หมวดคำศัพท์ TOEIC (ตอนที่ 4)

         

          

Movies (ภาพยนตร์)

Influence (อิ๊น-ฟลู-เอินซ) (n – v) – อิทธิพล, อำนาจชักจูง, สิ่งชักจูง, ผู้มีอิทธิพลโน้มน้าว, มีอิทธิ พลต่อ, มีอำนาจโน้มน้าว

Describe (ดิส-ไครบ) (v) – อธิบาย, บรรยาย, พรรณนา, พากย์ (กีฬา, หนัง), แถลง

Description (ดิส-คริพ-ชั่น) (n) – คำบรรยาย, การพรรณนา, รูปร่างลักษณะ

Descriptive (ดิส-คริพ-ทิฟว) (a) – เป็นการบรรยายหรือพรรณนา, ซึ่งบอกรูปร่างลักษณะ

Entertain (v) – ให้ความบันเทิง-สนุกสนาน-เพลิดเพลิน, รับรองแขก, เชิญไปเลี้ยง, ยอมรับ, รับพิจารณา

Entertainment (n) – การให้ความเพลิดเพลิน, สิ่งให้ความเพลิดเพลิน, ความบันเทิง, การแสดง, การต้อนรับแขก

Represent (v) – แทน, เป็นตัวแทน, แสดง, แสดงให้เห็น, เป็นตัวอย่าง, เป็นเครื่องหมาย, หมายถึง, เท่ากับ, เป็นผลลัพธ์ของ

Representation (n) – การแทนหรือเป็นตัวแทน, เครื่องหมายแสดงออก, ตัวอย่าง, ตัวแทน, ผู้แทน

Representative (n - a) – ผู้แทน, ตัวแทน, ผู้แทนราษฎร, ผู้ดำเนินการแทน, ตัวอย่าง, เป็นผู้แทน-ตัวแทน, เป็นตัวอย่าง, คล้ายกับ, เหมือนกับ

Combine (คัม-ไบน หรือ คอม-ไบน) (v) – รวมกัน, ทำให้รวมกัน, ประกอบกัน

Combination (n) – การรวมกัน, สิ่งที่เกิดจากการรวมกัน, กลุ่มคน

Attain (อะ-เทน) (v) – บรรลุ, ทำสำเร็จ, ได้มา, ถึง, ได้ความรู้

Attainment (อะ-เท้น-เมิ่นท) (n) – ความสำเร็จ

Continue (v) – ดำเนินต่อไป, ทำต่อไป

Continuation (= continuity) (n) – การดำเนินต่อไป, ความต่อเนื่อง

Success (n) – ความสำเร็จ, ผลสำเร็จ, ชัยชนะ, บุคคลหรือสิ่งที่ประสบความสำเร็จ (successful = ซึ่งประสบความสำเร็จ)

Successive (a) – ต่อเนื่อง, เป็นลำดับ, ตามลำดับ, รับช่วง, ตามหลัง, ติดๆกัน (คำนามคือ successiveness หรือ succession = การรับช่วง-รับมรดก, การสืบทอดตำแหน่ง, การต่อเนื่อง)

Separate (v – a) – แยก, แยกออก, แบ่งแยก, กระจายออก, ไม่ต่อเนื่อง, ไม่เชื่อมกัน, กระจาย

Separation (n) – การแบ่งแยก, การแยกจากกัน

Range (เร้นจ)(n – v) – ขอบเขต, แนว, แถว, ลำดับ, ระยะ, วิถีกระสุน, ทิวเขา, เทือกเขา, จัดแถว (แนว, ลำ ดับ), อยู่ในระยะหรือลำดับ (ระหว่าง…ถึง…), ครอบคลุม, อยู่ในลำดับ, จัดเป็นระเบียบ

Release (v – n) – ปล่อย (คน, สัตว์, ข่าว), ให้ข่าว (หนังสือพิมพ์), ปลดเปลื้อง, ปลดหนี้, แก้,  คลาย, ทำให้พ้นจาก, การปล่อย-ปลดปล่อย-ปลดเปลื้อง, การปลดหนี้, การให้ข่าว, ข่าวที่ปล่อยออกมา

Disperse (v) – ทำให้กระจาย-แพร่หลาย-หาย ไป, ไล่ไป, กระจาย, หายไป

Dispersion หรือ dispersal (n) – การแพร่กระ จาย, การกระจายหายไป, การไล่ไป. การกระจายสีของแสงเมื่อผ่านปริซึม

Influential (อิน-ฟลู-เอ๊น-เชิ่ล) (a) – มีอิทธิพล, มีอำนาจชักจูง, มีผลกระทบ

Influenza (อิน-ฟลู-เอ๊น-ซ่ะ) (n) – ไข้หวัดใหญ่

Infection (n) – การติดเชื้อ, การติดโรค, โรคติดต่อ, การทำให้มัวหมอง

Combo (คั้ม-โบ้) (n) – สิ่งที่เกิดจากการรวมกัน, วงดนตรีแจ๊สขนาดเล็ก, วงดนตรีเต้นรำขนาดเล็ก, กลุ่มเล็กๆ

Combination lock (n) – กุญแจรหัสที่ต้องไขด้วยการหมุนตัวเลขหรือตัวอักษรที่มีรหัสเฉพาะ

Infect (v) – ทำให้ติดเชื้อ, ทำให้ติดโรค, ทำให้เปื้อน,  แพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น (เช่น ความคิด, อคติ, ความพยาบาท)

Infectious (a) – ซึ่งติดต่อได้, ที่ทำให้ติดเชื้อหรือโรค, ที่ติดผู้อื่น, ซึ่งระบาดไปสู่ผู้อื่น(โรค), ซึ่งแพร่ไปสู่ผู้อื่น (ความคิด, ความเคียดแค้น ฯลฯ)

การใช้คำศัพท์ในประโยค

1.     a) Adult videos are a bad influence on children. (วีดิโอสำหรับผู้ใหญ่ – หรือวีดิโอโป๊ – มีอิทธิพลที่เลวต่อเด็กๆ)

       b) Weak people are easily influenced by others. (คนอ่อนแอถูกครอบงำโดยง่ายโดยผู้อื่น)

       c) The mayor is an influential man in the town. (นายกเทศมนตรีเป็นผู้ทรงอิทธิพลในเมือง)

       d) She used her influence with the director to get her sister a job. (เธอใช้อิทธิพลของเธอกับผู้อำนวยการเพื่อให้น้องสาวได้งานทำ)

2.     a) He described how he escaped from prison. (เขาบอกรายละเอียดวิธีที่เขาหลบหนีจากคุก)

        b) The man described what he had seen. (เขาพรรณนาเล่า – สิ่งที่เขาเห็น)

        c) Neighbors described Mrs. Smith as being a very religious woman. (เพื่อนบ้านบอกลักษณะคุณสมบัติ – ของนางสมิธว่าเป็นหญิงเคร่งศาสนาอย่างมาก)

        d) He gave a detailed description of the movie star’s house. (เขาให้ลักษณะโดยละเอียดของบ้านของดาราภาพยนตร์)

        e) The relationships in his family are so complex that description is almost impossible. (ความสัมพันธ์ในครอบครัวของเขาสลับซับซ้อนมากจนกระทั่งการพรรณนา-บอกเล่า เกือบเป็นไปไม่ได้)

        f) Give the police a description of the thief. (บอกรูปร่างลักษณะของขโมยแก่ตำรวจสิ)

       g) Write a descriptive paragraph about the castle. (จงเขียนพารากราฟบรรยายเกี่ยวกับปราสาท)

3.     a) Clowns entertain the children at a circus. (ตัวตลกให้ความบันเทิงกับเด็กๆที่ละครสัตว์)

       b) He spent an entertaining afternoon listening to the old sailor’s adventures. (เขาใช้เวลาตอนบ่ายที่สนุกเพลิดเพลินด้วยการฟังการผจญภัยของกะลาสีชราคนนั้น)

       c) There isn’t much entertainment for teenagers in this small town. (ไม่มีความบันเทิงมากมายอะไรสำหรับพวกวัยรุ่นในเมืองเล็กๆนี้)

       d) He is a well-known television entertainer. (เขาเป็นผู้ให้ความบันเทิงทางทีวีที่รู้จักกันดี)

       e) They entertain a great deal and especially like to give informal dinner parties. (พวกเขาแสดงความเอื้อเฟื้อ – ต้อนรับแขก - อย่างมากมาย และชอบเป็นพิเศษที่จะจัดงานเลี้ยงแบบไม่เป็นทางการ)

       f) He refused to entertain our suggestion. (เขาปฏิเสธที่จะพิจารณาข้อเสนอของเรา)

4.     a) Lawyers who represent relatives of victims are suing the government for a great deal of money. (ทนายความซึ่งเป็นตัวแทนญาติของเหยื่อกำลังฟ้องร้องรัฐบาลเพื่อเรียกเงินจำนวนมาก)

        b) Diplomats represent the interests of their nations. (ทูตเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประเทศของตน)

        c) An attorney represents his client in a court of law.(ทนายเป็นตัวแทน – หรือ กระทำในนามของ – ลูกความในศาล)

        d) The Queen cannot attend the funeral but will be represented by the Prime Ministry. (พระราชินีไม่สามารถไปร่วมงานศพได้ แต่จะได้รับการแทนโดยนายก รัฐมนตรี)

        e) Who is your country’s representative at this conference? (ใครเป็นผู้แทนประเทศของคุณในการประชุม)

        f) Students are campaigning for representation. (นักเรียนกำลังรณรงค์สำหรับการเป็นตัวแทน – คือมีตัวแทนไปร่วมในกิจกรรมอะไรสักอย่าง)

        g) This new product represents years of research. (ผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นผลลัพธ์ของการวิจัยเป็นเวลาหลายปี)

        h) The exhibits on our stand represent the range of products made by our company. (สิ่งที่อยู่บนชั้น – แผง – เป็นตัวอย่างหรือชนิดของแถว – ลำดับ – ของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยบริษัทของเรา)

5.     a) The two firms will combine to form one company. (บริษัททั้งสองจะรวมกัน เพื่อตั้งเป็นบริษัทเดียว)

        b) Mayonnaise combined with tomato sauce makes a sauce for seafood. (มายองเนสที่ถูกผสมกับซ้อสมะเขือเทศทำให้เกิดซ้อสสำหรับอาหารทะเล)

        c) A combination of wit and wisdom makes this an outstanding book. (การผสมกันประกอบกัน – ของสติปัญญาและความฉลาดทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่โดดเด่น)

        d) I’m studying French in combination with German. (ผมกำลังศึกษาภาษาฝรั่งเศสปนกับ พร้อมกับ - ภาษาเยอรมัน)

6.     a) He should attain good results. (เขาควรจะบรรลุได้รับ – ผลดี)

        b) When you attain old age, you’ll appreciate the importance of good health. (เมื่อคุณมาถึงวัยชรา คุณจะเห็นคุณค่าความสำคัญของสุขภาพที่ดี)

        c) Your ambition is an attainable goal. (ความทะเยอทะยานของคุณเป็นเป้า หมายที่สามารถบรรลุได้)

        d) The attainment of power does not necessarily bring happiness. (การก้าวขึ้นสู่อำนาจไม่จำเป็นต้องนำความสุขมาให้)

        e) The attainment of an Academy Award validates a performer’s career. (การได้รับรางวัลอคาเดมี่ทำให้อาชีพของนักแสดงสมบูรณ์)

7.     a) The search for missing victims will continue until  they are found. (การค้นหาผู้เคราะห์ร้ายที่สูญหายจะดำเนินต่อไปจนกระทั่งพบตัว)

        b) The rain may continue for a few days. (ฝนอาจจะตกต่อไปอีกสองสามวัน)

        c) He will continue in his position until he retires. (เขาจะยังคงอยู่ในตำแหน่งจนกระทั่งเกษียณ)

        d) We’ll continue our game after tea. (เราจะเริ่มต้นเล่นเกมต่อ – หลังจากหยุดไป – ภายหลังการดื่มชา)

        e) You can see the continuation of this TV serial next week. (คุณสามารถดูตอนต่อไปของหนังทีวีชุดนี้ในสัปดาห์หน้า)

         f) Life is a continual struggle. (ชีวิตคือการต่อสู้ที่ไม่มีวันหยุด)

        g) He still smoked, despite the continual warnings of his nurse. (เขายังคงสูบบุหรี่ทั้งๆการเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีกของนางพยาบาล)

        h) There is a steady and continuous increase in the military capacity of Russian armed forces. (มีการเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องในด้านความสามารถทางทหารของกองทัพรัสเซีย)

         i) If I take a long break, it interferes with the continuity of my work. (ถ้าผมหยุดยาว มันจะเข้าไปยุ่ง – ก้าวก่าย – กับความต่อเนื่อง – ของงานของผม)

8.     a) If at first you don’t succeed, try again. (ถ้าตอนแรกคุณทำไม่สำเร็จ พยายามอีกครั้ง)

        b) She has not been spoilt by success. (เธอไม่ถูกทำให้เสียผู้เสียคนโดยความสำเร็จ – คือไม่ลืมตัว)

        c) The successful applicant starts work next month. (ผู้สมัครที่ประสบความสำเร็จได้งานทำ – เริ่มงานในเดือนหน้า)

        d) Spring succeeds winter. (ฤดูใบไม้ผลิมีลำดับต่อจากฤดูหนาว)

        e) I have been going to a succession of parties. (ผมไปงานเลี้ยงมางานแล้วงานเล่า – คือ ติดต่อกันหลายๆงาน)

        f) Successive governments have tried to end poverty. (รัฐบาลต่อเนื่องกันมาหลายรัฐบาล – พยายามจะยุติความยากจน – ของประชาชน)

        g) The coach was sacked after the team suffered four defeats in succession. (ผู้ฝึกซ้อมถูกไล่ออกหลังจากทีมได้รับความพ่ายแพ้ ๔ ครั้งติดต่อกัน)

        h) The king’s eldest son will be his successor. (โอรสองค์โตของกษัตริย์จะเป็นผู้สืบราชสมบัติต่อไป – คือ ครองราชย์แทน)

9.     a) Each child wants his own, separate room. (เด็กแต่ละคนต้องการห้องแยก ส่วนตัว – ของตัวเอง)

        b) Deal separately with each problem.  (จัดการแต่ละปัญหาแบบแยกกันออกไป – คือแก้ทีละปัญหา อย่าเอามารวมกัน)

        c) Can you separate heredity from environment in shaping a personality? (คุณสามารถแยกกรรมพันธุ์จากสิ่งแวดล้อมในการหล่อหลอมบุคลิกภาพ – ของคนเรา – ได้หรือ – คือจริงๆแล้ว ๒ ประเด็นนี้มีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพคนเรา)

        d) Partitions divide the hall into separate classrooms. (ผนังกั้น – หรือฉากกั้น – แบ่งห้องโถงออกเป็นห้องเรียนหลายๆห้องที่แยกจากกัน)

        e) Her parents separated when she was young, so she hardly saw her father. (พ่อแม่ของเธอหย่าร้างตอนเธอเด็ก ดังนั้น เธอแทบไม่ได้เจอพ่อเลย)

        f) This part is separable from the rest of the unit. (ส่วนนี้ – บริเวณนี้ – สามารถแยกได้จากส่วนที่เหลือของอาคาร)

        g) The theater was very crowded, so we had to sit separately. (โรงหนังแน่นมาก ดังนั้น เราจำเป็นต้องนั่งแยกกัน)

        h) The minority demands separation from the country. (ชนกลุ่มน้อย เรียกร้องการแยกตัวออกจากประเทศ)

10.   a) The rioters will disperse once the police arrive. (ผู้ก่อจลาจลจะสลายตัว แยกย้ายกันไป – เมื่อตำรวจมาถึง)

        b) After the concert, the audience dispersed home. (หลังจากคอนเสิร์ต ผู้ฟังแยกย้ายกันกลับบ้าน)

        c) The dispersal of the crowd was achieved peacefully. (การสลายฝูงชนทำได้สำเร็จโดยสันติ)

11.   a) The teacher was impressed by the range of the boy’s interests. (ครูประทับใจในขอบเขตระดับ – ความสนใจของเด็ก – คือสนใจมากจนนึกไม่ถึง)

        b) The Himalayas are the world’s highest mountain range. (หิมาลัยเป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดของโลก)

        c) The school offers a wide range of subjects and activities. (โรงเรียนเปิดสอนขอบเขตของวิชาและกิจกรรมที่กว้างขวาง)

        d) The aircraft came within my range of vision. (เครื่องบินเข้ามาอยู่ในระยะสายตาของผม)

        e) The rainfall ranges from 40 mm to 100 mm a year. (ปริมาณฝนตกมีลำดับ – หรือระยะ - ตั้งแต่ ๔๐ มม. ถึง ๑๐๐ มม.)

12.   a) Dirt can infect an open wound. (สิ่งสกปรกสามารถทำให้แผลที่เปิดติดเชื้อได้)

        b) His finger is swollen and inflamed because of an infection. (นิ้วมือของเขาบวมและไหม้เนื่องมาจากการติดเชื้อ)

        c) Influenza and measles are examples of infectious diseases. (โรคไข้หวัดใหญ่และอีสุกอีใสเป็นตัวอย่างของโรคที่ติดต่อได้ระบาดไปสู่ผู้อื่นได้)

        d) He has infected your mind with his prejudices. (เขาแพร่ไปสู่ใจของคุณด้วยความมีอคติของเขา – คุณเลยพลอยมีอคติไปด้วย)

        e) His infectious laughter soon had everybody else chuckling. (เสียงหัวเราะที่แพร่ไปสู่ผู้อื่นของเขา ในไม่ช้าทำให้ทุกคนหัวเราะ – เบาๆ – ไปด้วย)

พารากราฟเกี่ยวกับ Movies

               The popularity of the movies began early in the 20th century and continues today.  People of all ages find movies entertaining.  Movies are a worldwide phenomenon, as the internationalism of movie distribution has helped to disperse ideas around the globe.  One movie can quickly influence other movies.  But why are movies so popular?

คำแปล        ความเป็นที่นิยม (popularity) ของภาพยนตร์เริ่มต้นในช่วงต้นศตวรรษที่ ๒๐ และดำเนินต่อมา (continues)จนถึงปัจจุบัน ผู้คนทุกวัยพบว่าภาพยนตร์น่าเพลิดเพลินสนุกสนาน(entertaining) ภาพยนตร์เป็นปรากฏการณ์ (phenomenon) ทั่วโลก ในขณะที่ความเป็นสากล (internationalism) ของการกระจาย (distribution) ของภาพยนตร์ช่วยให้ความคิดแพร่ (disperse) ไปทั่วโลก ภาพยนตร์เรื่องหนึ่งสามารถมีอิทธิพลต่อ (influence) ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆอย่างรวดเร็ว แต่ทำไมภาพยนตร์จึงเป็นที่นิยมกันอย่างมากล่ะ

 

               Movies are a kind of storytelling.  They try to describe an idea or record an observation about our culture.  These descriptions are recorded using moving visual images.  Some movies portray the situation accurately and realistically, whereas other movies find visual symbols to represent those situations.

คำแปล       ภาพยนตร์อยู่ในประเภทของการเล่าเรื่อง (นิทาน)  มันพยายามที่จะพรรณนา(describe) ความคิดหรือบันทึกการสังเกตเกี่ยวกับวัฒนธรรมของเรา การพรรณนา (descriptions) เหล่านี้ถูกบันทึกโดยการใช้ภาพทางสายตาที่เคลื่อนไหวได้ ภาพยนตร์บางเรื่องแสดง (portray) สถานการณ์อย่างถูกต้องและสมจริงสมจัง ในทางตรงกันข้าม (whereas) ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆพบว่าสัญลักษณ์ทางสายตาเป็นสิ่งที่แสดง (represent) สถานการณ์เหล่านั้น

 

               On the most simple level, movies are a succession of moving images.  These successive images are captured on film.  Directors film a wide range of shots – long, medium, and close up – to create a visual composition.  The visual images, along with plot, characterization, and sound, produce the desired narrative.  The shots are joined together in any number of combinations in a process called editing.

คำแปล       ในระดับที่ง่ายที่สุด ภาพยนตร์คือการเรียงลำดับต่อๆกันไป (succession) ของภาพ (images) ที่เคลื่อนไหว ภาพที่เรียงต่อกัน (successive) เหล่านี้ถูกจับ (captured) ไว้ ในฟิล์ม ผู้กำกับถ่ายภาพยนตร์ (film) หลายชอร์ต ในระยะ (range) ต่างๆกัน – ทั้งยาว, ปานกลาง และใกล้ – เพื่อสร้างองค์ประกอบทางสายตา ภาพทางสายตา (visual images) พร้อมทั้งพล็อตของเรื่อง การกำหนดตัวผู้แสดง (characterization) และเสียง จะสร้างการเล่าเรื่อง(หรือการบรรยายเรื่อง) (narrative) ที่พึงปรารถนา (desired) การถ่ายทำหลายๆครั้ง (shots) จะถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันในแบบการผสมรวมกันหลายๆครั้ง (combinations) ในขบวนการที่เรียกว่าการตัดต่อภาพยนตร์ (editing)

 

                Making a film is massive, complex, and expensive task that combines art and business.  Making a movie involves the talents of hundreds, and sometimes thousands, of artists, producers, and business people.  It can take months, even years, for a film to be released into a movie theater.

คำแปล       การทำหนังเป็นงาน (task) ที่มโหฬาร (massive) สลับซับซ้อน (complex) และแพง ซึ่งรวม ศิลปะและธุรกิจเข้าด้วยกัน (combines) การทำหนังเกี่ยวพันกับสติปัญญา (talents) ของศิลปิน ผู้สร้าง และคนทำธุรกิจหลายร้อย และบางทีก็หลายพันคนทีเดียว มันสามารถใช้เวลาหลายเดือน แม้กระทั่งหลายปี สำหรับหนังที่จะถูกปล่อยออกมา (released) สู่โรงภาพยนตร์    

 

               Like a novel, a movie is not just a story, but a story told a certain way.  A film director may want to make a movie that tells a meaningful story or one that is primarily entertaining, and will use different filming techniques to attain that goal.  It is impossible to separate what is told in a movie from how it is told.  A director’s artistic vision can range from improvised to carefully controlled.  Think about the complexity of a movie the next time you see one.

คำแปล      เช่นเดียวกับนิยาย หนังมิได้เป็นแต่เพียงเรื่องเล่าเท่านั้น แต่เป็นเรื่องเล่าที่บอกวิธีการบางอย่าง ผู้อำนวยการหนังอาจต้องการสร้างหนังซึ่งเล่าเรื่องราวที่มีความหมาย (meaningful) หรือเรื่องซึ่งมีความบันเทิงสนุกสนาน (entertaining) เป็นเบื้องต้น (primarily) และจะใช้เทคนิคการถ่ายหนัง (filming) ต่างๆเพื่อบรรลุ (attain) เป้าหมาย (goal) นั้น เป็นไปไม่ได้ที่จะแยก (separate) สิ่งที่ถูกบอกเล่าในหนังออกจากวิธีการที่มันถูกเล่า วิสัยทัศน์ (vision) ทางศิลปะของผู้อำนวยการสร้างสามารถเรียงลำดับ (range) จาก (วิสัยทัศน์) ที่ไม่ได้มีการตระเตรียมมาก่อน (improvised) จนถึงการควบคุมอย่างระมัดระวัง จงนึกถึง (think about) ความซับซ้อน (complexity) ของภาพยนตร์ในครั้งต่อไปเมี่อคุณดูมัน 

 

พารากราฟอ่านเพิ่มเติม

Ancient Men

               The first human beings probably lived about 2.5 million years ago.  But man did not begin to record history until he had invented writing – only about 5,000 years ago.  The period before man began to write is called prehistory, and the term prehistoric man refers to people who lived during that period.

               Prehistoric man took the first steps in building civilization.  The earliest people were all hunters.  In time, many hunters learned to plant crops and raise animals for food, and they became farmers.  Prehistoric man invented

simple tools, and he discovered how to make fire.  He painted the first pictures and shaped the first pottery.  And he built and governed the first cities.

               Because early man kept no written records, scientists search for bones, tools, and other prehistoric remains.  They study these objects to learn what early man looked like, how he lived, and how he developed into modern man.  Most of the tools that have been found and studied are made of stone.  As a consequence, the entire period during which early man lived has been called the Stone Age.

คำแปล     มนุษย์รุ่นแรกอาจมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ ๒.๕ ล้านปีมาแล้ว แต่ว่ามนุษย์มิได้เริ่มบันทึก (record) ประวัติศาสตร์จนกระทั่งเขาได้ประดิษฐ์คิดค้น (invented) ตัวหนังสือหรือวิธีเขียน (writing) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมานี้เอง ช่วงเวลาก่อนที่มนุษย์เริ่มขีดเขียนถูกเรียกว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ (prehistory) และคำว่า (term) มนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์หมายถึง (refer) คนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลานั้น

                  มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ดำเนินการขั้นแรก (took the first steps) ในการสร้างอารยธรรม (civilization) ผู้คนในยุคแรกสุดล้วนเป็นนักล่าสัตว์ทั้งหมด ในเวลาต่อมา (in time) นักล่าจำนวนมากเรียนรู้วิธีการปลูกพืชและเลี้ยง (raise) สัตว์เพื่อเป็นอาหาร และพวกเขาก็กลายเป็นชาวนา มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ประดิษฐ์เครื่องมือ (tools) ง่ายๆและค้นพบ (discovered)  วิธีการสร้าง (ก่อ) ไฟ พวกเขาระบายสีรูปภาพแรกๆและสร้างรูปร่าง (shaped) เครื่องปั้นดินเผา (pottery) อันแรก และพวกเขาสร้างและปกครอง (governed) เมืองแรกๆ

                  เพราะว่ามนุษย์ยุคแรกมิได้เก็บรักษาบันทึก (records) ที่เป็นลายลักษณ์อักษร นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นหากระดูก เครื่องมือ และซากที่เหลืออยู่ (remains) ในยุคก่อนประวัติศาสตร์อื่นๆ นักวิทยาศาสตร์ศึกษาวัตถุ (objects) เหล่านี้เพื่อเรียนรู้ว่ามนุษย์ในยุคแรกมีรูปร่างลักษณะ (looked like) อย่างไร มีชีวิตอย่างไร และพวกเขาพัฒนาเป็นมนุษย์สมัยใหม่อย่างไร เครื่องมือส่วนมากซึ่งถูกค้นพบและศึกษาถูกสร้างด้วยหิน ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือ (as a consequence) ช่วงเวลาทั้งหมด (entire) ระหว่างมนุษย์ยุคแรกมีชีวิตอยู่ถูกเรียกว่ายุคหิน