หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 390)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A marsupial is an animal ______________ babies are raised in a pouch in the mother’s body.

(สัตว์จำพวกจิงโจ้เป็นสัตว์ __________ ลูกอ่อน _________ ถูกเลี้ยงในกระเป๋าหน้าท้อง (ที่อยู่) ในร่างกายของแม่)

(a) its

(b) who its

(c) that

(d) whose    {ซึ่ง ................... (ลูกอ่อน) ..................... ของมัน}

 

2. Homemaking in preindustrial America required __________________________ and skill.

(การสร้างบ้านในอเมริกาในยุคก่อนอุตสาหกรรม  ต้องการ ____________ และทักษะ-ความชำนาญ)  (หมายถึง  ของผู้สร้าง)

(a) and strength

(b) strength additional

(c) both strength    (ทั้งพละกำลัง)

(d) strength besides

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Strength and skill”  (พละกำลังและทักษะ)  หรือ  “Strength besides skill”  (พละกำลังนอกจากทักษะ)  ก็ได้

 

3. The Yazoo Basin contains the finest agricultural land in Mississippi, but floods and poor drainage have ____________ this area.

(ลุ่มน้ำยาซูมีที่ดินทางด้านเกษตรกรรมที่ดีที่สุดในรัฐมิสซิสซิปี้, แต่น้ำท่วมและการระบายน้ำที่ไม่มีคุณภาพได้ ____________ พื้นที่นี้)

(a) caused always problems in

(b) caused problems in always

(c) always caused problems in    (ทำให้เกิดปัญหาอยู่เสมอใน)

(d) always problems in caused

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการวางตำแหน่ง  “Adverb of frequency”  (Always, Generally, Frequently, Often, Occasionally, Hardly, Seldom, Rarely, Never, etc.)  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • He always tries to avoid ______________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ________________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้  (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ  (a)  ามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”   ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้   “Work hard”  (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Those people are working very ________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน ___________________________________________  มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง  “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา  “are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ  “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)   หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                                              สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)   ในประโยค  มีดังนี้  คือ

                                             ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.  

(พวกเขามาสายเสมอ)

  • She usually goes shopping.  

(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

  • He seldom drives to work.  

(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                             ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.

(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

  • They are always busy with their work.  

(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

  • She is never contented with her life.  

(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                            ๓. ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.  

(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

  • She will never love him.  

(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

  • You should never come to class late.  

(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

  • He is always asking me.  

(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

  • We have never traveled to New York.  

(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                             ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until  (ไม่จนกระทั่ง)   อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ  {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (ช่วย)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}   เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)                    

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

4. _____________, Lois Weber either wrote or adapted all but seven of the hundreds of films she produced.

(_____________, ลอยส์  เวเบอร์  หากไม่เขียนก็ดัดแปลงทั้งหมด,  ยกเว้น    เรื่อง,  ของภาพยนตร์จำนวนหลายร้อยเรื่องที่เธอสร้าง)  (หมายถึง  เธอเขียนเอง  หรือไม่ก็ดัดแปลงภาพยนตร์ทั้งหมดจำนวนหลายร้อยเรื่องที่เธอสร้าง  ยกเว้น    เรื่อง)

(a) A prolific writer that

(b) A prolific writer    (เป็นนักเขียนที่มีวัตถุดิบในการเขียนมากมาย)

(c) She was a prolific writer

(d) A writer as prolific as

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เป็นการใช้วลี  (A prolific writer)  นำหน้าประโยค  เพื่อขยายประธาน  (Lois Weber)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The capital of Thailand, Bangkok is one of the crowded cities.

(เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย, กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แออัดยัดเยียดเมืองหนึ่ง)

  • The son of a carpenter, Jimmy learned a lot from his father.

(เป็นลูกของช่างไม้, จิมมี่เรียนรู้มากมายจากพ่อของเขา)

  • A diplomat and statesman, Winston Churchill was born in a wealthy family.

(เป็นนักการทูตและรัฐบุรุษ, วินสตัน  เชอร์ชิลล์  เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย)

  • A schoolteacher and writer, Joan Silverton became Nebraska’s representative in 1956.

(เป็นครูโรงเรียนและนักเขียน, โจแอน  ซิลเวอร์ตัน  เป็น  ส.ส. ของรัฐเนบราสก้าในปี  ๑๙๕๖)

 

5. ___________ cubic mile of seawater contains about 12 billion pounds of dissolved magnesium.

(_______________ ลูกบาศก์ไมล์ (กว้าง    ไมล์  ยาว    ไมล์  และสูง    ไมล์) ของน้ำทะเล  มีธาตุแมกนีเซียมที่ละลายน้ำอยู่ประมาณ  ๑๒  พันล้าน  (  หมื่น    พันล้าน) ปอนด์

(a) Whole

(b) In a

(c) For the

(d) Each    (แต่ละ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “A”  ก็ได้

 

6. Animals get energy from carbohydrates and fats, _________________________________.

(สัตว์ได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมัน, _________________________________)

(a) oxidized in the body by them

(b) the body oxidizes them

(c) which are oxidized in the body    (ซึ่งถูกรวมตัวกับออกซิเจนในร่างกาย)

(d) which they are oxidized in the body

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบแบบลดรูป  คือ  “Oxidized in the body”  ก็ได้

 

7. _____________ sandal is among the earliest forms of footwear, dating from prehistoric times

(_______________ รองเท้าแตะ (รองเท้าโปร่งมีสายรัด) อยู่ในบรรดารูปแบบเริ่มแรกสุดของสิ่งที่ใช้สวมเท้า, นับจากยุคก่อนประวัติศาสตร์)

(a) It was the

(b) The   

(c) That the

(d) There was the

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจาก  “The sandal”  เป็นประธานของประโยค

 

8. Long, long time ago, there was a merchant ____________ Bob Simon, who made his great fortune by trading with the red Indians.

(นานมากมาแล้ว  มีพ่อค้าคนหนึ่ง ___________ บ๊อบ  ซิมมอน,  ผู้ซึ่งสร้างความร่ำรวยอย่างมหาศาล  โดยการค้าขายกับพวกอินเดียนแดง)  (ในอเมริกา)

(a) name

(b) named    (ชื่อ, ชื่อว่า)

(c) naming

(d) was named

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โดยลดรูปมาจาก  “……….....…. a merchant who was named Bob………....….”  (....................พ่อค้า  ผู้ซึ่งได้รับการตั้งชื่อว่า  บ๊อบ...................)

 

9. Let’s not stay here any longer, ______________________________________________.

(พวกเราอย่าพักที่นี่กันต่อไปอีกเลย __________________________________________)

(a) shall we?

(b) will you?

(c) shan’t we?

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อชักชวนมิให้กระทำ  ไม่จำเป็นต้องมีส่วน  “Tag”  ต่อท้าย  แต่ถ้าชักชวนให้กระทำ (สิ่งใดสิ่งหนึ่ง)  ในส่วน  “Tag”  ใช้  “Shall we ?”  หรือถ้าเป็นการสั่ง  หรือขอร้องให้ทำ  ในส่วน   “Tag”  ใช้  “Will you ?”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Let’s not go to the concert tonight.

(พวกเราอย่าไปฟังคอนเสิร์ตเลย  คืนนี้)  (ไม่ต้องมี  “Tag”)

  • Let’s study harder for the exam next month, shall we?

(พวกเราขยันเรียนให้มากขึ้นสำหรับการสอบเดือนหน้า, เอาไหม)

  • Bring me some coffee, will you?

(ไปเอากาแฟให้ผมหน่อย, ได้ไหม)

 

10. The price of books may seem high, but their _____________ to a student who is educating himself may be great.

(ราคาของหนังสืออาจดูว่าสูง (แพง) แต่ _____________ ของมันที่มีต่อนักเรียน  ผู้ซึ่งกำลังให้การศึกษาแก่ตนเอง  อาจจะมากมาย)  (หมายถึง  ราคาหนังสืออาจแพง  แต่คุณค่าของหนังสืออาจมากมาย-ยิ่งใหญ่)

(a) price    (ราคาขาย)     

(b) cost    (ราคาทุน, ต้นทุน)

(c) worthy    (คุ้มค่า, มีค่าเพียงพอ, มีมูลค่า, มีราคา, คู่ควร)  (เป็นคำคุณศัพท์)     

(d) value    (คุณค่า, ค่า, มูลค่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรือ อาจตอบ   “Worth”  (คุณค่า, ค่า, ประโยชน์, ความสำคัญ, ราคา, ทรัพย์สมบัติ)  ก็ได้

 

11. Everybody _______________________________________________________ free.

(ทุกคน _______________________________________ มีอิสรเสรี)  (ไม่เป็นทาสใคร)

(a) is born    (เกิดมา, ถูกให้กำเนิด)

(b) was born

(c) has been born

(d) has born

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากคนเราถูกให้กำเนิด  หรือถูกคลอด  (“Bear”  =   “ให้กำเนิด, คลอด”)  (Bear,  Bore,  Born)  และต้องใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  (จึงไม่เลือก ข้อ B)

 

12. Don’t go out _____________________________________________; you will catch cold.

(อย่าออกไป _____________________________________________, คุณจะเป็นหวัด)

(a) in rain

(b) in a rain

(c) in the rain    (ตากฝน, อยู่ท่ามกลางฝน)

(d) in the raining

 

13. Please allow Susan ________________________________________ with you this time.

(โปรดอนุญาตให้ซูซาน ______________________________________ กับคุณคราวนี้)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)

(d) goes

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Allow +  กรรม + To + Verb 1 +  ส่วนขยาย”  สำหรับกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Allow”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I want you __________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ___________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ   “Go on an errand”  =   ไปทำธุระ

                                                   ตัวอย่างที่  

  • We don’t allow anyone ______________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim    (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)    เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men ________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ______________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ  กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”    ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

14. Would you mind _________________________________________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ ___________________________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Does Betty object to ______________________________________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ ____________ สำหรับเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง  เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือเปล่า)

(a) your waiting    (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น   “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้   “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking”   เป็นต้น 

                                                กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป   เช่น

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

 

15. The modern businessman does not write his letters by hand.  He dictates them to a shorthand typist, usually ____________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของเขาด้วยมือ  เขาบอกให้เขียนมัน (จดหมาย) แก่นักจดชวเลข  ซึ่งโดยปกติเป็น ____________)

(a) woman

(b) women

(c) a woman    (ผู้หญิง)

(d) the woman

ตอบ   -   ข้อ  (c)   โดยพิจารณาจาก  “………….......….to a shorthand typist”   ซึ่งอยู่ในรูปเอกพจน์

 

16. My job is _________________________ different from _________________________.

(งานของผมแตกต่าง ______________________ จาก _______________________)

(a) little _____________ her

(b) no _____________ herself

(c) much ____________ hers    (อย่างมาก _____________ งานของเธอ)

(d) so _____________ she

ตอบ   -   ข้อ   (c)   Possessive pronoun  “hers”  มาจาก  “her job”   สำหรับ  ข้อ   A, B   คำหน้า  (little, a little, no)  สามารถใช้ได้   แต่คำหลัง  ต้องแก้เป็น  “hers

 

17. The temperature went below the _________________________________ point last night.

(อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุด _____________________________________ เมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) frozen    (กริยาช่องที่  ๓  ของ “Freeze”)   

(b) freezing    (เยือกแข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(c) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze”)

(d) freeze    (แข็งตัว, กลายเป็นน้ำแข็ง, เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็น  “Gerund”  (Verb + ing)   ขยายคำนาม  “Point”  เพื่อบอกว่า  เป็นจุดที่ (สำหรับ) น้ำเย็นจนแข็ง  หรือ  จุดเยือกแข็ง  กล่าวคือ  หน้าที่อย่างหนึ่งของ   “Gerund”   คือใช้ประกอบหน้าคำนาม  คล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  เพื่อบอกว่าคำนามนั้นมีไว้สำหรับทำกริยานั้นๆ  (คือ กริยาที่อยู่หน้าคำนาม)   และมักนิยมใช้เครื่องหมาย  “hyphen” (-)  มาคั่นไว้ระหว่างคำ  แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) มาคั่นกลางก็ได้)   เช่น

  • a sleeping-room (ห้องนอน)  (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง  “หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)
  • a dancing-hall (ห้องเต้นรำ)  (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)
  • a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่ถ้า  “a dancing teacher”  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”
  • a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่ถ้า  “a reading boy”  หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”)
  • a swimming-pool (สระว่ายน้ำ)  (แต่ถ้า  “a swimming girl”  หมายถึง  “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)
  • a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่ถ้า “a walking boy”  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)
  • drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่ถ้า  “a drinking horse”  หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)
  • a knitting-needle (เข็มถัก)  (แต่ถ้า  “a knitting woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)
  • a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  ( แต่ “a cooking woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)
  • a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่  “a killing man” หมายถึง  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)
  • looking-glasses (แว่นตา)  (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่  (กำลัง) มอง”)
  • a sewing machine (จักรเย็บผ้า)  (แต่ถ้า “a sewing woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) เย็บผ้า”)
  • freezing point (จุดเยือกแข็ง)   (“freezing water”  =  น้ำที่เย็นจนแข็ง)  (“frozen food”  =  อาหารแช่แข็ง  คือ อาหารที่ถูกทำให้เย็นจนแข็ง)

หมายเหตุ   –   Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ   เช่น  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า   คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ    ในกรณีนี้  เราเรียก  “Verb. + ing”   นั้นว่า   “Present participle”   เช่น   “a drinking horse”   (ม้าที่ดื่มน้ำ)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

 

18. He left Bangkok in 1985 and I haven’t seen him ________________________________.

(เขาจากกรุงเทพฯไปในปี  ๑๙๘๕  และผมก็ไม่ได้เห็นเขาอีก _______________________)

(a) then   (ต่อจากนั้น)

(b) since    (นับตั้งแต่นั้นมา,  ตั้งแต่นั้นมา)

(c) before

(d) meanwhile    (ในระหว่างนั้น,  ในขณะเดียวกัน)

 

19. I didn’t _________________________________________ work until almost eight o’clock.

(ผมมิได้ ________________________________________ งาน  จนกระทั่งเกือบ    ทุ่ม)

(a) get into

(b) get up

(c) get through    (ทำสำเร็จ,  ทำจนเสร็จสิ้น)  (หมายถึง ทำงานแล้วเสร็จ)

(d) get in

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Get through”  =  complete

 

20. You should read _______________________________________ one book every month.

(คุณควรอ่านหนังสือ ______________________________________  เล่ม ทุกๆ เดือน)

(a) least    (น้อยที่สุด)

(b) at least    (อย่างน้อยที่สุด)

(c) at the least

(d) at a least

ตอบ   -   ข้อ   (b)   นอกจากนี้  ยังมีวลี    “In the least”  ซึ่งใช้เน้นข้อความปฏิเสธ  เช่น   “I don’t mind in the least, I really don’t.”  (ผมมิได้รังเกียจแม้แต่นิดเดียว   มิได้รังเกียจจริงๆ),  “She wasn’t in the least jealous.”  (เธอมิได้มีความหึงหวง  (หรืออิจฉา)  แม้แต่นิดเดียว),  “It was changing me in a way that I had not in the least expected.”  (มันกำลังเปลี่ยนแปลงผม  ในแบบที่ว่า  ผมมิได้เคยคาดฝันไว้แม้แต่นิดเดียว),  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 389)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Sidney Lanier was most famous for his poetry, but ____________ a schoolteacher, a literary critic, and a musician.

(ซิดนีย์ เลเนียร์  มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในเรื่องการประพันธ์บทกวีของเขา, แต่ ____________ ครูสอนในโรงเรียน, นักวิจารณ์วรรณกรรม, และนักดนตรี)

(a) including

(b) moreover he

(c) he was also    (เขาเป็น ..............(ครูฯ..........นักดนตรี)............... ด้วยเช่นกัน)

(d) together with

 

2. Automatons programmed to perform a given task ____________ the flexibility and adaptability of human beings.

(หุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ______________ ความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของมนุษย์)

(a) without

(b) lack    (ขาด, ขาดแคลน, ไม่มี, ปราศจาก, การขาดแคลน, ความไม่มี-ไม่เพียงพอ, ความบกพร่อง)

(c) together

(d) have no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค    หรืออาจตอบ  “Are without”  (ปราศจาก, ไม่มี)  หรือ  “Have not”  (ไม่มี)  ก็ได้   สำหรับกริยาไม่แท้  (Programmed)   ลดรูปมาจากอนุประโยค  “Automatons which are programmed to perform a given task

 

3. ____________________________, glasses can correct most sight defects in healthy eyes.

(_______________, แว่นตาสามารถแก้ไขความบกพร่องทางสายตาส่วนใหญ่  ในดวงตาที่แข็งแรง-สมบูรณ์)

(a) If well fitted when

(b) Well fitted if

(c) Well fitted when

(d) When well fitted    (เมื่อถูกปรับอย่างดีหรือเหมาะสม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (When they are well fitted)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “If well fitted”  หรือ  “If they are well fitted”  (ถ้ามันถูกปรับอย่างเหมาะสม)  ก็ได้

 

4. In _____________, the advent of the telephone, radio, and television has made rapid long-distance communication possible.

(ใน _____________, การปรากฏขึ้นของโทรศัพท์, วิทยุ, และโทรทัศน์  ได้ทำให้การสื่อสารทางไกลที่รวดเร็วเป็นไปได้)

(a) one hundred years later    (๑๐๐  ปีที่ผ่านมา)

(b) one hundred years ago    (๑๐๐  ปีมาแล้ว)

(c) the one hundred years since

(d) the last one hundred years    {ช่วงเวลา  ๑๐๐  ปีสุดท้าย (ล่าสุด)} (หมายถึง  เวลา  ๑๐๐  ปีที่ผ่านมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (a)  หรือ  (b)  ก็ได้   แต่ต้องตัด  “In”  หน้าประโยคทิ้งไป

 

5. The juice contained in the bristles of the nettle causes an intensive itch when __________ a person’s skin.

(น้ำที่ (ถูก) บรรจุอยู่ในขนแข็งของพืชที่มีขนคัน (เช่น หมามุ่ย) ทำให้เกิดความคันอย่างรุนแรงเมื่อ ____________ ผิวหนังของคน)

(a) entering it

(b) it enters    (มันเข้าสู่)

(c) it is entered    (ไม่ใช้รูปนี้เนื่องจากเป็น  “Passive voice”)

(d) its entry into

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “When”  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  หรืออาจตอบ   “Entering”  ก็ได้  ซึ่งเป็นการลดรูปอนุประโยค  (When it enters)  ให้เหลือเพียงวลี

 

6. Ice that has floated from the place ________________________ formed is called drift ice.

(น้ำแข็งซึ่งล่องลอยจากสถานที่ _________ สร้าง (ก่อตัว) ขึ้นมา  ถูกเรียกว่าน้ำแข็งเลื่อนลอย)

(a) where it was    (ที่ซึ่งมันถูก)

(b) it was where

(c) where was it

(d) where was

 

7. Many people want to wear clothes like ________________________________________.

(ผู้คนจำนวนมากต้องการสวมเสื้อผ้าเหมือนกับ ________________________________)

(a) those wear by film stars

(b) those wore by film stars

(c) those worn by film stars    {เสื้อผ้าที่ (ถูก) สวมโดยดาราภาพยนตร์}

(d) that worn by film stars

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Those”  แทน  “Clothes”  (คำนามพหูพจน์)  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำคำนี้   สำหรับ  “That”   ใช้แทนคำนามนับไม่ได้  ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ  เช่น  “Water, Weather, Air, Information, Advice, Equipment, Rice, Sugar, etc.”  และใช้   “One”  แทนคำนามนับได้  เอกพจน์  (Boy, Girl, Car, House, Dog, Cat, Pen, Radio, etc.)  (เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำซ้ำ)  สำหรับ  “Worn”  ลดรูปมาจากอนุประโยค   “……….those which (that) are worn by film stars”  และต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากเสื้อผ้า  “ถูกสวม

 

8. You two boys won’t start a fight today, _______________________________________?

(พวกแก  ๒  คน  จะไม่ชกต่อยกันวันนี้, ______________________________________)

(a) would you

(b) will you    (ใช่ไหม)

(c) would they

(d) will they

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “You”  โดยมี   “Two boys” เป็นส่วนขยาย  และกริยาในประโยค  คือ   “Won’t  (Will not) start”  กริยาในส่วน  “Tag”   จึงเป็น  “Will you

 

9. I want everything ____________________________________________ by four o’clock.

(ผมต้องการให้ทุกอย่าง ______________________________________ ตอน    โมงเย็น)

(a) is ready

(b) already    (แล้ว, เรียบร้อยแล้ว)

(c) ready    (พร้อม, เตรียมพร้อม, เสร็จ)

(d) readily    (อย่างรวดเร็ว, อย่างทันที, อย่างสะดวก, อย่างง่าย)

 

10. The work must be done, ____________________________________ difficult it may be.

(งานจะต้องถูกทำ, _____________________ มันอาจจะยาก ______________________)

(a) how

(b) however    {ไม่ว่า ..............(มันอาจจะยาก)............... อย่างไรก็ตาม}

(c) whatever

(d) no matter

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “However + Adjective + Subject + Verb to be”  หรือ  “However + Adverb + Subject + Verb”  (ไม่ว่าประธานฯ จะ......................อย่างไรก็ตาม)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________________, she is unhappy.

(___________________________________________________,  เธอไม่มีความสุข)

(a) However she is wealthy

(b) However wealthy she may be    (ไม่ว่าเธออาจจะร่ำรวยอย่างไรก็ตาม)

(c) However wealth she has

(d) However she has wealth

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “However + Adjective + Subject + is (are, was, were), + Subject + verb)  ดูเปรียบเทียบกับ“Whatever”  ากตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • _____________ the truth may have been, many Thai people concluded that the previous government was clearly to blame for the corruption and the police’s abuse of power.

{(ไม่ว่า) ความจริงจะเป็น ____________ คนไทยจำนวนมากสรุปว่า  รัฐบาลชุดก่อนควรถูกตำหนิอย่างชัดเจนสำหรับการทุจริต  และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของตำรวจ}

(a) Whoever   (ใครก็ตาม)

(b) However   (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever    (อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูการใช้   “Whatever”  จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________ you may say, I still think I am right.

(คุณอาจจะพูด ________________________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However   (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever   {ไม่ว่า ................(คุณอาจจะพูด)................. อะไรก็ตาม}

(c) Though   (ถึงแม้ว่า)

(d) As   (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน   อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

11. We wanted to give him ______________________________ help, but he turned us down.

(เราต้องการให้ความช่วยเหลือเขา _____________ ,  แต่เขาปฏิเสธ (ความช่วยเหลือของ) เรา)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)    

(b) a few    (นิดหน่อย, เล็กน้อย, บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)   

(d) a little    (นิดหน่อย, เล็กน้อย, บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Help”  เป็นคำนาม นับไม่ได้

 

12. Be careful with that lamp; it’s fragile (แฟร้จ-ไจล).

(จงระวังกับตะเกียงใบนั้น,  มัน  แตกง่าย-หักง่าย-เปราะ-บอบบาง-อ่อนแอ-เสียหายง่าย)

(a) broken    (แตก, หัก)

(b) breakable    (ซึ่งแตกได้)   

(c) dirty    (สกปรก)

(d) hazardous    (มีอันตราย)

 

13. She concealed the truth.

(เธอ   ปิดบัง-ปกปิด   ความจริง)

(a) disclosed    (เปิดเผย, เปิดโปง, ทำให้ปรากฏ)

(b) hid    (ปิดบัง, ซ่อนไว้, อำพราง, ปกคลุม)  (เป็นกริยาช่องที่  ๒  ของ  “Hide”)

(c) distorted    (บิดเบือน, ทำให้ผิดรูป, ทำให้ผิดส่วน)

(d) adored    (เคารพ, บูชา, นิยม, รักคลั่งไคล้)

 

14. You must have been deceived.  This is not ___________________________ golden ring.

(คุณจะต้องได้ถูกหลอกลวง-ต้มตุ๋นแล้ว  นี่มิใช่แหวนทอง ________________________)

(a) a precise    (แม่นยำ, แน่นอน, เที่ยงตรง, ถูกต้อง)

(b) an exact    (แน่นอน, แน่ชัด, ถูกต้อง, เที่ยง, แม่นยำ)

(c) an accurate    (ถูกต้อง)

(d) a genuine    (แท้, แท้จริง, จริงใจ, ไม่เสแสร้ง)

 

15. He will ________________________________________ my duties a week after I leave.

(เขาจะ ______________________________ หน้าที่ของผม  หนึ่งสัปดาห์หลังจากผมจากไป)

(a) take down    

(b) take after    (เหมือน, คล้าย)  (ด้านรูปร่างหน้าตา-นิสัยใจคอ)

(c) take over    (รับช่วงงาน, รับหน้าที่, รับผิดชอบ)  (หมายถึง  ทำงานแทน)

(d) take turns    (สลับกัน, ผลัดกัน, หมุนเวียน)

 

16. ________________________________________________ of the children is sick today.

(เด็ก _______________________________________________________ ป่วยวันนี้)

(a) One    (คนหนึ่ง)

(b) Fewer

(c) Many

(d) Some

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากกริยา คือ   “Is”  ถ้าเลือกข้ออื่นๆ  ต้องใช้กริยา   “Are”  ทุกข้อ

 

17. My father said that he would let ________________________ go to the dance tomorrow.

(พ่อของผมพูดว่า  เขาจะอนุญาตให้ ________________________ ไปงานเต้นรำวันพรุ่งนี้)

(a) you and I

(b) I and you

(c) you and me    (คุณและผม)

(d) I with you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้สรรพนาม   “You”  และ   “Me”  ซึ่งอยู่ในรูปกรรม  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา   “Let”  และต้องเอา   “Me”  (หรือ  “I”  ในกรณีเป็นประธานฯ)  ไว้หลังสรรพนามตัวอื่นเสมอ  เนื่องจากฝรั่งถือว่าเป็นความสุภาพและให้เกียรติผู้อื่น   โดยการกล่าวถึงตัวเองทีหลังสุด  เช่น   “They enjoyed talking with him, her and me.”   หรือ   “He, you and I will go to the party together tomorrow.”  เป็นต้น

 

18. I won’t give it to you _____________________________________ you come and get it.

(ผมจะไม่ให้มันแก่คุณ ______________________ คุณมาและรับมันไป  -  ด้วยตัวคุณเอง)

(a) without    (โดยปราศจาก, โดยไม่มี)  (เป็น “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  หรือ  Verb + ing)

(b) except    (ยกเว้น)  (เป็น “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) unless    (ถ้า................................ไม่)  (ถ้าคุณไม่มาและรับมันไป................................)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Unless” จากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • I don’t like to begin writing a letter, _____________________________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ______________________________________)

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ   (b)

                                                ตัวอย่างที่  

  • Don’t open a shop ______________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) _______________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He won’t pass his examination __________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง  “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ     –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Unless  =  If……….........…… not”   ต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb (บอกเล่า)  ทั้งนี้   “อนุประโยคที่ตามหลัง  Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”   มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

19. A: Whose is this knife?

(มีดเล่มนี้เป็นของใคร)

     B: It _________________________________________________________________.

(มัน ____________________________________________________________)

(a) is Tim

(b) is Tim’s    (เป็นของทิม)

(c) is belonged to Tim

(d) is Tim’s owner.

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้รูป  Apostrophe “s”  เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ  หรือใช้  “It belongs to Tim.”  เนื่องจากกริยา  “Belong” (เป็นของ)  ไม่มีการใช้รูป   “Passive voice”  แบบในข้อ  (c)

 

20. This house needs ________________________________________________________.

(บ้านหลังนี้จำเป็นต้อง _________________________________________________)

(a) being repaired

(b) repairing    (ซ่อมแซม)

(c) repaired

(d) to repair

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Need”   เมื่อหมายถึง   “จำเป็นต้อง”   มีโครงสร้าง    แบบ  คือ“Need + Verb + ing”  หรือ  “Need + To + Be + Verb 3”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบอีกแบบว่า  “…………....….needs to be repaired”  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • That little child will need ______________________________________________.

(เด็กเล็กๆคนนั้นจำเป็นต้อง (มี)_____________________________________________)

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Need”  (จำเป็นต้อง)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง ๒ แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “Need + Verb + ing” (Need + Looking after)  และ “Need + To + Be + Verb 3” (Need + To + Be + Looked after)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Our car needs _____________________________________________________.

(รถยนต์ของเราจำเป็นต้อง _______________________________________________)

(a) mend

(b) mended

(c) being mended

(d) to mend

(e) to be mended    (ได้รับการซ่อมแซม, ถูกซ่อมแซม)

ตอบ   -   ข้อ   (e)   หรืออาจตอบว่า   “………..........……...needs mending”   ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 388)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A logarithm is _______________________________________ in algebra as an exponent.

(เลขยกกำลังของฐาน  คือ _____________ ในพีชคณิต  ว่าเป็นเลขยกกำลังที่อยู่เหนือสัญลักษณ์)  (เช่น  xn ,  เป็นเลขยกกำลังของ  x)

(a) known what

(b) known what it is

(c) what is known    (สิ่งที่ (ถูก) รู้จัก)

(d) what it is known

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ข้อความ  “What is known in algebra as an exponent” เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (“Is”  ตัวหน้า)  ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ๑.  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • When she left is not certain.

(เธอจากไปเมื่อใดไม่แน่นอน)  (ไม่มีใครรู้แน่นอนว่าเวลาใด)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                            ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                            ๓.  เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                            ๔.  เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐  โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                             ๕.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                             ๖.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.   (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)   The fact”  ไม่ใช่  “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”   คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผม  น่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

2. A square meter is ______________________________________________ a square yard.

(  ตารางเมตร ___________________   ตารางหลา)  (คือ  ใหญ่กว่า    ตารางหลาเล็กน้อย)

(a) than slightly larger

(b) larger than slightly

(c) slightly than larger

(d) slightly larger than    (ใหญ่กว่าเล็กน้อย

 

3. The importance of mythology within a culture _______________ in the status of storytellers.

(ความสำคัญของเรื่องอภินิหารที่เป็นนิยายหรือตำนานที่เล่าต่อๆ กันมาภายในวัฒนธรรมหนึ่ง _____ ในสถานภาพของผู้เล่าเรื่อง)  (หมายถึง  ถ้าผู้เล่าเรื่องดังกล่าวมีสถานภาพสูง  ผู้ฟังก็มีแนวโน้มจะให้ความสำคัญ  หรือเชื่อเรื่องเหล่านี้มากกว่าปกติ)

(a) as reflected

(b) reflected

(c) is reflected    (ถูกสะท้อนภาพให้เห็น)

(d) reflected there

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Passive voice

 

4. __________________________________________ the zero was invented is not known.

(เลขศูนย์ถูกประดิษฐ์ขึ้น _______________ ไม่เป็นที่ล่วงรู้)  (= ____________ ที่เลขศูนย์ถูกประดิษฐ์ขึ้น  ไม่เป็นที่รู้กัน)

(a) After    (หลังจาก)

(b) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)

(c) Although    (แม้ว่า)

(d) When    (เมื่อใด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ข้อความ  “When the zero was invented”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ   “Noun clause”  ใน ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

5. Regardless of __________________ or facilities, a park is intended for the enjoyment of all.

(โดยไม่คำนึงถึง ____________ หรือสิ่งอำนวยความสะดวก (ของมัน),  สวนสาธารณะถูกมุ่งหมายไว้สำหรับความเพลิดเพลิน (สนุกสนาน) ของทุกคน)

(a) the location of it

(b) its location    (สถานที่ตั้งของมัน)

(c) what location it has

(d) whether its location

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “……….....…of its location or (its) facilities, a park………......….”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Regardless of   จากตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • He has kept on working, _________________________________ being told to stop.

(เขาทำงานต่อไป ________________________________________ ถูกบอกให้หยุดทำ)

(a) sooner than    (เร็วกว่า)

(b) no matter what    (ไม่ว่า........................อย่างไรก็ตาม)

(c) regardless of    (โดยไม่คำนึงถึงว่า, โดยไม่สนใจว่า)

(d) in addition to    (นอกเหนือจาก)

                                                ตัวอย่างที่ 

  • If they are determined to strike, they will do so _________________ what the law says.

(ถ้าพวกเขามุ่งมั่นที่จะนัดหยุดงาน, พวกเขาก็จะทำเช่นนั้น _________ กฎหมายกล่าวไว้อย่างไร)

(a) due to    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) regardless of     (โดยไม่คำนึงถึงว่า, โดยไม่สนใจว่า)

(c) despite    (ทั้งๆ ที่)

(d) instead of    (แทนที่จะ)

 

6. When he reaches the age of retirement, he will get his _________ for his government service.

(เมื่อเขามาถึงอายุเกษียณจากงาน  เขาจะได้รับ ________________ สำหรับงานราชการของเขา)

(a) wage    (ค่าจ้าง)

(b) salary    (เงินเดือน)

(c) bonus    (เงินโบนัส, เงินแถมพิเศษประจำปี)

(d) pension    (เงินบำเหน็จบำนาญ)

 

7. Father seemed to be ____________ by the loud noise the children made.  He shouted at them to play outside.

(พ่อดูเหมือนว่าจะ _____________ จากเสียงที่ดังที่พวกเด็กๆ ทำ  เขาตะโกนใส่เด็กพวกนั้น  เพื่อให้ออกไปเล่นข้างนอก)

(a) excited    (ตื่นเต้น)

(b) astonished    (ประหลาดใจ)

(c) annoyed    (ขุ่นเคือง, รำคาญ, รู้สึกถูกรบกวน)

(d) amazed    (ทึ่ง, ประหลาดใจ, งงงวย)

 

8. Please keep an eye on my purse while I telephone.

(โปรด  เฝ้าดู-เฝ้าระวัง   กระเป๋าสตางค์ของฉันด้วย  ขณะที่ฉันโทรศัพท์)

(a) hold    (ถือ, จับ, กุม, เกาะ, คว้า)

(b) clean out    (ทำความสะอาดจนหมดจด)

(c) look through    (มองทะลุ, มองผ่าน)

(d) watch    (เฝ้าดู, มอง, ระมัดระวัง, ชม, จ้องมอง)

 

9. She is a person who always speaks her mind.

(เธอเป็นบุคคลผู้ซึ่ง  พูดออกมาตรงๆ ตามที่ตนเองคิด   เสมอ)

(a) talks too much    (พูดมากเกินไป)

(b) speaks without thinking    (พูดโดยไม่คิด)

(c) hesitates to speak    (รีรอ หรือลังเลใจที่จะพูด)

(d) gives her frank opinion    (ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา หรือเปิดเผย)

 

10. He has scarcely ___________________ money ____________________ for his old age.

(เขาแทบจะไม่มีเงิน ______________ ซึ่งได้ถูก _____________ สำหรับในวัยชราของเขา)

(a) some ________________ to save

(b) any ________________ saving

(c) some ________________ saved

(d) any ________________ saved    (อยู่เลย ________________ ออมไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Any”  กับ   “Scarcely”   เนื่องจากใจความเป็นไปในทางปฏิเสธ  (แทบจะไม่)  และใช้  “Saved”  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “………..........…money which is (has been, was) saved for his………......……

 

11. My brothers are all _________________________________________________ I am.

(พี่ชายน้องชายของผมล้วนแต่ ______________________________________ ผมทุกคน)

(a) more tall than

(b) tallest of

(c) taller from

(d) taller than    (สูงกว่า)

 

12. Sitting on the beach, she watched the ships ___________________________ the harbor. 

(นั่งบนชายหาด  เธอมองดูเรือ ___________________________________ ในท่าเรือ)

(a) to enter

(b) entered

(c) having entered

(d) entering    (เข้ามา, กำลังเข้ามา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “Enter”  ก็ได้  ดูเปรียบเทียบกับกริยา   “See”  (เห็น, มอง, มองเห็น, ดู)  (กริยา  “See”  และ  “Watch”  ใช้ได้เหมือนกัน)  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Across the street he saw a man __________________________ a boy with a stick.

(ข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง  เขาเห็นชายคนหนึ่ง ______________ เด็กชายคนหนึ่งด้วยไม้)

(a) beating    (กำลังตี)

(b) to beat

(c) having beaten

(d) to have beaten

ตอบ   -   ข้อ   (a)   สำหรับกริยา  “See”  หรือ  “Watch”  มีที่ใช้ดังนี้   คือ

                                            ๑. “See” (Watch) + กรรม + Verb 1  =  เห็นกรรมทำกริยา

  • We saw (watched) him go out and walk in the park.

(เราเห็นเขาออกไป และเดินในสวน)

(แต่เมื่อเป็น  “Passive voice”  ต้องใช้   “He was seen to go out and walk in the park.”)  (เขาถูกมองเห็นว่าออกไปและเดินในสวน)

                                             ๒. “See” (Watch) + กรรม + Verb + ing”  =  เห็นกรรมกำลังทำกริยา

  • We saw (watched) students playing in the field.

(เราเห็นนักเรียนกำลังเล่นในสนาม)

                                            ๓. “See” (Watch) + กรรม + Verb 3  =  เห็นกรรมถูกกระทำ

  • We saw (watched) an elephant killed by hunters.

(เราเห็นช้างถูกฆ่าโดยนายพราน)

 

13. His friends thought he was ill yesterday, ____________________________________?

(เพื่อนของเขาคิดว่า  เขาป่วยเมื่อวานนี้ ____________________________________)

(a) did they

(b) was he

(c) didn’t they    (ใช่หรือไม่)

(d) wasn’t he

ตอบ   -   ข้อ   (c)   นส่วน  “Tag”  ต้องใช้กริยาตามประธานและกริยาในประโยคใหญ่  “Main clause” (His friends thought….............…)  มิใช่ใช้ตามประธานและกริยาในประโยคย่อย (He was ill yesterday)  และเนื่องจาก  “Thought”  อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน   “Tag”  จึงต้องใช้   “Did”  ในรูปปฏิเสธ  (= didn’t)

 

14. My car still isn’t working right; the mechanic ___________________________________.

(รถของผมยังคงไม่ทำงานเป็นปกติ  ช่างเครื่องยนต์ _______________________________)

(a) must not have fixed it    (จะต้องไม่ได้ซ่อมมัน)  (ในอดีต)

(b) just fixed it    (เพิ่งจะซ่อมมัน)

(c) might have fixed it    (อาจจะได้ซ่อมมัน)  (ในอดีต)

(d) should not have fixed it    (ไม่ควรจะได้ซ่อมมัน)  (ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากผู้พูดมั่นใจมากว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น  เพราะรถยังคงทำงานไม่ปกติ

 

15. I don’t know_______________________________________________________ to do.

(ผมไม่รู้ว่าจะทำ _____________________________________________________)

(a) how

(b) whom

(c) what    (อย่างไรดี)

(d) why

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจใช้   “How to do it”  สำหรับ   “How”  นิยมใช้กับวลี  เช่น   “how to cook”  (วิธีปรุงอาหาร)  “how to swim”  (วิธีว่ายน้ำ)  “how to play golf”  (วิธีเล่นกอล์ฟ)  “how to solve the problem”  (วิธีแก้ปัญหา  หรือ จะแก้ปัญหาอย่างไร)  “how to tell my parents”  (จะบอกพ่อแม่อย่างไร)  , etc.

 

16. Three months after the manager had engaged the cashier, he ____________ him for dishonesty.

(สามเดือนหลังจากผู้จัดการได้ว่าจ้างแคชเชียร์  เขาก็ ___________ แคชเชียร์คนนั้น  ด้วยเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริต)

(a) disliked    (ไม่ชอบ, เกลียด)  

(b) displayed    (แสดง)

(c) dismissed    (ไล่ออก, บอกเลิกแถว, ไม่พิจารณา, ไม่รับฟ้อง, ยกฟ้อง)

(d) disclosed    (เปิดเผย, เปิดโปง, ทำให้ปรากฏ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Dismiss”   ในที่นี้  หมายถึง  “ไล่ออก

 

17. Although many people thought that the man was guilty, the judge and jury found him ________.

(แม้ว่าผู้คนจำนวนมากคิดว่าชายคนนั้นมีความผิด  ผู้พิพากษาและคณะลูกขุนพบว่าเขา _________)

(a) carefree    (ไร้กังวล)

(b) talkative    (ช่างพูด, คุยจ้อ)

(c) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์)  

(d) innocent    (บริสุทธิ์, ไร้มลทิน, ไร้เดียงสา, ซื่อ, ไม่เป็นภัย)

 

18. Such clothes ______________________________ these are called ready-made clothes.

(เสื้อผ้า ___________________________________ เหล่านี้  ถูกเรียกว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูป)

(a) like

(b) alike

(c) as    (ดังเช่น, เช่น)

(d) the same as

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการใช้คำคู่  คือ    Such………......…….as

 

19. So far I’ve been learning about England and British ways of living.

(เท่าที่ผ่านๆ มา (ที่แล้วๆ มา)  ผมได้กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ  และวิถีการดำรง ชีวิตแบบอังกฤษ)

“So far” here means “_____________________________________________________”.

(“So far”  ในที่นี้  มีความหมายว่า __________________________________________)

(a) So much    (มากเหลือเกิน)

(b) Very far    (ไกลมาก)

(c) For a long time    (เป็นเวลานาน)

(d) Until now    (จนกระทั่งบัดนี้)

 

20. When all the students___________________________, the professor began his lecture.

(เมื่อนักเรียนทุกคน _________________________ อาจารย์ก็เริ่มต้นการบรรยายของเขา)

(a) seated

(b) sit

(c) were seated    (ถูกพาเข้าที่นั่งที่จัดไว้ให้)

(d) seat

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Seat”  เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “ที่นั่ง”  แต่เมื่อเป็นคำกริยา หมายถึง  “จัดหาที่นั่งให้, พาเข้าที่นั่ง, จัดตั้งเข้าที่ๆจัดไว้, นั่งลงไป”   มักใช้ในรูป  “Passive voice”  (Be + seated)  เสมอ

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 387)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. One of the __________________ Black poets in America, Lucy Terry, was a slave in Deerfield, Massachusetts.

(หนึ่งในบรรดากวีผิวดำ ____________ ในอเมริกา, ลูซี่ เทอร์รี่, เป็นทาสอยู่ในเมืองเดียร์ฟิวด์, รัฐแมซซาชูเซตส์)

(a) first to

(b) first was

(c) first    (คนแรกๆ, รุ่นแรกๆ)

(d) first has the

 

2. ________________________ wild dogs have very keen sense of sight, hearing, and smell.

(_____________ หมาป่ามีประสาทสัมผัสที่ไวมาก (ดีเยี่ยม) ในด้านสายตา (การมองเห็น), การได้ยิน, และการดมกลิ่น)

(a) Cats are like    (แมวเหมือน-คล้ายกับ)

(b) Like the cats,    (เหมือนกับแมว,)

(c) Although the cats like    (แม้ว่าแมวชอบ)

(d) They are like the cats,    (พวกมันเหมือนกับแมว)

 

3. Alex Bradford is one of the world’s _________________________ exponents of gospel music.

(อเล็กซ์  แบรดฟอร์ด  เป็นหนึ่งในบรรดาสัญลักษณ์ (ตัวแทน) ____________ ของดนตรีเกี่ยวกับคำสั่งสอน หรือเรื่องราวชีวิตของพระเยซูคริสต์  ของโลก)

(a) very most    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) the most    (มากที่สุด)

(c) mostly    (ส่วนมาก, ส่วนใหญ่)

(d) foremost    (ชั้นเยี่ยม, สำคัญที่สุด)

 

4. Meat is an excellent source _________________________________________ vitamins.

(เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเลิศ _______________________________________ วิตามินชนิดต่างๆ)

(a) that

(b) has

(c) where

(d) of    (ของ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                             สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “in need of”  (ต้องการ)  -  Are you in need of some advice?  (คุณต้องการคำแนะนำบ้างไหม),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

5. If a rectangle has equal sides, ____________________________________ is a square.

(ถ้าสี่เหลี่ยมมุมฉากมีด้านเท่ากันทุกด้าน, __________________ คือ (เป็น) สี่เหลี่ยมจัตุรัส)

(a) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(b) it    (มัน)

(c) but    (แต่)

(d) then    (ต่อจากนั้น, หลังจากนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคใหญ่  (Main clause)

 

6. An increase in a nation’s money supply, without an accompanying increase in economic activity, _____________ result in higher prices.

(การเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินตราของประเทศหนึ่ง, โดยไม่มีการเพิ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตามมาด้วย, ____________ ส่งผลให้เกิดราคาสินค้าซึ่งเพิ่มสูงขึ้น)

(a) tends    (มีแนวโน้ม)

(b) tends the

(c) tending to

(d) will tend to    (จะมีแนวโน้มที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบข้อ  (a) ซึ่งเป็น  “Present simple tense”  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Tends to”  (มีแนวโน้มที่จะ)  เนื่องจากกริยา  “Tend + To + Verb 1

 

7. We like our doctor, so we hope he doesn’t decide to go away for a long time ______________.

(เราชอบหมอของเรา  ดังนั้น  เราหวังว่าเขาจะไม่ตัดสินใจเดินทางไปไหนๆ เป็นเวลานาน _________)

(a) yet    (เลย)  (คือ  ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะไป...........................เลย)

(b) still

(c) already

(d) before

ตอบ   -   ข้อ    (a)   ใช้   “Yet”  (เลย, หรือยัง)  กับประโยคปฏิเสธ  หรือคำถาม  เช่น

  • It is not dark yet.

(ยังไม่มืดเลย  -  ขณะนี้)

  • I haven’t yet met Peter.

(ผมยังไม่ได้พบปีเตอร์เลย)

  • His uncle isn’t married yet.

(ลุงของเขายังไม่แต่งงานเลย)

  • By good fortune the leak has done no damage yet.

(เพราะว่าโชคดี  การรั่วไหลยังมิได้ทำความเสียหายเลย)

  • Have you had your lunch yet?

(คุณกินอาหารกลางวันแล้วหรือยัง)

 

8. If you have a bad cold, you _____________________________________ go to the doctor.

(ถ้าคุณเป็นไข้หวัดอย่างรุนแรง  คุณ _________________________________ ไปพบแพทย์)

(a) ought    (“Ought to”  =  “ควรจะ” )

(b) might    (อาจจะ)

(c) had

(d) should    (ควรจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการแนะนำให้ทำ  (ไปหาหมอ)  หรืออาจตอบ  “Ought to”  ก็ได้

 

9. I didn’t _________________________________________ work until almost eight o’clock.

(ผมมิได้ _________________________________________ งาน  จนกระทั่งเกือบ  ๒  ทุ่ม)

(a) get into

(b) get up

(c) get through    (ทำสำเร็จ,  ทำจนเสร็จสิ้น)  (หมายถึง ทำงานแล้วเสร็จ)

(d) get in

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Get through”  =  complete

 

10. I wish I could ____________________________________________________ smoking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ _______________________________________ สูบบุหรี่) 

(a) cut down    (ลดปริมาณลง, ทำให้น้อยลง)

(b) cut up    (ตัดออกเป็นชิ้นๆ)

(c) cut away    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

(d) cut out    (ยุติ,  เลิก)

 

11. Every girl ought to learn _____________________________________________ to cook.

(เด็กผู้หญิงทุกคนควรที่จะเรียนรู้ ___________________________________ ปรุงอาหาร)

(a) where

(b) what

(c) when

(d) how    (วิธี) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “เรียนรู้วิธีปรุงอาหาร”   =  “เรียนรู้ว่าจะปรุงอาหารอย่างไร

 

12. At present ____________________________________ bad drivers are often punished.

(ในปัจจุบัน _____________________________ คนขับรถ (นิสัย) เลวๆ ถูกลงโทษอยู่บ่อย ๆ)

(a) the

(b) every

(c) each

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับ  ข้อ   (b)  และ  (c)  ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์  นับได้ เท่านั้น  และข้อนี้   ไม่ต้องใช้  “The”   เพราะกล่าวถึงคนขับรถนิสัยเลวๆ ทั่วไป   มิได้มีการเน้น หรือชี้เฉพาะว่าเป็นผู้ใด  หรือกลุ่มใด  ดังนั้น  ข้อนี้จึงไม่ต้องเติมคำใดเลย

 

13. Is all this money _____________________________________________________?

(เงินทั้งหมดนี้เป็น _____________________________________________ ใช่หรือไม่)

(a) your

(b) yours    (ของคุณ)   (= your money)

(c) of you

(d) belong to you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ส่วนถ้าต้องการใช้   “Belong”   (เป็นของ)  จะต้องใช้รูปประโยคเป็น   “Does all this money belong to you?

 

14. My son knocked this ________________________________ off the table and broke it.

(ลูกชายของผมทำ __________________________ ใบนี้หล่นจากโต๊ะ  และทำมันแตก)

(a) tea’s cup

(b) cup of tea    (ชา  ๑  ถ้วย)

(c) teacup    (ถ้วยชา)

(d) cup-tea

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Teacup”  เป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun)   และผู้พูดเพียงแต่จะบอกว่า  “ลูกชายทำถ้วยชาหล่น  และแตกไปแล้ว”  เท่านั้น  มิได้ต้องการบอกว่า  “ทำชา  ๑  ถ้วยหล่นฯ”   เพราะตอนนี้ถ้วยแตกไปแล้ว  ไม่มีน้ำชาเหลืออยู่แล้ว  ดูเพิ่มเติม  “นามประกอบ”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the _____________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรี่ใน _____ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the __________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _____________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                              ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _______________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ___________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • She broke a __________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ___________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

15. The demand ________________________________________ our goods is increasing.

(ความต้องการ ____________________________________ สินค้าของเรากำลังเพิ่มขึ้น)

(a) of

(b) in

(c) from

(d) for    (สำหรับ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Demand (noun) + For”  เสมอ   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                             สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ด้แก่  “Responsible”  (รับผิดชอบ)  -  He is responsible for the job.  (เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ)  –  She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม),  “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ),  “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                              ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Apply”  (สมัคร)  -  She applied for a secretarial job, but in vain.  (เธอสมัครงานเลขานุการ, แต่ไม่สำเร็จ),  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                              สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”   ด้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ   ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

16. We find it _____________ to believe all what he said since he changed his story every time we asked him.

(เราพบมัน _____________ ที่จะเชื่อทุกสิ่งที่เขาพูด   เพราะว่าเขาเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่เราถามเขา)  (หมายถึง  เล่าเรื่องแต่ละครั้งไม่เคยตรงกัน)

(a) very and more difficult

(b) more and very difficult

(c) more and most difficult

(d) more and more difficult    (ยากขึ้นและยากขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ต้องใช้รูปนี้เสมอ

 

17. Whenever we meet, we stop ______________________________________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด _________________________________________)

(a) talking

(b) talk

(c) to talk    (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  Stop + To + Verb 1”  หมายถึง  “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   ส่วน  “Stop + Verb + ing”  หมายถึง  “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ”  เช่น

  • We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

(เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยงตอน  ๑๑.๓๐  น. ทุกๆวัน)

  • We stopped having lunch when the fire broke out.

(เราหยุดการกินอาหารเที่ยง  เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน   และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

18. You had best _________________________________________________ it yourself.

(คุณควรจะ ________________________________________ มันด้วยตัวคุณเองดีที่สุด)

(a) do    (ทำ)

(b) to do

(c) done

(d) doing

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Had best”  (ทำ..........................เป็นดีที่สุด)  และ “Had better”  (ควรจะ.........................ดีกว่า)   ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1 ไม่ต้องมี  To  นำหน้า)  เสมอ

 

19. A __________________________________________ uses force, or a threat of force.

(___________________________________ ใช้กำลัง  หรือการขู่กรรโชกว่าจะใช้กำลัง)

(a) thief    (หัวขโมย, โจรลักทรัพย์)

(b) robber    (โจรปล้น,  โจรจี้ชิงทรัพย์)

(c) burglar    (โจรงัดแงะ-ย่องเบา)

(d) pick-pocket    (นักล้วงกระเป๋า)

 

20. If my father moved away, I suppose I would live with my uncle ___________ I went with him.

(ถ้าพ่อของผมย้ายออกไป  ผมคาดคะเน (คิด) ว่า  ผมจะอาศัยอยู่กับลุง __________ ผมไปกับพ่อ)

(a) or    (หรือ, มิฉะนั้น)    

(b) accordingly    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(c) unless    (ถ้า..................................ไม่)  (= ถ้า  (ผม)  ไม่ไปกับพ่อ)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และ  “Unless” +   “ประโยคบอกเล่าเสมอ)   เช่น

                                               ตัวอย่างที่  

  • Don’t open a shop ____________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ______________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He won’t pass his examination ________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough   (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Unless  =  If…………............… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน    ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย)  (คือ  ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 386)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I am very tired ______________________________________________ boiled eggs now.

(ผมเบื่อ _________________________________________ ไข่ต้มอย่างมากในตอนนี้)

(a) with

(b) by

(c) for

(d) in

(e) of

ตอบ   -   ข้อ   (e)   “Be tired of”  =   “เบื่อ หรือ เหนื่อย

 

2. A child with strong and healthy parents is likely ____________ stronger and healthier than a child with weak and unhealthy parents.

(เด็กที่มีพ่อแม่ที่แข็งแรงและสุขภาพดี  มีความเป็นไปได้ _____________ แข็งแรงกว่าและสุขภาพดีกว่าเด็ก  ที่มีพ่อแม่ที่อ่อนแอและสุขภาพไม่ดี)

(a) be

(b) being

(c) to be    (ที่จะ)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Likely (มีความเป็นไปได้)  + To + Verb 1”  หรือ  “Likely + To + Be + Adjective”  เช่น

  • It is likely to rain tomorrow.

(เป็นไปได้ที่พรุ่งนี้ฝนจะตก)

  • You are likely to be sick if you stay out in the rain.

(คุณเป็นไปได้ที่จะป่วย  ถ้าคุณอยู่กลางสายฝน)

 

3. I myself dislike the idea of spending a holiday with hundreds of other people.

(ตัวผมเองไม่ชอบความคิดของการใช้วันหยุดกับผู้อื่นหลายร้อยคน)  (คือไม่ชอบไปเที่ยววันหยุด  ที่ซึ่งมีคนอยู่กันมากมาย)

‘Dislike’ here means ‘____________________________________________________’.

(คำว่า  “Dislike”  ในที่นี้  หมายความว่า _____________________________________)

(a) am not like    (ไม่เหมือน)

(b) do not like    (ไม่ชอบ)

(c) should like to have    (อยากจะมี)

(d) have not    (ไม่มี)

 

4. A: __________________________________________________________________?

    B: Yes, please.

(B: ครับ  ได้โปรดเถอะครับ)

(a) Do you like the idea    (คุณชอบความคิดนี้ไหม)

(b) Could you help him    (คุณสามารถช่วยผมได้ไหม)

(c) Will you be here tomorrow    (คุณจะอยู่ที่นี่วันพรุ่งนี้ไหม)

(d) Do you care for a cup of coffee    (คุณอยากดื่มกาแฟสักแก้วไหมครับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อมีผู้เชิญชวนให้เรากินหรือดื่ม  หรือเสนอตัวจะช่วยเหลือเรา  ถ้าเราตอบตกลง  ต้องพูดว่า   “Yes, please.”  แต่ถ้าตอบปฏิเสธ  ต้องพูดว่า  “No, thanks (= thank you)”

 

5. When I say ‘You can go home now.’, I mean ‘____________________________________’.

(เมื่อผมพูดว่า  “คุณสามารถกลับบ้านได้ในขณะนี้”  ผมหมายความว่า “__________________”)

(a) You are able to go home now    (คุณมีความสามารถกลับบ้านได้ในขณะนี้)

(b) Can you go home now?    (คุณสามารถกลับบ้านในขณะนี้หรือไม่)

(c) You may go home now    (คุณอาจจะกลับบ้านในขณะนี้ก็ได้)  (ถ้าคุณประสงค์จะทำเช่นนั้น)

(d) You aren’t allowed to go home now    (คุณไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในขณะนี้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Can go home”  ในประโยคข้างบน  มิได้มีความหมายว่า  “มีความสามารถกลับบ้าน”  เหมือนในกรณีทั่วไป  เช่น  สามารถว่ายน้ำ,  สามารถพูดภาษาต่างประเทศ,  สามารถสอบชิงทุนได้, ฯลฯ  แต่หมายถึง  ผู้ที่ถูกพูดด้วยได้รับอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้  ถ้าประสงค์จะทำ  กล่าวคือ  “Can  =  May”  เช่นในประโยคข้างล่าง

  • You can borrow my pen if you want to.

(คุณอาจยืมปากกาของผมได้  ถ้าคุณต้องการทำเช่นนั้น)

  • In a Moslem marriage, the man can have as many wives as he wants.

(ในการแต่งงานแบบมุสลิม  ผู้ชายอาจมีภรรยามากเท่ากับที่ตนต้องการ)

  • There are rather detailed rules of when you can and can’t appeal.

(มีกฎเกณฑ์ค่อนข้างละเอียด  เกี่ยวกับว่าเมื่อไรที่คุณอาจ  หรือไม่อาจอุทธรณ์ได้)

 

6. The milk is going to boil __________________________________________________!

(นมกำลังจะเดือดจน ______________________________)  (คือ  ล้นจากภาชนะที่บรรจุมัน)

(a) up

(b) over    (ล้น)

(c) out

(d) off

 

7. Before the children ________________________________ very far, they began to feel tired.

(ก่อนที่เด็กๆ จะ ______________ ไกลมาก  พวกเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อย)  (คือ รู้สึกเหนื่อย  ขณะที่ยังเดินไปได้ไม่ไกล)

(a) had walked    (ได้เดินไป)

(b) walked

(c) would walk

(d) were walking

 

8. A doctor’s handwriting is often illegible.

(ลายมือของแพทย์มักจะ  อ่านไม่ออกหรืออ่านออกได้ยาก   อยู่บ่อยๆ)

(a) too small    (เล็กเกินไป)

(b) neat    (เรียบร้อย, เป็นระเบียบ, เกลี้ยงเกลา)

(c) interesting    (น่าสนใจ)

(d) hard to read    (อ่านได้ยาก)

 

9. The judge refused to release the prisoner.

(ผู้พิพากษาปฏิเสธที่จะ  ปล่อยตัว  นักโทษ)

(a) set free    (ปล่อยเป็นอิสระ)

(b) sentence    (ตัดสินคดี, พิพากษาโทษ)

(c) try    (ไต่สวนคดี, พยายาม, ทดลอง)

(d) investigate     (สืบสวน, สอบสวน)

(e) interrogate    (สอบถาม, ซักถาม)

 

10. Tom ran across an old friend yesterday.

(ทอม  พบโดยบังเอิญ   เพื่อนเก่าคนหนึ่งเมื่อวานนี้)

(a) ran over    {(รถ) ทับ}

(b) talked to    (คุยกับ)

(c) happened to meet    (บังเอิญพบ, พบโดยบังเอิญ)

(d) trampled    (เหยียบย่ำ, กระทืบ)

 

11. He’s a very naughty boy and is always ____________________________ for his mischief.

(เขาเป็นเด็กที่ซุกซนมาก  และกำลัง ____________ อยู่เสมอสำหรับความซุกซน (การกระทำที่ทำให้เกิดอันตราย) ของเขา)

(a) being punish

(b) be punished

(c) being punished    (ถูกลงโทษ)

(d) to be punish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นข้อเดียวที่อยู่ในรูป  “Passive voice”  (ถูกลงโทษ)  ของ  “Tense”  ที่ถูกต้อง  คือ   “Present continuous tense”  {Subject + Is (am, are) + Being + Verb 3}  ซึ่งในที่นี้  คือ  “Is (always) being punished

 

12. She ________________ from Miss Andrews and therefore doesn’t wish to change teachers.

(เธอ ____________________ จาก (กับ) มิสแอนดรูส์  และดังนั้น  จึงไม่ปรารถนาที่จะเปลี่ยนครู)

(a) is used to studying    (คุ้นเคยกับการเรียน)  (ขณะนี้ก็ยังเรียนกับมิส................อยู่)

(b) used to studying

(c) is used to study

(d) used to study    (เคยเรียน)  (เป็นอดีต  ขณะนี้ไม่ได้เรียนกับมิส......................แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้  “คุ้นเคย หรือเคยชินกับการเรียน  กับมิส...................”  ซึ่งใจความดีกว่าใน  ข้อ   (d)  (เคยเรียนกับมิส.....................)   โดยพิจารณาจากข้อความ   “ดังนั้น  จึงไม่ปรารถนาจะเปลี่ยนครู.......................จากมิสแอนดรูส์ไปเป็นคนอื่น”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used _____ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ  __________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย” 

                                                 ตัวอย่างที่  

  • He _______ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา ___________ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I used __________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • They will get ________________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ _____________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)  (ในอนาคต)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจาก   “Get used to”  หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีต  หรือปัจจุบัน  หรืออนาคต  ก็ได้)  ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                                                 ตัวอย่างที่  

  • My grandfather _____________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม __________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย

                                                   ตัวอย่างที่  

  • He got used to _______________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ____________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็น  “Preposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต, ปัจจุบัน  หรือ อนาคต  ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • We will be (get) used to getting up early soon.

(เราจะคุ้นเคยกับการตื่นแต่เช้าในไม่ช้านี้)  (อนาคต)

                 ******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน  มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

                                             ทั้งนี้  รูปปฏิเสธของ  “Used to”  (เคย) ต้องใช้  “Did”  ช่วยเสมอ  เช่น

  • We did not use to play golf when we were at college.

(เราไม่เคยเล่นกอล์ฟ  เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)

 

13. Her mother bought her a diamond ring and she ________________________ to get it.

(แม่ของเธอซื้อแหวนเพชรให้เธอ  และเธอ ___________________________ ที่ได้มันมา)

(a) delightful

(b) delighted

(c) was delighted    (มีความรู้สึกยินดี-พอใจ-อิ่มใจ)

(d) was delighting    (น่ายินดี-พอใจ-อิ่มใจ)

(e) was delightful    {(เหตุการณ์) น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก}

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Delight”  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it _____________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน ______________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  

                                                  ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a ________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                                                 ตัวอย่างที่  

  • She was very ________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                ตัวอย่างที่  ๕

  • I ____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม ________________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา __________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -  ข้อ  (c)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very _______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ______________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                  คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”   ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                         กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                            ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                             ๒. ถ้าใช้รูป   “Verb + ing”  {Subject + Is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า......................”  หรือ  “ซึ่งน่า......................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ”  เหมือนกับประโยค  “He is walking.  (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

                                             ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง   “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + Is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ  ก็คือ “......................ถูกทำให้รู้สึก....................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ....................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “.....................มีความรู้สึก......................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.......................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

14. It ___________________________________________ that I didn’t agree to marry him.

(มัน ________________ ว่า  ฉันมิได้ตกลงแต่งงานกับเขา)  (คือมาเสียใจทีหลัง  ที่มิได้ทำเช่นนั้น)

(a) has a pity

(b) is a pity    (น่าเสียดาย)

(c) is pity

(d) is the pity

(e) is pitiful    (น่าเวทนา, น่าสงสาร, น่าดูถูก)

 

15. We have already visited a great ________________________ different places in Thailand.

(เราได้ไปเยือนสถานที่ต่างๆ _____________________________ แล้ว  ในประเทศไทย)

(a) many    (จำนวนมาก)

(b) deal    (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) amount    (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(d) number    (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรือ  ข้อ  (d)   แต่ต้องแก้เป็น  “A great number of places…………......…..”  (สถานที่ต่างๆจำนวนมาก)

 

16. The classroom was not as clean as it should __________________________________.

(ห้องเรียนไม่สะอาดเท่ากับที่มันควร _______________________________________)

(a) have been    (ได้เป็นไปแล้ว)  (เป็นเหตุการณ์ในอดีต  สังเกตจาก  “Was”)   

(b) be

(c) to be

(d) to have been

 

17. One of the buttons is missing.  Please sew it _____________________________ for me.

(กระดุมหลุดไปเม็ดหนึ่ง  กรุณาเย็บมัน (กระดุม) ______________ ให้ผมด้วย)  (หมายถึง เย็บกระดุมติดกับเสื้อผ้า)

(a) on    (“Sew it on”  =  เย็บมัน”  -  ติดกับเสื้อ-กางเกง-กระโปรง)

(b) in

(c) again

(d) (No word is needed.)

 

18. He told his parents ________________________________ difficult the examination was.

(เขาบอกพ่อแม่ของเขาว่า  การสอบยาก _____________________________________)

(a) very

(b) so

(c) how    (อย่างไร, เพียงไร)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “how difficult the examination was”   เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา   “Told”  ส่วน  “กรรมรอง”  คือ  “his parents

 

19. The boy pretended __________________________________ when his parents came in.

(เด็กชายคนนั้นแสร้งทำเป็น _______________________ เมื่อพ่อแม่ของเขาเข้ามาในห้อง)

(a) as sleeping

(b) to be asleep    (นอนหลับ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) to sleeping

(d) like sleeping

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Pretend + To + Verb 1”  หรือ   “Pretend + To + Be + Adjective”   สำหรับข้อนี้อาจตอบว่า   “Pretended to sleep”  หรือ   “Pretended to be sleeping”  ก็ได้

 

20. Your homework is very tidy except _________________________ these two black spots.

(การบ้านของคุณเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก __________________ จุดดำๆ    จุดพวกนี้)

(a) that

(b) for    (“Except for”  =  เว้นแต่, ยกเว้น)

(c) only

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Except”  จากประโยคข้างล่าง

                                             Preposition  “Except”  มักใช้กับ  ๒  ข้อความที่ขัดแย้งกัน  หรือ  แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น   “นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำ  ยกเว้น   คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • All the boys except Billy started to cry.  

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

  • He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

  • I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

  • I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)             

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 385)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It is less expensive to build machine parts _________________ than to build a few at a time.

(มันราคาแพงน้อยกว่ากันที่จะสร้างชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องจักร ____________ (เมื่อเทียบกับ) สร้างทีละ  ๒ – ๓  ชิ้นในแต่ละครั้ง)

(a) mass quantities in

(b) mass in quantities

(c) quantities in mass

(d) in mass quantities    (ในปริมาณมากๆ)

 

2. No longer _____________________ given in countries where the disease is under control.

(ไม่ต่อไปอีกแล้วที่ ______________ ถูก (ทำ) ให้ในประเทศที่ซึ่งโรคนี้อยู่ภายใต้การควบคุม)  (หมายถึง  ไม่มีการฉีดวัคซีนต่อไปอีกแล้ว  ในประเทศที่โรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษได้รับการควบคุม)

(a) smallpox vaccinations are

(b) than smallpox vaccinations are

(c) are smallpox vaccinations    (การฉีดวัคซีนโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ)

(d) than are smallpox vaccinations

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “No longer + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • ____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(__________________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม,  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง.......................เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ...................(คลองปานามา..............วิศวกรรม)...................เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Not only was the ……........…triumph, but it also quickly proved a financial success”  หรือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                                ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  _________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ …………….....…….. เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ___________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ___________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met 

(b) I did meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Not only ________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go………....”  “Not only have they seen………….…”  “Not only will we play………….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “No longer  (ไม่ต่อไปอีกแล้ว), Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (พิเศษ)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • No longer do we use street cars in our city.

(= We no longer use street cars in our city.)

(เราไม่ใช้รถรางต่อไปอีกแล้วในเมืองของเรา)

  • No longer are they friends after a serious conflict.

(= They are no longer friends after a serious conflict.)

(พวกเขาไม่เป็นเพื่อนกันต่อไปอีกแล้ว  หลังจากความขัดแย้งอย่างรุนแรง)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                           ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

3. ______________ colonial period the great majority of New York’s settlers came from Holland.

(________________ ช่วงเวลาการเป็นอาณานิคม  ผู้ตั้งรกรากถิ่นฐานในนิวยอร์กส่วนใหญ่มาจากประเทศฮอลแลนด์)

(a) Since

(b) The time

(c) During the    (ในระหว่าง)

(d) It was

 

4. A crocodile often fools its preys ______________________________________ to be dead.

(จระเข้หลอกเหยื่อของมันบ่อยๆ ____________________________________ เป็นตาย)

(a) to pretend

(b) by pretending    (โดยการแสร้งทำ)

(c) pretend

(d) to be pretending

 

5. Natural resources provide the raw materials ________________ to produce finished goods.

(ทรัพยากรธรรมชาติให้วัตถุดิบ (ซึ่ง) ______________________ เพื่อที่จะผลิตสินค้าสำเร็จรูป)

(a) are needed

(b) needed    (ถูกต้องการ)

(c) need

(d) needing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….....…raw materials which are needed to produce finished goods

 

6. Please read ______________ thoroughly before answering the questions on the backboard.

(โปรดอ่าน ____________________ อย่างละเอียดถี่ถ้วน  ก่อนตอบคำถามบนกระดานดำ)

(a) chapter two    (บทที่  ๒)

(b) second chapter

(c) two chapter

(d) chapter second

ตอบ   -   ข้อ    (a)   หรืออาจตอบ   “the second chapter”  ก็ได้

 

7. Would you please ____________________________ the door open when it is cold outside?

(คุณจะกรุณา _______________________ ประตูเปิดไว้  เมื่ออากาศเย็นข้างนอก  ได้หรือไม่)

(a) don’t leave

(b) don’t to leave

(c) not to leave

(d) not leave    (ไม่ทิ้ง, ไม่ปล่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Would + Verb 1”  โดย  “Not”  ต้องอยู่ระหว่าง  “Please”   และ  “Verb 1”  (please not leave)  เสมอ

 

8. I asked her _______________________________________________ was on the phone.

(ผมถามเธอ (ว่า) ___________ กำลังพูดโทรศัพท์อยู่)  (หมายถึงพูดอยู่ปลายสายอีกด้านหนึ่ง  หรือถามว่า  ใครโทรฯ มานั่นเอง)

(a) which

(b) whom

(c) who    (ใคร)  (เป็นประธานประโยคย่อย  “Who was on the phone”)

(d) whoever    (ใครก็ตาม)  

 

9. Tomorrow at 8.00 a.m. Jenny has to _______________________ a history examination.

(พรุ่งนี้  เวลา    โมงเช้า  เจนนี่จำเป็นต้อง ________________ การสอบวิชาประวัติ ศาสตร์)

(a) pass

(b) take    (เข้ารับ)

(c) succeed

(d) fail

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Take an examination  -  เข้าสอบ

 

10. I was late arriving at the examination room; _______________________ I couldn’t get in.

(ผมล่าช้าในการมาถึงห้องสอบ ________________________ ผมไม่สามารถเข้าห้องสอบได้)

(a) subsequently    (ในเวลาต่อมา)

(b) generally    (โดยทั่วไป)

(c) consequently    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(d) indeed     (จริงๆ, อย่างแท้จริง)   

 

11. _______________________ the hall is already full, I think the meeting should now begin. 

(____________________ ห้องโถงมีคนเต็มแล้ว  ผมคิดว่าการประชุมควรเริ่มต้นได้ในขณะนี้)

(a) Seeing that    (เมื่อเห็นว่า)

(b) Providing that    (ถ้า)  (= If)

(c) Whereas    (ในทางตรงกันข้าม, อย่างไรก็ตาม, แต่ทว่า)

(d) As a result of     (เป็นผลมาจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Walking down the street the other day, ___________________________________.

(ขณะเดินไปตามถนนเมื่อวันก่อน __________________________________________)

(a) I saw unusual something happen

(b) a terrible accident occurred    (อุบัติเหตุน่ากลัวเกิดขึ้น)

(c) something unusual was seen by me    (บางสิ่งที่ผิดปกติถูกเห็นโดยผม)

(d) I witnessed a terrible accident    (ผมเห็นอุบัติเหตุน่ากลัว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากประโยคขึ้นต้นด้วย   “Walking”  (Present participle)  แสดงว่าประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (ในที่นี้ คือ “I” )  จะต้องเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”  ดังนั้น  จึงตัดข้อ  B, C  ทิ้งไป  สำหรับ ข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “I saw something unusual happen.”  (ผมเห็นบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น)  เนื่องจาก  “Something”  เป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  ไม่สามารถใช้คำคุณศัพท์  (Unusual)  ขยายข้างหน้าได้  ต้องเอามาขยายข้างหลังแทน

 

12. Bill went to hospital to have ___________________________________ on the stomach.

(บิลไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับ ______________________________________ ที่ท้อง)

(a) a cure    (การรักษาให้หาย)

(b) a mending    (การปะ, การซ่อมแซม)

(c) an operation    (การผ่าตัด, การปฏิบัติงาน, การดำเนินงาน)

(d) a cut    (การตัด, การหั่น, การทำมีดบาด, การลดราคา, การลดเงินเดือน)   

 

13. All the workers complained that the price of food had increased, so their _____ of living had fallen.

(คนงานทั้งหมดบ่น-ร้องเรียนว่า  ราคาอาหารได้เพิ่มขึ้น  ดังนั้น ___________ การครองชีพของพวกเขาได้ลดต่ำลง)  (เหมือนกับรายได้ลดลง  เพราะค่าจ้างเท่าเดิม)

(a) cost    (ค่า)

(b) price    (ราคา, ราคาขาย)

(c) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า, ราคา)

(d) standard    (มาตรฐาน)

 

14. This book is too difficult.  I spent more time _____________ up words in the dictionary than ____________ it.

(หนังสือเล่มนี้ยากเกินไป  ผมใช้เวลา _________ คำในพจนานุกรม  มากกว่า _________ มัน

(a) to look ______________ to read

(b) to look ______________ reading

(c) looking ______________ reading    (ค้นหา ______________ อ่าน)

(d) looking ______________ read

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Spend + Time + Verb + ing +  (ส่วนขยาย) + (Than) + (Verb + ing)  และต้องใช้โครงสร้างให้สมดุล  คือ   “Looking”  และ  “Reading

 

15. I think you ought to pay, _______________ it was you who _______________ the glass.

(ผมคิดว่าคุณควรจ่ายเงิน _________ ว่าคุณเป็นคนซึ่ง __________ กระจก)  (ทำกระจกแตก)

(a) considered _______________ broke

(b) considering _______________ breaking

(c) to consider _______________ break

(d) considering ______________ broke    (พิจารณา _____________ ทำแตก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ต้องใช้   “Broke”  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต (ทำกระจกแตก)  โดยดูจาก  “It was you

 

16. This letter is _________________________________ from the one you wrote last week.

(จดหมายฉบับนี้ ________________________ จากจดหมายที่คุณเขียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) no difference    (ไม่มีความแตกต่าง)

(b) no differing

(c) no different    (ไม่แตกต่าง)

(d) not differently

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้คำคุณศัพท์  (Different) กับ   “Verb to be”  (Is)  หรืออาจตอบ  “Not different”  ก็ได้

 

17. __________________ the summer holidays we hope to swim, fish and do some sailing.

(_________________ วันหยุดหน้าร้อน  เราหวังจะได้ว่ายน้ำ,  ตกปลา  และแล่นเรือ-ขับเรือ)

(a) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วย “Subject + Verb”)

(b) When    (เมื่อ)  (ตามด้วย “Subject + Verb”)

(c) During    (ระหว่าง - ใช้กับเรื่องเวลา)  (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Between    (ระหว่าง)  (ใช้กับคนหรือสิ่งของ ๒ สิ่ง)

 

18. “Would you like to have your sandwiches now?”

(คุณอยากจะทานแซนด์วิชของคุณตอนนี้ไหม)

“Yes, I’d ______________________________________________________________.”

(ใช่ครับ  ผม ______________________________________________________)

(a) like

(b) like to    (อยากทาน)

(c) liked to

(d) had them

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากย่อมาจากข้อความเต็มๆ ว่า   “Yes, I would like to have my sandwiches now.”   แต่นิยมตอบเพียงสั้นๆว่า  “I would like to.”  ทั้งนี้   ต้องมี  To  แต่ไม่ต้องมีกริยา  (Have)”  กล่าวคือ  เราใช้  “To + Verb 1”  โดยละ  “Verb”  นั้นไว้    ใช้แต่   “To”  เพียงคำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง  เช่น

  • I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน  “read” ต่อท้าย “to”)

  • She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

(เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน  “finish”  ต่อท้าย “to”)

 

19. The river has ____________________________ its bank into the surrounding community.

(แม่น้ำได้ ________________________________________ ตลิ่งของมันเข้าสู่ชุมชนรอบๆ)

(a) overflown

(b) overflew

(c) overflowed    (ไหลล้น, เอ่อล้น, ไหลบ่า, ล้น, ท่วม)

(d) overfly

ตอบ  -  ข้อ  (c)  กริยาช่อง    และ    ของ  “Overflow”   คือ  “Overflowed” สำหรับข้อ  (a), (b), (d)  ไม่มีการใช้รูปนี้

 

20. His daughter wrote to him that she was looking forward to ___________________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย __________ บ้านเร็วๆ นี้)

(a) come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Look  forward to + Verb + ing”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่  

  • I shall look forward _______________________________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ __________________________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ (c)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ (หรือ “ตั้งตารอ”) ___________ คุณทั้ง    คน)  (หมายถึง  ในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “To”  ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง),  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)“Admit”  (ยอมรับ),  “Devote…............to”   (อุทิศ...............ให้กับ),  “Dedicate……......…to” (อุทิศ.................ให้กับ),  “Apply………...…to”  (ประยุกต์...................เข้ากับ)   ดังประโยคตัวอย่าง

  • She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  • He looks forward to his birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  • We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  • She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  • He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

  • He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  • We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

  • The President was opposed to the development of nuclear weapons.  (หรือwas opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

  • They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 384)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I’ve _________________________________________________ to practice it every day.

(ผม ___________________________________________________ ฝึกฝนมันทุกวัน)

(a) taken

(b) necessary

(c) got    (จำเป็นต้อง) 

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Have got to + Verb 1”  =  “Have to + Verb 1”  =  “จำเป็นต้อง”  มีความหมายเป็นปัจุบัน  หรืออนาคต

 

2. This hen ___________________________________________________ an egg every day.

(แม่ไก่ตัวนี้ __________________________________________ ไข่    ฟอง  ทุกๆ วัน) 

(a) lies    (นอน, พูดโกหก)

(b) lie

(c) lays    {ออกหรือวาง (ไข่), วาง (สิ่งของ) ลง}

(d) lay

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ต้องเติม   “S”  หลัง  “Lay”  เนื่องจากประธาน   (This hen)เป็นเอกพจน์

 

3. ___________________________________________________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง _____________________________________________________)

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • What ___________________________________________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี _______________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard     (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจาก  “Beard”  (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้  “A” นำหน้า

                                                   ตัวอย่างที่  

  • ________________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ ___________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What     (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน   และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง – โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

4. What long hair you’ve _____________________________________________________!

(เธอช่าง ___________________________ ผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

(a) cut

(b) got    (มี)

(c) been

(d) made

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Have got”  =   “มี”  และ  “Hair”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่ใช้    “What a long hair

 

5. __________________________________________________ break your promise.

(____________________________________________________ ผิดคำมั่นสัญญา)

(a) You’d not better

(b) You had not better

(c) You’d better not    (คุณไม่ควร)

(d) You would better not

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูป  “Subject + Had better + Not + Verb 1”   เสมอ   ในรูปปฏิเสธของ  “Had better

 

6. Will you have _________________________________________________ more coffee?

(คุณจะดื่มกาแฟเพิ่ม _____________________________________________ ไหมครับ)

(a) one

(b) a cup

(c) some    (บ้าง,  อีกสักหน่อย)

(d) any

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเชื้อเชิญให้กินให้ดื่ม  ที่ต้องการให้ผู้ถูกถามตอบ   “Yes”  ดูเพิ่มเติม  “Some”  จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • May I have _______________________________________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ _____________________________________ ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประโยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)    และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

  • Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

  • Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

  • Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

                                             คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”  เช่น

  • Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)   

  • I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

                                              นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word”  ก็ใช้  “Some

  • Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป์ได้ที่ไหน) 

  • When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

  • Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                                             สำหรับ  “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้   พหูพจน์  หรือ  นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  ..........................จำนวนหนึ่ง”   เช่น

  • Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

  • I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

  • There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                                             และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย,   อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น

  • The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

  • The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

  • It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

  • We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

                                              Some”  ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

  • There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

  • I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

  • There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

                                              และ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ  ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ  จำนวน หรือ  สิ่งของนั้นๆ  แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

  • She is living at some place in Chiang Mai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

  • They are buying some car.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                                              นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (= อื่นๆ,  บาง......................)  ด้วย   เช่น

  • Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

  • Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคาแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)  

 

7. I think she won’t find these clothes ___________________________________________.

(ผมคิดว่า  เธอจะไม่พบว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ ________________________________________)

(a) satisfy    (ทำให้พึงพอใจ) 

(b) satisfied    (รู้สึกพึงพอใจ)

(c) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject + Find + It (them, him, her, etc.) + Adjective + To + Verb 1}  เช่น

  • I find it interesting to listen to his lecture.

(ผมพบว่าน่าสนใจในการฟังคำบรรยายของเขา) 

  • The judge found him guilty of the murder.

(ผู้พิพากษาพบว่าเขามีความผิดในการฆาตกรรม)  

 

8. Are you ___________________________________________ for your final examination?

(คุณ _____________________________________________ สำหรับการสอบไล่หรือยัง)

(a) prepare

(b) to prepare

(c) prepared    (เตรียมพร้อม)

(d) already    (แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Be prepared”  =  Ready  ส่วนคำอื่นๆใช้ดังนี้  คือ

  • Are you ready for your final examination?
  • Are you already prepared for your final exam?

(ประโยคข้างบนทั้ง  ๒  ประโยค  มีความหมายเหมือนกัน) 

 

9. My mother doesn’t drink coffee.  ______________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ………………….. เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก ______________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ___________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                  ตัวอย่างที่  

  • Not only ___________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go………............”  “Not only have they seen………….…”  “Not only will we play………....….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                            ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. A: What time does the office close for lunch?

(สำนักงานปิดเพื่อทานอาหารกลางวันเวลาใด) 

     B: ____________________________________________________________.

(a) The time is twelve o’clock    (เวลาคือเที่ยง)

(b) For one hour    (เป็นเวลา  ๑  ชั่วโมง)

(c) From twelve to one    (จากเที่ยงถึงบ่ายโมง)

(d) Until one o’clock    (จนกระทั่งบ่ายโมง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

11. He was getting ______________________ the top of the mountain when it began to rain. 

(เขากำลังเข้าไป ______________________________________ ยอดเขา  เมื่อฝนเริ่มตก) 

(a) nearly    (เกือบจะ,  จวนจะ) 

(b) near    (ใกล้)

(c) nearby    (ข้างเคียง,  ใกล้เคียง, ใกล้ชิด, ถัดไป) 

(d) nearing    (“Verb + ing”  =  ใกล้เข้ามา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “Near, Nearly”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • They were careful to seat the important guests _____ the host so he could talk to them easily.

(พวกเขามีความรอบคอบที่จัดที่นั่งให้แขกคนสำคัญ ____________ กับเจ้าภาพ  เพื่อที่ว่าเขา (เจ้าภาพ) จะได้สามารถสนทนากับแขกคนสำคัญได้อย่างง่าย – สะดวก)

(a) near to

(b) near    (ใกล้, ใกล้เคียง)

(c) next    (ถัดไปจาก, ติดกัน, ใกล้กับ)

(d) nearly    (เกือบจะ, จวนจะ)

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   Near”   ไม่ต้องตามด้วย   “To”   ส่วน  “Next”  ต้องตามด้วย  “To”  เสมอ  (ในความหมาย  “ถัดไปจาก หรือ ติดกันกับ”)  ส่วน  “Nearly”  ใช้ดังนี้  คือ

  • She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

  • He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

  • It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

  • I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

 

12. I learn diligently ________________________________________ fail in my examination. 

(ผมเรียนอย่างขยันขันแข็ง __________________________________________ สอบตก)

(a) in order to not

(b) in order not to    (เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(c) not in order to

(d) in not order to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้   “So as not to”   (เพื่อที่จะไม่ต้อง)  ก็ได้

 

13. Every girl ought to learn ___________________________________________ to cook.

(เด็กผู้หญิงทุกคนควรที่จะเรียนรู้ __________________________________ ปรุงอาหาร)

(a) where

(b) what

(c) when

(d) how    (วิธี) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)    “เรียนรู้วิธีปรุงอาหาร”  =    “เรียนรู้ว่าจะปรุงอาหารอย่างไร

 

14. At present ____________________________________ bad drivers are often punished.

(ในปัจจุบัน ______________________________ คนขับรถ (นิสัย) เลวๆ ถูกลงโทษอยู่บ่อยๆ)

(a) the

(b) every

(c) each

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับ  ข้อ   (b)  และ  (c)  ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์  นับได้เท่านั้น  และข้อนี้   ไม่ต้องใช้  “The”  เพราะกล่าวถึงคนขับรถนิสัยเลวๆ ทั่วไป  มิได้มีการเน้น  หรือชี้เฉพาะว่าเป็นผู้ใด  หรือกลุ่มใด  ดังนั้น  ข้อนี้จึงไม่ต้องเติมคำใดเลย

 

15. Is all this money ______________________________________________________?

(เงินทั้งหมดนี้เป็น _____________________________________________ ใช่หรือไม่)

(a) your

(b) yours    (ของคุณ)   (= your money)

(c) of you

(d) belong to you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ส่วนถ้าต้องการใช้   “Belong”   (เป็นของ)  จะต้องใช้รูปประโยคเป็น   “Does all this money belong to you?

 

16. My son knocked this __________________________________ off the table and broke it.

(ลูกชายของผมทำ _____________________________ ใบนี้หล่นจากโต๊ะ  และทำมันแตก)

(a) tea’s cup

(b) cup of tea    (ชา  ๑  ถ้วย)

(c) teacup    (ถ้วยชา)

(d) cup-tea

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Teacup”   เป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: _____________________________________________________________________.

(a) To the bookstore    (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(b) To the books-store

(c) To the storebooks

(d) To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun)   แปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า   (ร้านขายหนังสือ  หรือ  ร้านหนังสือ) 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ______________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน _______ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ___________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _______________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                               ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _______________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ______________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                              ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ___________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ _____________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

17. Would you be so kind ______________________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา _______________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “So………...........….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว    (“As…….…........…as”   ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)   แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to”  (To + Verb)   ตัวหน้าจะต้องใช้  “So” อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )  ไม่ว่าจะเป็นประ โยคบอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม   ดังโครงสร้างข้างล่าง

                                            “Be + So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase

(โดยมีความหมายว่า  “............................พอที่จะ......................”  หรือ  “........................จนถึงขนาดที่จะ......................”)   เช่น

  • Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)

  • Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

  • Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

  • Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

  • I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือไม่โง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

 

18. Please _____________________________________ the word in your dictionary for me.

(กรุณา _______________________________ คำศัพท์ในพจนานุกรมของคุณให้ผมหน่อย)

(a) look at    (จ้องมอง)

(b) look after    (ดูแล, เอาใจใส่)

(c) look for    (มองหา, ค้นหาของที่หาย)

(d) look up    (ค้นหาคำศัพท์)  (ในพจนานุกรม หรืออื่นๆ)

 

19. Have this one, ______________________________________________________?

(เอาอันนี้ไปซิ ______________________________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) will you    (ได้ไหม หรือ ตกลงไหม)

(d) haven’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง ในส่วน  “Tag”  จะใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง  ขอร้อง  และเชิญชวน  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Do it yourself, ______________________________________________________?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง ______________________________________________)

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Just see if that water is becoming hot, ___________________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, _________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”   จึงต้องใช้  “Will you”   สำหรับ   “If”   ในประโยคนี้  เท่ากับ   “Whether”  (หรือไม่)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Do it at once, _______________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ____________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Question tag”   ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”   ในส่วน   “Tag”   ให้ใช้  “………........…… will you ?”  เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                                              สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้นด้วย   “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag ต้องใช้    “Let’s ……………….., shall we?”   เช่น

  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                                               แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”   ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง   (คือขออนุญาตให้ผู้พูด  หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น   ในส่วน   Tag  ต้องใช้   “will you?”  เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป   เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

 

20. _____________________________________________ your house painted last month?

(บ้านของคุณ ____________________________________ ทาสีเมื่อเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

(a) Did

(b) Was    (ถูก)

(c) Had

(d) Have

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เป็นรูป   “Passive voice”  {Subject + Is (Was) + Verb 3}   คือ  ประธานประโยคถูกกระทำ  คือ  “ถูกทาสี”   โดยมาจากประโยคบอกเล่า  คือ“Your house was painted last month.”  เมื่อเปลี่ยนเป็นคำถาม  จึงเป็น  “Was your house painted last month?”  

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 383)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ____________ in the latter part of the fifteenth century as a substitute for richly embroidered tapestries.

(________________ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่  ๑๕  ในฐานะสิ่งทดแทนสำหรับม่านลายดอกใช้แขวนประดับผนังบ้าน  ที่ได้รับการเย็บปักถักร้อยอย่างสวยงาม-หรูหรา)

(a) Wallpaper that originated    (กระดาษบุผนังซึ่งเกิดขึ้น)

(b) The origination of wallpaper    (การกำเนิดขึ้นของกระดาษบุผนัง)

(c) Originated the wallpaper

(d) Wallpaper originated    (กระดาษบุผนังเกิดขึ้น-เริ่มต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Wallpaper)  และกริยา  (Originated)  ของประโยค

 

2. Water for the city of St. Louis, Missouri, is supplied by a city-owned system, whereas ____________ by a privately owned utility company.

(น้ำสำหรับเมืองเซนต์หลุยส์, รัฐมิสซูรี่, ได้รับการจัดหาโดยระบบที่เมืองเป็นเจ้าของ (เป็นของรัฐ), แต่ทว่า ____________ โดยบริษัทสาธารณูปโภค (น้ำประปา) ซึ่งเอกชนเป็นเจ้าของ)

(a) to supply suburban areas

(b) the supplies of suburban areas

(c) suburban areas are supplied    (พื้นที่ชานเมือง (รอบนอกเมือง) ได้รับการจัดหา)

(d) is supplying suburban areas

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Suburban areas)  และกริยา  (Are supplied)  ของอนุประโยค

 

3. ______________ any aspect of society, the sociologists must determine the laws influencing human behavior in social context.

(_______________ แง่มุมใดๆ ของสังคม, นักสังคมวิทยาจะต้องกำหนดกฎข้อบังคับซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติ กรรมของมนุษย์ในบริบททางสังคม)

(a) In explaining    (ในการอธิบาย)

(b) To explain    (เพื่อที่จะอธิบาย)

(c) One explains    (คนเราอธิบาย)

(d) The explanation of    (การอธิบายของ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อบอกว่าประธานที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมมา) ทำกริยาของประโยคเพื่อวัตถุประสงค์ใด  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • ______________ time and labor, cartoonists generally draw the hands of their characters with only three fingers and a thumb.

(_________________ เวลาและแรงงาน, นักเขียนการ์ตูนโดยทั่วไปจะวาดมือของตัวละคร (ตัวการ์ตูน) เพียงนิ้วมือ    นิ้ว และนิ้วหัวแม่มือเท่านั้น)  (คือ  วาดนิ้วมือของตัวการ์ตูนเพียง    นิ้ว)

(a) Save

(b) Saving

(c) Having saved

(d) To save    (เพื่อที่จะประหยัด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานประโยค  (อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา)  ว่าทำกริยาเพื่อวัตถุประสงค์ใด  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________, you must make an appointment with him.

(__________________________________________, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(a) Seeing the doctor at his office

(b) If you see the doctor at his office

(c) You see the doctor at his office

(d) To see the doctor at his office    (เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง   “เพื่อที่จะ....................”   หรืออาจใช้   “in order to”   หรือ  “so as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น   ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + Verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้    โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)   ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see  หรือ  in order to see) him at his office.

                                            ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้  เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)

(= You must practice speaking it every day to speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= You must get up early to be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= You must spend more time with your study to get a scholarship to study abroad.)

  • To see the manager, she made an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบผู้จัดการ, เธอทำการนัดหมายกับเขา)

(= She made an appointment with the manager to see him.)

  • To pass the exam, he studied hard.

(เพื่อที่จะสอบให้ผ่าน, เขาศึกษาอย่างหนัก)

(= He studied hard to pass the exam.)

 

4. ___________________________ furniture helps to protect it from damage due to weather.

(_______________ เครื่องเรือน  ช่วยป้องกันมันจากความชำรุดเสียหายอันเนื่องมาจากอากาศ)

(a) Varnished

(b) To be varnished

(c) Varnishing    (การชักเงา (ขัดมัน) ด้วยน้ำมัน)

(d) With varnishing on

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • _____________________ raw materials into useful products is called manufacturing.

(________________ วัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ (สินค้า) ที่มีประโยชน์ ถูกเรียกว่า  “การผลิต”)

(a) In transforming

(b) For transforming

(c) Transforming    (การเปลี่ยนรูป)

(d) To be transformed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is called”  เป็นกริยา

                                              ตัวอย่างที่ 

  • _____________ is statistically much safer than most other forms of transport, but this fact doesn’t stop many people feeling nervous about it.

(_____________ ในทางสถิติแล้วปลอดภัยกว่ารูปแบบอื่นๆ ของการขนส่งอย่างมาก, แต่ข้อเท็จจริงนี้มิได้หยุดยั้งผู้คนจำนวนมากมิให้รู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับมัน)  (โดยเฉพาะผู้ที่คิดจะเดินทางโดยเครื่องบิน)

(a) Having flown

(b) To have flown

(c) Flying    (การบิน, การโดยสารเครื่องบิน)

(d) In flying

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1” (Infinitive with to)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค 

                                            ตัวอย่างที่ 

  • She told me she looked sleepy because _____________ ten hours a day in the hospital was quite tiring.

(เธอบอกผมว่าเธอมีอาการง่วงนอน  เพราะว่า ________________ ๑๐  ชั่วโมงใน   วันในโรงพยาบาล  น่าเหน็ดเหนื่อยมาก)

(a) in working

(b) by working

(c) work

(d) working    (การทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยคย่อย  “Because working ten hours a day in the hospital was quite tiring”  โดยมี   “Ten hours a day in the hospital”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “Quite tiring”  เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Was)                                                       

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Refrigerating meats ________________________________ the spread of bacteria.

(การแช่เย็นเนื้อ ________________________________ การแพร่กระจายของแบคทีเรีย)

(a) is retarded

(b) retards    (ขัดขวาง, ทำให้ช้า, หน่วงเหนี่ยว)

(c) to retard

(d) retarding

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Refrigerating” (การแช่เย็น)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Meats”  ขยายประธาน (เป็นกรรมของประธาน)  และมี  “Retards”  เป็นกริยาของประโยค  ซึ่งต้องเติม  “S” เนื่องจาก  “Refrigerating”  (Gerund)  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing”  (Gerund)  หรือ  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

5. ___________________________________, Rosemary catches men’s attention easily.

(______________________________, โรสแมรี่ได้รับความสนใจจากผู้ชายอย่างง่ายดาย)

(a) Blond-haired and with blue eyes

(b) Blond hair and blue eyes

(c) Blond hairs and blue eyes

(d) Blond-haired and blue-eyed    (มีผมสีบลอนด์และตาสีฟ้า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • He is _____________________________________________________________.

(เขาเป็น __________________________________________________________)

(a) man with round face

(b) man whose face round

(c) round-face man

(d) round-faced man    (ชายใบหน้ากลม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  “Man with a round face”  หรือ  “Man whose face is round”  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้รูป  A round-faced man”  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • A dog is a ____________________________________________________ animal.

(สุนัขเป็นสัตว์ _____________________________________________________)

(a) four-legs

(b) four-leg

(c) four-legged    (๔  เท้า)

(d) four-legging    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Anna is a ___________________________________________________ woman.

(แอนนาเป็นผู้หญิงที่ ___________________________________________________)

(a) kind-heart

(b) kind heart

(c) kind-hearted    (ใจกรุณา, ใจบุญ)

(d) kind hearted

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Guava fruit is round or _____________________ and about the size of a hen’s egg.

(ผลฝรั่งมีลักษณะกลม  หรือ _________________________ และมีขนาดประมาณไข่ไก่)

(a) shape of a pear

(b) pear in shape

(c) shaped pear

(d) pear-shaped    (มีรูปร่างเหมือนลูกแพร์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                  ตัวอย่างที่   

  • They are _____________________________________________________ people.

(พวกเขาเป็นคน ____________________________________________________)

(a) skin-dark

(b) dark-skin

(c) skinned-dark

(d) dark-skinned    (ผิวดำคล้ำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                               ตัวอย่างที่ 

  • A woman with white hair is a ____________________________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง _________________________________________)

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์   เลือดอุ่น)

                               ประโยคข้างบนต้องใช้  “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective)  คือ  คำ  ๒  คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์  (Adjective)  คำเดียว  จะต้องมีขีด  ( - )  คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed” หลังคำนามได้  ตัวอย่าง  เช่น

         - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

         - an absent-minded man – คนใจลอย

         - service-minded people – คนจิตอาสา

         - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

         - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

         - a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

         - red-faced people คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

         - a baby-faced man คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

         - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

         - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

         - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

         - a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

         - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

         - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

         - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

         - a big-headed boy – เด็กหัวโต

         - a far-sighted person – คนสายตายาว  หรือมีวิสัยทัศน์

         - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

6. The floor is very dirty, so he has to ____________________________________ forcefully. 

(พื้นสกปรกมาก  ดังนั้น  เขาจำเป็นต้อง ___________________________________ อย่างแรง)

(a) scrub    (สครับ)  (ถูอย่างแรง, ขัดอย่างแรง, ถูหรือขัดสิ่งสกปรกออก)

(b) snarl    (เห่า, คำราม, แยกเขี้ยวคำราม, พูดตะคอก)

(c) smack    (ตี, ตีดัง, ตบดัง, กระทบดัง)

(d) smear    (สเมียร์)  (ทา, ทาเปื้อน, ละเลง, ทำเลอะ, ป้ายสี, ใส่ร้าย)

 

7. She didn’t like to go dancing.  She ______________________________________ illness.

(เธอไม่อยากไปเต้นรำ  เธอ ____________________________________ ความเจ็บป่วย)

(a) declared    (ประกาศ)

(b) feigned    (เฟน)  (แกล้งทำ, แสร้งทำ, ปั้นเรื่อง, ปลอม, เลียนแบบ)

(c) incurred    (ก่อให้เกิด, ทำให้เกิด)

(d) formulated    (คิดวิธีหรือระบบ, คิดสูตร, คิดตำรับยา, กำหนดสูตร)

 

8. The people praised the bravery of the boy who tried to save the girl from burning and criticized the _____________ of those that ran away.  

(ผู้คนสรรเสริญความกล้าหาญของเด็กชายผู้ซึ่งพยายามช่วยชีวิตเด็กหญิงจากถูกไฟครอก  และวิจารณ์ _____________ ของคนที่วิ่งหนีไป)  (คือ  ไม่ช่วยเด็กหญิงคนนั้น)

(a) cruelty    (ความทารุณ, ความโหดร้าย)

(b) magnanimity    (ความใจกว้าง, ความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความมีจิดใจสูงส่ง)

(c) coward    (คนขี้ขลาด)

(d) cowardice    (ค้าว-วัด-ดิซ)  (ความขี้ขลาด, ความไม่กล้าเผชิญอันตราย)

 

9. It is so sad to consider the number of people who ____________________ in car accidents.

(มันน่าเศร้ามากเมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้คน  ผู้ซึ่ง _______________ ในอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a) dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(c) are killed    (ตาย, ถูกฆ่าตาย)

(d) are died     (ไม่ใช้รูป  "Passive voice")  (“Die” =  ตาย  เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้  “Die”  หรือ  “Are dead”  ก็ได้

 

10. This is the __________________________________________ fashion news from Paris.

(นี่เป็นแฟชั่น _________________________________________________ จากปารีส)

(a) late    (สาย, ช้า, ล่า, ล่วงเลยมานาน, ดึก, ค่ำ)

(b) later    (สายกว่า, ช้ากว่า, ต่อมา)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดขึ้นหลังสุด)

(d) last    (สุดท้าย, ที่ผ่านมา)

 

11. It is because he is very rich ______________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก _____________________________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี  {มักนำหน้า ด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • _____________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_____________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ  “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

  • It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

12. As a result, war ___________________________________________ out ten years later.

(ผลที่ตามมาคือ  สงคราม ________________________________________ สิบปีต่อมา)

(a) breaks

(b) broke   {“Break out”  =  เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด)}

(c) was broken

(d) had broken

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Break out”  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  เช่นใน ข้อ  (c)  และเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีตทั่วไป  จึงใช้รูป  “Past tense” (Verb 2)  (broke out)  ไม่ใช้  “Past perfect tense”  ดังในข้อ  (d)

 

13. ______________________________________________________, she was still thirsty.

(__________________________________________________ เธอยังคงกระหายน้ำ)

(a) In spite of Lucy drank a glass of juice    (“In spite of”  (ทั้งๆที่)  + คำนาม หรือวลี  หรือ Verb + ing)

(b) Even Lucy drank a glass of juice    (แม้กระทั่งลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(c) Though Lucy drank a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(d) Though Lucy drinks a glass of juice     (แม้ว่าลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่ (She was still thirsty)  อยู่ในรูป  “Past tense” (was)  กริยาในประโยคย่อย  (Though………..…….juice)  จึงต้องเป็น  “Past tense” (drank)  ด้วย

 

14. If you know what you want, you should have no difficulty _________________________ it.

(ถ้าคุณทราบว่าคุณต้องการอะไร  คุณจะไม่ประสบความยากลำบากที่จะ _____________ มันมา)

(a) to get

(b) at getting

(c) getting    (ได้)

(d) on getting

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Have (no) difficulty  {(ไม่) ประสบความยากลำบาก} + Verb + ing”  เช่น

  • They had some difficulties learning English.

(พวกเขาประสบความยากลำบากในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ)

  • We had no difficulty living with our new neighbors.

(เราไม่พบความยากลำบากในการอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้านใหม่ของเรา)

 

15. That old man is very wealthy.  He is never contented, __________________________.

(ชายชราคนนั้นร่ำรวยมาก  เขาไม่เคยพอใจ __________________________________)

(a) too

(b) also

(c) though    (แม้กระนั้นก็ตาม)

(d) either

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Though”  ใช้ในโครงสร้างดังนี้  คือ

                                            ๑. ถึงแม้ว่า,  ทั้งๆที่  (= Although, Even though, Even if)

  • Though + Subject + Verb, Subject + Verb
  • Though he is lazy, he behaves well.

(แม้เขาจะขี้เกียจ  เขาประพฤติตัวดี)

(= He behaves well though he is lazy.)

  • Though the weather was fine, few people came.

(แม้อากาศจะดี  ผู้คนมากันน้อยมาก)

(= Few people came though the weather was fine.)

  • Though he has a big salary, he often borrows money.

(แม้เขาจะเงินเดือนมาก  เขายืมเงินอยู่บ่อยๆ)

(= He often borrows money though he has a big salary.)

  • Though he is poor, he is contented.

(แม้เขาจะยากจน  เขามีความพอใจ)

(= He is contented though he is poor.)

                                            ๒. แม้กระนั้นก็ตาม, แม้กระนั้นก็ดี    “Though”  จะอยู่ท้ายประโยคเสมอ

  • Subject + Verb, though
  • He said he would come; he didn’t, though.

(เขาพูดว่าเขาจะมา,  เขาไม่มา  แม้กระนั้นก็ตาม)

  • She is very rude to him; he loves her, though.

(เธอหยาบคายกับเขามาก,  เขารักเธอ  แม้กระนั้นก็ตาม)

  • He is poor.  He is contented, though.

(เขายากจน  เขาพอใจ  แม้กระนั้นก็ดี)

  • He has a big salary.  He often borrows money, though.

(เขาเงินเดือนสูง  เขายืมเงินอยู่บ่อยๆ  แม้กระนั้นก็ตาม)

  • The weather was fine.  Few people came, though.

(อากาศดี  ผู้คนมากันน้อยมาก  แม้กระนั้นก็ดี)

  • He has a car; he often walks to the office, though.

(เขามีรถยนต์  เขามักจะเดินมาที่ทำงานบ่อยๆ  แม้กระนั้นก็ตาม)

 

16. My parents always stressed the importance of honesty, fairness, and _________________.

(พ่อแม่ของผมเน้นย้ำอยู่เสมอถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  และ __________)

(a) to be punctual

(b) punctually

(c) punctuality    (การตรงต่อเวลา)  (เป็นคำนาม)

(d) punctual    (ตรงต่อเวลา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  หลัง   “Of”  เป็นกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนาม  (ความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  การตรงต่อเวลา)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Tanya Holm is a dancer, choreographer, and _______________________________.

(ทานย่า  โฮล์ม  เป็นนักเต้นรำ, นักออกแบบท่าเต้นรำ, และ ________________________)

(a) dance teacher    (ครูสอนเต้นรำ)

(b) teach dancing

(c) she teaches dancing

(d) teacher for dance

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ๑. นักเต้นรำ,  ๒. นักออกแบบท่าเต้นรำ,  และ  ๓. ครูสอนเต้นรำ  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • That restaurant offers _____________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) __________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษสำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  (....................เสนอ....................”อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ”  และ  “สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ”)   หรืออาจตอบ  ข้อ   (d)  แต่ต้องแก้เป็น   "Inexpensive meals for children and special services for the elderly"  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are ______________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ _____________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรม  และการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and _______________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ ____________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing……...............…..)

                                               ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and _______________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ ______)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี

                                                  ตัวอย่างที่  ๖                                        

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer _____________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม _________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง”

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because ______________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ______________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)  ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง  ดูเพิ่มเติมการทำให้โครงสร้างในประโยคมีความสมดุลจากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _______________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ _______________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ  อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  . แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำให้สมดุลกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, _____________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, ________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                               ตัวอย่างที่  ๑๐

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and _______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ _______________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                                 ตัวอย่างที่  ๑๑

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                                  ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually _____________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ____________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (…….......…...that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                            ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ______________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ______________)

(a) extensive travel abroad    (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                             ตัวอย่างที่  ๑๔

  • James likes reading, hiking, and __________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ __________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening…...........….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

17. We’ve lived in this town __________________________________________________.

(เราได้อาศัยอยู่ในเมืองนี้ _______________________________________________)

(a) during six years

(b) since six years

(c) six years ago    (๖  ปีผ่านมาแล้ว)

(d) for six years    (เป็นเวลา    ปี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “For”  +   “ความยาวของเวลา”   ส่วน   “Since”  +   “จุดเริ่มต้นของเวลา”  เช่น  “Since yesterday (Tuesday, last week, last year, January, the morning, 10 a.m., 1980, Christmas, New Year, the last election, she was young, we were at college, etc.)”

 

18. Tim plays tennis _____________________________________ than his younger brother.

(ทิมเล่นเทนนิส ___________________________________________ น้องชายชองเขา)

(a) more worse    (รูปนี้ไม่ใช้)

(b) worse    (แย่กว่า)

(c) worser    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) badly more

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  โดยมาจาก    “Bad,  Worse,  Worst”  (แย่,  แย่กว่า,  แย่ที่สุด)

 

19. __________________________________________________________ are eggs today?

(ไข่ __________________________________________________________ วันนี้)

(a) How

(b) What    (ราคาเท่าใด)

(c) What about

(d) What a price

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “How much are eggs today?”  (ไข่วันนี้ราคาเท่าใด)  ก็ได้

 

20. Where am I __________________________________________________ this box, sir ?

(ผมจะต้องเอากล่องใบนี้ _____________________________________ ที่ไหนครับท่าน)

(a) putting

(b) to put    (วาง)

(c) put

(d) to be put

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูคำอธิบาย   “Subject + Is (am, are, was, were) + To + Verb 1”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ๑. To be + To + Verb 1”  =   “ต้อง, กำหนดที่จะ  เช่น

  • We are to leave now.

(เราจะต้องไปกันเดี๋ยวนี้เลย)

  • You are to pay back what you owe me.

(คุณจะต้องชำระคืนในสิ่งที่คุณเป็นหนี้ผม)

  • They were to ask for their teacher’s advice.

(พวกเขาจะต้องขอคำแนะนำจากครู)

  • The plane is to arrive at noon.

(เครื่องบินมีกำหนดที่จะมาถึงตอนเที่ยง)

                                          ๒. If + Subject + is (am, are, was, were) + To + Verb 1”  =  “มีเจตจำนงที่จะ,  มีความตั้งใจที่จะ”   เช่น

  • If you are to pass the exam, you must work harder.

(ถ้าเขาตั้งใจจะสอบผ่าน  เขาจะต้องขยันมากขึ้น)

  • If he is to succeed, he should try again.

(ถ้าเขามุ่งมั่นจะประสบความสำเร็จ  เขาควรพยายามอีกครั้ง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 382)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _________________ forsythia bushes is their tendency to remain free from pests and diseases.

(______________ ต้นไม้เตี้ย (พุ่มไม้) ฟอร์ซิธเธีย (พืชไม้ดอกสีเหลือง)  คือ  ความโน้มเอียงของมันที่จะดำรงอยู่โดยปราศจากแมลงรบกวนหรือโรคต่างๆ)

(a) It is an outstanding trait

(b) They have an outstanding trait

(c) An outstanding trait of    (ลักษณะเด่นประการหนึ่งของ)

(d) Because an outstanding trait of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “An outstanding trait”  (ลักษณะเด่นประการหนึ่ง)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Of forsythia bushes”  (ของต้นไม้เตี้ยฟอร์ซิธเธีย)  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Is”  เป็นกริยา  และ  “Their tendency to remain free from pests and diseases”  เป็น  “Complement”  ของ  “Is

 

2. An accumulation of wax in the ear canal may immobilize the eardrum, _____________ a partial loss of hearing.

(การสะสมของขี้หูในช่องหู  อาจทำให้เยื่อแก้วหูเคลื่อนที่ไม่ได้ (หรือหยุดเคลื่อนไหว -หมายถึงไม่สั่นสะ  เทือน  ทำให้เสียงที่ได้ยิน  ไม่สามารถเข้าไปในช่องหูได้อย่างเต็มที่), ____________ การสูญเสียการได้ยินบางส่วน)

(a) caused

(b) are caused

(c) causes

(d) causing    (ก่อให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………...........eardrum, which causes a partial loss…………............

 

3. Work _______________________________________________ to generate electricity.

(งาน ___________________________________________________ เพื่อผลิตไฟฟ้า)

(a) to be done

(b) it is done

(c) must be done    (จะต้องถูกทำ)

(d) done by it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากรูป  “Passive voice”  ของ  “Modal verb”  คือ  Must” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might)  จะต้องตามด้วย  “Be + Verb 3”  (Must + Be + Verb 3)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • The project will be completed by next month.

(โครงการจะถูกทำเสร็จในเดือนหน้า)

  • A short essay can be written in just half an hour.

(เรียงความสั้นๆ สามารถถูกเขียนได้ภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง)

  • You may be killed if you are careless while driving.

(คุณอาจจะตาย (ถูกฆ่า) ได้  ถ้าคุณประมาทขณะขับรถ)

  • The plane might be delayed because there was a heavy storm.

(เครื่องบินอาจถูกทำให้ล่าช้า  เพราะว่ามีพายุใหญ่)

 

4. Emma Lazarus, a poet and essayist, _____________ the sonnet inscribed on the pedestal of the Statue of Liberty.

(เอมมา ลาซารัส, กวีและนักเขียนเรียงความ, ______________ โคลง  ๑๔  บรรทัด  ซึ่งถูกจารึก (เขียนคำอุทิศ) ไว้ที่ฐานของอนุสาวรีย์เทพีเสรีภาพ)  (อยู่ในกรุงนิวยอร์ก  ประเทศสหรัฐฯ)

(a) who wrote her

(b) who wrote

(c) whom she wrote

(d) wrote    (เขียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้  (Finite verb)  ของประโยค  ส่วน  “Inscribed”  เป็นกริยาไม่แท้  (Non-finite verb แบบ  Past participle)  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “………......….the sonnet which was inscribed on the pedestal of……….......….

 

5. Although _____________________________ some textile products, it imports many as well.

(แม้ว่า _______________ ผลิตภัณฑ์สิ่งทอบางอย่าง,  มันนำเข้า (ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ) จำนวนมากเช่นเดียวกัน)

(a) the exports of the United States    (สินค้าออกของสหรัฐฯ)

(b) the United States exports    (สหรัฐฯ ส่งออก)

(c) exporters of the United States    (ผู้ส่งสินค้าออกของสหรัฐฯ)

(d) exporting of the United States    (การส่งสินค้าออกของสหรัฐฯ)

 

6. ________________________________________ a bicameral, or two-chamber, parliament.

(_________________ รัฐสภาแบบ  ๒  กิ่ง (ห้อง),  หรือ  ๒  สภา)  (คือ  มีทั้งสภาผู้แทน  และวุฒิสภา)

(a) Canada has    (ประเทศแคนาดามี)

(b) Canada having

(c) Because Canada has

(d) That Canada is having

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Canada)  และกริยา  (Has)  ของประโยค

 

7. The men are too ___________________________________________ for the job, I think.

(คนงานชายมี ____________________________ เกินไปสำหรับงาน  ผมคิด (อย่างนั้น) นะ)

(a) small    (เล็ก)  (ใช้กับร่างกาย-ขนาด)

(b) little    (น้อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้  ซึ่งเป็นเอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

(d) much    (มาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้    “Few”   กับ   “Men”  (นามนับได้  พหูพจน์)

 

8. He broke my spectacles ____________________________________________ purpose.

(เขาทำแว่นตาผมแตก (หัก) _______________________________ เจตนา  -  หรือจงใจ)

(a) with

(b) by

(c) on    (โดย)

(d) of

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “On purpose”  =   “โดยเจตนา หรือจงใจ”   สำหรับวลีที่ใช้  “on”   ได้แก่    on request”  (เมื่อมีการร้องขอ),  “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on”  (ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ),  keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf   (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น,  เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),  on the (an) average  (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree   (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน  ๑  เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่   ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)-  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา)have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.   (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling(บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),  on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)  – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)  – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่งเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),  เป็นต้น

 

9. For _________________________________________________ have you been a soldier?

(เป็นเวลา _______________________ ที่คุณได้เป็นทหาร)  (คุณเป็นทหารมานานเท่าใดแล้ว)

(a) how far    (ไกลเท่าใด)

(b) how long    (นานเท่าใด)

(c) how much time    (เวลามากเท่าใด)

(d) how many year    (กี่ปี)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจตอบ   “how many years”   ก็ได้

 

10. ________________________ before in my life have I met with such a wonderful welcome.

(____________________________ มาก่อนในชีวิต  ที่ผมได้พบกับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) Never    (ไม่เคย)

(b) Not

(c) Neither    (ไม่เช่นกัน)

(c) Not only    (ไม่เพียงแต่)

 

11. I don’t like this hat.  Please show me a better ___________________________________.

(ผมไม่ชอบหมวกใบนี้  โปรดเอา __________________________ ที่ดีกว่ามาให้ผมดูหน่อย)

(a) hat

(b) another hat

(c) one    (ใบ)

(d) that hat

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากใช้แทน   “Hat”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวซ้ำคำว่า  “Hat”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนาม  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนั้นซ้ำ  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • His wages as a truck-driver were considerably higher _____________ a ditch-digger.

(ค่าจ้างของเขาในฐานะคนขับรถบรรทุก  สูงกว่า ____________ คนขุดคูน้ำอย่างมากมาย)

(a) than

(b) in comparison to the wages of

(c) than those of    (ค่าจ้างของ)

(d) if not higher than, better than

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Those”  แทน  “Wages”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  พหูพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนั้นซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่ 

  • Fossil evidence indicates that the earliest cockroaches looked very much like __________.

(หลักฐาน (จาก) ฟอสซิล (ซากพืชหรือสัตว์ที่เป็นหิน) บ่งชี้ว่า  แมลงสาบยุคแรกสุด  มีลักษณะเหมือนกันมากกับ ______________)

(a) today does

(b) those of today    (แมลงสาบในปัจจุบัน)

(c) what do cockroaches now

(d) the cockroaches which are now

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากใช้  “Those”  แทน  “Cockroaches”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  พหูพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำ  (Those, That, One)  แทนคำนามที่กล่าวมาก่อนหน้าแล้ว  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • This school has a new pool, so ______________ should have ________________ too.

(โรงเรียนนี้มีสระว่ายน้ำใหม่  ดังนั้น ____________ ควรมี _____________ เช่นเดียวกัน)

(a) our school __________ new pool

(b) our __________ new one

(c) we __________ pool

(d) ours __________ one    (โรงเรียนของเรา .................. สระว่ายน้ำใหม่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำแทนคำนามที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งคู่  คือ  ใช้   “Ours”  แทน  “Our school”  (ต้องใช้คำให้สมดุลกัน  คือ  “Our school”  และ  “This school” )   และ  “One”  แทน  “A new pool”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามที่กล่าวไปก่อนหน้าแล้ว  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่ 

  • People in highly developed countries are generally better fed than _____________ in underdeveloped countries.

(ผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมาก  โดยทั่วไปจะมีอาหารการกินที่ดีกว่า ____________ ในประเทศด้อยพัฒนา)

(a) that

(b) those    (ผู้คน)

(c) them

(d) the one

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากต้องใช้   “Those”  แทนคำนามนับได้  พหูพจน์  (People)   

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The furniture __________ is manufactured here is as good as __________ made anywhere else in the world.

(เฟอร์นิเจอร์ ________ ถูกผลิตที่นี่  ดีพอๆ กับ _________ (ซึ่งถูก) ผลิต  (ทำ) ที่อื่นใดในโลก)

(a) that ____________ which

(b) which ____________ that    (ซึ่ง  .........................  เฟอร์นิเจอร์)

(c) that ____________ those

(d) which ____________ which

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ในช่องแรกอาจตอบ  “Which”  หรือ  “That”  ก็ได้  แต่ในช่องหลัง   ต้องตอบ  “That”  เพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  ใช้แทน  “Furniture”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  ดูคำอธิบายการใช้คำแทนนามนับได้  และนับไม่ได้จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่ 

  • I’ve lost my pen.  Have you got _______________________________ I can borrow?

(ผมได้ทำปากกาหาย  คุณมี __________________________________ ให้ผมยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ปากกาด้ามหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้   “One”  แทนนามนับได้เอกพจน์  (Pen)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • The Prime Minister is giving a press conference now; he also gave ____________ at this time last week.

(นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้   และเขาได้จัดประชุม _______ ด้วย  ในเวลาเดียวกันนี้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) it

(b) the same

(c) them

(d) one    (ครั้งหนึ่ง, หนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากแทนคำนามนับได้   เอกพจน์  (Press conference)

                                             ตัวอย่างที่ 

  • The houses here are a little less modern than ______________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า _______________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Houses”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่นFurniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence, etc.)   ให้แทนด้วย  “That

                                              ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ______________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ________________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Kite”   เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้  “One”  แทน

                                            ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The air of the hills is cooler than _________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _____________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That”  และตามด้วย   of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้   “Those”   แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก   จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง   “อากาศ”  และ   “ที่ราบ”   มิใช่   “อากาศของเนินเขา”   และ  “อากาศของที่ราบ”    ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book”  เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students  เป็นนามพหูพจน์  จึงต้องใช้ those  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge  เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

12. After thinking about it for a long time, he finally decided ______________________ task.

(หลังจากคิดเกี่ยวกับมันเป็นเวลานาน  ในที่สุดเขาตัดสินใจ ______________________ งาน)

(a) to make such a

(b) to undertake the    (เข้าทำ, รับทำ, ดำเนินการ, รับหน้าที่, รับผิดชอบ, อาสา)

(c) to commit the     (กระทำ)  (มักใช้กับ  “Crime - อาชญากรรม, Sin – บาป, Suicide – ฆ่าตัวตาย)

(d) to endeavor the    (พยายาม)

 

13. A garden tool with a long hand is a _________________________________________.

(เครื่องมือทำสวนที่มีด้ามยาว  คือ __________________________________________)

(a) mop    (ไม้กวาด)

(b) hammer    (ค้อน)

(c) lamp    (ตะเกียง)

(d) spade    (เสียม, พลั่ว, จอบ)

 

14. A feast is a ___________________________________________________________.

(งานเลี้ยงอาหาร  -  หรืออาหารมากมาย  -  คือ ___________________________________)

(a) party    (งานเลี้ยงทั่วๆไป)

(b) memorial    (มะ-ม้อ-เรี่ยล)  (สิ่งที่เตือนความจำ, ที่ระลึก, อนุสรณ์, เครื่องระลึกถึง)

(c) banquet    (แบ๊ง-เควท)  (งานเลี้ยง, การรับประทานอาหารอย่างฟุ่มเฟือย)

(d) bouquet    (โบ-เค่)  (พวงดอกไม้, ช่อดอกไม้, กลิ่นหอมของเหล้า, การยกย่อง, คำสรรเสริญ)

 

15. She didn’t want the onions to stick ______________ the pan, so from time to time she would shake the pan. 

(เธอไม่ต้องการให้หัวหอมติด _________ กระทะ  ดังนั้น  เป็นครั้งคราว,  เธอจะเขย่า (สั่น) กระทะ)

(a) in

(b) on

(c) to    (กับ)

(d) at

(e) with

ตอบ   -   ข้อ    (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                            สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

16. She tried riding her bicycle to school for a few days, but she found __________ too tiring.

(เธอลองขี่รถจักรยานไปโรงเรียนเป็นเวลา  ๒ – ๓  วัน  แต่เธอพบว่า ________ น่าเหน็ดเหนื่อยเกินไป)

(a) herself

(b) the days

(c) it    (มัน)

(d) she was

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Find + It + (Too) + Adjective + (To + Verb 1)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่  

  • Don’t you find __________________________________ rather dull to stay at home?

(คุณไม่ได้พบว่า ______________________ ค่อนข้างน่าเบื่อหน่ายที่จะพักอยู่กับบ้านหรือ)

(a) yourself

(b) something

(c) anything

(d) it    (มัน)

(e) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Find + It + Adjective + To + Verb 1

                                              ตัวอย่างที่  

  • I began to read my papers again, but found _______________ difficult to improve them.

(ผมเริ่มต้นอ่านรายงานของผมอีกครั้ง  แต่พบว่า _______ ยากที่จะปรับปรุงมัน (รายงาน) ให้ดีขึ้น)

(a) it    (มัน)

(b) myself

(c) too

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Find (Consider) + It + Adjective + To + Verb 1”  ซึ่ง  “It”  ในที่นี้   มิได้มีความหมายแต่ประการใด  เป็นเพียงการสมมติขึ้นมาเป็น   “กรรม”  ของ  “Find (หรือ Consider)”  เท่านั้น 

                                             ตัวอย่างที่  

  • The boys found the experiment _________________________________________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง _________________________________________________)

(a) to fascinate    (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating     (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated    (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object  (it, him, her, them, you) + Adjective  (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ (ถือว่า) + กรรม (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์  (To + Verb1)}

                                              ตัวอย่างที่         (จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

  • Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน (ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้,  ศิลปะแบบแอ๊บสแตร็คได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆ ของมัน)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “incomprehensible”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  ให้สมดุลกับอีก   คำข้างหน้ามัน  “decadent”  และ subversive”  ตามโครงสร้าง  {Subject + consider (find) + it (him, her) + adjective} หรือ  {Subject + consider + it (him, her) + a + adjective + noun}  เช่น

  • We considered (found) it successful.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

  • He considered (found) it useful.

(เขาถือ (พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

  • She considers (finds) it important.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันสำคัญ)

  • We consider (find) him a good boy.

(เราถือ (พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

  • She considers (finds) me her best friend.

(เธอถือ (พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

  • The boss considered (found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

 

17. I don’t understand why he is always ____________________________________ money.

(ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึง ______________________________________ เงินอยู่เสมอ)

(a) in short of

(b) in short for

(c) short of    (ขาด, ขาดแคลน)

(d) short for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To be short of”  =   “ขาด, ขาดแคลน

                                             สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

18. Have you decided ______________________________________________________?

(คุณได้ตัดสินใจว่า ____________________________________________ แล้วหรือยัง)

(a) which one of them do you want to buy

(b) you will buy which one of them

(c) which one of them you will buy    (คุณจะซื้ออัน-คัน-ตัว-ชิ้นไหน)

(d) whether you want to buy which one of them

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Which one of them you will buy”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Decided”  จึงต้องเรียงคำในรูปบอกเล่า  คือประธานฯอยู่หน้ากริยา  (You will buy)  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  ในข้อ  ๑๑  ของข้อสอบ  “TOEIC”  ตอนที่  ๓๘๑

 

19. Mr. Brown is a dentist.  He pulled out one of my teeth.  This means ________________.

(มิสเตอร์บราวน์เป็นหมอฟัน  เขาถอนฟันผม    ซี่  นี่หมายความว่า ___________________)

(a) I pulled out one of my teeth    (ผมถอนฟันของผม  ๑  ซี่)

(b) Mr. Brown had his tooth pulled out    (มิสเตอร์บราวน์ถอนฟัน  ๑  ซี่)  (คือให้คนอื่นถอนให้)

(c) I had Mr. Brown pull out my tooth     (ผมให้มิสเตอร์บราวน์ถอนฟันผม   ซี่)

(d) Mr. Brown pulled out his teeth    (มิสเตอร์บราวน์ถอนฟันของเขา)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครงสร้าง   “Causative use”   ใน ข้อ  ๑๕  ของข้อสอบ  TOEIC  ตอนที่  ๓๘๑

 

20. The classroom is not as clean as it should __________________________________.

(ห้องเรียนไม่สะอาดเท่ากับที่มันควร ________________________________________)

(a) have been    (ควรจะได้เป็น)  (ในอดีต)

(b) be    (จะเป็น)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยสังเกตจากกริยา  “Is”)

(c) to be

(d) to have been

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 381)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Did you buy this camera _____________________________________________ Japan?

(คุณซื้อกล้องถ่ายรูปนี้ _____________________________________ ประเทศญี่ปุ่นใช่ไหม)

(a) at

(b) from    (จาก)

(c) in    (ใน)

(d) of

 

2. There ______________________________________________________________!

(____________________________________________ ที่นั่นแล้ว  หรือตรงนั้นแล้ว !)

(a) your wife comes

(b) your wife came

(c) comes your wife    (ภรรยาคุณมา)

(d) come your wife

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ หรือ ตกใจ  ต้องเรียงรูปประโยค  คือ   “Adverb of place (Here, There) + Verb 1 + Subject”   ทั้งนี้  ต้องใช้กริยาเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน (Present simple tense  หรือ  Verb 1)  เนื่อง จากอุทาน  หรือพูดออกมาในขณะนั้นเลย

 

3. Still water runs ________________________________________________________.

(น้ำนิ่งไหล _________________________________________________________)

(a) deep    (ลึก)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) deeply

(c) depth    (ความลึก)  (เป็นคำนาม)

(d) deepen    (ทำให้ลึก)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ    (a)  ประโยคนี้เป็นสุภาษิต  กริยา   “Run”  ตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)

 

4. I begin a letter to my friend Oliver like this :-

(ผมเริ่มต้นจดหมายถึงเพื่อนชื่อโอลิเว่อร์  ดังนี้ คือ _______________________________)

(a) Dear Oliver

(b) Dear Oliver,    (โอลิเว่อร์ ที่รัก,)   (ต้องใช้เครื่องหมายคอมม่า)

(c) Dear Oliver :

(d) Dear Oliver.

 

5. __________________________________________________ her letter will come today.

(____________________________________________ จดหมายของเธอจะมาถึงวันนี้)

(a) Sometimes    (บางครั้งบางคราว)

(b) Some time    (= Sometime = ณ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต)

(c) Any time    (เวลาใดก็ตาม,  เวลาใดก็ได้)

(d) Perhaps    (บางที)

 

6. In Thailand cloth is generally sold ___________________________________ the meter. 

(ในประเทศไทย  ผ้าโดยทั่วไป (ถูก) ขาย __________________________________ เมตร)

(a) in

(b) with

(c) for

(d) by    (เป็น)

(e) to

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

  • Some workers are paid ___________________________________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง ______________________________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  “is (are) paid by” (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”   (ถูกขายเป็น)  มีหลัก  คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง  “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้   “The”  ขยาย  แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  เช่น  {Weight (น้ำหนัก),  Length  (ความยาว),  Time  (เวลา),  etc.}  หน้าคำนามนั้น  ไม่ต้องมี  “Article”  (A, An, The)  ใดๆ ขยายเลย  เช่น

  • In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”  เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”  เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”  เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก) (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”  เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -   การทำงาน)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

 

7. This hen has ____________________________________ more than one hundred eggs.

(แม่ไก่ตัวนี้ได้ ________________________________________ มากกว่า  ๑๐๐  ฟอง)

(a) lied    (นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่, พูดปด, โกหก)

(b) lain

(c) laid    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

(d) lay    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (lie,  lied,   lied  =   พูดปด, โกหก  -  ไม่ต้องมีกรรมมารับ)  (lie,  lay,  lain  =  นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่   -  ไม่ต้องมีกรรมมารับ)  (lay,  laid,  laid  =  ออกไข่, วางไข่, วางลง  -  ต้องมีกรรมมารับและหลัง   “Has”   ต้องเป็นกริยาช่องที่ 

 

8. ___________________________________________ your rain-coat; it has begun to rain.

(________________________________________ เสื้อฝนของคุณซะ  ฝนเริ่มตกแล้ว)

(a) Wear    (สวมใส่อยู่)  (คือ ใส่อยู่กับตัวอยู่ก่อนแล้ว)

(b) Put on    (ใส่)

(c) Take off    (ถอด, ถอดออก)

(d) Buy    (ซื้อ)

 

9. Four days following the _____________________________, her father received a letter.

(สี่วันหลังจาก _______________________________, พ่อของเธอได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง)

(a) girl disappearing

(b) girl had disappeared

(c) girl’s disappearance    (การหายตัวไปของเด็กหญิง)

(d) girl disappeared

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Following”  เป็น “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  (the girl’s disappearance)

 

10. She is sick.  I hope (that) ___________________ her sister with her will make her happier.

(เธอป่วย  ผมหวัง (ว่า) _________ น้องสาวของเธออยู่ด้วยกับเธอ  จะทำให้เธอมีความสุขมากขึ้น)

(a) she has

(b) for having

(c) having    (การมี)

(d) that she had

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Having”  เป็น  “Gerund” (Verb + ing)   ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย  (Having her sister……….....……..happier)  ในแบบ  “Noun clause”  ซ้อนอยู่ในประโยคใหญ่   ซึ่งมีประโยคย่อยเป็นส่วนหนึ่งของมัน  และทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Hope”  สำหรับประโยคใหญ่  คือ   “I hope………………….…happier.”  ดูเพิ่มเติม  “Verb + ing”   ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่     

  • Following up on details _____________________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ _____________________________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย)

(ความหมาย  คือ มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is    (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ  -  ข้อ   (a)    เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Following up”  โดยมี   “On details”   เป็นส่วนขยาย  ทั้งนี้   “Following up”   เป็น  “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย   “การ......................”  หรือ  “ความ.....................”  และ  “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Gerund” (Verb + ing)   เป็นประธานของประโยค   (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  •  Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking a long distance has made me tired. 

(การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

  • Scuba diving has become very popular recently.   

(การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้)

 

11. Please describe _______________________________________________ you saw.

(โปรดบรรยาย-พรรณนา __________________________________________ คุณเห็น)

(a) which

(b) that

(c) what    (สิ่งที่)

(d) whether

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “what you saw”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา   “Describe”  ดูเพิ่มเติม   “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่  

        A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

       B: I would like to ask you _________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)  (= คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ   “When you began to study German”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”     ตัวอย่างอื่นๆของ    “Noun clause”   ได้แก่

                                                 ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me ________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ______________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “How much he paid”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” ) 

                                            ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ____________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ (หรือได้ตรงเผง) _______________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (สิ่งที่  หรือในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                               ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ___________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                              ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ___________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                            ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not __________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what     (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “What I really want”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be” (Is)

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Tell me __________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)   ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)    ทั้งนี้   โครงสร้างของ  “Noun clause”   คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”   ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                            ๑.  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                            ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                            ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                            ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐  โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                            ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                            ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.   (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย   “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”   คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้   “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ  “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

12. If you want to ________________ a really good cook, you have to pay him a lot of money.

(ถ้าคุณต้องการ ____________ พ่อครัวดีๆอย่างแท้จริง  คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินให้เขามากมาย)

(a) hire    (จ้าง)

(b) borrow    (ขอยืม)

(c) rent    (เช่า)

(d) buy    (ซื้อ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

13. You cannot do a good job if you are doing it under ______________________________.

(คุณไม่สามารถทำงานได้ดี   ถ้าคุณกำลังทำมันภายใต้ _____________________________)

(a) pleasure     (ความเพลิดเพลิน, ความรื่นรมย์, ความพอใจ, ความสำราญ)

(b) pressure     (ความกดดัน, แรงกดดัน)

(c) leisure    (ลี้-เช่อะ  หรือ  เล้ช-เช่อะ)  (เวลาว่าง, การว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน)

(d) measure    (มาตรการ, เครื่องมือ, การวัด, ระบบการวัด)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “Under”   ได้แก่    “under repair”  (กำลังได้รับการซ่อมแซม),  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา), “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา)  “under age”  (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง)  - (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด  หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา),  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย,  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,   “under the circumstances   (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น),  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง),  (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์),   (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),   “under repair”  (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),   “under investigation”   (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),   “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน),   “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation”   (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance”  (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”   (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),   “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),   “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),   “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า  ๑๐  ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี)   เป็นต้น

 

14. They could barely _________________________________________ the instructions.

(พวกเขาแทบจะไม่สามารถ _________________________ คำแนะนำ-คำสั่งสอน-คำชี้แนะ)

(a) to finish reading

(b) finish to read

(c) finish reading    (เสร็จสิ้นการอ่าน)  (คือ  อ่านได้จบ หรือแล้วเสร็จ)

(d) finishing to read

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Could + Verb 1”  ส่วน   “Finish + Verb + ing

 

15. I had the contract you sent me ______________________________ for you by my clerk.

(ผม _______________________ สัญญาที่คุณส่งมาให้ผม  สำหรับคุณ  โดยเสมียนของผม)

(a) copy

(b) to copy

(c) copied     (ทำสำเนา)  (คือให้คนอื่นไปทำสำเนาสัญญาฯ  ให้กับคุณ  โดยเสมียนของผม)

(d) having copied

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เป็น   “Causative use”   แบบ   “Passive voice”   คือ   “ประธานฯ ให้อะไรถูกกระทำโดยใคร”   ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Have you ever had your voice _________________________________________?

(คุณเคย ______ เสียงของคุณหรือไม่)   (แปลตรงๆ คือ  คุณเคยให้เสียงของคุณถูกบันทึกหรือไม่)

(a) record

(b) to record

(c) recorded    (บันทึกเสียง)

(d) recording

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ป็น    “Causative use”   คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  (Active voice)   หรือ  “ประธานฯใช้ให้อะไรถูกทำ  -  โดยใคร)  (Passive voice)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________ your hair cut yesterday?

(___________________________ ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม  หรือ  ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ     

                                                 ตัวอย่างที่                  

  • What would you _________________________________________ me do for you?

(คุณจะ ___________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Have + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ  “Wish”   จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?”

                                              ตัวอย่างที่  

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ____________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ _______________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ  “Go”  และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • He had the cook _____________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _________________________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                             ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter _________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ___________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Something}  คือ  {ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร}

                                              ตัวอย่างที่  

  • What would you have me _____________________________________________?

(คุณจะให้ผม ________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ   “Causative use” (Subject + has (have) + someone + do (verb 1) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                            สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้  คือ

           1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb  “do”)

           2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                             ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                              อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ  {Subject + have (get) + something + done + (by someone)}  {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้  อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)ในกรณีนี้   ทั้ง  “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ   ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว  คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ”  แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้  โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ  ๑  ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

16. I am ______________________________________________________ my lost pearl.

(ผมกำลัง ___________________________________________ ไข่มุกที่หายไปของผม)

(a) looking up    (ค้นหาคำศัพท์ในพจนานุกรม)

(b) looking after    (ดูแล, เอาใจใส่, รับผิดชอบ)   

(c) looking into    (ค้นหาและตรวจสอบข้อเท็จจริง)

(d) looking for    (ค้นหา)  (โดยเฉพาะของที่หาย)

 

17. Last night fire broke ____________________________________________ in his barn.

(เมื่อคืนนี้  ไฟ ________________________________________________ ที่ยุ้งข้าว)

(a) in    (“Break in”  =  งัดหรือพังเข้ามา)

(b) up    (“Break up”  =  เลิกคบ, ตัดความสัมพันธ์)   

(c) out    {“Break out”  =  เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด, การโต้เถียง-ทะเลาะ, การต่อสู้)}

(d) down    (“Break down”  =  แยกออกเป็นรายการย่อยๆ เช่น ค่าใช้จ่ายต่างๆ, ประสาทเสียจนคุมสติไม่อยู่)

 

18. Dr. Smith will operate _______________________________________ her next week.

(หมอสมิธจะผ่าตัด ________________________________________ เธอสัปดาห์หน้า)

(a) at

(b) on

(c) with

(d) for

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Operate on”  =   “ผ่าตัด

 

19. Our neighbors have promised to _______________________ our dog while we are away.

(เพื่อนบ้านของเราได้สัญญาที่จะ ________________ หมาของเรา  ในขณะที่เราออกไปข้างนอก  -  หรือไม่อยู่บ้าน)

(a) look after    (ดูแล, เอาใจใส่, รับผิดชอบ)

(b) look into     (ค้นหาและตรวจสอบข้อเท็จจริง)

(c) look up    (ค้นหาคำศัพท์ในพจนานุกรม)    

(d) look down    (มองลงไปข้างล่าง)

 

20. The poor beggar was blind __________________________________________ one eye.

(ขอทานที่น่าสงสารคนนั้นตาบอด ____________________________________ ข้างหนึ่ง)

(a) on

(b) at

(c) with

(d) in

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Blind in one eye”  =  “ตาบอดข้างหนึ่ง”   สำหรับวลีที่ใช้  “In”  ได้แก่   In writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน)  -  I want your answer in writing.  (ผมต้องการคำตอบจากคุณแบบเป็นลายลักษณ์อักษร  -  คือ  ทำเป็นหนังสือมา),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),  “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง),  “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area”  (ในพื้นที่),  “in the garden” (ในสวน),  “in the air”  (ในอากาศ),  “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง),  “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร),  “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ),  “in school”  (ในโรงเรียน),  “in hospital”  (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน),  “in a mirror”  (ในกระจก),  “in a lake”  (ในทะเลสาบ),  “in black suit”  (ในชุดดำ),  “in the water”  (ในน้ำ),  “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์),  “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร),  “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),“in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน)“deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)   “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),   “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่),   “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”   (ในทิศทางของ),   “in a restaurant”   (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”   (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”(ใน ๒ นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง....................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ร์ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                 ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC