หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 289)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She is about half an hour late already.  It is necessary that she_________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I _________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม __________________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China _____________its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _____________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ___________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้าง ล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _____________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม _________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ___________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone __________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ______________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The company states that it is necessary that an employee ________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He recommended that I ___________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _______________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I suggested to her that her husband ________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _______________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                  ตัวอย่างที่  ๑๑

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority __________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _____________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                   ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I will recommend that the student ________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _____________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                  ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา _________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                     1. อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                    ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                     2. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

2. Dave wants to see me today, but I would rather he ____________ tomorrow than today.

(เดฟต้องการมาพบผมในวันนี้  แต่ว่าผมอยากให้เขา _____________ วันพรุ่งนี้มากกว่าวันนี้)

(a) comes

(b) came    (มา)

(c) should come

(d) has come

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Would rather + (That) + Subject + Verb 2”   หรืออาจใช้  “……….but I would like him to come tomorrow instead of today.”  (Subject + Would like + กรรม + To + Verb 1)  (....................แต่ผมอยากให้เขามาวันพรุ่งนี้  แทนที่จะเป็นวันนี้)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Would rather”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • I’d rather you ____________________________________ me what you think.

(ผมอยากให้คุณ ____________ ผมว่าคุณคิดอย่างไร)  (เกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังคุยกัน)

(a) tell

(b) told    (บอก)

(c) to tell

(d) will tell

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Would rather + (That) + Subject + Verb 2”  หรืออาจใช้  “I would like you to tell me………..”  (Subject + Would like + กรรม + To + Verb 1)  (ผมอยากให้คุณบอกผม...............)  ก็ได้

 

3. There is ___________________________________ nice scenery not far from here.

(มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ___________________________________ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่)

(a) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little    (พอมีอยู่บ้างนิดหน่อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้างนิดหน่อย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)  

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Scenery”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และข้อนี้ใช้ในความหมายที่ดี  เป็นบวก  คือ  บอกว่า  “มีทิวทัศน์สวยงามอยู่บ้างไม่ไกลจากที่นี่”  คล้ายกับว่า  น่าจะไปดูทิวทัศน์พวกนี้กัน  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Little, A little, Few, A few”  จากประโยคข้างล่าง 

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Though the question was difficult, __________________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก _______________________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Let’s go and have a bottle of beer.  I still have __________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ____________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้าง  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์) 

                                 ตัวอย่างที่  

  • I’m always so busy that I have ______________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา ______ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                               ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, ______________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ___________ มา)  (ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก 

                                    ตัวอย่างที่  

  • There are _______________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ______________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)    (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

  • She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

  • I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

  • I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

4. You would have _______________ problems with these lessons if you studied more.

(คุณจะมีปัญหา _____________________ กับบทเรียนเหล่านี้  ถ้าคุณศึกษามันมากขึ้น)

(a) so much    (มากอย่างยิ่ง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(b) a little    (น้อย แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)   

(c) not any

(d) less     (น้อยลง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(e) fewer    (น้อยลง)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

 

5. The early Japanese novelists intended primarily to edify their readers.  

(นักเขียนนิยายชาวญี่ปุ่นยุคแรกๆ  ตั้งใจอย่างสำคัญทีเดียวที่จะ    สอนศีลธรรม-สั่งสอน-เทศนา    ผู้อ่าน (นิยาย) ของตน)

(a) entertain    (ให้ความบันเทิง, ให้ความเพลิดเพลิน)

(b) instill patriotism in    (ปลูกฝังความรักชาติใน)

(c) instigate    (ปลุกปั่น, กระตุ้น, ยุยง)

(d) morally improve    (ปรับปรุงหรือทำให้ดีขึ้นด้านศีลธรรม)

 

6.The judge sentenced the convict man.

(ผู้พิพากษา    ตัดสินลงโทษ (พิพากษา)    ชายผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิด)

(a) gave a pardon to    (ให้อภัยแก่, ยกโทษให้กับ)

(b) passed judgment upon    {ผ่านการตัดสิน-คำวินิจฉัย-การชี้ขาด ไปยังหรือแก่ (บุคคล)}

(c) sympathized with    (เห็นอกเห็นใจกับ)

(d) gave high praise to    (ให้การสรรเสริญ-ยกย่องอย่างสูงแก่)

 

7. The war ended when the armistice (อ๊าร์-มิ-ทิส) was signed.

(สงครามยุติเมื่อ    การสงบศึกชั่วคราว-การพักรบ-การหยุดรบ    ได้รับการลงนาม)

(a) truce    (ทรูซ)   (การพักรบ, การสงบศึก, สัญญาสงบศึก, สัญญาพักรบ, การพักผ่อน, การหยุดพักชั่วคราว)

(b) contract    (สัญญา, ข้อตกลง, หนังสือสัญญา, นิติกรรมสัญญา, สัญญาสมรส-หมั้น, คำย่อ, รูปแบบย่อ)

(c) surrender    (การยอมแพ้, การยอมจำนน, การยอมตาม, การมอบตัว, การสละ-ละทิ้ง, ยอม, ยอมแพ้, ยอมจำนน, ยอมตาม)

(d) charter    (กฎบัตร, กฎหมาย, สัญญาเช่า, สิทธิพิเศษ, สิทธิยกเว้น, เช่ามา, เหมา, ให้สิทธิพิเศษ)

 

8. _______________________________________ of the girls wore a flower in her hair.

(เด็กหญิง _________________________________ เสียบ (ปัก) ดอกไม้ไว้ที่ผมของเธอ)

(a) All    (ทุกคน)

(b) Many    (จำนวนมาก)

(c) Each    (แต่ละคน)

(d) Every    (ทุกคน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Each of the girls wore a flower in her hair.
  • Each girl wore a flower in her hair.
  • All of the girls wore a flower in their hair.
  • All the girls wore a flower in their hair.
  • All girls wore a flower in their hair.
  • Many of the girls wore a flower in their hair.
  • Many girls wore a flower in their hair.
  • Every girl wore a flower in her hair.
  • Every one of the girls wore a flower in her hair.

 

9. It was unnecessary for you to have told Lucy anything.  It was ________ of her business.

(มันไม่จำเป็นเลยสำหรับคุณที่ได้บอกลูซี่ไปแล้วในเรื่องใดๆ  (เพราะ) มัน _______________ เรื่องของเธอเลย)  (มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย)

(a) all

(b) no

(c) not

(d) none    (มิใช่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None, All”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • It’s ________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน _________________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, _______________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙ __________________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • __________________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(____________________ มีขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the ………………”   ก็ได้

                                  ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with ________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ _____________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ใช้   “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Some people take __________________________________ pride in their work.

(คนบางคน ______________________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b) 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have ________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน” 

                           ตัวอย่างที่            จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             -  No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            -  No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            -  We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

            -  She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

            -  He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

            -  They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

            -  No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

            -  No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

             -  You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

             -  No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                     ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                     นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                    ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                                              สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

                    -  No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

                  -  You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

                 -  He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

                  -  She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

                 -  The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

                 -  The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

                 -  He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

                -  There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

                 -  Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

                -  No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

                -  Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

               -  There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

                -  There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

                 -  It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

                -  There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

                 -  There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

                 -  There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                    สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (= not one, not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  •  None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  •  I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  •  “How many fish did you catch?”  “None.”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                   สำหรับในตัวอย่างที่     “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               -  She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

              -  She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

              -  It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

              -  It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

                                     สำหรับ   “All”  ใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • All (the) news has been good news.

(ข่าวทั้งหมดเป็นข่าวดี)

  • All the food is eaten.

(อาหารทั้งหมดถูกกิน)

  • They put all the stuff into the hall.

(พวกเขาเอาของทั้งหมดใส่ไว้ในห้องโถง)

  • Judy had cried all night.

(จูดี้ร้องไห้ตลอดทั้งคืน)

  • He waited for her all the afternoon.

(เขารอคอยเธอตลอดบ่าย)

  • All was quiet in the jail.

(ทั้งหมด (สถานการณ์ทั่วไป) เงียบสงบในคุก)

  • All seemed to be going happily.

(ทั้งหมด (ชีวิตทั่วๆไป) ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินไปอย่างมีความสุข)

  • All (of) the girls think it is great.

(เด็กหญิงทุกคนคิดว่ามันวิเศษมาก)

  • Some people stay in one place all their lives.

(คนบางคนพักอาศัยอยู่ในที่เดียวตลอดชีวิต)

  • All (of the) defendants were proved guilty.

(จำเลยทุกคนได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิด)

  • All children should complete the primary course.

(เด็กๆทุกคนควรเรียนให้จบหลักสูตรพื้นฐาน)

  • They all live together in the same house.

(พวกเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน)

  • We enjoyed it all.

(เราสนุกกับมันทุกอย่าง)

  • We would all be disappointed if you cancelled permission now.

(เราจะผิดหวังกันทุกคน (ทั้งหมด) ถ้าคุณยกเลิกการอนุญาตขณะนี้)

  • These are all problems that he is concerned with.

(เหล่านี้คือปัญหาทั้งหมดที่เขาเกี่ยวข้องด้วย)

 

10. Dick felt so hungry that he ate _____________________________ in the refrigerator.

(ดิ๊กรู้สึกหิวมากจนกระทั่งเขากิน ______________________________________ ในตู้เย็น)

(a) all the food    (อาหารทั้งหมด)

(b) all food

(c) all foods

(d) all the foods

ตอบ   -   ข้อ    (a)   หรืออาจตอบ  “All of the food”  เนื่องจากต้องมี  “The” นำหน้า   เพราะเป็นการชี้เฉพาะว่าเป็น “อาหารในตู้เย็น”  (ไม่สามารถใช้  “All food”)  สำหรับ   “Food”  เป็นคำนามนับไม่ได้  เมื่อหมายถึง  “อาหารทั่วไป”  แต่เป็นคำนามนับได้  เมื่อหมายถึง  “อาหารแต่ละชนิด”  ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้  “All”   ในตอนท้ายของ  ข้อ  ๙  ของข้อสอบชุดนี้

 

11. This school has a new pool, so ___________ should have ________________ too.

(โรงเรียนนี้มีสระว่ายน้ำใหม่  ดังนั้น ____________ ควรมี _____________ เช่นเดียวกัน)

(a) our school __________ new pool

(b) our __________ new one

(c) we __________ pool

(d) ours __________ one    (โรงเรียนของเรา .................. สระว่ายน้ำใหม่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำแทนคำนามที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งคู่  คือ  ใช้   “Ours”  แทน  “Our school”   และ  “One”  แทน  “A new pool”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามที่กล่าวไปก่อนหน้าแล้ว  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • People in highly developed countries are generally better fed than _____________ in underdeveloped countries.

(ผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมาก  โดยทั่วไปจะมีอาหารการกินที่ดีกว่า _____________ ในประเทศด้อยพัฒนา)

(a) that

(b) those    (ผู้คน)

(c) them

(d) the one

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากต้องใช้  “Those”  แทนคำนามนับได้  พหูพจน์  (People)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนั้นซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง  

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The furniture _____________ is manufactured here is as good as _____________ made anywhere else in the world.

(เฟอร์นิเจอร์ ________ ถูกผลิตที่นี่  ดีพอๆ กับ ________ (ซึ่งถูก) ผลิต  (ทำ) ที่อื่นใดในโลก)

(a) that ____________ which

(b) which ____________ that    (ซึ่ง  .........................  เฟอร์นิเจอร์)

(c) that ____________ those

(d) which ____________ which

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ในช่องแรกอาจตอบ  “Which”  หรือ  “That”  ก็ได้  แต่ในช่องหลัง   ต้องตอบ  “That”  เพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  ใช้แทน  “Furniture”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  ดูคำอธิบายการใช้คำแทนนามนับได้  และนับไม่ได้จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • I’ve lost my pen.  Have you got ___________________________ I can borrow?

(ผมได้ทำปากกาหาย  คุณมี ___________________________________ ให้ผมยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ปากกาด้ามหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้   “One”  แทนนามนับได้เอกพจน์  (Pen)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The Prime Minister is giving a press conference now; he also gave _______________ at this time last week.

(นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้   และเขาได้จัดประชุม ____________________ ด้วย  ในเวลาเดียวกันนี้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) it

(b) the same

(c) them

(d) one    (ครั้งหนึ่ง, หนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากแทนคำนามนับได้   เอกพจน์  (Press conference)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The houses here are a little less modern than ___________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า ________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Houses”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่นFurniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence, etc.)   ให้แทนด้วย  “That

                                  ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make __________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ___________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   นื่องจาก   “Kite”   เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้  “One”  แทน

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The air of the hills is cooler than ___________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ____________________________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That” และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้   “Those”   แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก   จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง   “อากาศ”  และ   “ที่ราบ”   มิใช่   “อากาศของเนินเขา”   และ  “อากาศของที่ราบ”    ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

             -  The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

             -  The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

              -  The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้ that แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

12. Her husband was always tired after doing such an ________________________ job. 

(สามีของเธอมักจะเหน็ดเหนื่อยอยู่เป็นประจำ  ภายหลังจากการทำงานที่ _________ เช่นนั้น)

(a) obvious    (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, เด่นชัด, เห็นได้ง่าย, เข้าใจได้ง่าย)

(b) illegal    (ผิดกฎหมาย)

(c) arduous    (อ๊าร์-ดิว-เอิส)  (ยากลำบาก, ตรากตรำอย่างมาก)

(d) odious    (น่ารังเกียจ. น่าเกลียด, น่าขยะแขยง. น่าเกลียดชัง, อัปลักษณ์)

 

13. The whole system has to be _____________________________ and improved.

(ระบบทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับการ ____________________________ และปรับปรุง)

(a) overmanned    (ใช้กำลังคนมากเกินไป)

(b) overtaken    (ตามทัน, ไล่ทัน, โจมตีอย่างฉับพลัน, เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด)

(c) overhauled    (ยกเครื่อง (รถยนต์, ระบบ), ปรับปรุงใหม่, ตรวจอย่างละเอียดเพื่อซ่อมแซม, ซ่อมแซม, ชำระ, สะสาง)

(d) overdone     (ทำมากเกินไป, ทำเกินไป, ทำเลยเถิด)

 

14. Thai people have been criticized for placing too less ____________ on being on time.   

(คนไทยได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์สำหรับการให้ _________________ ที่น้อยเกินไป  ในเรื่องการตรงต่อเวลา)  (คือ  ให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับการตรงต่อเวลา)

(a) emphasis    (การเน้นความสำคัญ, การเน้นหนัก, สิ่งที่มีความสำคัญ, ความเด่น, การเน้นคำ)

(b) hypothesis    (สมมติฐาน)

(c) synopsis    (การย่อ, เรื่องย่อ, บทสรุป)

(d) diagnosis    (การวินิจฉัยโรค)

 

15. If you did not take the ring, there’s nothing for you to _______________________.

(ถ้าคุณไม่ได้เอาแหวนไป  ก็ไม่มีสิ่งใดสำหรับคุณที่จะต้อง_______________________ )

(a) afraid

(b) be afraid

(c) afraid of

(d) be afraid of    (เกรงกลัว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Afraid”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ  “Verb to be” (Is, Am, Are, Was, Were)   และต้องตามด้วย  “Of”   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ– คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้),  “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย),  “dream”  (ฝัน),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),   “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),   “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย), “fond”  (ชอบ, หลงใหล),  “careful”  (ระวัง, รอบคอบ),  “frightened”  (ตกใจกลัว),  “confident”  (มั่นใจ),  “short”  (ขาดแคลน),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง),  “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ),  “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”"  (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ),  “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ),  “ahead” (ล่วงหน้า),  “shy”  (อาย, ละอาย),  “conscious”  (รู้สึกถึง),  “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง),  “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว),  “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),   เป็นต้น

 

16. The brave ____________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ _____________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The brave” =  “ผู้กล้าหาญ”   ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  กริยาจึงเป็น   “Are”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • In the cities ___________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ _____________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “The poor”  หมายถึง  “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา“Live

                                  ตัวอย่างที่       (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –   ข้อ   ๓   แก้เป็น  “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับ  ข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick  และ  needy)  หมายถึง  บุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have”  (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น “the poor”  (คนจน)  “the rich”  (คนรวย)  “the blind”   (คนตาบอด)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly”  (คนสูงอายุ)  “the young”  (คนหนุ่มสาว)  “the old”(คนแก่)  “the deaf”  (คนหูหนวก)   “the dumb”  (คนเป็นใบ้)  เป็นต้น   

                                      นอกจากนั้น Verb + ing (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น  “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ)  “The injured”  (คนเจ็บ)   “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  และใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  เช่นกันดังตัวอย่างประโยค

              -  The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

              -  The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

             -  In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

             -  The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

              -  The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

              -  The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

17. The river has _______________________ its bank into the surrounding community.

(แม่น้ำได้ ______________________________________ ตลิ่งของมันเข้าสู่ชุมชนรอบๆ)

(a) overflown

(b) overflew

(c) overflowed    (ไหลล้น, เอ่อล้น, ไหลบ่า, ล้น, ท่วม)

(d) overfly

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา ช่อง ๒  และ  ๓  ของ “Overflow”  คือ  “Overflowed” สำหรับข้อ  (a), (b), (d)  ไม่มีการใช้รูปนี้

 

18. They have a beautiful ____________________________ so far away from Bangkok.

(พวกเขามี _________________________ ที่สวยงาม  ซึ่งอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มาก)

(a) country-house    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) country house    (บ้านในชนบท)

(c) country’s house    (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) house country    (รูปนี้ไม่มีใช้  เพราะไม่มีความหมาย)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient ____________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • She broke a _______________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ___________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _______________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

19. A: “Do you drink much wine?”

(คุณดื่มไวน์มากไหม)

      B: “No, ____________________________________________, I drink very little.”

(ไม่มากครับ ____________________________________________ ผมดื่มน้อยมาก)

(a) in the contrary

(b) on the contrary    (ตรงกันข้าม, ในทางตรงข้าม)

(c) at the contrary

(d) in a contrary

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลี-สำนวนที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   “Agree + On  หรือ To”  ใช้กับ  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ”  -  “He agreed to my idea.”  (เขาเห็นด้วยกับความคิดของผม),     “Agree + With”  =  “เห็นด้วยกับบุคคล”  -  “I agree with you on your proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในเรื่องข้อเสนอ),     on a rainy day”  (ในวันที่ฝนตก)  -  “We don’t usually go out on a rainy day.”  (เรามักไม่ออกไปข้างนอกในวันที่ฝนตก),   “on the rise”  (เพิ่มขึ้น)  -  “The oil prices are on the rise.”  (ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น),   “congratulate”  (แสดงความยินดี)  -  “I congratulate you on your success.”  (ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ), “put the blame on”  (ตำหนิ)  -  “When things go wrong, he puts the blame on somebody else.”  (เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้น  เขามักตำหนิผู้อื่น),  “put an emphasis on” (เน้นย้ำ หรือ มุ่งความสนใจในเรื่อง)  -  “The government puts an emphasis on the infrastructural development.”  (รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน), “on request (เมื่อมีการร้องขอ)  -  “I will lend you my car on request.”  (ผมจะให้คุณยืมรถเมื่อมีการร้องขอ), on page 5” (ในหน้าที่ ๕)  -  “You can look for the answer on page 5.”  (คุณสามารถค้นหาคำตอบได้ในหน้าที่  ๕),Waste his time on(ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ)  -  “He wasted his time on meddling with other people’s business.”  (เขาใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการยุ่งกับเรื่องของคนอื่น), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  -  “He went to New York on business.”  (เขาไปนิวยอร์คด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป)  -  “They kept on working.”  (พวกเขาทำงานต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)  -  “I can rely on my close friend.”  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิทของผม), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)  -  “We can depend on our president for his strong leadership.”  (เราสามารถพึ่งพาท่านประธานาธิบดี  ในด้านความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขา), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)  -  “She insisted on going to the party.”  (เธอยืนกรานจะไปงานเลี้ยงให้ได้), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล้อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  -  “Jim, you are wanted on the phone.”  (จิม  -  มีคุณต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณ), on and on   (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด)  -  “The search was on and on for the missing boy.”  (การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด  สำหรับเด็กที่หายไป), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)  -  “She broke the glass on purpose.”  (เธอทำแก้วแตกโดยเจตนา), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย)  -  This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  My cold was terrible, but I’m on the mend now (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ   แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) –  John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first.  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)  –  If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts.  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา  ๓  สัปดาห์),   เป็นต้น

 

20. The First World War __________________________________________ in 1914.

(สงครามโลกครั้งที่ ๑ ________________________________________ ในปี ๑๙๑๔)

(a) was taking place

(b) was taken place

(c) took place    (เกิดขึ้น)

(d) had taken place

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Take place  =  Happen  =  Occur  =   เกิดขึ้น  ต้องใช้ในรูป   “Active voice” เสมอ  และ  “ในปี  ๑๙๑๔”  แสดงเวลาในอดีตอย่างชัดเจน  จึงต้องใช้รูป  “Past tense” (Subject + Verb 2”  จึงไม่เลือกข้อ  (d)  ซึ่งอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

A: “Has Anita had a chance to get in touch with you?”

(แอนนิต้ามีโอกาสติดต่อกับคุณไหม)

B: “Oh yes, she __________________________________________ me up last night.

(อ๋อ  มีครับ  เธอ _____________________________________________ ผมเมื่อคืนนี้)

(a) has called

(b) had called

(c) called    (โทรศัพท์มาหา) (Call up = โทรศัพท์)

(d) calls

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป  “Past simple tense” (Verb 2)  กับการกระทำที่เกิดจบสิ้นไปแล้วในอดีต   และระบุเวลาที่แน่นอนด้วยวลีเหล่านี้  (Adverb of time)  เช่น  “Yesterday, Last night, Last week, Last year, two days (weeks, months, years, decades) ago, Last September, Last summer, During the First (Second) World War, in 1970, in 2010, When I was young, While she was in college, Yesterday morning, a long time ago, etc.” 

                                    อย่างไรก็ตาม  แม้จะมิได้ระบุเวลา  แต่เมื่อเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องในอดีต  และไม่มีส่วนสัมพันธ์กับปัจจุบัน  ก็ต้องใช้  “Past simple tense”  เช่นเดียวกัน  เช่นในประโยคข้างล่าง

  • I bought this digital camera in Japan.

(ผมซื้อกล้องนี้ในญี่ปุ่น)

  • She gave me this gift on my birthday.

(เธอให้ของขวัญชิ้นนี้ในวันเกิดของผม)

  • They went for a picnic during summer.

(พวกเขาไปปิกนิกระหว่างหน้าร้อน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 288)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. What ________________________________________ splendid piece of news!

(ช่างเป็น _____________________________________ ชิ้นข่าวที่วิเศษอะไรเช่นนี้ !)

(a) the

(b) an

(c) a

(d) (No article is needed.)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Piece”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างประโยคอุทานแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________ a lot of foreigners there are in London!

(มีนักท่องเที่ยวมากมาย _____________________________________ ที่นี่ในลอนดอน)

(a) How

(b) Why

(c) What    (อะไรเช่นนี้)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  {What + a lot of + Noun +Subject (There is, There are)  + Verb}  เช่น

  • What a lot of people there are in Bangkok ! 

(มีคนมากมายเสียนี่กระไรในกรุงเทพฯ)

                               หรือ  What + a + Adjective + Noun + Subject + Verb  เช่น 

  • What a good boy he is !

(เขาช่างเป็นเด็กดีเสียนี่กระไร)

  • What a beautiful house (it is) !

(มันช่างเป็นบ้านที่สวยงามเหลือเกิน)

  • What large buildings (they are) !

(มันช่างเป็นตึกที่ใหญ่อะไรเช่นนี้)

 

2. Mary is one of those girls who ________________________ the value of spare time.

(แมรี่เป็นหนึ่งในบรรดาเด็กหญิงพวกโน้นผู้ซึ่ง _________________ คุณค่าของเวลาว่าง)

(a) appreciates

(b) appreciate    (ชื่นชอบ, ชื่นชม, นิยมชมชอบ)

(c) are appreciated by    (ได้รับการชื่นชมโดย)

(d) is appreciated by

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องใช้กริยา  “Appreciate”  ตาม  “Girls” และต้องอยู่ในรูป  “Active voice”  ดูความแตกต่างกับประโยค  “One of the passengers was killed in the accident.”  (ผู้โดยสาร  ๑  คน ตายในอุบัติเหตุ)  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________ was to take down the flag at five p.m.

(____________________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา  ๕  โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties    (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง“One of + his (her, my, the) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์ (is, was)ตาม  “One” + ส่วนขยาย ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • He is ______________________________________________ on the project.

(เขาเป็น ___________________________________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists   (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “One of the + Noun (plural)”  (หนึ่งในบรรดา.............)   สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค   ต้องใช้กริยาตาม  “One”  เช่น

  • One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

  • One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                                    ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ  “นามพหูพจน์”  เช่น

  • Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

  • Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

  • She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

3. Bill finds it difficult to adjust to Egypt.  For one thing, ___________ is a difficult language to learn.

(บิลพบว่ายากที่จะปรับตัวให้เข้ากับประเทศอียิปต์  เหตุผลหนึ่งก็คือ ________ เป็นภาษาที่เรียนยาก)

(a) Arabic    (ภาษาอาหรับ)

(b) the Arabic

(c) the language Arabic

(d) Arabic language 

ตอบ   -   ข้อ    (a)   ชื่อภาษาไม่ต้องใช้  “The”  นำหน้า  ทั้งนี้  อาจตอบ  “The Arabic language”  ก็ได้

 

4. I will tell him as soon as he ___________________________________________.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขา ____________________________________________ )

(a) is returned

(b) returns     (กลับมา)

(c) returned

(d) will return

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากคำกริยาในอนุประโยคที่ตามหลังคำ  “As soon as, When, Until, Unless, Before, After”   ต้องอยู่ในรูป  “Simple tense”   ทั้งนี้  ต้องคล้อยตาม  “Tense”  ในประโยคใหญ่ด้วย  เช่น

  • I will tell him as soon as he returns.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขากลับมา)

  • I would tell him as soon as he returned.

(ผมจะบอกเขาในทันทีที่เขากลับมา)

  • Before he leaves, he turns off the light.

(ก่อนเขาออกไป  เขาปิดไฟ)

  • Before he left, he turned off the light.

(ก่อนเขาออกไป  เขาปิดไฟ)

 

5. Mr. Collins has a reputation for being a prudent businessman.

(มิสเตอร์คอลลินส์มีชื่อเสียงว่าเป็นนักธุรกิจที่    รอบคอบ-สุขุม-ระมัดระวัง-ฉลาด-ประหยัด-มองการณ์ไกล)

(a) dishonest    (ไม่ซื่อสัตย์, ทุจริต)

(b) wealthy    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มีฐานะ)

(c) careful    (ระมัดระวัง, รอบคอบ)

(d) ingenuous    (อิน-เจ๊น-นู-อัส)  (เปิดเผย, ซื่อ, ตรงไปตรงมา, ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม, ไร้เดียงสา)

 

6. Madame Curie was completely engrossed in her work.

(มาดามคูรี่ (นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง)    หมกมุ่น-ค่ำเคร่ง    อย่างเต็มที่ในงานของเธอ)

(a) fatigued    (เหน็ดเหนื่อย, เมื่อยล้า, อ่อนเพลีย)

(b) absorbed    (ที่หมกมุ่น, ที่ตั้งอกตั้งใจ)

(c) fruitful    (ประสบความสำเร็จ, ได้ผล, มีผลดก)

(d) confused    (สับสน, งงงวย)

 

7. Corruption is the cancer that undermines the country’s strength.

(การคอร์รัปชั่นเป็นมะเร็งซึ่ง    บ่อนทำลาย-ทำลายทีละน้อย-ทำลายอย่างลับๆ-ทำให้อ่อนลง-ขุด-เซาะ    ความแข็งแรงของประเทศ)

(a) weakens    (ทำให้อ่อนลงหรืออ่อนแอ)

(b) proves    (พิสูจน์)

(c) supports    (สนับสนุน, ค้ำจุน)

(d) stabilizes    (ทำให้มั่นคงหรือมีเสถียรภาพ)

 

8. I know you don’t have time, but you should finish ________________ the letter by noon.

(ผมรู้ว่าคุณไม่มีเวลา  แต่คุณควรเสร็จสิ้น _____________________ จดหมายในตอนเที่ยง)

(a) to answer

(b) answering    (การตอบ)

(c) by answering

(d) answer

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยา  “Finish + Verb + ing”   ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Jack has already considered _________________________________ his studies.

(แจ๊คได้พิจารณา ____________________ การศึกษาของเขาแล้ว)  (คือ  ได้พิจารณาที่จะศึกษาต่อ)  (เช่น  ระดับปริญญาโท-เอก)

(a) continue

(b) continuing    (การทำต่อไป)

(c) to continue

(d) continues

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Consider + Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • They practiced _________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด _________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันในประโยคข้างล่าง  

                               ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand ________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ ______________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Can’t stand + Verb + ing” =   “ทนไม่ได้ที่จะ...................”

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _____________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง _________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)” 

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind ________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ ______________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                 ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ____________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา __________________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                                   ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _____________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                 ตัวอย่างที่ 

  • He keeps ___________________________________ the most outrageous things.

(เขา _______________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _______ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I can’t help ___________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ __________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                        สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ________________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                        นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

9. She is a spoiled and ________________________________________________ girl.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ถูกเอาใจจนเสียเด็กและ __________________________________ )

(a) demanded

(b) demanding    (เรียกร้องต้องการ)  (จะเอาโน่นเอานี่)

(c) demands

(d) to demand

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเด็กหญิงเป็นผู้   “Demand”  ดังนั้น  เมื่อนำมาขยายหน้า   “Girl”  จึงต้องอยู่ในรูป   “Present participle”  (Verb + ing)  

                                        สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)  (คนเป็นผู้ทำงาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)  (ม้าเป็นผู้ดื่มน้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)  (ทารกเป็นผู้หลับ)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)  (ทีมเป็นผู้สร้าง)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)  (คนเป็นผู้ทำงาน)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)  (ผู้หญิงเป็นผู้เดิน)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)  (ชายเป็นผู้อาศัย)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)  (เด็กๆเป็นผู้เล่น)

 

10. I’m sorry that I bought this little book-shelf.  It is ____________________ many books.

(ผมเสียใจที่ได้ซื้อชั้นวางหนังสือเล็กๆนี้มา  มัน ___________________ หนังสือจำนวนมาก)

(a) very small to hold

(b) too small to hold    (เล็กเกินไปที่จะใช้วาง)

(c) enough small to hold

(d) small enough to hold    (เล็กพอที่จะใช้วาง)  (ผิดตรรกะ)  

ตอบ   -   ข้อ    (b)   พิจารณาจากข้อความ  “ผมเสียใจที่ได้ซื้อ..........”  จึงต้องบอกว่า  “ชั้นวางหนังสือเล็กเกินไป............”

 

11. If there _______________ no floods last year, the crop ______________ better now.

(ถ้าไม่ _______________ น้ำท่วมปีที่แล้ว  พืชผล ________________ ดียิ่งขึ้นในขณะนี้)

(a) were ___________ would be

(b) had ___________ would have been

(c) had been ___________ would be    (มี _________________ คงจะ)     

(d) was ___________ would have been

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เป็นการผสมโครงสร้าง  “If clause”  แบบที่  ๓  และ  ๒  คือ  ข้อความในประโยคย่อย  (If clause)  เป็นแบบที่   ๓   คือ  กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต  (ถ้าไม่มีน้ำท่วมปีที่แล้ว)  (แต่ความเป็นจริงคือมีน้ำท่วม)  ส่วนข้อความในประโยคใหญ่   (The crop would be better now)  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  คือ  กล่าวถึงเหตุการณ์ในปัจจุบัน  (พืชผลคงดียิ่งขึ้นในขณะนี้)  (แต่ก็มิได้ดียิ่งขึ้น)  จงเปรียบเทียบกับประโยค  แบบที่  ๓  ทั้งประโยค  (คือ  ทั้งประโยคใหญ่และย่อย)  จากประโยคข้างล่าง

  • If there had been no floods last year, the crop would have been better.

(ถ้าไม่มีน้ำท่วมปีที่แล้ว  พืชผลคงจะดีขึ้น  -  ปีที่แล้ว)  (แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “มีน้ำท่วมเมื่อปีที่แล้ว  พืชผลจึงไม่ดีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว)  ให้สังเกตความแตกต่างกับประโยคใน  ข้อ  ๑๑.  ที่ต้องการบอกว่า  “ถ้าไม่มีน้ำท่วมปีที่แล้ว  พืชผลคงจะดียิ่งขึ้นในขณะนี้”  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “มีน้ำท่วมปีที่แล้ว  พืชผลเลยไม่ดีขึ้นในขณะนี้”

 

12. Two plane crashes on the same day caused a lot of ___________________________.

(การชนกันของเครื่องบิน  ๒  ครั้งในวันเดียวกัน  ก่อให้เกิด ______________ อย่างมากมาย)

(a) leisure    (ลี้-เชอะ หรือ เลช-เชอะ)  (เวลาว่าง, การว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน)

(b) audaciousness    (ออ-เด๊-เชิส-เนส)  (ความกล้าอย่างมาก, ความไม่กลัว, ความกล้าได้กล้าเสีย)

(c) damage    (ความเสียหาย, การทำให้เสียหายหรือได้รับอันตราย)  (damages =   ค่าเสียหาย, เงินชดเชยค่าเสียหาย)

(d) melody    (เสียงดนตรีที่ไพเราะ, ทำนองเพลง, บทกวีสำหรับร้องเป็นเพลง)

 

13. If my voice is not ____________________, let me know, and I will speak more loudly.  

(ถ้าเสียงของผมไม่ ______________ บอกให้ผมรู้ด้วยนะ  และผมจะพูดให้เสียงดังมากขึ้น)

(a) authentic    (จริง, แท้, ไม่ปลอม)

(b) autonomous    (มีอำนาจปกครองตนเอง, มีอธิปไตย)

(c) audible    (สามารถได้ยิน, ได้ยิน, ฟังได้ยิน, ดังพอที่จะได้ยิน)

(d) authoritarian    (เผด็จการ, ปกครองแบบใช้อำนาจ)

 

14. The graduate committed was _________ in their concordant approval of his dissertation. 

(คณะกรรมการบัณฑิต _____ ในความเห็นชอบแบบสอดคล้องกัน  สำหรับวิทยานิพนธ์ของเขา)

(a) ambiguous    (คลุมเครือ, กำกวม, ไม่ชัดเจน, ตีความได้หลายอย่าง)

(b) unanimous    (เป็นเอกฉันท์, มีความเห็นพร้อมเพรียง, ไม่มีข้อโต้แย้ง)

(c) anonymous    (ไม่เปิดเผยชื่อ, ไม่บอกชื่อเสียงเรียงนาม)

(d) anomalous    (ผิดปกติ, วิปริต, ผิดหลัก, ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์)

 

15. Her father smokes cigars, and _________________________________ does mine.

(พ่อของเธอสูบบุหรี่  และพ่อของฉันก็ ______________________________________ )

(a) either

(b) also

(c) too

(d) so    (เช่นเดียวกัน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • As inevitably as human culture has changed with the passing of time, ______________ the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เท่าๆกับวัฒนธรรมของมนุษย์  ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา  สภาพแวดล้อมก็ ____________________ )

(a) so does

(b) so is

(c) so will

(d) so has    (ได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน)       

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ใช้  “ so has”  เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + V. 3}   ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้า  และเพราะว่า  “Environment”  อยู่ในรูปเอกพจน์   จึงต้องใช้กริยา  “Has” (changed)  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน   เช่น

  •  He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

  •  She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

  •  They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  •  She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน

  •  I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

  • He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

  • He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ    –    ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป  “Present simple tense”  หรือ  “Past simple tense”  กริยาในประโยคหลัง  จะต้องใช้  “Do”  “Does”  หรือ  “Did”  ทั้งนี้   แล้วแต่   “Tense”  ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง   (ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์)   ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น  “Past simple tense”   กริยาในประโยคหลังจะใช้  “Did”  กับประธานทุกตัว   ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • They speak French very fluently, so does he.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

  • She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

  • We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

  • He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

 

16. I’ve ____________________________________________ to practice it every day.

(ผม _________________________________________________ ฝึกฝนมันทุกวัน)

(a) taken

(b) necessary

(c) got   (จำเป็นต้อง) 

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Have got to + Verb 1”  =  “Have to + Verb 1”  =   “จำเป็นต้อง”   มีความหมายเป็นปัจจุบัน  หรืออนาคต

 

17. This hen _____________________________________________ an egg every day.

(แม่ไก่ตัวนี้ ____________________________________________ ไข่  ๑  ฟอง  ทุกๆวัน) 

(a) lies    (นอน, พูดโกหก)

(b) lie

(c) lays    {ออกหรือวาง (ไข่), วาง (สิ่งของ) ลง}

(d) lay

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องเติม   “S”  หลัง   “Lay”  เนื่องจากประธาน  (This hen)  เป็นเอกพจน์ 

 

18. He has ________________________________ every effort to improve his English.

(เขาได้ _______________ ความพยายามทุกวิถีทาง  ที่จะปรับปรุงภาษาอังกฤษของเขา)

(a) made    (ใช้, ทำ)

(b) done

(c) taken

(d) brought

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้   “Make an effort”  หรือ  “Make every effort”  ดูการใช้  “Make”  และ  “Do”  จากวลีข้างล่าง

                                Make

  • make a mistake   (ทำผิด)
  • make a noise   (ทำเสียงดัง)
  • make a speech   (กล่าวสุนทรพจน์)
  • make a hole   (เจาะรู)
  • make beds   (สร้างเตียง)
  • make the beds   (จัดเตียง, ปูเตียง)
  • be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)
  • be made from wheat   (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)
  • a car (which was) made in China   (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • a Japanese-made car   (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • make a choice    (เลือก)
  • make a discovery   (ค้นพบ)
  • make a statement   (พูด, กล่าว)
  • make a decision   (ตัดสินใจ)
  • make a suggestion   (แนะนำ)
  • make an announcement   (ประกาศ)
  • make up   (กุเรื่อง, แต่งหน้า)
  • make up for   (ชดเชย)
  • make out   (เข้าใจ)
  • make you a good secretary   (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)
  • make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)
  • sixty minutes make an hour   (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)
  • two and two make four   (๒ บวก ๒ เป็น ๔)
  • make a fool of oneself    (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

                                 ส่วนวลีที่ใช้กับ   “Do”   ได้แก่

                                           Do

       - do one’s best   (do his/her best)   (ทำดีที่สุด)

       - do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)

       - do good   (ทำดี)

       - do bad   (ทำชั่ว)

       - do harm   (ทำอันตราย)

       - do someone a favor   (ช่วยเหลือคนอื่น)

      - do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

      - do the right (wrong) thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

      - do duty   (ทำหน้าที่)

      - do work   (ทำงาน)

      - do things   (ทำสิ่งต่างๆ)

      - do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

      - do your teeth   (แปรงฟันของคุณ)

      - do the flowers    (จัดดอกไม้)

      - do the cleaning    (ทำความสะอาด)

      - do the washing up   (ซักผ้า-ล้างจาน)

      - do the cooking   (ปรุงอาหาร)

       - do nothing    (ไม่ทำอะไร)

       - do something about a problem    (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

       - do something about immigration    (แก้ปัญหาการอพยพ)

       - do all we can    (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

        - There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

       - That hat does nothing for you.  

(หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

        - I wonder what his father does.

(ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

        - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

        - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

        - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

         - do a subject 

(ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

         -  He can do 120 miles per hour in that car.

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

        - This pen will do.

(ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

        - Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน  ๒,๐๐๐  เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

         - What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

         - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

         - What can I do for you? 

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

         - How are you doing?

(คุณสบายดีหรือครับ)

         - How do you do” 

(ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

         - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

         - Easier said than done.

(พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

         - make do

(อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

         - I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)

 (ผมมีเงินแค่  ๑๐๐  เดียว มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

         - He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู   แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก)  แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

          - dos and don’ts

(สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

          - There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

           - do homework (housework)   (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

           - do crossword puzzles   (ทำปริศนาอักษรไขว้)

           - do the exercise    (ออกกำลัง)

           - do the bedroom    (จัดห้องนอน)

           - do away with    (กำจัด, ทำลาย)

           - do the shopping    (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

           -  do business     (ทำธุรกิจ)

           - have something to do with   (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

           - have nothing to do with    (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

 

19. We shall not play football today __________________________________ the heat.

(เราจะไม่เล่นฟุตบอลวันนี้ _________________________ ความร้อน  -  หรืออากาศร้อน)

(a) in spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) according to    (สอดคล้องกับ,  ตามที่................กล่าว)

(c) owing to    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Owing to, In spite of”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • ___________________ his poor health, he could not work in a tropical country.

(________________ สุขภาพที่แย่ของเขา  เขาไม่สามารถทำงานในประเทศในเขตร้อน)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) In spite of    (ทั้งๆที่)

(c) Because of    (เนื่องมาจาก)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                    ตัวอย่างที่  

  • __________________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(_________________ บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) Because of     (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Because of (= Due to = On account of = Owing to)  และ  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  จากประโยคข้างล่าง

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาหรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

  • In spite of  (= Notwithstanding= Despite) the bad storm, John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)  (ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์)

  • In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

 

20. He is an excellent teacher _____________________________ he speaks too low.

(เขาเป็นครูที่ดีเยี่ยม __________________________________ เขาพูดเสียงค่อยเกินไป)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) besides    (นอกเหนือไปจาก, ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(d) except for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Except”  เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วย  “วลี, คำนาม, สรรพนาม หรือ กริยา”  เช่น

  • We saw nothing along the way except flower gardens.

(พวกเราไม่เห็นอะไรเลยระหว่างทาง  ยกเว้นสวนดอกไม้)

  • Every room is empty now except the living room.

(ทุกห้องว่างเปล่าขณะนี้  ยกเว้นห้องรับแขก)

  • Nobody went there except me.

(ไม่มีใครไปที่นั่น  ยกเว้นผม)

  • She likes living here except in summer.

(เธอชอบอาศัยอยู่ที่นี่  ยกเว้นในหน้าร้อน)

  • The place seems clean except where he sleeps.

(สถานที่ดูเหมือนว่าสะอาด  ยกเว้นตรงที่ที่เขานอน)

  • All the boys except Billy started to cry.

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

  • He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

  •  I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)  

                                       ส่วน   Except that  หรือ   Except for the fact that  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

  •  The house I bought is very nice, except that the living room is too small.

(บ้านที่ผมซื้อดีมากเลย  ยกเว้นแต่ว่า  ห้องรับแขกเล็กเกินไป)

  •  I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

                                        สำหรับ   “Except for”  เป็น   “Preposition”  มีความหมาย  “นอกจาก................(ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความข้างหน้า)”  เช่น

  • The living room is empty now except for the rug.

(ห้องรับแขกว่างเปล่าขณะนี้  นอกจากพรม)  (มีพรมในห้องเพียงสิ่งเดียว)

  • The room was very cold and, except for Peter, entirely empty.

(ห้องหนาวมากและ, นอกจากปีเตอร์, ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง)  (มีปีเตอร์นั่งในห้องเพียงคนเดียว)

  • Except for emergencies, I didn’t expect any help from my children.

(นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน  ผมไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆจากลูกๆเลย)  (ไม่หวังให้ลูกช่วย  ยกเว้นมีสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น ป่วยกะทันหัน)               

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 287)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She finished typing these five letters during ____________________________.

(เธอพิมพ์จดหมาย  ๕  ฉบับเหล่านี้เสร็จสิ้นในระหว่าง ______________________ )

(a) I was absent    (ผมไม่อยู่)

(b) my absent

(c) my absence    (การไม่อยู่ของผม)

(d) I was absence

(e) when I was absent

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “During”  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  (My absence)  หรืออาจตอบ   “………….five letters while I was absent”  (“Absent”  เป็นคำคุณศัพท์)   ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน  ดูเพิ่มเติมการใช้   “During, While, When”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • ____________ the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(____________________________ พายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

(a) During    (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(b) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (เมื่อหมายถึง “ตั้งแต่” อาจตามด้วยวลี หรือ ประโยค ก็ได้  แต่ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  ต้องตามด้วยประโยคเพียงอย่างเดียว)

(d) Instead of   (แทนที่จะ)  (เป็น  “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(e) When    (เมื่อ)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”) 

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เพราะถูกหลักไวยากรณ์ และได้ความหมาย  ดูตัวอย่างการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

  • I want you to wait here while I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่  ในขณะที่ผมกำลังซื้อผลไม้)

  • Did you meet my sister during our stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ในระหว่างที่คุณพักในโตเกียวหรือเปล่า)

  • During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • Instead of going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

  • I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมาแทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

  • The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

  • The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

  • The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง  -  เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

  • She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

  • He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

  • Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

  • He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

                                     สำหรับ  “Since”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • Nobody has come to see us since we _________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา ________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย   “Since” (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอ  สำหรับ  “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยคำนามหรือวลี หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ  “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  เช่น

              -  He has read since the morning.   (since + วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

               -  She has been cooking since 6:00 p.m.   (since + วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

               -  They have worked in the factory since last June.   (since + วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

                -  We have lived here since we were young.   (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

                 -  Since 10:00 a.m., they have been reading in the library. (since + วลี)

(ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

                 -  He has been in Chicago since last week.  (= He has gone to Chicago since last week.)  (since + วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                 -  We have lived in Bangkok since we were born.   (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                   -  We have played football since we were in college.  (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

2. He is a good student.  He does nothing but ____________________________.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดี  เขาไม่ทำอะไรเลย  นอกจาก _________________________ )

(a) to study

(b) study    (เรียนหนังสือ)

(c) studying

(d) studies

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “But”  ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “นอกจาก, เว้นแต่”  ต้องตามด้วย  “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ    

 

3. It’s ___________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน ______________________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, _________________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙ __________________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • ___________________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(____________________  มีขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the ………………”   ก็ได้

                                 ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with ______________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ ____________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ใช้   “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                               ตัวอย่างที่ 

  • Some people take __________________________________ pride in their work.

(คนบางคน ______________________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b) 

                               ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have _______________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน” 

                               ตัวอย่างที่            จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             -  No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            -  No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            -  We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

            -  She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

            -  He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

            -  They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

            -  No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

            -  No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

             -  You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

             -  No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                    ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                    นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               -  He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

               -  You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

               -  She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

              -  They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                               ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                                สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

                    -  No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

                   -  You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

                  -  He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

                 -  She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

                 -  The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

                -  The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

                 -  He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

                -  There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

                 -  Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

                 -  No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

                -  Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

                -  There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

                 -  There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

                  -  It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

                -  There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

                 -  There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

                  -  There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                    สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (= not one, not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  •  None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  •  I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  •  “How many fish did you catch?”  “None.”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                    สำหรับในตัวอย่างที่     “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               -  She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

              -  She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

              -  It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

              -  It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

 

4. Tommy hasn’t arrived yet.  He _____________________________ an hour ago.

(ทอมมี่ยังมาไม่ถึงเลย  เขา ________________________ เมื่อ  ๑  ชั่วโมงล่วงมาแล้ว)

(a) must have come    (จะต้องได้มา)

(b) had better come    (ควรจะมา)

(c) should have come    (ควรจะได้มา)  (แต่ก็ไม่ได้มา)

(d) was suppose to come

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Was supposed to come”  (ถูกคาดการณ์ว่าจะมาสำหรับ  “Subject + Should + Have + Verb 3”  หมายถึง ประธานประโยคควรจะได้ทำเช่นนั้น (ในอดีต)  แต่ก็ไม่ได้ทำ   หรือ  “Subject + Should + Not +  Have + Verb 3”  ประธานฯ ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  (ในอดีต)  แต่ก็ได้ทำลงไป  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • Why didn’t you tell him?  You ____________________________ him last night.

(ทำไมคุณจึงไม่บอกเขา  คุณ _____________________________ เขาเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) should tell

(b) must have told

(c) ought have told

(d) should have told    (ควรจะได้บอก)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการแนะนำว่า  ควรจะได้ทำเช่นนั้น (บอกเขา) ในอดีต  (คืนที่ผ่านมา) แต่ก็มิได้กระทำ 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Mike went to the cinema last night, but he should _____ home and prepared his lesson. 

(ไมค์ไปดูหนังในคืนที่ผ่านมา  แต่ว่าเขาควร _________ อยู่กับบ้าน  และตระเตรียมบทเรียน)

(a) stay

(b) to stay

(c) have stayed    (จะได้พัก)

(d) have been stayed

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Should + Have + Verb 3” =  “ควรจะได้ทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ”   ในกรณีของประโยคข้างบน   คือ  ควรจะพักอยู่กับบ้านและเตรียมบทเรียน  แต่ก็เปล่า  กลับไปดูหนังแทน   ส่วน   “Should + Not + Have + Verb 3” =   “ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไป” 

                               ตัวอย่างที่  

  • You lost all your money, didn’t you?  You ______________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ _________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา  หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3”  =  “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น (ในอดีต) แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น (ในอดีต) แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

  • B: “I know.  I shouldn’t __________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed     (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  ดังประโยคข้างล่าง  

                                ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should (Ought to) + Verb 1” =“ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  •  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                               ตัวอย่างที่  

  • You ought ________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ __________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (=  Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                       จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • What terrible coffee!  She ___________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)   (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว)  (เป็นอดีต)   (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม  ที่เธอมีเงินซื้อบ้านหลังใหม่)

 

5. Generally, smallpox caused appalling facial scars.

(โดยทั่วไป ไข้ทรพิษ (ไข้ฝีดาษ) ก่อให้เกิดแผลเป็นที่ใบหน้า ที่    น่ากลัว-น่าใจหาย-น่าตกใจ)

(a) deep    (ลึก)

(b) disfiguring    (ซึ่งทำให้เสียโฉม, ซึ่งทำให้ผิดรูปผิดร่าง)

(c) dreadful    (เดร๊ด-ฟูล)  (น่ากลัวมาก, น่าหวาดกลัว, เลวมาก, น่าเคารพยำเกรง)

(d) permanent    (ถาวร, คงทน)

 

6. The government has earmarked funds for research into alternative sources of energy.

(รัฐบาลได้    กัน-สำรอง   กองทุนสำหรับการวิจัยแหล่งพลังงานทางเลือก)

(a) increased    (เพิ่ม)

(b) set aside    (กันเอาไว้ต่างหาก, แยกไว้ต่างหาก, จัดไว้ต่างหาก)

(c) turned down    (ปฏิเสธ)

(d) donated    (บริจาค)

 

7. When a film is restricted to mature audiences, it usually means that only those over eighteen are allowed to watch.

(เมื่อภาพยนตร์ถูกจำกัดไว้สำหรับผู้ชม    ที่เป็นผู้ใหญ่-เจริญเติบโตเต็มที่-สุก-สมบูรณ์  มันปกติหมายความว่า  เฉพาะคนที่อายุมากกว่า  ๑๘ ปี  เท่านั้น ที่ได้รับอนุญาตให้ชมได้)

(a) senior    (อาวุโสกว่า, แก่กว่า)

(b) responsible    (รับผิดชอบ)

(c) prudent    (รอบคอบ, สุขุม, ระมัดระวัง, ฉลาด, ประหยัด, มัธยัสถ์, มองการณ์ไกล)

(d) adult    (เป็นผู้ใหญ่, โตแล้ว, เป็นรูปเป็นร่าง, ผู้ใหญ่)

 

8. I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ____________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ______________________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China __________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน __________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _____________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้าง ล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle __________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม _______________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter __________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ____________________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน ______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ____________________________________.

(ครูแนะนำว่า ____________________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The company states that it is necessary that an employee ______ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                ตัวอย่างที่ 

  • He recommended that I _________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _____________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                                ตัวอย่างที่ 

  • I suggested to her that her husband _________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                 ตัวอย่างที่  ๑๐

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ____________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _____________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                ตัวอย่างที่  ๑๑

  • I will recommend that the student _______________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ____________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                 ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                    1. อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                    ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                  2. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

9. __________________________ the air being so warm, he decided to sleep outside.

(_________________ มีอากาศที่อบอุ่นมาก  เขาตัดสินใจนอนข้างนอก)  (ห้อง หรือบ้าน)

(a) Since

(b) With    (ด้วย)

(c) As

(d) For

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความที่ตามหลัง  “With”  ต้องอยู่ในรูปวลี  “The air being so warm”

 

10. Monkeys sometimes act as if they ________________________________ human.

(ลิงบางที (บางครั้ง) ทำตัวราวกับว่าพวกมัน ____________________________ มนุษย์)

(a) be

(b) are

(c) were    (เป็น)

(d) being

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า  -  แต่มิได้เป็นเช่นนั้นจริงๆ)  กริยาต้องอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2) ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  และใช้รูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • He acted as though he __________________________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ___________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่      {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

  • (1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -    ข้อ      แก้เป็น   “as if   หรือ  as though”  เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  และต้องใช้ “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้ “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”  ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ  หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า“Past subjunctive” 

                                 ตัวอย่างที่  

  • He spends his money ___________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _____________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)  (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “As though”  หรือ  “As if”  หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา “spends”)  จึงใช้  were”  กับประธาน  “he”  ในประโยคย่อย  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ต้องเปลี่ยนเป็น  “had been” (……as though he had been a………..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • He says as though he loved her.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

11. Cindy is far more intelligent than __________________________ student in the class.

(ซินดี้เฉลียวฉลาดกว่านักเรียน _______ ในห้องเรียนอย่างมาก)  (คือ  เฉลียวฉลาดกว่ามาก)

(a) any other    (คนอื่นใด)

(b) any

(c) other

(d) another

 

12. The law is hard to enforce as few people ______________________________ with it.

(กฎหมายนี้ใช้บังคับยาก  เนื่องจากมีน้อยคนที่ _____________________________ กับมัน)

(a) comply    (เชื่อฟัง, ทำตาม, ยินยอม)

(b) compete    (แข่งขัน)

(c) reprimand    (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

(d) commence    (เริ่มต้น)

 

13. They showed great _________________________________ in solving the problem. 

(พวกเขาได้แสดง ___________________________ อย่างใหญ่หลวงในการแก้ไขปัญหา)

(a) ingenuity    (อิน-จะ-นู้-อิ-ที่)  (ความเฉลียวฉลาด, ความเป็นเจ้าความคิดความเป็นช่างประดิษฐ์, ความแคล่วคล่อง)

(b) incredulity    (ความไม่หูเบา, ความไม่เชื่ออะไรง่ายๆ)

(c) proximity    (ความใกล้ชิด, ความใกล้เคียง)

(d) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

 

14. Millions of people __________________________________ every day into Tokyo.

(ผู้คนหลายล้านคน _____________________________________ ทุกๆวันไปยังโตเกียว)

(a) cease    (ซีส)  (หยุด, ยุติ, สิ้นสุด, เลิก, เว้น, ตาย)

(b) commute    {เดินทางไปๆมาๆ (ระหว่างบ้านและที่ทำงาน), เปลี่ยนแทน, เปลี่ยนเป็นโทษที่เบากว่า}

(c) illustrate     (แสดงด้วยภาพ)

(d) dread    (เดร้ด)  (หวาดกลัว, กลัวมาก, ลังเลที่จะทำ, ความหวาดกลัว, ความเกรงกลัว-เกรงขาม)

 

15. Mary does not know _________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า______________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • He asked me ________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป คือ ถ้าประโยค “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ ห้ามใช้  “That”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party? 

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano? 

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                     ในกรณีที่ประโยค “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้ (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                     สำหรับในกรณีที่ ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

                               ตัวอย่างที่            จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   ก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค Direct speech” (Where is it hiding?) มาเป็นประโยค  “Indirect speech”ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find …….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำ กริยา  “where it is……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going?  (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

- I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

16. When I said that I wished I ______________________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม ______________________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เรียน)  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish I ________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีตและตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                                 ตัวอย่างที่  ๒

  • I wish you ______________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish I __________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish today _______________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ _____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were   (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb” แต่  “that” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก  คือ

                                      1. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ “Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                       2. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ “Verb”เป็น “Past perfect” (Had + verb 3) เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                       3. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้  “Verb” เป็น“Would” “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถ นา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                      4. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                       5. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun”  มีความหมาย คือ   “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

17. We hire out bicycles _________________________________________________.

(เราให้เช่ารถจักรยาน __________________________________________________ )

(a) by hours

(b) by an hour

(c) by the hour    (เป็น (ราย) ชั่วโมง)

(d) for hours    (เป็นเวลาหลายชั่วโมง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Some workers are paid _______________________________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง ____________________________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง   “is (are) paid by”  (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”   (ถูกขายเป็น)   มีหลัก คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง  “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้   “The”  ขยาย   แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (Weight, Length, etc.)  หน้าคำนามนั้น   ไม่ต้องมี  “Article”  (A, An, The)  ใดๆขยายเลย  เช่น

  • In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -   การทำงาน)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

 

18. Jim seems to be putting _________________________________________ weight.

(จิมดูเหมือนว่ากำลังน้ำหนัก ________________________________________ มากขึ้น)

(a) by

(b) over

(c) in

(d) on    (เพิ่ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Put on weight”  =  “น้ำหนักเพิ่มขึ้น

 

19. At the sales things can often be bought __________________________ half price.

(ที่การขายลดราคา  สิ่งต่างๆมักสามารถซื้อได้ _______________________ ครึ่งราคา)

(a) for

(b) at    (ที่)

(c) in

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Price”  ใช้กับ  “At”  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “At”  ได้แก่   “At a good price” =  “ในราคาที่ดี หรือสูง”“At interest”  = “โดยคิดดอกเบี้ย”“at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา),  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),“good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน)   “at breakfast” (เมื่อเวลาอาหารเช้า)   “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)“to wave down at him”  (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)   “at a later stage”   (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)“to be at war”(ทำสงคราม)   “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)   “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess” (โดยการเดาหรือทาย)   “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)“good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)   “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)   “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school” (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)   “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”   (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”   (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)   “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)   “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault” (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

 

20. We don’t allow ________________________________________________ here.

(เราไม่อนุญาต ___________________________________________________ ที่นี่)

(a) swim

(b) to swim

(c) swimming    (การว่ายน้ำ)

(d) to swimming

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Subject + Allow + Verb + ing”  =  “อนุญาตการทำ..............”   ส่วน  “Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + กรรม  “อนุญาตให้ใครทำ..............”  ดูเพิ่มเติมรูป  “Passive voice”  ของโครงสร้างทั้ง  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • He said to his friend, “ ___________________________________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ _________________________________________”)

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?     (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Allow”  มีการใช้  ๔  รูปแบบ  คือ

                                    1. Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

  • They allow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

  • They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

                                     2. Verb + ing + is + (not) + Allowed  (Passive voice)

  • Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)

  • Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

                                     3. Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

  • They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

                                     4. Subject + Is (Was) + Allowed + to + Verb 1 + Something  (Passive voice)

  • I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 286)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I met ____________________________________________________ at the party.

(ผมได้พบ __________________________________________________ ที่งานเลี้ยง)

(a) some friend of John’s

(b) some of John’s friends    (เพื่อนบางคนของจอห์น)  (มากกว่า    คน)

(c) some of John’s friend

(d) some of John friends

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น  “Some friends of John’s”  (เพื่อนบางคนของจอห์น)  (มากกว่า    คน)  ก็ได้   ทั้งนี้  “Some”  สามารถตามด้วยคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  หรือ  คำนามนับได้  (พหูพจน์)  ซึ่งหมายความว่า  ต้องมากกว่า  ๑  คน  หรือ  ๑  สิ่ง

 

2. I object _________________________________________ my lunch because of him.

(ผมไม่เห็นด้วย _____________________ อาหารกลางวันของผม  เพราะว่าเขา)  (หมายความว่า  อดกินอาหารกลางวันเพราะเขา  เช่น  ต้องไปรับหรือพบเขา)

(a) to miss

(b) miss

(c) to missing    (กับการพลาด)

(d) missing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Object”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  ต้องตามด้วย  “To + Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “To + Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • He devoted himself to ______________________________________ the poor.

(เขาอุทิศตนเองให้กับ ________________________________________ คนยากคนจน)

(a) help

(b) helping    (การช่วยเหลือ)

(c) being helped

(d) be helping

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากในวลี  “Devote himself to”  “To”  เป็น  “Preposition”    จึงต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมวลีประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • I am looking forward to ___________________________________ your letter.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย ____________________________________ จดหมายของคุณ)

(a) receive

(b) be received

(c) receiving    (การได้รับ)

(d) have received

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Look forward to + Verb + ing”

                             ตัวอย่างที่ 

  • His daughter wrote to him that she was looking forward to ___________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย ______ บ้านเร็วๆนี้)

(a) come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing” 

                            ตัวอย่างที่ 

  • I shall look forward ___________________________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ___________________________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                               ตัวอย่างที่  

  • I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ___________________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________________ คุณทั้ง  ๒  คน)  (หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่  “Look forward to” (ตั้งตารอคอย),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Admit”(ยอมรับ),  “Devote…..to”  (อุทิศ.........ให้กับ), “Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to”  (ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

  • She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  •   He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  • We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  • She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  • He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

  • He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  • We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

  •  The President was opposed to the development of nuclear weapons.  (หรือ  “was opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

  • They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

3. ___________________________ people differ in their tastes is an indisputable fact.

( _________________ ผู้คนแตกต่างกันในเรื่องรสนิยม  เป็นข้อเท็จจริงที่มิอาจปฏิเสธได้)

(a) What

(b) Which

(c) All

(d) That    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (That people differ in their tastes)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา   “Is”

                                          สำหรับ  “Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                              ๑. เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

           -  What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

           -  How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

           -  Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

            -  Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

           -  That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

          -  That we, the Earth, live alone in the universe is still a question.

(ที่ว่าเรา, มนุษย์บนโลก, มีชีวิตอยู่ตามลำพังในจักรวาล  ยังคงเป็นปัญหา (เป็นที่สงสัย) อยู่)  (คือ  เชื่อกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวในดาวอื่นๆ ด้วย)

         -  That she was not compatible with her husband was known to all.

(ที่ว่าเธอไปกันไม่ได้กับสามีของเธอ  เป็นที่รู้กันกับทุกคน)

         -  That they are rude people is realized by all.

(ที่ว่าพวกเขาเป็นคนหยาบคายเป็นที่ประจักษ์โดยทุกคน)

         -  Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                             ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค เช่น

            -  I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

           -  She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

           -  They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

           -  We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

            -  She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

            -  The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

             -  I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                              ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition”   เช่น

              -  She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

               -  They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

               -  We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

               -  They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                             ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               -  I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              -  He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               -  They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               -  We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                              ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

              -  The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

             -  The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

              -  The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  •  The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

4. Jack has already considered ________________________________ his studies.

(แจ๊คได้พิจารณา ____________________ การศึกษาของเขาแล้ว)  (คือ  ได้พิจารณาที่จะศึกษาต่อ)  (เช่น  ระดับปริญญาโท-เอก)

(a) continue

(b) continuing    (การทำต่อไป)

(c) to continue

(d) continues

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Consider + Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • They practiced _________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด ___________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันในประโยคข้างล่าง  

                                ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand ______________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ ______________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Can’t stand + Verb + ing” =   “ทนไม่ได้ที่จะ...................”

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _____________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง _________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)” 

                                ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind _______________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ ______________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                               ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ______________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ____________________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                                ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind __________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _______________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                ตัวอย่างที่ 

  • He keeps __________________________________ the most outrageous things.

(เขา _____________________ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                                ตัวอย่างที่ 

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing ________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                              ตัวอย่างที่ 

  • I can’t help ___________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                           สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ________________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                     นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

5. At the universities of Oxford and Cambridge the ______ of teachers to students is very high. 

(ที่มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดและเคมบริดจ์ ________________ ของอาจารย์ต่อนักศึกษาสูงมาก)  (คือจำนวนอาจารย์มีมากเมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษา)

(a) fraction    (เศษส่วน, เศษ, จำนวนเล็กน้อย, การแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย)

(b) number    (จำนวนของ)  (the number of)

(c) ratio    (อัตราส่วน, สัดส่วน, อัตราเปรียบเทียบ)

(d) percentage    (จำนวนร้อยละ)

 

6. The prize is a ________________________________________ to his achievements.

(รางวัลเป็น __________________________________________ ต่อความสำเร็จของเขา)

(a) trial    (ไทร้-เอิ้ล)  (การทดลอง, การทดสอบ, การสอบสวน, การซ้อม, การทรมาน, การไต่สวนคดี)

(b) treason    (การทรยศ, การขายชาติ, การกบฏ, การทำให้เสียศรัทธา)

(c) truce    (ทรูซ)  (การสงบศึก, การพักรบ, สัญญาสงบศึก, การพักผ่อน, การหยุดพักชั่วคราว)

(d) tribute    (ทริบ-บิ้วท)  (บรรณาการ, ของขวัญ, ของถวาย, เงินบรรณาการ, คำสรรเสริญ)

 

7. Only a rich ________________________________ tycoon could afford a private jet.

(เฉพาะบุคคลที่ประสบความสำเร็จมาก (พ่อค้าใหญ่) ทาง _________________ และร่ำรวยเท่านั้น  ที่จะสามารถมีเครื่องบินเจ๊ตส่วนตัวได้)

(a) goon    (คนโง่, คนทึ่ม, อันธพาล)

(b) royalty    (บุคคลในราชวงศ์, ญาติกษัตริย์, ค่าธรรมเนียม, ค่าภาคหลวง, ความสูงส่ง)

(c) business    (ธุรกิจ)

(d) farmer    (ชาวนา)

 

8. She has made ____________________ with her new neighbors and well liked by them.

(เธอได้ผูก _________ กับเพื่อนบ้านใหม่ของเธอ  และได้รับความรักเป็นอย่างดีจากพวกเขา)

(a) friend

(b) a friend

(c) the friend

(d) friends    (มิตร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   วลี  “Make friends with”  “Friends”     ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ

 

9. I can’t imagine her getting __________________________________ to Mr. Simpson.

(ผมไม่สามารถจินตนาการการ _____________________ ของเธอกับมิสเตอร์ซิมสัน)  (คือ  ไม่เคยนึกฝันเลยว่าเธอจะแต่งงานกับเขา) 

(a) marriage

(b) marry

(c) married    (แต่งงาน)

(d) marrying

ตอบ   -   ต้องใช้รูป  “Get married to”  หรือ  “Be married to”  เสมอ

 

10. The match took place as _____________________________________________.

(การแข่งขันเกิดขึ้นตามที่ (ดังที่) __________________________________________ )

(a) arranging

(b) be arranged

(c) be arranging

(d) arranged    (ได้ถูกเตรียมการ-กำหนด)  (เอาไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “…………..As it was arranged”

 

11. She explained to him ______________________________ how to get to the station.

(เธออธิบายให้เขาฟัง _______________________________ ว่าจะไปยังสถานีได้อย่างไร)

(a) with telephone

(b) by telephone    (ทางโทรศัพท์)

(c) by a telephone

(d) by the telephone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ไม่ต้องมี  “Article”   ใดๆนำหน้า  “Telephone”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”   ได้แก่   “by chance”  (โดยบังเอิญ)  -  “I met my old friend by chance last week.”  (ผมพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  “She took my book by mistake.”  (เธอเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  -  คือคิดว่าเป็นของเธอ), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  “They learn new vocabularies by heart.”  (พวกเขาเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ โดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  -  “If you are not willing to come, I’ll make you come by force.”  (ถ้าคุณไม่เต็มใจมา  ผมจะทำให้คุณมาโดยการบังคับ),  (โดยใช้กำลัง, โดยการบังคับ)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  “She lives by herself.”  (เธออาศัยอยู่ตามลำพัง  -  คืออยู่คนเดียว)  -  “He did it (by) himself.”  (= He himself did it.”  (เขาทำมันตามลำพัง  -  คือไม่มีใครช่วย),  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม=(ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆ เวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”   (โดยการเปรียบเทียบ)    เป็นต้น

  

12. The power station produces ____________________________ supplies of electricity.

(สถานีไฟฟ้าผลิตกระแสไฟฟ้า _____________________________________________ )

(a) pernicious    (เพ้อร์-นิช-เชิส)  (เป็นอันตราย, เป็นภัย, ร้ายแรง, ร้ายกาจ, ถึงตาย)

(b) reluctant    (ไม่เต็มใจ)

(c) abundant    (มากมาย, ล้นเหลือ, อุดมสมบูรณ์)

(d) detrimental    (เป็นอันตราย, เป็นภัย)

 

13. New legislation makes it possible for the Government to ________ political demonstration.  

(กฎหมายใหม่ทำให้เป็นไปได้สำหรับรัฐบาลที่จะ ____________ การเดินขบวนทางการเมือง)

(a) foresee    (ฟอร์-ซี)  (รู้ล่วงหน้า, มองเห็นล่วงหน้า)

(b) inhibit    (อิน-ฮิ้บ-บิท)  (ยับยั้ง, หน่วงเหนี่ยว, ขัดขวาง, สกัดกั้น, ห้าม)

(c) deny    (ปฏิเสธ)

(d) advocate    (สนับสนุน)

 

14. For centuries Rome was the _____________________ power in the Mediterranean.  

(เป็นเวลาหลายศตวรรษ  กรุงโรมเป็นมหาอำนาจ ___________ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)

(a) overruling    (ซึ่งปกครอง, ใช้อำนาจเหนือ, บังคับ)

(b) superlative    (ซึ่งเปรียบเทียบขั้นสูงสุด, มากไป, เกินไป, สูงสุด, สุดยอด)

(c) supreme    (มีอำนาจสูงสุด, ยิ่งใหญ่ที่สุด, สำคัญที่สุด, สุดยอด, สุดขีด)

(d) general    (ทั่วๆไป)

 

15. ________________________________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม __________________________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost    (เกือบจะ)

(d) Most of    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • ________________________________________ would like to live peacefully.

(____________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people   (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -  ข้อ   (d)   หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้  

                               ตัวอย่างที่  

  • _______________________________ outside of the cities is used for farming.

(______________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas   (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area   (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas   (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ   (b)   หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง   “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่            (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

  • (1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ  –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

  • the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                             ตัวอย่างที่          (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

  • (1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ  –  ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”   ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  •  He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

16. That dress is much cheaper than this, and it’s just _____________________ pretty.

(ชุดนั้นราคาถูกกว่าชุดนี้มาก  และมันก็สวย __________________________________ )

(a) like

(b) so

(c) alike

(d) look

(e) as   (เหมือนกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (e)   “Just as pretty” =  “สวยเหมือนกัน”  สำหรับ “Like, Alike, As”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • What is the climate ______________________________ in your home town?

(อากาศ ___________________________ อย่างไร (เช่นไร)  ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้   “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)   ต้องตามด้วยคำนาม 

                               ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ___________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _______________________________________ )

(a) rain   (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น “Preposition” หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor ____________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _____________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย” จะเป็น “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

  •  Like his father, Tom is the most persevering.

(เหมือนกับพ่อของเขา  ทอมมีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด)

  • Like most hard-working people, the workers had to get up very early and go to bed very late at night.

(เหมือนคนทำงานหนักส่วนใหญ่  พวกคนงานจำเป็นต้องตื่นแต่เช้าตรู่  และเข้านอนดึกมากในตอนกลางคืน)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as”  (หมายถึง เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                    สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                    สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป้นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

17. I wonder ________________________________________ we can arrive there in time.

(ผมประหลาดใจว่า  เราสามารถไปถึงที่นั่นทันเวลา _______________________________ )

(a) that

(b) why

(c) whether    (หรือไม่)

(d) when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากประโยค   “Direct speech” (ถามตรง) ที่ว่า  “Can we arrive there in time?”  และเมื่อขึ้นต้นประโยคคำถามด้วยกริยาพิเศษ (Is, Am, Are, Was, Were, Do, Does, Did, Has, Have, Had, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech” (ถามอ้อม)   จะต้องใช้   “Whether” (หรือไม่)  หรือ  “If” (หรือไม่)  เชื่อมระหว่างประโยคใหญ่  (ประโยคกล่าวรายงาน) (ในข้อนี้  คือ  “I wonder”)  และประโยคย่อย  (ประโยคถูกกล่าวรายงาน)  (ในข้อนี้ คือ “we can arrive there in time”)  เสมอ 

 

18. He doesn’t believe in spoken agreements.  He always insists on_________________ .

(เขาไม่เชื่อในข้อตกลง-สัญญาโดยทางวาจา  เขายืนกรานเสมอในเรื่อง _______________)

(a) have them written

(b) have them write

(c) having them in writing    (มีมัน (ข้อตกลง-สัญญา) เป็นลายลักษณ์อักษร)

(d) having them writing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “In writing”  หมายถึง  “เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน”สำหรับวลีที่ใช้  “In”  ได้แก่  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอา กาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months” (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ),  “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว  ๑๐  เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง),  “join in”(ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา), “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

19. At present, Thai ways of living ______ by Western culture than they were thirty years ago.

(ในปัจจุบัน  วิถีชีวิตแบบไทยๆ ___________________ โดยวัฒนธรรมตะวันตก  มากกว่าที่มันเป็น (ได้รับอิทธิพล) เมื่อ ๓๐ ปีมาแล้ว)

(a) much more influence

(b) have much more influence

(c) are much influenced

(d) are much more influenced    (ได้รับ (ถูกมี) อิทธิพลมากกว่ากันมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice” (Thai ways of living are…………….influenced)  และเมื่ออยู่ในรูปการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  จึงต้องใช้   “More” นำหน้ากริยาช่องที่  ๓  เป็น  “more influenced” ทำให้มีความหมายว่า   “ได้รับอิทธิพลมากกว่า”  และเมื่อต้องการบอกว่า  “....................มากกว่ากันมาก คือ  มิใช่มากกว่าธรรมดา หรือเพียงนิดหน่อย  จึงต้องใช้  “Much”  หรือ  “Far” ขยายหน้า “More”  อีกที  (ห้ามใช้  “Very)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • She looks much ______________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง __________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี   “Than” ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้  “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  เท่านั้น  (สำหรับความหมาย   “อย่างมาก”)   ห้ามใช้  Very

                                 ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks ____________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ______________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้ ๒ คำ คือ   “Much”  และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant” ก็ได้

                                    ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก)  “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “Far colder” (หนาวกว่ามาก)  “Much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “Far smaller”  (เล็กกว่ามาก)  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

                                   สำหรับในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”,  “หนาวกว่านิดหน่อย”, “สูงกว่าหรือต่ำกว่าเล็กน้อย”,  “ยากกว่านิดหน่อย”   ให้ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • I hope you will try __________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น _______________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   “ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”  และต้องการบอกว่าเพียงแค่   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bitหรือA little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important” (สำคัญกว่าเล็กน้อย)  เป็นต้น

 

20. When the accident took place, the car was going __________________ full speed.

(เมื่ออุบัติเหตุเกิดขึ้น  รถกำลังวิ่ง _________________________ ความเร็วเต็มเหยียด)

(a) in

(b) with

(c) at    (ที่)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “good at”  (เก่ง  )  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง) ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)   “at risk”  (เสี่ยง),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะแนนผ่านที่  ๖๐  เปอร์ เซ็นต์)  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)“to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)  “to be at war”  (ทำสงคราม)  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school”  (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยา ลัย)   “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน)  “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย – เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)   “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ  ๒  ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)   “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 285)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. We all know ___________________________________ he is at playing football.

(เราทุกคนรู้ว่าเขา ____________________ การเล่นฟุตบอล __________________ )

(a) how well

(b) how much

(c) how good    (เก่ง .................(การเล่นฟุตบอล).................. เพียงไร)

(d) how badly

 

2. He wanted to stay home ___________________________ his wife wanted to go out.

(เขาต้องการพักอยู่กับบ้าน ________________ ภรรยาของเขาต้องการออกไปข้างนอก)

(a) consequently    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(b) moreover    (ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) as for

(d) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

 

3. ______________________________ in May that the rainy season begins in Thailand.

(_____________________________ ในเดือนพฤษภาคม  ที่ฤดูฝนเริ่มต้นในประเทศไทย)

(a) There is

(b) It is    (มันเป็น)

(c) He said

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  {It Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb}  จากประโยคข้างล่าง  

                                ตัวอย่างที่ 

  • It is because he is very rich ____________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก _____________________________________ เธอรักเขา)

(a) so     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that     (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี {มักนำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with, during)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                               ตัวอย่างที่  

  • _________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_____________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

              -  It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

             -  It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

             -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

             -  It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

             -  It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

             -  It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

              -  It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

            -  It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

4. I received information ______________________________ that he had left the country.

(ผมได้รับข้อมูล _______________________________ ว่า  เขาได้ออกนอกประเทศไปแล้ว)

(a) said

(b) to say

(c) saying    (กล่าว, บอก, พูด)

(d) say

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….information which said that…………"

 

5. You look nice in that _________________________________________________.

(คุณดูดีนะใน _______________________________ นั้น)  (คือ คุณใส่ชุดนั้นแล้วเท่ดี)

(a) fitting    (เหมาะสม, สมควร, สอดคล้อง, สิ่งที่เหมาะสม, การกระทำที่เหมาะสม)

(b) outfit    (เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าทั้งชุด, เครื่องมือทั้งชุด, เครื่องประกอบทั้งชุด)

(c) unfit    (ไม่เหมาะสม)

(d) outline    (โครงร่าง)

 

6. They have been charged for ____________________________________ the accounts.

(พวกเขาถูกตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่อง _________ บัญชี )  (หมายถึง  แต่งบัญชี  แต่งตัวเลข)

(a) endearing    (ทำให้เป็นที่รัก, ทำให้ได้รับความรัก, ทำให้ได้รับความชอบพอ)

(b) enforcing    (ที่ใช้บังคับ, ที่ใช้กำลังบังคับ, ที่บังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย,

ที่ทำให้ปฏิบัติตาม)

(c) fraying    (น่าตกใจ, น่าตกตะลึง, ซึ่งทะเลาะวิวาท, ซึ่งต่อสู้-ชกต่อย)

(d) fiddling    (หลอกลวง, ทำความผิด, แย่งของ)

 

7. Economists distinguish between perishable and ________________________ goods.  

(นักเศรษฐศาสตร์แยกความแตกต่างระหว่างสินค้าที่เน่าเสียได้  และสินค้า ______________ )

(a) durable    (คงทน, ทนทาน)

(b) duration    (ระยะเวลา, ช่วงเวลา)

(c) enduring    (ที่อดทน-ทนทาน-คงทน)

(d) saleable    (ที่สามารถขายได้)

หมายเหตุ  -  Durable goods”  หมายถึง สินค้าประเภทเครื่องมือเครื่องใช้  หรือสินค้าที่ใช้ได้นาน  ซึ่งต่างกับสินค้าที่ใช้บริโภค

 

8. ______________________________ I been richer, I would have bought a Rolls Royce.

(____________________ ผมรวยมากขึ้น  ผมคงจะได้ซื้อรถโรลส์รอยซ์ไปแล้ว)  (แต่ผมก็มิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ)

(a) Had    (ถ้า)

(b) Have

(c) If

(d) Having

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “ผมมิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ”  นอกจากนั้น  ประโยคข้างบนยังเป็นโครงสร้างแบบ   “Inversion”  (ผกผัน)  โดยแปลงมาจาก  “If I had been richer”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • _________________________ on time, they would have seen the entire show.

( _____________________________ ตรงเวลา  พวกเขาคงจะได้เห็นการแสดงทั้งหมด)

(a) If had they arrived

(b) Should they arrive

(c) Have they arrived

(d) Had they arrived    (ถ้าพวกเขาได้มาถึง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  และเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Inversion)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  แต่เกิดตรงกันข้าม  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “พวกเขามิได้มาถึงตรงเวลา  พวกเขาจึงมิได้เห็นการแสดงทั้งหมด”    ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • ____________ how boring this course was going to be, I wouldn’t have enrolled.

( ______________________ (ว่า) วิชานี้จะน่าเบื่ออย่างนี้  ผมคงไม่ลงทะเบียนเรียนหรอก)

(a) Had I known    (ถ้าผมได้รู้)  (ในอดีต)

(b) If had I known

(c) If I knew

(d) Did I know

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากผันมาจาก  “If I had known”  ซึ่งเป็น  “If clause”แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์จริงๆ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าวิชานี้จะน่าเบื่อ  ผมเลยลงทะเบียนเรียนไป”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • If the art dealer _______________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ ____________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค 

                                ตัวอย่างที่ 

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I _______________, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม ___________________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                             ตัวอย่างที่ 

  • Nancy ______________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                     จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (should, could, might) + (not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้  ให้ได้

                                     นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                   สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}   นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”   ได้ด้วย

 

9. Please excuse the untidiness.  My house is _________________________________.

(โปรดให้อภัยในความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย  บ้านของผม _______________________ )

(a) redecorating

(b) being redecorated    (กำลังถูกตกแต่งใหม่)

(c) redecorated

(d) to redecorate

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present continuous tense”  {Subject + Is (Am, Are) + Verb + ing}  ในแบบ   “Passive voice”  {Subject + Is (Am, Are) + Being + Verb 3} “My house is being redecorated.”  (บ้านกำลังถูกตกแต่งใหม่)  โดยพิจารณาจากข้อความ  “โปรดให้อภัยในความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย” 

 

10. She heard her name ________________________________________________.

(เธอได้ยินชื่อของเธอ _________________________________________________ )

(a) call

(b) to call

(c) called    (ถูกเรียก)

(d) been called

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • We don’t hear English _______________________________________ enough.

(เราไม่ได้ยินภาษาอังกฤษ _________________________________________ เพียงพอ)

(a) speak

(b) speaking

(c) spoken    (ถูกพูด)

(d) is spoken

(e) to speak

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หมายถึง  “เราได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษกันน้อย”  ทำให้ไม่เก่งอังกฤษ  เช่น  ฟังภาษาอังกฤษแล้วไม่เข้าใจ  เป็นต้น  สำหรับโครงสร้างการใช้   “Hear” มีดังนี้  คือ

                             ๑. “Hear” + กรรม + Verb 1 =  “ได้ยินกรรมทำกริยา

  • We heard her sing in a bar.

(เราได้ยินเธอร้องเพลงในบาร์)

                             ๒.  “Hear” + กรรม + Verb + ing =   “ได้ยินกรรมกำลังทำกริยา

  • They heard people screaming in the old house.

(พวกเขาได้ยินคนกำลังกรีดร้องในบ้านหลังเก่านั้น)

                             ๓.   “Hear” + กรรม + Verb 3 =   “ได้ยินกรรมถูกกระทำ

  • I hear that song sung several times.

(ผมได้ยินเพลงนั้น (ถูก) ร้องหลายครั้งหลายหน)

  •   We heard the bad news announced on the radio.

(เราได้ยินข่าวร้าย (ถูก) ประกาศทางวิทยุ)

(สำหรับประโยคใน ข้อ  ๑๐  เข้าตามหลักเกณฑ์ ข้อ  ๓)

 

11. When he reached home after walking the last eight miles, he was absolutely _________. 

(เมื่อเขามาถึงบ้านหลังจากเดิน ๘ ไมล์สุดท้าย  เขา ______________________ อย่างแท้จริง)

(a) extreme    (สุดโต่ง, สุดขีด, อย่างยิ่ง, สุดๆ)

(b) exhausted    (หมดกำลัง, อ่อนเพลีย, ใช้หมดไป, ถูกดูดออกหมด)

(c) exhumed    (เอ็กซ-ฮูม)  (ขุดขึ้นจากหลุม, ขุดศพขึ้นมา, ขุดค้น, ปฏิสังขรณ์)

(d) exploded    (ระเบิด)

 

12. The refugee camp was filled with ____________ immigrants who had fled their countries. 

(ค่ายผู้ลี้ภัยเต็มไปด้วยผู้อพยพที่ __________________ ผู้ซึ่งหลบหนีมาจากประ เทศของตน)

(a) illegal    (ผิดกฎหมาย, ผิดกฎ, ผิดกติกา)

(b) illegible    (อ่านไม่ออก – เนื่องจากเขียนลายมือหวัด)

(c) illiterate    (อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  -  เพราะไม่รู้หนังสือ)

(d) illogical    (ไร้เหตุผล, ไม่มีเหตุผล)

 

13. Jim felt ___________________ when he spilled coffee all over his shirt.  He felt as if everyone were staring and laughing at him.

(จิมรู้สึก ___________________ เมื่อเขาทำกาแฟหกรดเสื้อของเขาทั้งตัว  เขารู้สึกราวกับว่าทุกคนกำลังจ้องมองและหัวเราะเยาะเขา)

(a) invisible    (ไม่สามารถมองเห็นได้)

(b) humorous    (มีนิสัยเป็นคนตลก, ตลก, ขบขัน)

(c) unnoticed    (ไม่มีใครสังเกตเห็น)

(d) embarrassed    (กระดากอาย, เคอะเขิน. กระอักกระอ่วน)

 

14. Jack cannot put up with Rose’s temper anymore.  It has become most _____________.  

(แจ๊คไม่สามารถอดทนต่ออารมณ์ของโรสได้อีกต่อไป  มัน (อารมณ์) _______________ ที่สุด)  (คือ  อารมณ์ของโรสฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด  จนแจ๊คทนไม่ได้)

(a) irrelevant    (ไม่เกี่ยวข้อง, ไม่ตรงประเด็น)

(b) unbearable    (ไม่สามารถทนได้, ไม่อาจทนได้, ทนไม่ได้, รับไม่ได้, อึดอัดใจ, เหลืออด)

(c) indubitable    (ไม่ต้องสงสัย, แน่นอน)

(d) lenient    (ผ่อนปรน, ผ่อนผัน, กรุณา, ปรานี,โอนอ่อน)

 

15. He spends most of his money ________________________________ amusements.

(เขาใช้เงินส่วนใหญ่ของเขา ________________________ ความสนุกสนาน-ความบันเทิง)

(a) for

(b) in

(c) on    (กับ, ไปกับ, บน)

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Spend + money + on + กรรม “ใช้จ่ายเงินไปกับอะไร

 

16. It was such good news that no one believed ______________________________.

(มันเป็นข่าวที่ดีมาก  จนกระทั่งไม่มีใครเชื่อ __________________________________ )

(a) them

(b) it    (มัน)

(c) him

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ  ใช้แทนด้วย   “It”  สำหรับคำนามนับไม่ได้อื่นๆ  ได้แก่  Patience  (ความอดทน),  Gold  (ทอง),  Rice  (ข้าว),  Water  (น้ำ),  Glass  (กระจก),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Paper  (กระดาษ),  Air  (อากาศ),  Copper  (ทองแดง),  Ink  (หมึก),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Tin   (ดีบุก),Lead  (ตะกั่ว),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก),  Evidence  (หลักฐาน),  Bread  (ขนมปัง),  Clothing  (เสื้อผ้า),  Work  (งาน),   Luggage   (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Knowledge   (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Goodness  (ความดี),  Wisdom   (ความฉลาด),  Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  News  (ข่าว),  Cloth  (ผ้า),  Soap  (สบู่),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Milk  (นม),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Silk  (ไหม),  Fruit  (ผลไม้),  Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น   ซึ่งคำนามทุกคำข้างต้น  ใช้สรรพนามแทนด้วย  “It”

 

17. ‘Tim has been to London.’ means ‘______________________________________’

(“ทิมเคยไปลอนดอน”  หมายความว่า  “ ___________________________________ ”)

(a) Tim is now in London.    (ทิมอยู่ในลอนดอนขณะนี้)

(b) Tim has already come back from London.    (ทิมได้กลับมาจากลอนดอนแล้ว)

(c) Tim is on his way to London.    (ทิมอยู่ระหว่างทางไปลอนดอน)

(d) Tim has been in London for a long time.    (ทิมได้อยู่ในลอนดอนเป็นเวลานานแล้ว)  (ขณะนี้ก็ยังอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Tim has been to London.”  =  “ทิมเคยไปลอนดอน”  หมายความว่า  ขณะนี้กลับมาจากลอนดอนแล้ว

 

18. Though the question was difficult, _______________________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก _________________________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • Let’s go and have a bottle of beer.  I still have _________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ___________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้าง  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์) 

                              ตัวอย่างที่  

  • I’m always so busy that I have ________________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา ________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                               ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, _______________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________ มา)  (ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก 

                              ตัวอย่างที่  

  • There are _______________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _______________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)    (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              -  She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

              -  She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               -  I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

              -  I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

19. Which is ____________________________________________: thirty or thirteen?

(อันไหน ______________________________________________ สามสิบหรือสิบสาม)

(a) more    (มากกว่า)

(b) the more

(c) more than

(d) many 

 

20. ________________________________________ is better, my drawing or Helen’s?

(__________________________________ ดีกว่ากัน  ภาพเขียนของผม หรือของเฮเลน)

(a) Do you think which    (คุณคิดว่าอันไหน)

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องเอา   “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which)  ขึ้นต้นประโยคก่อน  “Verb”  (To do, To have, To be)  เสมอ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________________ will win the first prize?

(____________________________________________________ จะชนะรางวัลที่ ๑)

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________ is better, my mobile phone or Jim’s?

(__________________________________ ดีกว่ากัน,  โทรศัพท์มือถือของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think   (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ  –  ข้อ   (b)   ต้องเอา  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did)   เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม เนื่องจาก  “Question wordsเหล่านั้น   ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น  “Object”)  หรือกรรมของ “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือเป็นกริยาวิเศษณ์ “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which” เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

               -  How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often” เป็นส่วนขยายของ “go shopping” คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb of frequency”)

               -  How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ๑ ปี)  (“How much” เป็นกรรมของกริยา“get paid”)

               -  Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where” เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ เป็น “Adverb of place”)

               -  Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why” เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือ เป็น “Adverb of reason”)

               -  When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When” เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น “Adverb of time”)

               -  Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which” เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

                                   แต่ในกรณีที่  “Question words” เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค   ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

              -  Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “contributed)

(อย่าใช้  “Who did contribute most to…………............…?”)

                -  What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “made)

(อย่าใช้  “What did make you feel so angry?”)

               -  Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(Which”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “impresses)

(อย่าใช้  “Which does impress you more, ……………............…?” )  แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?”

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก “Which”  เป็นกรรมของกริยา  “Like)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 284)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I was very busy _____________ my lesson because I would have a final exam next week.

(ผมมีงานยุ่งมากกับ ___________________ บทเรียนของผม  เพราะผมมีสอบไล่สัปดาห์หน้า)

(a) prepared

(b) to prepare

(c) preparing    (การเตรียม)

(d) on preparing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Busy + Verb + ing”  สำหรับคำคุณศัพท์อีกตัวที่ตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “Worth”  (ควรค่าต่อ, คุ้มค่ากับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • This book is worth reading.

(หนังสือเล่มนี้ควรค่าต่อการอ่าน)

  • Those people are worth talking to.

(คนพวกโน้นคุ้มค่ากับการพูดคุยด้วย)

 

2. We should try to avoid being rude to ______________________________________.

(เราควรพยายามหลีกเลี่ยงหยาบคายกับ  _____________________________________)

(a) other peoples

(b) other people    (คนอื่นๆ)

(c) others people

(d) another people

ตอบ   -   ข้อ    (b)   สำหรับ  “Peoples”  =   “คนเชื้อชาติต่างๆ”  ส่วน  “Another” (อีกคนหนึ่ง)  ต้องตามด้วยคำนามนับได้  เอกพจน์

 

3. She is learning shorthand and typing _____________ to be able to get a job with a business firm.

(เธอกำลังเรียนรู้ชวเลขและพิมพ์ดีด ____________________ ได้สามารถได้งานทำกับบริษัทธุรกิจ)

(a) so that

(b) so he

(c) so as he

(d) so as    (เพื่อที่จะ)

(e) and so

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “In order (to)”  (เพื่อที่จะ)  ก็ได้

 

4. They are trying to __________________________________ the advances of science.

(พวกเขากำลังพยายามที่จะ ___________________ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์)

(a) keep on with    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) catch on with    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) give up with    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) keep up with    (ตามทัน, ไล่ทัน, แข่งขัน, ไม่ล้าหลัง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  Catch up with” (ตามทัน, ไล่ทัน)  ก็ได้

 

5. The purpose of the survey was to ________________ the travelers with local conditions. 

(วัตถุประสงค์ของการสำรวจเพื่อ ___________ นักเดินทาง-นักท่องเที่ยว กับสภาพในท้องถิ่น)

(a) inform    (บอก, แจ้งให้ทราบ, รายงาน, ให้ความรู้)

(b) acquaint    (ทำให้คุ้นเคยหรือเคยชิน)  (ทำให้นักเดินทางคุ้นเคยกับสภาพท้องถิ่น)

(c) instruct    (สอน, แนะนำ)

(d) notify    (แจ้ง, แจ้งความ, ประกาศ, บอกให้ทราบ)

 

6. The parents became extremely ____________ when their son had not returned by noon. 

(พ่อแม่ ___________________ อย่างยิ่งเมื่อลูกชายของพวกเขายังไม่กลับมาในตอนเที่ยง)

(a) envious    (อิจฉาริษยา, หึงหวง)

(b) enticed    (ล่อลวง, ชักนำไปในทางผิด, ทำให้หลงเข้าใจผิด)

(c) anxious    (วิตกกังวล, ห่วงใย)

(d) enthralled    (ทำให้ติดใจ, ทำให้หลงเสน่ห์, ทำให้เป็นทาส)

 

7. The driver was __________________ by the bright headlights of the approaching car and couldn’t see where he was going.

(คนขับรถถูก ____________________ โดยไฟหน้ารถที่สว่างจ้าของรถยนต์ที่กำลังใกล้เข้ามา  และไม่สามารถมองเห็นว่าเขากำลัง (ขับ) ไปที่ใด)

(a) dribbled    (ทำให้ไหล, ทำให้หยด, ไหลหยด, หยด, ไหลริน, ค่อยๆเคลื่อน, ค่อยๆหายไป)

(b) dazzled    (ทำให้ตาพร่า, ทำให้ลานตา, หลงใหล, เคลิบเคลิ้ม)

(c) drizzled    (ฝนตกพรำๆ, ฝนตกปรอยๆ)

(d) draggled    (ทำให้เลอะเปรอะเปื้อน, เลอะเปรอะเปื้อน, ตามอย่างช้าๆ)

 

8. In spite of the problems, the engineers are going to ___________________ the project. 

(ทั้งๆที่มีปัญหา  วิศวกรก็จะ __________________ โครงการ)  (คือ  ดำเนินโครง การต่อไป) 

(a) catch up with    (ตามทัน, ไล่ทัน, อยู่ในระดับเดียวกัน, คว้า)

(b) carry on with    (ดำเนินต่อไปกับ)

(c) get away with    (หนีไปกับ, ไม่ต้องได้รับโทษในเรื่อง.................)

(d) do without    (ทำโดยปราศจาก)

 

9. Will you be ______________________________ kind as to help me with this heavy box?

(คุณจะกรุณา ______________________ ที่จะช่วยผมถือ (แบก) กล่องหนักใบนี้ได้ไหมครับ)

(a) as

(b) very

(c) so    (พอ)

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • Be _______________________________ good as to tell me all the truth about him.

(โปรด ____________________ พอที่จะเล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาให้ผมฟังหน่อย)

(a) as

(b) so    (“So good as” = กรุณาพอ หรือ ดีพอ)

(c) very

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)   

                          ตัวอย่างที่  

  • Would you be so kind ______________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา __________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “So……….as”  ปกติจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้น  (ในขณะที่  “As………as”  ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)  แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb)  ซึ่งตัวหน้าจะต้องใช้  “So”อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )  สามารถใช้ได้ทั้งกับประโยค บอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้าง

  •    “So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า  “...................พอที่จะ................”  หรือ  “...............จนถึงขนาด ที่จะ...................”)   เช่น

           -  Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)  (บอกเล่า)  

           -  Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)  (บอกเล่า)

          -  Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)  (บอกเล่า)

          -  Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)  (บอกเล่า)

  • I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)  (ปฏิเสธ)

  •  Would you be so kind as to help me carry this heavy box?

(คุณจะกรุณาพอที่จะช่วยผมแบกลังหนักใบนี้ได้ไหมครับ)  (คำถาม)

 

10. ___________________________________ in the world is as old as my grandfather.

(____________________________________________ ในโลกนี้ที่จะแก่เท่ากับปู่ของผม)

(a) No one    (ไม่มีใคร)

(b) Nobody    (ไม่มีใคร)

(c) No person    (ไม่มีบุคคลใด)

(d) Nobody else    (ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องมี  “Else” (อื่นอีก)  เพราะต้องการบอกว่า  ไม่มีใครอื่นอีก“นอกเหนือจากปู่ของผม

 

11. I have noticed __________ improvements in the methods of manufacturing used here.

(ผมได้สังเกตเห็นการปรับปรุงดีขึ้น _______________ ในวิธีการของการผลิต  ที่ถูกใช้ที่นี่)

(a) numeral    (ตัวเลข, เกี่ยวกับตัวเลข)

(b) numerous    (มากมาย, มีมาก)

(c) numbers    (จำนวน, ตัวเลข, จำนวนทั้งหมด)

(d) a lot    (มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “A lot of, Lots of, Considerable, A number of, Number of, A great number of, A good number of, A large number of”  ซึ่งทุกคำใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์

 

12. As soon as he sniffed the pepper he began to ______________________________.

(ในทันทีที่เขาสูดดมพริกไทย  เขาก็เริ่ม ______________________________________ )

(a) sneeze    (จาม)

(b) snore    (กรน)

(c) snare    (ล่อจับ, ดัก, ดักสัตว์ด้วยแร้ว-บ่วง-ห่วง-หลุมพราง, หลอก, ใส่ร้ายป้ายสี)

(d) snob    (คนเสแสร้ง, คนหลอกลวง, คนเห่อ, คนที่อยากเป็นผู้ดี)

 

13. He has the ___________________________________ of smoking a pipe after lunch.

(เขามี _________________________________________ ชอบสูบไปพ์หลังอาหารเที่ยง)

(a) custom    (ขนบธรรมเนียมประเพณี – ในระยะเวลายาวนาน)

(b) tradition    (จารีต, ประเพณี, จารีตนิยม, ธรรมเนียม, ประเพณีสืบทอด)

(c) habit    (นิสัย, ความเคยชิน, ธรรมเนียมปฏิบัติ)

(d) accustom    (ทำให้คุ้นเคยหรือเคยชิน)

 

14. There had been eight ________________________________ of his book in ten years.

(มี ____________________ ๘ ครั้งของหนังสือเล่มนี้ใน ๑๐ ปี)   (คือตีพิมพ์ ๘ ครั้งใน ๑๐ ปี)

(a) additions    (การบวก, การเพิ่ม, การเติมเข้ามา)

(b) editions    (การพิมพ์ครั้งหนึ่งๆ, จำนวนที่พิมพ์ในครั้งหนึ่ง, ฉบับพิมพ์ครั้งที่)

(c) editorials    (บทบรรณาธิการ, บทนำ, บทความ, บทวิจารณ์ของวิทยุและโทรทัศน์)

(d) editors    (บรรณาธิการ, ผู้เรียบเรียง, ผู้รวบรวม)

 

15. I could not use the bath-room because it was _____________________________.

(ผมไม่สามารถใช้ห้องน้ำ  เพราะว่ามัน (ถูก) _________________________________ )

(a) vacant    (ว่าง, ไม่มีคนเช่า, ว่างเปล่า, ไม่ได้ถูกครอบครอง, ไม่ได้ใช้)

(b) occupied    (ครอบครอง (คือ มีคนกำลังใช้มันอยู่), ยึดครอง, ครอง, อาศัยอยู่)

(c) occupation    (การครอบครอง, การยึดครอง, อาชีพ)

(d) vacancy    (ความว่าง, ความว่างเปล่า, ตำแหน่งว่าง, มีห้องว่าง – ให้เช่า, ที่ว่าง, ช่องว่าง, เวลาว่าง)

 

16. __________________________________________ there in time, we must start now.

(____________________________________ ที่นั่นให้ทันเวลา  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้ “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  เป็นการแสดงวัตถุประสงค์  ข้อความที่ตามหลังวลี  (อยู่หลังคอมม่า)  จะบอกว่า  ประธานของประโยค  จะต้องทำอะไร  เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

           A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

          B: “________________________________________ the eclipse of the moon.”

(______________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) นำหน้าประโยค (หรือ ไว้ข้างในประโยคก็ได้) เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                               ตัวอย่างที่      {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)}

  • Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัยเพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น   “Determine”  เนื่องจากตามหลัง  “To”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ................เพื่อ................)  กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”   ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เธอเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

  • She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

  • They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                                     ในหลายๆ กรณี นิยมนำ“To + Verb 1”มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ ที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า) ว่าประธานฯ ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยค  ด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

  • To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

                                  ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง   “เพื่อที่จะ..............”  หรืออาจใช้  “In order to” หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + verb 1”  ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see  หรือ  in order to see) him at his office.

                                  ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

17. Mother, please buy me ______________________________________________.

(แม่ครับ  โปรดซื้อ _____________________________________________ ให้ผมด้วย)

(a) a scissor

(b) a scissors

(c) scissors

(d) a pair of scissors    (กรรไกรคู่  (เล่ม, ด้าม) หนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Scissors”  ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะระบุจำนวน  จะใช้กับ  “สมุหนาม”  (Collective noun)  “Pairs”  ดูเพิ่มเติม  “สมุหนาม” จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

  • Because my scissors are dull, I’m going to buy a new __________________.

(เพราะว่ากรรไกรของผมทื่อ  ผมจะซื้อ (กรรไกร) _________________________ ใหม่)

(a) one

(b) scissor

(c) pair    (ด้าม, เล่ม, คู่)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Scissors”  (กรรไกร)  ใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะบอกจำนวน  ว่า  กี่คู่ หรือ กี่ด้าม หรือ กี่เล่ม  ต้องเลือกใช้สมุหนาม  (Collective noun)  ที่เหมาะสม  ในที่นี้  คือ  “Pair

                                     สมุหนาม”  (Collective noun)  คือ  นามที่เป็นชื่อของหมู่คณะ, กลุ่ม, พวก, เหล่า, ฝูง  โดยปกติจะใช้รวมกับ  นามทั่วไป-ไม่ชี้เฉพาะ  (Common noun) เสมอ   โดยมี   “Of”  มาคั่น  เช่น

                           Collective noun + of + Common noun  (คำแปล)

  • A bunch of grapes    (องุ่นพวงหนึ่ง)
  • A gang of thieves    (ขโมยแก๊งหนึ่ง)
  • A clusters of stars    (ดาวกลุ่มหนึ่ง)
  • A group of students    (นักเรียนกลุ่มหนึ่ง)
  • A herd of cattle    (วัวควายฝูงหนึ่ง)
  • A bunch of flowers    (ดอกไม้ช่อหนึ่ง)
  • A tribe of citizens    (พลเมืองเผ่าหนึ่ง)
  • A flock of sheep    (แกะฝูงหนึ่ง)
  • A crowd of people    (คนกลุ่มหนึ่ง)
  • A flock of chickens    (ลูกไก่ฝูงหนึ่ง)
  • A school of porpoises    (ปลาโลมาฝูงหนึ่ง)
  • A loaf of bread    (ขนมปังปอนด์หนึ่ง)
  • A piece of cake    (ขนมเค้กชิ้นหนึ่ง)
  • An item of news    (ข่าวหัวข้อหนึ่ง)

                                   สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun) ก็ต้องเลือกใช้  “สมุหนาม”  ให้เหมาะสมเช่นกัน  เช่น

  • a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)
  • a piece of paper(กระดาษ ๑ แผ่น)
  • a loaf of bread    (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge    (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news    (ข่าว ๑ หัวข้อ)
  • a kilo of fruit    (ผลไม้ ๑ กิโล)
  • a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)
  • a piece of luggage (baggage)    (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge    (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

18. ________________________________________ your house painted last month?

(บ้านของคุณ __________________________________ ทาสีเมื่อเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

(a) Did

(b) Was    (ถูก)

(c) Had

(d) Have

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เป็นรูป  “Passive voice”  {Subject + Is (Was) + Verb 3}   คือ  ประธานประโยคถูกกระทำ  คือ  “ถูกทาสี”   โดยมาจากประโยคบอกเล่า  คือ“Your house was painted last month.”

 

19. Tea here is ______________________________________________ than coffee.

(ชาที่นี่________________________________________________________ กาแฟ)

(a) very good, very better    (ตัวหน้าถูก, ตัวหลังผิด)

(b) much good, much better    (ตัวหน้าผิด, ตัวหลังถูก)

(c) much good, very better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) very good, much better    {ดีมาก, ดีกว่า (กาแฟ) มาก}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้   “Very good”  และ   “Much better”  ดูคำอธิบาย   “Much better”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • There is ___________________________________ demand for oil than rice.

(มีความต้องการน้ำมัน _____________________________________________ ข้าว)

(a) much

(b) much less    (น้อยกว่า........ (ข้าว)........... มาก)

(c) as much

(d) more or less the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                             ตัวอย่างที่  

  • It is ____________________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน ____________________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree)

                                 ตัวอย่างที่  

  • Literature played _______ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจา “Important” เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือFar”  ขยายหน้า  “Important”  นอกจากนี้  ยังต้องมี   “A”  ด้วย  เนื่องจากขยาย  “Part”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

                              ตัวอย่างที่ ๔

  • Last night’s homework was hard, but this is _______________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  _____________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

                             ตัวอย่างที่  

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ________________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า _________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                                   ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”   “สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                            ตัวอย่างที่  

  • She looks much ________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง __________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้ว  เป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้ หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”  ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  เท่านั้น    (สำหรับความหมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks _____________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ _______________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน  (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้  ๒  คำ คือ  “Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”  ก็ได้

                                      ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก)  “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “Far colder” (หนาวกว่ามาก)  “Much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”   “หนาวกว่านิดหน่อย”   “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”   “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try ___________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important” (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

20. “Mr. West has two daughters who are teachers.”

(มิสเตอร์เวสต์มีลูกสาว  ๒  คน  ซึ่งเป็นครู)

The sentence above tells us that Mr. West has _____________________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์เวสต์มี ________________________________ )

(a) two daughters    (ลูกสาว  ๒  คน)

(b) more than two daughters    (ลูกสาวมากกว่า  ๒  คน)

(c) four daughters    (ลูกสาว  ๔  คน)

(d) at least five daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๕  คน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “who are teachers”  เป็น  “Defining clause”  (สังเกตได้จากหลัง  “Daughters”ไม่มีเครื่องหมายคอมม่า)  คือ  “Clause”  ที่มีความสำคัญ  จำเป็นต้องมี  เพราะว่ามาช่วยขยายประโยคใหญ่  คือ  “Mr. West has two daughters”   ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน คนฟังไม่รู้ว่า  ลูกสาว  ๒  คนไหน ดังนั้น  “Clause” (ประโยคย่อย) นี้จึงมาช่วยแยก  “ลูกสาว  ๒  คน”  ออกจากลูกสาวคนอื่นๆ  ทำให้เรารู้ว่า  มิสเตอร์เวสต์ยังมีลูกสาวคนอื่นๆ อีก  (อย่างน้อย  ๑  คน)  ซึ่งทำอาชีพอื่น  (อาจมีลูกสาวอีกหลายคนก็ได้)  เช่น  ลูกสาวอีกคนเป็นนางพยาบาล  และอีกคนเป็นเสมียน  เป็นต้น  (ซึ่งในกรณีนี้  ก็จะมีลูกสาวทั้งหมด  ๔  คน)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  •  “Mr. North has two daughters, who are nurses.”

(มิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน, ผู้ซึ่งเป็นพยาบาล)

The sentence above tells us that Mr. North has_______________________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์นอร์ธมี __________________________________ )

(a) three daughters    (ลูกสาว  ๓  คน)

(b) only two daughters    (ลูกสาวเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

(c) at least three daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๓  คน)

(d) at least two daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๒  คน)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Who are nurses” เป็น  “Non-defining clause”มาขยาย  “Daughters”  โดยเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เพราะ  “Mr. North has two daughters”  เป็นประโยคที่ชี้เฉพาะ  มีความสมบูรณ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว  คือบอกว่ามิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน  (เท่านั้น)  สังเกตจากมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหลัง  “Daughters”  ส่วนข้อความหลังคอมม่าไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เสมือนกับว่าอยู่ในวงเล็บ

                                ตัวอย่างที่  

  • The ___________________________________________ a grateful animal.

(__________________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข” ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)  คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “สุนัข” เท่านั้น  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                                     ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause” และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • This __________________________________________________ very good.

(___________________________ (นี้)_________________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is     (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนาม  แบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า” กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น  มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัล ทรัมพ์  -  ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา  –  เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัล ทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ  –  ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย  –  เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

  • Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์  –  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป  –  กำลังจะมาพบผม)

  • Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม  –  ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย  –  เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

  • Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง  –  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด  –  ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

  • Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส  ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

  • Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

  • My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

  • Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

  • Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                                     จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี   “Non-defining Clause”  ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  อยู่ระหว่าง “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause”   ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ  (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”   ได้ดังนี้

                        1. ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

                        2. ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

                        3. ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                                      สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี   “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้   เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

  • The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

  • The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

  • The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

  • The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

  • Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                                    จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

  • The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

  • The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

  • The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

  • The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

  • The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

  • Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี   “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ   “Defining Adjective Clause”ได้ดังนี้

                        ๑, ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                       ๒. ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                       ๓. ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”  ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย    

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 283)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The more he tried to help her, ______________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน ___________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง.................”  ในประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, ___________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี ________________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the __________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, __________________ )

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  

                             ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, ______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย  _____________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง......................ก็ยิ่ง......................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, __________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ______________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                             ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, _______________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________________________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                ตัวอย่างที่            (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  “bad,  worse,  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

2. Both girls are similar ______________________________ they love expensive clothes.

(เด็กหญิงทั้ง  ๒  คน เหมือนกัน ______________________ พวกเขาชอบเสื้อผ้าราคาแพง)

(a) as though    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) even though    (แม้ว่า)

(c) in case    (ในกรณีที่, ถ้า)

(d) in that    (ตรงที่ว่า)

 

3. She receives ___________________________ salary than anyone else in the company.

(เธอได้รับเงินเดือน _______________________________________ คนอื่นใดในบริษัท)

(a)  a big

(b) bigger

(c) the bigger

(d) a bigger    (มากกว่า, สูงกว่า)

ตอบ   -  ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  และใช้  “A” นำหน้า  “Salary”  เนื่องจากเป็นคำนามนับได้   (ไม่ใช้  “The”  เพราะมิได้เป็นการชี้เฉพาะว่าเป็นเงินเดือนของใคร)

 

4. Don’t wait for me if you __________________________________________________.

(อย่ารอผมถ้าคุณ ____________________________________________________ )

(a) have a hurry    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) are in a hurry    (รีบเร่ง, กำลังรีบเร่ง)

(c) have speed     (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) are in a speed    (ไม่ใช้รูปนี้)

 

5. Employees who have a __________ are encouraged to discuss it with the management. 

(พนักงานผู้ซึ่งมี _________________ ได้รับการส่งเสริมให้ประชุมปรึกษาหารือกับผู้บริหาร)

(a) hindrance    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, เครื่องกีดขวาง)

(b) disturbance    (การรบกวน, การทำให้ไม่สงบ, การทำให้ยุ่ง, การทำให้ลำบาก, สิ่งที่รบกวน, ความไม่สงบ)

(c) disadvantage    (ข้อเสียเปรียบ, ความเสียเปรียบ, ข้อเสียหาย, ความเสียหาย, ความเป็นเบี้ยล่าง)

(d) grievance    (กรี๊-เวิ่นซ)  (ความไม่พอใจ, ความข้องใจ, ข้อข้องใจ)

 

6. The police have been ordered not to _________________ if the students attack them. 

(ตำรวจถูกสั่งมิให้ ________________________________ ถ้าพวกนักเรียนจู่โจมพวกเขา)

(a) flee    (หนี, หลบหนี)

(b) retaliate    (ตอบโต้, แก้แค้น, ตอบแทน, แก้เผ็ด, แก้ลำ)

(c) challenge    (ท้าทาย)

(d) surrender    (ยอมแพ้)

 

7. The woman was ______________ from hospital yesterday only a week after her operation. 

(ผู้หญิงคนนั้นถูก __________________ จากโรงพยาบาลเมื่อวาน  หลังจากการผ่าตัดของเธอเพียง    สัปดาห์เท่านั้น)

(a) expelled    (ขับไล่, ขับออก, ตัดออกจากการเป็นสมาชิก)

(b) evicted    (ขับไล่, ขับออก, ไล่ที่, เรียกคืน)

(c) ejected    (ขับไล่, ขับออก, ดีดตัวออกจากเครื่องบิน, ดีดออก, ขว้างออก, พ่น, เป่า, พุ่ง)

(d) discharged    (ปล่อยตัว, ปลดจากงาน, ปล่อย, เอาลง, ขับออก, ระบายออก, ทำให้พ้นหน้าที่ความรับผิดชอบหรืออื่นๆ, ขนถ่าย (สินค้า), ปล่อยกระแสไฟฟ้า, ปลดภาระ, ปล่อยออก, ไล่ออก)

 

8. ________________________ the doctor did his best, the patient’s recovery was slow.

(________________________ หมอทำดีที่สุดแล้ว  การฟื้นตัว (ไข้) ของผู้ป่วยก็ยังช้าอยู่)

(a) Unless    (ถ้า.......................ไม่)

(b) As    (ในขณะที่, เพราะว่า, ในฐานะ)

(c) Though    (ถึงแม้ว่า, แม้ว่า)

(d) Despite    (ทั้งๆที่)  (ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี)

 

9. It was lucky that I met him at the airport, otherwise I __________ that he was going away.

(มันโชคดีที่ว่า  ผมได้พบเขาที่สนามบิน  มิฉะนั้นผม _______________ ว่าเขากำลังจะจากไป)

(a) should never have known    (คงไม่มีทางได้รู้เลยว่า)  (แต่ก็ได้รู้)

(b) had never known

(c) have never known

(d) shall never have known

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากมีลักษณะเป็น  “Main clause”  ของประโยค  “If clause”  แบบที่  ๓   คือ  “Subject + Should (Would, Could, Might) + (Not, Never) + Have + Verb 3”  (I should never have known)  “ผมคงจะไม่ได้ทำหรือเป็นเช่นนั้น  แต่ก็ได้ทำหรือเป็นเช่นนั้นไปแล้ว”  (ในที่นี้ คือ ผมคงจะไม่ได้รู้  -  แต่จริงๆก็คือได้รู้)  ในกรณีของประโยคข้างบนเสมือนกับพูดว่า  “ถ้าไม่ได้พบเขาที่สนามบิน  ก็คงไม่รู้ว่าเขากำลังจะจากไป”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “ได้พบเขาที่สนามบิน  เลยได้รู้ว่าเขากำลังจะจากไป”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ___________________________________________ )

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • ___________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(___________________  เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                                     นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                               ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ______________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                              ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _____________________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                             ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                               ตัวอย่างที่  

  • Tom ____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม__________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                               ตัวอย่างที่  

  • Nancy ______________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                              ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่(Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)เลย    โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  •  If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                     จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย– แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

                                    นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                     สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วยจึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

10. He has kept on working, _________________________________ being told to stop.

(เขาทำงานต่อไป ________________________________________ ถูกบอกให้หยุดทำ)

(a) sooner than    (เร็วกว่า)

(b) no matter what    (ไม่ว่า................อย่างไรก็ตาม)

(c) regardless of    (โดยไม่คำนึงถึงว่า, โดยไม่สนใจว่า)

(d) in addition to    (นอกเหนือจาก)

 

11. Some men still give _____________ their seats to the elderly and to children on buses.

(ผู้ชายบางคนยังคง _______________ ที่นั่งของตนให้กับคนชราและเด็กๆบนรถประจำทาง)

(a) in    (“Give in”  =  ยอมจำนน, ยอมแพ้)

(b) up    (“Give up”  =  สละ, ทอดทิ้ง, ยอมแพ้, เลิก, เลิกทำ)

(c) off    (“Give off”  =  แพร่, ส่งกลิ่น, ส่งออกไป, ทำให้เกิด)

(d) out    (“Give out”  =  แจกจ่าย, ประกาศให้ทราบ, ให้ข่าว)

(e) for

 

12. The sport of wrestling tests nimbleness, strength, and stamina.

(กีฬามวยปล้ำทดสอบ    ความแคล่วคล่องว่องไว    พละกำลัง  และความแข็งแรงทรหด)

(a) courage    (ความกล้าหาญ)

(b) intelligence    (ความเฉลียวฉลาด, สติปัญญา)

(c) agility    (ความว่องไว, ความปราดเปรียว, ความกระฉับกระเฉง, ความเฉลียวฉลาด)

(d) confidence    (ความเชื่อมั่น, ความมั่นใจ, ความไว้วางใจ)

 

13. Ocean-going vessels have often used flags to indicate their national allegiance.  

(เรือเดินสมุทรมักจะใช้ธงอยู่บ่อยๆ  เพื่อบ่งชี้ถึง    ความจงรักภักดี-ความสวามิภักดิ์  แห่งชาติของตน)  (คือชักธงของประเทศใด แสดงว่าเป็นเรือของประเทศนั้น)

(a) destination    (จุดหมายปลายทาง)

(b) loyalty    (ความจงรักภักดี, ความซื่อสัตย์)

(c) cargo    (สินค้า)

(d) authority    (อำนาจตามกฎหมาย, เจ้าหน้าที่, ผู้เชี่ยวชาญ, องค์กร)

 

14. Before herbs were available in supermarkets year-round, herb vinegar was made in the fall. 

(ก่อนที่พืชสมุนไพรจะ    มี-สามารถหาได้-หาง่าย-เท่าที่จะหาได้-เหมาะที่ใช้-ใช้ประโยชน์ได้    ในซูเปอร์มาเกตตลอดทั้งปี  น้ำส้มที่ทำจากสมุนไพรถูกผลิตในฤดูใบไม้ร่วง)

(a) obtainable    (สามารถหามาได้, สามารถได้มา)

(b) affordable    (มีเงินพอจะซื้อหาได้)

(c) reasonable    (สมเหตุสมผล, มีเหตุผล, ราคาไม่แพงเกิน)

(d) disposable     (ซึ่งใช้แล้วทิ้ง, ที่จัดการได้, สามารถกำจัดได้ – เช่น ขยะบางชนิด)

 

15. ________________________________________ your rain-coat; it has begun to rain.

(___________________________________________ เสื้อฝนของคุณซะ  ฝนเริ่มตกแล้ว)

(a) Wear    (สวมใส่อยู่)  (คือ ใส่อยู่กับตัวอยู่ก่อนแล้ว)

(b) Put on    (ใส่)

(c) Take off    (ถอด, ถอดออก)

(d) Buy    (ซื้อ)

 

16. Four days following the ___________________________, her father received a letter.

(สี่วันหลังจาก ________________________________ พ่อของเธอได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง)

(a) girl disappearing

(b) girl had disappeared

(c) girl’s disappearance    (การหายตัวไปของเด็กหญิง)

(d) girl disappeared

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Following”   เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  (girl’s disappearance)

 

17. She is sick.  I hope (that) ________________ her sister with her will make her happier.

(เธอป่วย  ผมหวัง (ว่า) ______ น้องสาวของเธออยู่ด้วยกับเธอ  จะทำให้เธอมีความสุขมากขึ้น)

(a) she has

(b) for having

(c) having    (การมี)

(d) that she had

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Gerund” (Verb + ing)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย  (having her sister……………..happier)  ในแบบ  “Noun clause”  ซ้อนอยู่ในประโยคใหญ่  ซึ่งมีประโยคย่อยเป็นส่วนหนึ่งของมัน ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Hope”  สำหรับประโยคใหญ่  คือ  ทั้งหมดประโยค   “I hope……. …………happier.”  ดูเพิ่มเติม  “Verb + ing”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประ โยค  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่     

  • Following up on details ____________________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ ______________________________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย)

(ความหมาย คือ มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is    (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Following up”  โดยมี   “on details”  เป็นส่วนขยาย   ทั้งนี้  “Following up”  เป็น  “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย  “การ................” หรือ“ความ................”  และ  “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking a long distance has made me tired.  

(การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

  • Scuba diving has become very popular recently.   

(การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้)

 

18. Such clothes ____________________________ these are called ready-made clothes.

(เสื้อผ้า ______________________________________ เหล่านี้  ถูกเรียกว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูป)

(a) like

(b) alike

(c) as    (ดังเช่น, เช่น)

(d) the same as

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เป็นการใช้คำคู่  คือ  “Such…………….l.as

 

19. So far I’ve been learning about England and British ways of living.

(เท่าที่ผ่านๆมา (ที่แล้วๆมา)  ผมได้กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ  และวิถีการดำรง ชีวิตแบบอังกฤษ)

“So far” here means “________________________________________________”.

(“So far”   ในที่นี้   มีความหมายว่า ____________________________________)

(a) So much    (มากเหลือเกิน)

(b) Very far    (ไกลมาก)

(c) For a long time    (เป็นเวลานาน)

(d) Until now    (จนกระทั่งบัดนี้)

 

20. After ________________________________ the letter, he went to see his mother.

(หลังจาก _________________________________ จดหมาย   เขาไปเยี่ยมแม่ของเขา)

(a) read

(b) reading    (อ่าน)

(c) having read

(d) had read

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หลัง  Preposition “After”  ต้องตามด้วย  “Verb + ing” สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having read the letter, he…. …………her.  (เมื่อได้อ่านจดหมายแล้ว  เขารีบไปพบเธอ)  ไม่ต้องขึ้นต้นด้วย  “After”  เพราะไม่จำเป็น  เนื่องจากข้อความ  “Having read the letter,”    มีความหมายว่า  “เมื่อได้อ่านจดหมายเสร็จแล้ว”  ซึ่งเกิดขึ้นก่อนข้อความ  “เขาไปเยี่ยมแม่”  อยู่แล้ว

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 282)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He has sailed his boat on ______________________________ lakes in America.

(เขาได้แล่นเรือของเขาในทะเลสาบ ______________________________ ในอเมริกา)

(a) a little    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  -  ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(b) a few    (บางแห่ง, สองสามแห่ง)  (น้อยแต่พอมีอยู่บ้าง  -  ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(c) much    (มาก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(d) a most    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจตอบ  “Few”  (น้อยมาก)  หรือ  “Most”  (ส่วนมาก, ส่วนใหญ่)  ก็ได้  ซึ่งต้องเป็นคำที่สามารถใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  (Lakes)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Few, A few, Little, A little”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Let’s go and have a bottle of beer.  I still have _________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ___________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์

                              ตัวอย่างที่  

  • I’m always so busy that I have _________________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา ________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    ( น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า   “มีงานยุ่งมากเสมอ”   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้  เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                              ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, ________________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน _____________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก 

                               ตัวอย่างที่  

  • There are _________________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ________________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few     (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”   (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              -  She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

              -  She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               -  I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

              -  I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

2. We have already visited a great ______________________ different places in Japan.

(เราได้ไปเยือนสถานที่ต่างๆ __________________________________ ในประเทศญี่ปุ่น)

(a) deal

(b) amount

(c) many    (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) number

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “A great number of,  A large number of,  A number of” (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)  ก็ได้  สำหรับ  “A great deal of, A good deal of, A great amount of”  (จำนวนมาก)  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)

 

3. My mother is a good cook ____________________________________________.

(แม่ของผมเป็นแม่ครัวที่เก่ง _____________________________________________ )

(a) but my aunt isn’t too

(b) but my aunt isn’t either

(c) and my aunt is too    (และป้าของผมก็เช่นเดียวกัน)  (เป็นแม่ครัวที่เก่ง)

(d) and my aunt is either

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเราใช้  “Too”  และ  “So”  เพื่อพูดคล้อยตามในประโยคบอกเล่า  และต้องใช้  “Tense”  เดียวกันด้วย  เช่น

  • She is very beautiful and clever.  Her sister is too.  (= So is her sister.)

(เธอสวยและฉลาดมาก  น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

  • He walks quickly and catches the bus.  His brother does too.  (= So does his brother.)

(เขาเดินอย่างเร็วและไปทันรถประจำทาง  พี่ชายของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • We enjoyed the party so much.  Our friends did too.  (= So did our friends.)

(เราสนุกกับงานเลี้ยงมาก  เพื่อนของเราก็เช่นเดียวกัน)

                                    ในกรณีพูดคล้อยตามประโยคปฏิเสธ  ต้องใช้  “Either”  (รูปปฏิเสธต้องเป็นแบบย่อเสมอ)  หรือ  “Neither”  และต้องใช้  “Tense”  เดียวกันด้วย     เช่น

  • They are not government officials.  We aren’t either.  (Neither are we.)

(พวกเขามิได้เป็นข้าราชการ  เราก็มิได้เป็นเช่นเดียวกัน)

  • She does not frequently go shopping.  Her sister doesn’t either.  (= Neither does her sister.)

(เธอมิได้ไปช้อปปิ้งบ่อยนัก  น้องสาวของเธอก็มิได้ไปเช่นเดียวกัน)

  • We didn’t play rugby when we were at college.  They didn’t either.  (= Neither did they.) 

(เรามิได้เล่นรักบี้ตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย  พวกเขาก็มิได้เล่นเช่นเดียวกัน)

 

4. Having had ______________ opportunities to rehearse, Mary performed reasonably well.

(มีโอกาสได้ฝึกซ้อม __________________________________ แมรี่จึงแสดงได้ดีพอสมควร) 

(a) few

(b) a few    (อยู่บ้าง, นิดหน่อย  แต่พอมีบ้าง)

(c) little

(d) a little

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูรายละเอียดการใช้ทั้ง    คำ  ใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

5. He is not a good leader, he is not ___________________________________ enough.

(เขาไม่ใช่ผู้นำที่ดี  (เพราะ)  เขาไม่ _______________________________________ พอ)

(a) deciding    (ตัดสินใจ)

(b) decision    (การตัดสินใจ)

(c) decisive    (เด็ดขาด, แน่วแน่, สามารถตัดสินใจอย่างรวดเร็ว)

(d) decided    (ตัดสินใจแล้ว, แน่นอน, ไม่มีปัญหา)

 

6. The metal becomes _____________________ at cold temperatures and breaks easily. 

(โลหะนั้นจะ _________________________________ ที่อุณหภูมิเย็น  และแตกหักได้ง่าย)

(a) soft    (อ่อนนุ่ม, อ่อน, นิ่ม, นิ่มนวล, ละมุนละไม, อารี, อ่อนโยน, สบาย, อบอุ่นใจ,

(เครื่องดื่ม) ที่ไม่มีแอลกอฮอล์)

(b) malleable    (สามารถถูกตีออกเป็นแผ่นบางหรือรูปร่างต่างๆได้, ดัดแปลงได้, เปลี่ยนแปลงได้)

(c) brittle    (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย, งอไม่ได้)

(d) tactile    (สัมผัสได้, แตะได้)

 

7. Some people think that video games have a ________________ influence on children.

 (บางคนคิดว่าวีดีโอเกมมีอิทธิพลที่ ____________________________________ ต่อเด็กๆ)

(a) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(b) pernicious    (เพอร์-นิช-เชิส)  (เป็นอันตราย, เป็นภัย, ถึงตาย, ร้ายแรง, ร้ายกาจ)

(c) educational    (ทางการศึกษา, เกี่ยวกับการศึกษา)

(d) inhibiting    (ขัดขวาง, ยับยั้ง, สกัดกั้น, ห้าม)

 

8. The days off for religious festivals usually give schoolboys _________________ relaxation.

(วันหยุดสำหรับเทศกาลทางศาสนามักให้การผ่อนคลายทางอารมณ์ ______ แก่เด็กนักเรียนชาย)

(a) a great deal

(b) a number of    (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(c) a good deal of    (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(d) a great many    (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรือ  “A great deal of”   (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)  ดูเพิ่มเติมใน  ข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้

                                     สำหรับคำนามนับไม่ได้  ซึ่งเป็นเอกพจน์เสมอ  ได้แก่   Fun  (ความสนุกสนาน),  Attention  (ความสนใจ, ความเอาใจใส่),  Dirt  (ความสกปรก),  Charcoal  (ถ่าน),  Darkness  (ความมืด),  Dust  (ฝุ่น),  Friendship  (มิตรภาพ),  Grass  (หญ้า),  Jewelry  (เครื่องเพชร),  Literature  (วรรณคดี, ผลงานเขียน, สิ่งตีพิมพ์),  Mail  (จดหมาย),  Poetry  (โคลงกลอน),  Research  (การวิจัย),  Time  (เวลา),  Music  (ดนตรี),  Money  (เงิน),  Freedom  (เสรีภาพ),  Patience  (ความอดทน),  Leisure  (เวลาว่าง),  Courage  (ความกล้าหาญ),  Wealth  (ความมั่งคั่งร่ำรวย, ทรัพย์สมบัติ),  Happiness  (ความสุข),  Kindness  (ความกรุณา, ความใจดี),  Death  (ความตาย),  Honesty  (ความซื่อสัตย์),  Poverty  (ความยากจน),  Illness  (ความเจ็บไข้),  Goodness  (ความดี),  Wisdom   (ความฉลาด),  Anger  (ความโกรธ),  Innocence  (ความบริสุทธิ์, ความไร้เดียงสา),  Strength  (ความแข็งแรง, พลัง),  Height  (ความสูง),  Ability  (ความสามารถ),  Truth  (ความจริง),  Success  (ความสำเร็จ),  Thought  (ความคิด),  Imagination  (จินตนาการ, มโนภาพ, การนึกเอาเอง),  Excellence  (ความเป็นเลิศ, ความยอดเยี่ยม),  Intelligence  (เชาว์, ปัญญา, การสืบราชการลับ),  Thunder  (ฟ้าร้อง),  Lightning  (สายฟ้าแลบ),  Lighting  (การส่องสว่าง, การตามไฟ), 

                                     Alcohol  (เหล้า),  Gold  (ทอง),  Iron  (เหล็ก),  Steel  (เหล็กกล้า),  Silver  (เงิน),  Tin  (ดีบุก),  Lead  (ตะกั่ว),  Copper  (ทองแดง),  Hydrogen  (ไฮโดรเจน),  Oxygen  (ออกซิเจน),  Aluminium  (อลูมิเนียม),  Uranium  (ยูเรเนียม),  Glass  (กระจก, แก้ว),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Cotton  (ฝ้าย),  Nylon  (ไนลอน),  Earth  (ดิน),  Metal  (โลหะ),  Cloth  (ผ้า),  Clothing  (เสื้อผ้า),  Paper  (กระดาษ),  Brick  (อิฐ),  Cement  (ซีเมนต์),  Wool  (ขนสัตว์),  Timber  (ไม้ท่อน),  Wire  (ลวด),  Water  (น้ำ),  Ice  (น้ำแข็ง),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Milk  (นม),  Cocoa  (โกโก้),  Dew  (น้ำค้าง),  Wine  (เหล้าองุ่น),  Beer  (เบียร์),  Ink  (หมึก),  Whisky  (วิสกี้),  Liquor  (เหล้า),  Oil  (น้ำมัน),  Gas  (ก๊าซ),  Rice  (ข้าว),  Wheat  (ข้าวสาลี),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Silk  (ไหม),  Soap  (สบู่),  Sugar  (น้ำตาล),  Salt  (เกลือ),  Curry  (แกง),  Cheese  (เนยแข็ง),  Butter  (เนยเหลว),  Magarine  (เนยเทียม),  Pork  (เนื้อหมู),  Beef  (เนื้อวัว),  Meat  (เนื้อทั่วไป),  Fish  (เนื้อปลา),  Chicken  (เนื้อไก่),  Fruit  (ผลไม้),  Salad  (สลัด),  Tobacco  (),                              

                                     News  (ข่าว),  Air  (อากาศ),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก, เครื่องจักร),  Evidence  (หลักฐาน),  Work  (งาน),   Luggage   (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Knowledge   (ความรู้),  Education  (การศึกษา),    Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  Work  (งาน),  Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น   ซึ่งคำนามทุกคำข้างต้น  ใช้สรรพนามแทนด้วย  “It

 

9. As soon as Frank finishes one job, he starts ____________________________ one.

(ในทันทีที่แฟรงค์ทำงานหนึ่งเสร็จ  เขาก็จะเริ่มต้น (ทำ)  ________________________ )

(a) others

(b) all other

(c) the others

(d) other

(e) another    (อีกงานหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (e)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Another, Other, Others, The other, The others”   จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • _____________ children are very bold; ______________ seem easily frightened.

(เด็ก ____________ กล้าหาญมาก  (แต่) ____________ ดูเหมือนว่าตกใจง่าย  -  หรือขี้กลัว)

(a) Some of __________ other

(b) Some of __________ the others

(c) Some ___________ others    (บางคน ........................  เด็กคนอื่นๆ)

(d) Some ___________ another

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Some”  ใช้คู่กับ  “Others”   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Others, Other, Another, The Other, The others”   จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • Some children are very bright; __________________________________ are not.

(เด็กๆ บางคนฉลาดมาก  (แต่) ___________________________________ มิได้ฉลาดมาก)

(a) the other

(b) the others

(c) others    (เด็กคนอื่นๆ)

(d) another

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                             ตัวอย่างที่ 

  • The ancient Hopewell people of North America probably cultivated corn and ____________ crops, but hunting and gathering were still of critical importance in their economy.

(ชาวโฮปเวลล์โบราณในทวีปอเมริกาเหนือ (อินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง) อาจจะเพาะปลูกข้าว โพดและพืช ___________________ แต่การล่าสัตว์และเก็บของป่าก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเศรษฐกิจของพวกเขา)

(a) another

(b) the others

(c) other    (อื่นๆ)

(d) other than

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                              ตัวอย่างที่ 

  • I have ___________________________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ _______________________________________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง” 

                               ตัวอย่างที่ 

  • If you don’t want this pen, take ________________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา _______ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                              ตัวอย่างที่ 

  • One of my English teachers is American, ________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             -  We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

            -  She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

            -  He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                     อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                -  They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                -  We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 -  The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                     นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

             -  We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

             -  Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                     สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _________________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรร ดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒  คน  หรือ  ๒  ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

         -  Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

         -  Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

          -  One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                      กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

              -  There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

              -  One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

             -  There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

            -  First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

            -  The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

             -  There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                                     อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

             -  Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

             -  There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                     สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

            -  Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

           -  There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

10. The members of a community should try to help ____________________________.

(สมาชิกของชุมชนควรพยายามที่จะช่วยเหลือ ________________________________ )

(a) each other    (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(b) other

(c) another

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่    คนขึ้นไป)

 

11. People in highly developed countries are generally better fed than ________________ in underdeveloped countries.

(ผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมาก  โดยทั่วไปจะมีอาหารการกินที่ดีกว่า ______________ ในประเทศด้อยพัฒนา)

(a) that

(b) those    (ผู้คน)

(c) them

(d) the one

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากต้องใช้  “Those”  แทนคำนามนับได้  พหูพจน์  (People)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนั้นซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง  

                               ตัวอย่างที่ 

  • The furniture _____________ is manufactured here is as good as _____________ made anywhere else in the world.

(เฟอร์นิเจอร์ _________ ถูกผลิตที่นี่  ดีพอๆ กับ __________ (ซึ่งถูก) ผลิต  (ทำ) ที่อื่นใดในโลก)

(a) that ____________ which

(b) which ____________ that    (ซึ่ง  .........................  เฟอร์นิเจอร์)

(c) that ____________ those

(d) which ____________ which

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ในช่องแรกอาจตอบ  “Which”  หรือ  “That”  ก็ได้  แต่ในช่องหลัง   ต้องตอบ  “That”  เพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  ใช้แทน  “Furniture”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  ดูคำอธิบายการใช้คำแทนนามนับได้  และนับไม่ได้จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • I’ve lost my pen.  Have you got ___________________________ I can borrow?

(ผมได้ทำปากกาหาย  คุณมี ___________________________________ ให้ผมยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ปากกาด้ามหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้   “One”  แทนนามนับได้เอกพจน์  (Pen)

                             ตัวอย่างที่ 

  • The Prime Minister is giving a press conference now; he also gave ______________ at this time last week.

(นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้   และเขาได้จัดประชุม ________________ ด้วย  ในเวลาเดียวกันนี้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) it

(b) the same

(c) them

(d) one    (ครั้งหนึ่ง, หนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากแทนคำนามนับได้   เอกพจน์  (Press conference)

                                ตัวอย่างที่ 

  • The houses here are a little less modern than ___________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า __________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Houses”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่นFurniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence, etc.)   ให้แทนด้วย  “That

                                 ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ___________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ _______________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Kite”   เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้  “One”  แทน

                               ตัวอย่างที่ 

  • The air of the hills is cooler than ___________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ____________________________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That” และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้   “Those”   แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก   จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง   “อากาศ”  และ   “ที่ราบ”   มิใช่   “อากาศของเนินเขา”   และ  “อากาศของที่ราบ”    ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

             -  The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

             -  The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

              -  The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้ that แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

12. In desert an oasis is a welcome relief to weary (แว้ร์-รี่) travelers.

(ในทะเลทราย  โอเอซิส (หนองน้ำ) เป็นความผ่อนคลาย (ความโล่งอก, การบรรเทาทุกข์) ที่น่ายินดีแก่นักเดินทางที่    เหน็ดเหนื่อย-เมื่อยล้า-อิดโรย)

(a) homeless    (ไร้ที่อยู่อาศัย)

(b) hungry    (หิว)

(c) despondent    (หมดหวัง, หมดกำลังใจ, ท้อแท้ใจ, หดหู่ใจ)

(d) tired    (เหน็ดเหนื่อย, เมื่อยล้า, อ่อนเพลีย)

 

13. The trade of a nation is an index of its economic well-being.

(การค้าขายของประเทศหนึ่งเป็น    สิ่งบ่งชี้    ของความกินดีอยู่ดีทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น)

(a) a median    (ตัวกลาง, มัธยฐาน)

(b) a tool    (เครื่องมือ, อุปกรณ์)

(c) a sign    (เครื่องแสดง, เครื่องหมายแสดง, สัญลักษณ์)

(d) a response    (การตอบสนอง, การโต้ตอบ, การขานรับ, คำตอบ, คำรับ)

 

14. Because the crocodile is accustomed to a tropical climate, it becomes lethargic (ลิ-ธาร์-จิค) at temperatures below 60 degrees Fahrenheit.

(เพราะว่าจระเข้คุ้นเคยกับภูมิอากาศแบบเขตร้อน  มันจะ    เฉื่อยชา-เซื่องซึม-ซึม-ง่วง    ที่อุณหภูมิต่ำกว่า  ๖๐  องศาฟาเรนไฮต์)  (เนื่องจากมันรู้สึกเย็น)

(a) sluggish    (เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, เกียจคร้าน)

(b) chilly    (เย็นเยือก)

(c) sickly    (อ่อนแอ, ไม่แข็งแรง, ขี้โรค, อมโรค, เป็นโรคมาก, ชวนให้คลื่นไส้-สะอิดสะเอียน)

(d) snappish    (หุนหันพลันแล่น, ฉุนเฉียว, อารมณ์ร้อน)

 

15. Have this one, __________________________________________________?

(เอาอันนี้ไปซิ _______________________________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) will you    (ได้ไหม หรือ ตกลงไหม)

(d) haven’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง ในส่วน  “Tag”  จะใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง  ขอร้อง  และเชิญชวน  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

  • Do it yourself, ___________________________________________________?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง _____________________________________________ )

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง”

                                ตัวอย่างที่  

  • Just see if that water is becoming hot, ________________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, ________________________________ )

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag” จึงต้องใช้  “Will you”   สำหรับ  “If”ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)

                                ตัวอย่างที่  

  • Do it at once, _________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ___________________________________________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”   ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้“…………… will you ?”  เช่น

             -  Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

             -  Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

              -  Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

              -  Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

               -  Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                                    สำหรับในประโยคเชิญชวน ที่ขึ้นต้น “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag ต้องใช้“Let’s ……………….., shall we?”   เช่น

               -  Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

               -  Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

                - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

                -  Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                                     แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน  Tag   ต้องใช้   “Will you?”  เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไปเช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

 

16. Some workers are paid ___________________________________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง _____________________________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง   “is (are) paid by” (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”   (ถูกขายเป็น)  มีหลัก คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง  “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้  “The”  ขยาย  แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  {Weight(น้ำหนัก), Length  (ความยาว),  Time  (เวลา),  etc.}หน้าคำนามนั้น  ไม่ต้องมี  “Article”  (A, An, The)  ใดๆ ขยายเลย  เช่น

  • In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -   การทำงาน)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

 

17. This hen has _________________________________ more than one hundred eggs.

(แม่ไก่ตัวนี้ได้ ___________________________________________ มากกว่า  ๑๐๐  ฟอง)

(a) lied    (นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่, พูดปด, โกหก)

(b) lain

(c) laid    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

(d) lay    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (lie,  lied,  lied  =  พูดปด, โกหก)  (lie,  lay,  lain  =  นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่-  ไม่ต้องมีกรรมมารับ)  (lay,  laid,   laid  =  ออกไข่, วางไข่, วางลง  -  ต้องมีกรรมมารับและหลัง   “Has”  ต้องเป็นกริยาช่องที่  ๓

 

18. She is looking for a needle.  Will you give her ________________________________.

(เธอกำลังมองหาเข็มเย็บผ้าอยู่   คุณช่วยให้ _________________________ แก่เธอได้ไหม)

(a) one needle

(b) a needle

(c) one    (เข็มเล่มหนึ่ง) 

(d) it

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจาก    “Needle”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   เมื่อจะกล่าวซ้ำ  ให้ใช้   “One” แทน  แต่ถ้าเป็นนามพหูพจน์  ใช้   “Those”  แทน   และถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ให้ใช้   “That”  แทน  ดังประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • The houses here are a little less modern than ___________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า __________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากแทน  “Houses” ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์   (House, Car, Book, Pen, Dog)    ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (Furniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence)   ให้แทนด้วย  “That”

                               ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ___________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ _______________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Kite”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้   “One”  แทน 

                               ตัวอย่างที่  

  • The air of the hills is cooler than ___________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _____________________________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains     (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ  –  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน   ในกรณีเป็นนามนับได้   ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้  “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)   เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่   “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”   ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)     ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

                   -  The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

                   -  The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้  those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

                   -  The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)    

 

19. She _____________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ _________________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • Although Mark _____________ for years, he _____________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _____________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already    (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still   (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense” (Subject + has (have) + been + Verb + ing)  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  •  Miss Kim _________________________________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working     (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  (Subject + Have (Has) + Been + Verb + ing)   โดยสังเกตจาก  “Since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” (Subject + Have (Has) + Verb 3)   แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนานเหมือนกับ “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆในอดีต

                                     รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว– เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

20. A main clause is sometimes called a ________________________________ clause.

(ประโยคใหญ่บางครั้งถูกเรียกว่า  ประโยค _____________________________________ )

(a) principle    (หลัก,  หลักการ)  (เป็นคำนาม)

(b) principal    (หลัก, สำคัญที่สุด)  (ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์)

(c) principality    (เทศบาล)  (เป็นคำนาม)

(d) principles

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 281)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He persuaded his brother __________________________________ for a job.

(เขาชักชวนน้องชายของเขาให้ ________________________________ งานทำ)

(a) look

(b) looking

(c) to look    (มองหา)

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Persuade + กรรม + To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them ___________________ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา       ___________________ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1”

                             ตัวอย่างที่ 

  • I want you _____________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ___________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ 

                              ตัวอย่างที่  

  • We don’t allow anyone _________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                             ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men ______________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ _________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรม  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

2. I ___________________________________________ my work, so now I’ll go home.

(ผม __________________________ งานของผมแล้ว  ดังนั้น  ในตอนนี้  ผมจะกลับบ้าน)

(a) did

(b) had done

(c) have done    (ได้ทำ)

(d) have been doing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   สำหรับ  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ใช้ในกรณีต่อไปนี้  คือ 

                           ตัวอย่างที่ 

  • No wonder those plants are dying.  They ___________________ any water for ages.

(ไม่ต้องประหลาดใจเลย  ต้นไม้เหล่าโน้นกำลังจะตาย  พวกมัน ______ น้ำมานานแสนนานแล้ว)

(a) haven’t

(b) hadn’t

(c) haven’t had    (ไม่มี, ขาด)

(d) are not having

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + (Not) + Verb 3}  เนื่องจากเหตุการณ์  (ต้นไม้ไม่มีน้ำ)  เกิดต่อเนื่องจากอดีต  (นานแสนนานมาแล้ว)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • Forget the past and look to the future; there is no merit in thinking about what ______.

(จงลืมอดีตและมองไปที่อนาคต  ไม่มีข้อดี (คุณความดี) ในการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ ____________)

(a) will happen    (จะเกิดขึ้น)  (เป็นอนาคต)

(b) is happening    (กำลังเกิดขึ้น)

(c) has happened    (ได้เกิดขึ้นแล้ว)  (คือ  ได้ผ่านไปแล้ว  -  เป็นอดีตไปแล้ว)

(d) had happened    (เกิดขึ้น)  (ในอดีต) (มักใช้คู่กับ “Past simple tense”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • Never drive your car before you ________________________________ the tires.

(จงอย่าขับรถของคุณ  ก่อนคุณ _______________________________________ ยางรถ)

(a) had checked

(b) checked

(c) are checking

(d) have checked    (ได้ตรวจสอบ  ............(ยางรถ)..............  แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เพื่อบอกว่าได้ทำกริยานั้นๆ แล้ว  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect tense”   จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ from her since March.

( _______________________________________________ จากเธอตั้งแต่เดือนมีนาคม)

(a) I didn’t receive a letter

(b) I wasn’t receiving a letter

(c) I don’t receive a letter

(d) I haven’t received a letter    (ผมไม่ได้รับจดหมาย)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต (ไม่ได้รับจดหมายตั้งแต่เดือนมีนาฯ)  ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ก็ยังมิได้รับ)  สำหรับ “Present perfect tense”  มักใช้ในกรณีต่อไปนี้

                                    ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just =  เพิ่งจะ, Recently =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

               -  I have just finished my assignment.

  (ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

              -  My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

               -  I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                     ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ “Yet”  ก็ได้  เช่น

                  -  I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

                  -  She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

                 -  Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

                 -  I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

                  -  Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                    ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา,  Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

                  -  I haven’t seen my old friends at the college for ages.

(ผมไม่ได้พบเพื่อนเก่าที่มหาวิทยาลัยมานานแสนนานแล้ว)

                  -  She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว  –  ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                  -  He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                  -  We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                  -  So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

                  -  I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                     ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”  เช่น

                 -  Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

                 -  Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

                 -  I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                    ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again” =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times” =  หลายครั้ง,  “Sometimes” =  บางที,  “Over and over”     (= Over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

                    -  He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

                   -  I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

                    -  She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

                    -  This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

 

3. I wonder what _______________________________.  I feel that we have been a bit late.

ผมสงสัยว่า (ขณะนี้) _____________________ อะไร  ผมรู้สึกว่าเราล่าช้าไปนิดหน่อยแล้วนะ)

(a) it is time

(b) time is it

(c) time it is    (เป็นเวลา)

(d) is it time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความ  “What time it is”  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Wonder”  โดยต้องเรียงประโยคในรูปบอกเล่า  คือ  ประธานอยู่หน้ากริยา  (What time it is)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ____________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน (ในขณะนี้)  ผมจะใช้คืน _________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What I owe)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Pay”

                             ตัวอย่างที่ 

  • ____________________ astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought is indicated by their apparent universality.

(_________________________ วิชาโหราศาสตร์และอัลเคมี (การเล่นแร่แปรธาตุ)  อาจจะถูกถือว่าเป็นแง่มุมพื้นฐานของความคิด  ได้รับการบ่งชี้โดยความเป็นสากลที่เห็นได้ชัดเจนของมัน)  (คือ  ของทั้ง  ๒  วิชา)

(a) Both are

(b) What both

(c) Both

(d) That both    (ที่ว่าทั้ง)  (คือ  ทั้ง  ๒  วิชา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (That both astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is indicated”  เป็นกริยา  

                               ตัวอย่างที่ 

  • The fact _______________________ money orders can usually be easily cashed has made them a popular form of payment.

(ข้อเท็จจริง _______________________ ธนาณัติโดยปกติแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างง่ายดาย  ทำให้มัน (ธนาณัติ) เป็นรูปแบบของการชำระเงินที่เป็นที่นิยมกัน)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) is that

(d) which is

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that money orders can usually be easily cashed”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Has made”  เป็นกริยา

                               ตัวอย่างที่ 

  • ______________________ dog was the first animal to be domesticated is generally agreed upon by authorities in the field.

(________________________ สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ถูกทำให้เชื่อง  ได้รับการเห็นด้วยโดยทั่วไปโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้)

(a) Until the

(b) It was the

(c) The

(d) That the    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากข้อความ   “That the dog was the first animal to be domesticated”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมีข้อความส่วนที่เหลือเป็นกริยาและส่วนขยายกริยา

                                ตัวอย่างที่ 

  • Did you hear ______________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ___________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                             ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ______________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  ส่วนกรรมรอง  คือ  “Us” จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                              ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not _________________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “What I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                              ตัวอย่างที่ 

  • Tell me _______________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                    1.  เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

           -  What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

           -  How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

           -  Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

            -  Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

           -  That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

          -  That we, the Earth, live alone in the universe is still a question.

(ที่ว่าเรา, มนุษย์บนโลก, มีชีวิตอยู่ตามลำพังในจักรวาล  ยังคงเป็นปัญหา (เป็นที่สงสัย) อยู่)  (คือ  เชื่อกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวในดาวอื่นๆ ด้วย)

         -  That she was not compatible with her husband was known to all.

(ที่ว่าเธอไปกันไม่ได้กับสามีของเธอ  เป็นที่รู้กันกับทุกคน)

          -  Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                    ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค เช่น

            -  I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

           -  She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

           -  They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

           -  We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

            -  She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

            -  The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

             -  I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                     ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition”   เช่น

                -  She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                -  They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                -  We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                -  They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                     ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               -  I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

                -  He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

                -  They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

                -  We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                    ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

               -  The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

             -  The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

              -  The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

              -  The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

             -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

4. Please ______________________________________________ what I am saying.

(โปรด _______________________________________________ สิ่งที่ผมกำลังพูด)

(a) attend

(b) attend to    (ให้ความสนใจกับ)

(c) attending

(d) be attended

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Attend”   มีความหมาย  คือ   “สนใจ, เอาใจใส่, ดูแล, รับใช้, ไป, ไปร่วม, เข้าร่วม”  มีการใช้ดังประโยคข้างล่าง

                                     1. สนใจ, เอาใจใส่

  • If you do not attend to the problem, it will certainly grow.

(ถ้าคุณไม่สนใจปัญหา  มันจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน)

  • I had two items of business to attend to before I could relax.

(ผมมีธุระ  ๒  เรื่องที่ต้องเอาใจใส่  ก่อนที่ผมจะสามารถพักผ่อนได้)

  • You will not succeed unless you attend to your work.

(คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ  ถ้าคุณไม่สนใจในงานของคุณ)

  • Parents should attend to the education of their children.

(พ่อแม่ควรเอาใจใส่เรื่องการศึกษาของลูก)

  • She was still apparently attending to the music.

(เธอยังคงกำลังสนใจอยู่กับดนตรีอย่างเห็นได้ชัด)

                                    2. ไป, ไปร่วม, เข้าร่วม

  • I went to London to attend a conference.

(ผมไปลอนดอนเพื่อเข้าร่วมประชุม)

  • I have not attended a funeral for many years.

(ผมไม่ได้เข้าร่วมงานศพมาหลายปีแล้ว)

  • The plays here are always well attended.

(ละครที่นี่มีผู้เข้าชมมากมายอยู่เสมอ)

  • All children over five must attend school.

(เด็กอายุเกิน  ๕  ปีทุกคนต้องเข้าโรงเรียน)

                                     3ดูแล, เอาใจใส่, รับใช้

  • Doctors were rare and only attended very sick persons.

(หมอมีน้อย  และดูแล (รักษา) เฉพาะผู้ป่วยหนักมากเท่านั้น)

  • A clerk is attending to his customers in the shop.

(เสมียนกำลังรับใช้ (ให้บริการ) ลูกค้าในร้าน)

  • Which doctor is attending your daughter now?

(หมอคนไหนที่กำลังดูแล (รักษาพยาบาล) ลูกสาวของคุณในขณะนี้)

  • We had the honor of attending upon the King.

(เรามีเกียรติที่ได้รับใช้ในหลวง)

 

5. Both a person’s heredity and his environment help to shape his character. 

(ทั้งพันธุกรรมของบุคคลและ    สภาพแวดล้อม    ของเขา  ช่วยหล่อหลอมอุปนิสัยของเขา)

(a) relatives    (ญาติพี่น้อง)

(b) education    (การศึกษา)

(c) nationality    (สัญชาติ)

(d) surroundings    (สภาพแวดล้อม, สิ่งแวดล้อม)

 

6. Many businesses provide a kind of retirement benefit which is paid until the death of the former employee.

(ธุรกิจจำนวนมากให้    ผลประโยชน์-เงินช่วยเหลือ-เงินสงเคราะห์ยามเกษียณอายุงาน     ประเภทหนึ่ง  ซึ่งจะจ่ายให้จนกระทั่งอดีตพนักงานเสียชีวิต)

(a) patent    (ลิขสิทธิ์)

(b) subsidy    (เงินอุดหนุน, เงินสนับสนุน, เงินช่วยเหลือ)

(c) pension    (บำเหน็จบำนาญ)

(d) bargain    (การต่อรองราคา)

 

7. The criminal insinuated that he had been roughly treated by the arresting officer. 

(อาชญากร    บอกเป็นนัย-พูดเป็นเชิง-แย้ม    ว่าเขาได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบคายโดยตำรวจซึ่งจับกุมเขา)

(a) suggested indirectly    (แนะนำหรือบอกอย่างอ้อมๆ)

(b) argued convincingly    (ให้เหตุผลอย่างน่าเชื่อถือ)

(c) stated flatly    (พูดอย่างไร้สาระหรือไม่มีรสชาติ)

(d) denied positively    (ปฏิเสธในเชิงบวก)

 

8. There isn’t ____________________________________________ in the empty box.

(ไม่มี ________________________________________________ ในกล่องเปล่าใบนั้น)

(a) anything    (สิ่งใดๆ)

(b) something    (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) everything    (ทุกสิ่ง)

(d) someone    (บางคน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นประโยคปฏิเสธ  สำหรับ  “Anything”  หมายถึง  “อย่างใดอย่างหนึ่ง, สิ่งใดๆ”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธและคำถาม  ดังตัวอย่าง

  • There isn’t anything which can prevent her strong determination.

(ไม่มีสิ่งใดๆซึ่งสามารถขัดขวางความมุ่งมั่นแรงกล้าของเธอ)

  • If you shut your eyes, you can’t see anything.

(ถ้าคุณปิดตาของคุณ  คุณไม่สามารถเห็นสิ่งใดๆเลย)

  • Is there anything I can do for you?

(มีสิ่งใดๆที่ผมจะสามารถทำให้คุณไหม)  (มีอะไรให้ผมช่วยไหม)

 

9. Do you mean ____________________ me ____________________ all day long?

(คุณต้องการที่จะ ________________ ผม _________________ ตลอดทั้งวันใช่หรือไม่)

(a) to keep ___________ waited

(b) keep ___________ waiting

(c) keeping ___________ wait

(d) to keep ___________ waiting    (ทำให้  .................(ผม)...............  รอคอย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Mean + To + Verb 1”   ส่วน  “Keep +  (กรรม) + Verb + ing”

 

10. My mother is cooking dinner.  The food smells ______________________________.

(แม่ของผมกำลังปรุงอาหารเย็น  อาหารมีกลิ่น __________________________________ )

(a) deliciously

(b) delicious    (อร่อย, โอชะ)

(c) be deliciously

(d) be delicious

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Smell + Adjective”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Smell”  ในประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • The mother looked ________________________________ at her naughty child.

(แม่มอง ______________________________________________ ที่ลูกผู้ซุกซนของเธอ)

(a) anger    (ความโกรธ)

(b) angry    (โกรธ)

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(d) angered    (ถูกทำให้โกรธ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ขยายกริยา  “Look at”  (จ้องมอง)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายความว่า  “มีอาการ, มีลักษณะ, มีท่าทาง”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   ดังประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Let us _______________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • I ____________________________________ about his ability to do the work.

(ผม ______________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ  “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                              ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _______________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก ________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                             ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells __________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten     (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                               ตัวอย่างที่         {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก   “Seem + Adjective

                              ตัวอย่างที่ 

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ______________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ___________________ )

(a) real angry

(b) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(c) anger    (ความโกรธ)

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            -  She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

           -  He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

           -  The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

           -  They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า)Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง)Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

11. I met __________________________________________________ she is marrying.

(ผมได้พบกับ ______________________________________ (ผู้ซึ่ง) เธอจะแต่งงานด้วย)

(a) who

(b) whom

(c) the person    (บุคค