หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 469)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The strange sound that came through the thick walls ________ the two buildings seem to be as close as next door.

(เสียงประหลาดที่ลอดมาจากกำแพงหนาที่ ________  อาคาร ๒ หลัง  ดูเหมือน ว่าอยู่ใกล้พอๆ กับ (เสียงที่มาจาก) บ้านหลังถัดไป)

(a) separate

(b) separated

(c) separating    (แยก)

(d) to separate

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Present participle” (Verb + ing)  เพราะ  “Walls”  เป็นผู้ทำกริยา  “แยก” อาคาร หลัง ซึ่งก็คือรูป  “Active voice”  นั่นเอง  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Which (That) separated the two buildings”  ดูเพิ่มเติมการใช้รูป  “Present participle” (V. + ing)  ขยายคำนาม  (จะขยายข้างหน้าหรือหลังคำนามก็ได้)  เพื่อแสดงว่าคำนามนั้นเป็นผู้กระทำกริยา  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The man living next door to me is a banker.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดผมไป  เป็นนายธนาคาร

  • The kids playing in the field were my neighbors’ children.

(เด็กที่เล่นอยู่ในสนาม  เป็นลูกของเพื่อนบ้านผม)

 

2. ____________________________________ the symphony, no one in the audience spoke.

(___________________ การบรรเลงดนตรีของวงซิมโฟนี,  ไม่มีใครในกลุ่มผู้ฟังพูดคุยกันเลย)

(a) By    (โดย)

(b) For    (สำหรับ)

(c) From    (จาก)

(d) During    (ในระหว่าง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

3. The chemist placed the bowl __________________________________ the two test tubes.

(นักเคมีวางชาม ______________________________________ หลอดทดสอบ หลอด)

(a) among    (ระหว่าง, ท่ามกลาง)

(b) between    (ระหว่าง)

(c) in

(d) through

ตอบ   –   ข้อ (b)  ใช้  “Between” ระหว่าง สิ่งหรือ คน  ถ้า “ระหว่าง”  ตั้งแต่   คน หรือ สิ่งขึ้นไปใช้   “Among”  เช่น

  • The couple lived happily among the foreigners.

(คู่สามีภรรยาคู่นั้นมีชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางชาวต่างประเทศ)

 

4. The computer, _________ a 20th century invention, has created startling technological changes in the way we organize and produce information.

(คอมพิวเตอร์, ________ สิ่งประดิษฐ์ในศตวรรษที่ ๒๐, ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่น่าตกใจกลัว  ในวิธีการที่เราจัดระเบียบและผลิตข้อมูลข่าวสาร)

(a) it is    (มันเป็น, มันคือ)

(b) is

(c) which is   (ซึ่งเป็น)

(d) which it is

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ  “Which is a 20th century invention    เป็น  “Adjective clause”  ขยายประธานประโยค  “The computer”  ทั้งนี้  สามารถทำอีกรูปแบบหนึ่ง  คือ  ตัด  “Which is”  ทิ้งไป  เหลือแต่  “a 20th century invention” ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้  Which”  และ  “That”  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • The building that (หรือ which) is too old will be demolished.

(อาคารที่เก่าแก่เกินไป  จะถูกรื้อทิ้ง) 

                                   ประโยคนี้ใช้  “That”  ขยาย  “Building”  ได้  เนื่องจากมิได้ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นอาคารหลังไหน  เพียงแต่บอกว่า  “อาคารที่เก่าแก่เกินไป”  เท่านั้น,  สำหรับอนุประโยคที่ใช้ขยายคำนามแบบชี้เฉพาะ  (คือ  รู้แล้วว่าเป็นสิ่งไหน, คนไหน)  ต้องใช้  “Which” นำหน้าเท่านั้น  (แต่ถ้าไม่ชี้เฉพาะ  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  นำหน้าก็ได้)  เช่น

  • That building, which is an insurance company, will be demolished next month.

(อาคารหลังนั้น, ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัย, จะถูกรื้อทิ้งสัปดาห์หน้า)

                                    ประโยคข้างบน  ต้องใช้  “Which”  ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  “อาคารหลังนั้น”  เป็นคำนามที่ชี้เฉพาะว่าเป็นอาคารหลังไหน  ซึ่งมิใช่อาคารทั่วไป  จึงไม่สามารถใช้  “That”  ได้

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a beautiful city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่สวยงาม)  

                                  ประโยคข้างบน  ต้องใช้  “Which”  ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  “กรุงเทพฯ”  เป็นคำชี้เฉพาะ มีอยู่เพียงเมืองเดียวในโลก

  • The city that (หรือ which) is a capital should be clean.

(เมืองซึ่งเป็นเมืองหลวง  ควรจะสะอาด) 

                                ประโยคข้างบน  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  ขยายก็ได้  เนื่องจากเป็นเมืองทั่วๆ ไป  มิได้เฉพาะเจาะจงเหมือนกรุงเทพฯ

 

5. The woman being charged with tax evasion has insisted that her lawyer and accountant ______ present.

(ผู้หญิงที่กำลังถูกตั้งข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี  ได้ยืนกรานว่า  ทนายความและสมุห์บัญชีของเธอ _________ อยู่ด้วย)  (คือ  อยู่ด้วยระหว่างที่เธอถูกตำรวจสอบสวน)

(a) be    (ต้อง, จะต้อง)

(b) are

(c) were

(d) have been

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้ในรูป  Present subjunctive”  กล่าวคือ  Clause  ที่อยู่ตามหลังคำกริยา  “Insist”,  “Require”,  “Suggest”,  “request”, etc.   คำกริยาใน  “Clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (กริยาช่องที่ 1 ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  เสมอ  ไม่ว่าจะอยู่ใน  “Tense”  ใด  หรือ  ประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  (เนื่องจากเสมือนกับว่า  มี  “Should”  นำหน้ากริยาตัวนั้นอยู่)  เช่น

  • She insisted that he go out with her.

(เธอยืนกรานว่าเขาจะต้องออกไปข้างนอกกับเธอ)

  • They requested that she be polite to them.

(พวกเขาร้องขอว่าเธอควรจะสุภาพกับพวกเขา)

                                    ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง  Present subjunctive”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Bill’s uncle insists ___________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน _________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ___________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she _______ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ______________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that…….............……..

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I __________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม _______ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China _______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “…….........…to Mary that she go…….........…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”  จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป 

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน ________ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  สังเกตจากกริยา  “Requested

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The teacher suggested that _____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ________________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study”  เหมือนมีคำว่า  “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The company states that it is necessary that an employee ________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๒

  • He recommended that I ________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                                       ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I suggested to her that her husband _____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๔

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) ________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given”  (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                       ตัวอย่างที่  ๑๕

  • I will recommend that the student _____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Many customers have requested that we _______________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขา  ในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                            ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                             ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                            ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

6. Before going ahead, we need to ______________________ the total cost of the operation.

(ก่อนที่จะดำเนินต่อไป,  เราจำเป็นต้อง ______________ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินงาน)

(a) investigate    (สืบสวน, สอบสวน)

(b) compensate    (ชดเชย, จ่ายเงินชดเชย, ทดแทน)

(c) estimate    (ประมาณราคา, ตีราคา, ประเมินค่า, ประมาณ, กะ, คำนวณ, คิด)

(d() instigate    (ปลุกปั่น, ยุยง, ส่งเสริม, กระตุ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

7. _________________________ nearly 30 years for the planet Saturn to complete one orbit.

 (___________________________ เกือบ ๓๐ ปีสำหรับดาวเสาร์ที่จะโคจรรอบตัวเอง รอบ)

(a) To take it

(b) It took

(c) It takes (มันใช้เวลา)

(d) It take

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง  จึงต้องใช้แบบเหตุการณ์ปัจจุบัน  “Present simple tense”  ดังโครงสร้างข้างล่าง

  • It takes + Time + For + Someone (Something) + To do + Somethingเช่น
  • It took me 2 weeks to finish my term paper.

(ผมใช้เวลา  ๒  สัปดาห์ในการทำรายงานประจำเทอมให้เสร็จ)

  • It took him 9 hours to travel from Thailand to Australia.

(เขาใช้เวลา  ๙  ชั่วโมง  ในการเดินทางจากประเทศไทยไปออสเตรเลีย)

  • It takes her quite some time to do her shopping.

(เธอใช้เวลานานทีเดียวในการจับจ่ายซื้อของ)

 

8. They ___________________________________ that there would be another earthquake.

(พวกเขา ______________________________________ ว่าจะมีแผ่นดินไหวอีกครั้งหนึ่ง)

(a) are frightened    (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

(b) were frightened     (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

(c) are frightening    (น่าตกใจ, น่ากลัว)

(d) were frightening    (น่าตกใจ, น่ากลัว)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “They”  เป็นผู้ตกใจ, สะดุ้งตกใจ  และต้องใช้ในรูป  “Past simple tense”  ด้วย  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคย่อย (Would be)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาในกลุ่มที่มีความหมายว่า “ทำให้....................” เช่น Interest”, “Excite”,  “Frighten”, “Satisfy”, “Amaze”, “Annoy”, “Disappoint” ฯลฯ   จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Every town or village, large or small, has a rich and _____________________ history.

(ทุกๆ เมือง หรือหมู่บ้าน,  (ไม่ว่า) ใหญ่หรือเล็ก,  มีประวัติศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ (หรือมีค่า) และ _________)

(a) fascinate    (ทำให้หลงใหล, ดึงดูดใจ)

(b) fascinated    (หลงใหล, หลงเสน่ห์)

(c) fascinating    (มีเสน่ห์, น่าหลงใหล)

(d) fascination    (เสน่ห์, อำนาจดึงดูดใจ, การทำให้หลงเสน่ห์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป   “Fascinating”  เมื่อหมายถึง  “น่าหลงใหล, มีเสน่ห์”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันนี้  (Excite, Interest, Satisfy, Please, Annoy, Irritate, etc.)   ในตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ __________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Exciting, Excited”  จากประ   โยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • She was very _________________________________________ to meet her friend.

(เธอ _________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม ________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท   “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him __________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ  (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”   เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                                      คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                              กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                           ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”   คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                        ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า.........................” หรือ  “ซึ่งน่า...............................”  กริยาที่เติม   “Ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)  {มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)Present continuous tense}

                                            ๓.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้  แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “.......................ถูกทำให้รู้สึก........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ.....................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “.....................มีความ รู้สึก.........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.........................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

9. Judge Henry was _________________________________ that he could solve the conflict.

(ผู้พิพากษาเฮนรี่ ___________________________ ว่าเขาสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้)

(a) evident    (ชัดแจ้ง, เด่นชัด)

(b) resident    (ผู้พักอาศัยอยู่ประจำ)    

(c) redolent    (มีกลิ่นหอม, หอมกรุ่น, มีกลิ่นน่าดม)

(d) confident    (มั่นใจ, เชื่อมั่น)

 

10. The daughter promised her parents _________________________ carefully to the party.

(ลูกสาวให้สัญญากับพ่อแม่ว่าจะ ______________________ อย่างระมัดระวังไปที่งานเลี้ยง)    

(a) drive

(b) driving

(c) to drive    (ขับรถ)

(d) will drive   

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง  “Promise”  หรือหลัง  “Promise” + “ กรรม + To + Verb 1”  เช่น  “Promised her parents to study hard”  (.......................สัญญากับพ่อแม่ของเธอว่าจะขยันเรียน)  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ดูรายละเอียดของคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Promise”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Last night, in a radio address, the President urged us ______________ to the Red Cross.

(เมื่อคืนที่ผ่านมา,  ในคำกล่าวทางวิทยุ,  ท่านประธานาธิบดีกระตุ้นให้พวกเรา ______ ให้กับกาชาด)

(a) subscribe

(b) subscribing

(c) that we subscribe

(d) to subscribe    (บริจาค, ช่วยเหลือ, บอกรับเป็นสมาชิก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Urge + กรรม + To + Verb 1

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I told my daughter _____________________ good care of herself while she was away.

(ผมบอกลูกสาวของผม (ให้) ____________ ตนเองเป็นอย่างดี  ในขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

(a) taking

(b) to take    (“Take care”  =  ดูแล)

(c) she will take

(d) that she take

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Subject + Tell + กรรม + To + Verb 1”  (I told my daughter to take…….........………)

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • The teacher permitted him _____________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา __________________________ ด้วยตัวของเขาเอง)  (คือ  คิดตามลำพัง)

(a) to thinking

(b) to think    (คิด)

(c) think

(d) thinking

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them ______ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา _________ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I want you ___________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ _____________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone _______________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men _________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • he taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

                                            ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่  “Not”  ไว้หน้า  “To + Verb 1”  (Not + To + Verb 1)   เช่น

  • She asked me not to arrive late.

(เธอขอร้องผมมิให้มาสาย)

  • He told her not to go out at night.

(เขาบอกเธอมิให้ออกไปข้างนอกเวลากลางคืน)

  • We forced him not to resign from his work.

(เราบังคับเขามิให้ลาออกจากงาน)

  • She expects him not to fail again.

(เธอคาดหวังเขาว่าจะไม่ล้มเหลวอีกหน)

 

11. The press conference ____________________________ in the auditorium the other day.  

(การประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ______________________ ในหอประชุมเมื่อวันก่อน)

(a) holds

(b) will be held

(c) was held    (ถูกจัด)

(d) will be holded   (ไม่มีรูป  “Holded”  ใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice”  {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  (การประชุมให้สัมภาษณ์ฯ  “ถูกจัดขึ้น”)  และ  “The other day”  (เมื่อวันก่อน)   เป็นเรื่องในอดีต   จึงไม่ใช้ข้อ   (b)

 

12. It’s true that the old road is less direct and so a bit longer.  We don’t take the new one, _______, because we don’t feel as safe on it.

(มันเป็นความจริงที่ว่า   ถนนสายเก่าอ้อมกว่า  และดังนั้น  มีระยะทางยาวกว่านิดหน่อย  (แต่)  เราก็ไม่ใช้ถนนสายใหม่ _________ เพราะว่าเราไม่รู้สึกปลอดภัยเท่ากัน (กับถนนสายเก่า) เมื่ออยู่บนถนนสายใหม่)

(a) anyway    (อย่างไรก็ตาม)

(b) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น) 

(c) otherwise    (มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น)

(d) though    (โธ)  (แม้กระนั้นก็ตาม,  แม้กระนั้นก็ดี)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และ   “Though”  เมื่อใช้ในความหมาย   “แม้กระนั้นก็ตาม”   ต้องวางไว้ท้ายข้อความหรือประโยค  ซึ่งดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งกับข้อความที่เพิ่งจะพูดออกมา   หรืออาจจะตรงข้ามกันเลย  เช่น

  • He said he would come; he didn’t, though.

(เขาพูดว่าเขาจะมา,  เขาไม่มา,  แม้กระนั้นก็ตาม)  (บอกว่าจะมา  แต่ไม่มา)

  • It’s not very useful.  It’s pretty, though, isn’t it?

(มันไม่มีประโยชน์มากนัก,  มันสวย,  แม้กระนั้นก็ตาม  ใช่ไหม)  (ไม่มีประโยชน์  แต่สวย)

  • I can’t stay.  I’ll have a coffee, though.

(ผมพัก (ที่นี่) ไม่ได้  ผมจะกินกาแฟสักแก้ว,  แม้กระนั้นก็ตาม  -  ก่อนออกเดินทาง)  (พักไม่ได้  แต่ขอกินกาแฟสักแก้วก่อนไป)

 

13. Some of the milk turned sour before reaching the market and ________________ away.

(นมบางส่วนบูด (เปรี้ยว) ก่อนไปถึง (ออกสู่) ตลาด  และ ___________________ ออกไป)

(a) must throw

(b) must be thrown    (จะต้องถูกทิ้ง, จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมาย ปัจจุบัน  และอนาคต)

(c) had to throw

(d) had to be thrown    (จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมายอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป   “Passive voice”  เพราะ  นมบูดจำเป็นต้อง  “ถูกทิ้ง” ไป  (ตัดข้อ  A, C   ทิ้งเพราะเป็น  “Active voice”)  แต่   “Must”  ใช้กับ  “Present tense”  และ  “Future tense”  (I must work hard.  =  ผมต้องทำงานหนัก  -  ในปัจจุบัน  หรืออนาคต)   เมื่อเปลี่ยนเป็น  “Past tense”  ถ้าหมายถึง  “จะต้อง”  ต้องใช้   “Had + To + Verb 1”  แทน  เช่น  “I had to work hard.” (ผมจำเป็นต้อง  -  จะต้อง  -  ทำงานหนัก)  (ในอดีต),  แต่ถ้าหมายถึง   “คงจะ”  ได้ทำอะไรบางอย่าง (อย่างแน่นอน) ในอดีต  ต้องใช้  “Must have + Verb 3)  เช่น

  • He must have bought a new house.

(เขาคงจะได้ซื้อบ้านหลังใหม่ไปแล้ว)  (ในอดีต)

  • She must have been a Chinese.

(เธอคงจะเป็นคนจีน)  (พูดถึงเหตุการณ์ในอดีต)

 

14. I had ______________________________________________ idea it was so expensive.

(ผม _______________________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no    (ไม่)

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Have no idea”  =   “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

15. Seeing the teacher, ________________________________________________ at once.

(เห็นครู ______________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (หลังคำ  “Teacher”)   เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing),  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”,  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้   “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop” จากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Try __________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _______________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ     -     ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง   “ทดลอง”    จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   แต่ถ้าหมายถึง   “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒  ความหมาย   และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget __________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “อย่าลืมส่ง”   (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)มิใช่   “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)   ซึ่งในกรณีหลังนี้   ต้องใช้  “Posting

                                                     ตัวอย่างที่

  • Have you ever tried _____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง __________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เมื่อ   “Try”  หมายถึง   “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   ส่วนอีกความหมาย คือ   “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                                         ตัวอย่างที่

  • Please don’t forget ______________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ.......................”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ.......................”   หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว    แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                                       ตัวอย่างที่

  • As soon as it stops ______________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”   หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing”  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                        ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped ______________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ     -     ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)   (Stop + Verb + ing  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                       ตัวอย่างที่

  • I remember that restaurant; we stopped there _______________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น__________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember _________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ____________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ    -    ข้อ   (c)  “Remember + Verb + ing”  =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ  ส่วน  “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป    -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้   “Infinitive with to” (To + Verb1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)   ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน   เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

16. There was very little work ___________________________________________ that day.

(มีงานน้อยมากที่  _____________________________________________ ในวันนั้น)

(a) do

(b) doing

(c) done    (ถูกทำ)

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……........…little work which (that) was done…………..”  หรือ   “…….......….little work which (that) had been done……………..

 

17. Men pass _________________________________________ but the universe remains.

(มนุษย์ _____________________________________________ แต่จักรวาลยังคงอยู่)

(a) out

(b) off

(c) down

(d) away    (“Pass away”  =  ตายจากไป)

 

18. That little child will need _________________________________________________.

(เด็กเล็กๆ คนนั้นจะต้องการ _____________________________________________)

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Need”  (ต้องการ)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง    แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ   “Need + Verb + ing”  (Need looking after)  และ  “Need + To + Be + Verb 3”  (Need to be looked after)  ข้อนี้จึงอาจตอบแบบใดแบบหนึ่งก็ได้

 

19. ___________________________________ people are not interested in classical music.

(ผู้คน ___________________________________________ ไม่สนใจในดนตรีคลาสสิค)

(a) Almost    (เกือบจะ)

(b) Most of

(c) The most of

(d) Most    (ส่วนมาก, ส่วนใหญ่)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • ________________________________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม ___________________________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost    (เกือบจะ)

(d) Most of    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ    -    ข้อ  (d)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________ would like to live peacefully.

(____________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ    -    ข้อ   (d)   หรือใช้    “Most of the people”   ก็ได้

                                                         ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________ outside of the cities is used for farming.

(________________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม)  (คือ  เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ    -     ข้อ   (b)   หรือ   “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก   “Area”   เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้   หมายถึง   “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”   สำหรับประโยคข้างบน  กริยา  คือ “Is used”   จึงต้องใช้  “Area”   แบบนามนับไม่ได้   คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ  (a)  และ (c)  จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง    “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่     (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ถึง )

  • As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4) from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น,   ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็นสีดำ)

ตอบ    –    ข้อ   (3)   แก้เป็น   “Most olives”  หรือ  “Most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง   “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว  ในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                                      ตัวอย่างที่     (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์   จากข้อ ๑ – ๔)

  • (1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์กส่วนใหญ่  ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์,  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง,  และไปช้อปปิ้ง)

ตอบ    –    ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ  “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง  “นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost”  หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้  คือ

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ    เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)  (คือ  มีของขายมากมาย)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

20. A: “Would you like to have your sandwiches now?”

(คุณอยากจะทานแซนด์วิชตอนนี้ไหม)

     B: “Yes, I’d __________________________________________________________.”

(ใช่ครับ  ผม _______________________________________________________)

(a) like

(b) like to    (อยากทาน)

(c) liked to

(d) had them

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากย่อมาจากข้อความเต็มๆ ว่า  “Yes, I would like to have my sandwiches now.”   แต่นิยมตอบเพียงสั้นๆว่า  “I would like to.”  คือ  ต้องมี    “To”  แต่ไม่ต้องมีกริยา   (Have)”  กล่าวคือ  เราใช้  “To + Verb 1”  โดยละ  “Verb”  นั้นไว้  ใช้แต่  “To”  เพียงคำเดียว  แทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง   เช่น

  • I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน  “Read”  ต่อท้าย  “To”)

  • She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

(เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน  “Finish”  ต่อท้าย   “To”)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 468)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She dislikes staying alone in the apartment, and ______________________ do her friends.

(เธอไม่ชอบที่จะพักอยู่ตามลำพังในอพาร์ตเมนต์,  และเพื่อนของเธอก็ _________________)

(a) too

(b) neither

(c) so    (เช่นเดียวกัน)

(d) even

ตอบ   –    ข้อ   (c)   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้   “So”   เพื่อแสดงการคล้อยตามกับสิ่งที่ผู้อื่นได้ทำ  ในตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่       (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  ๑ – ๔)

  • As inevitably as (1) human culture has (2) changed with (3) the passing of time, so (4) does the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกับวัฒนธรรมของมนุษย์  ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา,  สภาพแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน – ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น  Has ”  เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้า  และเพราะว่า  “Environment”  อยู่ในรูปเอกพจน์   จึงต้องใช้กริยา  “Has” (changed)  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  เช่น

  • He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

  • She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

  • They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน

  • I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

  • He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

  • He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ  –  ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป  “Present simple tense”  หรือ  “Past simple tense”  กริยาในประโยคหลังจะต้องใช้   “do”,  “does”  หรือ  “did”  ทั้งนี้  แล้วแต่  “Tense”  ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง (ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์)  ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น  “Past simple”   กริยาในประโยคหลังจะใช้  “Did”  กับประธานทุกตัว  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • They speak French very fluently, so does he.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

  • She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

  • We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

  • He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

 

2. We discussed _________________________________ extra help to get through the work.

(เราประชุมปรึกษาหารือเรื่อง ______________ ความช่วยเหลือพิเศษ  เพื่อจะได้ทำงานให้เสร็จ)

(a) to hire

(b) hire

(c) hired

(d) hiring    (การจ้าง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • She delayed ________ the contract until she had a chance to speak with her attorney.

(เธอประวิงเวลา ________ (ใน) สัญญา  จนกระทั่งเธอมีโอกาสพูดคุยกับทนายความของเธอ)

(a) sign    (ลงนาม, เซ็นชื่อ)

(b) to sign

(c) signing    (การลงนาม, การเซ็นชื่อ)

(d) signature    (ลายเซ็น, ลายมือชื่อ, การเซ็นชื่อ, การลงนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยาที่ตามหลัง   “Delay”  ต้องอยู่ในรูป  “Gerund” (Verb + ing)  หรือไม่ก็ต้องเป็นคำนาม  นอกจากนั้น  กริยาต่อไปนี้ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือคำนามเช่นกัน  ได้แก่  avoid  (หลีกเลี่ยง),  consider  (พิจารณา),  suggest  (แนะนำ)enjoy  (สนุกสนาน),  finish  (ทำเสร็จ),  appreciate  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  allow  (อนุญาต),  permit  (อนุญาต),   postpone  (เลื่อนออกไป),  practice  (ปฏิบัติ, ฝึกหัด),  prohibit  (ห้าม),  mind  (รังเกียจ),  deny (ปฏิเสธ),  resist  (ยับยั้ง, ระงับ),  recall  (นึกได้, ระลึกได้),  resent  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ)cannot stand  (ทนไม่ได้),  admit  (ยอมรับ),  delay  (ประวิงเวลา),  confess  (สารภาพ),  imagine  (นึกคิด, จินตนาการ),  cannot help  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  excuse  (ให้อภัย), forgive  (ให้อภัย),  dislike  (ไม่ชอบ),  miss  (พลาดโอกาส)discuss  (ประชุมปรึกษา หารือ, อภิปราย, สาธยาย),  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She enjoys reading novels.

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

3. The investigation required the cooperation of a __________________ of different sections.

(การสืบสวน-สอบสวนต้องการความร่วมมือของแผนกต่างๆ _________________________)

(a) several

(b) number    (จำนวนมาก)

(c) few

(d) groups

ตอบ   –   ข้อ  (b)   “A number of”  =  จำนวนมาก  และต้องตามด้วยคำนามนับได้พหูพจน์

 

4. The artist ________ paintings are on the walls of the office building has won several awards for her work.

(ศิลปิน _________ ภาพเขียน (ของเธอ) อยู่บนฝาผนังของอาคารสำนักงาน  ได้ชนะรางวัลมากมายสำหรับงานของเธอ)

(a) who

(b) whose    (ผู้ซึ่ง ______________________ ของเธอ)

(c) whom

(d) which

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของภาพ

 

5. ______________ of the committee members voted against the new construction project.

(________ สมาชิกคนใดของคณะกรรมการ  ลงคะแนนคัดค้านโครงการก่อ สร้างโครงการใหม่)

(a) Someone

(b) Anybody

(c) None    (ไม่มี)

(d) Any

ตอบ   –   ข้อ   (c)   แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า   “สมาชิกบางคน”  จะต้องใช้ว่า   “Some of the……….........…………

 

6. Fifty percent of the company staffs have already _________________ the training course.

(๕๐ เปอร์เซ็นต์ของพนักงานบริษัทได้ ____________ การฝึกอบรมแล้ว)  (ฝึกอบรมเสร็จแล้ว)

(a) completes

(b) completing

(c) completion

(d) completed    (ทำให้สมบูรณ์, ทำจนเสร็จสิ้น, ทำแล้วเสร็จ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้อยู่ในรูป  “Present perfect tense” (Subject + Has (Have) + Verb ช่องที่ 3)  คือ  ประธานฯ ได้ทำกริยานั้นๆ เสร็จสิ้นแล้ว

 

7. Creativity is a requirement for anyone who wants to __________________ a career in the arts.

(ความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งจำเป็น (สิ่งที่ต้องมี) สำหรับใครก็ตามที่ต้องการที่จะ ________ อาชีพในทางศิลปะ)

(a) enroll    (ลงทะเบียน)

(b) pursue    {ดำเนิน (ธุรกิจ), ประกอบ (อาชีพ), ติดตาม, ไล่ตาม, ตามจับ, ดำเนินต่อไป, เจริญรอย}

(c) purchase    (ซื้อ)

(d) sign    (ลงนาม, ลงชื่อ)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

8. The opinions expressed in the article do not necessarily __________ the views of the publishers.

(ความคิดเห็นที่ถูกแสดงไว้ในบทความ  ไม่จำเป็นต้อง _________ ทัศนะของผู้ตีพิมพ์)  (คือ  ผู้ตีพิมพ์อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้)

(a) deflect    (หันเห, บ่ายเบน, ทำให้หันเห, ทำให้บ่ายเบน)

(b) distract    (ทำให้เขว-ว้าวุ่น-วอกแวก, กวนใจ, ทำให้รำคาญใจ)

(c) reflect    (สะท้อน, ส่องกลับ, สะท้อนภาพให้เห็น, คิด, ครุ่นคิด, ไตร่ตรอง)

(d) detract    (หันเห, เคลื่อนย้าย, เอาออก, เลิกล้ม, ทำลาย, ลดค่า)

ตอบ   –   ข้อ    (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

9. ________ Jim arrived home, he went right into the kitchen, opened the refrigerator, and got something to eat.

(_________________ จิมมาถึงบ้าน,  เขาเดินตรงเข้าไปในครัว,  เปิดตู้เย็น,  และหาของกิน)

(a) Before    (ก่อน)

(b) As soon as    (ในทันทีที่)

(c) How    (อย่างไร)

(d) Nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

10. The tour agent with _________ you talked this morning will come to our office today to present her touring program for this summer.

(ตัวแทนท่องเที่ยว _________ คุณคุยด้วยเมื่อเช้านี้  จะมาที่สำนักงานของเราในวันนี้  เพื่อนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวของเธอสำหรับฤดูร้อนนี้)

(a) whom    (ผู้ซึ่ง)

(b) which

(c) who

(d) whose

ตอบ   –   ข้อ   (a)   ดูรายละเอียดการใช้  “Who”, “Whom”, “That”, “Which”   และ  “Whose”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                            เราใช้  “Who”  ขยายบุคคล  เมื่อเป็นประธานของอนุประโยค  แต่ถ้าเป็น  “กรรม”  (ของ  Verb  และ  Preposition)  ให้ใช้  “Whom”  แทน,  ส่วน “Whose”  ใช้ขยายทั้งบุคคลและสัตว์  (ถ้าเป็นสิ่งของ  ใช้  “Of which”)  และแสดงความเป็นเจ้าของ,  และใช้  “Which”  ขยายสัตว์และสิ่งของ  โดยนำหน้าอนุประโยค  ส่วน  “That”  ใช้ขยายได้ทั้งคน, สัตว์ และสิ่งของ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Salespeople who attract new clients receive a bonus.

(พนักงานขายผู้ซึ่งดึงดูดลูกค้ารายใหม่ ได้รับโบนัส)  (เป็นค่าตอบแทนผลงาน)

  • The person who helps me a lot is my supervisor.

(บุคคลที่ช่วยผมอย่างมากมายคือผู้ควบคุมงานของผม)

     - The staff who works efficiently will be rewarded at the end of the year.

(พนักงานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจะได้รับรางวัลตอนสิ้นปี)

  • The building that (หรือ which) is too old will be demolished.

(อาคารที่เก่าแก่เกินไป  จะถูกรื้อทิ้ง)  ประโยคนี้ใช้  “That”  ขยาย  “Building”  ได้  เนื่องจากมิได้ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นอาคารหลังไหน  เพียงแต่บอกว่า “อาคารที่เก่าแก่เกินไป”  เท่านั้น,  สำหรับอนุประโยคที่ใช้ขยายคำนามแบบชี้เฉพาะ (คือ  รู้แล้วว่าเป็นสิ่งไหน, คนไหน) ต้องใช้  “Which”  นำหน้าเท่านั้น  (แต่ถ้าไม่ชี้เฉพาะ  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  นำหน้าก็ได้)  เช่น

  • That building, which is an insurance company, will be demolished next month.

(อาคารหลังนั้น, ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัย, จะถูกรื้อทิ้งสัปดาห์หน้า)  ข้อนี้ต้องใช้  “Which”  ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  “อาคารหลังนั้น”  เป็นคำนามที่ชี้เฉพาะว่าเป็นอาคารหลังไหน  ซึ่งมิใช่อาคารทั่วไป  จึงไม่สามารถใช้  “That”  ได้

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a beautiful city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่สวยงาม)  ข้อนี้ต้องใช้  Which” ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก “กรุงเทพฯ” เป็นคำชี้เฉพาะ มีอยู่เพียงเมืองเดียวในโลก

  • The city that (หรือ which) is a capital should be clean.

(เมืองซึ่งเป็นเมืองหลวง  ควรจะสะอาด)  - ข้อนี้จะใช้  That  หรือ Which  ขยาย  ก็ได้  เนื่องจากเป็นเมืองทั่วๆ ไป  มิได้เฉพาะเจาะจงเหมือนกรุงเทพฯ

  • The people whose houses were burnt down had to stay in the temporary shelter.

(บุคคลซึ่งบ้านของเขาถูกไฟไหม้  จำเป็นต้องพักในที่พักชั่วคราว)

  • The dog whose leg was hurt was treated at an animal hospital.

 (หมาซึ่งขาของมันเจ็บ  ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่ง)

  • The boy whose father is a teacher lives next to my house.

(เด็กชายผู้ซึ่งพ่อของเขาเป็นครู  อาศัยอยู่ในบ้านถัดจากผมไป)

  • The dog whose leg was injured was hers.

 (หมาซึ่งขาของมันได้รับบาดเจ็บ  เป็น (หมา) ของเธอ)

  • The house of which the roof (หรือ the roof of which) is red is made of stone.

(บ้านซึ่งหลังคาของมันมีสีแดง  ทำด้วยหิน)

 

11. Before every presidential election in the United States, the statisticians try to guess the proportion of the population that ________ for each candidate.

(ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกครั้งในสหรัฐฯ  นักสถิติพยายามที่จะคาดคะเนอัตราส่วนของประชากรที่ __________ ให้ผู้สมัครแต่ละคน)

(a) voting

(b) are voted

(c) will vote    (จะลงคะแนนเสียง)

(d) will be voted

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเรื่องอนาคต   “Future tense” {Subject + Will (Shall) + Verb 1}  และเป็น  “Active voice”  เพราะ  “ประชาชน”  เป็นผู้ลงคะ  แนนเสียง  (จึงไม่เลือก  ข้อ  D)

 

12. Pedestrians should look to the left and right __________________________ the street.

(ผู้เดินถนนควรมองทางซ้ายและขวามือ _______________________________ ถนน)

(a) when they be crossing

(b) they cross

(c) when crossing    (เมื่อข้าม)

(d) when to cross

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “When they are crossing the street”  ทั้งนี้  “When”  เมื่อตามด้วยรูป  “Present continuous” {Subject + is (am, are) + V. ing}  หรือ  “Past continuous” {Subject + was (were) + V. ing}  จะใช้ได้เหมือนกับ  “While”  ทุกประการ  ดูตัวอย่างการใช้  “While” (When)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • He came in while (when) I was watching TV.

(เขาเข้ามาขณะที่ผมกำลังดูทีวี)

  • She cooked while (when) her mother was sleeping.

(เธอปรุงอาหารขณะที่แม่ของเธอกำลังนอนหลับ)

  • They were playing football while we were swimming.

(พวกเขากำลังเล่นฟุตบอลขณะที่เรากำลังว่ายน้ำ)

  • While (When) he was reading, his sister was sewing.

(ขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือ  น้องสาวของเขากำลังเย็บผ้า)

  • We are singing while he is playing guitar.

(เรากำลังร้องเพลงขณะที่เขากำลังเล่นกีตาร์)

  • While he was working in his office, the telephone rang.

(ในขณะที่เขากำลังทำงานในออฟฟิศ  โทรศัพท์ดังขึ้น)

  • While she was reading, her mother was cooking.

(= Her mother was cooking while she was reading.)

(ในขณะที่เธอกำลังอ่านหนังสือ  แม่ของเธอกำลังปรุงอาหาร)

  • There was a loud noise while we were sleeping last night.

(มีเสียงดังลั่นในขณะที่เรากำลังนอนหลับเมื่อคืนนี้)

                          อนึ่ง  ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “While”  สามารถจะลดรูปอนุประโยค  เหลือเป็นเพียง  “Participle phrase”   ที่ขึ้นต้นด้วย “While + Verb + ing”  หรือขึ้นต้นด้วย  “Verb + ing”  เลยก็ได้  ซึ่งจะมีความหมายเหมือนก่อนลดรูปทุกประการ  เช่น

  • (1) While she was walking in the street, she came across her old friend.

(ในขณะที่เธอกำลังเดินบนถนน  เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ) – สามารถลดรูปเป็น

  • (2) While walking in the street, she came across her old friend.  หรือ
  • (3) She came across her old friend while walking in the street.  หรือ
  • (4) Walking in the street, she came across her old friend.

(ในขณะที่เธอกำลังเดินบนถนน  เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ)

 

13. The applicant was turned down by the college _______________________ were too low.

(ผู้สมัครถูกปฏิเสธโดยมหาวิทยาลัย _________________________________ ต่ำเกินไป)

(a) his test scores

(b) if test scores

(c) because it

(d) because his test scores    (เพราะว่าคะแนนทดสอบของเขา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ใจความและถูกหลักไวยากรณ์

 

14. Working with computers is the best way to learn _______________________ capabilities.

(การทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์  เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ความสามารถ ___________)

(a) our

(b) its

(c) their    (ของมัน)

(d) his

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากแทน   “ของคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง

 

15. The group of students touring on bicycles went _________ to the mountains, but also to the coast as well.

(กลุ่มนักเรียนที่ท่องเที่ยวไปโดยรถจักรยาน  ไป __________ ที่ภูเขา  แต่ยังไปที่ชายฝั่งทะเลอีกด้วย)

(a) also    (ด้วย, เช่นกัน)

(b) neither    (ไม่ทั้ง ๒ คนหรือสิ่ง)

(c) either    (คนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

(d) not only    (ไม่เพียงแต่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ใจความที่สุด  และ  “Not only”  ใช้คู่กับ  “But also”  ดูตัวอย่างการใช้คำคู่   “Both……and……..” (ทั้ง............และ……….....)  “Either ……….or………...” (................ หรือ............. คนใดคนหนึ่ง)  “Neither…….… nor………….” (ไม่ทั้ง...............และ................)  “Not only…….… but also ……….…” (ไม่เพียงแต่................. แต่...................ด้วย)  เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว – จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย)  (คือ  ทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วย  ที่ผ่านการสอบ)  (คือ  สอบผ่านทั้ง คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

16. If the art dealer _____________________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ _________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)  (แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • We _____________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา _________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน)  ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _____________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับใจความของประโยคในตัวอย่างที่  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • _________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(__________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                               นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                              ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                                ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  ________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา"

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Tom _____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Nancy __________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                   ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                            สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                         จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                        นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would……….........……….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………….........……..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they……..............……..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                           สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

17. Today’s lecture was ________________________________________ than ever before.

(เล็คเช่อร์ของวันนี้ _______________________________________ ที่เคยมีมาก่อน)

(a) stimulating    (เร้าใจ, ปลุกใจ, กระตุ้น)

(b) most stimulating    (เร้าใจ-ปลุกใจ-กระตุ้นมากที่สุด)

(c) more stimulating    (เร้าใจ-ปลุกใจ-กระตุ้นมากกว่า)

(d) the more stimulating

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จากมีคำว่า  “Than” ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป  ขั้นกว่าเช่น  “bigger than”,  “smaller than”,  “older than”,  “younger than”,  “more expensive than”,  หรือ  “more spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น

                                      ทั้งนี้  เราใช้  “More”  นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวเท่านั้น  ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เช่น

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

(เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

  • Omron Electronics, Inc. is more reliable than Consolidated Computer Company.

(บริษัทออมร่อน อีเล็คทรอนิคส์  น่าเชื่อถือมากกว่าบริษัทคอนโซลิเด๊ททิด)

 

18. Although the mission was to be kept a secret, it ______________________ to the press.

(แม้ว่าภารกิจจะต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับ,  มัน ___________________ ต่อหนังสือพิมพ์)

(a) reveals    (เปิดเผย)

(b) revealed

(c) was revealed    (ถูกเปิดเผย)

(d) will reveal

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + was (were) + V. 3}  เพราะ  “ภารกิจถูกเปิดเผย”  และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย  เพราะข้อความในอนุประโยคเป็นอดีต  (กริยาคือ  “Was”)

 

19. We loved __________________________________ Lake Geneva especially in the fall.

(เราชอบ __________________________ ทะเลสาบเจนีวามาก  โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง)

(a) a

(b) an

(c) the

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้  Article  “The”  นำหน้า  “ชื่อทะเลสาบ”  ดูเพิ่มเติมการใช้   Article  “The”  นำหน้าชื่อสภาพทางภูมิศาสตร์  เช่น  เทือกเขา,  หมู่เกาะ,  แม่น้ำ,  ชื่อประเทศที่มีคำ  “Union”,  “United”,  “Republic”,  ชื่อประเทศและชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปพหูพจน์  (Philippines, Alps),  มหาสมุทร,  ทะเล,  คลอง,  คาบสมุทร,  อ่าว,  ช่องแคบ,  กลุ่มทะเลสาบ,  ทะเลทราย,  เทือกเขา,  แหลม,  ขั้วโลก,  ภาค,  นามที่มีเพียงสิ่งเดียว,  เส้นศูนย์สูตร,  อุโมงค์,  ห้องสมุด,  และพิพิธภัณฑ์   เช่น

  • the United States of America  (ประเทศสหรัฐฯ)
  • the China’s People Democratic Republic  (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน)
  • the Atlantic  (มหาสมุทรแอตลันติค)
  • the Pacific Ocean, the Indian Ocean
  • the Danube  (แม่น้ำดานูบ)
  • the Chao Praya River
  • the Thames  (แม่น้ำเทมส์)
  • the Panama Canal, the Suez Canal  (คลองปานามา – สุเอซ)
  • the Red Sea, the Mediterranean  (ทะเลแดง –เมดิเตอร์เรเนียน)
  • the East Indies  (หมู่เกาะอินเดียตะวันออก)
  • the Indo-China Peninsula  (คาบสมุทรอินโดจีน)
  • the Scandinavian Peninsula  (คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย)
  • the Gulf of Thailand, the Persian Gulf  (อ่าวไทย – เปอร์เซีย)
  • the Bering Strait, the British Strait  (ช่องแคบเบอริ่ง– อังกฤษ)
  • the Geneva Lake  (ทะเลสาบเจนีวา)
  • the Kobe Desert, the Sahara Desert  (ทะเลทรายโกบี – ซาฮารา)
  • the Cape of Good Hope  (แหลมกู๊ดโฮพ)
  • the Rockies, the Alps  (เทือกเขาร็อคกี้ –แอลป์ส)
  • the North Pole, the South Pole  (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the Equator  (เส้นศูนย์สูตร)
  • the North, the South  (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the moon, the sun, the earth, the world, the universe, the sky
  • the Central Library  (หอสมุดกลาง)
  • the Thai National Museum  (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไทย)

 

20._________ university is a place where people can get a vast amount of knowledge, formally and informally.

(__________ มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถได้รับความรู้มากมาย,  ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ)

(a) A

(b) An

(c) The

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากนามเอกพจน์นับได้  จะอยู่ลอยๆ ไม่ได้  จะต้องมี  Article “A”,  “An”  หรือ  “The”  มานำหน้าเสมอ  และเนื่องจาก  “University”  มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงพยัญชนะ (ยู),  มิใช่เสียงสระ (อู),  จึงต้องนำหน้าด้วย  “A”  ดูราย ละเอียดการใช้  “A”  หรือ  “An”  นำหน้าคำนามเอกพจน์  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Nobody believes he is _______________________________________ honest man.

(ไม่มีใครเชื่อว่าเขาเป็นคน _____________________________________________)

(a) the  

(b) a

(c) an

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “An honest”  เนื่องจาก  “Honest” (ออ-เนสท์)  มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงสระ  “ออ”,  จึงเสมือนกับคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ “A”,  “E”,  “I”,  “O”  และ  “U”  เช่น  Ant, Egg, Idea, Orange, Uncle  เป็นต้น  จึงต้องใช้  Article  “An”  ขยาย,  คำอื่นๆ ที่ใช้ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่

  • an honor (ออ-เน่อะ) – เกียรติ
  • an honorable(ออ-เนอะ-เร-เบิ้ล) person – บุคคลที่มีเกียรติ
  • an hour(อาวร์) – ชั่วโมง
  • an honest (ออ-เนส) man – คนที่ซื่อสัตย์
  • an heir (แอร์) – ทายาท, ผู้สืบทอด, ผู้สืบมรดก
  • an heiress  (แอร์-ริส) – ทายาทหญิง
  • an unusual (อัน-ยูส-ชวล) name (ชื่อที่ไม่ธรรมดาหรือแปลก)

                                              ในขณะเดียวกัน  คำนามเอกพจน์ที่แม้จะขึ้นต้นด้วยสระ  “A”,  “E”,  “I”,  “O”  และ   “U”  แต่มิได้ออกเสียงสระ  “ออ”,  แต่ออกเสียงพยัญชนะ  เช่น “ยอ”  ก็จะต้องใช้  “A”  ขยาย  เช่น

  • a unit (ยู-นิท) – หน่วย
  • a union (ยู้-เนียน) – สหภาพ
  • a European (ยู-โร้-เพียน) – ชาวยุโรป
  • a unanimous (ยู-แน้น-นิ-เมิส) decision – คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์
  • a usual (ยู้-ชวล) meeting – การประชุมหรือพบปะตามปกติหรือเป็นประจำ
  • a university (ยู-นิ-เว้อ-ซิ-ที่) – มหาวิทยาลัย
  • a eunuch (ยู้-นัค) – ขันที
  • a euphemism (ยู้-เฟ-มิ-ซึ่ม) – การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่สละสลวยเพื่อมิให้คนฟังขัดหู
  • a euphonious (ยู-โฟ้-เนียส) song – เพลงไพเราะรื่นหู
  • a euphonium (ยู-โฟ้-เนี่ยม) – แตรทองเหลืองขนาดใหญ่
  • a euphony (ยู้-โฟ-นี่) – ความไพเราะที่เกิดจากเสียงที่ไม่ขัดหู
  • a eulogy (ยู้-โล-จี้) – คำสรรเสริญ, การยกย่องสรรเสริญ
  • a euphoria (ยู-ฟ้อร์-เรีย) – ความรู้สึกสบาย, ความเคลิบเคลิ้มเป็นสุข
  • a Eurasian (ยู-เร้-เซียน) – ผู้ที่มีเลือดชาวยุโรปผสมเอเชีย
  • a urinalysis (ยัว-ริ-แน้ล-ลิ-ซิส) – การตรวจปัสสาวะ
  • aurologist (ยัว-ร้อล-ละ-จิสท) – นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปัสสาวะ
  • a use (ยูซ) – การใช้, การใช้ประโยชน์, วิธีการใช้, ประโยชน์
  • a useful (ยูซ-ฟูล) tool – เครื่องมือที่มีประโยชน์
  • a useless (ยูซ-ลิส) car – รถยนต์ที่ไม่มีประโยชน์หรือใช้การไม่ได้
  • a user (ยู้-เซ่อะ) – ผู้ใช้
  • a usurer (ยู้-เซอะ-เร่อะ) – ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก
  • a utensil (ยู-เท้น-เซิ่ล) – เครื่องใช้ในครัว, เครื่องใช้, เครื่องมือ
  • a utilitarian (ยู-ทิล-ลิ-แท้-เรี่ยน) – ผู้ยึดถือลัทธิผลประโยชน์เป็นสำคัญ
  • a utility (ยู-ทิ้ล-ลิ-ที่) – ประโยชน์, ผลประโยชน์, การบริการสาธารณะ เช่น รถเมล์, รถราง, รถไฟ, โทรศัพท์, ไฟฟ้า, ประปา ฯลฯ

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 467)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Jenny takes part in many school activities.

(เจนนี่  มีส่วนร่วม   ในกิจกรรมของโรงเรียนมากมาย)

(a) takes apart    (แยกออกเป็นชิ้นส่วน)

(b) takes time    (ใช้เวลามาก)

(c) participates    (มีส่วนร่วม)

(d) takes a part of something    (เอามาส่วนหนึ่งจากของบางสิ่ง)

 

2. She is fond of people who think ______________________________________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด ____________________________________________ เธอคิด)

(a) about    (เกี่ยวกับ)

(b) like    (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like    (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as    (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction” ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “As”  (เหมือนกับ)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                 สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ  เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                สำหรับ  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  ดังตัวอย่างข้างล่าง 

                                                 ตัวอย่างที่

  • __________________________________ most beginners, he worried about details.

(_____________________ ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As    (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as    (ตามที่, ดังที่)

(c) Like    (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though    (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ  “most beginners)

                                                      ตัวอย่างที่

  • This car has an engine ___________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _______________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (= ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี)  (แต่เมื่อมีความหมายว่า  “เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่”  -  เป็น “Conjunction”  มีความหมายเหมือน  “Just as”,  ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(b) the same   (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as   (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like   (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb),  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้ในตัวอย่างที่   คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)                

                                                    ตัวอย่างที่

  • What is the climate __________________________________ in your home town?

(อากาศ _____________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ   “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม (ถ้ามี)

                                                      ตัวอย่างที่

  • The sky is cloudy and it looks like _______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ______________________________________)

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึงเหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้  คือ  “ฝน

                                                    ตัวอย่างที่

  • He became a doctor __________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี,   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ, ตามที่, ดังที่)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb”  (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”  และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันออก,  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” (ประเทศอื่นๆ),  “his father” (พ่อของเขา),  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  เป็นต้น

  • We completed the project as we had planned.

(เราทำโครงการได้แล้วเสร็จ  ตามที่เราได้วางแผนเอาไว้)

                                   สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน)  (รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

{พี่สาวน้องสาว คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต)}  (ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆ ได้รับการปฏิบัติเหมือนๆ กันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆ กัน)

 

3. He asked for a (an) ______________________________________________________.

(เขาขอ ___________________________________________________________)

(a) information    (ข้อมูล-ข่าวสาร)

(b) equipment    (อุปกรณ์, เครื่องมือ)

(c) drink    (เครื่องดื่ม)  (เป็นนามนับได้)

(d) furniture    (เฟอร์นิเจอร์)

(e) news    (ข่าว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นนามนับได้  จึงสามารถใช้กับ   “A”  ได้  (A drink),  ส่วนคำในอีก    ข้อที่เหลือ  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”  สำหรับคำนามนับไม่ได้  ได้แก่    Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิว ทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวด ยาน), Machinery   (เครื่องยนต์กลไก), Food  (อาหาร), Evidence   (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage   (กระเป๋าเดินทาง),  Knowledge   (ความรู้),  Progress  (ความ ก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  News, Fruit, Behavior   (พฤติกรรม)   เป็นต้น

                                 อนึ่ง   เนื่องจากคำนามเหล่านี้นับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”   ได้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย   จะต้องใช้  สมุหนาม  (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

 - a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

- a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

- a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

- a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

- an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

- a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

- a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

- a piece of luggage (baggage)   (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

- a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

4. She wrote _____________________________ the address and hurried to the post office.

(เธอเขียนที่อยู่  ___________ และรีบไปที่ทำการไปรษณีย์)  (คือ เอาจดหมายไปส่งที่ไปรษณีย์)

(a) fast

(b) quickly

(c) out    (Write out = write fully in details  =  เขียนอย่างละเอียดลออ)

(d) slowly

 

5. A: What do you think about this book?

(คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้)

    B: _____________________________________________________________.

(a) Its easy for me

(b) It easy to understand for me

(c) It’s easy for me to understand    (มันง่ายสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

(d) It understands easy for me

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับข้อ   (b)  ก็ใช้ได้  ถ้าแก้เป็น  “It is easy to understand, for me.”  แต่ไม่นิยมพูดเหมือนในข้อ   (c)

 

6. It is true that in modern times humanitarians have protested against cruelty to animals; _______ fox hunting continues.

(มันเป็นความจริงที่ว่า  ในยุคสมัยใหม่  คนใจบุญ (คนมีเมตตาต่อคน-สัตว์)  ได้คัดค้านต่อต้านการทารุณสัตว์ ________ การล่าหมาจิ้งจอกยังคงดำเนินต่อไป)

(a) while   (ในขณะที่)

(b) though   (ถึงแม้ว่า)

(c) therefore   (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(d) nevertheless   (อย่างไรก็ดี,  อย่างไรก็ตาม, แต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากข้อความในประโยคหน้าและหลัง  ขัดแย้งกัน  (คนใจบุญคัดค้านการทารุณสัตว์  แต่  การล่าหมาจิ้งจอกยังคงเกิดขึ้นต่อไป)  จึงต้องเชื่อมด้วย  “Nevertheless, Nonetheless, However, But”  (อย่างไรก็ดี,  อย่างไรก็ตาม, แต่)

 

7. It is important that the microscope slides _________________ thoroughly cleaned before use.

(มันสำคัญที่ว่า  ภาพสไลด์ของกล้องจุลทรรศน์ ______ ทำความสะอาดอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนใช้งาน)

(a) is

(b) are

(c) to be

(d) be   (ถูก, ได้รับการ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “Present subjunctive”  ในแบบ   “Passive voice”  โดยย่อมาจาก   “…….........….slides should be thoroughly cleaned….............….”   โดยไม่ใส่   “Should”  ลงไป  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า  ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)  (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก “Should be given”  (ละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I will recommend that the student ____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak   (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้  คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “should speak”  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                                    ตัวอย่างที่      

  • Bill’s uncle insists ___________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน __________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า _________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น,  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she _________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ _______________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that……............……..

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ___________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม _____ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China _______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ __________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “……...........…to Mary that she go…….............…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _______________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม ______________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ  มิได้เขียนลงไป

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I suggest that the matter ____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _____________________________ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                                  ตัวอย่างที่  ๑๒

  • The teacher suggested that ____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study”  เหมือนมีคำว่า  “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๓

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _____________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๔

  • He recommended that I _______________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _______________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน  “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should  ลงไปข้าง หน้าก็ได้)

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๕

  • I suggested to her that her husband _____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                                       ตัวอย่างที่ ๑๖

  • Many customers have requested that we ________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า  ให้เรา ________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขา  ในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)  (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่  ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”  ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”   ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม,  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  ที่กริยาตัวนี้  (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง  เราใช้รูป  “Present subjunctive”  ใน กรณี  คือ

                                    ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                                  ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                    ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน,  คุณ ศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary”  (จำเป็น), “Urgent”  (จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

8. _______________________________________ the value of x, we can find the value of y.

(_____________________________________ ค่าของ  x,  เราสามารถหาค่าของ  y)

(a) To know

(b) Knowing   (ทราบ)

(c) Known

(d) Know

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากต้องใช้รูป  “Verb + ing” (Present participle)   เพื่อแสดง   “Active voice”  เนื่องจากประธานของประโยค  (We)  เป็นผู้ทำกริยา  “ทราบ”  (Knowing)   

 

9. In Russia, foreign companies compete with _________________ for a share of the market.

(ในรัสเซีย  บริษัทต่างชาติแข่งขัน ____________________ เพื่อ (การมี) ส่วนแบ่งของตลาด)

(a) one another    (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คน หรือ สิ่ง ขึ้นไป)

(b) each other    (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(c) the other

(d) the others

 

10. Every town or village, large or small, has a rich and ________________________ history.

(ทุกๆ เมือง หรือหมู่บ้าน,  (ไม่ว่า) ใหญ่หรือเล็ก,  มีประวัติศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ (หรือมีค่า) และ __________)

(a) fascinate   (ทำให้หลงใหล, ดึงดูดใจ)

(b) fascinated   (หลงใหล, หลงเสน่ห์)

(c) fascinating   (มีเสน่ห์, น่าหลงใหล)

(d) fascination   (เสน่ห์, อำนาจดึงดูดใจ, การทำให้หลงเสน่ห์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป   “Fascinating”  เมื่อหมายถึง  “น่าหลงใหล, มีเสน่ห์”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันนี้  (Excite, Interest, Satisfy, Please, Annoy, Irritate, etc.)   ในตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Exciting, Excited” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • She was very _________________________________________ to meet her friend.

(เธอ _________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม _______________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท   “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม ____________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ____________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very _______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _______________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ  (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”   เนื่องจาก “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป   “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                                        คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                    ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”   คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                    ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า.........................” หรือ  “ซึ่งน่า...............................”  กริยาที่เติม   “Ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)  {มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)Present continuous tense}

                                    ๓.   ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้  แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “.......................ถูกทำให้รู้สึก...................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “...........................มีความรู้สึก.........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.........................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

11. Many people take advantage of a fool by selling him worthless things.

(ผู้คนจำนวนมาก  หาประโยชน์จาก (เอารัดเอาเปรียบ  หรือหากำไรจาก)   คนโง่  โดยการขายของไม่มีค่าให้เขา)

(a) take care of    (ดูแล, เอาใจใส่, รับผิดชอบ)

(b) take after    (เหมือนกับ, คล้ายกับ)

(c) make unfair use of; treat someone unfairly for your own gain    (แสวงหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม;  เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง;  หากำไรจาก; ฉวยโอกาสจาก; ใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดีจาก)

(d) take a chance    (เสี่ยง, ยอมเสี่ยง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • He took advantage of his friend’s kindness.

(เขาหาประโยชน์จากความใจดีของเพื่อน)  (เช่น  ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนมากกว่าที่ควรจะเป็น  เพราะเห็นเพื่อนใจดี)

  • The little children did not know how much to pay for the candy and Ralph took advantage of them.

(เด็กน้อยเหล่านั้นไม่รู้ว่าควรจะจ่ายเงินเท่าใดสำหรับค่าลูกอม  และราล์ฟก็หากำไรจากเด็ก)  (คือ  คิดค่าลูกอมเด็กเกินราคาจริง)

  • The cat took advantage of the high grass to creep up on the bird.

(แมวหาประโยชน์จากหญ้าที่สูง เพื่อที่จะคลานไปยังนก)  (แมวใช้หญ้าสูงอำพรางตนเอง  เพื่อค่อยๆ คลานไปจับนก)

  • Jean took advantage of the lunch hour to finish her homework.

(ยีนใช้ประโยชน์จากเวลาอาหารกลางวัน  เพื่อทำการบ้านของเธอให้เสร็จ)  (ยีนทำการ บ้านเสร็จระหว่างเวลาอาหารกลางวัน)

 

12. He shouldn’t have worked so hard as to make himself ill.

(เขาไม่ควรจะได้ทำงานหนัก  จนกระทั่งทำให้ตนเองเจ็บไข้)  (แต่ก็ได้ทำไปแล้ว  และก็เจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว  ซึ่งหมายถึง  จนกระทั่งขณะนี้ก็ยังป่วยอยู่)

(a) He will be ill if he goes on working so hard.    (เขาจะเจ็บป่วย  ถ้าเขายังคงทำงานหนักมากต่อไป)

(b) He would have been ill if he had not stopped working so hard.    (เขาคงจะเจ็บป่วยไปแล้ว  (ในอดีต)  ถ้าเขามิได้เลิกทำงานอย่างหนักมาก)  (แต่เขาก็มิได้เจ็บ ป่วย  เพราะเขาได้เลิกทำงานหนัก)  (เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)

(c) He is ill as a result of his working so hard.   (เขาป่วย (ในขณะนี้) โดยเป็นผลมาจากการทำงานหนักมาก)

(d) He was ill from working so hard but he is now better.    (เขาป่วย (ในอดีต) จากการทำงานหนักมาก  แต่ขณะนี้เขาอาการดีขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Shouldn’t + Have + Verb 3”  =   “ไม่ควรได้ทำสิ่งนั้นๆ  (ในอดีต)  แต่ก็ได้กระทำไปแล้ว”  ซึ่งตรงข้ามกับ  “Should + Have + Verb 3”  =    “ควรได้ทำสิ่งนั้นๆ (ในอดีต)  แต่ก็มิได้กระทำ

 

13. He didn’t like his work at first but after a while he did.

(เขาไม่ชอบงานของเขาในตอนแรก  แต่หลังจากชั่วเวลา (ขณะ) หนึ่ง  เขาชอบมัน)  (คือ  ชอบงานนี้)

(a) After a while, he began to work.    (หลังจากชั่วเวลาหนึ่ง  เขาเริ่มทำงาน)

(b) After some time, he worked.    (หลังจากเวลาผ่านไปพักหนึ่ง  เขาทำงาน)

(c) Although he didn’t work at first, he soon worked quite well.    (ถึงแม้ว่าเขามิได้ทำงานในตอนแรก  ในไม่ช้าเขาก็ทำงานอย่างดี)

(d) After some time, he liked his work.    (หลังจากเวลาผ่านไปพักหนึ่ง  เขาชอบงานของเขา)

 

14. It was very careless of _____________________________ to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของ ____________________ ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

(a) she

(b) her    (เธอ)

(c) hers

(d) herself

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Adjective + of +  กรรม”  =   “กรรมนั้นช่าง...........................เหลือเกิน  ที่...............................”   เช่น

  • It is very kind of you to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

15. You needn’t go home early, _______________________________________________?

(คุณไม่จำเป็นต้องกลับบ้านแต่หัวค่ำ ________________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) need you   (ใช่ไหม)

(d) needn’t you

ตอบ   -   ข้อ   (C)   เนื่องจาก  “Need”  เมื่อหมายความถึง  “จำเป็น”  ถือเป็นกริยาพิเศษ  (Modal verb)  เหมือนกับ  “Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must, Ought to”  ดังนั้น   เมื่อทำเป็นรูปปฏิเสธ  จึงใช้  “Not”   ตามหลังคำกริยาเหล่านี้ได้เลย  ไม่จำเป็นต้องใช้    “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเหมือนกับกริยาทั่วๆ ไป,  และเมื่อจะทำเป็นรูปบอกเล่า  ก็เอากริยาพวกนี้มาไว้ในส่วน  “Tag”  ได้เลยเช่นกัน

 

16. The work is going to be ______________________________________ than I expected.

(งานนี้จะ __________________________________________ ที่ผมคาดการณ์เอาไว้)

(a) much difficult

(b) difficult more

(c) difficulter

(d) more difficult    (ยากกว่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)   และเพราะว่า   “Difficult”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้   “More” นำหน้า  ไม่ใช้  “Difficulter”  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • It takes ________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา ________ ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer    (ยาวนาน.................................มากกว่า)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จาก  “Than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป   “ขั้นกว่า”  เช่น   “Bigger than”,  “Smaller than”,  “Older than”,  “Younger than” (คือ  เมื่อเป็นคำพยางค์สั้น  ให้เติม  “Er” ข้างท้ายคำแต่ในกรณีเป็นคำพยางค์ยาว   ให้ใช้  “More”  นำหน้าคำนั้นๆ   เช่น   “More expensive than” (แพงกว่า)  หรือ  “More spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น  แต่สำหรับในประโยคข้างบน   มีข้อความมาคั่นระหว่าง  “Longer”  และ  “Than”  คือ  “Time to cross the Pacific Ocean”  ทำให้ประโยคดูมีความซับซ้อนมากขึ้น  ดูตัวอย่างการเปรียบเทียบโดยใช้คำพยางค์ยาว  จากประโยคข้างล่าง

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

(เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

 

17. I have __________________________________________ to know how she is getting on.

(ผม ________ จะรู้ (โดยเสมอมา) ว่าเธอประสบความสำเร็จกับงานที่กำลังทำ-หรือหน้าที่ๆ รับผิดชอบ  อย่างไรบ้าง)  (ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ)

(a) long

(b) longed    (ปรารถนา,  อยาก,  ใคร่)

(c) longly

(d) longing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Long”  ในที่นี้เป็นคำกริยา  และใช้ในรูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  (กริยา ช่องที่    และ   ของ   “Long”   คือ   “Longed”)

 

18. Life is filled with jobs we don’t like to do, but you must do ____________ as best you can.

(ชีวิตเต็มไปด้วยงานที่เราไม่ชอบทำ,  แต่คุณจะต้องทำ ______ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้)

(a) it

(b) those works

(c) them    (มัน  -  หมายถึงงาน)

(d) yourself

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากแทน  “Jobs

 

19. There are hundreds of thousands of telephones __________ use throughout the country.

(มีโทรศัพท์หลายแสนเครื่อง _________________________________ อยู่ทั่วประเทศ)

(a) on

(b) for

(c) at

(d) in    (“In use” =  ใช้งาน)

ตอบ   -    ข้อ   (d)

                        สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่  ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี  ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน    เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภาย หลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศ นะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิ ยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยใช้วลีนี้  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

20. Do you know the man who is in charge __________________________ this restaurant?  

(คุณรู้จักชายผู้ที่ _____________________________________ ภัตตาคารนี้หรือเปล่า)

(a) for

(b) in

(c) at

(d) of    (“In charge of”  =  ดูแล, รับผิดชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                          สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดู แล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะ แนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง......................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ,  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กาง เกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้อง การจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 466)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He said that neither of the applicants __________________________________ suitable.

(เขากล่าวว่าผู้สมัครทั้ง  ๒  คน ไม่ __________________________________ เหมาะสม)

(a) is

(b) are

(c) was   (มีความ)

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  ซึ่งแยกเป็น   แบบ  คือ

                                   ๑. Neither (ไม่ทั้ง ๒) + Noun (เอกพจน์)  และใช้  Verb  เอกพจน์  เช่น

  • Neither bus goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง   คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                 ๒. Neither (ไม่ทั้ง ๒) of + Noun (พหูพจน์)  แต่ใช้  Verb  เอกพจน์  เช่น

  • Neither of the buses goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง    คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                  สำหรับ  “Neither……..........….nor…….....……..”  =   “ไม่ทั้ง...................  .และ....................”  ใช้   Verb  ตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • Neither he nor I am responsible for the mistake.

(ทั้งเขาและผม  ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิด)

  • Neither his parents nor Jim was happy with the trip.

(ทั้งพ่อแม่ของเขาและจิม  ไม่มีความสุขกับการเดินทาง)

 

2. __________________________________________________ stamps, he collects coins.

(______________________________________ แสตมป์,  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์ด้วย)

(a) Except   (ยกเว้น)

(b) Beside   (ข้างๆ)

(c) There are no

(d) In addition to   (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   นอกจากนั้นยังอาจใช้   “Apart from = Besides” =  “นอกเหนือจาก”  ก็ได้

 

3. The French word ___________________________________________ “friend” is “ami”.

(คำฝรั่งเศส ______________________________________ (คำว่า) เพื่อน  คือ  “เอมิ”)

(a) Instead of   (แทนที่, แทนที่จะ)

(b) means   (หมายความว่า, หมายถึง)

(c) of

(d) for   (สำหรับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้   “For

                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำ หรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมากสำ หรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                           ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope” (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                              สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

4. By the year 2095 all of us __________________________________________________.

{ในปี (ราวๆ ปี)  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน _______________________________________}

(a) will die

(b) will have died   (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน    กรณี  คือ

                                    ๑. ใช้กับเหตุการณ์   เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว,  จึงมีเหตุการณ์ที่    เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense

{Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}

  • เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense

(Subject + Verb 1)

  • The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น  เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม,  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”,   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

  • We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  (ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”,  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

                                    ๒. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ  เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว   มักนำหน้าด้วย   “By”  เช่น   “By 2030”  (ในปี  หรือ ราวๆ ปี  ๒๐๓๐), By the year 2095, By tomorrow, By next week (month, year), By the end of September, By next winter, By this time tomorrow  (ราวๆ เวลานี้ของวันพรุ่งนี้), By the time I graduate next year  (ราวๆ เวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

  • We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆ ปลาย) ปีนี้)

  • I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆ เวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

  • They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆ เดือน) เมษายนปีหน้า)

  • By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

                                    ๓. ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

  • I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

  • It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้    โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

  • She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

  • They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล้อก)

 

5. Further information will be supplied ___________________________________________.

(ข้อมูลข่าวสารเพิ่มขึ้น  จะได้รับการจัดหาให้ ____________________________________)

(a) in request

(b) at request

(c) on request   (เมื่อมีการร้องขอ)

(d) for request

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้   “On request

                                   สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่   “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

6. When a motor tyre (= tire) is fully inflated, it is ________________ considerable pressure.

(เมื่อยางรถยนต์ถูกสูบลมเข้าไปจนเต็ม,  มันอยู่ _____ ความดัน  -  หรือแรงดัน  -  อย่างมากมาย)

(a) having

(b) with

(c) under   (ภายใต้)

(d) above

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Under pressure”  =   “ภายใต้แรงดัน หรือความกดดัน” 

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Under”  ได้แก่  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้),  “in his hand”  (อยู่ในมือ),  “under age”  (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภา วะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover” (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง), (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา),  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –  ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด), “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย, (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards. – เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,  “under the circumstances  (= in the circumstances)”  (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น), (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง), (Where under the sun could I have put my purse?  –  ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้), “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประ ธานเหมา), “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระ หว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อ สร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance” (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”  (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง  ๒  คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า  ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า  ๑๐  ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า  ๖๐  ปี)  เป็นต้น

 

7. My teacher is always very patient ________________________________ lazy students.

(ครูของผมอดทนอย่างมากเสมอ ___________________________ นักเรียนที่เกียจคร้าน)

(a) for

(b) with    (กับ, ต่อ)

(c) at

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                      คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                        กริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

8. Because Thailand is located near the equator, warm temperatures prevail ___________ the year.

(เพราะว่าประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร, อุณหภูมิแบบอบอุ่นมีอยู่ทั่วไป (มีมากกว่าอุณหภูมิแบบอื่นๆ) _________ ทั้งปี)

(a) in

(b) by

(c) from

(d) throughout    (โดยตลอด, โดยทั่ว, ทุกหนทุกแห่ง, ตั้งแต่ต้นจนจบ)

 

9. I try to cut down the production cost, thereby ______________ to invest in another project.

(ผมพยายามที่จะตัดทอนต้นทุนการผลิต, (และ) ดังนั้น _______ ที่จะลงทุนในอีกโครงการหนึ่ง)

(a) to save a lot of money

(b) saving a lot of money    (ประหยัดเงินได้มากมาย)

(c) being saved a lot of money

(d) a lot of money saved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………............cost, which thereby saved a lot of money……….............…” 

 

10. ________ going to the beach with his friends, Tom stays at home and helps his parents look after his little brother during the holidays.

(__________ ไปเที่ยวชายหาดกับเพื่อนๆ ของเขา, ทอมพักอยู่กับบ้าน  และช่วยพ่อแม่ดูแลน้องชายตัวน้อยในระหว่างวันหยุดพักผ่อน)

(a) In spite of    (ทั้งๆ ที่)

(b) In addition to    (นอกเหนือจาก)

(c) Instead of    (แทนที่จะ)

(d) In case of    (ในกรณีของ)

 

11. I have never been afraid __________ the laborious task I am confronted with at present.

(ผมไม่เคยเกรงกลัว ______________________ งานหนักซึ่งผมเผชิญหน้าอยู่ในปัจจุบัน)

(a) of   

(b) with

(c) in

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (a)

                                สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอ ที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.......................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),   “boast ”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.......................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

12. The earthworm is a worm ______________ in moist warm soil in many geographic areas.

(ไส้เดือนเป็นหนอนซึ่ง (ถูก) __________ ในดินที่ชื้นและร้อน (อุ่น) ในหลายๆ พื้นที่ภูมิศาสตร์)

(a) finding

(b) founded    (สร้าง, ก่อตั้ง, สถาปนา)

(c) found    (พบ, เจอ, หา, สืบหา, ค้น, ค้นพบ)

(d) having found 

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………....…a worm which is found in moist……...........…”  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Find, Found, Found”)  ส่วนกริยา    ช่อง ของ  “Found” (สร้าง, ก่อตั้ง, สถาปนา)  คือ  “Found, Founded, Founded   

                           ทั้งนี้อาจตอบ  ข้อ  (d)   ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been found”  เนื่องจากเป็น  “Perfect participle”  ในแบบ  “Passive voice”  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค   “……...……a worm which has been found in moist..……........…”   

 

13. Although there had been some chaos before the concert, by the time the singer arrived, everything was completely _________.

(แม้ว่ามีความวุ่นวายอยู่บ้างก่อนการแสดงคอนเซิร์ต,  ครั้นถึงเวลาที่นักร้องมาถึง, ทุกสิ่งทุกอย่าง _________ โดยสิ้นเชิง)

(a) out of order    {(เครื่องยนต์, นาฬิกา) เสีย, ใช้การไม่ได้}

(b) in the pink    (สุขภาพดีมาก)

(c) under control    (อยู่ภายใต้การควบคุม, สามารถควบคุมได้)

(d) at ease    (สบายใจ, ไร้กังวล, มั่นใจ, ใจสงบ)

 

14. Jimmy was a _________ in the save-animal movement who was known for his attempt to save pets which were deserted by their owners.

(จิมมี่เป็น _________ ในขบวนการช่วยชีวิตสัตว์  ผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในเรื่องความพยายามของเขาที่จะช่วยชีวิตสัตว์เลี้ยง  ซึ่งถูกทอดทิ้งโดยเจ้าของมัน)

(a) a led figure

(b) led figures

(c) leading figures   

(d) a leading figure    (บุคคลชั้นนำ-ชั้นแนวหน้า-สำคัญที่สุด

 

15. According ________ the newspaper, a number of foreigners have come from all over the world to take part in the Songkarn Festival in Thailand.

(สอดคล้อง _________ หนังสือพิมพ์ (ตามที่หนังสือพิมพ์กล่าว), ชาวต่างประเทศจำนวนมากเดินทางมาจากทั่วโลก  เพื่อมีส่วนร่วมในงานสงกรานต์ในประเทศไทย)

(a) on

(b) for

(c) to    (กับ)

(d) with                                                                                                     

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                          คำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                         คำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้น กับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

16. It is true that ___________________________________________________________.

(มันเป็นความจริงที่ว่า _________________________________________________)

(a) he needs a teacher who cannot read   (เขาต้องการครูผู้ซึ่งไม่สามารถอ่าน)

(b) he cannot read and he needs a teacher   (เขาไม่สามารถอ่าน และเขาต้องการครู)  (ไวยากรณ์สู้ข้อ  (d)  ไม่ได้)

(c) he needs a teacher and he cannot read   (เขาต้องการครู และเขาไม่สามารถอ่าน)

(d) he, who cannot read, needs a teacher   (เขา, ผู้ซึ่งไม่สามารถอ่านหนังสือ,  ต้องการครู  -  มาสอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  และถูกหลักไวยากรณ์

 

17. Among the advantages which Mr. Barlow has given his children are a good college education and _________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ _________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel”  ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

 

18. Those who violate the rules _______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งละเมิด-ฝ่าฝืนกฎระเบียบ _________________________________________)

(a) should meet severe punishment   (ควรพบกับการลงโทษที่รุนแรง)

(b) must be severely punished   (จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง)   

(c) must be punished severe

(d) should have punishment   (ควรมีการลงโทษ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ในประโยคข้างบน  ควรใช้   “Must”  มากกว่า   “Should”  เนื่อง จากเป็นการกำชับมิให้ฝ่าฝืนกฎระเบียบ  (จึงตัดข้อ  A  และ  D ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “must be punished severely

 

19. Jewish boys would begin to study ________________________________ the age of 3.

(เด็กชายชาวยิวจะเริ่มเรียนหนังสือ (เข้าโรงเรียน) _____________________ อายุ    ขวบ)

(a) early as

(b) so early as

(c) as early as   (โดยเร็วเท่ากับ, แต่เนิ่นๆ เท่ากับ)

(d) when early as

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Early”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายกริยา  “Study

 

20. _____________________________________ most beginners, he worried about details.

(____________________ ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่,  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As   (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as   (ตามที่, ดังที่)

(c) Like   (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though   (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ  “most beginners)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่

  • This car has an engine _________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _______________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as   (= ในฐานะ, เป็น  เมื่อเป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (= เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่   เมื่อเป็น “Conjunction”  = Just as  ต้องตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same   (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as   (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like   (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับตัวอย่างที่    คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • What is the climate __________________________________ in your home town?

(อากาศ ___________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)    ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                                       ตัวอย่างที่

  • The sky is cloudy and it looks like _______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _____________________________________)

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง“เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม    ซึ่งในที่นี้  คือ  “ฝน

                                                      ตัวอย่างที่

  • He became a doctor _________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน  “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก,  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   เช่น  “the other nations”,  “his father”,  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “As”  (หมายถึง  “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)   เช่น

  • He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                        สำหรับ   “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ  หรือ  เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี,  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                      สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน)  (รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆ กัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆ กันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆ กัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆ กัน)

                                                                                                                                                                                                                                    

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 465)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. __________________ long pantaloons to draw attention to the woman suffrage movement.

(_______ กางเกงขี่ม้ารัดรูปตัวยาว  เพื่อดึงดูดความสนใจต่อขบวนการสิทธิในการออกเสียงของสตรี)

(a) Amelia Bloomer to wear

(b) Amelia Bloomer wore    (อมีเลีย  บรูมเมอร์  สวม)

(c) Amelia Bloomer’s wearing

(d) Amelia Bloomer, who wore    (อมีเลีย  บรูมเมอร์,  ผู้ซึ่งสวม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Amelia Bloomer)  และกริยา  (Wore)  ของประโยค   

 

2. All marble is composed of crystals of the minerals calcite or dolomite, ________, are perfectly white.

(หินอ่อนทั้งหมดประกอบด้วยผลึกของแร่แคลไซต์  หรือโดโลไมท์, _________ , มีสีขาวอย่างสมบูรณ์ – ไร้มลทิน)

(a) when, which pure

(b) when, pure which

(c) which, pure when

(d) which, when pure    (ซึ่ง, เมื่อบริสุทธิ์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “which, when they are pure”  

 

3. Plants react markedly to ___________________________________________________.

(พืชมีปฏิกิริยาอย่างเห็นได้ชัดต่อ ______________________________________________)

(a) illumination is changing

(b) changes that illumination

(c) changing illumination    (การส่องสว่าง (แสงสว่าง) ที่เปลี่ยนไป)

(d) illumination that changing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “illumination that is changing”  (การส่องสว่างซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลง)  ก็ได้

 

4. _____________________________, Thomas Paine aroused both admiration and hatred.

(___________, โทมัส เพน  ปลุกเร้าทั้งการยกย่องชื่นชม  และความเกลียดชัง)  (ในตัวของเขา)

(โทมัส เพน  เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นักปรัชญา, และนักปฏิวัติชาวอเมริกัน  เชื้อสายอังกฤษในศตวรรษที่  ๑๘,  เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ  และผู้นำในการประกาศเอกราชจากอังกฤษ)

(a) The most widely read author being of his day

(b) Of his day was the most widely read author

(c) The most widely read author of his day    (เป็นนักเขียนซึ่งมีผู้อ่านมากที่สุดในยุคของเขา)

(d) He was the most widely read author of his day

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้วลีขึ้นต้นประโยค  เพื่อขยายประธานฯ ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (Thomas Paine)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The son of a carpenter, Jim worked very hard since he was young.

(เป็นลูกชายของช่างไม้, จิมทำงานหนักมากตั้งแต่ยังเป็นเด็ก)

  • A famous movie star, Peter hopes to win an Oscar Award in the future.

(เป็นดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง, ปีเตอร์หวังว่าเขาจะได้รางวัลออสการ์ในอนาคต)

  • The best student in her class, Susan got a scholarship to study abroad.

(เป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้น, ซูซานได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศ)

 

5. For nearly 800 years, at least, British people have protested in _________ about the pollution of air through the burning of soft coal.

(เป็นเวลาเกือบ  ๘๐๐  ปี, อย่างน้อยที่สุด, ชาวอังกฤษได้ประท้วงด้วย _________ เกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศ  ที่เกิดจากการเผาถ่านที่ใช้ในการทำอาหาร)

(a) one way or other

(b) one way or others

(c) one way or the other

(d) one way or another   (วิธีใดวิธีหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ ๑

  • Almost everyone has a headache at _____________________________________.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  (ไม่) ณ  __________________________________)

(a) one time or other

(b) one time or another   (เวลาใด (ก็) เวลาหนึ่ง)

(c) one time or the other

(d) one time or others

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากเราใช้   “Another”  คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “ (ไม่)......................ใดก็.......................หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

                                        สำหรับ  “Another”  (อีกหนึ่ง)   ใช้ในแบบไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก    สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก    ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก    คัน)

                                      อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก................................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก    ปี)

 

6. After 1945, Australia became ________________________ in the Southeast Asian market.

(หลังปี  ๑๙๔๕  ออสเตรเลียเริ่ม _____________________ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) interesting    (น่าสนใจ)

(b) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(c) interest    (ทำให้สนใจ)

(d) to interest

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest”  เช่น  “Excite, Surprise, Attract, Disappoint, etc.”  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • The lecturer used so many long and difficult words that I felt very _______________.

(ผู้บรรยายใช้คำที่ยืดยาวและยากจำนวนมาก  จนกระทั่งผมรู้สึก _____________ อย่างมาก)

(a) confuse    (ทำให้งุนงง-สับสน)

(b) confusing    (น่างุนงง-สับสน)

(c) confused    (งุนงง-สับสน)

(d) confusion    (ความงุนงง-สับสน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                     ตัวอย่างที่

  • The food was delicious.  That was a ___________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ _________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                                                      ตัวอย่างที่

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ __________________________________)

  1. were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องใช้กับ  “Was

                                                   ตัวอย่างที่

  • My friend _________________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม ___________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it _______________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน ________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)    ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • She was very _________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ___________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม ______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • It will take me quite some time to get him ___________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The little girl was very _______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ)

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก   “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า   “น่าประหลาดใจ”,  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                                      คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                               กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

                                    ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                    ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า........................”  หรือ  “ซึ่งน่า.......................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้  ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                                    ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น   “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “......................ถูกทำให้รู้สึก.......................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ........................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “.........................มีความรู้สึก.........................ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ...................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

7. Experienced drivers have ______________________________ accidents than beginners.

(นักขับรถที่มีประสบการณ์  ประสบอุบัติเหตุ _______________ ผู้เริ่มขับรถ หรือมือใหม่หัดขับ)

(a) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(b) fewer    (น้อยกว่า)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(c) not many    (ไม่มาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(d) very few    (น้อยมาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   และ   “Accidents”  เป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้   “Fewer        

 

8. After a _______________________________________ breakfast, he ran to the bus stop.

(หลังจากอาหารเช้าที่ ____________________________________ เขาวิ่งไปที่ป้ายรถเมล์)

(a) hurry   (รีบเร่ง, ความรีบเร่ง)  (เป็นคำกริยา และคำนาม)

(b) hurrying

(c) hurried   (เฮ้อ-รีด)  (เป็นคำคุณศัพท์)  (รีบเร่ง, รีบร้อน, ฉุกละหุก, ด่วน)

(d) hurry’s

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้คำคุณศัพท์ขยายหน้าคำนาม  “Breakfast

 

9. His favourite subject is ____________________________________________________.

(วิชาที่โปรดปรานของเขา  คือ ___________________________________________)

(a) mathematic    (mathematics  =  วิชาคณิตศาสตร์)

(b) arithmetic    (วิชาเลขคณิต, เกี่ยวกับเลขคณิต)

(c) physic   (ฟิซ-ซิค)  (ยาถ่าย, ยาเวชภัณฑ์, แพทยศาสตร์, อาชีพแพทย์)   (physics (ฟิซ-ซิคซ)  =  วิชาฟิสิกส์)

(d) economic   (เกี่ยวกับเศรษฐกิจ, ด้านเศรษฐกิจ)  (economics  =  วิชาเศรษฐศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นเพียงข้อเดียวที่เป็น  “วิชา

 

10. She forgot to ____________________________ us ____________________________.

(เธอลืมที่จะ ____________________________________________________ ถึงเรา)

(a) drop ______________ a letter

(b) drop ______________ a line   (เขียนจดหมาย)

(c) drop ______________ by

(d) drop ______________ out

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Drop someone a line   หรือ  a few lines”  =   “เขียนจดหมาย  หรือ โน้ต  ถึงผู้นั้น”   Line (s)  ในที่นี้  หมายถึง  “บรรทัดของหนังสือ

 

11. In 34 years, Dickens wrote 15 books plus ________ of ________ and ________, and every one became a best-seller.

(ในช่วงเวลา  ๓๔  ปี,  ดิ๊กเค่น  เขียนหนังสือ  ๑๕  เล่ม  กับ ________ และ ________ จำนวน ________ เรื่อง  และทุกๆ เล่ม (เรื่อง)  ได้กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุด)

(a) hundred _________ stories _________ article

(b) hundreds _________ stories _________ articles   (นิยาย _________ บทความ _________ หลายร้อย)

(c) hundreds _________ stories _________ article

(d) hundred ________ story _________ articles

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องเติม   “S”  ข้างท้าย   “Hundred, Story, Article”   ทั้ง   คำ  เนื่องจากอยู่ในรูปพหูพจน์

 

12. As a mass production method, it ___________________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก,  มัน (วิธีการ) _________ ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง  ในช่วง    ถึง    ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง    ถึง    ปีที่ผ่านมา)  แสดงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • __________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(____________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been   (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  (ต้องใช้  “Have been”  เนื่องจาก  “Impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   และนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)   และคาดว่าเหตุการณ์นั้น  ยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก   “For” = (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = (ตั้งแต่),  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”     (= Up to the present time = Up until now) =  (จนถึงบัดนี้),  “So far” =   ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently) = (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆ มา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)  (จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

 

13. I shall expect you every day; _______________________________________________.

(ผมจะรอคอยที่จะพบคุณทุกๆ วัน; _________________________________________)

(a) don’t disappoint

(b) do not be disappointing

(c) don’t disappoint me   (อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ)

(d) disappoint not

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายกริยา  “Disappoint”  และในกลุ่มเดียวกัน  (Interest, Excite, Satisfy, Surprise, Frighten, etc.)   ในข้อ  ๖  ของข้อสอบชุดนี้

 

14. Searching in the library, I came ______________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

15. Another explosion occurred seconds after the first.

(การระเบิดอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นไม่กี่วินาทีหลังจาก (การระเบิด) ครั้งแรก) 

(a) There were three explosions.    (มีการระเบิด  ๓  ครั้ง)

(b) The first explosion was louder than the second.    (การระเบิดครั้งแรกมีเสียงดังมากกว่าครั้งที่  ๒)

(c) Two explosions happened in rapid succession.    (การระเบิด    ครั้งเกิดขึ้นติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว)

(d) There was one explosion.    (มีการระเบิด  ๑  ครั้ง)

 

16. Jim is leaving London for good.

(จิมจะจากลอนดอนไปอย่างถาวร  หรือตลอดกาล)

(a) Jim is leaving London permanently.    (จิมจะจากลอนดอนไปอย่างถาวร)

(b) Jim is leaving London for the good of his family.    (จิมจะจากลอนดอนไป  เพื่อประโยชน์ของครอบครัวของเขา)

(c) Jim is leaving London for a good reason.    (จิมจะจากลอนดอนไป  ด้วยเหตุผลที่ดี)

(d) Jim is leaving London for his own good.    (จิมจะจากลอนดอนไป  เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “For good”  =  “Forever”  =  “ตลอดไป, ตลอดกาล, อย่างถาวร, ชั่วนิรันดร, ต่อเนื่อง, ไม่สิ้นสุด

 

17. “I’m afraid that John’s firm is in the red again.”

(“ผมเกรงว่าบริษัทของจอห์นขาดทุนอีกแล้ว)  (คือ  ตัวเลขในบัญชีเป็นสีแดง)

(a) John’s company no longer exists.    (บริษัทของจอห์นไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้ว)  (คือ  ปิดกิจการไปแล้ว)

(b) John’s company has just started operation.    (บริษัทของจอห์นเพิ่งเริ่มดำเนินการ)

(c) John’s company is making a profit.    (บริษัทของจอห์นกำลังทำกำไร)

(d) John’s company is operating at a loss.    (บริษัทของจอห์นกำลังดำเนินการขาดทุน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “In the red”  =  “ขาดทุน”  มีที่มาจากในอดีต  ที่พ่อค้าฝรั่งนิยมบันทึกรายการทางธุรกิจด้วยตัวเลขสีแดง  (ใช้หมึกแดง)  เพื่อบอกว่าธุรกิจขาดทุนไปเท่าใด  และจะบันทึกตัวเลขเป็นสีดำ  (In the black)  โดยใช้หมึกสีดำ  เพื่อบอกว่าธุรกิจทำเงินได้เท่าใด  (กำไรเท่าใด)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • A large number of American radio stations operate in the red.

(สถานีวิทยุอเมริกันจำนวนมาก  ดำเนินการในแบบขาดทุน)

  • In America a rich man who has a farm or ranch often runs it in the red, but makes his money with his factory or business.

(ในอเมริกา  ชายผู้ร่ำรวยที่มีฟาร์มหรือปศุสัตว์  มักบริหารมันในแบบขาดทุน  แต่หาเงิน (ทำกำไร)  จากโรงงานหรือธุรกิจของเขา)  (คือ  ทำฟาร์มหรือปศุสัตว์เพื่อความเพลิดเพลินเท่านั้น  จึงขาดทุน,  แต่ทำกำไรทดแทนจากโรงงานหรือธุรกิจอื่นของตน)

 

18. This new law will not be popular with the man in the street.

(กฎหมายใหม่นี้จะไม่เป็นที่นิยมชมชอบแก่คนธรรมดาสามัญทั่วไป)  (คือ  ชาวบ้านทั่วไปจะไม่ชอบมัน)

(a) Poor men will not like the law.    (คนยากจนจะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(b) Traders will not like the law.    (พ่อค้าจะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(c) Pedestrians will not like the law.    (ผู้เดินเท้า (คนเดินถนน) จะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(d) Ordinary men will not like the law.    (คนธรรมดาสามัญ-ชาวบ้านทั่วไป  จะไม่ชอบกฎหมายนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Man in the street”  =   “คนซึ่งเหมือนกับคนอื่นๆ ส่วนใหญ่, คนโดยเฉลี่ย, คนธรรมดา-สามัญ”  (แปลตรงๆ คือ  “คนใน หรือ บนถนน”)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The newspaper took a poll of the man in the street.

(หนังสือพิมพ์สอบถามผู้คนธรรมดาสามัญ (คนรากหญ้า) จำนวนมาก  ว่าพวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง)

 

19. A: Do you have much work to do this week-end?

(A: คุณมีงานทำเยอะใช่ไหมปลายสัปดาห์นี้)

     B: Yes, I have to write a _____________________________________________ paper.

(B: ใช่แล้วครับ  ผมจำเป็นต้องเขียนรายงาน (ยาว) _____________________________)

(a) two-thousand-words

(b) two-thousand-word    (๒,๐๐๐ คำ)

(c) two-thousands-word

(d) two-thousands-words

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์  ขยายคำนาม  “Thousand”  และ  “Word”  ไม่ต้องเติม   “S”  ลงข้างท้าย,  แต่ต้องมีเครื่องหมาย  “Hyphen” (-)  ขีดคั่นระหว่างคำคุณศัพท์เหล่านั้น  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She gave me two hundred-dollar bills.

(เธอให้ธนบัตรใบละ  ๑๐๐  ดอลลาร์  แก่ผม    ใบ)

  • It is a fifty-mile journey.

(มันเป็นการเดินทางระยะ  ๕๐  ไมล์)

(สำหรับเรื่องระยะทาง  สามารถเขียนได้อีกแบบ  คือ   “It is a 50 miles’ journey.  =  “การเดินทางของ  ๕๐  ไมล์”)

 

20. The mountain was a _________________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น ______________________________________________ จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey    (การเดินทาง (ระยะ)    วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ  อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from…................…..”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่       

  • I’m looking forward to ________________________________________________.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย  _______________________________________________)

(a) a vacation’s week

(b) a week’s vacation    (การไปเที่ยววันหยุด    สัปดาห์)

(c) a vacation of the week

(d) a week of the vacation

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten _____________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ _____________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • The landlord said that the tenant owed several ______________________________.

(เจ้าของบ้านกล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ ____________________________________)

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • They understood the problem after half an ________________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง ______________________________)

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s pause    (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent    (ค่าเช่า   เดือน)
  • A week’s holiday   (วันหยุด    สัปดาห์)
  • Two months’ notice  (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • Three weeks’ journey   (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • Four years’ time   (ระยะเวลา    ปี)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 464)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. An explosion at London subway last August killed a French journalist and injured 58 _______ people.

(การระเบิดบริเวณรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว  ทำให้นักข่าวชาวฝรั่งเศสเสียชีวิต   คน  และทำให้ผู้คน ________ อีก  ๕๘  คนได้รับบาดเจ็บ)

(a) other    (อื่นๆ)

(b) another

(c) others

(d) any other

 

2. _______________________________________________ a cinema in our village soon.

(________________________________ โรงภาพยนตร์ในหมู่บ้านของเราเร็วๆ นี้-ในไม่ช้า)

(a) There is

(b) There will be    (จะมี)

(c) Will there be

(d) Will there is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคต  (เร็วๆ นี้, ในไม่ช้า) 

 

3. __________________________________________ hearing the bad news, she fainted.

(__________________________________________ ได้ยินข่าวร้ายนั้น  เธอเป็นลม)

(a) On    (เมื่อ)

(b) When    (เมื่อ)

(c) As soon as     (ในทันทีที่)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “When she heard the bad……….......…,  หรือ  As soon as she heard……...…..…,   หรือ  Because she heard………......…,”  ก็ได้

 

4. I don’t understand _______________________________________ she is always late.

(ผมไม่เข้าใจ (ว่า) _______________________________ เธอจึงมาสายอยู่เป็นประจำ)

(a) that

(b) whether

(c) why    (ทำไม)

(d) the reason

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ข้อความ  “Why she is always late”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Understand”   

 

5. Water ______________________________________________ hydrogen and oxygen.

(น้ำ ___________________________________________ ไฮโดรเจนและออกซิเจน)

(a) contains    (บรรจุ, มี...............................อยู่ภายใน) 

(b) consists    (ประกอบด้วย)  (ต้องตามด้วย  “Of”)

(c) is consisted of    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) is composed of    (ประกอบด้วย)  (ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  และตามด้วย  “Of”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับข้ออื่นๆ  มีการใช้ตามโครงสร้างข้างล่าง

  • That box contains a lot of books.   

(กล่องใบนั้นบรรจุหนังสือมากมาย)   

  • The jar can contain much water. 

(ตุ่มใบนี้บรรจุน้ำได้มาก)

  • The room contained a couch, a glass cabinet, and a desk.

(ห้องมีเก้าอี้ยาว (โซฟา), ตู้กระจก, และโต๊ะเขียนหนังสือ  อยู่ภายในมัน)

  • At present the country’s urban areas contain some 30 million people.

(ในปัจจุบัน  พื้นที่ที่เป็นเมืองของประเทศ  มีประชาชนประมาณ  ๓๐  ล้านคนอาศัยอยู่)

  • Her diet does not contain sugar.

(อาหารพิเศษ (ลดน้ำหนัก) ของเธอไม่มีน้ำตาล)

  • Each pill contains 75 milligrams of aspirin.

(ยาแต่ละเม็ดบรรจุ (มีส่วนผสม) แอสไพริน  ๗๕  มิลลิกรัม)

  • Water consists of hydrogen and oxygen.

(น้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนและออกซิเจน)

  • The committee consists of scientists and engineers.

(คณะกรรมการประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร)

  • The major part of the country consists of deserts and mountains.

(ส่วนใหญ่ของประเทศประกอบด้วยทะเลทรายและภูเขา)

 

6. Unless it rains, I shall go into ______________________________________ on Sunday.

(ถ้าฝนไม่ตก  ผมจะไป _______________________________________ วันอาทิตย์)

(a) country

(b) countries

(c) the country    (ต่างจังหวัด, บ้านนอก, ชนบท)

(d) a country

 

7. She has full authority to do whatever she likes; nobody dares to make any _________ at all.

(เธอมีอำนาจเต็มที่ที่จะทำอะไรก็ตามที่เธอชอบ,  ไม่มีใครกล้าทำ _____________ ใดๆ ทั้งสิ้น)

(a) approval    (การเห็นชอบ, การเห็นด้วย, การอนุมัติ)

(b) proposal    (การเสนอ, ข้อเสนอ, การขอแต่งงาน)

(c) objection    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

(d) nomination    (การเสนอชื่อ)

 

8. When you can obtain something easily, we say that that thing is __________________.

(เมื่อคุณสามารถได้รับบางสิ่งบางอย่างโดยง่ายดาย,  เรากล่าวว่าสิ่งนั้น ______________

(a) numb    (ชา, ไม่มีความรู้สึก)

(b) immense    (ใหญ่โต, มหึมา, มากมาย, มหาศาล)

(c) available    (หาง่าย, หาได้, มี, เท่าที่จะหาได้, เหมาะที่ใช้, ใช้ประโยชน์ได้)

(d) rare    (หายาก)

 

9. Very few students passed the exam because it was rather _________________________.

(มีนักเรียนน้อยคนมากที่สอบผ่าน  เพราะว่ามัน (การสอบ) ค่อนข้าง ___________________)

(a) coarse    (คอร์ซ)  (หยาบ, หยาบคาย, มีคุณภาพที่เลว, ธรรมดาๆ, ขาดรสนิยม)

(b) harsh    (หยาบ, สาก, บาด (ตา), แสบแก้วหู, ห้าว, ไม่น่าดู)

(c) tough    (ทัฟ)  (ยาก, เหนียว, ทนทาน, ไม่เปราะ, บึกบึน, ดื้อรั้น, แข็งแรง, ใจแข็ง, ร้าย)    

(d) brittle    (เปราะ, แตกหักได้ง่าย, งอไม่ได้, ปรับตัวไม่ได้)

 

10. Miss Brandon is one of those workers who _______________________ by irregular hours.

(มิสแบรนดอนเป็นคนงานคนหนึ่งผู้ซึ่ง _________ กับชั่วโมงทำงานที่ไม่ปกติ)  (เช่น  ต้องทำงานหลังงานเลิก  หรือ  มาทำงานวันหยุด)

(a) is not upset

(b) are not upset    (ไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือว้าวุ่นใจ)

(c) is not upsetting

(d) are not upsetting    (ไม่น่าหงุดหงิดหรือน่าว้าวุ่นใจ)

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจากต้องใช้กริยา  “Are”  ตาม  “Workers”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่

  • He is one of those who __________________________________________ money.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนซึ่ง _______________________________________ เงิน)

(a) enjoys to spend

(b) enjoys spending

(c) enjoy to spend

(d) enjoy spending    (สนุกสนานกับการใช้จ่าย)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ต้องใช้กริยา  “Enjoy”  ตาม  “Those”   ส่วน  “Enjoy + Verb + ing”  เนื่องจากโครงสร้าง  “One of those (หรือ the + Noun พหูพจน์) + Who + Verb พหูพจน์  (เช่น  are, have, play, eat )”  กล่าวคือ  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ   “Those”  หรือ  “นามพหูพจน์”   เช่น

  • Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

  • Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

11. I ______________________________________ to stay here until the end of this month.

(ผม _______________________________________ ให้พักที่นี่  จนกระทั่งสิ้นเดือนนี้)

(a) oblige

(b) am obliging

(c) am obliged    (ถูกผูกมัด, ถูกบังคับ)

(d) have an oblige

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Oblige”  เมื่อใช้ในความหมาย  “ถูกบังคับ, ถูกผูกมัด, มีหน้าที่ที่จะต้อง, ....................., มีภารกิจต้อง......................”  จะต้องใช้ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3}   เสมอ

 

12. I am longing _________________________________________________ the holidays.

(ผมกำลังปรารถนา (อยาก, ใคร่)  ที่จะ ____________________________ วันหยุดพักผ่อน)

(a) for    (มี,ได้)

(b) to

(c) in

(d) with

ตอบ    -    ข้อ   (a)  “Long for”  =   “ปรารถนา, อยากได้,  อยากมี”,  “Long”  ในที่นี้เป็นคำกริยา

 

13. I __________________________________________ here twenty years next summer.

(ผม ___________________________________ ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ในฤดูร้อนปีหน้า)

(a) shall live

(b) have lived

(c) am living

(d) shall have been living    (จะได้ (กำลัง) อาศัยอยู่)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเอาโครงสร้าง  “Future tense” {Will (Shall) + Verb 1}  (บอกเหตุการณ์อนาคต)   รวมเข้ากับ  “Present perfect continuous tense” {Has (Have) + Been + Verb + ing}  (บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย)  เน้นตรงความต่อเนื่องที่ยาวนาน  (อาจเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือ  วัน  เดือน  ปี  ๑๐ ปี ก็ได้)  เมื่อรวม  “Tense”  ทั้ง    แล้ว  จะกลายเป็น  “เหตุการณ์ในอนาคตที่เกิดต่อเนื่องอย่างยาวนานมาตั้งแต่อดีต   และมีแนวโน้มจะเกิดต่อไปอีกเรื่อยๆ   เมื่อถึงเวลาในอนาคตนั้นแล้ว”  สำหรับประโยคในข้อ   ๒๔  บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และจะต่อเนื่องยาวไปถึงอนาคตด้วย  คือ  ฤดูร้อนในปีหน้า  หมายความว่า  เมื่อถึงเวลานั้น  “ผมจะได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลา  ๒๐  ปี”  กล่าวคือ   ผมเริ่มอาศัยที่นี่เมื่อ  ๑๙  ปีที่แล้ว  ครั้นพอถึงปีหน้า (ตอนฤดูร้อน)   ผมก็จะอยู่ที่นี่ครบ  ๒๐  ปีพอดี  และมีแนวโน้มจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกเรื่อยๆ  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า   “Present future perfect continuous tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Been + Verb + ing}  อนึ่ง  เราสามารถใช้แทน  “Tense”  นี้ด้วย   “Present future perfect tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ก็ได้   แต่จะไม่แสดงการเน้นความยาวนาน  หรือ  ต่อเนื่องของเหตุการณ์   รวมทั้งไม่มีแนวโน้มจะยาวต่อไปในอนาคตเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว   ซึ่งไม่เหมือนกับ  “Present future perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He will have been working in the company for 20 years next month.

(เขาจะได้ทำงานในบริษัทเป็นเวลา ๒๐ ปี ในเดือนหน้า)  (เน้นความต่อเนื่องยาวนาน ๒๐ ปี และมีแนวโน้มจะทำต่อไปอีกหลังจากเดือนหน้า)

(= He will have worked in the company for 20 years next month.)

(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องยาวนานของเหตุการณ์ (ทำงานกับบริษัท)  หรือ  ไม่มีแนวโน้มที่จะทำต่อไปในอนาคต  หลังจากเดือนหน้า  เหมือนกับประโยคข้างบน)

  • She will have been studying in the library for 10 hours by 5 p.m.

(เธอจะได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นเวลา  ๑๐  ชั่วโมง  เมื่อถึงเวลา    โมงเย็น  -  ขณะ ที่พูดอาจเป็นเวลาเที่ยงหรือบ่าย    โมง)  (แสดงความต่อเนื่องยาวนาน  ๑๐  ชั่วโมง  และมีแนวโน้มจะอ่านต่อไปอีกหลัง  ๕ โมงเย็น)

(= She will have studied in the library for 10 hours by 5 p.m.)

(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องของเหตุการณ์ว่ายาวนานเป็น  ๑๐  ชั่วโมง  หรือ  ไม่่มีแนวโน้มจะยาวต่อไปจนถึง  ๖  โมง หรือ  ๒  ทุ่ม  เหมือนกับประโยคข้างบน)

 

14. Please don’t forget ________________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ.........................”   คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ..........................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง   ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่มี   ๒   ความหมาย   (ขึ้นอยู่กับใจความของประโยค)  ดังประ โยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่

  • As soon as it stops _______________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ    -     ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง   “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing”  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                     ตัวอย่างที่

  • While we were walking in the park, she often stopped ____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ,  เธอมักจะหยุด ____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                    ตัวอย่างที่

  • I remember that restaurant; we stopped there _____________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้,  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “หยุด  หรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                                     ตัวอย่างที่

  • How did the cat get into the house?  I remember _________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ____________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ  (c)   (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน “Remember + To + Verb 1”  =   “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป    -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา   “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด  (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

15. I ___________________________________________ as a postman for over ten years.

(ผม ___________________________________ เป็นบุรุษไปรษณีย์มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี)

(a) am

(b) have been

(c) have worked    (ได้ทำงาน)

(d) work

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้   “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนปัจจุบันขณะที่พูด  ในกรณีประโยคข้างบน  “ผม”  เป็นบุรุษไปรษณีย์เริ่มตั้งแต่เมื่อกว่า   ๑๐   ปีมาแล้ว  ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่

 

16. You haven’t made ______________________________ clear whether I must go or not.

(คุณยังมิได้ทำให้ _______________________________ ชัดเจนว่า  ผมจะต้องไปหรือไม่)

(a) yourself

(b) me

(c) enough

(d) it    (มัน)

ตอบ    -    ข้อ   (D)   {Make + กรรม (Peter, Jim, him, her, them, me, it, himself, herself  แล้วแต่ความหมาย)  + Adjective}   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครง สร้างนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

  • She spoke slowly and emphatically in order to _____________________________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ____________________________________)

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear    (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่ให้มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Adjective”  หรือ   “Make +กรรม+ Verb 1

                                                      ตัวอย่างที่

  • News services make __________ for newspapers to give their readers news from around the world.

(การบริการข่าวสารทำให้ ___________ สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible    (เป็นไปได้)

(b) it possible    (มันเป็นไปได้)

(c) it is possible

(d) possible that

ตอบ    -     ข้อ   (b)   เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย  คือ  (Make +กรรม + Adjective)  เช่น  “Make it difficult”,  “Make it impossible”,  “Make it necessary”,  “Make it popular”,  “Make you skillful”,  “Make her happy”,  “Make them famous”,  ซึ่งมีความหมายคือ  “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”  (ตามลำดับ)

 

17. I shall send her these ___________________________________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม __________________________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German    (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่  ๒  เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ    -    ข้อ  (c)  ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่   

  • He bought ________________________________________________________.

(เขาซื้อ __________________________________________________________)

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย,  ถัดไปเป็น  “สี”,   ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”,  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย  และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                                          ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

 

18. I wish I _____________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้   “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ ๑

  • I wish you _________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ______________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                     ตัวอย่างที่

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                     ตัวอย่างที่

  • I wish today _________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ _____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –    ข้อ  (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่  “That” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก   คือ

                                  ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ   “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                  ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                  ๓. ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”,  “Should”,  “Could”,  “Might”,  ความหมาย  คือ   คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา   หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                  ๔. เมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + to + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าว  อาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                  ๕. โครงสร้าง  “Wish +กรรม+ Noun”  มีความหมาย  คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

19. She managed to reach the telephone __________________________ her terrible wound.

(เธอไปถึงโทรศัพท์ได้สำเร็จ____________________ มีบาดแผล (หรือการบาดเจ็บ) ร้ายแรง)

(a) although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) notwithstanding    (ทั้งๆ ที่)  (ตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(c) because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(d) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)  (ตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

ตอบ    -    ข้อ  (b)   ดูตัวอย่างการใช้วลีข้างบน  จากประโยคตัวอย่าง

  • Although he is wrong, everyone can’t help admiring him.

(แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายผิด, ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยเขา)

  • Although he was late, he stopped to buy a sandwich.

(แม้ว่าเขาจะสาย,  เขาแวะซื้อแซนด์วิช)

  • Jane kept her coat on although it was warm in the room.

(เจนยังคงสวมเสื้อคลุม  แม้ว่าอากาศในห้องจะอุ่น)

  • Although I advise my children about money, I never actually pay their debts.

(แม้ว่าผมแนะนำลูกๆเกี่ยวกับเรื่องเงิน,  ผมไม่เคยใช้หนี้แทนพวกเขาเลย)

  • He hasn’t been able to get a good job notwithstanding his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆ ทำได้  ทั้งๆ ที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆ ที่เสียค่าเล่าเรียนราคาแพง)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆ ที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น,  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out notwithstanding (= despite = in spite of) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ,  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

  • She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

 

20. The members of Parliament can make their opinions ___________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน _________ ถ้ามีความอยุติธรรมใดๆ เกิดขึ้น)

(a) know

(b) knowing

(c) known   (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d) to know  

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น  “Active voice”  คือ  กรรมเป็นผู้กระทำ)  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3”  (ในกรณีเป็น  “Passive voice”  คือ  กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ เช่น  ในประโยคข้างบน  ที่  “ความคิดเห็น”  จะเป็นผู้รู้ไม่ได้,  แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice”  เนื่องจากเธอเป็นผู้ทำกริยาหัวเราะ)

  • She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice”  เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกลงโทษ”)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 463)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Mrs. Sophia, the old widow, had large, strong boxes _____________________ with gold.

(นางโซเฟีย, หญิงม่ายชรา,  มีกล่องใบใหญ่,  แข็งแรง  (และ) ___________________ ทอง)

(a) full

(b) filled    (“Be filled with”  =  (เต็มไปด้วย)

(c) contained

(d) containing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………...……..boxes which were filled with gold”  หรืออาจตอบ  “containing gold”  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “………....…..…boxes which contained gold”  (กล่องซึ่งบรรจุทอง)

 

2. _______________________________________________________ here this morning?

(______________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย  “Who”  ซึ่งเป็นประธานของประโยค  ให้ตามด้วยคำกริยาเลย   ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยสร้างคำถาม,  แต่ถ้าเป็นกรรม  ต้องใช้  “Who”  หรือ  “Whom”  ขึ้นต้นคำถาม  และใช้  "Verb to do" (Do, Does, Did)  ช่วยสร้างประโยค  เช่น

  • Who (Whom) did you visit yesterday?

(คุณไปเยี่ยมใครเมื่อวานนี้)  (“Who”  เป็นกรรมของ  “Visit”)

  • Who (Whom) does she love more, John or Philips?

(เธอรักใครมากกว่ากัน, จอห์น หรือ ฟิลลิปส์)  (“Who”  เป็นกรรมของ  “Love”)

 

3. He did the work all by ____________________________________.  Nobody helped him.

(เขาทำงานทั้งหมดด้วย ___________________________________ ไม่มีใครช่วยเขาเลย)

(a) him     

(b) himselves    (รูปนี้ไม่มีใช้) 

(c) himself    (ตัวเอง, ตนเอง)

(d) hisself    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Myself, Yourself (คนเดียว), Yourselves (มากกว่า   คน), Himself, Herself, Itself, Themselves, Ourselves)  ที่แสดงการสะท้อนเข้าหาตนเอง (ประธานฯ ของประ โยค)  หรือ  บ่งบอกว่าประธานเป็นผู้ทำกริยาด้วยตนเอง-ตามลำพัง-ไม่มีใครช่วย   เช่น

  • You yourself did it.

(คุณนั่นแหละทำมัน)

  • He cut himself while he was shaving.     

(เขาทำมีด (โกนหนวด) บาดตัวเอง  ในขณะกำลังโกนหนวด)

  • She killed herself after a failed marriage.

(เธอฆ่าตัวตายหลังจากการแต่งงานที่ล้มเหลว)

  • The job itself is not so bad.

(งานนั้นไม่เลวนัก)

  • He himself made that decision.

(เขาเองเป็นคนตัดสินใจแบบนั้น)

  • We ourselves are responsible for this.

(พวกเราเองต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้)

  • My watch winds itself.

(นาฬิกาของผมไขลานได้เอง)  (ไขลานอัตโนมัติ)

 

4. ___________________________________________________ people have you invited?

(ผู้คน (จำนวน) ___________________________________________ ที่คุณได้เชื้อเชิญ)

(a) How often    (บ่อยเท่าใด)

(b) How much    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) How many    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) How    (อย่างไร)

 

5. Where _______________________________________________________ did you go?

(ที่ไหน _____________________________________________________ ที่คุณไป)

(a) again

(b) else    (อื่นอีก)

(c) too

(d) also

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Else”  เป็น  “Adverb”  =  “อื่นอีก”  ใช้วางหลัง  “Question word”  เช่น

  • What else do you want to know?

(อะไรอื่นอีกที่คุณต้องการรู้)

  • Who else want to go with me”

(ใครอื่นอีกที่ต้องการไปกับผม)

  • Who else is living in that house?

(ใครอื่นอีกที่กำลังอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น)

                                   และวางไว้หลัง   “Indefinite pronoun”  (สรรพนามที่ไม่ได้แทนใครโดยเฉพาะ)  เช่น  “Someone, Somebody, Anyone, Something, Somewhere, Everything, Nothing”  เช่น

  • I don’t like it here.  Let’s go somewhere else.

(ผมไม่ชอบที่นี่  เราไปที่อื่นกันเถอะ)

  • I’m too tired.  Somebody else will have to go.

(ผมเหนื่อยเกินไป  คนอื่นจะต้องไป  -  แทนผม)  (ผมไปไม่ไหว)

  • I has nothing else to do.

(ผมไม่มีอะไรอื่นอีกจะพูด)

  • She always enjoys going to someone else’s house

(เธอสนุกสนานกับการไปบ้านคนอื่นเสมอ)

  • Was anybody else absent?

(มีใครอื่นอีกไหมที่ไม่มา)

                                   ส่วน  “Or else” (สามารถละ “Or” ได้)  =  “Otherwise”  =  “ถ้าไม่เช่นนั้น,  มิฉะนั้น”  เช่น

  • Work harder or else (otherwise) you will fail.

(ขยันให้มากขึ้น  ไม่เช่นนั้นคุณจะล้มเหลว  -  สอบตก)

                                 สำหรับ   “Elsewhere”  เป็น  Adverb  =  “Somewhere else”  (ที่อื่น)  เช่น

  • Put your belongings elsewhere.

(จงเอาข้าวของ-ทรัพย์สมบัติของคุณไปไว้ที่อื่น)

 

6. The King talked with a poor man but _______________________ did not recognize him.

(พระราชาพูดกับชายยากจน  แต่ _____________________________ จำพระราชาไม่ได้)

(a) the former    (คนที่พูดถึงทีแรก)  (หมายถึง  “The King”)

(b) the latter    (คนที่กล่าวถึงทีหลัง)  (หมายถึง  ชายยากจน)

(c) a former

(d) a latter

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The latter”  หมายถึง  “คนหรือสิ่งที่เพิ่งพูดถึงทีหลัง”  ในจำนวนสอง (คน, กลุ่ม หรือ พวก),   “The former”  หมายถึง   “คนหรือสิ่งที่เพิ่งพูดถึงทีแรก”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • The former believe in a strong centralized government.

(กลุ่มแรกเชื่อมั่นในรัฐบาลรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง  ที่เข้มแข็ง)  (ได้มีการกล่าวถึงคนสองกลุ่มมาแล้วก่อนหน้านี้)

  • There is a widespread conspiracy to conceal the former and exaggerate the latter.

(มีการสมคบคิด (รวมหัว) กันอย่างกว้างขวางที่จะปิดบัง (ไม่ให้ผู้ใดทราบความดีของ) คนแรก (พวกแรก),  และพูดโม้ (ยกย่อง) มากเกินไปเกี่ยวกับคนหลังพวกหลัง)  (ได้มีการกล่าวถึงคนสองคน  หรือสองกลุ่มมาแล้วก่อนหน้านี้)

  • There were three young men in the room, and two young women.  The latter were Jennifer’s classmates.

(มีเด็กหนุ่มสามคนในห้อง, และเด็กสาวสองคน, พวกหลังนี้ (เด็กสาวสองคน) เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเจนนิเฟอร์)

  • They were eating sandwiches and little iced cakes, (the latter obtained from Mrs. Simpson’s bakery).

(พวกเขากำลังกินแซนวิชและเคกน้ำแข็งชิ้นเล็กๆ, สิ่งหลังนี้ (เคกน้ำแข็ง) ได้มาจากร้านขนมปังของมิสซิสซิมสัน)

 

7. I get tired of cleaning the house and ______________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) _________________________ ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ   “Cleaning”   โดยถือว่าตามหลัง   “Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง    คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง   “Preposition”  {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ“Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

  • She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

  • They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

  • We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

  • This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

 

8. We need ____________________________________________ more men for this work.

(เราต้องการผู้ชายเพิ่มขึ้น _____________________________________ สำหรับงานนี้)

(a) much    (มาก)  (ขยายนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ) ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”)      

(b) many    (มาก)  (ขยายนามนับได้  พหูพจน์  ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”)

(c) very

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตัวอย่างการใช้  “Many, Much”   ในการขยายคำนามในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  ได้แก่

  • He has many more friends than his brother.

(เขามีเพื่อนมากกว่าน้องชายมากมาย)

  • Bangkok has many more cars than Chiang Mai.

(กรุงเทพฯ มีรถยนต์มากกว่าเชียงใหม่มาก)

  • We have much more rice this year than last year.

(เรามีข้าวปีนี้มากกว่าปีที่แล้วมากมาย)

  • The workers need much more equipment than they have now.

(คนงานต้องการเครื่องไม้เครื่องมือ-อุปกรณ์เพิ่มขึ้นมากกว่าที่พวกเขามีอยู่ในปัจจุบัน)

 

9. We visited a college_________________________________ in the seventeenth century.

(เราได้ไปเยือนมหาวิทยาลัยซึ่ง ______________________________ ในศตวรรษที่  ๑๗)

(a) find    (ค้น, พบ, หา, เจอ)     

(b) found    (สร้างขึ้น, สถาปนา, ก่อตั้ง)  (และเป็นกริยา  ช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Find”)

(c) finding

(d) founded    {(ถูก) สร้างขึ้น, สถาปนา, ก่อตั้ง}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ลดรูปมาจากอนุประโยค  “…….......….a college which was founded in ……....……”   (มหาวิทยาลัยซึ่งถูกก่อตั้ง-สร้างใน.....................)  โดยกริยา   “Found,  Founded,  Founded”  =  “สร้างขึ้น, ก่อตั้ง, สถาปนา”   ส่วนกริยา  “Find,  Found,  Found”  =  “ค้น, พบ, หา, เจอ

 

10. Spider monkeys are the best climbers in the jungle __________ they don’t have thumbs.

(ลิงแมงมุมเป็นนักปีนป่ายที่ดีที่สุดในป่าดงดิบ ________________ พวกมันไม่มีนิ้วหัวแม่มือ)

(a) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) because    (เพราะว่า)

(c) although    (แม้ว่า,  ถึงแม้ว่า)

(d) as if    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความแย้งกัน  (เป็นนักปีนป่ายที่ดีที่สุด  แม้ว่าไม่มีนิ้วหัวแม่มือ)

 

11. My history teacher gave me a list of books, ____________________ I had already read.

(ครูวิชาประวัติศาสตร์ของผมให้บัญชีรายชื่อหนังสือผมมา ______________ ผมได้อ่านแล้ว)

(a) of the two

(b) of which two

(c) two of which    (ซึ่ง    เล่ม(ในบัญชี)

(d) two of them

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้ในลักษณะส่วนขึ้นต้นอนุประโยคในแบบ  “Adjective clause”   ขยาย  “Books

 

12. After coming back from Africa, he realized _____________ difficult life was for people in poor countries.

(หลังจากกลับมาจากแอฟริกา,  เขาตระหนักว่า  ชีวิตช่างยากลำบาก _________ สำหรับประชาชนในประเทศยากจน)

(a) what

(b) how    (เพียงใด, อย่างไร)

(c) when

(d) why

 

13. Do you mind if I ask _____________________________________________________?

(คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมถาม _____________________________________________)

(a) a question to you

(b) a question from you

(c) for a question to you

(d) you a question    (ปัญหาคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   จะต้องใช้ว่า  “Ask you a question”  หรือ  “Ask a question”  เสมอ  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้ !)  (ไม่มีโครงสร้างแบบข้อ  A, B, C)

 

14. Now the streets are deep __________ water and mud, for it has been raining for five days.  

(ในขณะนี้  ถนนจมลึกอยู่ _________ น้ำและโคลน  เพราะว่าฝนได้ตกต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๕ วัน)

(a) in    (ใน)

(b) with

(c) of

(d) from

ตอบ    -    ข้อ  (a)   ฝรั่งใช้สำนวน  “Deep in water     

                             สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่  ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี  ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน    เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำ เสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง..................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยใช้วลีนี้  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

15. Peter, Bill and I asked the boatman if he would help ____________________________.

(ปีเตอร์,  บิล  และผม  ถามคนพาย-แจวเรือว่า  เขาจะช่วย _____________________ หรือไม่)

(a) theirs

(b) ourselves

(c) to us

(d) us    (เรา)

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจากมี   “I”   รวมอยู่ด้วย  จึงต้องใช้   “We”  (เรา)   แต่เนื่อง จากเป็นกรรมของกริยา   “Help”   จึงต้องอยู่ในรูป  “Us

 

16. __________________ the summer holidays we hope to swim, fish and do some sailing.

(_________________ วันหยุดหน้าร้อน  เราหวังจะได้ว่ายน้ำ,  ตกปลา,  และแล่นเรือ-ขับเรือ)

(a) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วย  “Subject + Verb”)

(b) When    (เมื่อ)  (ตามด้วย  “Subject + Verb”)

(c) During    (ระหว่าง  -  ใช้กับเรื่องเวลา)  (ตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(d) Between    (ระหว่าง)  (ใช้กับคนหรือสิ่งของ ๒ สิ่ง)

 

17. ______________________________ twice before, she still keeps coming to work late.

(_______________________________ สองครั้งก่อนหน้านี้,  เธอยังคงมาทำงานสาย)

(a) Despite she has been warned

(b) Despite has she been warned

(c) Although she has been warned    (แม้เธอถูกเตือน)

(d) Although has she been warned

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Although + Subject + Verb”   ส่วน   “Despite”  +  วลีหรือคำนาม  เช่น

  • Although it rained heavily, he went out.

(แม้ว่าฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)

  • Despite the heavy rain, he went out.

(ทั้งๆ ฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)

 

18. The professor has taken a break from lecturing this semester _________ some research for her book.

(อาจารย์ได้หยุดพักการเลคเช่อร์ (บรรยาย) ในเทอมนี้ _________ การวิจัยสำหรับหนังสือของเธอ)

(a) so can she do

(b) so that she can do    (เพื่อที่ว่าเธอจะได้สามารถทำ)

(c) she can do

(d) she can do so

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “in order that she can do”  หรือ  “so as to do”  หรือ  “in order to do”  หรือ  “to do”  ก็ได้

 

19. Jack will buy ____________________________________________ his girlfriend wants.

(แจ๊คจะซื้อ _________________________________________ (ที่) แฟนของเขาต้องการ)

(a) when    (เมื่อ)

(b) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(c) whatever    (อะไรก็ตาม)

(d) as soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Whatever his girlfriend wants”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Buy”,  ในกรณีที่จะตอบ  ข้อ  A, B, D จะต้องแก้ข้อความในประโยคเป็นดังนี้

  • Jack will buy when (whenever, as soon as) his girlfriend wants something.

 

20. You are welcome to visit us ___________________________________ you have time.

(ยินดีต้อนรับคุณให้มาเยี่ยมเยือนเรา _____________________________ (ที่) คุณมีเวลา)

(a) however    (อย่างไรก็ตาม)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(d) no matter what    (ไม่ว่า...........................อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 462)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. After the car had knocked her down, she lay ___________________________________.

(หลังจากรถยนต์ชนเธอล้มลง  เธอนอน ________________________________________)

(a) asleep    (อัส-ลี้พ)  (นอนหลับ, ชา, หยุดนิ่ง, ตาย)

(b) thoughtless    (ขาดความคิด, ปราศจากความคิด)

(c) unconscious    (หมดสติ, ไม่รู้สึกตัว)

(d) unknown    (ไม่มีใครรู้จัก, ไม่มีชื่อเสียง, แปลกหน้า, ไม่รู้, ไม่เข้าใจ, ไม่รู้จัก, ลึกลับ)

 

2. An artist who does not copy others but paints in a new way shows __________________.

(ศิลปินผู้ซึ่งไม่ลอกเลียนคนอื่น  แต่ว่าระบายสีในแบบใหม่ (ไม่ซ้ำใคร) แสดงให้เห็นถึง ________

(a) intention    (ความตั้งใจ, เจตนา)

(b) originality    (ความคิดริเริ่ม, ลักษณะที่ริเริ่ม, ความไม่ซ้ำแบบใคร, ความเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ (คือ ไม่ได้ลอกใครมา), นิสัยที่ไม่เอาอย่างใคร, ความแหวกแนว, ความใหม่เอี่ยม)

(c) reality    (ความเป็นจริง, สภาพที่เป็นจริง, ความจริง, ของจริง)

(d) will-power    (กำลังใจ)

 

3. Before a merchant buys cloth, he tries to get a small piece as _____________________.

(ก่อนที่พ่อค้าจะซื้อผ้า,  เขาพยายามให้ได้ (ผ้า) ชิ้นเล็กๆ  เป็น ______________________)

(a) a case    (กรณี, กล่อง)

(b) an example    (ตัวอย่าง เช่น ประโยค, คำถาม, การกระทำ, เรื่องเล่า, นิทาน, ฯลฯ; แบบอย่าง, แบบฉบับ, อุทาหรณ์)

(c) a sample    (ตัวอย่าง, ของตัวอย่าง, ตัวอย่างทดลอง, ของทดลอง, สินค้าตัวอย่าง)

(d) a trial    (การทดลอง, การสอบสวน, การทดสอบ, การซ้อม, การทรมาน, ความเจ็บปวด, ความยากลำบาก, เรื่องที่ยากลำบาก)

 

4. He was discharged from the army __________________________________ his poor health.

(เขาถูกปลดออก (ถูกทำให้พ้นจากหน้าที่-ความรับผิดชอบ) จากกองทัพบก _________ สุขภาพที่ย่ำแย่ของเขา)

(a) in spite of    (ทั้งๆที่)

(b) instead of    (แทนที่จะ)

(c) according to    (สอดคล้องกับ)

(d) on account of    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

 

5. It takes about two hours _______________________________ to Lopburi from Bangkok.

(มันใช้เวลาประมาณ    ชั่วโมง ___________________________ ถึงลพบุรี  จากกรุงเทพฯ)

(a) getting

(b) to get    (ที่จะไป, ที่จะเดินทางไป)

(c) to be getting

(d) to have got

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “It takes (took) + (Object) + Time + To + Verb 1”  เช่น

  • It takes her only one minute to read a page.

(เธอใช้เวลาเพียง    นาทีในการอ่านหนังสือ    หน้า)

  • It took us two hours to finish our work.

(เราใช้เวลา  ๒  ชั่วโมงในการทำงานให้แล้วเสร็จ)

  • It takes considerable time to learn a language.

(มันใช้เวลามากมายในการเรียนรู้ภาษาหนึ่ง)

 

6. They _________________________________ that the more one has the more one wants. 

(พวกเขา __________________________________ ว่า  คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

(a) tell

(b) ask

(c) inquire   (ถาม)

(d) say   (กล่าว, พูด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ถ้าใช้   “Tell”   ต้องพูดว่า  “They tell me (him, her) that…………………………

 

7. She asked me___________________________________________________________.

(เธอถามผม (ว่า) _____________________________________________________)

(a) why did he change his mind

(b) why does he change his mind

(c) why he changes his mind

(d) why he changed his mind    (ทำไมเขาจึงเปลี่ยนใจ)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • He asked me ___________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว _________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจากมาจากประโยค   “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป   คือ  ถ้าประโยค “Direct speech”   ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)   เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้   “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party? 

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano? 

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                  ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้  “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ  เปลี่ยนกริยาในประโยคใหญ่และย่อยให้สอดคล้องกัน

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She says (that) she has been to London several times.หรือ

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                   สำหรับในกรณีที่  ประโยค  “Direct speech”   เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”   ให้เอา  “Question word”  นั้นๆ  มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”  “…..................….to find that where it is hiding”

                                           ตัวอย่างที่      {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก  ข้อ  ๑  -  ๔}

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก  มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ  (4)  แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค  “Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find …...........….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  “where it is………........…….”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้าง ล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going(Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going(Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work?  (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work.  (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

8. Who _________________________________________________________________?

(_____________________________________________________________ ใคร)

(a) is this pen belonged

(b) is owned by this pen

(c) is this pen belong to

(d) does this pen belong to    (ปากกานี้เป็นของ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   “Belong”  =  “เป็นของ”  ไม่มีการใช้ในรูป   “Passive voice”  และต้องใช้กับ  “To”  เสมอ   ข้อ  (a)  จึงผิด  และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  หรือคำถาม  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังนั้น  ข้อ  (c)  จึงผิด,  สำหรับ   “Own” =  “เป็นเจ้าของ”   จะต้องใช้ในโครงสร้าง  “Who owns this pen?”   (ใครเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้)

 

9. Do you know which part of the country ___________________________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _____________________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ    -    ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ   “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He made that mistake because he _____________________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ______________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked   (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   หรืออาจใช้   “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม,  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย   “Of”   และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

  • They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

  • The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ฝ่าย)

  • Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

  • I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

  • He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

  • Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

  • His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

10. Why don’t you help me instead of looking ___________________________________?

(ทำไมคุณจึงไม่ช่วยผม  แทนที่จะ _____________________________________  -  เฉยๆ)

(a) for    (“Look for”  =  ค้นหาของที่หาย)

(b) after    (“Look after”  =  เลี้ยงดู, เอาใจใส่, รับผิดชอบ)

(c) on    (“Look on”  =  มองดู)

(d) up    (“Look up”  =  ค้นหาคำศัพท์ในพจนานุกรม)

(e) down    (“Look down on (upon)  =  ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

 

11. There’s a possibility we’ll go, but it all depends _______________________ the weather.  

(มีความเป็นไปได้ว่าเราจะไป,  แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่ _______________________ ดินฟ้าอากาศ)

(a) with

(b) in

(c) on    (กับ)

(d) at

ตอบ      ข้อ   (c)   Depend + On  หรือ  Upon” =  “ขึ้นอยู่กับ”  สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้  “On”   ได้แก่  on page 5  (ในหน้าที่  ๕),  waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำ ตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

12. That boy ____________________________________________ for his musical ability.

(เด็กคนนั้น _______________________________ ในด้านความสามารถทางดนตรีของเขา)

(a) is knowing

(b) has known

(c) knows

(d) is known    (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  เนื่องจากประธานของประโยค  (That boy)  เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ   “ถูกรู้จัก หรือ เป็นที่รู้จัก”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “To be known for”   หรือ   “To be known as”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่     {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ  () – ()}

  • The rhinoceros is (1) known as its (2) distinctive horns, which continue (3) to grow throughout the (4) animal’s lifetime.

(แรดเป็นที่รู้จักกันสำหรับ (หรือ ในเรื่อง) นอที่เด่นของมัน,  ซึ่งยังคงเจริญเติบโตต่อไปตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ – คือแรด)

ตอบ    –    ข้อ      แก้เป็น   “known for”   หมายถึง    “เป็นที่รู้จักกันในเรื่อง  หรือสำหรับ”   เช่น

  • He is known for his kindness and generosity.

(เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องความกรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

  • Chiang Mai is known for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่เป็นที่รู้จักในเรื่องความเอื้อเฟื้อ-ต้อนรับแขกของผู้คนที่นั่น)

  • That judge is known for his fair verdict.

(ผู้พิพากษาคนนั้นเป็นที่รู้จักในเรื่องคำตัดสินที่เป็นธรรม)

  • The President was known for his sensible and timely decision making.

(ท่านประธานาธิบดีเป็นที่รู้จักในเรื่องการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา)

                                     สำหรับ  “Known as”  (เป็นที่รู้จักกันในฐานะ)  ใช้ดังนี้  คือ

  • He is known as a famous doctor.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะแพทย์ที่มีชื่อเสียง)

  • She was known as a dedicated teacher.

(เธอเป็นที่รู้จักในฐานะครูที่อุทิศตัว)

  • They are known as brave people who have sacrificed their lives for the country.

(พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนผู้กล้าหาญ  ผู้ซึ่งสละชีวิตตนเองเพื่อประเทศชาติ)

  • Jim is known as a man who keeps his words.

(จิมเป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลซึ่งรักษาคำพูด)

 

 13. It is generally accepted that to educate huge populations _____________ a great problem.

(เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า  การให้การศึกษาแก่ประชากรจำนวนมาก ______ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่)

(a) are

(b)  were

(c) is    (เป็น)  

(d) to be

(e) being

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยคย่อย   (to educate huge…......…….......…..problem)  คือ  “to educate  (มี huge populations เป็นส่วนขยาย)”   ซึ่งเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb 1)   และถือเป็นคำนามเอกพจน์เสมอ  เหมือนกับ  “Gerund” (Verb + ing)  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา   “Is” (Was)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund”  (Verb + ing)  เป็นประธานของประ โยค   และถือเสมือนเป็นคำนามเอกพจน์   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

  • To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

  • To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.) 

 

14. Is there ______________________________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความเจ็บไข้ได้ป่วย ______________________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much    (มาก)

(d) few

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ ๑

  • Please give me some _________________________________ about rice exports.

(โปรดให้ ________________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform    (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)  (เป็นคำกริยา)

(b) informant    (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations    (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ  (C)   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                                                   ตัวอย่างที่

  • That is ____________________________________________________________.

(นั่นเป็น __________________________________________________________)

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ชิ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a),  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c),    ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information,”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ   “Information”  ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge   (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  News, Fruit,  Behavior (พฤติ กรรม)   เป็นต้น  คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม (Collective noun)   คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ  เช่น

  • a piece of paper   (กระดาษ แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้ กิโล)
  • a bunch of fruit  (ผลไม้ พวง)
  • a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge   (ความรู้ เรื่อง หรือ วิชา)

 

15. It’s time we _____________________________________________________ this town.

(ถึงเวลาแล้วที่เรา _________________________________________________ เมืองนี้)

(a) leave

(b) shall leave

(c) left    (ออกจาก)

(d) are leaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)   วลี  “It is time, It is about time, It is high time”  (= ถึงเวลา, ได้เวลา, ถึงเวลาสมควร, ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้ว)  ต้องตามด้วย  “Clause”  ที่เป็น  “Past simple tense” (Verb 2)  เช่น

  • It is time you went home to your parents.

(ถึงเวลาที่เธอควรกลับบ้านไปหาพ่อแม่แล้ว)

(= It is time for you to go home to your parents.)

  • It is time he turned over a new leaf.

(ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้วที่เขาจะต้องกลับเนื้อกลับตัว)

(= It is time for him to turn over a new leaf.)

  • It is about time she told her parents the truth.

(ถึงเวลาสมควรแล้วที่เธอต้องบอกความจริงแก่พ่อแม่)

(= It is time for her to tell her parents the truth.)

 

16. That is a hat shop.  There are some hats in _________________________________.

(นั่นเป็นร้านขายหมวก  มีหมวกอยู่ใน ______________________________________)

(a) the shop’s window

(b) the shop window    (ตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

(c) the window shop    (ร้านขายหน้าต่าง)

(d) the window’s shop

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ นามประกอบ  (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “นามประกอบ”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ____________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ,  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน _______ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun) 

                                               ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _______________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                              ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient ________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น _____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • She broke a __________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ _________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่างเช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

17. There are two _______________________________________ in the word ‘necessary’.

{มี (ตัวอักษร) ____________________________________   ตัว ในคำว่า ‘necessary’}

(a) s

(b) ss    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) s’s    (เอส)

(d) ss’    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป  “Apostrophe”  (’)  เสมอ  เมื่อต้องการบอกว่า  มีตัวอักษรกี่ตัวในคำนั้นๆ

 

18. Are you under age or are you _________________________________________ age?

(คุณยังไม่บรรลุนิติภาวะ  หรือว่าคุณ ____________________________________ แล้ว)

(a) of    (To be of age  =  บรรลุนิติภาวะ)    

(b) above

(c) over

(d) upon

ตอบ   -   ข้อ   (a) 

                               สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุ หรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง...............)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบ ด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม), “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำ นวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประ ชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุ การณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

19. My doctor advised me __________________________________________ any more.

(หมอของผมแนะนำผม ______________________________________ ต่อไปอีกแล้ว)

(a) don’t drink

(b) not drink

(c) not to drink    (ไม่ให้ดื่ม)

(d) to drink not

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Advise (Suggest, Ask, Tell, Expect, Wish, Promise, Warn) + กรรม + (Not) + To + Verb 1”  เช่น

  • She asked me (not) to do that.

(เธอขอร้องผมให้ (มิให้) ทำเช่นนั้น)

  • We told him (not) to come before noon.

(เราบอกเขาให้ (มิให้) มาก่อนเที่ยง)

 

20. He bought his car ____________________________________________ hire-purchase.

(เขาซื้อรถยนต์ของเขา ____________________________ การเช่าซื้อ)  (คือ ผ่อนเป็นงวดๆ)

(a) with

(b) for

(c) at

(d) on    (โดย, ด้วยวิธี)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 461)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. My teacher has ____________________________________ patience with the students.

(ครูของผมมีความอดทน _______________________________________ กับเด็กนักเรียน)

(a) very    (มาก)  (ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)  (very big, poor, rich, hot, cold, difficult, carefully, rapidly, powerfully)

(b) too    (มากเกินไป)  (ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)  (too bad, too small, too weak, too poor, too quickly, too slowly)

(c) a lot of    (มากมาย)  (ใช้ทั้งกับนามนับไม่ได้  และนามนับได้พหูพจน์)

(d) many    (มากมาย, หลาย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Patience”  (ความอดทน)  เป็นนามนับไม่ได้  ต้องใช้กับ  “a lot of, lots of, much, a great (good) deal of, a large (great) amount of  ในกรณีหมายถึง  “มาก

 

2. This is the way ___________________________________________ it ought to be done.

(นี่เป็นวิธี __________________________________________________ มันควรจะถูกทำ)

(a) of which

(b) in which   (ในแบบที่)

(c) of with

(d) in with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากนิยมใช้  “In”  กับ  “Way”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • You can qualify for a pension in 2 ways.

(คุณสามารถมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะรับบำเหน็จบำนาญ  ใน  วิธีด้วยกัน)

  • There are many ways in which the present service can be improved.

(มีหลายวิธีที่จะสามารถปรับปรุงการบริการในปัจจุบันได้)

  • In what way can I help you?

(ผมจะสามารถช่วยคุณได้ในแบบใด)

  • He smiles in a superior way.

(เขายิ้มในแบบที่เหนือกว่าหรือเป็นต่อ)

  • She was brought up in the old ways.

(เธอได้รับการเลี้ยงดู-อบรมมาในแบบโบราณ)

  • Breast feeding is valuable in a number of ways.

(การให้ทารกกินนมจากเต้า  มีคุณค่าในหลายประการ)

  • The job was changing me in a way that I had not in the least expected.

(งานกำลังเปลี่ยนผม  ในแบบที่ว่าผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนแม้แต่น้อย)

  • Do you remember the way in which the boat leaked?

(คุณจำได้ถึงวิธีที่เรือมันรั่วหรือเปล่า)  (เช่น เอียงไปทางซ้าย-ขวา, มีคนโดยสารมากเกินไป, หรือชนกับเรืออีกลำ ฯลฯ)

  • A large tree was in the way.

(มีต้นไม้ใหญ่ขวางหน้าเราอยู่นะ)  (เช่น  ขวางทางเดิน หรือทางรถวิ่ง)

 

3. A: “Town Hall is the tallest building in the city.”

(ศาลากลางของเมือง  เป็นอาคารที่สูงที่สุดในเมือง)

    B: “________________________________________________________ from here?”

(________________________________________________________ จากที่นี่ไหม)

(a)  Can it see

(b)   Can see it

(c) Can it be seen    (มันสามารถมองเห็นได้)

(d) Can be seeing it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า   “It (Town hall) can be seen from here.”  (เป็น  “Passive voice”  เนื่องจากศาลากลางฯ  “ถูกมองเห็น”)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม  จึงกลายเป็น  “Can it be seen ……………..…….?”

 

4. The Queen always ________________________________ when she opens Parliament.

(พระราชินี _______________________________________ เสมอ เมื่อพระองค์เปิดรัฐสภา)

(a) does speech

(b) makes speech

(c) give a speech    (กล่าวสุนทรพจน์)

(d) makes a speech    (กล่าวสุนทรพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สุนทรพจน์ เป็นคำนามเอกพจน์  นับได้  จึงต้องมี  “A”  นำหน้า  สำหรับ ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “gives a speech” เนื่องจากประธานของประโยค  (The Queen)  เป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเติม  “S”

                         สำหรับวลีที่ต้องใช้  “A, An”  ได้แก่  “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง), “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคน ๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon” (นานทีปีหน, นานๆ ครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม),  “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ), “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้), “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน), “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ), “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ), “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด), “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้น พบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น), “Go for a drive”  (ไปขับรถ),  “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน),  “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ), “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น

 

5. According to his neighbors, old Mr. William _________ himself at the age of eighty-three to learn German.

(ตามที่เพื่อนบ้านของเขาบอก, มิสเตอร์วิลเลียมผู้ชรา _________ ด้วยตนเอง  เมื่ออายุ  ๘๓  ปี  ที่จะเรียนรู้ภาษาเยอรมัน)

(a) did an effort

(b) made an effort    (พยายาม, ทำความพยายาม)

(c) used an effort

(d) tried an effort

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมวลีที่ต้องใช้  “A”  หรือ  “An”  ในข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

6. Anyone ________________________________ to another country needs special papers.

(ใครก็ตามที่ _________ ไปอีกประเทศหนึ่ง  ต้องการเอกสารพิเศษ)  (เช่น  พาสปอร์ต, หนังสือรับรอง ฯลฯ ที่ประเทศนั้นๆ ต้องการ)

(a) traveling    (เดินทาง)

(b) travel

(c) traveled

(d) travels

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  “Who travels”  หรือ  “Who is traveling

 

7. Their _______________________________________________________ was apparent.

(_________________________________________________ ของพวกเขาเห็นได้ชัดเจน)

(a) surprising    (น่าประหลาดใจ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) surprised    (รู้สึกประหลาดใจ)   (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) being surprised

(d) surprise    (ความประหลาดใจ)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลัง  “Possessive Adjective”  (My, Your, His, Her, Its, Our, Their   ต้องตามด้วยคำนาม

 

8. They must be ready to move anywhere in the world at ____________________________.

(พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปที่ใดๆ ในโลก  เมื่อ __________)  (เช่น ทหาร หรือ นักข่าวต่างประเทศ  ที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับคำสั่งด่วน)

(a) a moment notice

(b) moment’s notice

(c) moments’ notice

(d) a moment’s notice.   (ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเรื่องเวลา  โดยมีเครื่องหมาย {Apostrophe ‘S’}  เหมือนใช้แสดงความเป็นเจ้าของ  กับคำนามเอกพจน์-พหูพจน์ทั่วๆไป  เช่น

  • a moment’s notice    (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าชั่วประเดี๋ยวเดียว)  (ว่าจะ ต้องย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น)
  • a month’s notice    (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  เดือน)  (ว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน)
  • a week’s holiday    (วันหยุด  สัปดาห์)  
  • two months notice    (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  เดือน)
  • three weeks journey    (การเดินทางนาน  สัปดาห์)
  • four years time    (ระยะเวลา  ปี)

 

9. A number of people _____________________________________ in this year’s election.

(ประชาชนจำนวนมาก __________________________________ ในการเลือกตั้งสำหรับปีนี้)

(a) is active

(b) are active   (กระตือรือร้น-สนใจ,  ตื่นตัว)

(c) is being active

(d) being active

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ดูคำอธิบาย  “A number of”  (จำนวนมาก)   และ  “The number of”   (จำนวนของ.........................)  จากประโยคข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่

  • The number of _______________________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ _____________________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดีของเขา)

(a) friend

(b) friends   (เพื่อน)

(c) friendly   (เป็นมิตร)

(d) friendship   (มิตรภาพ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “The number of + Noun (นับได้ พหูพจน์)”  หมาย ถึง  “จำนวนของ...........................”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  และต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย   (Is, Has, Depends)

                                                ตัวอย่างที่

  • The number of people who ask questions at the end of the lecture _________ always quite astonishing.

(จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย ________ น่าประ หลาดใจทีเดียว)  (คือ  บางครั้งก็มีผู้ถามคำถามมากมาย  หรือบางครั้งแทบจะไม่มีคำถามเลย  จนน่าประหลาดใจ  หรือนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “The number of”  แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์  (Plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Singular)  ซึ่งในที่นี้คือ  “Is” เพราะหมายถึง  “จำนวน”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ ๒๐ คน)

  • The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก)  (คือ  มากันเยอะแยะ)

                       สำหรับ  “A number of”  (จำนวนมาก)  ต้องตามด้วยคำนาม  พหูพจน์  และ  ถือเป็นพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์   ดังตัวอย่าง

  • A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

  • A number of tourists have visited Thailand over the past few years. 

(นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง ปีที่ผ่านมา)

  • A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

 

10. If you need an extra bed for your guest, you can use one _________________________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง _________________)

(a) of us

(b) of our

(c) of ours    (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  Of   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ  ตัวอย่างข้างล่าง

  • He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

  • That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

  • It is an unavoidable duty of ours.      

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

  • It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                               อนึ่ง  ในประโยคในข้อ  ๑๐  สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   มายถึง  “เตียง    ตัว  ของเรา  จากหลายๆ ตัว”  

                              นอกจากนั้น  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + is (was) +  Adjective + Of +  กรรม”  =   “กรรมนั้นช่าง......................เหลือเกิน  ที่.......................”   เช่นในประโยคข้างล่าง

  • It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

  • It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

11. I select the most difficult jobs for myself, because I find that the more a job challenges me, __________.

(ผมเลือกงานที่ยากที่สุดสำหรับตัวผม  เพราะว่าผมพบว่า   ยิ่งงานท้าทายผมมากขึ้น __________)

(a) I like it the most

(b) the more I am liking it

(c) I like it more

(d) the more I like it    (ผมก็ยิ่งชอบมันมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่  

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, _______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ,  ยิ่งเมล็ดน้อย, ____________________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่งต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย  คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Fewer” (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน  “Less” (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)   ในประโยคข้างบน  “Seeds” และ  “Plants”   เป็นนามนับได้  พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.........................ก็ยิ่ง..........................”  ดูจากตัวอย่างข้างล่าง 

                                               ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, ____________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น, _____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective  (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective  (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb” หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                                   ตัวอย่างที่  ๓

  • The older he grows, ________________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ _______________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                ตัวอย่างที่      (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา,  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  “Bad,  Worse,  Worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง......................ก็ยิ่ง......................”   โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb , the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)   เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

12. None of us could agree on where to go on vacation, so we went to different places, _________.

(พวกเราไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะไปที่ไหนในวันหยุดพักผ่อน,  ดังนั้น  เราจึงไปยังสถานที่ต่างๆ กัน  (กล่าวคือ) __________)

(a) them to France and me to Germany

(b) they to France and I to Germany    (พวกเขาไปฝรั่งเศส  และผมไปเยอรมัน)

(c) them for France and me for Germany

(d) me to France and they to Germany

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องใช้สรรพนาม  (Pronoun)  ที่เป็น  “Subject”  ทั้ง    ตัว  (They, I)   เพราะย่อมาจาก  “They went to France and I went to Germany.”

 

13. Those were the soldiers ___________________________________ to save the country.

(เหล่าโน้นคือทหาร ___________________________________ รักษา (ป้องกัน) ประเทศ)

(a) whose responsibility it was    (ผู้ซึ่งความรับผิดชอบของพวกเขา  คือ)

(b) whose was the responsibility

(c) from whom the responsibility came

(d) in whom there was a responsibility

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้   “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  (ความรับผิด ชอบของพวกเขา)  และ  “Whose + Noun”   เช่นในประโยคข้างล่าง

  • The man whose house was burnt down is my teacher.

(ผู้ชายซึ่งบ้านของเขาถูกไฟไหม้  เป็นครูของผม)

  • The woman whose car was stolen reported it to the police.

(ผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย  แจ้งความกับตำรวจ)

  • The boy whose sister is sick is here.

(เด็กชายซึ่งพี่สาวของเขาป่วย  อยู่ที่นี่แล้ว)

  • The student whose family is rich will further his study abroad.

(นักเรียนซึ่งครอบครัวของเขาร่ำรวย  จะไปเรียนต่อต่างประเทศ)

 

14. On Sunday morning, when we were young, people in our community went to ___________.

(ตอนเช้าวันอาทิตย์  เมื่อสมัยเรายังเด็ก  ผู้คนในชุมชนของเราไป _____________________)

(a) a near church

(b) a nearly church

(c) a nearby church    (โบสถ์ที่อยู่ใกล้ๆ หรือใกล้เคียง)

(d) a church near

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Nearby = Near by” เมื่อเป็นคุณศัพท์  (Adjective)  หมาย ถึง  “ใกล้เคียง, ถัดไป, ใกล้ชิด”  และเมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  หมายถึง  “ในบริ เวณใกล้เคียง”  ดูตัวอย่างประโยค

  • We decided to walk to the cottage, as there was a river nearby.

(เราตัดสินใจเดินไปที่กระท่อม  เพราะว่ามีแม่น้ำอยู่ใกล้ๆ มัน)

  • She got a place at a teachers’ training college nearby.

(เธอได้ที่เรียนที่วิทยาลัยฝึกหัดครูแห่งหนึ่ง  ที่อยู่ใกล้ๆ)  (กับบ้านของเธอ  หรือสถานที่ที่เพิ่งพูดถึง)

  • My relatives live in Bangkok and nearby province.

(ญาติๆ ของผมอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และจังหวัดใกล้เคียง)

  • He took the bag and tossed it into some nearby bushes.

(เขาคว้ากระเป๋า  และเหวี่ยง-โยนมันเข้าไปในพุ่มไม้ใกล้ๆ)

  • We sat near the window to look at the rising sun.

(เรานั่งใกล้หน้าต่างเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น)

  • Their house was near the airport and so it was very noisy.

(บ้านของพวกเขาอยู่ใกล้สนามบิน  และดังนั้น  จึงมีเสียงดังมาก)

  • She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

  • He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

  • It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

  • I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

 

15. Nelson Mandela, former leader of South Africa, wanted to galvanize his countrymen, even _________ the cost of his own imprisonment – or death.

(เนลสัน  แมนเดล่า  -  ผู้นำแอฟริกาใต้คนก่อน  -  ต้องการจะกระตุ้น (ปลุกเร้า) เพื่อนร่วมชาติของเขา (เรื่องอิสรภาพ),  แม้กระทั่ง _________ การลงทุนลงแรง  (ค่าตอบแทน)  ของการถูกจำคุก  หรือความตาย)

(a) in

(b) at    (ด้วย)

(c) for

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “At the cost of”  =  “ด้วยราคา  หรือต้นทุน-ค่าใช้จ่ายของ”  สำหรับวลีอื่นๆ  ที่ต้องใช้  “At”   ได้แก่   “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ,  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา) ,  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชม เปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)“at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)“at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast” (เมื่อเวลาอา หารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)“  at risk”  (เสี่ยง),“at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะ ไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่าง งานสูง)“to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)   “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)   “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”   (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)   “to work harder at his thesis”   (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”   (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)   “to be at war” (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)   “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะ เจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)   “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)   “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)   “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)“  at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล)   “at school”  (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)    “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length” (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)   “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

 

16. New York City is _______________________________________________ populated.

(กรุงนิวยอร์คมีประชากรอาศัยอยู่ ________________________________________)

(a) sparse    (เบาบาง, บางตา, หร็อมแหร็ม, ขาดแคลน)

(b) sparsely    (อย่างเบาบาง, อย่างบางตา)

(c) dense    (แน่น, หนาแน่น, (ผม) หนาทึบ, มีแสงสว่างน้อย)

(d) densely    (อย่างหนาแน่น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากขยายกริยา  “Populated”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

17. _________ the truth may have been, many Thai people concluded that the previous government was clearly to blame for the corruption and the police’s abuse of power.

{(ไม่ว่า) ความจริงจะเป็น _________, คนไทยจำนวนมากสรุปว่า  รัฐบาลชุดก่อนควรถูกตำหนิอย่างชัดเจนสำหรับการทุจริต  และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของตำรวจ}

(a) Whoever    (ใครก็ตาม)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever    (อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดู การใช้   “Whatever” จากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________ you may say, I still think I am right.

(คุณอาจจะพูด __________________________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม,  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม,  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม,  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม,  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม,  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน,  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

18. A: Is he an honest man?

(A:  เขาเป็นคนซื่อสัตย์หรือเปล่า)

      B: He always ________________________________ his word when he worked here.

(B: เขา ______________________________ คำพูดของเขาเสมอ  เมื่อเขาทำงานที่นี่)

(a) has kept

(b) was kept

(c) keeps

(d) kept    (รักษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้  “Kept”  (Past tense)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยา  “Worked”  ในประโยคย่อย  ซึ่งข้อนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีต  แม้จะเกิดขึ้นสมำ่เสมอก็ตาม  (มี  “Always”)  แต่เป็นการเกิดขึ้นเสมอในอดีต

 

19. If you promise ___________________________ angry with me, I’ll tell you what I broke.

(ถ้าคุณสัญญา _____________ โกรธผม,  ผมจะบอกคุณว่า  ผมทำอะไรแตก (เสียหาย)  บ้าง)

(a) not getting

(b) to not get

(c) not to get    (จะไม่)

(d) you not get

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Promise + To + Verb 1  หรือ  เมื่อเป็นปฏิเสธ  ใช้  “Promise + Not + To + Verb 1”  เช่นในประโยค

  • He promised to do better in the future.

(เขาสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นในอนาคต)

  • They promise not to come to work late again.

(พวกเขาสัญญาว่าจะไม่มาทำงานสายอีก)

                          สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่  “promise  (สัญญา), offer  (เสนอ),  want  (ต้องการ), hope  (หวัง), plan  (วางแผน), hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ), fail   (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect  (คาดหวัง), refuse  (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ), dare  (กล้า), claim  (อ้าง), agree  (ตกลง), demand  (เรียกร้อง), wish  (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem  (ดูเหมือนว่า), resolve  (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide  (ตัดสินใจ), pretend  (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen  (บังเอิญ), appear  (ดูเหมือนว่า), prove  (พิสูจน์ว่า), ask  (ขอร้อง), beg  (ขอร้อง), choose  (เลือก), manage  (ประสบความสำเร็จ), hurry  (เร่งรีบ), tend  (มักจะชอบ), arrange  (จัดแจง, เตรียมการ), care  (สนใจ), come  (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • They decided not to travel abroad this year.

(พวกเขาตัดสินใจไม่เดินทางไปต่างประเทศปีนี้)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • She asked not to attend the meeting next week.

(เธอขอร้องที่จะไม่เข้าประชุมสัปดาห์หน้า)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

20. __________________________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(_____________________ บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ,  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) Because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Because of (= Due to = On account of = Owing to)  และ  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  จากประ โยคข้างล่าง

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆ ทำได้  ทั้งๆ ที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆ ที่เสียค่าเรียนราคาแพง)

  • In spite of (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)  (ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือ พิมพ์)

  • In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 460)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: Are we on the right road?

(เรามาถูกถนนหรือเปล่านี่)

    B: ___________________________________________________________________.

(a) I hope not    (ผมหวังว่าไม่)

(b) I think so    (ผมคิดว่ามาถูกครับ)

(c) I’m afraid you’re right    (ผมเกรงว่าคุณถูกแล้วละ)

(d) Do only what is right    (จงทำเฉพาะในสิ่งที่ถูกต้อง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และคำพูดของ    คน รับกัน

 

2. A: This is the best solution to the problem.

(นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด)

    B: ______________________________________________________________.

(a) What’s wrong with that?    (นั่นเป็นอะไรไปล่ะ  หรือ เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนั้น)

(b) Every problem is like this    (ปัญหาทุกอย่างก็เหมือนเช่นนี้แหละ)

(c) What makes you so sure?    (อะไรทำให้คุณมั่นใจเช่นนั้น)

(d) Nobody likes to solve difficult problems    (ไม่มีใครชอบแก้ปัญหายากๆ หรอก)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความที่ทั้ง    คนพูดรับกัน

 

3. The atoms-for-peace program is aimed at making the world _____________ place to live in.

(โครงการปรมาณูเพื่อสันติ  มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ ________ สำหรับอยู่อาศัย)

(a) a best    (ดีที่สุดแห่งหนึ่ง)

(b) best    (ดีที่สุด)

(c) a better    (ดีขึ้น)

(d) the better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมิได้มีการชี้เฉพาะเจาะจงลงไป  จึงไม่ใช้ข้อ  (d)  ส่วนอีกคำตอบที่อาจใช้ได้  คือ  “the best”  ซึ่งถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายสู้   “a better”  ไม่ได้  เพราะโครงการนี้เพียงแต่ทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้นเท่านั้น  ไม่ถึงขนาดว่าเป็นสถานที่  “ดีที่สุด”  สำหรับอยู่อาศัย  ข้อนี้จึงไม่มี  Choice  “the best”  มาให้เลือก  (ถ้ามีให้เลือก  ก็อาจตอบข้อนี้ได้)   ส่วน ข้อ  (a)  และ  (b)  ผิดหลักไวยากรณ์

 

4. He walked quickly __________________________________________ miss the last bus.

(เขาเดินอย่างเร็ว ______________________________________ ตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย)

(a) so as to not

(b) not so as to

(c) so as not to    (เพื่อมิให้, เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(d) so not as to

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “So as to” (= In order to)  =   “เพื่อที่จะ”  ส่วน  “So as not to” (= In order not to)  =  “เพื่อที่จะไม่ต้อง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • He studied hard to (= so as to = in order to) pass the exam.

(เขาเรียนหนังสือหนัก  เพื่อสอบให้ผ่าน)

  • They come to school to (= so as to = in order to) learn.

(พวกเขามาโรงเรียนเพื่อเรียนรู้)

  • She did not come to the party so as not to (= in order not to) meet her ex-boyfriend.

(เธอไม่มางานเลี้ยง  เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับอดีตแฟนเก่า)

(ห้ามใช้  “She did not come to the party not to meet her……..…............……”)

  • We practiced a great deal so as not to (= in order not to) lose the match.

(เราฝึกซ้อมอย่างมากมาย  เพื่อจะได้ไม่แพ้การแข่งขัน)

(ห้ามใช้   “We practiced a great deal not to lose the match.”)

 

5. A: Would you like a cup of coffee?

(เอากาแฟสักแก้วไหมครับ)

    B: ______________________________________________________________.

(a) Yes, I would   (ครับผมชอบ  หรือ อยาก)

(b) Yes, I do   (ครับ  ผม.........................................)

(c) No, please   (ไม่ละครับ  ได้โปรดเถอะ)

(d) Yes, please   (เอาครับ  ได้โปรดเถอะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมีหลักว่า  เมื่อมีการเชื้อเชิญให้ดื่ม หรือกิน  ถ้าตอบตกลง  ให้ใช้   “Yes, please”  แต่ถ้าตอบปฏิเสธ  ให้ใช้   “No, thanks”  เสมอ   เนื่องจากถือเป็นความสุภาพ  ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

 

6. I am not used ____________________________________________ this type of machine.

(ผมไม่คุ้นเคย-เคยชิน ____________________________________ เครื่องจักรประเภทนี้)

(a) to use

(b) to using    (กับการใช้)

(c) using

(d) to have used

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to”  หรือ  “Get used to”  +  Verb + ing   =   “คุ้นเคย-เคยชินกับการ............................”  เช่น

  • Im used to eating Chinese food.

(ผมคุ้นเคยกับการกินอาหารจีน)  (ในปัจจุบัน)

  • She was used to playing badminton when she was young.

(เธอเคยชินกับการเล่นแบดมินตัน  เมื่อเธอเป็นเด็ก)  (เคยชินในอดีต)

  • They get used to getting up early.

(พวกเขาเคยชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่)  (ในปัจจุบัน)

  • We got used to studying hard when we were in college.

(เราเคยชินกับการเรียนหนัก  เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (เคยชินในอดีต)

 

7. The company was well-known for the quality of __________________________ products.

(บริษัทแห่งนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ________________________)

(a) their

(b) his

(c) it’s

(d) its    (ของตน – ของบริษัท)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ   แทน  “บริษัท”  ซึ่งเป็นเอกพจน์

 

8. The committee ______________________ by the vastness of the applicant’s experiences.

(คณะกรรมการ _____________________ ในความกว้างขวางของประสบการณ์ของผู้สมัคร)

(a) was impressed    (มีความรู้สึกประทับใจ)

(b) impressed    (ทำให้ประทับใจ)

(c) was impressing    (น่าประทับใจ)

(d) impression    (ความประทับใจ)

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากคณะกรรมการ   “มีความรู้สึกประทับใจ”  ดูการใช้คำกริยาประเภทนี้  –  “impress, interest, satisfy, surprise, amaze, disappoint etc.   จากประโยคข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it ______________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก   ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน _______________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  

                                                            ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a _________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  ________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                               ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ __________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้    และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                                                           ตัวอย่างที่  

  • She was very _________________________________________ to meet her friend.

(เธอ _____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight     (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                                               ตัวอย่างที่  

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_______________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                           ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                            ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                             ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ___________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ   -    ข้อ   (c)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised”  จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

 

9. According to a recent survey, __________________ doctors do not have a personal physician.

(สอดคล้องกับการสำรวจเมื่อเร็วๆ มานี้   แพทย์ __________ ไม่มีหมอประจำตัว)  (ต่างจากคนรวยบางคน  ที่มีหมอประจำตัว)

(a) a large amount of     (จำนวนมาก)

(b) large amount of

(c) a large number of    (จำนวนมาก)

(d) large number of

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์  (Doctors)  ส่วน   “A large amount of”   ใช้ขยายคำนามนับไม่ได้   (เอกพจน์เสมอ)   เช่น

  • A large amount of rain falls in the South of Thailand each year.

(ฝนปริมาณมากตกทางภาคใต้ของไทยในแต่ละปี)

  • A large amount of furniture has been exported to Malaysia recently.

(เฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก  ได้ถูกส่งออกไปยังมาเลเซียเมื่อเร็วๆ นี้)

  • A large amount of water is needed if these trees are to survive.

(ต้องการน้ำในปริมาณมาก  ถ้าจะให้ต้นไม้เหล่านี้รอดตาย)

  • There is a large amount of equipment used for the construction of the building.

(มีอุปกรณ์จำนวนมากถูกใช้  เพื่อการก่อสร้างอาคารหลังนี้)

 

10. Tuition at an American university runs _____________ thirty-five thousand dollars a semester.

(ค่าเล่าเรียน – ค่าเทอม – ณ มหาวิทยาลัยอเมริกัน  มีจำนวน __________  หมื่น พันเหรียญต่อเทอม  –  หรือภาคการศึกษา)

(a) so high as

(b) as high as    (สูงเท่ากับ,  มากเท่ากับ)

(c) as high than

(d) as high to

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบว่า   “สิ่งนี้เท่ากับสิ่งนั้น,  จำนวนนี้เท่ากับเท่านั้น”   (ในประโยคบอกเล่า)   จะใช้ในรูป  “As + adjective (adverb) + as”  แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า  “สิ่งนี้ไม่เท่ากับสิ่งนั้น”   (ในประโยคปฏิเสธ)  จะต้องใช้รูป  “So + adjective (adverb) + as”  หรือจะใช้   “As + adjective (adverb) + as”  ก็ได้   เช่น

  • This house is as big as that house.

(บ้านหลังนี้ใหญ่เท่ากับบ้านหลังนั้น)

  • She walked as quickly as he did.

(เธอเดินเร็วเท่าๆกับที่เขาเดิน)

  • This car is not so expensive as that car.

(รถคันนี้ไม่แพงเท่ากับรถคันนั้น)

  • This car is not as expensive as that car.

(รถคันนี้ไม่แพงเท่ากับรถคันนั้น)

  • She does not work so efficiently as her sister does.

(เธอมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับน้องสาวของเธอ)

  • She does not work as efficiently as her sister does.

(เธอมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับน้องสาวของเธอ)

 

11. Deserts are often formed _______________ they are cut off from rain-bearing winds by the surrounding mountain ranges.

(ทะเลทรายได้รับการก่อตัวบ่อยๆ ___________ มันถูกตัดขาดจากลมที่ก่อให้เกิดฝน  โดยเทือกเขาที่ล้อมรอบมัน)

(a) so    (ดังนั้น)

(b) due to    (เนื่องมาจาก)

(c) in spite of    (ทั้งๆที่)

(d) because    (เพราะว่า)

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจาก  “Because + Subject + Verb”   ส่วน  “Due to + วลี หรือคำนาม

 

12. There was a ________________________ over; it would have fed a dozen more people. 

(มี_____________ มันสามารถเลี้ยงคนได้อีกเป็นโหล)  (แต่ก็ไม่ได้เลี้ยง  คือ ทิ้งไปเสียเปล่าๆ)

(a) lot of food leaving

(b) lots of food left

(c) lot of food left    (อาหารมากมายเหลือทิ้งไว้)

(d) few of food leaving

ตอบ     -     ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   (Adjective clause) “……....……....food which was left   หรือ………….....…….food which had been left”   สำหรับ    “A lot of  =  Lots of”  (มากมาย)  สามารใช้กับทั้งนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน   “A few  (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง), Few   (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)   ต้องตามด้วยนามนับได้  พหูพจน์เท่านั้น  ในที่นี้  “Food” (อาหาร)   เป็นนามนับไม่ได้  เช่น

  • There is a lot of (= lots of) furniture (food) in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์  (อาหาร)  มากมายในห้อง)

  • There are a lot of (= lots of) books on the table.

(มีหนังสือมากมายบนโต๊ะ)

  • There are a few (few) cars in the street.

{มีรถอยู่บ้าง (น้อยมาก) บนถนน}

                         สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  เช่น   Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)  เป็นต้น  อนึ่ง   คำนามเหล่านี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม   (Collective noun)  คือ  นามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

  • a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)
  • a piece of paper   (กระดาษ แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้ กิโล)
  • a bunch of fruit  (ผลไม้ พวง)
  • a piece of luggage (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge   (ความรู้ เรื่อง หรือ วิชา)

 

13. Just see if that water is becoming hot, _______________________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, __________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you   (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง  หรือขอร้อง,  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้  “Will you”,  สำหรับ  “If”   ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                            ตัวอย่างที่  

  • Do it at once, ________________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ____________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ     -      ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”,  ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้“…………......……., will you ?”    เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                           สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”   ในส่วน Tag  ต้องใช้  “Let’s ……….….......……….., shall we?”  เช่น

  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                              แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,   “Let him”,  “Let her”,  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือ  ขออนุญาตให้ผู้พูด  หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน  Tag  ต้องใช้  “Will you?” เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป  เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

 

14. He said he travelled more often than he had two years __________________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ ๒ ปี ______________________)

(a) ago    (ล่วงมาแล้ว)

(b) later    (ต่อมา)

(c) since    (ตั้งแต่)

(d) before    (ก่อนหน้า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)    เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech)  (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech)  (He said he travelled more often than he had two years before.)  จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้ (Nearness) เป็นถ้อย คำที่มีลักษณะห่างไกล (Distance)  เช่น

Direct

 

Indirect

yesterday

เป็น

the day before

the previous day

today, tonight

เป็น

that day, that night    

last night

เป็น

the night before

last week

เป็น

the week before

last month

เป็น

the month before

last year

เป็น

the year before

tomorrow

เป็น

the next day

the following day

next week

เป็น

the following week

the week after

next year

เป็น

the following year

the year after

now

เป็น

then, at that time

ago

เป็น

before

this, these

เป็น

that, those

here

เป็น

there

come

เป็น

go

 

                                             นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense”  ด้วย  คือ

Direct

เป็น

Indirect

Present simple

เป็น

Past simple

Present continuous

เป็น

Past continuous

Present perfect

เป็น

Past perfect

Past simple

เป็น

Past perfect

Will

เป็น

Would

Shall

เป็น

Should

Can

เป็น

Could

May

เป็น

Might

Must

เป็น

Had to

 

                                                ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค   เช่น

Direct   : He said, “I play with these friends here today.”

(เขาพูดว่า,  “ผมเล่นกับเพื่อนๆเหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that he played with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆเหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

Direct     : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect  : John told me that they were staying there then (หรือat that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น  ในตอนนั้น หรือ  ในขณะนั้น)

Direct    : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect   : She told me that she had sent a gift to her brother the day before  (หรือ  the previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประ โยคนี้)  หรือ  วันก่อน)

Direct    : He said to her, “Ilast met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ    ปีมาแล้ว)

Indirect   : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ    ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

 

15. The streets are much too crowded.  There is not _________ room for any more cars or buses.

(ถนนมียวดยานพลุกพล่านมากมายเหลือเกิน,  ไม่มีที่ว่าง __________ สำหรับรถยนต์หรือรถประจำทาง  เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกแล้ว)  (คือ  ถนนแน่นเอี๊ยด  จนไม่มีที่ว่างเหลือเลย)

(a) a

(b) the

(c) enough    (พอ, เพียงพอ)

(d) plenty    (มาก)

ตอบ     -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Enough”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                              ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________________ to catch the train.

(_____________________________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough    (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ     -     ข้อ   (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์   (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – เย็นพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ  ขยายหลังกริยาวิเศษณ์ (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ),  แต่   “Enough”  ต้องขยายหน้าคำนามเช่น   (enough money – เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

                                                     โดยสรุป   คือ   “Enough”   มีหลักการใช้ดังนี้   คือ

                                  ๑. เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ใช้ขยายหน้าคำนาม  เช่น

  • A number of poor people in developing countries don’t even have enough food to eat.    

(คนยากจนจำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนา  ไม่มีแม้กระทั่งอาหารเพียงพอที่จะกิน)

  • He did not have enough information on that to speak confidently.

(เขาไม่มีข้อมูลเพียงพอในเรื่องนั้น  ที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ)

  • Don’t ask me to help you.  I’ve got enough problems of my own.

(อย่าขอร้องให้ผมช่วยคุณเลย  ผมมีปัญหาของตัวเองมากมายพออยู่แล้ว)

  • I don’t think there is enough room for such lots of people.

(ผมไม่คิดว่าจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับผู้คนมากมายเช่นนั้น)

                                 ๒. เป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ใช้ขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เช่น

  • This house is not big enough for our entire family.

(บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับคนในครอบครัวของเราทั้งหมด)

  • He is old enough to understand it.

(เขาโตพอที่จะเข้าใจมัน)

  • We were close enough to be able to see their faces.

(เราอยู่ใกล้พอที่จะสามารถเห็นหน้าพวกเขาได้)

  • These girls are not old enough to go out alone.

(เด็กหญิงพวกนี้ยังไม่โตพอ (อายุไม่มากพอ) ที่จะออกไปข้างนอกตามลำพัง)

  • Jim isn’t clever enough for Jenny.

(จิมมิได้ฉลาดพอสำหรับเจนนี่)   (ดังนั้น  จึงโดนเธอหลอก  หรือ  เจนนี่ไม่ควรแต่งงานกับจิม)

  • The assignment is easy enough for her to do without help.

(งานที่ได้รับมอบหมาย  ง่ายพอสำหรับเธอ  ที่จะทำโดยไม่ต้องมีใครช่วย)

  • We walked quickly enough to catch the bus.

(เราเดินเร็วพอที่จะทันขึ้นรถเมล์)

  • She wrote carefully enough to avoid making a mistake.

(เธอเขียนอย่างระมัดระวังพอที่จะหลีกเลี่ยงการทำ (เขียน) ผิด)

  • They ran slowly enough for us to catch up with.

(พวกเขาวิ่งช้าพอสำหรับเราที่จะตามได้ทัน)

  • Those students are not trying hard enough.

(นักเรียนพวกนั้นมิได้พยายามมากพอ)  (“Hard”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

  • She sings well enough to make a living.

(เธอร้องเพลงได้ดีพอที่จะทำมาหากินได้)  (“Well”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

                                        สำหรับตัวอย่างการใช้  “Plenty” + Of + “นามนับไม่ได้  หรือ  นามนับได้พหูพจน์”   เช่น

  • We’ve got plenty of time.

(เรามีเวลามากมาย – เหลือเฟือ)

  • There are always plenty of jobs to be done.

(มีงานมากมายอยู่เสมอที่จะต้องทำ)

  • They would have plenty to eat.

(พวกเขามีกินกันจนเหลือเฟือ)

  • Food and drink had been consumed in plenty.

(อาหารและเครื่องดื่มถูกบริโภคไปเป็นจำนวนมาก)

  • I’m sure we shall see plenty of you.

(ผมมั่นใจว่าเราจะได้พบคุณบ่อยๆ)

 

16. Few people know ________________________________________________________.

(น้อยคนที่รู้ว่า ______________________________________________________)

(a) how he works hard

(b) how hardly he works

(c) how does he work

(d) how hard he works    (เขาทำงานหนักเพียงไร-ขนาดไหน)

ตอบ  -  ข้อ