หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 92)

Part V:Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Our car is going ________________ full speed.

(รถยนต์ของเรากำลังวิ่ง ____________________ ความเร็วสูงสุด)  (คือ วิ่งห้อเต็มเหยียด)

(a) in

(b) with

(c) by

(d) at    (ที่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  สำหรับวลีที่ใช้   “At”  ได้แก่    “at a good price”  (ในราคาที่ดี หรือสูง)   “at interest”  (โดยคิดดอกเบี้ย)  “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา),  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน   หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ   และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่), “at the same time”   (ในเวลาเดียวกัน),   “at the mercy of   (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)   -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง}  “sit at a table”(นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral”  (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office”  (ณ ที่ทำงาน)   “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)   “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)“  at a time of high unemployment”(ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)“to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐  ไมล์ต่อชั่วโมง)   “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุด เสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)“to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)“to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)“to be at war”  (ทำสงคราม)   “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว)   “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)“to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)   “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)   “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)   “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school” (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)   “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา  หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน   ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)   “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)   “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)   “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)    “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}   เป็นต้น 

2. Her father smokes cigars, and ________________ does mine.

(พ่อของเธอสูบบุหรี่  และพ่อของฉันก็ _____________________ )

(a) either

(b) also

(c) too

(d) so    (เช่นเดียวกัน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   As inevitably as human culture has changed with the

passing of time, ________________ the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้  เหมือนกับวัฒนธรรมของมนุษย์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา  สภาพแวดล้อมก็ _________________ )

(a)   so does

(b)  so is

(c)   so will

(d) so has    (ได้เปลี่ยนแปลงไปเช่นเดียวกัน)       

ตอบ   –   ข้อ  (d)  ใช้  “ so has” เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense” {subject + has (have) + V. 3}   ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้า  และเพราะว่า “Environment”  อยู่ในรูปเอกพจน์   จึงต้องใช้กริยา  “has” (changed)  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน   เช่น

-  He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

-  She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

-  They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

-  She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน

-  I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

-      He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

-      We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

-      He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ    –    ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป  “Present simple tense” หรือ  “Past simple tense”  กริยาในประโยคหลัง  จะต้องใช้  “Do”  “Does” หรือ  “Did”  ทั้งนี้   แล้วแต่   “Tense”  ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง   (ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์)   ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น  “Past simple tense”   กริยาในประโยคหลังจะใช้  “Did”  กับประธานทุกตัว   ดังตัวอย่างต่อไปนี้

-      They speak French very fluently, so does he.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

-      She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

-      We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

-      He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

-      They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

-      She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

3. I’ve ________________ to practice it every day.

(ผม _______________________ ฝึกฝนมันทุกวัน)

(a) taken

(b) necessary

(c) got   (จำเป็นต้อง) 

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Have got to + Verb 1”  =  “Have to + Verb 1”  =   “จำเป็นต้อง”  มีความหมายเป็นปัจุบัน  หรืออนาคต

4. This hen ________________ an egg every day.

(แม่ไก่ตัวนี้ _____________________ ไข่  ๑  ฟอง  ทุกๆวัน) 

(a) lies    (นอน, พูดโกหก)

(b) lie

(c) lays    {ออกหรือวาง (ไข่), วาง (สิ่งของ) ลง}

(d) lay

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องเติม   “S”  หลัง   “Lay”  เนื่องจากประธาน  (This hen)  เป็นเอกพจน์ 

5. __________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง _____________________ )

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน   {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑

-  What ________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ________________________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard   (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Beard” (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้   “A”  นำหน้า 

                     ตัวอย่างที่ ๒

-       ________________grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้   “What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

              - What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

             - What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

             - What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

             -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

                - What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

             - What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

              - How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

             - How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

             - How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

             - How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

              - How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

-        How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

             - How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

            - How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

6. What long hair you’ve _________________!

(เธอช่าง __________________________ ผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

(a) cut

(b) got   (มี)

(c) been

(d) made

ตอบ   -   ข้อ  (b)  “Have got” =  “มี”  และ  “Hair”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่ใช้  “What a long hair

7. My house is the same size ________________ hers.

(บ้านของผมมีขนาดเดียว _______________________ บ้านของเธอ)

(a) to

(b) like

(c) with

(d) as    (กับ)

8. In New York the tall buildings ________________ high in the sky.

(ในนิวยอร์ค  ตึกสูงๆ ______________________ ในท้องฟ้า)

(a) raising

(b) raise    (ยก (มือ), ขึ้น (เงินเดือน, เพิ่ม)  (ต้องมีกรรมมารับ)

(c) rising

(d) rise    (“Rise high”  =  พุ่งสูงขึ้นไป, อยู่สูงขึ้นไป(ไม่ต้องมีกรรมมารับ)

(e) raised

9. The holiday camp usually has its own swimming-pool and tennis ______________ .

(ค่ายวันหยุดปกติจะมีสระว่ายน้ำและ __________________ เทนนิสของตนเอง)  

(a) cords    (เชือก, ด้าย, สายเคเบิล) 

(b) courses    (เส้นทาง, วิถีทาง, แนวทางเดิน, แนวทางปฏิบัติ, หลักสูตร, กระบวนวิชา, (อาหาร) จานหนึ่ง)

(c) courts    (สนาม, ลาน, ศาล, ราชสำนัก, สภา, การเกี้ยวพา)

(d) causes    (สาเหตุ, มูลเหตุ, ต้นเหตุ, มูลฟ้อง, เรื่องที่อภิปราย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Tennis courts”  =   “สนามเทนนิส

10. Don’t you find __________________ rather dull to stay at home?

(คุณไม่ได้พบว่า ____________________ ค่อนข้างน่าเบื่อหน่ายที่จะพักอยู่กับบ้านหรือ)

(a) yourself

(b) something

(c) anything

(d) it    (มัน)

(e) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + find + it + Adjective + to + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   I began to read my papers again, but found _____________ difficult to improve them.

(ผมเริ่มต้นอ่านรายงานของผมอีกครั้ง  แต่พบว่า ____________________ ยากที่จะปรับปรุงมัน (รายงาน) ให้ดีขึ้น)

(a) it    (มัน)

(b) myself

(c) too

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Find (Consider) + It + Adjective + To + Verb 1”  ซึ่ง “It” ในที่นี้  มิได้มีความหมายแต่ประการใด  เป็นเพียงการสมมติขึ้นมาเป็น   “กรรม”  ของ  “Find (หรือ Consider)”  เท่านั้น 

                     ตัวอย่างที่ ๒

-         The boys found the experiment _______________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง ________________________ )

(a) to fascinate   (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating     (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated    (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ   -    ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object (it, him, her, them, you) + Adjective (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ (ถือว่า) + กรรม (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์ (To + Verb1)}

                    ตัวอย่างที่ ๓

(จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

-     Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน (ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้    ศิลปะแบบแอบสแตร็คได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆของมัน)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “incomprehensible”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  ให้สมดุลกับอีก  ๒  คำข้างหน้ามัน  “decadent”  และ subversive” ตามโครงสร้าง  {Subject + consider (find) + it (him, her) + adjective} หรือ  {Subject + consider + it (him, her) + a + adjective + noun} เช่น

               - We considered (found) it successful.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

               - He considered (found) it useful.

(เขาถือ (พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

              - She considers (finds) it important.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันสำคัญ)

              - We consider (find) him a good boy.

(เราถือ (พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

            - She considers (finds) me her best friend.

(เธอถือ (พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

            - The boss considered (found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

11. I don’t understand why he is always _______________ money.

(ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึง ____________________ เงินอยู่เสมอ)

(a) in short of

(b) in short for

(c) short of    (ขาด, ขาดแคลน)

(d) short for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To be short of”  =   “ขาด, ขาดแคลน

12. Butter _______________ in the refrigerator.

(เนยแข็ง _______________________ ในตู้เย็น)

(a) ought to keep    (ต้องใช้  “ought to be kept” = ควรถูกเก็บ)  (“Ought + to + be + Verb 3”  เมื่อเป็น  “Passive voice”)  (Active voice = Ought + to + Verb 1 = ควรจะ...............)   

(b) had better to be kept    (ต้องใช้  “had better be kept” = ควรจะถูกเก็บ.........ดีกว่า  เมื่อเป็น  “Passive voice”)  (Active voice = Had better + Verb 1 = ควรจะ..............ดีกว่า)   

(c) should be kept    (ควรถูกเก็บ)  (should + be + Verb 3 เมื่อเป็น “Passive voice”)  (Active voice = Should + Verb 1 = ควรจะ..............)

(d) is kept as usual    (ถูกเก็บตามเคย  หรือตามปกติ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ควรใช้   “Should”  เป็นการแนะนำให้ทำ  ดีกว่า ข้อ  (d)

13. My house ________________ last night.

(บ้านของผม _______________________ เมื่อคืนนี้)

(a) was stolen    (ถูกขโมย)

(b) is stolen

(c) was robbed   (ถูกปล้น,  ถูกโจรกรรม)

(d) is robbed

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “บ้าน หรือ คน”   ใช้กับ  “จี้, ปล้น, โจรกรรม”  ส่วน  “ทรัพย์สิน, สิ่งของ”  ใช้กับ  “ขโมย”  เช่นในประโยค

              - His car was stolen last night.

(รถของเขาถูกขโมยเมื่อคืนนี้)

              - I was robbed of my watch last month.

(ผมถูกจี้เอานาฬิกาไปเมื่อเดือนที่แล้ว)

              - My watch was stolen last month.

(นาฬิกาผมถูกขโมยเมื่อเดือนที่แล้ว)

              - He stole my money.

(เขาขโมยเงินผมไป)

14. A driver ought not to _________________ with questions.

(นักขับรถไม่ควรจะ ___________________ กับคำถาม)  (คือ ควรมีสมาธิกับการขับรถ)

(a) worrying

(b) be worry

(c) be worrying

(d) be worried    (วิตกกังวล)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Worry”  ในรูป  “Passive voice”  (Be + Verb 3)

15. _________________ a lot of foreigners there are in London!

(มีนักท่องเที่ยวมากมาย ____________________ ที่นี่ในลอนดอน)

(a) How

(b) Why

(c) What    (อะไรเช่นนี้)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  {What + a lot of + Noun +Subject (There is, There are)  + Verb} เช่น  “What a lot of people there are in Bangkok.”  (มีคนมากมายเสียนี่กระไรในกรุงเทพฯ)  หรือ  {What + a + Adjective + Noun + Subject + Verb}  เช่น  “What a good boy he is.”  (เขาช่างเป็นเด็กดีเสียนี่กระไร)

16. I have two horses.  _________________ of them run very fast.

(ผมมีม้า  ๒  ตัว  พวกมัน _________________ วิ่งเร็วมาก)

(a) All    (ทั้งหมด)

(b) Each    (แต่ละตัว)

(c) Both    (ทั้งคู่,  ทั้ง  ๒  ตัว)

(d) One    (ตัวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มีม้า  ๒  ตัว   ใช้   “Both”  ไม่ใช้  “All”  และถ้าตอบ  “Each”  หรือ  “One”  ต้องเติม  “S”  ท้าย  “Runs

17. I don’t remember _______________ any books from you.

(ผมจำไม่ได้ ____________________ หนังสือใดๆจากคุณ)  (คือ จำไม่ได้ว่าเคยยืม)

(a) borrow

(b) borrowed

(c) to borrow    (ที่จะยืม)  (ยังไม่ได้ยืม)     

(d) borrowing    (การยืม)  (คือ ยืมไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๑

-         At noon Miss Green stopped _______________ and went out to lunch.  

(ในตอนเที่ยง  มิสกรีนหยุด ____________________ และออกไปกินอาหารกลางวันข้างนอก) 

(a) to work

(b) from work

(c) work    (งาน)

(d) from working

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   กริยา   “Stop” สามารถใช้ได้  ๓  แบบ คือ  ๑.  “Stop + to + Verb 1” =  “หยุด.......เพื่อที่จะทำกริยานั้น”    ๒.  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำกริยานั้น   และ  ๓.   “Stop + Noun” = “หยุดการกระทำสิ่งนั้น (คำนามนั้น)  (ความหมายเหมือนใน ข้อ  ๒)   สำหรับในประโยคข้างบน  เข้าหลักเกณฑ์ข้อ  ๓  คือ  “หยุดงาน”  ซึ่งสามารถตอบแบบใน ข้อ  ๒  ก็ได้เช่นกัน  คือ  “Stopped working”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”   กล่าวคือ  เมื่อตามด้วย   “To + Verb 1”  และ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายต่างกัน   จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๒

-   Thai people always _________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย ___________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   จึงใช้ในรูป  “Present simple tense” (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c)  และ  (d)  ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆปี”   มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a) ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” 

                     ตัวอย่างที่ ๓

-  Seeing the teacher, ______________ at once.

(เห็นครู _________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped   (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped   (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game   (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b) เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They” จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม” 

                     ตัวอย่างที่ ๔

-    Try _______________ water to your drink.

(ทดลอง _____________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒  ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๕

-   Don’t forget _________________ my letter !

(จงอย่าลืม ___________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง  )มิใช่   “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้   ต้องใช้  “Posting

                   ตัวอย่างที่ ๖

-  Have you ever tried _______________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ______________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -   ข้อ  (b)   เมื่อ  “Try” หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                       ตัวอย่างที่ ๗

-   Please don’t forget ______________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                     ตัวอย่างที่ ๘

-   As soon as it stops _______________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น”  (ในกรณีนี้  คือ “หยุด..........เพื่อที่จะตก”  ซึ่งไม่ได้ความหมายแต่อย่างใด

                   ตัวอย่างที่ ๙

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                       ตัวอย่างที่ ๑๐

-    I remember that restaurant; we stopped there ____________

on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร   (Stop to eat)

                      ตัวอย่างที่ ๑๑

-       How did the cat get into the house?  I remember _______________it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting   (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ   (c)  (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ” คือ   ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1)   และ   “Gerund” (Verb + ing)   ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน    เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

18. I got ________________ him last month.

(ดิฉัน ____________________ เขาเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) married

(b) married with

(c) married to    (แต่งงานกับ)

(d) marry

19. That’s something very few men in our country do, ___________?

(นั่นเป็นบางสิ่งที่ผู้ชายน้อยคนมาก  ในประเทศของเราทำ _______________ )

(a) isn’t that

(b) don’t they

(c) isn’t it    (ใช่หรือไม่)

(d) do they

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากในส่วน   “Tag”  ต้องใช้กริยาตามกริยาในประโยคใหญ่  คือ   “Is”  ที่มาจาก  “That’s”  (กริยาในประโยคย่อย  คือ  “Do”)  และในส่วน  “Tag”  ใช้   “It”   แทน  “This, That”   และใช้  “They”  แทน   “These, Those”  และเพราะว่ากริยา  “Is” เป็นบอกเล่า  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ  (Isn’t)

20. My school begins at __________________.

(โรงเรียนของผมเริ่มเรียนเวลา ____________________ )

(a) thirty minutes past eight    (ผ่านแปดโมงไป  ๓๐  นาที)  (ไม่ใช้รูปนี้  ต้องใช้ “Half past eight”)

(b) a half past eight    (ไม่ใช้รูปนี้  คือ ไม่ต้องมี  “A”)

(c) thirty minutes to nine    (อีก  ๓๐  นาทีจะถึงเก้าโมง)  (ไม่ใช้รูปนี้  ต้องใช้แบบ ข้อ  “d”)

(d) half past eight    (แปดโมงครึ่ง)  (หรือ  “Eight thirty”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  มีหลักคือ  ถ้าเข็มนาฬิกาอยู่ที่  ๓๐  นาทีพอดี  ต้องใช้  “Half past……..”  เช่น  “Half past eight”  (แปดโมงครึ่ง)  หรือ   “Eight thirty” แต่ถ้าเลย  ๓๐ นาทีขึ้นไป  เช่น  ๓๕  นาที  ต้องใช้  “To”  กับจำนวนนาทีที่จะไปถึงชั่วโมงต่อไป  เช่น  “๘.๓๕ น.”  ใช้   “Twenty-five to nine”  หรือ  “Eight thirty-five

21. What kind of _______________ is that young man?

(ชายหนุ่มคนนั้นเป็น _______________________ ประเภทใด)

(a) person    (บุคคล)

(b) a person

(c) the person

(d) this person

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ไม่ต้องใช้  “Article”  (A, The)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้