หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 474)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A common synonym for expensive is _______________________________________.

(คำเหมือน (มีความหมายเหมือนกัน) ทั่วๆ ไปสำหรับ “แพง”  คือ _____________________)

(a) deficient    (ดิ-ฟิช-เชิ่นท)  (ขาดแคลน, ไม่เพียงพอ, บกพร่อง)

(b) neat    (ประณีต, เรียบร้อย, เป็นระเบียบ, เกลี้ยงเกลา, เหมาะเจาะ, ไม่มีการเจือปน)

(c) dear    (แพง, มีราคาสูง, ที่รัก, เป็นที่รัก, น่ารัก, สุดสวาท)

(d) chronic    (คร้อน-นิค)  (เรื้อรัง, ยาวนาน, เป็นประจำ, เป็นนิสัย)

 

2. Most countries have their _________________________________________ languages.

(ประเทศส่วนมากมีภาษาเป็น _____________________________________________)

(a) own    (โอน)  (ของตนเอง)

(b) owe    (โอ)  (เป็นหนี้, ติดเงิน, เป็นหนี้บุญคุณ, มีความรู้สึก-เจตนาต่อ)  (เป็นคำกริยา)

(c) owl    (เอาล)  (นกเค้าแมว, คนทำงานกลางคืน, คนโง่แกมหยิ่ง หรืออวดฉลาด)

(d) old    (เก่า, แก่, ชรา, มีอายุมาก, โบราณ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Own”  มีหลักการใช้  คือ

                                    . เป็น  “Adjective”  (ขยายคำนาม) และ  “Pronoun” (อยู่ลอยๆ)  =   “ของตนเอง”  ดังตัวอย่าง

  • Nobody had ever thought he would kill his own children.

(ไม่มีใครเคยคิดว่า  เขาจะฆ่าลูกๆ ของตัวเอง)

  • My own view is that there are no serious problems.

(ความคิดเห็นของผมเองก็คือว่า  ไม่มีปัญหาที่ร้ายแรง)

  • Each boy has his own room.

(เด็กแต่ละคนมีห้องของตัวเอง)

  • Each city has its own peculiarities.

(เมืองแต่ละเมืองมีลักษณะเฉพาะของตนเอง)

  • They usually do a good job in their own way.

(พวกเขามักทำงานได้ดีเป็นประจำในแบบของตัวเอง)

  • Make your own decision.

(ตัดสินใจเอาเองนะ)  (ไม่ต้องปรึกษาใคร  หรือให้ใครมาช่วยบอก)

  • She didn’t have a house of her own.  (Pronoun)

(เธอไม่มีบ้านเป็นของตนเอง)

  • His background is rather similar to my own.  (Pronoun)

(ภูมิหลังของเขาค่อนข้างคล้ายกับของผมเอง)

                                    ๒. เป็นคำกริยา  หมายถึง  “มี, เป็นเจ้าของ”  (Possess)  เช่น

  • He owns a huge old house.

(เขามีบ้านเก่าหลังใหญ่โต)

  • They owned a business that dealt in bulk orders.

(พวกเขาเป็นเจ้าของธุรกิจซึ่งเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก)

  • Who owns this piece of land?

(ใครเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้)

  • It is hard to own a house in a big city.

(มันยากที่จะมีบ้านในเมืองใหญ่)  (เพราะราคาแพงมาก)

                                    ๓. เป็นคำกริยา  หมายถึง  “ยอมรับ”  (Admit, Acknowledge)

  • He owned that he had made a mistake.

(เขายอมรับว่าเขาทำผิด)

  • The man won’t own that boy as his son.

(ไอ้หมอนั่นไม่ยอมรับว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกชายของตน)

 

3. I sat _____________________________________________ the Chairman at the meeting.

(ผมนั่ง __________________________________________ ท่านประธานในการประชุม)

(a) besides    (นอกจาก, นอกเหนือจาก)

(b) beside    (ใกล้, ข้าง)

(c) next    (“Next to”  =  ถัดจาก, ต่อจาก)

(d) near to    (“Near”  = ใกล้  ไม่ต้องตามด้วย  “To”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Beside”  เป็น  “Preposition”  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

                                    ๑. ใกล้, ข้าง  (= Near, Next to, At the side of)

  • He sat down beside his wife.

(เขานั่งข้างภรรยา)

  • There right beside the road is a large grey house.

(มี  ตรงข้างถนนพอดี  บ้านสีเทาหลังใหญ่)

                                    ๒. ร่วมกันกับ, เคียงข้างกับ  (Cooperate; Work side by side)

  • America fought beside France against Germany during the Second  World War.

(อเมริการบเคียงข้างกับฝรั่งเศส  สู้กับเยอรมันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  )

  • He worked beside his colleague until late at night.

(เขาทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน  จนกระทั่งดึกดื่น)

                                    . เมื่อเทียบกับ  (Compared with)

  • My house seems small beside yours.

(บ้านของผมดูเหมือนว่าเล็กเมื่อเทียบกับของคุณ)

                                    ๔. Beside the point  =  “ไม่ตรงประเด็น, นอกเรื่อง”  (Having nothing to do with the subject)

  • His statement was beside the point.

(คำพูดของเขาไม่ตรงประเด็น)

 

4. Don’t do anything.  I believe _________________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • It is usually necessary for the international business person _________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ _________ มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe    (สังเกต)

(c) knowing    (รู้)

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To do (กริยาอะไรก็ได้)  + Something}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

5. Our neighbor’s house is on fire!  Go and help them _______________________________!

(บ้านของเพื่อนบ้านของเรากำลังไฟไหม้  ไปช่วยพวกเขา ___________________________)

(a) especially    (โดยเฉพาะ, เป็นพิเศษ)

(b) suddenly    (ในทันใดนั้น, อย่างคาดไม่ถึง, อย่างไม่ได้เตรียมมาก่อน)

(c) immediately    (อย่างทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน, อย่างไม่ต้องรีรอ)

(d) solemnly    (อย่างเอาจริงเอาจัง, อย่างเคร่งขรึม, อย่างขึงขัง)

 

6. The board of directors agreed _______________ Mrs. Caroline’s contract for another year.

(คณะกรรมการบอร์ดตกลงที่จะ _____________ สัญญาของมิสซิสแคโรลีน  ออกไปอีกปีหนึ่ง)

(a) renew

(b) renewing

(c) to renew   (ต่ออายุ)

(d) will renew

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Agree”  เมื่อตามด้วยคำกริยา จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive with to”   คือ  “Verb 1”  ที่มี  “To”  นำหน้า  กล่าวคือ  คำกริยาที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องตามด้วย  “To + Verb ช่องที่  1”  ได้แก่  Expect (คาดหวัง),  Refuse (ปฏิเสธ),  Promise (สัญญา)Offer (เสนอ),  Hope (หวัง)  Want (ต้องการ),  Plan (วางแผน),  Dare (กล้า),  Need  (ต้องการ, จำเป็น),  Fail (ล้มเหลว, ไม่สามารถ),  Claim (อ้าง),  Hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),  Demand  (เรียก ร้อง, ต้องการ)Wish (ปรารถนา),  Agree (ตกลง, เห็นพ้อง),  Determine (มุ่งมั่น, ตั้งใจ),  Intend (ตั้งใจ),  Decide (ตัดสินใจ),  Seem (ดุเหมือนว่า),  Resolve (ตัดสินใจ),  Pretend (แสร้งทำ),  Tend (มักจะชอบ),  Come (มา),  Happen (บังเอิญ),  Hurry (รีบเร่ง),  Prove (พิสูจน์),  Ask  (ร้องขอ)Care (เอาใจใส่, สนใจ),  Choose (เลือก),  Beg (ขอร้อง),  Manage (สามารถ, จัดการ),  Afford (มีฐานะพอ),  Appear (ปรากฏว่า),  Arrange (จัดแจง, เตรียมการ),  ตัวอย่างประ โยค  เช่น

  • She promised to come.

(เธอสัญญาว่าจะมา)

  • He asked to go to the party.

(เขาขอร้องจะไปงานเลี้ยง)

  • They failed to pass the exam.

(พวกเขาไม่สามารถสอบผ่าน)

  • We expected to finish our work on time.

(เราคาดหวังว่าจะทำงานเสร็จทันเวลา)

  • He hopes to win the contest.

(เขาหวังจะชนะการแข่งขัน)

  • She offered to take care of my children when I was away.

(เธอเสนอที่จะดูแลลูกๆของผมเมื่อผมไม่อยู่)

  • They pretended to sleep when I came in.

(พวกเขาแสร้งทำเป็นหลับเมื่อผมมาถึง)

  • He managed to pay the rent before the end of the month.

(เขาสามารถจ่ายค่าเช่าก่อนสิ้นเดือน)

  • She afforded to buy a luxurious car.

(เธอมีเงินพอจะซื้อรถคันหรู)

  • We decided to go skiing last winter.

(เราตัดสินใจไปเล่นสกีฤดูหนาวปีที่แล้ว)

  • If you happen to pass by, please call me.

(ถ้าคุณบังเอิญผ่านมา (ที่เมืองนี้) โปรดโทรฯมาหาผมด้วย)

  • He plans to study in the U.S.

(เขาวางแผนที่จะไปเรียนในอเมริกา)

  • She wanted to marry a wealthy man.

(เธอต้องการจะแต่งงานกับชายที่ร่ำรวย)

  • They refused to come to his party.

(พวกเขาปฏิเสธที่จะไปงานเลี้ยงของนายคนนั้น)

                           นอกจากนั้น  กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคล  หรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  “infinitive  with to”  เสมอ  ได้แก่  cause,  force,  compel,  invite,  advise,  instruct,  persuade,  allow,  permit,  encourage,  press,  warn,  order,  request,  tempt,  teach,  tell,  oblige,  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

7. Both breakfast __________________________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า ____________________ อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but    (แต่)

(b) or    (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่   เช่น  “both….........…and…........…...” (ทั้ง..............และ................)  “either…..........…or………...” (.................. หรือ............. คนใดคนหนึ่ง)  “neither…..........…nor….....……..” (ไม่ทั้ง.................และ.................)  “not only….....… but also….......…”  (ไม่เพียงแต่................... แต่..................ด้วย)   เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว – จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I achieved the goal.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย)  (คือ  ทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ)  (คือสอบผ่านทั้ง    คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

8. The new company headquarters is _______________________________ Robson Street.

(สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของบริษัทอยู่ ________________________________ ถนนร็อบสัน)

(a) on    (บน)

(b) at

(c) in

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (a)   อยู่ที่ถนนอะไร  ให้ใช้  “on

                              สำหรับวลีที่ใช้    “On”   ได้แก่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

9. Everybody employed by this office __________________________ a professional degree.

(ทุกคนที่ถูกจ้างโดยสำนักงานแห่งนี้ ___________ ปริญญาด้านอาชีพ)  (ที่ชำนาญเฉพาะทาง)

(a) has    (มี)

(b) have

(c) to have

(d) is having

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยคคือ  “Everybody”  เป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องใช้  “Has”  ส่วน  “Employed by this office”  เป็นส่วนขยายประธาน  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Who is employed by this office”,  สำหรับ  “A professional degree”  เป็นกรรมของกริยา  “Has

 

10. In order to be __________________ to the building, you must show proper identification.

(เพื่อให้ได้รับการ ________ สู่อาคาร  คุณจะต้องแสดงการระบุตัวตน (ของคุณ) ที่สมควร)  (คือ  แสดงบัตรประชาชนหรืออื่นๆ)

(a) submitted    (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอมจำนน, ยอมตาม, อ่อนน้อม)

(b) admitted    (รับเข้าไป – ในตัวอาคาร, โรงพยาบาล, โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

 (c) remitted    (ส่งเงิน, อภัยโทษ, ยกโทษ, ยกหนี้, ผ่อนคลาย, บรรเทา, ทำให้กลับสู่สภาพเดิม)

(d) emitted    (ปล่อยหรือเปล่งออกมา, ฉาย, ส่อง, แพร่กระจาย)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  คือ  เพื่อที่จะได้รับ  Admit  ให้เข้าไปในตัวอาคาร  จะต้องแสดงบัตรหรือการระบุตัวตนของตนก่อน

 

11. He ________________ an employee of this company ever since he first started working.

(เขา _________________________ ลูกจ้างของบริษัทนี้  ตั้งแต่ที่เขาเริ่มต้นทำงานครั้งแรก)

(a) is

(b) was

(c) has been    (เป็น)

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะข้อนี้ต้องใช้รูป  Present perfect tense  คือ  Subject + Has  หรือ  Have + Verb 3  (ในที่นี้คือ  Has +  ช่องที่ 3  ของ  Verb to be  คือ  been)  เนื่องจากเป็นลูกจ้างบริษัทนี้  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่  แสดงถึงการต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน,  ถ้าตอบ  ข้อ  (a)  หมายถึง  เป็นลูกจ้างในปัจจุบันเท่านั้น  มิได้ต่อเนื่องมาจากอดีต  สำหรับ  ข้อ  (b)  หมายถึงเป็นลูกจ้างในอดีต  ส่วนข้อ  (c)  จะเป็นลูกจ้างในอนาคต

 

12. If you wish to speak with the director, you should _______________ an appointment first.

(ถ้าคุณปรารถนาจะพูดกับผู้อำนวยการ  คุณควรจะ ____________________ นัดหมายก่อน)

(a) will make

(b) made

(c) making

(d) make    (ทำการ

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เพราะกริยาที่ตามหลัง  “Should”  จะต้องเป็น  Verb ช่องที่ 1 และไม่มี  To นำหน้า  (Infinitive without to)  เสมอ

 

13. We ______________________ finish this work soon because the deadline is approaching.

(เรา _____________________ ทำงานนี้ให้เสร็จโดยเร็ว  เพราะว่าเส้นตายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว)

(a) have

(b) will have

(c) had to    (จำเป็นต้อง)

(d) have to    (จำเป็นต้อง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ใช้  Have to”   ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  เพราะ  Clause (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  Because   เป็น  Present continuous tense  (Is approaching)  จึงต้องใช้  Tense  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ให้สอดคล้องกัน  คือ  Present simple  กับ  Present continuous  (สำหรับข้อนี้  อาจตอบ “Will have to” –  จะจำเป็นต้อง  ก็ได้ส่วน  ข้อ  (c)  ผิด  เพราะเป็น  Past tense  (เหตุการณ์ในอดีต)  สำหรับ  ข้อ  (a)   และ  (b)  ผิดเพราะหลัง  verb have  ต้องตามด้วย  Verb  ช่องที่  3 (Have finished)  เสมอ

 

14. The _____________________________ businessperson always dresses appropriately.

(นักธุรกิจ ____________________________________ มักจะแต่งตัวอย่างเหมาะสมเสมอ) 

(a) succeed    (ประสบความสำเร็จ)

(b) success    (ความสำเร็จ)

(c) successful    (ซึ่งประสบความสำเร็จ)

(d) succession   (การต่อเนื่อง, ลำดับ, การสืบมรดก, การสืบทอดตำแหน่ง, การรับช่วง, สิทธิการรับช่วง, ผู้รับช่วงต่อ, ทายาท, ผู้สืบตระกูล)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากคำที่ขยายหน้าคำนาม  คือ  “Businessperson”  ต้องเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) ซึ่งก็คือ  “Successful

 

15. The building would not have burned to ashes if the firemen __________________ in time.

(อาคารหลังนั้นคงจะไม่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน  ถ้าหากพนักงานดับเพลิง ______________ ทันเวลา)

(a) would come

(b) came

(c) had come    (ได้มา)

(d) would have come

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยค  ข้อ  ๑๕  คือ  “อาคารหลังนั้นไฟไหม้เป็นเถ้าถ่าน  เนื่องจากพนักงานดับเพลิงมาไม่ทันเวลา”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่   จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่

  • _____________________________________ you were ill, I would have visited you.

(_______________________________________ คุณไม่สบาย, ผมคงจะได้ไปเยี่ยมคุณแล้ว)

(a) If I knew

(b) If I would have known

(c) If I have known

(d) Had I known    (ถ้าผมได้รู้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงในตัวอย่างที่  ๑  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าคุณไม่สบาย  ผมเลยไม่ได้ไปเยี่ยมคุณ”  ทั้งนี้  ข้อความใน  ข้อ  (d)  “ผกผัน”  (Inversion)  มาจากอนุประโยค  “If I had known”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง  

                                                  ตัวอย่างที่

  • We ______________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested)  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                     นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ___________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _____________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริง  หรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา"

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Tom ______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม___________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _______________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๐

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                           สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                            จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                            นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would……..…......…….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I…………….........…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………...........……..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

              สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  (If I had known him = Had I known him)

 

16. The manager plans to ________ the office after the budget is approved by the company’s board of directors.

(ผู้จัดการวางแผนที่จะ _________ สำนักงาน  หลังจากงบประมาณได้รับอนุมัติโดยคณะกรรมการของบริษัท)  (หมายถึง  ทำให้สำนักงานทันสมัย)

(a) modern    (ทันสมัย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) modernity    (ความทันสมัย)  (เป็นคำนาม)

(c) modernize    (ทำให้ทันสมัย)  (เป็นคำกริยา)

(d) modernization    (การทำให้ทันสมัย)  (เป็นคำนาม)

 

17. Most employees never receive any formal computer training.  __________, their computer knowledge is inadequate.

(พนักงานส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมด้านคอมพิวเตอร์อย่างเป็นทางการ ________ ความรู้คอมพิวเตอร์ของพวกเขาจึงไม่เพียงพอ)

(a) Nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) For instance    (ตัวอย่างเช่น)

(c) Otherwise    (มิฉะนั้น)

(d) Accordingly    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

ตอบ   -  ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความ (ประโยค) ที่อยู่หลัง  Accordingly, Consequently, Therefore, Thus, Hence, As a consequence, As a result”   (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น, ผลที่ตามมา  คือ)  จะเป็น  “ผลลัพธ์”  ส่วนข้อความ (ประโยค) ที่อยู่ข้างหน้ามันเป็น “สาเหตุ”  (ลูกจ้างฯ ไม่ได้รับการฝึกอบรม  ดังนั้น  ความรู้ฯ ไม่เพียงพอ)  หรือ  (สาเหตุ ==>  ดังนั้น ==> ผลลัพธ์)

 

18. The reports must be turned ___________________________ before the end of the week.

(รายงานจะต้องถูก __________________________________________ ก่อนปลายสัปดาห์)

(a) on

(b) up

(c) off

(d) in

ตอบ   -   ข้อ  (d)   “Turn in”   มีความหมายว่า  “ส่ง หรือ มอบ”  ส่วน  “Turn up”  หมายถึง  “มาถึง, ปรากฏตัว, พบ, ปรับเสียงให้ดังขึ้น, เลาะปลายขากางเกงให้สูงขึ้นมา”  ส่วน  “Turn on”  หมายถึง  “เปิด (วิทยุ, ทีวี, ไฟ, น้ำก๊อก), ดึงดูดหรือทำให้หลงเสน่ห์, จู่โจมทำร้าย”  ส่วน  “Turn off”  หมายถึง  “ปิด (วิทยุ, ทีวี, ไฟ), เลิกตื่นเต้นหรือสนใจ

                           สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่  ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี  ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน    เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำ เสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยใช้วลีนี้  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

19. Mr. Ford _________________ investing in that company, but he finally decided against it.

(มิสเตอร์ฟอร์ด ________________ การลงทุนในบริษัทนั้น  แต่ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจไม่ลงทุน)

(a) considerate    (เกรงอกเกรงใจ, นึกถึงผู้อื่น)

(b) considerable    (มากมาย)

(c) considerably    (อย่างมากมาย)

(d) considered    (พิจารณา, ครุ่นคิด, คิด, คำนึงถึง)

ตอบ   -  ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้ขาดคำกริยาแท้  โดยมีประธานคือ  “Mr. Ford”  ส่วน  “Investing”  เป็น  “Gerund”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาแท้   “Considered”  สำหรับข้อ  (a)  และ  (b)  เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ส่วนข้อ  (c)  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb),  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยา  ที่ต้องมีกรรมมารับหรือตามด้วยกรรม  ทั้งที่อยู่ในรูปคำนาม  หรือ  “Gerund” (Veb + ing)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • If you don’t want to get stuck in a traffic jam, you should avoid _________ during rush hour.

(ถ้าคุณไม่ต้องการติดแหงกอยู่ในการจราจรที่ติดขัด  คุณควรหลีกเลี่ยง ______ ในช่วงเวลาเร่งด่วน)

(a) drive

(b) to drive

(c) driving    (การขับรถ)

(d) driven

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะหลังกริยา  Avoid  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  Gerund   (Verb + ing)  ซึ่งหมายถึง   “การ.........................”  ส่วนคำกริยาอื่นๆ ที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  Gerund (Verb + ing)  ได้แก่  deny (ปฏิเสธ),  admit (ยอมรับ)appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  consider (พิจาร ณา),  detest (เกลียดชัง, รังเกียจ),  enjoy (สนุกสนาน),  finish (ทำเสร็จสิ้น),  imagine (ตรึกตรอง, จินตนาการ),  keep (ทำต่อไป  เช่น keep walking =  เดินต่อไป),  mind (รังเกียจ),  practice (ฝึกหัด, ฝึกฝน),  quit (หยุด, เลิก),  resist (ยับยั้ง),  risk (เสี่ยง),  suggest (แนะนำ),  be (get) used to (คุ้นเคย, เคยชิน),  can’t help (อดไม่ได้),  can’t stand (ทนไม่ได้),  look forward to (ตั้งหน้าตั้งตาคอย),  ตัวอย่างประโยค   ได้แก่

  • Do you mind opening the window?

(คุณจะรังเกียจการเปิดหน้าต่างไหมครับ  หรือ  ช่วยเปิดหน้าต่างให้หน่อยได้ไหมครับ)

  • He quits smoking

(เขาเลิกการสูบบุหรี่)

  • They risked losing their lives when they decided to swim across that river.

(พวกเขาเสี่ยงการเสียชีวิตเมื่อตัดสินใจว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

  • They were (got) used to getting up early when they were in college.

(พวกเขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับการตื่นนอนแต่เช้าเมื่อตอนที่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย)

  • We look forward to seeing you next month.

(เราตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้พบคุณในเดือนหน้า)

  • I could not help laughing when I saw him in that dress.

(ผมอดหัวเราะไม่ได้เมื่อผมเห็นเขาในชุดนั้น)

  

20. ______________________, Jeff had an accident while he was riding his bicycle last week.

(_________________, เจฟประสบอุบัติเหตุ  ในขณะที่เขากำลังขี่รถจักรยานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) Fortunate

(b) Fortunately    (โชคดี)

(c) Unfortunate

(d) Unfortunately   (โชคไม่ดี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากขยายข้อความส่วนที่เหลือทั้งประโยค   

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป