หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 328)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _________________________________________ happens, we must get there tonight.

(___________________________________________ เกิดขึ้น  เราจะต้องไปที่นั่นคืนนี้)

(a) What

(b) How

(c) However    (อย่างไรก็ตาม)

(d) Whatever    (ไม่ว่าอะไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whatever, However”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่    

  • _____________________________________ you may say, I still think I am right.

(_________________ คุณอาจจะพูด ________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า .............(คุณอาจจะพูด).............. อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักเพียงใดก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วเพียงไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she tried to cross the street, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะพยายามข้ามถนนอย่างระมัดระวังเพียงไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

2. He is never tired, ____________________________________________ I always am.

(เขาไม่เคยเหน็ดเหนื่อยเลย _____________________________ ผมเหน็ดเหนื่อยเสมอ)

(a) provided that    (ถ้า)

(b) unless    (ถ้า...........................ไม่)

(c) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(d) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

 

3. _______________________________ summer has come, we can wear lighter clothes.

(_____________________ หน้าร้อนได้มาถึงแล้ว  เราสามารถสวมใส่เสื้อผ้าที่บางมากขึ้น)

(a) In accordance with    (สอดคล้องกับ........., ตามที่.............กล่าวไว้))

(b) In case    (ในกรณีที่)

(c) However    (อย่างไรก็ตาม)

(d) Now that    (เพราะว่า)

 

4. We ______________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ___________________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I __________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม __________________________________________ )

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • ___________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(___________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                         นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago _______________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                     ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _____________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ"

                                       ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ____________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ________________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา"

                                      ตัวอย่างที่  

  • Tom ___________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม ______________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                      ตัวอย่างที่  

  • Nancy _____________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _______________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                     ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                       สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                        จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                        นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would…………..............exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………............truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………...................cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                         สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}   นอกจากนั้น   ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

5. Living in the vicinity (วิ-ซิ้น-นิ-ที่) of New York, Jeremy was near many museums.   

(เพราะว่าอาศัยอยู่ใน    บริเวณใกล้เคียง-ตำบลที่ล้อมรอบ-ความใกล้เคียง-จำนวนใกล้เคียง      (กับ) นิวยอร์ค  เจเรมี่จึงอยู่ใกล้พิพิธภัณฑ์จำนวนมาก)  (คือ  รอบๆ นิวยอร์คมีพิพิธภัณฑ์มากมาย)

(a) council    (เค้า-เซิ่ล)  (สภา, คณะกรรมการ-กรรมาธิการ, กลุ่มคณะนิติบัญญัติ, กลุ่มคณะที่ปรึกษา, การประชุม, องค์กรร่วม, คณะมนตรี)

(b) neighborhood; proximity; region near a place    (พื้นที่-บริเวณ รอบๆหรืออยู่ติดกัน, ละแวกบ้านใกล้เคียง; สถานที่ใกล้เคียง; บริเวณที่อยู่ใกล้ๆ)

(c) heyday    (เฮ้-เด)  (สมัยหรือช่วงเวลา (ในชีวิต) ที่รุ่งเรืองสุด, ระยะที่ประสบความสำเร็จสูงสุด, วัยหนุ่มสาวเต็มตัว, ความร่าเริงหรือเบิกบานใจอย่างมาก)

(d) arson    (อ๊าร์-เซิ่น)  (การลอบวางเพลิง, การลอบเผา)

(e) sedition    (ซี-ดิ๊ช-ชั่น)  การปลุกระดมมวลชน (ให้ต่อต้านรัฐบาล), การปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบหรือก่อการกบฏ, การกระทำ การพูด สิ่งตีพิมพ์หรืออื่นๆที่สนับสนุนการก่อความไม่สงบหรือการกบฏ, การจราจล, การต่อต้านรัฐบาล)

 

6. The merit (เม้อ-ริท) of a sales tax is that it decreases government’s reliance on income taxes.  

(ข้อดี-คุณความดี-ความดีเลิศ-บุญกุศล     ของภาษีการขาย  ก็คือว่า  มันช่วยลดการพึ่งพาอาศัยของรัฐบาลที่มีต่อภาษีเงินได้  -  จากประชาชน)

(a) virtue    (เว้อร์-ชู่)  (คุณงามความดี, คุณความดี, ศีลธรรม, ความถูกต้อง, ความบริสุทธิ์, คุณสมบัติที่ดีหรือน่าสรรเสริญ, กำลังวังชาของชาย)

(b) surplus    (ส่วนเกิน, ส่วนล้น, จำนวนที่เกินหรือล้น, เงินที่เหลือ)

(c) accommodation    (อะ-คอม-โม-เด๊-ชั่น)  (สิ่งอำนวยความสะดวกหรือความต้องการ, การปรับตัว, การต้อนรับ, การจัดหาที่พัก, ที่พัก, การปรองดอง)

(d) compatriot    (คัม-เพ้-ทรี-เอิท)  (เพื่อนร่วมชาติ, คนชาติเดียวกัน)

(e) prudence    (พรู้-เดิ้นซ)  (ความรอบคอบ, ความฉลาด, ความสุขุม, ความระมัดระวัง, การมองการณ์ไกล, การประหยัด-มัธยัสถ์)

 

7. The unstable government tried to woo the support of the labor unions.

(รัฐบาลที่ไม่มั่นคงพยายามที่จะ    แสวงหา-วิงวอน-เชื้อเชิญ-ล่อใจ-เกี้ยวผู้หญิง-ขอความรัก-ขอแต่งงาน     การสนับสนุนของสหภาพแรงงาน)

(a) hoard    (ฮอร์ด)  (เก็บสะสม, กักตุน, การเก็บสะสม-กักตุน, สิ่งที่เก็บสะสม)

(b) obliterate    (อะ-บลิ๊ท-เทอ-เรท)  (ขจัด, กำจัด, ทำลายสิ้นเชิง, ตัดทิ้ง, ลบออก, ถู ออก, ขัดออก, ขจัดร่องรอยทิ้ง, ทำให้สูญหาย)

(c) attract    (อะ-แทร้คท); request for; implore  (ดึงดูด-จูงใจ-ล่อใจ; ร้องขอ; ขอร้อง-วิงวอน-อ้อนวอน)

(d) incapacitate    (อิน-คะ-แพส-ซิ-เทท)  (ทำให้ไร้ความสามารถ, ทำให้ขาดคุณสมบัติ)

(e) alleviate    (อะ-ลี้-วิ-เอท)  (บรรเทา, ทำให้น้อยลง)

 

8. ___________________ it quite clearly, only a few students understood the subject well.

(___________________ มันอย่างชัดเจนมาก  มีนักเรียนเพียงไม่กี่คนเข้าใจวิชานี้ได้ดี)

(a) As explained the teacher

(b) Although the teacher explained    (แม้ครูได้อธิบาย)

(c) Despite the teacher explained    (“Despite”  =  “ทั้งๆ ที่”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) In spite of the teacher explained    (“In spite of”  =  “ทั้งๆ ที่”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

 

9. She is always ready to help the people around her, ________________ makes her very popular among them.

(เธอพร้อมอยู่เสมอที่จะช่วยเหลือผู้คนรอบๆ ตัวเธอ _________________ ทำให้เธอเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่พวกเขา)

(a) who

(b) whom

(c) that

(d) which    (ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดย  “Which”  แทนข้อความในประโยคใหญ่  (Main clause)  (She is always ready to help the people around her)  ทั้งประโยค

 

10. I’m looking forward to _________________________________________________.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย  ________________________________________________)

(a) a vacation’s week

(b) a week’s vacation    (การไปเที่ยววันหยุด    สัปดาห์)

(c) a vacation of the week

(d) a week of the vacation

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten ___________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ ________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The landlord said that the tenant owed several _________________________.

(เจ้าของบ้านกล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ ___________________________________ )

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • They understood the problem after half an ______________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง ______________________________ )

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The mountain was a __________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น _______ จากหมู่บ้าน)  (คือ  ภูเขาลูกนั้นใช้เวลาเดินทาง    วัน จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey   (การเดินทาง (ระยะ)    วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from….........…..”  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s pause    (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent    (ค่าเช่า   เดือน)
  • A week’s holiday   (วันหยุด    สัปดาห์)
  • Two months’ notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • Three weeks’ journey   (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • Four years’ time   (ระยะเวลา    ปี)

 

11. Previously _________ as Siam, Thailand is one of the most popular tourist spots in Asia.

(___________________ เมื่อก่อนนี้ในฐานะประเทศสยาม  ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชีย)

(a) to know

(b) knowing

(c) known    (เป็นที่รู้จัก)

(d) having known

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากประโยค  “It was previously known as Siam

 

12. The lacks of work aggravate (แอ๊ก-กระ-เวท) the crisis in the small town.

(การขาดแคลนงาน     ทำให้เลวขึ้นหรือรุนแรงขึ้น-รบกวน-ทำให้ระคายเคือง-ทำให้โมโห    วิกฤติในเมืองเล็กๆ)  (คือ การไม่มีงานทำ  ทำให้วิกฤติในเมืองเล็กแห่งนั้นเลวร้ายยิ่งขึ้น)

(a) amend    (อะ-เมนด)  (แก้ไข, ปรับปรุง, ทำให้ถูกต้อง, แปรหรือแก้ญัตติ)

(b) affront    (อะ-เฟริ้นท)  (สบประมาท, ทำให้โกรธ, เผชิญหน้า, การดูถูก-สบประมาท)

(c) throb    (ธรอบ)  {(หัวใจ) เต้นตุ้บๆ, สั่น, กระเพื่อม, ตัวสั่น, ตื่นเต้น, การเต้น-สั่น-สะเทือน)}

(d) worsen; exacerbate; irritate; annoy    (ทำให้แย่ลง-เลวลง; ทำให้หนักขึ้น-รุนแรงขึ้น-ทรุดหนัก; ทำให้ระคายเคือง-ฉุนเฉียว; ทำให้โกรธ)

(e) languish     (แล้ง-กวิช)  {หมดเรี่ยวหมดแรง, อ่อนเพลีย, อ่อนกำลัง, เปลี้ย, อิดโรย, ร่วงโรย, ละห้อย, โหยหา (ความรัก)}

(f) pander    (แพ้น-เดอะ)  (แสวงหาประโยชน์จากความโลภ ตะกละ หรือการกระทำผิดของผู้อื่น, ฉวยโอกาสจากสัญชาตญานที่ต่ำของผู้อื่น)

 

13. The tranquility (แทรง-ควิ้ล-ลิ-ที่) of the lake at sunrise inspires a profound sense of well-being.  

(ความสงบ-ความเงียบ-ความสงบเงียบ-ความเยือกเย็น-ความราบรื่น     ของทะเลสาบยามพระอาทิตย์ขึ้น  ดลใจความรู้สึกอันลึกล้ำของความผาสุก-สภาพที่น่าพอใจ)

(a) disposition    (อารมณ์, นิสัย, แนวโน้ม, การจัดการ, การจัด, อำนาจในการควบคุม)

(b) caliber (calibre)    (แค้ล-ลิ-เบอะ)  (ขนาดของสติปัญญาความสามารถหรือความสำคัญ, ขนาดลำกล้องปืน, ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง)

(c) calmness; quietness; peacefulness    (ความสงบ-สงบเงียบ; ความเงียบ;  ความสงบ-สงบสุข-สงบเงียบ-มีสันติภาพ)

(d) calamity    (คะ-แล้ม-มิ-ที่)  (ภัยพิบัติ, ความหายนะ, เคราะห์ร้าย)

(e) opportunism    (ออพ-เพอร์-ทู้-นิส-ซึม)  (การฉวยโอกาส)

(f) conformity    (คัน-ฟ้อร์-มิ-ที่)  (ความสอดคล้อง, ความลงรอยกัน, การตกลงกัน, การปฏิบัติตามกฎระเบียบ, การปรับตัวให้ลงรอยกัน)

 

14. His bright smile was a reflection of his satisfaction.

(รอยยิ้มที่เจิดจ้าของเขาเป็น    ภาพสะท้อน-การสะท้อนกลับ-สิ่งที่สะท้อนกลับ-การส่องกลับ-การครุ่นคิด-การไตร่ตรอง     ของความพึงพอใจของเขา)

(a) venue    (เว้น-นิว)  (ที่นัดพบ, สถานที่นัดหมายเพื่อประชุมหรือชุมนุมกัน, เขตที่เกิดอาชญากรรม)

(b) mirror; image; echo    (กระจก-สิ่งที่เป็นตัวแทนที่แท้จริง; สัญลักษณ์-เครื่องหมาย-รูปภาพ-รูปจำลอง;  เสียงสะท้อน-เสียงก้อง-การซ้ำ)

(c) asylum    (อะ-ไซ้-ลั่ม)  (ที่ลี้ภัย, ที่พ้นภัย, การให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัยจากต่างประเทศ, สถานที่ดูแลคนตาบอด คนบ้า เด็กกำพร้า, โรงพยาบาลคนบ้า)

(d) incendiarism    (อิน-เซ้น-เดีย-ริส-ซึม)  (การลอบวางเพลิง)

(e) dipsomania    (ดิพ-โซ-เม้-เนีย)  (การติดเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างรุนแรง)  {dipsomaniac (ดิพ-โซ-เม้-นิ-แอค) คนที่ติดเหล้าอย่างงอมแงม)}

(f) disciplinarian    (ดิส-ซิ-พลิ-เน้-เรี่ยน)  (ผู้ยึดถือระเบียบวินัยเคร่งครัด, ผู้ควบคุมหรือบังคับให้เป็นไปตามระเบียบวินัย, เกี่ยวกับระเบียบวินัย)

 

15. Rome, _____ the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(โรม  -  ________________ นักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก  -  เป็นหนึ่งในบรรดาเมืองที่เก่าแก่-โบราณมากที่สุด)

(a) which

(b) to which

(c) in where

(d) where    (ที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากใช้ขยายสถานที่  (Rome)

 

16. It is a good idea to keep water in your car when you drive through the desert _________ your car breaks down and get you stranded.

(มันเป็นความคิดที่ดีที่จะเก็บน้ำไว้ในรถยนต์ของคุณเมื่อคุณขับรถผ่านไปในทะเลทราย  ______________ รถของคุณเสีย  และทำให้คุณอยู่ในฐานะที่ทำอะไรไม่ได้)

(a) instead of    (แทนที่, แทนที่จะ)

(b) in case    (ในกรณีที่)

(c) so that    (เพื่อที่ว่า)

(d) due to    (เนื่องจาก, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

 

17. _______________________________________ of the girls wore a flower in her hair.

(เด็กผู้หญิง __________________________ ประดับดอกไม้  ๑  ดอกไว้บนผมของตน)

(a) All    (ทุกคน)

(b) Some    (บางคน)

(c) Many    (จำนวนมาก)

(d) Each    (แต่ละคน)  (เป็นเอกพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นเอกพจน์  สังเกตได้จาก  ใช้กับ   “her hair”  สำหรับ ข้อ  “A, B, C”  ก็ใช้ได้  แต่ต้องเปลี่ยนตอนท้ายประโยค  เป็น   “………in their hair

 

18. You _________________________________________ go out whenever you wish to.

(คุณ ______________________________ ออกไป  เมื่อใดก็ตามที่คุณปรารถนาจะทำ)

(a) might

(b) may    (อาจจะ)

(c) could

(d) will

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  และเป็นการอนุญาตให้ทำ  จึงใช้  “Present simple tense”  (May)  สังเกตได้จากประโยคย่อย  (Whenever you wish to)  ที่มีกริยา  “Wish”  เป็นรูปปัจจุบัน  สำหรับ ข้อ  “A, C”  เป็นรูปอดีต

 

19. The little ___________________________________ I can do will not even be noticed.

(สิ่งเล็กน้อย _________________ ผมสามารถทำได้  จะไม่แม้แต่ถูกสังเกตเห็น)  (คือ  จะไม่มีใครสังเกตเห็น  หรือให้ความสนใจ)

(a) how

(b) that    (ที่, ซึ่ง)

(c) what

(d) as

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับข้อนี้อาจตอบ   “Which”  ก็ได้

 

20. Is there a restaurant __________________________________________ the school?

(มีภัตตาคาร ____________________________________________ โรงเรียนหรือเปล่า)

(a) closed to

(b) closed by

(c) close to    (ใกล้กับ)

(d) close by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Close”  ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ใกล้, ใกล้ชิด”  ตามด้วย  Preposition  “To

 

21. Don’t enter ___________________________________________________ this cave.

(อย่าเข้าไปใน  ____________________________________________________ ถ้ำนี้)

(a) in

(b) to

(c) into

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องใช้  “Preposition”  ใดๆ เลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

22. Most of the people were saved from the flood.  Only five persons ______________.

(คนส่วนใหญ่ได้รับการช่วยชีวิตจากน้ำท่วม   มีเพียง  ๕  คนเท่านั้น ______________)

(a) dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) died    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) were died

(d) would die

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

23. Please lend me one of your pens.  I ___________________________ mine at home.

(กรุณาให้ผมยืมปากกาของคุณสักด้าม  ผม _____________ (ปากกา) ของผมไว้ที่บ้าน)

(a) forgot

(b) left    (ทิ้ง)

(c) didn’t remember

(d) have no

ตอบ   -   ข้อ   (b)   จะใช้   “Forget”  ไม่ได้  เนื่องจากมีวลี  “At home”  อยู่ข้างท้าย  เพราะถ้าใช้   “ลืม”  จะมีความหมายคือ   “ลืมที่บ้าน”  กล่าวคือ  เหตุการณ์ลืมเกิดขึ้นที่บ้าน  มิใช่ลืมปากกาทิ้งไว้ที่บ้าน   ดังนั้น   จึงต้องใช้  “Leave  (ทิ้งปากกาไว้ที่บ้าน)  สำหรับตัวอย่างการใช้   “Forget”   เช่น

  • I forgot to buy a newspaper this morning.

(ผมลืมซื้อหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้)

  • She forgot meeting me in New York a long time ago.

(เธอลืมการพบกับผมในนิวยอร์คเมื่อนานมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกัน  แต่เธอลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น)

  • He says he never forgets a face or a name.

(เขากล่าวว่า  เขาไม่เคยลืมใบหน้าหรือชื่อคน)

  • It was a marvelous occasion and I shall never forget it.

(มันเป็นโอกาสที่วิเศษมาก  และผมจะไม่ลืมมันเลย)

  • Jane was afraid that she had forgotten how to ride a bicycle.

(เจนเกรงว่า  เธอได้ลืมวิธีขี่รถจักรยานไปแล้ว)

  • It is a long forgotten event in her past.

(มันเป็นเหตุการณ์ในอดีตของเธอ  ที่ถูกลืมไปนานแล้ว)

  • I forgot all about him for several years.

(ผมลืมหมดทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา  เป็นเวลานานหลายปี)

  • Don’t forget that I worked for her once. 

(อย่าลืมซิว่า  ครั้งหนึ่งผมเคยทำงานให้กับเธอ)

  • She forgot my birthday again this year.

(เธอลืมวันเกิดของผมอีกแล้วปีนี้)

  • Sorry to disturb you – I forgot my key.

(เสียใจที่ต้องรบกวนคุณ  ผมลืมเอากุญแจมาครับ)

  • “Don’t forget the bag,” she said.

(“อย่าลืมกระเป๋านะ”  เธอกล่าว)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 327)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I don’t mind ______________ with the housework, but I am not going to do the laundry.

(ผมไม่รังเกียจ __________________ กับงานบ้าน  แต่ผมจะไม่ขอทำเกี่ยวกับการซักรีด)

(a) help

(b) to help

(c) helping    (การช่วยเหลือ)

(d) for helping

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Mind” + Verb + ing

 

2. Please excuse ________________________________________________________.

(โปรดให้อภัย _______________________________________________________ )

(a) I am late

(b) me to be late

(c) for being late

(d) me for being late    (ผมสำหรับการมาสาย  หรือความล่าช้า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Excuse + Someone + For + Doing + Something”  (ประธานฯ ให้อภัยใครบางคนสำหรับการทำอะไรบางอย่าง)

 

3. You don’t object ________________________________ you by your first name, do you?

(คุณไม่คัดค้าน ___________________ คุณโดยชื่อแรก, ใช่ไหม)  (คือ  ไม่คัดค้านที่ผมจะเรียกคุณโดยใช้ชื่อแรก (ชื่อตัว  มิใช่นามสกุล) ซึ่งแสดงถึงความสนิทสนมของฝรั่ง)

(a) that I call

(b) to my calling    (การเรียก ............(คุณ)............ ของผม).........โดยชื่อแรก

(c) for calling

(d) that I am calling

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Object + To”  =  “คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Verb + ing”

 

4. He is a _______________________________________________________________.

(เขาเป็น _________________________________________________________ )

(a) man with round face

(b) man whose face round

(c) round-face man

(d) round-faced man    (ชายใบหน้ากลม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  “Man with a round face”  หรือ  “Man whose face is round”  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้รูป  A round-faced man”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • A dog is a ___________________________________________________ animal.

(สุนัขเป็นสัตว์ _______________________________________________________ )

(a) four-legs

(b) four-leg

(c) four-legged    (๔  เท้า)

(d) four-legging    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Anna is a ___________________________________________________ woman.

(แอนนาเป็นผู้หญิงที่ __________________________________________________ )

(a) kind-heart

(b) kind heart

(c) kind-hearted    (ใจกรุณา, ใจบุญ)

(d) kind hearted

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Guava fruit is round or _____________________ and about the size of a hen’s egg.

(ผลฝรั่งมีลักษณะกลม  หรือ ____________________________ และมีขนาดประมาณไข่ไก่)

(a) shape of a pear

(b) pear in shape

(c) shaped pear

(d) pear-shaped    (มีรูปร่างเหมือนลูกแพร์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                        ตัวอย่างที่   

  • They are ___________________________________________________ people.

(พวกเขาเป็นคน ______________________________________________________ )

(a) skin-dark

(b) dark-skin

(c) skinned-dark

(d) dark-skinned    (ผิวดำคล้ำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • A woman with white hair is a ___________________________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ____________________________________________ )

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์   เลือดอุ่น)

                                       ประโยคข้างบนต้องใช้  “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective) คือ คำ  ๒  คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective) คำเดียว จะต้องมีขีด  ( - )  คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed” หลังคำนามได้  ตัวอย่าง  เช่น

           - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

           - an absent-minded man – คนใจลอย

           - service-minded people – คนจิตอาสา

           - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

           - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

           - a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

           - red-faced people คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

           - a baby-faced man คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

           - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

           - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

           - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

           - a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

           - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

           - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

           - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

          - a big-headed boy – เด็กหัวโต

          - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

          - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

5. The diver put himself in a precarious (พรี-แค้-เรียส) situation among the sharks.

(นักดำน้ำคนนั้นทำตนเองให้อยู่ในสถานการณ์ที่     ล่อแหลม-อันตราย-ไม่ปลอดภัย-เสี่ยง-ไม่แน่นอน-ไม่มั่นคง-ไม่เพียงพอ-ไม่แน่ชัด    ท่ามกลางปลาฉลาม)

(a) incomprehensible    (ไม่สามารถจะเข้าใจได้, ที่เข้าใจยาก, ที่ไม่มีขอบเขต)

(b) undiscoverable    (ซึ่งค้นไม่พบ, ซึ่งไม่อาจหาเจอ)

(c) undisciplined    (อัน-ดิส-ซิพ-พลิ่นด)  (ไม่มีระเบียบวินัย, ไม่ได้รับการฝึกฝน, มั่ว, เปะปะ, ตามอำเภอใจ)

(d) hazardous; not safe, firm or steady    (มีอันตราย; ไม่ปลอดภัย-ไม่มั่นคง-ไม่สม่ำเสมอ)

(e) ambidextrous    (แอม-บิ-เด๊คซ-ทรัส)  (ถนัดทั้ง ๒ มือ, คล่องแคล่ว, ชำนาญมาก, ตี ๒ หน้า, หลอกลวง)

 

6. The radio communications were subject to sporadic (สเพอะ-แร้ด-ดิค)sunspot interference.  

(การสื่อสารทางวิทยุอยู่ภายใต้การแทรกแซงของจุดบอดบนดวงอาทิตย์ (คือส่งคลื่นรบกวน)     เป็นครั้งเป็นคราว-เป็นพักๆ-เป็นระยะ-กระจัดกระจาย-บางตา)

(a) enormous    (อิ-น้อร์-เมิส)  (ใหญ่โต, มหึมา, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย)

(b) malevolent    (มุ่งร้าย, ประสงค์ร้าย, ชั่ว, เลว, เป็นภัย, เป็นอันตราย)

(c) appalling    (อะ-พ้อล-ลิ่ง)  (น่ากลัว, น่าตกใจ, น่าใจหาย)

(d) spiteful    (สไพ้ท-ฟูล)  (มีเจตนาร้าย, มุ่งร้าย, อาฆาตแค้น, พยาบาท)

(e) inconsistent; irregular; occasional    (ไม่คงที่หรือสม่ำเสมอ; ไม่สม่ำเสมอ-ไม่แน่นอน-ไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผน; เป็นบางโอกาสหรือบางครั้ง)

 

7. The publishers of the newspaper asked the writer to truncate (ทรั้ง-เคท)her report.  

(ผู้ตีพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ขอร้องให้ผู้เขียน    ตัดให้สั้น-ตัด-เล็ม-ตัดยอด    รายงานของเธอ)

(a) acknowledge    (ยอมรับ, รับรู้, รับทราบ)

(b) abrogate    (ยกเลิก, เพิกถอน)  (= cancel)

(c) liquidate    (ลิค-ควิ-เดท)  (กำจัดโดยการฆ่าทิ้ง,  ชำระหนี้หรือบัญชี, สะสาง, เปลี่ยนเป็นเงินสด)

(d) persevere    (เพอร์-ซี-เวี่ยร์)  (อุตสาหะ, บากบั่น, พากเพียร, พยายาม, ยืนหยัด)

(e) shorten; cut; to end something suddenly    (ทำให้สั้น; ตัด; ทำให้บางสิ่งหยุดลงโดยทันทีทันใด)

 

8. Then ________________________________________________________ happened.

(ต่อจากนั้น ___________________________________________________ เกิดขึ้น)

(a) terrible thing    ()

(b) something terrible    (บางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัว-สยองขวัญ)

(c) terrible something

(d) a terrible something

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Something which was terrible” สำหรับ  “Something”  เป็นคำสรรพนาม  จึงมิสามารถใช้คำคุณศัพท์  (Terrible) ขยายข้างหน้าได้   ต้องใช้ขยายข้างหลังมันเท่านั้น  เช่น  “Something good (bad), Something important, Something interesting (exciting), etc.

 

9. Last night’s film was extremely _____________________________________________.

(ภาพยนตร์เมื่อคืนวาน ____________________________________________ อย่างยิ่ง)

(a) excitable    (ที่ถูกเร้าได้, ที่ถูกปลุกปั่นได้, ที่ตื่นเต้นได้ง่าย)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น)  (ใช้กับคนหรือสัตว์เท่านั้น  มิใช่กับสิ่งไม่มีชีวิต  เช่น  ภาพยนตร์)

(c) exciting    (น่าตื่นเต้น-เร้าใจ)  (ใช้ได้ทั้งกับคน  สัตว์  และสิ่งไม่มีชีวิต  เช่น  คนหรือสัตว์  หรือเหตุการณ์-การแสดง  ที่น่าตื่นเต้น-เร้าใจ)

(d) excitingly

 

10. She had three sons, all ______________________________________ became doctors.

(เธอมีลูกชาย  ๓  คน __________________________________ ทั้งหมด (ทุกคน) เป็นหมอ)

(a) which

(b) of which

(c) of whom    (ผู้ซึ่ง)

(d) who

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจาก  “All of who (them)” (พวกเขาทุกคน)  แต่เนื่องจากอยู่หลัง  “Of”  จึงต้องเปลี่ยนเป็น  “All of whom”

 

11. You ______________________________________________ go now.  It is getting late.

(คุณ _______________________________________ ไป (ดีกว่า) ในตอนนี้  มันสายแล้ว)

(a) had rather    (อยากจะ......................มากกว่า)

(b) would rather    (อยากจะ......................มากกว่า)

(c) would better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) had better    (ควรจะ.....................ดีกว่า)

 

12. No one believed his incredible (อิน-เคร้ด-ดิ-เบิ้ล) story.

(ไม่มีใครเชื่อเรื่องเล่าที่     ไม่น่าเชื่อ-เหลือเชื่อ-ไม่น่าเป็นไปได้-น่าพิศวง    ของเขา)

(a) absurd    (แอบ-เซิ่ร์ด)  (เหลวไหล, ไร้สาระ, น่าหัวเราะ, โง่เขลา)

(b) peculiar    (พิ-คิ้ว-เลีย)  (ประหลาด, แปลกพิกล, เป็นพิเศษ, ไม่เคยปรากฏมาก่อน)

(c) dormant    (ด๊อร์-เมิ่นท)  {แฝง, ซึ่งซ่อนหรือนอนอยู่ภายใน, อยู่เฉยๆ, ไม่เคลื่อนที่, สงบ, หยุดเคลื่อนไหว (ชั่วคราว), (ภูเขาไฟ) ยังไม่ระเบิด, ไม่เปิดเผย}

(d) conspicuous    (คัน-สพิ้ค-คิว-อัส)  (เด่นชัด, ชัดแจ้ง, เตะตา, เป็นที่สนใจ)

(e) unbelievable; inconceivable; doubtful    (ไม่น่าเชื่อ; สุดที่จะนึกได้-ประหลาด; น่าสงสัย-มีข้อกังขา)

 

13. The line AC is perpendicular to AB if A is a right angle.

(เส้นเอซี     ตั้งฉาก-ได้ฉาก-ตั้งตรง-สูงชัน-เส้นตั้งฉาก-แนวตั้งฉาก-การยืนตรง    กับเส้นเอบี  ถ้ามุมเอเป็นมุมฉาก)

(a) copious    (มากมาย, อุดมสมบูรณ์, จำนวนมาก, (คำพูด) น้ำท่วมทุ่ง)

(b) caustic    (คอส-ทิค)  (ที่ถากถางมาก, ที่เหน็บแนมมาก, ที่กัดกร่อน, ทำให้ไหม้, ซึ่งทำลาย, สารกัดกร่อน)

(c) enviable    (เอ๊น-วี-อะ-เบิ้ล)  (น่าอิจฉา, เป็นที่อิจฉา, เป็นที่ต้องการ)

(d) at right angle to a horizontal plane or another line; upright or vertical    (ทำมุมฉากกับแนวนอน-แนวราบ หรือกับอีกเส้นหนึ่ง;  ตั้งตรงหรืออยู่ในแนวดิ่ง)

(e) sinister    (ซิ้น-นิส-เท่อะ)  (มุ่งร้าย, ร้าย, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย, ไม่เป็นมิตร, อุบาทว์, อัปรีย์, ไม่เป็นมงคล, เป็นลางร้าย)

(f) despondent    (เศร้า, ท้อแท้ใจ, หดหู่ใจ, หมดหวัง, หมดกำลังใจ)

 

14. There has never been a chairman nomination in that political party which was won by a unanimous (ยู-แน้น-นิ-เมิส) vote.

(ไม่เคยมีการเสนอชื่อประธานในพรรคการเมืองนั้น  ซึ่งได้รับชัยชนะโดยการลงคะแนนเสียงที่     เป็นเอกฉันท์-ไม่มีข้อโต้แย้ง-มีความเห็นพร้อมเพรียงกัน-มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน)

(a) envious    (เอ๊น-เวียส)  (อิจฉา, ริษยา, ขี้อิจฉา, ขี้หึง)

(b) amiable    (เอ๊-มี-อะ-เบิ้ล)  (มีไมตรีจิต, สุภาพ,  อ่อนโยน, น่ารัก, ด้วยไมตรีจิต)

(c) harmonious; united; agreed; concordant; accordant    (เห็นพ้องต้องกัน, พร้อมเพรียงกัน; สามัคคี; ตกลงกันได้-เห็นพ้องกัน; ซึ่งสอดคล้องกัน; ซึ่งลงรอยกัน)

(d) ingenious   (อิน-เจ๊น-เยิส)  (เฉลียวฉลาด, ช่างประดิษฐ์, คล่องแคล่ว, ปราดเปรียว, เจ้าความคิด)

(e) terrible   (ร้ายแรง, น่ากลัว, สยองขวัญ, มหันต์)

 

15. I applied _________________________________________ the job, but I did not get it.

(ผมสมัคร _____________________________________________ งาน  แต่ผมไม่ได้มัน)

(a) to

(b) at

(c) for    (“Apply + For”  =  สมัคร)

(d) about

ตอบ   -   ข้อ    (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                      สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                     ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                    สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

16. I’m here ________________________________________________ holiday at present.

(ผมอยู่ที่นี่ __________________________________________ การพักผ่อนในขณะนี้)

(a) on    (เพื่อ)

(b) in

(c) at

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (a)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   “Live on”  (ดำรงชีวิตอยู่ด้วย, ดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกิน)  -  Some animals live on grass.”  (สัตว์บางชนิดดำรงชีวิตอยู่ด้วยการกินหญ้า),  “Agree + On  หรือ To”  ใช้กับ  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ  -  “He agreed to my idea.”  (เขาเห็นด้วยกับความคิดของผม),     “Agree + With”  =  “เห็นด้วยกับบุคคล”  -  “I agree with you on your proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในเรื่องข้อเสนอ),     on a rainy day”  (ในวันที่ฝนตก)  -  “We don’t usually go out on a rainy day.”  (เรามักไม่ออกไปข้างนอกในวันที่ฝนตก),   “on the rise”  (เพิ่มขึ้น)  -  “The oil prices are on the rise.”  (ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น),   “congratulate”  (แสดงความยินดี)  -  “I congratulate you on your success.”  (ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ), “put the blame on”  (ตำหนิ)  -  “When things go wrong, he puts the blame on somebody else.”  (เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้น  เขามักตำหนิผู้อื่น),  “put an emphasis on” (เน้นย้ำ หรือ มุ่งความสนใจในเรื่อง)  -  “The government puts an emphasis on the infrastructural development.”  (รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน), “on request (เมื่อมีการร้องขอ)  -  “I will lend you my car on request.”  (ผมจะให้คุณยืมรถเมื่อมีการร้องขอ), on page 5” (ในหน้าที่ ๕)  -  “You can look for the answer on page 5.”  (คุณสามารถค้นหาคำตอบได้ในหน้าที่  ๕),Waste his time on(ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ)  -  “He wasted his time on meddling with other people’s business.”  (เขาใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการยุ่งกับเรื่องของคนอื่น), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  -  “He went to New York on business.”  (เขาไปนิวยอร์คด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป)  -  “They kept on working.”  (พวกเขาทำงานต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)  -  “I can rely on my close friend.”  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิทของผม), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)  -  “We can depend on our president for his strong leadership.”  (เราสามารถพึ่งพาท่านประธานาธิบดี  ในด้านความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขา), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)  -  “She insisted on going to the party.”  (เธอยืนกรานจะไปงานเลี้ยงให้ได้), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล้อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  -  “Jim, you are wanted on the phone.”  (จิม  -  มีคุณต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณ), on and on   (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด)  -  “The search was on and on for the missing boy.”  (การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด  สำหรับเด็กที่หายไป), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)  -  “She broke the glass on purpose.”  (เธอทำแก้วแตกโดยเจตนา), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย)  -  This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  My cold was terrible, but I’m on the mend now (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ   แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) –  John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first.  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)  –  If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts.  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา  ๓  สัปดาห์),   เป็นต้น

 

17. It’s not good ________________________________________________________ so.

(มันไม่ดี _____________________________________________________ เช่นนั้น)

(a) do

(b) doing

(c) to do    (ที่จะทำ)

(d) in doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจากโครงสร้าง  {It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1 + Something}

  • It’s good for you to get up early.

(มันดีสำหรับคุณที่ (จะ) ตื่นแต่เช้าตรู่)

  • It is not good to criticize other people if we’re not sure they are wrong.

(มันไม่ดีที่จะวิจารณ์ผู้อื่น  ถ้าเราไม่แน่ใจว่าพวกเขาผิด)

 

18. __________________________________________ coming here, he had an accident.

(___________________________________________ กำลังมาที่นี่  เขาประสบอุบัติเหตุ)

(a) When he

(b) While    (ขณะที่)

(c) During he was     (“During”  ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Between he was    (“Between” =  “ระหว่าง”  บุคคล, สถานที่, เวลา, ฯลฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ลดรูปมาจากประโยคย่อย  “Adverb clause of time”  (While he was coming here)  ข้อนี้อาจใช้ว่า  “When he came here, he………..”  ก็ได้

 

19. Are you sure you told __________________________________________________?

(คุณมั่นใจหรือว่า  คุณบอก ______________________________________________ )

(a) her how to come    (เธอว่าจะมาอย่างไร)  (บอกเธอวิธีมา)

(b) how to come to her

(c) how she to come

(d) to her how to come

 

20. Does everyone ________________________________________ the correct answer?

(ทุกคน __________________________________________ คำตอบที่ถูกต้องใช่หรือไม่)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) had

(d) have had

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อใช้   “Verb to do”  (Does)  ช่วยสร้างประโยคคำถามแล้ว  กริยาแท้ของประโยคต้องกลับไปเป็นช่องที่    (Have) และในกรณี  “Have”  หมายถึง   “มี”  สามารถสร้างคำถาม  โดยไม่ต้องใช้   “Verb to do”  ช่วย  คือ  “Has everyone the correct answer?”  ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 326)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Although my lawyer has promised _______________ with the case diligently, I still can’t help ______________ what the outcome will be.

(แม้ว่าทนายของผมได้สัญญาที่จะ _____________ กับคดี (ทำคดี) อย่างอุตสาหะ  ผมยังคงอดไม่ได้ที่จะ _______________ ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร)

(a) dealing __________ wondering

(b) dealing __________ to wonder

(c) to deal __________ wondering    (จัดการ ............ รู้สึกสงสัย-ประหลาดใจ)

(d) for dealing __________ to wonder

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Promise” + To +Verb 1  และ  “Can’t help”  (อดไม่ได้) + Verb + ing

 

2. The suspect denied __________ into the house, but there was enough convincing evidence __________ him guilty.

(ผู้ต้องหาปฏิเสธว่ามิได้ ________________ เข้าไปในบ้าน  แต่มีหลักฐานที่น่าเชื่ออย่างเพียงพอ _________________ ว่าเขามีความผิด)

(a) to break _________ proving

(b) breaking _________ proven

(c) to break _________ to prove

(d) breaking __________ to prove    (งัด ............................ ที่จะพิสูจน์)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Deny”  (ปฏิเสธ) + Verb + ing

 

3. His wages as a truck-driver were considerably higher _______________ a ditch-digger.

(ค่าจ้างของเขาในฐานะคนขับรถบรรทุก  สูงกว่า ______________ คนขุดคูน้ำอย่างมากมาย)

(a) than

(b) in comparison to the wages of

(c) than those of    (ค่าจ้างของ)

(d) if not higher than, better than

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Those”  แทน  “Wages”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  พหูพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนั้นซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Fossil evidence indicates that the earliest cockroaches looked very much like ________.

(หลักฐาน (จาก) ฟอสซิล (ซากพืชหรือสัตว์ที่เป็นหิน) บ่งชี้ว่า  แมลงสาบยุคแรกสุด  มีลักษณะเหมือนกันมากกับ _________________)

(a) today does

(b) those of today    (แมลงสาบในปัจจุบัน)

(c) what do cockroaches now

(d) the cockroaches which are now

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากใช้  “Those”  แทน  “Cockroaches”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  พหูพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำ  (Those, That, One)  แทนคำนามที่กล่าวมาก่อนหน้าแล้ว  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • This school has a new pool, so ___________ should have _______________ too.

(โรงเรียนนี้มีสระว่ายน้ำใหม่  ดังนั้น _____________ ควรมี ______________ เช่นเดียวกัน)

(a) our school __________ new pool

(b) our __________ new one

(c) we __________ pool

(d) ours __________ one    (โรงเรียนของเรา .................. สระว่ายน้ำใหม่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำแทนคำนามที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งคู่  คือ  ใช้   “Ours”  แทน  “Our school”  (ต้องใช้คำให้สมดุลกัน  คือ  “Our school”  และ  “This school” )   และ  “One”  แทน  “A new pool”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามที่กล่าวไปก่อนหน้าแล้ว  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • People in highly developed countries are generally better fed than ____________ in underdeveloped countries.

(ผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมาก  โดยทั่วไปจะมีอาหารการกินที่ดีกว่า ____________ ในประเทศด้อยพัฒนา)

(a) that

(b) those    (ผู้คน)

(c) them

(d) the one

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากต้องใช้  “Those”  แทนคำนามนับได้  พหูพจน์  (People)   

                                     ตัวอย่างที่ 

  • The furniture ___________ is manufactured here is as good as ___________ made anywhere else in the world.

(เฟอร์นิเจอร์ _____________ ถูกผลิตที่นี่  ดีพอๆ กับ ______________ (ซึ่งถูก) ผลิต  (ทำ) ที่อื่นใดในโลก)

(a) that ____________ which

(b) which ____________ that    (ซึ่ง  .........................  เฟอร์นิเจอร์)

(c) that ____________ those

(d) which ____________ which

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ในช่องแรกอาจตอบ  “Which”  หรือ  “That”  ก็ได้  แต่ในช่องหลัง   ต้องตอบ  “That”  เพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  ใช้แทน  “Furniture”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  ดูคำอธิบายการใช้คำแทนนามนับได้  และนับไม่ได้จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I’ve lost my pen.  Have you got _____________________________ I can borrow?

(ผมได้ทำปากกาหาย  คุณมี ___________________________________ ให้ผมยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ปากกาด้ามหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้   “One”  แทนนามนับได้เอกพจน์  (Pen)

                                    ตัวอย่างที่ 

  • The Prime Minister is giving a press conference now; he also gave __________ at this time last week.

(นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้   และเขาได้จัดประชุม ________________ ด้วย  ในเวลาเดียวกันนี้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) it

(b) the same

(c) them

(d) one    (ครั้งหนึ่ง, หนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากแทนคำนามนับได้   เอกพจน์  (Press conference)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • The houses here are a little less modern than ____________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า _________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Houses”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่นFurniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence, etc.)   ให้แทนด้วย  “That

                                      ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make___________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ____________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Kite”   เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้  “One”  แทน

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The air of the hills is cooler than _______________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ______________________________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That” และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้   “Those”   แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก   จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง   “อากาศ”  และ   “ที่ราบ”   มิใช่   “อากาศของเนินเขา”   และ  “อากาศของที่ราบ”    ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้ that แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

4. I spent every summer on a farm ___________________________________________.

(ผมใช้เวลาทุกหน้าร้อนที่ฟาร์ม ____________________________________________ )

(a) until my age was about twelve

(b) until I was about twelve    (จนกระทั่งผมอายุเกือบ  ๑๒  ปี)

(c) up until when I was about twelve

(d) until about twelve year old

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Up until I was about twelve”  (จนกระทั่งผมอายุเกือบ  ๑๒  ปี)  หรือ  “Until about twelve years old”  ก็ได้

 

5. In the 1700’s, North American colonists proclaimed their wealth and social standing by wearing elaborate stockings.

(ในศตวรรษ ๑๗๐๐ ( ปี ๑๗๐๐ – ๑๗๙๙) ชาวอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือประกาศ (ป่าวประกาศ, ป่าวร้อง)  ความมั่งคั่งและ     สถานะ-ฐานะ-ตำแหน่ง-ชื่อเสียง-จุดยืน    ทางสังคมของตน  โดยการสวมถุงเท้ายาวที่ทำอย่างประณีตสวยงาม)  (หมายถึง  ถุงเท้ายาวที่ทำอย่างประณีต  แสดงถึงความมั่งคั่งและสถานะที่สูงของผู้สวมใส่มัน)

(a) events    (เหตุการณ์, เหตุการณ์สำคัญ, กรณี, การแข่งขัน, ผลที่ตามมา, ผลที่เกิดขึ้น)

(b) responsibility    (ความรับผิดชอบ)

(c) enterprise    (โครงการ, กิจการ, แผนการ, บริษัท, อุตสาหกิจ, วิสาหกิจ, การเข้าร่วมกิจการดังกล่าว)

(d) compendium    (บทย่อ, บทสรุป, หนังสือย่อเรื่อง)

(e) status    (ฐานะ, สภาพ, สภาพการณ์, ภาวะ, ตำแหน่ง, ยศ)  

 

6. We listened as he began to narrate (แน-เร้ท) his adventures.

(พวกเราฟังเมื่อเขาเริ่ม ___________________________________ การผจญภัยของเขา)

(a) tell; describe; make known (either spoken or written)    (บอก-เล่า, ทำให้รู้จัก)  (ไม่โดยทางภาษาพูดก็ภาษาเขียน)

(b) renounce    (สละ, ละทิ้ง, ประกาศสละ, ประกาศเลิก, สละกรรมสิทธิ์, สละบุตร)

(c) retaliate    (ริ-แท้ล-ลี-เอท)  (ตอบโต้, แก้แค้น, แก้เผ็ด, แก้ลำ, ตอบแทน)

(d) commiserate    (คัม-มิซ-เซอะ-เรท)  (แสดงความเสียใจกับ, เห็นใจ, สงสาร, สัง เวช, เวทนา)

(e) alert    (อะ-เลิ้ร์ท)  (เตือนภัย, เตือนให้ระวัง, การเตรียมพร้อม, ว่องไว, เตรียมพร้อม, ระมัดระวัง)  (เป็นทั้งคำกริยา  คำนาม และคำคุณศัพท์)

 

7. It is imperative that we get you to a doctor straight away.

(มันเป็นสิ่ง    จำเป็น-เชิงบังคับ-เลี่ยงไม่ได้     ที่ว่าเราจะพาคุณไปหาหมอโดยทันทีทันใด)

(a) spectacular    (น่าตื่นเต้น, น่าประทับใจ, เกี่ยวกับการแสดงต่อหน้าสาธารณชน, เกี่ยวกับภาพที่น่าตื่นเต้น)

(b) miraculous    (อัศจรรย์, ปาฏิหาริย์, อภินิหาร, อาเพศ)

(c) vital; very important; essential    (สำคัญมาก, จำเป็นอย่างยิ่ง)

(d) panoramic    (แพน-โน-แร้ม-มิค)  (เกี่ยวกับทัศนียภาพทั้งหมด, เป็นภาพกว้างๆ เช่น ที่มองลงมาจากที่สูงหรือบนฟ้า, เป็นภาพหรือเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน, ซึ่งเป็นการสำรวจอย่างละเอียด)

(e) luxurious    (ลัค-ชุ้-เริส)  (ฟุ่มเฟือย, หรูหรา, โอ่อ่า, บำรุงความสุข)

 

8. Jennifer was rather _______________ when his boyfriend explained to her the difficulties of being a flight attendant.

(เจนนิเฟอร์ค่อนข้างจะ ________________ เมื่อแฟนของเธออธิบายให้เธอฟังถึงความยากลำบากของการเป็นพนักงานบริการบนเครื่องบิน)

(a) discouraging    (น่าท้อใจ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) discouraged    (รู้สึกท้อใจ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) discourage    (ทำให้ท้อใจ-หมดกำลังใจ)  (เป็นคำกริยา)

(d) discouragement    (ความท้อใจ-หมดกำลังใจ)  (เป็นคำนาม)

 

9. On a _______________ weekday, the sidewalks are filled with pedestrians who are window-shopping or looking for a place to shop and eat.

(ในวันทำงานที่ ________________ ทางเดินเท้าจะเต็มไปด้วยคนเดินเท้า  ผู้ซึ่งกำลังเดินดูสินค้าหน้าร้านในตู้โชว์  หรือกำลังมองหาสถานที่สักแห่งเพื่อซื้อสินค้า หรือกินอาหาร)  (หมายถึง  วันทำงานทั่วๆ ไปแต่ละวัน)

(a) typical    (เป็นแบบฉบับ, เป็นตัวแทน, ทั่วๆไป, เป็นปกติทั่วไป)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) typically

(c) type    (ชนิด, ประเภท)  (เป็นคำนาม)

(d) typed    (พิมพ์, พิมพ์ดีด)  (เป็นคำกริยา)

 

10. Tommy liked fishing __________________________________________________.

(ทอมมี่ชอบการตกปลา ________________________________________________ )

(a) but hunting had been also enjoyed by him

(b) but hunting was also enjoyed by him    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) but hunting was also enjoyed

(d) but he also enjoyed hunting    (แต่เขาก็สนุกสนานกับการล่าสัตว์ด้วย)

 

11. Is the climate of Italy ___________________________________________________?

(ภูมิอากาศของอิตาลี ______________________________________________ หรือไม่)

(a) somewhat like Florida

(b) somewhat similar to Florida

(c) something like Florida

(d) somewhat like that of Florida    (ค่อนข้างคล้ายกับภูมิอากาศของรัฐฟลอริด้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “That”  แทน  “Climate”  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำอีกครั้ง  ดูรายละเอียดการใช้คำแทนคำนาม  ใน  ข้อ  ๓  ของข้อสอบชุดนี้

 

12. The success of his book brought him great prestige (เพรส-ที้จ).

(ความสำเร็จของหนังสือของเขา  นำ    ชื่อเสียง-เกียรติคุณ-เกียรติภูมิ-ศักดิ์ศรี-บารมี     มาให้เขาอย่างใหญ่หลวง)

(a) exodus    (การจากไปหรืออพยพออกไปของคนจำนวนมาก, การไหลเทออก)

(b) limbo    (ลิ้ม-โบ)  (การเต้นระบำงอตัวลอดไม้ขวาง)

(c) disclosure    (ดิส-โคล้-เช่อะ)  (การเปิดเผย, การเปิดโปง, สิ่งที่ถูกเปิดเผย)

(d) reputation or influence; respect    (ชื่อเสียงหรืออิทธิพล,  ความเคารพนับถือ)

(e) ruse    (รูซ)  (อุบาย, เล่ห์, เล่ห์กล, เล่ห์เหลี่ยม, กลอุบาย)

 

13. They could not convince (คัน-วิ้นซ) the girl to go to the dance with them.  

(พวกเขาไม่สามารถ    ทำให้เชื่อมั่น-ทำให้มั่นใจ-ชักชวน-ทำให้รู้ว่ากระทำผิด     แก่เด็กหญิงคนนั้น  ให้ไปงานเต้นรำกับพวกเขา)  (คือ  ไม่สามารถชักชวนให้เด็กหญิง  -  หรือทำให้เด็กหญิงมั่นใจ  -  ไปงานเต้นรำได้)

(a) proclaim    (แถลง, ประกาศอย่างเป็นทางการ)

(b) reminisce    (เร้ม-มิ-นิส)  (มองอดีต, มองย้อนหลัง)

(c) surrender    (ยอมแพ้, การยอมแพ้)

(d) swindle    (ฉ้อโกง, ต้มตุ๋น, หลอกลวง, การฉ้อโกง-ต้มตุ๋น-หลอกลวง)

(e) persuade     (เพอร์-สเว้ด)  (ชักชวน, ชักจูง, จูงใจ, โอ้โลม, แนะนำ, ทำให้เชื่อ, กล่อม)

 

14. She is a conscientious (คอน-ชี-เอ๊น-ชัส) representative of the student body.

(เธอเป็นตัวแทนที่    รอบคอบ-ระมัดระวัง-ละเอียด-ถี่ถ้วน-มีธรรมในใจ-ยุติธรรม-ซื่อตรง-ควบคุมโดยสติรู้ผิดรู้ชอบ    ของสภา (สโมสร-องค์การ) นักเรียน)

(a) stentorian    (สเทน-เท้อร์-เรี่ยน)  (มีเสียงดังมาก)

(b) culpable    (คั้ล-พะ-เบิ้ล)  (น่าตำหนิ, น่าประณาม, สมควรถูกตำหนิ)

(c) extrinsic    (เอคส-ทริ้น-ซิค)  (ไม่สำคัญ, ภายนอก, มาจากภายนอก, ซึ่งเป็นของต่างประเทศ)

(d) meticulous; high-principled; scrupulous    (พิถีพิถัน-ละเอียดลออ;  มีหลักการ-คุณธรรมสูง;  คิดถึงศีลธรรมจรรยา-ละเอียดรอบคอบ-ระมัดระวัง)

(e) heterogeneous    (เฮท-เทอะ-โร-จี๊-เนียส)  (ต่างชนิดกัน, ไม่เหมือนกัน, ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน, ซึ่งประกอบด้วยต่างชนิดกัน, ไม่ลงรอยกัน)

 

15. Many of these costumes for the play are torn _________________________________.

(เครื่องแต่งกายสำหรับ (การแสดง) ละครเหล่านี้จำนวนมากขาดวิ่น __________________ )

(a) and mending is required of them

(b) but need mending

(c) and need to be mended    (และจำเป็นต้องได้รับการปะชุน)

(d) but require to be mended

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “And need mending”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • This machine is very dirty.  It needs ____________________________________.

(เครื่องจักรนี้สกปรกมาก  มันจำเป็นต้อง _____________________________________ )

(a) to clean it

(b) to clean

(c) to be cleaned    (ถูกซ่อม)  

(d) clean

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “Cleaning”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Need + To be + Verb 3”   หรือ  “Need + Verb + ing  

                                       ตัวอย่างที่ 

  • This house looks very shabby; it needs ________________________________.

(บ้านหลังนี้มีลักษณะโกโรโกโสมาก  มันจำเป็นต้อง ____________________________ )

(a) to repaint

(b) repainted

(c) to be repainting

(d) to be repainted    (ถูกทาสีใหม่, ได้รับการทาสีใหม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Need”  (จำเป็นต้อง) + To + Be + Verb 3  หรือ   “Need + Verb + ing”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ   “Repainting”  ก็ได้

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Cars in smaller models need _________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง ______ ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced     (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจาก   “Need”  สามารถตามด้วย  ๒  รูปแบบ   คือ “Need to be produced”  หรือ  “Need producing”  ซึ่งหมายถึง  “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง  ๒   ข้อความ   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The room needs to be cleaned.

(= The room needs cleaning.)

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

  • Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

16. Today people who do manual work often receive _____________________ than clerks.

(ปัจจุบัน  ผู้คนที่ทำงานโดยใช้มือทำ (ใช้แรงงาน)  มักจะได้รับ ___________ กว่าเสมียน)

(a) far a lot of money    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) far much money    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) far more money    (เงินมากกว่าอย่างมากมาย)  (คือ ได้เงินมากกว่าเสมียนมากมาย) 

(d) far a great deal of money    (ไม่ใช้รูปนี้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • It is ______________________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน ____________________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”    (Comparative degree)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Literature played _______ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ ______________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ)  (เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณ กรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก  “Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้   “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “Important”   นอกจากนั้น   “Part”  เป็นนามนับได้  เอกพจน์  จึงต้องนำหน้าด้วย   “A”  โดยใส่ไว้หน้า  “Much

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Last night’s homework was hard, but this is ________________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  _____________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ   (a)

                                  ตัวอย่างที่  

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ______________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า _______ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                                            ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”   “เล็กกว่ามาก”   “ร้อนกว่ามาก”   “สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much”   หรือ   “Far”   ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                                  ตัวอย่างที่  

  • She looks much __________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ___________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี   “Than”   ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต เช่น เมื่อวานนี้ หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้  “Much”  หรือ   “Far”   เท่านั้น   (สำหรับความหมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  Very

                                      ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks _______________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ _______________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน(อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ    –     ข้อ    (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”   “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้ ๒ คำ คือ  “Much”  หรือ   Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”   ก็ได้

                                       ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much  bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older”   (แก่กว่ามาก)   “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)  “much more important”   (สำคัญกว่ามาก)    “much more complicated”   (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller”  (เล็กกว่ามาก)“far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

                                      ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”   “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”  “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try _____________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น _______________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bitหรือA little bit”  ขยาย   เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)    เป็นต้น

 

17. I wish I could ___________________________________________________ smoking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ _________________________________________ สูบบุหรี่) 

(a) cut down    (ลดปริมาณลง, ทำให้น้อยลง)

(b) cut up    (ตัดออกเป็นชิ้นๆ)

(c) cut away    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

(d) cut out    (ยุติ,  เลิก)

 

18. His answer is different ______________________________________________ yours.

(คำตอบของเขาแตกต่าง __________________________________________ ของคุณ)

(a) with

(b) to

(c) from    (จาก)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                                       สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่   “Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก), “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),   เป็นต้น

                                     สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่ “Differ”  (แตกต่าง),  “Borrow”  (ขอยืม),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจาก),   เป็นต้น

                                     ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”   “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),   “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก  ๒  โมง  ถึง  ๔  โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว  กลับห่วยมากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),   “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.   (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),   “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),   “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),   “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก),   “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),   เป็นต้น

 

19. I don’t mind _______________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _______________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • He keeps ____________________________________ the most outrageous things.

(เขา ___________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ),  Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                     ตัวอย่างที่  

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ___ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                       ตัวอย่างที่  

  • I can’t help _____________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา),  “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย),  “Forgive”  (ให้อภัย),  “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                          สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _______________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า _______________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ  “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)   ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                      นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

20. Since the weather was bad, _____________________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ______________ มา)  (ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little     (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความในประโยคเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • There are _________________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอบเปิ้ลเหลืออยู่ _______________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few   (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอบเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์) (ใช้  “Few”หรือ “A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า  “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

  • She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

  • I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

  • I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 325)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Professor Baker is not satisfied with your term paper, John.  You have no alternative but ______________ him tomorrow.

(อาจารย์เบเกอร์ไม่พอใจกับรายงานประจำเทอมของคุณนะจอห์น  คุณไม่มีทางเลือก นอกจาก (หรือยกเว้น-เว้นแต่)  ________________ อาจารย์วันพรุ่งนี้)

(a) see     (พบ

(b) seeing

(c) to see   

(d) going to see 

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจาก  “But”  เมื่อมีความหมาย  “ยกเว้น, เว้นแต่, นอกจาก”  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ดูเพิ่มเติมความหมายอื่นของ  “But”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ๑. But”   มีความหมาย   “ยกเว้น, เว้นแต่, นอกจาก”  (เป็น  “Preposition)   เมื่อตามหลังประโยคปฏิเสธ  ส่วนใหญ่ต้องตามด้วยรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)       

  • She can do anything but stop gossiping about other people’s affairs.

(เธอสามารถทำอะไรก็ได้  ยกเว้นหยุดซุบซิบนินทาเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่น)

  • He did nothing but complain.

(เขาไม่ทำอะไรเลยนอกจากบ่นโวยวาย)

  • There is nothing for her to do but wait.

(เธอไม่มีอะไรทำนอกจากรอคอย)

                                   สำหรับรูปแบบอื่น  เช่น

  • We saw nothing but flowers.

(เราไม่เห็นอะไรเลยนอกจากดอกไม้)

  • They want to stay nowhere but their home.

(พวกเขาไม่ต้องการพักที่ใด  นอกจากบ้านของตนเอง)

  • She couldn’t eat anything but cucumbers.

(เธอไม่สามารถกินอะไรได้นอกจากแตงกวา)

  • It hurt nobody but himself.

(มันมิได้ทำร้าย (ทำให้เสียหายแก่) ใครเลย  นอกจากตัวเขาเอง)

  • Who but a madman would administer a deadly poison.

(ใครเสียอีกนอกจากคนบ้าที่จะวางยาพิษขนาดร้ายแรงถึงตาย)

  • All but one of the thieves were caught.

(หัวขโมยทั้งหมด  ยกเว้นคนเดียวถูกจับได้)

                                     ๒.  But”   มีความหมาย   “แต่”  เป็น  “Conjunction”  เช่น

  • He is rich but his brother is poor.

(เขารวย  แต่พี่ชาย (น้องชาย) ของเขาจน)

  • They don’t need to know all the answers but they need to know how to find out the answers.

(พวกเขาไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมด  แต่พวกเขาจำเป็นต้องรู้ว่าจะหาคำตอบได้อย่างไร)

  • The family does not see it as a chore but a necessity.

(ครอบครัวมิได้มองมันว่าเป็นงานบ้าน (งานจิปาถะ) แต่ว่าเป็นสิ่งจำเป็น)

  • This is not the result of unemployment but the result of the government’s inefficiency.

(นี่มิได้เป็นผลลัพธ์ของการว่างงาน  แต่ว่าเป็นผลลัพธ์ของความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาล)

  • It is a cheap but incredibly effective carpet cleaner.

(มันเป็นเครื่องทำความสะอาดพรมที่ราคาถูก  แต่ว่ามีประสิทธิผลอย่างไม่น่าเชื่อ)

  • We’ll have a meeting, but not today.

(เราจะมีการประชุมกัน  แต่ไม่ใช่วันนี้)

  • It was a long walk but it was worth it.

(มันเป็นการเดินที่ยาวไกล  แต่มันก็คุ้มค่า)

  • He has promised reform but failed to deliver it.

(เขาได้สัญญาว่าจะปฏิรูป  แต่ก็ล้มเหลวที่จะทำมัน)

                    . But”   มีความหมาย   “เพียงเท่านั้น”  (Only)  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เช่น

  • He left but an hour ago.

(เขาจากไปเพียง    ชั่วโมงล่วงมาแล้วเท่านั้น)

  • Low cost and high speed are but two of the advantages of

electronic data handling.

(ค่าใช้จ่ายต่ำและความเร็วสูงเป็นเพียงประโยชน์ (ข้อได้เปรียบ)  ๒  ประการของการจัดการข้อมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์) 

  • When I first met her, she had but recently divorced.

(เมื่อผมพบเธอครั้งแรก  เธอเพียงแต่เพิ่งหย่าร้างมาไม่นานเท่านั้น)

  • I asked her whether she would be able to do it and she replied she could but try.

(ผมถามเธอว่าเธอจะสามารถทำมันได้หรือไม่  และเธอตอบว่าเธอสามารถเพียงแต่พยายาม (ทำ) เท่านั้น)

 

2. Recently, I ___________________________________________________ rather badly.

(หมู่นี้  (เร็วๆ มานี้)  ผม ________________________________________ ไม่ค่อยจะหลับ)

(a) sleep

(b) am sleeping

(c) was sleeping

(d) have been sleeping    (ได้กำลังนอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Recently”  (หมู่นี้, เร็วๆ มานี้)  ใช้กับ  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} หรือ    “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3เพื่อบอกว่าเหตุการณ์หนึ่ง  (นอนไม่หลับ)  เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                                       ตัวอย่างที่            

  • It ______________________________________________ ever since last Sunday.

(ฝน _______________________________________________ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว)

(a) rained

(b) had rained

(c) has rained

(d) has been raining    (ได้กำลังตก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} เนื่องจากแสดงทั้งความต่อเนื่อง  และยาวนานของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดตั้งแต่ในอดีต  (วันอาทิตย์ที่แล้ว)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  และมีแนวโน้มที่จะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย  ซึ่งดีกว่าการใช้  ข้อ  (c)  (Present perfect tense)  เพราะแสดงเพียงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น  มิได้แสดงความยาวนานของเหตุการณ์  หรือบ่งชี้ว่าจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วยเหมือนกับ  “Present perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous tense”   จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • In the last few years our town _________________________________ a great deal.

(ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา  เมืองของเรา ________________________ อย่างมากมาย)

(a) grew

(b) had grown

(c) is growing

(d) has been growing    (ได้กำลังเติบโต)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  คือ  เมืองของเราเริ่มเติบโตเมื่อสอง-สามปีที่แล้ว  ปัจจุบันก็ยังคงเติบโตอยู่  และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคตด้วย  อีกนัยหนึ่ง  คือ  เน้นการเติบโตแบบต่อเนื่องหรือติดต่อกันเป็นเวลาสอง-สามปี  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He looks so exhausted because he ___________________ around the town all day.

(เขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อย-อ่อนล้ามาก  เพราะว่าเขา _____________ รอบเมืองตลอดทั้งวัน)

(a) ran

(b) had run

(c) had been running

(d) has been running    (ได้กำลังวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (คือ  การวิ่งรอบเมือง)  และมีแนวโน้มว่าจะกระทำ (วิ่ง) ต่อไปในอนาคตด้วย  (คือ  ภายหลังจากที่พูดประโยคนี้)   ส่วนอีกนัยหนึ่ง  ต้องการแสดงความต่อเนื่องยาวนานของการทำกริยาวิ่ง  ว่าได้กระทำมาแล้วหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน  (สำหรับนัยยะหลัง  อาจต่อเนื่องแบบหลายๆ ชั่วโมง  วัน  เดือน  ปี  ก็ได้)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Mother _______________________________ very badly for the last few months.

(แม่ __________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ      ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Present perfect continuous”  และ  “Present perfect”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • I __________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิด)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She ___________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ _______________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)  และมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Although Mark ______________ for years, he ______________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _______________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  (แสดงการศึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Miss Kim ______________________________________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Have (Has) + Been + V. ing}   โดยสังเกตจาก  Since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” {Subject + Have (Has) + V. 3}  แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนาน  (รวมทั้งไม่เน้นว่าจะทำต่อเนื่องไปในอนาคต)  เหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต                          

                                    รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก)   since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)  ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว)  (เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย)  (เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป)  (เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง)  (เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา  ๑๐  ปีแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี  ๒๐๑๐)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา  ๒  ชั่วโมงแล้ว)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ  ๒  ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

3. The sun _______________________________________ set, the temperature fell rapidly.

(ดวงอาทิตย์ ________________ ตก __________________, อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว)

(a) have

(b) had

(c) having    (ได้ ............(ตก)............. ไปแล้ว)

(d) been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ หรืออิสระ)  ซึ่งเป็นวลีที่มีลักษณะคล้ายกับเป็นประโยค  แต่มิได้เป็นประโยค  เพราะไม่มีกริยาแท้  (Finite verb)  วลีพวกนี้มักมีคำนามหรือสรรพนามนำหน้า  ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นประธานของวลี  และมีคำซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับกริยาประกอบอยู่หลังคำนาม  โดยแบ่งออกเป็น  ๓  ประเภท  คือ

                                    .  Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Having + Verb 3” (Active voice)  หรือ  “Having + Been + Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The sun having set, the farmers went home.

(= After the sun had set, the farmers went home.)

(หลังจากดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว  พวกชาวนาก็กลับบ้าน)

  • The guests having arrived, the party began.

(= After the guests had arrived, the party began.)

(หลังจากแขกมาถึงแล้ว  งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น)

  • The house having been burnt, we had to live in our friend’s home.

(= Because the house had been burnt, we had to live in our friend’s home.)

(เพราะว่าบ้านถูกไฟไหม้  เราจำเป็นต้องอาศัยในบ้านของเพื่อน)

  • The car having been stolen, its owner reported to the police.

(= After the car had been stolen, its owner reported to the police.)

(หลังจากรถยนต์ถูกขโมย  เจ้าของแจ้งความกับตำรวจ)

หมายเหตุ   -   วลี   “The sun having set”, “The guests having arrived”, “The house having been burnt”, “The car having been stolen”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  “Went”, “Began”, “Live”, “Reported”  ตามลำดับ

                                    ๒.  Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Verb + ing”  (Active voice)  หรือ  “Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The concert being over, everyone went away.

(= When the concert was over, everyone went away.)

(เมื่อการแสดงดนตรีจบลง  ทุกคนก็กลับ

  • Nobody being there, I didn’t know who to talk to.

(= Because nobody was there, I didn’t know who to talk to.)

(เพราะว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น  ผมไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร)

  • The train being late, they had to stay overnight at the station.

(= Because the train was late, they had to stay overnight at the station.)

(เพราะว่ารถไฟมาช้า  พวกเขาเลยจำต้องพักค้างคืนที่สถานีรถไฟ)

  • The daughter not coming home at regular hour, her parents became worried.

(= Because the daughter did not come home at regular hour, her parents became worried.)

(เพราะว่าลูกสาวไม่กลับบ้านตามเวลาปกติ  พ่อแม่เริ่มวิตกกังวล)

  • The houses (being) destroyed by the earthquake, the government helped repair them.

(= Because the houses were destroyed by the earthquake, the government helped repair them.)

(เพราะว่าบ้านถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว  รัฐบาลจึงช่วยซ่อมแซมมัน)

  • The girl (being) murdered, the police made an investigation.

(= When the girl was murdered, the police made an investigation.)

(เมื่อเด็กหญิงถูกฆาตกรรม  ตำรวจจึงทำการสืบสวนสอบสวน)

หมายเหตุ   -   วลี  The concert being over”, “Nobody being there”, “The train being late”, “The daughter not coming home at regular hour”, “The houses (being) destroyed by the earthquake”, “The girl (being) murdered”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  “Went”, “Didn’t know”, “Stay”, “Became worried”, “Helped repair”, “Made”   ตามลำดับ

                                     ๓.  Absolute phrase  - ที่ไม่มีกริยาใดๆ อยู่ในวลีเลย  โดยเหมือนกับการสร้างประโยคธรรมดาทั่วไป  เพียงแต่ไม่ใส่กริยาเอาไว้  เหมือนกับละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  เพื่อให้โครงสร้างประโยคผิดไปจากธรรมดา  ดูแล้วมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นสไตล์การเขียนที่นิยมแบบหนึ่ง   เช่น

  • I looked at her from top to bottom, my hands behind my back.

(ผมมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า  โดยมือของผมไพล่อยู่ข้างหลัง)

  • The old town was completely deserted, its homes and streets dusty and messy.

(เมืองเก่าถูกทิ้งร้างโดยสิ้นเชิง  โดยบ้านและถนนของเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นและรกรุงรัง) 

หมายเหตุ   -   วลี   "My hands behind my back"  และ  "Its homes and streets dusty and messy"   เป็น  "Absolute phrase"  ทำหน้าที่ขยายประโยค  "I looked at her from top to bottom"  และ  "The old town was completely deserted"   (ขยายทั้งประโยค)  ตามลำดับ

      

4. Let’s go to the library, ____________________________________________________?

(เราไปห้องสมุดกัน, __________________________________________________ )

(a) do we

(b) don’t we

(c) shan’t we

(d) shall we    (เอาไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ประโยคชักชวนที่ขึ้นต้นด้วย  “Let’s”   ในส่วน  “Tag”  ใช้รูป  “Shall we”   

 

5. Hotels proliferate as the new city expands rapidly in response to the demand of fun-loving travelers.  

(โรงแรม    ขยาย-เพิ่มทวี-ผุดขึ้น-งอก-แพร่หลาย-แพร่พันธุ์-เผยแพร่    ในขณะที่เมืองใหม่ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว  เพื่อตอบสนองความต้องการของนักเดินทาง-ท่องเที่ยวที่ชอบสนุก)

(a) vanish    (อันตรธานหายไป)

(b) deteriorate    (แย่ลง, เลวลง, เสื่อมลง, ชำรุด, ทำให้เสื่อมเสีย, ทำให้เลวลง)

(c) multiply    (เพิ่มขึ้นมาก, เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว, คูณ)

(d) cluster    (จับกันเป็นกลุ่มก้อน, เป็นกลุ่มก้อน, กลุ่ม, ก้อน, ช่อ, พวง)

(e) scatter    (ทำให้กระจัดกระจาย-กระเจิง, กระจัดกระจาย, แตกกระเจิง, สาด,  โปรย, หว่าน, การทำให้กระจัดกระจาย-กระเจิง, การสาด-โปรย-หว่าน)

 

6. The speaker enlightened the audience on how to succeed in college.  

(ผู้พูด     ให้ความรู้ความสว่าง-บอกแจ้ง-สอน     กลุ่มผู้ชม-ผู้ฟัง  ในเรื่องจะประสบความสำเร็จใน (การเรียน) มหาวิทยาลัยได้อย่างไร)

(a) apologized    (ขอโทษ)

(b) informed; taught    (บอก-แจ้ง, สอน)

(c) acknowledged    (ยอมรับ, รับรอง, เห็นคุณค่า, แจ้งว่าได้รับ)

(d) precipitated    (เร่งรัดให้เกิดขึ้น)

(e) invalidated    (อิน-แว้ล-ลิ-เดท)  (ทำให้เป็นโมฆะ, ทำให้ไร้ผล, ทำให้ใช้การไม่ได้)

 

7. The invention of the telephone was a magnificent (แม็ก-นิฟ-ฟิ-เซิ่นท) achievement for mankind. 

(การประดิษฐ์โทรศัพท์เป็นความสำเร็จที่     ดีเลิศ-ดีมาก-น่าประทับใจมาก-โอ่อ่า-งดงาม-สง่า-สวยมาก    สำหรับมนุษยชาติ)

(a) frugal    (ประหยัด)

(b) grand; excellent    (ดีเยี่ยม-สำคัญมาก-ชั้นหนึ่ง; ดีเยี่ยม-ดีเลิศ)

(c) altruistic    (ไม่เห็นแก่ตัว, ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์)

(d) sedentary    {(งาน) ที่นั่งทำอยู่กับโต๊ะ, นั่งติดอยู่กับที่, (ชีวิต) ที่ไม่กระฉับกระเฉง}

(e) introspective    (พิจารณาตนเอง, มองตนเอง)

 

8. I shall have left this place by the time she ___________________________________.

(ผมจะได้จากสถานที่นี้ไปแล้ว  ในเวลาที่เธอ __________________________________ )

(a) will arrive

(b) arrives    (มาถึง)

(c) is arriving

(d) will have arrived

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หมายถึง  “เมื่อเธอมาถึงสถานที่แห่งนี้  ณ เวลาหนึ่งในอนาคต  ผมคงจะได้จากสถานที่แห่งนี้ไปแล้ว”  ทั้งนี้  “By the time”  =  “When”  กริยาในอนุประ โยค  จึงใช้รูป  “Present simple tense”  (Arrives)  ดูรายละเอียด  “Present future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ใน  ข้อ  ๑๙  ของข้อสอบชุดนี้   

 

9. Jennifer could not resist ___________________________________ her friend the secret.

(เจนนิเฟอร์ไม่สามารถยับยั้ง (อดใจ) ___________________ ความลับให้เพื่อนของเธอฟัง)

(a) tell

(b) to tell

(c) telling    (บอก)

(d) told

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Resist” + Gerund (Verb + ing)  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  Gerund (Verb + ing)   จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • What are we going to do?  I don’t feel _____________________________ tonight.

(เราจะทำอะไรกันนี่  ผมไม่รู้สึก _______________________________________ คืนนี้)

(a) like read

(b) like to read

(c) like reading    (อยากอ่านหนังสือ)

(d) like I’m going to read

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Feel like”  (อยาก, ชอบ)   ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกริยาพวกนี้ในประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • They practiced ___________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด __________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand __________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ ______________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Can’t stand + Verb + ing” =   “ทนไม่ได้ที่จะ...................”  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _______________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง _________________รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)”  ดูกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind _________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ _____________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                       ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา _____________________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                                       ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _______________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He keeps __________________________________ the most outrageous things.

(เขา _____________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้น  (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing ________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ___ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I can’t help ____________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _______________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ  (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                                สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า __________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                      นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

10. The _________________ baby, ___________________ hard, was clinging to its mother.

(เด็กทารก _____________ (และ) ______________ เสียงดัง  กำลังเกาะแม่ของตัวเองแน่น)

(a) frightened __________ cried

(b) frightening __________ cried

(c) frightening __________ crying    (ที่น่ากลัว ..................... ร้องไห้)

(d) frightened __________ crying    (ที่ตกใจกลัว ................... ร้องไห้)

 

11. I felt the house ________________________________________________________.

(ผมรู้สึกว่าบ้าน _____________________________________________________ )

(a) to move

(b) moving    (ไหว, สะเทือน)

(c) be moving

(d) to be moved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Move”  ก็ได้  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ยกเว้นบางตัว  เช่น “Feel, Watch, See, Hear”  อาจตามด้วย  “Present participle”  (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Every morning he could hear the birds ___________________________________.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนก _____________________________________________)

(a) song

(b) sing    (ร้องเพลง)

(c) sang

(d) sung

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ตามโครงสร้าง  “Subject + Hear + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • It makes you ________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ __________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests ________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ ___________________________________________________ )

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins __________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ _________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us _____________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ______ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her _________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ______________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make + กรรม + Verb 1

                                           ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone ___________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ  เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel, Watch”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ยกเว้นกริยา  “See, Hear, Feel, Watch”  ที่อาจตามด้วย  “Present participle” (Verb + ing)  ก็ได้  โดยความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

12. Oil can be conveyed (คัน-เว) by pipeline from an oil region to a refinery.

(น้ำมันสามารถถูก    ขนส่ง-นำ-พา-นำไป-ถ่ายทอด-ถ่ายเท-โอน    โดยทางท่อ  จากบริเวณ-ภูมิภาคที่มีน้ำมันไปยังโรงกลั่น)

(a) transported    (ขนส่ง)

(b) filtered    (กรอง)

(c) connected    (เชื่อมต่อ, เชื่อมโยง)

(d) diverted    (หันเห, เบี่ยงเบน, ทำให้ออกนอกลู่นอกทาง)

(e) regulated    (ควบคุม, ดูแล, ปรับ, ทำให้เป็นระเบียบ, วางระเบียบ, กำหนด, บัญญัติ)

 

13. Farmers seldom attempt (อะ-เท้มพท) to cultivate every foot of their land.

(ชาวนาไม่ใคร่     พยายาม-ทดลอง-ความพยายาม     ที่จะเพาะปลูกบนพื้นที่ทุกตารางฟุตของตน)  (คือ  ปล่อยให้มีที่เหลือว่างเอาไว้)

(a) plan    (วางแผน, มีแผน)

(b) comprehend    (เข้าใจ)    

(c) endeavor    (เอน-เดฟว-เว่อะ)  (พยายาม, บากบั่น, ความพยายาม, ความบากบั่น)

(d) portray    (พอร์-เทร่)  (วาดภาพ, เขียนภาพ, ร่างภาพ, พรรณนาเป็นคำ, แสดง)  

(e) contribute    (คัน-ทริ้บ-บิ้วท)  (มีคุณูประการ, มีส่วนช่วยให้เกิด........, ให้เงินช่วยเหลือ, ช่วยเหลือ, อุดหนุน, สนับสนุน, ให้ (เงิน, อาหาร หรืออื่นๆ)

 

14. In arithmetic, a number stands for the size of a set of things.

(ในวิชาเลขคณิต  “จำนวน”    แทน    ขนาดของเซตของสิ่งต่างๆ)

(a) measures    (วัด)

(b) estimates    (ประมาณการ, ประมาณค่า-ราคา, ประเมิน, กะ, ตีราคา, คำนวณ, ราคาที่ประเมิน)

(c) coerces    (โค-เอิซส)  (บังคับ, บีบบังคับ, ขู่เข็ญ)

(d) represents    (แทน, เป็นตัวแทน)

(e) reminisce    (เรม-มิ-นิส)  (ระลึกถึงอดีต, ระลึกถึง, จำได้, หวนระลึกถึง)

 

15. He has to work very hard so that he ___________________________ to buy a new car.

(เขาจำเป็นต้องทำงานหนักมาก  เพื่อที่ว่าเขา ____________________ ซื้อรถยนต์คันใหม่)

(a) is able

(b) has been able

(c) was able

(d) will be able    (จะสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคต  และต้องให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  (Has to)  ดูเพิ่มเติมความสอดคล้องของกริยา  จากประโยคข้างล่าง

  • He had to work very hard so that he would be able to buy a new car.   (เป็นเหตุการณ์ในอดีต)

 

16. You can wait in the coffee shop.  Your flight will _____________________ in half an hour.

(คุณสามารถรอคอยในร้านกาแฟก็ได้  เที่ยวบินของคุณจะ ___________ ในอีกครึ่งชั่วโมง)

(a) be announced    (ถูกประกาศ)

(b) be announcing

(c) announce

(d) to be announced

 

17. Does your child still ________________________________ down for a nap after lunch?

(ลูกของคุณยังคง _____ ลงเพื่องีบหลับ  (นอนช่วงเวลาสั้นๆ) หลังอาหารกลางวัน  หรือเปล่า)

(a) lay    (วางลง, ออกไข่)  (Lay,  Laid,  Laid)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) lie    (นอน)  (กริยา  ๓  ช่อง คือ  Lie,  Lay,  Lain)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lain

(d) lying

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เมื่อเป็นประโยคคำถาม  ใช้   “Does” ช่วย   กริยาแท้  (Lie)  ต้องกลับไปเป็นช่องที่    (Infinitive without to)

 

18. I _________________________ in Bangkok for 3 years when you return from Canada.

(ผม _____________________ ในกรุงเทพฯ เป็นเวลา  ๓  ปี  เมื่อคุณกลับมาจากแคนาดา)

(a) have lived

(b) have been living

(c) shall live

(d) shall have been living    (จะได้กำลังอาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอนาคต  ว่า  เมื่อถึงเวลานั้นๆในอนาคต  อีกเหตุการณ์หนึ่งคงจะได้เกิดขึ้นแล้ว  (ใช้ Present perfect tense -  Subject + has (have) + verb 3)  หรือ  จะได้กำลังเกิดขึ้นแล้ว  (ใช้  Present perfect continuous tense -  Subject + has (have) + been + verb + ing )  (คือในกรณีของประโยคข้างบน)   สำหรับข้อนี้   อาจตอบว่า  “Shall have lived”   ก็ได้เช่นกัน 

 

19. I am now very old.  I’m sure I ____________________________ by the end of this year.

(ผมแก่มากในขณะนี้  ผมมั่นใจว่า  ผม ____________________________ ในตอนสิ้นปีนี้)

(a) am dying

(b) die

(c) have died

(d) shall have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • By the year 2095 all of us ____________________________________________.

(ในปี –  หรือราวๆปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน _________________________________)

(a) will die

(b) will have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + will (shall) + have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน  ๓  กรณี  คือ

                                      ๑.  ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}
  • เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)
  • The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

  • We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  (ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

                                      ๒.  ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐), By the year 2095, By tomorrow, By next week (month, year), By the end of September, By next winter, By this time tomorrow  (ราวๆเวลานี้ของวันพรุ่งนี้), By the time I graduate next year  (ราวๆเวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

  • We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

  • I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

  • They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

  • By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

                                      ๓.  ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

  • I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

  • It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

  • She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

  • They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล้อก)

 

20. Mr. Collins is _________________________________________________ in our town. 

(มิสเตอร์คอลลินส์เป็น ______________________________________ ในเมืองของเรา)

(a) one of the most notable figure

(b) one of most notable figures

(c) one of the most notable figures     (หนึ่งในบรรดาบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด)

(d) one of a most notable figure

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “One of the most + Noun (Plural)” (หนึ่งในบรรดาหลายๆ คน  หรือ ของหลายๆ สิ่ง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 324)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The policeman demanded that I _______________________________ him my license.

(ตำรวจต้องการ (เรียกร้อง) ให้ผม ________________ ใบอนุญาต (ขับรถ) ของผมแก่เขา)

(a) showed

(b) showing

(c) show    (แสดง)

(d) will show

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เหมือนกับมีกริยา  “Should”  อยู่หน้า  “Show”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ______________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน) ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she _______ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I __________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ____ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                    ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                    ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _______________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ _____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                     ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _______________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม _________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter __________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _____ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                     ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ___________________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                      ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The company states that it is necessary that an employee ________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                       ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He recommended that I ______________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                      ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I suggested to her that her husband _____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                       ตัวอย่างที่  ๑๓

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority _____ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given 

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                    ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I will recommend that the student _____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                     ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Many customers have requested that we _____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                     ๑. ​ อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                          ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                      ๒.  “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

2. Please take a message _______________________________________________ he call.

(กรุณาจด (รับ) ข้อความไว้ _____________________________________ เขาโทรศัพท์มา)

(a) when    (เมื่อ)

(b) should    (ถ้า)

(c) will

(d) if    (ถ้า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Should he call =  If he calls = When he calls”  (ถ้าเขาโทรศัพท์มา)

 

3. Perhaps the driver’s manual says ___________ air pressure you should have in each tire.

(บางทีคู่มือคนขับรถบอก (ว่า) แรงดันอากาศ (ลมยาง) _______ ที่คุณควรมี (เติม) ในแต่ละล้อ)

(a) whether    (หรือไม่)

(b) how often    (บ่อยเท่าใด)

(c) how many    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) how much    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้  -  “Air pressure”)

 

4. She did not ask him ________________ he had been the week before as she did not want to appear too curious.

(เธอมิได้ถามเขา (ว่า) เขาได้อยู่ ________________ สัปดาห์ก่อนหน้านั้น  เพราะเธอไม่ต้องการดูเหมือนว่าอยากรู้อยากเห็นมากเกินไป)

(a) when    (เมื่อไร)

(b) where    (ที่ไหน)

(c) what    (อะไร)

(d) who    (ใคร)

 

5. Needlework has always been an elegant and costly form of embroidery.  

(งานเย็บปักถักร้อยได้เป็นรูปแบบ  ของการถักลาย (งานถัก, การตกแต่งประดับประดา)  ที่  สวยงาม-เก๋ และ    มีราคาแพง    อยู่โดยเสมอมา)

(a) complicated    (สลับซับซ้อน, ยุ่งยาก, ลำบาก)

(b) popular    (เป็นที่นิยมชมชอบ)

(c) expensive    (มีราคาแพง)

(d) nefarious    (เน-แฟ้-เรียส)  (ชั่วช้ามาก, เลวทรามมาก)

(e) horrendous    (ฮอ-เร้น-เดิส)  (น่ากลัว, น่าสยดสยอง, (ราคา) แพงมากเสียจนน่ากลัว-น่าตกใจ)

 

6. Booth Tarkington’s novels draw a sympathetic picture of the easygoing life in the Midwest during the early 1900’s.

(นิยายของ บูธ ทาร์คิงตัน  วาดภาพที่ถูกใจ (พอใจ, เห็นด้วย, เห็นอกเห็นใจ)  ของชีวิตที่      ตามสบาย-ไปเรื่อยๆ-สงบและไร้กังวล    ในภูมิภาคตะวันตกกลาง (ของสหรัฐฯ)  ในระหว่างตอนต้นศตวรรษที่  ๑๙)

(a) farming    (การทำไร่ทำนา)

(b) frontier    (ฟรัน-เที่ยร์)  (ชายแดน, พรมแดน, ขอบเขต, เขตแดน, ความคิดแนวใหม่)

(c) lavish    (แล้ฟ-วิช)  (ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย, ใจป้ำ, มากเกินไป, เกินขอบเขต)

(d) relaxed    (ผ่อนคลาย, พักผ่อนหย่อนใจ, หย่อนอารมณ์)

(e) bloodthirsty    (กระหายเลือด, โหดร้าย, เป็นฆาตกรรม)

 

7. The history of the exploration of Antarctica recounts many tales of perseverance and suffering.  

(ประวัติศาสตร์ของการสำรวจแอนตาร์คติกา (ขั้วโลกใต้) บอกเล่า นิทาน (เรื่องเล่าลือ)มากมายของ    ความอุตสาหพยายาม-ความบากบั่นมุมานะ     และความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน)  (ของนักสำรวจ)

(a) expertise    (เอ๊ค-สเพอ-ไท้ซ)  (ความชำนาญ, ความรู้ความชำนาญ)

(b) generosity    (เจน-นะ-รอส-ซิ-ที่)  (ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความใจกว้าง, ความใจดี, ความไม่เห็นแก่ตัว)

(c) disturbance    (การรบกวน, การทำให้ไม่สงบ, การทำให้ยุ่ง, การทำให้ลำบาก, สิ่งที่รบกวน, ความไม่สงบ, การเปลี่ยนแปลงของลมจากสภาวะปกติ)

(d) endurance;  industriousness    (ความอดทน-ทนทาน-อดกลั้น, ความขยัน-อุตสาหะ-พากเพียรพยายาม)

(e) allegiance    (อะ-ลี้-เจิ้นซ)  (ความจงรักภักดี, ความสวามิภักดิ์, การอุทิศต่อ......)

 

8. ________________ the problems carefully yesterday, you would not find any difficulty now.

(________ ปัญหาต่างๆ อย่างรอบคอบเมื่อวานนี้  คุณคงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในปัจจุบัน)

(a) If only you have studied    (ถ้าเพียงแต่ว่าคุณได้ศึกษา)

(b) Even if you would study    (ถึงแม้ว่าคุณจะศึกษา)

(c) If you had studied    (ถ้าคุณได้ศึกษา)

(d) Unless you should study

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้าง  “If clause”  แบบที่    ผสมกับ  แบบที่    กล่าวคือ  “ถ้าทำอย่างนั้นในอดีต  (ใน  “If clause”)  ก็จะเกิด หรือไม่เกิดอีกเหตุ การณ์หนึ่งในปัจจุบัน  (ใน  “Main clause)  ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “ถ้าคุณศึกษาปัญหาต่างๆ อย่างรอบคอบเมื่อวานนี้  คุณคงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในปัจจุบัน)  ดังนั้น   ใน  “If clause”  จึงใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ส่วนใน  “Main clause”   ใช้รูป  “Future in the past”  (Subject + Would + Verb 1)  (Would not find)  (ไม่ใช้  “Will not find”  เพราะต้องให้  “Tense”  อยู่ในรูปอดีตเหมือนใน  “If clause”)

                                     อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการบอกว่า  “ถ้าคุณศึกษาปัญหาต่างๆ อย่างรอบคอบในอดีต  คุณคงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในอดีตเช่นกัน”  กล่าวคือ  ทั้งในประโยคย่อยและประโยคใหญ่เป็นอดีตด้วยกันทั้งคู่  ก็จะต้องใช้กริยาในทั้ง  ๒  “Clause”  เป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  เต็มรูปแบบทั้ง  ๒  “Clause”  คือ    

  • If you had studied the problems carefully last year, you would not have found any difficulty then.

(ถ้าคุณศึกษาปัญหาต่างๆ อย่างรอบคอบเมื่อปีที่แล้ว  คุณคงไม่พบกับความยุ่งยากใดๆ ในขณะนั้น)

  

9. Mr. Thomson still goes out a lot ____________________________________ his old age.

(มิสเตอร์ทอมสันยังคงออกไปข้างนอกบ่อยๆ _____________________ ความชราของเขา)

(a) though    (ถึงแม้ว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(b) according to    (สอดคล้องกับ, ตามที่............กล่าวไว้)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(c) in spite of    (ทั้งๆ ที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(d) but    (แต่)

 

10. Our professor says he is contented with ____________________ he has achieved in life.

(อาจารย์ของเรากล่าวว่า  เขาพึงพอใจกับ ____________________ เขาทำได้สำเร็จในชีวิต)

(a) which

(b) how

(c) why

(d) what    (สิ่งที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “Question word”  ที่นำหน้า  “Noun clause”  (What he has achieved in life)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”  (With)

 

11. I must tell you that the woman _________ you were arguing just now is our manager’s wife.

(ผมจะต้องบอกคุณว่า  ผู้หญิง ____ คุณกำลังโต้เถียงเมื่อตะกี้นี้  เป็นภรรยาของผู้จัดการของเรา)

(a) of which

(b) about which

(c) with whom    (ซึ่ง .............(คุณกำลังโต้เถียง).............. ด้วย ...... เมื่อตะกี้นี้........)

(d) to whom

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากมาจาก  “……….the woman whom you were arguing with just now………..”  โดยกริยา  “Argue”  ต้องใช้กับ  “With”  (โต้เถียงกับ............)  (ต้องใช้  “Whom”  ซึ่งอยู่ในรูปกรรม  เนื่องจากตามหลัง  “Preposition” With)

  • She frequently argues with her mother.

(เธอโต้เถียงกับแม่ของเธอบ่อยๆ)

 

12. When human beings first turned to farming, they became intensely concerned with the phenomenon of rain.

(เมื่อมนุษย์หันไปสู่การทำฟาร์มครั้งแรก  พวกเขาวิตกกังวล      อย่างมาก-รุนแรง-เข้มข้น-ลึกซึ้ง-หนาแน่น-เร่าร้อน-เอาจริงเอาจัง     เกี่ยวกับปรากฏการณ์ของฝน)  (คือ  วิตกว่าจะมีฝนเพียงพอสำหรับทำไร่ทำนาหรือไม่)

(a) unexpectedly    (อย่างไม่คาดฝัน, อย่างไม่ได้คาดคิดมาก่อน, อย่างนึกไม่ถึง, อย่างประหลาดใจ, อย่างฉับพลัน)

(b) suddenly    (อย่างทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน-กะทันหัน-รวดเร็ว-คาดคิดไม่ถึง-ไม่มีการเตือนมาก่อน)

(c) ambitiously    (อย่างทะเยอทะยาน, อย่างมักใหญ่ใฝ่สูง)

(d) deeply    (อย่างมาก, อย่างลึกซึ้ง, อย่างลึก, อย่างลึกล้ำ, อย่างยิ่ง, อย่างใจจดใจจ่อ)

(e) extravagantly    (อย่างฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย-สิ้นเปลือง-มากเกินควร)

 

13. The growth of medical specialties has resulted in seriously ill patients receiving much more effective treatment than ever before.

(การเติบโตของการแพทย์แบบเฉพาะทาง  (คือ หมอมีความเชี่ยวชาญโรคเฉพาะด้าน)  ส่ง ผลให้ผู้ป่วยที่ป่วย     อย่างหนัก-อย่างรุนแรง     ได้รับการรักษาที่มีประสิทธิผลมากขึ้นเป็นอย่างมาก  กว่าที่เคยเป็นมา)

(a) intermittently    (อย่างไม่ต่อเนื่อง-เดินๆหยุดๆ-เป็นพักๆ-ไม่สม่ำเสมอ-มีลักษณะหมุนเวียน)

(b) mildly    (อย่างแผ่วเบา-อ่อนโยน-ละมุนละไม)

(c) moderately    (อย่างปานกลาง-พอสมควร-พอประมาณ-ไม่รุนแรง-ไม่มากเกินไป-เพลาๆ)

(d) gravely    (เกรฟว-ลี่)  (อย่างรุนแรง-ร้ายแรง-วิกฤต-เอาจริงเอาจัง-ขึงขัง-สำคัญ-มืดมัว-เศร้าซึม)

(e) equivocally    (อย่างคลุมเครือ, อย่างกำกวม, อย่างมี ๒ นัย, อย่างมีเล่ห์นัย, อย่างไม่แน่นอน, อย่างไม่แน่ชัด, อย่างน่าสงสัย)

 

14. The dogsled is predominantly used by Artic peoples for long-distance transportation.  

(เลื่อนที่ใช้สุนัขลากถูกใช้      อย่างโดดเด่น-อย่างมากกว่ากัน-อย่างมีอิทธิพลหรืออำนาจเหนือ     โดยผู้คนเชื้อชาติต่างๆแถบอาร์คติค (ขั้วโลกเหนือ)  สำหรับการขนส่งระยะทางไกล)

(a) probably    (บางที, อาจจะ, ไม่แน่นอน)

(b) habitually    (อย่างเป็นนิสัย-เป็นประจำ-เป็นกิจวัตร)

(c) typically    (โดยทั่วไป, โดยเป็นแบบอย่าง)

(d) confidentially    (อย่างลับๆ, อย่างเป็นที่ไว้วางใจ)

(e) chiefly    (เป็นหลัก, ส่วนใหญ่, อย่างสำคัญที่สุด)

 

15. It is very kind ____________________________________________________ invite me.

(เป็นความกรุณาอย่างมาก _________________________________________ เชิญผม)

(a) from you to

(b) of you to    (ของคุณที่)

(c) for you to

(d) that you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                      ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + is (was) + (Very) + Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

  • It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

  • It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

16. This was once a very prosperous part of the city, but now many of the businesses have moved away or gone _________________.

(ที่นี่ครั้งหนึ่ง (เคย) เป็นส่วนที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมากของเมือง  แต่ว่าในปัจจุบัน  ธุรกิจจำนวนมากได้ย้ายออกไป  หรือไม่ก็ ___________________)

(a) bankrupt    (ล้มละลาย)   (เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “ล้มละลาย”  เป็นคำกริยา หมายถึง  “ทำให้ล้มละลาย”)  

(b) bankruptcy    (ภาวะล้มละลาย, ภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว)  (เป็นคำนาม)

(c) bankrupted

(d) to bankruptcy

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “To go bankrupt = to become bankrupt = to be bankrupt” =  “ล้มละลาย

 

17. Mr. Trance preferred to name the new baby Thomas but his wife said she wanted to call __________________.

(มิสเตอร์แทรนซ์ชอบที่จะตั้งชื่อทารก (ลูก) ใหม่ว่า  “โทมัส”  แต่ภรรยาของเขากล่าวว่า  เธอต้องการเรียก ___________________ )

(a) George

(b) him George    (เขา  -  ทารก  -  ว่า  “จอร์ช”)

(c) he is George

(d) George to him

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้   “Call him George”  (เรียกเขาว่า  “จอร์ช”)  เพื่อให้สอด คล้อง เป็น  Pattern  เดียวกับ  “Name the new baby Thomas”  (ตั้งชื่อทารกใหม่ว่า “โทมัส”)

 

18. ___________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_____________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ ไม่เป็นจริงในอดีต  หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)   นอกจากนั้น   ประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)   คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือ  Inversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                                   ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                   ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined    (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ____________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา 

                                     ตัวอย่างที่  

  • Tom ___________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม ______________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                     ตัวอย่างที่  

  • Nancy ________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped     (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                     ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                    สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause”  แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                      จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2  ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                      นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                    สรุป  -  ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป “Reverse” (Inversion)  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

19. Last week we had ____________________________________________ warm day.

(สัปดาห์ที่แล้ว  เรามีวันที่อากาศอบอุ่น ______________________________________)

(a) real    (จริง, แท้จริง)

(b) a real

(c) a really    (จริงๆ, อย่างแท้จริง)

(d) really

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ขยายคำคุณศัพท์  (Warm) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  และต้องมี    “A”   ด้วย    เนื่องจาก    “Day”   เป็นนามเอกพจน์  นับได้  จะอยู่ลอยๆไม่ได้

 

20. I have used both models, and I prefer _______________________________________.

(ผมใช้มาทั้ง  ๒  แบบแล้ว  และผมชอบ _______________________________________)

(a) the newer   (แบบที่ใหม่กว่า)

(b) the newest    (แบบที่ใหม่ที่สุด)

(c) new one

(d) newest

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ระหว่างของ  ๒  สิ่ง  และต้องมี  “The”   เนื่องจากเป็นการชี้เฉพาะ  ระหว่าง  “แบบที่ใหม่กว่า   และแบบที่เก่ากว่ากัน”  ( สิ่งจากทั้งหมด    สิ่ง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 323)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It is thought that Thai people have rapidly changed because Western influence and economic problems have made them __________________ their religion.

(คิดกันว่าคนไทยได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  เพราะว่าอิทธิพลตะวันตกและปัญหาเศรษฐกิจได้ทำให้พวกเขา _________________ ศาสนาของตน)

(a) neglected

(b) to neglect

(c) neglecting

(d) neglect   (ไม่สนใจ, ไม่เอาใจใส่, ละเลย, ทอดทิ้ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • It makes you _________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ ___________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1” 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests ______________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ __________________________________________________ )

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                      ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins __________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ __________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us _____________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ____________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her __________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ _________________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                                     ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone ______________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน____________ สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

2. The man always devotes his life to helping underprivileged people.  The work __________ by him seems incredible to most people.

(ชายคนนั้นอุทิศชีวิตของเขาเสมอ  เพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาส  งาน _______________ โดยเขาดูเหมือนเหลือเชื่อสำหรับคนส่วนใหญ่)

(a) does

(b) did

(c) done    (ถูกทำ)

(d) doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “The work which is (was) done by him….......….

 

3. He didn’t report the incident to his boss since he probably thought ________________ not his responsibility.

(เขามิได้รายงานเหตุการณ์ให้เจ้านายทราบ  เพราะบางทีเขาอาจจะคิด (ว่า) ______________ มิใช่ความรับผิดชอบของเขา)

(a) it to report was

(b) being reported it

(c) reporting it was    (การรายงานมัน)

(d) to have it reported

ตอบ   -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน (Reporting)  (โดยมี  “It”  เป็นส่วนขยายประธาน)  และกริยา  (Was)  ของอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  (…..thought (that) reporting it was not his responsibility)  ซ้อนอยู่ในอนุประโยค  “Since he probably thought (that) reporting it was not his responsibility”  อีกทีหนึ่ง  สำหรับข้อความที่เหลือเป็นประโยคใหญ่  (Main clause)

 

4. As usual, after you _________________ by the customs officers, your luggage will be passed through an X-ray machine.

(ตามปกติ  หลังจากคุณ __________________ โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร  กระเป๋าเดินทางของคุณจะถูกส่งผ่านเครื่องเอกซเรย์)

(a) were being searched

(b) were searched

(c) had been searched

(d) have been searched    (ถูกค้นตัวแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้รูป  “Present perfect tense”  ในแบบ  “Passive voice”  (Have been searched)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่ที่อยู่ในรูป  “Future tense in passive voice”  คือ  “Will be passed

 

5. The prehistoric art of inscribing figures and designs on rock surfaces seems to have slowly disappeared with the advent of agriculture, which required a large amount of time and energy.

(ศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์ในการแกะสลักรูปทรงและแบบต่างๆบนพื้นผิวหน้าของหิน  ดูเหมือนว่าค่อยๆหายไปอย่างช้าๆพร้อมกับ    การมาถึง-การปรากฏขึ้น-การกำเนิด    ของเกษตรกรรม  ซึ่งต้องใช้เวลาและพลังงานอย่างมากมาย)  (หมายถึง  เกษตรกรรมทำให้คนยุคนั้นไม่มีเวลาให้กับการแกะสลักอีกต่อไป)

(a) financing    (การสนับสนุนทางการเงิน)

(b) adventure    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, อันตรายที่คาดไม่ถึง, ความตื่นเต้น, ประสบ การณ์ที่ตื่นเต้น)

(c) turmoil    (ความปั่นป่วน, ความวุ่นวาย, ความโกลาหล, ความไม่สงบ, การจลาจล)

(d) bounty    (เบ๊าน-ที่)  (รางวัล, ของขวัญ, เงินสงเคราะห์, สิ่งที่มอบให้, ความใจบุญ, ความอารี)

(e) coming; appearance    (การมาถึง-การเกิดขึ้น; การปรากฏขึ้น)

 

6. At the zenith (ซี้-นิธ) of her career in the 1930’s, Dorothy Thomson was one of the best known journalists in the United States.

(ที่    จุดสุดยอด-จุดสูงสุด    ของอาชีพของเธอในทศวรรษ  ๑๙๓๐  โดโรธี ทอมสัน  เป็นหนึ่งในบรรดานักหนังสือพิมพ์ที่รู้จักกันดีที่สุดในสหรัฐฯ)

(a) outset    (การเริ่มต้น)

(b) termination    (การสิ้นสุด, การยุติ, การจบลง, การทำให้สิ้นสุด-ยุติ)

(c) decline    (การเสื่อมถอย, การลดลง, การล่มสลาย, การปฏิเสธ)

(d) pinnacle    (ยอด, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ยอดเจดีย์ ภูเขา ตึก หอ และอื่นๆ, ส่วนที่เป็นยอดแหลม)

(e) rebellion    (ริ-เบ๊ล-เยิ่น)  (การกบฏ, การก่อการกบฏ, การจลาจล, การก่อการจลาจล)

 

7. The Gettysburg Address, Abraham Lincoln’s famous speech, concisely expressed many of the ideals and principles of democracy.

(สุนทรพจน์เกตตีสเบิร์ก  ซึ่งเป็นสุนทรพจน์ที่มีชื่อเสียงของอับราฮัม ลิงคอล์น  ได้กล่าว    อย่างสั้นๆ    ถึงอุดมการณ์และหลักการของประชาธิปไตยอย่างมากมาย)

(a) profoundly    (อย่างลึกซึ้ง, อย่างลึกล้ำ, อย่างสุดซึ้ง, อย่างแน่นแฟ้น, อย่างถ้วนทั่ว)

(b) superficially    (อย่างผิวเผิน, อย่างตื้นๆ, อย่างไม่ลึกซึ้ง, อย่างไม่สำคัญ, อย่างใกล้ผิวหน้า-อยู่ผิวนอก)

(c) succinctly    (ซัค-ซิ้งค); briefly    (อย่างสั้นๆ)

(d) freely    (อย่างอิสระ, อย่างเสรี)

(e) amply    (อย่างมากมาย)   (มาจาก  “ample” = มากมาย, อุดมสมบูรณ์)

 

8. They got accustomed _____________________________________________ overtime.

(พวกเขาคุ้นเคย-เคยชิน ___________________________________________ ล่วงเวลา)

(a) to work

(b) to working    (กับการทำงาน)

(c) in working

(d) at working

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลัง  “Get (Be) accustomed to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund”  (Verb + ing)   เช่น

  • We get (are) accustomed to getting up early.

(เราคุ้นเคย-เคยชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่)  (ในปัจจุบัน)

  • They got (were) accustomed to studying late at night when they were young.

(พวกเขาคุ้นเคย-เคยชินกับการอ่านหนังสือจนดึก  เมื่อตอนพวกเขาเป็นเด็ก)  (ในอดีต)

  • Tourists get (are) used to hot weather in Thailand soon.

(นักท่องเที่ยวคุ้นเคย-เคยชินกับอากาศร้อนในประเทศไทยในไม่ช้า)  (ในปัจจุบัน)

  • Most Thai people get (are) used to eating spicy food.

(คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคย-เคยชินกับการกินอาหารรสจัด)  (ในปัจจุบัน)

  • She got (was) used to cooking her own meal when she was in college.

(เธอคุ้นเคย-เคยชินกับการปรุงอาหารกินเอง  เมื่อตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย)  (ในอดีต)

 

9. Many homes ____________________ since the great deluge, but many are still damaged.

(บ้านจำนวนมาก __________________ ตั้งแต่น้ำท่วมครั้งใหญ่  แต่อีกหลายหลังยังคงได้รับความเสียหาย)  (คือ  ยังมิได้ซ่อมแซม)

(a) were damaged    (ได้รับความเสียหาย)

(b) were being damaged    (กำลังได้รับความเสียหาย)

(c) have been repaired    (ได้รับการซ่อมแซมแล้ว)  (เป็น  “Passive voice”)

(d) have repaired    (ซ่อมแซมแล้ว)  (ใช้ไม่ได้เพราะอยู่ในรูป  “Active voice”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} หรือ  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3} (เมื่อเป็น “Passive voice” ) กับวลีหรืออนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since”  (ตั้งแต่)  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The situation has become terrible.  The water ________________ since the company ____________ the industrial waste.  

(สถานการณ์เลวร้าย  น้ำ ________________ ตั้งแต่บริษัท _______________ ของเสียจากอุตสาหกรรม)  (น้ำเกิดปนเปื้อน  ตั้งแต่บริษัทปล่อยของเสียจากอุตสาหกรรมลงไป)

(a) has been polluted __________ discharged    (ได้เกิดมลภาวะ ................ ......... ปล่อย)

(b) was polluted __________ discharges

(c) was polluted __________ discharged

(d) has been polluted ___________ has been discharged

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3   เมื่อเป็น  Active voice   และใช้  Subject + Has (Have) + Been + Verb 3  (Has been polluted)    เมื่อเป็น   Passive voice}  ในประโยคใหญ่   และรูป  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2  -  Discharged)  ในประโยคย่อย  เพื่อจะบอกว่า  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่เกิดในอดีต  (ตั้งแต่บริษัทปล่อยของเสีย)  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด  ดูคำ อธิบายกรณีนี้เพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     เราใช้  “Present perfect tense”  กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา,  Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

  • I haven’t seen my old friends at the college for ages.

(ผมไม่ได้พบเพื่อนเก่าที่มหาวิทยาลัยมานานแสนนานแล้ว)

  • She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • They have played football since they studied in college.

(พวกเขาเล่นฟุตบอล ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

 

10. I have asked around but no one seems to know ________________ the ferry leaves for Vancouver Island.

(ผมถามเขาไปทั่ว  แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครรู้ว่า _________________ (ที่) เรือข้ามฟากออกเดินทางไปเกาะแวนคูเวอร์)

(a) how long    (นานเท่าใด)

(b) how often    (บ่อยเท่าใด(คือ  วันละกี่เที่ยว)

(c) how far    (ไกลเท่าใด)

(d) how much    (มากเท่าใด)

 

11. I’m going to the hairdresser’s to ____________________________________________.

(ฉันจะไปที่ร้านทำผมเพื่อ ________________________________________________)

(a) have my hair cut    (ตัดผม)  (หมายถึง  ให้ช่างตัดให้)

(b) cut my hair

(c) have cut my hair

(d) cut me my hair

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Causative use”  (ใครใช้ให้ใครทำอะไร  หรือ  ใครใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • He had his letter __________________________________ before he left the office.

(เขาให้จดหมาย _________________ ก่อนที่เขาจะออกจากสำนักงาน)  (คือ  เขาสั่งให้ (เลขาฯ) พิมพ์จดหมาย  ก่อนออกจากสำนักงาน)

(a) typing

(b) to be typed

(c) typed    (ถูกพิมพ์)

(d) being typed

(e) to type

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  {Subject + Have (Get) + กรรม + Verb 3}  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Paul worked all night so that he could ______________________________ in time.

(พอลทำงานตลอดทั้งคืน  เพื่อที่ว่าเขาจะได้สามารถ ______________________ ทันเวลา)

(a) get the job done    (ทำงานได้เสร็จ)

(b) get the job to do

(c) got the job done

(d) got the job to do

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Causative use”  คือ  “Subject + Get (Have) + Something + Done + (By someone)”  {ให้อะไรถูกทำ (โดยใคร)}  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • After the car accident, Jenny decided to __________________ by a famous plastic surgeon suggested to her by a close friend.

(หลังจากอุบัติเหตุทางรถยนต์  เจนนี่ตัดสินใจที่จะ __________________ โดยศัลยแพทย์พลาสติกที่มีชื่อเสียง  ซึ่งได้รับการแนะนำกับเธอ  โดยเพื่อนที่ใกล้ชิดคนหนึ่ง)

(a) have her nose to reshape

(b) have her nose reshape

(c) have reshaped her nose

(d) have her nose reshaped    (แปลงโฉมจมูกของเธอ)  (โดยให้หมอทำให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use

                                   ตัวอย่างที่ 

  • What would you ________________________________________ me do for you?

(คุณจะ ____________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Have + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and ___________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆ พอ  ผมอาจจะไป (และ) _____________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • He had the cook ______________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _______________________________________________ น้ำชา)

(a) make     (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                      ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter __________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ___________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Something}  คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                       ตัวอย่างที่  

  • What would you have me ____________________________________________?

(คุณจะให้ผม _________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” {Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something} (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                     สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  Verb “Do”)

2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของ Verb Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                    ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                      อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง  “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

12. As part of their training, some artists reproduce famous paintings.

(ในฐานะส่วนหนึ่งของการฝึกฝน  ศิลปินบางคน    ลอก-จำลอง-ถอดแบบ-ทำสำเนา-พิมพ์ใหม่-สืบพันธุ์-แพร่พันธุ์    ภาพวาดที่มีชื่อเสียง)   (หมายถึง  ฝึกวาดภาพหรือลอกเลียน-ทำซ้ำ  ภาพที่มีชื่อเสียง)

(a) copy    (เลียนแบบ, จำลอง, ถ่ายสำเนา, สำเนา, เล่มคัดลอก, หนึ่งฉบับ, หนึ่งชุด)

(b) compare    (เปรียบเทียบ)

(c) investigate    (สืบสวน, สอบสวน)

(d) pacify    (แพส-ซิ-ไฟ)  (ปลอบ, ปลอบโยน, ปลอบขวัญ, เอาใจ, ทำให้สงบ, ทำให้เงียบ)

(e) ejaculated    (หลั่งน้ำกามออกมา, ร้องอุทาน, ปล่อยออกมาอย่างกะทันหันและรวดเร็ว, พูดออกมาอย่างกะทันหันและสั้นๆ)

 

13. The usefulness of silver in such different fields as photography and solar energy makes it a practical as well as a precious (เพร้ช-เชิส) metal.  

(ประโยชน์ของ (ธาตุ) เงินในหลากหลายสาขา  เช่น  การถ่ายภาพและพลังงานแสงอาทิตย์  ทำให้มันเป็นโลหะที่มีประโยชน์ (ใช้งานได้) และ     มีค่า-ล้ำค่า-สำคัญมาก-เป็นที่รัก)

(a) an attractive    (มีเสน่ห์, ดึงดูดใจ)

(b) a flexible    (ยืดหยุ่น, งอได้, เปลี่ยนแปลงได้, แก้ได้, ดิ้นได้, ละมุนละไม, คล่อง, พลิกแพลงได้)

(c) a valuable    (มีค่า, มีคุณค่า, มีราคา, มีค่าเป็นเงินมาก, มีความสำคัญมาก, มีประโยชน์มาก)

(d) a glossy    (เป็นเงามัน, เป็นเงา, วาว, ที่ดูน่าสนใจ (แบบฉาบฉวย), ดูเหมือนว่าถูกต้องแต่ความจริงไม่ใช่)

(e) ambivalent   (๒ จิต ๒ ใจ, ยังไม่ตกลงใจ, ขัดแย้งในตนเอง, มีความรู้สึกทั้งเชิงบวกและลบต่อบุคคลและสิ่งของ, จิตใจโลเล, เปลี่ยนใจกลับไปกลับมา)

 

14. Polar bears are well equipped for life in the perpetual ice and snow of the far north.  

(หมีขั้วโลกมีการเตรียมพร้อมอย่างดีสำหรับชีวิตในน้ำแข็งและหิมะ (ที่มีอยู่)     ถาวร-ตลอดฤดู-ตลอดปี-ตลอดไป-ตลอดกาล-ต่อเนื่อง     ของซีกโลกทางเหนือที่อยู่ห่างไกล)  (คือ  แถบอาร์คติค)

(a) freezing    (เย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) melting    (หลอมละลาย)

(c) permanent    (ถาวร, ยาวนาน, ยืนยง, คงทน, (สี) ไม่ตก)

(d) ambiguous    (แอม-บิ๊ก-กิว-อัส)  (คลุมเครือ, กำกวม, มีหลายความหมาย, ยากที่จะเข้าใจ)

(e) laudable    (ล้อ-ดะ-เบิ้ล)  (น่าสรรเสริญ, น่ายกย่อง, น่าสดุดี)

 

15. In response to the rising problem of _________________ to do with millions of tons of plastic waste, the government is looking for an effective approach to recycle plastics.  

(เพื่อตอบสนองกับปัญหาที่เพิ่มขึ้นของ (ว่า) จะทำ _________________ กับขยะพลาสติกหลายล้านตัน  รัฐบาลกำลังมองหาวิธีการที่มีประสิทธิผลที่จะรีไซเคิลพลาสติก)

(a) how     (ไม่ใช้รูป  “How to do”)

(b) when

(c) which

(d) what    (อย่างไร, อะไร)

 

16. You are not allowed to go home till you _______________________________ your work.

(คุณไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน  จนกระทั่งคุณ _______________________ งานของคุณ)

(a) finished

(b) will finish

(c) have finished    (ได้ทำ  -  งาน  -  เสร็จแล้ว)

(d) will have finished    (จะได้ทำเสร็จแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} เพื่อจะบอกว่า  “ประธานฯได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”  ส่วนข้อ  (d)  ก็คล้ายๆกับ ข้อ  (c)  แต่ใช้บอกว่า  “เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่ระบุไว้  ประธานฯจะได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”  แต่  “Future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3} นี้  จะไม่ใช้ตามหลังอนุประโยคที่นำด้วย   “Till, Until”   ดูเพิ่มเติม  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  (ได้ทำกริยาเสร็จสิ้นไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                      สำหรับกฎการใช้   “Present perfect tense”  ข้อหนึ่ง  คือ เพื่อบอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง” มักมีคำว่า  “Already”   (ใช้กับประ โยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม) ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ “Yet”  ก็ได้   เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.) 

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?) 

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

17. I really can’t go now.  I’ll have to go with you __________________________________.

(ผมไม่สามารถไปได้จริงๆขณะนี้  ผมจำเป็นจะต้องไปกับคุณ _______________________)

(a) the other day    (วันก่อน)  (เป็นอดีต)

(b) the next day    (วันถัดไป)  (ใช้กับประโยค  “Indirect speech”  แทน “Tomorrow”)  (เช่น “He said he would go the next day.”)

(c) some other day    (วันอื่นๆ ในอนาคต)

(d) any other day    (วันอื่นใดก็ตาม)

 

18. Today almost the whole population of Great Britain makes use _______________ the National Health Service.

(ปัจจุบัน   ประชากรของสหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด   ใช้ประโยชน์ _______________ หน่วยงาน  “บริการสุขภาพแห่งชาติ”)

(a) from

(b) on

(c) of    (ของ)

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Make use of” =   “ใช้ประโยชน์, ใช้ประโยชน์ของ

 

19. Beethoven was famous especially _______ his piano playing, but he was also  a composer.

(บีโธเฟ่นมีชื่อเสียงเป็นพิเศษ _______________ การเล่นเปียโนของเขา  แต่เขาก็เป็นนักประพันธ์เพลงหรือดนตรีด้วย)

(a) in

(b) as

(c) for    (ในเรื่อง, ในด้าน, สำหรับ)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Famous for”  =   “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน”  ส่วน   “Famous as”  =   “มีชื่อเสียงในฐานะ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Chiang Mai is famous for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่มีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของผู้คน)

  • President Abraham Lincoln was famous for his integrity.

(ประธานาธิบดีอับราฮัม  ลิงคอล์น  มีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์สุจริตและคุณธรรม)

  • John is famous as a competent doctor.

(จอห์นมีชื่อเสียงในฐานะแพทย์ผู้มีความสามารถ)

  • Thailand is famous as a country of smiling people.

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่มีผู้คนยิ้มแย้ม)

  • Thailand is famous for its smiling people.     

(ประเทศไทยมีชื่อเสียงในเรื่องผู้คนยิ้มแย้ม)

 

20. Jenny looked _____________________________________________ at her husband.

(เจนนี่จ้องมองสามีของเธอ ______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์) 

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at  หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”  (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย   “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ Look  เป็น  Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                             สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Let us _________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • I _______________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......)  และ  “I wonder about…………”  (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ____________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                     ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ___________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่   “Adverb”   เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                    ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ____________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Smell + Adjective

                                      ตัวอย่างที่       {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔   แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                    ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed _________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้   จะอยู่ในรูปคำ คุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”  ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า),   Appear  (มีลักษณะท่าทาง),  Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow, Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm(เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 322)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. At times she feels a little better but then she becomes very weak again.

(เป็นครั้งคราว-เป็นบางโอกาส    เธอรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย  ต่อจากนั้นเธอก็จะอ่อนแออย่างมากอีก)

(a) on time    (ตรงเวลา)

(b) often    (บ่อยๆ)

(c) never    (ไม่เคย)

(d) occasionally    (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว)

 

2. Don’t count on Tony to lend you any money because he has none.

(จงอย่า    พึ่งพาอาศัย    โทนี่ว่าจะให้คุณยืมเงินได้  เพราะว่าเขาไม่มีเงิน)

(a) like or appreciate    (ชอบ หรือยกย่องชื่นชม)

(b) suspect    (ระแวง, สงสัย)

(c) depend upon    (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ)

(d) encourage    (ให้กำลังใจ, กระตุ้น, ส่งเสริม)

 

3. We can’t seem to get rid of the mice in our apartment.

(เราดูเหมือนว่าไม่สามารถ    กำจัด-ทำให้หมดไป-ทำลาย-ฆ่า    หนูในอพาร์ตเมนต์ของเรา)

(a) look at    (จ้องมอง)

(b) admire    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(c) keep    (เลี้ยง, เก็บ, รักษา)

(d) eliminate    (กำจัด, ขจัด, ทำลาย, คัดออก, ขับไล่, ขับออก, ลบทิ้ง)

 

4. It stands to reason that a person without experience cannot do the work as well as an experienced person.

(มันสมเหตุสมผล    ว่าบุคคลที่ไม่มีประสบการณ์  ไม่สามารถทำงานได้ดีเท่ากับคนที่มีประสบการณ์)

(a) It is difficult to understand    (มันเข้าใจยาก)

(b) It is foolish    (มันโง่)

(c) It is clear and logical; reasonable    (มันชัดเจนและเป็นไปตามหลักเหตุผล; สมเหตุสมผล)

(d) It is unreasonable    (มันไม่สมเหตุผล)

 

5. The factory was located on the outskirts of the city.

(โรงงานตั้งอยู่ที่    ชานเมือง-เขตรอบนอก-ขอบ-ริม    ของเมือง)  (หมายถึง  รอบๆนอกของเมือง  ซึ่งตรงข้ามกับใจกลางเมือง)

(a) center    (ศูนย์กลาง, ใจกลาง)

(b) back streets    (ถนนของเมืองสายเล็กๆ เก่าๆ ที่มีบ้านและร้านค้าขนาดเล็กตั้งอยู่)  (ตรงข้ามกับ “Main streets” ที่เป็นถนนสายหลักของเมือง ที่มีตึก ห้างสรรพสินค้า  และสำนักงานขนาดใหญ่-ทันสมัยตั้งอยู่)

(c) manufacturing district    (บริเวณที่มีการผลิตสินค้า)

(d) stock yards    (คอกปศุสัตว์ชั่วคราว)

(e) surrounding regions    (บริเวณที่อยู่โดยรอบ)

 

6. Freedom of speech is part and parcel of the liberty of a free man.

(เสรีภาพในการพูดเป็น    ส่วนที่จำเป็นและสำคัญ    ของเสรีภาพของบุคคลที่มีอิสรภาพ)

(a) integrity    (อิน-เท้ก-กริ-ที่)  (ความซื่อสัตย์, การยึดถือหลักคุณธรรม, ความสม บูรณ์, สภาพที่สมบูรณ์, ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน, ความมั่นคง)    

(b) adversity    (แอด-เว้อ-ซิ-ที่)  (เคราะห์ร้าย. ภัยพิบัติ, ความทุกข์ยากลำบาก)

(c) publicity    (พับ-ลิซ-ซิ-ที่)  (การโฆษณา, การเผยแพร่,  การประชาสัมพันธ์, ชื่อเสียง)

(d) necessary and significant part    (ส่วนที่จำเป็นและสำคัญ)

(e) mockery    (การเยาะเย้ย, การเย้ยหยัน)

 

7. Bill’s caution prompted him to ask many questions before he consented.  

(ความระมัดระวัง-รอบคอบของบิล    กระตุ้น-ให้กำลังใจ-สนับสนุน-ถือหาง-บอกบท    ให้เขาถามคำถามมากมาย  ก่อนเขาจะยินยอม-ยอมทำตาม)  (คล้อยตาม, เห็นด้วย)

(a) convicted    (ตัดสินว่าได้กระทำผิด, พิสูจน์แล้วว่ากระทำผิด)

(b) beheaded    (ตัดศีรษะ, บั่นคอ)

(c) ruined    (รู้-อิ้น หรือ รู้-เอิ้น)  {ทำลายย่อยยับ, ทำลายเหลือแต่ซาก, ทำลาย (ตึก, อาคาร, อนาคต, ชื่อเสียง)}

(d) stimulated; incited    (กระตุ้น, ส่งเสริม, เร้า, ปลุกใจ, ยุยง)   (“Prompt” เมื่อเป็นกริยา หมายถึง “กระตุ้น, ยุยง, เตือน”  แต่เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “รวดเร็ว, ตรงเวลา, ซึ่งทำในทันที”)

(e) belittled    (ดูถูก, ดูแคลน, เหยียดหยาม, ทำให้ความสำคัญลดน้อยลง, ทำให้ด้อยค่า)

 

8. I was beginning ____________ about my daughter when she phoned _____________ me her whereabouts.

(ผมกำลังเริ่ม ______________ เกี่ยวกับลูกสาวของผม  เมื่อเธอโทรศัพท์มา _____________ ผมว่าเธออยู่ที่ไหน)

(a) worrying __________ telling

(b) to worry __________ to tell    (วิตกกังวล ........................ เพื่อบอก)

(c) worried __________ to have told

(d) having worried __________ told

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ทั้งนี้อาจตอบ  “………..beginning worrying”  ก็ได้

 

9. As we had not seen each other for ages, we spent the first hour together ___________ about our old days in school.

(เพราะว่าเรามิได้พบกันนานแสนนาน  เราเลยใช้เวลาชั่วโมงแรกด้วยกัน ___________ เกี่ยวกับวันเก่าๆของพวกเราที่โรงเรียน)  (สมัยที่เราเรียนด้วยกัน)

(a) talking    (พูดคุย, สนทนา)

(b) talk

(c) having talked

(d) to talk

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Spend + Time + Verb + ing”  เช่น

  • She spent three hours shopping in the shopping mall.

(เธอใช้เวลา  ๓  ชั่วโมงชื้อของในศูนย์การค้า)

  • We spent the whole day reading in the library.

(เราใช้เวลาทั้งวันอ่านหนังสือในห้องสมุด)

 

10. I don’t know how to cope with the work today.  The secretary is ill and there is a huge pile of reports _____________ and no one ____________ them.

(ผมไม่รู้จะรับมือกับงานอย่างไรในวันนี้  (เพราะว่า)  เลขานุการป่วย  และมีรายงานกอง (ปึก) ใหญ่ _______________ และไม่มีใคร ______________ มัน)

(a) to type __________ do

(b) typing __________ doing

(c) to be typed ___________ to do    (ที่จะต้องถูกพิมพ์ ...................... ทำ)

(d) being typed ___________ having done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “There is work + to be done  (เป็น  “Passive voice”) (ในที่นี้  คือ  “to be typed”)  และ  “There is no one + to do them”  (เป็น “Active voice”) 

 

11. She had better call the police _________________________ any suspicious characters.

(เธอควรโทรแจ้งตำรวจ  (ในปัจจุบันหรืออนาคต) _________________ บุคคลที่น่าสงสัยใดๆ)

(a) if she noticed

(b) if she will notice

(c) should she notice    (= if she notices  =  ถ้าเธอสังเกตเห็น)

(d) had she noticed    (= if she had noticed)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Had better” (ควรจะ.........)  ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต  จึงไม่สามารถเลือก  ข้อ  (a)   และไม่สามารถเลือก  ข้อ  (d)  เนื่องจากมิใช่  “If clause”   แบบที่  ๓  (ที่พูดสมมติเงื่อนไขในอดีต)  เพราะถ้าเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  รูปประโยคข้างบนจะต้องเป็นดังนี้

  • She should have called the police had she noticed (= if she had noticed) any suspicious characters.

(เธอควรจะได้โทรแจ้งตำรวจแล้ว  ถ้าเธอได้สังเกตเห็นบุคคลน่าสงสัย)  (เป็นเหตุการณ์ในอดีต)  (แต่เหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  เธอมิได้โทรแจ้งตำรวจ  เพราะเธอมิได้เห็นบุคคลที่น่าสงสัย)

 

12. Willa Cather wrote about immigrant women who braved the arduous and lonely life of the prairies.

(วิลล่า คาเธอร์  เขียนหนังสือเกี่ยวกับผู้หญิงอพยพ  ผู้ซึ่งเสี่ยงอันตราย-ผจญภัยกับชีวิตที่ตรากตรำ-ใช้แรงงาน  และ    โดดเดี่ยว-หงอยเหงา-ไร้เพื่อน-วังเวง-สันโดษ-คนเดียว    ในทุ่งหญ้าที่ปราศจากต้นไม้ในทวีปอเมริกาเหนือ)  (หมายถึง  ผู้หญิงอพยพชาวอเมริกันสมัยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ)

(a) hazardous    (มีอันตราย, เป็นภัย)

(b) reckless    (สะเพร่า, ประมาท, ไม่เอาใจใส่)

(c) solitary    (เปลี่ยว, อ้างว้าง, ลำพัง, โดดเดี่ยว, ไม่มีเพื่อน, สันโดษ, คนเดียว, เงียบสงัด)

(d) circumspect    (รอบคอบ, ระมัดระวัง)

(e) superstitious    (เชื่อถือโชคลาง, เชื่อไสยศาสตร์, เชื่องมงาย, ถือผีถือสาง, กลัวอย่างไม่มีเหตุผล  -  โดยเฉพาะด้านศาสนา)

 

13. Controversy continues to exist over the issue of whether there are inherent presidential powers that are not mentioned in the United States Constitution.   

(การโต้แย้ง-ถกเถียง-เถียงทะเลาะ     ยังคงมีอยู่ต่อไปในประเด็นที่ว่า  มีอำนาจของประธานาธิบดีที่มีอยู่อย่างถาวร (ประจำตัว)  ซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในรัฐนูญสหรัฐฯ  หรือไม่)

(a) Doubt    (ข้อกังขา, ข้อสงสัย, ความสงสัย-ฉงน-สนเท่ห์-ไม่แน่ใจ-ไม่ไว้วางใจ, สง สัย, ไม่แน่ใจ, ไม่ไว้วางใจ, กลัว)

(b) Dispute    (การเถียง, การโต้แย้ง, การทะเลาะวิวาท, โต้เถียง, โต้แย้ง, ทะเลาะวิวาท, ต่อสู้, แข่งขัน)

(c) Policy    (นโยบาย)

(d) Intervention     (การแทรกแซง, การก้าวก่าย)

(e) Copulation     (ค้อพ-พิว-เล้-ชั่น); Sexual intercourse  (การร่วมประเวณี; การสังวาส)    

 

14. As more is learned about the incredibly large number of plants within the plant kingdom, scientific classifications are revised.

(เมื่อได้มีการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพืชจำนวนมากมายอย่างเหลือเชื่อภายในอาณาจักรพืช  การจัดแบ่งประเภท (ของพืช) ทางวิทยาศาสตร์จึงได้ถูก    แก้ไข-ปรับปรุงใหม่)

(a) incorporated    (รวมเข้าด้วยกัน, ทำให้รวมกัน, รวมเข้าเป็นรูปบริษัท, ซึ่งรวมเข้าด้วยกัน)

(b) altered    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง, ผันแปร)

(c) superseded    (แทนที่)

(d) disparaged    (ดูถูก, ดูหมิ่น, ใส่ร้าย, ทำให้เสื่อมเสีย-เสียหาย)

(e) deliberated     (คิดอย่างไตร่ตรอง, ปรึกษาเพื่อหาคำตอบ)

 

15. You _____________ from my postcard that I was in hospital last week if you had looked closely.

(คุณ ___________________ จากโปสการ์ดของผมว่า  ผมอยู่ในโรงพยาบาลเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ถ้าคุณได้ดู (โปสการ์ด) อย่างใกล้ชิด)

(a) would see

(b) will have seen

(c) had seen

(d) would have seen    (คงจะได้เห็น)  (แต่ก็มิได้เห็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  ซึ่งเป็นการสมมติเหตุ การณ์ในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  โดยความหมายในประโยค  คือ  “คุณคงจะได้เห็นจากโปสการ์ดแล้ว.................ถ้าคุณดูอย่างใกล้ชิด”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “คุณมิได้เห็นจากโปสการ์ดว่า..................  เพราะคุณมิได้ดูอย่างใกล้ชิด”  ทั้งนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3  ส่วนในอนุประโยค (If clause)   จะใช้   “If + Subject + Had + Verb 3

 

16. The First World War _______________________________________________ in 1914.

(สงครามโลกครั้งที่  ๑ ________________________________________ ในปี  ๑๙๑๔)

(a) broke up     (แยกกัน, เลิกคบกัน)  (สามี-ภรรยา, คู่รัก)

(b) broke down     (เสีย)  (รถยนต์, เครื่องจักร, ทีวี, ฯลฯ)

(c) broke off     (ตัดความสัมพันธ์)  (ระหว่างประเทศ)

(d) broke out     (เกิดขึ้น)  (สงคราม, ไฟ, โรคระบาด, การทะเลาะวิวาท)

 

17. I studied in Paris _____________________________________________ five years ago.

(ผมเรียนหนังสือในปารีส ________________________________________ ห้าปีมาแล้ว)

(a) since    (ตั้งแต่)

(b) for    (เป็นเวลา)

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

 

18. I _____________________________________________ unhappy since I am very poor.

(ผม _________________________________________ ไม่มีความสุข  เพราะผมจนมาก)

(a) am

(b) was

(c) have been

(d) am being

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูจากกริยาในประโยคย่อย  (since I am very poor)  คือ  “Am

 

19. The station is not _______________________________________________ from here.

(สถานีไม่ _____________________________________________________ จากที่นี่)

(a) long way

(b) a distance

(c) far    (ไกล)     

(d) long

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับข้อ   (a)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “a long way

 

20. The storm prevented me _______________________________________ here last night.

(พายุขัดขวางผม _____________________________________________ ที่นี่เมื่อคืนนี้)

(a) to come

(b) in coming

(c) so I couldn’t come

(d) from coming    (จากการมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Prevent + Someone + From + Verb + ing + Something”   (ประธานขัดขวางใครจากการทำอะไรบางอย่าง  คือ  ประธานขัดขวางใครมิให้ทำอะไร)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • What prevented you __________________________________________________?

(อะไรขัดขวางคุณ ____________________________________________________ )

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier     (จากการมาแต่เนิ่นๆ กว่านี้)  (คือ  มาเร็วกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Prevent + Someone + From + Doing + Something” (Active voice) (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  หรือ  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน   อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ  (What)  เป็นผู้ขัดขวาง  “คุณ”  จากการมาถึงแต่เนิ่นๆกว่านี้)

                                             สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • I had meant to call on you, but was prevented _____________________________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง __________________________________ )

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so     (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน    ประธานฯ (ผม)  ถูกขัดขวาง (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 321)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It seems he’s driving more carefully now after ________________ three times for speeding.

(มันดูเหมือนว่าเขากำลังขับรถระมัดระวังมากขึ้นในปัจจุบัน  หลังจาก ____________ สามครั้งในเรื่องขับรถเร็ว)

(a) be arrested

(b) to be arrested

(c) have been arrested

(d) having been arrested    (ถูกจับกุมแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  “Being arrested”  ก็ได้  เนื่องจากหลัง  “Preposition”  (After)  ต้องตามด้วยรูป  “Gerund”  (Verb + ing)  แต่สำหรับข้อนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  ด้วย  เพราะประธานของประโยคถูกกระทำ  (ถูกจับกุม)  ทำให้สามารถตอบได้  ๒  โครงสร้าง  คือ  “After + Having been + Verb 3)  (หลังจากถูกจับกุมแล้ว)  และ  “After + Being + Verb 3”  (หลังจากถูกจับกุมดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  ๑

  • ___________________ at a river ford on the Donner Pass route to California, the city of Reno grew as bridges and railroads were built.

( ________________________ ณ ที่ตื้นของแม่น้ำที่คนลุยข้ามได้  บนเส้นทางด่าน (ทางผ่าน) ดอนเนอร์ที่ไปสู่รัฐแคลิฟอร์เนีย  เมืองรีโนเจริญเติบโตขึ้น  ในขณะที่สะพานและทางรถไฟได้ถูกสร้างขึ้น)

(a) Settle

(b) To settle

(c) It was settling

(d) Having been settled    (เมื่อได้ถูกผู้คนตั้งรกรากแล้ว)

ตอบ    -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (The city of Reno)  เป็นผู้ถูก กระทำ  คือ  “ถูกตั้งรกรากโดยผู้คน”  จึงต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  (Past participle)   คือ กริยาช่องที่   ๓   (Verb 3)  แต่ในกรณีของประโยคข้างบน  ใช้โครงสร้าง  (Perfect participle phrase  ในแบบ  Passive voice)  (Having + Been + Verb 3………….)   คือ  ต้องการบอกว่า  เหตุการณ์ที่เมืองรีโนถูกตั้งรกรากโดยผู้คน  ได้เกิดขึ้นขึ้นก่อนเหตุการณ์ที่เมืองนี้เจริญเติบโต  หรือ  เหตุการณ์ที่กล่าวถึงในตอนแรก (เมืองถูกตั้งรกราก)  ได้เกิดขึ้นเสร็จสิ้นไปแล้ว  เหตุการณ์ที่กล่าวถึงทีหลัง  (เมืองเจริญเติบโต)   จึงได้เกิดตามมา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าไม่ต้องการเน้นว่าเหตุการณ์แรก (ในรูปวลี) เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์หลัง  (คือ  เหตุการณ์ทั้ง  ๒  เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  ก็อาจใช้โครงสร้างดังข้างล่าง

  • Settled at a river ford on the Donner Pass route to California, the city of Reno grew as bridges and railroads were built.

(เมืองถูกตั้งรกรากโดยผู้คน  เกิดขึ้นพร้อมๆกับเมืองเจริญเติบโต)  (เป็นไปได้  ถือว่าถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายไม่ดีเหมือนกับประโยคใน  ข้อ  ๑  ที่เน้นว่า  เหตุการณ์ในวลี  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในประโยค  -  คือ  เมืองถูกตั้งรกรากโดยผู้คน  เกิดขึ้นก่อนที่เมืองจะเจริญเติบโต)

                                   ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  และความหมายต่างกันเล็กน้อย  ทั้งในแบบ  “Active voice”  และ  “Passive voice”  เช่น

  • Having eaten my breakfast, I went to school.

(กินอาหารเช้าเสร็จแล้ว  ผมไปโรงเรียน)  (ความหมายดี  เป็นไปได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Eating my breakfast, I went to school.

(กินข้าว  ผมไปโรงเรียน)  (ความหมายไม่ดี เพราะกินข้าว  และไปโรงเรียนเกิดขึ้นพร้อมกัน  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  ดังนั้น  ประโยคนี้จึงผิดไวยากรณ์)

  • Having walked along the road, I met my old friend.

(ได้เดินไปตามถนน (สักพักหนึ่ง)  ผมพบเพื่อนเก่า)  (ประโยคนี้ใช้ได้  ความหมายดี และถูกหลักไวยากรณ์)

  • Walking along the road, I met my old friend.

(เดินไปตามถนน  ผมพบเพื่อนเก่า)  (ประโยคนี้ถูกหลักไวยากรณ์  คือ  “เดิน”  และ  “พบเพื่อน”  เกิดขึ้นพร้อมกัน  จึงเป็นไปได้)

                                    สำหรับประโยคทั้ง  ๔  ข้างบนอยู่ในรูป  “Active voice”  เพราะประธานของประโยค  (อยู่หลังคอมม่า)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขีดเส้นใต้  โดยประโยคที่  ๑  และ  ๓  วลีที่ขีดเส้นใต้  เรียกว่า  “Perfect participle phrase” (ในแบบ  “Active voice”)  ส่วนวลีที่ขีดเส้นใต้ในประโยคที่  ๒  และ  ๔  เรียกว่า  “Present participle phrase”  สำหรับประโยคข้างล่างต่อไปนี้  อยู่ในรูป  “Passive voice”  เหมือนกับประโยคใน ข้อ  ๑

  • Having been bitten by the snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงูแล้ว  สุนัขตาย)  (งูกัดเกิดก่อน  สุนัขตายเกิดทีหลัง)  (เป็นไปได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Bitten by the snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (ทั้ง  ๒  เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Having been seen by the tiger, the hunter ran away.

(ถูกเห็นโดยเสือแล้ว  นายพรานวิ่งหนีไป)  (ถูกเห็นโดยเสือเกิดขึ้นก่อน  นายพรานวิ่งหนีเกิดขึ้นทีหลัง)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Seen by the tiger, the hunter ran away.

(ถูกเห็นโดยเสือ  นายพรานวิ่งหนีไป)  (ทั้ง  ๒  เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Having been arrested by the police, she claimed innocence.

(ถูกตำรวจจับก่อนแล้ว  เธออ้างความบริสุทธิ์)  (ถูกตำรวจจับเกิดขึ้นก่อน  อ้างความบริสุทธิ์เกิดทีหลัง) (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Arrested by the police, she claimed innocence.

(ถูกตำรวจจับ  เธออ้างความบริสุทธิ์)  (ทั้ง  ๒  เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

                                      ประโยคที่  ๑  และ  ๓  เรียกว่า  “Perfect participle phrase”  (ในแบบ  “Passive voice”)  ส่วนประโยคที่  ๒  และ  ๔  เรียกว่า  “Participle phrase”  (ในแบบ  “Passive voice”)

 

2. What are we going to do?  I don’t feel __________________________________ tonight.

(เราจะทำอะไรกันนี่  ผมไม่รู้สึก __________________________________________ คืนนี้)

(a) like read

(b) like to read

(c) like reading    (อยากอ่านหนังสือ)

(d) like I’m going to read

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Feel like”  (อยาก, ชอบ)   ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกริยาพวกนี้ในประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • They practiced ___________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด ___________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)

                                    ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand ________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ ______________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Can’t stand + Verb + ing” =   “ทนไม่ได้ที่จะ...................”  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _______________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง __________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)”  ดูกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind __________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ _____________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                     ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ____________________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                                    ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _______________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                     ตัวอย่างที่ 

  • He keeps ____________________________________ the most outrageous things.

(เขา _____________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้น (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say 

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ______ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I can’t help ______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                            สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ___________________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                       นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

3. _______________ to think of Edgar Allan Poe’s poetry as being more music than meaning.

(_______________________ ที่จะคิดถึงบทกวีของเอดการ์ อัลลัน โป  ว่ามีความเป็นดนตรีมากกว่าความหมาย)  (คือ  บทกวีของเขาแสดงถึงความหมายไม่น้อยไปกว่าเรื่องดนตรี)

(a) Mistakenly

(b) It is a mistake    (มันเป็นสิ่งผิด)

(c) A mistake is

(d) A mistake is would be

 

4. The primary reason why the Constitution requires a census every ten years ___________ a basis for the apportionment of representatives among the states.

(เหตุผลประการสำคัญ (ที่ว่า) ทำไมรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องสำรวจสำมโนประชากรทุกๆ สิบปี ___________________ พื้นฐานสำหรับการแบ่งสรร (จำนวน) ผู้แทนราษฎรในบรรดารัฐต่างๆ)  (ของสหรัฐฯ)

(a) it is providing

(b) is to provide    (คือการให้)

(c) and it provides

(d) while providing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Is)  และ  “Complement”  ของ  “Verb to be  -  Is”  (To provide)  ของประโยคใหญ่   (The primary reason is to provide a basis for the apportionment of representatives among the states.)  โดยประธานของประโยคใหญ่  คือ  “The primary reason”  สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “Is providing”  (คือการให้)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  และ  “Gerund”  (Verb + ing)  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  จากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ 

  • The duties of the secretary are to receive visitors, _______________________.

(หน้าที่ของเลขานุการคือ  รับแขก, ________________________________________)

(a) opening the mail, and she types letters

(b) to open the mail and typing letters

(c) to open the mail and to type letters    (เปิดไปรษณียภัณฑ์  และพิมพ์จดหมาย)

(d) to open the mail, and they type letters

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้โครงสร้างให้สมดุล  (Balance)  กัน  คือ  “To receive visitors”  และ  “To open the mail”  และ  “And to type letters”  สำหรับข้อนี้  อาจใช้โครงสร้าง  “Gerund”  (Verb + ing)  คือ  “………..secretary are receiving visitors, opening the mail and typing letters”  ก็ได้

                                      ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund”  (Verb + ing)   และ  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Is, Are, Was, Were)  จากประโยคข้างล่าง

  • His part-time job is teaching (to teach) in a college.

(งานพาร์ตไทม์ของเขาคือการสอนในมหาวิทยาลัย)

  • Her hobby is collecting (to collect) precious stones.

(งานอดิเรกของเธอคือการสะสมหินมีค่า)

  • What they like to do is swimming (to swim) in a river.

(สิ่งที่พวกเขาชอบทำคือการว่ายน้ำในแม่น้ำ)

  • The only thing that interested me was riding (to ride) on a horseback.

(เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมสนใจคือการขี่บนหลังม้า)

 

5. There was one sentence that puzzled me deeply.

(มีอยู่ประโยคหนึ่งที่    ทำให้ (ผม) งงงวย-ฉงนสนเท่ห์    อย่างมาก)

(a) offended    (ทำให้ขุ่นเคือง-ไม่พอใจ, กระทำผิด, ละเมิด, รุก, รุกราน)

(b) exasperated    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

(c) confused    (ทำให้งง-สับสน, ทำให้ยุ่ง, ทำให้ไม่ชัด)

(d) delighted    (ทำให้ยินดี-พอใจ-ปลาบปลื้ม)

(e) bored    (ทำให้เบื่อหน่าย, ทำให้น่าเบื่อ, ความรำคาญ, คนน่าเบื่อ, คนพูดมาก, สิ่งที่น่าเบื่อ-น่ารำคาญ)

 

6. The presence of small amounts of certain minerals such as copper or iron in food can adversely affect the taste.

(การมีอยู่ของปริมาณเล็กน้อยของแร่ธาตุบางอย่าง  เช่น ทองแดงหรือเหล็ก  ในอาหาร  สามารถมีผลกระทบต่อรสชาติอาหาร    อย่างเป็นผลร้าย-เป็นปฏิปักษ์-ในทางลบ-ในทางตรงกันข้าม)  (คือ  อาหารอาจปรุงอร่อย แต่ธาตุเหล่านั้นกลับทำให้อาหารไม่อร่อย)

(a) apparently    (อย่างเห็นได้ชัดเจน)

(b) tremendously    (อย่างมากมาย, อย่างมโหฬาร)

(c) unfavorably    (อย่างไม่เอื้ออำนวย, อย่างในทางลบ, อย่างไม่ราบรื่น,  อย่างไม่เหมาะสม, อย่างเสียเปรียบ)

(d) rapidly    (อย่างรวดเร็ว)

(e) generously    (อย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, อย่างใจกว้าง)

 

7. The colors of the sky are among the most accurate weather indicators.   

(สีของท้องฟ้าเป็นเครื่องบ่งชี้ (สภาพ) อากาศที่    ถูกต้อง-แม่นยำ-เที่ยงตรง-แน่นอน    มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

(a) obsolete    (ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว)

(b) controversial    (ซึ่งถกเถียงกัน-โต้แย้งกัน, ซึ่งมีปัญหา, ซึ่งยังเถียง-ทะเลาะกันอยู่)

(c) dilapidated    (ดิ-แล้พ-พิ-เด-ทิด)  (ปรักหักพัง, ชำรุดทรุดโทรม, เน่าเปื่อย)

(d) reliable   (ไว้วางใจได้, เชื่อถือได้, น่าเชื่อถือ)

(e) intimate    (คุ้นเคย, ใกล้ชิด, สนิทสนม, ลึกซึ้ง, ที่สนิทสนมในทางเพศ, เพื่อนสนิท)

 

8. It is poison.  You ___________________________________________________ drink it.

(มันเป็นยาพิษ  คุณ _______________________________________________ ดื่มมัน)

(a) may not    (อาจจะไม่)

(b) need not    (ไม่จำเป็นต้อง)

(c) must not    (จะต้องไม่)

(d) should not    (ไม่ควรจะ)

 

9. When I __________________ the door, my daughter __________________ my drawer.

(เมื่อผม _________________ ประตู  ลูกสาวของผม ________________ ลิ้นชักของผม)

(a) open ___________ was searching

(b) was opening ___________ searched

(c) opened ___________ is searching

(d) opened ___________ was searching    (เปิด ..................... กำลังค้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องให้กริยาในประโยคย่อย  (Opened)  และประโยคใหญ่   (Was searching)  เป็นอดีตด้วยกันทั้งคู่  และต้องใช้รูป  “Past continuous tense”  (Was searching)  กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและกำลังดำเนินอยู่  (กำลังค้นลิ้นชัก)  ส่วนกริยาที่เกิดแทรกขึ้นมาทีหลัง  (เปิดประตู)  ให้ใช้รูป  “Past simple tense”  (Opened)   เช่น

  • When I arrived home, my mother was cooking.

(เมื่อผมมาถึงบ้าน  แม่ของผมกำลังปรุงอาหาร)

  • When it rained, we were watching TV.

(เมื่อฝนตก  เรากำลังดูทีวี)

  • They were reading in the library when we saw them.

(พวกเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด  เมื่อเราพบพวกเขา)

 

10. The situation has become terrible.  The water _________ since the company _________ the industrial waste.  

(สถานการณ์เลวร้าย  น้ำ ______________ ตั้งแต่บริษัท _______________ ของเสียจากอุตสาหกรรม)  (น้ำเกิดปนเปื้อน  ตั้งแต่บริษัทปล่อยของเสียจากอุตสาหกรรมลงไป)

(a) has been polluted __________ discharged    (ได้เกิดมลภาวะ ................ ......... ปล่อย)

(b) was polluted __________ discharges

(c) was polluted __________ discharged

(d) has been polluted ___________ has been discharged

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3   เมื่อเป็น  Active voice   และใช้  Subject + Has (Have) + Been + Verb 3  (Has been polluted)    เมื่อเป็น   Passive voice}  ในประโยคใหญ่   และรูป  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2  -  Discharged)  ในประโยคย่อย  เพื่อจะบอกว่า  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่เกิดในอดีต  (ตั้งแต่บริษัทปล่อยของเสีย)  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด  ดูคำ อธิบายกรณีนี้เพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       เราใช้  “Present perfect tense”  กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา,  Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

  • I haven’t seen my old friends at the college for ages.

(ผมไม่ได้พบเพื่อนเก่าที่มหาวิทยาลัยมานานแสนนานแล้ว)

  • She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • They have played football since they studied in college.

(พวกเขาเล่นฟุตบอล ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

 

11. Those were the research assistants ______________ to do the research work in the Lab.

(พวกเขาเหล่านั้นเป็นผู้ช่วยวิจัย ___________________ การทำงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ)

(a) to whom it was their responsibility

(b) whose responsibility was    (ผู้ซึ่งความรับผิดชอบของเขาคือ)

(c) whose responsibility its was

(d) of whom with the responsibility

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจาก  “Whose responsibility was to do the research work in the Lab”  เป็นอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”   ขยาย  “Research assistants”  โดยมี  “Whose responsibility”  เป็นประธานของอนุประโยค  มี  “Was”  เป็นกริยา  และ  “To do the research work”  เป็น  “Complement”  ของ  “Was

 

12. The whispering in the audience ceased (ซีส-ดึ) when the curtain went up.

(เสียงกระซิบกระซาบในหมู่ผู้ชม    หยุด-ยุติ-สิ้นสุด-เลิก-เว้น-ตาย-การหยุด    เมื่อม่าน (เวที) ยกขึ้น)

(a) reiterated    (รี-อิ๊ท-เทอะ-เร้ท-ทิด)  (กล่าวซ้ำ, ทำซ้ำ)

(b) elaborated    (อิ-แล้บ-เบอะ-เรท-ทิด)  (สาธยาย, บรรยายอย่างละเอียด, วางแผนอย่างละเอียด, ทำอย่างประณีต, เพิ่มรายละเอียด, ต่อเติมให้ละเอียด)

(c) bickered    (ทะเลาะ, วิวาท, โต้เถียง, สั่น, ระยิบระยับ)

(d) stopped    (หยุด, ยุติ, เลิก, ขัดขวาง, ยับยั้ง, ทำให้หยุด, ห้าม)

(e) eliminated    (ทำลาย,กำจัด, ขจัด, คัดออก, ขับไล่, ขับออก, ลบทิ้ง)

 

13. The severity of the disease can be imagined from the fact that thirty percent of the town population died.

(ความรุนแรง-ความเข้มงวดกวดขัน-ความเคร่ง-การเอาจริงเอาจัง    ของโรค  สามารถจินตนาการได้จากข้อเท็จจริงที่ว่า  ๓๐  เปอร์เซ็นต์ของประชากรของเมืองตาย)  (ด้วยโรคนี้)

(a) harshness; violence    (ความรุนแรง; ความดุเดือดหรือการทำลาย)

(b) altercation    (การทะเลาะวิวาท)

(c) compliance    (การยินยอม, การทำตาม, การยอมให้, การอ่อนข้อให้, การร่วม มือ, การเชื่อฟัง)

(d) explanation    (การอธิบาย, คำอธิบาย)

(e) proliferation    (การแพร่หลาย, การเผยแพร่, การเพิ่มทวี. การขยาย, การงอก, การแพร่พันธุ์)

 

14. Further explanations will be presented in subsequent lectures.

(การอธิบายเพิ่มมากขึ้นจะถูกนำเสนอในการบรรยาย    ต่อมา-ซึ่งตามมา)

(a) colossal    (ใหญ่โตมาก, มหึมา)

(b) covetous    (คัฟ-วิ-ทัส)  (โลภ, อยากได้มาก, ปรารถนามาก, กระหายที่จะครอบครอง)

(c) melodious    (เม-โล้-เดียส)  (ไพเราะ, เป็นเสียงหวาน, สละสลวย, เป็นเสียงดนตรี)

(d) spacious    (สเพ้-เชิส)  (มีเนื้อที่มาก, กว้างขวาง, กว้างใหญ่ไพศาล)

(e) following; later   (ต่อมา, ซึ่งตามมา)

 

15. A: Will you travel by plane or by bus to Bangkok?

(คุณจะเดินทางไปกรุงเทพฯ โดยเครื่องบิน หรือรถโดยสาร)

     B: ______________________________________________________, I will go by train.

(_________________________________________________ ผมจะไปโดยทางรถไฟ)

(a) None    (ไม่มีใคร)

(b) Either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(c) Neither    (ไม่ทั้งสองอย่าง)

(d) No    (เปล่า, ไม่)

 

16. What ______________________________________________ do you want from me?

(อะไร ______________________________________________ ที่คุณต้องการจากผม)

(a) thing

(b) things

(c) else    (อื่นอีก)

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (c)  จริงๆ แล้ว  ข้อ  (a)  และ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ความหมายเหมือนกัน  ทำให้ไม่สามารถเลือก  ๒  ข้อนี้ได้  เลยเหลือ ข้อ (c) เพียงข้อเดียว

 

17. There are two pumps here, but ____________________________ of them works properly.

(มีเครื่องสูบน้ำ  ๒  เครื่องที่นี่  แต่ ___________________________ ทำงานได้อย่างดี-เต็มที่)

(a) none     (ไม่มีเครื่องใด)

(b) neither     (ไม่มีเครื่องใด  -  ในทั้ง  ๒  เครื่อง)

(c) both     (ทั้ง  ๒  เครื่อง)

(d) each     (แต่ละเครื่อง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   คำว่า  “แต่”  แสดงความขัดแย้ง  ทำให้รู้ว่าต้องมีอย่างน้อย  ๑  เครื่องที่ไม่ทำงาน (เสีย)  สำหรับ  “Neither (ไม่ทั้ง  ๒........) + Of + Noun (plural) + Verb (singular)  เช่น  Is, Was, Works, Plays”  ส่วน  “None + Of + Noun (plural) + Verb (plural)  เช่น  Are, Were, Eat, Swim”  ในประโยคข้างบน  มีกริยา คือ  “Works”  ทำให้ต้องเลือก  “Neither

 

18. It is very kind of __________________________________________________ to come.

(มันเป็นความกรุณาของ ___________________________ ที่มา)  (ร่วมงาน, พบผม ฯลฯ)

(a) you    (คุณ)

(b) your

(c) yours

(d) your’s

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • If you need an extra bed for your guest, you can use one ____________________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง ______________)

(a) of us

(b) of our

(c) of ours    (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Of”   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ ตัวอย่างข้างล่าง

  • He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

  • That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

  • It is an unavoidable duty of ours.         

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

  • It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                                     อนึ่ง  ในประโยคในตัวอย่างที่    สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   หมายถึง  “เตียง    ตัว  จากหลายๆ ตัว”  

                                     นอกจากนั้น  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + Is (Was) +  Adjective + Of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

  • It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

  • It is very kind of you (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างดี (กรุณา) เสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างดี (กรุณา) เหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

                                       และเมื่อ   “Of”  มิได้หมายถึง  “ของ”  สรรพนามหลัง   “Of” จะอยู่ในรูป  “กรรม”  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)  เช่นเดียวกัน

  • She is afraid of him.

(เธอกลัวเขา)

  • He is fond of her.

(เขารักเธอ)

  • We never think of them.

(เราไม่เคยคิดถึงพวกเขาเลย)

 

19. I __________________________________________________ him the truth, but I did.

(ผม __________________________________________ ความจริงแก่เขา  แต่ผมก็บอก)

(a) needn’t tell

(b) needn’t to tell

(c) needn’t have told     (ไม่จำเป็นต้องได้บอก)  (คือบอกไปแล้ว)

(d) needn’t have to tell

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Need not + Verb 1” = “ไม่จำเป็นต้อง...........”  ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต   เช่น   “You need not clean the room.” (คุณไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดห้อง  -  ในขณะนี้ หรือในอนาคต)   แต่ถ้าหมายถึง  “ไม่จำเป็นต้อง...........ในอดีต”  (แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)   ต้องใช้โครงสร้าง   “Need not have + Verb 3”  ดังประโยคข้างบน   ดูเปรียบเทียบกับ  “Should + Have + Verb 3”    (ควรจะได้ทำ.............ในอดีต  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   หรือ   “Should + (Not) + Have + Verb 3”   (ไม่ควรได้ทำ...........ในอดีต  แต่ก็ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • You lost all your money, didn’t you?  You ____________________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3” = “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่

  • A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

  • B: “I know.  I shouldn’t ______________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ__________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ...................... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  ดังประโยคข้างล่าง  

                                   ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ___________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1”  =  “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                  ตัวอย่างที่  ๔

  • You ought ___________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ___________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                           จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ ๕

  • What terrible coffee!  She ________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ____________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make     (จะต้องชง)

(c) had had to make     (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาด การณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

20. Robert was made ____________________________________ of the Handicap Society.

(โรเบิร์ตได้รับการแต่งตั้ง (ถูกแต่งตั้ง) ให้เป็น _________________ ของสมาคมคนพิการ)

(a) a President

(b) President    (ประธาน)

(c) the President

(d) an President

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โครงสร้างแบบนี้  ไม่ต้องใช้   “Article”  (A, An, The)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 320)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. If a spark should reach the petrol, the whole place would go _______________ in flames.

(ถ้าประกายไฟไปถึงน้ำมันเชื้อเพลิง  สถานที่ทั้งหมดจะ ____________________ ลุกเป็นไฟ)

(a) up

(b) on

(c) over

(d) off    (“Go off”  =  ระเบิด, ทำให้เกิดเสียงดังในทันใด, หยุดทำงาน, เกิดขึ้นหรือดำเนินไป, ออกไปจากสถานที่หนึ่ง เพื่อทำอะไรบางอย่าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูความหมายต่างๆของ  “Go off”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ๑. ระเบิด

  • I could hear the bombs going off on the other side of the city.

(ผมสามารถได้ยินระเบิดๆ ขึ้นอีกด้านหนึ่งของเมือง)

                                     ๒. ทำให้เกิดเสียงดังในทันใด

  • The alarm went off but he tried to ignore it.

(สัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในทันใด  แต่เขาพยายามไม่สนใจมัน)

                                     ๓. หยุดทำงาน

  • The light only goes off at night.

(ไฟหยุดทำงาน (ไฟดับ) เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น)

                                     ๔. เกิดขึ้นหรือดำเนินไป

  • The meeting went off well.

(การประชุมดำเนินไปด้วยดี)

                                     ๕. ออกไปจากสถานที่หนึ่ง เพื่อทำอะไรบางอย่าง

  • He had gone off to work.

(เขาออกไปทำงาน)

  • She went off to look at the flowers.

(เธอออกไปดูดอกไม้)

 

2. You may _______________ the lights, but don’t forget to ______________ when you leave.

(คุณอาจจะ _________________ ไฟก็ได้  แต่อย่าลืม __________________ เมื่อคุณออกไป)

(a) turn in ____________ turn them off

(b) open up ___________ turn them down

(c) turn on ___________ turn them off    (เปิด ...................... ปิดมัน)

(d) open out ___________ turn them over

 

3. When I first entered school, I was afraid I wouldn’t be able to _____ the other students at first.

(เมื่อผมเข้าโรงเรียนครั้งแรก  ผมเกรงว่าผมจะไม่สามารถ ________ นักเรียนคนอื่นๆ ในตอนแรก)

(a) come across    (พบโดยบังเอิญ)

(b) take after    (เหมือน, คล้าย)

(c) catch up with    (เรียนทัน, ตามทัน, แข่งขันกับ)

(d) make up for    (ชดเชย, ทดแทน)

 

4. The audience remained quiet as the music died _________________________________.

(ผู้ชม-ผู้ฟังยังคงเงียบ (อยู่เฉยๆ) ในขณะที่ดนตรี __________ )  (คือ  ค่อยๆเบาลง และเงียบไป)

(a) off    (“Die off”  =  ตายไปทีละหนึ่ง)

(b) out    (“Die out”  =  ค่อยๆสูญพันธุ์, ค่อยๆ สาบสูญไป)

(c) away    (“Die away”  =  (ลม, เสียง) ค่อยๆลดลงและหมดไป, ค่อยๆจางหายไป)

(d) of    (“Die of”  =  ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับตัวเลือกอื่นๆใช้ดังนี้  คือ

  • The shouting gradually died away and everyone waited in silence for him to speak.

(เสียงตะโกนค่อยๆเงียบลงอย่างช้าๆ  และทุกคนรอคอยในความเงียบเพื่อให้เขาพูด)

  • My tropical fish are dying off from some mysterious diseases.

(ปลาจากเขตร้อนของผมตายไปทีละตัว  จากโรคลึกลับบางอย่าง)

  • We are afraid that unless we can prevent people from hunting these rare animals, they will die out within a few years.

(เราเกรงว่าถ้าเราไม่สามารถขัดขวางคนจากการล่าสัตว์หายากเหล่านี้  พวกมันจะสูญพันธุ์ภายในอีก  ๒-๓  ปี)ื

  • Very few people die of measles now.

(น้อยคนมากตายด้วยโรคหัด (อีสุกอีใส) ในปัจจุบัน)

 

5. A motto is a short phrase or sentence that states a guiding principle.   

(คติพจน์ (คำพังเพย, ภาษิตคำขวัญ)  เป็นวลีหรือประโยคสั้นๆที่    กล่าวถึง-กล่าว-แถลง-แจ้ง    หลักการซึ่งชี้นำ-นำทาง)  (การดำเนินชีวิตของบุคคล)

(a) recalls    (ระลึก, รำลึก, หวนคิด, เรียกกลับ, นำกลับ, เพิกถอน, การระลึก-รำลึก-เรียกกลับ-นำกลับ-เพิกถอน)

(b) clarifies    (แคล้-ริ-ไฟ)  (ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น, ทำให้ชัดเจน, ทำให้กระจ่าง, ทำให้บริสุทธิ์-ใสสะอาด)

(c) contradicts    (โต้แย้ง, กล่าวแย้ง, เถียง, ปฏิเสธ)

(d) expresses    (แสดงความคิด-ความรู้สึกเป็นคำพูด, แสดงความคิดเห็น, ส่งด่วน, ด่วน, เร็วเป็นพิเศษ, พิเศษ, ขบวนรถด่วน, การส่งด่วน)

(e) presides    (เป็นประธานในที่ประชุม)

 

6. The telegraph was the fastest means of long-distance communication during much of the nineteenth century.

(โทรเลขเป็น    วิธีการ-เครื่องมือ-ทรัพย์สินจำนวนมากมาย-จำนวนมากมาย    ที่เร็วที่สุดของการสื่อสารระยะไกล  ในระหว่าง (เวลา) ส่วนใหญ่ของศตวรรษที่  ๑๙)

(a) converter    (เครื่องแปลง  -  ไฟ, ภาษา ฯลฯ)

(b) development    (การพัฒนา, พัฒนาการ)

(c) innovation    (นวัตกรรม, สิ่งใหม่, วิธีการใหม่, การนำสิ่งใหม่หรือวิธีการใหม่เข้ามา)

(d) consequence    (ผลลัพธ์)

(e) method; approach    (วิธีการ)

 

7. Gallup, New Mexico, a city that borders on a large Navajo Indian reservation, is recognized (เรค-เคิก-ไนซ) as the American Indian capital of the United States. 

(แกลลัพ  รัฐนิวเม็กซิโก  ซึ่งเป็นเมืองทีมีเขตแดนติดต่อกับเขตสงวนขนาดใหญ่สำหรับอินเดียนแดงเผ่านาวาโจ  ได้รับการ    รู้จัก-ยอมรับ-จำได้-สำนึก-แสดงว่ารู้จักหรือเห็นคุณค่า    ในฐานะเมืองหลวงของชาวอินเดียนแดงอเมริกันของสหรัฐฯ)

(a) advertised    (โฆษณา)

(b) registered    (เรส-จิส-เทอร์)  (ลงทะเบียน)

(c) stigmatized    (ตราหน้า, ทำให้มีมลทิน, ประณาม, ทำให้อัปยศอดสู, ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง, ตีตรา, ประทับตรา)

(d) known    (รู้, รู้จัก, ทราบ)

(e) harmonized    (ทำให้ผสมกลมกลืนกัน, ทำให้เข้ากัน-ประสานกัน-ปรองดอง กัน, ประสานกัน, ปรองดองกัน, กลมกลืนกัน)

 

8. It is the high humidity that makes London chilly, ________________________________.

(มันเป็นความชื้นสูงที่ทำให้ลอนดอนเย็นเยือก  -  _________________________________)

(a) not below its temperature

(b) not the low temperature    (มิใช่อุณหภูมิต่ำ)

(c) not due to its below temperature

(d) not because its below temperature

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “It is due to (because of) the high humidity that makes London chilly, not the low temperature.”  ก็ได้  สำหรับ  “Below”  เป็นคำบุรพบท  (Preposition)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ไม่สามารถใช้ขยายหน้าคำนาม  เหมือนใน  ข้อ  (A, C, D)  ดูตัวอย่างการใช้  “Below”  จากประโยคข้างล่าง

  • You can see the town spread out below.

(คุณสามารถเห็นเมืองขยายออกไปเบื้องล่าง)  (เมื่อมองจากมุมสูง)

  • This time the fish attacked from below.

(คราวนี้  เจ้าปลาจู่โจมมาจากข้างล่าง)  (คือ ใต้น้ำ)

  • They dived a mile below the surface of the ocean.

(พวกเขาดำน้ำลงไป   ไมล์ ใต้ผิวหน้าของมหาสมุทร)

  • The only permanent water supply was below the ground.

(แหล่งน้ำถาวรเพียงแห่งเดียวอยู่ใต้พื้นดิน)  (คือ  น้ำบาดาล)

  • They spend their lives below ground sucking sap from roots.

(พวกมันใช้ชีวิตอยู่ใต้ดิน  ดูดเอาน้ำหล่อเลี้ยงในเนื้อเยื่อจากราก)

  • One summer noon, just below the tree line, I saw a grizzly bear.

(ตอนเที่ยงของฤดูร้อนวันหนึ่ง  -  ใต้แนวต้นไม้ลงไป  -  ผมเห็นหมีสีเทาตัวหนึ่ง)

  • The title was written in large letters, with the names of the authors below.

(ชื่อเรื่อง (ชื่อหนังสือ) ถูกเขียนด้วยอักษรตัวใหญ่  โดยมีชื่อของผู้เขียนอยู่ข้างล่าง)

  • The muscles below his knees were beginning to ache a little.

(กล้ามเนื้อใต้เข่าของเขากำลังเริ่มเจ็บปวดเล็กน้อย)

  • She heard two men talking below.

(เธอได้ยินผู้ชาย  ๒  คนกำลังคุยกันอยู่ข้างล่าง)  (ห้องชั้นล่าง)

  • There is a young man below who wants to see you immediately.

(มีชายหนุ่มคนหนึ่งอยู่ข้างล่าง (ของอาคาร) ซึ่งต้องการพบคุณในทันที)

  • The room below this is my study.

(ห้องข้างล่าง (ของบ้าน) เป็นห้องเรียนของผม)

  • Why don’t you go below in your cabin?

(ทำไมคุณไม่ลงไปข้างล่าง (ของเรือ) ที่ห้องพักของคุณล่ะ)

 

9. If you hadn’t gone with Tom to the party last night, _______________________________.

(ถ้าคุณมิได้ออกไปงานเลี้ยงกับทอมเมื่อคืนวาน _________________________________ )

(a) you would meet John already

(b) you won’t have missed John

(c) you will have met John

(d) you would have met John    (คุณคงจะได้พบกับจอห์นแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับที่สมมติ  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เพราะคุณออกไปงานเลี้ยงกับทอมเมื่อคืนวาน  คุณเลยไม่ได้พบกับจอห์น)  (ซึ่งมาหาคุณที่บ้าน)  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause”  (อนุประโยค)  จะอยู่ในรูป  “Past perfect tense” (Had + (Not) + Verb 3)  ส่วนกริยาใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะอยู่ในรูป  “Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ___________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ___________________________________________ )

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + Would + Have + Been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • ____________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(________________________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  (โดยผันมาจาก  “If we had heard”)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                                        นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                     ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ___________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ______________________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ

                                     ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ________________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                   ตัวอย่างที่  

  • Tom ___________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                       ตัวอย่างที่  

  • Nancy ________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                      ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่(Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)เลย    โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                      สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                      จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                      นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำ หน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                   สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วยจึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

10. If you badly need him to support you, _________๘ him you are a good friend of his son’s.

(ถ้าคุณต้องการให้เขาสนับสนุนคุณจริงๆละก็ _____ เขาว่าคุณเป็นเพื่อนที่ดีของลูกชายของเขา)

(a) need not forget to tell

(b) why you forget to tell

(c) don’t forget to tell    (อย่าลืมบอก)

(d) don’t forget telling    (อย่าลืมการบอก)  (คือ บอกไปแล้ว  แต่ลืมว่าเคยบอก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I sent him two cards because I forgot ____________________________ one already.

(ผมส่งการ์ด (แต่งงาน ฯ) ให้เขา  ๒  ใบ  เพราะว่าผมลืม _________________ ไปแล้ว  ๑  ใบ)  (คือ  ส่งซ้ำไปอีกใบ  รวมเป็นสองใบ)

(a) to send    (ที่จะส่ง)  (คือ  มิได้ส่งเพราะลืม)

(b) to have sent    (รูปนี้ไม่มีใช้กับ กริยา “Forget”)

(c) having sent    (การได้ส่ง  -  ไปแล้ว)

(d) being sent    (การถูกส่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “ลืมการได้เคยส่งการ์ดไปให้แล้ว  ๑  ใบ  จึงส่งไปให้ซ้ำอีกใบหนึ่ง”  โดยเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Perfect participle”  คือ  ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”  (สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Forget sending” ก็ได้)  ทั้งนี้  “Forget to send”  (ลืมที่จะส่ง  คือ มิได้ส่ง)  ส่วน  “Forget sending”  (ลืมการส่ง  -  คือส่งไปแล้ว  แต่ลืมไปว่าเคยได้ส่ง)  หรือ  “Forget having sent”  (ลืมการได้ส่งไปแล้ว)  (ความหมายเหมือนกับ “Forget sending”  แต่ต้องการเน้นว่า  “ลืมการได้เคยทำสิ่งนั้นไปแล้ว”)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทที่ตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง  (อย่างไรก็ตาม  โครงสร้าง  “Perfect participle” สามารถใช้ได้เฉพาะกับกริยา “Forget”  และ “Remember” เท่านั้น  มิสามารถใช้กับกริยา  “Stop”  และ  “Try”  ได้)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I clearly remember _______________ the clock last night, so I have no idea why the alarm failed __________________ off.

(ผมจำได้ชัดเจน _______________ นาฬิกาปลุกเมื่อคืนที่แล้ว  ดังนั้น  ผมไม่รู้เลยว่าทำไมสัญญาณปลุกจึงล้มเหลวที่จะ (ไม่สามารถ) ________________ )  (ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว  แต่สัญญาณไม่ดัง  -  ไม่ปลุก)

(a) to set ___________ to go

(b) having set ___________ going

(c) setting ___________ to go    (การตั้ง ......................... ดังขึ้น)

(d) setting ___________ going

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Remember + Verb + ing”  =  “จำได้ถึงการทำสิ่งนั้น”  (Remember + To + Verb 1  =  จำได้ หรือ ไม่ลืมที่จะทำสิ่งนั้น)   สำหรับ  “Fail”  =   “ล้มเหลว, ไม่สามารถ”  + “To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Remember, Forget, Stop, Try”  จากประโยคข้างล่าง 

                                       ตัวอย่างที่ 

  • We never forget _______________________________ our English books to school.

(เราไม่เคยลืม ___________________________ หนังสือภาษาอังกฤษของเรามาที่โรงเรียน)

(a) bring

(b) bringing    (การนำ)

(c) to bring    (ที่จะนำ)

(d) to be brought

ตอบ   -   ข้อ    (c)  

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers ______ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ _________ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน  (ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก)  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried ____________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง ___________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม.................”  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  “Verb + ing” และ   “To + Verb 1”  แล้วความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Thai people always _______________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _____________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                                      ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, _________________________________________ at once.

(เห็นครู ____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Try _______________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _______________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒ ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget _______________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                                          ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Have you ever tried _____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ___________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1” (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Please don’t forget ____________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                                       ตัวอย่างที่  ๑๒

  • As soon as it stops _____________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด _____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”ส่วน   “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                        ตัวอย่างที่  ๑๓

  • While we were walking in the park, she often stopped ____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ___________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                       ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I remember that restaurant; we stopped there ______________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น_________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                     ตัวอย่างที่  ๑๕

  • How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ) (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying (= having bought) him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting (= having met) me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

11. We turn to books in moments of _____________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ___________________________________ )

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

 

12. It is not possible to compel a person to love his fellow man

(มันเป็นไปไม่ได้ที่จะ    บังคับ-ผลักดัน-เกณฑ์-ต้อน    บุคคลคนหนึ่งให้รักเพื่อนผู้ชายของเขา)  (คือ  บังคับให้รักอีกคนหนึ่งโดยไม่เต็มใจ)  (หมายถึง  ความรักเป็นเรื่องบังคับกันไม่ ได้  แต่เกิดจากใจ)

(a) force    (บังคับ, ผลักดัน, รุน, ดัน, ยัดเยียด, เร่ง, ใช้กำลัง, กำลัง, แรง, พลัง, อำนาจ, อิทธิพล, อำนาจจิต, พลังจิต, กองทัพ)

(b) torture    (ทรมาน, ทำให้เจ็บกายหรือใจ, บิดหรืองอ, การทรมาน, การทำให้เกิดความเจ็บปวด, ความเจ็บปวด, ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส)

(c) slaughter    (สล้อ-เท่อะ)  (ฆ่าสัตว์, ฆ่าเป็นอาหาร, ฆ่าอย่างทารุณ, สังหารหมู่, การฆ่า, การฆ่าสัตว์, การฆ่าเป็นอาหาร, การสังหารหมู่อย่างไม่ละเว้น)

(d) emblazon    (เอม-เบล๊-ซั่น)  (ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม, ประดับด้วยสีหลายสี, ประดับด้วยตราหรือเครื่องหมาย, ฉลอง, สรรเสริญ, เยินยอ)

(e) ridicule    (ริ้ด-ดิ-คิวล)  (หัวเราะเยาะ, เยาะเย้ย, ยั่วเย้า, หยอกล้อ, การหัวเราะเยาะ-เยาะเย้ย-ยั่วเย้า-หยอกล้อ)

 

13. Medics venture their lives to save wounded soldiers.  

(แพทย์  (หรือเจ้าหน้าที่การแพทย์)    เสี่ยง-เสี่ยงภัย-ผจญภัย-ลองดู-กล้าได้กล้าเสีย    ชีวิตของพวกตน  เพื่อช่วยชีวิตของทหารที่ได้รับบาดเจ็บ)

(a) exacerbate    (อิก-แซส-เซอร์-เบท)  (ทำให้หนักขึ้น, ทำให้ทรุดหนัก, ทำให้รุนแรงขึ้น, ทำให้ช้ำ, ทำให้โกรธเคือง)

(b) fabricate    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ปั้นเรื่อง, ปลอม, ปลอมแปลง, ทอ)

(c) hibernate    (ไฮ้-เบอะ-เนท)  (จำศีลในฤดูหนาว, เก็บตัวอยู่ในรังในฤดูหนาว, หลับในฤดูหนาว, หลบหนาว, อยู่อย่างสันโดษ)

(d) risk; dare    (เสี่ยง-เสี่ยงภัย-เสี่ยงทำ-ลอง;  กล้า-กล้าทำ-กล้าเผชิญหน้า-ท้าทาย)

(e) catapult    (แค้ท-ทะ-พัลท)  (ขว้างก้อนหิน, ยิงกระสุน, ยิงขีปนาวุธ, กระเด็น, หนังสติ๊ก, เครื่องยิงกระสุน, เครื่องยิงอาวุธสมัยโบราณ, เครื่องปล่อยเรือบินจากดาดฟ้าเรือ)

 

14. He reads and reads and reads to quench (เคว้นช) his thirst for knowledge.

(เขาอ่านและอ่านและอ่านหนังสือ  เพื่อ    ระงับ-ดับ-ทำให้หมด-ปราบ-เอาชนะ    ความกระหายในความรู้ของเขา)

(a) utilize    (ใช้ประโยชน์, ทำให้เป็นประโยชน์)

(b) extinguish    (อิคส-ทิ้ง-กวิช)  (ดับ, ทำให้สิ้น, ยุติ, ยกเลิก, ชำระหนี้)

(c) construe    (อธิบาย, ชี้แจง, ตีความ, แปล, วิเคราะห์, ผูกประโยค, วิเคราะห์รูปประโยค)

(d) conceal    (คัน-ซี่ล)  (ซ่อน, ปิดบัง, ปกปิด, บัง)

(e) incarcerate    (อิน-ค้าร์-เซอะ-เรท)  (จำคุก,กักขัง, คุมขัง)

 

15. The girl you _____________________________ yesterday is waiting for you downstairs. 

(เด็กผู้หญิง (ผู้ซึ่ง) คุณ _________________ เมื่อวานนี้  กำลังรอคอย (พบ) คุณอยู่ข้างล่าง)

(a) told me

(b) tell about

(c) told me about her

(d) told me about    (บอกผมเกี่ยวกับ  -  เธอ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   หลัง  “About”  ไม่ต้องมี  “Her” (แต่ต้องมี  “About”  เพราะมาจากประโยค  “You told me about the girl.”)  เนื่องจากในประโยคข้างบนหลัง  “The girl”  ละ  “Who”  หรือ  “Whom”  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของ  “About”  และแทน  “The girl”อยู่แล้ว   (ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Football is a game which boys like ______________________________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ ________________________________________ )

(a) to play it too much

(b) to play very much    (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลังกริยา  “Like”   อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund)  คือ “Like playing very much” หรือ  “To play”  (Infinitive with to) คือ  “Like to play very much”   ก็ได้   แต่หลัง  “Play”   ไม่ต้องมี  “It”  (ซึ่งแทน  A game)  เนื่องจากมี   “Which”  ซึ่งก็แทน  “A game”  อยู่แล้ว

 

16. A: Thanks!  I’ll never forget your kindness. 

(A: ขอบคุณ!  ผมจะไม่ลืมความกรุณาของคุณเลย)

     B: ___________________________________________________.  Think nothing of it.

(B: _____________________________.  อย่าไปคิดอะไรเลย  -  หรือ อย่าคิดมากน่ะ)

(a) You’re too kind    (คุณกรุณามากจังเลย)

(b) If I were you, I would    (ถ้าผมเป็นคุณ  ผมก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน)

(c) Don’t mention it    (ไม่เป็นไรหรอก  หรือ  ไม่ต้องพูดถึงมันก็ได้)

(d) You should say so    (คุณควรจะพูดเช่นนั้นแหละ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ข้อความในประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

 

17. A: Would you like to go swimming with me on Sunday?

(A: คุณอยากจะไปว่ายน้ำกับผมในวันอาทิตย์ไหม)

      B: _______________________________________.  I have to finish my term paper.

(B: _____________________________.  ผมจำเป็นต้องทำรายงานประจำเทอมให้เสร็จ)

(a) Sure, I would    (แน่นอน  ผมอยากไป)

(b) Oh, that’s terrific    (โอ้  นั่นเจ๋งมากเลย  หรือยอดมากเลย)

(c) I’m afraid I can’t    (ผมเกรงว่า  ผมจะไม่สามารถไปได้)

(d) Let me think about it    (ขอให้ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนนะ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ใจความประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

 

18. My brother went out.  He must ________________________________ his homework.

(พี่ชายของผมออกไปข้างนอก  เขาจะต้อง ____________________ การบ้านของเขา)

(a) finish

(b) have been finished

(c) finished

(d) have finished    (ได้ทำ  -  การบ้าน  -  เสร็จแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Must + Have + Verb 3”  =   “จะต้องได้กระทำกริยานั้นๆลงไปแล้ว”  โดยผู้พูดมีความมั่นใจว่า  เหตุการณ์จะต้องเป็นไปตามที่ได้กล่าวออกมา  โดยมีหลักฐานสนับสนุน  เช่น  ในประโยคข้างบน  ผู้พูดมีเหตุผลว่า  “เขาออกไปข้างนอก”  ดังนั้น  เขาน่าจะได้ทำการบ้านเสร็จแล้ว  เป็นการคาดคะเนแบบมั่นใจ

 

19. The noise was _________________________________________ it woke everyone up.

(เสียง _____________________________________________ มันปลุกให้ทุกคนตื่น)

(a) very loud that

(b) very loud until

(c) so loud that    (ดังมากจนกระทั่ง)

(d) so loud until

ตอบ   -   ข้อ   (c)   มาจากโครงสร้าง  {Subject + Is (Was) + So + Adjective + That + Subject + Verb}

 

20. I ________________________________ to the cinema with my parents the other day.

(ผม _____________________________________ ดูหนังกับพ่อแม่ของผมเมื่อวันก่อน)

(a) shall go

(b) went    (ไป)

(c) often go

(d) have gone

ตอบ    -    ข้อ   (b)  “The other day”  =  “เมื่อวันก่อน”  เป็นเหตุการณ์ในอดีต

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 319)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Because I had missed quite a few classes due to my illness, I _____________ very hard for my exams in order to make up for what I had missed.

(เพราะว่าผมขาดเรียนไปหลายครั้งเนื่องจากป่วย  ผม _______________ อย่างหนักสำหรับการเตรียมสอบ  เพื่อชดเชยในสิ่ง (วิชา) ที่ผมขาดเรียนไป)

(a) used to study    (เคยเรียน)

(b) will have studied    (จะได้เรียนไปแล้ว)

(c) had to study    (จำเป็นต้องเรียน)

(d) would rather study    (อยากจะเรียน)

 

2. Mathematics ______________________________________________ me very much.

(วิชาคณิตศาสตร์ ___________________ (แก่) ผมมากนัก)  (มิได้ทำให้ผมสนใจมากนัก)

(a) do not interest

(b) are not interesting

(c) is not interested    (ไม่รู้สึกสนใจ)

(d) does not interest    (มิได้ทำให้สนใจ)

(e) are not interested

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Mathematics”  ถือเป็นคำนามเอกพจน์  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา  “Does, Is, Was”  ดูเพิ่มเติมคำนามประเภทวิชาซึ่งถือเป็นเอกพจน์  จากประ  โยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________________ a childhood disease.

( _______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Measles”  (โรคหัด)   ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้ คือ  “Is”)   ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “S” และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็คทรอนิคส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเล็คทรอนิคส์ความเร็วสูง)

ตอบ   -   ข้อ  ๒  แก้เป็น   “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Physics _________________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ ________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น“economics  (เศรษฐศาสตร์), phonetics  (วิชาการออกเสียง), statics  (สถิตศาสตร์), dynamics  (พลศาสตร์), statistics  (วิชาสถิติ), psychics  (จิตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics  (คณิตศาสตร์), politics (การเมือง), รวมทั้ง  news  (ข่าว), mumps  (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)   เช่น 

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

3. They find this English lesson _______________________________________________.

(พวกเขาพบว่าบทเรียนภาษาอังกฤษบทนี้ ______________________________________ )

(a) bored    (ทำให้เบื่อ)  (ในอดีต)

(b) are boring    (น่าเบื่อ)

(c) are bored    (รู้สึกเบื่อ)

(d) boring    (น่าเบื่อ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Find + กรรม + Adjective

  • We found the movies interesting.

(เราพบว่าหนังน่าสนใจ)

  • She found her exam very difficult.

(เธอพบว่าการสอบยากมาก)

  • They found the accident terrifying.

(พวกเขาพบว่าอุบัติเหตุน่ากลัว)

  • He finds Japanese people more polite than other peoples.

(เขาพบว่าคนญี่ปุ่นสุภาพมากกว่าคนเชื้อชาติอื่นๆ)

 

4. He went on doing it ____________________________________________ our protests.

(เขาทำมันต่อไป ______________________________________________ เราคัดค้าน)

(a) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) because    (เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(c) in spite of    (ทั้งๆ ที่)

(d) instead of    (แทนที่จะ)

 

5. He wasn’t trying to deceive you when he said that his was the best car in the world; he was just exaggerating (อิก-แซ้จ-จะ-เร้-ทิ่ง).

(เขามิได้กำลังพยายามหลอกต้มคุณเมื่อเขาพูดว่า  รถของเขาเป็นรถที่ดีที่สุดในโลก  เขาเพียงแต่กำลัง    พูดเกินความจริง-คุยโม้-โอ้อวด)

(a) evaporating    (ระเหย, กลายเป็นไอ)

(b) victimizing    (ทำให้ตกเป็นเหยื่อ, โกง, ฉ้อโกง, ทำให้ถูกสังเวย)

(c) recovering    (ฟื้นจากไข้, กลับคืนสู่สภาพปกติ, คืนสภาพเดิม, หายเป็นปกติ, เอากลับคืน, กู้, ค้นพบใหม่, ได้ค่าสินไหมชดเชย)

(d) boasting or overstating    (คุยโม้ หรือ พูดเกินความจริง)

(e) accomplishing    (อะ-ค้อม-พลิช)  (ทำสำเร็จ, บรรลุผล)

 

6. After reading my composition, Mrs. Evans remarked that it was mediocre (มี-ดิ-โอ๊-เค่อะ หรือ มี้-ดิ-โอ-เค่อะ) and that I could do better.  

(หลังจากอ่านเรียงความของผม  มิสซิสอีแวนส์กล่าวว่า  มัน (เรียงความ)    มีคุณภาพปานกลาง-ไม่ดีไม่เลว-สามัญ    และ (กล่าว) ว่า  ผมสามารถทำได้ดีกว่านี้)

(a) prominent    (มีชื่อเสียง, สำคัญ)

(b) reprehensible    (น่าตำหนิ, น่าประณาม, น่าถูกต่อว่า, น่าจับผิด, น่าดุ)

(c) maladroit    (แมล-ละ-ดร๊อยท)  (ไม่ชำนาญ, ไม่คล่องแคล่ว, อุ้ยอ้าย)

(d) ordinary; commonplace; average; neither good nor bad    (ธรรมดาสามัญ, ไม่น่าสนใจ, เฉลี่ย, ไม่ดีหรือเลว, ปานกลาง

(e) monotonous    (มะ-น้อท-เทิน-เนิส)  (ซ้ำซาก, ซ้ำกัน, น่าเบื่อ, มีเสียงเดียว)

 

7. Jim and Tom removed the bulky (บั๊ล-คี่) package from the car.

(จิมและทอมเคลื่อนย้ายหีบห่อ-สัมภาระที่    ใหญ่และเทอะทะ    จากรถ)

(a) heavy    (หนัก)

(b) tiny    (ไท้-นี่)  (เล็กมาก, จิ๋ว)

(c) large; clumsy; taking up much space    (ใหญ่, อุ้ยอ้าย-เทอะทะ, กินเนื้อที่มาก)

(d) oppressive    (กดขี่ข่มเหง, เกี่ยวกับการกดขี่, ซึ่งทำให้ลำบากใจ-เป็นทุกข์หนัก)

(e) indelible    (ที่ลบไม่ออก, ที่ถูไม่ออก, ที่ลบไม่ได้, ที่ขัดไม่ออก)

 

 

8. _____________________________________ I offered a lot of money, he wouldn’t sell it.

( _________________________________ ผมเสนอเงินให้จำนวนมาก  เขาก็ไม่ยอมขายมัน)

(a) As if    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) Although    (ถึงแม้ว่า)

(c) Even    (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(d) How much    (มากเท่าใด)

 

9. When I listened to the story, I found it rather ___________________________________.

(เมื่อผมฟังเรื่องราวนั้นแล้ว  ผมพบว่ามันค่อนข้างจะ ______________________________)

(a) incredibly    (อย่างไม่น่าเชื่อ, อย่างเหลือเชื่อ)

(b) incredible    (ไม่น่าเชื่อ, เหลือเชื่อ)

(c) to be incredible

(d) very incredible    (ไม่น่าเชื่ออย่างมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “Subject + Find + กรรม + Adjective”  (ดูใน  ข้อ  ๓  ของข้อสอบชุดนี้)  สำหรับ  ข้อ  (d)  ต้องเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง  กล่าวคือ  “……..found it rather incredible”  (พบว่ามันค่อนข้างจะไม่น่าเชื่อ)  หรือ  “……..found it very incredible”  (พบว่ามันไม่น่าเชื่ออย่างมาก)   ไม่สามารถใช้  “Rather very incredible”  เพราะไม่ถูกหลักตรรกะ 

 

10. The teacher is late.  He might ____________________________________ an accident.

(ครูมาสาย  -  คือยังไม่โผล่หน้ามา  -  เขาอาจจะ __________________________ อุบัติเหตุ)

(a) have had    (ได้รับ, ประสบ)

(b) had had

(c) had have

(d) will have

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  เช่น  ในข้อนี้  อาจหมายถึง  ได้รับอุบัติเหตุ เมื่อ    หรือ    ชั่วโมงที่ผ่านมา  ทำให้ครูมาไม่ทันเวลานัดหมาย   ให้ดูเปรียบเทียบ   “Might + Have + Verb 3” (อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นในอดีต)  กับ  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ),  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว),  และ  “Must + Have +  Verb 3”  (คงจะได้ทำเช่นนั้นแน่ๆ เลยในอดีต),  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B: “I know.  I shouldn’t _________________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ_________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed     (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย สำหรับ   “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ

                                     ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should _________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ  (c)   “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                           ตัวอย่างที่  ๓

  • You ought ____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัว อย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                          จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3” (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  ๔

  • What terrible coffee!  She _____________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

11. A:  “What is in your picture?”

(อะไรบ้างอยู่ในรูปภาพของคุณ)

     B: “______________________________________________________________.”

(a) Two men, there woman, and a children

(b) Two sheep, three mouses, and a people

(c) Two knives, three gentlemen, and a sheep    (มีด  ๒  ด้าม, สุภาพบุรุษ  ๓  คน   และ แกะ  ๑  ตัว)

(d) Two people, three deers, and a woman

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Knives”  (มีดหลายด้าม)  มาจาก  “Knife” (มีดด้ามเดียว)“Gentlemen”  (สุภาพบุรุษหลายคน),    มาจาก  “Gentleman” (สุภาพบุรุษคนเดียว)“Children”  (เด็กหลายคน)   มาจาก  “Child”  (เด็กคนเดียว)   และ  “Mice”  (หนูหลายตัว)   มาจาก  “Mouse”  (หนูตัวเดียว)  ส่วน   “Sheep”  (แกะ)  รูปเอกพจน์  และพหูพจน์เหมือนกัน  คือ   “Sheep”

                                      สำหรับคำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปไป  เมื่อเป็นพหูพจน์  (จัดเป็นแบบพิเศษ  มิได้เติม  “S”  หรือ  es)  ได้แก่   “child”  เปลี่ยนเป็น  “children”  (เด็กๆ)  datum – data (ข้อมูล), focus – foci  (  จุดรวมแสง),  index – indices   (เครื่องชี้, ดรรชนี),  foot – feet  (เท้า), goose – geese  (ห่าน), tooth – teeth  (ฟัน),  mouse – mice  (หนู),  louse – lice  (เหา, หมัด, เห็บ, ไร, โลน),   ox – oxen  (วัว),  crisis – crises  (วิกฤติกาล),  thesis -  theses  (วิทยานิพนธ์), child – children  (เด็ก),  synthesis – syntheses  (การสังเคราะห์), parenthesis – parentheses  (วงเล็บ), hypothesis – hypotheses  (สมมติฐาน), phenomenon – phenomena  (ปรากฏการณ์), stratum – strata  (ชั้น), neurosis –neuroses  (โรคประสาท), axis – axes  (แกน), medium – media หรือ mediums  (สื่อกลาง)

 

12. If we could eliminate losses from people who defraud (ดิ-ฟร้อด) the government, tax rates could be lowered.

(ถ้าเราสามารถขจัดความสูญเสีย-เสียหายจากผู้คนผู้ซึ่ง    โกง-ฉ้อโกง-ต้มตุ๋น-หลอกลวง     รัฐบาล  อัตราภาษีก็จะสามารถลดต่ำลงได้)  (เพราะมีเงินเข้ารัฐมากขึ้น  รัฐจึงเก็บภาษีน้อยลง)

(a) flatter    (ประจบ, ยกยอปอปั้น, สอพลอ)

(b) bribe    (ไบร้บ)  (ติดสินบน, ให้สินบน)

(c) exonerate    (ทำให้พ้นจากความผิดหรือข้อกล่าวหา, ปลดเปลื้องภาระ, ปลดเปลื้องจากความรับผิดชอบหรือหน้าที่)   

(d) swindle    (โกง, ฉ้อโกง, หลอกต้ม, หลอกลวง, การโกง-ฉ้อโกง-หลอกต้ม-หลอกลวง)

(e) bolster    (หนุนค้ำ, รอง, ทำให้สูงขึ้น, ยก, สนับสนุน, ค้ำ, ค้ำจุน, เสริม, หมอนรอง, หมอนรองชั้นล่าง, เหล็กคานรถ, ลูกยางแท่นเครื่อง)

 

13. In order to evade the draft, the young man had moved to Canada last year.  

(เพื่อที่จะ    หลีกเลี่ยง-หลบ-หนี    การเกณฑ์ทหาร  ชายหนุ่มผู้นั้นได้ย้ายไปอยู่แคนาดาเมื่อปีที่แล้ว)

(a) escalate    (ขยาย, ลุกลาม, เพิ่มมากขึ้น)

(b) elude    (อิ-ลู้ด)  (หลบหลีก, เลี่ยง, หลบหนี, หลีก)

(c) shoplift    (ขโมยของในร้าน)

(d) gesticulate    (เจส-ทิค-คิว-เลท)  (ออกท่าออกทาง  -  โดยเฉพาะด้วยมือและแขนเวลาพูด)

(e) testify    (เป็นพยาน, สาบานตัว, แถลง, ยืนยัน, พิสูจน์)

 

14.  It was long believed that the bed of the Pacific Ocean was like a great sunken plain. 

(มันถูกเชื่อกันมานานแล้วว่า    พื้นล่าง-ก้น-ใต้ท้องแม่น้ำ-แปลง-ร่อง-ฐาน-แท่น-เตียง     ของมหาสมุทรแปซิฟิก  คล้ายกับที่ราบที่จมอยู่ใต้น้ำขนาดใหญ่มหึมา)

(a) furniture    (เครื่องเรือน)  

(b) luxury    (ลั้ค-ชู-รี่)  (ความหรูหรา, ความฟุ่มเฟือย, การเพลิดเพลินหาความสุขสบาย, ความโอ่อ่า, สิ่งอำนวยความสุขสบายอย่างฟุ่มเฟือย)

(c) place on which people sleep    (ที่ที่คนนอน, เตียง)

(d) fraud    (ฟร้อด)  (การโกง, การหลอกลวง, การฉ้อฉล, เล่ห์ พฤติการณ์ที่หลอกลวง, ของปลอม, ผู้หลอกลวง)

(e) bottom    {ก้น, พื้นล่าง, ส่วนที่อยู่ลึกที่สุด, พื้นน้ำ (ทะเล, มหาสมุทรร, แม่น้ำลำคลอง)}

 

15. Three pupils played ball here at 9 o’clock.  ________________ were here at 10 o’clock. 

(นักเรียน  ๓  คน  เล่นฟุตบอลที่นี่ตอน  ๙.๐๐ น.  ____________ อยู่ที่นี่ตอน  ๑๐.๐๐ น.)

(a) Others three   (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) Three others    (นักเรียนคนอื่นๆ อีก  ๓  คน)  (วางจำนวนไว้หน้า   “Others”)

(c) Another     (ใช้นำหน้านามเอกพจน์ นับได้)

(d) Anothers    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

 

16. The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and _________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไป  โดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู  และ  ___________________)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “กรรม” (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”) ของ  “By”   ให้สมดุลกันทั้ง  ๓  ตัว  คือ  “the clash (of the garden gate)”  “a tap (at the door)”  และ   “its opening”   โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี

 

17. Along with its mountains, Louisiana’s  cities are famous ______________________.

(เช่นเดียวกันกับภูเขาของมัน (รัฐฯ)  เมืองต่างๆ ของรัฐหลุยเซียน่า  มีชื่อเสียง __________ )

(a) for its beauty

(b) on their beauty

(c) for their beauty    (ในเรื่องความสวยงามของมัน)

(d) in its beauty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Famous for” =   “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน.........”  ส่วน  “ความสวยงามของมัน”   หมายถึงของเมืองต่างๆ (หลายๆ เมือง)   จึงต้องใช้   “Their

 

18. I would rather ___________________________________________ this town at once.

(ผมอยากจะ _________________________________________ เมืองนี้โดยทันทีทันใด)

(a) to leave

(b) leaving

(c) leave    (ออกจาก)

(d) left

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Would rather + Verb 1

 

19. A: Isn’t it easy?

(มันไม่ง่ายดอกหรือ)  (ผู้ถามรู้ว่ามันง่าย จึงถามออกไป)

      B: _______________________________________________________________.

(a) Yes, it’s very difficult    (ใช่ครับ  มันยากมากเลย)

(b) No, it isn’t very difficult    (ไม่ใช่ครับ  มันไม่ยากมากนักหรอก)  (หมายถึง ง่าย)  

(c) Yes, it’ s very easy    (ใช่ครับ  มันง่ายมากเลย)

(d) Yes, it isn’t very easy    (ใช่ครับ  มันได้ง่ายมากนักหรอก)  (หมายถึง ยาก)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  การถามแบบฝรั่ง  เมื่อถามว่า  “มันไม่ง่ายดอกหรือ”  เวลาตอบ  “Yes”  หมายถึง  “ง่าย”   แต่ถ้าตอบ  “No” หมายถึง  “ไม่ง่าย  หรือยาก”  จะไม่ตอบตรงกันข้ามแบบคนไทย  เช่น  ตอบว่า  “ใช่  มันยาก”  หรือ  “ไม่ใช่   มันง่าย”  ซึ่งเป็นการตอบที่ผิดทั้ง  ๒  อย่าง  ฝรั่งฟังแล้วงง  ดังนั้น  จึงต้องจำรูปแบบนี้  ซึ่งไม่เหมือนกับการตอบของคนไทย  ทั้งนี้  คำตอบในข้อ  (a)  และ   (d)  มีความหมายเหมือนกัน

 

20. Why will you buy grapes when they are much _______________________ mangoes?

(คุณจะซื้อองุ่นทำไม  ในเมื่อมัน _________________________________ มะม่วงมาก)

(a) expensive more than

(b) more expensive than    (แพงกว่า)

(c) expensive than

(d) expensive over

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Expensive”  เป็นคำพยางค์ยาว  เมื่อเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  ต้องขยายด้วย  “More”  ทั้งนี้  ข้อนี้อาจใช้ว่า  “………are far more expensive than……..”  (แพงกว่ามาก)  (Far  =  Much)  ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC