หมวดข้อสอบ SAT

หมวดข้อสอบ SAT (ตอนที่ 3)

คำศัพท์ตอนที่ 3

1.  impediment (อิม-เพ้ด-ดิ-เมิ่นท) (n) – อุปสรรค, การขัดขวาง-หน่วงเหนี่ยว-ต้านทาน, การพูดติดอ่าง

2.  confounding (คัน-เฟ้าน-ดิ้ง) (a) – น่าฉงนสนเท่ห์, น่างงงวย, น่าสับสน, น่าตกตะลึง

3.  succinct (ซัค-ซิ้งคท์) (a) – สั้น, สรุป, ย่อ, ไม่เยิ่นเย้อ, รวบรัด, กะทัดรัด

4.  opaque (โอ-เพ้ค) (a) – ทึบ, ทึบแสง, อับแสง, มืด, คลุมเครือ, เข้าใจยาก, โง่, ทึ่ม, ไม่ฉลาด

5.  buttress (บั๊ท-ทริส) (v) – สนับสนุน

6.  rebut (ริ-บั๊ท) (v) – โต้แย้ง, พิสูจน์แย้ง, พิสูจน์แย้งว่าที่โจทก์กล่าวหาไม่เป็นความจริง,  นำสืบหักล้าง, โต้กลับ

7.  rebuttal (ริ-บั๊ท-เทิ่ล) (n) – การโต้แย้ง, การพิสูจน์หรือนำสืบหักล้าง, หลักฐานหรือข้อพิสูจน์หักล้าง

8.  thesis (ธี-ซิส) (n) – ข้อเสนอเพื่อพิจารณา, ข้อวินิจฉัย, ข้อสรุป, วิทยานิพนธ์

9.  critique (คริ-ทิ้ค) (n) – บทวิจารณ์, บทวิจารณ์สั้นๆ, วิธีการวิจารณ์

10.  camaraderie (คา-มะ-ร้า-เดอะ-รี่) (n) – มิตรภาพที่ดี, ไมตรีจิตและความสามัคคีระหว่างเพื่อน

11.  negligible (a) – ไม่สำคัญพอที่จะควรค่าต่อการพิจารณาหรือวิตกกังวล, เล็กน้อย,          ขี้ปะติ๋ว)

12.  paradigm (แพ้-ระ-ไดม) (n) – ตัวอย่าง, แบบ, การสาธิต

13.  lethargic (ลี-ธ้าร์-จิค) (a) – เฉื่อยชา, เซื่องซึม, ซึม, ง่วง, ง่วงเหงาหาวนอน, เมินเฉย, เฉยเมย

14.  retrospect (n – v) – การมองย้อนไปข้างหลัง, การหวนรำลึก, การคิดถึงอดีต, หวนรำลึก, คิดถึงอดีต

15.  perturbed (เพอร์-เทิ้บ-ดึ) (a) – ถูกรบกวนอย่างมาก, ถูกก่อกวน,  ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ

16.  empirical (เอม-เพี้ยร์-ริ-เคิ่ล) (a) – ที่ได้รับจากการสังเกตหรือทดลอง, ซึ่งได้จากประสบการณ์หรือการทดลอง, ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์หรือการสังเกต (โดยไม่อาศัยวิทยาศาสตร์หรือทฤษฎี)

17.  evince (v) – แสดงอย่างชัดเจน

18.  unbiased (a) – ไม่ลำเอียงหรือเข้าข้างฝ่ายใด, ปราศจากอคติ

19.  circumlocution (เซอ-คัม-โล-คิ้ว-ชั่น) (n) – การพูดอ้อมค้อม, การพูดวกเวียน, การพูดซ้ำซากหรืออย่างน้ำท่วมทุ่ง

20.  eschew (เอส-ชู่) (v) – หลีกเลี่ยง, หลบเลี่ยง, หลบหนี, ละเว้น

21.  chide (ไชด) (v) – ด่าว่า, ตำหนิ, ติเตียน, ดุด่า, ดุ, ตะเพิด

22.  prevalent (เพรฟว-วะ-เลิ่นท) (a) – มีอยู่ทั่วไป, มีอยู่ดาษดื่น, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

23.  paramount (แพ้-ระ-เม่าท) (a - n) – สำคัญยิ่ง, ยิ่งยวด, สูงสุด, อันดับหนึ่ง, ยอดเยี่ยม, เจ้าเหนือเจ้า, ผู้ปกครองชั้นสูงสุด

24.  aversion (อะ-เว้อ-ชั่น) (n) – ความเกลียดอย่างรุนแรง, ความรังเกียจ, ความไม่ชอบ-ไม่พอใจ

25.  remiss (รี-มิส) (a) – สะเพร่า, เลินเล่อ, ประมาท, ไม่ระมัดระวัง, เมินเฉย, เกียจคร้าน, เฉื่อยชา

26.  hostile (ฮอส-ไทล) (a) – เป็นปรปักษ์, มุ่งร้าย, มีเจตนาร้าย, โกรธเคือง, เป็นศัตรู, ไม่เป็นมิตร, ไม่รับแขก

27.  negligent (a) – ละเลย, ไม่สนใจ, ทอดทิ้ง

28.  fastidious (a) – จู้จี้, จุกจิก, จู้จี้พิถีพิถัน, เอาใจยาก

29.  unkempt (a) – สกปรก, ไม่มีระเบียบ, รกรุงรัง, ถูกทอดทิ้ง-ไม่ดูแล, (ผม) ยุ่งเหยิง, เป็นกระเซิง, รุ่มร่าม

 

Choose the best word to fill in the blank in each of the sentences below

1.  Jim ________ me when I eat pizza, but I think it’s OK to eat it in moderation. (จิม ________ ผมเมื่อผมกินพิซซ่า  แต่ผมคิดว่ามันโอเคนะที่จะกินพิซซ่าแต่พอประมาณ)

     (a)  eschews (หลีกเลี่ยง)

     (b) buttresses (สนับสนุน)

     (c)  rebuts (โต้แย้ง, พิสูจน์แย้ง, พิสูจน์หักล้าง)

     (d) chides (ตำหนิติเตียน, ด่าว่า, ดุด่า)

    (e) evinces (แสดงให้เห็น, แสดงออก, ทำให้เห็น)

2. I’m pretty __________ after I eat all day on Thanksgiving. (ผม ________ อย่างมาก  หลังจากกินตลอดทั้งวันในวันขอบคุณพระเจ้า)

    (a) perturbed (ถูกรบกวน-ก่อกวน, ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ)

    (b) malignant (ร้าย, มีภัย, มีเจตนาร้าย, อันตรายมาก, ถึงตาย)

    (c) lethargic (ง่วงเหงาหาวนอน, ง่วง, ซึม, เซื่องซึม, เฉื่อยชา)

    (d) succinct (สั้น, สรุป, ย่อ, ไม่เยิ่นเย้อ, รวบรัด, กะทัดรัด)

    (e) unbiased (ปราศจากอคติ, ไม่ลำเอียง)

3. Mary gets a little _________ whenever her boyfriend chats with another girl.  (แมรี่รู้สึก __________  นิดหน่อยเมื่อใดก็ตามที่แฟนของเธอสนทนากับสาวอีกคนหนึ่ง)

    (a) negligible (ไม่สำคัญ, ขี้ปะติ๋ว, เล็กน้อย)

    (b) perturbed (ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ, ถูกรบกวน-ก่อกวน)

    (c) opaque (ทึบ, ทึบแสง, มืด, คลุมเครือ, เข้าใจยาก, โง่, ทึ่ม, ไม่ฉลาด)

    (d) negligent (ละเลย, ไม่สนใจ, ทอดทิ้ง)

    (e) chimerical (เพ้อฝัน, ช่างจินตนาการ, ไม่จริง)

4. In _________, I wish I had studied harder in high school so that I’d now have a more solid academic foundation. (ใน __________  ผมปรารถนาว่าผมได้ขยันเรียนมากกว่าที่ผ่านมาในโรงเรียนมัธยม เพื่อว่าในปัจจุบัน  ผมจะได้มีรากฐานทางด้านวิชาการที่แข็งแกร่งมากขึ้นแต่ก็สายไปเสียแล้ว  เพราะผมไม่ได้ขยันในตอนนั้น  ปัจจุบัน ผมเลยอ่อนด้านวิชาการ)

     (a)  chicanery (เล่ห์, เพทุบาย, การหลอกลวง-ต้มตุ๋น-ทุจริต-คดโกง)

     (b) critique (บทวิจารณ์, วิธีการวิจารณ์)

     (c)  circumlocution (การพูดอ้อมค้อม-วกเวียน, การพูดซ้ำซาก-น้ำท่วมทุ่ง)

     (d) camaraderie (มิตรภาพที่ดี, ไมตรีจิตและความสามัคคีระหว่างเพื่อน)

    (e)  retrospect (การมองย้อนไปในอดีต, การหวนรำลึก-คิดถึงอดีต, หวนรำลึก, คิดถึงอดีต)

5. If he wants to win, a coach must be _________ in selecting the players for his team so that he can choose the best available players. (ถ้าเขา – ผู้ฝึกสอน – ต้องการชนะ  ผู้ฝึกสอนจะต้อง ____________   ในการเลือกผู้เล่นสำหรับทีมของเขา  เพื่อที่ว่าเขาจะได้สามารถเลือกผู้เล่นที่ดีที่สุดที่มีอยู่ได้)

     (a) unbiased (ปราศจากอคติหรือความลำเอียง, ไม่เข้าข้างฝ่ายใด)

     (b) lethargic (ง่วงเหงาหาวนอน, เซื่องซึม, เกียจคร้าน, เฉื่อยชา)

     (c)  skewed (เอียง, เอน, เฉียง, บิด, คด)

    (d) succinct (สั้น, สรุป, ย่อ, ไม่เยิ่นเย้อ, รวบรัด, กะทัดรัด)

    (e)  perturbed (ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ, ถูกรบกวน)

6. I found the language of the great writer Henry James __________ until my English teacher explained it. (ผมพบว่าภาษาของนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ – เฮนรี่ เจมส์ –  ____________ จนกระทั่งครูภาษาอังกฤษของผมอธืบายมัน – ให้ผมฟัง)    

     (a)  unbiased (ไม่ลำเอียง, ไม่เข้าข้างฝ่ายใด)

     (b) perturbed (ไม่สบายใจ, ยุ่งยากใจ, ถูกก่อกวน-รบกวน)

     (c)  succinct (สั้น, สรุป, ย่อ, ไม่เยิ่นเย้อ, กะทัดรัด)

     (d) confounding (น่างงงวย, น่าสับสน, น่าฉงนสนเท่ห์)

     (e)  alluring (ซึ่งดึงดูด, ซึ่งล่อใจ)

7. Newspaper headlines describe events __________ because there is little room for a long description. (หัวข่าวหนังสือพิมพ์บอก (ระบุ) เหตุการณ์ __________ เพราะว่ามีที่ว่างอยู่นิดเดียวสำหรับคำบรรยายที่ยืดยาว – คือ หัวข้อข่าวจะสั้น  แต่มีคำบรรยายอย่างยาวข้างในหนังสือพิมพ์)

     (a)  empirically (โดยอาศัยการสังเกตหรือทดลอง)

     (b) tediously (อย่างน่าเบื่อหน่าย, อย่างน่ารำคาญ)

     (c)  succinctly (อย่างสั้นๆ, อย่างสรุป, อย่างย่อ)

     (d) lethargically (อย่างง่วงเหงาหาวนอน-เซื่องซึม-เฉื่อยชา-เกียจคร้าน)

     (e)  verbatim (คำต่อคำ, ตามตัวอักษร, ตามตัวหนังสือ)

8. One of the biggest __________ faced by developing countries is a lack of an educated work force. (หนึ่งใน ___________  ที่ใหญ่ที่สุด  ที่เผชิญโดยประเทศกำลังพัฒนา  คือการขาดแคลนแรงงานที่มีการศึกษา)

     (a)  tenets (หลักการ, ทฤษฎี, ข้อคิดเห็น, ความเห็น, ข้อบัญญัติ, ความเชื่อ)

     (b) critiques (บทวิจารณ์, วิธีการวิจารณ์)

     (c)  paradigms (แบบ, แบบอย่าง, ตัวอย่าง)

     (d) tomes (หนังสือที่มีขนาดใหญ่มาก)

     (e)  impediments (อุปสรรค-สิ่งกีดขวาง, การขัดขวาง-หน่วงเหนี่ยว-ต้านทาน)

9. Some political scientists support the __________ that the democratic - capitalist system of the United States and other Western countries has reached a state of near perfection. (นักวิทยาศาสตร์การเมืองสนับสนุน __________ ที่ว่า  ระบบประชาธิปไตย-ทุนนิยมของสหรัฐฯและประเทศตะวันตกอื่นๆได้มาถึงสภาวะที่ใกล้ความสมบูรณ์แล้ว)

     (a) thesis (ข้อเสนอเพื่อพิจารณา, ข้อวินิจฉัย, ข้อสรุป, วิทยานิพนธ์)

     (b) critique (บทวิจารณ์)

     (c)  retrospect (การมองย้อนอดีต, การหวนนึกถึงอดีต, มองอดีต, ระลึกถึงอดีต)

     (d) discourse (การบรรยาย-สนทนา-อภิปราย, คำปราศรัย, สุนทรพจน์)

     (e)  camaraderie (มิตรภาพที่ดี, ไมตรีจิตและความปรองดองระหว่างเพื่อน)

10. Dr. Collin Woods says that there is no single ___________ to be followed in writing an essay, but that we should read the essays of excellent practitioners of the art such as Lewis Thomas, Bertrand Russell, and Freeman Dyson to get an idea of how it can be approached. (ด็อกเตอร์คอลลินวู๊ดส  กล่าวว่าไม่มี ____________   อันเดียวโดดๆ ที่จะให้ทำตามในการเขียนเรียงความแต่ (กล่าว) ว่าเราควรอ่านเรียงความของผู้ปฏิบัติงานยอดเยี่ยมทางด้านศิลปะ  เช่น เลวิสโธมัส, เบอร์ทรันด์  รัสเซลล์  และ ฟรีแมน  ดีซั่น  เพื่อให้ได้ความคิดที่ว่า  จะสามารถเข้าถึงการเขียนเรียงความ (ที่ดี) ได้อย่างไร)

     (a)  paragon (ตัวอย่างอันยอดเยี่ยม, เพชรน้ำหนึ่ง)

     (b) anomaly (ความผิดปกติ)

     (c)  acumen (ความฉลาดหลักแหลม, ความปราดเปรื่อง, ความมีไหวพริบ)

     (d) paradigm (แบบ, แบบอย่าง, ตัวอย่าง)

     (e) thesis (ข้อเสนอเพื่อพิจารณา, ข้อวินิจฉัย, ข้อสรุป, วิทยานิพนธ์)

11. The teachers could not get the little boy to __________ any interest in their  project. (บรรดาครูไม่สามารถทำให้เจ้าเด็กน้อยคนนั้น __________  ความสนใจใดๆ ในโครงการของพวกเขา)

     (a)  reiterate (กล่าวซ้ำ, กระทำซ้ำ)

     (b) surmise (คาดการณ์, คาดคะเน, เดา, เก็ง, นึก, คิด)

     (c)  evince (แสดงให้เห็น)

     (d) justify (พิสูจน์ว่าถูกต้อง, แสดงเหตุผลอันสมควร)

     (e)  buttress (สนับสนุน)

12. Scientists predicted that this would have a/an __________   effect on the  temperature and was not deleterious to both humans and animals. (นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่า  สิ่งนี้จะมีผลกระทบ ___________   ต่ออุณหภูมิ  และไม่เป็นอันตรายต่อทั้งมนุษย์และสัตว์)

     (a)  invisible (ไม่สามารถมองเห็นได้)

     (b) prodigious (ใหญ่โตมโหฬาร, มหาศาล, มากมาย)

    (c)  tenuous (บาง, ผอมบาง, แบบบาง, เรียวเล็ก)

    (d) negligible (ไม่สำคัญ, ขี้ปะติ๋ว, เล็กน้อย)

    (e)  unprecedented (ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน)

13. The theory of star formation is not based on guesses about ancient events: it is well supported by __________ evidence – observations of stars forming in areas of high hydrogen density. (ทฤษฎีของการก่อตัวของดวงดาวมิได้มีพื้นฐานอยู่บนการคาดคะเน – หรือเดา – เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆในสมัยโบราณ  แต่ว่ามันได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากหลักฐาน ____________  กล่าวคือ  การสังเกตดวงดาวที่ก่อตัวขึ้นในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นสูงของไฮโดรเจน)

     (a)  inexplicable (ซึ่งอธิบายไม่ได้)

     (b) empirical (ที่ได้รับจากการสังเกตหรือทดลอง)

     (c)  negligible (ไม่สำคัญ, ขี้ปะติ๋ว, เล็กน้อย)

     (d) chimerical (เพ้อฝัน, ช่างจิตนาการ, ไม่จริง)

     (e)  opaque (มืด, ทึบ, อับแสง, คลุมเครือ, เข้าใจยาก, โง่, ทึ่ม)

14. It was a complete __________ of the charges against the President.  (มันเป็น ___________ ที่สมบูรณ์  ของการฟ้องร้อง-ดำเนินคดี  (หรือของข้อกล่าวหาต่อท่านประธานาธิบดี)

      (a) thesis (ข้อเสนอเพื่อพิจารณา, ข้อวินิจฉัย, ข้อสรุป, วิทยานิพนธ์)

      (b) impediment (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, การขัดขวาง-หน่วงเหนี่ยว)

      (c) critique (บทวิจารณ์)

      (d) rebuttal (การพิสูจน์แย้ง, การพิสูจน์หักล้าง, การแก้ต่างในคดี)

      (e) antithesis (ความตรงกันข้าม, การต่อต้าน)

15. A civilized government must __________ violence and resort to peaceful negotiation and settlement instead. (รัฐบาลที่มีอารยธรรมจะต้อง __________ ความรุนแรง  และหันไปใช้การเจรจาและการตกลงแก้ปัญหาโดยสันติวิธีแทน)

     (a)  evince (แสดงให้เห็น)

     (b) replicate (จำลอง, ทำสิ่งจำลอง, ทำสำเนา)

     (c)  rebuke (ดุด่า, ว่ากล่าว, ตำหนิ, ประณาม)

     (d) rebut (พิสูจน์แย้ง, พิสูจน์หักล้าง, นำสืบหักล้าง, โต้แย้ง)

     (e)  eschew (หลีกเลี่ยง, หลบเลี่ยง, หลบหนี, ละเว้น)

16. Long hair among boys is so _________ today, there is no longer a prohibition against it in most schools. (ผมยาวในบรรดาเด็กผู้ชาย __________มากในปัจจุบัน  ทั้งนี้  ไม่มีการห้ามไว้ผมยาวต่อไปอีกแล้วในโรงเรียนส่วนใหญ่)  

     (a)  lethargic (ง่วงเหงาหาวนอน, เซื่องซึม, เฉื่อยชา, เกียจคร้าน)

     (b) superficial (ผิวเผิน, อยู่ผิวนอก, ใกล้ผิวหน้า, ตื้นๆ, ไม่ลึกซึ้ง, ไม่สำคัญ)

     (c)  prevalent (มีอยู่ทั่วไป, มีดาษดื่น, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป)

     (d) irascible (โมโหร้าย, หงุดหงิด)

     (e)  heterogeneous (ที่ผสมกัน, ที่ปนกัน, ที่มีเนื้อต่างกัน)

17. A good politician seeks the _________ issue in his community. (นักการเมืองที่ดีสอดส่องหา (หรือสืบหา, สำรวจ) หัวข้อปัญหา (หรือประเด็น) ___________  ในชุมชนของเขา – เพื่อนำมาแก้ปัญหาให้กับประชาชน)

      (a) senile (ชรา, สูงอายุ, ถูกกัดกร่อนจนเป็นที่ราบ)

      (b) imprudent (ไม่รอบคอบ, เลินเล่อ, ประมาท, บุ่มบ่าม)

      (c) paramount (สำคัญที่สุด, สำคัญยิ่ง)

      (d) pathetic (น่าสมเพชเวทนา)

      (e) indolent (เกียจคร้าน)

18. Parents are often __________ in not warning their children of the dangers  of cigarette smoking. (พ่อแม่มักจะ ____________ อยู่บ่อยๆ  ในการไม่เตือนลูกๆ ของตนถึงอันตรายของการสูบบุหรี่)

     (a)  commodious (กว้าง, กว้างขวาง, มีบริเวณเนื้อที่มาก)

     (b) remiss (สะเพร่า, เลินเล่อ, ประมาท, ไม่ระมัดระวัง)

     (c)  banal (น่าเบื่อ, ซ้ำๆซากๆ, เก่าแก่, ไร้ความสดชื่น)

    (d) deplorable (น่าเสียใจ, น่าโศกเศร้า, น่าเสียดาย, น่าตำหนิ, เลว)

    (e)  repugnant (น่ารังเกียจ, น่าขยะแขยง, น่าสะอิดสะเอียน, น่าเกลียดชัง)

19. The female __________ to mice is considered absurd by boys. ( ___________ หนูของผู้หญิงถูกมองว่าเหลวไหล-ไร้สาระ (หรือน่าหัวเราะ) โดยพวกเด็กผู้ชาย)

      (a) aversion (ความเกลียดอย่างรุนแรง, ความรังเกียจ, ความไม่ชอบ)

      (b) rebuke (การดุด่า-ว่ากล่าว, การดุ-ด่า-ต่อว่า-ประณาม-ตำหนิ, ดุ, ดุด่า, ต่อว่า, ว่ากล่าว, ตำหนิ, ประณาม)

      (c) penury (ความยากจน)

     (d) dexterity (ความชำนาญ-คล่องแคล่ว-หลักแหลม-ถนัดมือขวา)

     (e)  compassion (ความสงสาร)

20. The audience became extremely ___________ when the speaker began to attack minority groups. (กลุ่มผู้ฟัง ____________  อย่างมาก  เมื่อผู้พูดเริ่มกล่าวโจมตีคนกลุ่มน้อย)

     (a)  benevolent (เมตตา, กรุณา, ใจบุญ, ชอบทำบุญ)

     (b) strident (ดัง, แสบหู, ห้าว, หยาบคาย)

     (c)  concomitant (มาพร้อมกัน, คู่กัน)

     (d) hostile (โกรธเคือง, เป็นปรปักษ์, มุ่งร้าย, มีเจตนาร้าย, เป็นศัตรู, ไม่เป็นมิตร)

     (e)  prodigious (ใหญ่โตมโหฬาร, มหาศาล, อย่างยิ่ง, มหันต์, มหัศจรรย์)

21. Jeff was so __________ about table manners that he lost his equanimity  when his son reached for the bread. (เจฟฟ์ ____________  อย่างมากเกี่ยวกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร  จนกระทั่งเขาสูญเสียความมีอารมณ์เย็น (ใจเย็น) ของตน  เมื่อลูกชายของเขาเอื้อมมือไปหยิบขนมปัง)

     (a)  uncouth (เร่อร่า, ป่าเถื่อน, ซุ่มซ่าม, ไม่มีมารยาท)

     (b) perverse (ดื้อรั้น, หัวแข็ง, ดันทุรัง, ออกนอกลู่นอกทาง, ผิดปกติ, วิปริต, วิปลาส)

     (c)  fastidious (จู้จี้พิถีพิถัน, จู้จี้, จุกจิก, เอาใจยาก)

    (d) noisome (เหม็น, สกปรก, น่ารังเกียจ, เป็นพิษ, เป็นอันตราย)

    (e)  unmitigated (ไม่บันยะบันยัง, ไม่บรรเทา, ไม่ลดลง, ยัง (เลว) เหมือนเดิม)

22. Children think mothers are asinine to get upset about their __________ rooms. (พวกลูกๆคิดว่าแม่ของตนไม่ฉลาด (โง่) ที่ไม่สบายใจ (ไม่มีความสุข-ผิดหวังเกี่ยวกับห้องที่ ____________  ของพวกเขา)

     (a)  vivacious (ร่าเริง, มีชีวิตชีวา)

     (b) gaunt (ผอมแห้ง, มีแต่กระดูก, ซูบซีด, แห้งแล้ง, เปล่าเปลี่ยว)

     (c)  reticent (เงียบขรึม, ไม่พูด, สงวนท่าที, ระมัดระวัง)

    (d) transient (ไม่จีรัง, ชั่วครู่ชั่วยาม, มีอายุสั้น)

    (e)  unkempt (สกปรก, ไม่เป็นระเบียบ, ไม่ได้รับการดูแล-เอาใจใส่, รกรุงรัง, (ผม) ยุ่งเหยิง

หมวดข้อสอบ SAT (ตอนที่ 2)

คำศัพท์ตอนที่ 2

1.  eminent (a) – มีชื่อเสียง, เด่น, สูงส่ง

2.  subjective (a) – อัตวิสัย, เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคล, ส่วนตัว, แต่ละบุคคล

3.  provisional (a) – ชั่วคราว, เฉพาะกาล, เผื่อเหลือเผื่อขาด, มีเงื่อนไข

4.  paraphrase (v) – ถอดความ, แปลความหมาย

5.  cogent (a) – น่าเชื่อ, ซึ่งโน้มน้าวจิตใจ, ถูกจุด, ตรงประเด็น

6.  tentative (a) – ลองดูก่อน, เป็นการทดลอง, ยังไม่แน่นอน, ชั่วคราว

7.  compelling (a) – ซึ่งบีบบังคับ, ซึ่งมีผลมากจนต้านไม่อยู่, น่าเชื่อ, ซึ่งเร้าความสนใจ หรือความน่าเชื่อถืออย่างมาก

8.  depleted (ดี-พลี้-ทิด) (a) – ซึ่งถูกใช้หมดไปหรือเหลือน้อยมาก, ซึ่งสูญเสีย, ซึ่งว่างเปล่า

9.  ennui (อ๊าน-วี่) (ภาษาฝรั่งเศส) (n) – ความน่าเบื่อและไม่พอใจ, ความเบื่อหน่ายในชีวิต, ความหน่ายแหนง

10.  litany (n) – เพลงสวดหรือการอธิษฐานแบบถามตอบที่ต่อเนื่องกัน, การสวดมนต์, บทเทศนาสั่งสอน-ว่ากล่าวตักเตือนของพระหรือครู, การสาธยายซ้ำๆ

11.  alienated (เอ๊-ลิ-เนท-ทิด) (a) –  รู้สึกเหินห่างหรือแยกตัวจากคนอื่น, รู้สึกบาดหมาง

12.  cynical (ซิ้น-นิ-เคิ่ล) (a) – ไม่เชื่อในแรงจูงใจของผู้อื่น, ชอบดูถูกเหยียดหยาม-เยาะเย้ยถากถางคนอื่น, เกี่ยวกับการเกลียดชังมนุษย์อย่างมาก

13.  maverick (แมฟ-เวอ-ริค) (n) – กบฏ, ผู้ขัดขืน, ผู้ไม่ยอมร่วมด้วย, ผู้ไม่ยอมทำตาม, ผู้เป็นอิสระและแยกตัวออกจากเพื่อนฝูง, สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ

14.  apostate (อะ-พอส-เทท) (n) – ผู้ที่ละทิ้งศาสนา, ความเชื่อ, หลักการ, พรรค หรืออื่นๆ

15.  undermine (v) – ทำให้อ่อนแอหรืออ่อนลง, ทำลายทีละน้อย, ทำลายอย่างลับๆ, ขุด, ขุดอุโมงค์, เซาะ

16.  oxymoron (ออค-ซิ-โม้ (ม้อ)-ร่อน) (n) – การเชื่อมคำที่ไม่เหมาะสมกัน, รูปของภาษา หรือสำนวนที่ใช้ถ้อยคำขัดกัน เช่น cruel kindness (ความกรุณาที่โหดร้ายทารุณ)

17.  lugubrious {ลู-กู๊ (กิ๊ว)-บรี-เอิส} (a) – โศกเศร้า, สลดใจ, เสียใจ, ละห้อย

18.  estranged (เอส-เทร้นจ) (a) – ห่างเหิน, เป็นศัตรู

19.  mammoth (a) – ใหญ่โตมหึมา, มีปริมาณมาก

20.  cerebral (เซ้อ-ริ-บรัล) (a) – ซึ่งช่ำชองหรือทันสมัยในทางปัญญา, เกี่ยวกับมันสมอง, เกี่ยวกับการใช้ปัญญาแทนที่จะเป็นสัญชาตญาณ

 

Choose the best word to fill in the blank in each of the sentences below

1.  Some people say the term “smart jockey” is a/an __________ , but I think I’ve pretty much proved how wrong that view is. (บางคนกล่าวว่าคำว่า “นักขี่ม้าแข่งที่ฉลาด” เป็น __________ แต่ผมคิดว่า ผมได้พิสูจน์มาอย่างมากแล้วว่า  ความคิดดังกล่าวช่างผิดเสียนี่กระไร – คือมิได้เป็นภาษาที่ใช้ถ้อยคำขัดกัน  ระหว่าง “ฉลาด” กับ “นักขี่ม้าแข่ง”  เพราะนักขี่ม้าแข่งที่ฉลาดก็มีเยอะ  ไม่ใช่โง่ไปเสียทุกคน  ในความคิดของผม)

     (a)  dictate (คำสั่ง, คำบอก, ออกคำสั่ง, สั่ง, บงการ, บอกหรืออ่านให้เขียนตาม)

     (b) litany (การสวดมนต์, การปุจฉาวิสัชนาในทางธรรม)

     (c)  maxim (คติพจน์, หลักการ, ความจริง, ข้อเขียนที่เป็นความจริง, หลักปฏิบัติ)

     (d) oxymoron (รูปของภาษาหรือสำนวนที่ใช้ถ้อยคำขัดกัน เช่น “ความกรุณาที่โหดร้าย” หรือ “หวังดีแต่ประสงค์ร้าย”  เป็นต้น)

     (e)  analogy (ภาวะอุปมาเหมือน, การเปรียบเหมือน, ความคล้ายคลึงกันหรือเหมือนกัน)

2.  Every team I’ve been on seems to have one __________ - a guy who often is an excellent player but who has just to do things his own way. (ทุกทีมที่ผมอยู่มาดูเหมือนว่า (จะต้อง) มี __________อยู่คนหนึ่ง – คนที่มักจะเป็นผู้เล่นที่ดีเยี่ยม  แต่ว่าก็เป็นผู้ที่ทำสิ่งต่างๆตามใจตนเอง – คือไม่ยอมอยู่ในระเบียบหรือกฎข้อบังคับของทีม  เป็นคนแหกคอก)

     (a)  apostate (ผู้ที่ละทิ้งศาสนา, ความเชื่อ, หลักการ หรือพรรคฯของตน)

     (b) neophyte (สมาชิกใหม่, ผู้เริ่มฝึกหัด, ผู้เริ่มทำงาน, เณร)

     (c) maverick (กบฏ, ผู้ขัดขืน, ผู้ไม่ยอมทำตามกฎระเบียบ, ผู้แหกคอก, ผู้เป็นอิสระและแยกตัวออกจากเพื่อนฝูง,  สัตว์ไม่มีเจ้าของ)

     (d) epiphany (วันเทศกาลฉลองการเสด็จมาของพระเยซู)

     (e) prodigy (อัจฉริยบุคคล, ผู้มีความสามารถพิเศษ, สิ่งมหัศจรรย์, สิ่งแปลกประหลาด-ผิดปกติ, สิ่งที่ใหญ่โตมโหฬาร)

3.  Coach Wilson has _________ decided that we’ll switch to the West Coast offense next season because he thinks we’ll have the speed to make it work. (ผู้ฝึกสอน คือ วิลสันได้ ตัดสินใจ __________ว่าพวกเราจะย้ายไปเป็นฝ่ายรุก (บุกโจมตี) ของทีมเวสต์โคสท์ในฤดูกาลแข่งขันหน้า  เพราะเขาคิดว่าเรามีความรวดเร็ว (พอ) ที่จะทำได้สำเร็จ)

     (a) provisionally (อย่างชั่วคราว, อย่างมีเงื่อนไข)

     (b) quintessentially (อย่างเป็นแก่นสารหรือสาระ)

     (c)  cynically (อย่างดูถูกเหยียดหยามหรือเยาะเย้ยถากถาง)

     (d) nebulously (อย่างไม่ชัดหรือคลุมเครือ, อย่างยุ่งเหยิง)

     (e)  conspicuously (อย่างชัดแจ้ง, อย่างเห็นได้โทนโท่)

4.  Did you take my advice and get yourself a _________ dictionary? (คุณทำตามคำแนะนำของผมและหา (ซื้อ) พจนานุกรม ___________ ให้กับตัวเองหรือเปล่า)

     (a)  depleted (ซึ่งถูกใช้หมดไปหรือเหลือน้อยเต็มที)

     (b) dilapidated (ปรักหักพัง, ชำรุดทรุดโทรม, เน่าเปื่อย)

     (c)  mammoth (ใหญ่โตมโหฬาร, ซึ่งมีปริมาณมาก)

     (d) subjective (เป็นเรื่องอัตวิสัยหรือส่วนตัว, ถือเอาความคิดของตัวเองมากกว่ายึดตามหลักเหตุผล)

     (e)  hackneyed (ธรรมดาๆ, เก่าเนื่องจากถูกใช้, ถูกทำให้เป็นรถเช่า)

5.  My Freshman English instructor told the class that since we make the same errors on every assignment, he might as well make a tape of his _________ of complaints about our writing to play for us. (ครูสอนภาษาอังกฤษตอนปีหนึ่ง ของผมบอกกับนักเรียนในชั้นว่า  เพราะว่าพวกเราทำผิดเดิมๆกับทุกงานที่ได้รับมอบหมาย (การบ้าน)  ครูก็เช่นเดียวกันอาจจะทำ (อัด) เทปบันทึกเสียงของ __________ ของการพร่ำบ่น-ต่อว่าต่อขานของตน (ครู) เกี่ยวกับการเขียน (การบ้าน) ของเรา (นักเรียน)  เพื่อจะได้เปิดเทปนี้ให้เราฟัง – คือครูพูดประชดนักเรียนที่ชอบทำการบ้านผิดซ้ำซากในแบบเดิมๆ  ครูเลยบอกนักเรียนพวกนี้ว่า  ครูจะอัดเทปเสียงด่านักเรียนเกี่ยวกับการเขียนแบบผิดๆของพวกเขา  และจะเปิดเทปเสียงว่ากล่าวให้นักเรียนฟัง เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาด่านักเรียนซ้ำๆให้เหนื่อย)

     (a)   oxymoron (การใช้ภาษาหรือสำนวนที่มีข้อความขัดกัน เช่น “ความกรุณาที่โหดร้าย)

     (b)  ennui (ความน่าเบื่อและไม่พอใจ, ความเบื่อหน่ายต่อชีวิต)

     (c)  reverie (ความเพ้อฝัน, การฝันกลางวัน, จินตนาการ, การปล่อยความคิดตามอารมณ์)

     (d) modicum (ปริมาณเล็กน้อย, ความพอควร)

     (e)  litany (การสาธยายซ้ำๆ, การท่องซ้ำๆ, การสวดมนต์)

6.  The economies of many developing countries are being _________ because of talented people leaving to work in the rich countries. (เศรษฐกิจ – หรือการประหยัด – ของประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากกำลังถูก ____________  เพราะว่าคนที่มีความสามารถพิเศษ – หรือมีพรสวรรค์ – เดินทางไปทำงานในประเทศที่ร่ำรวย)

     (a)  imbued (กระตุ้นจิต, ทำให้ซาบซึ้ง, ทำให้ดื่มด่ำ, ทำให้เปียกชุ่ม)

     (b) ameliorated (ทำให้ดีขึ้น, ดีขึ้น)

     (c)  estranged (ทำให้ห่างเหินหรือแปลกแยก, ทำให้เป็นศัตรู)

     (d) depleted (ทำให้ลดน้อยลงหรือหมดสิ้นไป)

    (e) debunked (กล่าวอ้างแบบผิดๆหรือเกินความจริง, ทำลายชื่อเสียง)

7. Some strategists believe that one of America’s aims is to _________ China’s political stability so it does not become a major competitor later in this century. (นักยุทธศาสตร์บางคนเชื่อว่า  หนึ่งในจุดหมายของอเมริกาคือการ __________ ความมั่นคงทางการเมืองของจีน  เพื่อที่ว่าจีนจะได้ไม่เป็นคู่แข่งสำคัญ (ของอเมริกา) ในภายหลังในศตวรรษนี้)

     (a)  divulge (เปิดเผย, ประกาศ)

     (b) ruminate (รำพึง, ครุ่นคิด, ตรึกตรอง, ทบทวน, เคี้ยวเอื้อง)

     (c)  construe (อธิบาย, ชี้แจง, ตีความ, แปล, วิเคราะห์)

    (d) undermine (ทำลายอย่างลับๆ, ทำให้อ่อนแอลง)

    (e)  paraphrase (ถอดความ, แปลความหมาย)

8. In philosophy class we learned that Karl Popper believed that a scientific theory can never be conclusively proven, only _________ accepted until it  is either disproved or a competing theory becomes more convincing. (ในชั้นเรียนวิชาปรัชญา  เราได้เรียนรู้ว่า  คาร์ล ป๊อปเป้อร์ เชื่อว่าทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยสามารถที่จะได้รับการพิสูจน์อย่างสามารถสรุปได้,  เพียงแต่ได้รับการยอมรับ _____________ เท่านั้น  จนกระทั่งมันได้รับการพิสูจน์หักล้าง (คือพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริง)  หรือทฤษฎีคู่แข่งน่าเชื่อถือมากกว่า  อย่างใดอย่างหนึ่ง)

     (a)  subjectively (อย่างอัตวิสัย, อย่างใช้ความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าเหตุผล, อย่างส่วนตัว)

     (b) tentatively (อย่างชั่วคราว, อย่างไม่แน่นอน, อย่างเป็นการทดลอง)

     (c)  candidly (อย่างเปิดเผย-ตรงไปตรงมา-เป็นธรรม-ปราศจากอคติ, อย่างซื่อตรง, ด้วยน้ำใสใจจริง)

     (d) serenely (อย่างสงบ-เงียบสงบ-ราบรื่น-ราบเรียบ-เยือกเย็น-ปลอดโปร่ง)

     (e)  inextricably (อย่างแก้ไม่ได้, อย่างหนีไม่รอด, อย่างเอาไม่ออก)

9. Sometimes in life it’s hard not to be a little bit _________, but I do believe that people are basically good. (บางครั้งในชีวิต  มันยากที่จะไม่ ____________(คนอื่น) บ้างนิดหน่อย  แต่ผมเชื่อจริงๆว่าคนเราโดยพื้นฐานแล้วดีๆกันทุกคน – ความหมาย คือ  แม้คนเราจะเห็นคนอื่นว่าเป็นคนดี  แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ยถากถางหรือดูหมิ่นเหยียดหยามคนเหล่านั้นเล็กๆน้อยๆในบางโอกาส)

     (a)  cerebral (ซึ่งช่ำชองหรือทันสมัยในทางปัญญา, เกี่ยวกับการใช้ปัญญาแทนสัญชาตญาณ)

     (b) intractable (ไม่เชื่อง, ดื้อ, หัวแข็ง, ว่ายาก, ที่ควบคุมยาก-รักษาได้ยาก)

     (c)  eminent (เด่น, มีชื่อเสียง)

     (d) ephemeral (ชั่วคราว, ไม่จีรังยั่งยืน, ไม่ถาวร, มีอายุสั้น)

     (e)  cynical (ดูหมิ่นเหยียดหยาม, เยาะเย้ยถากถาง)

10. In comparative religion class I read three particularly __________ essays : C.S. Lewis arguing brilliantly outlining the beliefs of Hinduism, and Bertrand Russell clearly stating the atheist position. (ในชั้นเรียนศาสนาเปรียบเทียบ  ผมได้อ่านเรียงความ ______________  เป็นพิเศษ ๓ เรื่อง ทั้งนี้  ซี เอส เลวิส  ให้เหตุผลอย่างฉลาดโดยการร่างภาพคร่าวๆความเชื่อในศาสนาฮินดู  และเบอร์ทรันด์  รัสเซลล์กล่าวอย่างชัดเจนถึงจุดยืนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริง)

     (a)  cognizant (ซึ่งมีวิจารณญาณ, ซึ่งรับรู้, ตระหนักถึง)

     (b) estranged (ห่างเหิน, เป็นศัตรู)

     (c)  cogent (น่าเชื่อในทางตรรกะ, ซึ่งโน้มน้าวจิตใจตามหลักเหตุและผล, ถูกจุด, ตรงประเด็น)

     (d) inconsequential (ไม่สำคัญอะไรมากมาย)

     (e)  alienated (รู้สึกเหินห่างหรือแยกตัวจากคนอื่น, รู้สึกบาดหมาง)

11. Some people believe that people living in modern society experience more anxiety than did people in earlier societies because they live in a world in  which they are ____________ from the traditional values and institutions that formerly gave life meaning. (บางคนเชื่อว่าผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในสังคมทันสมัยประสบ กับความวิตกกังวลมากกว่าผู้คนในสังคมยุคก่อนๆ  เนื่องจากพวกเขาอาศัยอยู่ในโลกซึ่งพวกเขา   จากค่านิยมและสถาบันที่เป็นจารีตประเพณี (แต่ดั้งเดิม)  ที่เมื่อก่อนนี้ให้ความหมายแก่ชีวิต – ซึ่งต่างกับค่านิยมปัจจุบันที่ไม่ให้ความหมายแก่ชีวิต คือไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่เพื่ออะไร)

     (a) alienated (รู้สึกเหินห่างหรือแยกตัวจากคนอื่น, รู้สึกบาดหมาง)

     (b) depleted (ซึ่งถูกใช้จนหมดไปหรือเหลืออยู่น้อยเต็มที)

     (c)  cajoled (ล่อลวง, หลอกลวง, ล่อใจ)

     (d) importuned (รบเร้า, รบเร้าไม่หยุด, เรียกร้อง, เรียกร้องไม่หยุด, คะยั้นคะยอ, รบกวน)

     (e)  repressed (ปราบปราม, ควบคุม, ระงับ, อดกลั้น, ข่มจิต, ข่มอารมณ์)

12. DNA tests are acceptable evidence in all 50 American states, but in 48 states prisoners who have been convicted do not have a legal right to them, even if  __________ evidence of their wrongful conviction is introduced. {การตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอเป็นพยานหลักฐานที่ได้รับการยอมรับในทั้งหมด ๕๐ รัฐของอเมริกาแต่ใน ๔๘ รัฐ  นักโทษซึ่งถูกตัดสินแล้วว่ามีความผิด  ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับการตรวจพิสูจน์ดังกล่าว  ถึงแม้ว่าพยานหลักฐาน ____________  ของการตัดสินลงโทษที่ไม่ถูกต้อง – หรือผิดและไม่ยุติธรรม – ได้ถูกยกขึ้นมา (เพื่อให้มีการรื้อฟื้นคดีใหม่)}

     (a)  subjective (เป็นเรื่องอัตวิสัย, เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคล, ยึดความคิดของตนเองเป็นหลักแทนที่จะใช้เหตุผล)

     (b) provisional (ชั่วคราว, ไม่ถาวร, เฉพาะกาล, มีเงื่อนไข)

     (c)  tentative (ซึ่งเป็นการทดลอง, ลองดูก่อน, ชั่วคราว, ยังไม่แน่นอน)

     (d) ambiguous (คลุมเครือ, กำกวม, มีหลายความหมาย, ยากที่จะเข้าใจ)

     (e)  compelling (ซึ่งเร้าความสนใจหรือความน่าเชื่อถืออย่างมาก, น่าเชื่อถือ, ซึ่งบีบบังคับ)

13. In contrast to psychoanalysis, behaviorism attaches no importance to ___________ reports of the mind, but rather relies solely on observable behavior. (ตรงกันข้ามกับการวิเคราะห์จิต  พฤติกรรมนิยมมิได้ให้ความสำคัญแก่รายงาน _____________ ของจิตใจ  แต่พึ่งพาอาศัยพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้แต่เพียงอย่างเดียวเสียมากกว่า)

     (a) subjective (ที่เป็นเรื่องอัตวิสัย, ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคล, ที่ยึดความคิดของตนเองเป็นหลักแทนที่จะใช้เหตุผล)

     (b) cynical (ชอบดูถูกเหยียดหยามหรือเยอะเย้ยถากถางคนอื่น)

     (c) lugubrious (โศกเศร้า, เสียใจ, ละห้อย)

     (d) cogent (น่าเชื่อ, ซึ่งโน้มน้าวจิตใจ, ถูกจุด, ตรงประเด็น)

     (e)  cerebral (ซึ่งช่ำชองหรือทันสมัยในทางปัญญา, เกี่ยวกับมันสมอง, เกี่ยวกับการใช้ปัญญาแทนที่จะเป็นสัญชาตญาณ)

14. Psychologists believe that though people in the modern world have more freedom to develop themselves than did people in the past, the price of this freedom is that they feel _________ from the deeper meaning of life and from their fellows. (นักจิตวิทยาเชื่อว่า  แม้ว่าผู้คนในโลกสมัยใหม่จะมีอิสรภาพที่จะพัฒนาตัวเองมากกว่าคนในสมัยอดีต  แต่ราคาของอิสรภาพนี้ก็คือว่า  พวกเขารู้สึก _____________ จากความหมายที่ลึกกว่ากันของชีวิตและจากเพื่อนๆของพวกเขา)

      (a)  dispassionate (ใจสงบ, ใจเย็น, ไร้กังวล, ไม่มีอคติ, เป็นกลาง)

      (b) enthralled (ติดใจ, หลงเสน่ห์, เป็นทาส)

      (c)  skewed (เบน, บ่ายเบน, เอียง, บิด, คด)

     (d) estranged (ห่างเหิน, เป็นศัตรู)

     (e)  animated (มีชีวิตชีวา, เคลื่อนไหวได้)

15. __________ astronomers argued that  if intelligent life exists outside the earth, it would probably make use of radio to alert other intelligent life forms of its existence, and that since science is a universal language, its message would probably refer to universal laws of nature. (นักดาราศาสตร์ ____________ ให้เหตุผลว่า  ถ้าสิ่งมีชีวิตที่เฉลียวฉลาด (มนุษย์ต่างดาว) มีอยู่นอกโลกพวกนี้บางทีคงจะใช้ประโยชน์จากวิทยุเพื่อเตือนรูปแบบชีวิตที่ฉลาดอื่นๆให้รู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา  และ (ให้เหตุผล) ว่า  เพราะว่าวิทยาศาสตร์เป็นภาษาสากล – หรือแห่งจักรวาล –  ข่าวสารของคนพวกนี้ (มนุษย์ต่างดาว) บางทีอาจจะหมายถึงกฎสากลของธรรมชาติ -  หมายความว่า คนเหล่านี้จะบอกกับมนุษย์โลกว่า กฎสากลของธรรมชาติมีอะไรบ้าง  ที่มนุษย์ทุกคนจะต้องประสบพบเจอ – เช่น กฎแห่งกรรม  หรือกฎอื่นๆ เป็นต้น)

     (a)  Estranged (ห่างเหิน, เป็นศัตรู)

     (b) Pedantic (ซึ่งชอบอวดความรู้, ซึ่งจู้จี้เรื่องกฎเกณฑ์มาก)

     (c)  Apostate (ผู้ที่ละทิ้งศาสนา-ความเชื่อ-หลักการ-พรรค และอื่นๆ)

     (d) Eminent (เด่น, มีชื่อเสียง)

     (e)  Lethargic (เฉื่อยชา, เซื่องซึม, ซึม, ง่วงเหงาหาวนอน, เมินเฉย, เฉยเมย, เกียจคร้าน)

หมวดข้อสอบ SAT (ตอนที่ 1)

Choose the best word to fill in the blank in each of the sentences below

1.  Getting a good grade in math is a/an ____________ task for me since math has always been my weakest subject. (การได้คะแนนดีในวิชาคณิตศาสตร์เป็นงานที่ _____________ สำหรับผม  เพราะว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่อ่อนที่สุดของผมมาตลอด)

    (a)  mundane (ธรรมดาสามัญ, เกี่ยวกับทางโลก)

    (b) deleterious (มีอันตราย)

    (c)  didactic (เกี่ยวกับการสั่งสอน, ซึ่งเป็นการสอน, ซึ่งชอบสอน)

    (d) daunting (น่ากลัว, น่าเกรงขาม, น่าหวาดหวั่น)

   (e)  explicit (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, แน่นอน, เปิดเผย)

2.  If you study hard and don’t do well on a test, you should not become ______________; keep working hard and you’ll probably do a lot better on a next one. (ถ้าคุณขยันเรียนและทำได้ไม่ดีตอนสอบ  คุณไม่ควรที่จะ ______________ จงขยันเรียนต่อไป  และคุณอาจจะทำได้ดีขึ้นมากในการสอบคราวต่อไป)

    (a)  eccentric (ผิดปกติ, ประหลาด, พิกล, วิตถาร)

    (b) pedestrian (ธรรมดาสามัญ, ขาดรสชาติ, จืดชืด)

    (c) morose (อารมณ์ไม่ดี, หน้าตาบูดบึ้ง)

    (d) gargantuan (ใหญ่โต, มหึมา, มีจำนวนมากมาย)

    (e) bizarre (แปลกประหลาด, ผิดปกติ, พิกล)

3.  Every student should have a ___________ who can give him or her advice on academic matters. (นักเรียนทุกคนควรมี ______________ ผู้ซึ่งสามารถให้คำแนะนำแก่เขาหรือเธอในเรื่องต่างๆทางด้านวิชาการ)

    (a)  lexicon (คำศัพท์เฉพาะ, พจนานุกรม)

    (b) charlatan (คนหลอกลวง-ล่อลวง, นักต้มตุ๋น, หมอเถื่อน)

    (c)  cognition (การรับรู้, กระบวนการรับรู้, ความรู้ความเข้าใจ)

    (d) denotation (ความหมายตรงๆของคำ, ความหมาย)

    (e) mentor (ผู้ให้คำปรึกษาที่เก่ง-ฉลาด)

4.  One thing I’ve learned in college is that what is ____________ to one person might be the most normal thing in the world to somebody else. (สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ในมหาวิทยาลัยคือ  สิ่งที่ ______________ สำหรับบุคคลหนึ่ง  อาจจะเป็นสิ่งที่ปกติธรรมดามากที่สุดในโลกกับคนอื่นๆ)

    (a)  pedestrian (ธรรมดาสามัญ, ขาดรสชาติ, จืดชืด)

    (b) mundane (ธรรมดาสามัญ, ซึ่งเกี่ยวกับทางโลก)

    (c)  bizarre (แปลกประหลาด, ผิดปกติ, พิกล)

    (d) sporadic (เป็นครั้งคราว, เป็นพักๆ, เป็นระยะ, กระจัดกระจาย)

    (e)  explicit (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, แน่นอน, เปิดเผย, ขวานผ่าซาก)

5.  I like food that is ____________ by preservatives or artificial coloring. (ผมชอบอาหารซึ่ง _____________ โดยสารกันบูดหรือการใส่สีเทียม)

    (a)  unadulterated (บริสุทธิ์, ไม่มีสิ่งเจือปนหรือปนเปื้อน)

    (b) ignominious (น่าอับอาย, น่าอัปยศ, เสื่อมเสียชื่อเสียง)

    (c)  tedious (น่าเบื่อ, น่ารำคาญ)

    (d) sporadic (เป็นครั้งคราว, เป็นพักๆ, เป็นระยะ, กระจัดกระจาย)

    (e)  deleterious (มีอันตราย, เป็นอันตราย)

6.  Alex doesn’t like to spend a lot of time thinking about ____________ things such as what he should wear or eat. (อเล็กซ์ไม่ชอบใช้เวลามากมายคิดถึงเกี่ยวกับเรื่อง ______________ เช่นว่า  เขาควรจะสวมใส่หรือกินอะไรดี)

    (a)  prodigious (ใหญ่โตมโหฬาร, มหึมา, พิเศษ)

    (b) didactic (เกี่ยวกับการสั่งสอน, เป็นการสั่งสอน, ซึ่งชอบสอน)

    (c)  bizarre (แปลกประหลาด, ผิดปกติ, พิกล)

    (d) arcane (ลึกลับ, ลี้ลับ, รู้กันแต่เฉพาะไม่กี่คน)

    (e)  mundane (ธรรมดาสามัญ, ซึ่งเกี่ยวกับทางโลก)

7.  One thing I really respect about the teachers here is that they will tolerate no ____________ when it comes to assignments; you have to be completely honest or you’re out. (สิ่งหนึ่งที่ผมเคารพจริงๆเกี่ยวกับครูที่นี่คือว่า  พวกเขาจะไม่อดทนต่อ _______________ เมื่อพูดถึงเรื่องการบ้าน (หรืองานที่ได้รับมอบหมาย)  - คุณจำเป็นต้องซื่อสัตย์สุจริตอย่างเต็มที่  หรือมิฉะนั้น  คุณก็ต้องออกไปจากโรงเรียน – คือไม่ยอมให้นักเรียนลอกการบ้านกัน  ถ้าลอกฯ และถูกจับได้  จะถูกไล่ออกจากโรงเรียน)

    (a)  ignominy (ความน่าอับอาย, ความอัปยศอดสู, ความเสื่อมเสียชื่อเสียง, ความน่ารังเกียจ)

    (b) aberrations (ความผิดปกติ, ความเบี่ยงเบนจากปกติ)

    (c)  cognition (การรับรู้, กระบวนการรับรู้, ความรู้ความเข้าใจ)

    (d) chicanery (เล่ห์กล, การทุจริต, การต้มตุ๋น, การใช้เล่ห์กลหลอกลวงต้มตุ๋น)

    (e)  sagas (นิยายวีรชน, นิยายเกี่ยวกับการผจญภัยและความกล้าหาญ, นิยายลำดับเหตุการณ์สมาชิกครอบครัวหรือวงศ์ตระกูล)

8.  The members of the astronomy club have been observing an object that they believe appears ____________ over a thousand-year period. (สมาชิกของสโมสรดาราศาสตร์กำลังสังเกตวัตถุชิ้นหนึ่งที่พวกเขาเชื่อว่าปรากฏขึ้น ____________ ในช่วงระยะเวลาหนึ่งพันปี)

    (a)  explicitly (อย่างชัดเจน, อย่างชัดแจ้ง, อย่างแน่นอน)

    (b) bizarrely (อย่างแปลกประหลาด, อย่างผิดปกติ)

    (c)  tediously (อย่างน่าเบื่อ, อย่างน่ารำคาญ)

    (d) sporadically (อย่างเป็นครั้งคราว, อย่างเป็นพักๆ, อย่างเป็นระยะ, อย่างกระจัดกระจาย-บางตา)

    (e) eccentrically (อย่างผิดปกติ, อย่างประหลาด, อย่างพิกล)

9. I was encouraged when I heard that you need to have only a ____________ of  3,000 words in order to understand 80 percent of what you read. (ผมได้รับกำลังใจเมื่อผมได้ยินว่า  คุณจำเป็นต้องมี ______________ เพียง ๓,๐๐๐ คำ  เพื่อที่จะเข้าใจ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่คุณอ่าน)

    (a)  denotation (ความหมายตรงๆของคำ, ความหมาย)

    (b) lexicon (คำศัพท์)

    (c)  cognition (การรับรู้, กระบวนการรับรู้, ความรู้ความเข้าใจ)

    (d) charlatan (คนหลอกลวง, นักต้มตุ๋น, หมอเถื่อน)

    (e)  mentor (ที่ปรึกษาที่เก่ง-ฉลาด)

10. Alex once tried to explain some of the ____________ mysteries of calculus  to me. (อเล็กซ์ครั้งหนึ่งพยายามที่จะอธิบายความลึกลับ-ความลี้ลับ (หรือสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้) _______________ ของวิชาแคลคูลัสให้กับผม)

    (a)  didactic (เกี่ยวกับการสั่งสอน, เป็นการสั่งสอน, ซึ่งชอบสอน)

    (b) deleterious (ที่มีอันตราย, ที่เป็นอันตราย)

    (c)  pedestrian (ธรรมดาสามัญ, ขาดรสชาติ, จืดชืด)

    (d) sporadic (เป็นครั้งคราว, เป็นพักๆ, เป็นระยะ, กระจัดกระจาย, บางตา)

   (e)  arcane (ที่รู้กันแต่เฉพาะไม่กี่คน, ที่ลึกลับ, ที่ลี้ลับ)

11. It was not basic research, nor even applied science, but applied technology that- through _____________ production of weapons and other materials – gave the United States and its allies victory in World War II over an enemy that was in many ways their superior militarily. (มันมิใช่การวิจัยพื้นฐาน  หรือมิใช่แม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ประยุกต์  แต่ว่าเป็นเทคโนโลยีประยุกต์ซึ่ง – โดยการผลิต ______________ ของอาวุธและวัสดุอื่นๆ – ให้ชัยชนะแก่สหรัฐฯ และพันธมิตรของสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่ ๒  เหนือศัตรู  ซึ่งในหลายๆประการมีความสามารถเหนือกว่า (สหรัฐฯ) ในทางทหาร)

     (a)  tedious (น่าเบื่อหน่าย, น่ารำคาญ)

     (b) explicit (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, เปิดเผย, แน่นอน)

     (c)  prodigious (มหึมา, มหาศาล)

     (d) steady (มั่นคง, สม่ำเสมอ, แน่วแน่)

     (e)  pedestrian (ธรรมดาสามัญ, ขาดรสชาติ, จืดชืด)

12. Remarkable advances in molecular biology have made it possible for doctors to diagnose certain genetic ___________ , such as Down’s syndrome, before a person is born. (ความก้าวหน้าเป็นพิเศษในด้านชีววิทยาโมเลกุล  ทำให้เป็นไปได้สำหรับแพทย์ที่จะวินิจฉัย _____________ ทางพันธุกรรมบางประการ - เช่น โรคดาวน์ซินโดรม – ก่อนที่คนเราจะเกิดมา)

     (a)  diagnoses (การวินิจฉัยโรค)

     (b) aberrations (ความผิดปกติ)

    (c)  mentors (ผู้ให้คำปรึกษาที่เก่ง-ฉลาด)

    (d) difficulties (ความยากลำบาก)

    (e)  denotations (ความหมายตรงๆของคำ, ความหมาย)

13. The ozone layer has made life possible on Earth by shielding it from the extremely ____________ effects of ultraviolet radiation from the sun. (ชั้นของโอโซนทำให้ชีวิตบนโลกเป็นไปได้  โดยการเป็นโล่กำบังโลกจากผลกระทบ  ______________ อย่างยิ่งยวดของการแผ่รังสีอุลตร้าไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์)

     (a) deleterious (ที่มีอันตราย, ที่เป็นอันตราย)

     (b) arcane (ที่ลึกลับ, ที่ลี้ลับ, ที่รู้กันแต่เฉพาะไม่กี่คน)

     (c)  mundane (ธรรมดาสามัญ, ธรรมดาโลก, ปกติ, ซึ่งเกี่ยวกับทางโลก)

     (d) disturbing (ซึ่งรบกวน, ซึ่งทำให้รำคาญ)

     (e)  complex (ซึ่งยุ่งยาก, ซึ่งสลับซับซ้อน)

14. The question of whether a work of literature should be ____________ or whether its function is to merely entertain is an important issue in literary  criticism. (คำถามที่ว่างานด้านวรรณกรรมควรที่จะ ______________ หรือไม่  หรือว่าหน้าที่ของมัน (งานด้านวรรณกรรม) คือเพียงแต่ให้ความบันเทิงเท่านั้น  เป็นประเด็นที่สำคัญในการวิพากษ์วิจารณ์ด้านวรรณกรรม)

     (a)  admirable (น่ายกย่อง, น่าชมเชย)

     (b) eccentric (ผิดปกติ, ประหลาด, พิกล)

     (c)  realistic (เป็นจริง, สมจริงเป็นจัง)

     (d) didactic (เป็นการสั่งสอน, เกี่ยวกับการสั่งสอน, ซึ่งชอบสอน)

     (e)  antagonistic (เป็นปรปักษ์, ไม่เป็นมิตร, ซึ่งต่อต้าน)

15. Even at speeds close to that of light, travel to a nearby star system, such as  Alpha Centauri, would take about four years – a/an ______________ undertaking. (แม้กระทั่งความเร็วที่ใกล้กับความเร็วของแสง  การเดินทาง (จากโลก) ไปยังระบบดาวที่อยู่ใกล้เคียง  เช่น อัลฟ่า เซ็นทอรี่  จะใช้เวลาประมาณ ๔ ปี – เป็นภารกิจที่ _______________ )

     (a)  didactic (เกี่ยวกับการสั่งสอน, เป็นการสั่งสอน, ซึ่งชอบสอน)

    (b) pioneering (ซึ่งบุกเบิก, ซึ่งทำเป็นเจ้าแรก)

    (c)  unadulterated (ซึ่งบริสุทธิ์, ซึ่งไม่มีอะไรเจือปน)

    (d) pedestrian (ธรรมดาสามัญ, ขาดรสชาติ, จืดชืด)

   (e)  daunting (น่าหวาดหวั่น, น่าเกรงขาม, น่ากลัว)

 

คำศัพท์ตอนที่ ๑

1.  mentor (เม้น-เทอะ หรือ เม้น-ทอร์) (n) – ที่ปรึกษาหรือผู้ให้คำแนะนำที่ชาญฉลาดและไว้ใจได้, ครูหรือผู้ฝึก

2.  mundane (มัน-เดน หรือ มั้น-เดน) (a) – ธรรมดาสามัญ, ซึ่งเกี่ยวกับทางโลก, ธรรมดาโลก, ปกติ

3.  bizarre (บิ-ซาร์) (a) – แปลกประหลาด, ผิดปกติ

4.  charlatan (ช้าร์-ละ-เทิ่น) (n) – คนหลอกลวง, คนล่อลวง, หมอเถื่อน, นักต้มตุ๋น

5.  discerning (ดิ-เซิ้ร์น-นิ่ง) (a) – เข้าใจ, รู้ดี, หยั่งรู้

6.  deleterious (เดล-ลิ-เที้ย-เรียส) (a) – มีอันตราย

7.  morose (โม-โรส) (a) – มีอารมณ์ไม่ดี, มีอารมณ์ขุ่นหมอง, หน้าตาบูดบึ้ง

8.  aberration (แอ็บ-เบอ-เร้-ชั่น) (n) – ความผิดปกติ, ความเบี่ยงเบนจากปกติ

9.  chicanery (ชิ-เค้-เนอ-รี่) (n) – เล่ห์, เล่ห์กล, การใช้เล่ห์หลอกลวงต้มตุ๋น, การทุจริต, การต้มตุ๋น

10. unadulterated (อัน-อะ-ดั๊ล-เทอ-เรท-ทิด) (a) – บริสุทธิ์, ไม่มีสิ่งเจือปนหรือปนเปื้อน

11. sporadic (สพอ-แร๊ด-ดิค) (a) – เป็นครั้งคราว, เป็นพักๆ, เป็นระยะ, กระจัดกระจาย, บางตา

12. cognition (ค๊อก-นิช-ชั่น) (n) – การรับรู้, กระบวนการรับรู้, ความรู้ความเข้าใจ, สิ่งที่รู้หรือเข้าใจ

13. tedious (ที้-เดียส) (a) – น่าเบื่อ, น่ารำคาญ

14. didactic (ได-แท้ค-ทิค) (a) – เกี่ยวกับการสั่งสอน, เป็นการสั่งสอน, ที่ชอบสอน

15. prodigious (โพร-ดิ๊จ-เจิส) (a) – ใหญ่โตมโหฬาร, มหึมา, มหาศาล, มหัศจรรย์

16. denotation (ดี-โน-เท้-ชั่น) (n) – ความหมายตรงๆของคำ, ความหมาย, เครื่องหมาย

17. lexicon (เล็ค-ซิ-ค่อน หรือ เคิ่น) (n) – คำศัพท์, พจนานุกรม

18. ignominy (อิ๊ก-นอม-มิน-นี่) (n) – ความน่าอับอาย, ความอัปยศอดสู, ความเสื่อมเสียชื่อเสียง, ความน่ารังเกียจ

19. ignominious (อิก-นอม-มิ้น-เนียส) (a) – น่าอับอาย, น่าอัปยศ, เสื่อมเสียชื่อเสียง

20. arcane (อ๊าร์-เคน) (a) – ที่ลึกลับ, ที่ลี้ลับ, ที่รู้กันแต่เฉพาะไม่กี่คน

21. gargantuan (การ์-แก๊น-ชวน) (a) – ใหญ่มาก, มหึมา, เป็นจำนวนมากมาย

22. eccentric (อิค-เซ้น-ทริค) (a) – ผิดปกติ, ประหลาด, พิกล, วิตถาร

23. pedestrian (พิ-เดส-เทรียน) (a) – ธรรมดาสามัญ, ขาดรสชาติ, จืดชืด, เกี่ยวกับการเดิน

24. daunting (ด๊อน-ทิ่ง) (a) – น่ากลัว, น่าเกรงขาม, น่าหวาดหวั่น

25. explicit (เอ็ค-พลิส-ซิท) (a) – ชัดเจน, ชัดแจ้ง, แน่นอน, เปิดเผย, ขวานผ่าซาก

26. saga (ซ้า-กะ) (n) – นิยายวีรชน, นิยายเกี่ยวกับการผจญภัยและความกล้าหาญ, นิยายลำดับเหตุการณ์สมาชิกครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลหรือกลุ่มของสังคม

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ SAT