหรือชนกัน, พุ่งชน, พัง, ล้มเหลว, พ่ายแพ้)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  เสียงดังสนั่น (ที่เกิดจากการกระทบหรือชนกัน), การตกของเครื่องบิน, ความล้มเหลว, ความพังพินาศ)

(c) took off    (บินขึ้นสู่ท้องฟ้า)

(d) landed    (ร่อนลงสู่พื้นดิน)

 

8. This book is a useful __________________ to someone who has never done any cooking.

(หนังสือเล่มนี้เป็น __________ ที่มีประโยชน์  สำหรับใครบางคนซึ่งไม่เคยปรุงอาหารมาก่อน)

(a) guide    (เครื่องนำทาง, สิ่งชี้นำ, หนังสือแนะนำ, คนนำทาง, มัคคุเทศก์)

(b) method    (วิธี, วิธีการ)

(c) example    (ตัวอย่าง)

(d) adversary    (คู่ปรปักษ์, ศัตรู)   

 

9. It has gone half past eleven.  You ________________________________ very sleepy.

(ตอนนี้เวลา  ๕  ทุ่มครึ่งแล้ว  คุณ _____________________________ ง่วงมากเลย)

(a) must be    (จะต้อง)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน  และอนาคต)

(b) must have been    (จะต้องได้)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(c) have to be    (จำเป็นต้อง)

(d) are

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากผู้พูดมั่นใจว่า  คุณ  “จะต้องง่วง”  แน่นอน  เพราะเวลา    ทุ่มครึ่งแล้ว   และ  “Must + Verb 1”  (หรือ  Must + Be + Adjective)  =  “จะต้อง ............................ (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)”  หรือ   “Must + Have + Verb 3”  (หรือ  Must + Have + Been + Adjective)  =  “จะต้อง ............................(ในอดีต)”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • What terrible coffee!  She _______________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ___________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน   “Must + Have + Verb 3”  =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในตัวอย่างที่    เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”    ดังนั้น   “คนชงฯ   คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาเหตุการณ์ในอดีต    ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ  เพิ่งมีการประกาศผลสอบ)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว)   (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  โดยพิจารณาจากผลลัพธ์  คือ  เธอซื้อบ้านใหม่)

 

10. My brother has a box in which he keeps his ___________________________________.

(น้องชายของผมมีกล่องใบหนึ่ง  ซึ่งเขาใช้เก็บ __________________________ ของเขา)

(a) save    (ประหยัด, ออม, ช่วยชีวิต)  (เป็นคำกริยา)

(b) safe    (ปลอดภัย, ไม่ได้รับบาดเจ็บ, ไม่เป็นอันตราย, ไม่เสียหาย, ไว้ใจได้, มั่นคง, แน่นหนา, โดยสวัสดิภาพ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) saving    (การออม, การประหยัด)

(d) savings    (เงินออม

 

11. I would have met you at the airport if I ______________________ that you were arriving.

(ผมคงได้ไปพบคุณที่สนามบินแล้ว  ถ้าผม________________________ ว่าคุณกำลังมาถึง)

(a) knew

(b) would know

(c) would have known

(d) had known    (ได้ทราบ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่    (Past unreal)   คือไม่เป็นจริงในอดีต   แต่มาสมมติย้อนหลัง   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมไม่ได้ไปพบคุณที่สนามบิน  เพราะผมไม่รู้ว่าคุณกำลังมาถึง”   ในประโยค  “If clause”  แบบที่      ในประโยคใหญ่ใช้   {Subject + Would (should, could, might) + Have + Verb 3}  ส่วนประโยคย่อย   (If clause)  ใช้  (If + Subject + Had + Verb 3)   หรืออาจแปลงรูป  (ผกผัน)  เป็น   (Had + Subject + Verb 3)  (Inversion)  ก็ได้  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนสามารถทำแบบผกผันได้ดังนี้

  • I would have met you at the airport had I known that you were arriving.

(= Had I known that you were arriving, I would have met you at the airport.)

 

12. Come here, my boy, and _______________________________ this note to your master.

(มานี่  ไอ้หนู  และ ______________________________ โน้ตแผ่นนี้ไปให้เจ้านายของเอง)

(a) bring    (นำมา)

(b) fetch    (ไปเอามา, ไปนำมา)

(c) take    (นำ)  (แบบเอาติดตัวไปด้วย)

(d) send    (ส่ง)  (โดยทางไปรษณีย์ หรือ อื่นๆ)

 

13. I ___________________________________________________ about that very much.

(ผม __________________________________________ เกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างมากเลย)

(a) have doubt

(b) have a doubt

(c) have doubts

(d) doubt    (สงสัย, มีข้อกังขา, กลัว, ไม่แน่ใจ)  (เป็นคำกริยา)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  ความสงสัย, ความฉงน, ความไม่แน่ใจ, ความสนเท่ห์, ความไม่แน่นอน, ความแปรปรวน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    ถ้าต้องการใช้   “Doubt”  ในรูปคำนาม  ต้องเปลี่ยนประโยคเป็น  “I have great (much) doubt about that.”  (ผมมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนั้นเป็นอย่างมาก  ทั้งนี้  สามารถใช้แบบคำคุณศัพท์  ดังประโยคข้างล่าง

  • I am very doubtful about that.

(ผมสงสัย (ข้องใจ) เกี่ยวกับเรื่องนั้นอย่างมากเลย)

 

14. Jonathan is ____________________________________________________________.

(โจนาธานเป็น ______________________________________________________)

(a) great violinist

(b) the great violinist

(c) a great violinist    (นักไวโอลินผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง)

(d) one of the greatest violinist    (ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “violinists  -  “หนึ่งในบรรดานักไวโอลินที่ยิ่งใหญ่ที่สุด  -  หลายๆคน”)

 

15. ______________________________________________________ wait a few minutes?

(______________________________________________ รอสักประเดี๋ยวจะได้ไหม)

(a) Would you mind    (คุณรังเกียจที่จะ)

(b) Do you mind    (คุณรังเกียจที่จะ)

(c) Will you mind

(d) Will you please    (กรุณา)

ตอบ       ข้อ    (d)    เนื่องจาก    “Will (Would) you please + Verb 1”  ส่วน  “Would (Do) you mind + Verb + ing

 

16. Late as it was, she went on ______________________________________________.

(แม้จะดึกแล้วก็ตาม  เธอยังคง ______________________________________ ต่อไป)

(a) to work

(b) work

(c) worked

(d) working    (ทำงาน)

ตอบ       ข้อ    (d)   เนื่องจากหลัง  Preposition   “On”   ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ คำนาม   (Noun)

                                                  สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่   On page 5  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัด สินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

17. How ________________________________________________________________?

(____________________________________________________________ เท่าไร)

(a) much are you heavy

(b) much do you weight

(c) many weights are you

(d) much do you weigh    (คุณหนัก)

ตอบ       ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Weigh” (เว)  เป็นคำกริยา   หมายถึง  มีน้ำหนัก”  ส่วน  “Weight” (เวท)  เป็นคำนาม  หมายถึง   “น้ำหนัก”  ส่วน “Heavy”  เป็นคำคุณศัพท์   หมายถึง  “หนัก”   ทั้งนี้  ถ้าต้องการถามว่า  “คุณหนักเท่าใด”  สามารถใช้ได้ดังนี้  คือ

  1. How much do you weigh?
  2. What is your weight”
  3. How much is your weight?
  4. How heavy are you?

 

18. Her parents let her __________________________________ shopping once a month.

(พ่อแม่ของเธอยอมให้เธอ ________________________________ ช้อปปิ้งเดือนละครั้ง)

(a) to go

(b) go    (ไป)

(c) going

(d) goes

ตอบ    –    ข้อ   (b)    เนื่องจากคำกริยา   “Let + Object + Infinitive without to”  (Let her go) 

 

19. It is necessary that she ________________________________ to her parents’ advice.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นที่เธอจะต้อง ______________________ คำแนะนำของพ่อแม่ของเธอ) 

(a) listens

(b) listen    (ฟัง)

(c) listening

(d) must listen

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  กริยาจึงต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to” (Verb 1)  เสมอ  คือ  เสมือนมี  “Should”  มาวางอยู่หน้าคำกริยาตัวนั้น   แต่ไม่ต้องเขียนลงไป  ละไว้ในฐานที่เข้าใจ 

 

20. _____________________ by the author John Grisham are frequently on the best seller list.

( ______ (ซึ่งเขียน) โดยนักเขียน จอห์น  กริสแฮม  มักจะอยู่ในรายชื่อหนังสือขายดีที่สุดอยู่บ่อยๆ)

(a) The novel

(b) Novels    (นวนิยาย, เรื่องแต่ง)

(c) A novel

(d) Some novel

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยา   คือ   “Are”  ประธานจึงต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  สำหรับ  ข้อ  (d)   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Some novels

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 405)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Dried legumes (เลก-กูม หรือ ลิ-กูม) contain a large proportion of proteins and ____________.

(พืชฝักเลกกูมตากแห้งมีอัตราส่วนโปรตีนสูง  และ ______________________________)

(a) used as meat substitutes

(b) are substitute for meat    (เป็นสิ่งทดแทนสำหรับเนื้อ)

(c) can be substituting for meat

(d) can be used as meat substitutes    (สามารถถูกใช้เป็นสิ่งทดแทนเนื้อได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “Substitutes”  (รูปพหูพจน์)

 

2. Yarrow, a perennial plant, is cultivated in Eurasia but occurs _______________________.

(แยโรว์, พืชยืนต้นชนิดหนึ่ง, ได้รับการเพาะปลูกในยูเรเซีย  แต่เกิดขึ้น ____________)  (คือ  ปลูกในยูเรเซียเป็นพืชเกษตร  แต่ขึ้นที่อื่นเป็นวัชพืช)

(a) elsewhere a weed

(b) where else are weeds    (where else  ไม่มีใช้)

(c) as a weed elsewhere    (ในฐานะวัชพืชที่อื่น)

(d) or else that are weeds    (or else  =  มิฉะนั้น)

 

3. The chief foods eaten in any country depend largely on ___________ best in its climate and soil.

(อาหารหลักซึ่งถูกรับประทานในประเทศใดๆ  ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับว่า ____________ ดีที่สุดในภูมิอากาศและพื้นดินของประเทศนั้น)  (หมายถึง  พืชอะไรที่เติบโตดีที่สุดในประเทศหนึ่ง  ก็จะเป็นอาหาร (พืช) หลักของประเทศนั้น)

(a) it grows

(b) what grows    {สิ่งใด (อะไร) เจริญเติบโต}

(c) does it grow
(d) what does it grow

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What grows best in its climate and soil”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของ   “Preposition”  (On)

 

4. The great Chicago fire in October 1871 ___________ much of the city and left about 100,000 people homeless.

(ไฟไหม้ครั้งใหญ่ในชิคาโก (สหรัฐฯ) ในเดือนตุลาคม ปี ๑๘๗๑ ___________ ส่วนใหญ่ของเมือง  และทิ้งให้ผู้คนประมาณ  ๑๐๐,๐๐๐  คนไร้ที่อยู่อาศัย)

(a) that destroyed

(b) that it destroyed

(c) was destroyed    (ถูกทำลาย)

(d) destroyed    (ทำลาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาตัวแรกของประโยค  สำหรับกริยาตัวที่    คือ  “Left”  (ทิ้งให้)

 

5. Silver nitrate stains _______________________________________________ it touches.

(ซิลเวอร์ไนเตรททำให้เปรอะเปื้อน (ทำให้มัวหมอง) กับ _____________________ ซึ่งมันสัมผัส)

(a) somewhere    (บางแห่ง, บางที่)

(b) where else    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) everything    (ทุกสิ่ง)

(d) them

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นกรรมของประโยค

 

6. Manufacturing industries are usually located in regions that have abundant natural resources, good transportation systems, ___________, and large populations.

(อุตสาหกรรมการผลิต  ตามปกติแล้วตั้งอยู่ในบริเวณซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์, ระบบการขนส่งที่ดี, ____________ , และประชากรมาก)

(a) the climates are mild

(b) mild climates    (ภูมิอากาศไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป)

(c) mild and climates

(d) the climates, when mild

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  เป็นวลี  (คำนาม)  เนื่องจากเป็นกรรมตัวที่    ของกริยา  “Have”  (มี)   คือ  “....................ในบริเวณซึ่งมี  ๑.  ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์,  ๒. ระบบการขนส่งที่ดี,  ๓.  ภูมิอากาศไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป,  และ  ๔. ประชากรมาก   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • The Cabinet consists of secretaries of departments who report to the president, give him advice, and ____________ decisions.

(คณะรัฐบาล (ของสหรัฐฯ)  ประกอบด้วย  รัฐมนตรีของกระทรวงต่างๆ  ผู้ซึ่งรายงาน (ขึ้นตรง)  ต่อประธานาธิบดี,  ให้คำแนะนำกับเขา,  และ ___________ ตัดสินใจ)

(a) helping him making

(b) helping him make

(c) help him making

(d) help him make    (ช่วยเขาทำการ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำให้สมดุล  (Balance)  คือ  “Report” (รายงาน),   “Give” (ให้)  และ  “Help” (ช่วย)  อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้ได้อีกแบบหนึ่ง  คือ  “Help him to make”  ก็ได้

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • He is a man of great intelligence and ______________________________________.

(เขาเป็นบุคคลซึ่งมีความเฉลียวฉลาดและ _____________________________ อย่างมาก)

(a) skillful    (เชี่ยวชาญ, ชำนาญ, มีฝีมือ, ช่ำชอง, มีความสามารถ, คล่องแคล่ว)

(b) who is skillful

(c) with skill

(d) skill    (ทักษะ-ความชำนาญ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  หลัง   “Preposition”  (Of)  ตามด้วยคำนามทั้ง  ๒  คำ  คือ  “Intelligence”  และ  “Skill”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง  

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • My parents always stressed the importance of honesty, fairness, and ________________.

(พ่อแม่ของผมเน้นย้ำอยู่เสมอถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์, ความยุติธรรม, และ __________)

(a) to be punctual

(b) punctually

(c) punctuality    (การตรงต่อเวลา)  (เป็นคำนาม)

(d) punctual    (ตรงต่อเวลา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  หลัง   “Of”  เป็นกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนาม  (ความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  การตรงต่อเวลา)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Tanya Holm is a dancer, choreographer, and _________________________________.

(ทานย่า  โฮล์ม  เป็นนักเต้นรำ, นักออกแบบท่าเต้นรำ, และ ___________________________)

(a) dance teacher    (ครูสอนเต้นรำ)

(b) teach dancing

(c) she teaches dancing

(d) teacher for dance

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ๑. นักเต้นรำ,  ๒. นักออกแบบท่าเต้นรำ,  และ  ๓. ครูสอนเต้นรำ

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • That restaurant offers ______________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) ________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษสำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ   -   ข้อ    (a)    เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  (กรรมของ  “Offers”)   คือ   (..................เสนอ..................”อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ”  และ  “สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ”)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และ  บริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are _________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ ______________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ”  

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and ________________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ _________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง   “Preposition”  (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing……...............…..)

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ____________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ ______)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน   คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี   ดูเพิ่มเติมการใช้ข้อความให้สมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer _____________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม ________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”

                                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Freezing preserves meat because ___________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ___________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญเติบ โตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)   ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง

                                                         ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and ___________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ _______)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ___________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, _________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๓

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”   โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๔

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ____________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ __________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………..............that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                                        ตัวอย่างที่  ๑๗

  • James likes reading, hiking, and __________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ _________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening……..........….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”   โดยต้องให้สมดุลกัน   คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

7. A new ____________ will be built there to reduce the traffic congestion in that area of Bangkok.

(_____________ ตัวใหม่จะถูกสร้างขึ้นที่ตรงนั้น  เพื่อลดความแออัดของการจราจร  ในพื้นที่บริเวณนั้นของกรุงเทพฯ)

(a) escalator    (บันไดเลื่อน)

(b) bridge    (สะพาน  -  ข้ามคลอง, แม่น้ำ)

(c) flyover    (สะพานลอยข้ามแยก)  (สำหรับรถวิ่ง  หรือคนเดินข้ามถนน)

(d) elevator    (ลิฟต์)  (พาคนขึ้น-ลงในอาคารสูง)

 

8. The ____________ of the Dramatic Club members was so good that the audience applauded for three minutes.

(__________________ ของสมาชิกชมรมละครดีมาก  จนกระทั่งผู้ชมปรบมือเป็นเวลา    นาที)

(a) attendance    (การเข้าชม-เข้าฟัง, การเข้าเรียน, การเข้าร่วมประชุม)

(b) contribution    (การมีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือ, คุณูปการ, การบริจาค)

(c) expedition    (การเดินทางเพื่อสำรวจหรือทำอย่างอื่น, คณะผู้เดินทางดังกล่าว)

(d) performance    (การแสดง)

 

9. It was so cold that his fingers became ___________________ and he couldn’t hold his spoon.

(อากาศหนาวมากจนกระทั่ง  นิ้วมือของเขา _____________ และเขาไม่สามารถถือช้อนกินข้าวของเขาไว้ได้)

(a) stale    (ขึ้นรา, เหม็นอับ, เก่า, ไม่สด, ชื้น)

(b) pale    (ซีด, จาง, หน้าซีด, ตัวซีด)

(c) numb    (ชา, ไม่มีความรู้สึก)

(d) itchy    (คัน)

 

10. Sally is two years ______________________________________________ than her sister.

(แซลลี่อายุ ________________________________________ น้องสาวของเธอ    ปี)

(a) elder    (อาวุโสกว่า)  (มักใช้ขยายหน้านาม  เช่น  “Elder brother”  =   “พี่ชาย”)

(b) older    (แก่กว่า)

(c) more older

(d) older more

 

11. _______________________________________________ are there in this room?

(มี ________________________________________________________ ในห้องนี้)

(a) How many furnitures

(b) How many furniture

(c) How much furnitures

(d) How many pieces of furniture    (เฟอร์นิเจอร์กี่ชิ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Furniture”  เป็นคำนามนับไม่ได้  (จึงต้องเป็นเอกพจน์เสมอ  และไม่สามารถเติม  “S”  ข้างท้ายได้)   และต้องใช้กับ   “Much”   หรือถ้าต้องการนับ  ก็ต้องบอกเป็นชิ้นๆ  (Piece)  และเติม  “S”  ที่   “Piece”  (ในกรณีมากกว่า    ชิ้น)  สำหรับข้อนี้อาจตอบอีกอย่างหนึ่งว่า  “How much furniture is there in this room?”

 

12. I’m going to repair the __________________________________________ chair.

(ผมจะซ่อมเก้าอี้ที่ ___________________________________________ ตัวนั้น)

(a) break

(b) broke

(c) broken    (พัง, แตกหัก)

(d) breaking

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  (Verb 3)  (Break, Broke, Broken)   เนื่องจากเก้าอี้  “ถูกกระทำ”  คือ  “ถูกทำให้พัง  หรือแตกหัก

 

13. English is spoken all _______________________________________________ the world.

(ภาษาอังกฤษถูกพูด ___________________________________________ โลก)

(a) over    (All over  =  ทั่ว)

(b) in

(c) on

(d) through

ตอบ    –    ข้อ    (a)    หมายถึง   “ทั่ว”  เช่น   “All over the country”  (ทั่วประเทศ), “All over the building”  (ทั่วตึก)   เป็นต้น

                                                       สำหรับความหมายของ    “All over”   คือ

                                       ๑.  ในทุกส่วน, ทุกหนทุกแห่ง   เช่น      

  • He has a fever and aches (เอค) all over.

(เขาเป็นไข้  และปวดไปทั้งตัว)

  • I’ve looked all over for my glasses.

(ผมค้นหาแว่นตา (ที่หายไป) ของผม  ทุกหนทุกแห่ง)

                                        ๒. ในทุกๆประการ, อย่างสมบูรณ์   เช่น

  • She is her mother all over.

(เธอเหมือนกับเป็นแม่ของเด็กคนนั้นทุกประการ)  (คือ ทำตัวเหมือนเป็นแม่ทุกๆอย่าง)

 

14. “A rich man ought to help a poor man.”

(คนรวยควรช่วยเหลือคนจน)

How many ________________________________________ are there in the sentence above?

(มีคำว่า ____________________________________________ กี่ตัวในประโยคข้างบน)

(a) man

(b) men

(c) man’s    (คน)

(d) men’s

ตอบ    –    ข้อ    (c)   เนื่องจากถามว่า   “มีคำว่า   “คน”   กี่คำ”  มิได้ถามว่า  “มีผู้ชายกี่คน”   ซึ่งในกรณีหลังนี้   ต้องตอบข้อ   (b)   และหากถามว่า   “มีคำว่า  “men”  กี่คำในประโยค”  ก็จะต้องตอบว่า   “men’s

 

15. We thanked Mr. Nelson ___________________________________________ us.

(เราขอบคุณมิสเตอร์เนลสัน ____________________________________________ เรา)

(a) to help

(b) helped

(c) is helping

(d) for helping    (สำหรับการช่วยเหลือ, ที่ช่วยเหลือ)

 

16. Mother ________________________________ very badly for the last few months.

(แม่ __________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ       ข้อ   (c)    นื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”   คือ   “Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing”   เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต   และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   คือ   “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง  ๒ – ๓  เดือนที่ผ่านมา

 

17. Pisa is famous ____________________________________________ its Leaning Tower.

(ปิซา มีชื่อเสียง __________________________________________ หอเอียงของมัน)

(a) as

(b) in

(c) for    (ในเรื่อง, ในด้าน)

(d) by

(e) because

ตอบ       ข้อ   (c)    (ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “Famous for”  (โด่งดังในเรื่อง)  และ  “Famous as”  (โด่งดังในฐานะ)   โดยเทียบเคียงกับ   “Known for”  (เป็นที่รู้จักในเรื่อง)  และ   “Known as”  (เป็นที่รู้จักในฐานะ)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • He is famous for his language proficiency.

 (เขามีชื่อเสียงในเรื่องความสามารถด้านภาษา)

  • Jim is famous as a kind and devoted doctor.

 (จิมมีชื่อเสียงในฐานะหมอที่ใจบุญและอุทิศตัว)

 

18. I suggested that he ______________________________ to the Dean as soon as possible.

 (ผมแนะนำว่าเขา _____________________________ กับคณบดี ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้)

(a) speaks

(b) speak    {(ควรจะ) พูด}

(c) spoke

(d) would speak

ตอบ       ข้อ   (b)    โดย  “Speak”  ไม่ต้องเติม  s”  แม้ประธานของอนุประโยคจะเป็น  “He”  ก็ตาม  และไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Spoke”   เนื่องจากข้อนี้อยู่ในรูป  “Present subjunctive”    โดยดูจากกริยาในประโยคใหญ่   “Suggested”  ดูเพิ่มเติม  “Present subjunctive”   จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • Bill’s uncle insists ___________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน __________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that __________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ____________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she ___________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ __________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”   โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that………..........…..

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I _____________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ______ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”   กริยาต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                                           ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China _________________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _________________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • He suggested ___________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ___________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)    หรืออาจตอบ  “………….....…to Mary that she go…….............…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม _________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป   “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้   “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้   คือ  มิได้เขียนลงไป 

                                                           ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter _____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”   โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                                           ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน ________ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  สังเกตจากกริยา  “Requested

                                                            ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The teacher suggested that ____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ______________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study”  เหมือนมีคำว่า  “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                                             ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The company states that it is necessary that an employee __________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                                           ตัวอย่างที่  ๑๒

  • He recommended that I ________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _______________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ   และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”   อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should"   ลงไปข้าง หน้าก็ได้)

                                                           ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I suggested to her that her husband ______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ __________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)    เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                                 ตัวอย่างที่  ๑๔

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า  ความสำคัญด้านการค้า (ควร)__________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given”  (ละ  “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                       ตัวอย่างที่  ๑๕

  • I will recommend that the student ______________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)    เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                                         ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Many customers have requested that we _________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ___________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท   “Present subjunctive”   ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”   หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน   “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  รือ  Ed”  หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น   “Verb to be”    ให้ใช้   “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี   “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง  เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน    กรณี   คือ

                                              ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่  คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                                          ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”   คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”   นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้   เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                                ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป   “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”   นั้นจะต้องอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

19. The teacher permitted him _________________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา ________________________ ด้วยตนเอง)  (คือ คิดเอง  ไม่ต้องให้ใครมาสั่ง)

(a) to think    (คิด)

(b) to thinking

(c) think

(d) thinking

ตอบ   -   ข้อ    (a)    “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาประเภทเดียวกันกับ  “Permit”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I want you ___________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ____________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ   “Go on an errand” =  ไปทำธุระ  สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Want”   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • We don’t allow anyone ______________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim    (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)    เนื่องจาก   “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                                        ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men ________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ _______________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ   (b)    เนื่องจาก   “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ  กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่   “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

20. _______________________________________ doubtful whether we shall win the match.

(______________________________ น่าสงสัย (ไม่แน่นอน)  ว่าเราจะชนะการแข่งขันหรือไม่)

(a) There is

(b) It is    (มัน)

(c) There was

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้   “It is”  + Adjective (Doubtful)  เพื่อให้สอดรับกับกริยาในอนุประโยค   “Shall win

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 404)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The secretary in our office, _________ outlook on life is rather pessimistic, is rarely seen smiling.

(เลขานุการในสำนักงานของเรา, __________ ทัศนะ ___________ เกี่ยวกับชีวิต  ค่อนข้างมองโลกในแง่ร้าย (หรือหมดอาลัยตายอยาก), ไม่ใคร่จะถูกเห็นว่ากำลังยิ้มเลย)  (หมายถึง  แทบจะไม่ถูกเห็นว่ายิ้ม)

(a) who

(b) which

(c) where

(d) whose    (ผู้ซึ่ง ........................(ทัศนะ)........................... ของเธอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  คือ  “ทัศนะของเลขานุการ

 

2. We stopped to shelter under some trees, _________ the heat of the sun had become unbearable.

(เราหยุดเพื่อที่จะหลบเข้าที่กำบังใต้ต้นไม้, _________________ ความร้อนของดวงอาทิตย์ไม่สามารถทนได้)

(a) in spite of    (ทั้งๆ ที่)

(b) instead of    (แทนที่, แทน)

(c) for    (เพราะว่า, เพื่อ, สำหรับ)

(d) unless    (ถ้า.....................................ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “For”  ในที่นี้เป็น  “Conjunction”  (= Because = Since)  หมายถึง   “เพราะว่า”  จึงต้องตามด้วย  “Clause”  (Subject + Verb)  (The heat………..….. + Had become……....…….)     

 

3. _________________, why doesn’t your family move to the country?  The air is cleaner there.

(________________, ทำไมครอบครัวของคุณไม่ย้ายไปอยู่ชนบทล่ะ  อากาศสะอาดกว่านะ  ที่นั่น)

(a) Serious

(b) Being serious

(c) Seriously    (พูดจริงๆ นะ, ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ)

(d) To be serious

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   Seriously”  แทนข้อความที่ตามมาทั้งประโยค  (Why doesn’t your family move to the country?)

 

4. Canadian author Margaret Atwood’s Selected Poems ________________________ in 1978.

(หนังสือ  “กวีนิพนธ์ที่ได้รับเลือกสรร”  ของนักเขียนชาวแคนาเดียน, มาร์กาเร็ต  แอตวูด, _______ ในปี  ๑๙๗๘)       

(a) was publishing

(b) was published    (ถูกตีพิมพ์, ได้รับการตีพิมพ์)

(c) published

(d) had published

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาในรูป   “Passive voice”  (ถูกตีพิมพ์)  ของประโยค  สำหรับประธาน   คือ   “Selected Poems”   ซึ่งเป็นชื่อหนังสือ  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กริยา   “Was published”        

 

5. Desert animals ________ a means of retaining moisture in a hot, dry climate if they are to survive.

(สัตว์ทะเลทราย __________ วิธีการของการเก็บรักษาความชื้น (ในตัวมัน) ในภูมิอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง  ถ้าหากพวกมันมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอด)

(a) are needed    (ถูกต้องการ)

(b) need    (ต้องการ)

(c) to need

(d) needing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  สำหรับประธานฯ  คือ  Desert animals    

 

6. Orchestral instruments ____________ under the following types: string, woodwind, brass, and percussion.

{อุปกรณ์ในวงดนตรีออเคสตรา ____________ ภายใต้ประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้ คือ (ประเภท) สาย (ดีดหรือสี), เป่าลม (เป่า), ทรัมเปต (เป่า), การเคาะหรือตี (ตี)}

(a) grouped

(b) can group    (สามารถจัดกลุ่ม หรือแบ่งประเภท)

(c) can be grouped    (สามารถถูกจัดกลุ่ม หรือแบ่งประเภท)

(d) to be grouped

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป   “Passive voice”  (อุปกรณ์ถูกจัดกลุ่ม หรือถูกแบ่งประเภท)

 

7. _____________ people living on the North American frontier in the mid-1800’s carried a weapon called a bowie knife.

(ผู้คน ___________ ที่อาศัยอยู่ชายแดนของทวีปอเมริกาเหนือ  ในช่วงกลางศตวรรษที่  ๑๘  พกอาวุธซึ่งถูกเรียกว่า  “มีดโบวี่”)

(a) Many    (จำนวนมาก)

(b) It was many

(c) When many    (เมื่อ.........................(ผู้คน)...........................จำนวนมาก)

(d) Even though many    (แม้ว่า..........................(ผู้คน)...........................จำนวนมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (a)    เนื่องจาก  “Many people”   เป็นประธานของประโยค   ส่วนกริยาแท้   คือ  Carried

 

8. When a metal is heated it expands, but it _______________________ as it gets cold again.

(เมื่อโลหะถูกให้ความร้อน  มันขยายตัว  แต่มันจะ _______________ เมื่อมันเย็นลงอีกครั้งหนึ่ง)

(a) decreases    (ลดลง, น้อยลง)

(b) extracts    (ถอน, ดึง, สกัด, บีบ, คั้น, เอาออก)

(c) contracts    {หดตัว, หด, ย่น, เกร็ง, ทำสัญญา, ติด (โรค, นิสัย)}

(d) contrasts    (แสดงความแตกต่างโดยการเปรียบเทียบ, เปรียบเทียบความคิดที่แตกต่างกัน)

 

9. The plane couldn’t ____________________________________ because of the dense fog.

(เครื่องบินไม่สามารถ ___________________________________ เพราะว่าหมอกที่หนาทึบ)

(a) take off    (บินขึ้นจากพื้นดิน)

(b) take out

(c) take down

(d) take up

 

10. He always treats his teachers in a most _________________________________ manner.

(เขาปฏิบัติต่อครูของเขาด้วยอากัปกริยาที่ _________________________ มากที่สุดอยู่เสมอ)

(a) respects    (ความเคารพนับถือ)

(b) respective    (แต่ละ, ทุก, ตามลำดับ, เกี่ยวกับแต่ละบุคคลหรือแต่ละสิ่ง)

(c) respectable    (น่านับถือ)

(d) respectful    (มีความเคารพยำเกรง, มีความนับถือ, เต็มไปด้วยความเคารพ, สุภาพเรียบร้อย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    ต้องตอบว่า  ปฏิบัติต่อครูด้วยกริยาท่าทางที่ (แสดงความ) เคารพยำเกรง-นับถือ-สุภาพเรียบร้อย  ซึ่งได้ใจความดีกว่า  “น่านับถือ

 

11. He is the man __________________________________________ lent the money to me.

(เขาเป็นบุคคล _______________________________________________ ให้ผมยืมเงิน)

(a) whom    (ผู้ซึ่ง)  (ทำหน้าที่เป็นกรรม)

(b) who will    (ต้องตามด้วยกริยาช่องที่  ๑  คือ  “Lend”)

(c) who    (ผู้ซึ่ง)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย คือ  “who lent the money to me” )

(d) that will

 

12. If I were you, I ________________________________________________ without delay.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้ หรือปัจจุบัน) ผม _____________________________ โดยไม่รอช้า)

(a) should have gone    (ควรจะได้ไปแล้ว)  (ในอดีต)

(b) shall go    (จะไป)  (ในอนาคต)

(c) should go    (จะไป)  (ในปัจจุบัน หรือขณะนี้)     

(d) should be going

 

13. ____________________________________ the manager was hoping was not quite clear.

(___________________________________ ผู้จัดการกำลังหวัง  ไม่ค่อยจะชัดเจนมากนัก)

(a) Which

(b) What    (สิ่งที่)

(c) Where

(d) That which

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจาก   “What the manager was hoping”   เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา   “Was……...not”   หรือเป็นประธานของประโยคใหญ่  “………………....…….. was not quite clear

 

14. There will be a holiday on Monday ____________________________ the weather worsens.

(จะมีวันหยุดในวันจันทร์ ______________________________________ อากาศเลวลง)

(a) while    (ในขณะที่)

(b) unless    (ถ้า...................ไม่)  (ถ้า..............อากาศ................ไม่.................เลวลง)

(c) otherwise    (หรือ, หรือมิฉะนั้น)

(d) no matter

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “no matter how……….….........….”   (ไม่ว่าอากาศจะเลวลงอย่างไร)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I don’t like to begin writing a letter, ________________________________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย _______________________________________)

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ   (b)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Don’t open a shop ______________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ________________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • He won’t pass his examination _________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ____________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง  “Unless”  ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ    –    ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Unless  =  If………..........…… not”   แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)    ทั้งนี้   “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”   ซึ่งเป็นปฏิเสธ  รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

15. ___________________ I in your position, I should make a decision to buy the entire business.

(ถ้าผม ____________________________ ในสถานะของคุณ  ผมจะตัดสินใจซื้อธุรกิจทั้งหมด)

(a) Was

(b) Am

(c) Were    (อยู่)

(d) Should

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • If I ______________________________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม _________________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • If I ___________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม _______________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่     “Present unreal

                                                     ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I ______________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม ______________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒   “Present unreal”   คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                                                  ตัวอย่างที่  ๔

  • If you lived closer to the office, you _________________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ____________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่     “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริงคือ   “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่  ”  (Present unreal)  ในประโยคใหญ่   (Main clause)   จะใช้รูป  “Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี  “Verb to be”  ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค   (Subordinate clause)  จะใช้รูป   “Subject + Would + (Not) + V.ช่องที่ 1

                                                 สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่   นี้  มักใช้เมื่อ  ()  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   ()  ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

  • If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่   ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause  แบบที่ 1”   คือ   “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”   คือ

  • If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                                  ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่    เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)  เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless  =  if ……………..........……not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)  แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                                                  สำหรับใน   “If clause”   ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้โครงสร้าง  “ผกผัน”  (Inversion)   คือเอา  “Were”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   แทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาตั้งใจที่จะออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

16. I live ___________________________________________________ 286 Satorn Road.

(ผมอาศัยอยู่ _____________________________________________ ๒๘๖  ถนนสาธร)

(a) in

(b) on

(c) at    (บ้านเลขที่)

(d) No.

ตอบ   -   ข้อ   (c)   บ้านเลขที่   ใช้   “At

                                                สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door” (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชาย หาด) “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference” (ที่การให้สัม ภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา) “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ  ๘๓“to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ) “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุ บัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบ หรืออิทธิ พล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศ กาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}   เป็นต้น

 

17. Tim and his brother are _________________________________________________.

(ทิมและพี่ชาย (น้องชาย) ของเขา ___________________________________________)

(a) like each other very much

(b) very like each other    (เหมือนกัน-คล้ายกัน อย่างมาก)

(c) like one another very much

(d) very like one another

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Like”  เป็น   “Preposition”  หมายถึง   “เหมือนกัน, คล้ายกัน”  และใช้   “Each other”  (ซึ่งกันและกัน  ระหว่าง   คน หรือ    สิ่ง)  (ส่วน   “One another”  =   “ซึ่งกันและกัน”  ระหว่าง    คน  หรือ    สิ่ง ขึ้นไป)

 

18. __________________________________________________ you get angry with him?

(__________________________________________________ คุณโกรธเขาหรือเปล่า)

(a) Are

(b) Do

(c) Why

(d) Have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้   “Do”  เนื่องจาก   “Get”  เป็นกริยาธรรมดา  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม  ต้องใช้   “Verb to do”  (ในประโยคข้างบน  คือ  “Do”)  ช่วย  เพราะประธานฯ คือ  “You

 

19. The demand __________________________________________ our goods is increasing.

(ความต้องการ _____________________________________ สินค้าของเรากำลังเพิ่มขึ้น)

(a) of

(b) in

(c) from

(d) for    (สำหรับ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Demand (noun) + For”  เสมอ  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                                    สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียม พร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                                    ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For”   เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่า อาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึก อบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนา คตเป็นต้น

                                                    สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่าง เช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

20. They washed Jim’s body and made him ready for ________________________________.

(พวกเขาล้าง – ทำความสะอาด – ศพของจิม  และทำให้เขา (ศพ) พร้อมสำหรับ ______________)

(a) bury    (เบ๊-รี่) (ฝัง) (เป็นคำกริยา)

(b) buried

(c) burial    (เบ๊อ-เรี่ยล)  (พิธีฝังศพ, การฝังศพ, สถานที่ฝังศพ)  (เป็นคำนาม)

(d) to bury

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจากหลัง    Preposition  “For”  ต้องใช้คำนาม

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 403)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________ fact that George Washington accepted payment for nothing more than his expenses in the American Revolutionary War.

(______________ ข้อเท็จจริงที่ว่าจอร์ช วอชิงตัน (ประธานาธิบดีคนที่หนึ่งของสหรัฐฯ) ยอมรับค่าตอบแทนไม่มากไปกว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ ของเขาในสงครามปฏิวัติอเมริกัน)  (สงครามปฏิวัติอเมริกัน  คือสงครามที่ชาวอเมริกันที่อาศัยในอาณานิคมของอังกฤษก่อขึ้น  เพื่อประกาศอิสรภาพจากการปกครองของอังกฤษ  และก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา)

(a) The

(b) It is

(c) It is a    (มันเป็น)

(d) Because of the

 

2. Calcium hydroxide, __________________, is prepared by reacting calcium oxide with water.

(แคลเซี่ยมไฮดร็อกไซด์, ______________, ได้รับการจัดเตรียม  โดยทำปฏิกิริยาแคลเซี่ยมออกไซด์กับน้ำ)

(a) a colorless crystal that

(b) which a colorless crystal

(c) is a colorless crystal

(d) a colorless crystal    (ผลึกที่ปราศจากสี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Which is a colorless crystal”  (ซึ่งเป็นผลึกที่ปราศจากสี)

 

3. The question of _____________ first saw the continent of Antarctica is clouded in controversy.

(ปัญหาที่ว่า ____________ ค้นพบทวีปแอนตาร์คติกา (บริเวณขั้วโลกใต้) เป็นคนแรก  ถูกทำให้คลุมเครือ (สงสัย) ในแบบที่ยังโต้เถียงกันอยู่)  (คือ  ยังไม่มีใครรู้แน่  ว่าใครค้นพบฯ เป็นคนแรก  ซึ่งยังคงโต้เถียงกันอยู่)

(a) whose

(b) whom

(c) who    (ใคร)

(d) the person

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ  “Who first saw the continent of Antarctica”  (ใครค้นพบทวีปแอนตาร์คติกาเป็นคนแรก)  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”  (Of),  สำหรับประธานของประโยค  คือ   “The question”  ส่วนกริยา  คือ  “Is clouded   

 

4. ___________ very little is known of Jacques Laramie, many geographical features and places in Wyoming bear his name.

(______________ แจ๊ค  ลารามี  เป็นที่รู้จักกันน้อยมาก, (แต่) ภูมิประเทศและสถานที่ทางภูมิศาสตร์จำนวนมากในรัฐไวโอมิง (ของสหรัฐฯ) ใช้ชื่อของเขา)  (แจ๊ค  ลารามี  (๑๗๘๔ – ๑๘๒๑) เป็นชาวแคนาเดียนเชื้อสายฝรั่งเศส  เขาเป็นนักบุกเบิก, นัก สำรวจ, นายพราน, คนชายแดน, พ่อค้า ฯลฯ  และเป็นตัวแทนของบริษัท นอร์ทเวสต์  ซึ่งค้าขายขนและหนังสัตว์ในรัฐไวโอมิง  เขาเป็นผู้เจรจากับอินเดียนแดงเผ่าต่างๆ ในบริเวณนั้น  และรับซื้อสินค้าพื้นเมืองจากอินเดียนแดง  และเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มอิสระเสรีของผู้มีอาชีพวางกับดักสัตว์เพื่อเอาขน (ไปขาย) ในปี  ๑๘๑๕  เพื่อไม่ต้องพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง  เขาหายตัวลึกลับในปี  ๑๘๒๑  โดยคาดว่าคงจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ  และไม่มีใครได้เห็นเขาอีกเลย)

(a) Where    (ที่ซึ่ง)

(b) If    (ถ้า)

(c) Therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(d) Although    (แม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค  “Although very little is known of Jacques Laramie”   ซึ่งมีข้อความขัดแย้งกับประโยคใหญ่  (Main clause)   คือ  “แม้ว่าคนรู้จักชื่อของแจ๊คฯ น้อยมาก  (แต่) สถานที่ฯ มากมายใช้ชื่อของเขา

 

5. ___________ Mr. Rudolf, my elderly neighbor, been richer, he would have bought a Rolls Royce.

(______________ มิสเตอร์รูดอล์ฟ, เพื่อนบ้านผู้ชราของผม, ร่ำรวยมากกว่านี้, เขาคงจะได้ซื้อรถยนต์โรลส์รอยซ์ไปแล้ว)

(a) If    (ถ้า)

(b) Unless    (ถ้า.................................ไม่)

(c) Had    (ถ้า)

(d) Suppose    (สมมติว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  (โดยผกผันมาจาก  “If Mr. Rudolf, ……….....….., had been richer, he would….... ...………..…..)  คือ  ไม่เป็นจริงในอดีต  หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “มิสเตอร์รูดอล์ฟมิได้ร่ำรวย  เขาจึงมิได้ซื้อรถยนต์โรลส์รอยซ์”  (ในอดีต)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”   แบบที่  ๓  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่               

  • _________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(______________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  ไม่เป็นจริงในอดีต  หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)   นอกจากนั้น  ประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)   คือมาจาก   “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago _____________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ____________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓   “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                              ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined   (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ   “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  ___________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Tom _______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped     (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง   “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”   ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                               สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause”   แบบที่    ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                               จะเห็นว่าในประโยคข้างบน   “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี   “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                             นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)   คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน   “If clause”  มีกริยา  “Were”  เท่านั้น)   ดูเปรียบเทียบประโยค   “ก่อน”  และ  “หลัง”   ทำ  “Reverse”  (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would……………..........….…..exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I…………………...........…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………...............…..…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ  ๕  ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                            สรุป  -  ใน  “If clause”  (อนุประโยค  หรือประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป   Reverse”  (Inversion)  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย

 

6. Polo players and their horses need vigorous __________ in order to be successful in competition.

(ผู้เล่นโปโลและม้าของพวกเขาต้องการ ____________ ที่กระฉับกระเฉง  เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขัน)

(a) train

(b) training    (การฝึกซ้อม, การฝึกฝน)

(c) to train

(d) in training

 

7. If no _______________________ is found soon, the problem will become much more serious.

(ถ้า _________________________ มิได้ถูกค้นพบโดยเร็ว  ปัญหาจะยิ่งรุนแรงเพิ่มขึ้นมากมาย)

(a) discussion    (การประชุมปรึกษาหารือ, การอภิปราย, การโต้แย้งหาเหตุผล)

(b) suggestion    (การแนะนำ, การเสนอแนะ, การชักชวน, การเสนอ, ร่องรอย, สิ่งที่บอกเป็นนัย)

(c) realization    (การตระหนักถึงความเป็นจริง, การทำให้เป็นจริง)

(d) solution    (ทางแก้ปัญหา, วิธีแก้ปัญหา, การแก้ปัญหา, สารละลาย)

 

8. Punishment does not seem to have much _________________________________ on him.

(การลงโทษดูเหมือนว่าจะมี __________________________________ ต่อตัวเขาไม่มาก)

(a) affect    (มีผลกระทบต่อ)  (เป็นคำกริยา)

(b) effect    (ผลกระทบ)  (เป็นคำนาม)

(c) affection    (ความรักใคร่, ความชอบ, ความเมตตา)

(d) effort    (ความพยายาม)

 

9. When learning a foreign language, the best approach is to study the spoken language.

(เมื่อเรียนภาษาต่างประเทศ,   วิธีการ-วิถีทาง-การเข้าใกล้-ความใกล้-วิธีการเข้าไป (เช่น ถนน)   ที่ดีที่สุด  คือการศึกษาภาษาพูด)

(a) start    (การเริ่มต้น)

(b) instruction    (คำแนะนำ, การแนะนำ, การสั่งสอน, การชี้แนะ, คำสั่ง, คำสอน, การศึกษา)

(c) way    (วิธี, วิธีการ, วิถีทาง, ทาง, ระยะทาง, หนทาง, เส้นทาง, แนวทาง, ทิศทาง, รูปแบบ)

(d) tool    (เครื่องมือเครื่องใช้, อุปกรณ์, เครื่องมือช่าง, บุคคลที่เป็นเครื่องมือของคนอื่น)

 

10. Roger _____________________________________________________________.

(โรเจอร์ ___________________________________________________________)

(a) is heavy ninety pounds    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) is ninety pounds in heaviness    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) weighs (เว) ninety pounds.    (หนัก  ๙๐  ปอนด์)

(d) has weight ninety pounds    (ไม่ใช้รูปนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “Roger’s weight (เวท) is 90 pounds.”  (น้ำหนักของโรเจอร์  คือ  ๙๐  ปอนด์)  ก็ได้

 

11. My uncle has been lying ill _____________________________________ for three weeks.

(ลุงของผมได้นอนป่วย __________________________________ เป็นเวลา    สัปดาห์แล้ว)

(a) in the bed

(b) in a bed

(c) in bed    (ในเตียง, บนเตียง)

(d) on the bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ม่ต้องมี   Article”  (A, The)

 

12. She ________________________________________________ that she was homesick.

(เธอ _________________________________________________ ว่า  เธอคิดถึงบ้าน)

(a) said to me    (พูดกับผม)

(b) told

(c) told me    (บอกผม)

(d) says to me

 

13. He ________________________________________________________ arrives early.

(เขา __________________________________________ มาถึงแต่เช้าตรู่ หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) doesn’t

(b) is

(c) yet

(d) rarely    (ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ไม่สามารถตอบ ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Arrive”  เติม  “S”  ข้างท้าย

 

14. The doctor told his patients to take one to three tablets ___________ the severity of the pain.

(หมอบอกให้คนไข้ของเขากินยา  ๑  -  ๓  เม็ด __________________ ความรุนแรงของการปวด)

(a) for    (สำหรับ, เพื่อ)

(b) according to    (สอดคล้องกับ, ตาม)

(c) due to    (เนื่องมาจาก)

(d) owing to    (เนื่องมาจาก)

 

15. You can stay in this room _______________________________________ you keep quiet.

(คุณจะอยู่ในห้องนี้ก็ได้ ______________________ คุณไม่ส่งเสียงดัง)  (หรือคุณทำตัวเงียบๆ)

(a) so long as    (ถ้าหากว่า, ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(b) in order that    (เพื่อที่ว่า)

(c) even though    (ถึงแม้ว่า)

(d) unless    (ถ้า...................................ไม่)

 

16. The news that I had passed the exam made me feel _____________________________.

(ข่าวที่ว่าผมได้สอบผ่านแล้วทำให้ผมรู้สึก _____________________________________)

(a) to be happy

(b) am happy

(c) happy    (มีความสุข)

(d) happily

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Feel + คำคุณศัพท์  (Adjective)”  ดูกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • Linda looked ___________________________________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ ______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(c) angrily   (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at   หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”  (ไม่มี  “At” )   ในความหมาย  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ  Look  เป็น  Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                                     สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look”  (Linking verb)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • Let us ___________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Keep + Adjective”   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”   ในประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • I _______________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful     (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Feel + Adjective”   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about……...…..........…”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ...............)  และ  “I wonder about………......….…” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ.........................)   สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Everything looks _____________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์   (Adverb)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _____________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่   “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • The air in that spot smells _____________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________________________)

(a) sweetness     (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly     (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet      (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten     (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                                                   ตัวอย่างที่             {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ   การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก   ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ     แก้เป็น  “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ____________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “Really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง   “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก   “Linking verb ได้แก่   Be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get, Grow, Keep, Look   (มีท่าทาง), Smell  (มีกลิ่น), Sound, Taste  (มีรสชาติ),  Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

17. Her father died _______________________________________________________.

(พ่อของเธอตาย ______________________________________________________)

(a) by an accident

(b) from an accident

(c) in an accident    (ในอุบติเหตุ)

(d) with an accident

ตอบ   –   ข้อ   (c)    ต้องใช้ในรูปนี้เสมอ

 

18. The _________________________________ outside the house said, “Beware of dogs”.

(___________________________________________ นอกบ้าน  บอกว่า  “ระวังสุนัข”)

(a) advertisement    (การโฆษณา)

(b) notice    (ป้ายประกาศ, ข้อความที่เตือน, ข่าวสาร, หมายเหตุ, ข้อสังเกต, การสัง เกต, การเตือน)

(c) signal    (สัญญาณ, เครื่องหมาย, เครื่องแสดง, สัญลักษณ์, ลาง, นิมิต, สิ่งบอกใบ้)

(d) label    (เล้-เบิ้ล)  (ป้าย, ฉลาก, คำอธิบาย, คำนิยาม, เครื่องหมาย, สัญลักษณ์, ฉายา)

 

19. She told me she was willing to give a hand ______________________ preparing the meal.

(เธอบอกผมว่า  เธอเต็มใจที่จะช่วยเหลือ ____________________ การตระเตรียมมื้ออาหาร)

(a) in    (ใน)

(b) for

(c) to

(d) at

 

20. That witches cause disasters and misfortunes ___________ among tribal people in many parts of the world.

(ที่ว่าแม่มดทำให้เกิดความหายนะและเคราะห์ร้าย __________ ในบรรดาชนเผ่าในหลายส่วนของโลก)

(a) it was widely believed

(b) was widely believed    (ถูกเชื่อกันอย่างแพร่หลาย)

(c) was believed in a wide way

(d) they widely believed

ตอบ   –   ข้อ   (b)    เนื่องจากประธานของประโยคอยู่ในรูป   “Noun clause”  (That witches ………….......…misfortunes)  ซึ่งถือเป็นเอกพจน์   ดังนั้น  ส่วนที่จะมารับจึงต้องเป็นกริยา  (Verb)   ซึ่งต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะหมายถึง  “ถูกเชื่อ...........................”  ส่วน  ข้อ   (c)  เป็นรูปแบบที่เยิ่นเย้อ  ไม่นิยมใช้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 402)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In physics, the greater ______________ object’s mass, the harder it is to put it into motion.

(ในวิชาฟิสิกส์, ยิ่งมวลสารของวัตถุ ___________ ยิ่งมาก (ยิ่งใหญ่) ขึ้น, มันก็ยิ่งยากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)  (หมายถึง  ยิ่งวัตถุมีขนาดใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งยากมากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)

(a) is an

(b) it is an

(c) an    (ชิ้นหนึ่ง, อย่างหนึ่ง)

(d) which is an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “ยิ่ง.................ก็ยิ่ง....................”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • The harder the shrub is to grow, ______________________________________.

(ยิ่งต้นไม้เล็กๆ (พันธุ์เตี้ยๆ) โตยาก  _______________________________________)

(a) the higher the price it is

(b) the higher is the price

(c) the higher the price    (ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)  (ตอบแบบไม่มีกริยา)

(d) the higher is the price become

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ   “The higher the price is”  (ตอบแบบมีกริยา)   หรือ   “The higher the price becomes”  (แบบมีกริยา)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • The more he tried to help her, ________________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน _______________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง  “ยิ่ง......................ก็ยิ่ง........................”  ในประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, ______________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี  ______________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “ยิ่ง........................ก็ยิ่ง.........................”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the ____________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, ___________________)

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, _______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย _____________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Fewer”  (น้อยกว่า)   มาจาก  “Few”   ต้องใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก   “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)   ในประโยคข้างบน  “Seeds”   และ  “Plants”   เป็นนามนับได้  พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง   “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง...........................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, _____________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ______________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb,  the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ   เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, ________________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ________________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                        ตัวอย่างที่            (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น   “Worse”  (มาจาก  “Bad,  Worse,  Worst”  –  แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง.........................ก็ยิ่ง...........................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)   เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

2. Population growth ___________ the economic growth of a country as well as be affected by it.

(การเพิ่มขึ้นของประชากร ___________ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประ เทศ  เช่นเดียวกับ (สามารถ) ได้รับผลกระทบจากมัน)  (หมายถึง  จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ)  (คือ  ทั้ง    ประเด็นต่างมีผลกระทบซึ่งกันและกัน)

(a) affects    (มีผลกระทบกับ)

(b) can affect    (สามารถมีผลกระทบกับ)

(c) is affecting    (กำลังมีผลกระทบกับ)

(d) affecting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยาตัวที่   ของประโยค  มาจากรูปเต็มว่า  “as well as can be affected……............…..”  ทั้งนี้   อาจตอบ  ข้อ  (a)  ก็ได้   แต่ต้องเปลี่ยนกริยาตัวหลัง  (ตัวที่  ๒)  ตามประโยคข้างล่าง

  • Population growth affects the economic growth of a country as well as is affected by it.

(การเพิ่มขึ้นของประชากร  มีผลกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  เช่นเดียวกับได้รับผลกระทบจากมัน)

 

3. Frederick Jones invented a refrigeration unit that __________ the transportation of frozen foods by truck.

(เฟร็ดเดอริก  โจนส์  ประดิษฐ์คิดค้นหน่วยงานแช่เย็น (ทำให้เย็น) ซึ่ง __________ การขนส่งอาหารแช่แข็งโดยรถบรรทุก)

(a) possibly made

(b) made it possible

(c) it possibly made

(d) made possible    (ทำให้เป็นไปได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Made”  เป็นกริยาของอนุประโยค  (That made possible the transportation of frozen foods by truck)   ทั้งนี้   สามารถเขียนโครงสร้างประโยคได้อีกแบบหนึ่ง  โดยมีความหมายเหมือนกัน   คือ

  • Frederick Jones invented a refrigeration unit that made the transportation of frozen foods by truck possible.

 

4. Sandy William, ___________________, has run her own record company for half a century.

(แซนดี้  วิลเลียม, ___________, ได้บริหาร (ดำเนินการ) บริษัทแผ่นเสียงของเธอเอง  เป็นเวลาครึ่งศตวรรษ)  (จนถึงปัจจุบัน)

(a) is the great contemporary singer

(b) one of the great contemporary singers    (หนึ่งในบรรดานักร้องร่วมสมัย (สมัยปัจจุบัน) ผู้ยิ่งใหญ่)

(c) that the great contemporary singers

(d) the contemporary singers were great

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค   “Who is one of the great contemporary singers”  ทั้งนี้  อาจตอบ   “A great contemporary singer”  (นักร้องร่วมสมัยผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง)  ก็ได้     

 

5. ____________ Mark Twain’s autobiographical novel The Adventures of Tom Sawyer that one of America’s most memorable characters, Huckleberry Finn, first appeared.

(____________ นิยายอัตชีวประวัติของมาร์ค ทเวน  เรื่อง “การผจญภัยของทอม  ซอว์เยอร์”  ที่ตัวละครที่น่าจดจำที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา, (คือ) ฮัคเคิลเบอร์รี่  ฟิน, ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรก)

(a) It was in    (มันเป็นใน)

(b) There was in

(c) He was in

(d) In

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {It + is (was) + วลี + That + Subject + Verb  “มันเป็น (วลี) ที่ประธาน..........................”}  เช่น  “It is in this house that I was born.”  (มันเป็นในบ้านหลังนี้ที่ผมเกิด)   “It was in 1914 that the First World War took place.”  (มันเป็นในปี  ๑๙๑๔  ที่สงครามโลกครั้งที่    เกิดขึ้น)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • In bacteria and in other organisms, ___________ is the nucleic acid DNA that provides the genetic information.

(ในแบคทีเรียและในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ____________ เป็นดีเอ็นเอกรดนิวคลีอิค  ที่ให้ข้อมูลข่าวสารด้านพันธุกรรม)

(a) both

(b) which

(c) and

(d) it    (มัน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {It + is (was) + วลี + That + Subject + Verb  “มันเป็น (วลี) ที่ประธาน........................”}                           

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________ in May that the rainy season begins in Thailand.

(______________________________ ในเดือนพฤษภาคม  ที่ฤดูฝนเริ่มต้นในประเทศไทย)

(a) There is

(b) It is    (มันเป็น)

(c) He said

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  {It Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb}  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • It is because he is very rich ________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ___________________________________ เธอรักเขา)

(a) so     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that     (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี {มักนำหน้าด้วย  “Preposition”  (in, on, at, with, during)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                                                   ตัวอย่างที่  

  • _____________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_____________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค   คือ   “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1914 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๔  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

  • It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

6. During the early period of ocean navigation, ___________ any need for sophisticated instruments and techniques.

(ในระหว่างช่วงแรกๆ ของการเดินเรือในมหาสมุทร, ___________ ความต้องการใดๆ สำหรับอุปกรณ์และเทคนิคที่ทันสมัย)

(a) when there hardly was

(b) so that hardly

(c) hardly there was

(d) there was hardly    (แทบไม่มี, ไม่ใคร่จะมี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (There),  กริยา  (Was),  และ  “Adverb of frequency” (Hardly)  ของประโยค

 

7. You are old enough to _________________________________________ your own living.

(คุณโตเพียงพอที่จะ ____________________________________ เลี้ยงชีพของคุณเอง)

(a) collect    (รวบรวม, สะสม, เก็บ)

(b) gain    (ได้มา, ได้รับ, ได้กำไร, กำไร, ชนะ, บรรลุ, ได้เปรียบ, ก้าวหน้า, คืบหน้า)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  ผลกำไร, ผลประโยชน์, การมีชัย, การเพิ่ม, การก้าวหน้า, การคืบหน้า, การได้มาซึ่ง, ของที่ได้มา)

(c) earn    (มีรายได้, หารายได้, หาได้, ได้รับ, ได้มา)

(d) win    (ชนะ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Earn one’s living”  =   “หาเลี้ยงชีพ      

 

8. The roads into the city are so __________________ these days that it’s almost quicker to walk.

(ถนนเข้าสู่เมือง __________ มากในปัจจุบัน  จนกระทั่ง  มันเกือบจะเร็วกว่ากันที่จะเดินไป)  (คือ  ถนนมียวดยานแออัดมาก  จนกระทั่ง  เดินไปเกือบจะเร็วกว่านั่งรถไป)

(a) placid    (แพลส-ซิด)  (เงียบสงบ, จิตสงบ)

(b) congested    (คัน-เจส-ทิด)  (แออัด, ยัดจนล้น, (เลือด) คั่ง)

(c) plaintive    (เสียใจ, โศกเศร้า)

(d) lackluster    (ไม่มีชีวิตชีวา, เฉื่อยชา, ไม่สดใส, มัว, ไม่วาว, ไม่สง่าผ่าเผย)

 

9. There’s a bomb in the garden, it may _______________________________ at any minute.

(มีลูกระเบิดในสวน  มันอาจจะ ________________________________ ณ  นาทีใดก็ได้)

(a) crash    (ชนโครม, ปะทะโครม, มีเสียงลั่นดังเปรี้ยง, มีเสียงกระทบหรือชนกัน, พุ่งชน, พัง, ล้มเหลว, พ่ายแพ้)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  เสียงดังสนั่น (ที่เกิดจากการกระทบหรือชนกัน), การตกของเครื่องบิน, ความล้มเหลว, ความพังพินาศ)

(b) smash     (ทำให้แตกละเอียด, ตีแตกละเอียด, ตีอย่างแรง, ตีแตกพ่าย, ทำลายสิ้นเชิง, ชนอย่างแรง, ชนพัง, แตกละเอียด)

(c) bang    (เสียงดังตูม, เสียงดังฉับพลัน, กระทบหรือตีอย่างแรงหรือดัง)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  เสียงระเบิด, การทุบอย่างแรง, การชนหรือกระทบอย่างแรง)

(d) explode    (ระเบิด)

 

10. Roger said he worked _______________________________________ at a gas station.

(โรเจอร์กล่าวว่า  เขาทำงานที่ปั๊มน้ำมัน ____________________________________)

(a) eight hours a day    (วันละ  ๘  ชั่วโมง)

(b) eight hours on a day

(c) eight hours in a day

(d) eight hours for a day

ตอบ   –   ข้อ   (a)   ดูเพิ่มเติมการเรียงคำในเรื่อง   “ราคา, น้ำหนัก, เวลา, ความเร็ว, อัตราส่วน”   จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่       {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  ข้อ  (๑)  -  (๔)}

(1) All the blood in the body (2) passes through the heart (3) at least twice (4) the minute.

(เลือดทั้งหมดในร่างกายไหลผ่านหัวใจ   อย่างน้อยที่สุด    ครั้ง ต่อ    นาที)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น   “a minute”   นื่องจากต้องใช้   “a”  และ  “an”  นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่บอกถึง  “ราคา”,  “อัตราส่วน”,  “น้ำหนัก”,  “ความเร็ว”,  และ  “เวลา”   เช่น  

  • a pound a dozen  (โหลละ ๑ ปอนด์)  
  • ten dollars a pair  (คู่ละ ๑๐ เหรียญ)
  • 50 baht a kilo  (๕๐ บาทต่อ ๑ กิโล)
  • 100 baht a yard  (๑๐๐ บาทต่อ ๑ หลา)
  • once a month  (เดือนละ ๑ ครั้ง)
  • twice a year  (ปีละ ๒ ครั้ง)
  • three times a year  (ปีละ ๓ ครั้ง)
  • ninety miles an hour  (๙๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)

 

11. I have at last got rid ______________________________________________ my enemy.

(ในที่สุด  ผมก็กำจัด _________________________________________ ศัตรูของผมได้)

(a) from

(b) with

(c) of    (get rid of  =  กำจัด)

(d) out of

ตอบ   –   ข้อ   (c)   

                                               สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”   ได้แก่   source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ)  -  She is very proud of her son.  (เธอภูมิใจในตัวลูกชายมาก),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ)  -  They were capable of doing difficult job.  (พวกเขาสามารถทำงานยากๆ ได้),  “ashamed”  (ละอายใจ)  -  You should be ashamed of your conduct.  (คุณควรละอายใจในความประพฤติของตนเอง), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้)  -  The masses were largely ignorant of the options open to them.  (เหล่ามวลชนส่วนใหญ่ไม่รู้ถึงทางเลือกต่างๆ ที่เปิดให้แก่พวกเขา),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

12. There are _________________________________________________ than in your class.

(มี ________________________________________________ กว่าในชั้นเรียนของคุณ)

(a) students in my class more

(b) students more in my class

(c) more students in my class    (นักเรียนในชั้นเรียนของผมมาก)

(d) in my class students more

ตอบ   –   ข้อ    (c)   ต้องใช้การเรียงคำแบบดังกล่าว

 

13. My television set is ____________________________________________________.

(ทีวีของผม _________________________________________________________)

(a) out of order    (เสีย, ใช้การไม่ได้)

(b) out off order

(c) not in order    (ไม่เป็นระเบียบ)

(d) out from order

ตอบ   -   ข้อ    (a)   “Out of order”  =  “เสีย, ใช้การไม่ได้”  ใช้กับ  เครื่องยนต์, เครื่องจักร, เครื่องใช้ไฟฟ้า  ฯลฯ

 

14. Cotton is ____________________________________________________________.

(ฝ้ายเป็น __________________________________________________________)

(a) the product most important of that country

(b) that country’s the product most important

(c) of that country, the product most important

(d) the most important product of that country    (ผลิตภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดของประเทศนั้น)

 

15. The museum is visited mainly by those ___________ are interested in the historical objects excavated from archaeological sites in South Africa.

(พิพิธภัณฑ์ได้รับการไปเยือน  ส่วนใหญ่โดยบุคคล ___________ มีความสนใจในวัตถุโบราณ  (ทางประวัติศาสตร์)  ที่ถูกขุดค้นมาจากแหล่งโบราณคดีในแอฟริกาใต้)

(a) whom

(b) which

(c) who    (ผู้ซึ่ง)

(d) whose

ตอบ   –    ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค   “Who are ……………….South Africa

 

16. Everyone in the surrounding villages _____________ asked to take part in the search for the missing child.

(ทุกๆ คนในหมู่บ้านรอบๆ ________________ ขอร้องให้มีส่วนร่วมในการค้นหาเด็กที่หายไป)

(a) was    (ถูก หรือ ได้รับการ)

(b) were

(c) been

(d) to be

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์  (Everyone)  และกริยาอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Was (Were) + Verb 3}  เพราะ  “ถูกขอร้อง”   ส่วนข้อ   (c)  และ   (d)  ไม่สามารถเป็นกริยาแท้ได้

 

17. In order to solve the world’s problems, we need a greater understanding of the human mind and __________ it works.

(เพื่อที่จะแก้ปัญหาของโลก   เราต้องการความเข้าใจในจิตใจมนุษย์มากยิ่งขึ้น  และ (เข้าใจ) ว่ามัน (จิตใจมนุษย์) ทำงาน ___________)

(a) when    (เมื่อไร)

(b) how    (อย่างไร)

(c) where    (ที่ไหน)

(d) why    (ทำไม)

 

18. The color of a star depends on the heat and ___________________________________.

(สีของดวงดาวขึ้นอยู่กับความร้อนและ _______________________________________)

(a) how much energy produced

(b) producing energy

(c) production of the energy

(d) the energy it produces    (พลังงานที่มันสร้างขึ้นมา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุล  (Balance)  กัน   คือ   “the heat”  (ความร้อน)  และ  “the energy”  (พลังงาน)  ส่วน  “It produces”  มาจาก  “Which it (ดาว) produces”   โดยสามารถละ  “Which”   ได้  เนื่องจากแทน   “Energy”  ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Produces”  (เมื่อเป็นกรรม  สามารถละได้  แต่ถ้าเป็นประธานของอนุประโยค  -  ประธานของกริยา  -  ละไม่ได้)

 

19. ____________________________ mammals, once weaned, do not routinely drink milk.

(________________________ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม   เมื่อหย่านมแล้ว   จะไม่ดื่มนมเป็นกิจวัตร)

(a) As a whole,    (โดยทั่วไป)

(b) As whole,

(c) Wholly,    (ทั้งหมด)

(d) On a whole,    (ต้องใช้  “On the whole”  =  โดยทั่วไป)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกหลักไวยากรณ์   และได้ความหมายดีที่สุด

 

20. In cold weather, growers place wind machines ___________ the groves to keep the air circulating and to warm up the citrus crops.

(ในอากาศหนาว   ผู้เพาะปลูกจะวางเครื่องสร้างลม ___________ สวนผลไม้  เพื่อให้อากาศถ่ายเทอยู่เสมอ  และให้ความอบอุ่นกับพืชจำพวกมะนาว  ส้ม  และอื่นๆ)

(a) near to

(b) near of

(c) next to    (ข้าง, อยู่ติดกับ, ต่อจาก)

(d) nearly    (เกือบจะ)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ความหมาย   และถูกไวยากรณ์  ส่วน   “Near”  (ใกล้)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ไม่ต้องมี   “to”   หรือ   “of

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 401)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Pan American University owns __________________ telescope and observatory in Texas.

(มหาวิทยาลัยแพนอเมริกันเป็นเจ้าของกล้องโทรทัศน์และหอดูดาว ____________ ในรัฐเท็กซัส)

(a) the second is the largest of

(b) the second-largest is the

(c) the second-largest    (ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสอง)

(d) second-largest of the

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องเรียงโครงสร้างในแบบดังกล่าว  เช่น

  • Thammasat University is the second-oldest university in Thailand.

(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของไทย)

 

2. Meat can be purchased not only fresh __________________________ canned and frozen.

(เนื้อสามารถถูกซื้อไม่เพียงแต่ (แบบ) สด _____________ (แบบ) บรรจุกระป๋องและแช่แข็ง _____________)

(a) also

(b) not also

(c) and also

(d) but also    (แต่ยัง .......................(บรรจุกระป๋องและแช่แข็ง)....................... อีกด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “คำคู่”   คือ  “Not only”  และ  “But also           

 

3. All manufactured products can be classified as either consumer goods __________ producer goods.

(สินค้าทั้งหมดที่ถูกผลิต  สามารถแบ่งประเภท (จัดกลุ่ม) ถ้าไม่เป็นสินค้าผู้บริโภค (สินค้าที่กินและใช้หมดไป) ___________ (เป็น) สินค้าผู้ผลิต)  (คือ  สินค้าประเภทเครื่องจักรกลที่ใช้ผลิตสินค้าผู้บริโภค)

(a) and

(b) but

(c) or    (ก็)

(d) so

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้   “คำคู่”   คือ  “Either”   และ  “Or”  (ถ้าไม่................................ก็)

                                              ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่   เช่น   “Both…….....…and……..........”  (ทั้ง...............และ……......)  “Either…........…or………......”  (............... หรือ............. คนใดคนหนึ่ง)   “Neither…..….....…nor……....…...”   (ไม่ทั้ง…….......และ................)   “Not only……..but also………”  (ไม่เพียงแต่.............. แต่.............ด้วย)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว – จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย)  (คือ  ทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ)  (คือ  สอบผ่านทั้ง    คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

4. Eastern meadowlarks abound in places __________, but eat harmful insects rather than grain.

(นกร้องเพลงชนิดหนึ่ง  มีปากและหลังสีน้ำตาลอมดำและหน้าอกสีเหลือง  ทางภาคตะ วันออก (ของสหรัฐฯ)  มีมากมายในสถานที่ ____________,  แต่กินแมลงที่เป็นอันตราย (ต่อพืชผล) มากกว่า (กิน) เมล็ดข้าว-เมล็ดพืชที่กินเป็นอาหาร)

(a) where is cultivated land

(b) there is cultivated land

(c) land is cultivated there

(d) where land is cultivated    (ซึ่งที่ดินได้รับการเพาะปลูก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น   “Where there is cultivated land”  (ซึ่งมีที่ดินที่ได้รับการเพาะปลูก)

 

5. ___________________________________________ map dates back to about 3000 B.C.

(แผนที่ ___________________ นับเวลาย้อนหลังไปจนประมาณ  ๓,๐๐๐  ปีก่อนคริสตศักราช)

(a) Known to be the oldest

(b) The oldest known    (เก่าแก่ที่สุดซึ่งเป็นที่รู้จักกัน)

(c) It was the oldest known

(d) Known as the oldest

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นส่วนที่ขยายประธานของประโยค  (Map)  ส่วนกริยา  คือ  “Dates back”  (นับเวลาย้อนหลัง)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (c)  แต่ต้องแก้เป็น  “It was the oldest known map which dates back to……........…….”  (มันเป็นแผนที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งเป็นที่รู้จักกัน  ซึ่งนับเวลาย้อนหลังไป..........................)   หรือตอบแบบลดรูปอนุประโยค  ของประโยคข้างต้น  คือ  “It was the oldest known map dating back to…………......…...

       

6. Sylvia Paula Ruddick was an American social reformer ___________ for the right of women to own property and to vote.

(ซิลเวีย พอล่า  รัดดิก  เป็นนักปฏิรูปสังคมอเมริกัน _________________ เพื่อสิทธิของสตรี  เพื่อให้ (สามารถ) เป็นเจ้าของทรัพย์สินและลงคะแนนเสียง (เลือกตั้ง) ได้)

(a) worked

(b) who worked    (ผู้ซึ่งทำงาน)

(c) whose work

(d) that works

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Who)  และกริยา  (Worked)  ของอนุประโยค  (Who worked for the right of women to own property and to vote)   หรืออาจตอบ  “That worked”   เพราะต้องใช้กริยาในรูป  “Past tense”  (Verb 2)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่   คือ  “Was”  (สำหรับ  “That”  ใช้แทนได้ทั้งคน, สัตว์  และสิ่งของ)   หรืออาจตอบแบบลดรูปอนุประโยคให้เหลือเพียงวลี  คือ  จาก  “Who worked”  หรือ  “That worked”  เป็น  “Working”  ก็ได้  คือ  แสดง  “Active voice”  เนื่องจาก  นักปฏิรูปฯ  เป็นผู้ทำกริยา  “ทำงาน

 

7. We got three seats in the front ____________________________________ of the theater.

(เราได้ที่นั่ง    ที่  ใน ___________________________ หน้าของโรงภาพยนตร์-โรงละคร)

(a) passage    (ทางผ่าน, ทางไป, ระเบียง, ทางเข้า, การผ่าน, การข้าม, การอนุญาตให้ผ่าน, ตอนหนึ่งของข้อเขียน, ข้อปลีกย่อย)

(b) bench    (ม้านั่ง)

(c) deck    (ดาดฟ้าเรือ, ชั้น, หัวเข็มและอุปกรณ์อื่นๆ)

(d) row    (แถว)

 

8. He bought a _________________ T.V. set because he wanted to carry it from room to room.

(เขาซื้อโทรทัศน์ _______ เครื่องหนึ่ง  เพราะว่าเขาต้องการถือ-ยกมันจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง)

(a) visible    (สามารถมองเห็นได้, แน่ชัด, ชัดเจน, ชัดแจ้ง)

(b) sensible    (ฉลาดในการตัดสินใจ, มีวิจารณญาณ)

(c) portable    (หิ้วได้, กระเป๋าหิ้ว, นำติดตัวไปได้, เคลื่อนย้ายได้ด้วยมือ, สะดวก, เบา)

(d) current    (ปัจจุบัน, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป, ซึ่งหมุนเวียนอยู่, ทั่วๆไป)

 

9. It took me a long time to get over my cold.

(มันใช้เวลาผมนานทีเดียว   ที่หายจาก   ไข้หวัดของผม)

(a) finish    (ทำเสร็จสิ้น)

(b) get medicine for    (ได้ยาสำหรับ)

(c) be away from    (อยู่ห่างจาก)

(d) recover from    (หายเป็นปกติ, ฟื้นจากไข้, คืนสภาพเดิม, คืนสภาพ, กลับอย่างเดิม, ทำให้คืนสภาพ, ทำให้กลับอย่างเดิม, เอากลับคืน, กู้, เอามาได้อีก)

 

10. On Sundays, many children spend their time _________________________________.

(ในวันอาทิตย์  เด็กๆ จำนวนมากใช้เวลาของตน ________________________________)

(a) to watch a television

(b) to watch the television

(c) watching television    (ดูโทรทัศน์)

(d) to watch television

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Spend + Time + Verb + ing

 

11. I don’t know _____________________________________ to do to prepare for my exam.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำ ______________________________ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสอบ)

(a) where

(b) what    (อย่างไร, อะไร)

(c) when

(d) how

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับ   “How”  มักใช้ในรูป   “How to swim  (วิธีว่ายนำ้-จะว่ายนำ้อย่างไร),  How to cook  (วิธีปรุงอาหาร-จะปรุงอาหารอย่างไร),  How to play golf  (วิธีเล่นกอล์ฟ-จะเล่นกอล์ฟอย่างไร),  How to solve the problem  (วิธีแก้ปัญหา-จะแก้ปัญหาอย่างไร),  How to tell her the truth  (จะบอกความจริงแก่เธออย่างไร),  How to get there in time  (จะไปถึงที่นั่นได้ทันเวลาอย่างไร), etc.”

 

12. A young man is accepted in the Royal Thai Air Force ___________________ trained to fly.

(ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับ (เข้าทำงาน) ในกองทัพอากาศ ____________ ฝึกฝนให้บิน)  (คือ  ฝึกขับเครื่องบิน)

(a) in spite of being    (ทั้งๆ ที่เป็น)

(b) in case of being    (ในกรณีที่เป็น)

(c) in order that    (เพื่อที่ว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”  เช่น  “…….......……in order that he will be trained to fly”)

(d) in order to be    (เพื่อที่จะถูก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้   “…………....….to be trained”  (Passive voice)   เนื่องจาก  “ถูกกระทำ”  คือ  “ถูกฝึก”  หรืออาจใช้   “So as to be”  (เพื่อที่จะถูก)  ก็ได้

 

13. I noticed that the children were ____________ to clean the garden after my offering them a cake for the job.

(ผมสังเกตว่าพวกเด็กๆ ได้รับการ ____________ ให้ทำความสะอาดสวน  หลังจากที่ผมเสนอเค้กให้กับพวกเขาสำหรับงานนั้น)  (คือ  ถูกกระตุ้นให้ทำงานเพื่อแลกกับเค้ก)

(a) motivating    (ซึ่งกระตุ้น)

(b) motivated    (กระตุ้น)

(c) motivation    (การกระตุ้น, แรงกระตุ้น, แรงขับ)

(d) being motivated

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice”   คือ  “เด็กๆ ถูกกระตุ้น”  สำหรับข้อ  (d)  ก็อยู่ในรูป   “Passive voice”  เช่นกัน  แต่เน้นว่า  “กำลังถูกกระตุ้น”  ซึ่งไม่ควรใช้   เพราะเหตุการณ์นี้เกิดหลังจากที่มีผู้เสนอเค้กให้เป็นสิ่งตอบแทน  ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ว่า   “กำลังถูกกระตุ้น”   แต่อย่างใด

 

14. The first witness’s version of the accident was quite _____________ from the second witness’s version.

(คำให้การของพยานคนแรกในเรื่องอุบัติเหตุ  ______________ มากทีเดียว  กับคำให้การของพยานคนที่สอง)

(a) differ    (แตกต่าง)  (คำกริยา)

(b) difference    (ความแตกต่าง)  (คำนาม)

(c) different    (แตกต่าง)  (คำคุณศัพท์)

(d) differently

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยาย  “Verb to be” (Was)   จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณ ศัพท์

 

15. A: “We’ve all worked well.”

(พวกเราทั้งหมดทำงานกันได้ดี)

     B: “_____________________________________________________________”

(a) Yes, we have.

(b) We have so.

(c) We have either.

(d) So have we.    (พวกเราก็  –  ทำงานได้ดี  –  เช่นเดียวกัน)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   (หรืออาจใช้อีกแบบ  คือ   “So we have”  ก็ได้เช่นกัน)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง   “So have I”,  “So do I”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่          {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก (๑) – (๔)}

  • As inevitably as (1) human culture has (2) changed with (3) the passing of time, so (4) does the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้   เหมือนกับวัฒนธรรมของมนุษย์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา   สภาพแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน)   (ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา)

ตอบ    –    ข้อ  (4)   ก้เป็น   “Has”   เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้า  และเพราะว่า   “Environment”   อยู่ในรูปเอกพจน์   จึงต้องใช้กริยา  “Has” (changed)  ตัวอย่างอื่นๆ  ในแบบเดียวกัน   เช่น

  • He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

  • She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

  • They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน

  • I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

  • He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

  • He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ   –   ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป  “Present simple tense”  หรือ  “Past simple tense”  กริยาในประโยคหลังจะต้องใช้  “Do”,  “Does”,  หรือ  “Did”  ทั้งนี้   แล้วแต่   “Tense”   ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง  (ว่าเป็นเอกพจน์  หรือพหูพจน์)   ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น   “Past simple”   กริยาในประโยคหลังจะใช้   “Did”   กับประธานทุกตัว   ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • They speak French very fluently, so does he.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

  • She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

  • We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

  • He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

 

16. I got married __________________________________________________________.

(ผมแต่งงาน _______________________________________________________)

(a) at the age of thirty years old

(b) at the age of thirty    (เมื่ออายุ  ๓๐)

(c) at the age of thirty years

(d) at thirty years old

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ทั้งนี้อาจใช้รูปแบบ   “at thirty”   และ   “when I was thirty (years old)   ก็ได้เช่นกัน   ส่วนแบบอื่นใช้ไม่ได้เลย

 

17. It is getting quite late.  You _____________________________________ go home now.

(มันสายมากแล้ว   คุณ _____________________________________ กลับบ้านได้แล้ว)

(a) would better    (รูปนี้ไม่มีใช้)    

(b) would rather    (อยากจะ)

(c) had better    (ควรจะ)

(d) should better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

18. Tell me the reason ________________________________________ your coming here.

(จงบอกเหตุผล ________________________________________ การมาที่นี่ของคุณ)

(a) of

(b) for    (ของ, สำหรับ)

(c) in

(d) why

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “………….....….the reason why you come here”  ก็ได้

                                                 สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job.  =  เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียม พร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                               ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ   “For”  เช่น   “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบ คุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็น ต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต),  “Apply”  (สมัคร)  -  “She will apply for a job immediately after graduating.”  (เธอจะสมัครงานในทันทีที่เรียนจบ),  เป็นต้น

                                               สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”   ด้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับใน ขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่ว คราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ  ไม่แน่ใจ),  “Demand”  (ความต้อง การ)  -  The demand for our goods is increasing.  (ความต้องการสินค้าของเรากำลังเพิ่มมากขึ้น),  เป็นต้น

 

19. She is English _____________________________________________________ birth.

(เธอเป็นคนอังกฤษ ______________ กำเนิด)  (คือ  เกิดในอังกฤษ  หรือ พ่อแม่เป็นชาวอังกฤษ)

(a) for

(b) from

(c) since

(d) by    (โดย)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   

                                               สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่   “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),   “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด) -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย    เหลือ  )  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา)  (เขาไม่มีลักษณะดังกล่าว),    เป็นต้น

 

20. The bank refused to cash your check because you ___________________________ it.

(ธนาคารปฏิเสธขึ้นเงินเช็คของคุณ  เพราะว่าคุณ _________________________ มัน)

(a) don’t sign

(b) didn’t sign    (มิได้เซ็นชื่อ หรือลงนาม)

(c) are not signing    (มิได้กำลังเซ็นชื่อ)

(d) shall not sign    (จะไม่เซ็นชื่อ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)    ใช้กริยาในประโยคย่อยเป็น  "Past tense"  (ในรูปปฏิเสธ)  ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  (Refused)   ซึ่งเป็นอดีต

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 400)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Along the rocky shores of New England ____________________________ and tidal marsh.

(ตามฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยหินของภาคนิวอิงแลนด์ (รัฐต่างๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก) ___________ และที่ดินต่ำและชื้นและมักมีน้ำท่วม  ซึ่งขึ้นอยู่กับกระแสน้ำขึ้นหรือลง)

(a) are where stretches of sandy beach

(b) stretches of sandy beach are there

(c) are stretches of sandy beach    (คือ  พื้นที่เหยียดยาวของชายหาดทราย)

(d) stretches of sandy beach are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Are)  และประธานตัวแรกของประโยค  (Stretches of sandy beach)  สำหรับประธานฯ ตัวที่  ๒  คือ  “Tidal marsh”  ส่วน  “Along the rocky shores of New England”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกสถานที่  (Adverb of place)  ทั้งนี้   ประโยคข้างบนอาจเขียนได้อีกรูปแบบหนึ่ง  โดยเรียงโครงสร้าง  “ประธานฯ + กริยา + กริยาวิเศษณ์บอกสถานที่”  ดังนี้  คือ

  • Stretches of sandy beach and tidal marsh are along the rocky shores of New England.

(พื้นที่เหยียดยาวของชายหาดทราย  และที่ดินต่ำและชื้นและมักมีน้ำท่วม  ซึ่งขึ้นอยู่กับกระแสน้ำขึ้นหรือลง  อยู่ตามฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยหินของภาคนิวอิงแลนด์)

                                             สำหรับตัวอย่างโครงสร้างประโยคแบบเดียวกับ  ข้อ    เช่น

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and extensive travel abroad.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และการเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

                                            ทั้งนี้  สามารถเขียนได้อีกแบบหนึ่ง  คือ

  • A good college education and extensive travel abroad are among the advantages which Mr. Barlow has given his children 

(การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และการเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ  อยู่ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา)

 

2. ____________ account of New York society in the book The age of Innocence, Edith Wharton won the Pulitzer Prize in 1921.

(_____________ เรื่องราวของสังคมนิวยอร์กในหนังสือ “ยุคของความไร้เดียงสา”, เอดิธ  วอร์ตัน  ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี  ๑๙๒๑)

(a) Under her

(b) An

(c) To

(d) For her    (สำหรับ .................(เรื่องราว................ความไร้เดียงสา)................... ของเธอ)

 

3. _____________, Caroline Hazard was elected as the fifth president of Wellesley College, despite her lack of a college education and administrative experience.

(______________, แคโรลีน  แฮซซาร์ด  ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานคนที่  ๕  ของมหาวิทยาลัยเวลส์เล่ย์, ทั้งๆ ที่เธอไม่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย  และประสบการณ์ด้านการบริหาร)  (เวลส์เล่ย์เป็นมหาวิทยาลัยหญิงล้วน  อยู่ในรัฐแมสซาชูเซตต์ของสหรัฐฯ  ปัจจุบันอยู่ในสังกัดของ  MIT  และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด,  นางฮิลลารี่  คลินตัน  ก็เรียนจบกฎหมายที่ ม. เวลส์เล่ย์)

(a) Forty-three years

(b) She was forty-three

(c) Forty-three years old

(d) At forty-three    (เมื่ออายุ  ๔๓  ปี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ   “At forty-three years old”   หรือ   {When she was forty (years old)}   หรือ   “Forty-three-year-old Caroline Hazard was……...............………”  ก็ได้

 

4. The seating of musicians in an orchestra is arranged ____________ to produce the desired blend of sounds from the various musical sections.

(การจัดที่นั่งของนักดนตรีในวงออร์เคสตรา  ได้รับการจัดเตรียม ___________ เพื่อสร้างเสียงผสมที่ต้องการ  จากส่วน (ประเภท) ต่างๆ ทางดนตรีที่หลากหลาย)

(a) the conductor of

(b) from the conductor

(c) by the conductor    (โดยผู้ควบคุมวงดนตรี)

(d) the conductor and

 

5. Some elephants have two tusks, but others have ________________________________.

(ช้างบางตัวมีงา  ๒  ข้าง (กิ่ง), แต่บางตัว (ตัวอื่นๆ) ______________________________ มี)

(a) no

(b) never one

(c) not some

(d) none    (ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None, Never”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • Pantomime refers to a short drama in which __________________ words are spoken.

(ละครใบ้เกี่ยวโยงไปถึง (หมายถึง) ละครสั้นซึ่ง ____________ คำพูดถูกพูดออกมา)  (แต่ใช้อากัปกิริยาท่าทางของนักแสดงแทนคำพูด)

(a) never

(b) not

(c) no    (ไม่มี)

(d) none

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง   

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • It was unnecessary for you to have told Lucy anything.  It was ___________ of her business.

(มันไม่จำเป็นเลยสำหรับคุณที่ได้บอกลูซี่ไปแล้วในเรื่องใดๆ  (เพราะ) มัน _________ เรื่องของเธอเลย)  (มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย)

(a) all

(b) no

(c) not

(d) none    (มิใช่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    ดูเพิ่มเติมการใช้   “No, Not, None, All”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • It’s ___________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน ____________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  (เพราะว่า)  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ    (b)    ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, ____________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙, ___________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)    ดูการใช้   “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • ____________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(____________ ขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่มี)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ    (b)    หรืออาจใช้โครงสร้าง   “There is no definite boundary between the ……….........………”  ก็ได้

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with ___________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ ________________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)    ใช้   “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Some people take _____________________________________ pride in their work.

(คนบางคน ________________________________________ ความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have __________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________________ มีหนังสือดีๆ อ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”  จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน” 

                                                ตัวอย่างที่          จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ       แก้เป็น   “No”  เนื่องจาก   “No”   ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน   “Not”   มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”   ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them. 

(= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book.

(= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book.

(= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books.

(= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No” แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)   คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”   อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่   “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ,  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                              ในกรณี   “No”  เป็น   “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                               นอกจากนั้น   เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”   และ  “Gerund” (Verb + ing)  ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                                       ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป   “No + Verb + ing”   เช่น   “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ),  “No Fishing” (ห้ามตกปลา),  “No Parking” (ห้ามจอดรถ),  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่),   “No entry”  (ห้ามเข้า),  เป็นต้น

                                           สำหรับตัวอย่างของ   “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him. 

(= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

{มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ชายฝั่งไม่อยู่ในสายตาแล้ว)}  (คือ  เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป)  (คือ  ไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย)  (อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                               สำหรับ   “None”  เป็น  “Pronoun”  (= Not one, Not any)   =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  • None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  • None of us understood the play.

(ไม่มีพวกเราสักคนที่เข้าใจละครเรื่องนั้น)

  • I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  • This created a class of large landowners where none had existed before.

(สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดชนชั้นเจ้าของที่ดินจำนวนมากมาย  ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย)

  • I have answered every single question.  My opponent has answered none.

(ผมได้ตอบคำถามแล้วทุกคำถาม  (แต่)  ฝ่ายตรงข้ามผมไม่ตอบเลย)

  • She showed none of the belligerence and arrogance I had expected.

(เธอมิได้แสดงความมุ่งร้ายและความยโสโอหังใดๆ  ที่ผมได้คาดหวังเอาไว้)

  • None could afford the books or food.

(ไม่มีใครเลยที่มีเงินพอจะซื้อหนังสือ หรืออาหาร)

  • Most people are kind.  Lots of them very kind.  But none so kind as Stephen.

(คนส่วนใหญ่ใจดี  (โดย)  หลายคนใจดีมาก  แต่ไม่มีใครใจดีเหมือนสตีเฟน)  (เขาใจดีมากกว่าคนอื่นๆ)

  • Go away.  This is none of your business.

(ไปให้พ้น  นี่ไม่ใช่ธุระของคุณเลย)  (คุณไม่ต้องมายุ่ง)

  • It was none other than Jimmy, who took my bike.

(ไม่มีคนอื่น  นอกจากจิมมี่  ผู้ซึ่งเอารถจักรยานของผมไป)

  • As a doctor he is second to none.

(ในฐานะแพทย์  เขาไม่เป็นสองรองใคร)  (เขาเก่งกว่าคนอื่นๆ)

  • Half a loaf is better than none (หรือ   no bread).

(ขนมปังครึ่งปอนด์ยังดีกว่าไม่มีขนมปังเลย)  (หมายถึง  การได้อะไรมา  หรือทำอะไรแม้จะเพียงส่วนเดียว  ยังดีกว่าไม่ได้เลย  หรือมิได้ทำอะไรเลย)

  • “How many fish did you catch?”  “None (at all).”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                               สำหรับในตัวอย่างที่     Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ  คือ  ไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือ  ดี)  ทั้ง    คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

                                                               สำหรับ  การวางตำแหน่งของ  “Never”  (ไม่เคย)  มีดังนี้  คือ

                                            ๑. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • She is never late for class.

(เธอไม่เคยเข้าเรียนสาย)

  • Those poor people are never happy in life.

(คนจนพวกนั้นไม่เคยมีความสุขในชีวิต)

                                            ๒. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วๆ ไป  เช่น

  • He never arrives in time at the office.

(เขาไม่เคยมาที่ทำงานทันเวลา)

  • She never talks to him in her life

(เธอไม่เคยคุยกับเขาเลยในชีวิตของเธอ)

  • They never succeed in whatever they do.

(พวกเขาไม่เคยประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ)

                                            ๓. ถ้ามีกริยาในประโยค  ๒  ตัว  ให้วางไว้ตรงกลาง  (ระหว่าง)  กริยานั้น

  • I have never seen such movies before.

(ผมไม่เคยดูหนังเรื่องนั้นมาก่อน)

  • She has never been to London.

(เธอไม่เคยไปลอนดอน)

  • We have never applied for a job in a foreign company.

(เราไม่เคยสมัครงานกับบริษัทต่างประเทศ)

                                           ๔. นำ  “Never”  มาขึ้นต้นประโยค  เพื่อต้องการเน้นย้ำคำนี้  ว่า  “ไม่เคยเลย”   โดยต้องมีการเรียงโครงสร้างประโยคดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Never + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย    เช่น
  • Never have I seen such a terrible accident before.

(ผมไม่เคยเห็นอุบัติเหตุร้ายแรงแบบนั้นมาก่อน)

  • Never does she come to class in time.

(เธอไม่เคยเข้าชั้นเรียนทันเวลา)

  • Never has she cooked her own meal.

(เธอไม่เคยปรุงอาหารกินเอง)

                                              สำหรับ   “All”   ใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • All (the) news has been good news.

(ข่าวทั้งหมดเป็นข่าวดี)

  • All the food is eaten.

(อาหารทั้งหมดถูกกิน)

  • They put all the stuff into the hall.

(พวกเขาเอาของทั้งหมดใส่ไว้ในห้องโถง)

  • Judy had cried all night.

(จูดี้ร้องไห้ตลอดทั้งคืน)

  • He waited for her all the afternoon.

(เขารอคอยเธอตลอดบ่าย)

  • All was quiet in the jail.

(ทั้งหมด (สถานการณ์ทั่วไป) เงียบสงบในคุก)

  • All seemed to be going happily.

(ทั้งหมด (ชีวิตทั่วๆไป) ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินไปอย่างมีความสุข)

  • All (of) the girls think it is great.

(เด็กหญิงทุกคนคิดว่ามันวิเศษมาก)

  • Some people stay in one place all their lives.

(คนบางคนพักอาศัยอยู่ในที่เดียวตลอดชีวิต)

  • All (of the) defendants were proved guilty.

(จำเลยทุกคนได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิด)

  • All children should complete the primary course.

(เด็กๆทุกคนควรเรียนให้จบหลักสูตรพื้นฐาน)

  • They all live together in the same house.

(พวกเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน)

  • We enjoyed it all.

(เราสนุกกับมันทุกอย่าง)

  • We would all be disappointed if you cancelled permission now.

(เราจะผิดหวังกันทุกคน (ทั้งหมด) ถ้าคุณยกเลิกการอนุญาตขณะนี้)

  • These are all problems that he is concerned with.

(เหล่านี้คือปัญหาทั้งหมดที่เขาเกี่ยวข้องด้วย)

 

6. _______________________________, the flaw in the diamond appeared to be a dark spot.

(______________________________________, รอยตำหนิในเพชรปรากฏเป็นจุดดำ)

(a) Looking through a magnifying glass    (เมื่อมองผ่านแว่นขยาย)

(b) Billy looked through a magnifying glass    (บิลลี่มองผ่านแว่นขยาย)

(c) Through a magnifying glass    (ผ่านทางแว่นขยาย)

(d) It was clear that    (มันเห็นได้ชัดเจนว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    หรืออาจตอบ  “Looked through a magnifying glass”  (เมื่อถูกมองผ่านแว่นขยาย)  ก็ได้  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The flaw”   (รอยตำหนิ)  เป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกมอง)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • _____________ over three hundred years ago, the Boston Latin School is the oldest public school in the United States.

(____________ เมื่อกว่า  ๓๐๐  ปีล่วงมาแล้ว, โรงเรียนภาษาละตินแห่งเมืองบอสตัน  เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ)

(a) To be approved by law

(b) Approving by law

(c) Approved by law    (ได้รับการอนุมัต (ยินยอม) โดยกฎหมาย)

(d) Having approved by law

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  โรงเรียนฯ  เป็นผู้ได้รับ (ถูก) อนุมัติ  (ถูกกระทำ)  กริยาข้างหน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธานฯ)   จึงต้องเป็นกริยาช่องที่   เพื่อแสดงรูป  “Passive voice”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง   

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________ the second time, the snake died.

(_________________________________________________ เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจากประธานของประโยค  (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่   ขึ้นต้นประโยค   ดูเพิ่มเติม  การใช้  “Verb + ing” และ Verb 3”  ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อแสดง “Active voice”  และ “Passive voice”  (ตามลำดับ)  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่            (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

(1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก,  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ   (1)   แก้เป็น   “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”  เป็นสิ่งที่   “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (Past participle)   สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้  (Passive voice)   ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

                                                  สำหรับคำอธิบายโครงสร้างของประโยคข้างบน  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)   เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่  ๓  (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างเพิ่มเติมข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________ by the car, she was sent to the hospital.

(______________________________________ โดยรถยนต์, เธอถูกส่งไปโรงพยาบาล)

(a) Hitting   (ชน)

(b) To hit

(c) Hit   (ถูกชน)  (เป็นกริยาช่องที่  )

(d) Having hit    (ได้ชน)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (She)   เป็นผู้ถูกชนโดยรถยนต์  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Having been hit”  (ถูกชน)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

                                                 ตัวอย่างที่  

  • ____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)    เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”   ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)   หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________________, the snake died.

(__________________________________________________________, งูตาย)

(a) Beating by the boys   (เมื่อตีโดยเด็กๆ)

(b) Beaten by the boys    (เมื่อถูกตีโดยเด็กๆ)

(c) Having beaten by the boys    (เมื่อได้ตีโดยเด็กๆ)

(d) To beat by the boys    (เพื่อที่จะตีโดยเด็กๆ)

ตอบ   -    ข้อ   (b)    เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “The snake”   เป็นผู้ถูกตี   ทั้งนี้  อาจตอบ  “Having been beaten by the boys”   (เมื่อได้ถูกตีโดยเด็กๆ)   ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

 

7. Staying in the summer camp, _______________________________________________.

(พักอยู่ในค่ายพักแรมฤดูร้อน, ___________________________________________)

(a) various enjoyable activities were experienced by the children    (กิจกรรมสนุกสนานมากมายถูกประสบโดยเด็กๆ)

(b) the children experienced various enjoyable activities    (เด็กๆ ได้ประสบกับกิจกรรมสนุกสนานมากมาย)

(c) their parents came to visit the children    (พ่อแม่ของพวกเขามาเยี่ยมเด็กๆ-ลูกๆ)

(d) there was a cool wind blowing all the time    (มีลมเย็นพัดตลอดเวลา)

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The children”  เป็นผู้พักฯ  (ผู้กระทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________, Jim saw a car accident.

(____________________________________________, จิมเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a)  He was standing on the road

(b)  Stood on the road

(c)  Standing on the road    (ยืนอยู่บนถนน)

(d)  Stand on the road

ตอบ   –   ข้อ   (c)    เนื่องจาก  Standing on the road”  เป็น   “Present participle phrase”   ที่ลดรูปมาจากอนุประโยค   “Adverb clause of time”  (While he was standing on the road,)  ทำหน้าที่ขยายประธานของประโยค   (Jim)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Returning to my apartment, ___________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม __________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)   ดังนั้น   ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา   “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • ____________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

( _____________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  เป็นผู้ทำกริยา  “มีงานยุ่งเสมอ”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค   จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ  “Being”)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came _____________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across    (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค   โดยขยายประธานฯ  ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ______________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดินทางรู้สึกกลัว (เกรงขาม-หวาดเสียว)  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า   ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)   ซึ่งประธานฯ  จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                                    ตัวอย่างที่  

  • ____________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_______________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                               ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค  (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                  สำหรับ   “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

8. Petrol is ___________________________________________________ from petroleum.

(น้ำมันเบนซิน (ถูก) ______________________________________ จากน้ำมันปิโตรเลียม)

(a) removed    (กำจัด, ขจัด, ปลด, ปลดเปลื้อง, ไล่ออก, ฆ่า, เอาออก, ย้าย, โยกย้าย,  ถอด, ขนของ)

(b) scraped    (ขูด, ขูดออก, ครูด, ถู, เช็ด, เช็ดออก, เบียด, เฉียด, แฉลบ, พอดำเนินชีวิตผ่านไปได้วันๆหนึ่ง)

(c) derived    (ได้รับ)

(d) modified    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง)

 

9. The cat showed her ________________________ for the stale fish by turning her back on it.

(เจ้าแมวแสดง ____________ ของมันต่อปลาที่ไม่สด (เหม็นอับ, ราขึ้น, จืดชืด, เก่า) ตัวนั้น  โดยการหันหลังให้มัน)  (คือ หันหลังให้ปลา – ที่ตายแล้ว - ตัวนั้น)

(a) disgrace    (ความอัปยศอดสู, ความน่าอับอาย, ความเสื่อมเสียเกียรติ)

(b) disgust    (ความรังเกียจ, ความขยะแขยง, ความสะอิดสะเอียน)

(c) despair    (ความสิ้นหวัง, ความหมดหวัง, สิ่งที่ทำให้หมดหวัง)

(d) grief    (ความเศร้าโศก, ความระทมทุกข์, ความคับข้องใจ, สิ่งที่ทำให้เสียใจมาก, ปัญหา, ความยุ่งยาก)

 

10. Hong Kong is almost without natural ______________________________ like coal and oil.

(ฮ่องกงเกือบจะปราศจาก _________________________ ธรรมชาติ  เช่น  ถ่านหินและน้ำมัน)

(a) facilities    (สิ่งอำนวยความสะดวก, เครื่องทำให้สะดวกหรือง่ายขึ้น, ความสะดวก, ความง่าย, ความคล่องแคล่ว, ความว่องไว)

(b) resources    (ทรัพยากร)

(c) phenomena    (ปรากฏการณ์)

(d) aspects    (แง่มุม, ลักษณะ, รูปร่างหน้าตา, รูปการ, ด้าน (ปัญหา), หลักเกณฑ์, ทิศทาง, ที่ตั้ง)

 

11. They will come with us ______________________________________ the bad weather.

(พวกเขาจะมากับเรา _______________________________________ อากาศเลวร้าย)

(a) in spite

(b) despite of

(c) despite    (ทั้งๆ ที่)

(d) though    (แม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”  เช่น  “…………..………….though the weather is bad”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    หรือ   “In spite of”  (ทั้งๆ ที่)  ก็ได้

 

12. This road is dangerous _________________________________________ pedestrians.

(ถนนสายนี้เป็นอันตราย _________________________________ คนเดินเท้า-คนเดินถนน)

(a) for

(b) to    (ต่อ, แก่)

(c) about

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ   To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ)  -  He was cruel to his family.  (เขาโหดร้ายกับครอบครัวของเขา),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่)  -  It is obvious to her that he does not love her at all.  (มันชัดเจนแก่เธอว่า  เขามิได้รักเธอเลย),  obedient  (เชื่อฟังต่อ)  -  The children are obedient to their parents.  (ลูกๆ เชื่อฟังพ่อแม่ของเขา),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  -  This circle is equal to the other one.  (วงกลมนี้ (มีพื้นที่) เท่ากับวงกลมนั้น),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                            สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  keep to  (ชิด, ขับชิด)  -  In Germany, traffic keeps to the right.  (ในประเทศเยอรมัน  รถยนต์ขับชิดขวามือของถนน),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

13. It is often cheaper to buy articles ___________________________ the dozen than singly.

(มันมักจะราคาถูก  ที่จะซื้อสินค้า-สิ่งของ ____________ โหล  มากกว่า (ซื้อ) อันเดียว-ชิ้นเดียว)  (คือ  ซื้อเป็นโหลราคาถูกกว่าซื้อทีละชิ้น)

(a) at

(b) for

(c) by    (เป็น)

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),   “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด) -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย    เหลือ  )  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา)  (เขาไม่มีลักษณะดังกล่าว),    เป็นต้น

 

14. He walked slowly for fear that he _____________________________________ stumble.

(เขาเดินอย่างช้าๆ  ด้วยเกรงว่าเขา _______________________________ สะดุดหกล้ม)

(a) should    (จะ)

(b) may

(c) be

(d) would not

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาในอนุประโยคที่ตามหลัง  “For fear that”  (ด้วยเกรงว่า)  นิยมใช้   “Should + Verb 1

 

15. He swims ___________________________ if __________________________ a fish.

(เขาว่ายน้ำ _________________________ ว่า ___________________________ ปลา)

(a) even ______________ he were

(b) very well ______________ he were

(c) as ______________ he is

(d) as ______________ he were    (ราวกับ ______________ เขาเป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “As if”  (ราวกับว่า)  ต้องตามด้วยอนุประโยคที่เป็น  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน),  และเป็น  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)   (ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต)   และในกรณีที่มี   “Verb to be”   ให้ใช้   “Were”  กับประธาน (ของอนุประโยค) ทุกตัว  ไม่ว่าจะเป็น   “He, She, It, They, We, You, I”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He rushed into the room, looking as if he____________________ a ghost somewhere.

(เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง  มีท่าทาง (อาการ) ประหนึ่งว่า  เขา _________ ผีที่ไหนสักแห่ง)

(a) sees

(b) saw

(c) had seen    (ได้เห็น)

(d) would have seen

ตอบ    -   ข้อ    (c)    สำหรับเหตุการณ์ในอดีต  อนุประโยคที่นำด้วย   “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะต้องตามด้วย  “Past perfect tense” (Had + Verb 3)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  ให้ใช้  “Past simple tense” (Verb 2)   และ  ในกรณีเป็น “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (I, He, She, It, They, We, You)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He acted as though he ______________________________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ___________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though, As if”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่                 {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆ ที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน,  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ    -    ข้อ      แก้เป็น   “as if หรือ  as though”   เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  ซึ่งในที่นี้ดูจาก  “Can swim”  และต้องใช้  “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ  “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป  “Past simple” (Verb 2)  หรือ  “Past perfect”  (Had + Verb 3)  หลัง   “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”   ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ   หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้   “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive” 

                                                    ตัวอย่างที่  

  • He spends his money ________________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)   (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as     (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   นื่องจาก   “As though”  หรือ  “As if”  (นำหน้าอนุประโยค)หมายถึง   “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  “Spends”)  จึงใช้  “Were”  กับประธาน  “He”  (หรือใช้   “Verb 2”  ในกรณีเป็นกริยาตัวอื่นๆ  เช่น Walk, Like, Play, Eat, Run, etc.)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต   ต้องเปลี่ยนเป็น   “Had been” (……................…as though he had been a……...............…..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้รัก)

  • She acts as if she saw a ghost somewhere.   (เป็นปัจจุบัน)

(เธอทำท่าทางประหนึ่งว่า  เธอเห็นผีที่ไหนสักแห่ง)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เห็น)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้  –  เป็นอดีต)  (จริงๆ แล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

16. Everyone in the class was sitting quietly in ________________________________ seat.

(ทุกคนในชั้นเรียน  กำลังนั่งอย่างสงบเงียบในที่นั่ง _____________________________)

(a) their

(b) his    (ของตน)

(c) hers

(d) its

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Everyone”  เป็นคำสรรพนามเอกพจน์  แทนด้วย  “He”  และเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ  จึงใช้  “His

 

17. You should be very careful __________________________________________ the road.

(คุณควรระมัดระวังมากๆ ___________________________________________ ถนน)

(a) to cross

(b) cross

(c) when crossing    (เมื่อข้าม)

(d) to have crossed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “When you cross”  หรือ   “When you are crossing

 

18. Put this letter in the file ___________________________________________ the others.

(เอาจดหมายนี้ไปใส่ไว้ในแฟ้มเอกสาร __________________________ จดหมายฉบับอื่นๆ)

(a) together

(b) by

(c) in

(d) along with    (เช่นเดียวกับ, พร้อมๆ กับ, ร่วมกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    หรืออาจตอบ   “Together with”   (เช่นเดียวกับ, พร้อมๆ กับ, ร่วม กับ)  ก็ได้

 

19. Fast-food restaurants have become popular because many working people want ___________.

(ภัตตาคารอาหารจานด่วนได้กลายเป็นที่นิยม   เพราะว่าคนทำงานเป็นจำนวนมาก ต้องการ _______)

(a) eat quickly and cheaply

(b) eating quickly and cheaply

(c) to eat quickly and cheaply    (กินอย่างรวดเร็วและราคาถูก)

(d) the eat quickly and cheaply

ตอบ   –   ข้อ   (c)    เนื่องจากกริยา   “Want”   ต้องตามด้วย   “Infinitive with to” (To + verb 1)

 

20. The Cabinet consists of secretaries of departments who report to the president, give him advice, and ___________ decisions.

(คณะรัฐบาล (ของสหรัฐฯ)  ประกอบด้วย  รัฐมนตรีของกระทรวงต่างๆ  ผู้ซึ่งรายงาน (ขึ้นตรง)  ต่อประธานาธิบดี,   ให้คำแนะนำกับเขา,  และ ___________ ตัดสินใจ)

(a) helping him making

(b) helping him make

(c) help him making

(d) help him make    (ช่วยเขาทำการ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำให้สมดุล  (Balance)  คือ  “Report” (รายงาน),   “Give” (ให้)  และ  “Help” (ช่วย)   อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้ได้อีกแบบหนึ่ง  คือ  “Help him to make”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • He is a man of great intelligence and _____________________________________.

(เขาเป็นบุคคลซึ่งมีความเฉลียวฉลาดและ _____________________________ อย่างมาก)

(a) skillful    (เชี่ยวชาญ, ชำนาญ, มีฝีมือ, ช่ำชอง, มีความสามารถ, คล่องแคล่ว)

(b) who is skillful

(c) with skill

(d) skill    (ทักษะ-ความชำนาญ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  หลัง   “Preposition”  (Of)   ตามด้วยคำนามทั้ง  ๒  คำ  คือ   “Intelligence”  และ  “Skill”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง  

                                              ตัวอย่างที่ 

  • My parents always stressed the importance of honesty, fairness, and _________________.

(พ่อแม่ของผมเน้นย้ำอยู่เสมอถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  และ___________)

(a) to be punctual

(b) punctually

(c) punctuality    (การตรงต่อเวลา)  (เป็นคำนาม)

(d) punctual    (ตรงต่อเวลา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  หลัง   “Of”  เป็นกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนาม  (ความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  การตรงต่อเวลา)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • Tanya Holm is a dancer, choreographer, and ________________________________.

(ทานย่า  โฮล์ม  เป็นนักเต้นรำ, นักออกแบบท่าเต้นรำ, และ ___________________________)

(a) dance teacher    (ครูสอนเต้นรำ)

(b) teach dancing

(c) she teaches dancing

(d) teacher for dance

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ๑. นักเต้นรำ,  ๒. นักออกแบบท่าเต้นรำ,  และ  ๓. ครูสอนเต้นรำ   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • That restaurant offers ____________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) _________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษสำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ   -   ข้อ    (a)    เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล   คือ   (................เสนอ.............."อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ"  และ  "สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ"  หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)  ก็ได้

                                                ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are _________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ _______________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ”  

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and ______________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ ___________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing……..............…..)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ____________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ __________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ___________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม _______)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”  

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because ____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ____________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน   คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _______.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ ______)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ   ๑. ดินดี,   ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ____________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, __________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว  ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ)  () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๒

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _____________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”   โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ  ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๓

  • We turn to books in moments of _________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ _________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง   “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน   คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ____________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ____________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)    เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………...............that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)   คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ____________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ____________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)    ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                                 ตัวอย่างที่  ๑๖

  • James likes reading, hiking, and __________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ___________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening…................….”  ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1   ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 399)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The difference between libel (ไล้-เบิล) and slander is that libel is printed while _____________.

(ความแตกต่างระหว่างการหมิ่นประมาท (กล่าวโทษใส่ร้าย) และการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง (การกล่าวร้าย) คือว่า  การหมิ่นประมาทถูกตีพิมพ์  ในขณะที่ ____________)

(a) spoken is slander

(b) is spoken slander

(c) slander is spoken    (การทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงถูกพูดออกมา)

(d) is slander spoken

 

2. __________ Macbeth Steiner an excellent political speaker but she was also among the first members of the populist party.

(____________ แมคเบธ  สไตเนอร์  เป็นนักพูดทางการเมืองที่ยอดเยี่ยม  แต่เธอยังอยู่ในบรรดาสมาชิกคนแรกๆ ของพรรคประชานิยมด้วย)

(a) Not only

(b) If only    (ถ้าเพียงแต่ว่า)

(c) Only was

(d) Not only was    (ไม่เพียงแต่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างประโยค  เมื่อนำ  “Not only”  หรือคำอื่นๆ  เช่น  “Not until, Neither, Nor, Only when, Never, Never before, Rarely, Hardly, Scarcely, Seldom, etc.)   มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • No longer ________________ given in countries where the disease is under control.

(ไม่ต่อไปอีกแล้วที่ ____________ ถูก (ทำ) ให้ในประเทศที่ซึ่งโรคนี้อยู่ภายใต้การควบคุม)  (หมายถึง  ไม่มีการฉีดวัคซีนต่อไปอีกแล้ว  ในประเทศที่โรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ  ได้รับการควบคุม)

(a) smallpox vaccinations are

(b) than smallpox vaccinations are

(c) are smallpox vaccinations    (การฉีดวัคซีนโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ)

(d) than are smallpox vaccinations

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “No longer + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • ____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(_______________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม,  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง...............................เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ..................(คลองปานามา...............วิศวกรรม)................... เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “Not only was the …….....………triumph, but it also quickly proved a financial success”   หรือ   “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                                ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  __________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ________________ ดื่มชา _________________) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ……….......................(ดื่มชา)..………................….. เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  __________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ___________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Not only _______________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น  “Not only did she go……….............”  “Not only have they seen………….......…”  “Not only will we play……….....….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่. .................... เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ   เช่น  “No longer  (ไม่ต่อไปอีกแล้ว), Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้  คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (พิเศษ)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • No longer do we use street cars in our city.

(= We no longer use street cars in our city.)

(เราไม่ใช้รถรางต่อไปอีกแล้วในเมืองของเรา)

  • No longer are they friends after a serious conflict.

(= They are no longer friends after a serious conflict.)

(พวกเขาไม่เป็นเพื่อนกันต่อไปอีกแล้ว  หลังจากความขัดแย้งอย่างรุนแรง)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • Not until 1988 was capital punishment terminated in Texas.

(การลงโทษประหารชีวิตมิได้ถูกยกเลิกในรัฐเทกซัส  จนกระทั่งปี  ๑๙๘๘)

  • Not until she had a secure job did she get married.

(เธอมิได้แต่งงาน  จนกระทั่งเธอมีงานที่มั่นคง)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                             ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. In the wild the gorilla has never been seen eating meat, nor _____________ to drink water.

(ในป่า  ลิงกอริลล่าไม่เคยถูกเห็นว่ากินเนื้อ, และ ____________________ มิได้ดื่มน้ำเช่นกัน)

(a) it seems

(b) with it seems

(c) does it seem    (มันดูเหมือนว่า)

(d) it does seem

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายโครงสร้างประโยคที่ใช้   “Nor, Neither”  ในข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

4. Stars and planets are important components _______________ the structures of a galaxy.

(ดาวและดาวเคราะห์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ________________ โครงสร้างของกาแล็กซี)

(a) and

(b) among    (ในบรรดา)

(c) but

(d) that

 

5. Some parts of Arizona State have a limited water supply ___________________ little rainfall.

(บางส่วนของรัฐอริโซนา (ของสหรัฐฯ) มีการจัดหา (ทรัพยากร) น้ำที่จำกัด ___________ ปริมาณฝนตกเล็กน้อยมาก ___________)

(a) because their

(b) is it because

(c) is because their

(d) because of their    (เนื่องมาจาก ...............(ปริมาณฝนตกเล็กน้อยมาก)................ ของมัน)

 

6. ____________ periods of economic stability, manufacturers may be able to estimate their production costs rather accurately.

(_____________ ช่วงเวลาของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ, ผู้ผลิตอาจจะสามารถประมาณการ (ประเมินค่า) ต้นทุนการผลิตได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ)

(a) During    (ในระหว่าง)

(b) Even    (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(c) While    (ในขณะที่)

(d) Because    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

 

7. He gave the best performance of his acting career in the ____________ of Professor Higgins.

(เขาให้การแสดงที่ดีที่สุดของอาชีพการแสดงของเขา  ใน _________ ของศาสตราจารย์ฮิกกินส์)

(a) theme    (หัวข้อหนังสือ-การอภิปราย-การสนทนา, ใจความ, สาระสำคัญ, แก่นสาร, หัวข้อความเรียง, แนวบทเพลง)

(b) action    (การแสดง, การกระทำ)

(c) role    (บทบาท)

(d) type    (ชนิด, ประเภท)

 

8. My neighbor and his wife have decided to _____________________________ to Canada.

(เพื่อนบ้านของผมและภรรยาได้ตัดสินใจที่จะ _________________________ ไปยังแคนาดา)

(a) distinguish    (บอกความแตกต่าง, เห็นความแตกต่าง, แยกแยะความแตกต่าง)

(b) penetrate    (เพ้น-นิ-เทรท)  (ฝ่าเข้าไป, ทะลุเข้าไป, ผ่านทะลุ, เจาะทะลุ, บุกเข้าไป, แทง, ลอด, แทรกซึม, มองทะลุ)

(c) immigrate    (อพยพเข้า)

(d) emigrate    (อพยพออก)  (จากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่ง)

 

9. All the windows of the house were ____________________________ by the explosion.

(หน้าต่าง (กระจก) ทุกบานของบ้านถูก ___________________________ โดยการระเบิด)

(a) overcome    (เอาชนะ, พิชิต, มีชัยเหนือ)

(b) crashed    (พุ่งชน, ชนโครม, ปะทะโครม, มีเสียงลั่นดังเปรี้ยง, มีเสียงกระทบหรือชนกัน, พังพินาศ, ล้มเหลว)

(c) shattered    (ทำแตกเป็นเสี่ยงๆ-ชิ้นๆ, ทำให้แตกละเอียด, ทำให้เสียหาย-เสื่อมเสีย-ป่นปี้, ทำลาย, แตกละเอียด-เป็นชิ้นๆ, เสื่อมเสีย, เสียหาย)

(d) deteriorated    (ทำให้เลวลงหรือเสื่อมเสีย, เลวลง, เสื่อมลง, ชำรุด, แตกสลาย)

 

10. Everyone knows _______________________ she is.  She is very nice, gentle and helpful.

(ทุกคนรู้ว่าเธอเป็น __________ คือ เธอเป็นคนที่ดี  นุ่มนวล และชอบช่วยเหลือคนเป็นอย่างมาก)

(a) what kind of a woman

(b) what kind of woman    (ผู้หญิงประเภทไหน)

(c) what a kind of woman

(d) what a woman’s kind

ตอบ   –   ข้อ   (b)   อีกรูปแบบที่ใช้ได้  คือ   “what kinds of women they are  (ต้องใช้กับผู้หญิงหลายคน)   โดยทั้ง    รูปแบบเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Knows

 

11. He is always at the bottom of the __________________.  He can never remember dates !

(เขามักจะได้ที่โหล่ใน __________________ (เนื่องจาก) เขาไม่เคยจดจำวันที่ต่างๆ ได้เลย)

(a) history class    (ชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์, ห้องเรียน (วิชา) ประวัติศาสตร์)

(b) class history

(c) historical class    (ห้องเรียนในประวัติศาสตร์, ห้องเรียนสมัยโบราณ)

(d) historic class    (ห้องเรียนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ______________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน ______ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯ ไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _______________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _____________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                ตัวอย่างที่ 

  • She broke a _________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ __________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ___________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)   โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

12. He will come with his _______________________________________________ niece.

(เขาจะมากับหลานสาว ___________________________________________ ของเขา)

(a) seventeen years old

(b) seventeen-years-old

(c) seventeen year old

(d) seventeen-year-old    (อายุ  ๑๗  ปี)

ตอบ    –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างแบบนี้

 

13. It is said that the _________________ has improved a great deal in Thailand in recent years.

(มันกล่าวกันว่า ____________ ได้กระเตื้องขึ้นอย่างมากในประเทศไทย  ในช่วงปีต่างๆ ที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้)

(a) finance    (การเงิน)

(b) money    (เงิน)

(c) economics    (วิชาเศรษฐศาสตร์)

(d) economy    (เศรษฐกิจ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

14. __________________________________________________, Jim saw a car accident.

(___________________________________________, จิมเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a)  He was standing on the road

(b)  Stood on the road

(c)  Standing on the road    (ยืนอยู่บนถนน)

(d)  Stand on the road

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Standing on the road”  เป็น   “Present participle phrase”   ที่ลดรูปมาจากอนุประโยค   “Adverb clause of time”  (While he was standing on the road,)  ทำหน้าที่ขยายประธานของประโยค  (Jim)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Returning to my apartment, ___________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม __________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)   ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • ___________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

( _____________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ), เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม _________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  ๔ 

  • While traveling through the Rocky Mountains, ____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดินทางรู้สึกกลัว (เกรงขาม-หวาดเสียว)  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • _____________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_______________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร,  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้)  (ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                                   ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค  (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                                 สำหรับ   “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า   คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                     สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่  ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

 

15. Let’s go out for dinner tonight after work, _____________________________________?

(พวกเราออกไปข้างนอกเพื่อกินอาหารเย็นกันนะคืนนี้  หลังงานเลิก, ___________________)

(a)  don’t we

(b)  don’t you

(c)  shan’t we

(d)  shall we     (เอาไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากในประโยคชักชวนที่ขึ้นต้นด้วย  “Let’s”   ในส่วนต่อท้าย  (Tag)  จะต้องใช้   “shall we”  เสมอ  ส่วนถ้าเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้   “will you”   เช่น

  • Please come and see me at home tomorrow, will you?

(กรุณามาและพบผมที่บ้านวันพรุ่งนี้,   ได้ไหม)

  • Stop smoking in the bus, will you?

(หยุดสูบบุหรี่บนรถประจำทาง,  ได้ไหม)

                                                ในกรณีเป็นการชักชวน  “มิให้กระทำ”  ไม่จำเป็นต้องมีส่วน  “Tag”  ต่อท้ายประโยค  เช่น

  • Let’s not go to the concert tonight.

(เราอย่าไปฟังคอนเสิร์ตกันเลยคืนนี้)

  • Let’s not get up late tomorrow morning.

(เราอย่าตื่นสายกันเลยเช้าพรุ่งนี้)

(ทั้ง    ประโยคข้างบนไม่ต้องมีส่วน  “Tag”  ห้อยท้าย)

 

16. When companies cannot supply what is ordered, they usually try to ship a __________ product.

(เมื่อบริษัทไม่สามารถจัดหาสิ่งที่ถูกสั่งซื้อได้  พวกเขามักพยายามที่จะขนส่ง  ผลิตภัณฑ์ _________)

(a) remaining    (ที่เหลืออยู่)

(b) substitute    (สิ่งแทน, ตัวแทน, สิ่งที่เป็นตัวแทน, วัตถุแทน)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  แทน, แทนที่, ทำการแทน, เข้าแทนที่, สับเปลี่ยน)

(c) defective    (เสีย, ชำรุด, บกพร่อง)

(d) stored    (ที่เก็บไว้ในโกดัง)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  และเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  (นามประกอบ)  ดูเพิ่มเติม  “นามประกอบ”  ใน ข้อ  ๑๑  ของข้อสอบชุดนี้

 

17. A hundred dollars _______________________________ too expensive for this camera.

(เงิน  ๑๐๐  เหรียญ ______________________________ แพงเกินไปสำหรับกล้องตัวนี้)

(a)  are

(b)  were

(c)  have been

(d)  is    (มีราคา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากคำนามที่เป็น  “จำนวนเงิน, ระยะทาง, เวลา, ชื่อหนังสือ”  ไม่ว่าจะมากอย่างไรก็ตาม  (คือมีรูปพหูพจน์)   จะถือเป็นเอกพจน์เสมอ  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์   เช่น

  • Ten kilometers is a long distance to walk in one hour.

(๑๐  กิโลเมตรเป็นระยะทางยาวที่จะเดินใน    ชั่วโมง)

  • Five hundred pounds is a large amount of money.

 (๕๐๐  ปอนด์เป็นเงินจำนวนมาก)

  • The Stories of Shakespeare’s Plays” is an interesting book.

  (เรื่องบทละครของเช็คสะเปียร์เป็นหนังสือที่น่าสนใจ)

  • Two months is too long time to wait.  

   ( เดือนเป็นเวลานานเกินไปที่จะรอคอย)

 

18. The Headmaster in our school speaks __________________________ deliberate manner.

(ครูใหญ่ในโรงเรียนของเรา  พูดในอากัปกริยาที่ใคร่ครวญ-ระมัดระวัง _________________)

(a) with a most

(b) in a most    (ที่สุด)

(c) by a most

(d) for a most

 

19. Usually I _________________________________ home much earlier; today I overslept.

(โดยปกติแล้ว  ผม _________________ บ้านแต่เนิ่นๆ กว่านี้มาก  (แต่)  วันนี้ผมหลับเลยเวลา)

(a) should leave

(b) leave    (ออกจาก)

(c) will leave

(d) shall leave

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้   “Leave”  (Present simple tense)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดเป็นประจำ สม่ำเสมอ   โดยดูจาก   “Usually”   จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  “Subject + Verb 1)

 

20. He is a well-known author and during the past few years _______________ many books.

(เขาเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง  และในระหว่าง  -   ปีที่ผ่านมา _________ หนังสือจำนวนมาก)

(a) writes

(b) had written

(c) is writing

(d) has written    (ได้เขียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ช้   “Has written”  (Present perfect tense)  กับเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  ๒ - ๓  ปีที่ผ่านมา (เขียนหนังสือ)  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูดประโยคนี้  ก็ยังเขียนหนังสืออยู่

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                 

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC