หมวดคำศัพท์ TOEIC (ตอนที่ 2)

 

Restaurants  and Events (ภัตตาคารและงานพิธี)

Selecting a Restaurant (การเลือกภัตตาคาร)

Majority (มะ-จ๊อ-ริ-ที่) (n) – ส่วนใหญ่, ส่วน มาก, ขนาด-ความสำคัญ หรือจำนวนที่มากกว่า, คะแนนเสียงข้างมาก, วัยบรรลุนิติภาวะ

Suggestion (ซัก-เจสท-ชั่น) (n) – คำแนะนำ, ข้อเสนอ, การเสนอแนะ-ชักชวน

Major (เม้-เจอะ) (a - v) – สำคัญ, ใหญ่, ร้ายแรง หรืออันตราย, บรรลุนิติภาวะ,  เกี่ยวกับวิชาเอก, เรียนเป็นวิชาเอก ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง พันตรี, วิชาเอก

Suggest (ซัก-เจสท) (v) – แนะนำ, ชักชวน, เสนอ, เสนอแนะ, ชวนให้นึกถึง

Familiar (ฟะ-มิ้ล-เลีย) (a) – คุ้นเคย, คุ้น, ชิน, รอบรู้, ชำนาญ, สนิทสนม, ใกล้ชิด, ตามสบาย, ไม่มีพิธีรีตอง, ไม่เป็นทางการ

Familiarity (ฟะ-มิล-เลี้ย-ริ-ที่) (n) – ความคุ้นเคย-เคยชิน-สนิทสนม-ใกล้ชิด, ความรอบรู้-ชำนาญ, การไม่มีพิธีริตอง

familiarize (ฟะ-มิ้ล-เลีย-ไรซ) (v) – ทำให้คุ้นเคย-เคยชิน, ทำให้รู้จัก-รอบรู้

Guide (v - n) – แนะแนว, แนะนำ, นำทาง, ชี้แนะ, คนนำทาง, มัคคุเทศก์, เครื่องนำทาง, สิ่งชี้นำ, หนังสือแนะนำ

Guidance (ไก๊-แด้นซ) (n) – การแนะแนว-แนะนำ-นำทาง, เครื่องนำทาง, ระบบการควบคุมการบินของขีปนาวุธ

Mix (มิคซ) (v - n) – ผสม, ปรุง, ปนกัน, ใส่รวมกัน,คบค้า, ผสมพันธุ์, การรวมกัน-ผสมกัน, การปรุง, ส่วนผสม, คำนามอีกคำคือ mixture  (มิคซ-เชอะ) = สารผสม, ส่วนผสม, การผสม, สิ่งทอด้วยเส้นใยหลายสี

Rely (รี-ไล) (v) – พึ่งพาอาศัย, ไว้วางใจ, เชื่อใจ, เชื่อมั่น, อาศัย

Reliable (รี-ไล้-อะ-เบิ้ล) (a) – ไว้วางใจ, เชื่อถือได้, น่าเชื่อถือ ส่วน reliant (รี-ไล้-แอนท) (a) =  พึ่งพาอาศัย

Reliability (รี-ไล้-อะ-บิ-ลิ-ที่) (n) – ความน่าเชื่อถือ, ความเชื่อถือได้-วางใจได้ ส่วน reliance (รี-ไล้-แอนซ) (n) = การพึ่งพาอาศัย

Delicious (ดิ-ลิช-เชิส) (a) – อร่อย, มีรสกลมกล่อม

Deliciousness (n) – ความอร่อย

Secure (ซี-เคียว) (a – v) – มั่นคง, ปลอดภัย, มั่นใจ, ไร้กังวล, แน่นหนา, ได้มา, เอามา, ทำให้มั่นใจ-ปลอดภัย-ได้ผล, รับประกัน-รับรอง, มัดให้แน่น

Security (ซี-เคี้ยว-ริ-ที่) (n) – ความมั่นคง-ปลอดภัย, ความรู้สึกปลอดภัย, เครื่องป้องกัน, มาตรการป้องกันความปลอดภัย, หลักทรัพย์, หลักทรัพย์ค้ำประกัน, หุ้น, พันธบัตร, คนรับรอง-ค้ำประกัน

Subjective (a) – อัตวิสัย, จิตวิสัย, ส่วนตัว, แต่ละบุคคล, เกี่ยวกับจิตใจของผู้ดู, เอาความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลัก ไม่คำนึงถึงเหตุผล

Dare(แดร์) (v - n) – กล้า, กล้าทำ, กล้าเผชิญ หน้า, ท้าทาย, การกล้าทำ-กล้าเผชิญ, การท้าทาย, ความอาจหาญ

Daring (แด๊-ริ่ง) (a -  n) – กล้า, อาจหาญ, กล้าผจญภัย, ความกล้า, ความอาจหาญ

Appeal (อะ-พีล) (v – n) – อุทธรณ์, ร้องขอ, อ้อนวอน, เรียกร้อง, ดึงดูดใจ, การขอร้อง, การขอความกรุณา, ความสามารถในการดึงดูดใจ (ในเรื่องความเห็นอกเห็นใจ, ความต้องการ, ความอยากรู้อยากเห็น)

Appealing (อะ-พี้ล-ลิ่ง) (a) – ที่ดึงดูดความสนใจ, ที่มีเสน่ห์ (appellant = ผู้อุทธรณ์)

Compromise (ค้อม-โพระ-ไมซ) (v – n) – ประนีประนอม, ยอม, อ่อนข้อให้อย่างเสียเกียรติ, เป็นอันตราย-เป็นภัยต่อ, ยอมเสียหลักการหรือความเชื่อ, การประนีประนอม, การยอมรับ, การยอมอ่อนข้อแก่กัน, การตกลงกันได้

Jeopardize (เจ๊พ-พาร์-ไดซ) (v) – ทำให้เป็นอันตราย คำนามคือ jeopardy (เจ๊พ-พาร์-ดี้) =  อันตราย, ภัย

Eradicate (อิ-แร้ด-ดิ-เคท) (v) – กำจัดให้หมด ไป, ทำลายโดยสิ้นเชิง, ถอนรากถอนโคน

Distort (ดิส-ทอร์ท) (v) – บิดเบือน, ทำให้เสียรูปหรือบูดเบี้ยว

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยค (Sentence Building)

1. a) Some roads are dirt, but major roads are tarred (ทาร์-ดึ). (ถนนบางสายเป็นดินแต่ถนนสายสำคัญราดยาง)

    b) Open-heart surgery is a major operation. (การผ่าตัดเปิดหัวใจเป็นการผ่าตัดที่มีอันตราย)

    c) For her BA degree she majored in History. (สำหรับปริญญาตรีของเธอ เธอเรียนประวัติศาสตร์เป็นวิชาเอก)

    d) Major Smith is our Commanding Officer. (พันตริสมิทธ์เป็นนายทหารบังคับบัญชาของพวกเรา)

    e) She has a science degree with a Physics major. (เธอได้ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์ โดยมีฟิสิกส์เป็นวิชาเอก)

2. a) The majority of the population are women. (ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง)

    b) In most countries people reach their majority at 21 or 18. (ในประเทศส่วนมาก ประชาชนบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุ ๒๑ หรือ ๑๘ ปี)

    c) The majority of the group wanted to try the new Chinese restaurant. (คนส่วนใหญ่ในกลุ่มต้องการไปลอง (กิน) ที่ภัตตาคารจีนแห่งใหม่)

    d) Those in favour were in the majority so the plan was adopted. (ผู้คนที่เห็นด้วยเป็นคนส่วนใหญ่ ดังนั้นแผนการเลยถูกรับมาปฏิบัติ)

3. a) Your valuables will be secure in the bank’s safe. (สิ่งของมี่ค่าของคุณจะปลอดภัยในตู้เซฟของธนาคาร)

    b) Secure your belongings against loss by taking out insurance. (จงทำให้สิ่งของของคุณปลอดภัยโดยการซื้อประกันภัย)

    c) She secured the door by locking it. (เธอทำให้ประตูปลอดภัย – แน่นหนา – โดยการล็อคมัน)

    d) Could you recommend a secure investment for my money? (คุณจะสามารถแนะนำการลงทุนที่มั่นคง – มีหลักประกัน – สำหรับเงินของผมได้หรือไม่)

    e) The manager assured the staff that their jobs were secure. (ผู้จัดการให้ความมั่นใจกับพนักงานว่างานของพวกเขามั่นคง)

    f) She felt secure that she would be offered a promotion. (เธอรู้สึกแน่ใจ – ไร้กังวล – ว่าเธอจะได้รับการเลื่อนตำแหน่ง)

    g) The salesperson secured an order for 600 boxes. (คนขายได้รับการสั่งซื้อเป็นจำนวน ๖๐๐ กล่อง)

    h) Despite the popularity of the restaurant, Peter was able to secure reservations for this evening. (ทั้งๆความเป็นที่นิยมของภัตตาคาร ปีเตอร์สามารถจองโต๊ะได้สำหรับ – อาหารมื้อ – เย็นนี้)

    i) The hostess secured us another chair, so we could eat together. (พนักงานต้อนรับหาเก้าอี้ให้เราได้อีกตัวหนึ่ง ดังนั้นเราเลยสามารถทานอาหารด้วยกันได้)

4.  a) She has a dog for security against intruders. (เธอมีสุนัขตัวหนึ่งเพื่อความปลอดภัยจากผู้บุกรุก)

     b) There is tight security for the Queen’s visit. (มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยอย่างแน่นหนาสำหรับการมาเยือนของพระราชินี)

     c) The United States has the best security prison in the world. (สหรัฐมีคุกที่มีมาตรการความปลอดภัยสูงสุดในโลก)

     d) He used his house as security for a bank loan. (เขาใช้บ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสำหรับเงินกู้ธนาคาร)

     e) He has some government securities. (เขามีพันธบัตรรัฐบาลอยู่บ้าง)

5.  a) I dare you to jump down from the ladder. (ผมท้าให้คุณกระโดดลงมาจากบันไดนั้นเลย)

     b) He accepted the dare despite the danger involved. (เขารับการท้าทาย – คำท้า – ทั้งๆที่มีอันตรายเข้ามาเกี่ยวข้อง)

     c) She will dare to speak against the majority. (เธอจะกล้าหาญพูดแย้งกับคนส่วนใหญ่)

     d) Nobody dares ask her whether she resigned or was fired. (ไม่มีใครกล้าถามเธอว่าเธอลาออกหรือถูกไล่ออก)

     e) A daring escape was made by the prisoner of war. (การหลบหนีที่กล้าหาญถูกกระทำขึ้นโดยเชลยศึก)

     f) He showed great daring when boarding the sinking ship. (เขาแสดงความกล้าหาญอย่างมากเมื่อขึ้นไปบนเรือที่กำลังจะจม – เพื่อไปช่วยชีวิตคนอื่น)

     g) We daringly ordered the raw squid. (เราสั่งปลาหมึกดิบมารับประทานอย่างกล้าหาญ – ทั้งๆที่ไม่เคยลองกินมาก่อน)

     h) Jim daringly asked to see the menu in French. (จิมขอดูเมนูเป็นภาษาฝรั่งเศสอย่างกล้าหาญ – ทั้งๆที่ไม่เก่งภาษาฝรั่งเศส)

     i) She daren’t speak to him, he is so angry. (เธอไม่กล้าพูดกับเขาเพราะเขากำลังโกรธมาก)

6.  a) They rely on me to baby-sit whenever they go out. (พวกเขาพึ่งพาอาศัยชั้นให้ช่วยดูแลลูกๆเมื่อใดก็ตามที่เขาออกไปข้างนอก)

     b) He relied on/upon luck to pass as he hadn’t studied. (เขาพึ่งพาโชคเพื่อจะสอบผ่านเพราะเขาไม่เรียน – อ่าน – หนังสือ)

     c) You can rely on that website to give accurate restaurant reviews. (คุณสามารถพึ่งพาเว็บไซต์นั้นในการให้การวิจารณ์ภัตตาคารที่ถูกต้องแม่นยำ – ว่าแห่งใดมีอาหารอร่อยหรือราคาถูก)

     d) You can depend on him, he is a reliable worker. (คุณพึ่งพาเขาได้นะ เขาเป็นคนงานที่ไว้ใจได้ – คือทำงานดี)

     e) Reliability is the key to good service. (ความเชื่อถือ-ไว้วางใจได้เป็นกุญแจสำคัญต่อการบริการที่ดี)

     f) She has proved to be a reliable witness. (เธอได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นพยานที่เชื่อถือได้)

     g) You are too reliant on other people’s help. (คุณพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่นมากเกินไป)

     h) Her total reliance on her husband is rather pathetic. (การพึ่งพาสามีอย่างสิ้นเชิง ของเธอค่อนข้างน่าเวทนา – คือช่วยตัวเองไม่ได้เลย)

7.  a) The couple made a compromise and ordered food to take out. (คู่สามีภรรยาประนีประนอมและสั่งอาหารออกไปกินนอกร้าน – คือเอากลับไปกินที่บ้านหรือที่อื่นๆ)

     b) A compromise was reached in the dispute. (การประนีประนอมสามารถบรรลุได้ในความขัดแย้ง)

     c) Lucy does not like sweet dishes, so I compromise by adding just a small amount of sugar. (ลูซี่ไม่ชอบอาหารหวาน ดังนั้น ผมเลยประนีประนอมโดยการเติมน้ำตาลเพียงเล็กน้อย)

     d) I wanted to go camping, but my wife wanted to stay at a hotel, so we compromised on a self-catering chalet. (ผมต้องการไปแคมพ์ปิ้ง – นอนกลางป่า -  แต่ภรรยาต้องการพักที่โรงแรม ดังนั้นเราเลยประนีประนอม – พบกันครึ่งทาง – โดยการ (เช่า) พักในกระท่อมไม้ในแบบหุงหาอาหารกินเอง)

     e) She would not compromise herself by eating bacon, which was against her religious dietary laws. (เธอไม่ยอมเสียหลักการ-ความเชื่อของตัวเองโดยการกินหมูเบคอน ซึ่งขัดแย้งกับหลักระเบียบอาหารทางศาสนาของเธอ)

8.  a) It is nice to see some familiar items on the menu. (ดีทีเดียวที่ได้เห็นรายการอาหารที่คุ้นเคยในเมนู)

     b) It was a relief to see a familiar face in the crowd. (มันเป็นสิ่งโล่งอกที่ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในฝูงชน)

     c) It is a familiar excuse – he never has time to go out. (มันเป็นข้อแก้ตัวที่คุ้น – เขาไม่มีเวลาออกไปข้างนอก)

     d) Are you familiar with the facts of this case? (คุณรอบรู้ในข้อเท็จจริงของคดี – กรณี – นี้หรือเปล่า)

     e) Her familiarity with the area was an advantage. (ความชำนาญพื้นที่ของเธอเป็นข้อได้เปรียบ)

     f) Familiarize yourself with the surroundings before you venture too far. (จงทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมก่อนที่คุณจะออกผจญภัยไกลเกินไป)

     g) She greeted them by their first names in a familiar way. (เธอทักทายพวกเขาโดยการเรียกชื่อในแบบคุ้นเคยสนิทสนม)

     h) He is familiarly known as Bill. (เขาเป็นที่รู้จักในแบบไม่เป็นทางการว่าบิล)

9.  a) I don’t know where to go, so why don’t we consult the guide? (ผมไม่รู้ว่าจะไปไหนดี ดังนั้น ทำไมเราไม่ปรึกษามัคคุเทศก์ล่ะ)

     b) The guide led our tour group to a small restaurant only known to the locals. (มัคคุเทศก์พาคณะทัวร์ของเราไปยังภัตตาคารเล็กๆที่รู้จักกันเฉพาะคนในท้องถิ่นเท่านั้น)

     c) In the old days the stars guided sailors. (ในสมัยโบราณ ดาวนำทางกลาสีเรือ)

     d) A receptionist guided us to a table. (พนักงานต้อนรับนำเราไปที่โต๊ะ)

     e) Bill asked the waiter for guidance in selecting the wine. (บิลถามเด็กเสิร์ฟสำหรับการชี้แนะในการเลือกไวน์ – ดื่มก่อนกินอาหาร)

10.  a) I would like to suggest a way to solve our problem. (ผมอยากแนะนำวิธีแก้ปัญหาของเรา)

       b) My suggestion is that we close the meeting. (คำแนะนำของผมคือให้เราปิดประชุม)

       c) She reads the book at his suggestion. (เธออ่านหนังสือตามคำแนะนำของเขา)

       d) Can I make a suggestion about what to order? (ให้ผมแนะนำเกี่ยวกับว่าจะสั่งอะไรทานเอาไหม)

       e) We followed the waiter’s suggestion and ordered one of the specials. (เราทำตามคำแนะนำของเด็กเสิร์ฟและสั่งอาหารพิเศษชนิดหนึ่ง)

11.  a) Mix flour and water into a paste. (ผสมแป้งและน้ำลงไปในอาหารบดคลุกไข่นะ)

       b) Oil and water won’t mix. (น้ำมันและน้ำจะไม่รวมเข้าด้วยกัน)

       c) The home-made cake mix has the ingredients already prepared – I just have to add water. (ส่วนผสมของเค้กทำเอง – ที่บ้าน – มีส่วนผสมที่เตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ผมเพียงแต่เติมน้ำลงไปเท่านั้นเอง)

       d) Mixing blue with yellow makes green. (การผสมสีน้ำเงินเข้ากับสีเหลืองทำให้เกิดสีเขียว)

       e) A concrete mixer mixes cement, sand, gravel and water to make concrete. (เครื่องผสมคอนกรีตผสมซีเมนต์ ทราย กรวดและน้ำเพื่อทำให้เกิดคอนกรีต)

       f) A cough mixture contains a number of different medicines. (ส่วนผสมยาแก้ไอประกอบด้วยยาต่างๆหลายชนิด)

       g) He tries to mix business with pleasure (เขาพยายามปนธุรกิจด้วยความสนุกสนานบันเทิง)

       h) Shy people find it difficult to mix. (คนขี้อายพบว่าเป็นเรื่องยากลำบากในการเข้าสมาคม)

       i) A good mixer can get on with everyone. (คนที่เข้ากับคนอื่นได้ดีสามารถเข้าได้กับคนทุกคน)

       j) I’m so mixed up by conflicting advice that I can’t make a decision. (ผมสับสนมากกับคำแนะนำที่ขัดแย้งกันจนกระทั่งผมไม่สามารถตัดสินใจได้)

       k) Due to a mix-up about time, no-one picked us up at the airport. (เนื่องมาจากความสับสนเกี่ยวกับเรื่องเวลา เลยไม่มีใครมารับเราที่สนามบิน)

12.  a) This restaurant is famous for its delicious soups. (ภัตตาคารนี้มีชื่อเสียงในเรื่องซุปที่อร่อย)

       b) The fish stew wasn’t as delicious as we had expected it to be. (สตูว์ปลาไม่อร่อยเหมือนที่เราคาดหวังไว้)

       c) These pastries are very delicious. (ขนมปิ้งรสหวานเหล่านี้อร่อยมาก)

13.  a) We appeal to you to stop teasing the boy. (เราขอร้องคุณให้เลิกยั่ว – เย้าแหย่ – เด็กคนนั้น)

       b) He appeals for mercy. (เขาร้องขอความเมตตา)

       c) The team made an appeal to the referee to declare a penalty. (ทีมนั้นอุทธรณ์ต่อกรรมการให้ประกาศการลงโทษ)

       d) The accused decided to appeal against the judge’s decision. (ผู้ถูกกล่าวหาตัดสินใจอุทธรณ์แย้งคำตัดสินของผู้พิพากษา)

       e) The judge dismissed the appeal. (ผู้พิพากษายกคำร้องการอุทธรณ์)

       f) The Supreme Court judge rejected the request of the appellant. (ผู้พิพากษาศาลฎีกาปฏิเสธคำร้องของผู้อุทธรณ์)

       g) A restaurant with good food and reasonable prices has a lot of appeal(ภัตตาคารที่มีอาหารดีและราคาไม่แพงมีเสน่ห์ – ดึงดูดลูกค้า – เป็นอย่างมาก)

       h) The pleasing décor and friendly waiters are what give that restaurant its appeal. (การตกแต่งที่น่ารื่นรมย์และพนักงานเสิร์ฟที่เป็นมิตรเป็นสิ่งที่ให้เสน่ห์ดึงดูดแก่ภัตตาคารนั้น)

       i) Camping doesn’t appeal to me. (การแค้มปิ้งไม่ทำให้ผมสนใจหรือดึงดูดใจผมเลย)

       j) The idea of an overseas trip is appealing. (ความคิดที่จะไปเที่ยวต่างประเทศดึงดูดใจมาก)

14.  a) Food preferences are subjective and not everyone agrees on what tastes good. (การชอบอาหารเป็นเรื่องอัตวิสัย และไม่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าอะไรที่มีรสชาติอร่อย – คือการที่ใครชอบกินอะไรเป็นเรื่องเฉพาะตัว)

      b) The reviews on this website are highly subjective but fun to read. (การวิจารณ์ในเว็บไซต์นี้เป็นเรื่องอัตวิสัยอย่างมาก แต่ก็อ่านสนุก)

      c) We want an unbiased factual report, not your subjective opinions. (เราต้องการรายงานข้อเท็จจริงที่ไม่ลำเอียง มิใช่ความคิดเห็นส่วนตัวของคุณ)

15.  a) Animals and plants may be jeopardized if appropriate measures are not taken to protect them. (สัตว์และพืชอาจจะถูกทำให้อยู่ในอันตราย ถ้าไม่มีมาตรการที่เหมาะสมที่จะคุ้มครองพวกมัน)

      b) You jeopardize your chances of passing if you do not study. (คุณทำลายโอกาสในการสอบผ่านถ้าคุณไม่เรียนหนังสือ)

      c) Her health was in jeopardy after years of smoking. (สุขภาพของเธอตกอยู่ในอันตรายหลังจากสูบบุหรี่อยู่หลายปี)

16.  a) The government is trying to eradicate malaria. (รัฐบาลกำลังพยายามขจัดไข้จับสั่น)

       b) He tried to eradicate the weeds. (เขาพยายามกำจัดวัชพืช)

17.  a) He distorted the facts of the accident. (เขาบิดเบือนข้อเท็จจริงของอุบัติเหตุ)

       b) A bad mirror distorts the shape of the face. (กระจกไม่ดีทำให้รูปใบหน้าเสียรูป)

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในพารากราฟ

         When Simon is trying to impress business contracts who are potential new clients, he takes them to the best restaurant in town.  He hopes this will help secure a new contract for his telecommunications business.

         It’s hard to determine which restaurants are best.  Simon relies on reviews that he finds on the Internet.  He also asks his friends and colleagues for guidance.  They are happy to make a suggestion

         Food tastes are subjective.  Although Simon likes to be daring and takes risks, he knows that the food should appeal to a variety of palates.  He realizes that a dish that he enjoys may not taste delicious to someone else.  He wants the majority of his guests to be happy.  He usually decides to compromise on a restaurant that offers a menu with a mix of familiar standards and some exciting specials.

คำแปล

         เมื่อไซม่อนกำลังพยายามทำให้เกิดความประทับใจแก่สัญญาธุรกิจซึ่งอาจจะกลายมาเป็นลูกค้ารายใหม่ เขาพาคนเหล่านั้นไปทานอาหารที่ภัตตาคารที่ดีที่สุดในเมือง เขาหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยให้ได้สัญญาใหม่สำหรับธุรกิจโทรคมนาคมของเขา

         เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดว่าภัตตาคารไหนดีที่สุด ไซม่อนพึ่งพาอาศัยบทวิจารณ์ที่เขาพบในอินเตอร์เน็ท เขายังขอร้องให้เพื่อนและเพื่อนร่วมงานให้การแนะนำแก่เขาด้วย ซึ่งคนเหล่านั้นก็มีความสุขที่จะให้คำแนะนำ

         รสนิยมเรื่องอาหารเป็นเรื่องเฉพาะตัว (อัตวิสัย) ถึงแม้ไซม่อนอยากที่จะกล้าหาญและเสี่ยง เขารู้ว่าอาหารควรจะดึงดูดรสนิยมที่หลากหลาย เขาตระหนักว่าอาหารที่เขาชอบทานอาจจะไม่อร่อยสำหรับคนอื่น เขาต้องการให้แขกส่วนใหญ่ (ที่พาไปทานอาหาร) มีความสุข เขามักตัดสินใจที่จะประนีประนอมกับภัตตาคารซึ่งเสนอรายการอาหารที่เป็นการผสมกันระหว่างอาหารมาตรฐานอันเป็นที่คุ้นเคยและอาหารชนิดพิเศษที่น่าตื่นเต้นบางชนิด

                                                    ________________________________

Eating Out (การกินอาหารนอกบ้าน)

Foreign (ฟ้อร์-ริน) (a) – ต่างประเทศ, ต่างชาติ, แปลก, ไม่คุ้นเคย, ต่างถิ่น, เกี่ยวกับหรือมาจากต่างประเทศ, แปลกปลอม, ไม่เป็นธรรมชาติ, เป็นเรื่อง

ผิดปกติ

Predict (v) – ทำนาย, บอกล่วงหน้า

Predictive (a) =  ซึ่งเป็นการทำนาย

Predictable (a) =  ซึ่งสามารถทำนายได้

Random (แร้น-เดิ้ม) (a – n) – โดยการสุ่ม, ส่งเดช, ไม่เลือก, ตามบุญตามกรรม, ตามโอกาส, การสุ่ม (ตัวอย่าง)

Prediction (n) – การทำนาย, คำทำนาย

Judge (จั๊ดจ) (v –n) – พิพากษา, ตัดสิน, วินิจฉัย, ออกความเห็น, พิจารณา, ผู้พิพากษา

Appetite (แอ๊พ-พิ-ไท้ท) (n) – ความอยากอาหาร

Excite (v) – ทำให้ตื่นเต้น, ปลุกเร้าอารมณ์

Excitement (n) – ความตื่นเต้น

Mix-up (n) – ความสับสน, ความงุนงง

Remind (v) – เตือนให้ระลึกถึง, เตือนความจำ

Patron (เพ้-เทริ่น) (n) – ลูกค้า, ผู้อุปถัมภ์, ผู้อุดหนุน, ผู้สนับสนุน, ผู้อุปการะ

Complete (v – a) – ทำให้สำเร็จ, ทำให้สมบูรณ์กรอก-เติม (ข้อความ), ทำให้ครบ, สมบูรณ์, เสร็จ, สำเร็จ, ครบ, เต็มที่

Flavor (เฟล้-เว่อะ) (n) – รส, รสชาติ, กลิ่น, กลิ่นหอม

Ingredient (n) – ส่วนผสม, ส่วนประกอบ (ของอาหาร)

Blend (v - n) – ผสม, ปน, คลุกเคล้า, ส่วนผสม, ของผสม

Annoy (อะ-นอย) (v) – รบกวน, ทำให้รำคาญ, ทำให้ขุ่นเคืองหรือโกรธ

Annoyance (อะ-น้อย-เอิ้นซ) (n) – การรบ กวน, ความน่ารำคาญ, บุคคลหรือสิ่งที่รบกวน

Unique (ยู-นีค) (a) – มีลักษณะเฉพาะ, พิเศษ, ไม่มีที่เปรียบ, ไม่มีเสมอเหมือน

1.  a) It is fun to try local food when traveling in a foreign country. (มันสนุกที่จะทดลองชิมอาหารพื้นเมืองเมื่อเดินทางในต่างประเทศ)

     b) The ingredients in this dish are foreign to me; I have never tried any of them before. (ส่วนผสมในอาหารนี้เป็นของแปลกสำหรับผม ผมไม่เคยลองกินมันมาก่อนเลย)

     c) The government may revise its foreign policy. (รัฐบาลอาจจะทบทวนนโยบายต่างประเทศ)

     d) The x-ray revealed a foreign body in his stomach. (เอกซเรย์เปิดเผยให้เห็นวัตถุแปลกปลอมในท้องของเขา)

     e) Lying is foreign to her honest nature. (การโกหกมิใช่เรื่องปกติ – ธรรมชาติ – กับนิสัยที่ซื่อสัตย์ของเธอ)

2.  a) I predicted this restaurant would become popular and I was right. (ผมทำนายว่าภัตตาคารนี้จะเป็นที่นิยม และผมก็ทายถูก)

     b) The fortune-teller claims she can predict the future. (หมอดูอ้างว่าเธอสามารถทำนายอนาคตได้)

     c) My prediction is that they will lose the election. (คำทำนายของผมก็คือว่าพวกเขาจะแพ้การเลือกตั้ง)

     d) We all knew what the outcome would be, it was predictable. (พวกเราทุกคนรู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร มันสามารถทำนายได้)

3.  a) A random sample of listeners gave their views on the new program. (ตัวอย่างผู้ฟังที่สุ่มเลือกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับรายการใหม่)

     b) The winning numbers were picked at random from a hat. (หมายเลขที่ชนะถูกหยิบแบบสุ่มมาจากหมวก – เอาเบอร์ใส่ไว้ในหมวก)

     c) We randomly made our selections from the menu. (เราสุ่มเลือกอาหารจากเมนู)

     d) The chef chooses his spices randomly, but his dishes always taste great. (พ่อครัวเลือกเครื่องเทศแบบสุ่ม แต่อาหารของเขามักมีรสชาติดีเสมอ)

4.  a) The restaurant review harshly judged the quality of the service. (บทวิจารณ์ภัตตาคารวิจารณ์คุณภาพการบริการอย่างรุนแรง)

     b) John was not familiar with Asian cooking, so he was unable to judge if the noodles were cooked correctly. (จอห์นไม่คุ้นเคยกับการปรุงอาหารแบบเอเชีย ดังนั้น เขาไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าก๋วยเตี๋ยวถูกปรุงอย่างถูกต้องหรือไม่)

     c) I judge him to be a good worker. (ผมพิจารณาเขาว่าเป็นคนงานที่ดี)

     d) The judge sentenced him to life imprisonment for murder. (ผู้พิพากษาตัดสินลงโทษจำคุกตลอดชีวิตเขาสำหรับการฆาตกรรม)

     e) The judg(e)ment was that the accused was guilty. (คำตัดสินก็คือว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิด)

     f) The judge at the dog show gave the first prize to a bulldog. (ผู้ตัดสินการประกวดสุนัขให้รางวัลที่หนึ่งกับสุนัขบุลด็อก)

     g) She is a good judge of antiques. (เธอเป็นนักวิจารณ์วัตถุโบราณที่เก่ง)

5.  a) People generally have a good appetite after a long day of work. (ผู้คนมักจะอยากอาหารเป็นอย่างมากหลังจากทำงานหนักมาทั้งวัน)

     b) The delicious smells coming from the restaurant kitchen increased my appetite. (กลิ่นอร่อยที่มาจากครัวของภัตตาคารเพิ่มความอยากอาหารของผม)

     c) She lost her appetite when she was ill. (เธอสูญเสียความอยากอาหารเมื่อเธอป่วย)

     d) That looks like an appetizing (appetising) meal. (นั่นดูเหมือนว่าเป็นอาหารที่กระตุ้นให้อยากกิน)

     e) She served an appetizer (appetiser) before the roast chicken. (เธอเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยก่อนอาหารเมนคอร์สคือไก่อบ – ไก่ย่าง)

6.  a) This discovery will excite interest among scientists. (การค้นพบนี้ปลุกเร้าความสนใจในบรรดานักวิทยาศาสตร์)

     b) Some people are sexually excited by pornography. (คนบางคนมีความตื่นเต้นทางเพศโดย – การดูหรืออ่าน – หนังสือโป๊)

     c) I enjoy reading exciting adventure stories. (ผมสนุกสนานในการอ่านเรื่องผจญภัยที่น่าตื่นเต้น)

     d) There was great excitement when the winners’ names were announced. (มีความตื่นเต้นขนานใหญ่เมื่อชื่อของผู้ชนะถูกประกาศออกมา)

     e) Exotic flavors always excite me. (รสชาติอาหาร – หรือกลิ่น – ที่แปลกๆหรือเป็นของต่างประเทศมักทำให้ผมตื่นเต้นเสมอ)

     f) The new Asian restaurant has excited the interest of many people. (ภัตตาคารเอเชียแห่งใหม่นั้นปลุกเร้าความสนใจของคนจำนวนมาก)

7.  a) There was a mix-up in the kitchen, so your order will be delayed. (มีความสับสนเกิดขึ้นในครัว ดังนั้น การสั่งอาหารของคุณจะถูกทำให้ล่าช้าออกไป)

     b) There was a mix-up about the ingredients and the dish was ruined. (มีความสับสนเกี่ยวกับส่วนผสมของอาหาร และ (รสชาติ) ของอาหารเลยถูกทำให้ป่นปี้หมด)

8.  a) Please remind me to pay the phone bill. (กรุณาเตือนผมให้จ่ายค่าบิลโทรศัพท์ด้วยนะ)

     b) Hearing that song reminds him of his ex-wife. (การได้ยินเพลงนั้นเตือนให้เขานึกถึงอดีตภรรยา)

     c) The scenery in the Andes always reminds her of Switzerland. (ภูมิประเทศในเทือกเขาแอนดีสเตือนให้เธอนึกถึงสวิตเซอร์แลนด์เสมอ)

     d) I reminded the client that we are meeting for dinner tomorrow. (ผมเตือนความจำลูกค้าว่าเราจะพบกันเพื่อทานอาหารค่ำวันพรุ่งนี้)

     e) Peter was annoyed at having to remind the waitress to bring the check. (ปีเตอร์รู้สึกรำคาญที่จำเป็นต้องเตือนพนักงานเสิร์ฟให้นำบิลค่าอาหารมา)

9.  a) This restaurant has many loyal patrons. (ภัตตาคารนี้มีลูกค้าที่จงรักภักดีมากมาย)

     b) Once the word was out about the new chef, patrons lined up to get into the restaurant. (เมื่อคำพูดถูกส่งออกไปเกี่ยวกับพ่อครัวคนใหม่ ผู้อุดหนุนร้านต่อแถว – เข้าคิว – กันยาวเพื่อเข้ามาทานอาหารในร้าน)

10.  a) We ordered some dessert to complete our meal. (เราสั่งของหวานเพื่อทำให้มื้ออาหารของเราสมบูรณ์)

       b) Some restaurants want to hear their customers’ opinions and ask them to complete a short evaluation form. (ภัตตาคารบางแห่งต้องการได้ยินความเห็นจากลูกค้า และขอร้องให้คนเหล่านั้นแบบประเมินอย่างสั้นๆ)

       c) I have a complete set of Dickens’s novels. (ผมมีนิยายของดิคเค่นส์ครบชุด)

       d) Once your homework is complete, you may watch TV. (เมื่อการบ้านของเธอเสร็จแล้ว เธออาจจะดูทีวีก็ได้)

       e) The insurance company needs a complete report of the accident. (บริษัทประกันภัยต้องการรายงานอย่างละเอียดเกี่ยวกับอุบัติเหตุ)

       f) After all that shopping, I am completely exhausted. (หลังจากการซื้อของแล้ว ผมหมดเรี่ยวหมดแรงโดยสิ้นเชิง)

       g) She is a complete stranger. (เธอเป็นคนแปลกหน้าอย่างสิ้นเชิง)

11.  a) The cook changed the flavor of the soup with a unique blend of herbs. (พ่อครัวเปลี่ยนรสชาติของซุปโดยการผสมสมุนไพรแบบพิเศษ)

       b) There are 20 different flavors of ice cream to choose from. (มีไอศกรีม ๒๐ รสให้เลือก)

12.  a) I was unfamiliar with some of the ingredients in the dish. (ผมไม่คุ้นเคยกับส่วนประกอบบางชนิดในอาหารนั้น)

       b) The chef went to the fresh market to select the freshest ingredients for tonight’s menu. (พ่อครัวไปตลาดสดเพื่อเลือกส่วนประกอบอาหารที่สดที่สุดสำหรับรายการอาหารคืนนี้)

13.  a) To make the sauce, blend the butter and flour together.

       b) I mix different kinds of tea together to make my own blend.

       c) The new carpet blends in with the curtains beautifully.

14.  a) The flies annoy me. (แมลงวันทำให้ผมรำคาญ)

       b) She is annoyed with him because he is late. (เธอโกรธเคืองเขาเพราะเขามาสาย)

       c) He expressed his annoyance at the confusion. (เขาแสดงความขุ่นเคืองกับความสับสนวุ่นวาย)

       d) He has an annoying habit of biting his nails. (เขามีนิสัยน่ารำคาญคือการกัดเล็บตัวเอง)

15.  a) This is a unique opportunity – it won’t be repeated. (นี่เป็นโอกาสพิเศษ – ไม่มีที่เหมือน – มันจะไม่มีซ้ำอีกแล้ว)

      b) It is a unique car imported from Japan. (มันเป็นรถยนต์พิเศษที่สั่งเข้ามาจากญี่ปุ่น)

      c) A person can be identified by the uniqueness of his or her fingerprints. (บุคคลสามารถระบุได้จากความพิเศษ – ไม่เหมือนใคร – จากลายนิ้วมือของเขาหรือเธอ)

ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในพารากราฟ

         The key to a happy meal is that everyone should enjoy eating what they ordered.  Before the waiter takes your order, you can ask him for a recommendation or you can select randomly from the menu.  It’s a good idea to ask the waiter for suggestions when eating at a foreign restaurant as you might not be familiar with the food.

         Good service is part of the overall enjoyment of the meal.  The waiter should make the patrons feel welcome and comfortable.  Good waiters can predict what you need, like more water, without having to be asked for it.  It’s easy for a waiter to forget things, but you should not have to remind a waiter more than once to bring you something.  Nor do you want the waiter to mix up the food orders.  You should get what you ordered, and your order should be complete.

         The quality of the food is the primary way restaurants are judged.  The food should taste and look wonderful.  Your plate of food should excite all your senses and be fragrant and colorful.  A chef can bring out a distinct flavor in a dish, depending on the ingredients he or she uses.  Well-prepared food can satisfy even the hungriest patrons with the biggest appetites.

คำแปล

         กุญแจสำคัญสู่มื้ออาหารที่มีความสุขก็คือว่า ทุกคนควรจะสนุกกับการกินสิ่งที่พวกเขาสั่ง ก่อนที่บ๋อยจะรับการสั่งอาหารของคุณ คุณสามารถขอคำแนะนำจากเขา หรือไม่ก็สามารถเลือกแบบสุ่มจากเมนู มันเป็นความคิดที่ดีที่จะขอคำแนะนำจากบ๋อยเมื่อคุณกินที่ภัตตาคารในต่างประเทศ เพราะคุณอาจไม่คุ้นเคยกับอาหารที่นั่น

         การบริการที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของความสนุกในภาพรวมของมื้ออาหาร (ที่คุณกิน) บ๋อยควรทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการต้อนรับและสะดวกสบาย บ๋อยที่ดีสามารถทำนายได้ว่าคุณต้องการอะไร เช่น ต้องการน้ำเพิ่ม โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คุณขอมัน มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับบ๋อยที่จะลืมสิ่งต่างๆ แต่คุณไม่จำเป็นต้องเตือนบ๋อยมากกว่า ๑ ครั้งในการจะนำอะไรมาให้คุณ และเช่นเดียวกัน คุณไม่ต้องการให้บ๋อยสับสนกับการสั่งอาหาร (ของลูกค้า) คุณควรได้รับในสิ่งที่คุณสั่ง และการสั่งของคุณก็ควรสมบูรณ์ด้วย (คือได้อาหารครบทุกอย่างที่สั่ง)

          คุณภาพของอาหารเป็นวิธีการเบื้องต้นที่ภัตตาคารได้รับการตัดสิน (ว่าดีหรือไม่ดี) อาหารควรมีรสชาติและลักษณะที่วิเศษ จานอาหารของคุณ (พร้อมทั้งอาหารในจาน) ควรปลุกเร้าความรู้สึกทั้งหมดของคุณ และมีกลิ่นหอมและมีสีสัน พ่อครัวสามารถสกัดรสชาติที่แตกต่าง (เด่น) ในอาหาร ซึ่งขึ้นอยู่กับส่วนประกอบอาหารที่เขาหรือเธอใช้ อาหารที่เตรียม (ปรุง) เป็นอย่างดีสามารถทำความพึงพอใจให้แม้กระทั่งกับลูกค้าที่หิวที่สุดและมีความอยากกินมากที่สุด