หมวดข้อสอบ Error Detection

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 15)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. Hurricanes are (1) tropical storms in which winds attain (2) speeds above seventy-five miles (3) the hour and carry (4) heavy rains with them. 

  (พายุเฮอริเคนเป็นพายุในเขตร้อน  ซึ่งลมมีความเร็วสูงกว่า ๗๕ ไมล์ต่อชั่วโมง  และพาฝนที่ตกหนักไปพร้อมกับมัน)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น  “an hourดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-             (1) All the blood in the body (2) passes through the heart (3) atleast twice (4) the minute.

(เลือดทั้งหมดในร่างกายไหลผ่านหัวใจ  อย่างน้อยที่สุด ๒ ครั้ง ต่อ ๑ นาที)

ตอบ  –  ข้อ  (4)  แก้เป็น  “a minute” เนื่องจากต้องใช้  “a” และ“an”  นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่บอกถึง “ราคา”  “อัตราส่วน”  “น้ำหนัก”  “ความเร็ว”  และ  “เวลาเช่น     -   a pound a dozen  (โหลละ ๑ ปอนด์)

-        ten dollars a pair  (คู่ละ ๑๐ เหรียญ)

-         50 baht a kilo  (๕๐ บาทต่อ ๑ กิโล)

-         100 baht a yard  (๑๐๐ บาทต่อ ๑ หลา)

-         once a month  (เดือนละ ๑ ครั้ง)

-         twice a year  (ปีละ ๒ ครั้ง)

-         three times a year  (ปีละ ๓ ครั้ง)

-         ninety miles an hour  (๙๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)

2. (1) Some the large (2) paper-making machines can produce more than two million (3) pounds of paper in (4) a single day.

(เครื่องจักรผลิตกระดาษที่มีขนาดใหญ่บางชนิด  สามารถผลิตกระดาษได้มากกว่า ๒ ล้านปอนด์ในเวลา ๑ วัน)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “Some” หรือ “Some of the

3. Historically, no artists (1) have presented clearer or (2) the more complete (3) records of the development of human culture (4) than sculptors have.

   (ตามประวัติศาสตร์  ไม่มีศิลปินคนใดที่ได้เคยแสดงประวัติ (หรือบันทึก) เรื่องพัฒนาการของวัฒนธรรมของมนุษย์  ได้ชัดเจนหรือสมบูรณ์  มากไปกว่าที่ช่างแกะสลักหรือช่างปั้นรูปได้กระทำ)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “more”  โดยไม่ต้องมี “the” นำ  เนื่องจากมิได้เน้นเฉพาะเจาะจงว่าเป็นประวัติหรือบันทึกอันใดหรือของใคร  ทั้งนี้   อาจสังเกตได้อีกอย่างหนึ่งว่า  ไม่ต้องมี “the” อยู่หน้า “clearer” เช่นเดียวกัน

4. Historians (1) believe that some (2) forms of (3) an advertising must be as old (4) as barter and trade.

(นักประวัติศาสตร์เชื่อว่ารูปแบบบางอย่างของการโฆษณา  จะต้องเก่าแก่พอๆกันกับการแลกเปลี่ยนสินค้าและการค้า)

ตอบ  -  ข้อ   ๓   แก้เป็น  “advertising”  เนื่องจากเป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้ “An” นำหน้าได้

5. The (1) social studies, (2) broad speaking, (3) deal with man’s (4) relationship to other men. 

  (การศึกษาด้านสังคม  -  กล่าวอย่างกว้างๆ  -  เกี่ยวข้องกับความ สัมพันธ์ของบุคคลกับคนอื่นๆ)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “broadly speaking”  เนื่องจากขยายกริยา “speaking”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

6. Shorthand is a method (1) of recording words (2) rapid by using symbols or (3) letters (4) to represent sounds.  

(ชวเลขเป็นวิธีการบันทึกคำอย่างรวดเร็ว  โดยการใช้สัญญลักษณ์หรือตัวอักษรแทนเสียง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “rapidly” เนื่องจากขยายกริยา  “recording”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

7. The (1) adult gorilla (2) looks fierce, (3) and it is actually a shy, friendly animal that needs (4) companionship and attention.

(ลิงกอริลล่าที่โตเต็มที่แล้วมีท่าทางดุร้าย  แต่จริงๆแล้วมันเป็นสัตว์ขี้ตื่น (ขี้ตกใจ) และเป็นมิตร  ซึ่งต้องการมิตรภาพและความสนใจ-เอาใจใส่)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น  “but”   “however”  “nevertheless”  หรือnonetheless” (๓ คำหลัง หมายถึง “อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี”)  เนื่องจากข้อความขัดแย้งกัน  คือ  “มีท่าทางดุร้าย  แต่ขี้ตกใจและเป็นมิตร

8. Agriculture (1) is one of the world’s (2) mostly important occupations because (3) everyone depends upon plants (4) for food.

(การเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่สำคัญที่สุดของโลกอาชีพหนึ่ง  เพราะว่าทุกคนพึ่งพาอาศัยพืชเป็นอาหาร)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “most important”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดในรูป “One of the + คุณศัพท์ขั้นสูงสุด  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         He is one of the best employees in the company.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาพนักงานที่ดีทีสุดในบริษัท)

-         She is one of the most beautiful girls in the city.

(เธอเป็นหนึ่งในบรรดาเด็กหญิงที่สวยที่สุดในเมือง)

-         This car is one of the most expensive we have bought.

(รถคันนี้มีราคาแพงมากที่สุดคันหนึ่งที่เราได้ซื้อมา)

-         This road is one of the longest in town.

(ถนนสายนี้ยาวมากที่สุดสายหนึ่งในเมือง)

-         The university is one of the largest in the country.

(มหาวิทยาลัยนี้เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)

9.(1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.

   (ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี – ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซสเพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “No” เนื่องจาก “No” ใช้นำหน้าคำนาม (woman)   ส่วน  Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า  “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

        - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

       - No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

       - We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

       - She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

       - He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

       - They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

       - No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้  -  ใช้  “No” แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ “Man”  ในที่นี้ หมายถึง “บุคคล”)

       - No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  ๒ คน ที่คิดเหมือนกัน  - แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ - “Not” อาจจะใช้กับคำนามได้ โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่ “No + Noun” = ไม่มี  ดังตัวอย่าง

       - You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

       - No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

           นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้  “Not” กับ “Infinitive with to” และ Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

         - He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

      - You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

      - She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

      - They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

             ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ) “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking(ห้ามสูบบุหรี่)

               สำหรับตัวอย่างของ “No” และ “Not”  ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

        - No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

       - You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม  -  หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม)

        - He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

        - She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

        - The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

        - The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

        - He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

        - There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

        - Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

        - No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

        - Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

        - There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

        - There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

       - It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

       - There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

         - There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

         - There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

10. (1) According to entomologists, (2) pollinating insects are attracted to flowers by scent (3) also by (4) color.

(ตามที่นักกีฏวิทยา – ผู้ศึกษาเกี่ยวกับแมลง – กล่าวไว้  แมลงที่ช่วยผสมเกสรถูกดึงดูดไปสู่ดอกไม้  โดยกลิ่นและโดยสี)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “and”  สำหรับ  “Also”  (ด้วย, เช่นเดียวกัน) )  ใช้เมื่อกล่าวถึงสิ่งหนึ่งแล้ว  ต้องการจะกล่าวถึงสิ่งอื่นอีก   ดังในประโยคตัวอย่าง

         - Mr. Seri Suprathid is PWA Governor and also the secretary of its Board of Directors.

(นายเสรี  ศุภราทิตย์  เป็นผู้ว่า กปภ.  และเป็นเลขานุการบอร์ด กปภ. ด้วย)

        - They did not only give him food, they also provided him with transportation.

(พวกเขาไม่เพียงแต่ให้อาหารแก่ชายผู้นั้น  พวกเขายังช่วยเหลือเรื่องการเดินทางด้วย)

        - The pens are also available in blue and green.

(ปากกายังมีสีน้ำเงินและสีเขียวด้วย  -  นอกเหนือจากสีอื่นๆ)

        - I think it is also worth bearing in mind that he was under a lot of stress at the time.

(ผมคิดว่า  -  นอกเหนือจากเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้ว  -  มันควรค่าแก่การจดจำไว้ด้วยว่า   เขาอยู่ภายใต้ความเครียดอย่างมาก ณ เวลานั้น)  (จึงทำอะไรที่ไม่สมควรลงไป  และควรได้รับการให้อภัย  เป็นต้น)

       - Knowledge, which is in many ways our blessing, is also our curse.  (ความรู้,  ซึ่งในหลายๆทางเป็นการอวยพร  (หรือสิ่งที่ทำให้โชคดีหรือมีความสุข) ของเรา,  ยังเป็นคำสาปแช่ง (ความหายนะ) ของเราด้วย)  (หมายถึง  ความรู้ถ้าใช้ในทางที่ดีก็เกิดประโยชน์หรือเป็นคุณกับผู้ใช้  แต่ถ้าใช้ในทางที่ผิด  ก็อาจนำความหายนะมาสู่ผู้นั้น)

11. (1) Computers are used (2) extensively in (3) industry, research, (4) but education.

(คอมพิวเตอร์ถูกใช้อย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรม  การวิจัย  และการศึกษา)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “and”  เนื่องจากความหมายคล้อยตามกัน หรือ บอกข้อมูลเพิ่มเติม  ส่วน “But” ใช้บอกข้อความที่ขัดแย้งกัน เช่น

         - He is slow but sure.   (เขาทำอะไรช้า  แต่ด้วยความมั่นใจ)

         - She is beautiful but foolish.   (เธอสวยแต่โง่)

        - They are poor but healthy.   (พวกเขาจน  แต่มีสุขภาพดี)

12. (1) Since their high vitamin and low (2) calorie content, mushrooms are (3) included in certain (4) diets.

(เนื่องมาจากวิตามินที่สูงและปริมาณแคลอรี่ต่ำ  เห็ดจึงถูกรวม (ผสม) เข้าไว้ในอาหารบางอย่าง)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “Due to, Because of, Owing to, On account of  = เนื่องมาจาก   เนื่องจากคำเหล่านี้  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  ส่วน “Since, Because, As = เพราะว่า  ต้องตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

       - Due to the bad weather, we had to cancel our plan for a picnic.

(เนื่องมาจากอากาศที่เลวร้าย  เราจำเป็นต้องยกเลิกแผนการออกไปปิ๊กนิค)

     - Because the weather was bad, we had to cancel our plan for a picnic.  (เพราะว่าอากาศเลวร้าย  เราจำเป็นต้องยกเลิกแผนการออกไปปิ๊กนิค)

       - People’s spending is low because of an economic slowdown.

(การใช้จ่ายของประชาชนอยู่ในระดับต่ำ  เนื่องมาจากการชะงักงันทางเศรษฐกิจ)

       - Bill lost his job since he was very rude to his colleagues.

(บิลต้องตกงาน  เพราะว่าเขาหยาบคายกับเพื่อนร่วมงาน)

13. The (1) numberof movie tickets sold (2) seems to be more important to producers (3) as the quality of the film (4) shown.

(จำนวนตั๋วภาพยนตร์ที่จำหน่าย  ดูเหมือนว่ามีความสำคัญต่อผู้สร้างหนัง  มากกว่าคุณภาพของภาพยนตร์ที่นำออกแสดง)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “than” เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  (…..more………than)

14. In (1) time of mourning the Romans let their beards (2) grow, (3) where the Greeks cut their (4) beards

(ในช่วงเวลาของการไว้ทุกข์  ชาวโรมันจะปล่อยให้เคราของตนยาว   แต่ทว่า (ในทางตรงกันข้าม)  ชาวกรีกจะตัดเคราของตนทิ้ง)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น  “whereas”  หรือ  “but” ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         Wise men love truth; ______________ fools shun it.

(คนฉลาดรักความจริง ____________________ คนโง่หลีกเลี่ยงมัน)

(a) because   (เพราะว่า)

(b) whereas   (ในทางตรงกันข้าม, แต่ทว่า, อย่างไรก็ตาม)

(c) unless   (ถ้า.................ไม่)

(d) therefore   (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

15. (1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “as if หรือ  as though” เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  และต้องใช้ “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้ “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”  ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ  หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า “Past subjunctive”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            -  He spends his money _____________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _____________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)  (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ  –  ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “As though” หรือ “As if”  หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา “spends”)  จึงใช้  were” กับประธาน  “he”  ในประโยคย่อย  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ต้องเปลี่ยนเป็น  “had been” (……as though he had been a………..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

-        He acts as if he were a millionaire.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

-        He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-        The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-        He says as though he loved her.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

-        I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

16. Teeth are (1) made to cut, (2) tear or crush food (3) in that

(4) it can be swallowed.

(ฟันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตัด (หั่น)  ฉีก  หรือบดอาหาร  เพื่อที่ว่ามัน (อาหาร)  จะสามารถถูกกลืนลงไปได้)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น so that” หรือ “in order that(เพื่อที่ว่า)  ซึ่งจะตามด้วยผลลัพธ์จากการกระทำในประโยคใหญ่ (Main clause)  ที่อยู่ข้างหน้ามัน  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - He ran away so that (in order that) he would not be arrested.

(เขาวิ่งหนีไปเพื่อที่ว่าเขาจะได้ไม่ถูกจับ)

          - People work hard so that their country will prosper.

(ประชาชนขยันทำงานเพื่อที่ว่าประเทศของตนจะได้เจริญรุ่งเรือง)

          - We studied hard in order that we could pass the exam.

(เราขยันเรียนเพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถสอบผ่าน)

          - He bought a book so that his sister could read it.

(เขาซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง  เพื่อที่ว่าน้องสาวจะได้อ่านมัน)

17. Life insurance, (1) before available only (2) to young, healthy persons, (3) can now be obtained for old people and (4) even for pets.

(การประกันชีวิต   -   เมื่อก่อนนี้ทำได้แต่เฉพาะบุคคลหนุ่มสาวที่มีสุขภาพดี –  ในปัจจุบันสามารถทำได้โดยคนชรา  และแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “previously” หรือ “formerly” (เมื่อก่อนนี้, แต่ก่อนนี้, ในอดีต)  สำหรับ “Before” (ก่อน)  สามารถตามด้วยประโยค (Subject + Verb)  หรือ  “วลี”   หรือ “Gerund” (Verb + ing)   ก็ได้  ดังตัวอย่างข้างล่าง

            - Please lock the door before going out.

(โปรดล๊อคประตูก่อนออกไป)

          - It took place just before Christmas.

(มันเกิดขึ้นก่อนคริสต์มาสพอดี)

          - It is before 4 o’clock when they get back to their home from school.  (มันเป็นเวลาก่อน ๔ โมง  เมื่อพวกเขากลับมาถึงบ้านจากโรงเรียน)

          - Can I see you before you go, Jim?

(ผมขอพบคุณก่อนคุณไปได้ไหม  จิม)

          - She always arrives at the office before the manager and me.

(เธอมาถึงสำนักงานก่อนผู้จัดการและผมเสมอ)

          - Before World War I, the farmers used to use horses instead of tractors.  (ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๑  ชาวนาเคยใช้ม้าแทนที่จะเป็นรถแทร็คเตอร์)

          - It had rained the night before.

(ฝนได้ตกเมื่อคืนก่อนหน้านั้น  - หมายถึงคืนก่อนที่มีเหตุการณ์ที่เรากำลังพูดถึง หรือได้พูดถึงไปแล้ว)

          - She had never been drunk before in her life.

(เธอไม่เคยเมามายมาก่อนเลยในชีวิต  -  หมายถึงในขณะที่พูด หรือ ก่อนเหตุการณ์ที่ได้กล่าวถึง)

          - Have you ever been to London before?

(คุณเคยไปลอนดอนมาก่อนไหม)

          - You have to pay out 50 dollars in cash before they’ll give it to you.   (คุณจะต้องจ่ายเป็นเงินสด  จำนวน ๕๑ เหรียญ  ก่อนที่พวกเขาจะให้มันแก่คุณ)

         - Before he could get any further, the telephone rang.

(ก่อนที่เขาจะคิดอะไรออก – หรือทำอะไรต่อไป – เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น)

18. (1) Once born, the baleen whale (2) must surface immediately to breathe; (3) moreover (4) it may drown.

(ในทันทีที่เกิดมา  ปลาวาฬบาลีนจะต้องโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำโดยทันทีทันใดเพื่อหายใจ  มิฉะนั้น  มันอาจจะจมน้ำตาย)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “Otherwise” “Or”  หรือ  “Or else”  (มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น)  ต้องใช้  ๓  คำนี้  เนื่องจากเป็นการให้เลือกทำ กล่าวคือ  ถ้าทำเช่นนี้  ก็จะไม่เป็นอย่างนั้น  หรือ  ถ้าไม่ทำเช่นนั้น  ก็จะเป็นอย่างนี้

19. Juilliad School is (1) best known (2) for offering courses in performing (3) arts, music, and (4) dramatically.

(สำนัก “จุยอิลเลียด”  เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดว่าเสนอหลักสูตร (วิชาที่เปิดสอน)  ในการแสดงศิลปะ  ดนตรี  และการละคร)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “drama” (การละคร – เป็นคำนาม)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับคำนามอีก ๒ คำ  คือ  “arts”  และ “music” หรืออาจดูว่า  หลังกริยา performing” (แสดง)  ต้องตามด้วยกรรม  ซึ่งเป็นคำนาม

20. The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรํฐฯ  ราวๆ ปี ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “had been built” เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3) ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”   จะมีโครงสร้าง “Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “Past perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-       Cash awards were given to employees who ____________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง ___________________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered   (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (a) เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense” (had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (were givenในที่นี้อยู่ในรูป Passive voice”)  กล่าวคือ   มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น ๒ เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้  “Past perfect” (Subject + had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังและจบทีหลัง  ใช้  “Past simple(subject + V. 2)   ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน)  ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ............”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล หรือรางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง  เพื่อเป็นการตอบแทน จึงใช้  Past simple  ประโยคในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีคำ “Before”  “After” หรือ  “When”   ปรากฏอยู่ด้วย   ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้  ได้แก่

-         Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน ใช้  “Past perfect” การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(ออกจากบ้านเกิดก่อน ใช้ “Past perfect” บอกผมเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่นหลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้  “Past perfect” ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple” หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้ “Past perfect”)

21. The human (1) back has many (2) groups of muscles (3) that they perform different (4) tasks.

(หลังของมนุษย์มีกลุ่มของกล้ามเนื้อจำนวนมาก  ซึ่งทำงาน  (หน้าที่)  แตกต่างกันไป)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “that” หรือ “which”  เนื่องจากแทน “muscles” อยู่แล้ว  จึงไม่จำเป็นต้องมี  “they” อีก  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “that”  “which  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         This building, ________________ was built more than 100 years ago, is scheduled for demolition next month.

(อาคารนี้, _____________________ ถูกสร้างเกินกว่า ๑๐๐ ปีมาแล้ว,  ถูกกำหนดเวลาสำหรับการทำลายทิ้งในเดือนหน้า)

(a)  it

(b) that

(c)  was

(d) which

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย  หรืออนุประโยค  (Subordinate clause) คือ  “which was built more than 100 years ago”  และชี้เฉพาะเจาะจงด้วยว่าเป็น  “อาคารแห่งนี้”  สำหรับ   “That”   ใช้เป็นประธานของประโยคย่อยได้เช่นกัน  แต่ต้องไม่ชี้เฉพาะเจาะจง  เช่นในประโยค

-         The building that (หรือ which) is too old will be demolished.

(อาคารที่เก่าแก่เกินไปจะถูกรื้อทิ้ง)  ประโยคนี้ใช้ “that”  ขยาย “building”  ได้  เนื่องจากมิได้ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นอาคารหลังไหน   เพียงแต่บอกว่า “อาคารที่เก่าแก่เกินไป”  เท่านั้น   สำหรับตัวอย่างอนุประโยคแบบชี้เฉพาะ (ซึ่งต้องใช้ “which” นำหน้าเท่านั้น)  และไม่ชี้เฉพาะ  (ใช้ “that”  หรือ “which” นำหน้าก็ได้)  เช่น

-         Bangkok, which is the capital of Thailand, is a beautiful city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่สวยงาม)  –  ข้อนี้ต้องใช้  which ขยายเพียงอย่างเดียว   เนื่องจาก  “กรุงเทพฯ”  เป็นคำชี้เฉพาะ  มีอยู่เพียงเมืองเดียวในโลก

-         The city that (หรือ  which) is a capital should be clean.

(เมืองซึ่งเป็นเมืองหลวงควรจะสะอาด)   -  ข้อนี้จะใช้  that  หรือ which  ขยาย  ก็ได้ เนื่องจากเป็นเมืองทั่วๆไป มิได้เฉพาะเจาะจงเหมือนกรุงเทพฯ

22. (1) Between the many (2) contemporary painters, Andy Worhol (3) in many respects (4) is the most controversial.

(ในบรรดาจิตรกรร่วมสมัย  (ในยุคเดียวกัน) จำนวนมาก  แอนดี้ วอร์ฮอล  -  ในหลายแง่หลายมุม  -  เป็นผู้ที่ทำสิ่งต่างๆที่ผู้คนจำนวนมากไม่เห็นด้วยมากที่สุด – เมื่อเปรียบกับจิตรกรคนอื่นๆ)  (คือคิดนอกกรอบ  หรือ ทำอะไรที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ หรือความคิดความเชื่อของคนส่วนมาก  มากที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น “Among” เนื่องจากใช้กับ  “คน, สัตว์, สิ่งของ”  ที่มีจำนวนตั้งแต่  ๓ ขึ้นไป   สำหรับ “Between”  (ระหว่าง)   ใช้กับจำนวน ๒

23. Many pressures (1) affect exchange rates, (2) included interest and inflation rates, (3) trade balances, and world economic (4) growth.  

(แรงกดดันมากมายส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน  รวมถึง  อัตราดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ  ดุลการค้า  และการเจริญเติบโตของเศรฐกิจโลก)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “including”  จะใช้  “included”  ไม่ได้  เนื่องจากประโยคมีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ  “affect”  (มีผลกระทบ)

24. In the U.S.A., the (1) high cost of health insurance, (2) which has received so (3) many attention, has caused (4) changes in the way corporations do business.

(ในสหรัฐฯ  ค่าใช้จ่ายที่สูงของการประกันสุขภาพ  ซึ่งได้รับความสนใจ-เอาใจใส่อย่างมาก  ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการที่บริษัทดำเนินธุรกิจของตน)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “much”  เนื่องจาก “attention”  เป็นนามนับไม่ได้

25. (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “awkward” เนื่องจาก  “Seem + Adjective” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์ (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)   เหมือนในกรณีทั่วไป  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry (โกรธ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Seem + Adjective” เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object) แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น   มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

     - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

     - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

     - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

     - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

                     (อธิบายเพิ่มเติม)   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก “Linking verb ได้แก่   be (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ), become, seem (ดูเหมือนว่า), appear (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look  (มีท่าทาง), smell  (มีกลิ่น), sound, taste  (มีรสชาติ), turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)  เสมอ เช่น

-        Tom became rich.  (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.  (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.  (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.  (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm.  (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.  (ซุปมีรสหวาน)

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 14)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. (1) Group decision can be (2) done (3) either consciously or (4) unconsciously. 

(การตัดสินใจแบบกลุ่ม  สามารถทำได้  ไม่ในแบบมีสติ (มีจิตสำนึก)  ก็ในแบบไร้สติ (ไร้จิตสำนึก)  –  คืออย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง)

ตอบ  -   ข้อ ๒  แก้เป็น  “madeดูคำอธิบายการใช้ “Do” และ  “Make”จากข้างล่าง

สำหรับวลีที่ใช้ “Do” และ “Make”  ได้แก่

Do

        - do one’s best (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)

        - do one’s duty  (ทำหน้าที่ของตน)

        - do good  (ทำดี)

        - do bad  (ทำชั่ว)

        - do harm  (ทำอันตราย)

        - do someone a favor  (ช่วยเหลือคนอื่น)

        - do someone good  (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

        - do the right (wrong) thing  (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

        - do duty  (ทำหน้าที่)

        - do work  (ทำงาน)

        - do things  (ทำสิ่งต่างๆ)

      - do a lot of reading  (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

      - do your teeth  (แปรงฟันของคุณ)

      - do the flowers  (จัดดอกไม้)

      - do the cleaning  (ทำความสะอาด)

      - do the washing up  (ซักผ้า-ล้างจาน)

      - do the cooking  (ปรุงอาหาร)

      - do nothing  (ไม่ทำอะไร)

      - do something about a problem  (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

    - do something about immigration  (แก้ปัญหาการอพยพ)

      - do all we can  (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

      - There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

      - That hat does nothing for you.  (หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

      - I wonder what his father does.  (ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

      - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

      - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

      - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

      - do a subject  (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

       -   He can do 120 miles per hour in that car.

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

    - This pen will do.

(ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

     - Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

      - What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

      - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

      - What can I do for you?

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

      - How are you doing?  (คุณสบายดีหรือครับ)

      - How do you do(ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

     - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

      - Easier said than done.(พูดง่ายกว่าทำ  –  เป็นสุภาษิต)

    - make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้ – เงิน, สิ่งของ – เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

(I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)  (ผมมีเงินแค่ ๑๐๐ เดียว  มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

(He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)  (เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู  แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้ (ตอก) แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

       - dos and don’ts(สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

(There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

      - do homework (housework) (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

      - do crossword puzzles  (ทำปริศนาอักษรไขว้)

     - do the exercise  (ออกกำลัง)

     - do the bedroom  (จัดห้องนอน)

     - do away with  (กำจัด, ทำลาย)

       -  do the shopping  (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

        -  do business  (ทำธุรกิจ)

       - have something to do with  (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

       - have nothing to do with  (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

Make

-         make a mistake  (ทำผิด)

-         make a noise  (ทำเสียงดัง)

-         make a speech  (กล่าวสุนทรพจน์)

-         make a hole  (เจาะรู)

-         make beds  (สร้างเตียง)

-         make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)

-         be made of gold  (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)

-         be made from wheat  (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)

-         a car (which was) made in China  (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         a Japanese-made car  (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         make a choice  (เลือก)

-         make a discovery  (ค้นพบ)

-         make a statement  (พูด, กล่าว)

-         make a decision   (ตัดสินใจ)

-         make a suggestion  (แนะนำ)

-         make an announcement (ประกาศ)

-         make up  (กุเรื่อง, แต่งหน้า)

-         make up for  (ชดเชย)

-         make out  (เข้าใจ)

-         make you a good secretary  (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)

-         make a good doctor  (เป็นหมอที่ดี)

-         sixty minutes make an hour  (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)

-         two and two make four  (๒ บวก ๒ เป็น ๔)

-         make a fool of oneself  (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

2. (1) Even when exhausted, (2) an Olympic gymnast (3) continues to work out and (4) performing

(แม้กระทั่งเมื่อเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า  นักยิมนาสติกกีฬาโอลิมปิคยังคงฝึกซ้อมและแสดงต่อไป)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น “perform” เพื่อให้สมดุลกับ“work out”  คือ เหมือนมี To” อยู่ข้างหน้า แต่ละไว้ ไม่ต้องเขียนลงไป  เพราะมี “To” อยู่หน้า  “work out” แล้ว {continue to work out and (to) perform}

3. The jurisdiction of a (1) public government (2) extensive over all people (3) who live in a (4) certain area.

(ขอบเขตอำนาจ (หรืออำนาจในการควบคุม) ของรัฐบาลของประชาชน  ขยายไปยังประชาชนทุกคน  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “extends” เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  (The jurisdiction of ……………..people) โดยมี “The jurisdiction” เป็นประธานของประโยคใหญ่  และมี  “of a public government” เป็นส่วนขยายประธาน

4. In order (1) to adjust to their (2) surroundings, organisms must respond to such stimuli (3) to be light, (4) temperature, and pressure.

(เพื่อที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของตน  สิ่งมีชีวิตจะต้องตอบสนองต่อสิ่งเร้า  เช่น  แสง  อุณหภูมิ และความกดดัน)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “as” เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  “such…………as” หรือ such as”  (ดังเช่น, เช่น)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “คำคู่”  “such…………as” จากประโยคข้างล่าง

-            Household goods are ______________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ ___________________เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as  (สิ่งต่างๆเช่น)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากประธานประโยค  เป็นพหูพจน์  (Household goods) จึงต้องใช้ “things” เป็นรูปพหูพจน์ตามไปด้วย

                  ดูการใช้ “คำคู่” อื่นๆจากประโยคข้างล่าง

-      Both breakfast ___________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า __________________  อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but  (แต่)

(b) or  (หรือ)

(c) either  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and  (และ)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  เช่น  “both……and…..”(ทั้ง.......และ.....)  “either……or…..” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง)“neither……nor…..”(ไม่ทั้ง.......และ..........)  “not only…… but also……”  (ไม่เพียงแต่......... แต่...........ด้วย)   เช่น

-         Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) จะมางานเลี้ยงของผม)

-         Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย  – คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

-         Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ – คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

-         Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

5. (1) Even though body language is (2) repeatedly ignored or (3) misread, nonverbal communication is still (4) little complicated than verbal communication.

(ถึงแม้ว่าภาษาร่างกายจะถูกมองข้าม  หรือแปลความผิดอย่างซ้ำซาก  การสื่อสารแบบไม่ใช้คำพูด  ยังคงสลับซับซ้อนหรือยุ่งยากน้อยกว่าการสื่อสารแบบใช้คำพูด)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “less complicated” เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า จากประโยคข้างล่าง

          - It takes ______________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา ________________ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer  (ยาวนาน...................มากกว่า)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จาก  “than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป  “ขั้นกว่า”  เช่น  “bigger than”  “smaller than”  “older than”  “younger than”  “more expensive than” (แพงกว่า)  หรือ  “more spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น   แต่สำหรับในประโยคตัวอย่างข้างบน  มีข้อความมาคั่นระหว่าง  longer”  และ  “than”คือ“time to cross the Pacific Ocean

6. (1) As we understand (2) it, he appears to be (3) unreasonable anxious (4) about his final exam next week.

(ตามที่เราเข้าใจมัน  เขาปรากฏว่ามีความวิตกกังวลอย่างไม่มีเหตุผล  เกี่ยวกับการสอบไล่ในสัปดาห์หน้า)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น  “unreasonably” เนื่องจากขยายคำคุณศัพท์  (anxious)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

7. The committee decided (1) to cancel (2) its (3) law suit, to approve the contract, and (4) that it would adjourn the meeting.

(คณะกรรมการตัดสินใจที่จะยกเลิกการฟ้องร้องคดีความของตน  อนุมัติสัญญา  และเลื่อนการประชุมออกไป)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “to adjourn”  (เลื่อน..........ออกไป)   เพื่อให้สมดุลกับ (decided) to cancel………., to approve………., and to adjourn…….

8. We (1) did the job as (2) good as we (3) could; however, it did not (4) turn out to be satisfactory.

(เราทำงานดีเท่าที่เราสามารถทำได้  อย่างไรก็ตาม  มันมิได้ปรากฏออกมาว่าน่าพึงพอใจ  -  คือ ทำดีแล้ว  แต่ผลออกมายังไม่น่าพอใจ)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “well” เนื่องจากขยายกริยา  “did”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

9. If I (1) would have had more time, I (2) would have written a (3) much (4) more interesting and informative report.

(ถ้าผมมีเวลามากกว่าที่ผ่านมา  ผมคงจะได้เขียนรายงานที่น่าสนใจและให้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้นอย่างมากเลย)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น  “had had” เนื่องจากเป็นการสมมติ  หรือ “If clause แบบที่ ๓  (Past unreal) (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตการณ์ที่เกิดขึ้นตรงข้ามกับข้อความที่สมมติ   ทั้งนี้   ความหมายของข้อความในประโยคในข้อ ๙  คือ  “เพราะผมไม่มีเวลามาก  ผมเลยไม่ได้เขียนรายงานที่น่าสนใจและให้ข้อมูลข่าวสารมากยิ่งขึ้น   ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “If clause” แบบที่  ๓  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped  (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d) เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน   คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause”  แบบที่ ๓  ได้แก่

-   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –  ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”   ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”, ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Vช่อง3”  หรืออา  “If clause” ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clauseมาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ“Main clause”แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  คั่น  ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

-    If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว  –  แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-           If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว  –  แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-      If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-      She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ  –  แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)  จะเห็นว่าใน“If clause”มี  Had” 2ตัว  “Had”  ตัวหน้าแสดง“Past perfect tense”ส่วนHad”ตัวหลัง  มาจาก  “Have”ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง“Had”จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น“Verbช่องที่3”  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

-      I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย  –  แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-       If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-      If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)   -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป  -   ใน  “If clause”(ประโยคย่อย)  จะอยู่ในรูป“Past perfect” {Subject + had + (not) + V 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะอยู่ในรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V 3} จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

10. The term “gang” (1) refers to (2) an (3) organized informally (4) group of people.

  (คำว่า “แก๊ง”  หมายถึง  กลุ่มคนที่ถูกจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการ)

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น “informally organized”  เนื่องจากเป็นการเรียงคำที่ผิด

ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการเรียงคำจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He bought ________________.

(เขาซื้อ ___________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt  (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด”  (big, small)   ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน   ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ   จะเรียงกลับกัน   กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า   เช่น   “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”   สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

       ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-         I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

-         She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

-         Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-         She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

-         There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

-         These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

-         She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

-         We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

11. In the face of (1) financial (2) necessary, some people (3) earnestly turn (4) to writing.

 (เมื่อต้องเผชิญกับความจำเป็นทางการเงิน  คนบางคนหันไปหาการเขียน (คอลัมน์, บทความ, หนังสือ)  อย่างเอาจริงเอาจัง – หรือตั้งใจจริง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “necessity” เนื่องจากอยู่หลัง Preposition “of”  จึงต้องเป็นคำนาม  หรือจะดูว่ามีคำคุณศัพท์  “financial” มาขยายข้างหน้าก็ได้  จึงต้องเป็นคำนาม

12. (1) Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอีเล็คทรอนิคส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อีเล็คทรอนิคส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “mathematics” เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S” เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำประเภทเดียวกันนี้  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-   Physics _____________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกซ์ ____________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าว

ว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a)       are

(b)      have been

(c)      is  (ถูก)

(d)      will be

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่นeconomics (เศรษฐศาสตร์),  phonetics (วิชาการออกเสียง),  statics (สถิตศาสตร์),  dynamics (พลศาสตร์),  statistics (วิชาสถิติ),  psychics(จิตตศาสตร์),  aeronautics (วิชาการบิน),  astrophysics (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว),  aesthetics (วิชาว่าด้วยหลักความงาม),  mathematics(คณิตศาสตร์),  politics (การเมือง), รวมทั้ง  news (ข่าว),  mumps (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means (วิธี),  ashes (เถ้าถ่านศพ),  alms (ทาน),  billiards (กีฬาบิลเลียด),  cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น 

          - A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

        - Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

        - Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

        - Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

13. (1) The sun (2) has always been (3) a important guide (4) to direction

(ดวงอาทิตย์ได้เป็นผู้นำทาง –  มัคคุเทศก์  -  ที่สำคัญซึ่งบอกทิศทางให้โดยตลอดมา) 

ตอบ  -  ข้อ  ๓  แก้เป็น  “an important” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “A” และ An” จากประโยคข้างล่าง

          ตัวอย่างที่ ๑      

-    _______________ European gentleman is waiting for you in the hall.

(สุภาพบุรุษชาวยุโรป  ___________________กำลังรอพบคุณในห้องโถง)

(a) A   (คนหนึ่ง)

(b) An

(c) There is  (มี)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำเติม)

ตอบ  -  ข้อ  (a)

          ตัวอย่างที่ ๒

-       Thoreau admired (1) a honest farmer more than (2) a hypocritical scholar, who (3) would do anything (4) just to build up his fame.

(ธอโร่เลื่อมใส (หรือนับถือ) ชาวนาที่ซื่อสัตย์  มากกว่านักปราชญ์ที่เสแสร้ง-หลอกลวง 

ผู้ซึ่งจะทำอะไรก็ได้  เพียงเพื่อจะสร้างชื่อเสียงของตัวเอง)

ตอบ  –  ข้อ  (1)  แก้เป็น  “an honest”  เนื่องจาก  “honest” (ออ-เนสท์)   มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงสระ  “ออ”  จึงเสมือนกับคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ“U” เช่น  Ant, Egg, Idea, Orange, Uncleเป็นต้น   จึงต้องใช้  Article “An”  ขยาย   คำอื่นๆที่ใช้ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่

-         an honor (ออ-เน่อะ) – เกียรติ

-         an honorable (ออ-เนอะ-เร-เบิ้ล) person – บุคคลที่มีเกียรติ

-         an hour (อาวร์) – ชั่วโมง

-         an honest (ออ-เนส) man – คนที่ซื่อสัตย์

-         an heir (แอร์)  – ทายาท, ผู้สืบทอด, ผู้สืบมรดก

-         an heiress  (แอร์-ริส) – ทายาทหญิง

-         an unusual (อัน-ยูส-ชวล) name (ชื่อที่ไม่ธรรมดาหรือแปลก)

                 ในขณะเดียวกัน  คำนามเอกพจน์ที่แม้จะขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ   “U”  แต่มิได้ออกเสียงสระ  “ออ”  แต่ออกเสียงพยัญชนะ  เช่น “ยอ”  ก็จะต้องใช้ “A”  ขยายเช่น

-         a unit (ยู-นิท)  –  หน่วย

-         a union (ยู้-เนียน)  –  สหภาพ

-         a European  (ยู-โร้-เพียน)  –  ชาวยุโรป

-         a unanimous (ยู-แน้น-นิ-เมิส) decision  –  คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์

-         a usual (ยู้-ชวล) meeting –  การประชุมหรือพบปะตามปกติหรือเป็นประจำ

-         a university (ยู-นิ-เว้อ-ซิ-ที่)  –  มหาวิทยาลัย

-         a eunuch (ยู้-นัค)  –  ขันที

-         a euphemism (ยู้-เฟ-มิ-ซึ่ม) – การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่สละสลวยเพื่อมิให้คนฟังขัดหู

-         a euphonious (ยู-โฟ้-เนียส) song–เพลงไพเราะรื่นหู

-         a euphonium (ยู-โฟ้-เนี่ยม)  – แตรทองเหลืองขนาดใหญ่

-         a euphony (ยู้-โฟ-นี่)  –  ความไพเราะที่เกิดจากเสียงที่ไม่ขัดหู

-         a eulogy (ยู้-โล-จี้)  –  คำสรรเสริญ, การยกย่องสรรเสริญ

-         a euphoria (ยู-ฟ้อร์-เรีย)  –  ความรู้สึกสบาย, ความเคลิบเคลิ้มเป็นสุข

-         a Eurasian (ยู-เร้-เซียน)  – ผู้ที่มีเลือดชาวยุโรปผสมเอเชีย

-         a urinalysis (ยัว-ริ-แน้ล-ลิ-ซิส)  –  การตรวจปัสสาวะ

-         a urologist (ยัว-ร้อล-ละ-จิสท)  –  นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปัสสาวะ

-         a use(ยูซ)  –  การใช้, การใช้ประโยชน์, วิธีการใช้, ประโยชน์

-         a useful (ยูซ-ฟูล) tool –  เครื่องมือที่มีประโยชน์

-         a useless (ยูซ-ลิส) car  –  รถยนต์ที่ไม่มีประโยชน์หรือใช้การไม่ได้

-         a user (ยู้-เซ่อะ)  –  ผู้ใช้

-         a usurer (ยู้-เซอะ-เร่อะ)  –  ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก

-         a utensil (ยู-เท้น-เซิ่ล)  –  เครื่องใช้ในครัว, เครื่องใช้, เครื่องมือ

-         a utilitarian (ยู-ทิล-ลิ-แท้-เรี่ยน)  –  ผู้ยึดถือลัทธิผลประโยชน์เป็นสำคัญ

-         a utility (ยู-ทิ้ล-ลิ-ที่)  –  ประโยชน์, ผลประโยชน์, การบริการสาธารณะ เช่น รถเมล์, รถราง, รถไฟ, โทรศัพท์, ไฟฟ้า, ประปา

14. (1) Manufacturers use (2) both chemical or (3) mechanical methods to obtain (4) colorful house paints.

(ผู้ผลิตใช้วิธีการทางเคมีหรือเครื่องกลไกอย่างใดอย่างหนึ่ง  เพื่อให้ได้มาซึ่งสีทาบ้านที่เต็มไปด้วยสีสัน)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “either” เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่ “Either…….or   (..........หรือ.........อย่างใดอย่างหนึ่ง)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “คำคู่” ในข้อ  ๔  ของข้อสอบชุดนี้

15. The period (1) of a quarantine depends (2) to the amount of time necessary (3) for protection (4) against the spread of a particular disease.

  (ช่วงเวลาการกักตัว (คนหรือสัตว์ที่สนามบินหรือท่าเรือ  เพื่อป้องกันมิให้แพร่เชื้อโรค)  ขึ้นอยู่กับจำนวนเวลาที่จำเป็น   สำหรับการคุ้มครองป้องกันต่อการแพร่ขยายของโรคบางชนิด)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “on” (Depend on)  (ขึ้นอยู่กับ, พึ่งพาอาศัย)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “On” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         She went there _____________ business.

(เธอไปที่นั่น __________________ ธุรกิจ)

(a) by

(b) in

(c) on  (ด้วยเรื่อง, เพื่อ)

(d) through

ตอบ  -  ข้อ  (c)  สำหรับคำกริยาหรือวลีที่ต้องใช้กับ  Onเช่น  keep on (go on) (ดำเนินต่อไป), on holiday  (เพื่อไปพักผ่อน),, rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์),  on account of  (เนื่องมาจาก),  on a par with  (เสมอกันหรือคล้ายกัน – ในทางดีหรือเลวก็ได้)  เป็นต้น

16. (1) Artificial rubies and sapphires have the (2) same (3) hard and composition as the (4) real stones. 

(ทับทิมและแซฟไฟร์ซเทียม  มีความแข็งและองค์ประกอบที่เหมือนกันกับหิน – ทับทิมและแซฟไฟร์ซ – แท้)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น “hardness” (ความแข็ง) (เป็นคำนาม)  เนื่องจาก “The same” + Noun

17. Though the difference between (1) any two languages in the world may appear (2) to be great, they seem (3) function (4) equally well as means of communication. 

(แม้ว่าความแตกต่างระหว่างภาษา ๒ ภาษาใดๆในโลก  อาจจะดูเหมือนว่ามากมาย  มัน (๒ ภาษาดังกล่าว)  ดูเหมือนว่าทำหน้าที่ได้ดีเท่าๆกัน  ในฐานะวิธีการของการสื่อสาร)

ตอบ  -  ข้อ ๓  แก้เป็น “to function” เนื่องจาก  “Seem + to + Verb 1ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย “To + Verb” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

      ตัวอย่างที่ ๑

-         You can learn _____________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ ____________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation   (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce  (ที่จะออกเสียง หรือวิธีออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Learn + to + Verb 1

          ตัวอย่างที่ ๒

-    I’ll try _______________ my best.

(ผมจะพยายาม ___________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do (ทำ)

ตอบ  –  ข้อ  (d) “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา “Try” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยInfinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   “promise  (สัญญา),  offer (เสนอ),   want  (ต้องการ),   hope  (หวัง),   plan  (วางแผน),   hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ),   fail  (ล้มเหลว),   learn  (เรียนรู้),   expect  (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ),  dare  (กล้า),  claim  (อ้าง),   agree   (ตกลง),  demand  (เรียกร้อง),   wish  (ปรารถนา),   intend  (ตั้งใจ),  seem  (ดูเหมือนว่า),  resolve  (ตกลงใจ),  determine  (ตัดสินใจ),  decide  (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen  (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า),   ask (ขอร้อง),  beg (ขอร้อง),  choose (เลือก),  manage  (ประสบความสำเร็จ),   hurry  (เร่งรีบ),   tend  (มักจะชอบ),  arrange  (จัดแจง, เตรียมการ),   care  (สนใจ),  come  (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

18. The (1) quality and quantity of grasses (2) available to grazing animals may vary (3) considerable with the season (4) and the area.

(คุณภาพและปริมาณของหญ้าที่สามารถหามาได้สำหรับสัตว์กินหญ้า  อาจจะแตกต่างกันอย่างมากมาย  ตามฤดูกาลและพื้นที่)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น “considerably” เนื่องจากขยายกริยา “vary” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

19. (1) Hydraulic machines lift (2) heavily loads, exert large forces, (3) drive vehicles and machine tools, and control many (4) kinds of motion. 

(เครื่องจักรไฮดรอลิคยกของบรรทุกที่หนัก  ใช้แรงขนาดใหญ่  ขับเคลื่อนยวดยานและเครื่องมือจักรกล  และควบคุมการเคลื่อนไหวมากมายหลายอย่าง)

ตอบ  -  ข้อ ๒ แก้เป็น “heavy loads” เนื่องจากขยายคำนาม (loads)  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)

20. Ants have an (1) elaborate social structure, and (2) enjoying a longevity (3) far greater than that of (4) most insects.

(มดมีโครงสร้างทางสังคมที่ประณีต-ซับซ้อน  และได้รับความเพลิดเพลิน (หรือได้รับสิทธิ) จากการมีอายุยืนยาวกว่าอายุของแมลงส่วนมากอย่างมากมายทีเดียว – หมายถึง มีอายุยืนนานกว่ามากเมื่อเทียบกับแมลงชนิดอื่นๆ)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “enjoy” เนื่องจากเป็นกริยาตัวที่ ๒ ของประโยค  จึงต้องใช้ให้สมดุลกับกริยาตัวแรก  คือ “have

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 13)

1. If food (1) is used as a reward or punishment, a child (2) may develop (3) habits lead to (4) excessive consumption or an unbalanced diet.

(ถ้าอาหารถูกใช้เป็นรางวัลหรือการลงโทษ  เด็กอาจจะสร้าง (พัฒนา) นิสัยซึ่งนำไปสู่การบริโภคแบบมากเกิน  หรืออาหารที่ไม่สมดุล – คือขาดสารอาหารที่ร่างกายต้องการ)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น “habits leading”  เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย (ที่ซ้อนอยู่ในประโยคใหญ่) คือ “(habits) which (that) lead to……………diet”เพราะประโยคใหญ่ของประโยคที่มี “If clause”  นี้ (a child may…………… unbalanced diet) มีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ “may develop” ดังนั้น  จะมีกริยาแท้ซ้อนอีกตัวโดยไม่มีคำเชื่อมไม่ได้  ต้องทำให้เป็น Adjective phrase”  คือ  “Present participle” (Verb + ing) ขยายคำนาม “habits” แสดงความเป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)   คือ “นำไปสู่...............

2. Prices fall (1) in times of deflation, and this (2)results at a rise (3) in the demand for (4) goods and services.

(ราคา – สินค้า – ลดลงในช่วงเวลาของเงินฝืด  และสิ่งนี้ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของความต้องการสินค้าและบริการ)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “results inสำหรับวลีที่ต้องใช้กับ  preposition In”มีดังนี้“interested in”(สนใจใน), “qualified in”(มีคุณสมบัติในเรื่อง), weak in”(อ่อนในเรื่อง), “deficient in”(ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), proficient in”(ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”(ประสบความสำเร็จ), “disappointed in”(ผิดหวัง), “in a box”(ในกล่อง), “in a pocket”(ในกระเป๋า), “sit in an armchair”(นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed(ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”(ในมือของเธอ), “in each other’s arms”(ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area(ในพื้นที่), “in the garden”(ในสวน), “in the air”(ในอากาศ), “in the middle of the room”(ที่กลางห้อง), “in the direction of”(ในทิศทางของ), “in a restaurant”(ในภัตตาคาร), “in the bathroom”(ในห้อง น้ำ), in school”(ในโรงเรียน), “in hospital”(ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”(ในครัว),“in the shop window”(ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”(ในกระจก), “in a lake”(ในทะเลสาบ), “in black suit”(ในชุดดำ), in the water”(ในน้ำ), write in ink”(เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”(เขียนด้วยดินสอ)(แต่ใช้ write with a pencil” - เขียนด้วยดินสอ), in the first chapter”(ในบทที่ ๑), “in the film”(ในภาพยนตร์), “wait in the queue”(รออยู่ในแถว), “be in a play(ร่วมแสดงละคร), “in April”(ในเดือนเมษายน), “in 2016”(ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”(ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”(ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”(ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”(ในระหว่างนั้น), “in two months”(ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”(ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”(ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour(ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”(ใน ๒ นาที), “in ancient society(ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”(ในธรรมชาติ), “in these circumstances”(ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”(ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”(อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”(อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun(ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”(ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light”(ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”(ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”(ในความรัก-ตกหลุมรัก), in a state of shock”(อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits”(ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), in a temper”(ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”(เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cryout in pain”(ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise(เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”(ในความพยายามที่จะ),“in support of”  (เพื่อเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือแก่), in response to”(เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to your question”(เพื่อเป็นการตอบคำถามของคุณ), have confidence in”(มีความเชื่อมั่นใน), take interest in”(สนใจใน), a course in Chinese”(คอร์ส ภาษาจีน), an expert in”(ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”(หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”(ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”(ในวัยชราของเขา), a woman in her twenties” (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion(ในความเห็นของผม), “in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds” (รับคนงานเป็นร้อยๆ), “in my experience” (จากประสบการณ์ของผม), “inher own eyes” (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian” (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing” (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty” (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash” (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger” (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage” (ในขั้นตอนการวางแผน), 10 meters in length” (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two” (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”(มีขนาดเล็กลง), “join in (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success” (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), the pain in my feet  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg” (ถูกยิงที่ขา), “in fashion” (กำลังเป็นที่นิยม), result in his death” (ส่งผลให้เขาตาย), believe in” (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), in the first place” (ในประการแรก)  (แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)เป็นต้น

3. A function of governments (1) are to bring (2) order to society and promote the (3) public (4) welfare.

(หน้าที่ประการหนึ่งของรัฐบาลทั้งหลาย  คือ การนำมาซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม  และส่งเสริมสวัสดิภาพของประชาชน)

ตอบ  -  ข้อ ๑ แก้เป็น “is to bring”  เนื่องจากประธานของประโยค คือ “A function (of government)”  ซึ่งเป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเป็น “is

4. The purpose (1) of the United Nations, (2) broad speaking, (3) is to maintain peace and security and (4) to encourage respect for human rights. 

(วัตถุประสงค์ของสหประชาชาติ, พูดอย่างกว้างๆ, คือการรักษาสันติภาพและความมั่นคง  และการส่งเสริมการเคารพในสิทธิมนุษยชน)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น “broadly speaking” เนื่องจากขยายกริยา (speaking) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

5. (1)To save its life, an animal may ignore thirst and hunger (2) for atime, (3) or even hold its breath (4)when necessarily.

(เพื่อที่จะรักษาชีวิตของมัน  สัตว์อาจจะมองข้าม (ไม่สนใจ) ความกระหายและความหิวในช่วงเวลาหนึ่ง  หรือแม้กระทั่งกลั้นหายใจเมื่อจำเป็น)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น “when necessary” เนื่องมาจากลดรูปมาจาก “Adverb clause of time” (when it is necessary – เมื่อจำเป็น) ที่ขยายกริยา “hold its breath” (กลั้นหายใจ)

6. The process of (1) making iron remained (2) primitively (3) until 1832 (4) when the first high-quality crucible steel was made.

(กระบวนการทำเหล็กยังคงเป็นแบบโบราณ-ดั้งเดิม-ง่ายๆ  จนกระทั่งปี ๑๘๓๒  เมื่อเหล็กกล้าที่เป็น – หรือใช้ทำ – เบ้าหลอมที่มีคุณภาพสูงอันแรก (หมายถึงเหล็กดังกล่าวอันแรก) ได้ถูกผลิตขึ้นมา)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “primitive”  เนื่องจากหลังคำกริยา  “Remain” (ยังคง) ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์ (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เหมือนเมื่อตามหลังคำกริยาทั่วๆไป  (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำกริยาประเภทนี้  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง)

-         I saw the coach on the field after the game, and he seemed _________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry(โกรธ)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจาก “Seem + adjective” {หรืออาจตอบข้อ (a) แต่ต้องแก้เป็น “really angry” (โกรธอย่างแท้จริง)  ก็ได้} เพราะว่าหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้ (Look, Feel, Become, Grow, Get, Seem, Appear, Taste, Prove, Sound, Remain, Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม (Object) แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”หมายถึง “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่าLinking verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

     - She felt good after a long sleep.

       (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

     - He looked happy when his friends came to see him.

     (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

     - The milk in that glass tasted sour.

     (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

     - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

              (อธิบายเพิ่มเติม)  คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก“Linking verb ได้แก่Be (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get,  Grow,  Keep, Look  (มีท่าทาง), Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ), Turn  (กลายเป็น) จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ เช่น

-        Tom became rich.  (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.  (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.  (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting. (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm.  (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.  (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.  (ซุปมีรสหวาน)

7. The abacus is (1) a simple (2) calculating machine (3) that is used (4) to doing arithmetic.

 (ลูกคิดเป็นเครื่องคำนวณอย่างง่ายๆ  ซึ่งถูกใช้สำหรับการทำเลขคณิต  -  คือคำนวณตัวเลข)

ตอบ  -  ข้อ (4) แก้เป็น “for” เนื่องจาก “Is (are) used” หมายถึง “ถูกใช้ สามารถตามด้วย  ๒  รูปแบบ คือ “is used to + verb 1” (ถูกใช้ทำ)  “is used for + verb + ing” (ถูกใช้สำหรับการ............)  และ  “is used for + noun(ถูกใช้สำหรับการ.................)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          - This machine is used to sort out defective products from good ones.

(เครื่องจักรนี้ถูกใช้คัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ชำรุด – หรือมีตำหนิ – ออกจากผลิตภัณฑ์ที่ดี)

       - This big jar is used for containing rain water.

(ตุ่มใหญ่ใบนี้ถูกใช้สำหรับกักเก็บน้ำฝน)

       - The newly constructed railway system is used for mass transit.

(ระบบรถไฟที่กำลังสร้างใหม่ถูกใช้เพื่อขนส่งคนจำนวนมากๆ)

8. Marble has been (1) a preferred stone for (2) decorative work in buildings (3) from very earliest (4) ages.

(หินอ่อนได้เป็นหินที่ได้รับความนิยมมากกว่ากัน  สำหรับงานตกแต่งประดับประดาในตัวอาคาร  จากยุคเริ่มแรกสุดๆเลยทีเดียว)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น “from the” เนื่องจากการเปรียบเทียบ “ขั้นสูงสุด” (Superlative)  ต้องใช้ “The”   ขยาย  ห้ามใช้  “Very” เช่น  “He is the best student in the class.” ห้ามใช้  “She is very most beautiful woman in the village.” (เธอเป็นผู้หญิงสวยที่สุดในหมู่บ้าน)  แต่ใช้  “She is the most beautiful…………the village.”

9. The (1) last forty years of the nineteenth century (2) were marked by (3) rapidly multiplication (4) of railroad lines.

(๔๐ ปีสุดท้ายของศตวรรษที่ ๑๙  ถูกแสดงให้ปรากฏชัด  โดยการเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว  –  หรือเพิ่มขึ้นมากมาย  -  อย่างรวดเร็ว  ของเส้นทางรถไฟ)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น “rapid” เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (multiplication)  จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (Adjective)

10. Hearts (1) are found (2) in each but (3) the most primitive kinds of (4) animals.

(หัวใจถูกพบในสัตว์ทุก (ประเภท) และประเภทที่ดั้งเดิม-เริ่มแรกที่สุด – เช่น ไดโนเสาร์หรือสัตว์สมัยโบราณ)

ตอบ  -  แก้เป็น “in all and” (ในทุกประเภทและ  -  ประเภทที่.........)  เนื่องจาก  Each” ใช้ขยายคำนามเอกพจน์  แต่ในประโยคข้างบนใช้ “kinds” จึงต้องเปลี่ยน Each” เป็น “All” และเปลี่ยน “But” เป็น “And”  เพื่อให้ได้ใจความที่ดีและเป็นจริง  (ว่าสัตว์ยุคเริ่มแรกที่สุดก็มีหัวใจเช่นกัน)  หรือคำตอบอีกอย่างที่อาจเป็นได้ คือ แก้ข้อ ๒ เป็น “in all but  (ในสัตว์ทุกประเภทยกเว้น  -  สัตว์ยุคเริ่มแรกสุด)   ซึ่ง “But”  ในที่นี้  มีความหมายว่า “ยกเว้น”  (ข้อนี้  อาจเป็นไปได้ทั้ง ๒ คำตอบ ขึ้นอยู่กับความหมายของผู้ออกข้อสอบ)

11. The (1) actual quantity of folic acid (2) is required in the (3) daily diet is (4) not known.

(ปริมาณที่แท้จริงของกรดโฟลิค  ที่ถูกต้องการในอาหารประจำวัน  ไม่มีใครทราบ)

ตอบ  -  ข้อ ๒ แก้เป็น “required” เนื่องจากประโยคข้างต้นมีกริยาแท้อยู่แล้ว คือ  “is not known” จึงไม่สามารถมีกริยาแท้ (is required) ซ้อนขึ้นมาอีกตัวหนึ่ง  หรืออาจถือว่า  ลดรูปมาจากประโยคย่อย “(acid) which is required in the daily diet” คือตัด “which is” ทิ้งไป

12. (1) Some trees (2) have distinctive features (3) that identify (4) they at first glance.

(ต้นไม้บางต้นมีลักษณะเด่น-พิเศษ  ซึ่งระบุเอกลักษณ์ (หรือลักษณะเฉพาะตัว)  ของตัวมัน  เมื่อมองแบบผ่านๆในครั้งแรก)

ตอบ  -  ข้อ ๔ แก้เป็น “them” เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา “identify” (ระบุเอกลักษณ์)

13. In the United States, the (1) individual income tax is the (2) governmental largest (3) source of (4) revenue.

(ในสหรัฐฯ  ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล  เป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของรัฐบาล)

ตอบ  -  ข้อ ๒ แก้เป็น “government’s”  คือต้องแสดงความเป็นเจ้าของ (ของรัฐบาล)  เนื่องจาก  มี “largest”  มาขยายข้างหน้า “source”  จึงไม่สามารถใช้ governmental” ขยายเป็นตัวถัดไปได้

14. There is an (1) increasingly (2) amount of evidence that (3) more and more young people are taking an (4) active interest in politics.

(มีปริมาณหลักฐานเพิ่มมากขึ้นว่า  คนหนุ่มสาวจำนวนมากขึ้นมากขึ้น  กำลังมีความสนใจอย่างกระตือรือร้น  ในเรื่องการเมือง)

ตอบ  -  ข้อ ๑ แก้เป็น  “increasing” เนื่องจากขยายหน้าคำนาม “amount (ปริมาณ)  จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (Adjective) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

               สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”)  เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

15. The ability (1) to convert raw materials into (2) more valuable commodities is the (3) basis of an (4) industrious economy and the foundation for a high standard of living.

(ความสามารถที่จะเปลี่ยนวัตถุดิบ  ให้เป็นสินค้าที่มีค่ามากขึ้น  เป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรม  และเป็นรากฐานสำหรับมาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูง)

ตอบ  -  ข้อ ๔ แก้เป็น “industrial” (ด้านอุตสาหกรรม, เกี่ยวกับอุตสาหกรรม)  ส่วน “industrious” หมายถึง “ขยัน, อุตสาหะ, พากเพียร

16. The fact that some mushrooms are (1) perfectly safe for one person and not (2) for another (3) probably account for differences of opinion as to which species (4) are edible and which are not.

(ข้อเท็จจริงที่ว่า  เห็ดบางอย่างปลอดภัยโดยสมบูรณ์สำหรับบุคคลหนึ่ง  และไม่ปลอดภัยกับอีกบุคคลหนึ่ง  บางทีเป็นสาเหตุของความแตกต่างทางด้านความคิดเห็น  เกี่ยวกับว่า  เห็ดพันธุ์ใดสามารถกินได้  และพันธุ์ใดกินไม่ได้)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น “probably accounts” เนื่องจากประธานของประโยค คือ   The fact that ………………..for another” ซึ่งเป็น “Noun clause และถือเป็นเอกพจน์ (ข้อความรวมทั้งหมด)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมหน้าที่ของ  “Noun clause” (โดยเฉพาะ ข้อ ๕)  ดังนี้

                “Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.     เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

    - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

    - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

     - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

     - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

     - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

     - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

๒. เป็นกรรมของ “Verb” หรือประโยค เช่น

- I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

     - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

     - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

     - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

     - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

     - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

     - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

- She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

      - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

      - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

      - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective) ที่แสดงความรู้สึก (Sure, Confident, Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted, Delightful, Anxious, Worried, etc.) เช่น

- I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

      - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

      - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

      - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

๕. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน เช่น

             - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)     

                 (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”

ดังนั้น “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun

clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me

is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The

fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  (คือเป็นคนละส่วนกัน)  ดังนั้น  that (which) he told me”  จึงเป็น “Adjective clause”  มาขยาย  “The fact

             - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน  มิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)  (ข้อความที่

ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause”)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people.

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”)

หมายเหตุ  –  จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้ “that” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”) และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น “Adjective clause”  จะใช้ “that” หรือ “which”ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของประโยค  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

-     The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Adjective clause”  ขยาย “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ “Clause”

         -    The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Adjective

clause” ขยาย “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรง

ของ “Clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

17. (1) Some sea turtles, for example, the green turtle, (2) may take two decades or (3) lengthier (4) to achieve maturity.

(เต่าทะเลบางชนิด  ตัวอย่างเช่น  เต่าเขียว  อาจใช้เวลา ๒ ทศวรรษ  หรือ มากกว่านั้น  เพื่อจะเติบโตเต็มที่)

ตอบ  -  ข้อ ๓  แก้เป็น “longer” เนื่องจาก “lengthier”  มาจาก “lengthy หมายถึง “(คำพูด, ข้อเขียน) ยืดยาว, เป็นเวลานาน, ยาวกว่าปกติ”  คำนี้ไม่นิยมใช้แสดงการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree) แต่ใช้แบบทั่วไป (ไม่เปรียบเทียบ)  เช่น  “lengthy stay” (การพักที่ยาวนาน)  “lengthy process(กระบวนการที่ยืดยาว) “lengthy conversation” (การสนทนาที่ยืดเยื้อ)  lengthy document” (เอกสารที่ยาว – มีเนื้อหาหรือข้อความมาก)  “lengthy explanations” (คำอธิบายที่ยืดยาว) “lengthy creature” (สัตว์ที่ตัวยาวกว่าปกติ)

18. Magazines (1) provide (2) the wide variety of (3) information and (4) entertainment.

(วารสารให้ข้อมูลข่าวสาร  และความบันเทิงที่หลากหลาย)

ตอบ  -  ข้อ ๒ แก้เป็น “a wide” เนื่องจากมิได้แสดงการเน้น  หรือบ่งชี้ที่เฉพาะเจาะจงลงไป  จึงไม่ต้องใช้  Article “The

19. Sleep, rest and (1) relaxed are the (2) best remedies (3) for (4) many headaches.

(การนอนหลับ  การพักผ่อน  และการผ่อนคลาย  เป็นยาแก้ที่ดีที่สุด  สำหรับโรคปวดหัวหลายชนิด)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น “relaxation” (การผ่อนคลาย) เนื่องจากต้องให้สมดุลกับประธานของประโยค  ซึ่งเป็นคำนามอีก  ๒  ตัวข้างหน้า  คือ “Sleep” และ  “Rest

20. Nurses know that they (1) must to watch cardiac patients (b) continually because a single moment (3) could make the difference (4) between life and death.

(พยาบาลรู้ว่า  พวกเขาจะต้องเฝ้าดูผู้ป่วยโรคหัวใจอย่างต่อเนื่อง  เพราะว่าชั่วเวลาขณะหนึ่ง  สามารถทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างชีวิตและความตายได้)

ตอบ  -  ข้อ ๑ แก้เป็น “must watch” เนื่องจากกริยาที่ตามหลัง “Modal verb(will, would, shall, should, can, could, may, might, must)  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) เสมอ  ดูเพิ่มเติมตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-   He might get a discount if he pays for his ticket before next week.

(เขาอาจจะได้รับการลดราคา  ถ้าเขาจ่ายเงินค่าตั๋วก่อนสัปดาห์หน้า)

หมายเหตุ  -  เนื่องจากกริยาที่ตามหลังกริยาประเภท “Modal verb” (will, would, shall, should, can, could, may, might, must)   จะต้องอยู่ในรูป Infinitive without to” คือ  Verb ช่องที่ ๑ ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า เสมอ เช่น

-         You should get up early to catch the bus.

(คุณควรตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถ)

-         He may come to see me if he has time.

(เขาอาจจะมาพบผมถ้าเขามีเวลา)

-         They must finish their work before noon.

(พวกเขาจะต้องทำงานให้เสร็จก่อนเที่ยง)

-         We will go swimming if it does not rain this afternoon.

(เราจะไปว่ายน้ำ  ถ้าฝนไม่ตกบ่ายนี้)

21. (1) The mountains and canyons (2) of Utah are (3) excellent places for hunting and (4) to fish.

(ภูเขาและหุบเขาลึกของรัฐยูทาห์  เป็นสถานที่ดีเยี่ยมสำหรับการล่าสัตว์และตกปลา)

ตอบ  -  ข้อ ๔ แก้เป็น “fishing” เนื่องจากอยู่หลัง Preposition “for” จึงต้องเป็นรูป “Gerund” (Verb + ing)  เหมือนกับ  “huntingซึ่งในกรณีนี้  เราถือว่า

Gerund” (Verb + ing)  เป็นกรรมของบุรพบท  (Object of Preposition) เช่น

- He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

          - She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หายไป)

          - They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

          - We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

          - This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

22. Female bears (1) usually (2) give birth to two or three (3) cub (4) every two years.

(หมีตัวเมียโดยปกติแล้ว  ให้กำเนิดลูกหมี ๒ หรือ ๓ ตัว  ทุกๆ ๒ ปี)

ตอบ  -  ข้อ ๓ แก้เป็น “cubs” เนื่องจากหมายถึงลูกหมี ๒ หรือ ๓ ตัว  จึงต้องอยู่ในรูปพหูพจน์

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 12)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. Poor transportation (1) may be contributed to a famine (2) because of the difficulty (3) of shipping food to (4) where it is needed.

(การขนส่งที่ห่วยแตกอาจมีส่วนทำให้เกิดการขาดแคลนอาหาร  เนื่องจากความยากลำบากในการขนส่งอาหารไปยังที่ที่มันได้รับความต้องการ)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “may contribute” เนื่องจากหมายถึง “อาจก่อให้เกิด” สำหรับข้อนี้ไม่ต้องทำเป็นรูป “Passive voice

2. The (1) more fearsome of (2) all the animals (3) in the (d) Western Hemisphere is the grizzly bear.

(ที่น่ากลัวที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลายในซีกโลกตะวันตก  คือหมีสีน้ำตาล – ในทวีปอเมริกาเหนือ)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “most” เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสูงสุด” (Superlative degree) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         Ms. Cynthia is the most creative member of our advertising team.

(มิสซินเธียเป็นสมาชิกที่สร้างสรรค์ที่สุด  ของทีมโฆษณาของเรา)

หมายเหตุในประโยคข้างบนต้องใช้  “the most creative” เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (Superlative degree) โดยต้องเข้าใจว่า “ทีมโฆษณา” มีสมาชิกมากกว่า ๒ คน และการเปรียบ เทียบ “ขั้นสูงสุด” จะต้องใช้ Article “The  นำหน้าคำคุณศัพท์ที่แสดง “ขั้นสูงสุด” นั้นเช่น “the most beautiful”  “the most expensive”  “the biggest”  “the oldest”  เป็นต้น สำหรับการเปรียบเทียบโดยใช้ “ขั้นสูงสุด” มีหลักดังนี้  คือ

๑.  เติม “est” ที่ท้ายคำคุณศัพท์พยางค์สั้น และใส่ “the”  ข้างหน้าคุณศัพท์ขั้นสูงสุดนั้นด้วย  เช่น

      - Peter is the tallest boy in his classroom.

(ปีเตอร์เป็นเด็กผู้ชายที่สูงที่สุดในชั้น)

      - He is the oldest man in the village.

(เขาเป็นชายแก่ที่สุดในหมู่บ้าน)

      - Manchester United is the best team in the football league.

(แมนยูเป็นทีมที่ดีที่สุดในสโมสรฟุตบอล)

      - The Chao Phraya is the longest of all rivers in Thailand.

(แม่น้ำเจ้าพระยายาวที่สุดในบรรดาแม่น้ำทั้งหมดในประเทศไทย)

-         Jim is the youngest child in his family.

(จิมเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดในครอบครัวของเขา)

-         Maria is the wisest student in her class.

(มาเรียเป็นนักเรียนที่ฉลาดที่สุดในชั้นของเธอ)

๒.   เติม “the most”  หน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว (beautiful, expensive, careful, careless, important, necessary, durable, difficult, skillful, grateful, hopeful)  หรือกริยาวิเศษณ์ (adverb เช่น  quickly, slowly, intentionally, carefully, efficiently)  เพื่อให้เป็นการเปรียบเทียบขั้นสูงสุด เช่น

-         Taking care of his parents is the most important thing in his life.

(การดูแลพ่อแม่ของเขาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา)

-         Peking is the most populous city among the capitals you have mentioned.

(ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในบรรดาเมืองหลวงที่คุณพูดถึง)

-         They want to buy the most luxurious car from a foreign company.

(พวกเขาต้องการซื้อรถยนต์ที่หรูหราที่สุดจากบริษัทต่างประเทศแห่งหนึ่ง)

-         Geneva is said to be the most beautiful city in the world.

(เจนีวาถูกกล่าวว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลก)

-         Tom works the most efficiently in his company.

(ทอมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในบริษัท)

-         He drove his car the most carefully of all drivers in the town.

(เขาขับรถของเขาอย่างระมัดระวังมากที่สุดในบรรดานักขับรถทั้งหมดในเมือง)

-         Cheetahs run the most quickly of all land animals.

(เสือชีต้าร์วิ่งเร็วที่สุดในบรรดาสัตว์บกทั้งหมด)

๓.   ใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดกับคำนามก็ได้ เช่น

the most + นามพหูพจน์ หรือ นามนับไม่ได้

the fewest +  นามพหูพจน์

the least + นามนับไม่ได้

-         There were the fewest people coming to his party.

(มีคนมางานเลี้ยงของเขาน้อยที่สุด)

-         The school had the fewest students long time ago.

(โรงเรียนมีนักเรียนน้อยที่สุดเมื่อนานมาแล้ว)

-         She has the most friends in school.

(เธอมีเพื่อนมากที่สุดในโรงเรียน)

-         He has the most money in his family.

(เขามีเงินมากที่สุดในครอบครัว)

-         I have the least time for the job.

(ผมมีเวลาน้อยที่สุดสำหรับงานนี้)

-         She has the least money on her today.

(เธอมีเงินติดตัวมาน้อยที่สุดวันนี้)

๔.  ใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดในรูป “one of the + คุณศัพท์ขั้นสูงสุด เช่น

-         He is one of the best employees in the company.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาพนักงานที่ดีทีสุดในบริษัท)

-         She is one of the most beautiful girls in the city.

(เธอเป็นหนึ่งในบรรดาเด็กหญิงที่สวยที่สุดในเมือง)

-         This car is one of the most expensive we have bought.

(รถคันนี้มีราคาแพงมากที่สุดคันหนึ่งที่เราได้ซื้อมา)

-         This road is one of the longest in town.

(ถนนสายนี้ยาวมากที่สุดสายหนึ่งในเมือง)

-         The university is one of the largest in the country.

(มหาวิทยาลัยนี้เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)

 3. (1) Early dams (2) were built with (3) rocky, earth, (4) and wood.

(เขื่อนในยุคแรกๆ – สมัยก่อน – ถูกสร้างด้วยหิน  ดิน  และไม้)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “rock” เนื่องจากต้องให้สมดุลกับ “earth” และ “wood”  ซึ่งเป็นคำนามทั้งหมด  สำหรับ “rocky” เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “เต็มไปด้วยหิน

4. Male crickets (1) making (2) their familiar (3) chirping sound (4) by rubbing their legs together.

(จิ้งหรีดตัวผู้ทำเสียงร้องของแมลงที่เป็นที่คุ้นเคย (ของมนุษย์) ของพวกมัน  โดยการถูขาของพวกมันเข้าด้วยกัน)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น make” เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

5. Prehistoric peoples had (1) to find caves (2) to live (3) in them and (4) a regular supply of water.

(ผู้คนเชื้อชาติต่างๆจำเป็นต้องหาถ้ำเพื่ออยู่อาศัย – ในนั้น – และ (หา) แหล่งน้ำที่มีน้ำอย่างสม่ำเสมอ)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “in” โดยตัด “them” ทิ้งไป

6. Modern dance (1) is teached in the (2) same (3) kind (4) of studio as ballet.

(การเต้นรำสมัยใหม่ได้รับการสอน (ถูกสอน) ในสตูดิโอแบบเดียวกันกับระบำบัลเลต์)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น  “is taught” เนื่องจาก “taught” เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓ ของ  “teach” ทั้งนี้  กริยาต้องอยู่ในรูป“Passive voice” เพราะการเต้นรำ “ถูกสอน

7. (1) Manufacturers of consumer (2) goods often (3) change the styles of (4) them products.

(ผู้ผลิตสินค้าสำหรับผู้บริโภค  มักเปลี่ยนสไตล์ของผลิตภัณฑ์ของตนเองอยู่บ่อยๆ)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “their” เนื่องจากเป็น “Possessive adjective” ขยายหน้าคำนาม “products

8. When (1) inflation is rampant, many families find (2) it difficult to (3) maintaining the lifestyle to which they are (4) accustomed.

(เมื่อเงินเฟ้อมีอยู่ทั่วไป  หลายครอบครัวพบว่าเป็นการยากที่จะดำรงรักษารูปแบบการใช้ชีวิตที่พวกเขาคุ้นเคย)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “maintain” เนื่องจากหลัง “to”  ต้องตามด้วย  “Verb 1

9. The knife (1) is probably (2) the most useful (3) of all the simple tools ever (4) are devised.

(มีดบางทีมีประโยชน์มากที่สุดในบรรดาเครื่องมือง่ายๆทั้งหมด  ที่ได้เคยถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “devised” เนื่องจากประโยคนี้มีกริยาแท้อยู่แล้ว คือ “is” ดังนั้น  จะมีกริยาแท้ซ้อนอีกตัวไม่ได้  ถ้าไม่มีคำเชื่อม เช่น “And” ทั้งนี้ “devised” ลดรูปมาจากอนุประโยค (Adjective clause) “tools which (that) are ever devised

10. The (1) development of a calendar (2) which is (3) vital for the study (4) of chronology.

(การพัฒนา (สร้าง) ปฏิทิน  มีความสำคัญ (จะขาดเสียมิได้) สำหรับการศึกษาเรื่องการเรียงลำดับเหตุการณ์ตามช่วงเวลา)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “is” เนื่องจากเป็นกริยาแท้เพียงตัวเดียวของประโยค

11. The (1) bigger of (2) all nine (3) planets in the (4) solar system is Jupiter.

(ที่ใหญ่ที่สุดในบรรดาดาวเคราะห็ทั้งหมด ๙ ดวงในระบบสุริยะ  คือ ดาวพฤหัสฯ)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “biggest” เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสูงสุด” (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นสูงสุด” ใน ข้อ ๒ ของข้อสอบชุดนี้)

12. (1) In additions to providing lodgings (2) for strangers, the taverns of colonial America were also (3) meeting places and centers of social (4) life.

(นอกเหนือจากการให้ที่พักสำหรับคนแปลกหน้า – คนต่างถิ่น – แล้ว  โรงแรมเล็กๆ (โรงเตี๊ยมหรือร้านขายเหล้า) ในอเมริกาสมัยอาณานิคม (ของอังกฤษ) ยังเป็นสถานที่พบปะและศูนย์กลางของชีวิตทางสังคมอีกด้วย)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “In addition

13. (1) Consequently sharks are heavier than water, they (2) must swim (3) continuously or they will sink (4) to the bottom.

(เพราะว่า (เนื่องจาก) ปลาฉลามหนักกว่าน้ำ  พวกมันจะต้องว่ายน้ำอย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้น  มันจะจมลงสู่ก้นทะเล)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “Because” หรือ “Since” หรือ “As” (เพราะว่า, เนื่องจาก)  สำหรับ “Consequently”  หมายถึง  “ดังนั้น, เพราะฉะนั้น, ผลที่ตามมา คือ

14. The (1) desire to make a (2) profit motivates business executives (3) organizing and operate their firms (4) efficiently.

(ความปรารถนาที่จะทำกำไร  กระตุ้นให้ผู้บริหารธุรกิจจัดองค์กรและดำเนินการ (บริหาร) บริษัทของพวกตนอย่างมีประสิทธิภาพ)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “to organize” เนื่องจากหลังกริยา “Motivate” ตามด้วย “กรรม” และตามด้วย “Infinitive with to” (To + verb 1) ทั้งนี้ คำกริยาที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + verb ช่องที่  1ได้แก่  expect (คาดหวัง)  refuse (ปฏิเสธ)  promise   (สัญญา)  offer (เสนอ)  hope (หวัง)  want (ต้องการ)  plan (วางแผน)  dare (กล้า)  need  (ต้องการ, จำเป็น) fail (ล้มเหลว, ไม่สามารถ)  claim (อ้าง)  hesitate (รีรอ, ลังเลใจ)  demand  (เรียกร้อง, ต้องการ)  wish (ปรารถนา)  agree (ตกลง, เห็นพ้อง)  determine (มุ่งมั่น, ตั้งใจ)  intend (ตั้งใจ)  decide (ตัดสินใจ)  seem (ดูเหมือนว่า)  resolve (ตัดสินใจ)  pretend (แสร้งทำ)  tend (มักจะชอบ)  come (มา)  happen (บังเอิญ)  hurry (รีบเร่ง)  prove (พิสูจน์)  ask  (ร้องขอ)  care (เอาใจใส่, สนใจ)  choose (เลือก)  beg (ขอร้อง)  manage (สามารถ, จัดการ)  afford (มีฐานะพอ)  appear (ปรากฎว่า) arrange (จัดแจง, เตรียมการ)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        She promised to come(เธอสัญญาว่าจะมา)

-        He asked to go to the party.  (เขาขอร้องจะไปงานเลี้ยง)

-        They failed to pass the exam.  (พวกเขาไม่สามารถสอบผ่าน)

-        We expected to finish our work on time.  (เราคาดหวังว่าจะทำงานเสร็จทันเวลา)

-        He hopes to win the contest.  (เขาหวังจะชนะการแข่งขัน)

-        She offered to take care of my children when I was away.  (เธอเสนอที่จะดูแลลูกๆของผมเมื่อผมไม่อยู่)

-        They pretended to sleep when I came in.  (พวกเขาแสร้งทำเป็นหลับเมื่อผมมาถึง)

-        He managed to pay the rent before the end of the month.  (เขาสามารถจ่ายค่าเช่าก่อนสิ้นเดือน)

-        She afforded to buy a luxurious car.  (เธอมีเงินพอจะซื้อรถคันหรู)

-        We decided to go skiing last winter.  (เราตัดสินใจไปเล่นสกีฤดูหนาวปีที่แล้ว)

-        If you happen to pass by, please call me.  (ถ้าคุณบังเอิญผ่านมา(ที่เมืองนี้)  โปรดโทรฯมาหาผมด้วย)

-        He plans to study in the U.S.  (เขาวางแผนที่จะไปเรียนในอเมริกา)

-        She wanted to marry a wealthy man.  (เธอต้องการจะแต่งงานกับชายที่ร่ำรวย)

-        They refused to come to his party.  (พวกเขาปฏิเสธที่จะไปงานเลี้ยงของนายคนนั้น)

                นอกจากนั้น  กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคลหรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  Infinitive with to” (To + verb 1)  เสมอ  ได้แก่  cause,  force,  compel,  invite,  advise,  instruct, motivate, persuade,  allow,  permit,  encourage,  press,  warn,  order,  request,  tempt,  teach,  tell, obligeตัวอย่างประโยค เช่น

-        We ordered him to leave(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-        She forced her servant to finish the work by noon.  (เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-        They invited her to go to their party.  (พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-        The teacher instructed him to study hard.  (ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-        I told him to play outside.  (ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-        She taught him (how) to cook(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-        We encouraged her to fight against cancer.  (พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-        The flood caused the train to move slowly(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-        She requested him to buy her a new dress.  (เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-        The manager advised his staff to work harder.  (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 11)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. It was generally (1) agreed that the young lady had (2) great promise as an actress and (3) that she acted (4) as good as experienced professionals.

(มันได้รับการเห็นพ้องกันโดยทั่วไปว่า  สุภาพสตรีสาวคนนั้นมีอนาคตอย่างยิ่งในฐานะนักแสดง  และ (เห็นพ้อง) ว่าเธอแสดงได้ดีเท่าๆกันกับ (นักแสดง) มืออาชีพที่มีประสบการณ์)

ตอบข้อ ๔ แก้เป็น “as well as” เนื่องจากขยายกริยา “acted” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(adverb)

2. He (1) immediately felt (2) angrily about (3) Jim’s (4) success.

(เขารู้สึกโกรธเคืองในทันทีทันใด  เกี่ยวกับความสำเร็จของจิม)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น “angry” เนื่องจากหลังกริยา “felt” (กริยาช่องที่ ๒ และ ๓ ของ “feel”) ต้องอยู่ในรูปคุณศัพท์ (Adjective) มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb) เหมือนอยู่หลังกริยาโดยทั่วไป(ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  ใน หมวดข้อสอบ  Error Detection ตอนที่ ๑๐ ข้อ ๑๙)

3. We (1) need an (2) unusual gifted chemist (3) to solve this sensitive problem (4) without creating any hazards.(เราต้องการนักเคมีที่มีพรสวรรค์เป็นพิเศษ  เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาที่อ่อนไหวนี้)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น “unusually gifted” เนื่องจากขยายหน้าคำคุณศัพท์ (gifted = มีพรสวรรค์, มีความสามารถพิเศษ) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์

4. The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “whose”เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน) และนำหน้าอนุประโยค (whose purpose…………………..the needy) สำหรับข้อ ๔ ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”นำหน้าคำคุณศัพท์ (sick และ needy) หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”) และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ต้องใช้กับกริยา“are, were, have” เช่น “the poor”(คนจน)  “the rich” (คนรวย) “the wise”(คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”(คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ) “the young” (คนหนุ่มสาว) “the old”(คนแก่) นอกจากนั้น  “กริยา + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓ (Past participle) ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่งแต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “the dying” (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “the wounded”(คนเจ็บ)  “the injured”(คนเจ็บ) ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  และใช้กับกริยา “are, were, have”  เช่นกันดังตัวอย่างประโยค

       - The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       - The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       - In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         - The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         - The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         - The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “Whose”  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๓๕  และ ตอนที่ ๑๐ ข้อ ๒๘)

5. I (1) had spent months (2) to build my fiber-glass boat, and now that it was ready, I wanted (3) all my friends to come and see (4) it.

(ผมใช้เวลาหลายเดือนในการสร้างเรือไฟเบอร์กลาสของผม  และเพราะว่ามันพร้อมแล้ว  ผมจึงต้องการให้เพื่อนทุกคนของผมมาและดูมัน – เรือ)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น “building”  (ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “Verb + ing” (Gerund) ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๙ และ ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๙)

6. (1)The veterinarian (2) has examined several dogs, two of (3) those are believed (d) to be developing rabies.

(สัตวแพทย์ได้ตรวจสุนัขหลายตัว  ซึ่ง ๒ ตัวในจำนวนเหล่านั้นถูกเชื่อว่ากำลังพัฒนาเป็นโรคพิษสุนัขบ้า – โรคกลัวน้ำ)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “which”  (ดูเพิ่มเติมการใช้ “which” นำหน้าอนุประโยค  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ข้อ ๓๘)

7. Jessica (1) is only (2) an amateur, but she sings (3) sweeter (4) than most professionals.

(เจสซิกาเป็นเพียงนักร้องสมัครเล่น  แต่เธอร้องเพลงได้ไพเราะกว่า (นักร้อง) มืออาชีพส่วนใหญ่)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “more sweetly” เนื่องจากขยายคำกริยา “sings” จึงต้องอยู่ในรูปคำกริยาวิเศษณ์ (sweetly)(อย่างไพเราะ) และต้องนำหน้าด้วย “more” เนื่องจากถือเป็นคำพยางค์ยาว(ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree) ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๓)

8. Visits to Disneyland (1) is a delight to any child and (2) usually a (3) treat for (4) his parents as well.

(การไปเยือนดิสนีย์แลนด์เป็นความปลาบปลื้ม-ยินดีแก่เด็กๆ  และโดยปกติเป็นสิ่งที่ให้ความบันเทิงหรือพอใจสำหรับพ่อแม่ของเด็กเช่นเดียวกัน)

ตอบข้อ ๑ แก้เป็น “are” เนื่องจากประธานของประโยค คือ “Visits” ซึ่งอยู่ในรูปพหูพจน์

9. No other beverage comes even (1) close to rivaling coffee as the (2) widely most (3) drunk (4) refreshment in the world.

(ไม่มีเครื่องดื่มอื่นใด  ที่จะมาแม้กระทั่งใกล้เคียงกับการตีเสมอกับกาแฟ  ในฐานะเครื่องดื่มที่ถูกดื่มอย่างแพร่หลายที่สุดในโลก)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น “most widely” เนื่องจากเป็นการเรียงคำที่ไม่ถูกต้องทั้งนี้ most”  ต้องอยู่หน้ากริยาวิเศษณ์เสมอ เช่น  “most quickly”  “most carefully”  “most slowly” ฯลฯ

10. Health experts (1) say that a brief, (2) spirited walk is a good way for people to fight midday (3) fatigueand (4) restore his energy.

(ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกล่าวว่า  การเดินอย่างมีชีวิตชีวา-กระฉับกระเฉง  เป็นวิธีการที่ดีสำหรับผู้คน  ในการต่อสู้กับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเวลากลางวัน  และนำกำลังวังชาของพวกเขากลับคืนมา)

ตอบข้อ ๔ แก้เป็น “restore their” เนื่องจากแทน “people” ซึ่งเป็นคำนามพหูพจน์

11. (1) Historical, the (2) search for gold has been an important factor (3) in exploration, war, and the conquests of (4) many civilizations.

(ในทางประวัติศาสตร์  การค้นหาทองได้เป็นปัจจัยสำคัญในการสำรวจ  สงคราม  และการพิชิต (เอาชนะ) ของอารยธรรมต่างๆ จำนวนมาก)

ตอบข้อ ๑ แก้เป็น “Historically” เนื่องจากเป็นคำที่ขยายข้อความที่ตามมาทั้งหมดในประโยค  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

12. (1) As soon as I saw the smoke, (2) I called the fire department, but (3) they haven’t arrived (4) already.

(ในทันทีที่ผมเห็นควันไฟ  ผมโทรไปตามหน่วยดับเพลิง  แต่พวกเขายังมาไม่ถึงเลย)

ตอบข้อ ๔ แก้เป็น “yet” เนื่องจากประโยคที่นำด้วย “but” เป็นประโยคปฏิเสธ  สำหรับ “already”  ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม(ดูเพิ่มเติมการใช้ “Yet” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๗ ข้อ ๕)

13. Due to the (1) mountainous nature of the country, only about 7 (2) percent of the land (3) can be used for crop (4) rising.

(เนื่องจากลักษณะที่เต็มไปด้วยภูเขาของประเทศ  เพียงประมาณ ๗ เปอร์เซ็นต์ของพื้นดินเท่านั้น  สามารถใช้สำหรับการปลูกพืช)

ตอบข้อ ๔ แก้เป็น “raising” เนื่องจาก “raise = เพาะปลูก, เลี้ยงสัตว์, ยกขึ้น, ชูขึ้น, ยกระดับส่วน “rise =  เพิ่มขึ้น, (ดวงอาทิตย์, น้ำ) ขึ้น

14. (1) While (2) play is important at all levels of human development, it takes on (3) particularly significance (4) when children are five and six years old.

(ในขณะที่การเล่นมีความสำคัญ ณ ทุกระดับของการพัฒนาการของมนุษย์  มัน (การเล่น) มีความสำคัญเป็นพิเศษ  เมื่อเด็กๆ มีอายุ ๕ และ ๖ ปี)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “particular” เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (significance = ความสำคัญ) จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (Adjective)

15. With (1) adequate exposure to the sun, the risk of (2) all types of cancer can be (3) reduced by up to 30 (4) percents.

(ด้วยการถูก (สัมผัส) แสงอาทิตย์อย่างเพียงพอ  การเสี่ยงจากมะเร็งทุกชนิด  สามารถลดลงไปได้ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์)

ตอบข้อ ๔ แก้เป็น “percent” หรือ“per cent”  (คำนี้ไม่มีการเติม “s”)

16. The rhinoceros is (1) known as its (2) distinctive horns, which continue (3) to grow throughout the (4) animal’s lifetime.

(แรดเป็นที่รู้จักกันสำหรับ (หรือในเรื่อง) นอที่เด่นของมัน  ซึ่งยังคงเจริญเติบโตต่อไปตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ – คือแรด)

ตอบข้อ ๑ แก้เป็น “known for” หมายถึง “เป็นที่รู้จักกันในเรื่อง หรือสำหรับ”เช่น

- He is known for his kindness and generosity.

(เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องความกรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

     - Chiang Mai is known for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่เป็นที่รู้จักในเรื่องความเอื้อเฟื้อ-ต้อนรับแขกของผู้คนที่นั่น)

     - That judge is known for his fair verdict.

(ผู้พิพากษาคนนั้นเป็นที่รู้จักในเรื่องคำตัดสินที่เป็นธรรม)

     - The President was known for his sensible ant timely decision making.

(ท่านประธานาธิบดีเป็นที่รู้จักในเรื่องการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา)

สำหรับ  “known as” (เป็นที่รู้จักกันในฐานะ)ใช้ดังนี้ คือ

- He is known as a famous doctor.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะแพทย์ที่มีชื่อเสียง)

      - She was known asa dedicated teacher.

(เธอเป็นที่รู้จักในฐานะครูที่อุทิศตัว)

      - They are known as brave people who have sacrificed their lives for the country.

(พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนผู้กล้าหาญ  ผู้ซึ่งสละชีวิตตนเองเพื่อประเทศชาติ)

     - Jim is known as a man who keeps his words.

(จิมเป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลซึ่งรักษาคำพูด)

17. A conductor (1) uses signals and gestures to let the musicians (2) to know when (3) to play various part of a (4) composition.

(ผู้คุมวงใช้สัญญาณและอากัปกิริยาท่าทาง  เพื่อให้นักดนตรีรู้ว่า เมื่อใดจะเล่นส่วนต่างๆของบทประพันธ์เพลง)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น “know” เนื่องจากเป็นการใช้กริยาที่อยู่ในโครงสร้าง “let +  กรรม+ infinitive without to (V. 1)”(ดูเพิ่มติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย Infinitive without to (V. 1)” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๒๑)(และดูคำอธิบายคำตอบข้อ ๓ “when to play” ใน “หน้าที่ของ “Infinitive with to (To + V. 1) ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑๖)

18. (1) Share corporate stocks (2) with employees can be an effective way (3) to promote harmony, efficiency, and equitability (4) in the workplace.(การแบ่งปันหุ้นของบริษัทกับพนักงาน  สามารถเป็นวิธีที่มีประสิทธิผลในการส่งเสริมความปรองดอง  ประสิทธิภาพ  และความเท่าเทียมกัน  ในสถานที่ทำงาน)

ตอบข้อ ๑ แก้เป็น “Sharing” หรือ “To share”  เนื่องจากเป็นการใช้“Gerund” (Verb + ing)   หรือ “Infinitive with to” (To + verb) ขึ้นต้นประโยค  เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค(ดูรายละเอียด หน้าที่ของ“Gerund” (Verb + ing)ในหมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๑๙ ข้อ ๗ (แบบฝึกหัด “เลือกคำเติมประโยคให้สมบูรณ์”และดูหน้าที่ของ “Infinitive with to” (To + verb)ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑๖)

19. Numerous (1) changes in the format and (2) distribution of newspapers (3) made possible by technological (4) advances in the early 1800’s.(ความเปลี่ยนแปลงมากมายในรูปแบบและการกระจายของหนังสือพิมพ์  ถูกทำให้เป็นไปได้  โดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วงต้นศตวรรษ ๑๘๐๐)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “were made” (เป็นเหตุการณ์ในอดีต) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป Passive voice” เพราะ “ความเปลี่ยนแปลง (มากมาย)...................... ถูกทำให้เป็นไปได้ โดยความก้าวหน้า............

20. In (1) profiling a nation’s development, economists consider (2) population density, (3) industrial production, and economic (4) grow.

(ในการสร้าง – หรือบรรยาย – โครงร่างของการพัฒนาของประเทศหนึ่ง  นักเศรษฐศาสตร์จะพิจารณาถึง  ความหนาแน่นของประชากร  การผลิตด้านอุตสาหกรรม  และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ)

ตอบข้อ ๔ แก้เป็น “growth” (คำนาม)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา “consider” หรืออาจพิจารณาจากการต้องใช้คำให้สมดุล (Balance) คือ “นักเศรษฐศาสตร์จะพิจารณา............“density” (ของประชากร), “production” (ทางด้านอุตสาหกรรม) และ “growth” (ทางด้านเศรษฐกิจ) ซึ่งจะเห็นว่าต้องเป็นคำนามทั้ง ๓ คำ เมื่อเป็น “กรรม” ของกริยา

21. Switzerland is (1) a federal republic, (2) it is governed (3) by a president, a council (4) of seven ministers, and a legislature of two houses.(สวิสเซอร์แลนด์เป็นสหพันธรัฐ  ซึ่งถูกปกครองโดยประธานาธิบดี ๑ คน  สภาที่ประกอบด้วยรัฐมนตรี ๗ คน  และสภานิติบัญญัติ ๒ สภา)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น“which is” เนื่องจากเป็นส่วนที่นำหน้าอนุประโยคประเภท Adjective clause” ที่ขยายคำนาม “federal republic”  ซึ่งอนุประโยคดังกล่าวคือ “which is …………………..two houses”  ทั้งนี้ สามารถลดรูป Adjective clause” ดังกล่าวให้เหลือเป็นเพียงวลี (Adjective phrase) โดยตัด  which is” ทิ้งไป เหลือแต่ “governed by………………….” ก็ได้

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “which” นำหน้าอนุประโยคใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๓๘)

22. (1) Each man and woman (2) must sign (3) their full name (4) before entering the examination room.

(ผู้ชายและผู้หญิงทุกคนจะต้องลงชื่อเต็มของเขา/เธอ  ก่อนเข้าห้องสอบ)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น his or her หรือ his/her  เนื่องจากแทน “each man” และ  each woman” ซึ่งถือเป็นเอกพจน์ ตามลำดับ

23. I (1) have studied very hard for my finals this term (2) because unless I pass (3) all of them, (4) its the end of my scholarship.

(ผมเรียนหนักมากเพื่อการสอบไล่วิชาต่างๆเทอมนี้  เพราะว่าถ้าผมสอบไม่ผ่านทุกวิชา  มันจะเป็นจุดจบ (การสิ้นสุด) ทุนเล่าเรียนของผม – คือถูกตัดทุน)

ตอบข้อ ๔ แก้เป็น “it is”หรือ “it will be

24. (1) Had he (2) had tried harder, he (3) would have achieved (4) his goal. (ถ้าเขาได้พยายามมากขึ้น (เมื่อปีที่แล้ว) เขาก็คงจะได้บรรลุเป้าหมายของเขาแล้ว)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น “tried” เนื่องจากโครงสร้าง “Had he tried harder” แปลงมาจาก“If he had tried harder” ทั้งนี้ ประโยคข้างบนเป็น “If clause” แบบที่ ๓ (Past unreal) (ไม่เป็นจริงในอดีต) ที่เป็นการสมมติสิ่งที่มิได้เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เป็นการมาสมมติย้อนหลัง หลังจากเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  โดยเหตุการณ์จริงๆ คือ “เขามิได้พยายามมากขึ้น  เขาจึงไม่บรรลุเป้าหมาย”(ดูเพิ่มเติม “If clause” แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑ และ ตอนที่ ๑๗ ข้อ ๒ และดูการแปลงรูป  “If clause” ประเภทนี้ (If they had known the fact = Had they known the fact) ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๒๔ ข้อ ๗)

25. (1) During the examination, he (2) wondered if (3) their was (4) any answer to the problem.

(ในระหว่างการสอบ  เขาประหลาดใจว่า  มีคำตอบใดๆต่อปัญหานั้นหรือไม่)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “there” (มี) ส่วน  “their”หมายถึง “ของพวกเขา

26. (1) Saw from a distance, the oasis (2) appeared filled with (3) delicious water, dates, (4) and figs.

(ถูกมองเห็นจากระยะไกล  โอเอซิสปรากฏว่าเต็มไปด้วยน้ำที่มีรสกลมกล่อม  ผลอินทผลัม และผลมะเดื่อ)

ตอบข้อ ๑ แก้เป็น “Seen from a distance”เนื่องจาก “โอเอซิส ถูกมองเห็น” (เป็น Passive voice” จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓) (ดูเพิ่มเติมการใช้กริยาช่องที่ ๓(Past participle) และ “Verb + ing” (Present participle) ขึ้นต้นประโยค  แสดงว่าประธานของประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำ (ตามลำดับ) ใน หมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

27. A number of economists (1) who agree that a government can fight a period (2) of recession (3) by means of greater federal (4) spending.

(นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากเห็นพ้องว่า  รัฐบาล (ของประเทศ) หนึ่ง  สามารถต่อสู้กับช่วงเวลาของเศรษฐกิจถดถอย  โดยการใช้จ่ายเงินภาครัฐให้มากยิ่งขึ้น)

ตอบข้อ ๑ แก้เป็น “agree” เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่ (A number ………………..agree that) ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ “who” (ดูเพิ่มเติมการใช้  Who” นำหน้าอนุประโยค แบบ  “Adjective clause” ในหมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๓๕)

28. Because humans have (1) flexible hands, creative brains, and (2) the power of speech, (3) so they have come (4) to dominate their environment.

(เพราะว่ามนุษย์มีมือที่คล่องแคล่ว-ยืดหยุ่น  สมองที่สร้างสรรค์  และอำนาจในการพูด (หรือทางภาษา)  พวกเขาเลยมีอิทธิพลเหนือสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “they” เนื่องจากเมื่อใช้ “because” แล้ว  ไม่ต้องใช้ “so” ซ้ำอีก

28. The (1) function of the judge is to supervise the trial in order (2) to assure (3) their proper conduct and fair administration (4) of justice.

(หน้าที่ของผู้พิพากษา  คือการกำกับดูแลการไต่สวนคดี  เพื่อให้มั่นใจต่อการกระทำที่เหมาะสมของมัน (คือการไต่สวนคดี)  และการบริหารความยุติธรรมที่เป็นธรรม)

ตอบ – ข้อ ๓ แก้เป็น “its proper” เนื่องจากแทน “the trial” ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์

29. (1) Early autumn in some parts of the country is very pleasant, but (2) shortly (3) behind October the rain begins, (4) accompanied by sudden cold.

(ต้นฤดูใบไม้ร่วงในบางส่วนของประเทศนี้น่ารื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง  แต่ช่วงเวลาสั้นๆ หลังเดือนตุลาคม  ฝนจะเริ่มตก  ตามมาด้วยความหนาวเย็นทันทีทันใด)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “after” เนื่องจากใช้กับ “เวลา” (หลังเดือนตุลาคม)  ส่วน behind” ใช้กับสถานที่ หรือตำแหน่งแห่งที่ (Place, Location) เช่น “behind the building” (หลังอาคารหรือตึก)  “behind the bushes” (หลังพุ่มไม้) behind the trees” (หลังต้นไม้) “behind the cottage” (หลังกระท่อม) behind a cloud” (หลังก้อนเมฆ)  “behind his dark glasses” (ดวงตา – หลังแว่นตาสีดำของเขา) etc.

30. Both plants and animals are capable (1) of (2) reproduction; (3) each species produces offspring like (4) themselves.

(ทั้งพืชและสัตว์สามารถสืบพันธุ์-ขยายพันธุ์  แต่ละพันธุ์ (พืชหรือสัตว์) จะสร้างลูกหลานที่เหมือนกับตัวของมันเอง)

ตอบข้อ ๔ แก้เป็น “itself” เนื่องจาก “species” เป็นทั้งคำนามเอกพจน์และพหูพจน์ในคำเดียวกัน แต่เมื่อมี “each” มาขยายข้างหน้า  แสดงถึงความเป็นเอกพจน์ จึงต้องใช้  itself” ทั้งนี้  อาจสังเกตได้จาก กริยา “produces” ที่เติม “s” ซึ่งบ่งบอกว่า species”  ในที่นี้ใช้เป็นคำนามเอกพจน์

31. Many plants respond (1) to such (2) stimulus as light, moisture, heat, or pressure by movement of (3) their parts or by (4) chemical change.

(พืชจำนวนมากตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น แสง ความชื้น ความร้อน หรือ ความกดดัน โดยการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของมัน  หรือโดยการเปลี่ยนแปลงทางเคมี)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น “stimuli” เนื่องจากเป็นรูปพหูพจน์ของ “stimulus” (สิ่งเร้า) (ดูจากมีการยกตัวอย่างสิ่งเร้าหลายชนิด)

32. Encyclopedias may be (1) used to (2) answer question, to solve problems, and to obtain (3) information on a (4) particular topic.

(เอ็นไซโคลพีเดียส์อาจถูกใช้ตอบคำถาม  แก้ปัญหา  และรับข้อมูลในหัวข้อพิเศษ – หรือเฉพาะด้าน)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น “answer questions” เนื่องจาก “question” เป็นคำนามเอกพจน์นับได้  จะอยู่แบบลอยๆไม่ได้  ต้องนำหน้าด้วย “A” หรือ “The”  ไม่เช่นนั้นก็ต้องทำให้อยู่ในรูปพหูพจน์เหมือนในกรณีนี้  หรืออาจสังเกตจากการต้องทำให้สมดุลกับ solve problems” สำหรับ “obtain information” “information” เป็นคำนามนับไม่ได้ และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงไม่สามารถเติม “s” ข้างท้ายได้

33. (1) That club members who (2) have joined in the (3) last year have been asked to (4) contribute to the building fund.

(สมาชิกของสโมสรผู้ซึ่งเข้ามาร่วมในปีที่แล้ว  ได้รับการร้องขอให้บริจาคเข้ากองทุนการก่อสร้าง)

ตอบข้อ ๑ แก้เป็น “The” หรือ “Those” เนื่องจาก “club members” อยู่ในรูปพหูพจน์  ส่วน “that” ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์

34. (1) Some museums use volunteers from the community (2) which act as guides to show visitors (3) the displays of local (4) artists’ work.

(พิพิธภัณฑ์บางแห่งใช้อาสาสมัครจากชุมชน  ผู้ซึ่งทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์  นำแขกที่มาเยือนไปดูการแสดงผลงานของศิลปินท้องถิ่น)

ตอบข้อ ๒ แก้เป็น “who” เนื่องจากขยายคน  “volunteers” (อาสาสมัคร) (ดูเพิ่มเติมการใช้ “Who”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๓๕)

35. (1) Many arts experts (2) believe ancient Chinese art to be (3) superior than other art works (4) produced in the same period.

(ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะจำนวนมาก  เชื่อศิลปะจีนสมัยโบราณว่า  เหนือกว่าผลงานศิลปะอื่นๆ  ที่ถูกผลิต (สร้าง) ขึ้นมาในเวลาเดียวกัน)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “superior to”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์ (Adjective)  ๔ คำ ที่เมื่อใช้เปรียบเทียบใน “ขั้นกว่า” (Comparative degree) แล้ว  ไม่ใช้ “than” หรือ “more than”  แต่ใช้ “TO”  ได้แก่ “Superior” (เหนือกว่า, ดีกว่า, เก่งกว่า), “Inferior”  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า, ต่ำกว่า),  “Senior” (อาวุโสมากกว่า), “Junior”  (อาวุโสน้อยกว่า)  ดังตัวอย่างประโยค

       - He is senior to me in the army.

      (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ – คือมียศสูงกว่า)

       - We are superior to them in terms of perseverance.

       (เราเหนือกว่าพวกเขาในแง่ของความพากเพียรพยายาม)

       - This leather belt is inferior to that one due to the materials made.

       (เข็มขัดหนังเส้นนี้ด้อยกว่าเส้นนั้นเนื่องมาจากวัสดุที่ใช้ทำมัน)

       - Jane is junior to Susan in the university.

        (เจนอาวุโสน้อยกว่าซูซานในมหาวิทยาลัย – คือเป็นรุ่นน้อง)

36. The man practices (1) what he (2) preaches because he doesn’t smoke, drink, or (3) does anything to (4) excess.

(ชายคนนั้นทำในสิ่งที่เขาเทศนา-สั่งสอน  เพราะว่าเขาไม่สูบบุหรี่  ดื่มเหล้า  หรือทำอะไรก็ตามที่มากจนเกินไป – คือเกินพอดี)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “do” เนื่องจากถือว่าอยู่หลัง “doesn’t” จึงต้องอยู่ในรูป “infinitive without to” (Verb 1)  เหมือนกับ “smoke” และ “drink” เช่นเดียวกับคำกริยาที่ตามหลัง “Modal verb” (will, would, shall, should, can, could, may, might, must) จะต้องอยู่ในรูป “Infinitive without to”  เช่นเดียวกัน

37. The (1) increasing use of machinery and (2) scientific farming methods (3) have reduced the number of laborers (4) needed on farms.

(การใช้เครื่องจักรกลเพิ่มมากขึ้น  และวิธีการทำไร่นา (ทำฟาร์ม) แบบวิทยาศาสตร์  ได้ลดจำนวนผู้ใช้แรงงาน (กรรมกร) ที่เป็นที่ต้องการในไร่นา)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “has reduced” เนื่องจากประธานของประโยค คือ “(The increasing) use” โดยประธานหลัก คือ “use” ซึ่งเป็นเอกพจน์

38. The power of money is (1) much greater in those societies (2) that permit a considerable (3) inequality of (4) wealthy.

(อำนาจของเงินมีมากกว่ากันมากในสังคมเหล่านั้น  ซึ่งยอมให้มีความไม่เท่าเทียมกันอย่างมากมายในเรื่องของความมั่งคั่งร่ำรวย)

ตอบข้อ ๔ แก้เป็น “wealth” เนื่องจากอยู่หลัง Preposition “of” จึงต้องอยู่ในรูปของคำนาม

39. (1) It was very nice of the (2) Joneses to invite my wife, my mother, and (3) I to their New (4) Year’s party.

(มันเป็นสิ่งที่ดีของครอบครัวโจนส์  ที่เชื้อเชิญภรรยาของผม  แม่ของผม  และตัวผม ไปร่วมงานเลี้ยงปีใหม่ของพวกเขา)

ตอบข้อ ๓ แก้เป็น “me” เนื่องจากถือว่าอยู่หลังกริยา “invite” เหมือนกับ “my wife” และ “my mother” (เป็นกรรมของกริยา “invite”) จึงต้องเป็น “Pronoun” ที่อยู่ในรูปกรรม  เหมือนกับ “her, him, them, us, it, me, you

40. It is becoming (1) increasing common for the directors of (2) low-budget movies to (3) function (4) as actors, writers, and producers of their projects.

(มันกำลังเป็นสิ่งธรรมดาสามัญเพิ่มมากขึ้น  สำหรับผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์งบประมาณต่ำ (หนังราคาถูก) ที่จะทำหน้าที่ในฐานะนักแสดง  นักเขียนบท  และผู้ผลิต (ผู้สร้าง) โครงการ (ภาพยนตร์) ของพวกเขา – คือคนเดียวต้องทำหน้าที่หลายอย่างเพราะมีเงินทุนน้อย)

ตอบข้อ ๑ แก้เป็น “increasingly”  เนื่องจากขยายคำคุณศัพท์ “common” (ธรรมดาสามัญ) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ “Adverb

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 10)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1.  (1) Of all the books he (2) owned, the (3) koran was his most (4) treasured.

(ในบรรดาหนังสือทั้งหมดที่เขาเป็นเจ้าของ  พระคัมภีร์โกหร่านเป็นสิ่งที่เขาสงวนไว้เป็นของล้ำค่ามากที่สุด)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “Koran” เนื่องจากเป็นชื่อเฉพาะ “พระคัมภีร์โกหร่าน” จึงต้องขึ้นต้นด้วยอักษรตัวใหญ่ (Capital letter)

2. He (1) didn’t say (2) he (3) will bring the books tomorrow, (4) did he?

(เขามิได้พูดว่าเขาจะนำหนังสือมาในวันพรุ่งนี้  ใช่มั้ย)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “would bring” เพื่อให้สอดคล้องกับ “tense” ของประโยคใหญ่ (Main clause) คือ “didn’t say

3. The cost of some (1) fruits and vegetables (2) are going up now (3) because of  (4) seasonal factors.

(ราคาของผลไม้และผักบางอย่างกำลังพุ่งสูงขึ้นในขณะนี้  เนื่องมาจากปัจจัยตามฤดูกาล)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “is” เนื่องจากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ “The cost

4. Professor Smith (1) asked his students to explain (2) himself more (3) clearly than they had (4) thus far done.

(โปรเฟสเซ่อร์สมิธขอให้นักเรียนของเขาอธิบายตัวพวกเขาเอง  ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นกว่าที่ได้ทำไปแล้วในเวลาที่ผ่านมา)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “themselves” เนื่องจากนักเรียนมีหลายคน  รูปที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  จึงต้องอยู่ในรูปพหูพจน์ด้วย

5. (1) Pedestrians should go (2) cross this wide boulevard only (3) when they have (4) the green light.

(คนเดินถนนควรเดินข้ามถนนกว้างสายนี้  เฉพาะเมื่อพวกเขาได้สัญญานไฟเขียว)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “across” เนื่องจากประโยคนี้มีกริยาแท้อยู่แล้ว คือ “go” จึงไม่อาจใช้กริยา “cross” (ข้าม) ซ้อนได้อีก  จึงต้องเปลี่ยนเป็น “preposition” (across)

6. Columbus (1) turned out to (2) have been quite (3) mistaken in calling the new world (4) was India.

(โคลัมบัสกลายเป็นว่าเข้าใจผิดอย่างมาก  ในการเรียกโลกใหม่ (คืออเมริกาในปัจจุบัน) ว่า อินเดีย)

ตอบข้อ (4)  ตัด “was” ทิ้ง โดยไม่ต้องเติมอะไรเลย  เนื่องจากอยู่ในรูป “call + กรรม + noun” “call him a woman” (เรียกนายคนนั้นว่าเป็นผู้หญิง)  “call the island paradise” (เรียกเกาะนั้นว่าเป็นสวรรค์)  “call her the best secretary (he ever has)” (เรียกเธอว่าเป็นเลขานุการที่ดีที่สุด – ที่เขาเคยมีมา)

7. Three (1) drug traffickers were (2) hung (3) at dawn in a jail near Ipoh yesterday, bringing to six the number (4) executed there this week.

(นักลักลอบค้ายา ๓ คนถูกแขวนคอในตอนรุ่งอรุณในเรือนจำใกล้เมืองอิโปร์เมื่อวานนี้  ทำให้จำนวนเพิ่มเป็น ๖ คน ที่ถูกประหารชีวิตที่นั่นในสัปดาห์นี้)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “hanged”  เนื่องจาก “hang  hung  hung =   แขวน – เสื้อผ้า, ไม้แขวนเสื้อ”  “hang  hanged  hanged = แขวนคอ

8. It is (1) such a fine weather today (2) that we really ought to (3) take advantage of it by (4) doing something outside.

(มันอากาศดีมากในวันนี้  จนพวกเราควรอย่างแท้จริงที่จะหาประโยชน์จากมัน  โดยการทำกิจกรรมอะไรบางอย่างนอกบ้าน)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “such fine”  เนื่องจาก “weather” เป็นนามนับไม่ได้ ซึ่งถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงไม่สามารถใช้ “Article” (A, An)  นำหน้าได้

9. When we (1) were little, my grandmother (2) often (3) gave presents to my sister and (4) myself.

(เมื่อตอนเราเป็นเด็กเล็กๆ  ย่าของผมมักให้ของขวัญแก่พี่สาวของผมและผมบ่อยๆ)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “me” เนื่องจากไม่มีเรื่องที่สะท้อนเข้าหาตัว  จึงไม่ต้องใช้ myself”  เช่น  “She gave me some money. = She gave some money to me.” แต่ถ้าเป็นเรื่องสะท้อนเข้าหาตัว จะต้องใช้รูป “Reflexive” (himself, herself, themselves, ourselves) เช่น “I bought myself a gold watch.

(ผมซื้อนาฬิกาเรือนทองให้ตัวเอง – ถือว่าสะท้อนเข้าหาตัว)

10. The critics all (1) said that she was (2) neither attractive (3) nor (4) did she have any talent.

(นักวิจารณ์ทุกคนกล่าวว่า  เธอทั้งไม่มีเสน่ห์  และไม่ฉลาดอีกด้วย)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “talented” (ฉลาด, มีพรสวรรค์)  เนื่องจากต้องใช้ให้อยู่ในรูปคำคุณศัพท์ “Adjective” เพื่อให้สมดุลกับคำคุณศัพท์หลัง “neither” (attractive)

11. (1) Jack’s car (2) is certainly (3) faster than (4) any in the race.

(รถของแจ๊ค  แน่นอนว่าเร็วกว่ารถคันอื่นใดในการแข่งขัน)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “any other car in the race” เนื่องจากเมื่อเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  ถ้ามิได้ระบุแน่ชัดลงไปว่าเป็นคนๆไหน  หรือของสิ่งไหน  ต้องใช้ในรูปนี้เสมอ “than any other + noun” (....เร็ว........กว่า......รถ........คันใดๆก็ตาม)

12. Yesterday the foreman spoke to (1) both of us, (2) Tom and I, (3) about our work record, and he was (4) impressed.

(เมื่อวานนี้  หัวหน้าคนงานพูดกับเราทั้ง ๒ คน – ทอมและผม – เกี่ยวกับประวัติการทำงานของเรา  และเขารู้สึกประทับใจ)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “Tom and me”  เนื่องจากถือว่าอยู่หลัง Preposition to” (spoke to)  จึงต้องอยู่ในรูปกรรม คือ  “me, her, him, them, us, it, you

13. (1) Lack of a (2) certain chemical in the blood makes it (3) is impossible for bleeding to stop in the (4) event of an injury.

(การขาดสารเคมีบางอย่างในเลือด  ทำให้เป็นไปไม่ได้สำหรับการเลือดออก  ที่จะหยุดไหล  ในเหตุการณ์ของการได้รับบาดเจ็บ)

ตอบข้อ (3)  ตัด “is” ทิ้ง โดยไม่ต้องเติมอะไรเลย (ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๒๕)

14. (1) When only halfway through the exercise, the teacher (2) changed his mind and (3) collected (4) all our papers.

(ในระหว่างเพียงครึ่งทางของการทำแบบฝึกหัด  ครูเปลี่ยนใจของเขาและเก็บกระดาษข้อสอบ – หรือกระดาษทำแบบฝึกหัด – ทั้งหมดของพวกเรา)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “During only” เนื่องจาก “When” ต้องตามด้วยอนุประโยค (when + subject + verb)  ส่วน “During” ตามด้วยวลี หรือคำนาม เช่น “When we were only halfway……….”  “When I was a child = During my childhood = เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็ก

15. Her uncle, (1) along with her two cousins, (2) demand that she (3) stay in town one (4) more day.

(ลุงของเธอ  -  พร้อมด้วยญาติของเธออีก ๒ คน –  เรียกร้องให้เธอพักอยู่ในเมืองอีก ๑ วัน)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “demands” หรือ “demanded”  เนื่องจากอยู่ในรูป present subjunctive” (ดูคำอธบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “present subjunctive”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๑๓)

16. Heart attacks and strokes (1) can be caused by (2) clots that block veins or arteries and (3) resulting in stress (4) on the heart and blood vessels.

(หัวใจวายและเส้นเลือดในสมองอุดตัน  สามารถเกิดมาจากก้อนเลือดที่แข็งตัว  ขวางเส้นเลือดฝอยหรือเส้นเลือดใหญ่  และส่งผลให้เกิดแรงกดดันที่หัวใจและหลอดเลือด)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “result” เนื่องจากเป็นกริยาแท้ตัวที่ ๒ ของประโยคย่อย (that block veins.……………………….vessels) (กริยาตัวแรก คือ block”)

17. (1) The World War I began after a member of (2) one of Europe’s (3) most important royal families (4) had been assassinated.

(สงครามโลกครั้งที่ ๑ เริ่มต้นขึ้น  ภายหลังที่สมาชิกคนหนึ่งของราชวงศ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดราชวงศ์หนึ่งของยุโรป  ได้ถูกลอบสังหาร)

ตอบข้อ (1)  ตัด “The” ทิ้ง โดยไม่ต้องเติมอะไรเลย  จะใช้ “the”  เมื่อเขียนเป็น the Second World War” ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “chapter one = the first chapter” “lesson three = the third lesson

18. One of the main (1) affects of the ice storm (2) was to knock (3) down power lines, (4) blacking out large sections of many towns and cities in this region.

 (ผลกระทบที่สำคัญอย่างหนึ่งของพายุน้ำแข็ง  คือทำให้เสาไฟฟ้าล้ม  ทำให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ในเมืองเล็กและเมืองใหญ่เป็นจำนวนมากในภูมิภาคนี้)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “effects” เนื่องจากเป็นคำนาม  หมายถึง “ผลกระทบ”  ส่วน   “affect” ใช้เป็นคำกริยา  หมายถึง “ส่งผลกระทบต่อ, มีผลกระทบต่อ

19. The newspaper reported (1) that the models (2) looked very (3) beautifully during the recent (4) fashion show.

(หนังสือพิมพ์รายงานว่า  นางแบบมีความสวยงามมาก  ในระหว่างการแสดงแฟชั่นโชว์เมื่อเร็วๆมานี้)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “beautiful” เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้ (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม (object) แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement” หมายถึง “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

     - She felt good after a long sleep.

       (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

     - He looked happy when his friends came to see him.

      (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

     - The milk in that glass tasted sour.

       (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

     - They seem tired after a hard day’s work.

       (พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “Linking Verb” ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๖ ข้อ ๓๒)

20. The department store (1) has advertised that it will sell twenty-five refrigerators for (2) only $30 each to (3) who comes first to claim (4) them.

(ห้างสรรพสินค้าได้โฆษณาว่า  มันจะขายตู้เย็น ๒๕ ตู้  ในราคาเพียงตู้ละ  ๓๐ เหรียญเท่านั้น  ให้กับใครก็ตามผู้ที่มายืนยัน (ที่จะซื้อ) มันก่อนคนอื่น)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “whoever” เนื่องจากหมายถึง  “ใครก็ตาม” ที่มายืนยันจะซื้อก่อนคนอื่น

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 9)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. It is (1) a red (2) blood cells (3) in the bone (4) that produce hemoglobin.

     (มันคือเซลเม็ดเลือดแดงในกระดูก  ซึ่งผลิตสารสีแดงของเม็ดเลือดแดง)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “the” เนื่องจากขยาย “cells” ซึ่งอยู่ในรูปพหูพจน์

2. Henry David Thoreau is remembered for his (1) attacks on the social institutions (2) he considered immoral (3) nor for his faith in the religious (4) significance of nature.

    (เฮนรี่ เดวิด ธอโร่ ได้รับการจดจำในเรื่องการโจมตีสถาบันทางสังคมที่เขาเห็นว่าไร้ศีลธรรม  มิใช่ในเรื่องความศรัทธาของเขาที่มีต่อความสำคัญในด้านศาสนาของธรรมชาติ)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “not” เนื่องจาก “nor” มักใช้คู่กับ “neither”  หรือในรูป  Nor + verb (พิเศษ)  + subject + verb (แท้)  ดังในประโยค

      - He has never been to Japan.  Nor (neither) has he been to China.

       (เขาไม่เคยไปญี่ปุ่น  -  เขาไม่เคยไปจีนเช่นกัน)

     - My wife does not like to go shopping.  Nor (neither) do I.

         (ภรรยาของผมไม่ชอบไปช็อปปิ้ง  -  ผมก็ไม่ชอบเช่นกัน)

(ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๒๐)

3. Proverbs are (1) often homely, witty and (2) brevity statements of (3)general truth and wisdom, especially of (4) a moral nature.

    (สุภาษิตมักจะเป็นคำกล่าวที่ธรรมดาๆ (เรียบๆ) มีสติปัญญา (เฉลียวฉลาด) และสั้นๆ ของความจริงและความฉลาดทั่วๆไป  โดยเฉพาะในลักษณะที่เกี่ยวกับศีลธรรม)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “brief” เนื่องจากขยายคำนาม “statements” จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (adjective) สำหรับ “homely” เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง  “ธรรมดาๆ, เรียบๆ, เกี่ยวกับบ้าน

4. Mice have a (1) keen sense of (2) smell and quickly detect (3) approaching (4) danger.

    (หนูมีประสาทดมกลิ่นที่เฉียบคม  และ (สามารถ) ค้นหา – สืบหา - อันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้อย่างรวดเร็ว)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “an approaching” เนื่องจาก “approaching” ขึ้นต้นด้วยสระ “a)  (ดูเพิ่มเติมการใช้ “A” และ “An” นำหน้าคำนามเอกพจน์  ในหมวดข้อ สอบ “Error Detection” ตอนที่ ๓ ข้อ ๒)

5. (1) It may be said (2) that in some countries each of the citizens (3) help (4) to decide government policy.

    (มันอาจจะกล่าวได้ว่า  ในบางประเทศพลเมืองแต่ละคนช่วยตัดสินใจนโยบายของรัฐบาล)

     ตอบข้อ (3) แก้เป็น “helps” เนื่องจากประธานของอนุประโยค (in some……………………..government policy)  คือ “each (of the citizens)” เป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเติม  “s

6. Hunting and fishing (1) is still (2) among the most popular (3)recreational sports (4) in many parts of the world.

     (การล่าสัตว์และการตกปลา  ยังคงเป็นหนึ่งในบรรดากีฬาสันทนาการ (พักผ่อนหย่อนใจ) ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในหลายส่วนของโลก)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “are” เนื่องจากประธานของประโยคเป็นพหูพจน์ (มี ๒ ชนิด) คือ  “hunting and fishing

7. Politics (1) are (2) as much a profession as (3) any other and it requires (4) both skill and ability.

    (การเมือง – มีความ – เป็นอาชีพมากเหมือนกับอาชีพอื่นๆ  และมัน (การเมือง) ต้องการทั้งทักษะและความสามารถ)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “is” เนื่องจาก “politics” (การเมือง) เป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องใช้ “is” (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำนามที่ลงท้ายด้วย “s”  แต่ถือเป็นเอกพจน์  และต้องใช้กริยาเอกพจน์ (is, was, has) ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๒๐ ข้อ ๒๙)

8. The French (1) seem far more interested in (2) reading about Africa (3) as about (4) their nearest neighbors.

    (ชาวฝรั่งเศสดูเหมือนว่ามีความสนใจในการอ่านเกี่ยวกับทวีปแอฟริกามากกว่า (อ่าน) เกี่ยวกับเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดของตน (เช่น อังกฤษ  เยอรมัน ฯลฯ) อย่างมากทีเดียว)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “than” เนื่องจาก “more” (interested) ต้องใช้คู่กับ “than” (far more interested than = สนใจมากกว่ากันมาก)

9. Mercury is the (1) most small planet (2) in the (3) solar system and the closest (4) to the Sun.

    (ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดในระบบสุริยะ  และอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “smallest(ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (superlative degree)  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๑๗)

10. African elephants are larger, fiercer, and (1) difficulter (2) to tame (3) than Asian (4) elephants.

     (ช้างแอฟริกันตัวใหญ่กว่า  ดุร้ายกว่า  และฝึกให้เชื่องได้ยากกว่าช้างเอเชีย)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “more difficult” เนื่องจากการในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  สำหรับคำคุณศัพท์พยางค์สั้น ให้เติม “er” ลงข้างท้าย (bigger, smaller, colder, hotter, wetter, taller, shorter, higher)  ส่วนคำคุณศัพท์พยางค์ยาว ให้เติม “more” ข้างหน้า (more beautiful, important, necessary (จำเป็น), diligent (ขยัน), hopeful (มีความหวัง), harmful (มีอันตราย), careful, careless, complicated (ยุ่งยาก, ซับซ้อน), dangerous)

(ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๔ ข้อ ๓ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๕)

11. Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.

      (บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “worse”  (bad  worse  worst – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด) เนื่องจากมาจากรูป “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  (the + adjective (ขั้นกว่า)  + subject + verb, the + adjective (ขั้นกว่า) + subject + verb)  เช่น

      - The more one has, the more one wants.

        (คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

      - The sooner she arrives, the better it is.

        (ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

      - The bigger the house is, the more expensive it is.

           (ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

      - The more he tried to explain, the less she understood him.

           (ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

      - The more the people come to our party, the funnier it will be.

           (ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

      - The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

           (ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

12. Humans (1) are born with 350 bones in (2) its body, however, when a person reaches (3) adulthood they (4) only have 206 bones.

        (มนุษย์เกิดมาพร้อมกับกระดูก ๓๕๐ ท่อนในร่างกาย  อย่างไรก็ตาม  เมื่อบุคคลเข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว  พวกเขาจะมีกระดูกเพียง  ๒๐๖ ท่อน)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “their” เนื่องจากแทน “Humans” ซึ่งอยู่ในรูปพหูพจน์

13. (1) In generally, (2) parents consult a doctor if (3) their baby has a (4) temperature.

      (โดยทั่วไปแล้ว  พ่อแม่จะปรึกษาหมอ  ถ้าลูกน้อย (ทารก) ของตนมีไข้)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “In general” เนื่องจากรูป “In generally” ไม่มีการใช้

14. (1) Electing honest and competent (2) individuals to public offices is really the responsibility of  every (3) people in a (4) democratic society.

     (การเลือกบุคคลที่ซื่อสัตย์และมีความสามารถเข้าสู่ตำแหน่งสาธารณะ (คือการเลือกตั้งเข้าดำรงตำแหน่ง) เป็นความรับผิดชอบอย่างแท้จริงของบุคคลทุกๆคนในสังคมประชาธิปไตย)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “person” เนื่องจาก “every” ต้องตามคำนามเอกพจน์  ส่วน  people” เป็นคำพหูพจน์

15. (1) Because a very large (2) amount of children (3) were born after the Second World War, the postwar period (4) has been labeled the “baby boom”.

      (เพราะว่าเด็กจำนวนมากเกิดภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒  ช่วง หลังสงครามได้ถูกให้ฉายาว่า “การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเด็กทารก”)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “number of” เนื่องจาก “children” เป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องขยายด้วย “a large number of” (จำนวนมาก) ส่วน “a large amount of” (จำนวนมาก) ใช้ขยายคำนามเอกพจน์  นับไม่ได้ เช่น  “a large amount of furniture, rice, equipment (อุปกรณ์), information, bread (ขนมปัง), knowledge, machinery (เครื่องยนต์กลไก)  etc.

      - A large number of cars are sold each year.

       (รถยนต์จำนวนมากได้ถูกขายไปในแต่ละปี)

      - A large number of civilians, both children and adults, have been killed in the wars in the Middle East over the past five years.

        (พลเรือนจำนวนมาก – ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ – ถูกฆ่าตายในสงครามในตะวันออกกลางในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา)

      - A large amount of rice is consumed by Asian people each year.

        (ข้าวจำนวนมากได้รับการบริโภคโดยชาวเอเชียในแต่ละปี)

      - A large amount of furniture in that store has been sold recently.

        (เฟอร์นิเจอร์จำนวนมากในร้านนั้น  ได้ถูกขายไปเมื่อเร็วๆมานี้)

16. The (1) flavor of chocolate depends on the quality of the cocoa beans and the (2) complicate (3) process of grinding, heating, and (4)mixing.

       {รสชาติของช็อคโคเลตขึ้นอยู่กับคุณภาพของเมล็ดโกโก้ (ที่ใช้ผลิตมัน) และขบวนการที่สลับซับซ้อนของการบด  ให้ความร้อน  และผสม  (เมล็ดโกโก้)}

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “complicated”  (คำคุณศัพท์ ขยายหน้าคำนาม “process”) (หมายถึง  สลับซับซ้อน, ยุ่งยาก, ยากลำบาก)  ส่วน  “complicated” เป็นคำกริยา  หมายถึง “ทำให้ลำบาก-ยุ่งเหยิง-ซับซ้อน

17. (1) Previously, it (2) had not been possible to observe the great apes in (3) their own habitat without (4) we disturb them.

       (เมื่อก่อนนี้  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเฝ้าสังเกตลิงเอพ (ลิงไร้หางหรือมีหางสั้น เช่น กอริลล่า  ชิมแปนซี  อุรังอุตัง)  ในถิ่นที่อยู่ของพวกมัน  โดยปราศจากการรบกวนมัน)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “disturbing” เนื่องจากหลัง “preposition” (without) ต้องตามด้วยคำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing) (ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๙ ข้อ ๗ (ข้อ ๓ ย่อย) “แบบฝึกหัดเลือกคำเติมประโยคให้สมบูรณ์ – ท้ายข้อสอบ”)

18. (1) That a large ring around the Sun or the Moon has (2) been recognized (3) by many cultures as a (4) sign of rain.

       (วงแหวนขนาดใหญ่รอบดวงอาทิตย์และดวงจันทร์  ได้รับการยอมรับ (จดจำ)  โดยวัฒนธรรม (ของกลุ่มคนต่างๆ) จำนวนมาก  ในฐานะเป็นสัญญลักษณ์ของฝน)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “A large ring” เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  ที่มี “has been recognized” เป็นคำกริยา  จึงไม่สามารถมี “that” มานำหน้ำในลักษณะของ  “noun clause” ได้  (แต่ถ้าต้องการจะคง “That” เอาไว้  ประโยคทั้งหมดข้างต้นจะเป็นเพียง “noun clause”  (เมื่ออยู่หน้าประโยค  จะถือเป็นประธาน  เอกพจน์)  เท่านั้น  ที่มีความหมายว่า “ที่ว่าวงแหวนขนาดใหญ่รอบดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ได้รับการยอมรับ (จดจำ) โดยวัฒนธรรมจำนวนมาก  ในฐานะเป็นสัญญลักษณ์ของฝน”  ซึ่งข้อความแค่นี้ยังไม่เป็นประโยคที่สมบูรณ์  ถ้าจะทำให้เป็นประโยคสมบูรณ์  จะต้องเติมกริยาและกรรม  หรือส่วนขยายกริยาเข้าไปข้างหลัง “noun clause” ดังกล่าว  เช่น “……..is well-known” (.............เป็นที่ทราบกันดี)  หรือ “……..has been rejected by most anthropologists” (.................ได้รับการปฏิเสธโดยนักมานุษยวิทยาส่วนใหญ่)  หรือ  “surprises only a few people” (.................ทำให้คนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นประหลาดใจ – เพราะคนส่วนใหญ่เชื่อว่าข้อความข้างต้นเป็น ความจริง)

19. The Greeks, (1) as most people (2) know, thought that the god Zeus (3) was greater than (4) any god.

     (ชาวกรีก – ตามที่คนส่วนมากทราบ – คิดว่าเทพเจ้าซีอุส  ยิ่งใหญ่กว่าเทพเจ้าองค์ใดๆ)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น  “any other god” (เทพเจ้าองค์อื่นใด)  (ในการเปรียบเทียบ ขั้นกว่า” จะต้องใช้รูปนี้เสมอ)

20. Galesburg, Illinois, is the (1) trade and (2) center railroad for a (3) rich farming (4) region.

      (เกลส์เบิร์ก  รัฐอิลลินอยส  เป็นศูนย์กลางการค้าและทางรถไฟ  สำหรับภูมิภาคที่มีการทำฟาร์มและอุดมสมบูรณ์)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “railroad center” เนื่องจากเรียงคำผิด

21. Most (1) cities major in the United States (2) have (3) at least a few (4) daily newspapers.

      (เมืองขนาดใหญ่ส่วนมากในสหรัฐฯ  มีหนังสือพิมพ์รายวัน ๒ – ๓ ฉบับ เป็นอย่างน้อยที่สุด)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “major cities”  เนื่องจากเรียงคำผิด

22. Three (1) provincial languages are thought (2) to have been used in medieval Denmark, and (3) document show that no common language (4) existed.

       (ภาษาภูมิภาค (บ้านนอก) ๓ ภาษา  ถูกคิดว่าได้ถูกใช้ในเดนมาร์กในสมัยกลาง – ปี ค.ศ. ๑๑๐๐ – ๑๕๐๐ -  และเอกสารแสดงว่า  ไม่มีภาษาที่ใช้ร่วมกันดำรงอยู่ – คือไม่มีภาษากลางใช้)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “documents” เนื่องจากเป็นประธานของประโยคหลัง documents show………………..existed”  ที่มี คำกริยา “show”  ไม่เติม s” ประธานจึงต้องอยู่ในรูปพหูพจน์

23. (1) As the (2) other nations of Eastern Europe, Poland was (3) politically dominated by the Soviet Union (4) during the Cold War.

      (เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “Like” เนื่องจาก “like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people (คนทำงานหนักส่วนใหญ่ ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)  ต้องตามด้วยอนุประโยค (as + subject + verb) เช่น

     - He did as his father had told him to do.

      (เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

    - She smiled as her mother did when she was young.

      (เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

          สำหรับ “As” เมื่อเป็น “preposition”  มีความหมายว่า “ในฐานะ, เป็น” จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

        - She works as a doctor.

         (เธอทำงานเป็นหมอ)

      - He is known as a man who keeps his words.

        (เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

      - They have been recognized as the men who died for their country.

         (พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

      - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

       (ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

24. Polynesians (1) are relatively homogeneous in speech, custom, and (2) physically appearance, (3) although western Polynesians are moderately (4) distinct from the rest.

      (ชาวโพลิเนเชี่ยนค่อนข้างจะผสมกลมกลืนกัน (คล้ายๆกัน)  ในเรื่องภาษา (การพูด)  ประเพณี  และลักษณะทางร่างกาย แม้ว่าชาวโพลิเนเชี่ยนทางภาคตะวันตก  จะแตกต่างกันพอสมควร จากประชาชนส่วนที่เหลือของเกาะ)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “physical”  เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (appearance)  จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (adjective)

25. Madrid is a city of (1) contrasting style, reflecting clearly the (2) difference periods (3) in which change and development (4) took place.

      (แมดริด (ในสเปน) เป็นเมืองที่มีสไตล์ที่ผิดแผกแตกต่างกัน (ตรงกันข้าม) ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงช่วงเวลาต่างๆที่แตกต่างกัน  ซึ่ง (ในช่วงเวลาดังกล่าว)  ความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาได้เกิดขึ้น)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “different” เนื่องจากขยายหน้าคำนาม “periods”  จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (adjective) สำหรับ “difference” เป็นคำนาม  หมายถึง “ความแตกต่าง

26. In (2) addition to (2) applications of sight correction, (3) eyeglass are also (4) worn for protection.

      (นอกเหนือจากการใช้แก้ไขสายตา (การมองเห็น)ให้ถูกต้องแล้ว  แว่นตายังถูกสวมใส่เพื่อการป้องกัน (ดวงตา) อีกด้วย)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “eyeglasses” เนื่องจากต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ เมื่อหมายถึง “แว่นตา”  สำหรับเครื่องมือชนิดอื่นๆที่ต้องใช้เป็นคู่หรือประกอบด้วย ๒ ส่วน ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  และใช้กับกริยาแบบพหูพจน์  ได้แก่   scissors (กรรไกร), glasses (eyeglasses) (แว่นตา), spectacles (แว่นตา), tongs (ปากคีบ, คีม), chopsticks (ตะเกียบ), pincers (คีม), pliers (คีมปากยาว), dividers (วงเวียน), sheers (กรรไกรตัดต้นไม้), calipers (callipers) (วงเวียนใช้วัด)   เป็นต้น

         นอกจากนั้น  เครื่องแต่งกายที่ต้องใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  คือ  shorts (กางเกงขาสั้น), trousers (กางเกงขายาว), pants (กางเกง, กางเกงชั้นใน – ของผู้หญิงหรือเด็ก), panties (กางเกงชั้นในของผู้หญิงหรือเด็ก), clothes (เสื้อผ้า), breeches (กางเกงขี่ม้า), pajamas (pyjamas) (เสื้อกางเกงชุดนอน) เป็นต้น                                                                  

27. Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2)be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

      (นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคคลากรด้านการวิจัย เพื่อกำหนดปฏิกริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “determine” เนื่องจากตามหลัง “to”  จึงต้องอยู่ในรูป “infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ.............เพื่อ.............) (ดูเพิ่มเติมคำกริยาในลักษณะที่ว่า  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ในหมวดข้อสอบ Error Detection  ตอนที่ ๒ ข้อ ๑)  เช่นประโยค

-         He works hard to pass the exam.

      (เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

-         She gets up early to catch the bus.

      (เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

-         They stayed up late to study for their exam.

     (พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 8)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. Wind power is (1) a ancient source of energy, (2) to which people (3) may return in the (4) near future.

     (แรงลมเป็นแหล่งของพลังงานที่เก่าแก่  ซึ่งคนเราอาจจะต้องกลับไปหามันในอนาคตอันใกล้นี้)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “an ancient source” เนื่องจาก “ancient” นำหน้าด้วยสระ “a” และมีเสียงสระด้วยคือแอน –เชี้ยน”  จึงต้องใช้ “an” ขยาย

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “A, An”  ในหมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๓ ข้อ ๒)

2. A number of doctors believe that (1) taking an aspirin (2) the day can (3) reduce a person’s chances of (4) having a heart attack.

   (หมอจำนวนมากเชื่อว่าการกินยาแอสไพรินวันละ ๑ เม็ด  สามารถลดโอกาสของบุคคลที่จะเป็นโรคหัวใจวาย)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “a day” เนื่องจาก “ราคา, อัตราส่วน, น้ำหนัก, ความเร็ว, เวลา” ต้องใช้  “A, An”  นำหน้าเท่านั้น  เช่น

            - (take) an apple a day {(กิน) แอปเปิลวันละ ๑ ผล}

            - twenty bahts a kilo (กิโลละ ๒๐ บาท)

            - ten dollars a bottle (ขวดละ ๑๐ เหรียญ)

            - two pounds a packet (ซองละ ๒ ปอนด์)

(ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้ในหมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๕ ข้อ ๑๗)

3. The Girl Scouts, which was (1) found by Juliette Gordon Low (2) in 1912, (3) has grown to a current membership of (4) more than three million girls.

    (เนตรนารี  ซึ่งได้รับการก่อตั้งโดยกอร์ดอน  โลว ในปี ๑๙๑๒ ได้เจริญเติบโตสู่การมีสมาชิกในปัจจุบัน  ที่เป็นเด็กผู้หญิงกว่า ๓ ล้านคน)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “founded” เนื่องจาก (found  founded  founded =  ก่อตั้ง, สร้าง, สถาปนา)  ส่วน   (find  found  found =  พบ, หา, สืบหา, ค้น, ค้นพบ)

4. (1) It is generally believed that Thomas Jefferson was the one who had researched and (2) wrote the Declaration of Independence during the months prior to (3) its signing (4) in July 1776.

    (มันถูกเชื่อกันโดยทั่วไปว่า  โทมัส  เจฟเฟอร์สัน  เป็นผู้ซึ่งได้ทำการวิจัยและเขียนหนังสือ (เอกสาร)  “คำประกาศอิสรภาพ”  ในช่วงเวลาหลายเดือนก่อนการลงนามมัน  ในเดือนกรกฎาคม ๑๗๗๖)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “written” เนื่องจากอยู่หลัง “had” เหมือน researched” จึงต้องเป็นกริยาช่องที่ ๓ (write  wrote  written)

5. (1) The stories of Count Dracula (2) have been enjoyed (3) by millions of (4) childrens.

    (นิทานเกี่ยวกับเคานท์  แดรคคูล่า  ได้รับความสนุกสนานจากเด็กๆหลายล้านคน)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “children” เนื่องจากรูปพหูพจน์ของ “child” คือ children” สำหรับคำนามที่เปลี่ยนรูปจากเอกพจน์  เป็น  พหูพจน์  ในแบบพิเศษ (มิได้เติม “s” หรือ “es” ) ได้แก่  datum – data (ข้อมูล), focus – foci (จุดรวมแสง), index – indices (เครื่องชี้, ดรรชนี), foot – feet (เท้า), goose – geese (ห่าน), tooth – teeth (ฟัน), mouse – mice (หนู), louse – lice (เหา, หมัด, เห็บ, ไร, โลน), ox – oxen (วัว), crisis – crises (วิกฤติกาล), thesis -  theses (วิทยานิพนธ์), child – children (เด็ก), synthesis – syntheses (การสังเคราะห์), parenthesis – parentheses (วงเล็บ), hypothesis – hypotheses (สมมติฐาน), phenomenon – phenomena (ปรากฏการณ์), stratum – strata (ชั้น), neurosis – neuroses (โรคประสาท), axis – axes (แกน), medium – media หรือ mediums (สื่อกลาง)

6. (1) Provide (2) pensions for retired persons (3) is (4) the primary function of the social security system.

     (การจัดหาบำนาญให้บุคคลที่ปลดเกษียณ  เป็นหน้าที่สำคัญที่สุด (อันดับแรก) ของระบบความมั่นคงทางสังคม)       

ตอบข้อ (1)  แก้เป็น “To provide” หรือ “Providing” เนื่องจากเป็นประธานของประโยค ที่มีกริยาคือ “is”  สำหรับส่วนที่อยู่หลัง “is” จนจบประโยค  เป็น complement” ของ “is” (verb to be)  ส่วนข้อความ “pensions for retired persons)  เป็นส่วนขยายประธาน        

(ดูรายละเอียดหน้าที่ของ “infinitive with to” (To + Verb) ในหมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑๖  และหน้าที่ของ “gerund” (Verb + ing)  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๙ ข้อ ๗)                                                        

7. Anthropologists have (1) discovering that fear, happiness, sadness, and (2) surprise are (3) universally reflected in (4) facial expressions.

    (นักมานุษยวิทยาได้ค้นพบว่า  ความกลัว  ความสุข  ความเศร้า และความประหลาดใจ  ถูกสะท้อนออกมาเป็นแบบสากล  โดยการแสดงออกทางใบหน้า)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “discovered” เนื่องจากเป็นกริยาในประโยคใหญ่ (main clause) คือ “have discovered” (have + V. 3) (present perfect tense)

8. (1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

     (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “Loved” เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (past participle)  สำหรับวลี “Loved throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น “adjective phrase” ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (passive voice)  ได้แก่    

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

-         Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

-         Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

 อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาในวลี  กริยานั้นจะต้องเป็น “present participle” (Verb + ing)   เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

          (เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

         (เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

         (มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

         - Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

         (หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

9. In (1) all organisms, from human beings (2) to bacteria and viruses, the genes, or units of (3) heredity, are (4) composed with nucleic acid.

     (ในสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมด  - จากมนุษย์ถึงแบคทีเรียและไวรัส – ยีน หรือหน่วยของพันธุกรรม  ประกอบด้วยกรดนิวคลีอิค)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “composed of” สำหรับคำกริยาอื่นๆที่ใช้กับ “Of”  ได้แก่ consist (ประกอบด้วย), remind (เตือนให้นึกถึง), dream (ฝัน), hear (ได้ยิน), accuse (กล่าวหา), complain (ร้องทุกข์), approve (เห็นด้วย, อนุมัติ), disapprove (ไม่เห็นด้วย), beware (ระวัง), assure (รับรอง), suspect (สงสัย, ระแวง), boast (คุยโม้), convince (ทำให้เชื่อ), smell (ได้กลิ่น), cure (รักษา), think (คิด), warn (เตือน)  ฯลฯ  เช่น

-         She reminds me of her mother.

(เธอเตือนผมให้นึกถึงแม่ของเธอ – เพราะหน้าตาคล้ายกัน)

-         He dreamed of going abroad.

(เขาฝันว่าจะได้เดินทางไปต่างประเทศ)

-         The book consists of 5 chapters.

(หนังสือประกอบด้วย ๕ บท)

-         They complained of difficulties in earning their living.

(พวกเขาร้องทุกข์ถึงความยากลำบากในการหาเลี้ยงชีพของตัวเอง)    

10. Swans, (1) noted for graceful movements (2) in the water, (3) which have been the subjects of many (4) poems, fairy tales, legends, and musical compositions.

       (หงส์ – มีชื่อเสียงในเรื่องการเคลื่อนไหวในน้ำที่สง่างาม – เป็นหัวเรื่องของบทกวี  เทพนิยาย  ตำนาน  และบทประพันธ์ทางดนตรี  จำนวนมากมาย)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “have been” เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค  มิใช่ของอนุประโยค (adjective clause) เพราะนอกจากกริยาตัวนี้แล้ว  ในประโยค ไม่มีกริยาแท้ตัวอื่นอีกเลย  สำหรับ ข้อ (1) “noted for” ลดรูปมาจาก “which are noted for

11. Industry is (1) usually characterized by large-scale (2) purchased of raw materials (3) and wide distribution of (4) manufactured goods.

       (อุตสาหกรรม  โดยปกติแล้วถูกกำหนดลักษณะโดยการจัดซื้อวัตถุดิบในปริมาณมาก  และการจำหน่ายอย่างกว้างขวางของสินค้าที่ผลิตขึ้นมา)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “purchase” เนื่องจากต้องเป็นคำนาม  หมายถึง “การจัดซื้อ” โดยมีคำคุณศัพท์ “large-scale”  (ปริมาณมาก) ขยายอยู่ข้างหน้ามัน  และมี   of raw materials” ขยายอยู่ข้างหลัง  ทั้งนี้  “purchase” ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  preposition “by

12. The (1) central idea of resources management is (2) to make each action of judgment help (3) achieving a (4) carefully chosen goal.

       (ความคิดหลัก – หรือสำคัญ – ของการบริหารจัดการทรัพยากร  คือการทำให้การตัดสินใจ (หรือการวินิจฉัย, การลงความเห็น) แต่ละครั้ง  ช่วยให้บรรลุเป้าหมายที่ได้รับการเลือกสรรอย่างรอบคอบ)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “achieve”  หรือ “to achieve” เนื่องจากหลังกริยา help” ต้องตามด้วย “infinitive without to” หรือ “infinitive with to (To + Verb)

(ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “infinitive with to” (To + Verb)  ในหมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๓ ข้อ ๙ และตอนที่ ๙ ข้อ ๗  และกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “infinitive without to” (Verb 1)  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๒๑)

13. Salt Lake City, Utah’s (1) capital and (2) largest city, (3) is industrial and banking (4) center.

      (ซอล์ต เลคซิตี้ – เมืองหลวงและ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของรัฐยูท่าห์ – เป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมและการธนาคาร)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “is an industrial” เนื่องจาก “center” เป็นคำนามเอกพจน์  นับได้ โดยมี “industrial” และ “banking” ขยายอยู่ข้างหน้า  จึงต้องใช้   Article “an” ขยายหน้า “industrial

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “Article” (A, An)  ขยายหน้าคำนามเอกพจน์นับได้  ในหมวดข้อสอบ Error Detection  ตอนที่ ๓ ข้อ ๒)

14. The (1) heavier the plane, the more power per (2) the pound is (3) needed to fly (4) it.

       (เครื่องบินยิ่งหนัก  ยิ่งต้องการแรง(กำลัง)ต่อปอนด์มากยิ่งขึ้น  เพื่อที่จะบินมัน)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “pound” เนื่องจากต้องใช้ “per” หรือ “a” หรือ “an” นำ หน้าคำนามเอกพจน์  (ห้ามใช้ “the”) ที่บอก “ราคา, อัตราส่วน, น้ำหนัก, ความเร็ว, เวลา”  เช่น  “30 bahts per kilo  หรือ  30 bahts a kilo” (กิโลละ ๓๐ บาท),  two pounds per ounce หรือ  two pounds an ounce” (ออนซ์ละ ๒ ปอนด์)  เป็นต้น

(ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหมวดข้อสอบ Error Detection  ตอนที่ ๕ ข้อ ๑๗)

15. (1) Lunar eclipses happen (2) only if the Moon is full, but (3) they do not occur at (4) an every full Moon.

      (จันทรคราสเกิดขึ้นเฉพาะถ้าดวงจันทร์เต็มดวง  แต่มัน (จันทรคราส) มิได้เกิดขึ้นตอนที่ดวงจันทร์เต็มดวงทุกคราวไป)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “every”  เนื่องจากเมื่อใช้ “every” แล้ว  ไม่ต้องมี Article” (a, an, the)  อีก

16. Increasingly, major (1) industrious companies are finding that consumers are (2) concerned about any pollution (3) created by the (4) manufacture of their products.

       (โดยเพิ่มมากขึ้น  บริษัทอุตสาหกรรมขนาดใหญ่กำลังพบว่า  ผู้บริโภคมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับมลภาวะใดๆ  ที่ถูกทำให้เกิดขึ้นมาจากการผลิตสินค้า (ผลิตภัณฑ์) ของบริษัท)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “industrial” เนื่องจาก  (industrious =  อุตสาหะ, ขยัน, เพียร)  ส่วน  (industrial =  ทางด้านอุตสาหกรรม, ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม)

17. The two (1) philosophical theories were incompatible: (2) one acknowledged the existence of free will; (3) other denied (4) it.

     (ทฤษฎีทางด้านปรัชญา ๒ ทฤษฎีนั้นไปด้วยกันไม่ได้  ทฤษฎีหนึ่งยอมรับการมีอยู่ของจิตอิสระ (เสรี)  ส่วนอีกทฤษฎีหนึ่งปฎิเสธมัน)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “the other” เนื่องจาก  เมื่อกล่าวถึงจำนวน (คน, สัตว์, สิ่งของ) ตั้งแต่ ๒ ขึ้นไป  เมื่อกล่าวถึงจำนวนเหล่านั้นแล้ว  จำนวนที่เหลือเพียง ๑ เดียวสุดท้าย  จะต้องแทนด้วย “the other”  เสมอ  เนื่องจากถือเป็นการเน้นจำนวนที่เหลือเพียง ๑ เดียวจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวมา (เน้นแบบเอกพจน์)  แต่ในกรณีที่กล่าวถึงจำนวนที่เหลือสุดท้ายที่เกิน ๑ (สิ่ง, คน, ตัว) ขึ้นไป  จะต้องแทนด้วย “the others”  เพราะเป็นการแสดงการเน้นแบบพหูพจน์

18. (1) Advances in medicine have increased life expectancies, (2) which keep more people (3) active for (4) longer periods of time.

     (ความก้าวหน้าในทางการแพทย์ได้เพิ่มความคาดหวังในการมีชีวิตอยู่  ซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากขึ้น  อยู่ในภาวะทำงานเป็นเวลายาวนานมากยิ่งขึ้น – หมายถึง เมื่อมีอายุยืนมากขึ้น  ช่วงเวลาการทำงานก็ยาวนานมากขึ้นตามไปด้วย)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “which keeps” เนื่องจาก “keeps” ซึ่งเป็นกริยาในอนุประโยคหรือประโยคย่อย (adjective clause) มีประธานคือข้อความในประโยคใหญ่ (main clause) ทั้งประโยค  กล่าวคือ  ประโยคย่อย (อนุประโยค)  ซึ่งนำหน้าด้วย “which” แทนข้อความในประโยคใหญ่ทั้งประโยค (มิได้แทนเฉพาะ “life expectancies”) ซึ่งถือว่าเป็นเอกพจน์ (หมายถึง ข้อความในประโยคใหญ่ทั้งหมด)  กริยา “keep”  ในประโยคย่อย  จึงต้องเติม “s

19. Sometimes the tension (1) produced by our fears (2) are so great that we cannot suppress it, and (3) at such times we need (4) to discharge the tension by laughing or crying.

     (บางที  ความเครียดซึ่งถูกสร้างโดยความกลัวของเรา  มีมากจนกระทั่งเราไม่สามารถระงับ – หรือเก็บกด – มันไว้ได้  และในช่วงเวลาดังกล่าว  เราจำเป็นต้องปลดปล่อยความเครียดนั้น  ด้วยการหัวเราะหรือร้องไห้)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “is” เนื่องจากประธานของประโยค คือ “the tension” ซึ่งเป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเป็นเอกพจน์ด้วย   สำหรับข้อความ “produced by our fears” เป็นส่วนขยายประธาน  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค “which (that) is produced by our fears

20. People (1) choose to live in or (2) near New York City because it is a major center of business, (3) entertain, and (4) the arts.

      (ผู้คนเลือกที่จะอาศัยอยู่ในหรือใกล้กรุงนิวยอร์ค  เพราะว่ามันเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของธุรกิจ  ความบันเทิง (หรือความเพลิดเพลิน-สนุกสนาน)  และศิลปะ)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “entertainment”  เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุลกัน  กล่าวคือ หลัง “center of” จะต้องเป็นคำนาม คือ “business”  “entertainment” และ “the arts

21. The tongue is (1) capable of many motions and (2) configurations and plays (3) a vital role in chewing, (4) swallowed, and speaking.

      (ลิ้นมีความสามารถในการเคลื่อนไหวและทำเป็นรูปทรงต่างๆได้ในหลายรูปแบบ  และมีบทบาทสำคัญในการเคี้ยว  กลืน  และพูด)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “swallowing” เนื่องจากหลัง preposition “in”  กริยาจะต้องอยู่ในรูป “gerund” (Verb + ing) เหมือนกับ “chewing” และ speaking”  (ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ “gerund” ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๙ ข้อ ๗)

22. It (1) is believed that people (2) referred to as “Vikings” (3) reached to North America about (4) the year A.D. 1000.

     (มันถูกเชื่อกันว่า  ผู้คนที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็น  “ไวกิ้งซ์”  ได้มาถึงทวีปอเมริกาเหนือเมื่อประมาณปีคริสตศักราช ๑๐๐๐)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “reached” เนื่องจากคำนี้ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี preposition “to

23. (1) Most nineteenth-century whaling ships (2) carried three or four (3) small whaleboats, (4) both able to carry a crew of six.

      (เรือล่าปลาวาฬในศตวรรษที่ ๑๙ ส่วนใหญ่  บรรทุกเรือบดขนาดเล็กสำหรับล่าปลาวาฬ ๓ หรือ ๔ ลำ  แต่ละลำสามารถบรรทุกลูกเรือได้ ๖ คน)

ตอบข้อ (4)  แก้เป็น “each” เนื่องจากข้อความระบุว่า “.........บรรทุกเรือบด........๓ หรือ ๔ ลำ” ดังนั้น  ส่วนขยายจึงต้องเป็น “each”  (แต่ละลำ)  มิใช่ “both” (ทั้ง ๒ ลำ)

24. Lillian Gilbreth was one of the leading (1) engineers of the twentieth century (2) as well a pioneer (3) in the field of scientific (4) management.

      (ลิลเลียน กิลเบรธ  เป็นหนึ่งในบรรดาวิศวกรชั้นแนวหน้าของศตวรรษที่ ๒๐  เช่นเดียวกับเป็นนักบุกเบิกในสาขาบริหารจัดการด้านวิทยาศาสตร์)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “as well as”  (เช่นเดียวกับ)  เหมือนกับ “and” (และ)  สำหรับ “as well” หมายถึง “ด้วย,  เช่นเดียวกัน

25. (1) In the early eighteenth century, the violin (2) was used in the orchestra (3) primary as an (4) accompanying instrument.

     (ในช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๘  ไวโอลินถูกใช้ในวงออเคสตร้า  โดยพื้นฐาน (โดยสำคัญ) ในฐานะเป็นอุปกรณ์ประกอบ (ดนตรี)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “primarily” เนื่องจากขยายคำกริยา “used” (ถูกใช้) จึงต้องอยู่ในรูปคำกริยาวิเศษณ์ (adverb)

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 7)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. In the (1) early years of the Republic, George Washington (2)proposed the (3) establishment of (4) an university in the nation’s capital.

    (ในปีแรกๆของสาธารณรัฐ – ตอนเริ่มก่อตั้งประเทศอเมริกาใหม่ๆ – จอร์ช วอชังตัน  เสนอการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของประเทศ)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “a”  เนื่องจากคำว่า  “ยูนิเวอร์ซิที่”  พยางค์ “ยู” มีเสียงพยัญชนะ  มิใช่เสียงสระ “อู” จึงต้องใช้ “a”  ขยาย (ดูรายละเอียดการใช้ “article (A, An)"  ในหมวดข้อสอบ “Error Detection” ตอนที่ ๓ ข้อ ๒)

2. The heart of (1) a normal mouse (2) beats (3) up to 858 times (4)the minute. (หัวใจของหนูปกติเต้นถึง ๘๕๘ ครั้ง ต่อนาที)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “a”  เนื่องจากต้องใช้ “A, An” นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่บอก “ราคา  อัตราส่วน  น้ำหนัก  ความเร็ว  เวลา” เช่น “100 baht a kilo – กิโลละ ๑๐๐ บาท” “10 dollars a pair – คู่ละ ๑๐ เหรียญ  (ดูเพิ่มเติมในเรื่องนี้ในหมวดข้อสอบ “Error Detection” ตอนที่ ๕ ข้อ ๑๗)

3. The value of gold, like (1) those of any other commodity, (2)results from the (3) interplay of the forces of supply and (4)demand.

    (ค่าของทอง  เหมือนค่าของสินค้าชนิดอื่นๆ  เป็นผลมาจากการมีอิทธิพลซึ่งกันและกันของพลังของอุปทานและอุปสงค์)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “that” เนื่องจากแทน “value” ซึ่งเป็นเอกพจน์  ส่วน those” ใช้แทนคำนามพหูพจน์

4. The mathematicians and scientists (1) who designed the first computer (1) programs thought (3) that the task would be straightforward and (4) logic.

     (นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ซึ่งออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ชุดแรก  คิดว่างานดังกล่าวจะตรงไปตรงมาและเป็นไปตามหลักเหตุผล)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “logical” เนื่องจากอยู่หลัง “verb to be” (would be)  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์ (adjective)  เหมือน “straightforward” ส่วน “logic”  เป็นคำนาม หมายถึง “ตรรก  ตรรกวิทยา  เหตุผล

5. (1) Bigness, boastful, and strong frontiersman Mike Fink (2) was the (3) subject (4) of many folk tales.

     (เป็นคนชายแดนที่รูปร่างใหญ่  ขี้โม้ และแข็งแรง  ไมค์ ฟิงค์  เป็นหัวเรื่องของนิทานพื้นเมืองมากมาย – คือคนเล่าขานถึงเขามากมาย)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “Big” เนื่องจากต้องเป็นคำคุณศัพท์  ขยายหน้าคำนาม frontiersman” เหมือนกับ “boastful” และ “strong” ส่วน “bigness” เป็นคำนาม หมายถึง “ความใหญ่

6. The (1) introduction of the power loom (2) enabled weavers (3) to produce yarn goods faster, more efficiently, and (4) less expensive.

    (การนำหูกทอผ้าไฟฟ้าเข้ามาใช้  ทำให้คนทอผ้าสามารถผลิตสินค้าประเภทเส้นด้ายได้อย่างเร็วขึ้น  อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  และอย่างมีราคาแพงน้อยลง)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “less expensively” เนื่องจากขยายกริยา “produce” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (adverb)  เหมือน “more efficiently”  ส่วน “fast” มีรูปคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์ตัวเดียวกัน คือ “fast”  ดังนั้น  เมื่อมีการเปรียบเทียบ ขั้นกว่า”  ไม่ว่าจะเป็นแบบคุณศัพท์ หรือกริยาวิเศษณ์  จึงต้องใช้ “faster”  เพียงอย่างเดียว  ไม่มีรูป “more fastly” ใช้

7. Researchers have found many ways (1) of treating paper (2) so that it will be (3) strong, fireproof, and (4) resistance to liquids and acids.

    (นักวิจัยได้พบวิธีการมากมายในการกระทำกับกระดาษ  เพื่อที่ว่ามันจะได้แข็งแรง  ทนไฟ  และทนทานต่อของเหลวและกรด)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “resistant” เนื่องจากเป็น “complement” ของ “verb to be” (will be)  จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  เหมือนกับ “strong”  และ “fireproof”   ส่วน “resistance” เป็นคำนาม หมายถึง  “การต้านทาน,  ความต้านทาน, การต่อต้าน

8. The goal of (1) unemployment insurance is (2) to support workers (3) have lost their jobs until they are (4) reabsorbed into industry.

    (วัตถุประสงค์ของการประกันการว่างงาน  คือการสนับสนุนคนงานผู้ซึ่งสูญเสียงาน (ตกงาน) ของตน  จนกระทั่งพวกเขาถูกดูดซับเข้าสู่อุตสาหกรรมอีกครั้ง – คือหางานใหม่ได้)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “who have lost” หรือ “that have lost” เนื่องจากเป็น  “adjective clause” ขยาย “workers

9. (1) Most household appliances (2) emitting electromagnetic fields that are (3) basically equivalent to those (4) emitted by high-voltage lines.

    (เครื่องมือตามบ้านเรือนส่วนใหญ่ปล่อยสนามแม่เหล็กออกมา  ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเท่ากับสนามแม่เหล็ก  ที่ถูกปล่อยออกมาโดยสายไฟฟ้าแรงสูง)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “emit” เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค  ที่มี household appliances” เป็นประธาน  ส่วนข้อ (4) ถูกต้องแล้ว  เนื่องจากลดรูปมาจาก “which (that) are emitted

10. (1) Fewest than (2) half of all  adults (3) fully understand the kinds and amounts of exercise (4) necessary for an effective physical fitness program.

      (น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ใหญ่ทั้งหมด  ที่เข้าใจอย่างเต็มที่ถึงชนิดและจำนวนของการออกกำลังกาย  ที่จำเป็นสำหรับโครงการความสมบูรณ์ทางร่างกายที่มีประสิทธิผล – หมายถึงส่วนใหญ่ของผู้ใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ดีพอ)

ตอบข้อ (1)  แก้เป็น “Fewer” เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative) (few  fewer  fewest – น้อย  น้อยกว่า  น้อยสุด + คำนามนับได้  พหูพจน์) (little  less  least – น้อย  น้อยกว่า  น้อยสุด  + คำนามนับไม่ได้  เอกพจน์)

หมวดข้อสอบ Error Detection (ตอนที่ 6)

Choose the underlined part which is grammatically incorrect

(จงเลือกส่วนที่ขีดเส้นใต้ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์)

1. (1) Being in (2) familiar surroundings (3) is pleasant and comforting to (4) a infant.

    (การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย  เป็นที่น่ายินดี และให้ความสุขสบาย – หรือปลอบโยน-ปลอบใจ – แก่เด็กทารก)

ตอบข้อ (4)  แก้เป็น “an”  (ดูเพิ่มเติมการใช้ “a” และ “an”  ในหมวดข้อสอบ  Error Detection ตอนที่ ๓ ข้อ ๒)

2. George Washington, the son of (1) an wealthy planter, (2) became (3) an important American (4) military leader.

    (จอร์ช วอชิงตัน, ลูกชายเจ้าของไร่ผู้มั่งคั่ง, เป็นผู้นำทางทหารชาวอเมริกันที่สำคัญคนหนึ่ง)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “a

3. Of (1) all the native American (2) tribes, the Shawnee Indians (3) were (4) a most nomadic.

     (ในบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันทั้งหมดอินเดียนแดงเผ่าชอว์นีร่อนเร่พเนจรมากที่สุด)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “the most”  (ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (superlative)  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๑๗)

4. Most unskilled workers (1) get paid the minimum wage, (2) which is now (3) more than twelve dollars (4) the hour.

     (คนงานไร้ฝีมือส่วนใหญ่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ  ซึ่งในปัจจุบันมากกว่า ๑๒ เหรียญต่อชั่วโมง)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “an”  เนื่องจากเราใช้ article “a” และ “an” นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่บอก “ราคา, อัตราส่วน, น้ำหนัก, ความเร็ว, เวลา”  และใช้ “an” นำหน้า hour, heir, honest, honorable etc.” (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหมวดข้อสอบ  Error Detection ตอนที่ ๕ ข้อ ๑๗  และตอนที่ ๓ ข้อ ๒)

5. (1) Little is known about (2) her background and (3) early life (4) of prison reformer Jessie Donaldson Hodder.

    (เป็นที่รู้จักกันเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับภูมิหลังและชีวิตในตอนต้น  ของนักปฏิรูปเรือนจำ เจสซี่ โดแนลสัน ฮอดเดอร์)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “the

6. Many (1) of species that (2) lived in the Ice Age (3) no longer (4) exist.

     (พันธุ์พืชและสัตว์จำนวนมากซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคน้ำแข็ง  มิได้มีอยู่ต่อไปอีกแล้ว – ในปัจจุบัน)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “of the speciesเนื่องจากต้องใช้รูป “many of the + Noun (พหูพจน์) (.........จำนวนมาก), “one of the + Noun (พหูพจน์)   (.......หนึ่งในบรรดา,  ...........คนหนึ่ง),  “much of the + Noun (เอกพจน์ – นับไม่ได้) (..........จำนวนมาก)  และ “most of the + Noun (พหูพจน์ หรือ เอกพจน์) (..........ส่วนมาก)  เช่น

    - Many of the students are studying in the library.

      (นักเรียนหลายคนกำลังศึกษาอยู่ในห้องสมุด)

    - She is one of the girls who play basketball.

      (เธอเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เล่นบาสเก็ตบอล)

    - One of the cars has been stolen.

      (รถยนต์คันหนึ่งถูกขโมยไป)

    - Much of the furniture was destroyed in the fire.

      (เฟอร์นิเจอร์จำนวนมากถูกทำลายในกองเพลิง)

    - Most of the houses have been sold.

      (บ้านส่วนใหญ่ได้ถูกขายไปแล้ว)

    - Most of the rice was distributed to victims of the fire.

      (ข้าวส่วนมากได้ถูกแจกให้กับเหยื่อเพลิงไหม้)

7. (1) Successful economists must be (2) able understand the effect of (3) world events on national (4) economies.

    (นักเศรษฐศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จ  จะต้องสามารถเข้าใจผลกระทบของเหตุการณ์ของโลกที่มีต่อเศรษฐกิจแห่งชาติ)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “able to understand”  เนื่องจาก “to be able to (สามารถ) + V. 1

8. Gertrude Ederle (1) was the first woman (2) swimming the English Channel, a feat she (3) accomplished (4) in 1926.

   (เกอร์ทรูด เอเดอร์เล เป็นผู้หญิงคนแรกที่ว่ายน้ำข้ามช่องแคบอังกฤษ – การกระทำอย่างสามารถที่เธอทำได้สำเร็จในปี ๑๙๒๖)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “to swim” เนื่องจากวลี “the first woman” (ผู้หญิงคนแรก)  “the second man” (ผู้ชายคนที่สอง) “the third person” (บุคคลที่สาม)  “the last person” (บุคคลสุดท้าย)  จะต้องตามด้วยคำกริยาที่เป็น “infinitive with to” (to + V. 1) ในกรณีที่เป็น “active voice” หรือ (to + be (get) + V. 3 ในกรณีที่เป็น passive voice) เสมอ เช่น

     -  Amelia Earhart became the first woman to fly solo across the Atlantic Ocean.

       (อมีเลีย เอียฮาร์ท เป็นผู้หญิงคนแรกที่บินเดี่ยวข้ามมหาสมุทรแอตลันติก)

     - Richard E. Byrd was the first person to fly over both the North and South Poles.

       (ริชาร์ด อี เบิร์ด เป็นบุคคลแรกที่บินข้ามทั้งขั้วโลกเหนือและใต้)

     - Jim was the second person to arrive at the party.

       (จิมเป็นบุคคลที่สองที่มาถึงที่งานเลี้ยง)

     - Jenny was the last person to be promoted last year.

       (เจนนี่เป็นบุคคลสุดท้ายที่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว)

     - Private Ryan was the first soldier to be killed in the war.

       (พลทหารไรอันเป็นทหารคนแรกที่ถูกฆ่าตายในสงคราม)

9. A dictionary allows (1) quick access to the (2) meaning of a word (3) only if one knows (4) how spell the word.

    (พจนานุกรมทำให้มีการเข้าถึงอย่างรวดเร็วสู่ความหมายของคำ เฉพาะถ้าคนเรารู้วิธีสะกดคำ – ได้อย่างถูกต้อง) (หมายถึง  ต้องสะกดคำได้อย่างถูกต้อง  จึงจะสามารถค้นคำในพจนานุกรมได้อย่างรวดเร็ว)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “how to spell”  เนื่องจาก  “how + to + V. 1” เช่น

     - He does not know how to swim.

       (เขาไม่รู้วิธีว่ายน้ำ – เขาว่ายน้ำไม่เป็น)

     - They know how to play guitar.

       (พวกเขารู้วิธีเล่นกีตาร์ – พวกเขาเล่นกีตาร์เป็น)

     - We are told how to solve the problem.

      (เราถูกบอกวิธีแก้ปัญหา หรือ ......บอกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร)

     - She asked me how to answer the question.

       (เธอถามผมวิธีตอบคำถาม หรือ ถามผมว่าจะตอบคำถามอย่างไร)

10. One of the (1) essential features of the (2) modern skyscraper (3)  is being the (4) elevator.

     (หนึ่งในบรรดาลักษณะที่จำเป็นที่สุดของตึกสูงระฟ้าสมัยใหม่คือลิฟต์)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “is” เนื่องจากเป็นการใช้คำฟุ่มเฟือย

11. A narcotic is a substance that (1) was having a (2) strong depressant effect on the (3) human nervous (4) system.

     (ยาเสพติดเป็นสารซึ่งมีผลกระทบกดประสาทที่รุนแรงต่อระบบประสาทของมนุษย์)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “has” เนื่องจากกริยา “have” (มี) ไม่ใช้ในรูป continuous tense” (present หรือ past)  และข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน (present simple tense)

12. If (1) all of Picasso’s paintings were exhibited together, there (2)  were (3) enough of them to fill (4) a major museum.

      (ถ้าภาพวาดทั้งหมดของพิคัสโซ่ถูกนำมาแสดงไว้ด้วยกัน  พวกมันจะมีเพียงพอที่จะทำให้พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่เต็มเลยทีเดียว – หมายถึงเต็มพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “would be” เนื่องจากประโยคนี้เป็น “if clause” แบบที่ ๒ (unreal present – ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน) คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  หรือเกิดขึ้นได้ยาก  ใน “if clause”   ใช้ “past simple tense”  ส่วนใน “main clause”  ใช้ “past future tense” (would + V. 1)

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “if clause” แบบที่ ๒ ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๒)

13. A desert area that (1) has been (2) without water for six years will (3) still bloom when rain (4) will come.

      (พื้นที่ในทะเลทรายซึ่งไม่มีน้ำเป็นเวลา ๖ ปี  จะยังคงออกดอกเบ่งบาน  เมื่อฝนมา)

ตอบข้อ (4)  แก้เป็น “comes” เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลังประธานของอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “when, before, after” จะอยู่ในรูป “simple tense” (present, past)  (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๖)

14. (1) Before he died (2) at age 88, Chaplin (3) who lives in Switzerland was knighted (4) by Queen Elizabeth II.

      (ก่อนที่เขาจะตายเมื่ออายุ ๘๘ ปี  ชาลี  แชพพลิน  ซึ่งอาศัยอยู่ในสวิสเซอร์แลนด์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวินโดยควีน เอลิซาเบธ ที่ ๒)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “who lived” เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีตทั้งหมด

15. Tree sloths in Central America live in (1) such a damp jungle (2) climate that a kind of algae (3) growing in their fur (4) turned it green.

       (ตัวสลอธที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ในอเมริกากลาง – มีขนยาว อุ้งเท้ายาวเคลื่อนไหวช้ามาก – อาศัยอยู่ในภูมิอากาศแบบป่าดงดิบที่ชื้นมาก  จนกระทั่งสาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตในขนของมัน  เปลี่ยนขนให้เป็นสีเขียว)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “turns” เนื่องจากประโยคนี้เป็นข้อเท็จจริง  ถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ “present simple tense”  สำหรับข้อ (๓) ถูกต้องแล้ว เพราะลดรูปมาจาก  “that is growing” หรือ “which is growing

16. America (1) will never again has the spirit (2) of adventure as (3) it was before the West (4) was settled.

       (ประเทศอเมริกา – โดยพลเมือง – จะไม่มีจิตวิญญานของการผจญภัยอีกต่อไป  เหมือนกับที่เคยมีก่อนที่ดินแดนทางภาคตะวันตก (ของประเทศ) จะมีการตั้งถิ่นฐานที่อยู่ – หมายถึง อเมริกามีการตั้งรกรากครั้งแรกทางภาคตะวันออกของประเทศโดยผู้ที่อพยพมาจากอังกฤษเนื่องจากมีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกัน  แล้วคนในบริเวณนี้ค่อยๆเดินทางไปตั้งรกรากทางภาคตะวันตก ซึ่งต้องมีการผจญภัย  เสี่ยงอันตรายอย่างมากจากโรคภัยไข้เจ็บและชนเผ่าพื้นเมืองที่ตั้งรกรากอยู่เดิม – คืออินเดียนแดง – และเมื่อทางตะวันตกมีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนแล้ว  คนอเมริกันก็มิได้เป็นนักเดินทางเสี่ยงโชค หรือผจญภัยอีกต่อไป)

ตอบข้อ (3) แก้เป็น “it did” เนื่องจากต้องใช้ “verb to do”  แทนคำกริยาทั่วไป  เมื่อกล่าวถึงกริยาตัวนั้นซ้ำเป็นครั้งที่สอง  ซึ่งในกรณีนี้แทน “had” (มีในอดีต) ดังเช่น

     - She went to the party last night, and I did too.

        (เธอไปงานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  และผมก็ไปเช่นกัน)

     - They like to walk in the morning, and she does too.

        (พวกเขาชอบเดินในตอนเช้า  และเธอก็ชอบเหมือนกัน)

     - They swim well, and we do too.

        (พวกเขาว่ายน้ำเก่ง  และเราก็ว่ายเก่งเหมือนกัน)

17. In (1) prehistoric times, sharp arrowheads were often (2) made and created (3) by grinding rocks (4) together.

      (ในยุคก่อนประวัติศาสตร์  หัวลูกธนูที่แหลมคมมักถูกทำและสร้างขึ้นโดยการบดหินเข้าด้วยกัน)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “made” เนื่องจากเป็นการใช้คำซ้ำโดยไม่จำเป็น   (“made” และ “created”  มีความหมายเหมือนกัน)

18. Hares (1) frequently are often mistaken for rabbits, (2) but hares are larger and (3) usually have longer legs and ears (4) than do rabbits.

       (กระต่ายป่ามักถูกเข้าใจผิดบ่อยๆว่าเป็นกระต่ายบ้าน  แต่กระต่ายป่าตัวใหญ่กว่า  และโดยปกติมีขาและหูยาวกว่ากระต่ายบ้าน)

ตอบข้อ (1) แก้เป็น “are often”  เพราะเป็นการใช้คำซ้ำ (“frequently”  และ  often” มีความหมายเหมือนกัน)

19. (1) At birth, (2) the head of a baby is extremely large (3) in relation to (4) a rest of its body.

      (เมื่อตอนเกิด  ศีรษะของเด็กทารกจะใหญ่อย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับส่วนที่เหลือของร่างกาย)

ตอบข้อ (4) แก้เป็น “the” เนื่องจาก “the rest”  หมายถึง “ส่วนที่เหลือ

20. Children (1) less than five years old (2) has emotional needs that (3) only loving parents (4) can fill.

       (เด็กๆที่มีอายุต่ำกว่า ๕ ปี  มีความต้องการทางอารมณ์  ซึ่งพ่อแม่ที่มีความรักเท่านั้นจะสามารถเติมเต็มได้)

ตอบข้อ (2) แก้เป็น “have”  เนื่องจากประธานของประโยคคือ “Children”  เป็นพหูพจน์

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ Error Detection