หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 471)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The mountain was a __________________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น ______________________________________________ จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey   (การเดินทาง (ระยะ)  ๑  วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from……..............”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

     A: Do you have much work to do this week-end?

(A: คุณมีงานทำเยอะใช่ไหมปลายสัปดาห์นี้)

    B: Yes, I have to write a ____________________________________________ paper.

(B: ใช่แล้วครับ  ผมจำเป็นต้องเขียนรายงาน (ยาว) ____________________________)

(a) two-thousand-words

(b) two-thousand-word   (๒,๐๐๐ คำ)

(c) two-thousands-word

(d) two-thousands-words

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์  ขยายคำนาม  “Thousand”  และ  “Word”  ไม่ต้องเติม   “S”  ลงข้างท้าย   แต่ต้องมีเครื่องหมาย  “Hyphen” (-) ขีดคั่นระหว่างคำคุณศัพท์เหล่านั้นดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She gave me two hundred-dollar bills.

(เธอให้ธนบัตรใบละ  ๑๐๐  ดอลล่าร์  แก่ผม    ใบ)

  • It is a fifty-mile journey.

(มันเป็นการเดินทางระยะ  ๕๐  ไมล์)

(สำหรับเรื่องระยะทาง  สามารถเขียนได้อีกแบบ  คือ   “It is a 50 miles’ journey.”  =  “การเดินทางของ  ๕๐  ไมล์)

 

2. He said that neither of the applicants __________________________________ suitable.

(เขากล่าวว่าผู้สมัครทั้ง  ๒  คน ไม่ ___________________________________ เหมาะสม)

(a) is

(b) are

(c) was   (มีความ)

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  ซึ่งแยกเป็น    แบบ  คือ

                                       ๑. Neither (ไม่ทั้ง ๒) + Noun (เอกพจน์)  และใช้ Verb เอกพจน์   เช่น

  • Neither bus goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง    คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                      ๒. Neither of + Noun พหูพจน์  แต่ใช้  Verb เอกพจน์   เช่น

  • Neither of the buses goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง    คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                     สำหรับ  “Neither……......….nor……..........…..”  =   “ไม่ทั้ง...................และ......................”   ใช้   Verb  ตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • Neither he nor I am responsible for the mistake.

(ทั้งเขาและผม  ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิด)

  • Neither his parents nor Jim was happy with the trip.

(ทั้งพ่อแม่ของเขาและจิม  ไม่มีความสุขกับการเดินทาง)

 

3. ____________________________________________________ stamps, he collects coins.

(________________________________________ แสตมป์  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์ด้วย)

(a) Except    (ยกเว้น)

(b) Beside    (ข้างๆ)

(c) There are no

(d) In addition to    (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   นอกจากนั้นยังอาจใช้   “Apart from = Besides” =  “นอกเหนือจาก”  ก็ได้

 

4. We had an _______________________________ journey from Florida to New York by train.

(เราเดินทาง __________________________________ จากฟลอริดาไปนิวยอร์กโดยรถไฟ)

(a) overnight    (ในเวลากลางคืน, ตลอดคืน, หนึ่งคืน, เมื่อคืนนี้, ในเวลาอันสั้น)

(b) over-night

(c) all night

(d) all the night

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Overnight”  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  (Journey)  ความหมายดังในวงเล็บ  แต่ถ้าเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  หมายถึง  “ค้างคืน, ตลอดคืน, เมื่อคืน, ในคืนก่อน, กลางคืน, รวดเร็ว, ทันทีทันใด)

 

5. When we reached the station, the train was about ______________________________.

(เมื่อเราไปถึงสถานี  รถไฟกำลังจะ (จวนจะ) ________________________________)

(a) started

(b) starting

(c) to start    (เริ่มต้นออกเดินทาง)

(d) to starting

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติม   “To be about + To + Verb 1”  (กำลังจะ, จวนจะ)  จากประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่

  • I am about __________________________________________________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) _____________________________________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead   (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                      ตัวอย่างที่

  • The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ___________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave   (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

6. May I borrow your dictionary __________________________________________, please?

(ผมจะขอยืมพจนานุกรมของคุณ ____________________________________ ได้ไหมครับ)

(a) for the minute

(b) for a minute    (สักประเดี๋ยวหนึ่ง)

(c) to the minute

(d) to a minute

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “For a minute”  เสมอ

                          สำหรับวลีที่ต้องใช้   “A, An”   ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ)  -  He has a habit of smoking after meal.  (เขามีนิสัยชอบสูบบุหรี่หลังอาหาร), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…....…...In a position to……...........”  (อยู่ในฐานะที่จะ)  -  I’m not in a position to comment on this matter.  (ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….....….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำ พูดคนๆ นั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆ ครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิด เห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด), “Have influenza”  (เป็นไข้หวัดใหญ่),  “Have a good time”  (สนุกสนาน),  “Have a busy time”  (มีธุระยุ่ง),  In a rush”  (เร่งรีบ),  “Make a living”  (หาเลี้ยงชีพ),  “Do someone a favor”  (ให้ความช่วยเหลือใครบางคน),  “It is a pity.”  (น่าสงสาร, น่าเสียดาย),  “ เป็นต้น  

                            นอกจากนั้น  ยังใช้ “A, An”   ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น),  “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก),  “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน),  “A dozen”  (หนึ่งโหล),  “Half a dozen”  (ครึ่งโหล),  “A hundred”  (หนึ่งร้อย),  “A lot of”  (จำนวนมาก), “A great deal of”  (จำนวนมาก),  “A large number of”  (จำนวนมาก), “50 Baht a kilo”  (กิโลละ  ๕๐  บาท),  “5 pounds a yard”  (หลาละ  ๕  ปอนด์),  “4 dollars a pair  (คู่ละ  ๔  เหรียญ),  “50 miles an hour”  (ชั่วโมงละ  ๕๐  ไมล์),  “Twice a day”  (วันละ  ๒  ครั้ง),  “Three times a year”  (ปีละ  ๓  ครั้ง),  “Take a trip”  (เดินทาง),  “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก),  “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต),  “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ),  “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก),  “In a hurry”  (รีบเร่ง),  “It is a shame.”  (น่าละอาย),  “Make a mistake”  (ทำผิด),  “Have an opportunity”  (มีโอกาส),  “At a discount”  (ลดราคา),   “A bit”  (จำนวนเล็กน้อย, นิดหน่อย, พอมีอยู่บ้าง) – There is no sugar in the sugar bowl, but you may find a bit in the bag  (ไม่มีน้ำตาลอยู่ในถ้วยน้ำตาล  แต่คุณอาจพบได้นิดหน่อยในถุงนั้น) – If the ball had hit the window a bit harder, it would have broken it.  (ถ้าลูกบอลปะทะหน้าต่าง (กระจก) บานนั้นแรงขึ้นอีกนิดหน่อย  มันคงทำให้หน้าต่างแตกไปแล้ว),  เป็นต้น

 

7. She is too excited to say ___________________________________________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ______________________________________________)

(a) nothing   (ไม่มีสิ่งใด, ไม่มีอะไร)

(b) something   (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) everything   (ทุกๆสิ่ง)

(d) anything   (สิ่งใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ จากประโยคข้างล่าง

                                    Something”   มักใช้ในประโยคบอกเล่า  เช่น

  • I have something interesting to tell you.

(ผมมีบางสิ่งน่าสนใจจะบอกคุณ)

  • We have something rather strange to show you.

(ผมมีบางสิ่งค่อนข้างแปลกจะแสดงให้คุณดู)

  • He started talking about something else.

(เขาเริ่มต้นคุยเกี่ยวกับบางเรื่องอีก  -  หรือเรื่องอื่นๆอีก)

  • I’ve got something to do tonight.

(ผมมีบางสิ่งจะทำคืนนี้)

  • I knew I had forgotten something.

(ผมรู้ว่าผมได้ลืมอะไรบางอย่าง)

                                    สำหรับ  “Anything”   มักใช้ในประโยคปฏิเสธ,  คำถาม,  หรือประโยคบอกเล่า  แบบเป็นเงื่อนไข  ในความหมาย  “สิ่งใดๆ, สิ่งใดก็ตาม”  เช่น

  • She didn’t say anything.

(เธอไม่ได้พูดอะไร)

  • He never seemed to do anything at all.

(เขาดูเหมือนว่าไม่เคยทำ (งาน) อะไรเลย)

  • If anything should happen, I can take care of myself. 

(ถ้ามีสิ่งใดเกิดขึ้น  ผมสามารถดูแลตัวเองได้)

  • I’ve told her to come to you if she wants anything.

(ผมบอกให้เธอมาหาคุณ  ถ้าเธอต้องการสิ่งใดๆ)

  • They denied doing anything illegal or improper.

(พวกเขาปฏิเสธว่า  ไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายและไม่เหมาะสม)

  • That doesn’t prove anything.

(นั่นมิได้พิสูจน์สิ่งใดๆเลย)

  • He likes anything alcoholic.

(เขาชอบเครื่องดื่มใดๆก็ตาม  ที่ผสมแอลกอฮอล์)

  • To me, it’s more important than anything else.

(สำหรับผมแล้ว  มันสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด)

  • It didn’t taste anything like soup.

(มันมิได้มีรสชาติใดๆที่เหมือนซุปเลย)

  • There is nothing unusual.

(ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ)

  • Nothing can stop him from coming here.

(มิมีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งเขาไม่ให้มาที่นี่)

 

8. My sister married ____________________________________________ a wealthy family.

(น้องสาวของผมแต่งงาน _____________________________________ ครอบครัวที่ร่ำรวย)

(a) with

(b) in

(c) into    (เข้าไปสู่)

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Marry to”  =  “แต่งงานกับคน”   “Marry into”  =    “แต่งงานกับ............อย่างอื่น  เช่น  ครอบครัวร่ำรวย  หรือ  มีศักดิ์สูง

 

9. He put the book ________________________________________ he could easily find it.

(เขาเก็บหนังสือไว้ ____________________________ เขาจะสามารถหามันพบได้โดยง่าย)

(a) when

(b) so

(c) because

(d) where   (ในที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Where he could easily find it”  เป็น   “Adverb clause of place”  (บอกสถานที่)  โดยขยายกริยา  “Put”  เช่น

  • My dog goes where I go.

(หมาของผมไปที่ๆผมไป)

  • He followed her wherever she went.

(เขาตามเธอไป  ที่ใดก็ตามที่เธอไป) 

 

10. They were angry __________ the snowstorm since it impeded them from going for a picnic. 

(พวกเขาโกรธ ________________ พายุหิมะ  เพราะว่ามันขัดขวางพวกเขามิให้ออกไปปิกนิก)

(a) with

(b) at   

(c) to

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Angry at”  =   “โกรธกับสิ่ง หรือเรื่องต่างๆ”  ส่วน   “Angry with”  =   โกรธกับคน”  เช่น  “She was angry with me.”  (เธอโกรธผม)   

 

11. My husband was out late last night.  He is ___________________________ in bed now.

(สามีของฉันออกไปข้างนอกจนดึกเมื่อคืนที่ผ่านมา  เขา __________ ในเตียงในขณะนี้)  (หมายถึง  กำลังนอนอยู่)

(a) already    (แล้ว)

(b) just    (เพิ่งจะ)

(c) still    (ยังคง)

(d) yet    (แม้กระนั้นก็ตาม)

 

12. Jennifer doesn’t agree _________________________________________ my suggestion.

(เจนนิเฟอร์ไม่เห็นด้วย ______________________________________ คำแนะนำของผม)

(a) for

(b) with

(c) to    (กับ)

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Agree to”  =  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ”  เช่น   “They agreed to my idea.”  (พวกเขาเห็นด้วยกับความคิดของผมส่วน  “Agree with”  =   “เห็นด้วยกับบุคคล”  เช่น  “She agreed with me.”  (เธอเห็นด้วยกับผม)

 

13. A woman delivered a premature but healthy baby girl _______ to San Francisco last winter.

(ผู้หญิงคนหนึ่งคลอดลูกสาวก่อนกำหนดแต่แข็งแรง ________ ไปซานฟรานซิสโกเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว)

(a) who was on a flight    (ผู้ซึ่งอยู่บนเที่ยวบิน)

(b) during she was flying

(c) when she flying

(d) while on a flight    (ในขณะอยู่บนเที่ยวบิน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “While she (woman) was on a flight to….........…….”  (ในขณะที่เธออยู่บนเที่ยวบินสำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “When she was flying”  (เมื่อเธอกำลังบิน),  สำหรับ  ข้อ  (a)  ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากหมายถึง  “เด็กสาวผู้ซึ่งอยู่บนเครื่องบิน”  ซึ่งมิใช่เช่นนั้น  (ผู้หญิงอยู่บนเครื่องบิน)

 

14. Rising floodwaters have forced _____________________ in Philadelphia, Pennsylvania.

(น้ำท่วมที่เพิ่มมากขึ้นได้บีบบังคับ _______________ ในเมืองฟิลาเดลเฟีย  รัฐเพนซิลเวเนีย)

(a) the evacuation by means of many residents    (การอพยพโดยวิธีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก)

(b) many residents to be evacuating

(c) the evacuation of many residents    (การอพยพผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก)

(d) many residents who were evacuated    (ผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก  ผู้ซึ่งถูกอพยพ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “Many residents to evacuate”  (ผู้อยู่อาศัยจำนวนมากให้ต้องอพยพ)

 

15. Will you please change this blue shirt _________________________________ a red one?

(คุณจะกรุณาเปลี่ยนเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินตัวนี้ __________ ตัวสีแดงได้ไหมครับ)  (ลูกค้าพูดกับเสมียนร้านขายเสื้อผ้า  ขอเปลี่ยนเป็นเสื้อสีแดง)

(a) with

(b) against

(c) for    (เพื่อ)

(d) on

ตอบ    -    ข้อ   (c)    

                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                          ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                          สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

16. You’re so young that you don’t know about such things ___________________________.

(คุณยังเด็กมาก  จนกระทั่งคุณไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น  ____________________________)

(a) already

(b) readily

(c) yet    (เลย)

(d) too

ตอบ     -     ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้   “Yet”   กับประโยคปฏิเสธ   “Don’t know

 

17. Nobody has come to see us since we __________________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา ________________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย   “Since”  (ตั้งแต่)  จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอสำหรับ  “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง   “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยคำนามหรือวลี  หรือ  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ  “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   เช่น

  • He has read since the morning.   (since + วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • She has been cooking since 6:00 p.m.   (since + วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

  • They have worked in the factory since last June.   (since + วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว  –  ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

  • We have lived here since we were young.   (since + ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

  • Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.  (since + วลี)

(ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด)  (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)   (since + วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were born.   (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have played football since we were in college.   (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

18. He rushed into the room, looking as if he _______________________ a ghost somewhere.

(เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง  มีท่าทาง (อาการ) ประหนึ่งว่า  เขา _________ ผีที่ไหนสักแห่ง)

(a) sees

(b) saw

(c) had seen    (ได้เห็น)

(d) would have seen

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับเหตุการณ์ในอดีต  อนุประโยคที่นำด้วย  “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะต้องตามด้วย  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  ให้ใช้   “Past simple tense”  (Verb 2)  และ  ในกรณีเป็น  “Verb to be”   ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (I, He, She, It, They, We, You)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่

  • He acted as though he _______________________________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา __________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ ๒   {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต)  ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ    -    ข้อ    แก้เป็น   “as if it  หรือ  as though it”  เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย   “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  ซึ่งในที่นี้ดูจาก  “Can swim”  และต้องใช้   “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ  “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป   “Past simple” (Verb 2)   หรือ   “Past perfect”  (Had + Verb 3)  หลัง  “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”    ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ    หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้   “Wish”    โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive” 

                                                      ตัวอย่างที่

  • He spends his money _______________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน ______________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)   (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though”  หรือ   “As if”  (นำหน้าอนุประโยค)หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  “Spends”)   จึงใช้   “Were”  กับประธาน   “He” (หรือใช้  “Verb 2”  ในกรณีเป็นกริยาตัวอื่นๆ  เช่น Walk, Like, Play, Eat, Run, etc.)   แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต   ต้องเปลี่ยนเป็น   “Had been” (….............…as though he had been a…….......…..)   ตัวอย่างประโยคอื่นๆ    ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้รัก)

  • She acts as if she saw a ghost somewhere.   (เป็นปัจจุบัน)

(เธอทำท่าทางประหนึ่งว่า  เธอเห็นผีที่ไหนสักแห่ง)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เห็น)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆ แล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

19. He denied ___________________________________________________________.

(เขาปฏิเสธ_________________________________________________________)

(a) that he had not murdered the old man

(b) that he had murdered the old man.    (ว่าเขา (มิได้) ฆ่าชายแก่คนนั้น)

(c) to murder the old man.

(d) to have murdered the old man.

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  {Deny + (That) + Subject + Verb (บอกเล่า)}  กล่าวคือ  ประโยคข้างบน  จะแปลตรงๆ ว่า   “เขาปฏิเสธว่า เขาฆ่าชายแก่คนนั้น”  ซึ่งผิดกับภาษาไทยที่นิยมพูดว่า  “เขาปฏิเสธว่า  เขาไม่ได้ฆ่าฯ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • He denied that he was involved and demanded an apology.

(เขาปฏิเสธว่าเขา (มิได้) เกี่ยวข้องด้วย  และเรียกร้องการขอโทษ)

  • Bill denied doing anything illegal. (Deny + Verb + ing)

(บิลปฏิเสธการทำอะไรที่ผิดกฎหมาย)  (คือ  บอกว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย)

  • The government denied the workers social equality.

(รัฐบาลปฏิเสธความเท่าเทียมกันทางสังคมแก่คนงาน)  (คือ  ไม่ยอมให้สิ่งนี้แก่คนงาน)

  • She has denied me access to some information.  (Deny + กรรมรอง + กรรมตรง)

(เธอไม่ยอมให้ผมเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง)

 

20. I was there __________________________________________________________.

(ผมอยู่ที่นั่น _______________________________________________________)

(a) by a chance

(b) by chances

(c) by chance    (โดยบังเอิญ)

(d) by the chance

ตอบ   -   ข้อ   (c)  

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by virtue of”  (เพราะว่า, ด้วยเหตุผลที่ว่า)  -  Plastic bags are useful for holding many kinds of food, by virtue of their clearness, toughness, and low cost.  (ถุงพลาสติกมีประ โยชน์สำหรับใช้ใส่อาหารหลายชนิด, เพราะว่าความใส, เหนียว, และราคาถูก  ของมัน),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  by my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ  คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะ เล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้ง หมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร), “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำ หนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก เมตร),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิ ได้ตั้งใจ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทร ศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐ บาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ), “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย เหลือ ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือ มือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),   เป็นต้น

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป