หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 472)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I’ll send these books to you ________________________________ you are interested.

(ผมจะส่งหนังสือเหล่านี้ให้คุณ _______________________________ คุณสนใจมัน)

(a) although    (แม้ว่า)

(b) as though    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) in case    (ในกรณีที่, เผื่อว่า)

(d) unless    (ถ้า.........................ไม่)

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “In case”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่

  • It is a good idea to keep water in your car when you drive through the desert ________ your car breaks down and get you stranded.

(มันเป็นความคิดที่ดีที่จะเก็บน้ำไว้ในรถยนต์ของคุณเมื่อคุณขับรถผ่านไปในทะเลทราย  _______ รถของคุณเสีย  และทำให้คุณอยู่ในฐานะที่ทำอะไรไม่ได้)

(a) instead of    (แทนที่, แทนที่จะ)

(b) in case    (ในกรณีที่)

(c) so that    (เพื่อที่ว่า)

(d) due to    (เนื่องจาก, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

                                         ตัวอย่างที่

  • We should take plenty of money with us _____________ there are any emergencies.

(เราควรนำเงินติดตัวไปกับเราเยอะๆ _____________________ มีเหตุการณ์ฉุกเฉินใดๆ)

(a) in the long run    (ในที่สุด, ในบั้นปลาย)

(b) in due course    (ในเวลาที่เหมาะสม, ในเวลาสมควร, ในเวลาที่กำหนด)

(c) in case    (เผื่อว่า, ในกรณีที่)

(d) in the end    (ในตอนจบ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “In case”  ได้แก่

  • In case I forget please remind me about it.

(ในกรณีที่ผมลืม  โปรดเตือนผมเกี่ยวกับมันด้วย)

  • You should take a lot of clothes with you in case you need it.

(คุณควรนำเสื้อผ้าติดตัวไปเยอะๆ  เผื่อว่าคุณต้องการใช้มัน)

  • Wait for me till half past six in case I’m late.

(รอผมจนกระทั่งหกโมงครึ่ง  ในกรณีที่ผมมาช้า)

  • Take an umbrella in case it rains.

(เอาร่มติดไปด้วยนะ  เผื่อว่าฝนตก)

  • Set the alarm-clock in case you don’t wake up in time.

(ตั้งนาฬิกาปลุกไว้นะ  เผื่อว่าคุณตื่นไม่ทัน)

หมายเหตุ   -   ให้สังเกตว่า  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลัง  “In case”  จะไม่อยู่ในรูปอนาคต  “Future Tense

                                             เมื่อ  “In case” อยู่ท้ายอนุประโยค  จะหมายถึง  “เผื่อไว้”  เช่น

  • The bus is usually on time, but start early, just in case.

(รถบัสมักจะออกตรงเวลา  แต่ไปแต่เนิ่นๆ นะ,  เผื่อเอาไว้)  (หมายความว่า  ถ้าคุณไปที่ขนส่งแต่เนิ่นๆ  แล้วรถบัสเกิดออกก่อนเวลา  คุณก็จะยังทันรถ)

  • It may rain, you’d better take an umbrella, just in case.

(ฝนอาจตก  คุณควรนำร่มไปด้วย,  เผื่อเอาไว้)  (คือ  ถ้าบังเอิญฝนตก  คุณจะได้ไม่เปียก)

                                        ส่วน  “In case of” + วลี  =  “ในกรณีที่มี,  ถ้าหากว่าเกิดมี”  เช่น

  • In case of fire, ring the alarm bell.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้กดสัญญาณเตือนภัย)

  • In case of accident, call the police.

(ในกรณีที่มีอุบัติเหตุ  แจ้งตำรวจนะ)

 

2. _______________________________________ you were ill, I would have visited you.

(______________________________________ คุณไม่สบาย, ผมคงจะได้ไปเยี่ยมคุณแล้ว)

(a) If I knew

(b) If I would have known

(c) If I have known

(d) Had I known    (ถ้าผมได้รู้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงใน  ข้อ    คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าคุณไม่สบาย  ผมเลยไม่ได้ไปเยี่ยมคุณ”  ทั้งนี้  ข้อความใน  ข้อ  (d)  “ผกผัน”  (Inversion)  มาจากอนุประโยค  “If I had known”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง  

                                              ตัวอย่างที่

  • We _____________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _____________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ___________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • ______________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(__________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)  (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                                ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริง  หรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                               ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Tom ____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                   ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้   มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  คือ  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”   หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                        สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                        จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                        นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would…….........……….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……….........………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………...........……..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                  สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  (If I had known him = Had I known him)

   

3. ____________________ millions of galaxies exist in the vast space outside the Milky Way.

(__________ กาแลกซี่หลายล้านกาแลกซี่  ดำรงอยู่ในอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล  ภายนอกทางช้างเผือก)

(a) It will be estimated that

(b) It is estimated that    (มันถูกประมาณการว่า)

(c) That is estimated

(d) When it is estimated that

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It is (has been) + Verb 3 + That + Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่

  • __________ estimated that a forty-percent literacy rate is necessary for steady economic development.

(___________ ประมาณการว่า  อัตราการอ่านออกเขียนได้  ๔๐  เปอร์เซ็นต์ (ของประชากร) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง)

(a) Being

(b) Although

(c) There were

(d) It has been    (มันได้ถูก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “It has been estimated”  เป็นประธาน  (It)  และกริยา  (Has been estimated)  ของประโยค  ส่วน  “That a forty-percent literacy rate is necessary for steady economic development”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Estimated”  คล้ายกับข้อความข้างล่าง

  • It is (has been) expected that + Subject + Verb

(มันถูกคาดหวังว่า......................................)

  • It is (has been) believed (เชื่อ) that + Subject + Verb
  • It is (has been) hoped that + Subject + Verb
  • It is (has been) thought (คิด) that + Subject + Verb
  • It is (has been) found (พบ) that + Subject + Verb
  • It is (has been) said (กล่าว) that + Subject + Verb
  • It is (has been) predicted (ทำนาย) that + Subject + Verb

 

4. Because the papaya grows easily from seed, ________ spread from its home in Central America and now grows throughout the tropics.

(เพราว่าผลมะละกอเติบโตได้ง่ายดายจากเมล็ด, ________ แพร่กระจายจากถิ่นเกิดของมันในอเมริกากลาง  และปัจจุบันเจริญเติบโตอยู่ทั่วไปในเขตร้อน)

(a) the

(b) they

(c) it    (มัน)

(d) its

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากแทน  “The papaya”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

 

5. Some economists and historians think _________ is a close connection between war and economic depression.

(นักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์คิด (ว่า) _________ ความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด  ระหว่างสงครามและภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ)

(a) that it

(b) what

(c) it

(d) there    (มี)

 

6. Under normal conditions, concrete grows stronger _______________________________.

(ภายใต้สภาวะปกติ,  คอนกรีตแข็งแรงเพิ่มขึ้น __________________________________)

(a) it grows as older

(b) as it grows older    (เมื่อมันอายุมากขึ้น)

(c) older as it grows

(d) it grows as old as

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้าง  “As + Subject + Verb”  (As it grows older)

 

7. When a bacterium becomes too large, it splits in half and forms two new bacteria, _______ its own cell wall and protoplasm.

(เมื่อแบคทีเรียตัวหนึ่งเริ่มใหญ่เกินไป  มันจะแยกเป็น  ๒  ส่วนเท่าๆ กัน (แบ่งครึ่ง) และสร้างแบคทีเรียใหม่  ๒  ตัว, ________ ผนังเซลและโปรโตปลาสซึมของมันเอง)

(a) each has

(b) with each

(c) it has

(d) each with    (แต่ละตัวมี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “(each) with”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  (its own cell wall and protoplasm)  สำหรับ  ข้อ  (a)  ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากเครื่องหมายคอมมาหลัง  “Bacteria”  ไม่สามารถใช้เชื่อมประโยค  (Each has its own cell wall and protoplasm)  ได้  ถ้าจะใช้ต้องแก้เป็น  “And each has its own cell wall and protoplasm

 

8. Most deserts have a limited water supply _____________________________ light rainfall.

(ทะเลทรายส่วนใหญ่มีแหล่งน้ำจำกัด _________________________ ปริมาณฝนตกเบาบาง)

(a) because their

(b) it is because

(c) because of their    (เนื่องมาจาก (ปริมาณฝนตกเบาบาง) ของมัน)  (ของทะเลทราย)

(d) because of there is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Because there is”  (เพราะว่ามี)  ตามโครงสร้าง  “Because of + วลี หรือ คำนาม ส่วน  “Because + Subject + Verb   

 

9. Through microscopes people can see objects that ____________________ to the naked eyes.

(โดยผ่านทางกล้องจุลทรรศน์  ผู้คนสามารถมองเห็นวัตถุซึ่ง _________ ด้วยตาเปล่า)  (หมายถึง  ตาที่มิได้สวมแว่น)

(a) invisible

(b) is invisible

(c) are the invisible

(d) are invisible    (ไม่สามารถมองเห็นได้, มองไม่เห็น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เนื่องจากเป็นกริยา  (Are)  และส่วนขยายกริยา  (Invisible)  ของอนุประโยค  (That are invisible to the naked eyes),  สำหรับประโยคใหญ่  (Main clause)   คือ  “People can see objects”  ส่วน  “Through microscopes”  เป็นวลีทำหน้าที่ขยายประธานของประโยคใหญ่  (People)

 

10. Annie Cannon was an astronomer who not only discovered five new stars _________ compiled a catalog classifying star spectra.

(แอนนี่  แคนนอน  เป็นนักดาราศาสตร์  ผู้ซึ่งไม่เพียงแต่ค้นพบดาวใหม่  ๕  ดวง _________ รวบรวมแค็ตตาลอกซึ่งแบ่งประเภทของแถบสี  ๗  สีของดาว)  (จากสีแดงถึงม่วง)

(a) additionally

(b) and

(c) but also    (แต่ยัง ..................(รวบรวม............ของดาว)................. อีกด้วย)

(d) as well as    ()

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “คำคู่”  “Not only….....………but also”  (ไม่เพียงแต่..................แต่ยัง.................อีกด้วย

 

11. They have been playing tennis.  That’s why ____________________________________.

(พวกเขากำลังเล่นเทนนิสกันอยู่  (คือเริ่มเล่นมาพักหนึ่งแล้ว  ขณะนี้ก็ยังเล่นอยู่)  นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า  ทำไม  ___________

(a) they have much heat    (พวกเขามีความร้อนมาก)

(b) the weather is very hot    (อากาศร้อนมาก)

(c) the heat is so high    (ความร้อนสูงมาก)

(d) they’re so hot    (พวกเขาจึงรู้สึกร้อนมากเลย)

ตอบ    -    ข้อ    (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับ  ข้อ  (a)  ไม่ใช้    “Pattern”  แบบนี้

 

12. What prevented you _____________________________________________________?

(อะไรขัดขวางคุณ _____________________________________________________)

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier    (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง    “Subject + Prevent + Someone + From + Doing + Something” (Active voice)  (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  หรือ  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ  (What)  เป็นผู้ขัดขวาง  “คุณ”  จากการมาถึงแต่เนิ่นๆ กว่านี้)

                                              สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice” ดูจากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่

  • I had meant to call on you, but was prevented ______________________________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง ________________________________)

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so    (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ     -     ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something”  (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ประธานฯ  (ผม)  ถูกขัดขวาง  (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

 

13. There is a map __________________________________________________ page five.

(มีแผนที่ _____________________________________________________ หน้า  ๕)

(a) in

(b) on    (ใน, บน)

(c) at

(d) with

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องใช้   “On page 5

                           สำหรับวลีที่ใช้    “On”   ได้แก่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

14. Although she is his only sister, he has ___________________________ affection for her.  

(แม้ว่าเธอเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา  เขา ____________ มีความรักใคร่ในตัวเธอเลย)

(a) not

(b) many

(c) no    (ไม่)

(d) none

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “No + Noun” (no affection)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No”  และ  “Not”  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • I am very sorry that you have ___________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) not

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆอ่าน”  

                                              ตัวอย่างที่ ๒    จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี  –  ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓   เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -    ข้อ      แก้เป็น   “No”  เนื่องจาก  “No”   ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน   “Not”   มักใช้วางไว้ข้างหน้า    “A, A, The, Any”   ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้  หมายถึง “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  ๒ คน ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ   -   “Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้   โดยหมายถึง   “ไม่ใช่”   แต่   “No + Noun”  =  ไม่มี   ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                           นอกจากนั้น   เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ   “Infinitive with to”   และ  “Gerund” (Verb + ing)   ได้   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                          ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing” เช่น  “No Swimming”  (ห้ามว่ายน้ำ),  “No Fishing” (ห้ามตกปลา),  “No Parking” (ห้ามจอดรถ),  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)

                                         สำหรับตัวอย่างของ   “No”  และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ   ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง  จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้าไปไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย    คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  (คือ  เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  (คือ  ไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย)  (อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

 

15. A: “Why did he fail in the examination?”

(ทำไมเขาจึงสอบตก)

      B: “____________________________________________________________”

(a) Because he lazy.

(b) Because his laziness.

(c) Because he not studied.

(d) Because he hardly studied for it.    (เพราะว่าเขาแทบจะไม่ได้เรียนเพื่อเตรียมสอบเลย)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   สำหรับข้ออื่น  ต้องแก้เป็น   “Because he was lazy.”  (เพราะว่าเขาขี้เกียจ)   “Because of his laziness.”  (เนื่องมาจากความขี้เกียจของเขา)   “Because he did not study.”  (เพราะว่าเขาไม่เรียน  -  หรืออ่านหนังสือ)  ดูเพิ่มเติมการใช้    “Hardly”  และ  “Hard”   จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ ๑

  • He always tries to avoid _______________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง _______________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Work”  (งาน)   เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)   จึงไม่สามารถเติม  “S”   ได้   (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every”  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้  เอกพจน์   (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)   สำหรับ  ข้อ  (a)  สามารถใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Work hard”   (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”   (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

  • Those people are working very __________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน ___________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Hard”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  ในคำเดียวกัน   โดยหมายถึง  “หนัก”   ดังนั้น   เมื่อขยายกริยา  “Are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Hardly”  (หรือ  อาจตอบข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)   สำหรับ  “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)   หมายถึง   “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”   โดยมีความหมายเหมือนกับ   “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                          สำหรับการวางตำแหน่งของ   “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)   ในประโยค   มีดังนี้   คือ

                                   ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                  ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.   (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                 ๓.  ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค   ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)
  • She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)
  • You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)
  • He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)
  • We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                   ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์   ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never,  Hardly,  Seldom, Never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner,  In vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until  (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม   ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้   คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb  (กริยาช่วย  หรือ  กริยาพิเศษ)  เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น)  (เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                     ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

16. Traveling by air is not cheap.  Neither ________________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ___________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • Never before in my life _______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                                     ตัวอย่างที่

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)   (=  เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.............................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น “Not only did she go…….......…....”  “Not only have they seen………......…”  “Not only will we play…….…....….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่....................... ........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค   เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ    คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย),  Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม   จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่   ดังนี้

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย

(= I have hardly met my old college friends.)

 

17. Do you and your sister ever burn ________________________________ while cooking?  

(คุณและน้องสาวเคยทำไฟลวก ________________________ ขณะกำลังปรุงอาหารหรือไม่)

(a) yourself

(b) herself

(c) themselves

(d) yourselves   (ตัวเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมี   “You”  อยู่ด้วย  จึงต้องใช้  “Yourselves”  (ตัวคุณเองและน้องสาว  -  คือ  ๒  คน)   แต่ถ้าหมายถึง   “ตัวคุณคนเดียว”   ใช้เพียง  “Yourself

 

18. You __________________________________________________ that tooth pulled out.

(คุณ _______________________________________ ถอนฟันนั้นออกเสีย)  (โดยหมอฟัน)

(a) have better had

(b) have better have

(c) had better have    (ควรจะ)

(d) have better to have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Had better”  =   “ควรจะ”   ใช้กับประธานฯทุกตัว  (I, He, She, It, You, We, They)   และต้องตามด้วย   “Verb 1”   เสมอ   ความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต   ส่วน  “Have that tooth pulled out”  (ไปถอนฟัน  หรือ  ให้ฟันถูกถอน  -  โดยทันตแพทย์)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคจากข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่

  • If you have a bad tooth ___________________________ out, it won’t hurt you again. 

(ถ้าคุณให้หมอ ____________ ฟันที่ปวด – หรือผุ – ออกเสีย  มันก็จะไม่ทำให้คุณเจ็บปวดอีก)

(a) pull

(b) pulling

(c) pulled    (ถอน)

(d) being pulled

ตอบ    -    ข้อ  (c)

                                                      ตัวอย่างที่

  • What would you have me ______________________________________________?

(คุณจะให้ผม _________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ   “Causative use” (Subject + Have + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)

 

19. Everything will come right ________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างจะเรียบร้อย ______________________________________________)

(a) at the end

(b) in the end    (ในตอนท้าย, ในตอนจบ)

(c) to the end

(d) from the end

 

20. He is in the habit of scratching _______________________________ when he is puzzled.

(เขามีนิสัยชอบเกา __________________________________ เมื่อเขารู้สึกฉงนสนเท่ห์)

(a) his head    (ศีรษะของเขา)

(b) on his head

(c) at his head

(d) in his head

ตอบ    -    ข้อ   (a)   “Scratch” = “เกา”  ตามด้วย  “กรรม”  (ในที่นี้  คือ  “His head”)   โดยไม่ต้องมี  “Preposition” (In, On, At)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป