หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 360)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. At present production levels, __________ deposits of bauxite can provide the world with aluminum for hundreds of years.

(ที่ระดับการผลิตปัจจุบัน, แหล่ง (ซึ่ง) ___________ ของหินแร่สำคัญของอะลูมิเนียม  สามารถให้ธาตุอะลูมิเนียมแก่โลกเป็นเวลาหลายร้อยปี)  (คือ  แหล่งแร่บอกไซท  ที่เป็นที่รู้จักกัน  สามารถนำมาผลิตอะลูมิเนียม (ณ ระดับการผลิตปัจจุบัน) ป้อนโลกได้อีกหลายร้อยปี)

(a) they are known

(b) known are

(c) what is known

(d) known    (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากวลี   “Deposits of bauxite which are known”  เมื่อจะทำเป็นคุณศัพท์ขยายคำนาม  จึงต้องเอา  “Known”  (ถือ เป็นคำคุณศัพท์ที่มาจากกริยาช่องที่  )  มาวางไว้ข้างหน้า  “Deposits of bauxite

 

2. ______________________ is to arrange them in groups or sequences according to a plan.

(_________________ คือ  การจัดเรียงพวกมันเข้าเป็นกลุ่ม หรือตามลำดับเหตุการณ์  สอดคล้องกับแผนที่วางไว้)

(a) Things classified    (สิ่งต่างๆซึ่งถูกจัดประเภท)

(b) In classifying things    (ในการจัดประเภทสิ่งต่างๆ)

(c) To classify things    (การจัดประเภทสิ่งต่างๆ)

(d) As classification of things    (ในฐานะการจัดประเภทของสิ่งต่างๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) +  “กรรม”  (To classify things)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is”  เป็นกริยา  ทั้งนี้  ข้อนี้อาจตอบ  “Classifying things”   คือ  การใช้  “Gerund”  (Verb + ing) +  “กรรม”  ทำหน้าที่ประธานประโยค  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because _____________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า _____________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Working”  เป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ ______________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

3. Milk proteins __________________________________ for their high nutritional content.

(โปรตีนจากนม ______________ สำหรับองค์ประกอบ (สารที่มีอยู่ในโปรตีน) ทางด้านโภชนาการ (บำรุงเลี้ยงร่างกาย) ที่สูงของมัน)

(a) valued

(b) are valued    (ถูกให้ความสำคัญ, ถูกประเมินค่า)

(c) to be valued

(d) are they valued

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  ในรูป  “Passive voice”  เพราะประธานของประโยค  (Milk proteins)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกให้ความสำคัญ, ถูกประเมินค่า)

 

4. __________________________________________ the world’s largest university library.

(______________________________________ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดของโลก)

(a) It is Harvard

(b) At Harvard

(c) Harvard has    (มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดมี)

(d) Harvard, with

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Harvard)  และกริยา  (Has)  ของประโยค  โดยมี  “The world’s largest university library”  เป็นกรรม

 

5. Dams can be very beneficial to the areas ______________________________________.

(เขื่อนสามารถเป็นประโยชน์ (เป็นผลดี) อย่างมากกับพื้นที่ ___________________________)

(a) which they are built

(b) in which they are built    (ซึ่งมันถูกสร้างขึ้น)

(c) where are they built    (ข้อนี้เรียงลำดับคำผิด)

(d) where building them

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจตอบ  “Where they are built”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Where”  =  “In which

 

6. The two companies ___________ a few months ago, and since then they __________ a considerable increase in profits.

(บริษัททั้งสอง __________ เมื่อ  ๒ – ๓  ปีมาแล้ว, และตั้งแต่นั้นมา  พวกเขา __________ การเพิ่มขึ้นอย่างมากของผลกำไร)

(a) have merged ________ showed

(b) have merged ________ have shown

(c) merged ________ have shown    (ควบรวมกัน .................. ได้แสดง)

(d) merged ________ showed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Merged”  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  (ควบรวมกันเมื่อ  ๒ – ๓  ปีมาแล้ว)  และใช้  “Have shown”  (Present perfect tense)เนื่องจากกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดต่อเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้  (แสดงการเพิ่มกำไรมากมาย  ตั้งแต่ควบรวมกัน  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

7. The passengers on the bus, ___________ were afraid of the driver’s reckless driving, were relieved when they reached their destination safely.

(ผู้โดยสารบนรถประจำทาง, _____________ กลัวการขับรถอย่างประมาทของผู้ขับขี่, รู้สึกโล่งอก  เมื่อพวกเขาไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย)

(a) that

(b) who    (ผู้ซึ่ง)

(c) whom

(d) which

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค (อยู่ระหว่างเครื่องหมายคอมมา  -  ซึ่งเหมือนกับเป็นข้อความที่อยู่ในวงเล็บ)  ในแบบ  “Non-defining adjective clause”  เนื่องจากข้อความที่ถูกอนุประ โยคนี้ขยาย  (The passengers on the bus)  ซึ่งเป็นประธานของประโยค  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นใคร  (คือ  ผู้โดยสารบนรถประจำทางคันนั้น)  การมาขยายข้อความ  (ประธานของประโยค) ดังกล่าว  จึงเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวประธานเท่านั้น  เพราะถึงแม้ไม่มีอนุประโยคนี้  ผู้ฟังก็จะยังคงเข้าใจว่า  เป็นผู้โดยสารคนไหน  ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “Non-defining adjective clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • She went to _______________________________________________________.

(เธอไป ___________________________________________________________)

(a) Paris where she stayed ten days

(b) Paris, where she stayed ten days     (ปารีส, ที่ซึ่งเธอพักอยู่  ๑๐  วัน)

(c) Paris in which she stayed ten days

(d) Paris which she stayed there ten days

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “where she stayed ten days”  เป็น  “Non-defining clause”   คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น   มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ข้อความนี้มิได้มาแยก  “ปารีส”  นี้ออกจาก  “ปารีส”  อื่น  เพราะมีเพียง  “ปารีส”  เดียวเท่านั้น  ดังนั้น  หลัง  “ปารีส”  จึงต้องมี  “คอมม่า”  ซึ่ง  “Clause”  ดังกล่าว  เปรียบเสมือนข้อความที่อยู่ในวงเล็บเท่านั้น  คือ เพียงแค่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติม ดังได้กล่าวมาแล้ว สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า  “Paris, in which she stayed ten days”  (where = in which)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติม   “Non-defining clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • My _________________________________________________________ play golf.

(_________________________________________________________ เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม, ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐, ยังคง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น    “Non-defining clause” 

                                           ตัวอย่างที่  

  • The ________________________________________________ a grateful animal.

(___________________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข,  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”  ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก   ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน   จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)   คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความ สำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ  “สุนัข”  สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน  (อนุประโยค) ขยาย   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว   ไม่ต้องมีเครื่องหมาย    “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญ  ที่จะบอกให้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด  ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                                                    ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • This ______________________________________________________ very good.

(____________________________ (นี้)___________________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย   มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะ  ที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้   ดังนั้น   อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ   จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ   เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก  (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้นซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”   กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”   ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”   มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด    ดังนั้น  ข้อความ   “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”   จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น    มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ   เหมือนกับใน  “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

  • Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลินวูดส์– ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

  • Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

  • Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

  • Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลสดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

  • Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

  • My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

  • Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

  • Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                                             จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง  “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ  ของใคร  ดังนั้น  “Clause”  ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค  (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด   ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ   (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป    -    เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

                                            ๑.  ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

                                            ๒.  ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง  “Clause” เสมอ

                                            ๓.  ต้องใช้   “Relative Pronoun”  ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น  “Who”  “Whom”  “Where”  หรือ   “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                                                    สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า   เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น   ทั้งนี้  หากไม่มี  “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง   จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ   ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า  เป็นใคร  อะไร   สิ่งไหน  ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

  • The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

  • The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

  • The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

  • The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

  • Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                                                 จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม   “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม  (ประธานประโยค)   ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

  • The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

  • The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

  • The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

  • The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

  • The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

  • Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี  “Defining Adjective Clause”  ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

                                           ๑. ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                                           ๒. ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  คั่นอยู่ระหว่างคำนาม  (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                                           ๓. ใช้คำ  “Relative Pronoun”  ที่ขึ้นต้น  (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”   ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย   และหน้าที่ของมันด้วย

 

8. ___________ Bryan attended only about half of the classes caused him to fail in his examination.

(___________ ไบรอันเข้าเรียนในชั้นเรียนเพียงประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น  เป็นสาเหตุให้เขาสอบตก)

(a) When

(b) Why

(c) Whether

(d) That    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากข้อความ  “That Bryan attended only about half of the classes”  (ที่ว่าไบรอันเข้าเรียนในชั้นเรียนเพียงประมาณครึ่งเดียวเท่านั้น)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคข้างบน  หรือของกริยา  “Caused”  (เป็นสาเหตุให้)  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The fact _______ we have inflation makes it hard for families to buy the food they need.

(ข้อเท็จจริง _____________ เรามี (ภาวะ) เงินเฟ้อ  ทำให้มันยากสำหรับครอบครัวต่างๆ ที่จะซื้ออาหารที่ตนต้องการ)  (หมายถึง  เงินเฟ้อทำให้ครอบครัวต้องซื้ออาหารที่แพงมากขึ้น  เพราะค่าเงินลดลง)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) about 

(d) since

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that we have inflation”  หรือ   “That we have inflation”  (ที่ว่าเรามี (ภาวะ) เงินเฟ้อ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Makes”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         หน้าที่ประการหนึ่งของ  “Noun clause”  คือ  เป็นประธานของประโยค หรือของ  “Verb”  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(= The fact that he is a smart person is certain.)

{(ข้อเท็จจริง) ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน}

  • That she loves him so much is known to all.

(= The fact that she loves him so much is known to all.)

{(ข้อเท็จจริง) ที่ว่าเธอรักเขามากเป็นที่รู้กันกับทุกคน}

  • The fact that oxygen is indispensable to living things is undeniable.

(= That oxygen is indispensable to living things is undeniable.

{(ข้อเท็จจริง) ที่ว่าออกซิเจนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต  ไม่สามารถปฏิเสธได้}

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

 

9. The greatest _____________ between mitosis and meiosis lies in the manner in which chromosomes are reproduced.

(_________________ ที่สำคัญที่สุดระหว่างไมโตซิส (การแบ่งนิวเคลียสของเซลล์อย่างอ้อม) และไมโอซิส (วิธีการแบ่งเซลล์ที่ทำให้เกิดเซลล์เพศ) อยู่ตรงที่วิธีการ (หรือลักษณะ) ซึ่งโครโมโซมได้รับการแพร่พันธุ์  -  หรือถูกสร้างขึ้นมาใหม่)

(a) difference that

(b) difference    (ความแตกต่าง)

(c) difference is

(d) is a difference

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยมี  “The greatest”  ขยายอยู่ข้างหน้า  และมี  “Between mitosis and meiosis”  ขยายอยู่ข้างหลัง  และมี  “Lies”  (อยู่ตรงที่)  เป็นกริยาของประโยค

 

10. I worked in Bangkok _____________________________________________ the war.

(ผมทำงานในกรุงเทพฯ ________________________________________ สงคราม)

(a) between

(b) when    (เมื่อ)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(c) among

(d) during    (ระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ   “I worked in Bangkok when the war occurred.”  ก็ได้

 

11. I am right, ___________________________________________________________?

(ผมเป็นฝ่ายถูก, ______________________________________________________)

(a) am not I

(b) aren’t I    (ใช่ไหม)

(c) am I

(d) isn’t it

 

12. I _____________________________________________________ not sure about that. 

(ผมไม่มั่นใจ _____________________________________________ เกี่ยวกับเรื่องนั้น)

(a) do

(b) have

(c) am

(d) shall

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะ   “Sure”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงใช้กับ  “Verb to be”  (am)

 

13. You must all look after __________________________________________ on your trip.

(พวกคุณทั้งหมดทุกคน  จะต้องดูแล-เอาใจใส่ ___________________ ในระหว่างการเดินทาง)

(a) you

(b) your

(c) yourself    (ตัวเอง)  (คนเดียว)

(d) yourselves    (ตัวเอง)  (หลายคน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  มีหลายคน  สังเกตจาก  “All”   (ทุกคน)

 

14. We must get someone __________________________________ our radio set at once.

(เราจะต้องให้ใครสักคน ____________________________ เครื่องรับวิทยุของเราในทันที)

(a) repair

(b) to repair    (ซ่อม)

(c) repaired

(d) repairing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มาจากโครงสร้าง  “Get someone + To + Do + Something”   ส่วน  “Have someone + Do + Something”   โดยทั้ง  ๒  ข้อความ  มีความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • I get her to clean my room.

(ผมใช้ให้เธอทำความสะอาดห้องของผม)

  • She had me wash her clothes.

(เธอใช้ให้ผมซักเสื้อผ้าของเธอ)

  • We got a repairman to fix our car.

(เราใช้ให้ช่างซ่อมรถของเรา)

  • They had a guard keep a close watch on their house.

(พวกเขาใช้ให้ยามเฝ้าระวังบ้านอย่างใกล้ชิด)

 

15. I smoke about forty cigarettes _____________________________________________.

(ผมสูบบุหรี่ประมาณ  ๔๐  มวน ____________________________________________)

(a) one day

(b) a day    (ต่อวัน, ใน    วัน)

(c) in a day

(d) for a day

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็น  “อัตรา”  (๔๐ มวนต่อวัน,  ๘๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง,  ๕๐  บาทต่อกิโลกรัม)   จึงไม่ต้องมี   “Preposition” (in, for)  นำหน้า  “ต่อวัน, ต่อชั่วโมง, ต่อกิโล”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่        (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  ๑ –  ๔)

  • Hurricanes are (1) tropical storms in which winds attain (2) speeds above seventy-five miles (3) the hour and carry (4) heavy rains with them.  

(พายุเฮอริเคนเป็นพายุในเขตร้อน  ซึ่งลมมีความเร็วสูงกว่า  ๗๕  ไมล์ต่อชั่วโมง  และพาฝนที่ตกหนักไปพร้อมกับมัน)

ตอบ  -  ข้อ      แก้เป็น  “an hour”

                                            ตัวอย่างที่        (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  ๑ –  ๔)

  • All the blood in the body (2) passes through the heart (3) at least twice (4) the minute.

(เลือดทั้งหมดในร่างกายไหลผ่านหัวใจ  อย่างน้อยที่สุด    ครั้ง ต่อ   นาที)

ตอบ  –  ข้อ   (4)   แก้เป็น  “a minute”  เนื่องจากต้องใช้  “a”  และ  “an”  นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่บอกถึง   “ราคา”  “อัตราส่วน”  “น้ำหนัก”  “ความเร็ว”  และ  “เวลา”  เช่น   

  • a pound a dozen   (โหลละ ๑ ปอนด์) 
  •  ten dollars a pair   (คู่ละ ๑๐ เหรียญ)
  • 50 baht a kilo   (๕๐ บาทต่อ ๑ กิโล)
  • 100 baht a yard   (๑๐๐ บาทต่อ ๑ หลา)
  • once a month    (เดือนละ ๑ ครั้ง)
  • twice a year   (ปีละ ๒ ครั้ง)
  • three times a year    (ปีละ ๓ ครั้ง)
  • ninety miles an hour   (๙๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)

 

16. Chiang Mai is __________________________________________ the north of Thailand.

(เชียงใหม่อยู่ ______________________________________ ภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) to

(b) at

(c) in    (ใน)

(d) above

(e) over

ตอบ   -   ข้อ    (c)   แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า  “เมียนมาร์  อยู่ทาง  “ทิศเหนือ”  ของประเทศไทย”  ต้องใช้ว่า

  • Myanmar is to the north of Thailand.

 

17. I like to wear clothing which is _________________________________________.

(ผมชอบสวมเสื้อผ้าซึ่ง ________________________________________________)

(a) bright colors

(b) brightly colored    (มีสีสันฉูดฉาด)   (ถูกลงสีอย่างฉูดฉาด)

(c) bright color

(d) brightly colored clothes

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบข้อ   (a)  แต่ต้องแก้เป็น   “………..which has bright colors

 

18. There will be a sale of garden _______________ in the village hall on Sunday morning.

(จะมีการจำหน่าย _______________ จากสวน  ในห้องประชุมหมู่บ้าน  ตอนเช้าวันอาทิตย์)

(a) produce    (ในที่นี้เป็นคำนาม  หมายถึง  ผลผลิตทางการเกษตร เช่น  พืช  ผัก  ผลไม้)

(b) produces

(c) product    (ผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรม,  ผลิตภัณฑ์ทั่วไป)

(d) products

 

19. ________________________________________ when he stands in front of the class.

(______________________________________________ เมื่อเขายืนอยู่หน้าชั้นเรียน)

(a) He dares not to say anything

(b) He dare not say nothing

(c) He dare not to say anything

(d) He dare not say anything   (เขาไม่กล้าพูดอะไรเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Dare”  เมื่อหมายถึง  “กล้า, กล้าทำ, กล้าเผชิญหน้า”  ถือเป็นกริยาพิเศษ  เหมือน   “Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must”  จึงต้องตามด้วย   “Infinitive without to”  (Verb 1)  และเมื่อเป็นรูปปฏิเสธ  เอา   “Not”  างไว้หลัง   “Dare

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 359)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Sidney Lanier was most famous for his poetry, but __________ a schoolteacher, a literary critic, and a musician.

(ซิดนีย์ เลเนียร์ มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในด้านการประพันธ์บทกวีของเขา  แต่ __________ ครูโรงเรียน, นักวิจารณ์วรรณกรรม, และนักดนตรี)

(a) was including

(b) moreover he    (ยิ่งไปกว่านั้น  เขา)

(c) together with    (รวมทั้ง, เช่นเดียวกันกับ)

(d) he was also    (เขายังเป็น ...............(ครูโรงเรียนฯ)................ ด้วยเช่นกัน)

 

2. Only rarely _____________ neuroses leave a person unable to function in everyday situations.

(น้อยครั้งเท่านั้น _____________ โรคประสาททิ้งให้บุคคลไม่สามารถทำงาน (ปฏิบัติหน้าที่) ในสถานการณ์รายวัน)  (ความหมาย  คือ  แม้คนจะเป็นโรคประสาท  ก็ยังสามารถทำงานประจำวันได้เป็นส่วนใหญ่)

(a) had

(b) that

(c) do    (ที่)

(d) are

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “Rarely (Seldom, Hardly, Scarcely, Never, Not only, Neither) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Hardly _____________________________________ speaking when the door opened.

(ยังไม่ทันที่ _________________ การพูด  เมื่อประตูเปิดออก)  (หมายถึง  ผมพูดยังไม่ทันจบ  เมื่อประตูเปิดออก)

(a) I finished

(b) I had finished

(c) would I finish

(d) had I finished    (ผมได้เสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ    ตามโครงสร้าง  “Hardly (Never, Scarcely) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Seldom ___________________________________________________________.

(_____________________________ ไม่ใคร่จะ ____________________________)

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  .............(ไม่ใคร่จะ)................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้  คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                                ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ,,,,,,,,,,,,,..............., เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ___________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ตามโครงสร้าง  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  เช่น 

  • Neither is she diligent” 

(และเธอก็ไม่ขยันด้วยเช่นกัน)  (นอกจากจะไม่ฉลาดแล้ว)   

                                                 หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  เช่น

  • Neither did we go to the party.” 

(เราก็มิได้ไปงานเลี้ยงด้วยเช่นกัน)

                                      ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ___________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                            ตัวอย่างที่  

  • Not only __________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                             ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. _______________________________________________ west of the Rocky mountains.

(____________________________________________ ทางตะวันตกของเทือกเขาร็อกกี้)

(a) Tornadoes almost occur never

(b) Tornadoes never almost occur

(c) Never tornadoes almost occur

(d) Tornadoes almost never occur    (พายุทอร์นาโดเกือบจะไม่เคยเกิดขึ้น)

ตอบ    -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องวาง  “Almost”  ไว้หน้า  “Never”  (เกือบจะ ไม่เคย)  และวาง  “Never”  ไว้หน้า  “Occur”  (ไม่เคยเกิดขึ้น)  เสมอ

 

4. ________________________ are prepared from flour or meal derived from some form of grain.

(________ ถูกเตรียมจากแป้ง  หรืออาหารที่ได้รับจากพืชประเภทข้าว (เมล็ดข้าว) บางอย่าง)

(a) With bakery products

(b) While bakery products

(c)  Bakery products    (ผลิตภัณฑ์ของร้านขนมปัง)

(d) They are bakery products

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค

 

5. The production of tin ore in the United States is relatively insignificant, ___________ less than one hundred tons annually.

(การผลิตสินแร่ดีบุกในสหรัฐฯ ค่อนข้างจะไม่มีความสำคัญ (ทั้งนี้) _______________ น้อยกว่าปีละ  ๑๐๐  ตัน)

(a) in the amount

(b) amounting to    (มีจำนวน, เป็นจำนวน)

(c) amounts to it

(d) to the amount of

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….insignificant, which amounts to less than one hundred……….

 

6. Not every pearl that is found_________________________________________________.

(มิใช่ไข่มุกต์ทุกเม็ดที่ถูกพบ ____________________________________________)

(a) of value

(b) is valuable    (มีค่า, มีราคา, มีค่าเป็นเงินมาก)

(c) to be valued

(d) valuable

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Is)  และส่วนขยายกริยา  (Valuable) ของประโยคใหญ่  (Not every pearl is valuable.)  โดยมี  “That is found”  เป็นอนุประโยค  ขยายประธาน  “Not every pearl”  ทั้งนี้  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ไข่มุกต์บางเม็ดที่พบ  ก็ไม่มีราคา

 

7. _______________ created the donkey and elephant that symbolize the Democratic and Republican parties.

(_______________ สร้างลาและช้าง  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเดโมแครต และรีพับลิกัน)

(a) Although Thomas Nast

(b) That Thomas Nast

(c) Thomas Nast, who

(d) It was Thomas Nast who    (มันคือโทมัส นาส์ท  ผู้ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคข้างล่าง  

  • It + Is (Was) + Subject + Who (That) + Verb

(มันคือประธานฯ ผู้ซึ่งทำกริยานั้นๆ)

  • It is I who am the leader, not you.

(มันคือผม  ผู้ซึ่งเป็นผู้นำ  มิใช่คุณ)

  • It was she who helped me out of this difficulty.

(มันคือเธอ  ผู้ซึ่งช่วยผมให้พ้นจากความยากลำบาก)

  • It was the manager who dismissed John from the company.

(มันคือผู้จัดการ  ผู้ซึ่งไล่จอห์นออกจากบริษัท)

  • It was the dog that (which) killed the cat.

(มันคือสุนัขซึ่งฆ่าแมว)

  • It is his parents who got him a job.

(มันคือพ่อแม่ของเขา  ผู้ซึ่งหางานให้เขาทำ)

  • It is Tom and Tim who will travel abroad next month.

(มันคือทอมและทิม  ผู้ซึ่งจะเดินทางไปต่างประเทศเดือนหน้า)

หมายเหตุ***    “It”  ในทุกประโยคข้างบนมิได้มีความหมายแต่อย่างใด  หรือแทนสิ่งใด  แต่ถูกสมมติขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  เหมือนกับประโยคข้างล่าง

  • It is very cold today

(อากาศหนาวมากวันนี้)

  • It was hot last summer.

(อากาศร้อนเมื่อหน้าร้อนที่แล้ว)

  • It is in winter that some animals hibernate.

(ในหน้าหนาว  สัตว์บางชนิดจำศีล)

  • It is nice to see you again.

(ดีจริงที่ได้พบคุณอีกครั้ง)

 

8. In _____________, the advent of the telephone, radio, and television has made rapid long-distance communication possible.

(ใน ________________, การปรากฏขึ้นของโทรศัพท์, วิทยุ, และโทรทัศน์  ได้ทำให้การสื่อสารระยะทางไกลแบบรวดเร็ว  เป็นไปได้)

(a) one hundred years later    (๑๐๐  ปีต่อมา)

(b) one hundred years ago    (๑๐๐  ปีล่วงมาแล้ว)

(c) the one hundred years since    (๑๐๐  ปีตั้งแต่)  (ข้อนี้ไม่ได้ใจความ)

(d) the last one hundred years    (๑๐๐  ปีที่ผ่านมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ทั้งนี้   ถ้าจะตอบ  ข้อ  (a)  และ  (b)  จะต้องตัด  “Preposition”  (In)  หน้าประโยคทิ้ง  และต้องเปลี่ยนกริยาจาก  “Present perfect tense”  (Has made)  ให้เป็น  “Past simple tense”  (Made)  เพราะถือเป็นอดีตเด็ดขาดไปแล้ว  มิได้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  เหมือนใน  ข้อ  (d)

 

9. Our car needs ________________________________________________________.

(รถยนต์ของเราจำเป็นต้อง _____________________________________________)

(a) mend

(b) mended

(c) being mended

(d) to mend

(e) to be mended    (ได้รับการซ่อมแซม, ถูกซ่อมแซม)

ตอบ   -   ข้อ   (e)  หรืออาจตอบว่า “………..needs mending”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Many of these costumes for the play are torn _______________________________.

(เครื่องแต่งกายสำหรับ (การแสดง) ละครเหล่านี้จำนวนมากขาดวิ่น __________________)

(a) and mending is required of them

(b) but need mending

(c) and need to be mended    (และจำเป็นต้องได้รับการปะชุน)

(d) but require to be mended

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “And need mending”  ก็ได้ 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • This machine is very dirty.  It needs _____________________________________.

(เครื่องจักรนี้สกปรกมาก  มันจำเป็นต้อง ____________________________________)

(a) to clean it

(b) to clean

(c) to be cleaned    (ถูกซ่อม)  

(d) clean

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “Cleaning”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Need + To be + Verb 3”   หรือ  “Need + Verb + ing  

                                          ตัวอย่างที่ 

  • This house looks very shabby; it needs ___________________________________.

(บ้านหลังนี้มีลักษณะโกโรโกโสมาก  มันจำเป็นต้อง ____________________________)

(a) to repaint

(b) repainted

(c) to be repainting

(d) to be repainted    (ถูกทาสีใหม่, ได้รับการทาสีใหม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Need”  (จำเป็นต้อง) + To + Be + Verb 3  หรือ   “Need + Verb + ing”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ   “Repainting”  ก็ได้

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Cars in smaller models need ___________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง _____ ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced     (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจาก   “Need”  สามารถตามด้วย  ๒  รูปแบบ   คือ “Need to be produced”  หรือ  “Need producing”  ซึ่งหมายถึง  “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง  ๒   ข้อความ   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The room needs to be cleaned.

(= The room needs cleaning.)

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

  • Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

10. Mrs. Andrews is a ________________________________________________ woman.

(มิสซิสแอนดรูว์เป็นผู้หญิง ______________________________________________)

(a) kind-heart

(b) kind heart

(c) kind-hearted    (ใจดี, ใจบุญ, ใจกรุณา)

(d) kind hearted

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • A woman with white hair is a ____________________________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ___________________________________________)

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

                                                    ประโยคข้างบนต้องใช้  “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective)  คือ  คำ  ๒  คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective)  คำเดียว  จะต้องมีขีด ( - ) คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed”   หลังคำนามได้    ตัวอย่าง   เช่น

            - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

            - an absent-minded man –  คนใจลอย

            -service-minded people – คนจิตอาสา

            - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

            - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

            - a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

            - red-faced people – คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

            - a baby-faced man – คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

             - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

             - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

             - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

             - a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

             - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

             - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

             - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

             - a big-headed boy – เด็กหัวโต

              - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

             - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

11. His friends thought he was ill yesterday, ____________________________________?

(เพื่อนของเขาคิดว่า  เขาป่วยเมื่อวานนี้ ______________________________________)

(a) did they

(b) was he

(c) didn’t they    (ใช่หรือไม่)

(d) wasn’t he

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ในส่วน  “Tag”  ต้องใช้กริยาตามประธานและกริยาในประโยคใหญ่  “Main clause” (His friends thought……)  มิใช่ใช้ตามประธานและกริยาในประโยคย่อย  (he was ill yesterday)  และเนื่องจาก  “Thought” อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน   Tag” จึงต้องใช้   “Did”  ในรูปปฏิเสธ  (= Didn’t)

 

12. You almost scared me _____________________________________________ death!

(คุณเกือบทำให้ผมตกใจ ____________________________ ตาย  -  หรือตกใจอย่างมาก)

(a) for

(b) in

(c) to    (ถึง, แทบ)

(d) into

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To scare someone to death” =  “ทำให้ตกใจอย่างมาก”  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                            สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่  “keep to the right”  (ชิดด้านขวามือ)  In Germany, traffic keeps to the right.  (ในประเทศเยอรมัน  การจราจรชิดด้านขวามือของถนน),   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น)  -  A car accident occurred to his family last year.  (อุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาเมื่อปีที่แล้ว),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  -  They are (get) used (accustomed) to getting up early.  (พวกเขาคุ้นเคย-เคยชิน กับการตื่นนอนแต่เช้าตรู่),   เป็นต้น

 

13. A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

      B: He signed up, but he’s considering _______________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ______________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ  (a)  “Consider + Verb + ing” =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + not + Verb + ing” =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.” (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _______________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                           ตัวอย่างที่  

  • He keeps ______________________________________ the most outrageous things.

(เขา _________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                       ตัวอย่างที่  

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                         ตัวอย่างที่  

  • I can’t help ______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.    

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.   

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.   

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window? 

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                                       สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ ๕

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                                นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

14. I just saw a girl _________________________________________________ in Canada.

(ผมเพิ่งจะเห็นเด็กผู้หญิง _______________________________________ ในแคนาดา)

(a) that I met her sister

(b) who is sister I met

(c) whose sister I met    (ผู้ซึ่งพี่สาวของเขาผมได้พบ)  

(d) who I met her sister

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  “ผู้ซึ่งพี่สาวของเธอ” (ของเด็กผู้หญิง)

 

15. We hire out bicycles ___________________________________________________.

(เราให้เช่ารถจักรยาน _________________________________________________)

(a) by hours

(b) by an hour

(c) by the hour    (เป็น (ราย) ชั่วโมง)

(d) for hours    (เป็นเวลาหลายชั่วโมง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Some workers are paid ___________________________________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง ___________________________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง   “is (are) paid by”  (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”   (ถูกขายเป็น)   มีหลัก คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง  “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้   “The”  ขยาย   แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (Weight, Length, etc.)  หน้าคำนามนั้น   ไม่ต้องมี  “Article”  (A, An, The)  ใดๆขยายเลย  เช่น

  • In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight” เป็นนามนับไม่ได้)

  • Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -  การทำงาน)  (“Time” เป็นนามนับไม่ได้)

 

16. Jim seems to be putting ___________________________________________ weight.

(จิมดูเหมือนว่ากำลังน้ำหนัก ______________________________________ มากขึ้น)

(a) by

(b) over

(c) in

(d) on    (เพิ่ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Put on weight”  =  “น้ำหนักเพิ่มขึ้น”  สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้น สุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

17. He is an excellent teacher _________________________________ he speaks too low.

(เขาเป็นครูที่ดีเยี่ยม _________________________________ เขาพูดเสียงค่อยเกินไป)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) besides    (นอกเหนือไปจาก, ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(d) except for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Except”  เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วย  “วลี, คำนาม, สรรพนาม หรือ กริยา”  เช่น

  • We saw nothing along the way except flower gardens.

(พวกเราไม่เห็นอะไรเลยระหว่างทาง  ยกเว้นสวนดอกไม้)

  • Every room  is empty now except the living room.

(ทุกห้องว่างเปล่าขณะนี้  ยกเว้นห้องรับแขก)

  • Nobody went there except me.

(ไม่มีใครไปที่นั่น  ยกเว้นผม)

  • She likes living here except in summer.

(เธอชอบอาศัยอยู่ที่นี่  ยกเว้นในหน้าร้อน)

  • The place seems clean except where he sleeps.

(สถานที่ดูเหมือนว่าสะอาด  ยกเว้นตรงที่ที่เขานอน)

  • All the boys except Billy started to cry.

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

  • He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

  • I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)  

                                               ส่วน   Except that  หรือ   Except for the fact that  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

  • The house I bought is very nice, except that the living room is too small.

(บ้านที่ผมซื้อดีมากเลย  ยกเว้นแต่ว่า  ห้องรับแขกเล็กเกินไป)

  • I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

                                             สำหรับ   “Except for”  เป็น   “Preposition”  มีความหมาย  “นอกจาก................(ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความข้างหน้า)”  เช่น

  • The living room is empty now except for the rug.

(ห้องรับแขกว่างเปล่าขณะนี้  นอกจากพรม)  (มีพรมในห้องเพียงสิ่งเดียว)

  • The room was very cold and, except for Peter, entirely empty.

(ห้องหนาวมากและ, นอกจากปีเตอร์, ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง)  (มีปีเตอร์นั่งในห้องเพียงคนเดียว)

  • Except for emergencies, I didn’t expect any help from my children.

(นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน  ผมไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆจากลูกๆเลย)  (ไม่หวังให้ลูกช่วย  ยกเว้นมีสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น ป่วยกะทันหัน)   

 

18. If they are qualified teachers, you should put their names _____________ the waiting list.

(ถ้าพวกเขาเป็นครูที่มีคุณวุฒิเหมาะสม  คุณควรใส่ชื่อของเขาไว้ ____________ รายชื่อการรอคอย  -  ของผู้ที่รอบรรจุเข้าทำงาน)

(a) in

(b) on    (ใน)

(c) at

(d) of

 

19. All the cars here are very expensive.  There aren’t ______________ that cost less than five hundred thousand baht.

(รถทุกคันที่นี่ราคาแพงมาก  ไม่มี __________________ ที่ราคาต่ำกว่า  ๕๐๐,๐๐๐  บาท)

(a) anyone    (บุคคลใด)

(b) ones

(c) any    (รถคันใดๆ)

(d) one of them

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฎิเสธ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Any” ากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • We had hardly _________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน ________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                                     ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                            และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any” จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                           อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                          ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                            ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                    ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

  • I will give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                   ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

20. The driver lost control _________________________ the bus, and it went into the river.

(คนขับรถสูญเสียการควบคุม __________________ รถประจำทาง  และมันก็ตกลงไปในแม่น้ำ)

(a) in

(b) over

(c) for

(d) of    (ของ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                            สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 358)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. No one knows ______________________________________________________.

(ไม่มีใครรู้ (ว่า) ______________________________________________________)

(a) when pantomime began just

(b) began pantomime just when

(c) just when pantomime began    (ละครใบ้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด)

(d) pantomime when just began

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “When pantomime began”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Knows”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ___________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ___________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay” นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you ___________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _______________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (=  คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   When you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                            ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ____________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                         ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ____________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                       ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ____________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                            ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด _________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                          ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not __________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ __________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “What I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                             ตัวอย่างที่  

  • Tell me __________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                            ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือของประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                             ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                            ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                             ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                            ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                             ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that  (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

2. ___________ in the southern and Midwestern United States, ragtime music reached its classic form in the 1890’s.

(________________ ในภาคใต้และตะวันตกกลางของสหรัฐฯ,  ดนตรีจังหวะระบำของคนผิวดำ (นิโกร) ขึ้นสู่รูปแบบคลาสสิกของมันในช่วงทศวรรษ  ๑๘๙๐)

(a) To originate

(b) To have originated

(c) It originated

(d) Originating    (กำเนิดจาก, เริ่มจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ragtime music”  ซึ่งเป็นผู้ทำกริยา  “Originate”   จึงต้องใช้ในรูป  “Originating”  (Present participle)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Returning to my apartment, ____________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม ____________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)  ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไปดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • __________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

( __________________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ___________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across    (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • While traveling through the Rocky Mountains, _____________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (The travelers were attracted by the scenes) 

                                             ตัวอย่างที่ 

  • ________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(____________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                              ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)    ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

                                             สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำ คุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(= The people who work (หรือ are working) in the office are my colleagues.)

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(= The woman who walks (หรือ is walking) across the street is my sister.)

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(= The man who lives (หรือ is living) next door is a bank manager.)

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(= The children who play (หรือ are playing) in the field are my neighbors’ kids.)

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                                 สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • __________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์ (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่     (แสดง “Passive voice)

 

3. Peter Joseph Wilhelm Debye developed a method for bringing substances to the lowest temperatures ______________.

(ปีเตอร์ โจเซฟ วิลเฮล์ม เดบี  ได้พัฒนาวิธีการนำสสารไปสู่อุณหภูมิต่ำที่สุด ________________)

(a) knowing science

(b) know science

(c) known to science    {(ซึ่ง) เป็นที่รู้จักกันทางวิทยาศาสตร์}

(d) science is known

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  คือ  “………temperatures which are known to science”

 

4. _________ hydras and jellyfish, corals are not equipped with stinging cells in their tentacles.

(__________________ ตัวไฮดรา (สัตว์น้ำจืด) และแมงกะพรุน, ตัวปะการังมิได้ถูกจัดให้มีเซลที่ทำให้เจ็บปวด (ระคายเคือง, แสบ, คัน) ในหนวด (สัมผัส) ของมัน)

(a) Not alike

(b) Unlike    (ไม่เหมือนกับ)

(c) They are not like

(d) The unlikely

 

5. A gnat (แนท) lays its eggs on water, ____ they float from one to several days before they hatch.

(ริ้น-ไร วางไข่บนผิวน้ำ _________ พวกมันล่องลอยเป็นเวลาวันหนึ่งถึงหลายวัน  ก่อนฟักเป็นตัว)

(a) how

(b) why

(c) where    (ที่ซึ่ง)

(d) what

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายสถานที่  (Water)

 

6. After driving for two hours along the unfamiliar road, we suddenly realized that we ________ a wrong turning.

(หลังจากขับรถเป็นเวลา    ชั่วโมง  ไปตามถนนที่ไม่คุ้นเคย  เราได้ตระหนักในทันที ทันใดว่า  เรา ______________ ผิด)

(a) used to take    (เคยเลี้ยวรถ)

(b) should have taken    (ควรจะได้เลี้ยวรถ)

(c) could be taking    (สามารถกำลังเลี้ยวรถ)

(d) must have taken    (จะต้องได้เลี้ยวรถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Must + Have + Verb 3”  หมายถึง   “จะต้องได้ทำกริยานั้นๆไปแล้ว”  (ในอดีต)  คือ  ผู้พูดมีความมั่นใจว่า  ประธานประโยคจะต้องได้ทำสิ่งนั้นลงไปแล้วในอดีต  โดยอนุมานจากเหตุการณ์แวดล้อม  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  ๑

  • What terrible coffee!  She _______________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว (เป็นอดีต)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  (ถูกลอตเตอรี่ฯ)  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม  หรือหลักฐานที่ผู้พูดนำมาสนับสนุนคำพูดของตน  ซึ่งในประโยคนี้  คือ  เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่แล้ว)

 

7. Because she wanted to lose weight _________, she would jog long distances ___________.

(เพราะว่าเธอต้องการลดน้ำหนัก ________ เธอจึงวิ่งเหยาะๆ เป็นระยะทางไกล _________)

(a) quick __________ eager

(b) quick __________ eagerly

(c) quickly __________ eagerly    (อย่างรวดเร็ว ............... อย่างกระตือรือร้น)

(d) quickly __________ eager

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากขยายกริยา  “Lose weight” (ลดน้ำหนัก)  และ  “Jog” (วิ่งเหยาะๆจึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้ง    คำ

 

8. Because Andrew ____________ his spelling before handling in his homework, the teacher said that the work ____________ again.

(เพราะว่าแอนดรูว์ ________________ การสะกดคำของเขาก่อนส่งการบ้าน  ครูจึงกล่าวว่า  งาน ______________ อีกครั้งหนึ่ง)

(a) didn’t check ________ had to be done    (มิได้ตรวจสอบ ............. จำเป็น ต้องถูกทำ)  (คือ  จำเป็นต้องทำการบ้านใหม่อีกครั้ง  เพราะมิได้เช็คการสะกดคำก่อนส่งงาน)

(b) hadn’t checked ______ had to do

(c) isn’t checking ______ should be done

(d) won’t check ______ will be done

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากจะต้องอยู่ในรูปอดีต  โดยสังเกตจากข้อความ  “The teacher said”  (จึงตัด  ข้อ  (c)  และ  (d)  ทิ้งไป  เพราะอยู่ในรูปปัจจุบัน และอนาคต  ตามลำดับ)  ส่วนช่องหลัง   ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจาก  “งานจำเป็น ต้องถูกทำ”  (Had to be done)  จึงตัด  ข้อ  (b)  ทิ้งไป  เพราะอยู่ในรูป  “Active voice” (Had to do)  (จำเป็นต้องทำ)  อย่างไรก็ตาม  ในช่องแรก  อาจตอบ  “Hadn’t checked”  (Past perfect tense)  ก็ได้  เนื่องจากอยู่ในรูปอดีตเช่นกัน

 

9. Who ruled _________________________________________ your country at that time?

(ใคร __________________________________________ ประเทศของคุณในเวลานั้น)

(a) above

(b) over    (“Rule over”  =  ปกครอง)

(c) for

(d) in

 

10. _______________________________________________ money, we cannot stay here. 

(___________________________________________ เงิน  เราไม่สามารถพักอยู่ที่นี่ได้)

(a) No

(b) With

(c) Without    (ปราศจาก)

(d) Because of

 

11. The sun __________________________________________________ rises in the east.

(ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก __________________________________________)

(a) usually    (โดยปกติ)  (70 %)

(b) never

(c) always    (เสมอ)  (๑๐๐  %)

(d) sometimes    (บางที, บางโอกาส)  (40 %) 

 

12. The sun __________________________________________________ rises in the west.

(ดวงอาทิตย์ ____________________________________________ ขึ้นทางทิศตะวันตก)

(a) always

(b) never    (ไม่เคย)

(c) doesn’t    (ต้องเป็น  “doesn’t rise”)

(d) rarely    (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  (20 %)  (ความถี่ในการเกิด)

 

13. __________________________________ his vocabulary is limited, he speaks fluently.

(__________________________________ คำศัพท์ของเขาจำกัด  เขาพูดได้คล่องมาก)

(a) Even    แม้กระทั่ง)

(b) If    (ถ้า)

(c) Even if    (= Even though  =  ถึงแม้ว่า)

(d) As if    (= As though  =  ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

 

14. We went ___________________________________________ the bridge over the river. 

(เราไป ________________________________________________ สะพานข้ามแม่น้ำ)

(a) as long as    (นานเท่ากับ)     

(b) so long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) as far as    (ไกลเท่ากับ, ไกลพอๆกับ)

(d) as near as    (ใกล้พอๆกับ)

 

15. ____________________________________ men do not wear wedding-rings in Thailand. 

(ผู้ชายที่ ________________________________ ไม่สวมแหวนแต่งงานในประเทศไทย)

(a) Marrying

(b) To marry

(c) Married    (แต่งงานแล้ว)

(d) Marry

 

16. We use wood ____________________________________________ chairs and tables.

(เราใช้ไม้ __________________________________________________ เก้าอี้และโต๊ะ)

(a) to make the

(b) for make

(c) to making

(d) for making    (สำหรับทำ, เพื่อทำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับข้อนี้อาจตอบ   “To make”   ก็ได้  โดยไม่ต้องมี   “The”  เพราะมิได้ชี้เฉพาะว่าเป็นเก้าอี้-โต๊ะตัวใด หรือของใคร

 

17. Are you going ______________________________________________________ else? 

(คุณกำลังไป _________________________________________________ อีกหรือไม่)

(a) somewhere

(b) anywhere    (ที่อื่นใด)

(c) some where

(d) any where

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้   “Anywhere”   ในประโยคคำถาม

 

18. Thursday is ________________________________________________ day of the week.

(วันพฤหัสฯ เป็นวัน ____________________________________________ ของสัปดาห์)

(a) the five

(b) the fivth

(c) the fiveth

(d) the fifth    (ที่ห้า)

 

19. You ought to be insured now _________________________________ you’re married.

(คุณควรจะทำประกัน ______________________________________ คุณแต่งงานแล้ว)

(a) that    (“Now that”  =  เพราะว่า  =  Because)

(b) unless    (ถ้า.....................ไม่)

(c) though    (ถึงแม้ว่า)

(d) because of    (เนื่องมาจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

 

20. Modern businessmen do not write their letters _________________________________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของตน  ___________________________________)

(a) by hands

(b) by hand    (ด้วยมือ)

(c) by a hand

(d) by the hand

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By birth”  (โดยกำเนิด)  -  “She is English by birth.”  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “By my watch”  (จากนาฬิกาของผม)  -  It is ten o’clock by my watch.”  (มันเป็นเวลา  ๑๐  โมง  จากนาฬิกาของผม),  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)-  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  -  He came here by car.”  (เขามาที่นี่โดยรถยนต์),    “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ), “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)“Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี) “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),    เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 357)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Many English ____________ were opposed to the American Revolution of 1776 moved to Canada, where they were known as United Empire Loyalists.

(______________ ชาวอังกฤษจำนวนมาก ______________ ต่อต้าน (ไม่เห็นด้วยกับ) การปฏิวัติอเมริกันในปี  ๑๗๗๖ (ซึ่งชาวอาณานิคมอเมริกัน  ๑๓  แห่ง ลุกฮือเพื่อประกาศเอกราชจากอังกฤษ  และต่อมาได้สถาปนาประเทศสหรัฐฯขึ้นมา) ได้อพยพไปยังประเทศแคนาดา, ที่ซึ่งพวกเขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะ “ผู้จงรักภักดีต่อจักรวรรดิ”)  (คือ จงรักภักดีต่ออาณานิคมอเมริกัน)

(a) settling there

(b) they settled

(c) who were settlers

(d) settlers who    (ผู้ตั้งถิ่นฐาน ..................(ชาวอังกฤษฯ).................... ผู้ซึ่ง)

 

2. The working conditions of railroad employees were _____________ hazardous in the early days that private insurance companies refused to insure the workers.

(สภาพการทำงานของลูกจ้างรถไฟมีอันตราย _____________ ในยุคแรกๆ  จนกระทั่งบริษัทประกันภัยเอกชน  ปฏิเสธที่จะรับประกันภัยคนงานเหล่านี้)

(a) very

(b) much

(c) so    (มาก)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Is (Was) + So + Adjective +That + Subject + Verb.
  • He is so smart that he can answer all the questions.

(เขาฉลาดมากจนกระทั่งเขาสามารถตอบคำถามทุกข้อ)

  • She was so tired that she slept early.

(เธอเหนื่อยมากจนกระทั่งเธอเข้านอนแต่หัวค่ำ)

  • They are so poor that they can’t afford a house.

(พวกเขาจนมากจนกระทั่งไม่สามารถมีบ้านได้)

  • The room was so cold that we couldn’t sleep in it.

(ห้องเย็นมากจนกระทั่งเราไม่สามารถนอนในมันได้)

  • They were so arrogant that they wouldn’t talk to their employees.

(พวกเขาหยิ่งยโสมากจนกระทั่งไม่ยอมพูดกับลูกจ้างของตน)

 

3. ________________________ commonly chosen as the first step to a career in public office.

(_______________ ถูกเลือกโดยทั่วๆ ไป  ในฐานะก้าวแรกไปสู่อาชีพในตำแหน่งสาธารณะ)  (คือ  ตำแหน่งทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง)

(a) Legal training that is

(b) Legal training is    (การศึกษาเล่าเรียนทางกฎหมาย)

(c) It is legal training

(d) Why legal training is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ความหมาย  คือ  ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง  (ส.ส., ส.ว., และผู้บริหารท้องถิ่นอื่นๆ)  มักเลือกเรียนทางด้านกฎหมายเป็นสิ่งแรก

 

4. Snow aids farmers by keeping heat in the lower ground levels, thereby __________ from freezing.

(หิมะช่วยเหลือชาวนาโดยการเก็บความร้อนในระดับพื้นดินข้างล่างลงไป, ดังนั้น __________ จากการเย็นจนเป็นน้ำแข็ง)  (คือ  ป้องกันมิให้เมล็ดพืชเย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง)

(a) to save the seeds

(b) saving the seeds    (ป้องกันเมล็ดพืช)

(c) which saves the seeds

(d) the seeds saved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “…….levels, which thereby saves the seeds from freezing”  โดย  “Which”  แทนข้อความ  “Snow aids farmers by keeping heat in the lower ground levels”  ทั้งประโยค

 

5. ______________ mineral content in the bones of very young children is low compared to that of adults.

(_________________ ปริมาณแร่ธาตุในกระดูกของเด็กอายุน้อยมากๆ มีน้อย  เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณฯ ของผู้ใหญ่)

(a) If the

(b) That is

(c) It is the

(d) The   

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “The mineral content”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “In the bones of very young children”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี   Is”  เป็นกริยา  และ  “Low compared to that of adults”  เป็น  “Complement”  (ส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์)  ของ  Is”    

 

6. She left him standing at the railway station for over an hour because she didn’t have time ___________ with him.

(เธอทิ้งให้เขายืน (รอ) อยู่ที่สถานีรถไฟกว่า    ชั่วโมง  เพราะว่าเธอไม่มีเวลา __________ อยู่กับเขา)

(a) waiting

(b) waited

(c) to wait    (ที่จะรอคอย)

(d) to be waiting

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Have (Has) + Noun + To + Verb 1

(ประธานฯ  +  มี  +  กรรม  +  ที่จะ..................)

  • She has a lot of money to buy clothes.

(เธอมีเงินมากมายที่จะซื้อเสื้อผ้า)

  • He did not have time to visit his parents abroad.

(เขาไม่มีเวลาที่จะไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ต่างประเทศ)

  • They had enough time to finish their term paper.

(พวกเขามีเวลาพอที่จะทำรายงานประจำเทอมได้เสร็จ)

  • We have a lot of books to read this semester.

(เรามีหนังสือต้องอ่านมากมายภาคเรียนนี้)

  • I have some letters to write tomorrow.

(ผมมีจดหมายต้องเขียนวันพรุ่งนี้)

 

7. Provided that she had heard her flight was boarding, she ___________________ the plane.

(ถ้าเธอได้ยินว่าเที่ยวบินของเธอกำลังเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  เธอ _____________ เครื่องบิน)

(a) wouldn’t miss

(b) wouldn’t have missed    (คงจะไม่ตก)

(c) won’t miss

(d) may not miss

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่     (คือ ไม่เป็นจริงในอดีต)  หรือ เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “เธอไม่ได้ยินว่าเที่ยวบินของเธอเรียกผู้โดยสารขึ้นเครื่อง  ดังนั้น  เธอจึงตกเครื่องฯ”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • We _____________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา _______________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                                           ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว) 

                                         ตัวอย่างที่  

  • ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                              นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                                        ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                        ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ___________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ"

                                        ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _____________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                            ตัวอย่างที่  

  • Tom ____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_______________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                          ตัวอย่างที่  

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                          ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                              สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”  แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                             จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                               นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือน เดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”  แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                        สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

8. They won’t be very happy when they _____________________ what a mess we’ve made.

(พวกเขาคงไม่มีความสุขนัก  เมื่อพวกเขา _____________ ว่าเราได้ทำเละเทะ (สกปรกและไม่เป็นระ เบียบ) เพียงใด)

(a) will see

(b) would see

(c) see    (เห็น)

(d) had seen

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาในอนุประโยคที่ตามหลัง  “When, As soon as, Until, If, Unless, Before, After”   ให้ใช้รูป  “Simple tense”  (Present or Past)  ทั้งนี้  ต้องสอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่ด้วยว่า  มี  “Tense”  ใด  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • I will tell him as soon as he returns.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขากลับมา)

  • I would tell him as soon as he returned.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขากลับมา)

  • Before he leaves, he turns off the light.

(ก่อนเขาออกไป  เขาปิดไฟ)

  • Before he left, he turned off the light.

(ก่อนเขาออกไป  เขาปิดไฟ)

  • She will wait for him until he returns.

(เธอจะรอเขา  จนกระทั่งเขากลับมา)

  • She would wait for him until he returned.

(เธอจะรอเขา  จนกระทั่งเขากลับมา)

  • I will give this book to her when I see her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

  • I would give this book to her when I saw her.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่เธอ  เมื่อผมพบเธอ)

 

9. The hotel ______________________________________________ was very comfortable.

(โรงแรม __________________________________________ มีความสะดวกสบายมาก)

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้  “in”  อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “In which”  มีความหมายเท่ากับ  “Where”  สำหรับข้อนี้   นอกจากตอบในแบบข้อ  (d)  แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก คือ

  • (d) in which I slept last week
  • which I slept in last week
  • that I slept in last week
  • where I slept last week

หมายเหตุ   –   ห้ามใช้   “In that I slept last week

 

10. ___________________________________ hospitality to neighbors is what I always do.

( ________________ การต้อนรับแขก-การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนบ้าน  เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เสมอ)

(a) Is giving

 (b) Give

(c) To give    (การให้)

(d) To be given

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา  “Is” โดยมี “Hospitality to neighbors” เป็นส่วนขยายประธาน  นอกจาก  “To give” แล้ว  ยังสามารถใช้  “Giving” (gerund) เป็นประธานของกริยา “is”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because ______________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า ________________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ ______________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค   ซึ่งต้องเติม  “S”  เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

11. Former President Barak Obama _____________ as the president of the United States for the first term in 2009.

(อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา _________ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯในสมัยแรกในปี  ๒๐๐๙)

(a) is elected

(b) was electing

(c) who was elected

(d) was elected    (ได้รับเลือกตั้ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ในประโยค  และต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3เพราะโอบามา  “ได้รับเลือก – ถูกเลือก”  และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย   จึงไม่ใช้ข้อ  “a

 

12. The man _____________ robbed the bank last month was caught in his luxurious condominium this morning.

(ชาย _______________ ปล้นธนาคารเมื่อเดือนที่แล้ว  ถูกจับในคอนโดมิเนียมหรูของเขาเมื่อเช้านี้)

(a) whom

(b) who    (ผู้ซึ่ง)

(c) whose

(d) who was

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค  “Adjective clause” (Who robbed the bank last month)  และสามารถใช้  “That”  แทน  “Who”  ได้ด้วย

 

13. Everyone must pass __________________________________________ sooner or later.

(ทุกคนจะต้อง ________________________________________________ ไม่ช้าก็เร็ว)

(a) off

(b) away    (“Pass away”  =  ตาย)

(c) on    (“Pass on”  =  ส่งต่อๆกันไป)

(d) in

 

14. I will stay here ____________________________________________________ longer.

(ผมจะ _________________________________________________ พักที่นี่ต่อไปอีก)

(a) any

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) for

 

15. I see my own face in a mirror; that means I see _________________________________.

(ผมเห็นหน้าของตัวเองในกระจก  นั่นหมายความว่า  ผมเห็น _________________________)

(a) me

(b) mine

(c) myself    (ตัวเอง)

(d) himself

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูการใช้   “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • It is a pity we can’t see ourselves as others see_____________________________.

(มันน่าเสียดาย ที่เราไม่สามารถมองเห็นตัวของเราเอง  เหมือนที่คนอื่นมองเห็น ___________)

(a) us    (เรา)

(b) ourselves    (ตัวของเราเอง)

(c) themselves    (ตัวของพวกเขาเอง)

(d) ours    (ของเรา)

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากต้องใช้  “Pronoun”  ในรูปกรรม (ได้แก่  “me, you, them, him, her, it, us”)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “See”  เพราะมิได้มีการสะท้อนเข้าหาตัวแต่อย่างใด  สำหรับรูป “Reflexive pronoun” (myself, yourself, yourselves, themselves, himself, herself, itself, ourselves) มีที่ใช้ดังนี้   คือ

                                     ๑. ประธานเป็นผู้ทำกริยาโดยลำพังตนเอง มิมีผู้ใดช่วย  เช่น

  • He did it himself.

(เขาทำมันตามลำพัง – ไม่มีใครช่วย)

(= He himself did it. = He did it by himself.)

  • She tries to solve the problem herself.

(เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง – ไม่มีใครช่วย)

(= She herself tries to solve the problem. = She tries to solve the problem by herself.)

                                     . ใช้เป็นกรรมของกริยา  หรือของ  “Preposition”  เพื่ออ้างถึงบุคคล  หรือสัตว์  หรือเป็นประธานของประโยคก็ได้  เพื่อให้รู้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน หรือสัตว์ตัวเดียวกันกับที่ได้พูดไปก่อนหน้านั้นแล้ว  เช่น

  • Tom himself became the manager of the company.

(ทอมเองนั่นแหละเป็นผู้จัดการบริษัท)

  • I’ve just talked with David himself.

(ผมเพิ่งจะคุยกับตัวเดวิดเองเลย)

  • It was easy for a clever young man like himself (หรือhim) to make a good living.

(มันง่ายสำหรับคนหนุ่มที่ฉลาดเช่นเขา ที่จะดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม– ดีงาม)

                                      ๓. ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาสะท้อนเข้าหาตนเอง  คือทำกับตัวเอง  หรือทำให้กับตัวเอง  เช่น

  • He killed himself with a bullet in the head.

(เขาฆ่าตัวเองด้วยกระสุนปืน ๑ นัดในหัว)

  • She bought herself a gold watch.

(เธอซื้อนาฬิกาเรือนทองให้ตัวเอง)

  • James introduced himself to his new neighbor.

(เจมส์แนะนำตัวเองกับเพื่อนบ้านใหม่ของเขา)

  • He poured himself a whisky.

(เขารินวิสกี้ให้ตนเอง ๑ แก้ว)

  • He lacks confidence in himself.

(เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง)

*****ห้ามใช้  I bought herself a gift for her birthday.”เนื่องจากมิได้สะท้อนเข้าหาตนเอง  แต่เป็นคนละคน  โดยต้องใช้

  • I bought her a gift for her birthday. 

                 หรือ

  • I bought myself a gift for my birthday. 

(ผมซื้อของขวัญให้ตัวเองในวันเกิด)

 

16. ______________________________________ I in your position, I would accept his offer.

(ถ้าผม ____________________________ ในสถานะของคุณ  ผมจะยอมรับข้อเสนอของเขา)

(a) If

(b) Am

(c) Were    (อยู่)

(d) When

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • If I ___________________________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม ______________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                           ตัวอย่างที่  

  • If I __________________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม _______________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”

                                           ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I ___________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม __________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒   “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                                         ตัวอย่างที่  ๔

  • If you lived closer to the office, you ______________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have(จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย” แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่  ”  (Present unreal)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V. ช่องที่ 2”  และในกรณีมี  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause)  จะใช้รูป  “Subject + Would + (Not) + Verb ช่องที่ 1

                                              สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่    นี้  มักใช้เมื่อ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็  (๒)  ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยคข้างล่าง

  • If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)   

                                             ในประโยคข้างบน  ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า   “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause  แบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”   คือ

  • If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                           ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause” แบบที่    เช่น

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless  =  if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                                           สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้โครง สร้าง  “ผกผัน”  (Inversion)  คือเอา  “Were” มาไว้ข้างหน้าประโยคแทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)  เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)  (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

17. If _______________ enough interest, the proposed flexible work schedule will be implemented.

(ถ้า ________________ ความสนใจพอ  กำหนดเวลาทำงานแบบยืดหยุ่นที่ถูกเสนอ จะได้รับการปฏิบัติ)  (คือ  เอามาใช้จริงๆ)

(a) there be

(b) there will be

(c) there are

(d) there is    (มี)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ ใน  “If clause” ใช้รูป   “Present simple tense”  ส่วนใน  “Main clause”   ใช้รูป “Future tense

 

18. Relief organizations have contributed ____________________ money to farm in Africa.

(องค์กรบรรเทาทุกข์ได้ให้ (มีส่วนช่วยเหลือ) ______________   เงินแก่ไร่นาในทวีปแอฟริกา)

(a) both time and    (ทั้งเวลาและ)

(b) neither and

(c) time but

(d) time nor

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  “Both…….........and, Neither….. ……….nor, Either……….....or, Not only……...…but also

 

19. The Olympic judges thought the contestants ran the race _________________________.

(กรรมการกีฬาโอลิมปิกคิดว่า  ผู้เข้าแข่งขันวิ่งแข่ง ______________________________)

(a) easily and good

(b) easily nor well

(c) easily and well    (อย่างง่ายดายและดี)

(d) easy and good

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา “Ran”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(Adverb)

 

20. The fruit delivered directly from the orchard was ____________________ also delicious.

(ผลไม้ซึ่งส่งโดยตรงมาจากสวนผลไม้ ____________________________ อร่อยอีกด้วย)

(a) not only ripe and

(b) not only ripe but    (ไม่เพียงแต่สุกเท่านั้น  แต่ยัง)

(c) only ripe

(d) as ripe as but

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่   “Not only………….but also”  (ไม่เพียงแต่..................เท่านั้น  แต่ยัง..................อีกด้วย)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 356)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ______________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of ________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ___________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน,  งอกราก,  และ ________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and _______________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ______________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                           ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and _________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”   คือ  “Like reading, hiking and listening…............….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

2. _________________ was as an administrator and teacher at a frontier university that Grace R. Hebard made her principal contribution.

(___________________ เป็นในฐานะผู้บริหารและครูที่มหาวิทยาลัยใกล้ชายแดน  ที่เกรซ อาร์ เฮบาร์ด  ได้สร้างคุณูปการ (การมีส่วนช่วยเหลือ) ที่สำคัญที่สุดของเธอ)

(a) There

(b) While she

(c) There she

(d) It    (มัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {It + Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb  “มันเป็น (วลี) ที่ประธาน.............”เช่น  “It is in this house that I was born.”  (มันเป็นในบ้านหลังนี้ที่ผมเกิด)   “It was in 1919 that the First World War took place.”  (มันเป็นในปี  ๑๙๑๙  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

หมายเหตุ*****   -   สำหรับในข้อ  ๒  สามารถตอบได้อีกโครงสร้างหนึ่ง  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

  • While she was an administrator and teacher at a frontier university, Grace R. Hebard made her principal contribution.

                                                        จงเปรียบเทียบความแตกต่างของโครงสร้าง  กับประโยคใน  ข้อ 

  • It was as an administrator and teacher at a frontier university that Grace R. Hebard made her principal contribution.

                                        ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________ in May that the rainy season begins in Thailand.

(_____________________________ ในเดือนพฤษภาคม  ที่ฤดูฝนเริ่มต้นในประเทศไทย)

(=  In May the rainy season begins in Thailand.)

(a) There is

(b) It is    (มันเป็น)

(c) He said

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  {It Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb}  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • It is because he is very rich _________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ______________________________________ เธอรักเขา)

(a) so     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that     (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี  {มักนำหน้าด้วย  “Preposition”  (in, on, at, with, during)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                                             ตัวอย่างที่  

  • _______________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(=  On Saturday morning we had our meeting.)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

  • It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

3. Sound travels _________________________________________________________ air.

(เสียงเดินทาง _________________________________________________ อากาศ)

(a) through water faster and

(b) faster through water than through    (ผ่านน้ำเร็วกว่าผ่าน)

(c) faster than through water and

(d) where it is faster through water than through

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องเรียงประโยคตามโครงสร้างดังกล่าว

 

4. _________________ of the number of distinct Indian languages in the Americas range from 1,000 to 2,000.

(____________________ ของจำนวนภาษาอินเดียนแดงที่แตกต่างกัน  ในทวีปอเมริกา  อยู่ในลำดับจาก  ๑,๐๐๐  ถึง  ๒,๐๐๐  ภาษา)

(a) The estimates of how many

(b) In the estimates

(c) Estimates    (ค่าที่ประเมินโดยประมาณ)

(d) Since the estimates

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบตามโครงสร้างข้างล่าง  โดยใช้  “Estimate”  เป็นคำกริยา  ก็ได้

  • It is estimated that the number of distinct Indian languages in the Americas ranges from 1,000 to 2,000.

(มันถูกประเมินค่าว่า  จำนวนของภาษาอินเดียนแดงที่แตกต่างกัน  ในทวีปอเมริกา  อยู่ในลำดับจาก  ๑,๐๐๐  ถึง  ๒,๐๐๐  ภาษา)  (ต้องเติม  “S”  ข้างท้าย  “Range”  เนื่องจาก  “The number of distinct Indian languages in the Americas”  (จำนวนของภาษาอินเดียนแดงที่แตกต่างกันในทวีปอเมริกาถือเป็นวลีเอกพจน์  จึงต้องเติม  “S”   ข้างท้ายกริยา 

                                             ดูเพิ่มเติมการใช้  “The number of ……..”  (จำนวนของ...............)  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The number of people who ____________ applied for the job so far ____________ much higher than we expected.

(จำนวนผู้คนผู้ซึ่ง _______________ สมัครงานเท่าที่ผ่านๆมา _______________ สูงกว่าที่เราคาดการไว้อย่างมาก)

(a) has _________ is

(b) have _________ is    ()

(c) has _________ are

(d) have _________ are

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้  “Have”  เนื่องจากใช้ตามประธานของอนุประโยค  “Who” ซึ่งแทน  “People”  ซึ่งเป็นคำนามพหูพจน์   ส่วนช่องหลังใช้  “Is”  เนื่องจากใช้ตามประธานของประโยคนี้  คือ  “The number of people”   (จำนวนผู้คน)  ซึ่งเป็นวลีที่เป็นเอกพจน์  เพราะถือเป็นจำนวนรวมทั้งหมด  ไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตาม  จึงใช้กับกริยาเอกพจน์  “Is”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “The number of…….........…”  (จำนวนของ..........)   และ   “A number of”  (จำนวนมาก)  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The number of the students in the evening class ________________________ to forty.

(จำนวนนักเรียนในชั้นเรียนภาคค่ำ _______________________________ อยู่ที่  ๔๐  คน)

(a) has limited

(b) have limited

(c) are limited

(d) is limited    (ถูกจำกัด)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “The number of + Noun (plural) (Students)”  =  “จำนวนนักเรียน”  ถือเป็นจำนวนรวม  จึงเป็นเอกพจน์  และใช้กับกริยาเอกพจน์  (Is, Was, Has, etc.)   แต่ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Is (was) + Verb 3  หรือ  Has + Been + Verb 3}   เนื่องจาก  “ถูกกระทำ”  คือ  “ถูกจำกัด”  ดังนั้น  ถ้าจะเลือก ข้อ   (a)  ต้องแก้เป็น   “Has been limited”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที  

  • The number of cars _______________________________________________ risen.

(จำนวนรถยนต์ _________________________________________________ เพิ่มขึ้น)

(a) is

(b) are

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                             ตัวอย่างที่  

  • The number of Europeans on the road, on the rails or in the air this summer ________ a record of 120 million, triple the level of 15 years ago. 

(จำนวนของชาวยุโรปบนถนน  (ในรถยนต์)   บนราง (ในรถไฟ)  หรือ ในอากาศ (ในเครื่องบิน)  (หมายถึงที่เดินทางท่องเที่ยว)  ในฤดูร้อนนี้ _______________ สถิติของ  ๑๒๐  ล้านคน  -  เป็น  ๓  เท่าของระดับเมื่อ   ๑๕  ปีมาแล้ว)

(a) have reached

(b) has reached      (ได้ถึง, ได้มาถึง, ได้เจาะทะลุ)

(c) were reaching

(d) had reach

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “The number of + Noun (Plural)  =  จำนวนของ…………..”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวม)   จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Has, Is, etc.)  (จึงตัดข้อ  A  และ  C  ทิ้ง)  สำหรับ  “This summer”  จะถือเป็นปัจจุบัน  หรือ อดีตก็ได้  (โดยถ้าเป็นอดีต  สามารถใช้  “Past simple” (Reached)   หรือ   “Past perfect” (Had reached)  ได้)  แต่ไม่อาจเลือกข้อ  D  ได้ เพราะผิด  (ต้องเป็น  “Had reached”)  จึงเหลือ   B  เพียงข้อเดียว  โดยถือว่า  “This summer”  เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

                                         ส่วน   “A number of”  (จำนวนมาก)   +  คำนามพหูพจน์  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (Are, Were, Have, Walk, Come, etc.)  เช่น

  • A number of people have come to the football match.

(ผู้คนจำนวนมากได้มาดูการแข่งขันฟุตบอล)

  • A number of students are playing in the field.

(นักเรียนจำนวนมากกำลังเล่นในสนาม)

  • A number of cars are in the street.

(รถยนต์จำนวนมากอยู่บนถนน)

  • A number of party members decide to vote against their leader.

(สมาชิกพรรคจำนวนมาก  ตัดสินใจลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับผู้นำของตน)

 

5. My eldest sister, like my parents, _____________________ not approve of my staying out late.

(พี่สาวคนโตของผม, เช่นเดียวกับพ่อแม่ของผม, _______________ ไม่เห็นด้วยกับการอยู่นอกบ้านจนดึกของผม)

(a) has

(b) have

(c) does     

(d) do

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้กริยา  (Does not approve)   ตามประธานตัวหน้า  (My eldest sister)  ซึ่งเป็นเอกพจน์  ดูคำอธิบายการใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  ในกรณีที่ประโยคมีประธาน    ตัว  โดยมีคำบางคำเป็นคำเชื่อม  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • John as well as Jim _____________________________ going to London for a holiday.

(จอห์น  เช่นเดียวกับจิม _____________________ กำลังเดินทางไปลอนดอนเพื่อพักผ่อน)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ    (a)   ต้องใช้กริยาตามประธาน  “John”  เนื่องจากประธานทั้ง  ๒  ตัว   (John, Jim)  เชื่อมด้วย  “As well as

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Peter as well as I _____________________________ a great deal of time swimming.

(ปีเตอร์ เช่นเดียวกับผม _____________________________ เวลามากมายกับการว่ายน้ำ)

(a) spend

(b) spends    (ใช้)

(c) am spending

(d) are spending

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธาน    ตัว  เชื่อมด้วย  “As well as = With = Together with = Along with = Including = Plus = รวมทั้ง, เช่นเดียวกับ, In addition to = Besides = นอกจาก, But = แต่, Except = ยกเว้น, No less than = รวมด้วย, Excluding = ไม่นับ, ไม่รวม, Accompanied by = ติดตามโดย, พร้อมด้วย, Not = ไม่ใช่, No one but = ไม่มีใครนอกจาก, Plus = บวก, รวมทั้ง, Like = เช่นเดียว กับ, In company with = พร้อมด้วย   ให้ใช้กริยาในประโยคตามประธานตัวหน้า  ในที่นี้  คือ  “Peter”  เช่น

  • My dog as well as my cats eats twice a day.

(หมาของผมรวมทั้งแมว  กินอาหารวันละ  ๒  มื้อ)

  • The boy with his dogs is here.

(เด็กชายรวมทั้งหมาของเขาอยู่ที่นี่แล้ว)

  • John as well as I has been to Hua-Hin several times.

(จอห์นเช่นเดียวกับผม  เคยไปหัวหินหลายครั้ง)

  • Nowadays, young men with a technical education are well paid due to the demand for highly skilled workmen.

(ปัจจุบัน  เด็กหนุ่มที่มีการศึกษาด้านช่าง  ได้ค่าจ้างแพงเนื่องจากความต้องการคนงานที่มีทักษะสูง)

  • The company president along with his secretaries was responsible for the mismanagement of the fund.

(ประธานบริษัทพร้อมทั้งเลขาฯ ของเขา  รับผิดชอบต่อการบริหารเงินกองทุนผิดพลาด)

 

6. We didn’t get ready ___________________ enough to be present at the meeting on time.

(เรามิได้เตรียมพร้อม ___________________ เพียงพอ  ที่จะไปอยู่ ณ ที่ประชุมได้ตรงเวลา)

(a) quick

(b) quickly    (อย่างรวดเร็ว)

(c) being quick

(d) quickness    (ความรวดเร็ว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา  (Get ready)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

7. The student’s fountain pen, ___________, ran out of ink in the middle of the examination.

(ปากกาหมึกซึมของนักเรียน, _________________, หมึกหมดในระหว่างกึ่งกลางของการสอบ)

(a) which he was writing

(b) which he was writing with it

(c) with which he was writing    (ซึ่งเขากำลังใช้เขียนด้วย)

(d) he was writing with

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Which he was writing with” ก็ได้   แต่ต้องมี   “With”  อยู่ด้วย  เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยค  “The student was writing with a fountain pen.  (นักเรียนกำลังเขียนด้วยปากกาหมึกซึม)

 

8. Most students felt ________________ and confused while waiting for the result of the university entrance examination.

(นักเรียนส่วนใหญ่รู้สึก _______________ และสับสน (งุนงง)  ในขณะกำลังรอคอยผลการสอบเข้ามหาวิทยาลัย)

(a) worried    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) worriedly

(c) to be worried

(d) being worried

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากกริยา  “Felt”  (มาจากกริยาช่องที่   “Feel”)  เมื่อหมายถึง  “รู้สึก”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Feel”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Jenny looked ___________________________________________ at her husband.

(เจนนี่จ้องมองสามีของเธอ ______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์) 

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at  หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”  (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย   “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ Look  เป็น  Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                                      สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • Let us ____________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • I _________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _______________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......)  และ  “I wonder about…………”  (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ______________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                            ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่   “Adverb”   เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                           ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Smell + Adjective

                                            ตัวอย่างที่       {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                           ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ___________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้   จะอยู่ในรูปคำ คุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”  ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า),   Appear  (มีลักษณะท่าทาง),  Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow, Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.    (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

9. The victims in the road accident ___________ to the emergency room of the nearest hospital.

(ผู้เคราะห์ร้ายในอุบัติเหตุทางรถยนต์ _________ ยังห้องฉุกเฉิน  ของโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด)

(a) have taken

(b) had taken

(c) were taking

(d) were taken    (ถูกนำไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3}   เพราะ  “ผู้เคราะห์ร้าย................ ถูกนำไป”  สำหรับข้ออื่นๆ อยู่ในรูป  “Active voice

 

10. He ________________________ with the company since it was first established in 1990.

(เขา __________________________ กับบริษัท  ตั้งแต่มันถูกก่อตั้งครั้งแรกในปี ๑๙๙๐)

(a) is working

(b) was working

(c) had worked

(d) has been working     (ได้กำลังทำงาน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เนื่องจากเน้นเหตุการณ์ (ทำงานกับบริษัท) ที่เกิดต่อเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน  หรือไม่ก็อาจใช้  “has worked” (Present perfect tense)  แทนได้   ดูเพิ่มเติมการใช้ “Present perfect continuous”  และ “Present perfect”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • Recently, I _________________________________________________ rather badly.

(หมู่นี้  (เร็วๆ มานี้)  ผม ______________________________________ ไม่ค่อยจะหลับ)

(a) sleep

(b) am sleeping

(c) was sleeping

(d) have been sleeping    (ได้กำลังนอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Recently”  (หมู่นี้, เร็วๆ มานี้)  ใช้กับ  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  หรือ  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3เพื่อบอกว่าเหตุการณ์หนึ่ง  (นอนไม่หลับ)  เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                                           ตัวอย่างที่            

  • It _____________________________________________ ever since last Sunday.

(ฝน _____________________________________________ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว)

(a) rained

(b) had rained

(c) has rained

(d) has been raining    (ได้กำลังตก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} เนื่องจากแสดงทั้งความต่อเนื่อง  และยาวนานของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดตั้งแต่ในอดีต  (วันอาทิตย์ที่แล้ว)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  และมีแนวโน้มที่จะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย  ซึ่งดีกว่าการใช้  ข้อ  (c)  (Present perfect tense)  เพราะแสดงเพียงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น  มิได้แสดงความยาวนานของเหตุการณ์  หรือบ่งชี้ว่าจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วยเหมือนกับ  “Present perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous tense”   จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • In the last few years our town _________________________________ a great deal.

(ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา  เมืองของเรา __________________________ อย่างมากมาย)

(a) grew

(b) had grown

(c) is growing

(d) has been growing    (ได้กำลังเติบโต)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  คือ  เมืองของเราเริ่มเติบโตเมื่อสอง-สามปีที่แล้ว  ปัจจุบันก็ยังคงเติบโตอยู่  และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคตด้วย  อีกนัยหนึ่ง  คือ  เน้นการเติบโตแบบต่อเนื่องหรือติดต่อกันเป็นเวลาสอง-สามปี

                                            ตัวอย่างที่ 

  • He looks so exhausted because he ____________________ around the town all day.

(เขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อย-อ่อนล้ามาก  เพราะว่าเขา _____________ รอบเมืองตลอดทั้งวัน)

(a) ran

(b) had run

(c) had been running

(d) has been running    (ได้กำลังวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (คือ  การวิ่งรอบเมือง)  และมีแนวโน้มว่าจะกระทำ (วิ่ง) ต่อไปในอนาคตด้วย  (คือ  ภายหลังจากที่พูดประโยคนี้)   ส่วนอีกนัยหนึ่ง  ต้องการแสดงความต่อเนื่องยาวนานของการทำกริยาวิ่ง  ว่าได้กระทำมาแล้วหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน  (สำหรับนัยยะหลัง  อาจต่อเนื่องแบบหลายๆ ชั่วโมง  วัน  เดือน  ปี  ก็ได้)

                                            ตัวอย่างที่ 

  • Mother __________________________________ very badly for the last few months.

(แม่ _____________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ      ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย คือ  “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Present perfect continuous”  และ  “Present perfect”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • I ____________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิด)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • She ____________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ _______________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)  และมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย 

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Although Mark ______________ for years, he ______________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ______________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _____________ ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  (แสดงการศึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • Miss Kim _______________________________________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Have (Has) + Been + V. ing}   โดยสังเกตจาก  Since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว  และอาจทำต่อไปในอนาคตด้วย   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” {Subject + Have (Has) + Verb 3}  แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนาน  (รวมทั้งไม่เน้นว่าจะทำต่อเนื่องไปในอนาคต)  เหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต                          

                                           รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก)   since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว)  (เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย)  (เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป)  (เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง)  (เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา  ๑๐  ปีแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี  ๒๐๑๐)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาได้กำลังเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขาได้กำลังรอคอยอยู่ที่นี่มา  ๒  ชั่วโมงแล้ว)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ  ๒  ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราได้กำลังอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว  และอาจหมายถึงจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย)

 

11. _________ with the answer from the management, the workers threatened to go on strike.

(_____________________ กับคำตอบจากฝ่ายบริหาร  คนงานขู่ที่จะนัดหยุดงานต่อไป)

(a) Disappointing    (น่าผิดหวัง)

(b) Disappointed    (รู้สึกผิดหวัง)

(c) Being disappointing

(d) Having disappointed    (ทำให้ผิดหวัง)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยาพวก “disappoint, surprise, interest, excite, frighten, satisfy, annoy, etc.”  เมื่อเติม  “Ing”  จะมีความหมายว่า  “น่า............”  แต่เมื่อเติม  “Ed”  จะมีความหมายว่า  “รู้สึก..................”

 

12. We went to the reception without ______________, and so they didn’t even let us enter the hall.

(เราไปที่งานเลี้ยง  โดยปราศจาก _________________ และดังนั้น   พวกเขามิยอมแม้กระทั่งให้พวกเราเข้าไปในห้องโถง)

(a) to invite

(b) inviting

(c) being invited    (ได้รับการเชื้อเชิญ หรือ ถูกเชื้อเชิญ)

(d) invited

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” (Verb to be + V. 3) เพราะ  “ถูกเชื้อเชิญ”  แต่เนื่องจากอยู่หลัง  “Preposition” (Without)  กริยาจึงต้องอยู่ในรูป “Gerund” (V. + ing)  คือ   “Being invited

 

13. A lot of ________________ were made about how to solve the problem, but only a few of them seemed reasonable to me.

(มีการให้ ____________ จำนวนมากเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหา  แต่มีเพียงไม่กี่คำ แนะนำเท่านั้นที่ดูสมเหตุสมผลสำหรับผม)

(a) suggestion

(b) suggestions    (คำแนะนำ)

(c) advice    (คำแนะนำ)

(d) advices

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เพราะกริยาคือ  “Were”  สำหรับ  “Advice”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  ไม่สามารถใช้กับกริยา “Are”  หรือ  “Were”   ได้

 

14. The researchers wanted to ensure that experiment was carefully _________________.

(นักวิจัยต้องการให้ความมั่นใจว่า  การทดลองได้รับการ _______________ อย่างระมัดระวัง)

(a) control

(b) controls

(c) controlling

(d) controlled    (ควบคุม)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice” (Subject + Verb to be + Verb 3)  (Experiment was …….controlled)  เพราะการทดลองถูกกระทำ  คือ   “ได้รับการควบคุม” หรือ “ถูกควบคุม

 

15. Fog has always been _________________________ hazards to car driving during winter.

(หมอกได้เป็นอันตราย _____________ ต่อการขับรถยนต์โดยเสมอมา  ในระหว่างหน้าหนาว)

(a) the greatest ones

(b) ones greatest

(c) the greatest of ones

(d) one of the greatest    (มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด” (Superlative degree)  ในโครงสร้าง  “One of the + Adjective (ขั้นสูงสุด)  + Noun (พหูพจน์)    

 

16. _______________, none of the guests were injured when the fire broke out at the hotel.

(_____________________ , ไม่มีแขกคนใดได้รับบาดเจ็บ  เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นที่โรงแรม)

(a) Fortunate

(b) Fortunately    (โชคดี, เคราะห์ดี)

(c) To be fortunate    (เพื่อที่จะโชคดี)

(d) It is fortunate    (มันโชคดี)

ตอบ   –    ข้อ    (b)   เนื่องจาก  Fortunately”  ใช้ขยายข้อความทั้งประโยค   (none of……… ………………… the hotel)   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์   (Adverb)

 

17. Cars in smaller models need ______________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง _______ ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced     (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจาก   “Need”  สามารถตามด้วย  ๒  รูปแบบ   คือ “Need to be produced”  หรือ  “Need producing”  ซึ่งหมายถึง  “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง  ๒   ข้อความ   ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  • The room needs to be cleaned.

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

(= The room needs cleaning.)

  • Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆเหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

18. During the eighteenth century, communication within and between cities ____________ difficult at first. 

(ในระหว่างศตวรรษที่  ๑๘  การสื่อสาร-คมนาคมภายใน  และระหว่างเมืองต่างๆ ____________ ยากลำบากในเบื้องต้น)

(a) were

(b) they were

(c) was    (มีความ)

(d) which were

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Communication”   ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์

 

19. ________________ big cities’ population, like those of Bangkok and Tokyo, will continue to increase.

(________________ ประชากรของเมืองใหญ่ๆ เช่น ประชากรของ กรุงเทพฯ และโตเกียว  จะยังคงเพิ่มต่อไป)

(a) Almost it is certain

(b) Almost certain it is that

(c) That is almost certain

(d) It is almost certain that    (มันเกือบจะแน่นอนที่ว่า

ตอบ   –    ข้อ  (d)   เนื่องจากมีรูปแบบการเรียงคำ คือ  “It + Is + Certain (Adjective) + That + Subject + Verb

 

20. Dams can be very beneficial to the areas ______________________________________.

(เขื่อนสามารถเป็นประโยชน์อย่างมากกับพื้นที่ ___________________________________)

(a) which they are built

(b) where are they built

(c) in which they are built    (ซึ่งมันถูกสร้างขึ้น)

(d) in which they build.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “In which = Where” สำหรับข้อ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Where they are built” ส่วนข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น “Which they are built in”  แต่ก็ไม่นิยมใช้เหมือนข้อ  (c)  ที่เอา Preposition “In”  มาวางไว้ข้างหน้า  “Which”  ทั้งนี้ให้สังเกตว่าทั้งข้อ (a)  (b)  และ  (c)  ต่างก็อยู่ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากหมายถึง  “พื้นที่ซึ่งเขื่อนถูกสร้าง”  ส่วนข้อ  (d) ใช้ไม่ได้  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Active voice”  หมายถึง  “พื้นที่ซึ่งเขื่อนสร้าง”  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  เช่น

  • The house where I live is on Sukhumvit Road.

  (บ้านซึ่งผมอาศัยอยู่  อยู่บนถนนสุขุมวิท)

  (= The house in which I live is on Sukhumvit Road.)

  (= The house which I live in is on Sukhumvit Road.)

  (= The house that I live in is on Sukhumvit Road.)

  (= The house I live in is on Sukhumvit Road.)  (สามารถละ  "Which"  หรือ  "That"  ได้้  เนื่องจากเป็นกรรมของ  "Preposition  In")

หมายเหตุ  –  ประโยคทั้ง  ๕  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกันทุกประการ   แต่ทั้งนี้ห้ามใช้ประโยค  ๒  ประโยคข้างล่าง

  • The house in that I live is on Sukhumvit Road.

(ผิด  –  เนื่องจากหลัง  “In”  ต้องตามด้วย  “Which”  เสมอ)

  • The house where I live in is on Sukhumvit Road.

(ผิด  –  เนื่องจากเมื่อมี   “Where”  แล้ว  ห้ามใช้  “In”)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 355)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Cedars ______________________ a particular variety of aromatic wood that repels insects.

(ต้นสนซีดาร์ ______________ ความหลากหลายโดยเฉพาะ  ของไม้มีกลิ่นหอมซึ่งขับไล่แมลง)  (คือ  สนชนิดนี้ให้ไม้มีกลิ่นหอมหลายชนิด)

(a) yielding

(b) having yielded

(c) yields

(d) yield    (ให้ผล (เป็น), ผลิต, ให้เกิด, ยอม, ยอมให้, ยอมจำนน, อ่อนข้อให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคใหญ่  Cedars yield a particular variety of aromatic wood  ทั้งนี้  “Yield”  เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การให้ผล, การผลิต, ผลที่ได้, ผลิตภัณฑ์, ผลผลิต, ปริมาณผลผลิต, ประโยชน์ที่ได้รับ

 

2. Western art in the Middle Ages was primarily _____________________________________.

(ศิลปะตะวันตกในยุคกลาง  เป็น ___________________________________ เป็นสำคัญ)

(a) what religious expression

(b) with religion expressed

(c) an expression of religion    (การแสดงออกทางด้านศาสนา)

(d) religion expressed there

 

3. The use of small airplanes enables Maine’s forestry department to survey the forest, ______ their crops, and tourists to reach remote areas of the state.

(การใช้เครื่องบินขนาดเล็กทำให้กรมป่าไม้ของรัฐเมน (สหรัฐฯ) ) สามารถสำรวจป่าไม้, (ทำให้) _______________ จากพืชผลของตน, และ (ทำให้) นักท่องเที่ยว (สามารถ) ไปถึงพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลของรัฐฯ)

(a) potato farmers dusting

(b) potato farmers to dust    (ชาวไร่มันฝรั่ง (สามารถ) ปัดฝุ่นออก)

(c) and potato farmers dust

(d) and dusting potato farmers

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Enable + กรรม + To + Verb 1”  (ประธานทำให้ “กรรม” สามารถทำอะไรบางอย่าง)  ทั้งนี้  ในประโยคข้างบน  ประธานของประโยค  (The use of small airplanes)  ทำให้กรรม  ๓  ตัว  (คน  ๓  กลุ่ม)  สามารถทำกริยาต่างกัน  ๓  แบบ  คือ  ๑. “ทำให้กรมป่าไม้ของรัฐเมน (สหรัฐฯ) ) สามารถสำรวจป่าไม้”   ๒. ทำให้ชาวไร่มันฝรั่ง (สามารถ) ปัดฝุ่นออกจากพืชผลของตน”  และ   ๓. “ทำให้นักท่องเที่ยว (สามารถ) ไปถึงพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลของรัฐฯ”  ตามลำดับ

 

4. Although gorillas are extremely muscular, with enormous canine teeth, they are not _________ they look.

(แม้ว่าลิงกอริลล่ามีกล้ามเนื้อ-ล่ำสันอย่างมาก, รวมทั้งมีฟันใหญ่โตคล้าย (ฟัน) สุนัข, พวกมัน (ลิงฯ) ไม่ _____________ ที่มันมีลักษณะ-ท่าทาง)  (คือ  ลิงฯไม่ดุร้ายเหมือนกับลักษณะ-ท่าทางของมัน)

(a) as fierce

(b) fiercer as

(c) as fierce as    (ดุร้ายเท่าๆกับ)

(d) the fiercest    (ดุร้ายที่สุด)

 

5. The only person who didn’t seem to be enjoying the party was the girl for ____________ it was organized.

(บุคคลเพียงคนเดียวผู้ซึ่งดูเหมือนว่าไม่สนุกกับงานเลี้ยง  คือเด็กหญิง ____________ มัน (งานฯ) ถูกจัดขึ้นมาสำหรับเธอ)  (คือ  เด็กหญิงคนนี้ไม่สนุกกับงานเลี้ยงที่เขาจัดให้เธอ)

(a) who

(b) whom    (ผู้ซึ่ง)

(c) which

(d) where

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้  “Whom”  ซึ่งอยู่ในรูป  “กรรม”  เนื่องจากตามหลัง  “Preposition”  (For)

 

6. The doctor warned him that his health would deteriorate if he ________________ smoking.

(หมอเตือนเขาว่า  สุขภาพของเขาจะแย่ลงถ้าเขา ________________________ สูบบุหรี่)

(a) does not give up

(b) did not give up    (ไม่เลิก)

(c) would not give up

(d) had not given up

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องใช้กริยาใน  “If clause”  (Did not give up)  ให้มี   “Tense”  สอดคล้องกับกริยาใน  “Main clause”  (Would deteriorate)  ซึ่งเมื่อทั้ง  ๒   “Clause”  นี้รวมกัน  กลายเป็นอนุประโยคของทั้งประโยคใน  ข้อ  ๖

 

7. The number of people who ____________ applied for the job so far ____________ much higher than we expected.

(จำนวนผู้คนผู้ซึ่ง ______________ สมัครงานเท่าที่ผ่านๆมา ______________ สูงกว่าที่เราคาดการไว้อย่างมาก)

(a) has _________ is

(b) have _________ is    ()

(c) has _________ are

(d) have _________ are

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้  “Have”  เนื่องจากใช้ตามประธานของอนุประโยค  “Who” ซึ่งแทน  “People”  ซึ่งเป็นคำนามพหูพจน์   ส่วนช่องหลังใช้  “Is”  เนื่องจากใช้ตามประธานของประโยคนี้  คือ  “The number of people”   (จำนวนผู้คน)  ซึ่งเป็นวลีที่เป็นเอกพจน์  เพราะถือเป็นจำนวนรวมทั้งหมด  ไม่ว่าจะมีกี่คนก็ตาม  จึงใช้กับกริยาเอก พจน์  “Is”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The number of………”  (จำนวนของ..........)   และ   “A number of”  (จำนวนมาก)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The number of the students in the evening class _______________________ to forty.

(จำนวนนักเรียนในชั้นเรียนภาคค่ำ _______________________________ อยู่ที่  ๔๐  คน)

(a) has limited

(b) have limited

(c) are limited

(d) is limited    (ถูกจำกัด)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “The number of + Noun (plural) (Students)”  =  “จำนวนนักเรียน”  ถือเป็นจำนวนรวม  จึงเป็นเอกพจน์  และใช้กับกริยาเอกพจน์  (Is, Was, Has, etc.)   แต่ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Is (was) + Verb 3  หรือ  Has + Been + Verb 3}   เนื่องจาก  “ถูกกระทำ”  คือ  “ถูกจำกัด”  ดังนั้น  ถ้าจะเลือก ข้อ   (a)  ต้องแก้เป็น   “Has been limited”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที  

  • The number of cars ________________________________________________ risen.

(จำนวนรถยนต์ __________________________________________________ เพิ่มขึ้น)

(a) is

(b) are

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                              ตัวอย่างที่  

  • The number of Europeans on the road, on the rails or in the air this summer ________ a record of 120 million, triple the level of 15 years ago. 

(จำนวนของชาวยุโรปบนถนน  (ในรถยนต์)   บนราง (ในรถไฟ)  หรือ ในอากาศ (ในเครื่องบิน)  (หมายถึงที่เดินทางท่องเที่ยว)  ในฤดูร้อนนี้  ___________ สถิติของ  ๑๒๐  ล้านคน  -  เป็น  ๓  เท่าของระดับเมื่อ   ๑๕  ปีมาแล้ว)

(a) have reached

(b) has reached      (ได้ถึง, ได้มาถึง, ได้เจาะทะลุ)

(c) were reaching

(d) had reach

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “The number of + Noun (Plural)  =  จำนวนของ…………..”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวม)   จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Has, Is, etc.)  (จึงตัดข้อ  A  และ  C  ทิ้ง)  สำหรับ  “This summer”  จะถือเป็นปัจจุบัน  หรือ อดีตก็ได้  (โดยถ้าเป็นอดีต  สามารถใช้  “Past simple” (Reached)   หรือ   “Past perfect” (Had reached)  ได้)  แต่ไม่อาจเลือกข้อ  D  ได้ เพราะผิด  (ต้องเป็น  Had reached”)  จึงเหลือ   B  เพียงข้อเดียว  โดยถือว่า  “This summer”  เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

                                          ส่วน   “A number of” (จำนวนมาก)   +  คำนามพหูพจน์  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (Are, Were, Have, Walk, Come, etc.)  เช่น

  • A number of people have come to the football match.

(ผู้คนจำนวนมากได้มาดูการแข่งขันฟุตบอล)

  • A number of students are playing in the field.

(นักเรียนจำนวนมากกำลังเล่นในสนาม)

  • A number of cars are in the street.

(รถยนต์จำนวนมากอยู่บนถนน)

  • A number of party members decide to vote against their leader.

(สมาชิกพรรคจำนวนมาก  ตัดสินใจลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับผู้นำของตน)

 

8. A: “Who went to Hua-Hin with you?”

(ใครไปหัวหินกับคุณ)

    B: “______________________________________________________________.”

(a) My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes”  หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ  (ในที่นี้คือ “Went” จึงต้องใช้  “Did” แทน)

 

9. Peter: Oh, Sally, you look so fabulous today!

(โอ้  แซลลี่  คุณดูวิเศษ-ยอดเยี่ยม เหลือเกินวันนี้) 

    Sally: ___________________________________________________________

(a) Oh!  It is terrible, right?    (โอ้ มันแย่มาก-ร้ายกาจมาก  ใช่ไหม)

(b) Yeah, I feel a bit dizzy now.    (จ้ะ  ฉันรู้สึกเวียนหัวนิดหน่อย  ตอนนี้)

(c) Thanks, you’re so sweet.    (ขอบคุณค่ะ  คุณ (ปีเตอร์) ช่างปากหวานเหลือเกินนะ)

(d) I have been working so hard since the morning.    (ฉันทำงานหนักมากตั้งแต่เช้าเลย)

 

10. A: Whose is this knife?

(มีดเล่มนี้เป็นของใคร)

      B: It _______________________________________________________________.

(มัน ____________________________________________________________)

(a) is Tim

(b) is Tim’s    (เป็นของทิม)

(c) is belonged to Tim

(d) is Tim’s owner.

ตอบ   -   ข้อ  (b)   ต้องใช้รูป  Apostrophe “s”  เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ  หรือใช้   “It belongs to Tim.”  เนื่องจากกริยา  “Belong” (เป็นของ)  ไม่มีการใช้รูป  “Passive voice”  แบบในข้อ  (c)

 

11. This house needs ______________________________________________________.

(บ้านหลังนี้จำเป็นต้อง __________________________________________________)

(a) being repaired

(b) repairing    (ซ่อมแซม)

(c) repaired

(d) to repair

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Need”   เมื่อหมายถึง   “จำเป็นต้อง”  มีโครงสร้าง  ๒  แบบ  คือ   “Need + Verb + ing”  หรือ  “Need + To + Be + Verb 3”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบอีกแบบว่า  “……….needs to be repaired”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • That little child will need ________________________________________________.

(เด็กเล็กๆคนนั้นจำเป็นต้อง (มี)_____________________________________________)

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจาก  “Need” (จำเป็นต้อง)   สามารถตามด้วยโครงสร้าง แบบ   โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “Need + Verb + ing” (Need + Looking after)  และ “Need + To + Be + Verb 3”  (Need + To + Be + Looked after)  

 

12. Mrs. Andrews is a _______________________________________________ woman.

(มิสซิสแอนดรูว์เป็นผู้หญิง ______________________________________________)

(a) kind-heart

(b) kind heart

(c) kind-hearted    (ใจดี, ใจบุญ, ใจกรุณา)

(d) kind hearted

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • A woman with white hair is a ____________________________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ___________________________________________)

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

                                          ประโยคข้างบนต้องใช้  “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น “Compound adjective”  คือ  คำ  ๒  คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective)  คำเดียว  จะต้องมีขีด ( - ) คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed”   หลังคำนามได้    ตัวอย่าง   เช่น

                 - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

                - an absent-minded man –  คนใจลอย

                - service-minded people – คนจิตอาสา

                - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

               - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

               - a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

               - red-faced people – คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

               - a baby-faced man – คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

               - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

               - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

               - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

               - a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

               - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

               - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

               - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

               - a big-headed boy – เด็กหัวโต

               - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

               - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

13. A proper noun must begin with a ______________________________________ letter.

(คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ (คน, เมือง, ประเทศ) จะต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร _________________)

(a) capital    (ตัวอักษรตัวใหญ่, ตัวเขียนใหญ่)  (เช่น  Bangkok, Japan)

(b) large    (ขนาดใหญ่)

(c) small

(d) Thai

 

14. He worked too hard to ____________________________________________ falling ill.  

(เขาทำงานหนักเกินไปที่จะ ______________________________________ การล้มป่วย)

(a) enjoy

(b) prevent

(c) avoid    (หลีกเลี่ยง)

(d) stop 

 

15. In those days few men and women lived _________________________ the age of sixty.  

(ในครั้งกระโน้น (อดีตนานมาแล้ว)  ชายและหญิงน้อยคนที่จะมีชีวิตอยู่ ________ อายุ  ๖๐  ปี)

(a) at

(b) until

(c) to    (จนถึง)    

(d) when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                            สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  In Germany, traffic keeps to the right.  (ในประเทศเยอรมัน  ยวดยานขับชิดด้านขวามือของถนน),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

16. He is a man ___________________________________________________ great fame. 

(เขาเป็นบุคคล _______________________________________________ ชื่อเสียงมาก)

(a) with

(b) in

(c) under

(d) of    (ที่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “Of” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

 

                                           สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

17. I prefer cotton, _____________________________________________________ silk. 

(ผมชอบฝ้ายมากกว่า, _______________________________________________ ไหม)

(a) and

(b) or

(c) not    (มิใช่, ไม่ใช่) 

(d) but 

 

18. Have you bought warm clothes ___________________________________ the winter?

(คุณได้ซื้อเสื้อผ้าที่อบอุ่น __________________________________ หน้าหนาวหรือยัง)

(a) for preparation in

(b) for preparation of

(c) in preparation for    (เพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับ)

(d) in preparation of

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ต้องใช้ในรูปแบบนี้เสมอ

 

19. A policeman must not smoke while he is __________________________________ duty.

(ตำรวจจะต้องไม่สูบบุหรี่  ในขณะที่เขา _____________________________ ปฏิบัติหน้าที่)

(a) in

(b) on    (อยู่ระหว่าง)

(c) during

(d) under

ตอบ   –   ข้อ   (b)   

                                           สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่    Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

20. I want to borrow ________________________________________________________.

(ผมต้องการยืม _____________________________________________________)

(a) you a dictionary

(b) a dictionary of you

(c) one of your dictionary

(d) a dictionary from you    (พจนานุกรมจากคุณ)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   ทั้งนี้  สามารถใช้อีกรูปแบบหนึ่ง คือ “your dictionary”  หรือ ตอบ ข้อ  (c)  แต่ต้องแก้เป็น  “one of your dictionaries

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 354)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Ball-point pens require ___________________________________ than fountain pens do.

(ปากกาลูกลื่นต้องการ ___________________________________ ปากกาหมึกซึมต้องการ)

(a) the ink is thicker

(b) an ink and thicker

(c) a thicker ink    (น้ำหมึกที่เข้มข้นกว่า)

(d) the thicker than ink

 

2. The city of Montreal ______________________________________ over 70 square miles.

(เมืองมอนทรีอัล (ประเทศแคนาดา) _____________________ (พื้นที่) กว่า  ๗๐  ตารางไมล์)

(a) is covered    (ถูกครอบคลุม, ถูกปกคลุม)

(b) that covers    (ซึ่งครอบคลุม)

(c) covering

(d) covers    (ครอบคลุม, ปกคลุม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

3. Some economists maintain that fluctuations in the economy __________ from political events.

(นักเศรษฐศาสตร์บางคนยืนยันว่า  ความเปลี่ยนแปลง (การขึ้นๆลงๆ) ในเศรษฐกิจ _________ จากเหตุการณ์ทางการเมือง)

(a) resulting

(b) which result    (ซึ่งเป็นผล, ซึ่งส่งผล)

(c) result    (เป็นผล, ส่งผล)

(d) these result

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของอนุประโยค  “that fluctuations in the economy result from political events

 

4. The employers are planning a big party for Jennifer who _____________ the company for 25 years next September.

(นายจ้างกำลังวางแผนจัดงานเลี้ยงใหญ่ให้เจนนิเฟอร์  ผู้ซึ่ง _____________ บริษัทเป็นเวลา  ๒๕  ปี  ในเดือนกันยายนปีหน้า)

(a) has managed

(b) can manage

(c) will manage

(d) will have been managing    (จะได้กำลังบริหาร-จัดการ (บริษัทฯ ) แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้โครงสร้าง  “Present future perfect continuous tense”  (Subject + Will + Have + Been + Verb + ing)  (Who will have been managing) เมื่อต้องการบอกว่า  เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  (กันยายน ปีหน้า)  เหตุการณ์หนึ่งจะได้กำลังเกิดขึ้นแล้ว  และจะดำเนินต่อไปอีกด้วย  คือ มิหยุดอยู่เพียงแค่นั้น  ในที่นี้  คือ  “จะได้กำลังบริหาร-จัดการ (บริษัทฯ เป็นเวลา ๒๕ ปี) แล้ว  และจะทำต่อไปด้วย”  สำหรับ  “Tense”  นี้  คล้ายกับ  “Present future perfect tense”  (Subject + Will + Have + Verb 3)  (Who will have managed)  ซึ่งเพียงต้องการบอกว่า  “เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  เหตุการณ์หนึ่งจะได้เกิดขึ้นแล้ว”  เท่านั้น  โดยมิได้เน้นว่า  เหตุการณ์นั้นจะเกิดต่อไปอีกหลังจากนั้น  อย่างไรก็ตาม  โครงสร้าง  “Present future perfect continuous tense”  ต้องการเน้นว่า  “เหตุการณ์จะได้กำลังเกิดอยู่  และดำเนินต่อไปด้วย  หลังจากนั้น”  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I _________________________ in Phuket for 3 years when you return from France.

(ผม ________________________ ในภูเก็ตเป็นเวลา  ๓  ปี  เมื่อคุณกลับมาจากฝรั่งเศส)

(a) have lived

(b) have been living

(c) shall live

(d) shall have been living    (จะได้กำลังอาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคต  ว่า  เมื่อถึงเวลานั้นๆในอนาคต  (คือ  เมื่อคุณกลับมาจากฝรั่งเศส)  อีกเหตุการณ์หนึ่งคงจะได้เกิดขึ้นแล้ว  (ใช้ Present perfect tense -  Subject + Has (Have) + Verb 3)   หรือ  จะได้กำลังเกิดขึ้นแล้ว  และจะดำเนินต่อไปหลังจากนั้นด้วย  (ใช้  Present perfect continuous tense -  Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing )  (คือในกรณีของประโยคข้างบน  “ผมจะได้กำลังอาศัยอยู่ในภูเก็ตเป็นเวลา  ๓  ปี  และจะอาศัยอยู่ต่อไปหลังจากนั้นด้วย”)   อย่างไรก็ตาม  สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า  “Shall have lived”   ก็ได้  ถ้าไม่ต้องการเน้นว่า  “จะอาศัยอยู่ต่อไปอีก  หลังจากนั้น” 

 

5. Tourists are allowed to stay in the country for 3 months, _____________ they’ve got enough money to live on without taking a job.

(นักท่องเที่ยวได้รับอนุญาตให้พักอยู่ในประเทศเป็นเวลา  ๓  เดือน ______________ พวกเขามีเงินเพียงพอที่จะดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องทำงาน)  (เพราะการทำงานเป็นสิ่งผิดกฎหมาย)

(a) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(b) even though    (ถึงแม้ว่า)

(c) provided that    (ภายใต้เงื่อนไขว่า, โดยมีข้อแม้ว่า, ถ้า)

(d) in spite of    (ทั้งๆที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

 

6. Unlike _____________ rural areas, the crowded streets in urban areas are always filled with tourists and commuters.

(ไม่เหมือนกับพื้นที่ชนบทที่ _______________, ถนนที่พลุกพล่าน (แออัด) ในพื้นที่ที่เป็นเมือง  มักจะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวและผู้สัญจรไปมา  -  ระหว่างบ้านกับที่ทำงาน  -  อยู่เสมอ)

(a) quietly

(b) quiet    (เงียบสงบ)

(c) being quiet

(d) quietness    ()

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้คำคุณศัพท์  (Quiet)  ขยายหน้าคำนาม  “Rural areas”

 

7. In radio and television _____________ impossible to draw the line between news and entertainment programs.

(ในวิทยุและโทรทัศน์ ______________ เป็นไปไม่ได้  (อยู่บ่อยๆ) ที่จะลากเส้น (แบ่งเขตแดน) ระหว่างรายการข่าว  และรายการบันเทิง) (คือ  สองรายการนี้ไม่สามารถแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน)

(a) frequently is

(b) are frequently

(c) it is frequently    (มัน ............(เป็นไปไม่ได้)............... อยู่บ่อยๆ)

(d) where they are frequently

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (It)  กริยา  (Is)  และกริยาวิเศษณ์แสดงความถี่  (Frequently)  ซึ่งขยายคำคุณศัพท์  (Impossible)

 

8. Last year, _______________ to the money given by Mr. Cooper, the school was able to build a library for the students.

(ปีที่แล้ว _________________ เงินที่มอบให้โดยมิสเตอร์คูเปอร์  โรงเรียนสามารถสร้างห้องสมุดสำหรับนักเรียนได้)

(a) thank

(b) thanking

(c) thanks    (เนื่องมาจาก)

(d) thanked

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Thanks to”  =  “เนื่องมาจาก”  มีความหมายเหมือนกับ  “Due to, Because of, Owing to, On account of

 

9. Take care of yourself; the weather is always ____________ at the beginning of the season.

(ดูแลตัวเองหน่อยนะ  อากาศ __________________________ อยู่เสมอในตอนเริ่มต้นฤดู)

(a) changed

(b) changes

(c) changing    (กำลังเปลี่ยนแปลง)

(d) to be changed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้ในรูป  “Active voice”  (Present continuous tense)     เนื่องจาก   “Weather”  สามารถเปลี่ยนแปลงได้เอง  (เป็นผู้กระทำ)

 

10. I think she won’t find these clothes _________________________________________.

(ผมคิดว่า  เธอจะไม่พบว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ _______________________________________)

(a) satisfy    (ทำให้พึงพอใจ) 

(b) satisfied    (รู้สึกพึงพอใจ)

(c) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject + Find + It (Them, Him, Her, etc.) + Adjective + To + Verb 1}  เช่น

  • I find it interesting to listen to his lecture.

(ผมพบว่าน่าสนใจในการฟังคำบรรยายของเขา) 

  • The judge found him guilty of the murder.

(ผู้พิพากษาพบว่าเขามีความผิดในการฆาตกรรม)  

 

11. Are you ___________________________________________ for your final examination?

(คุณ _____________________________________________ สำหรับการสอบไล่หรือยัง)

(a) prepare

(b) to prepare

(c) prepared    (เตรียมพร้อม)

(d) already    (แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Be prepared”  =  Ready  ส่วนคำอื่นๆใช้ดังนี้  คือ

  • Are you ready for your final examination?
  • Are you prepared for your final exam?

(ประโยคข้างบนทั้ง  ๒  ประโยค  มีความหมายเหมือนกัน) 

 

12. It is time for you to leave ___________________________________________ this town.

(มันได้เวลาสำหรับคุณที่จะออก ____________________________________ จากเมืองนี้)

(a) from

(b) away from

(c) off

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Leave”  +  “กรรม”  โดยไม่ต้องมี   “Preposition” เช่น  “Leave the room (ออกจากห้อง),  Leave the office (ออกจากสำนักงาน),  Leave the airport (ออกจากสนามบิน),  Leave the university (ออกจากมหาวิทยาลัย), etc.

 

13. A: I’m not staying here. 

(ผมจะไม่พักที่นี่แล้ว)

      B: I wish you __________________________________________________________.

(ผมปรารถนาว่าคุณ  ___________________________________________________)

(a) can

(b) are

(c) were    (พัก)

(d) stay

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากกริยาที่อยู่ในอนุประโยค  ที่ตามหลัง   “Wish”  จะต้องอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  (ถ้าเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  -  เช่น ในประโยคข้างบน  ที่ปรารถนาให้  “คุณ” พักอยู่ในปัจจุบัน)   และต้องอยู่ในรูป  ‘Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  (ถ้าเป็นการปรารถนาในอดีต)  เราเรียกโครง สร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  คือ เป็นการปรารถนาเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  เป็นเพียงการอยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงตามความปรารถนา   ฝรั่งจึงใช้รูป  “Past”  อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

 

14. He denied ____________________________________________________________.

(เขาปฏิเสธ_________________________________________________________)

(a) that he had not murdered the old man

(b) that he had murdered the old man.    (ว่าเขา (มิได้) ฆ่าชายแก่คนนั้น)

(c) to murder the old man.

(d) to have murdered the old man.

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  {Deny + (That) + Subject + Verb (บอกเล่า)}  กล่าวคือ  ประโยคข้างบน จะแปลตรงๆว่า  “เขาปฏิเสธว่า เขาฆ่าชายแก่คนนั้น”  ซึ่งผิดกับภาษาไทยที่นิยมพูดว่า  “เขาปฏิเสธว่า  เขาไม่ได้ฆ่าฯ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • He denied that he was involved and demanded an apology.

(เขาปฏิเสธว่าเขา (มิได้) เกี่ยวข้องด้วย  และเรียกร้องการขอโทษ)

  • Bill denied doing anything illegal.  (Deny + Verb +ing)

(บิลปฏิเสธการทำอะไรที่ผิดกฎหมาย  -  คือ บอกว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย)

  • The government denied the workers social equality.

(รัฐบาลปฏิเสธความเท่าเทียมกันทางสังคมแก่คนงาน  -  คือ ไม่ยอมให้สิ่งนี้แก่คนงาน)

  • She has denied me access to some information.  (Deny + กรรมรอง + กรรมตรง)

(เธอไม่ยอมให้ผมเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง)

 

15. _____________________________________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(_______________________________________ เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless    (ถ้า...................ไม่)

(c) Whether    (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว  แต่ถ้าไว้ในประโยค   ใช้ได้ทั้ง  “Whether”  และ  “If”   เช่น

  • I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)    

 

16. I shall leave _____________________________________________ Germany tomorrow.

(ผมจะจาก ______________________________________________ เยอรมันวันพรุ่งนี้)

(a) to

(b) from

(c) in

(d) for    (ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Leave for Germany”  =  “จากไปประเทศเยอรมัน”  (ไม่ใช้ “To”)   ส่วน   “Leave Germany”  =  “ออกจากประเทศเยอรมัน”  (เพื่อจะไปประเทศอื่น)   อย่าใช้  “Leave from Germany”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                            สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                           ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal   -this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                            สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

17. This is my hat, and that is _________________________________________________.

(นี่คือหมวกของฉัน  และนั่นคือ _____________________________________________)

(a) her    (ของเธอ)  (ใช้ขยายหน้าคำนาม)

(b) hers    (ของเธอ  หมายถึง  หมวกของเธอ)

(c) her’s    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) hers’    (รูปนี้ไม่มีใช้) 

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Possessive pronoun”  (Hers, His, Mine, Yours, Theirs, Ours, Its)  ใช้ขยายหลัง  “Verb to be”  (Is, Am, Are, Was, Were)  ส่วน   “Possessive adjective” (Her, His, My, Your, Their, Our, Its)  ใช้ขยายหน้าคำนาม

 

18. You ought not _________________________________________________ that again.

(คุณไม่ควร ________________________________________________ อย่างนั้นอีก)

(a) do

(b) doing

(c) to do    (ทำ)

(d) to doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Ought + To + Verb 1”  =   “ควร.....................”   ส่วน  “Ought + Not + To + Verb 1”  “ไม่ควร.......................”

  • You ought to study harder.

(คุณควรขยันเรียนให้มากขึ้น)

  • She ought not to come home so late.

(เธอไม่ควรกลับบ้านดึกมากนัก)

 

19. Whenever we meet, we stop _______________________________________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด ________________________________________)

(a) talking

(b) talk

(c) to talk    (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Stop + To + Verb”  หมายถึง “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  ส่วน  “Stop + Verb + ing” หมายถึง  “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ”  เช่น

  • We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

(เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยง ตอน ๑๑.๓๐ น. ทุกๆวัน)

  • We stopped having lunch when the fire broke out.

(เราหยุดการกินอาหารเที่ยง เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

20. This is the first time that I _________________________________________ your town.

(นี้เป็นครั้งแรกที่ผม __________________________________________ เมืองของคุณ)

(a) visited

(b) have visited    (ได้ไปเยือน)

(c) had visited

(d) was visiting

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากอนุประโยค  “that I………..…your town” ที่นำหน้าด้วย   “This is the first time” (นี่เป็นครั้งแรก)  “This is the second time” (นี่เป็นครั้งที่ ๒)  “This is the last time” (นี่เป็นครั้งสุดท้าย)  จะใช้รูป “Present perfect tense”  ในอนุประโยคดังกล่าว  แต่ถ้าข้อความข้างหน้าเปลี่ยนเป็น “This was the first time”  ในอนุประโยคก็จะเปลี่ยนเป็น “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  ตามไปด้วย  เช่น

  • This was the first time that I had tried to play tennis.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นเทนนิส)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 353)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Around the world _________________ may be as many as a million earthquakes in a single year.

(รอบโลก (ทั่วโลก) อาจ ____________________ แผ่นดินไหวมากเท่ากับ    ล้านครั้งในปีเดียว)

(a) whatever    (ไม่ว่า...............อะไรก็ตาม)

(b) they

(c) there    (มี)

(d) it

 

2. Key West, Florida, is ______________________________ in the continental United States.

(คีย์เวสต์ รัฐฟลอริดา เป็น ____________________________ ในผืนแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐฯ)

(a) city that is most southern

(b) most southern cities    ()

(c) the southern of most cities

(d) the southernmost city    (เมืองที่อยู่ตอนใต้สุด)

 

3. It is difficult for the casual observer to distinguish ______________ artificial and natural lakes.

(มันยากสำหรับนักสังเกตการณ์ธรรมดาๆที่จะเห็นความแตกต่าง ______________ ทะเลสาบเทียมและตามธรรมชาติ)

(a) from

(b) among    (ระหว่าง)  (ของ (หรือคน) ตั้งแต่  ๓  สิ่ง (คน) ขึ้นไป)

(c) between    (ระหว่าง)  (ของ  ๒  สิ่ง  คือ  ทะเลสาบเทียมและตามธรรมชาติ)

(d) into

 

4. You are entitled to a special discount provided that you ______________________ in cash.

(คุณมีสิทธิได้รับส่วนลดพิเศษ  ถ้าคุณ __________________________________ เป็นเงินสด)

(a) paid

(b) pay    (จ่ายเงิน)

(c) will pay

(d) would pay

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากใน  “If clause”  แบบที่    (Real present)  (เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  “ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  (ถ้าคุณจ่ายเป็นเงินสด)  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  (คุณมีสิทธิได้รับส่วนลดพิเศษ”  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  จะใช้รูป  “Present simple tense”  (Pay) 

 

5. About fifty years from now, the Pacific Ocean _________________ to a level dangerous to the existence of some inhabited islands.

(ประมาณ  ๕๐  ปีจากปัจจุบัน  มหาสมุทรแปซิฟิก _________________ ถึงระดับที่เป็นอันตรายต่อการดำรงอยู่ของเกาะที่มีคนอาศัยอยู่บางเกาะ)

(a) rises

(b) is rising

(c) would rise

(d) will have risen    (จะได้ (น้ำ) สูงขึ้นไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present future perfect tense”  (Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3)  (The Pacific Ocean will have risen)  เพื่อจะบอกว่า  เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  (อีก  ๕๐  ปี นับจากบัดนี้ไป)  เหตุการณ์หนึ่งจะได้เกิดขึ้นไปแล้ว  (น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก  จะได้สูงขึ้นในระดับที่เป็นอันตรายต่อเกาะฯ แล้ว)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I am now very old.  I’m sure I _________________________ by the end of this year.

(ผมแก่มากในขณะนี้  ผมมั่นใจว่า  ผม ___________________________ ในตอนสิ้นปีนี้)

(a) am dying

(b) die

(c) have died

(d) shall have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                            ตัวอย่างที่  

  • By the year 2095 all of us _____________________________________________.

(ในปี –  หรือราวๆปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน __________________________________)

(a) will die

(b) will have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน    กรณี  คือ

                                       ๑. ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}
  • เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)
  • The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

  • We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้(ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

                                        ๒. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  หรือ วลีอื่นๆ เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐), “By the year 2095” (ในปี  ๒๐๙๕), “By tomorrow”  (ในวันพรุ่งนี้), “By next week (month, year)”  (ในสัปดาห์-เดือน-ปี  หน้า), “By 10 o’clock tomorrow”  (ราว หรือตอน ๑๐  โมงเช้าวันพรุ่งนี้), “By the end of September”  (ในเวลาปลายเดือนกันยายน, “By next winter”  (ในฤดูหนาวปีหน้า), “By this time tomorrow”  (ราวๆ เวลานี้ของวันพรุ่งนี้), “By the time I graduate next year”  (ราวๆเวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า), “About 20 years from now”  (ประมาณ  ๒๐  ปีนับจากบัดนี้ไป),  เช่น

  • We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

  • I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

  • They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

  • By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

  • By next year she will have moved to live in the United States.

(ราวๆ หรือเมื่อถึงปีหน้า  เธอจะได้ย้ายไปอยู่สหรัฐฯแล้ว)

                                        ๓. ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

  • I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

  • It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

  • She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

  • They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล้อก)

 

6. I can’t go to the movies with you tonight since I have _______________________________.

(ผมไม่สามารถไปดูหนังกับคุณคืนนี้  เพราะว่าผมมี _______________________________)

(a) too many homeworks

(b) too much homework    (การบ้านมากเกินไป)

(c) few assignments    (งานที่ได้รับมอบหมายน้อยมาก)

(d) much assignments

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Homework”  เป็นนามนับไม่ได้  (จึงไม่สามารถเลือก  ข้อ  A)  ส่วน  “Assignment”  เป็นนามนับได้  (จึงไม่สามารถเลือก  ข้อ  เพราะต้องใช้  “Many assignments”)  สำหรับข้อ   (c)  แม้จะถูกหลักไวยากรณ์  แต่ผิดหลักตรรกะ  (ไม่สามารถไปดูหนังฯ  เพราะมีงานฯ น้อยมาก)

 

7. With the start of the penny papers in the 1830’s, the number of people ____________ a newspaper rose considerably.

(ด้วยการเริ่มต้นของหนังสือพิมพ์ราคา    เพนนี  (= 1 cent) ในช่วงทศวรรษ  ๑๘๓๐ (๑๘๓๐ – ๑๘๓๙) จำนวนของผู้คน (ซึ่ง) ______________ หนังสือพิมพ์ (อย่างสม่ำเสมอ) ได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย)

(a) regularly reading    (อ่าน ..............(หนังสือพิมพ์)............... อย่างสม่ำเสมอ)

(b) were reading regularly

(c) who reading regularly

(d) regularly reading what

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………people who regularly read a newspaper

 

8. ______________________________________________________ to Paris several times.

(_______________________________________________ ปารีสหลายครั้งหลายหน)

(a) I was

(b) I been

(c) I am being

(d) I’ve been    (ผมเคยไป)  (ตอนนี้กลับจากปารีสแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have been to………..”  หมายถึง  “เคยไป...........”  (ขณะนี้กลับมาจากที่นั่นแล้ว)

 

9. The little boy blew and blew till the balloon ____________________________________.

(เจ้าเด็กน้อยคนนั้นเป่าและเป่า  จนกระทั่งลูกโป่ง ________________________________)

(a) bursted    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) burst    (ระเบิด, แตกออก)  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ “Burst, Burst, Burst” )

(c) bust    (ล้มลง, ล้มละลาย)

(d) busted    (กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ “Bust”)

 

10. The man ______________________________________________ is my brother-in-law.

(ผู้ชาย _______________________________________________ คือน้องเขยของผม)

(a) of the dark beard

(b) with the dark beard    (ที่มีเคราดำมืด)

(c) to the dark beard

(d) with the dark beard on

 

11. She is aware of the fact that Mark Twain ________________________ many funny books. 

(เธอตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า  มาร์ค  ทเวน ______ หนังสือประเภทสนุก-น่าขบขัน  จำนวนมาก)

(a) has written

(b) has wrote    (Has + Verb 3)

(c) had wrote    (Had + Verb 3)    

(d) wrote    (เขียน)  (เป็นการกระทำในอดีต)

 

12. A: Can you use a typewriter?

(คุณใช้เครื่องพิมพ์ดีดเป็นไหม)

      B: No, but I would be glad to learn __________________________________________.

(ไม่เป็นครับ  แต่ผมจะยินดีที่จะเรียนรู้ ________________________________________)

(a) how to use

(b) it

(c) how to    (วิธีใช้)

(d) to use

ตอบ    -     ข้อ   (c)  เป็นการตอบแบบสั้น  ทั้งนี้  อาจตอบแบบเต็ม (ยาว)  ว่า  “How to use it”   ก็ได้

 

13. If you don’t want this pen, take __________________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้  เอา _______ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติม   “Another” จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • One of my English teachers is American, ___________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other” เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก    สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก   ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก    คัน)

                                             อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก..........................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                             นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                             สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in ________________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ  “Adjective”  ขยายคำนาม  “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                            กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                                             อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม  ๒  คันมีสีดำ  ๓  คันสีแดง  ๔  คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                            สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

14. You ought to have tried your best to save her, but you never _______________________.

(คุณควรที่จะได้พยายามอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะช่วยชีวิตเธอ  แต่คุณก็ไม่เคย _______________)

(a) had

(b) tried

(c) did    (ทำ)  (คือ พยายาม)

(d) ought

 

15. What would you ____________________________________________ me do for you?

(คุณจะ ___________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Have + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ  “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?” ดูเพิ่มเติมเรื่อง   “Causative use”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ______________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปชอปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ _______________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ  “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • He had the cook ______________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                         ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter __________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ____________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Somethingคือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                          ตัวอย่างที่  

  • What would you have me _____________________________________________?

(คุณจะให้ผม __________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend   (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + has (have) + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                        สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use” ในแบบ  Active voice”  คือ  “Subject + have + Someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ) + Something”  หรือ  (= Subject + get +  Someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี   “To” นำหน้า) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)   มีดังนี้  คือ

                          1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

                          2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                       ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                        อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง “Have”  และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

16. The enemy gave ____________________________________ without further resistance. 

(ศัตรู ____________________________________________ โดยมิได้ต้านทานอีกต่อไป)

(a) up    (“Give up”  =  ยุติ, เลิก)

(b) out    (“Give out”  =  แจก, มอบให้)

(c) in    (“Give in”  =  ยอมแพ้,  ยอมจำนน)

(d) away

 

17. Seldom ___________________________________________ we hear such fine singing.

(เรา _______________________________ ไม่ใคร่จะได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะเช่นนั้น)

(a) does

(b) are

(c) do

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจากโครงสร้างประโยค  “We seldom hear such fine singing.”  แต่ประโยคข้างบนต้องการเน้นว่า  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  จึงต้องเอา  “Seldom”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  โดยเปลี่ยนรูปเป็น   “Seldom + Verb (พิเศษ)  คือ  (Do, Does, Did, Has, Have, Will, Would, Shall, Should) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • My mother doesn’t drink coffee.  _________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ___________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่.......................เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                          ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  __________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ“Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                           ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ___________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่น นั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                             ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ)+ Subject + Verb (แท้)” เช่น  “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยคเพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life  (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain  (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่), Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้  คือ  {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb  (พิเศษ หรือ ช่วย) ได้แก่  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  – เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                       ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

                           -  Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย

  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

18. His marks were higher than the _____________________________________ I gained.

(คะแนนของเขาสูงกว่า ________________________________________ ที่ผมได้รับ)

(a) marks

(b) one

(c) ones    (คะแนน)

(d) those

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Ones”  แทน   “Marks”  ซึ่งเป็นรูปพหูพจน์  เนื่องจากอยู่หลัง  “The”   แต่ถ้าไม่มี  “The”  ให้ใช้   “Those”แทน  เป็น  “…………than those I gained

 

19. Tell me the reason _________________________________________ your coming here. 

(จงบอกผมถึงเหตุผล _____________________________________ การมาที่นี่ของคุณ)

(a) of

(b) for    (สำหรับ, ของ)

(c) in

(d) why

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “The reason for  +  “วลี”  ส่วน  “The reason why  +  “ประโยค”  (คือ  “Subject + Verb”)   ดังนั้นประโยคข้างบนสามารถใช้โครงสร้างข้างล่างแทนได้โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

  • Tell me the reason why you come here

(= Tell me the reason for your coming here.)

 

20. ___________________________________ these reasons, I will not help him any more.

(_________________________________ เหตุผลเหล่านี้  ผมจะไม่ช่วยเขาต่อไปอีกแล้ว)

(a) With

(b) By

(c) On

(d) For    (ด้วย, จาก)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 352)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Sidney Poitier received the Academy Award _______________ best male actor in 1963 for his performance in Lilies of the Field.

(ซิดนีย์ ปอยเตียร์ ได้รับรางวัลอคาเดมีอวอร์ด ______________ นักแสดงชายยอดเยี่ยมในปี  ๑๙๖๓  สำหรับการแสดงของเขาในภาพยนตร์เรื่อง  “ดอกลิลลีแห่งท้องทุ่ง”)

(a) the

(b) and

(c) was

(d) for    (สำหรับ)

 

2. Sunburn, ________________________, is caused not by heat but by rays of ultraviolet light.

(อาการผิวหนังอักเสบเนื่องจากแพ้แดด, ______________, มีสาเหตุมิใช่จากความร้อน  แต่ว่าจากรังสีของแสงอัลตราไวโอเลต)

(a) that a painful redness of the skin is

(b) is a painful redness of the skin

(c) a painful redness of the skin    (การเป็นสีแดงที่เจ็บปวดของผิวหนัง)

(d) when there is a painful redness of the skin

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “which is a painful redness of the skin”  (ซึ่งคือการเป็นสีแดงที่เจ็บปวดของผิวหนัง)

 

3. Scholars ____________________________________ about 3,000 spoken languages.

(นักวิชาการ _________________________________ ภาษาพูดประมาณ  ๓,๐๐๐  ภาษา)

(a) were counted

(b) have counted    (นับได้)  (นับภาษาพูดได้ประมาณ............)

(c) counted them

(d) who counted

 

4. A tariff is customarily collected on goods __________________________ into a country.

(ภาษีศุลกากรถูกเก็บตามปกติจากสินค้า (ซึ่ง) _________________________ ในประเทศ)

(a) come

(b) coming    (เข้ามา)

(c) came

(d) have coming

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….goods which comes into a country

 

5. Hawks serve an important purpose in the scheme of nature _______________ on destructive rodents, such as mice and rats.

(เหยี่ยวสนองตอบต่อวัตถุประสงค์สำคัญในระบบการจัดการของธรรมชาติ ____________ สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ (หนู, กระรอก, บีเวอร์ ฯลฯ) ซึ่งบ่อนทำลาย (ทำให้เกิดความเสียหาย) เช่น หนูและสัตว์ที่คล้ายหนู)

(a) that they prey

(b) by preying    (โดยการล่าเหยื่อ)

(c) than to prey

(d) in order to prey    (เพื่อที่จะล่าเหยื่อ)

 

6. This is just another example _____________ his incompetence.  I doubt whether he has ever done anything properly in his whole life.

(นี่เป็นเพียงอีกตัวอย่างหนึ่ง ____________ ความไร้ความสามารถของเขา  (ทั้งนี้) ผมสงสัยว่าเขาเคยทำสิ่งใดที่สมควรในตลอดชีวิตของเขาหรือไม่)

(a) of    (ของ)

(b) by

(c) with

(d) for

ตอบ   -   ข้อ    (a)

                                       สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์ เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

7. The foods that contain ______________ are made of animal fat whereas vegetables have the least energy.

(อาหารซึ่งมี (บรรจุ) ______________ ทำด้วยไขมันสัตว์  ในทางตรงกันข้าม ผักมีพลังงานน้อยที่สุด)

(a) as much energy as

(b) the more energy

(c) the most energy    (พลังงานมากที่สุด)

(d) more energy than

 

8. The fact ____________ we have inflation makes it hard for families to buy the food they need.

(ข้อเท็จจริง ______________ เรามี (ภาวะ) เงินเฟ้อ  ทำให้มันยากสำหรับครอบครัวต่างๆ ที่จะซื้ออาหารที่ตนต้องการ)  (หมายถึง  เงินเฟ้อทำให้ครอบครัวต้องซื้ออาหารที่แพงมากขึ้น  เพราะค่าเงินลดลง)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) about 

(d) since

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that we have inflation”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Makes”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 “Noun clause”  คือ  เป็นประธานของประโยค หรือของ  “Verb”  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • That she loves him so much is known to all.

(ที่ว่าเธอรักเขามากเป็นที่รู้กันกับทุกคน)

  • The fact that oxygen is indispensable to living things is undeniable.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าออกซิเจนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต  ไม่สามารถปฏิเสธได้)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

 

9. Jim: Where are the children?

(จิม :  ลูกๆอยู่ที่ไหน)

   Jane: They ___________________________________ to bed.  I don’t see them around.

(เจน :  พวกเขา ______________________ เข้านอนแล้ว  ชั้นไม่เห็นพวกเขาอยู่แถวๆนี้เลย)

(a) must go

(b) will have gone

(c) should go

(d) must have gone    (จะต้องได้ไป)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Mike went to the cinema last night, but he should _____ home and prepared his lesson. 

(ไมค์ไปดูหนังในคืนที่ผ่านมา  แต่ว่าเขาควร ___________ อยู่กับบ้าน   และตระเตรียมบทเรียน)

(a) stay

(b) to stay

(c) have stayed    (จะได้พัก)

(d) have been stayed

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Should + Have + Verb 3” =  “ควรจะได้ทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ”   ในกรณีของประโยคข้างบน   คือ  ควรจะพักอยู่กับบ้านและเตรียมบทเรียน  แต่ก็เปล่า  กลับไปดูหนังแทน   ส่วน   “Should + Not + Have + Verb 3” =  “ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไป

                                        ตัวอย่างที่  

  • You lost all your money, didn’t you?  You ___________________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3” = “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

  • B: “I know.  I shouldn’t _______________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”   แต่ในความเป็นจริง   คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ.................. ในอดีต”   แต่ก็มิได้ทำ   ดังประโยคข้างล่าง  

                                        ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ___________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should (Ought to) + Verb 1”  =  “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                             ตัวอย่างที่  ๕

  • You ought _____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ___________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                                     จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว  -  ผู้พูดๆด้วยความมั่นใจ  จากเหตุผลที่ตนนำมาสนับสนุน)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  ๖

  • What terrible coffee!  She _______________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ __________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว (เป็นอดีต)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม  หรือหลักฐานที่ผู้พูดนำมาสนับสนุนคำพูดของตน)

 

10. Tourist: How do I get to the museum?

(นักท่องเที่ยว :  ผมจะไปพิพิธภัณฑ์ได้อย่างไรครับ)

      Tom: Take the next bus and get __________________________ at Elmwood Avenue.

(ทอม : ขึ้นรถเมล์คันต่อไปนะ  และ _____________________________ ที่ถนนเอล์มวูด)

(a) off it

(b) outside

(c) out of it

(d) off    (“Get off”  =  ลงรถ)

 

11. _______________________ of all of the 1980 presidential candidates was Ronald Reagan.  

(__________________ ในบรรดาผู้สมัครแข่งขันตำแหน่งประธานาธิบดีในปี  ๑๙๘๐  ทั้งหมด  คือ  โรนัลด์  เรแกน)

(a) The richest    (ผู้ที่ร่ำรวยที่สุด)

(b) The richer

(c) The most rich

(d) The rich

 

12. When Carl met his wife at the airport, he _____________________________________.

(เมื่อคาร์ลพบกับภรรยาของเขาที่สนามบิน  เขา _________________________________)

(a) gave a kiss to her cheek

(b) gave her a kiss on the cheek    (จูบเธอที่แก้ม)

(c) gave her a kiss in the cheek

(d) gave her a kiss by the cheek

 

13. Those who violate the rules ______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งละเมิด-ฝ่าฝืนกฎระเบียบ _________________________________________)

(a) should meet severe punishment   (ควรพบกับการลงโทษที่รุนแรง)

(b) must be severely punished   (จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง)  

(c) must be punished severe

(d) should have punishment   (ควรมีการลงโทษ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ในประโยคข้างบน  ควรใช้   “Must”  มากกว่า   “Should”  เนื่องจากเป็นการกำชับมิให้ฝ่าฝืนกฎระเบียบ  (จึงตัดข้อ  A  และ  D ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “must be punished severely

 

14. Jewish boys would begin to study _________________________________ the age of 3.

(เด็กชายชาวยิวจะเริ่มเรียนหนังสือ (เข้าโรงเรียน) ______________________ อายุ  ๓  ขวบ)

(a) early as

(b) so early as

(c) as early as   (โดยเร็วเท่ากับ, แต่เนิ่นๆ เท่ากับ)

(d) when early as

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Early” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายกริยา  “Study

 

15. _____________________________________ most beginners, he worried about details.

(______________________ ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As   (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as   (ตามที่, ดังที่)

(c) Like   (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though   (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ “most beginners”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • This car has an engine _________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as   (= ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (=เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  = Just as  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same   (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as   (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like   (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • What is the climate __________________________________ in your home town?

(อากาศ _____________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                              ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________________________)

(a) rain     (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain    (ฝนตก)

(c) rainy    (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง“เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม    ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                            ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor _________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _______________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “As” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                          สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                           สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ  ๒  สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน)  (ด้านรูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร  ๒  คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว  ๒  คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆกัน)

 

16. She is fond of people who think _____________________________________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด _______________________________________________ เธอคิด)

(a) about    (เกี่ยวกับ)

(b) like    (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like    (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as    (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction” ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๑๕  ของข้อสอบชุดนี้

 

17. These new cars _________________________________________________ very well.

(รถยนต์ใหม่เหล่านี้ _________________________________________ ดีเป็นอย่างมาก)

(a) are sold

(b) are being sold

(c) are selling    (กำลังขาย)

(d) is sold

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Sell”   มีการใช้หลายแบบ  (รถขายออกไป  ไม่จำเป็นต้องใช้รูป  “Passive voice”   เสมอไป)   เช่น

                                        ๑. “ขายอะไรให้ใคร

  • He is going to sell me his car.

(เขาจะขายรถให้ผม)

  • I hope to sell the house for 2.0 million baht.

(ผมหวังว่าจะขายบ้านได้  ๒  ล้านบาท)

  • Who are you going to sell to?

(คุณจะขาย  -  บ้าน, รถ ฯลฯ  -  ให้ใคร)

                                       ๒. ขาย

  • Do you sell flowers?

(คุณขายดอกไม้หรือเปล่า)

                                      ๓. ขายในราคา

  • These books sell for $ 10 dollars each.

(หนังสือเหล่านี้ขายในราคาเล่มละ  ๑๐  เหรียญ)

                                      ๔. ขายได้, มีคนซื้อ

  • It’s a nice design, but I’m not sure if it will sell.

(มันออกแบบดี  แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะขายได้ไหม)

  • Our product sells in over 50 countries.

(ผลิตภัณฑ์ของเราขายได้ในกว่า  ๕๐  ประเทศ)

  • The Bangkok Post is selling 20,000 copies a day.

(หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ขายได้  ๒๐,๐๐๐  ฉบับใน  ๑  วัน)

  • The new Samsung Galaxy is selling very well.

(ซัมซุงกาแล๊กซี่รุ่นใหม่  กำลังขายดีมาก)

  • The new Toyota is selling like hot cakes.

(รถโตโยต้ารุ่นใหม่กำลังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า)

                                       ๕. ทำให้คนต้องการซื้อ

  • Scandal and gossip is what sells newspapers.

(เรื่องอื้อฉาวและซุบซิบนินทา  คือสิ่งที่ทำให้คนต้องการซื้อหนังสือพิมพ์)

  • Her name on the book certainly helped to sell it.

(ชื่อของเธอบนหนังสือ  แน่นอนทีเดียวช่วยให้มันขายได้) 

 

18. That friend of yours is very fond of __________________________________________.

(เพื่อนคนนั้นของคุณชอบ __________________________________________ มากเลย)

(a) a fun

(b) fun    (ความสนุกสนาน, ความขบขัน, เรื่องน่าขัน, การหยอกล้อ)

(c) funs

(d) the funs

(e) funny

 

19. The cruel murderer begged for mercy, but the Judge would not ________________ him.

(เจ้าฆาตกรจอมโหดร้องขอความเมตตา  แต่ผู้พิพากษาจะไม่ ________________ เขาหรอก)

(a) listen

(b) listen to    (ฟัง)

(c) hear about

(d) hear

(e) hear of

(f) hear from    (ได้ยินจาก, ได้รับข่าวจาก)

 

20. _________________________________________ is an important quality in a teacher.

(___________________________________________ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในตัวครู)

(a) The patience

(b) A patience

(c) To patient    (“Patient” เมื่อเป็นคุณศัพท์  หมายถึง  “อดทน”  เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “คนป่วย”)

(d) Patience    (ความอดทน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Patience”  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่อาจนำหน้าด้วย   “A”  และไม่ใช้   “The”  ในกรณีนี้  เพราะเป็นการกล่าวถึง  “ความอดทน”  ทั่วๆ ไป  ไม่มีการชี้เฉพาะ  ว่าเป็นความอดทนของผู้ใด  หรือในการทำอะไร สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่  Gold  (ทอง),  Rice  (ข้าว),  Water  (น้ำ),  Glass  (กระจก),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Paper (กระดาษ),  Air  (อากาศ),  Copper  (ทองแดง),  Ink  (หมึก),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Tin   (ดีบุก),Lead  (ตะกั่ว),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง),  Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน),  Luggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Goodness  (ความดี),  Wisdom  (ความฉลาด),  Progress (ความก้าวหน้า)Power  (อำนาจ),  News  (ข่าว),  Cloth  (ผ้า),  Soap  (สบู่),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Milk  (นม),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Silk  (ไหม),  Fruit  (ผลไม้),  Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 351)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Unlike the budget of some countries, _______________ focuses chiefly on expenditures.

(ไม่เหมือนกับงบประมาณของบางประเทศ ________________ เน้นด้านการใช้จ่ายเป็นหลัก)

(a) and the United States

(b) that of the United States    (งบประมาณของสหรัฐฯ)

(c) the United States, which

(d) which the United States

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้  “That”  แทน  “Budget”  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนาม  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • His wages as a truck-driver were considerably higher _______________ a ditch-digger.

(ค่าจ้างของเขาในฐานะคนขับรถบรรทุก  สูงกว่า _______________ คนขุดคูน้ำอย่างมากมาย)

(a) than

(b) in comparison to the wages of

(c) than those of    (ค่าจ้างของ)

(d) if not higher than, better than

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Those”  แทน  “Wages”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  พหูพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนั้นซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Fossil evidence indicates that the earliest cockroaches looked very much like ____________.

(หลักฐาน (จาก) ฟอสซิล (ซากพืชหรือสัตว์ที่เป็นหิน) บ่งชี้ว่า  แมลงสาบยุคแรกสุด  มีลักษณะเหมือนกันมากกับ _________________)

(a) today does

(b) those of today    (แมลงสาบในปัจจุบัน)

(c) what do cockroaches now

(d) the cockroaches which are now

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากใช้  “Those”  แทน  “Cockroaches”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  พหูพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำ  (Those, That, One)  แทนคำนามที่กล่าวมาก่อนหน้าแล้ว  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • This school has a new pool, so ______________ should have ________________ too.

(โรงเรียนนี้มีสระว่ายน้ำใหม่  ดังนั้น ______________ ควรมี ______________ เช่นเดียวกัน)

(a) our school __________ new pool

(b) our __________ new one

(c) we __________ pool

(d) ours __________ one    (โรงเรียนของเรา .................. สระว่ายน้ำใหม่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำแทนคำนามที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งคู่  คือ  ใช้   “Ours”  แทน  “Our school”  (ต้องใช้คำให้สมดุลกัน  คือ  “Our school”  และ  “This school” )   และ  “One”  แทน  “A new pool”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามที่กล่าวไปก่อนหน้าแล้ว  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • People in highly developed countries are generally better fed than _______________ in underdeveloped countries.

(ผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมาก  โดยทั่วไปจะมีอาหารการกินที่ดีกว่า ____________ ในประเทศด้อยพัฒนา)

(a) that

(b) those    (ผู้คน)

(c) them

(d) the one

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากต้องใช้  “Those”  แทนคำนามนับได้  พหูพจน์  (People)   

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The furniture _____________ is manufactured here is as good as ____________ made anywhere else in the world.

(เฟอร์นิเจอร์ __________ ถูกผลิตที่นี่  ดีพอๆ กับ _________ (ซึ่งถูก) ผลิต  (ทำ) ที่อื่นใดในโลก)

(a) that ____________ which

(b) which ____________ that    (ซึ่ง  .........................  เฟอร์นิเจอร์)

(c) that ____________ those

(d) which ____________ which

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ในช่องแรกอาจตอบ  “Which”  หรือ  “That”  ก็ได้  แต่ในช่องหลัง   ต้องตอบ  “That”  เพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  ใช้แทน  “Furniture”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  ดูคำอธิบายการใช้คำแทนนามนับได้  และนับไม่ได้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I’ve lost my pen.  Have you got _________________________________ I can borrow?

(ผมได้ทำปากกาหาย  คุณมี ___________________________________ ให้ผมยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ปากกาด้ามหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้   “One”  แทนนามนับได้เอกพจน์  (Pen)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The Prime Minister is giving a press conference now; he also gave ___________ at this time last week.

(นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้   และเขาได้จัดประชุม ______ ด้วย  ในเวลาเดียวกันนี้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) i

(b) the same

(c) them

(d) one    (ครั้งหนึ่ง, หนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากแทนคำนามนับได้   เอกพจน์  (Press conference)

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The houses here are a little less modern than _______________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า __________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Houses”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่นFurniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence, etc.)   ให้แทนด้วย  “That

                                           ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ____________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ _______________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Kite”   เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้  “One”  แทน

                                           ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The air of the hills is cooler than _________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _______________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That” และตามด้วย   of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้   “Those”   แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก   จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง   “อากาศ”  และ   “ที่ราบ”   มิใช่   “อากาศของเนินเขา”   และ  “อากาศของที่ราบ”    ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้ that แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

2. Cactus stems remain moist and juicy _________________________ plants become dry.

(ลำต้นของต้นตะบองเพชรยังคงชื้นและมีน้ำมาก _____ พืชหรือต้นไม้ (อื่นๆ) แห้ง (ไม่มีน้ำ) แล้ว)

(a) other after long

(b) long after other    (เป็นเวลานานหลังจาก ...............(พืชฯ)............. อื่นๆ)  (แห้ง หรือไม่มีน้ำแล้ว)

(c) and other long after

(d) after other long and

 

3. ______________________ goods and services are bought and sold, a market is created.

(_________________________ สินค้าและบริการถูกซื้อและขาย,  ตลาดได้ถูกสร้างขึ้นมา)

(a) Not only    (ไม่เพียงแต่)

(b) Whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(c) Those

(d) What

 

4. The American Red Cross ___________________________ by Clarissa Harlowe Barton.

(กาชาดอเมริกัน ______________________________ โดยแคลริสซ่า ฮาร์โลเว่ บาร์ตัน)

(a) organized it

(b) that was organized

(c) was organized    (ถูกจัดตั้ง)

(d) that it was organized

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคในแบบ  “Passive voice”  (ประธานประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  ถูกจัดตั้ง)

 

5. It is prohibited by law to mail through parcel post any merchandise that might prove _________ in transport.

(มันถูกห้ามโดยกฎหมาย  ในการส่ง  -  ทางไปรษณียภัณฑ์ประเภทหีบห่อ  -  สินค้า (หรือวัตถุที่ซื้อขายกัน) ใดๆ  ซึ่งอาจจะพิสูจน์ได้ว่า ________ ในการขนส่ง)  (คือ  ห้ามส่งหีบห่อของสินค้า-วัตถุที่มีอันตราย  ทางไปรษณีย์)  (เนื่องจากอาจไม่ปลอด ภัยในการขนส่ง)

(a) dangerous    (มีอันตราย, เป็นอันตราย)

(b) with danger

(c) dangerously

(d) to the danger

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากกริยา  “Prove”  มีการใช้หลายโครงสร้าง  เช่น

                                      ๑. Prove + Adjective

  • Our internal security has so far proved excellent.

(ระบบความปลอดภัยภายในของเราเท่าที่ผ่านมา  ได้พิสูจน์แล้วว่ายอดเยี่ยม)

  • This information has proved useful to a great many people.

(ข่าวสารนี้ได้พิสูจน์ว่ามีประโยชน์กับคนจำนวนมาก)

                                      ๒. Prove + That + ส่วนขยาย

  • The autopsy proved that she had drowned.

(การชันสูตรศพพิสูจน์ว่าเธอจมน้ำตาย)

  • He has proved that his hypothesis is correct.

(เขาได้พิสูจน์ว่าสมมติฐานของเขาถูกต้อง)

  • Statistics never prove anything.

(สถิติ (ตัวเลข) ไม่เคยพิสูจน์อะไรเลย)  (เชื่อถือไม่ได้เลย)

  • It has been scientifically proven.

(มันได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์)  (“Proven” หรือ “Proved”  เป็นกริยาช่องที่  ๓  ของ  “Prove”)

                                      ๓. Prove + กรรม + ส่วนขยาย

  • I have proved it to be sound.

(ผมได้พิสูจน์มันแล้วว่าดี)

  • He has proved himself untrustworthy.

(เขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่น่าเชื่อถือ  -  ไม่น่าไว้วางใจ)

  • Our strategy was proven (proved) correct.

(ยุทธศาสตร์ของเราได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง)

 

6. I won’t stay here ___________________________________________________ longer.

(ผมจะไม่พักที่นี่ต่อไป __________________________________________________)

(a) no

(b) not

(c) any    (อีกแล้ว)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  กับประโยคปฏิเสธ

 

7. I will get there, ____________________________________ if I have to walk all the way.

(ผมจะไปให้ถึงที่นั่น ______________________________ ผมต้องเดินไปตลอดทั้งทาง)

(a) as    (“As if  =  As though  =  ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) even    (“Even if  =  Even though  =  ถึงแม้ว่า,  แม้ว่า)

(c) or

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

 

8. Whenever I see her, she _________________________________________________.

(เมื่อใดก็ตามที่ผมเห็นเธอ  เธอ ___________________________________________)

(a) reads    (อ่านหนังสือ)

(b) is reading    (กำลังอ่านหนังสือ)

(c) will read    (จะอ่านหนังสือ)

(d) has read    (ได้อ่านหนังสือแล้ว)

 

9. It is not a good thing ________________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _____________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit….. ……………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • Don’t do anything.  I believe _____________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was, Will be, Would be) + Adjective  (เช่น “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                         ตัวอย่างที่  

  • It is usually necessary for the international business person ____________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ____________  มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง  {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To do (กริยาอะไรก็ได้)  + Something}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

10. Each of them ___________________________________________ answers very well.

(พวกเขาแต่ละคน ____________________________ คำตอบ (ของตนเอง) อย่างดีมาก)

(a) know his   

(b) know their

(c) knows his    (รู้  -  คำตอบ  -  ของตนเอง)

(d) knows their

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   Each  มื่อใช้เป็นคุณศัพท์  (Adjective)  ขยายคำนาม  จะมีโครงสร้าง   Each + นามเอกพจน์ (นับได้) + กริยาเอกพจน์ (เช่น  “Is, Was, Plays, Works”  ฯลฯ)   หรือ   Each + Of + The + นามนับได้  พหูพจน์ + กริยาเอกพจน์    หรือ   Each + of + them (us, you) + กริยาเอกพจน์  (ดังประโยคข้าง บน)    ดูเพิ่มเติมประโยคข้างล่าง

  • Each boy has his own books.

(เด็กแต่ละคนมีหนังสือของตัวเอง)

(= Each of the boys has his own books.)

                                      แต่เมื่อใช้   Each เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรูปกริยา  ต้องใช้กริยาในประโยคเป็นพหูพจน์  คือตามประธานพหูพจน์   เช่น

  • The women each play a significant role in their family.

(= Each woman plays a significant role in her family.)

(ผู้หญิงแต่ละคนมีบทบาทสำคัญในครอบครัวของตน)

  • The boys each have their own books.

(= Each boy has his own books.)

(เด็กชายแต่ละคนมีหนังสือของตัวเอง)

  • The eggs cost 2 baht each.

(= Each egg costs 2 baht.)

(ไข่แต่ละฟองราคา  ๒  บาท)

                                      และ   Each  แม้จะเชื่อมด้วย   And  ก็ต้องใช้กริยาเอกพจน์   เช่น

  • Each boy and each girl has to bring his or her clothes. 

(เด็กชายและหญิงแต่ละคน  จำเป็นต้องนำเสื้อผ้ามาเอง)

 

11. I can’t imagine her getting ______________________________________ to Mr. Jones.

(ผมนึกไม่ถึง (ไม่คาดคิดเลย) เรื่องที่เธอ __________________________ กับมิสเตอร์โจนส์)

(a) marriage

(b) marry

(c) married    (แต่งงาน)

(d) marrying

(e) to marry

 

12. This book is the result of ________________________________; he is very proud of it.

(หนังสือเล่มนี้เป็นผลลัพธ์ของ ______________________,  เขาภูมิใจกับมันเป็นอย่างมาก)

(a) many year’s work

(b) many years work

(c) many years’ work    (การทำงานเป็นเวลาหลายปี)

(d) many years’ works

 

13. Some people still think that actors ___________________________________ the devil.

(คนบางคนยังคงคิดว่า  นักแสดง ____________________________ ภูตผีปีศาจ-สิ่งชั่วร้าย)

(a) relate to

(b) are related to    (เกี่ยวพันกับ, สัมพันธ์กับ)

(c) are relating to

(d) are related with

 

14. That dress is much cheaper than this, and it’s just ________________________ pretty.

(เครื่องแต่งกายชุดนั้นราคาถูกกว่าชุดนี้มากเลย  และมันก็สวย __________________ ด้วย)

(a) like

(b) so

(c) alike

(d) look

(e) as    (เหมือนกัน)

 

15. She said that her husband had been killed ___________________________________.

(เธอกล่าวว่าสามีของเธอ (ถูกฆ่า) ตาย _______________________________________)

(a) in an accident road

(b) by a road accident

(c) by an accident road

(d) in a road accident    (ในอุบัติเหตุทางถนน)

 

16. The train ___________________________________ which he was traveling was late.

(รถไฟซึ่งเขากำลังเดินทางมา ___________________________________ (มัน)  ล่าช้า)

(a) for

(b) with

(c) in    (ใน)

(d) of

 

17. Across the street he saw a man _____________________________ a boy with a stick.

(ข้ามฝั่งถนนไป  เขาเห็นชายคนหนึ่ง _________________________ เด็กคนหนึ่งด้วยไม้)

(a) beating    (กำลังตี)

(b) to beat

(c) having beaten

(d) to have beaten

ตอบ   -   ข้อ    (a)  ดูการใช้ กริยา  “See”  จากประโยคข้างล่าง

                                      ๑. “See” + กรรม + Verb 1  =  เห็นกรรมทำกริยา

  • We saw him go out and walk in the park.

(เราเห็นเขาอออกไปข้างนอก  และเดินในสวนสาธารณะ)

(แต่เมื่อเป็น  “Passive voice”  ต้องใช้   “He was seen to go out and walk in the park.”)

                                     ๒. “See” + รรม + Verb + ing”  =  เห็นกรรมกำลังทำกริยา

  • We saw students playing in the field.

(เราเห็นนักเรียนกำลังเล่นในสนาม)

                                     ๓. “See” + กรรม + Verb 3  =  เห็นกรรมถูกกระทำ

  • We saw an elephant killed by hunters.

(เราเห็นช้างถูกฆ่าโดยนายพราน)

 

18. I think that the Concorde is more beautiful than ___________________________ plane.

(ผมคิดว่า  เครื่องบินคองคอร์ดสวยกว่าเครื่องบิน _______________________________)

(a) any

(b) any other    (อื่นใด)

(c) any others

(d) nearly any

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

19. I cannot tell who painted that picture since I’m not very __________________ modern art.

(ผมไม่สามารถบอกได้ว่า  ใครเป็นคนระบายสีภาพนั้น  เพราะว่าผมไม่ ____________ ศิลปะสมัยใหม่มากนัก) 

(a) familiar to

(b) familiar with    (คุ้นเคยกับ)

(c) familiar of 

(d) familiar from

 

20. Billy Carter hurt his brother’s chances ________________________________________.

(บิลลี่  คาร์เตอร์ ทำร้ายโอกาสของพี่ชายของตน (จิมมี่ คาร์เตอร์)  ______________________.     

(a) on a reelection

(b) into getting elected again

(c) for reelection    (สำหรับการ (ลงสมัคร) รับเลือกตั้งเป็นสมัยที่  ๒)

(d) reelecting

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC