หมวดข้อสอบ English for ม. 1 – 3 (Grammar)

หมวดข้อสอบ English for ม. 1 – 3 (Grammar ตอนที่ 1)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

 

Choose the correct answer for each of the following.

(จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องสำหรับแต่ละข้อต่อไปนี้)

 

1. Unless you drink milk, you ___________________________________ have strong teeth.

(ถ้าคุณไม่ดื่มนม  คุณ ________________________________________ มีฟันที่แข็งแรง)

(a) wouldn’t

(b) shouldn’t

(c) won’t    (= Will not  =  จะไม่)

(d) didn’t

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________ we get some rain, the dying crops will be ruined.

(___________ เรา ________ ได้รับฝนบ้าง  พืชที่กำลังจะตาย  จะถูกทำลายเสียหายป่นปี้หมด)

(a) Only    (เพียงแต่)

(b) Unless    (ถ้า  ...............(เรา)................  ไม่)

(c) Despite    (ทั้งๆ ที่)

(d) Whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ    (b)  

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________ he comes in half an hour, I shall go alone.

(_________________ เขา _______________ มาถึงในอีกครึ่งชั่วโมง  ผมจะไปตามลำพัง)

(a) If    (ถ้า)

(b) Because    (เพราะว่า)

(c) Unless    (ถ้า  ....................(เขา).....................  ไม่)

(d) When    (เมื่อ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • __________________________ you work harder, you are going to fail your exams.

(____________________________________________ คุณขยันมากขึ้น  คุณจะสอบตก)

(a) If    (ถ้า)

(b) Unless    (ถ้า  ..............(คุณ)............  ไม่)  (ขยันมากขึ้น)

(c) Although    (แม้ว่า)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (b)

                                       ตัวอย่างที่ 

  •  I don’t like to begin writing a letter, ______________________________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ________________________________________ )

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)  (ถ้าผมไม่มีเวลามาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ    -   ข้อ   (b)

                                          ตัวอย่างที่ 

  •  Don’t open a shop ______________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ___ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)  (หมายถึง  จะทำมาค้าขาย  ต้องยิ้มเก่ง)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                                           ตัวอย่างที่ 

  • He won’t pass his examination _________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ____________________________________________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้“diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง“Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Unless  =  If…………… not”   แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  •  He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มา  ถ้าเขาไม่มีเวลา)

  •  I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา  ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  •  You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  •  She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

2. Everything I tell him goes in one ear and out ____________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมบอกเขา  เข้าหูหนึ่งและทะลุออก ___________ )  (คือ  เข้าหูซ้าย  ทะลุหูขวา)

(a) another

(b) the other    (อีกหูหนึ่ง)

(c) others

(d) the others

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากหมายถึงหูอีกข้างหนึ่งที่เหลือ  (หูคนมี  ๒  ข้าง)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Others,  Another,  Other,  The other,  The others”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ______________ children are very bold; ________________ seem easily frightened.

(เด็ก _____________ กล้าหาญมาก  (แต่) ____________ ดูเหมือนว่าตกใจง่าย  -  หรือขี้กลัว)

(a) Some of __________ other

(b) Some of __________ the others

(c) Some ___________ others    (บางคน ........................  เด็กคนอื่นๆ)

(d) Some ___________ another

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Some”  ใช้คู่กับ  “Others  

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Some children are very bright; ___________________________________ are not.

(เด็กๆ บางคนฉลาดมาก  (แต่) ___________________________________ มิได้ฉลาดมาก)

(a) the other

(b) the others

(c) others    (เด็กคนอื่นๆ)

(d) another

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The ancient Hopewell people of North America probably cultivated corn and ______ crops, but hunting and gathering were still of critical importance in their economy.

(ชาวโฮปเวลล์โบราณในทวีปอเมริกาเหนือ (อินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง) อาจจะเพาะปลูกข้าว โพดและพืช ___________ แต่การล่าสัตว์และเก็บของป่าก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเศรษฐกิจของพวกเขา)

(a) another

(b) the others

(c) other    (อื่นๆ)

(d) other than

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                       ตัวอย่างที่ 

  •  I have ______________________________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ _______________________________________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง” 

                                         ตัวอย่างที่ 

  •  If you don’t want this pen, take _______________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา _______ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่ 

  •  One of my English teachers is American, ___________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ______________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”   เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                      อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก..............................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                       นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..................ใดก็...................หนึ่ง”   เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                            สำหรับการใช้   “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ  “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _____________.   (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน _______________  (ในบรร ดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

(ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒  คน  หรือ  ๒  ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ  “Adjective”  ขยายคำนาม  “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                       กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

  •  There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง)  (ที่เหลืออยู่)

                                       อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

  •  Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                       สำหรับ   “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

3. He will say a few words _________________________________ we will study next year.

(เขาจะพูดนิดหน่อย (สองสามคำ) _____________________________ เราจะเรียนในปีหน้า)

(a) the subjects about which

(b) which about the subjects

(c) about the subjects which    (เกี่ยวกับวิชาต่างๆ ซึ่ง)

(d) about which the subjects

 

4. Every morning he could hear the birds _______________________________________.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนก ____________________________________________ )

(a) song

(b) sing    (ร้องเพลง)

(c) sang

(d) sung

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ตามโครงสร้าง  “Subject + Hear + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง  

                                     ตัวอย่างที่ 

  • It makes you __________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ ____________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests _______________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ __________________________________________________ )

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins ____________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ _________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us _____________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her ___________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ________________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone ______________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน___________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ  เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากหลังกรรมของ   “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”   ต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to”   คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

5. The man was wearing __________ blue jeans, _________ legs of which were soaking wet.

(ชายคนนั้นกำลังสวมกางเกงยีนสีน้ำเงิน __________ ซึ่ง ___________ ขาของมันเปียกโชก)

(a) a ___________ the

(b) a ___________ -

(c) the ___________ the

(d) - ___________ the

ตอบ   -   ข้อ    (d)   คือ  ช่องแรกไม่ต้องเติมอะไร  ส่วนช่องหลังต้องใช้   “The”  เนื่องจากเป็นการเน้น-ชี้เฉพาะ  ว่าเป็นขาของกางเกงยีนตัวที่กล่าวถึง

 

6. Jim should _______ of himself because he has eaten so much that he’s made himself sick.

(จิมควร ____ ในตนเอง  เพราะว่าเขาได้กินเข้าไปมาก  จนกระ ทั่งเขาได้ทำให้ตนเองเจ็บป่วย)

(a) ashame    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) be ashame     (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) be ashamed    (อับอาย, กระดากใจ)

(d) ashamed  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Ashamed”  เป็นคำคุณศัพท์  ต้องใช้กับ   “Verb to be”  และตามด้วย  “Preposition”  (Of)

 

7. He was on the point of picking up the phone _______________________ it began to ring.

(เขากำลังอยู่ในจังหวะที่จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทร ________________ มัน (โทรศัพท์) เริ่มดังขึ้น)  (คือ  กำลังจะโทรออก  ก็มีคนโทรเข้ามาพอดี)

(a) while    (ในขณะที่)

(b) during    (ในระหว่าง)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) then    (ต่อจากนั้น)

(d) when    (เมื่อ)

 

8. The postman _______________________________ the doorbell, but Jenny did not hear it.

(บุรุษไปรษณีย์ ________________________________ กระดิ่งที่ประตู  แต่เจนนี่ไม่ได้ยินมัน)

(a) ring

(b) rings

(c) rang    (สั่น)  (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Ring”)

(d) rung   (กริยาช่องที่  ๓  ของ “Ring”)    

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต  โดยสังเกตจากกริยา  “Did not hear”   ในอีกประโยคหนึ่ง

 

9. Everybody _________________________________________________ fish in my family.

(ทุกคน ___________________ ปลา  ในครอบครัวของผม)  (คือ  ทุกคนในครอบครัวกินปลา)

(a) eat

(b) eats    (กิน)

(c) have eaten

(d) eating

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Everybody,  Everyone”  เป็นสรรพนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กริยา  “Eats”

 

10. My little sister hid __________________________ the bed until my mother left the room.

(น้องสาวตัวน้อยของฉันซ่อน ___________ เตียงนอน  จนกระทั่งแม่ของฉันออกไปจากห้อง)

(a) in

(b) at

(c) under    (ใต้)

(d) behind    (ข้างหลัง)

 

11. Judy ________________________________________ in her room for more than a day.

(จูดี้ ______________________________________ ในห้องของเธอเกินกว่า    วันแล้ว)

(a) have studied

(b) have been studying

(c) has been studied     (ได้ถูกศึกษา)

(d) has been studying    (ได้กำลังศึกษา-อ่านหนังสือ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เป็นการใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} เพื่อบอกถึงเหตุการณ์  (ศึกษาในห้อง) ที่เกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และอาจมุ่งเน้นความยาวนานของเหตุการณ์ด้วย  คือ  เกิดขึ้นนานกว่า  ๑  วัน   ดูเพิ่มเติม   “Tense”  นี้  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • In the last few years our town _________________________________ a great deal.

(ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา  เมืองของเรา __________________________ อย่างมากมาย)

(a) grew

(b) had grown

(c) is growing

(d) has been growing    (ได้กำลังเติบโต)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  คือ  เมืองของเราเริ่มเติบโตเมื่อสอง-สามปีที่แล้ว  ปัจจุบันก็ยังคงเติบโตอยู่  และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคตด้วย   อีกนัยหนึ่ง   คือ  เน้นการเติบโตแบบต่อเนื่องหรือติดต่อกันเป็นเวลาสอง-สามปี

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He looks so exhausted because he ____________________ around the town all day.

(เขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อย-อ่อนล้ามาก  เพราะว่าเขา ____________ รอบเมืองตลอดทั้งวัน)

(a) ran

(b) had run

(c) had been running

(d) has been running    (ได้กำลังวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (คือ  การวิ่งรอบเมือง)  และมีแนวโน้มว่าจะกระทำ (วิ่ง) ต่อไปในอนาคตด้วย  (คือ  ภายหลังจากที่พูดประโยคนี้)   ส่วนอีกนัยหนึ่ง  ต้องการแสดงความต่อเนื่องยาวนานของการทำกริยาวิ่ง  ว่าได้กระทำมาแล้วหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน  (สำหรับนัยยะหลัง  อาจต่อเนื่องแบบหลายๆ ชั่วโมง  วัน  เดือน  ปี  ก็ได้)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Mother _________________________________ very badly for the last few months.

(แม่ ___________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ      ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Present perfect continuous”  และ  “Present perfect”   จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • I ____________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ______ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิด)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)

                                       ตัวอย่างที่ 

  • She ____________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ ________________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้รูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)  และมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย

                                        ตัวอย่างที่ 

  •  Although Mark ____________ for years, he _____________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค _______________ เป็นเวลาหลายปี  เขา ______________ ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า   “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  (แสดงการศึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Miss Kim _____________________________________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  (Subject + Have (Has) + Been + V. ing)   โดยสังเกตจาก  “since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป   “Present perfect” (Subject + Have (Has) + V. 3)   แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนาน  (รวมทั้งไม่เน้นว่าจะทำต่อเนื่องไปในอนาคต)   เหมือนกับ   “Present perfect continuous”   นอกจากนั้น   “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต                          

                                       รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก)   since she left the country”   (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast. 

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว– เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

12. The next test _____________________________________ in the middle of next month.

(การทดสอบครั้งต่อไป ______________________________________ ในกลางเดือนหน้า)

(a) is held    (ถูกจัดขึ้น)  (ในปัจจุบัน)

(b) was held    (ถูกจัดขึ้น)  (ในอดีต)

(c) has been held    (ได้ถูกจัดขึ้น)  (ในอดีต  และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน)

(d) will be held    (จะถูกจัดขึ้น)  (ในอนาคต)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคต

 

13. Mrs. Julia has been worrying __________________ she was told that her son was injured.

(มิสซิสจูเลียได้กำลังวิตกกังวล ____ เธอได้รับการบอกกล่าวว่า  ลูกชายของเธอได้รับบาดเจ็บ)

(a) when    (เมื่อ)

(b) although    (แม้ว่า)

(c) since    (ตั้งแต่)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายการใช้   “Present perfect continuous tense”   ใน  ข้อ  ๑๑  ของข้อสอบชุดนี้

 

14. I have _________________________________________________ him since I was five.

(ผมได้ ___________________________________________ เขา  ตั้งแต่ผมอายุ  ๕  ขวบ)

(a) know

(b) knew

(c) knows

(d) known    (รู้จัก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หลัง   “Have,  Has”   ตามด้วยกริยา  ช่องที่  ๓

 

15. John as well as Jim ____________________________ going to London for a holiday.

(จอห์น  เช่นเดียวกับจิม ____________________ กำลังเดินทางไปลอนดอนเพื่อพักผ่อน)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ    (a)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Peter as well as I _____________________________ a great deal of time swimming.

(ปีเตอร์ เช่นเดียวกับผม ______________________________ เวลามากมายกับการว่ายน้ำ)

(a) spend

(b) spends    (ใช้)

(c) am spending

(d) are spending

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ประธาน  ๒  ตัว  เชื่อมด้วย   “As well as = With = Together with = Along with = Including = Plus  =  รวมทั้ง, เช่นเดียวกับ,  In addition to  =  Besides = นอกจาก,  But  =  แต่,  Except  =  ยกเว้น,  No less than  =  รวมด้วย,  Excluding  =  ไม่นับ, ไม่รวม, Accompanied by  =  ติดตามโดย, พร้อมด้วย,  Not  =  ไม่ใช่,  No one but  =  ไม่มีใครนอกจาก,  Plus  =  บวก, รวมทั้ง,  Like  =  เช่นเดียว กับ,  In company with  =  พร้อมด้วย   ให้ใช้กริยาในประโยคตามประธานตัวหน้า  ในที่นี้   คือ   “Peter”   เช่น

  • My dog as well as my cats eats twice a day. 

(หมาของผมรวมทั้งแมว  กินอาหารวันละ  ๒  มื้อ)

  • The boy with his dog is here.

(เด็กชายรวมทั้งหมาของเขาอยู่ที่นี่แล้ว)

  • John as well as I has been to Hua-Hin several times.

(จอห์นเช่นเดียวกับผม  เคยไปหัวหินหลายครั้ง)

  • Nowadays, young men with a technical education are well paid due to the demand for highly skilled workmen.

(ปัจจุบัน  เด็กหนุ่มที่มีการศึกษาด้านช่าง  ได้ค่าจ้างแพงเนื่องจากความต้องการคนงานที่มีทักษะสูง)

  • The company president along with his secretaries was responsible for the mismanagement of the fund.

(ประธานบริษัทพร้อมทั้งเลขาฯ ของเขา  รับผิดชอบต่อการบริหารเงินกองทุนผิดพลาด)

 

16. The weather is very hot.  You ______________________ find a cooler place to sit down.

(อากาศร้อนมาก  คุณ __________________________ หาที่เย็นๆ กว่านี้  เพื่อที่จะได้นั่งลง)

(a) must    (จะต้อง)

(b) should    (ควร)

(c) know

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการแนะนำว่า  ควรทำเช่นนั้นเช่นนี้

 

17. Bill ______________________________________ his shoes before entering the room.

(บิล ______________________________________ รองเท้าของเขา  ก่อนเข้าไปในห้อง)

(a) took out    (นำออกไปข้างนอก)

(b) took away    (นำไป)

(c) took off    (ถอดออก)

(d) took down

 

18. These letters ___________________________________________ by Bobby last week.

(จดหมายเหล่านี้ ___________________________________ โดยบ๊อบบี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) is written

(b) are written

(c) was written

(d) were written    (ถูกเขียน)

ตอบ   -   ข้อ     (d)   เนื่องจากประธานของประโยค   “These letters”  เป็นพหูพจน์  และถูกกระทำ (ถูกเขียน)  ในอดีต  (สัปดาห์ที่แล้ว)

 

19. He started to work _________________________________________ the age of twelve.

(เขาเริ่มทำงาน ____________________________________________ อายุสิบสองขวบ)

(a) in

(b) at    (เมื่อ)

(c) on

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ) “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์) “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่  ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ) “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}

 

20. George was wondering ______________________________ his daughter was out with.

(จอร์ชกำลังสงสัยว่า _________________ ที่ลูกสาวของเขาออกไปข้างนอกด้วย)  (คือ  สงสัยว่าลูกสาวของเขาออกไปข้างนอกกับใคร)

(a) who    (ใคร)

(b) that

(c) where    (ที่ไหน)

(d) how    (อย่างไร)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

หมวดข้อสอบ English for ม. 1 – 3 (Grammar ตอนที่ 2)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Choose the correct answer for each of the following.

(จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องสำหรับแต่ละข้อต่อไปนี้)

 

1. Listen to those people.  Can you hear them ________________________________?

(ฟังคนเหล่านั้นสิ  คุณสามารถได้ยินพวกเขา ______________________________ ไหม)

(a) shouted

(b) shouting    (กำลังตะโกน)

(c) are shouting

(d) will shout

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มีคำกริยา  ๕  ตัว  (See, Watch, Hear, Listen to, Feel)  ที่ตามด้วยกรรม  แล้วอาจตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ก็ได้  แต่มีความหมายต่างกันเล็กน้อย  เช่น

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • Every morning he could hear the birds sing.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนกร้องเพลง)

  • Professor Collins heard the students talking about him.

(อาจารย์คอลลินส์ได้ยินนักเรียนกำลังพูดคุยเกี่ยวกับตัวเขา)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

  • I felt the house moving.

(ผมรู้สึกว่าบ้านกำลังไหว-สะเทือน)

  • We listened to her singing on the radio.

(เราฟังเธอกำลังร้องเพลงทางวิทยุ)

  • The class listened to me read my report on the incident.

(ชั้นเรียนฟังผมอ่านรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์)

 

2. __________________________________________ do you wind (ไวน์ด) your watch?

(คุณไขลานนาฬิกาของคุณ _____________________________________________ )

(a) How soon    (เร็วเท่าใด)

(b) How much    (มากเท่าใด)  (ใช้ถามเรื่องราคา  เวลา  และคำนามนับไม่ได้)

(c) How often    (บ่อยเท่าใด)

(d) How little    (น้อยเท่าใด)

 

3. When crossing the road you _______________________________________ be careful.

(เมื่อกำลังข้ามถนน  คุณ ________________________________________ ระมัดระวัง)

(a) might    (อาจจะ)

(b) could    (สามารถ)

(c) need to    (จำเป็นต้อง)

(d) can    (สามารถ)

 

4. Tomorrow morning the sky will be _________________ but the sun should come out later.

(เช้าพรุ่งนี้  ท้องฟ้าจะ _________________________ แต่ดวงอาทิตย์จะโผล่ออกมาทีหลัง)

(a) dark    (มืด)

(b) cloudy    (เต็มไปด้วยเมฆ, มืดมัว)

(c) covered    (ถูกปกคลุม)  (ไม่ได้ใจความ)

(d) clouding    (เป็นเมฆหมอก)  (ไม่นิยมใช้รูปนี้)

 

5. When you cross the road, be careful of ______________________________________.

(เมื่อคุณข้ามถนน  จงระวัง ______________________________________________)

(a) traffic

(b) the traffics

(c) a traffic

(d) the traffic    (การจราจร, การสัญจรไปมา, การคมนาคม)

 

6. The city has grown _______________________________________ the past ten years.

(เมืองได้เติบโต ____________________________________________ สิบปีที่ผ่านมา)

(a) while    (ในขณะที่)

(b) as    (ในขณะที่, เมื่อ, เพราะว่า, แม้ว่า)

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) until    (จนกระทั่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “During, While, As”  จากประโยคข้างล่าง

  • During    (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)
  • While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)
  • During the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(ในระหว่างพายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

  • I want you to wait here while I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่  ในขณะที่ผมกำลังซื้อผลไม้)

  • Did you meet my sister during our stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ในระหว่างที่คุณพักในโตเกียวหรือเปล่า)

  • During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

  • During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

  • She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

  • He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

  • Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

  • He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

                                                     สำหรับ  “As”  มีความหมายหลายอย่างดังนี้  คือ

                                     ๑. เพราะว่า, เนื่องจากว่า  (= Because)  (เป็น  “Conjunction”)

  • As she is very tired, she’ll stay home.

(= She’ll stay home as she is very tired.)

(เนื่องจากเธอเหนื่อยมาก  เธอจะพักอยู่กับบ้าน)

  • As he has no money, he can’t buy a new home.

(= He can’t buy a new home as he has no money.)

(เพราะว่าเขาไม่มีเงิน  เขาจึงไม่สามารถซื้อบ้านหลังใหม่)

  • She bought herself an iron, as she felt she couldn’t keep borrowing Anne’s.

(เธอซื้อเตารีดให้ตัวเองตัวหนึ่ง  เพราะเธอรู้สึกว่าเธอไม่สามารถหยิบยืมเตารีดของแอนได้เรื่อยๆ)

  • He thinks he would like to teach, but as his subjects are Greek and Roman he’s not likely to find a job.

(เขาคิดว่าเขาอยากจะสอนหนังสือ  แต่เพระว่าวิชาของเขาคือภาษากรีกและโรมัน  เขาคงมิอาจจะหางานได้)

  • As he had been up since 4 a.m. he was no doubt now very tired.

(เนื่องจากว่าเขาตื่นนอนตั้งแต่ตี  ๔  เขาเหนื่อยมากอย่างไม่ต้องสงสัยเลยในขณะนี้)

                                      ๒. ขณะที่, เมื่อ  (= While)  (เป็น  “Conjunction”)

  • I met my old friend as I was going home.

(ผมพบเพื่อนเก่าขณะที่ผมกำลังกลับบ้าน)

  • We watched our friends as they jumped on the train.

(เรามองดูเพื่อนของเรา  ขณะที่พวกเขากระโดดขึ้นรถไฟ)

  • She wept bitterly as she told her story.

(เธอร้องไห้อย่างขมขื่นขณะที่เธอเล่าเรื่องของเธอ)

  • As the company’s employees retire, they are replaced by their colleagues.

(เมื่อพนักงานของบริษัทเกษียณ  พวกเขาถูกแทนที่โดยเพื่อนร่วมงาน)

  • Jot down notes on thoughts as they come.

(จดโน้ตความคิด (ของคุณไว้) เมื่อมันเกิดขึ้นมา)

                                     ๓.  อย่างที่, ตามที่, เหมือนกับ  (= In accordance with)  (เป็น “Conjunction”)

  • She sings as her mother does.

(เธอร้องเพลงอย่างที่แม่ของเธอร้อง)

  • Do as I tell you.

(จงทำตามที่ผมบอก)

  • As you know, no one likes it.

(เหมือนกับที่คุณรู้นั่นแหละ  ไม่มีใครชอบมันเลย)

  • Parts would be replaced as necessity dictated.

(ชิ้นส่วนจะถูกทดแทนตามที่ความจำเป็นบอกไว้)

  • The project has been completed as (it was) planned.

(โครงการแล้วเสร็จตามที่วางแผนไว้)

  • The applicants filled in the form as (they were) required.

(ผู้สมัครกรอกแบบฟอร์มตามที่กำหนด)

  • He became a doctor as his father did.

(เขาเป็นหมอเหมือนกับพ่อของเขา)

  • Leave it as it is.

(ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละ)  (อย่างที่มันเป็นอยู่)

                                      ๔. ในฐานะ, ในลักษณะ, ในรูป, เป็น  (= In the role of = In the capacity of)  (เป็น “Preposition”)

  • I was treated as a friend, not as a stranger.

(ผมได้รับการปฏิบัติในฐานะเพื่อน  มิใช่ฐานะคนแปลกหน้า)

  • I always thought of myself as a very understanding father.

(ผมคิดถึงตัวเองอยู่เสมอในฐานะพ่อที่เข้าอกเข้าใจ (ลูกๆ) เป็นอย่างมาก)

  • You regard the whole thing as a joke.

(คุณมองว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องตลก)

  • He worked there as a teacher.

(เขาทำงานที่นั่นในฐานะครู)

  • The sudden change had come as a shock to her.

(ความเปลี่ยนแปลงอย่างทันใดเป็นเรื่องน่าตกอกตกใจสำหรับเธอ)

  • They met in London almost as strangers.

(พวกเขาพบกันในลอนดอนเกือบจะในฐานะคนแปลกหน้า)  (คือ  ตอนเจอกัน  แทบจะไม่รู้จักกันมาก่อนเลย)

  • She was offered a job as a secretary.

(เธอได้รับการเสนองานเป็นเลขานุการ)

  • He was dressed as a pilot.

(เขาแต่งตัวเป็นนักบิน)  (สวมชุดนักบิน)

  • The rock served as a hammer when the campers forgot to bring one with them.

(หินก้อนนี้ทำหน้าที่ (ถูกใช้) เป็นค้อน  เมื่อผู้ไปพักแรมลืมนำค้อนติดตัวไปด้วย)

                                      ๕. เท่ากันกับ, พอๆกันกับ  (As………as)  (= To the same degree that)  (เป็น “Conjunction”)

  • I’m as good a cook as she is.

(ผมเป็นพ่อครัวที่เก่งเท่าๆ กับเธอ)

  • Has everyone eaten as much as he wants?

(ทุกคนได้กินมากเท่าที่ตนเองต้องการหรือเปล่า)

  • The meal was as marvelous as the conversation.

(อาหารวิเศษเท่าๆกับการสนทนา)  (อาหารอร่อย  เท่าๆกับคุยสนุก)

  • She is as attractive as her sister.

(เธอมีเสน่ห์พอๆกับน้องสาวของเธอ)

  • He isn’t as tall as his father.

(เขาไม่สูงเท่ากับพ่อ)

  • They have as much money as (they have) power.

(พวกเขามีเงินมากเท่าๆกับมีอำนาจ)

  • Treat the patient as soon as possible.

(รักษาคนป่วยให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้)

  • The living-room was as crowded as ever.

(ห้องรับแขกมีคนมากเท่าๆกับที่เคยมี)

  • There were as many as 500 baboons.

(มีลิงบาบูนมากถึง  ๕๐๐  ตัว)

  • They beat their wings as fast as 80 times a second.

(พวกมันกระพือปีกเร็วเท่าๆกับ  ๘๐  ครั้งต่อวินาที)

  • She sings as well as she dances.

(เธอร้องเพลงได้ดีพอๆกับเต้นรำ)

  • Laura has as many friends as Jenny.

(ลอร่ามีเพื่อนมากเท่าๆกับเจนนี่) 

  • We don’t drink as much wine as they do.

(เราไม่ดื่มไวน์มากเท่ากับที่พวกเขาดื่ม)

                                     ๖. ถึงแม้ว่า  (= Though = Although)  (เป็น “Conjunction”)

  • Quickly as they walked, they couldn’t catch the train.

(ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเดินเร็ว  พวกเขาตกรถไฟ)

  • Diligent as he was, he didn’t pass the exam.

(แม้ว่าเขาจะขยัน  เขาสอบตก)

  • Sick as she was, she went to school.

(แม้ว่าเธอป่วย  เธอไปโรงเรียน)

  • Clever as they were, they couldn’t solve the problem.

(แม้ว่าพวกเขาจะฉลาด  พวกเขาก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้)

  • Much as she loves him, she will not marry him.

(แม้ว่าเธอจะรักเขามาก  เธอจะไม่แต่งงานกับเขา)

 

7. Bill is only sixteen, ________________________ he should not be allowed to drive a car.

(บิลอายุเพียง  ๑๖  ปีเท่านั้น ___________________ เขาไม่ควรได้รับอนุญาตให้ขับรถยนต์)

(a) so far    (หมู่นี้, เท่าที่ผ่านๆมา)

(b) however    (อย่างไรก็ตาม, แต่)

(c) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(d) but    (แต่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคที่นำหน้า  “Therefore, Consequently, Accordingly, So, Thus, Hence, As a result, As a consequence”  (ทุกคำหมายถึง  “ดังนั้น, เพราะฉะนั้น, ผลที่ตามมาคือ”)   จะเป็น  “เหตุ”  (Cause)  (บิลอายุเพียง  ๑๖  ปีเท่านั้น)   ส่วนประโยคที่ตามหลังมันจะเป็น  “ผล”  (Result)  (เขาไม่ควรได้รับอนุญาตให้ขับรถ)

 

8. The firemen fought for three hours before they managed to _________________ the fire.

(พนักงานดับเพลิงต่อสู้เป็นเวลา  ๓  ชั่วโมง  ก่อนที่พวกเขาจะสามารถ __________ ไฟได้)

(a) put up    (สร้างขึ้น, เก็บเข้าของ, เก็บอาวุธเข้าฝัก)

(b) put out    (ดับ)

(c) put off    (เลื่อนเวลา, ผัดเวลาออกไป)

(d) put away    (เก็บเข้าที่, เอาไปไว้ที่เดิม)

 

9. Tommy never goes out with us because he has ___________________________ money.

(ทอมมี่ไม่เคยออกไปข้างนอกกับเรา  เพราะว่าเขามีเงิน _________________________)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(c) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(d) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Few, A few, Little, A little”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • There is ________________________________ nice scenery not far from here.

(มีทิวทัศน์ที่สวยงาม __________________________________ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่)

(a) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little    (พอมีอยู่บ้างนิดหน่อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้างนิดหน่อย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)  

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Scenery”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และข้อนี้ใช้ในความหมายที่ดี  เป็นบวก  คือ  บอกว่า  “มีทิวทัศน์สวยงามอยู่บ้างไม่ไกลจากที่นี่”  คล้ายกับว่า  น่าจะไปดูทิวทัศน์พวกนี้กัน  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Little, A little, Few, A few”  จากประโยคข้างล่าง 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Though the question was difficult, ____________________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก ________________________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • Let’s go and have a bottle of beer.  I still have ________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ _________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้าง  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I’m always so busy that I have __________________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา ______ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                                          ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, _________________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ___________ มา)  (ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก 

                                         ตัวอย่างที่  

  • There are _________________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ______________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)    (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

  • She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

  • I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

  • I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

10. Please help us.  We _______________________________________________ our way.

(โปรดช่วยเราด้วย  เรา _______________________________________________ ทาง)

(a) lose    (หลง)

(b) are losing    (กำลังหลง)

(c) have lost    (ได้หลง ............(ทาง)................. แล้ว)

(d) have been lost    (ได้ถูกทำหาย)  (เป็น  “Passive voice”)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  ใช้บอกถึงเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว (ทำแล้ว),  ยังไม่เกิดขึ้น (ยังไม่ได้ทำ) , หรือต้องการถามว่า  “ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  อย่างไรก็ตาม  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ “Yet”  ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

  • She has lost her purse.

(เธอทำกระเป๋าสตางค์หายไปแล้ว)

  • We have done our homework.

(เราได้ทำการบ้านแล้ว)

  • They haven’t finished their project.

(พวกเขายังทำโครงการไม่เสร็จ)

 

11. Ask the visitor to come in; don’t keep him ______________________________ outside.

(จงขอร้องให้แขกเข้ามาข้างใน  อย่าปล่อยให้เขา _____________________ อยู่ข้างนอก)

(a) stand

(b) standing    (ยืน)

(c) to stand

(d) to be standing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตามโครงสร้าง  “Keep + Verb + ing”  (She keeps swimming.)  (เธอว่ายน้ำต่อไป  -  ไม่หยุด)  หรือ  “Keep + กรรม + Verb + ing”  (They kept me waiting.)  (พวกเขาทำให้ผมรอต่อไปเรื่อยๆ)

 

12. __________________________________________________________, he left home.

(__________________________________________________ เขาออกจากบ้านไป)

(a) Scolding    (ด่า)

(b) Having scolded    (ได้ด่า)

(c) After scolding    (หลังจากด่า)

(d) Having been scolded    (เมื่อได้ถูกด่า)

ตอบ    -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกด่า)  สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “Scolded”  เฉยๆ ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________ the second time, the snake died.

(_________________________________________________ เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Having been beaten”  ก็ได้  เนื่องจากประธานของประโยค  (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓  ขึ้นต้นประโยค   หรือใช้โครงสร้าง  “Perfect participle”  (Having been beaten)  ดูเพิ่มเติม การใช้  “Verb + ing” และ  “Verb 3”  (หรือ  “Having been + Verb 3)  ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อแสดง “Active voice” และ “Passive voice” (ตามลำดับ)  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่       (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

(1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Loved”  หรือ  “Having been loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ “Ballet” เป็นสิ่งที่   “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved (Having been loved)  throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished (Having been punished) by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten (Having been bitten) by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

  • Killed (Having been killed) in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked (Having been asked) by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

                                        อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานของประโยค  เป็นผู้ทำกริยาในวลี  กริยานั้นจะต้องเป็น  “Present participle” (Verb + ing)   เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

 

13. Whenever he has any money, he _____________________________ it with his brother.

(เมื่อใดก็ตามที่เขามีเงิน  เขา ____________________________ มันกับน้องชายของเขา)

(a) shares    (แบ่งปัน)

(b) shared

(c) sharing

(d) has shared

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงต้องใช้กริยาในประโยคใหญ่  (Shares)  ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคย่อย  (Has)  กล่าวคือ  อยู่ในรูป  “Present simple tense”  (Verb 1)   ด้วยกันทั้งคู่

 

14. Your composition is too short.  Write _______________________________ page or two.

(เรียงความของคุณสั้นเกินไป  ให้เขียน (เพิ่ม) ____________________ หน้าหรือสองหน้า)

(a) other    (อื่นๆ)  (ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายหน้าคำนาม)

(b) another    (อีกหนึ่ง)  (ใช้ขยายนามนับได้  เอกพจน์)

(c) others    (อื่นๆ)  (หลายๆคนหรือหลายๆสิ่ง)

(d) the other    (อื่นๆ)  (ที่เหลือเป็นคนสุดท้าย หรือสิ่งสุดท้าย)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Another, Other, Others, The other”   จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • As soon as Frank finishes one job, he starts __________________________ one.

(ในทันทีที่แฟรงค์ทำงานหนึ่งเสร็จ  เขาก็จะเริ่มต้น (ทำ)  _______________________ )

(a) others

(b) all other

(c) the others

(d) other

(e) another    (อีกงานหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (e)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Another, Other, Others, The other, The others”   จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ______________ children are very bold; _______________ seem easily frightened.

(เด็ก ________ กล้าหาญมาก  (แต่) _______ ดูเหมือนว่าตกใจง่าย)   (หรือขี้กลัว ขี้ตกใจ)

(a) Some of __________ other

(b) Some of __________ the others

(c) Some ___________ others    (บางคน ........................ เด็กคนอื่นๆ)

(d) Some ___________ another

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Some”  ใช้คู่กับ  “Others”   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Others, Other, Another, The Other, The others”   จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Some children are very bright; __________________________________ are not.

(เด็กๆ บางคนฉลาดมาก  (แต่) _________________________________ มิได้ฉลาดมาก)

(a) the other

(b) the others

(c) others    (เด็กคนอื่นๆ)

(d) another

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The ancient Hopewell people of North America probably cultivated corn and ______ crops, but hunting and gathering were still of critical importance in their economy.

(ชาวโฮปเวลล์โบราณในทวีปอเมริกาเหนือ (อินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง) อาจจะเพาะปลูกข้าว โพดและพืช _________________ แต่การล่าสัตว์และเก็บของป่าก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเศรษฐกิจของพวกเขา)

(a) another

(b) the others

(c) other    (อื่นๆ)

(d) other than

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I have ______________________________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ _______________________________________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If you don’t want this pen, take _______________.  There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา ____ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • One of my English teachers is American, __________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน _________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                         อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...............................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                        นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่) ..............ใดก็............... หนึ่ง”   เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                         สำหรับการใช้   “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ  “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in ________________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน _______________ (ในบรร ดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

(ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other    (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒  คน  หรือ  ๒  ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ  “Adjective”  ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร} (หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                      กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One”  คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็น ต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง)  (ที่เหลืออยู่)

                                     อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์)  สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม  ๒  คันมีสีดำ  ๓  คันสีแดง  ๔  คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                       สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

15. This test is for students __________________________ native language is not English.

(การทดสอบนี้สำหรับนักเรียน ____________ ภาษาที่ใช้พูดตั้งแต่เกิดมิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) that

(b) whose    (ผู้ซึ่ง ............(ภาษาที่ใช้พูดตั้งแต่เกิด)............. ของตน)  (มิใช่ภาษา........)

(c) which

(d) of whom

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  (นักเรียน.......ผู้ซึ่งภาษา............ของตน.............)  สำหรับการใช้  “Of whom, Of which”  ดูจากประโยคข้างล่าง

  • She had three sons, all of whom became doctors.

(เธอมีลูกชาย  ๓  คน  ผู้ซึ่งทั้งหมด (ทุกคน) เป็นหมอ)

  • The house of which the roof is red is Cindy’s.

(= The house the roof of which is red is Cindy’s)

(บ้านซึ่งหลังคามีสีแดงเป็นของซินดี้)

  • He has 3 cars, all of which are white.

(เขามีรถ  ๓  คัน  ซึ่งทุกคันมีสีขาว)

  • She has 2 mobile phones, both of which are very expensive.

(เธอมีโทรศัพท์มือถือ  ๒  เครื่อง  ซึ่งทั้งคู่ราคาแพงมาก)

 

16. I can never understand him, and he can never understand me __________________.

(ผมไม่สามารถเข้าใจเขาได้  และเขาก็ไม่สามารถเข้าใจผมได้ ____________________ )

(a) too    (ด้วย, เช่นกัน)  (ใช้พูดคล้อยตามในประโยคบอกเล่า)

(b) as well    (ด้วย, เช่นกัน)  (ใช้พูดคล้อยตามในประโยคบอกเล่า)

(c) neither    (ไม่เช่นเดียวกัน)

(d) either    (เช่นกัน)  (ใช้พูดคล้อยตามในประโยคปฏิเสธ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากข้อความ  “Can never understand”  แสดงความเป็นปฏิเสธ  ดูเพิ่มเติมการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

  • She can’t swim, and her sister can’t either.

(= She can’t swim, and neither can her sister.)

(เธอว่ายน้ำไม่เป็น  และน้องสาวของเธอก็ไม่เป็นเช่นกัน)

  • My friends don’t like Italian food, and I don’t either.

(=My friends don’t like Italian food, and neither do I.)

(เพื่อนของผมไม่ชอบอาหารอิตาเลียน  และผมก็ไม่ชอบเช่นกัน)

  • Mr. Thomson speaks German well, and his daughter does too.

(มิสเตอร์ทอมสันพูดภาษาเยอรมันเก่ง  และลูกสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • I will go fishing next week.  My friends will too.

(ผมจะไปตกปลาสัปดาห์หน้า  เพื่อนของผมก็จะไปฯเช่นกัน)

  • He needs to develop his reading further, and his writing as well.

(เขาจำเป็นต้องพัฒนาการอ่านต่อไป  และการเขียนด้วยเช่นกัน)

  • It obviously brought him a great deal of fame, and money as well.

(มันนำชื่อเสียงมาให้เขามากมายอย่างเห็นได้ชัด  และเงินด้วยเช่นกัน)

  • Now he stretched out the other leg as well.

(ในตอนนี้เขายื่นขาอีกข้างหนึ่งออกไปด้วยเช่นกัน)  (หลังจากที่ยื่นออกไปแล้วข้างหนึ่งก่อนหน้านี้)

  • You’ve already been late for breakfast, and if you don’t eat fast, you’ll be late for school as well.

(เธอล่าช้าแล้วนะสำหรับอาหารเช้า  และถ้าเธอไม่รีบกิน  เธอก็จะไปโรงเรียนสายด้วยเช่นกัน)

                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                              

17. What __________ fine day and what __________ wonderful weather for our picnic!

(มันช่างเป็นวันที่ (แดด) ดี __________ อะไรเช่นนี้  และอากาศก็ช่างวิเศษ  ___________ สำหรับการไปปิกนิกของเรา)

(a) the ___________ the

(b) a ___________ a

(c) a ___________ no word   

(d) the __________ a

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้  “What a fine day”  เนื่องจาก  “Day”  เป็นนามนับได้  เอกพจน์   แต่ใช้  “What wonderful weather”  เนื่องจาก  “Weather”  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)

 

18. We had been studying until very late one night, and then the light _________________.

(เราได้กำลังอ่านหนังสือ (อยู่ก่อนแล้ว) จนกระทั่งดึกมากในคืนวันหนึ่ง  และต่อมาไฟฟ้า ______)

(a) went down    (ลดลง  เช่น ราคาสินค้า)

(b) went up    (เพิ่มขึ้น  ราคาสินค้า)

(c) went out    (ดับ, ออกไปข้างนอก)

(d) went back    (กลับไป, ขึ้นถึงขีดสุดและกำลังลดถอย, แก่เต็มที่และกำลังจะตาย)

 

19. Please write __________________ ink when you fill ___________________ the form.

(โปรดเขียน _____________ หมึก  เมื่อคุณกรอก (ข้อความ) ____________ แบบฟอร์ม)

(a) with ___________ on

(b) in ___________ with

(c) with ___________ off

(d) in ___________ out    (ด้วย .......................... ใน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ทั้งนี้  อาจใช้  “Fill in the form”  (กรอกข้อความในแบบฟอร์ม)  ก็ได้

 

20. Neither you nor your sister ______________________________________ my new car.

(ทั้งคุณและน้องสาวยังไม่ _______________________________ รถยนต์คันใหม่ของผม)

(a) is seen

(b) are seen

(c) has seen    (ได้ (เคย) เห็น)

(d) have seen 

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ประธาน  ๒  ตัว  เชื่อมด้วย  “Or,  Either………….or,  Neither…….…nor,  Not only……....but also”  ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Neither you nor Jack _________________________________________ seriously.

(ไม่ทั้งคุณและแจ๊ค _________ อย่างจริงจัง)  (คือ  ทั้งคุณและแจ๊คมิได้ศึกษาอย่างจริงจัง)

(a) study

(b) studies    (ศึกษา)

(c) be studying

(d) be studied

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ประธาน  ๒  ตัว  เชื่อมด้วย  “Or, Either…….or, Neither……nor, Not only……..but also”  ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Neither I nor my sister _______________________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว ______________ ไปเต้นรำ)  (คือ ทั้งผมและน้องสาวไม่ไปเต้นรำ)

(a) is

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก ประธานประโยค  ๒  ตัว เชื่อมด้วย “Or, Either… …..or, Neither…….nor, Not only……..but also   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

  • When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “the television”)

  • Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “I”)

  • Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา ๕ ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง)  (ใช้กริยาตาม “I”)

  • Either excessive social obligations or just plain laziness has kept him from his work.

(ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตาม “plain laziness”)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้

 

 

 

 

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ  English for ม. 1 – 3 (Grammar)