การเขียน (WRITING)

การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 9)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                       ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

                                                                 President Jefferson’s gift pet

                      Though they were not trained naturalists, Meriwether Lewis and William Clark in their explorations of North America in the early nineteenth century came across enough unfamiliar birds, mammals, and reptiles to fill a zoo.  In keeping with President Jefferson’s orders, they took careful note of 122 species and subspecies that were unknown to science and in many cases native only to the West.  Clark made sketches of any particularly intriguing creature.  He and Lewis also collected animal hides and horns and bird skins with such care that a few of them were still intact nearly two centuries later.  While Lewis and Clark failed to meet the mythological monsters reputed to dwell in the West, they did unearth the bones of a 45-foot dinosaur.  Furthermore, some of the living beasts they did come upon, such as the woolly mountain goat and the grizzly bear, were every bit as odd or as fearsome as any myth.  In their collector’s enthusiasm, they even floated a prairie dog out of its burrow by pouring in five barrelfuls of water, then shipped the frisky animal to Jefferson alive and yelping.

(คำแปล)                                     สัตว์เลี้ยงของขวัญของประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สัน

                         แม้ว่าพวกเขาจะมิใช่นักธรรมชาติวิทยาที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมา  เมริเวทเซอร์ ลูอิส และวิลเลียม คล้าค, ในการสำรวจทวีปอเมริกาเหนือของเขาในตอนต้นศตวรรษที่  ๑๙, ได้พบโดยบังเอิญเหล่านก, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  และสัตว์เลื้อยคลานที่ไม่คุ้นเคย  ซึ่งมีจำนวนเพียงพอที่จะเติมเต็ม (บรรจุใน) สวนสัตว์แห่งหนึ่งได้  ทั้งนี้  ในการปฏิบัติตามคำสั่งของประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สัน  (ประธานาธิบดีคนที่  ๓  ของสหรัฐฯ ระหว่าง ๑๐๘๑ – ๑๘๐๙)  พวกเขา (ลูอิสและคล้าค) ได้จดบันทึกอย่างรอบคอบพันธุ์สัตว์ จำนวน  ๑๒๒  ชนิด  (ทั้งใหญ่และย่อย)  ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักกันใน  (แวดวง)  วิทยาศาสตร์   และในหลายกรณีเป็นสัตว์พื้นเมืองเฉพาะของซีกโลกตะวันตกเท่านั้น  โดยคล้าคได้วาดภาพอย่างคร่าวๆ สัตว์ที่ดึงดูดใจ  (มีเสน่ห์)  เป็นพิเศษ  เขาและลูอิสยังได้เก็บรวบรวมหนังและเขาสัตว์  และหนังนกด้วยความระมัดระวังอย่างมาก  ถึงขนาดที่ว่าส่วนหนึ่ง (ส่วนน้อย) ของสิ่งเหล่านี้ยังมิได้ถูกแตะต้องเลยเมื่อเกือบ  ๒  ศตวรรษ  (๒๐๐ ปี)  ต่อมา  ทั้งนี้  ในขณะที่ลูอิสและคล้าคไม่พบสัตว์ประหลาด (สัตว์ใหญ่) ในตำนาน  ที่มีชื่อเสียงว่าอาศัยอยู่ในซีกโลกตะวันตก  เขาทั้งสองได้ขุดพบกระดูกไดโนเสาร์ที่มีความยาว  ๔๕  ฟุต  ยิ่งกว่านั้น  สัตว์ตัวเป็นๆ  (มีชีวิต)  ที่พวกเขาพบ  เช่น  แพะภูเขาขนรุงรังและหมีสีเทา  ก็มีความแปลกประหลาดและน่ากลัวเท่ากันทุกประ การกับ (สัตว์ใน) ตำนาน  โดยในความกระตือรือร้นของผู้เก็บสะสม (สัตว์ต่างๆ)  (หมายถึงลูอิสและคล้าค)  เขาทั้งสองถึงขนาดทำให้สุนัขขนยาว  (ของทุ่งหญ้าแพรรี่)  ลอยออกมาจากโพรงของมัน  โดยการเทน้ำ  ๕  ถัง  (เข้าไปในโพรงสุนัข)  และต่อมาได้ส่ง  (โดยทางเรือ)  เจ้าสุนัขที่กระโดดโลดเต้น (ด้วยความตกใจ) ตัวนั้นไปให้ประธานาธิบดีเจฟเฟอร์สัน  ในแบบตัวเป็นๆ  และกำลังเห่าหรือร้องเอ๋ง

 

                                                               Looking for your first job

                     If you are just leaving school or college and are looking for your first job, you must make sure that any previous work experience does not go unnoticed.  Mention any part-time jobs you have had together with work experience placements or special projects you undertook.  Mention any responsibilities that you were given in these jobs (or at school) which show transferable skills that can be built upon in other jobs; for example, you may have taken the role of social secretary or fundraiser for charity projects at school, etc.  These show aptitudes for other posts; many of the skills you have learned through these activities may be transferable.  You may be used to booking meetings, working out budgets, etc.  These can all be useful to your potential employer.  You don’t need to mention very short-term jobs which are not relevant to your chosen career.  Mentioning work experience is useful as you can then convince an employer that you are aware of the demands of working, which are rather different to being in full-time education.  The interviewer will want to be sure that you will turn up on time and can work throughout the working day.  If you have not yet worked and are indignantly thinking that you spent for long than the average working day writing your thesis, etc, remember that in those circumstances you could plan your own time.  If you want to start work at lunch-time and continue until midnight, nobody would stop you.  In full-time work, you will need to fit in with the timescales of the organization.

(คำแปล)                                          การมองหางานชิ้นแรกของคุณ           

                          ถ้าคุณกำลังจะออกจากโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย  (เมื่อเรียนจบ)  และกำลังมองหางานชิ้นแรก  คุณจะต้องมั่นใจว่าประสบการณ์งานใดๆก่อนหน้านี้  มิได้ผ่านไปโดยไม่มีผู้สังเกตเห็น  (คือ  ให้คนรู้ว่าคุณมีประสบการณ์ทำงาน)  จงกล่าวถึงงานพาร์ตไทม์ใดๆที่คุณมี  พร้อมทั้งการจัดอันดับหนึ่งถึงสามของประสบการณ์ทำงาน  หรือโครงการพิเศษที่คุณได้รับทำ  (และ)  จงกล่าวถึงความรับผิดชอบใดๆ  ซึ่งคุณได้รับมอบหมายในงานเหล่านี้  (หรือที่โรงเรียน)  ซึ่งแสดงทักษะที่สามารถถ่ายทอดได้  ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในงานอื่นๆ  เช่น  คุณอาจจะรับบทบาทของเลขานุการด้านสังคมหรือผู้หาทุนสำหรับโครงการกุศลที่โรงเรียน  เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถ (ความถนัด)  สำหรับตำแหน่งอื่นๆ  (กล่าวคือ)  ทักษะหลายอย่างซึ่งคุณได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเหล่านี้อาจจะสามารถถ่ายทอดได้  (ไปสู่ผู้อื่น  หรืองานอื่น)  โดยคุณอาจจะคุ้นเคยกับการจองการประชุม  (จองห้องประชุมในโรงแรม)  หรือจัดทำงบประมาณ  เป็นต้น  สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถเป็นประโยชน์ทั้งหมดกับผู้ที่จะเป็นนายจ้างของคุณ    โดยคุณไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงงานระยะสั้นมากๆ ที่ไม่สัมพันธ์กัน  (ตรงประเด็น)  กับอาชีพที่คุณเลือก,  การกล่าวถึงประสบการณ์ทำงานมีประโยชน์  เพราะคุณสามารถทำให้นายจ้างเชื่อได้ว่า  คุณตระหนัก (รู้ดี) ถึงความต้องการการทำงาน  ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับการอยู่ในการศึกษาแบบเต็มเวลา  (หมายถึง  การทำงานและการเรียนในห้องเรียนมีความแตกต่างกัน)  ผู้สัมภาษณ์จะต้องการมั่นใจว่าคุณจะปรากฏตัวตรงเวลา (เมื่อได้งานทำแล้ว) และสามารถทำงานได้ตลอดทั้งวัน (จันทร์ – ศุกร์)  ทั้งนี้  ถ้าคุณยังมิได้ทำงานและกำลังคิดอย่างโมโหว่า  คุณใช้เวลานานกว่าวันทำงานโดยเฉลี่ยในการเขียนวิทยานิพนธ์ของคุณ  หรืออื่นๆ,  จงจำไว้ว่า  ในสถานการณ์เหล่านั้น  คุณสามารถวางแผนเวลาของคุณเองได้  (และ)  ถ้าคุณต้องการเริ่มงานตอนเวลาอาหารกลางวันและทำต่อไปจนกระทั่งเที่ยงคืน  ก็ไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้  (หมายถึง  ถ้าเป็นงานพาร์ตไทม์),  (แต่)  ในงานแบบทำเต็มเวลา  คุณจำเป็นจะต้องปรับให้สอดคล้องกับตารางเวลาขององค์กร           

                     You may be competing with other individuals who do have full-time work experience (although they may not have your qualifications) so think of the advantages there are to the company of taking you on instead, and mention these without being rude to the others.

                     How you will fit in will be judged on your academic and home life as the prospective employer has nothing else to go on.  Some interviewers still ask questions regarding your parents’ occupations to get an idea of your background.

(คำแปล)

                       คุณอาจจะกำลังแข่งขันอยู่กับบุคคลอื่นๆ  ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานแบบเต็มเวลา (แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่มีคุณสมบัติ หรือคุณวุฒิเหมือนกับคุณ)  ดังนั้น  ให้คิดถึงประโยชน์  (ข้อได้เปรียบ)  ที่จะพึงมีกับบริษัทถ้ารับคุณเข้าทำงาน  แทนที่จะรับคนอื่น  และจงกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้โดยมิได้หยาบคายกับผู้อื่น  (หมายถึง  ไม่กล่าวถึงผู้สมัครคนอื่นในทางร้าย  หรือในแบบดูหมิ่นดูแคลน)

                      ส่วนคุณจะมีความเหมาะสมอย่างไรนั้น  จะได้รับการพิจารณา (ตัดสิน) จากผลการเรียนและชีวิตที่บ้านของคุณ  เนื่องจากผู้ที่จะเป็นนายจ้าง  (ของคุณ)  ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะใช้พิจารณา  โดยผู้สัมภาษณ์บางคนยังคงถามคำถามเกี่ยวกับอาชีพของพ่อแม่ของคุณ  เพื่อให้ได้ข้อคิดเห็น (ความเข้าใจ) เกี่ยวกับภูมิหลังของคุณ                        

 

                                                  How do plants and animals live in the desert?

                        To begin with, there are many kinds of deserts.  Some are the familiar deserts of bare rock and shifting sand, upon which the hot sun beats down.  But some deserts, such as the Gobi, have bitterly cold winters.  So a desert is really a region where only special forms of life can exist.  And the form of life is the kind that has managed to adapt itself to the particular conditions of the particular desert.

                        For example, cacti are well-known desert plants.  They have thick, fleshy stems without true leaves.  Desert shrubs that have leaves usually have small ones.  Little or no leaf surface prevents too much evaporation of water from the plant.

                        Many desert plants have thorn, spines, or a disagreeable taste or smell.  This discourages animals that might eat them and so helps them survive.  Desert plants usually lie dormant during the dry or cool season, or drop seeds that can survive such a period.

(คำแปล)                                    พืชและสัตว์อาศัยอยู่ในทะเลทรายได้อย่างไร

                       เริ่มต้นก็คือ  มีทะเลทรายหลายประเภท  บางแห่งเป็นทะเลทรายที่คุ้นเคย  ซึ่งมีหินที่ไม่มีอะไรปกคลุมและทรายที่เคลื่อนย้ายไปได้  ซึ่งมีดวงอาทิตย์ที่ร้อนคอยแผดเผา  แต่ทะเลทรายบางแห่ง  เช่นทะเลทรายโกบี  (ในจีน)  มีฤดูหนาวที่หนาวอย่างสาหัส  ดังนั้น  ทะเลทรายแท้ที่จริงแล้วเป็นบริเวณ (ภูมิภาค) ซึ่งเฉพาะรูปแบบชีวิตพิเศษเท่านั้นที่สามารถดำรงอยู่ได้  และรูปแบบชีวิตนี้  เป็นชนิดที่สามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาวะพิเศษของทะเลทรายโดยเฉพาะ

                      ตัวอย่าง  เช่น  ต้นตะบองเพชรเป็นพืชทะเลทรายที่รู้จักกันดี  มันมีลำต้นหนาและมีเนื้อมาก (อ้วน)  โดยปราศจากใบที่แท้จริง  ส่วนไม้พุ่มในทะเลทรายซึ่งมีใบ  ก็มักจะมีใบเล็กๆ  ทั้งนี้  ผิวด้านนอก (ของลำต้น) ที่มีใบนิดหน่อยหรือไม่มีเลย  ป้องกันการระเหยของน้ำจากพืช (ตะบองเพชร) ที่มากเกินไป

                      พืชทะเลทรายจำนวนมากมีหนาม  หรือมีรสหรือกลิ่นที่ไม่ดี  สิ่งนี้ขัดขวางสัตว์ซึ่งอาจจะกินมัน  และดังนั้น  ช่วยให้พวกมันรอดชีวิต  พืชทะเลทรายโดยปกติแล้วจะนอน (ตั้ง) อยู่นิ่งๆ ในระหว่างฤดูที่แห้งแล้งหรือหนาว  หรือไม่ก็ทำให้เมล็ดตกหล่น  ซึ่งสามารถรอดชีวิตจากช่วงเวลาดังกล่าวได้

                     When the period for growth arrives, the seeds germinate and give rise to plants that rapidly flower and drop more seeds.  Within a few weeks or months, the plants are ready again for the long season of dormancy.

                    When it comes to animals, they must be able to do without water for long periods or be able to reach water holes at great distances.  The camel, for example, is highly adapted to desert life.  It has padded feet to walk on sand, a water-storing stomach, humps of fat as a reserve supply of energy, and nostrils that can be closed to keep out sand during windstorms.

                   Many of the smaller desert creatures need to drink no water at all.  They get what liquid they need from the sap of food plants and from night dew on leaves or stones. 

(คำแปล)                                

                      เมื่อช่วงเวลาสำหรับการเจริญเติบโดมาถึง  เมล็ด (ที่ร่วงหล่น) จะงอกและก่อให้เกิดพืชซึ่งออกดอกและทำให้เมล็ดร่วงหล่นเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว  โดยภายในเวลา  ๒ - ๓  สัปดาห์หรือเดือน  พืชก็จะพร้อมอีกครั้งหนึ่ง  สำหรับฤดูของการสงบนิ่งที่ยาวนาน  (หมายถึง  ฤดูที่แห้งแล้งหรือหนาว) 

                     เมื่อพูดถึงสัตว์  พวกมันจะต้องสามารถอยู่ได้โดยไม่มีน้ำเป็นระยะเวลานาน  หรือไม่ก็ต้องสามารถไปถึงบ่อน้ำที่อยู่ไกลออกไป  อูฐ, เป็นตัวอย่าง, ปรับตัวได้ดีมากกับชีวิตทะเลทราย  มันมีเท้าซึ่งบุ (ด้วยหนังหรือเอ็น) สำหรับเดินบนทราย, ท้องซึ่งเก็บน้ำ, โหนกของไขมันในฐานะเป็นแหล่งสำรองของพลังงาน, และ (มี) รูจมูกที่สามารถปิดได้เพื่อมิให้ทรายเข้าไปในระหว่างพายุลม (พายุทะเลทราย)

                     สัตว์ทะเลทรายที่มีขนาดเล็กกว่า (อูฐ) จำนวนมาก  ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำเลย  พวกมันได้ของเหลว (น้ำ) ที่ต้องการจากน้ำหล่อเลี้ยงในเนื้อเยื่อของพืชที่เป็นอาหาร  และจากน้ำค้างบนใบไม้หรือหินในเวลากลางคืน

 

                            Lax Company’s Policy on Corporate Social Responsibility (CSR)

               1. Create awareness among Lax Company’s management and employees at all levels so that everyone is fully aware of the significance of activities that benefit society and realizes it is one’s duty to take part in these activities of the company.

               2. Support social activities to assist the underprivileged and those suffering from natural disasters.  Also to preserve Thai historical artifacts and artworks that are integral to the nation’s heritage.

               3. Allocate budgets to ensure constant support for social activities.

               4. Promote education for the underprivileged through giving priority to fields of study in which Thailand is lacking so as to develop a pool of talent that can serve as a significant driving force for the country’s development.

               5. Campaign for networking to encourage cooperation from many other agencies in helping to fulfill the Lax Company’s different projects, as well as to be able to extensively expand assistance in carrying out activities, thus giving the scope to cover all remote areas of the country.

 

(คำแปล)               นโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของบริษัทแล๊กซ์

                   ๑. สร้างจิตสำนึกให้ผู้บริหารและพนักงานทุกระดับของบริษัท ตระหนักถึงความสำ คัญของกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม  และถือเป็นหน้าที่ของตนในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมด้านนี้ของบริษัท

                   ๒. ให้การสนับสนุนกิจกรรมสังคม  เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม  และผู้ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ  รวมถึงการอนุรักษ์โบราณวัตถุ  และงานด้านศิลปวัฒนธรรมที่มีความสำคัญต่อมรดกของชาติไทย

                  ๓. จัดสรรงบประมาณสำหรับให้การสนับสนุนกิจกรรมสังคมอย่างต่อเนื่อง

                  ๔. ส่งเสริมด้านการศึกษาให้แก่ผู้ด้อยโอกาส  โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาในสาขาอาชีพที่ประเทศไทยขาดแคลน  เพื่อพัฒนากลุ่มผู้มีพรสวรรค์ซึ่งทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไป

                  ๕. รณรงค์การสร้างเครือข่ายเพื่อให้เกิดความร่วมมือจากหลายองค์กรในการดำเนินโครงการต่างๆ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัท  และสามารถขยายความช่วยเหลือในการดำเนินกิจกรรมได้อย่างกว้างขวาง  และครอบคลุมท้องถิ่นทุรกันดารของประเทศได้อย่างทั่วถึง

 

                                               Lax Company’s Fair Business Transactions

                        Lax Company is strongly determined to carry out its business transactions on an honest and virtuous basis, performing with consideration of equality, fairness and responsibility to society, in strict compliance with the laws defined, apart from having business ethics based on the principle of good corporate governance.

                        To create fair business transactions, Lax Company has defined a guideline for overseeing stakeholders in its guidebook on rules of conduct and is strongly committed to a fair and equal consideration of the company’s responsibilities to stakeholders, ranging from its customers, business partners, shareholders, employees, competitors, creditors to the government sector, society and the environment, while not committing any acts violating or lessening stakeholders’ rights, on a basis of fair reception of a financial return for their business transactions, without expecting other benefits derived from an operation not in line with the principle of good corporate governance.  Lax Company’s operations include the following.

                       1. Be determined to generate satisfaction and confidence among   customers as well as pay attention and be responsible to customers in order for them to receive quality products and services at a reasonable price, apart from supporting the development to constantly raise Lax Company’s standard of products and services, and strictly complying with the conditions and agreements made to customers so as to seriously and steadily maintain a good and sustainable relation with them.  Similarly, customers’ data will not be used for the benefit of Lax Company and people concerned.

                         2. Select business partners, evaluate their performance and provide an opportunity for them to express their opinions and recommendations for mutual business transactions, all on an equal basis, apart from providing them with equal data and information and treating their secrets as strictly confidential.

                  3. Be determined to perform with an excellent operating result so as to generate shareholders’ satisfaction through the sound and continuous returns, maintenance of Lax Company’s leadership in the petrochemical industry with constant profit growth, and maintenance of its good reputation.

                      4. Select and engage employees having skills and experiences pertinent to the Company’s work, without regard to sex, race, religion or institutional difference as limitations to their participation in Lax Company’s work.  In addition, Lax Company will take care of its employees’ remuneration and welfare schemes so that they are at an appropriate level, as well as provide them with an opportunity to fully develop themselves in order to be prepared to move forward.

 

(คำแปล)                     การประกอบกิจการด้วยความเป็นธรรมของบริษัทแล๊กซ์

                         บริษัทฯ มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์และมีคุณธรรม  โดยคำนึงถึงความเสมอภาค, เป็นธรรม  และรับผิดชอบต่อสังคม  และปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดอย่างเคร่งครัด  รวมทั้งมีจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ  ตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี

                        เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ  บริษัทฯ ได้กำหนดแนวทางในการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไว้ในคู่มือจรรยาบรรณของบริษัทฯ  โดยกำหนดให้มีการปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสีย  ตั้งแต่ลูกค้า  คู่ค้า  ผู้ถือหุ้น  พนักงาน  คู่แข่ง  เจ้าหนี้  ภาครัฐ  สังคมและสิ่งแวดล้อม  อย่างเสมอภาคและเป็นธรรม  รวมถึงไม่กระทำการใดๆ  อันเป็นการละเมิดหรือลิดรอนสิทธิของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย  ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรมในการดำเนินธุรกิจ  โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ที่ได้มาจากการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้อง  ตามพื้นฐานของการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล  โดยมีการดำเนินการดังนี้

                       ๑. มุ่งมั่นที่จะสร้างความพึงพอใจและความมั่นใจให้กับลูกค้า  รวมถึงการเอาใจใส่และรับผิดชอบต่อลูกค้า  ให้ได้รับสินค้าและบริการที่ดี  มีคุณภาพ  ในระดับราคาที่เหมาะสม  อีกทั้งพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อตกลงที่มีต่อลูกค้าอย่างเคร่งครัด  เพื่อรักษาสัมพันธภาพที่ดีและยั่งยืนกับลูกค้าอย่างจริงใจและสม่ำเสมอ  รวมถึงไม่นำข้อมูลของลูกค้ามาใช้เพื่อประโยชน์ของบริษัทฯ และผู้เกี่ยวข้อง

                           ๒. ให้ความเสมอภาคในการคัดเลือกคู่ค้า  การประเมินผลงาน  การเปิดโอกาสให้คู่ค้าได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน  การให้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ทัดเทียมกัน  และการรักษาความลับทางการค้าของคู่ค้า

                           ๓. มุ่งมั่นที่จะดำเนินงานให้มีผลประกอบการที่เป็นเลิศ  เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยผลตอบแทนที่ดีและต่อเนื่อง  รักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจปิโตรเคมีที่มีการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง  และดำรงไว้ซึ่งชื่อเสียงอันดีงาม

                         ๔. สรรหาและว่าจ้างพนักงานที่มีทักษะและประสบการณ์ตรงกับลักษณะงานของบริษัทฯ   โดยไม่นำความแตกต่างในเรื่องเพศ  เชื้อชาติ  ศาสนา  และสถานศึกษามาเป็นข้อจำกัดโอกาสในการเข้าร่วมงานกับบริษัทฯ  อีกทั้งบริษัทฯ  จะดูแลผลตอบแทนและสวัสดิการของพนักงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม  รวมถึงให้โอกาสพนักงานได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่  เพื่อให้มีความพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้า           

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 8)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                           ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

                                                            Should we feed monkeys?

                      Have you ever wondered why some national parks put up signs that prohibit visitors from feeding wild monkeys?

                     The reason is the practice disrupts the monkeys’ natural behavior.  Instead of finding their own food, the animals prefer to hang around on the roadside and beg from passing cars.  As a result, many monkeys have been killed.  Finally, when the monkeys do not care to climb trees and shake down fruit, it hurts the ecology.  Without the monkeys’ help, deer and other animals do not get to eat the delicious fruit.

(คำแปล)                                               เราควรให้อาหารลิงหรือไม่

                        คุณเคยสงสัยไหมว่า  ทำไมวนอุทยานแห่งชาติบางแห่งจึงติดป้ายซึ่งห้ามผู้มาเยือนมิให้ให้อาหารแก่ลิงป่า

                     เหตุผลคือว่า  การทำเช่นนั้น  (ให้อาหารลิง)  รบกวน (ทำให้สับสน)  พฤติกรรมธรรมชาติของลิง  คือ  แทนที่จะหาอาหารของตนเอง  สัตว์ (ลิง) ชอบที่จะตระเวนอยู่ตามข้างถนนมากกว่า  และขออาหารจากรถยนต์ที่ผ่านไปมา  ผลที่ตามมา  คือ  ลิงจำนวนมากถูกฆ่าตาย (รถชนตาย), ในที่สุด  เมื่อลิงไม่สนใจจะปีนไต่ต้นไม้และเขย่าผลไม้ให้ร่วงลงมา  มันทำให้นิเวศวิทยาเสียหาย  ทั้งนี้  เมื่อปราศจากความช่วยเหลือของลิง  กวางและสัตว์อื่นๆ ก็จะไม่ได้กินผลไม้ที่อร่อย

 

                                                                Silence

                      Most people throughout the world experience some form of silence.  However, people’s attitude toward silence is dramatically different in different cultural groups.  Northern European and North American societies, for example, view silence as dark, negative, and full of ‘nothing’ – all of which are considered socially undesirable.  In other cultures such as Japan, however, silence is often positively valued.  Here, breaking silence is a necessary evil; speaking is a negative act.

(คำแปล)                                                ความเงียบ

                      คนส่วนใหญ่ทั่วโลกมีประสบการณ์กับความเงียบในบางรูปแบบ  อย่างไรก็ตาม  ทัศนคติของผู้คนต่อความเงียบนั้นแตกต่างกันอย่างมากมายในกลุ่มวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  โดยสังคมยุโรปทางตอนเหนือและอเมริกาเหนือ,  เป็นตัวอย่าง,  มองความเงียบว่าเป็นความมืด, เชิงลบ, และเต็มไปด้วย “ไม่มีอะไรเลย”  ซึ่งสิ่งทั้งหมดนี้ถูกถือว่าไม่น่าปรารถนาทางสังคม  อย่างไรก็ตาม  ในวัฒนธรรมอื่น  เช่น  ญี่ปุ่น  ความเงียบบ่อยครั้งถูกให้คุณค่าในด้านบวก  ที่นี่  การทำลายความเงียบเป็นความชั่วร้ายที่จำเป็น  ส่วนการพูดเป็นการกระทำในเชิงลบ

                     According to Dr. Steve Nelson’s (of Columbia University) study, the U.S. interpretations of silence are sorrow, criticism, obligation, regret, and embarrassment.  Australian interpretations proved to be similar to the U.S. ones.  However, the Japanese attitude toward silence is favorable.  Ishikawa’s survey on businessmen and businesswomen in Tokyo revealed that men need to be silent to be successful in life and that 65 percent of businesswomen would choose a silent man to marry.

(คำแปล)

                    จากการศึกษาของ ดร. สตีฟ เนลสัน (มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย)  การแปลความหมายความเงียบของสหรัฐฯ  คือ  ความเศร้าโศก, การวิจารณ์, ภาระหน้าที่, ความเสียใจ, และความกระดากอาย   ส่วนการแปลความหมาย (ความเงียบ) ของออสเตรเลียพิสูจน์แล้วว่าคล้ายกับของอเมริกัน  อย่างไรก็ตาม  ทัศนคติของชาวญี่ปุ่นที่มีต่อความเงียบเป็นไปในทางที่ดี (เอื้ออำนวย)  ทั้งนี้  การสำรวจของอิชิกาว่า  ที่กระทำต่อนักธุรกิจชายหญิงในโตเกียวเปิดเผยว่า  ผู้ชายจำเป็นต้องเงียบเพื่อความสำเร็จในชีวิต  และ  ๖๕  เปอร์เซ็นต์ของนักธุรกิจหญิง  จะเลือกผู้ชายที่เงียบเพื่อแต่งงานด้วย

                       Not only in business, but in every aspect of social life, people in the United States like to ask questions and force others to talk to fill interpersonal silences.  So in U.S. society and in many European societies, one function of speech is to avoid silence.  Contrary to the U.S. practice, in Japanese society, silence is generally considered to be meaningful.  

(คำแปล)

                       ไม่เพียงแต่ในธุรกิจเท่านั้น  แต่ในทุกๆ แง่มุมของชีวิตทางสังคมด้วยเช่นกัน  ผู้คนในสหรัฐฯ  ชอบถามคำถามและบังคับให้คนอื่นสนทนาเพื่อเติมเต็มความเงียบระหว่างบุคคล  ดังนั้น  ในสังคมอเมริกัน,  และสังคมยุโรปจำนวนมาก  หน้าที่อย่างหนึ่งของการพูดคือเพื่อหลีกเลี่ยงความเงียบ  ซึ่งตรงกันข้ามกับการปฏิบัติในสหรัฐฯ,  ในสังคมญี่ปุ่น  ความเงียบโดยทั่วไปแล้วถูกถือว่ามีความหมาย

 

                                                                   Water resources

                      Our demand for water is constantly increasing.  Every year, there are more people in the world.  Factories turn out more and more products, and need more and more water.  We live in a world of water.  But almost all of it – about 97 percent – is in the oceans.  This water is too salty to be used for drinking, farming, and manufacturing.  Only about 3 percent of the world’s water is fresh (unsalty).  Most of this water is not easily available to man because it is locked in glaciers and icecaps.  By 2025, the world demand for fresh water will be twice what is was in 1995.  But there will still be enough to meet man’s needs.

(คำแปล)                                                        ทรัพยากรน้ำ

                      ความต้องการน้ำของเรากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  โดยทุกปี  มีผู้คนเพิ่มมากขึ้นในโลก  โรงงานผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  และต้องการน้ำเพิ่มขึ้น  ทั้งนี้  เราอาศัยอยู่ในโลกของน้ำ  แต่น้ำเกือบทั้งหมด  -  ประมาณ ๙๗ เปอร์เซ็นต์  -  อยู่ในมหาสมุทร  น้ำนี้เค็มเกินไปที่จะใช้สำหรับดื่ม, ทำไร่ทำนา, และผลิตสินค้า  มีน้ำเพียงประมาณ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นน้ำจืด (ไม่เค็ม)  น้ำเหล่านี้มิได้หามาได้ง่ายๆ โดยมนุษย์  เพราะว่ามันถูกกักเก็บไว้ในธารน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็ง  โดยราวๆ ปี ๒๐๒๕  ความต้องการน้ำจืดของโลกจะเป็นสองเท่าของในปี  ๑๙๙๕   แต่ก็จะยังคงมีน้ำเพียงพอที่จะสนองความต้องการของมนุษย์

                       There is as much water on earth today as there ever was – or ever will be.  Almost every drop of water we use finds its way to the oceans.  There, it is evaporated by the sun.  It then falls back to the earth as rain.  Water is used and reused over and over again.  It is never used up.

(คำแปล)

                       มีน้ำอยู่บนโลกในปัจจุบันมากพอๆ กับที่เคยเป็นมา (ในอดีต) หรือในอนาคต  โดยน้ำเกือบทุกหยดที่เราใช้จะหาทางไปสู่มหาสมุทร  ที่นั่น  มันถูกทำให้ระเหยไปโดยดวงอาทิตย์  และต่อมามันจะตกลงสู่โลกเป็นฝน  น้ำจะถูกใช้และใช้ซ้ำแบบซ้ำแล้วซ้ำอีก  มันไม่เคยถูกใช้หมดไป

                    Although the world as a whole has plenty of fresh water, some regions have a water shortage.  Rain does not fall evenly over the earth.  Some regions are always too dry, and others too wet.  In addition, a region that usually gets enough rain may suddenly have a serious dry spell.  Meanwhile, another region may be flooded with too much rain.

(คำแปล)

                     แม้ว่าโลกในภาพรวม  มีน้ำจืดมากมาย  (แต่) บางภูมิภาคมีการขาดแคลนน้ำ  ทั้งนี้  ฝนมิได้ตกเสมอภาคกันบนพื้นโลก  โดยบางภูมิภาคแห้งแล้งเกินไปอยู่เสมอ  และบางภูมิภาคมีฝนตกมากเกินไป  นอกจากนั้น  ภูมิภาคหนึ่งซึ่งปกติแล้วได้รับฝนเพียงพอ  อาจจะมีระยะแห้งแล้งอย่างรุนแรงในทันทีทันใด  ซึ่งในระหว่างนั้น  อีกภูมิภาคหนึ่งอาจจะท่วมท้นไปด้วยฝนที่มากเกินไป                   

                      Some regions have a water shortage because the people have managed their supply poorly.  People settle where water is plentiful – near lakes and rivers.  Cities grow, and factories spring up.  The cities and factories dump their wastes into the lakes and rivers, turning them into sewers.  Then the people look for new sources of water.  Shortages also occur because some cities do not make full use of their supply.  They have plenty of water, but they do not have enough storage tanks and distribution pipes to meet the people’s needs. 

(คำแปล)

                       บางภูมิภาคมีการขาดแคลนน้ำ  เพราะว่าผู้คนบริหารน้ำของตนได้ไม่ดี  หรือผู้คนตั้งถิ่นฐานในที่ที่มีน้ำมาก  คือใกล้ทะเลสาบและแม่น้ำ  ส่วนเมืองก็โตขึ้น  และโรงงานก็ผุดขึ้นมา  แล้วเมืองและโรงงานทิ้งของเสียลงไปในทะเลสาบและแม่น้ำ  ทำให้มันกลายเป็นทางระบายน้ำเสีย (ของเสีย)  ต่อจากนั้น  ผู้คนก็จะมองหาแหล่งน้ำใหม่  (นอกจากนั้น)  ความขาดแคลน (น้ำ)  ยังเกิดขึ้นด้วย  เพราะว่าเมืองบางเมืองมิได้ใช้ประโยชน์น้ำของตนอย่างเต็มที่  พวกเขามีน้ำมาก  แต่พวกเขาไม่มีถังเก็บน้ำและท่อจ่ายน้ำอย่างเพียงพอที่จะสนองความต้องการของประชาชนได้ 

 

                                                                                      Fat

                     Fat has expanded beyond a simple body energy source to become the developed world’s obsession.  And as more fast food finds its way into Asia, fat consumption is on the increase.  With it comes a potential for serious health risks. 

(คำแปล)                                                                      ไขมัน

                    ไขมันได้เพิ่มมากขึ้นเกินไปกว่าแหล่งพลังงานของร่างกายธรรมดาๆ  จนกลายเป็นสิ่งที่ครอบงำจิตใจ (ความทุกข์ใจ) ของโลกที่พัฒนาแล้ว  และเมื่ออาหารจานด่วนปริมาณมากขึ้นได้เข้ามาสู่ทวีปเอเซีย  การบริโภคไขมันก็เพิ่มมากขึ้น  (และ)  ด้วยมัน (การบริโภคไขมันเพิ่มขึ้น), ความเป็นไปได้สำหรับอันตรายของสุขภาพที่รุนแรงก็ปรากฏขึ้น

                      Nobody disputes that too much fat is unhealthy.  But since there are several different types of fats, some fats are essential for our health.  Fats insulate the body from cold and protect our bones against fractures from falls.  They also cushion and support organs, and assist in the absorption of vitamins A, D, and K.

(คำแปล)

                     ไม่มีใครเถียงว่า  ไขมันมากเกินไปไม่ดีกับสุขภาพ  แต่เนื่องจากมีไขมันชนิดต่างๆ จำนวนมาก  ไขมันบางชนิดมีความจำเป็นสำหรับสุขภาพของเรา  ไขมัน (เป็นฉนวน) ป้องกันร่างกายจากความเย็น  และคุ้มครองกระดูกของเราจากการแตกหักเมื่อหกล้ม  มันยังช่วยลดการกระแทกและค้ำ จุนอวัยวะ  และช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ, ดี, และเค

                      Then why are we urged to limit our fat intake?  Some researchers have discovered that obese people have a much higher rate of bile acid turnover – the acid secreted by the liver that is responsible for fat digestion.  In the obese, fat is digested quickly and efficiently, so the feeling of fullness after a meal lasts only a short time.  Scientists are now working on a drug that would help the obese by making their bodies absorb fat less quickly.

(คำแปล)

                       ถ้างั้นแล้ว  ทำไมเราจึงถูกกระตุ้นให้จำกัดการรับประทานไขมัน  ทั้งนี้  นักวิจัยบางคนได้ค้นพบว่า  คนอ้วนพุงพลุ้ยจะมีอัตราการเปลี่ยนเป็นกรดน้ำดี (กรดที่ถูกขับออกมาโดยตับซึ่งทำหน้าที่ย่อยไขมัน) สูงกว่าอย่างมาก  โดยในคนอ้วนพุงพลุ้ย  ไขมันจะถูกย่อยอย่างรวดเร็วและมีประ สิทธิภาพ  ดังนั้น  ความรู้สึกอิ่มหลังอาหารจะมีเพียงชั่วเวลาสั้นๆ เท่านั้น  นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันกำลังทำการศึกษาเรื่องยา  ซึ่งจะช่วยคนอ้วนมาก  โดยการทำให้ร่างกายของพวกเขาดูดซึมไขมันให้เร็วน้อยลง  (เพื่อจะได้รู้สึกอิ่มอาหารเป็นเวลานานขึ้น  และกินมื้อถัดไปช้าออกไป  ซึ่งช่วยลดความอ้วน)

 

                                                                        Boomerangs

                     Deceptively simple in design, the Australian boomerang looks more like a toy than a lethal Aboriginal hunting weapon.  But this thin, curved piece of hardwood is more than a throwing stick; it is artfully shaped to exploit the aerodynamic lift on its arms as it whirls through the air toward a distant target.

(คำแปล)                                                           บูมเมอแรง

                    แม้ว่าจะดูเรียบง่ายแบบหลอกตาในด้านการออกแบบ (รูปแบบ),  บูมเมอแรงของออสเตรเลียมีลักษณะเหมือนของเล่น  มากกว่าเป็นอาวุธสำหรับล่าสัตว์ที่มีอันตรายถึงตายของชนเผ่าอะบอริจิน  แต่ชิ้นของไม้เนื้อแข็งที่ผอมบางและโค้งนี้ (หมายถึง  บูมเมอแรง)  เป็นอะไรที่มากไปกว่าไม้สำหรับขว้าง  มันถูกทำให้มีรูปร่างอย่างชำนาญ  เพื่อจะใช้ประโยชน์การลอยตัวแบบลู่ลมบนแขนของมัน (บูมเมอแรง)  ในขณะที่มันเหินไปในอากาศ  ไปสู่เป้าหมายที่ห่างไกลออกไป

                       While boomerangs have been found worldwide, the earliest specimens date back 10,000 years to Australia, where the best and most elaborate boomerangs are still made.  Boomerangs have played an important role in Australian Aboriginal culture and have commonly appeared in Aboriginal myth and art.

(คำแปล)

                        ในขณะที่บูมเมอแรงถูกพบทั่วโลก  ตัวอย่างแรกสุดย้อนเวลากลับไป  ๑๐,๐๐๐  ปี  ยังประเทศออสเตรเลีย  ที่ซึ่งบูมเมอแรงที่ดีและประณีตที่สุดยังคงถูกสร้างอยู่ (ในปัจจุบัน)  โดยบูมเมอแรงมีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมของชาวอะบอริจินของออสเตรเลีย  และได้ปรากฏอยู่โดยทั่วไปในนิ ทานปรำปราและศิลปะของชาวอะบอริจิน

                      Boomerangs come in two types: the non-returning kind, which either strikes its prey or drops to the ground, and the returning kind, which circles back to the thrower and is primarily for sport and amusement.

                      A game of skill, boomerang-throwing has developed into a competitive sport in Australia, and today national and state championships are held annually.

(คำแปล)

                     บูมเมอแรงปรากฏเป็น    ชนิด  คือ  ชนิดที่ไม่หมุนกลับมา  ซึ่งหากไม่ปะทะเหยื่อของมัน  ก็จะหล่นลงสู่พื้น (อย่างใดอย่างหนึ่ง),  และชนิดที่หมุนกลับมา  ซึ่งหมุนกลับมายังผู้ขว้าง  และมีไว้เพื่อกีฬาและความสนุกสนานเป็นสำคัญ

                     เป็นเกมของทักษะ (ความชำนาญ),  การขว้างบูมเมอแรงได้พัฒนาขึ้นเป็นกีฬาที่มีการแข่งขันในออสเตรเลีย  และในปัจจุบัน  การแข่งขันชิงแชมป์ระดับชาติและระดับรัฐ  ได้ถูกจัดขึ้นเป็นประจำปี

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 7)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                         ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

                                                                    Bird migration

                     Migration is the regular movement of animals between their breeding grounds and the areas that they inhabit during the rest of the year.  Many types of animals migrate, but bird migration in particular has fascinated observers for centuries.  Migration is an excellent example of how nature has responded to the biological imperative for species to evolve and spread out into all possible ecological niches that can provide the conditions necessary for species to breed and raise young.

                   The most common form of bird migration involves travelling to other areas to breed during the warm season and then returning to the old place during the nonbreeding period.  This form of migration allows birds to breed in areas that provide optimal conditions for nesting and feeding their young.

(คำแปล)                                                   การอพยพของนก

                     การอพยพเป็นการเคลื่อนที่ตามปกติของสัตว์  ระหว่างสถานที่ที่แพร่พันธุ์ (ออกลูก) ของมัน  และพื้นที่ซึ่งสัตว์อยู่อาศัยในระหว่างเวลาที่เหลือของปี  สัตว์หลายชนิดอพยพ  แต่การอพยพของนกได้กระตุ้นความสนใจของนักสังเกตการณ์เป็นพิเศษมาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้ว  ทั้งนี้  การอพยพเป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมของวิธีการที่ธรรมชาติตอบสนองต่อความจำเป็น (กฎเกณฑ์) ทางชีววิทยาสำหรับสัตว์พันธุ์ต่างๆ  ที่จะวิวัฒนาการและแผ่ขยายออกไปสู่สถานที่ที่เหมาะสมด้านนิเวศน์วิทยาทั้งหมดที่อาจเป็นได้  ซึ่งสามารถให้สภาวะที่จำเป็นสำหรับสัตว์พันธุ์ต่างๆ ที่จะแพร่พันธุ์และเลี้ยงลูกอ่อน

                    รูปแบบที่ธรรมดาสามัญที่สุดของการอพยพของนก  เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยังพื้นที่อื่นๆ  เพื่อที่จะออกลูก (ขยายพันธุ์) ในระหว่างฤดูที่อบอุ่น  และต่อจากนั้นก็กลับไปยังสถานที่เดิมในระหว่างเวลาที่มิได้ออกลูก  รูปแบบของการอพยพนี้ทำให้นกสามารถออกลูกในพื้นที่ซึ่งให้สภาวะที่ดี (เหมาะ) ที่สุดสำหรับการสร้างรังและให้อาหารลูกอ่อนของมัน

                      During migration, most birds fly for a limited period each day, probably about six to eight hours, typically flying distances of several hundred miles.  Some birds, however, undertake much longer flights when their routes include crossing large bodies of water or other geographical features such as deserts and mountains.  For example, many species regularly cross the Gulf of Mexico, a trip that requires a continuous flight of more than 1,000 miles and takes from twenty-four to thirty-six hours or longer.  An extreme example of nonstop bird migration is done by the bar-tailed godwit, which makes a continuous flight of more than 11,000 miles from Alaska to New Zealand each year.  At the start of its trip, about 55 percent of its body weight is made up of the fat necessary to fuel this amazing journey.  Most studies have found that migrating birds take their navigational cues from the stars and the sun, depending on the time of their trip, either day or night.

(คำแปล)

                      ในระหว่างการอพยพ  นกส่วนใหญ่บินในช่วงเวลาจำกัดในแต่ละวัน  อาจจะประมาณ  ๖ – ๘  ชั่วโมง  โดยมีระยะทางบินทั่วๆ ไปหลายร้อยไมล์  นกบางชนิด, อย่างไรก็ดี, ทำการบินที่ไกลกว่านั้นมากเมื่อเส้นทางบินของมันประกอบด้วยการข้ามผืนน้ำหรือภูมิประเทศขนาดใหญ่  เช่น ทะเลทรายและภูเขา  ตัวอย่างเช่น  นกหลายชนิดบินข้ามอ่าวเม็กซิโกอยู่เสมอ  โดยเป็นการเดินทางซึ่งต้องการการบินอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทางกว่า ๑,๐๐๐ ไมล์  และใช้เวลาจาก ๒๔ – ๓๖ ชั่วโมง  หรือนานกว่านั้น  ทั้งนี้  ตัวอย่างแบบสุดโต่งของการอพยพของนกแบบบินไม่หยุด (แวะพัก)  ถูกกระทำโดยนกกอดวิทหางเป็นลำ (ปากยาวชอบลุยน้ำ)  ซึ่งทำการบินแบบต่อเนื่องกว่า ๑๑,๐๐๐ ไมล์  จากอลาสกาไปยังนิวซีแลนด์ในแต่ละปี  โดยในตอนเริ่มต้นของการเดินทาง  ประมาณ  ๕๕  เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวของมัน  ประกอบด้วยไขมันที่จำเป็นสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางที่น่าทึ่งนี้  ทั้งนี้  การศึกษาส่วนใหญ่พบว่า  นกอพยพใช้สิ่งนำทางสำหรับการเดินทางจากดวงดาวและดวงอาทิตย์  โดยขึ้นอยู่กับเวลาของการเดินทาง  ไม่ตอนกลางวันก็กลางคืน  อย่างใดอย่างหนึ่ง

 

                                                                Modern circus

                        The development of the modern circus began in England in the eighteenth century.  A skilled horseback rider entertained audiences with stunt riding.  He later added other kinds of performances to the show, such as clowns and trained animals.  The show became very popular and the idea spread to other countries.  The circus has survived the test of time and is still enjoyed by people today.  It holds a permanent place in our hearts. 

(คำแปล)                                               ละครสัตว์สมัยใหม่

                      พัฒนาการของละครสัตว์สมัยใหม่เริ่มต้นในประเทศอังกฤษในศตวรรษที่  ๑๘  โดยนักขี่ม้าผู้ชำนาญให้ความบันเทิงแก่คนดูด้วยการขี่ม้าแบบผาดโผน  ต่อมาเขาได้เพิ่มการแสดงประเภทอื่นๆ เข้ากับการแสดงขี่ม้า  เช่น  ตัวตลกและสัตว์ที่ได้รับการฝึกฝนแล้ว  โดยการแสดงเริ่มได้รับความนิยมอย่างมาก  และความคิดนี้ก็ได้แพร่ขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ  ทั้งนี้  ละครสัตว์ได้รอดพ้นการทดสอบของกาลเวลา  และยังคงได้รับความสนุกสนานจากผู้คนในปัจจุบัน  โดยมันได้ยึดครองสถานที่ถาวรในหัวใจของเรา

 

                                                              Birth control

                      Birth control is a term that includes all methods used to regulate or prevent the birth of children.  Other terms with a similar meaning are planned parenthood, family planning, and fertility control.

                     When people talk about birth control, they are usually referring to artificial methods.  But nature itself has built-in controls for limiting and spacing births.  A woman can become pregnant only during a small fraction of her monthly menstrual cycle.  In addition, women are able to conceive only during a certain time in their lives, usually between the ages of 15 and 45.  Also, some couples, for various reasons, are temporarily or permanently infertile (unable to have children).

(คำแปล)                                              การคุมกำเนิด

                      การคุมกำเนิดเป็นคำ (ศัพท์) ที่รวมถึงวิธีการทุกชนิดซึ่งถูกใช้เพื่อควบคุมหรือป้องกันการเกิดของเด็กๆ,  คำอื่นๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน  คือ  การเป็นพ่อแม่ที่ได้รับการวางแผน, การวางแผนครอบครัว, และการควบคุมการเจริญพันธุ์

                    เมื่อผู้คนพูดเกี่ยวกับการคุมกำเนิด  พวกเขาโดยปกติแล้วกำลังพูดถึงวิธีการแบบเทียม (คือ ใช้อุปกรณ์ หรือยาคุม)  แต่ธรรมชาติเองมีการควบคุมแบบประกอบเสร็จเรียบร้อยอยู่ข้างในสำหรับการจำกัดและเว้นระยะการเกิด  โดยผู้หญิงสามารถตั้งครรภ์เฉพาะในระหว่างเวลาที่มิใช่รอบการมีประจำเดือนสั้นๆ ของเธอ  นอกจากนั้น  ผู้หญิงสามารถตั้งครรภ์ระหว่างบางช่วงเวลาในชีวิตของเธอเท่านั้น,  ซึ่งโดยปกติแล้วระหว่างอายุ  ๑๕ – ๔๕  ปี  เช่นเดียวกัน  คู่สามีภรรยาบางคู่, ด้วยเหตุผลหลายประการ, เป็นหมันแบบชั่วคราวหรือถาวร (ไม่สามารถมีลูกได้)

                    Families that practice birth control do so for various reasons.  They may want to limit or space their children so they can have higher living standards than might otherwise be possible.  Young couples often postpone having children so that the wife can work and add to the family income.  Other couples space their children far enough apart so that they can give each child as much attention as possible.  Some women are advised by their doctors to prevent pregnancy for health reasons.  In some countries with rapidly growing populations, the government encourages couples to limit the size of their families.

(คำแปล)

                      ครอบครัวซึ่งมีการคุมกำเนิด  ทำเช่นนั้นด้วยเหตุผลหลายประการ  โดยพวกเขาอาจต้องการจำกัดหรือเว้นระยะการมีบุตร  เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้สามารถมีมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้นกว่าที่เมื่อไม่ได้ทำเช่นนั้น (คุมกำเนิด)  ทั้งนี้  คู่สามีภรรยาอายุน้อยมักเลื่อนการมีบุตรออกไปบ่อยๆ  เพื่อว่าภรรยาจะได้ทำงานและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว  ส่วนคู่สามีภรรยาอื่นๆ  เว้นระยะการมีบุตรให้ห่างออกไปอย่างเพียงพอ  เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้สามารถให้ความเอาใจใส่บุตรแต่ละคนได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ส่วนสตรีบางคนได้รับการแนะนำโดยแพทย์ให้ป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ  ทั้งนี้  ในบางประเทศซึ่งมีการเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว  รัฐบาลสนับสนุนให้คู่สามีภรรยาจำกัดขนาดของครอบครัวของตน

 

                                                                 Leisure-time

                   It is crucial to acknowledge the importance of leisure-time activities.  They are not merely a way to use up free time.  They are important for our physical and emotional health.  We need to choose activities that rest our minds and bodies so that we can feel rejuvenated when we return to work and can do our jobs more industriously.  Some people enjoy intellectual pastimes; other people choose different sorts of leisure-time activities.  The key is to be deliberate about choosing a pastime that is active rather than passive.  Many people feel reluctant to be physically active after a tiring week at work.  However, authorities tell us that this is actually the best way to decrease stress and relax. 

(คำแปล)                                                      เวลาว่าง

                        มันจำเป็นที่จะยอมรับความสำคัญของกิจกรรมในเวลาว่าง  มัน (กิจกรรม)  ไม่เพียงแต่เป็นวิธีใช้เวลาว่างให้หมดไปเท่านั้น  มัน (ยัง) สำคัญสำหรับสุขภาพกายและอารมณ์ของเรา (ด้วย)  โดยเราจำเป็นต้องเลือกกิจกรรมซึ่งทำให้ใจและกายของเราได้พักผ่อน  เพื่อที่ว่าเราจะได้สามารถรู้สึกเป็นหนุ่มสาว (กระปรี้กระเปร่า) เมื่อเรากลับไปทำงาน  และสามารถทำงานได้อย่างขยันขันแข็งมากขึ้น  ทั้งนี้  บางคนสนุกกับงานอดิเรก (สิ่งที่ให้ความเพลิดเพลิน) ที่ใช้สติปัญญา  ส่วนคนอื่นๆ เลือกกิจกรรมยามว่างชนิดที่แตกต่างออกไป  หลักสำคัญคือให้รอบคอบ (สุขุม) เกี่ยวกับการเลือกงานอดิเรกที่สร้างความตื่นตัวมากกว่าที่จะเฉื่อยชา  โดยคนจำนวนมากรู้สึกไม่เต็มใจที่จะเคลื่อนไหวทางร่างกาย (ออกกำลัง) หลังจากทำงานเหน็ดเหนื่อยมาทั้งสัปดาห์  อย่างไรก็ตาม  ผู้เชี่ยวชาญบอกเราว่า  นี่เป็นวิธีการที่ดีที่สุดอย่างแท้จริงที่จะลดความเครียดและผ่อนคลาย

 

                                                            Why people migrate

                       Since earliest times, man has migrated for three chief reasons :  (1) because he has used up or destroyed his natural resources, (2) because he seeks to improve or change some aspects of his way of life, or (3) because of wars, conquests, and invasions.  These reasons are usually taken together and called population pressure. 

(คำแปล)                                               ทำไมผู้คนจึงอพยพ

                       ตั้งแต่ยุคสมัยแรกที่สุด  มนุษย์ได้อพยพด้วยเหตุผลหลัก   ประการ คือ () เพราะว่าเขาได้ใช้หมดไป  หรือทำลายทรัพยากรธรรมชาติของเขา, () เพราะว่าเขาแสวงหาที่จะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงแง่มุมบางอย่างของวิถีชีวิตของตน, หรือ () เพราะว่าสงคราม, การได้ชัยชนะ, และการรุกราน  โดยเหตุผลเหล่านี้โดยปกติแล้วถูกให้รวมๆ กันไป  และถูกเรียกว่าแรงกดดันด้านประชากร (มีรายละเอียดดังนี้)

                      Shortage of Resources.  Early man often had to migrate because of the shortage of natural resources where he lived.  The population grew so large that land could not produce enough food to support everyone.  People also had to migrate because they outgrew their water supply.  This might happen because more and more persons used their water, or because of a drought.  The Indians of Mesa Verde, in Colorado, left their cliff dwellings and migrated to new lands around A.D. 1300, partly because of a 20-year drought.  The potato crop in Ireland failed in the 1840’s.  The famine that followed caused more than 1,500,000 persons to migrate from Ireland and settle in other countries, principally the United States.

                    ความขาดแคลนทรัพยากร   คนโบราณบ่อยครั้งจำเป็นต้องอพยพเพราะว่าขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ ณ สถานที่ที่เขาอาศัยอยู่  โดยประชากรเพิ่มขึ้นมากจนกระทั่งที่ดินไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอที่จะเลี้ยงทุกคน  ผู้คนจำเป็นต้องอพยพเช่นกัน  เพราะว่าพวกเขามีจำนวนเกินกว่าปริมาณน้ำกินน้ำใช้  โดยสิ่งนี้อาจเกิดขึ้นเพราะว่าคนจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ใช้น้ำที่มีอยู่  หรือเพราะว่าความแห้งแล้ง (ขาดแคลนน้ำยาวนาน)  ทั้งนี้  อินเดียนแดงที่อาศัยอยู่บริเวณเมซาเวิร์ด  (ปัจจุบันเป็นวนอุทยานแห่งชาติ อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของรัฐโคโลราโด สหรัฐฯ)  ในรัฐโคโลราโด  ละทิ้งที่อยู่อาศัยบนหน้าผาของตน  และอพยพไปยังแผ่นดินใหม่  เมื่อประมาณปี ๑๓๐๐  โดยส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความแห้งแล้งเป็นเวลา ๒๐ ปี  (และ) พืชมันฝรั่งในไอร์แลนด์ได้ผลน้อยกว่าที่หวังไว้ (ล้มเหลว)  ในทศวรรษ ๑๘๔๐  ซึ่งความอดอยากขาดแคลนที่ตามมา  เป็นเหตุให้ผู้คนกว่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ คน  อพยพจากประเทศไอร์แลนด์และไปตั้งรกรากในประเทศอื่นๆ  โดยส่วนใหญ่ (อพยพ) ไปสหรัฐฯ    

                          Improvement of Life.  In the late 1700’s and early 1800’s, individuals and families began moving from one country or region to another in search of better economic opportunities.  Others moved for political or religious reasons.  The western expansion across the United States was an internal migration.  It resulted from people wanting free land and a chance to improve their way of life.

                      Floods, volcanic eruptions, and other natural disasters have wiped out homes and crops, causing people to migrate.  Epidemics and plagues, particularly those of the Middle Ages, caused thousands to flee from their homes.

(คำแปล)

                        การทำให้ชีวิตดีขึ้น   ในปลายศตวรรษ ๑๗๐๐ และต้นศตวรรษ ๑๘๐๐  ผู้คน (เป็นรายบุคคล) และครอบครัวเริ่มเคลื่อนย้ายจากประเทศหรือภูมิภาคหนึ่ง  ไปยังอีกประเทศหรือภูมิภาคหนึ่ง  เพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีกว่า  ส่วนคนอื่นๆ  โยกย้ายด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือศาสนา  ทั้งนี้  การขยายตัวไปทางตะวันตกทั่วประเทศสหรัฐฯเป็นการอพยพภายใน  โดยมันเป็นผลมาจากการที่ผู้คนต้องการที่ดินฟรีๆ  (ไม่ต้องซื้อ)  และโอกาสที่จะทำให้วิถีชีวิตของตนดีขึ้น    

                      นำ้ท่วม, การปะทุของภูเขาไฟ, และภัยพิบัติทางธรรมชาติอื่นๆ  ได้ทำลายล้างบ้านเรือนและพืชผล, ซึ่งเป็นสาเหตุให้ผู้คนอพยพ  (นอกจากนั้น) โรคระบาดและโรคห่า (กาฬโรค), โดยเฉพาะโรคในยุคกลาง, เป็นสาเหตุให้ผู้คนหลายพันคนหนีออกจากบ้านของตน     

                        Wars and Conquests have caused people to migrate ever since tribes or nations first began attacking each other to gain power and riches.  The victors have often forced the defeated peoples either to flee elsewhere or to become slaves.  The resulting movement often stimulated other migrations.  The peoples driven out by invading tribes had to force out their neighbors, or perish.  Some invaders wandered into settled agricultural regions.  Often they conquered these regions, adopted new ways of life, and became the rulers.  When the region became overcrowded, new rulers would conquer or drive out the old ones.  This type of migration occurred continuously for thousands of years, extending well into the era of written history.

(คำแปล)

                       สงครามและการได้ชัยชนะ   เป็นสาเหตุให้ผู้คนอพยพนับตั้งแต่ที่ชนเผ่าหรือชาติต่างๆ  เริ่มโจมตีกันและกันเป็นครั้งแรกเพื่อให้ได้อำนาจและความมั่งคั่ง  โดยผู้ชนะมีบ่อยครั้งได้บังคับให้พลเมืองของชาติที่พ่ายแพ้  หากไม่หนีไปอยู่ที่อื่น  ก็ต้องเป็นทาส  ทั้งนี้  การเคลื่อนย้ายที่เป็นผลตามมา  บ่อยครั้งได้กระตุ้นการอพยพอื่นๆ  ซึ่งพลเมืองที่ถูกขับไล่ออกมาโดยชนเผ่าผู้รุกราน  จำเป็นต้องบังคับขับไล่เพื่อนบ้านของตน  หรือไม่ก็ตายไป  ส่วนผู้รุกรานบางเผ่าตระเวนไปยังภูมิภาค  (ดินแดน)  ที่ทำการเกษตรกรรมซึ่งมีการตั้งรกรากถิ่นฐานแล้ว (และ)  บ่อยครั้งพวกเขาพิชิตดินแดนเหล่านี้, รับเอาวิถีชีวิตแบบใหม่มาใช้, และกลายเป็นผู้ปกครอง  ทั้งนี้  เมื่อดินแดนแห่งนี้มีพลเมืองหนาแน่นเกินไป  ผู้ปกครองคนใหม่ก็จะพิชิต  หรือขับไล่ผู้ปกครองคนเก่าออกไป  โดยรูปแบบนี้ของการอพยพเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายพันปี  และขยายตัวออกไปสู่ยุคสมัยของประวัติศาสตร์ที่มีการเขียนบันทึกไว้

                      Some peoples first began raiding their neighbors because of population pressure, but quickly found the attacks a profitable occupation.  Drawn by the hope of wealth, they adopted raiding as a way of life.

(คำแปล)

                 พลเมืองบางเชื้อชาติเริ่มโจมตีเพื่อนบ้านของตนเป็นครั้งแรกเนื่องมาจากแรงกดดันด้านประชากร  แต่ก็ได้ค้นพบอย่างรวดเร็วว่าการโจมตีเป็นการยึดครองที่มีประโยชน์ (ให้ผลกำไร)  ทั้งนี้  เมื่อถูกชักจูงด้วยความหวังที่จะมั่งคั่ง-อุดมสมบูรณ์  พวกเขาได้รับเอาการโจมตี (ชาติหรือเผ่าอื่น)  เป็นวิถีชีวิตของตน

 

                                                                  Car headlamps

                    Traveling at night was tricky before people had developed headlamps that worked efficiently.  Early innovations for use on locomotives included lamps that illuminated by burning pine knots or whale oil.  Some of these lamps used metal as a reflective material to intensify the light.  Later, electric headlamps were developed.  The problem with these lamps involved finding a portable way to generate the electricity that they used.

(คำแปล)                                                    ไฟหน้ารถยนต์

                      การเดินทางเวลากลางคืนควบคุมได้ยาก (ไม่แน่นอน)  ก่อนหน้าที่ผู้คนได้พัฒนาไฟหน้ารถซึ่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยนวัตกรรมยุคแรกๆ  สำหรับใช้กับหัวรถจักร  ประกอบด้วยตะเกียง (โคมไฟ)  ซึ่งให้ความสว่างโดยการเผาไหม้ตาไม้ของต้นสน  หรือไขปลาวาฬ โดยโคมเหล่านี้บางชนิดใช้โลหะเป็นวัตถุสะท้อนแสงเพื่อทำให้แสงมีความเข้มข้น  ในเวลาต่อมา  ไฟหน้ารถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าได้ถูกพัฒนาขึ้นมา  ซึ่งปัญหากับโคมเหล่านี้เกี่ยวกับการหาวิธการที่สามารถนำพา (พกพา) ไปได้  เพื่อผลิตไฟฟ้าที่โคมไฟต้องใช้  (ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์เพื่อใช้กับไฟหน้ารถ แทนการใช้โคมน้ำมันในอดีต)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 6)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                    ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

                                                                   Smoking impact

                  Smoking even a few cigarettes a day appears to stunt the growth of teenagers’ lungs, a Harvard University study has found.

                Previous research has shown that youngsters who smoke are more likely to have coughs, asthma and bronchitis.

                 Now, experts have found that teenage smoking actually seems to make boys’ and girls’ lungs grow more slowly than usual, so they hold less air.

(คำแปล)                                               ผลกระทบของการสูบบุหรี่

                   การสูบบุหรี่แม้กระทั่งไม่กี่มวนต่อวัน  ดูเหมือนว่าหยุดยั้งหรือขัดขวางการเจริญเติบโตของปอดของวัยรุ่น, การศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ค้นพบเรื่องนี้

                   การวิจัยก่อนหน้านี้ได้แสดงให้เห็นว่า  วัยรุ่นผู้ซึ่งสูบบุหรี่  มีความเป็นไปได้มากกว่า (ผู้ไม่สูบฯ) ที่จะมีโรคไอ, โรคหืด  และหลอดลมอักเสบ

                   ในปัจจุบัน  ผู้เชี่ยวชาญได้พบว่า  การสูบบุหรี่ในวัยรุ่น  ดูเหมือนว่าอย่างแท้จริงทีเดียวทำให้ปอดของเด็กชายและหญิงเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ  ดังนั้น  ปอดจึงบรรจุอากาศ (ออกซิเจน) ได้น้อยกว่า

                A doctor from Harvard’s School of Public Health said it was surprising that we could determine an effect of smoking on lung growth so early in the process while some would say that it took many years to see an effect.  He and colleagues based their findings on 5,158 boys and 4,902 girls between the ages of 10 and 18 – a third of whom had smoked – who were examined annually between 1974 and 1989.

                The study found that smoking just five cigarettes a day appeared to reduce lung volume slightly, especially for girls.  Girls who smoked five or more cigarettes a day had a one percent slower than usual growth each year of their forced expiratory volume.  This is the amount of air that can be blown out of the lungs in one second, and it is an important measure of lung health.

(คำแปล)

                แพทย์จากคณะสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวว่า  มันน่าประหลาดใจว่า  เราสามารถระบุผลกระทบของการสูบบุหรี่ที่มีต่อการเจริญเติบโตของปอดได้แต่เนิ่นๆ ในกระบวนการ  (หมายถึง  ผลกระทบตั้งแต่ตอนเริ่มแรกจนถึงสุดท้าย)  ในขณะที่แพทย์บางคนกล่าวว่า  มันต้องใช้เวลาหลายปีที่จะได้เห็นผลกระทบ  นายแพทย์คนนี้ (ที่กล่าวถึงครั้งแรก) และเพื่อนร่วมงานของเขา  เปิดเผยเรื่องนี้จากสิ่งที่พวกตนค้นพบ  โดยเก็บข้อมูลจากเด็กผู้ชาย  ๕,๑๕๘  คน  และเด็กหญิง  ๔,๙๐๒  คน  ซึ่งมีอายุระหว่าง  ๑๐ – ๑๘  ปี  ( ใน ของเด็กชายหญิงเหล่านี้สูบบุหรี่)  และเด็กชายหญิงเหล่านี้ได้รับการตรวจประจำปี  ระหว่างปี  ๑๙๗๔ และ ๑๙๘๙    

                การศึกษา (ข้างต้น) พบว่า  การสูบบุหรี่เพียง    มวนต่อวัน  ดูเหมือนว่าลดปริมาตรปอดลงเล็กน้อย  โดยเฉพาะสำหรับเด็กหญิง  ทั้งนี้  เด็กหญิงซึ่งสูบบุหรี่    มวนหรือมากกว่า  ใน วัน  จะมีการเติบโตในแต่ละปีของปริมาณการหายใจออกแบบถูกบังคับ (คือ  สูดหายใจเข้าไปเต็มปอด แล้วหายใจออก)  ช้ากว่าการเจริญเติบโตตามปกติ (เมื่อไม่สูบบุหรี่) เปอร์เซ็นต์  นี้คือปริมาณของอากาศที่สามารถถูกพ่น (ระเบิด) ออกมาจากปอดใน    วินาที  และมันเป็นการวัดที่สำคัญของสุขภาพปอด

 

                                                                      Desert plants

                  Desert plants have a variety of adaptations that allow them to endure the desert environment.  Because a desert is extremely dry, plants need to be able to take in as much water as possible when it rains and to store the water for a long time.  Special root systems and types of leaves enable them to do this.  Another source of stress in a desert is the high temperature, so desert plants need to have resilience.  Violent storms can occur in a desert, and plants with strong roots will be able to endure the storms.  Considering the difficult conditions in a desert, the diversity of plants that can be found there is truly amazing.

(คำแปล)                                                        พืชทะเลทราย

                 พืชทะเลทรายมีการปรับตัวที่หลากหลาย  ซึ่งทำให้มันสามารถอดทนต่อสภาพแวดล้อมของทะเลทรายได้  ทั้งนี้  เพราะว่าทะเลทรายแห้งแล้งเป็นอย่างมาก (สุดโต่ง)  พืชจึงจำเป็นต้องสามารถดูดซึมน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้เมื่อฝนตก  และ (สามารถ) เก็บกักน้ำได้เป็นเวลานาน  โดยระบบรากและชนิดของใบแบบพิเศษทำให้พืชสามารถทำเช่นนี้ได้,  อีกแหล่งหนึ่งของความบีบคั้น (แรงกดดัน) ในทะเลทราย  คือ  อุณหภูมิที่สูง  ดังนั้น  พืชทะเลทรายจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น  (นอกจากนั้น)  พายุรุนแรงสามารถเกิดขึ้นได้ในทะเลทราย  และพืชที่มีรากที่แข็งแรงจะสามารถทนทานต่อพายุได้  เมื่อ (เรา) ได้พิจารณาสภาวะที่ยากลำบากในทะเลทรายแล้ว  ความหลากหลายของพืชซึ่งสามารถพบได้ที่นั่น (ทะเลทราย) เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง (น่าประหลาดใจมาก) อย่างแท้จริง

 

                                                                                Athletes

                      In order to perform well, an athlete must have a number of different abilities.  Naturally, she should demonstrate excellent physical skills.  In addition to strength, coordination of all parts of the body while moving around the court or field is very important.  The athlete also needs to have good visual abilities.  She needs to be able to see what is happening around her so that she can respond to the other players’ maneuvers.  She has to be tolerant of activity around her without losing her ability to focus on her own part in the game.  Finally, she needs to be a fast thinker.  Complications can occur in any game, and the athlete needs to be able to respond to them quickly.

(คำแปล)                                                                  นักกีฬา

                      เพื่อที่จะเล่นให้ได้ดี  นักกีฬาจะต้องมีความสามารถต่างๆ มากมาย  โดยธรรมชาติแล้ว  เธอควรจะแสดงทักษะทางกายภาพอย่างยอดเยี่ยม  และนอกจากพละกำลังแล้ว  การประสานของ (อวัยวะ) ทุกส่วนของร่างกายในขณะที่กำลังเคลื่อนไหวรอบๆคอร์ท (เทนนิส) หรือสนามมีความสำคัญอย่างมาก  และนักกีฬาจำเป็นต้องมีความสามารถทางสายตาที่ดีด้วย  โดยเธอจำเป็นต้องสามารถมองเห็นว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเธอ  เพื่อที่ว่าเธอจะได้สามารถตอบสนองต่อเกมการเล่นของผู้เล่นคนอื่นๆได้  ทั้งนี้  เธอจำเป็นต้องอดทนกับกิจกรรมรอบๆ ตัวเธอ  โดยไม่สูญเสียความสามารถที่จะมุ่งเน้นในส่วน (หน้าที่) ของตนเองในเกม (การแข่งขัน) ด้วย  ในท้ายที่สุด  เธอจำเป็นต้องเป็นนักคิดที่เร็วด้วย  ทั้งนี้  ความยากลำบาก (อุปสรรค) สามารถเกิดขึ้นได้ในการแข่งขันใดๆ  และนักกีฬาจำเป็นต้องสามารถตอบสนองต่อมันได้อย่างรวดเร็ว

 

                                                                      A waiting lady

                     In November, 1930, when I was alone at 72 Bucknell Place in Union City, I often got tired of playing the piano and reading books.  Then I would go for a ride in the country.

                     One day a strange thing happened to me.  On my way home, my motor stopped.  I decided to walk until I found a house.  Finally, I came to a big white house.  I knocked at the door.  A little old lady with long white hair answered.

(คำแปล)                                                     สุภาพสตรีผู้รอคอย

                    ในเดือนพฤศจิกายน ปี ๑๙๓๐  เมื่อผมอยู่ตามลำพังที่บ้านเลขที่  ๗๒  บัคเนลเพลซ  ในเมืองยูเนียน (ในรัฐแคลิฟอร์เนีย  ห่างจากซานฟรานซิสโกประมาณ ๓๐ ไมล์)  มีบ่อยครั้งที่ผมรู้สึกเบื่อหน่ายการเล่นเปียโนและการอ่านหนังสือ  ผมจึงออกไปขับรถเล่นในชนบท

                    วันหนึ่ง  มีสิ่งแปลกๆ เกิดขึ้นกับผม  คือ  ในระหว่างทางกลับบ้าน  เครื่องยนต์ของรถผมเกิดดับ  ผมจึงตัดสินใจเดินไปจนกระทั่ง (จนกว่าจะ) พบบ้านหลังหนึ่ง (เพื่อขอความช่วยเหลือ)  ในที่สุด  ผมมาถึงบ้านสีขาวหลังใหญ่  ผมเคาะที่ประตู  โดยมีสุภาพสตรีชราร่างเล็กผมขาวยาวคนหนึ่งออกมาเปิดประตู

                   She told me to go into her house because tea was almost ready.  I told her that I came for gasoline.  She called me Alfred and said I used to prefer tea.  When she went for the tea, I slipped out quickly and walked until I arrived at the next house.  A man there gave me some gasoline. 

                     When I mentioned my experience, he told me that the woman I had met was Miss Emily.  She always welcomed strangers.  She was still waiting for Alfred, the man who was supposed to marry her thirty years ago.  One day before the wedding he left the town and never came back.

(คำแปล)

                     เธอบอกให้ผมเข้าไปข้างในบ้านของเธอเพราะว่าน้ำชาเกือบจะพร้อมแล้ว  ผมบอกเธอว่าผมมาเพื่อจะขอน้ำมันรถ  เธอเรียกผมว่าอัลเฟร็ด  และกล่าวว่าผมเคยชอบดื่มน้ำชามากกว่า (น้ำมันรถ)  เมื่อเธอเข้าไปเอาน้ำชา  ผมก็หลบออกมาอย่างรวดเร็วและเดินไปจนกระทั่งมาถึงบ้านหลังถัดไป  ชายคนหนึ่งที่บ้านหลังนั้นให้น้ำมันรถยนต์แก่ผม

                     เมื่อผมกล่าวถึงประสบการณ์ของผม (ที่ได้ไปพบหญิงชรา)  เขาบอกผมว่าผู้หญิงที่ผมพบคือมิสเอมิลี่  เธอมักต้อนรับคนแปลกหน้าเสมอ  เธอกำลังรอคอยอัลเฟร็ด, ผู้ชายที่ถูกคาดหวังว่าจะแต่งงานกับเธอเมื่อ  ๓๐  ปีล่วงมาแล้ว   โดยหนึ่งวันก่อนวันแต่งงาน  เขาออกจากเมืองไปและไม่เคยกลับมาอีกเลย                          

 

                                                            Something about rats and mice

                    Rats and mice have been enemies of man ever since he started to grow and store his food.  There are about a dozen species of these small animals which are now almost completely dependent on man for their food and which have increased enormously in number as a result of human civilization.  In Ancient Egypt, 3,000 years ago, grain was stored on a large scale as a precaution against bad harvests and famine and for use in trading.  Cats were kept to protect it from rats and were treated not merely as domestic animals but as sacred animals, worshipped in life and preserved after death.

(คำแปล)                                                   บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับหนู

                   หนูได้เป็นศัตรูของคนตั้งแต่ที่เขาเริ่มต้นปลูกและเก็บสะสมอาหารของเขา  มีสัตว์เล็กๆ นี้อยู่ประมาณ  ๑๒  พันธุ์  ซึ่งในปัจจุบันนี้ (หนู) พึ่งพาอาศัยคนเกือบจะสมบูรณ์แบบในด้านอาหารของมัน  และ (หนู) ได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมหาศาลอันเป็นผลมาจากอารยธรรมของมนุษย์  ทั้งนี้  ในสมัยอียิปต์โบราณ  เมื่อ  ๓,๐๐๐  ปีมาแล้ว  เมล็ดข้าว (หรือพืช) ที่ใช้เป็นอาหารได้ถูกเก็บไว้ในปริมาณมากในฐานะเป็นสิ่งที่คอยระมัดระวังล่วงหน้ากับการเก็บเกี่ยวที่ไม่ได้ผลและความขาดแคลนอาหาร  และเพื่อใช้ในการค้า  โดยแมวได้ถูกเลี้ยงไว้เพื่อปกป้องมัน (เมล็ดข้าว) จากหนู  และ (แมว) ได้รับการปฏิบัติไม่เพียงแต่ในฐานะสัตว์เลี้ยงตามบ้าน  แต่ยังในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์  ที่ได้รับการเคารพบูชาเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่  และได้รับการเก็บรักษาไว้ (สตัฟ) หลังจากตายไปแล้วด้วย

                   On farms, cats still play a large part in helping us to fight rats and mice, but now poison and gases are our chief weapon against them.  Nevertheless, this is a battle which is never won, because there are always places where some rats and mice will survive, and they breed at a surprising speed.  Mice are full-grown at 10 to 12 weeks and a single one may have 30 to 40 young in a year.  If all its descendants lived and bred, a pair of mice could be the parents of a family of about a million in two years.

                   ในไร่นา (ฟาร์ม)  แมวยังคงมีบทบาทหลักในการช่วยเหลือเราสู้กับหนู  แต่ในปัจจุบัน  ยาพิษและกาซเป็นอาวุธสำคัญของเราในการต่อสู้กับหนู  อย่างไรก็ดี  นี่เป็นการสู้รบที่ไม่เคยชนะได้เลย  เพราะว่าจะมีสถานที่อยู่เสมอซึ่งพวกหนูจะสามารถรอดชีวิตอยู่ได้  และมันก็จะแพร่พันธุ์ด้วยความรวดเร็วอย่างน่าประหลาด  โดยหนูจะเติบโตเต็มที่ตอนอายุ ๑๐ ถึง ๑๒ สัปดาห์  และหนูเพียงตัวเดียวอาจจะมีลูกได้ถึง ๓๐ ถึง ๔๐ ตัวในหนึ่งปี  ทั้งนี้  ถ้าลูกหลานทั้งหมดของมันมี (รอด) ชีวิตและขยายพันธุ์  หนูคู่หนึ่งอาจจะเป็นพ่อแม่ของครอบครัวที่มีสมาชิกประมาณ ล้านตัว  ภายในเวลา ปี

 

                                                                                   Influenza

                   Influenza is an infectious disease.  Infected people carry the virus in their throats and in their noses, and as they breathe, speak, cough and sneeze, they spread the virus particles into the air around them.  Anyone nearby who inhales these particles may become infected and subsequently develop an attack of influenza.

(คำแปล)                                                                  ไข้หวัดใหญ่

                   ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง  ผู้คนที่ติดเชื้อจะมีเชื้อไวรัสในลำคอและจมูก  และในขณะที่พวกเขาหายใจ, พูด, ไอ และจาม  พวกเขาก็จะแพร่อนุภาคของเชื้อไวรัสเข้าสู่อากาศรอบๆ ตัวเขา  โดยใครก็ตามที่อยู่ใกล้เคียงผู้ซึ่งหายใจเอาอนุภาคเหล่านี้เข้าไป  อาจจะติดเชื้อ  และต่อมาก็จะมีอาการจู่โจม (เป็นโรค) ของไข้หวัดใหญ่   

                    The period between infection and the first signs of the illness, the incubation period, is about two days.  Usually the first signs are a running nose, sore throat, a headache, and that strange sensation known as “feeling hot and cold.”  At this stage the victim is likely to retire to bed, where he lies for three or four days with a temperature, pains in his back and legs, and a marked distaste for food.  Then the recovery begins.  The temperature subsides, the pains go, the appetite returns, and the patient begins to take an interest in his surroundings once again.  Very often, however, a curious condition called post-influenzal depression follows an attack of influenza.  This feeling of listlessness and boredom may delay recovery for as long as four weeks.

(คำแปล)                             

                      ระยะเวลาระหว่างการติดเชื้อและสัญญาณแรกของการเจ็บป่วย  (ระยะฟักตัว)  คือประมาณ    วัน  ซึ่งโดยปกติแล้ว  สัญญาณแรก  คือ  จมูกมีน้ำมูกไหล, เจ็บคอ, ปวดศีร ษะ, และความรู้สึกแปลกๆอันนั้น  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันว่า  “รู้สึกร้อนๆหนาวๆ”  โดยในระยะนี้เอง  เหยื่ออาจจะปลีกตัวไปนอน  ซึ่งอาจจะนอนเป็นเวลา  ถึง  วัน  ด้วยอุณหภูมิที่สูง, ปวดที่หลังและขา, และเบื่ออาหารอย่างเห็นได้ชัด  ต่อจากนั้น  การฟื้นไข้ก็จะเริ่มขึ้น  โดยอุณหภูมิลดลง, ความเจ็บปวดหายไป, ความอยากอาหารกลับคืนมา, และผู้ป่วยเริ่มมีความสนใจในสภาพแวดล้อมของตนเองอีกครั้ง  อย่างไรก็ตาม  บ่อยมากทีเดียวที่สภาวะแปลกๆ ที่เรียกว่า  "ความซึมเศร้าหลังไข้หวัดใหญ่"  จะเกิดตามมาภายหลังการเป็นไข้หวัดใหญ่  โดยความรู้สึกไม่สนใจต่อสิ่งใด (เฉยเมย) และเบื่อหน่ายนี้  อาจจะทำให้การฟื้นจากไข้  (กลับคืนสู่สภาพปกติ)  ล่าช้าออกไปเป็นเวลานานถึง   สัปดาห์

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 5)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                          ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

 

                                                                        Learning to be a good actor

                     To become a good actor, a person must train his body, voice and mind to express what a character is really like.  One way a person can get training as an actor is to perform in plays produced in his school, college, or town.  But if he wants to become a professional actor, he usually goes to a special school.  Many colleges and universities have classes in acting and drama.  Students can even obtain bachelor’s and master’s degrees in drama at some universities.  There are also many acting schools in large cities, such as the Actor’s Studio in New York City.  While an actor studies his craft, he usually continues to try out for plays or movies, hoping some day he will get an important leading role.

(คำแปล)                                                             เรียนรู้ที่จะเป็นนักแสดงที่ดี

                      เพื่อที่จะเป็นนักแสดงที่ดี  บุคคลจะต้องฝึกฝนร่างกาย, เสียง และจิตใจของเขา  เพื่อที่จะแสดงว่าบทบาทในละครหรือภาพยนตร์จริงๆ แล้วเป็นเช่นใด  ทั้งนี้  วิธีหนึ่งที่บุคคลสามารถได้รับการฝึกฝนในฐานะนักแสดง  คือการแสดงในละครที่ถูกผลิต (สร้าง) ในโรงเรียน, วิทยาลัย หรือเมืองของเขา  แต่ถ้าเขาต้องการจะเป็นนักแสดงมืออาชีพ  เขาก็มักจะต้องไปที่โรงเรียนพิเศษ (สำหรับนักแสดง)  โดยวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยจำนวนมากมีชั้นเรียนในการแสดงและละคร  นักเรียนสามารถแม้กระทั่งได้รับปริญญาตรีและโทในด้านละคร (หรือศิลปะในการเขียนบท หรือสร้างละคร) ที่บางมหาวิทยาลัย  และมีโรงเรียนการแสดงจำนวนมากเช่นกันในเมืองใหญ่ๆ  เช่น  สตูดิโอของนักแสดงในกรุงนิวยอร์ก  ทั้งนี้  ในขณะที่นักแสดงศึกษาความเชี่ยวชาญ (ชำนาญ) ในอาชีพของตน  เขาโดยปกติแล้วจะทดลองคุณภาพ (แสดงบทบาท) สำหรับละครหรือภาพยนตร์ของเขาต่อไป  โดยหวังว่า  สักวันหนึ่งเขาจะได้รับบทบาทแสดงนำที่สำคัญ

 

                                                                    Why is peace so important?

                   Peace is a prerequisite to development and without development and the elimination of inequalities and discrimination of all forms, there cannot be lasting peace.  Equality of participation by women in the development of friendly relations and co-operation among states will contribute to the cause of peace, to the advancement of the status of women and to the promotion of equal rights in all spheres of life.  Oppression and domination based on power, gender, race, religion and culture are commonly rooted in prejudice and unenlightened notions of self-interest.

(คำแปล)                                                     ทำไมสันติภาพจึงมีความสำคัญ

                       สันติภาพเป็นสิ่งที่ต้องมีก่อน (สิ่งจำเป็นเบื้องต้น) สำหรับการพัฒนา  และ (ถ้า) ปราศจากการพัฒนาและการกำจัดความไม่เสมอภาค (ไม่ยุติธรรม) และการเลือกที่รักมักที่ชังในทุกรูปแบบ  ก็ไม่สามารถมีสันติภาพแบบถาวรได้  ทั้งนี้  ความยุติธรรมของการมีส่วนร่วมโดยสตรีในการพัฒนาความสัมพันธ์แบบฉันมิตรและความร่วมมือระหว่างรัฐต่างๆ  จะก่อให้เกิดมูลเหตุ (เป้าหมาย) ของสันติภาพ, ความก้าวหน้าของสถานภาพของสตรี, และการส่งเสริมสิทธิเท่าเทียมกันในทุกแง่มุม (ขอบเขต) ของชีวิต  ทั้งนี้  การกดขี่ข่มเหงและการครอบงำ  ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนอำนาจ, เพศ, เชื้อชาติ, ศาสนา และวัฒนธรรม  จะถูกหยั่งราก (มีกำเนิด) ร่วมกันในอคติ (ความลำเอียง) และความนึกคิดที่ยังมิได้รับแสงสว่าง (ปราศจากความรู้) ของผลประโยชน์ส่วนตัว

 

                                                                     Unemployment

                       Unemployment has always been considered a threat to the stability of society and a symbol of personal failure.  Many social commentators in Britain today are advocating a fundamental change in this attitude, but they dare not forecast it, so deeply is the work ethic embedded in our culture.  Proof of how little thinking has progressed can be found in Road to Wigan Pier in which George Orwell describes the effect of unemployment on the individual in the 1930s depression, and yet might well have been describing a contemporary scene.

(คำแปล)                                                           การว่างงาน

                       การว่างงานถูกถือโดยตลอดมาว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของสังคม  และเป็นสัญลักษณ์ของความล้มเหลวส่วนบุคคล  นักวิจารณ์สังคมจำนวนมากในอังกฤษในปัจจุบัน  กำลังสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในทัศนคตินี้ (ข้างต้น)  แต่พวกเขาไม่กล้าทำนายมัน  โดยหลักจริยธรรมในการทำงานได้ถูกฝังลึกในวัฒนธรรมของเรา (คนอังกฤษ)  ข้อพิสูจน์ที่ว่าความคิด (ของคนอังกฤษ) ได้พัฒนาไปน้อยมากเพียงใด  สามารถพบได้ในหนังสือเรื่อง “ถนนไปสู่ท่าเรือ (ที่ยื่นออกไปในน้ำ) เมืองพีแกน”  ซึ่งจอร์ช  ออร์เวลล์ (ผู้เขียน) ได้พรรณนาผลกระทบของการว่างงานที่มีต่อปัจเจกบุคคล (ในอังกฤษ) ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในทศวรรษ  ๑๙๓๐  และแม้กระนั้นก็ตามอาจจะได้กำลังพรรณนาเหตุการณ์ร่วมสมัย

หมายเหตุ   -   หนังสือ  “Road to Wigan Pier”  เขียนโดย  จอร์ช  ออร์เวลล์  นักเขียนชาวอังกฤษ  ตีพิมพ์ในปี  ๑๙๓๗  ทั้งนี้  “Wigan Pier”  เป็นพื้นที่รอบๆ คลองลีดส์และลิเวอร์พูล  อยู่ในบริเวณ  “Wigan”  ซึ่งเป็นรอบนอกของเมืองแมนเชสเตอร์   โดย  “Wigan”  เป็นเมืองอุตสาหกรรมดั้งเดิมของอังกฤษ  มีสะพานท่าเรือสำหรับขนถ่ายถ่านหินจากเกวียนลงเรือ  เมืองนี้ได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงทศวรรษ  ๑๙๓๐  ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้  กล่าวถึงสภาพการดำรงชีวิตของกรรมกรผู้ยากไร้ในอังกฤษ  ในช่วงเวลาดังกล่าว

 

                                                                                   Drought

                   Drought is a condition that results when the average rainfall for a fertile area drops far below the normal amount for a long period of time.  In areas that are not irrigated, the lack of rain causes farm crops to wither and die.  Higher than normal temperatures usually accompany periods of drought.  They add to the crop damage.  Forest fires start easily during droughts.  Much valuable timberland has been burned during these dry periods.  The soil of a drought area becomes dry and crumbles.  Often the rich topsoil is blown away by the hot, dry winds.  Streams, ponds, and wells often dry up during a drought, and animals suffer and may even die because of the lack of water. 

(คำแปล)                                                                 ความแห้งแล้ง

                      ความแห้งแล้งเป็นสภาวะซึ่งให้ผล  เมื่อปริมาณฝนตกโดยเฉลี่ยสำหรับพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์  ลดต่ำกว่าปริมาณปกติอย่างมากในช่วงเวลาหนึ่ง  โดยในพื้นที่ซึ่งไม่มีการชลประทาน  การขาดฝนทำให้พืชผลจากฟาร์มเหี่ยวเฉาและตายไป  ทั้งนี้  อุณหภูมิที่สูงกว่าปกติมักจะตามมาด้วยช่วงเวลาของความแห้งแล้ง  และอุณหภูมิดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายแก่พืชผลด้วย  อีกทั้งไฟป่าก็เริ่มต้นได้อย่างง่ายดายในระหว่างความแห้งแล้ง  ป่าที่มีต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีค่าจำนวนมาก  ได้ถูกเผาวอดในระหว่างช่วงเวลาที่แห้งแล้งเหล่านี้  โดยดินของพื้นที่แห้งแล้งจะแห้งและแตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย  (และ) บ่อยครั้ง  หน้าดินที่อุดมสมบูรณ์จะถูกพัดพาไปโดยลมที่ร้อนและแห้งผาก  ทั้งนี้  ลำธาร, สระน้ำ, และบ่อน้ำ มักจะแห้งขอดบ่อยๆ ในระหว่างฤดูแล้ง  และสัตว์ก็ได้รับความเดือดร้อน  และอาจแม้กระทั่งตายไปเนื่องมาจากขาดน้ำ

                       Weather forecasts cannot predict with certainty just when a drought will occur.  But they know that these drier-than-normal periods tend to alternate with wetter-than-normal periods in an irregular cycle.  Droughts of the past can be read in the rings made by trees as they add new wood each year.  In wet periods, the year’s layer is thick, while in dry periods, the ring is thin.

(คำแปล)  

                  การพยากรณ์อากาศไม่สามารถทำนายด้วยความแน่นอนว่าความแห้งแล้งจะเกิดขึ้นเมื่อใด  แต่การพยากรณ์ฯ ทราบว่าช่วงเวลาที่แห้งแล้งมากกว่าปกติเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะ (เกิด) สลับกันไปกับช่วงเวลาที่เปียกชื้นมากกว่าปกติในวัฏจักร (วงจร) ที่ไม่ปกติ  ทั้งนี้  ความแห้งแล้งในอดีตสามารถอ่านได้ในวงปีที่สร้างโดยต้นไม้  เพราะว่ามัน (วงปี) เพิ่มให้กับไม้ใหม่ในแต่ละปี  โดยในช่วงเวลาเปียกชื้น  ชั้นของ (วง) ปีจะหนา  ในขณะที่ในช่วงเวลาแห้งแล้ง  วงปีจะบาง

                      The Southwestern States of the United States suffered one of the worst droughts in their history from 1931 to 1938.  The drought affected the entire country.  Few food crops could be grown.  Food became scarce, and prices went up throughout the nation.  Hundreds of families in the Dust Bowl region had to be moved to farms in other areas with the help of the federal government.  In 1914, drought brought damage to almost all Latin America.  The drought moved to Australia and then to Europe, where it continued throughout the summer of 1945.  From 1950 to 1954 in the United States, the South and Southwest suffered a severe drought.  Hundreds of cattle ranchers had to ship their cattle to other regions because pasture lands had no grass.  The federal government again conducted an emergency drought-relief program.  It offered farmers emergency credit and seed grains at low prices.

(คำแปล)  

                    รัฐต่างๆทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐได้รับความเดือดร้อนจากความแห้งแล้งที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของตนจากปี ๑๙๓๑ – ๑๙๓๘  โดยความแห้งแล้งนี้มีผลกระทบกับทั้งประเทศ  สามารถปลูกพืชอาหารได้เพียงไม่กี่อย่าง  อาหารเริ่มหาได้ยาก  และราคาสูงขึ้นทั่วประเทศ  ครอบครัวหลายร้อยครอบครัวในบริเวณ  “ชามอ่างฝุ่นละออง”  (Dust Bowl)  (คือ  บริเวณทางตอนกลางของสหรัฐฯ ที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย  และได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงเวลาความแห้งแล้งดังกล่าว)  จำเป็นต้องได้รับการอพยพไปยังฟาร์ม (ไร่นา) ในพื้นที่อื่นๆ ด้วยความช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง  โดยในปี ๑๙๑๔  ความแห้งแล้งได้นำความเสียหายมาสู่ (ประเทศใน) ลาตินอเมริกาเกือบทั้งหมด  ความแห้งแล้งนี้ได้เคลื่อนย้ายไปยังทวีปออสเตรเลีย  และจากนั้นก็ไปสู่ยุโรป  ที่ซึ่งมัน (ความแห้งแล้ง) ดำเนินต่อไปตลอดฤดูร้อนของปี  ๑๙๔๕  ทั้งนี้  จากปี ๑๙๕๐ – ๑๙๕๔  ในสหรัฐ,  ภาคใต้และภาคตะวันตกได้รับความเดือดร้อนจากความแห้งแล้งอย่างรุนแรง  เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์จำนวนหลายร้อยราย  จำเป็นต้องอพยพขนย้ายวัวควายของตนไปยังบริเวณอื่นๆ  เพระว่าที่ดินซึ่งเป็นทุ่งหญ้าไม่มีหญ้า  (ซึ่ง)  รัฐบาลกลางได้จัดทำโครงการฉุกเฉินบรรเทาความแห้งแล้งอีกครั้ง  โครงการนี้เสนอสินเชื่อฉุกเฉินและเมล็ดพืชที่ใช้เป็นอาหาร (เมล็ดข้าว) ในราคาต่ำ  ให้แก่ชาวไร่ชาวนา

 

                                                                             A fable

                    A fable is a special kind of story.  It is short, usually has animal characters, and teaches a lesson.  Some fables are no longer than a paragraph of prose.  Others are short poems.  The animals talk and act like people.  The meaning is often made clear at the end by what one of these animals wisely says.

(คำแปล)                                                       นิทานสั้นๆ ที่ให้คติ

                    นิทานสั้นๆ ที่ให้คติ  เป็นนิทาน (เรื่องเล่า) ชนิดพิเศษ  โดยมันสั้น, ซึ่งโดยปกติแล้วมีตัวละครเป็นสัตว์, และสอนบทเรียน (เครื่องเตือนสติ)   นิทานฯ บางเรื่อง  ไม่ยาวไปกว่าร้อยแก้ว ย่อหน้า  ส่วนนิทานเรื่องอื่นๆ เป็นบทกวีสั้นๆ  โดยพวกสัตว์จะสนทนาและทำเหมือนมนุษย์  ทั้งนี้  ความหมายมักจะชัดเจนในตอนจบ  โดยสัตว์ตัวหนึ่งในบรรดาสัตว์เหล่านี้กล่าว (ความหมาย) ไว้อย่างฉลาด 

                    Many of the best-known fables are said to be by Aesop, a Greek slave who lived about 600 B.C.  About 300 years after Aesop’s death, the fables were collected by Demetrius Phalereus, the first manager of the great library at Alexandria.  Later they were translated into Latin by Phaedrus, a freed slave of Augustus Caesar.  A well-known fable of Aesop follows:

(คำแปล)                                          

                     นิทานให้คติที่รู้จักกันดีที่สุดจำนวนมาก  ถูกกล่าวว่าเขียนโดยอีสบ, ทาสชาวกรีกผู้ซึ่งมีชีวิตประมาณ  ๖๐๐  ปีก่อนคริสตศักราช  ทั้งนี้  ภายหลังที่อีสบตายไปประมาณ  ๓๐๐  ปี  นิทาน (อีสบ) ถูกรวบรวมโดยเดมิทริอุส ฟาเลริอุส, ผู้ซึ่งเป็นผู้จัดการคนแรกของห้องสมุดสำคัญที่เมืองอเล็กซานเดรีย  ต่อมา   มันได้ถูกแปลเป็นภาษาลาตินโดยฟีดรุส,  ผู้ซึ่งเป็นทาสที่ได้รับการปลดปล่อยของจักรพรรดิออกุสตุส  ซีซ่าร์   โดยนิทานอีสบที่รู้จักกันดีมีดังต่อไปนี้

                    A hungry fox once saw some fine luscious grapes hanging temptingly from a vine above his head.  He leaped and snapped and leaped again, but never could he reach the grapes.  So many times did he try that he tired himself out completely and it was some time before he could drag himself limping away, angry with the world and with himself.  As he went along he grumbled savagely to himself,  “What sour things those grapes are!  No gentleman would want to eat them.”

                   People now say “Sour grapes!” to someone who pretends he does not want something he cannot have.

(คำแปล)                                          

                   ครั้งหนึ่ง  สุนัขจิ้งจอกที่หิวโหยตัวหนึ่งเห็นองุ่นที่หวานฉ่ำ (หอมหวาน)  ห้อยอยู่อย่างยั่วยวนบนต้นองุ่นเหนือหัวของมัน  มันกระโดดและงับ (องุ่น) และกระโดดอีก  แต่มันก็ (งับ) ไม่ถึงองุ่นนั้น  ทั้งนี้  มันได้พยายามหลายครั้งหลายหนมาก  จนกระทั่งมันทำให้ตัวเองเหนื่อยหมดแรงอย่างสิ้นเชิง  และอีกครู่หนึ่งต่อมาก่อนที่มันจะดึงตัวเองจากไปในแบบขากะเผลก  มันโมโหโลกและตัวมันเอง  โดยขณะที่มันเดินจากไป  มันบ่นพึมพำอย่างโกรธจัด (เหมือนเป็นบ้า) กับตัวเองว่า  “องุ่นพวกนั้นช่างเปรี้ยวเสียนี่กระไรไม่มีสุภาพบุรุษคนใดต้องการกินมันดอก”

                   ผู้คนในปัจจุบันกล่าวว่า  “องุ่นเปรี้ยว !  กับใครบางคน  ผู้ซึ่งแสร้งทำเป็นว่าเขาไม่ต้องการ (อยากได้) อะไรบางอย่าง  ที่เขาไม่สามารถจะได้มันมา  (หมายถึง  เมื่อไม่สามารถได้สิ่งที่ต้องการ  ก็เลยบอกว่าสิ่งนั้นเป็นของไม่ดี  เหมือนกับที่หมาจิ้งจอกบอกว่าองุ่นเปรี้ยว  ทั้งๆ ที่หวาน  เพราะมันมันไม่สามารถเอาองุ่นมากินได้นั่นเอง)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 4)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                    ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  

 

                                                                    My father’s hobby

                     One day, after I had seen my father sitting alone under a tree in the garden with a book in his hands, I walked towards him.  It seemed to me that he was very busy reading.  I did not say a word but sat beside him and looked at the page he was reading.  He then told me that he enjoyed reading since he was young and he spent most of his childhood reading.  He did not like to go out as most of his friends did.  He felt happy staying alone reading.  He was interested in a number of subjects.  He graduated from a university with a science degree and became a science teacher in a public school.

(คำแปล)                                                       งานอดิเรกของพ่อ

                      วันหนึ่ง  หลังจากผมได้เห็นพ่อของผมนั่งอยู่ตามลำพังใต้ต้นไม้ในสวน  โดยมีหนังสืออยู่ในมือของท่านด้วย  ผมก็เดินเข้าไปหาท่าน  มันดูเหมือนว่าท่านกำลังยุ่งมากกับการอ่าน  ผมมิได้พูดอะไรสักคำ  แต่นั่งอยู่ข้างๆพ่อและมองไปที่หน้าหนังสือที่ท่านกำลังอ่าน  พ่อบอกผมว่าท่านสนุกกับการอ่านหนังสือตั้งแต่ท่านเป็นเด็ก  และท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กในการอ่าน  ท่านไม่ชอบออกไปนอกบ้านเหมือนที่เพื่อนส่วนใหญ่ของท่านทำกัน  ท่านรู้สึกมีความสุขที่จะอยู่ตามลำพังและอ่านหนังสือ  ท่านมีความสนใจในเรื่อง (วิชา) ต่างๆ มากมาย  ท่านเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพร้อมกับปริญญาตรีด้านวิทยาศาสตร์  และเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมของรัฐบาลแห่งหนึ่ง           

                    After we talked for a while, my father then jumped up and said he was afraid that he had to go then and he would see me that night at dinner.  He asked me whether I was able to bring that book to his room.  He would like to read the book again later that day.  I asked him where he was going.  He told me that he would like to buy some books which had been recently published.  He would give them to his friends as a gift on Christmas day.  They preferred to read rather than go out and have fun with friends.

(คำแปล)

                     หลังจากเรา (ผมกับพ่อ) คุยกันได้ครู่หนึ่ง  พ่อก็กระโดดลุกขึ้นและกล่าวว่า  ท่านเกรงว่าท่านจำต้องไปแล้วในตอนนั้น  และท่านจะพบผม (อีกครั้ง) ในคืนวันนั้นเมื่อเวลาอาหารค่ำ  ท่านถามผมว่าผมจะสามารถนำหนังสือ (ที่ท่านอ่าน) เล่มนั้นไปไว้ที่ห้องของท่านได้หรือไม่  ท่านอยากจะอ่านหนังสือเล่มนี้อีกครั้งในเวลาต่อมาของวันนั้น  ผมถามท่านว่าท่านกำลังจะไปไหน  ท่านบอกผมว่าท่านอยากจะซื้อหนังสือซึ่งเพิ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเร็วๆนี้  ท่านจะเอาหนังสือเหล่านี้ไปให้เพื่อนของท่านเป็นของขวัญในวันคริสมาสต์  เพื่อนๆ เหล่านี้ชอบอ่านหนังสือมากกว่าจะออกไปข้างนอกและสนุกกับเพื่อนๆ

 

                                                            Why do cannibals eat people?

                 To us, cannibalism, or the eating of human flesh, is a horrible thing to think about.  Yet it has existed as a practice among certain people and may still exist among some primitive tribes. 

              The first thing we must understand is that cannibals did not eat human flesh because they liked it.  They ate it because it was part of a sacred rite, a kind of religious observance. 

(คำแปล)                                                 ทำไมมนุษย์กินคนจึงกินคน

                สำหรับพวกเราแล้ว, ลัทธิคนกินเนื้อคน, หรือการกินเนื้อมนุษย์, เป็นเรื่องน่าสยดสยอง (น่ากลัว) ที่จะนึกถึง  แม้กระนั้นก็ตาม  มันดำรงอยู่ในฐานะสิ่งที่ปฏิบัติกันในบรรดาคนบางพวก  และอาจยังคงมีอยู่ในบรรดาชนเผ่าพื้นเมืองบางเผ่า

                สิ่งแรกที่เราจะต้องเข้าใจคือว่า  คนกินเนื้อคนมิได้กินเนื้อมนุษย์เพราะว่าพวกเขาชอบมัน  พวกเขากินเพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมศักดิสิทธิ์  (หรือ) ธรรมเนียมปฏิบัติทางศาสนาประเภทหนึ่ง

              For example, among certain people of East India a long time ago, it was the custom to eat one’s parents – because he respected and honored them!  Many primitive tribes believe that a man acquires the spirit of whatever he eats.  If he eats a lion, he will be lionhearted; if he eats a deer, he will be able to run fast; if he eats a fox, he will be cunning.  So the more one of these men respected his father, the more anxious he was to eat him. 

              Among other primitive peoples it was the custom to eat a criminal who had been condemned to death, but not a person who had died a natural death.  The reason for this was that they believed that a criminal had offended the gods.  Therefore, he had to be sacrificed to the gods to satisfy them.  And since it was the practice to eat or taste sacrifices to the gods, this had to be done even if the sacrifice was human.

(คำแปล)  

                 ตัวอย่างเช่น  ในบรรดาผู้คนบางพวกทางภาคตะวันออกของอินเดียเมื่อนานมาแล้ว  มันเป็นประเพณีที่จะกินเนื้อพ่อแม่ของตน – เพราะว่าเขาเคารพและให้เกียรติพ่อแม่ทั้งนี้  ชนเผ่าดึกดำบรรพ์จำนวนมากเชื่อว่า  บุคคลจะได้รับวิญญาณของสิ่งใดก็ตามที่เขากิน  (โดย) ถ้าเขากินสิงโต  เขาจะกล้าหาญ, ถ้าเขากินกวาง  เขาจะสามารถวิ่งได้เร็ว, ถ้าเขากินหมาจิ้งจอก  เขาจะฉลาดแกมโกง  ดังนั้น  ยิ่งคน (ทางภาคตะวันออกของอินเดีย) เหล่านี้เคารพบิดาของเขา  เขาก็ยิ่งกระตือรือร้นที่จะกินบิดา

              ในบรรดาชนเผ่าดึกดำบรรพ์อื่นๆ  มันเป็นประเพณีที่จะกินอาชญากรผู้ซึ่งถูกตัดสินว่ามีความผิดถึงประหารชีวิต  แต่มิใช่บุคคล (อาชญากร หรือนักโทษ) ผู้ซึ่งตายตามธรรมชาติ (เช่น แก่หรือเป็นโรคตาย)  เหตุผลสำหรับเรื่องนี้ก็คือว่า  พวกเขาเชื่อว่าอาชญากรได้ทำให้พระเจ้าโกรธเคือง  ดังนั้น  เขา (อาชญากร) จำเป็นต้องถูกสังเวย (บูชายัญ) แก่พระเจ้าเพื่อทำให้พระเจ้าพอใจ  และเพราะว่ามันเป็นการปฏิบัติ (พิธีการ) ที่จะกินหรือชิมผู้ที่ถูกบูชายัญ (สังเวย) ให้กับพระเจ้า (ดังนั้น) สิ่งนี้จำเป็นต้องถูกกระทำ  แม้ว่าผู้ที่ถูกบูชายัญเป็นมนุษย์

              The word “cannibal” comes from Caniba, or Carib, the name of the West Indian tribe among whom the Spaniards first noticed the practice of eating human flesh.  Some of the early North American Indians also practiced cannibalism as part of their religion.

                 Nobody is quite sure how many cannibal tribes still exist.  Some authorities think there are none, while others believe there are some in the interior of New Guinea. 

(คำแปล)

             คำว่า  “มนุษย์กินคน”  มาจากคำว่า  Caniba”  หรือ  Carib”  ซึ่งเป็นชื่อของชนเผ่าของหมู่เกาะเวสต์อินดีส์  (บริเวณในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ  ในทะเลแคริบเบียน  ประกอบด้วยประเทศที่เป็นเกาะ  เช่น คิวบา, นิคารากัว, เปอร์โตริโก, เวเนซุเอลา, กิอานา, และสุรินัม  รวมทั้งน่านน้ำของหมู่เกาะใหญ่ๆ อีก ๓ แห่งที่ล้อมรอบประเทศเหล่านี้)  ผู้ซึ่งชาวสเปนได้สังเกตเห็นพิธีการกินเนื้อมนุษย์เป็นครั้งแรก  ทั้งนี้  ชาวอินเดียนแดงในทวีปอเมริกาเหนือในยุคแรกๆบางคน  ก็ถือปฏิบัติลัทธิกินเนื้อมนุษย์ด้วยเช่นกันในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาของตน

            ไม่มีใครแน่ใจว่ายังคงมีชนเผ่ากินเนื้อคนอยู่จำนวนเท่าใด  ผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่าไม่มีแล้ว  ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆเชื่อว่า  ยังคงมีมนุษย์กินคนอยู่บ้างในตอนในของเกาะนิวกินี  (เกาะขนาดใหญ่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย)

 

                                                     When did the first Negro go to America?

               You have probably heard people say that the only true “Americans” were the Indians.  Everyone else has ancestors who went there from some other country.  The Negroes, too, originally went there from other countries.  But what most people do not know is that the first Negroes to come to America came as explorers! 

               They came with the Spanish, the French, and the Portuguese, who went there on voyages of discovery.  There were Negroes with Balboa when he discovered the Pacific Ocean, and with Cortez when he explored Mexico.  Negroes explored with the Spanish, French, and Portuguese into the interior of North America, going into New Mexico, Arizona, and the Mississippi Valley.  It was a Negro who introduced the raising of wheat to the New World.

(คำแปล)                                          นิโกรคนแรกไปประเทศอเมริกาเมื่อใด

                  คุณอาจเคยได้ยินผู้คนกล่าวว่า  “ชาวอเมริกัน”  ที่แท้จริงเพียงพวกเดียว  คือ  ชาวอินเดียนแดง  ส่วนทุกคนอื่นๆนอกนั้นมีบรรพบุรุษซึ่งไปที่นั่น (อเมริกา)  จากประเทศอื่นๆ  (คือ อพยพมา)  ชาวนิโกร, เช่นเดียวกัน, ไปที่นั่นตั้งแต่ดั้งเดิมจากประเทศอื่นๆ  (อพยพมาทีหลัง)  แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้  คือว่า  นิโกรรุ่นแรกๆที่มายังอเมริกา  มาในฐานะนักสำรวจ!

                 พวกเขา  (นิโกร)  มาพร้อมกับชาวสเปน, ชาวฝรั่งเศส, และชาวโปรตุเกส  ผู้ซึ่งไปที่นั่น (อเมริกา)  ในการเดินทางเรือเพื่อการสำรวจ  ทั้งนี้  มีชาวนิโกร (เดินทางมา) กับบาวบัว (๑๔๗๕ – ๑๕๑๙  เขาเป็นนักสำรวจ, นายกเทศมนตรี, ผู้ว่าราชการชาวสเปนซึ่งเดินทางข้ามคอคอดกะปานามาไปสู่มหาสมุทรแปซิฟิก)  เมื่อตอนที่เขาค้นพบมหาสมุทรแปซิฟิก  และ  (มีชาวนิโกรเดินทางมา)  กับคอร์เทซ  (นักสำรวจชาวสเปน)  เมื่อเขาสำรวจประเทศเม็กซิโก  (และ)  ชาวนิโกรยังสำรวจกับชาวสเปน, ฝรั่งเศส และโปรตุเกส  เข้าไปในตอนในของทวีปอเมริกาเหนือ  โดย (เดินทาง) ไปยังรัฐนิวเม็กซิโก, รัฐอริโซนา และหุบเขามิสซิสซิปปี  (ของสหรัฐ)  โดยชาวนิโกรผู้หนึ่งเป็นผู้แนะนำการเพาะปลูกข้าวสาลีให้กับโลกใหม่  (หมายถึง ดินแดนของทวีปอเมริกาเหนือ  โดยเฉพาะสหรัฐฯ  ซึ่งชาวยุโรปเดินทางไปสำรวจ  หรือค้นพบในตอนต้นศตวรรษที่ ๑๖)

              Later on, of course, Negroes went to the New World in quite a different way – they were brought there as slaves.  In 1619, a Dutch vessel brought 20 Negroes to Jamestown, Virginia, who were sold by their captain for provisions he needed. 

                At the time, many white people went to America to work as “indentured” servants.  This meant they sold their service for a set length of time.  But when white indentured servants stopped coming from Europe, many Negro slaves were brought into the colonies.  This started in 1688, and by 1715 there were over 58,000 Negro slaves there.  By 1775, this number had grown to over 500,000.

(คำแปล)

               ในเวลาต่อมา, แน่นอนทีเดียว, ชาวนิโกรก็เดินทางไปสู่โลกใหม่ในวิธีการที่แตกต่างกันออกไป  -  พวกเขาถูกนำไปที่นั่นในฐานะทาส  โดยในปี  ๑๖๑๙  เรือของชาวดัชท์นำชาวนิโกร  ๒๐  คนไปยังเมืองเจมส์ทาวน์  รัฐเวอร์จิเนีย,  ซึ่ง  (นิโกรเหล่านี้)  ถูกขายโดยกัปตันเรือของตนเพื่อ  (นำไปซื้อ)  เสบียงอาหารที่เขา  (กัปตัน)  ต้องการ

             ในช่วงเวลานั้นเอง  คนผิวขาวจำนวนมากไปอเมริกาเพื่อทำงานเป็นคนรับใช้ซึ่ง  “ถูกผูกมัดโดยสัญญา”  นี่หมายความว่าพวกเขา  (คนผิวขาว)  ขายบริการของตนเป็นระยะเวลาหนึ่งที่ได้กำหนดไว้   (เป็นคนรับใช้แบบมีสัญญาผูกมัด)  แต่เมื่อคนรับใช้ตามสัญญาผิวขาวยุติการเดินทางมาจากยุโรป  (ทำให้)  ทาสนิโกรจำนวนมากถูกนำเข้ามาสู่อาณานิคม  สิ่งนี้เริ่มต้นในปี ๑๖๘๘   และเมื่อถึงปี ๑๗๑๕   มีทาสนิโกรมากกว่า ๕๘,๐๐๐ คนที่นั่น  (ในอเมริกา)  และเมื่อถึงปี ๑๗๗๕  จำนวน  (ทาสนิโกร)  นี้ได้เพิ่มเป็นกว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน

              In 1807, at the request of President Thomas Jefferson, Congress voted that no more slaves should be brought into the country.  But many were brought in against the law.  By 1860, just before the Civil War, the Negro population in the United States was about 4,400,000.

(คำแปล)

             ในปี  ๑๘๐๗  ตามคำร้องขอของประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน  สภาคองเกรสลงคะแนนเสียงว่าไม่ควรมีการนำทาสเข้ามาในประเทศ (อเมริกา) เพิ่มขึ้นอีก  แต่ทาสจำนวนมากก็ถูกนำเข้ามาในแบบผิดกฎหมาย  พอถึงปี  ๑๘๖๐  ก่อนสงครามกลางเมือง (ระหว่างฝ่ายเหนือและใต้) เพียงนิดเดียว ประชากรนิโกรในสหรัฐฯมีประมาณ ๔,๔๐๐,๐๐๐ คน

 

                                                                             An Indian family

                 People follow ancient ways of life throughout India.  Millions of poor people in the rural villages hold to their old ways almost completely.  However, many city people have dropped some of the old customs, and have changed to western ways.  These people, especially those of the upper castes, seem to live in two worlds.  A wealthy Indian may wear a western-style business suit to his office.  But he may change into a traditional style of clothing when he returns home. 

(คำแปล)                                                            ครอบครัวชาวอินเดีย

                ผู้คนทำตามวิถีชีวิตสมัยโบราณทั่วทั้งประเทศอินเดีย  โดยคนจนหลายล้านคนในหมู่บ้านชนบทยึดถือรูปแบบเก่าๆของพวกเขาเกือบจะโดยสมบูรณ์  อย่างไรก็ตาม  คนเมืองจำนวนมากได้เลิกประเพณีเก่าๆบางอย่าง  และได้เปลี่ยนไปเป็นแบบตะวันตก  คนเหล่านี้,  โดยเฉพาะคนวรรณะสูง,  ดูเหมือนว่าจะอาศัยอยู่ใน โลก  ทั้งนี้  ชาวอินเดียที่ร่ำรวยอาจสวมชุด (สูท)  ธุรกิจสไตล์ตะวันตกไปที่สำนักงานของเขา  แต่เขาอาจเปลี่ยนเป็นเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม  (พื้นเมือง)  เมื่อเขากลับมาบ้าน

                Indians do many things in public that people of the western world do in private.  For example, many Indians brush their teeth and bathe in public.  They sit on the sidewalk for a haircut or shave, or to make and sell various articles. 

                Family ties have great importance in India.  Indians regard marriage as more of a relationship between two families than between two persons.  Young Indians generally are not allowed to have dates, and parents arrange most marriages.  However, some young people have their right to reject any arrangement made by the parents.  Many Indian households include not only parents and children, but also the sons’ wives and their children.  The oldest man of the household makes all the important family  decisions. 

(คำแปล)

               ชาวอินเดียทำหลายๆสิ่งในทีสาธารณะซึ่งคนในโลกตะวันตกทำในที่รโหฐาน (ที่ลับ)  ตัวอย่างเช่น  คนอินเดียจำนวนมากแปรงฟันและอาบน้ำในที่สาธารณะ  พวกเขานั่งตามข้างถนนเพื่อตัดผมหรือโกนหนวด  หรือทำและขายสินค้า (สิ่งของ) ต่างๆ

             ความสัมพันธ์ทางครอบครัวมีความสำคัญอย่างมากในอินเดีย  ชาวอินเดียถือว่าการแต่งงานเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ครอบครัว  มากกว่าระหว่างบุคคล คน  หนุ่มสาวชาวอินเดียโดยทั่วไปจะมิได้รับอนุญาตให้มีการนัดหมาย  (เพื่อออกไปพบกัน)  และพ่อแม่จะเป็นผู้จัดเตรียมการแต่งงานส่วนใหญ่  (หาคู่ให้ลูก)  อย่างไรก็ดี  คนหนุ่มสาวบางคนมีสิทธิที่จะปฏิเสธการจัดเตรียมใดๆที่พ่อแม่ทำให้  (ไม่รับหญิงหรือชายที่พ่อแม่หาให้)  สมาชิกในครอบครัวอินเดียจำนวนมากประกอบด้วยไม่เพียงแต่พ่อแม่และลูกๆ  แต่ยังรวมไปถึงภรรยาของลูกชายและลูกๆของเขาด้วย  (สะใภ้และหลาน)  ทั้งนี้  ผู้ชายที่อายุมากที่สุดในครอบครัวจะเป็นผู้ตัดสินใจเกี่ยวกับครอบครัวที่สำคัญๆทุกอย่าง

 

                                                                        Land of the free people

                Thailand, long known to the outside world as Siam, is the land blessed by magnificent scenery, great riches, probably the most handsome people in the world, and enough jungle animals to populate the zoos of all nations.

                It is difficult to describe the good fortune of Thailand.  In desperately overcrowded Asia, this small and lovely country is actually underpopulated.  Millions of acres of land are still available.  In a world that knows hunger, Thailand has always had enough to eat.  In fact, its surplus rice helps feed Asia.  In a part of the world that has been dragged into one European empire or another, Thailand has remained magically free.  It has always been a self-governing state.  (Its very name means “Land of the Free People”.)  In a world of fear, Thailand has proclaimed that she is positively anti-communist and will resist to the death any attempt by neighboring communists (in the past) to invade her.

(คำแปล)                                                            ดินแดนของคนอิสระ

                 ประเทศไทย  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมานานแล้วแก่โลกภายนอกว่าประเทศสยาม  เป็นแผ่นดินซึ่งได้รับพรโดยภูมิประเทศที่งดงาม,  ความมั่งคั่งอย่างมาก,  ผู้คนที่อาจจะหล่อที่สุดในโลก,  และสัตว์ป่า  (มากมาย)  เพียงพอที่จะไปอาศัยอยู่ในสวนสัตว์ของทุกประเทศ

            มันยากที่จะอธิบายถึงโชคดีของประเทศไทย  ทั้งนี้  ในทวีปเอเชียซึ่งมีผู้คนแออัดจนเกินไปอย่างมาก  ประเทศเล็กๆและน่ารักนี้  (ประเทศไทย)  จริงๆแล้วมีประชากรไม่หนาแน่น  โดยที่ดินหลายล้านเอเคอร์ยังคงสามารถหาได้ง่าย  (และ)  ในโลกซึ่งรู้จักกับความหิวโหย  ประเทศไทยก็มีพอกินเสมอ  จริงๆแล้ว  ข้าวส่วนเกินของไทยช่วยเลี้ยง  (คนใน)  ทวีปเอเชีย  (และ)  ในส่วนของโลกซึ่งถูกดึงเข้าไปอยู่ในอาณาจักรยุโรปอันใดอันหนึ่ง  (หมายถึง เป็นเมืองขึ้น)  ประเทศไทยยังคงเป็นอิสรเสรีอย่างน่าอัศจรรย์  และเป็นรัฐที่ปกครองตนเองเสมอมา  (ชื่อของประเทศไทยจริงๆแล้ว  หมายถึง “แผ่นดินของคนอิสระ”)  (นอกจากนั้น)  ในโลกของความหวาดกลัว  ประเทศไทยได้ประกาศว่า  ตนจะต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเชิงบวก  และจะต่อต้าน  (ขัดขวาง)  จนตัวตาย  ความพยายามใดๆของประเทศเพื่อนบ้านคอมมิวนิสต์ (ในอดีต) ที่จะรุกรานตน

 

                                                                             What flowers mean

               A guest entering a house in Japan might well find, in the various rooms, “messages” whose meanings might differ from day to day.  But the guest would have to be very well informed in order to read these messages, for they would be “written” entirely with flowers.  The meaning is shown partly by the choice of flowers and partly by the way in which they are arranged.

              Something like this language existed in Europe a century ago.  If lovers were too shy to express their feelings in words, they could convey a variety of tender sentiments by means of correctly chosen flowers. 

             Nowadays, flowers that are brought into houses are used simply for decorative purposes.  If you live in the country, you will be able to grow your own in the garden; town-dwellers may be able to use flower pots or window-boxes.  Nevertheless, if a person wants some for a special occasion, as a present for a friend for example, he may have to go to a flower shop to buy them.

(คำแปล)                                                          ดอกไม้หมายความอย่างไร

                แขกที่เข้ามาในบ้านในประเทศญี่ปุ่นอาจพบ,  ในห้องต่างๆ,  ข้อความ  (ข่าวสาร)  ซึ่งความหมายของมันอาจแตกต่างกันไปจากวันต่อวัน  แต่แขกจำเป็นจะต้องได้รับการบอกกล่าวเป็นอย่างดี  เพื่อที่จะอ่านข้อความเหล่านี้  เพราะว่ามัน  (ข่าวสาร/ข้อความ)  จะ  “ถูกเขียน”  ด้วยดอกไม้ทั้งหมด  โดยความหมายถูกแสดงบางส่วนโดยการเลือกดอกไม้  และบางส่วนโดยวิธีการที่มัน  (ดอกไม้)  ถูกจัดวาง

              บางสิ่งบางอย่างเช่นภาษานี้  (ภาษาที่ใช้ดอกไม้สื่อความหมาย)  มีอยู่ในทวีปยุโรปเมื่อศตวรรษหนึ่งมาแล้ว  โดยเมื่อคู่รักเหนียมอายเกินไปที่จะแสดงความรู้สึกของตนออกมาเป็นคำพูด  พวกเขาสามารถที่จะนำความรู้สึก  (อารมณ์)  ที่ละมุนละไม  (นิ่มนวล)  หลากหลาย  (ไปให้อีกฝ่ายหนึ่ง)  โดยวิธีการเลือกดอกไม้อย่างถูกต้อง

           ในปัจจุบัน  ดอกไม้ซึ่งถูกนำเข้ามาในบ้านถูกใช้เพียงแต่เพื่อวัตถุประสงค์การตกแต่งประดับประดา  โดยถ้าคุณอาศัยอยู่ในชนบท  คุณจะสามารถปลูกดอกไม้ของคุณเองในสวน  ส่วนผู้อาศัยอยู่ในเมืองอาจสามารถใช้กระถางดอกไม้  หรือลัง  (ดอกไม้)  ที่  (วางไว้ที่)  หน้าต่างได้ (เพื่อปลูกดอกไม้  เพราะพื้นที่บ้านมีจำกัด)  อย่างไรก็ตาม  ถ้าบุคคลต้องการดอกไม้สำหรับโอกาสพิเศษ  ตัวอย่างเช่นเป็นของขวัญสำหรับเพื่อน  เขาก็อาจจำเป็นต้องไปที่ร้านขายดอกไม้เพื่อที่จะซื้อมัน

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 3)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                      ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  

 

Development of young children

                       The kindergarten child will develop many interests in the world around him and the teacher can use field trips to the school ground or around the block to arouse interests to the point of having projects grow out of these experiences.  For example, a story about plants or pets, plus a walk around the schoolyard with the teacher pointing out the things described in the story, can generate ideas for many pictures done with crayons or paints.  The child is thus developing ways of communicating.  He uses his picture and talks about his experience.  The regular routine of the days in kindergarten helps children establish certain patterns of living.  Going to the toilet, washing hands, and getting drinks all help in establishing habits of orderly living.  All of these things are part of a maturity schedule which prepare a child for his next stage of growth.

(คำแปล)                                                  การพัฒนาการของเด็กเล็ก

                      เด็ก (ของ) โรงเรียนอนุบาลจะพัฒนาการความสนใจหลายอย่างในโลกรอบๆ ตัวเขา  และครูสามารถใช้การเดินทาง (ท่องเที่ยว) ภาคสนามไปยังบริเวณ (สนาม) ของโรงเรียน  หรือรอบๆ อาคารเรียน  เพื่อที่จะกระตุ้นความสนใจจนถึงจุดที่ว่า (ให้เด็ก) มีโครงการต่างๆ เติบโตขึ้นมาจากประสบการณ์เหล่านี้  ตัวอย่าง เช่น  (การเล่า) เรื่องราว (นิทาน) เกี่ยวกับพืช (ต้นไม้) หรือสัตว์เลี้ยง บวกกับการเดินรอบๆ สนามของโรงเรียน โดยมีครูชี้ให้ดูสิ่งต่างๆ ที่ถูกพรรณนาในเรื่องราว (นิทาน) (ที่เล่าให้เด็กฟัง)  สามารถก่อให้เกิดความคิดสำหรับรูปภาพต่างๆ ที่ถูกทำ (วาดโดยเด็กคนนั้น) ด้วยดินสอสี หรือสี  ดังนั้น  เด็กกำลังพัฒนาการวิธีการต่างๆ ของการสื่อสาร โดยเขา (เด็ก) ใช้รูปภาพของเขาและพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขา  (และ) กิจวัตรตามปกติของวันต่างๆ ในโรงเรียนอนุบาล  จะช่วยให้เด็กๆ สร้างรูปแบบการดำเนินชีวิตบางอย่าง (ทั้งนี้) การไปห้องน้ำ, ล้างมือ, และการดื่มน้ำ ล้วนช่วยในการสร้างนิสัยของการดำเนินชีวิตอย่างเป็นระเบียบ  สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของตารางเวลาการเติบโตเป็นผู้ใหญ่  ซึ่งเตรียมตัวให้เด็ก  เพื่อขั้นตอนต่อไปของเขาในการเจริญเติบโต (เป็นผู้ใหญ่)     

 

Early settlers

                      Yesterday, we talked about the difficulties faced by the earliest settlers who came from England.  Today, we move on to a figure of particular importance to those seventeenth-century farmers.  As you know, most of the New England settlers were peasants who relied on the handed-down wisdom of their parents and grandparents to guide them in their farming.  But this oral tradition was much more difficult to maintain in the New World with its sparse and scattered population, and so writers such as Thomas Tusser began to collect advice for farmers and publish it in farmrs’ handbooks.  Tusser became very important in the 1600’s because he gave farmers valuable information in an easy-to-read-and-remember style.  In all, Tusser wrote down more than 500 points of good husbandry – from reminders of when to plant crops to how and why to preserve meat – in order to help farmers in their struggle for survival.

(คำแปล)                                                         ผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกๆ

                      เมื่อวานนี้ เราพูดคุยเกี่ยวกับความยากลำบากต่างๆ ที่ถูกเผชิญโดยผู้ตั้งถิ่นฐานยุคแรกสุด  ผู้ซึ่งมาจากประเทศอังกฤษ  วันนี้  เราจะศึกษาต่อไปเกี่ยวกับบุคคลผู้หนึ่ง  ซึ่งมีความสำคัญเป็นพิเศษต่อชาวนาในศตวรรษที่ ๑๗ เหล่านั้น  (ทั้งนี้) ตามที่พวกเธอทราบ  ผู้ตั้งรกรากในภาคนิวอิงแลนด์ (รัฐต่างๆทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก) ส่วนใหญ่เป็นชาวนาผู้พึ่งพาอาศัยความเฉลียวฉลาด (ปัญญา) ของพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่ตกทอดกันมา  ในการนำทางพวกเขาในการเพาะปลูก (ทำฟาร์ม)  แต่ประเพณี (วิธีการที่เล่าต่อกันมาโดย) ทางวาจานี้ เป็นเรื่องลำบากมากยิ่งขึ้นที่จะเก็บรักษาไว้ในโลกใหม่ (ดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ ที่ชาวอเมริกันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐาน) ด้วยประชากรที่มีอยู่อย่างเบาบางและกระจัดกระจาย  และ ดังนั้น นักเขียน เช่น โทมัส ทัสเซอร์  จึงรวบรวมคำแนะนำหรับชาวนาและตีพิมพ์มันในหนังสือคู่มือชาวนา  ทัสเซอร์มีความสำคัญมากในทศวรรษ ๑๖๐๐ (๑๖๐๐ – ๑๖๐๙) เพราะเขาให้ข้อมูลที่มีค่าแก่ชาวนาในรูปแบบที่ “อ่านและจำง่าย”  โดยสรุปแล้ว  ทัสเซอร์เขียนมากกว่า ๕๐๐ ประเด็นของวิชาที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ที่ดี – นับตั้งแต่สิ่งที่ช่วยให้จำได้ว่าเมื่อใดควรปลูกพืช  จนถึงวิธีการและเหตุผลที่ต้องเก็บรักษาเนื้อสัตว์  -  เพื่อที่จะช่วยชาวนาในการดิ้นรนต่อสู้เพื่อการอยู่รอด

         

The mouse and the lion

                  A lion, which was tired with the chase, was lying asleep in his den, when he was waken up by a mouse that ran over him.  The lion started up with anger and set his paw upon the mouse before it could escape.  At the point of being killed, the mouse begged for mercy.  He told the lion that if he (lion) spared his life, he (mouse) would help him some day in the future.  The lion then told the mouse how a tiny animal like him could help the most powerful beast of the jungle.  The lion, however, let the mouse go free and took no notice of what the mouse said.

(คำแปล)                                                            หนูและราชสีห์

               ราชสีห์ตัวหนึ่ง, ซึ่งเหน็ดเหนื่อยจากการไล่ล่าเหยื่อ, กำลังนอนหลับในถ้ำของมัน  เมื่อมันถูกปลุกให้ตื่นโดยหนูตัวหนึ่งซึ่งวิ่งอยู่บนตัวมัน  ราชสีห์เริ่ม (ล่า) ใหม่อีกครั้งด้วยความโกรธ  และตะปบหนูด้วยอุ้งเท้าของมันก่อนที่มัน (หนู) จะหลบหนีไป  เมื่อถึงจุดที่จะถูกฆ่า  หนูร้องขอความเมตตา  มันบอกราชสีห์ว่า  ถ้าราชสีห์ไว้ชีวิตมัน มันจะช่วยราชสีห์วันหนึ่งในอนาคต  ราชสีห์บอกแก่หนูว่า  สัตว์ตัวกระจ้อยร่อยอย่างหนูจะช่วยเหลือสัตว์ป่าผู้ทรงอำนาจที่สุดในป่าได้อย่างไร  ราชสีห์, อย่างไรก็ดี, ปล่อยหนูเป็นอิสระ  และมิได้ให้ความสนใจกับสิ่งที่หนูพูด 

                Not long after that, the lion, which roamed through the jungle, fell into the trap of a hunter.  He then struggled to get out of the strong net but did not succeed.  He got weaker and weaker and then roared aloud in distress.  The mouse, which was far away, heard the cry of his benefactor.  It quickly ran to his aid and began to bite the net.  He told the lion that he (lion) spared his life some days before and he said he would help the lion in the future.  Now, he came as he had promised.

               The lion never said a word.  He was soon set free and walked away.

(คำแปล)                                       

            ไม่นานนักหลังจากนั้น  ราชสีห์, ซึ่งตระเวนไปทั่วป่า, ติดกับดักของนายพราน  มันดิ้นรนที่จะหลุดออกจากตาข่ายที่แข็งแรง  แต่ไม่สำเร็จ  มันหมดแรงลงเรื่อยๆ  และหลังจากนั้นร้องคำรามเสียงดังด้วยความเจ็บปวด  หนู, ซึ่งอยู่ไกลออกไป, ได้ยินเสียงร้องของผู้ที่ (เคย) ทำคุณ (ช่วยเหลือ) แก่มัน  มันรีบวิ่งมาช่วยราชสีห์และเริ่มกัดตาข่าย  มันบอกราชสีห์ว่า ราชสีห์เคยไว้ชีวิตมันก่อนหน้านั้น  และมันบอกว่ามันจะช่วยราชสีห์ในอนาคต  ในขณะนี้  มันมา (ช่วยเหลือ) ตามที่มันได้ให้สัญญาไว้

               ราชสีห์ไม่พูดอะไรสักคำ  ไม่นานมันก็ถูกปล่อยเป็นอิสระและเดินเลี่ยงไป

 

A letter to one’s friend

Dear Jennifer,

                I have not heard from you since the holiday started.  What have you been doing with yourself?  I hope you have done well in the entrance examination and are confident of passing.  I have done my best and hope to pass too.

                How is everyone at home?  Has your brother, Jimmy, come back from Australia yet?

(คำแปล)                                                           จดหมายถึงเพื่อน

เจนนิเฟ่อร์ที่รัก,

              ฉันไม่ได้ข่าวคราวจากเธอเลยตั้งแต่วันหยุดเริ่มต้นขึ้น  เธอกำลังทำอะไรกับตัวเอง  ฉันหวังว่าเธอได้ทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ดี  และมั่นใจว่าจะสอบผ่าน  ฉันทำของฉันดีที่สุดแล้ว  และหวังว่าจะสอบผ่านเช่นเดียวกัน

               ทุกคนที่บ้าน (ของเธอ) เป็นอย่างไรบ้าง  พี่ชายของเธอ, จิมมี่, กลับมาจากออสเตรเลียแล้วหรือยัง

               My collection of tropical fish is increasing.  Father brought back some lovely ones for me from Singapore.  Soon I will have to buy another glass tank and a water pump.  I now have two large tanks and four smaller ones.  Do you know that my goldfish won the first prize at the Selangor Fish Exhibition last week?

(คำแปล)

           การเก็บสะสมปลาจากเขตร้อนของฉันกำลังเพิ่มขึ้น  พ่อนำปลาน่ารักจากสิงคโปร์มาให้ฉันจำนวนหนึ่ง  ในไม่ช้าฉันคงจะต้องซื้อตู้กระจกอีกใบหนึ่ง  และเครื่องสูบน้ำด้วย  ขณะนี้ฉันมีตู้ (กระจก) ขนาดใหญ่ ใบและเล็ก ใบ  เธอรู้ไหมว่าปลาทองของฉันได้รางวัลที่ ที่งานนิทรรศการปลาที่รัฐสลังงอร์ (ในมาเลเซีย) เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

               My sister, Rosemary, is getting married soon.  Her husband-to-be is a private doctor.  She has asked me to invite you to her wedding and a dinner afterwards.  Do write to say you will come.  And bring your sister, too, if you like.

                 Well, I must finish now.  I have to do some shopping with my mother.

                 Very warm wishes to all at home.

(คำแปล)   

         น้องสาวของฉัน, โรสแมรี่, กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า  ผู้ที่กำลังจะเป็นสามีของเธอเป็นหมอ (โรงพยาบาล) เอกชน  เธอ (โรสแมรี่) ได้ขอให้ฉันเชิญเธอมางานแต่งงาน  และงานเลี้ยงอาหารค่ำด้วยหลังจากนั้น เขียนมาบอกให้ฉันรู้ด้วยนะว่าเธอจะมา และพาน้องสาวของเธอมาด้วยถ้าเธออยากจะพามา  

               อ้อ  ฉันต้องจบจดหมายแล้วละตอนนี้  ฉันจำเป็นต้องไปซื้อของกับแม่

               ขอส่งความปรารถนาที่อบอุ่นให้ทุกคนที่บ้าน (ของเธอ) ด้วย                              

 

Hunter fish

                 Piranhas live in enormous packs, or shoals.  They spend most of their time hunting for food.  Rivers are their primary habitat although, as a result of massive flooding, they may occasionally find their way into lakes.  But it is thought that they are unable to breed outside of rivers.  Piranhas have voracious appetites, and they seek river locations that have plentiful fish supplies.  They are found in any river within their natural habitat. 

(คำแปล)                                                                ปลานักล่า

             ปลาปิรันยาอาศัยอยู่เป็นกลุ่ม หรือฝูงใหญ่  พวกมันใช้เวลาส่วนใหญ่ล่าเหยื่อเพื่อเป็นอาหาร  แม่น้ำเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของมัน  แม้ว่า, เป็นผลลัพธ์มาจากน้ำท่วมใหญ่, พวกมันอาจจะหาทางไปยังทะเลสาบเป็นครั้งคราว (บางโอกาส)  (เนื่องจากหลุดไปกับน้ำท่วม)  แต่มันถูกคิดว่า  พวกมันไม่สามารถแพร่พันธุ์นอกแม่น้ำได้  ปลาปิรันยามีความอยากอาหารแบบตะกละตะกราม และพวกมันเสาะหาทำเลในแม่น้ำที่มีปริมาณปลาอยู่มากมาย  พวกมันถูกพบในแม่น้ำสายใดๆ ที่อยู่ภายในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของมัน

                The piranha hunts with speed and by surprise.  The typical way in which the piranha attacks is by swimming directly into a shoal of fish.  The attacked shoal scatters in all directions, and the piranha quickly overpowers individual fish.  Small fish are swallowed whole.  Larger preys have chunks ripped out of them, which the piranha swallows instantly so it can immediately take another bite.     

(คำแปล)   

                ปลาปิรันยาล่าเหยื่อด้วยความรวดเร็ว และแบบไม่ให้ตั้งตัว (ทำให้เหยื่อประหลาดใจ)  วิธีการโดยทั่วไปที่ปลาปิรันยาล่าเหยื่อ  คือโดยการว่ายน้ำพุ่งตรงไปยังฝูงปลา  โดยฝูงปลาที่ถูกจู่โจมจะกระจัดกระจายออกไปทุกทิศทาง  และปิรันยาก็จะเข้าพิชิตเหยื่อเป็นรายตัว  (ทั้งนี้) ปลาเล็กจะถูกกลืนกินทั้งตัว  ส่วนเหยื่อที่ใหญ่กว่านั้นจะถูกฉีกก้อนเนื้อออกก่อน, ซึ่งปิรันยาจะกลืนกินในทันที  เพื่อที่ว่ามันจะได้กัดกิน (เหยื่อ) อีกครั้งหนึ่ง (ครั้งต่อไป)

 

The National Park of Khao Yai

                Khao Yai is located 400 meters above sea level, meaning the park is cool and pleasant all year round, with temperatures dropping as low as 4-5 degrees centigrade.

                Declared a national park in September 1962, Khao Yai proved popular among nature lovers and hikers who spent large amounts of time exploring and mapping the park’s best features and routes.  This popularity led to bungalows being built in the park, even a golf course. 

(คำแปล)                                                             วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

                 เขาใหญ่ตั้งอยู่ ๔๐๐ เมตรเหนือระดับน้ำทะเล  ซึ่งหมายความว่า  วนอุทยานฯ จะเย็นและน่ารื่นรมย์ตลอดปี  โดยอุณหภูมิลดลงต่ำถึง ๔-๕ องศาเซนติเกรด

              เมื่อถูกประกาศให้เป็นวนอุทยานแห่งชาติในเดือนกันยายน ปี ๑๙๖๒  เขาใหญ่ได้พิสูจน์ว่าเป็นที่นิยมในบรรดาผู้รักธรรมชาติและนักเดินทางไกล (ด้วยเท้า)  ผู้ซึ่งใช้เวลามากมายในการสำรวจและ (สำรวจ) ทำแผนที่ภูมิประเทศและเส้นทางที่ดีที่สุดของวนอุทยาน  ความนิยมชมชอบนี้นำไปสู่การสร้างบังกะโลในวนอุทยาน  แม้กระทั่งสนามกอล์ฟ

                 However, in 1991, the Government closed the park to preserve the habitat and protect the wildlife.  The golf course shut down, and tourists were only allowed to spend days, but not nights, in the park.

                    Nevertheless, Khao Yai remains as popular today as it ever was, with the major rivers of Lam Takhong and Nakhon Nayok running through it, over 20 warerfalls, marshes and plenty of hiking trails.

(คำแปล)

                 อย่างไรก็ดี  ในปี ๑๙๙๑  รัฐบาลปิดวนอุทยานเพื่ออนุรักษ์ถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์  และปกป้องคุ้มครองสัตว์ป่า  สนามกอล์ฟปิดตัวลง  และนักท่องเที่ยวได้รับอนุญาตให้ใช้เวลาอยู่ในวนอุทยานเฉพาะในตอนกลางวันเท่านั้น  แต่มิให้อยู่ในตอนกลางคืน   

                    อย่างไรก็ตาม  เขาใหญ่ยังคงได้รับความนิยมในปัจจุบันเท่ากับที่เคยเป็นในอดีต  โดยมีแม่น้ำสายหลัก  คือ  แม่น้ำลำตะคองและแม่น้ำนครนายก  ไหลผ่านน้ำตก, ที่ดินต่ำและ ชื้น, และเส้นทางเดินทางไกลมากมาย  (ทั้งหมด) กว่า ๒๐ แห่ง

 

 Immature adults

                      The most dangerous members of our society are those grownups whose powers of influence are adult but whose motives and responses are infantile.  The adult has certain kinds of power that an infant does not have.   He has physical strength.  If he still hits out at life with the anger of an unsatisfied infant, he can cause more destruction and more pain than the person physically immature possibly could.  In the second place, he has authority over someone: he is parent, teacher, employer, foreman, officer of a club, public official, or perhaps simply a member of a majority group that is permitted to keep members of a minority group “in their place.”  Few adults are without authority over anyone.  The adult, therefore, whose emotional linkages with life are still undeveloped has a greater power to make other people miserable than has the child.  In the third place, the adult has a vastly increased opportunity to add artificial to natural power through such devices as ownership and membership.  He can drive a car and use its strength as his own; he can join an organization and use the influence of numerous others to press a cause he could not effectively press alone.  If his linkages of knowledge and feeling are still as few and weak as those that fit the power-status of a five-year-old or even a ten-year-old, he can do harm beyond measure.

(คำแปล)                                                         ผู้ใหญ่ที่ไม่เป็นผู้ใหญ่

                   สมาชิกที่มีอันตรายมากที่สุดของสังคมของเรา  คือผู้ที่เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่เหล่าโน้น  ผู้ซึ่งพลังของอิทธิพลของพวกเขาเป็นแบบ (ของ) ผู้ใหญ่  แต่แรงจูงใจและการตอบสนองของพวกเขาเป็นแบบเด็กทารก  ทั้งนี้  ผู้ใหญ่จะมีอำนาจบางอย่างที่เด็กทารกไม่มี  เขามีพละกำลังทางร่างกาย  (ซึ่ง) ถ้าเขายังคงวิพากษ์วิจารณ์ชีวิตอย่างรุนแรง (เพราะไม่เห็นด้วยกับมัน) ด้วยความโกรธเคืองของเด็กทารกที่ผิดหวังเพราะไม่ได้อะไรสมใจอยาก  เขาสามารถก่อให้เกิดความเสียหายและความเจ็บปวดได้มากกว่าที่บุคคลซึ่งยังไม่เจริญ เติบโตเต็มที่ทางร่างกายอาจทำให้เกิดได้  ในประการที่สอง (เหตุผลที่สอง)  เขา (ผู้ใหญ่ใจเด็ก) มีอำนาจเหนือใครบางคน  กล่าวคือ  เขาเป็นพ่อแม่คน, เป็นครู, เป็นนายจ้าง, เป็นหัวหน้าคนงาน, เป็นเจ้าหน้าที่ของสโมสร, เป็นข้าราชการ, หรือบางทีเป็นเพียงสมาชิกของคนกลุ่มใหญ่  ที่ได้รับอนุญาตให้กด (หัว) สมาชิกของคนกลุ่มน้อยให้อยู่ “ในที่ (ที่ควรอยู่) ของตน”  (ทั้งนี้)  มีผู้ใหญ่น้อยคนมากที่ไม่มีอำนาจเหนือคนอื่น  ดังนั้น  ผู้ใหญ่, ผู้ซึ่งความเชื่อมโยงทางอารมณ์ของพวกเขากับชีวิตยังคงไม่ได้รับการพัฒนา, ย่อมมีพลัง (อำนาจ) มากกว่า  ในการที่จะทำให้บุคคลอื่นทุกข์ยาก (ไม่มีความสุข) มากกว่าที่เด็กมี  ในประการที่สาม (เหตุผลที่สาม) ผู้ใหญ่มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างมากมายที่จะเพิ่มอำนาจเทียมเข้ากับอำนาจตามธรรมชาติ  ผ่านทางเครื่องมือ  เช่น  ความเป็นเจ้าของ  หรือการเป็นสมาชิก  โดยเขา (ผู้ใหญ่) สามารถขับรถและใช้พลังของมัน (รถ) เป็น (พลัง) ของตนเอง  (และ) เขาสามารถเข้าร่วมกับองค์กรแห่งหนึ่ง  และใช้อิทธิพลขององค์กรอื่นๆ อีกมากมาย  ในการไปสู่เป้าหมายที่เขาไม่สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิผลตามลำพัง (ทั้งนี้) ถ้าความเชื่อมโยงของความรู้และอารมณ์ของเขายังคงมีน้อยและไม่หนักแน่น พอๆกับความเชื่อมโยงซึ่งเหมาะกับอำนาจ-สถานภาพของเด็กวัยห้าขวบ หรือแม้กระทั่งเด็กวัยสิบขวบ  เขา (ผู้ใหญ่) สามารถทำอันตราย (ความเสียหาย) ได้เกินกว่าที่จะวัด (ขนาด) ได้

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 2)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                      ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น  

 

Telegrams

                         There are times in the business world when speed is essential – when a normal business letter will not reach the recipient quickly enough.  Face-to-face meetings are often impossible to arrange because of problems of time or distance.  Possibly, the other party cannot be reached by telephone.  And quite often, it is desirable or advisable to have a written record of a communication, which would not be provided by either a meeting or a telephone conversation.

(คำแปล)                                                                                                                                                                                                                                                       โทรเลข

                        มีช่วงเวลาในโลกธุรกิจเมื่อความเร็วเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด – เมื่อจดหมายธุรกิจธรรมดาจะไม่ไปถึงผู้รับได้เร็วพอ การพบกันแบบเห็นหน้ามีบ่อยครั้งที่ไม่สามารถจัดให้ได้  เนื่องมาจากปัญหาเรื่องเวลาและระยะทาง  และก็เป็นไปได้ด้วยที่อีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถติดต่อได้ทางโทรศัพท์  และบ่อยทีเดียว  มันเป็นที่ปรารถนาและเป็นการสมควรที่จะมีบันทึกแบบเป็นลายลักษณ์อักษรของการติดต่อสื่อสาร, ซึ่งมิสามารถจัดหาให้ได้  ไม่ว่าจะเป็นโดยการประชุม  หรือการสนทนาทางโทรศัพท์

               At such times, people in business use telegraphic message.  This type of commercial correspondence has four main advantages: (1) It is one of the fastest methods of communication. (2) It offers a written record of a transaction. (3) Telegrams and telex messages attract attention. (4) A telegraphic message carries a sense of urgency with it, and people tend to respond quickly to such messages.

(คำแปล)  

                       ณ เวลาดังกล่าว  ผู้คนในธุรกิจใช้ข่าวสาร (ถ้อยคำ) ทางโทรเลข  (โดย) การติดต่อกันในเชิงพาณิชย์ประเภทนี้  มีข้อได้เปรียบสำคัญ ประการ  คือ (๑) มันเป็นวิธีการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วที่สุดแบบหนึ่ง (๒) มันให้บันทึกแบบเป็นลายลักษณ์อักษรของการทำธุรกรรม (๓) โทรเลขและข่าวสารจากการส่งโทรเลขโดยผู้ใช้โดยตรง (เทลเลคซ) ดึงดูดความสนใจ (ของผู้คน) (๔) ข่าวสาร (ข้อความ) ทางโทรเลขนำพาความรู้สึกด้านความเร่งด่วนมาพร้อมกับมัน, และผู้คน (ผู้รับสาร) มีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อข่าวสารดังกล่าวอย่างรวดเร็ว

 

Race to the South Pole

                     In 1909, an Englishman, Robert Scott, went on an expedition to the South Pole.  Scott and his companions didn’t survive the return journey.  This written note was found beside his body.

16 or 17 March

                   Things are getting worse.  Two days ago, at noon, poor James Simon said he couldn’t continue because of his leg.  He asked us to leave him in his sleeping bag.  We could not do that.  We completed our afternoon march.  At night he was worse, and we knew that the end was near.  Simon’s last thoughts were of his mother.  We hoped we didn’t have to leave him before the end.  There was a wild snowstorm.  He said ‘I am just going outside for a while.’  He went out into the snowstorm, and we have not seen him since.  We knew that poor Simon was walking away to die.  It was an act of a brave man.  We all hope to meet the end with this kind of courage – and surely death is not far away.  We talk all the time of completing the trip.  But I don’t think any of us believes it in his heart.    

(คำแปล)                                                                                                                                                                                                                                            การแข่งขันไปสู่ขั้วโลกใต้    

                    ในปี ๑๙๐๙ ชาวอังกฤษผู้หนึ่ง ชื่อโรเบิร์ต สก็อต  เดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้  (โดย) สก็อตและเพื่อนร่วมเดินทางของเขามิได้รอดชีวิตในการเดินทางเที่ยวกลับ  กระดาษโน้ตที่เขียนด้วยลายมือข้างล่างนี้ถูกพบอยู่ข้างศพของเขา

๑๖ หรือ ๑๗  มีนาคม

                     สิ่งต่างๆ กำลังเลวร้ายยิ่งขึ้น,  สองวันที่แล้ว  ตอนเที่ยง  เจมส์ ไซมอน ผู้น่าสงสาร  กล่าวว่าเขาไม่สามารถไปต่อไปได้  เนื่องมาจากขา (ข้างหนึ่งที่เจ็บ) ของเขา  เขาขอให้เราทิ้งเขาไว้ในถุงนอน  (แต่) เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้  เราเดินทางตอนบ่ายได้แล้วเสร็จ  ในตอนกลางคืนอาการของไซมอนแย่ลงอีก  และเรารู้ว่าการสิ้นสุด (ความตาย) ได้ใกล้เข้ามาแล้ว  (ทั้งนี้) ความคิดครั้งสุดท้ายของไซมอนคือแม่ของเขา (เขาคิดถึงแม่)  เราหวังว่า  เราจะไม่จำเป็นต้องทิ้งเขาไว้ก่อนการสิ้นสุด (หมายถึง ความตายของทุกคนในคณะฯ)  มีพายุหิมะอย่างรุนแรง  ไซมอนพูดว่า  “ผมจะออกไปข้างนอกสักประเดี๋ยว”  แล้วเขาก็ออกไปท่ามกลางพายุหิมะ  และเราก็ไม่ได้เห็นเขาอีกเลยตั้งแต่บัดนั้น  เรารู้ว่าไซมอนผู้น่าสงสารกำลังเดินออกไปตาย  มันเป็นการกระทำของบุคคลผู้กล้าหาญ  (เขาตั้งใจหนีไปตายตามลำพัง  เพื่อมิต้องเป็นตัวถ่วงให้คณะต้องแบกตัวเขาร่วมทางไปด้วย)  พวกเราทุกคนหวังว่าจะพบความตายด้วยความกล้าหาญแบบนี้บ้าง  -  และแน่นอน  ความตายอยู่ห่างออกไปไม่มากนัก  (โดย) เราพูดคุยกันตลอดเวลาเรื่องต้องเดินทาง (กลับบ้าน) ให้แล้วเสร็จ (สำเร็จ) แต่ผมไม่คิดว่ามีพวกเราคนใด (ในคณะฯ) จะเชื่อในหัวใจว่าจะทำได้สำเร็จ  (เพราะในที่สุดทุกคนในคณะเดินทางสำรวจก็เสียชีวิต เนื่องจากความหนาวและขาดอาหาร)

 

Unicorns

                         Unicorns were thought to be so fast and so smart that it was nearly impossible to catch one alive.  But medieval manuscripts describe two ways to do it – both by deception. 

(คำแปล)                                                                    ยูนิคอร์น

                     ยูนิคอร์น (สัตว์ในเทพนิยาย  มีลักษณะเหมือนม้า  แต่มีเขาเดียวที่กลางหน้าผาก)  ถูกคิดว่ามีความรวดเร็วมากและฉลาดมาก  จนกระทั่งมันเกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะจับตัวมันแบบเป็นๆ (มีชีวิต) แต่หนังสือต้นฉบับยุคกลางพรรณนา วิธีที่จะทำมัน (จับเป็นยูนิคอร์น)  -  ทั้งคู่โดยการหลอกลวง

                     The first method required a great deal of courage.  Hunters were advised to chase and annoy the unicorn until it was angry enough to attack.  Then the hunter had to stand boldly in front of a tree as the animal charged directly at him.  Just at the last minute, the hunter would leap aside.  The unicorn’s horn would go into the tree instead of the hunter, and the animal would be stuck on the spot.

(คำแปล)

                    วิธีแรกต้องการความกล้าหาญอย่างมาก  นักล่า (นายพราน) ได้รับการแนะนำให้ไล่ยูนิคอร์นและทำให้มันรำคาญ  จนกระทั่งมันโกรธพอที่จะเข้าจู่โจม-ทำร้าย  ต่อจากนั้นนักล่าจะต้องยืนอย่างกล้าหาญอยู่ข้างหน้าต้นไม้ในขณะที่ยูนิคอร์นพุ่งตรงไปที่ตัวเขา  และในนาทีสุดท้าย (เมื่อยูนิคอร์นใกล้ตัวนักล่าเข้ามา) นักล่าจะต้องกระโดดหลบไปข้างๆ  เขาของยูนิคอร์นก็จะพุ่งเข้าเสียบต้นไม้แทน (ที่จะเสียบ) นักล่า  และเจ้าสัตว์ตัวนี้ก็จะติดอยู่ตรงนั้น (ต้นไม้)

                      Although unicorns could be dangerously fierce, especially when hunted, they were believed to be gentle with young girls.  So another way to catch the animal was to use a beautiful maiden as bait.  The maiden would sit in a clearing, and the hunters would hide nearby.  The unicorn would approach the maiden without fear and allow itself to be patted.  If nothing startled it, the animal would even lie down, put its head on the maiden’s lap, and go to sleep.  Then it was time to spring the trap and capture the unsuspecting creature. 

(คำแปล)                                                     

                   แม้ว่ายูนิคอร์นจะดุร้ายอย่างมีอันตราย  โดยเฉพาะเมื่อมันถูกล่า  มันกลับถูกเชื่อว่ามีความอ่อนโยน-นุ่มนวลมากกับเด็กสาว  ดังนั้นอีกวิธีหนึ่งที่จะจับมัน  คือใช้หญิงสาวสวยเป็นเหยื่อล่อ  โดยหญิงสาวจะนั่งอยู่ในที่โล่ง  และนักล่าก็จะซ่อนตัวอยู่ใกล้ๆ  ยูนิคอร์นจะเข้าประชิดตัวหญิงสาวโดยไม่หวาดกลัว  และยอมให้ตัวมันถูก (หญิงสาว) ตบเบาๆ ด้วยฝ่ามือ (ทั้งนี้) ถ้าไม่มีอะไรทำให้มันสะดุ้งตกใจ  เจ้าสัตว์ตัวนี้อาจจะถึงกับนอนลง, วางหัวของมันลงบนตักของหญิงสาว, และหลับไป  ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาทำให้กับดักกระเด้งขึ้นมา  และจับตัวยูนิคอร์นซึ่งมิได้มีความระแวงสงสัยเลย (เนื่องจากตายใจไม่คิดว่าจะถูกจับตัว)

 

How one learned to become a writer

                         Alice Walker makes her living by writing, and her poems, short stories, and novels have won many awards for her.  She is an African American and was born in Eaton, Georgia in 1944.  She went to public schools there, and then to Spelman College in Atlanta before coming to New York to attend Sarah Lawrence College, from which she graduated in 1966.  For some time she lived in Jackson, Mississippi with her lawyer husband and small daughter.  Besides studying American and English literature in colleges, she also studied a great deal about the works of famous American and English writers and poets.  Her most popular novel, the Color Purple (1982) won a Pulitzer Prize in 1983 and was made into a film by Steven Spielberg in 1985.  Most of her books have inspired black American women to try to do their best and whatever they can to overcome poverty and difficulties in their life, and never to give in until they achieve their established goals.

(คำแปล)                                      คนเราเรียนรู้ที่จะเป็นนักเขียนได้อย่างไร

                        อลิซ วอล์คเกอร์ หาเลี้ยงชีพโดยการเขียน  และบทกวี, เรื่องสั้น, และนิยายของเธอ  ได้นำรางวัลมากมายมาให้เธอ เธอเป็นชาวอเมริกันผิวดำ และเกิดในเมืองอีตัน รัฐจอร์เจีย เธอเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมของรัฐที่นั่น และต่อจากนั้นก็เข้าเรียนที่วิทยาลัยสเปลแมน ที่เมืองแอตแลนตา (รัฐจอร์เจีย) ก่อนมาที่รัฐนิวยอร์กเพื่อเข้าเรียนในวิทยาลัยซาราห์ ลอว์เรนซ์ ที่ซึ่งเธอจบการศึกษาในปี ๑๙๖๖  (โดย) ในช่วงเวลาหนึ่ง เธออาศัยในเมืองแจ็คสัน รัฐมิสซิสซิปปี กับสามีทนายความและลูกสาวเล็กๆ คนหนึ่ง  นอกจากศึกษาวรรณคดีอเมริกันและอังกฤษในวิทยาลัยแล้ว เธอยังศึกษามากมายเกี่ยวกับผลงานของนักเขียนและกวีอเมริกันและอังกฤษผู้มีชื่อเสียง  นิยายซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุดของเธอ  ชื่อ  “สีม่วง”  (๑๙๘๒) ได้รับรางวัลพูลิตเซอรในปี  ๑๙๘๓  และถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์โดยสตีเวน สปีลเบิร์ก ในปี ๑๙๘๕ หนังสือส่วนใหญ่ของเธอได้ให้แรงบันดาลใจแก่ผู้หญิงอเมริกันผิวดำให้พยายามทำดีที่สุด และ (ทำ) สิ่งใดก็ตามที่สามารถทำได้  เพื่อเอาชนะความยากจนและความยากลำบากทั้งปวงในชีวิตของตน, และ (พยายามที่จะ) ไม่ยอมจำนน  จนกระทั่งพวกตนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

 

Women of North American colonies

                       The status of women in colonial North America has been well studied and described and can be briefly summarized.  Throughout the colonial period, there was a marked shortage of women, which varied with the regions and was always greatest in the frontier areas.  This favorable ratio enhanced women’s status and position and allowed them to pursue different careers.  The Puritans, the religious sect that dominated the early British colonies in North America, regarded idleness as a sin, and believed that life in an underdeveloped country made it absolutely necessary that each member of the community should perform an economic function.  Thus work for women, married or single, was not only approved, it was regarded as a civic duty.  Puritan town councils expected widows and unattached women to be self-supporting and for a long time provided needy splinters with parcels of land.  There was no social sanction against married women working; on the contrary, wives were expected to help their husbands in their trade and won social approval for doing extra work in or out of the home.  Needy children, girls as well as boys, were indentured or apprenticed and were expected to work for their keep.

(คำแปล)                                      สตรีของอาณานิคมในทวีปอเมริกาเหนือ

                         สถานภาพของสตรีในทวีปอเมริกาเหนือที่เป็นอาณานิคม ได้ถูกศึกษาและพรรณนาอย่างดี  และสามารถสรุปได้อย่างสั้นๆ  ทั้งนี้  ตลอดช่วงเวลาที่เป็นอาณานิคม  มีการขาดแคลนสตรีอย่างน่าสังเกต (เด่นชัด)  ซึ่งแตกต่างกันไปตามภูมิภาค  และ (ขาดแคลน) มากที่สุดเสมอในพื้นที่ชายแดน  โดยอัตราส่วน (การขาดแคลนสตรี) ที่เอื้ออำนวยนี้ ช่วยเพิ่มสถานภาพและฐานะทางสังคมของสตรี และทำให้พวกเธอสามารถประกอบอาชีพที่แตกต่างกันไปได้  ทั้งนี้  ชาวพิวริแทน (คนโปรแตสแตนต์ที่เคร่งศาสนา) ซึ่งเป็นนิกายทางศาสนาที่ครอบงำอาณานิคมของอังกฤษยุคแรกๆ ในทวีปอเมริกาเหนือ  ถือว่าความเกียจคร้านเป็นบาป  และเชื่อว่าชีวิตในประเทศด้อยพัฒนาทำให้มันมีความจำเป็นอย่างยิ่ง  ธที่ว่า  สมาชิกแต่ละคนของชุมชนควรทำหน้าที่ทางเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง  ดังนั้น  งานของสตรี,  ไม่ว่าแต่งงานหรือโสด,  ไม่เพียงแต่ได้รับความเห็นชอบ  (แต่) มันเป็นหน้าที่พลเมืองด้วย  โดยสภาเมืองของชาวพิวริแทนคาดหวังให้แม่ม่ายและสตรีอิสระ (ไม่ได้แต่งงานหรือหมั้นกับชายใด) สามารถช่วยเหลือตนเองได้  และเป็นเวลานานทีเดียว (สภาฯ) ให้ที่ดินทำกินแก่หญิงอายุมากที่ไม่แต่งงานและมีฐานะยากจน  ทั้งนี้  ไม่มีมาตรการ (บท) ลงโทษทางสังคมแก่สตรีที่แต่งงานและทำงาน  ในทางตรงกันข้าม  ภรรยาถูกคาดหวังให้ช่วยเหลือสามีของตนในการค้าขาย  และได้รับความเห็นชอบทางสังคมให้ทำงานพิเศษในหรือนอกบ้านได้  โดยพวกเด็กๆที่ยากจน,  ไม่ว่าหญิงหรือชาย, ถูกผูกมัดโดยสัญญา หรือได้รับการฝึกงาน  และถูกคาดหวังให้ทำงานเพื่อ (แลกกับ) เงินที่ได้รับการช่วยเหลือ   

                       The vast majority of women worked within their homes, where their labor produced most articles needed for the family.  The entire colonial production of clothing and partially that of shoes was in the hands of women.  In addition to these occupations, women were found in many different kinds of employment.  They were butchers, silversmiths, gunsmiths, and upholsterers.  They ran mills, plantations, tankards, shipyards, and every kind of shop, tavern, and boardinghouse.  They were gatekeepers, jail keepers, sextons, journalists, printers, apothecaries,  midwives, nurses, and teacher. 

(คำแปล

                    สตรีส่วนใหญ่ทำงานในบ้านของตนเอง  ที่ซึ่งแรงงานของพวกเธอผลิตสิ่งของต่างๆ ที่ครอบครัวต้องการใช้  ทั้งนี้  การผลิตเครื่องนุ่งห่ม (เสื้อผ้าและที่นอนหมอนมุ้ง) ทั้งหมดในอาณานิคม และบางส่วนของการผลิดรองเท้า ล้วนอยู่ในมือของสตรี นอกเหนือจากอาชีพเหล่านี้แล้ว สตรียังถูกพบในการจ้างงานอีกมากมายหลายประเภท พวกเธอเป็นพ่อค้าเนื้อ, ช่างเงิน, ช่างปืน, และช่างทำเครื่องหุ้มเบาะเครื่องเรือน  พวกเธอยังทำธุรกิจโรงสี, ฟาร์มเพาะปลูก, เหยือกน้ำดื่มขนาดใหญ่ที่มีฝาปิด, โรงงานต่อหรือซ่อมเรือ, รวมทั้งร้านค้า, โรงแรมเล็กๆ (หรือโรงเหล้า), และบ้านพักที่จัดอาหารให้พร้อม ทุกประเภท  (นอกจากนั้น) พวกเธอยังเป็นยามเฝ้าประตู, คนดูแลคุก, คนดูแลโบสถ์, นักหนังสือพิมพ์, ช่างพิมพ์, เภสัชกร, หมอตำแย, นางพยาบาล, และครู

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

       

 

 

การเขียน (WRITING) (ตอนที่ 1)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

                              ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการเขียน  (Writing)  เรื่องต่างๆ  รวมทั้งคำแปล  (Translation)  ผู้ศึกษาสามารถดูโครงสร้าง  (Structure)  ของประโยค  โดยดูคำแปลประกอบไปด้วย  พร้อมทั้งศึกษาไวยากรณ์  (Grammar)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEIC)  และศึกษาคำศัพท์  (Vocabulary)  จากหมวดข้อสอบ  (TOEFL)  จะช่วยให้ทักษะด้านการเขียนของผู้ศึกษา  พัฒนาไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น              

 

                                                                          Museums

                      Museums are often full of interesting and beautiful things but in most museums you can only look at the things there.  You must not touch them.  This is not very interesting for most of us.  People want to touch things.  They want to use them and play with them.  This is how we learn about things.  If we are interested in something, we learn about it easily.  If we are bored, we do not learn very much.

(คำแปล)                                                          พิพิธภัณฑ์

                      พิพิธภัณฑ์บ่อยครั้งมักเต็มไปด้วยสิ่งต่างๆ ที่น่าสนใจและสวยงาม  แต่ในพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่  คุณสามารถเพียงแต่มองดูสิ่งต่างๆ ที่นั่นเท่านั้น  คุณจะต้องไม่แตะต้องมัน (ของในพิพิธภัณฑ์)  เรื่องนี้ไม่น่าสนใจมากนักสำหรับพวกเราส่วนมาก (เพราะ)  ผู้คนต้องการจับต้องสิ่งต่างๆ (ในพิพิธภัณฑ์)  พวกเขาต้องการใช้มันและเล่นกับมัน  นี่เป็นวิธีการที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ  (เพราะ)  ถ้าเราสนใจในบางสิ่ง  เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับมันอย่างง่ายดาย  (แต่)  ถ้าเราเบื่อ  เราเรียนรู้ได้ไม่มากนัก

                      Some museums, however, are different.  At the Boston Children’s Museum in the U.S.A., for example, young people can use computers and other modern machines.  They can also make films and play games.  They can have fun, and they learn a lot at the same time.

(คำแปล)

                 พิพิธภัณฑ์บางแห่ง, อย่างไรก็ตาม, แตกต่างออกไป  ที่พิพิธภัณฑ์เด็กแห่งเมืองบอสตันในสหรัฐฯ  เป็นตัวอย่าง  เด็กเล็กสามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์  และเครื่องกลไกสมัยใหม่อื่นๆ  พวกเขายังสามารถสร้างภาพยนตร์และเล่นเกมอีกด้วย  พวกเขาสามารถได้รับความสนุกสนาน  และเรียนรู้ได้มากมายในเวลาเดียวกัน

 

                                                                         Precious stones

                         Men search for precious stones all over the world.  In Thailand, they look for sapphires.  In Burma, they look for rubies.  In Australia, they look for opals.  These men are called miners.  They are often very strange and they live lonely lives.  Most of them never get rich, but sometimes a man finds a big stone and gets rich.  But he rarely stays rich for long.  He sells the stones, spends the money quickly, and then returns to dig again.

(คำแปล)                                                                หินมีค่า

                         ผู้คนค้นหาหินมีค่าทั่วโลก,  ในประเทศไทย  พวกเขาค้นหานิลสีน้ำเงิน,  ในพม่า  พวกเขามองหาทับทิม,  ในออสเตรเลีย  พวกเขาค้นหามุกดา  (พลอยสีเหลือง)  คนเหล่านี้ถูกเรียกว่าคนทำงานเหมือง  พวกเขามักเป็นคนแปลกๆ  (ประหลาด)  และมีชีวิตที่โดดเดี่ยว  พวกเขาส่วนใหญ่ไม่เคยร่ำรวย  แต่บางทีคนทำงานเหมืองพบหิน  (มีค่า)  ก้อนใหญ่และรวยขึ้นมา  แต่เขาไม่ใคร่จะรวยอยู่ได้นาน  เขาจะขายหินเหล่านั้น, ใช้จ่ายเงินอย่างรวดเร็ว, และหลังจากนั้นก็กลับไปขุดหิน  (ทำงานเหมือง)  อีกครั้ง

 

                                                         A novel that caused the civil war

                          The two books which most strongly influenced the course of American history were “Common sense” by Tom Paine and “Uncle Tom’s Cabin” by Harriet Beecher Stowe.  “Uncle Tom’s Cabin” is a novel.  It is a simple story about the conditions of Negroes under the system of slavery that existed in the South before the Civil War.  Mrs. Stowe, who wrote the story, was the wife of a professor in Cincinnati, Ohio.  She had never been in the South, knew nothing about slavery, and had seen few Negroes in her life.  But she had relatives in Boston who used to write her letters about such things.  She was inspired to write the book.  The book was not correct in many things it said, but that was not important.  It was an interesting, moving story.  To the people of the North, it was the truth.  It was reality.  Everyone read the book and talked about Uncle Tom, little Eva, and Simon Legree, the brutal slave driver.  The book was a best-seller, but more than that, it was the spark that set off the Civil War.  Emotional feeling became very high.  A new political party, the Republican Party, was organized.  Abraham Lincoln was elected president by this party, and the Civil War began.

(คำแปล)                                       นิยายซึ่งก่อให้เกิดสงครามกลางเมือง

                         หนังสือสองเล่มซึ่งมีอิทธิพลอย่างรุนแรงที่สุดต่อเส้นทางของประวัติศาสตร์อเมริกัน  คือ  “สามัญสำนึก”  เขียนโดยทอม เพน  และ  “กระท่อมน้อยของลุงทอม”  เขียนโดย  แฮเรียต บีเชอร์ สโตว์  “กระท่อมน้อยของลุงทอม”  เป็นนิยาย  มันเป็นเรื่องธรรมดาๆ เกี่ยวกับสภาพของชาวนีโกรภายใต้ระบบทาส  ซึ่งมีอยู่ทางภาคใต้  (ของสหรัฐฯ)  ก่อนสงครามกลางเมือง  โดยนางสโตว์, ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้, เป็นภรรยาของศาสตราจารย์ผู้หนึ่งในเมืองซินซินเนติ  รัฐโอไฮโอ,  เธอไม่เคยอยู่ในภาคใต้,  ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการมีทาส,  และเคยเห็นนีโกรเพียงไม่กี่คนในชีวิตของเธอ  แต่เธอมีญาติอยู่ในเมืองบอสตัน  ผู้ซึ่งเคยเขียนจดหมายเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้  (เรื่องทาสและนีโกร)  เธอได้รับแรงบันดาลใจให้เขียนหนังสือ (นิยาย)  ดังกล่าว  หนังสือเล่มนี้ (มีเนื้อหา) ไม่ถูกต้องในหลายๆ เรื่องที่มันกล่าวถึง,  แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ  (ทั้งนี้) มันเป็นเรื่องเล่าที่น่าสนใจและทำให้อารมณ์หวั่นไหว  (แต่)  สำหรับผู้คนทางภาคเหนือ  มันเป็นความจริง (เพราะเชื่อกันไปเอง), มันเป็นเรื่องจริง  ทุกคนอ่านหนังสือเล่มนี้และพูดคุยเกี่ยวกับลุงทอม, หนูน้อยอีวา, และไซมอน เลกรี   ผู้ซึ่งเป็นคนต้อนทาสที่ทารุณโหดร้าย  หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่ง  แต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือ  มันเป็นประกายไฟที่เริ่มต้นสงครามกลางเมือง  (โดย)  ความรู้สึกทางอารมณ์  (ของผู้คน)  ขึ้นสูงมาก  (และ)  พรรคการเมืองใหม่  คือ  พรรครีพับริกัน  ได้รับการจัดตั้งขึ้นมา  อับราฮัม ลิงคอล์น  ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีโดยพรรคการเมืองนี้  และสงครามกลางเมือง  (ระหว่างรัฐทางฝ่ายเหนือและใต้)  ก็เริ่มต้นขึ้น

 

                                                           The farmer who was greedy for land

                         Many years ago there lived a farmer who wanted to be rich and own much land.  A stranger told him of some land nearby for sale.  The farmer bought the land.  He was contented for a while but then again wished to own more land.  The stranger told him of additional land.  The farmer bought this land too.  This happened several times.  The farmer bought more land but still was not satisfied.  One day the stranger said that he had a friend some distance away who would sell the farmer all the land he needed for only 300.0 dollars.  The man, when the farmer went to see him, had a strong resemblance to the stranger himself.  The man said that for 300.0 dollars, the farmer could have all the land he might cover by travelling on foot from sunrise to sunset.  The farmer was supposed to walk as far as possible within this time, mark the spot, and return before sunset.  If he arrived late, he would lose both the land and his money.  The farmer agreed and went to bed early that night in order to be well rested for his trip the next day.  He did not sleep well.  He dreamed that it was the devil himself was tempting him.  But his greed for the land was so great that at sunrise he was dressed and ready to leave.  He walked and ran all morning in order to cover as much land as possible.  On the return trip, however, he was very tired.  He walked slowly and at last had to run a great distance in order to get back before sunset.  When he arrived, he fell down and was exhausted.  He died without getting up.

                         A few days later they buried the farmer in a nearby cemetery.  The stranger, who was there, had a smile on his face as he remarked, “Now, the old man had all the land he needs – exactly six feet of it in which to lie.  I hope he is satisfied.”

(คำแปล)                                                    ชาวนาผู้โลภอยากได้ที่ดิน

                         หลายปีมาแล้ว  มีชาวนาผู้หนึ่งซึ่งต้องการร่ำรวยและเป็นเจ้าของที่ดินมากมาย  ชายแปลกหน้าคนหนึ่งบอกเขาว่ามีที่ดินแปลงหนึ่งอยู่ใกล้ๆ  และบอกขาย  ชาวนาก็ซื้อที่ดินผืนนั้น  เขาพอใจอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง  แต่หลังจากนั้นก็ปรารถนาจะมีที่ดินเพิ่มขึ้นอีก  ชายแปลกหน้าคนเดิมก็บอกเขาเกี่ยวกับที่ดินเพิ่มเติม  และชาวนาก็ซื้อที่ดินผืนนี้เช่นกัน  สิ่งนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง  ชาวนาก็ซื้อที่ดินเพิ่มขึ้น  แต่ก็ยังคงไม่รู้สึกหนำใจอยู่ดี  วันหนึ่งชายแปลกหน้าคนนี้พูดว่า  เขามีเพื่อนคนหนึ่งอยู่ไกลออกไป  ผู้ซึ่งจะขายที่ดินทั้งหมดให้ชาวนาตามที่เขา (ชาวนา) ต้องการ  ด้วยเงิน (ราคา) เพียง  ๓๐๐  ดอลลาร์   ชายคนนี้, เมื่อชาวนาไปพบเขา, มีความคล้ายคลึงกันอย่างมากกับชายแปลกหน้า  (ความจริงคือคนเดียวกัน)  ชายคนนี้บอก  (ชาวนา)  ว่า  ด้วยเงิน  ๓๐๐  ดอลลาร์   ชาวนาจะได้ที่ดินทั้งหมดที่เขาสามารถครอบคลุมได้ด้วยการเดินเท้าจากพระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกดิน  โดยชาวนาถูกคาดการณ์ให้เดินให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้  ภายในเวลาที่กำหนด, ทำเครื่องหมายเอาไว้ (บนที่ดินที่สามารถเดินได้), และกลับมาก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  (ทั้งนี้)  ถ้าเขามาถึงช้า  เขาจะสูญเสียทั้งที่ดินและเงิน  (๓๐๐ ดอลลาร์)  ของเขา  ชาวนาตอบตกลงและเข้านอนแต่หัวค่ำในคืนนั้น  เพื่อที่จะพักผ่อนให้มากสำหรับการเดินทางในวันถัดไป  เขานอนไม่ค่อยหลับ  เขาฝันไปว่า  ภูตผีปีศาจกำลังล่อใจ (ยั่วใจ, หยั่งเชิง) เขา  แต่ความโลภ (อยากได้)  ในที่ดิน  มีมากเสียจนกระทั่ง  เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นเขาก็แต่งตัวและพร้อมออกเดินทาง  เขาเดินบ้างวิ่งบ้างตลอดทั้งเช้าเพื่อจะครอบคลุมพื้นที่ให้ได้มากเท่าที่จะเป็นได้  โดยในตอนเดินทางกลับ  เขาเหนื่อยมาก  เขาเดินอย่างช้าๆ  และในที่สุดจำเป็นต้องวิ่งระยะทางไกลเพื่อจะกลับมาให้ถึงก่อนพระอาทิตย์ตกดิน  เมื่อเขา (กลับ) มาถึง  เขาล้มลงและหมดแรง  เขาตายโดยมิได้ลุกขึ้นเลย

                      สองสามวันต่อมา  พวกเขาฝังศพชาวนาในป่าช้า (สุสาน) ใกล้ๆ  (โดย)  ชายแปลกหน้า (คนเดิม) ผู้ซึ่งอยู่ที่นั่นด้วย  มีรอยยิ้มบนใบหน้าของเขาในขณะที่เขาพูดว่า  “ตอนนี้ชายชรา (ชาวนา) คนนั้นได้ที่ดินทั้งหมดที่เขาต้องการแล้ว – ขนาด    ฟุตพอดีกับที่เขานอน (ตาย)  ฉันหวังว่าเขาคงพอใจ (หนำใจ) แล้ว”

 

                                                                            Self-confidence

                        Timidity and self-distrust are almost as great faults as conceit and over-confidence.  There are many people who have real talent in many fields and they can easily do many things, and yet they never accomplish anything, because they are afraid to make their first venture.  They fear and hate to be disappointed of what they have done.  And, in this way, many good and useful things are lost with their unused talent.  A reasonable amount of confidence in one’s own power and ability is, of course, necessary for success.

(คำแปล)                                                          ความเชื่อมั่นในตนเอง

                        ความขลาดอาย (ขี้ขลาด) และความไม่เชื่อมั่นในตนเอง  เป็นความผิดพลาดที่สำคัญเกือบจะเท่าๆ กับความหยิ่งทะนง  (ถือดี)  และความเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป  มีคนจำนวนมากผู้ซึ่งมีพรสวรรค์  (ความสามารถพิเศษ)  ในหลายๆด้าน และสามารถทำอะไรหลายๆ อย่าง ได้อย่างง่ายดาย  และ  แม้กระนั้นก็ตาม  พวกเขาไม่เคยทำอะไรได้สำเร็จเลย  เพราะพวกเขาหวั่นกลัวที่จะทำการเสี่ยง  (ลงทุนด้านการเงินหรือทรัพย์สิน)  ครั้งแรก  โดยพวกเขากลัวและเกลียดที่จะต้องผิดหวังในสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป  และในแบบนี้เอง  สิ่งต่างๆ ที่ดีและมีประโยชน์ก็ต้องสูญเสียไปกับพรสวรรค์ที่มิได้ถูกใช้ของตน  แน่นอนที่สุด  ความเชื่อมั่นในระดับหนึ่งในสมรรถภาพ (กำลัง)  และความสามารถของบุคคล  เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับความสำเร็จของเขา  (ความเชื่อมั่นในตนเองเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ)

 

                                                                     Making the best of life

                      Men who are always grumbling about their poverty, complaining of their difficulties, whining over their troubles, and thinking that their life in this world is mean and poor, will never get any happiness out of life, or achieve any success.  Though our life may be mean, if we bravely and honestly try to make the best of it, we will (shall) find that our life is not so bad as we thought; and we may have our time of happiness and the joys of success.  Everyone can enjoy life.  Life is no hard thing that no one can understand.  We all can make our life happy and successful if we adopt the right attitude towards it. 

(คำแปล)                                                        ดำเนินชีวิตให้ดีที่สุด

                      บุคคลที่รำพึงรำพันถึงความยากจน  บ่นในความยากลำบาก  คร่ำครวญในความทุกข์  (อุปสรรค)  และคิดอยู่เสมอว่า  ชีวิตของพวกเขาในโลกนี้ต่ำต้อยและจนยาก  จะไม่มีวันพบความสุขในชีวิต  หรือทำอะไรได้สำเร็จเลย  (ทั้งนี้) แม้ว่าชีวิตของเราจะต่ำต้อย  ถ้าเราพยายามอย่างกล้าหาญและซื่อสัตย์สุจริต  ที่จะดำเนินชีวิตให้ดีที่สุด  เราจะพบว่าชีวิตของเรามิได้เลวร้ายเหมือนที่เราคิด  และเราก็อาจพบเวลาแห่งความสุขและความปิติยินดีแห่งความสำเร็จ  โดยทุกคนสามารถสนุกกับชีวิต  (เพราะ) ชีวิตมิใช่เรื่องยากลำบากที่ไม่มีใครสามารถเข้าใจได้  เราทุกคนสามารถทำให้ชีวิตมีความสุขและสำเร็จได้  ถ้าเรารับเอาทัศนคติที่ถูกต้องต่อชีวิตเข้ามาในชีวิตเรา

 

                                                                               A marvelous drug

                   One of the most important weapons during the Second World War was not a weapon used against people, but rather a drug used against disease.  The wartime use of penicillin saved thousands of lives.  In the First World War, for example, pneumonia was responsible for 18 percent of all the deaths in the United States army.  In the Second World War, the rate went down to less than 1 percent.  In addition, penicillin was instrumental in preventing wounds from getting infected and in helping to speed the healing process of those wounds that did become infected.

(คำแปล)                                                                     ยาที่น่าพิศวง

                    อาวุธสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในระหว่างสงครามโลกครั้งที่   มิใช่อาวุธซึ่งถูกใช้กับผู้คน  แต่กลับเป็นยาที่ถูกใช้ต่อต้านโรคเสียมากกว่า  (โดย)  การใช้ยาเพนนิซิลลินในระหว่างสงครามได้ช่วยชีวิตคนจำนวนหลายพัน  (ทั้งนี้)  ในสงครามโลกครั้งที่   เป็นตัวอย่าง  โรคปอดบวมเป็นสาเหตุการตาย ๑๘ เปอร์เซ็นต์  ของการตายทั้งหมดในกองทัพสหรัฐฯ  (แต่)  ในสงครามโลกครั้งที่ ๒  อัตราการตายลดลงเหลือต่ำกว่า เปอร์เซ็นต์  นอกจากนั้น  ยาเพนนิซิลลินยังเป็นเครื่องมือ  (เครื่องช่วย)  ป้องกันบาดแผลมิให้ติดเชื้อ  และช่วยเร่งกระบวนการรักษาบาดแผลเหล่านั้น  ที่ได้ติดเชื้อแล้วจริงๆ

         

                                                                         The early factory system

                           In the early 1800’s the factory system in the United States at first flourished most actively in New England, especially in Massachusetts, though it later branched out into the more populous areas of New York, New Jersey, and Pennsylvania.  New England had an advantage for a number of reasons; the stony soil discouraged farming and made manufacturing more attractive than elsewhere.  A relatively dense population provided labor, while the seaports made possible the easy import of raw materials and the export of finished products.  In addition, the rapid rivers provided abundant water power to operate the machines.  The War of 1812 brought a period of increased productivity to American factories.

(คำแปล)                                                            ระบบโรงงานในยุคแรกๆ

                        ในช่วงต้นของทศวรรษ ๑๘๐๐ (๑๘๐๐ – ๑๘๐๙)  ระบบโรงงานในสหรัฐฯ เจริญเติบโตอย่างแข็งขันที่สุดในตอนแรกในภาคนิวอิงแลนด์  (รัฐต่างๆทางตะวันออก เฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก),  โดยเฉพาะในรัฐแมสซาชูเซตส์,  ถึงแม้ว่าในเวลาต่อมามัน  (ระบบโรงงาน)  ได้ขยายกิ่งก้านสาขาเข้าสู่พื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นกว่าของรัฐนิวยอร์ก, นิวเจอร์ซี, และเพนซิลวาเนีย  (โดย)  ภาคนิวอิงแลนด์มีความได้เปรียบด้วยเหตุผลหลายประการ  กล่าวคือ  ดินที่เต็มไปด้วยหิน (แข็งเหมือนหิน) ขัดขวางการทำฟาร์ม (ไร่นา),  และทำให้การผลิตมีเสน่ห์มากกว่าที่อื่นๆ  (และ)  ประชากรที่ค่อนข้างหนาแน่นให้แรงงาน (สำหรับโรงงาน)  ในขณะที่ท่าเรือทะเลทำให้เป็นไปได้สำหรับการนำเข้าวัตถุดิบอย่างง่ายดาย  และการส่งออกสินค้าที่ผลิตเสร็จแล้ว  นอกจากนั้น  แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวจัดให้มีไฟฟ้าพลังน้ำอย่างอุดมสมบูรณ์เพื่อที่จะเดินเครื่องจักร  (ทั้งนี้)  สงครามในปี  ๑๘๑๒  (ระหว่างสหรัฐฯ และอังกฤษ พร้อมทั้งพันธมิตรของทั้งสองฝ่าย  โดยเกิดจากความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ  คือ  อังกฤษต้องการจำกัดการค้าของสหรัฐฯ  และสหรัฐฯ  ต้องการขยายเขตแดนของตนออกไป)  ได้นำมาซึ่งช่วงเวลาของความสามารถในการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น  ของโรงงานต่างๆ ของอเมริกัน

 

                                                                          Prior to bird migration

                        Birds are fascinating to many people, and bird watching is a popular hobby.  The best time to watch birds is in the early morning, because birds are usually very active at that time of the day.  The observer must keep still and quiet in order not to frighten the birds away.  If you live in a part of the world where migratory birds spend their breeding season, then you will have the opportunity to see nest-building activity.  Over the ages, different species of birds have evolved with different types of nest-building skills.  It makes an interesting study to look at the different types of nests built by birds and to watch them as they build their nests.  After the breeding season is over and the babies have left the nest, it is time for the birds to head for warmer parts of the world to spend the winter months.  Birds navigate to their winter feeding ground, using the stars or the sun as their guide.

(คำแปล)                                                            ก่อนการอพยพของนก

                         นกมีเสน่ห์แก่คนจำนวนมาก  และการดูนกเป็นงานอดิเรกซึ่งเป็นที่นิยมกัน  เวลาที่ดีที่สุดในการดูนกคือในตอนเช้าตรู่  เพราะนกจะขยันออกหากินมากเป็นพิเศษในช่วงเวลานั้นของวัน  นักดูนกจะต้องอยู่นิ่งและเงียบกริบ  เพื่อที่จะไม่ทำให้นกตกใจและหนีไป  (ทั้งนี้) ถ้าคุณอาศัยอยู่ในส่วนของโลก  ที่ซึ่งนกอพยพใช้เวลาในฤดูแพร่พันธุ์  (ออกลูก, ฟักไข่) ของมัน,   คุณก็จะได้มีโอกาสเห็นกิจกรรมการสร้างรัง  (ของนก)  (โดย)  ในยุคต่างๆ ที่ผ่านมา  นกนาๆ ชนิดได้วิวัฒนาการมาพร้อมกับทักษะนาๆประการของการสร้างรัง  (ทั้งนี้)  มันได้ทำให้เกิดการศึกษาที่น่าสนใจ  ที่จะมองไปที่รังฯ นาๆประเภท  ซึ่งถูกสร้างโดยนก  และเฝ้าดูพวกมันในขณะที่สร้างรัง  โดยภายหลังฤดูขยายพันธุ์สิ้นสุด  และลูกอ่อนได้ออกจากรังไปแล้ว  มันก็จะเป็นเวลาสำหรับนกที่จะมุ่งไปสู่ส่วนของโลกที่อบอุ่นกว่า  เพื่อที่จะใช้เวลาในหน้าหนาวที่นั่น  (ทั้งนี้)  นกจะเดินทางไปสู่ที่หากินในหน้าหนาวของมัน  โดยใช้ดวงดาว หรือดวงอาทิตย์เป็นสิ่งนำทาง

 

                                                           Negative impacts of modern industry

                       Modern industry has caused damage to our natural environment in many ways.  The air and water are filled with pollutants.  One result of this is acid rain, which has caused extensive damage to vegetation in many areas.  When large amounts of vegetation die off, the environment loses stability.  If there are no plants to hold the soil, it starts to erode.  This leads to myriad problems, including water pollution and habitat loss.  Defenders of wildlife work hard to prevent further damage to natural areas.

(คำแปล)                                          ผลกระทบทางลบของอุตสาหกรรมสมัยใหม่

                     อุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติในหลายๆ ประการ  (โดย)  อากาศและน้ำเต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้เกิดมลภาวะ (ของเสีย)  ผลลัพธ์อย่างหนึ่งของเรื่องนี้  คือ  ฝนกรด  ซึ่งได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อพืชชนิดต่างๆ ในหลายพื้นที่  (ทั้งนี้)  เมื่อพืชในปริมาณมากล้มตายไปทีละชนิด  สภาพแวดล้อมจะสูญเสียเสถียรภาพ  (และ)  ถ้าไม่มีพืช  (ต้นไม้)  ช่วยยึดดินเอาไว้   ดินก็จะเริ่มกัดเซาะ (สึกหรอ)   โดยสิ่งนี้นำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมาย   รวมทั้งมลภาวะทางน้ำและการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์  (ทั้งนี้)  ผู้ป้องกัน  (ชีวิต)  สัตว์ป่าต้องทำงานหนัก  เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อไปกับพื้นที่ตามธรรมชาติ    

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

Subscribe to RSS - การเขียน  (WRITING)