หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 469)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The strange sound that came through the thick walls ________ the two buildings seem to be as close as next door.

(เสียงประหลาดที่ลอดมาจากกำแพงหนาที่ ________  อาคาร ๒ หลัง  ดูเหมือน ว่าอยู่ใกล้พอๆ กับ (เสียงที่มาจาก) บ้านหลังถัดไป)

(a) separate

(b) separated

(c) separating    (แยก)

(d) to separate

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Present participle” (Verb + ing)  เพราะ  “Walls”  เป็นผู้ทำกริยา  “แยก” อาคาร หลัง ซึ่งก็คือรูป  “Active voice”  นั่นเอง  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Which (That) separated the two buildings”  ดูเพิ่มเติมการใช้รูป  “Present participle” (V. + ing)  ขยายคำนาม  (จะขยายข้างหน้าหรือหลังคำนามก็ได้)  เพื่อแสดงว่าคำนามนั้นเป็นผู้กระทำกริยา  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The man living next door to me is a banker.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดผมไป  เป็นนายธนาคาร

  • The kids playing in the field were my neighbors’ children.

(เด็กที่เล่นอยู่ในสนาม  เป็นลูกของเพื่อนบ้านผม)

 

2. ____________________________________ the symphony, no one in the audience spoke.

(___________________ การบรรเลงดนตรีของวงซิมโฟนี,  ไม่มีใครในกลุ่มผู้ฟังพูดคุยกันเลย)

(a) By    (โดย)

(b) For    (สำหรับ)

(c) From    (จาก)

(d) During    (ในระหว่าง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

3. The chemist placed the bowl __________________________________ the two test tubes.

(นักเคมีวางชาม ______________________________________ หลอดทดสอบ หลอด)

(a) among    (ระหว่าง, ท่ามกลาง)

(b) between    (ระหว่าง)

(c) in

(d) through

ตอบ   –   ข้อ (b)  ใช้  “Between” ระหว่าง สิ่งหรือ คน  ถ้า “ระหว่าง”  ตั้งแต่   คน หรือ สิ่งขึ้นไปใช้   “Among”  เช่น

  • The couple lived happily among the foreigners.

(คู่สามีภรรยาคู่นั้นมีชีวิตอย่างมีความสุขท่ามกลางชาวต่างประเทศ)

 

4. The computer, _________ a 20th century invention, has created startling technological changes in the way we organize and produce information.

(คอมพิวเตอร์, ________ สิ่งประดิษฐ์ในศตวรรษที่ ๒๐, ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่น่าตกใจกลัว  ในวิธีการที่เราจัดระเบียบและผลิตข้อมูลข่าวสาร)

(a) it is    (มันเป็น, มันคือ)

(b) is

(c) which is   (ซึ่งเป็น)

(d) which it is

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ  “Which is a 20th century invention    เป็น  “Adjective clause”  ขยายประธานประโยค  “The computer”  ทั้งนี้  สามารถทำอีกรูปแบบหนึ่ง  คือ  ตัด  “Which is”  ทิ้งไป  เหลือแต่  “a 20th century invention” ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้  Which”  และ  “That”  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • The building that (หรือ which) is too old will be demolished.

(อาคารที่เก่าแก่เกินไป  จะถูกรื้อทิ้ง) 

                                   ประโยคนี้ใช้  “That”  ขยาย  “Building”  ได้  เนื่องจากมิได้ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นอาคารหลังไหน  เพียงแต่บอกว่า  “อาคารที่เก่าแก่เกินไป”  เท่านั้น,  สำหรับอนุประโยคที่ใช้ขยายคำนามแบบชี้เฉพาะ  (คือ  รู้แล้วว่าเป็นสิ่งไหน, คนไหน)  ต้องใช้  “Which” นำหน้าเท่านั้น  (แต่ถ้าไม่ชี้เฉพาะ  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  นำหน้าก็ได้)  เช่น

  • That building, which is an insurance company, will be demolished next month.

(อาคารหลังนั้น, ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัย, จะถูกรื้อทิ้งสัปดาห์หน้า)

                                    ประโยคข้างบน  ต้องใช้  “Which”  ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  “อาคารหลังนั้น”  เป็นคำนามที่ชี้เฉพาะว่าเป็นอาคารหลังไหน  ซึ่งมิใช่อาคารทั่วไป  จึงไม่สามารถใช้  “That”  ได้

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a beautiful city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่สวยงาม)  

                                  ประโยคข้างบน  ต้องใช้  “Which”  ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  “กรุงเทพฯ”  เป็นคำชี้เฉพาะ มีอยู่เพียงเมืองเดียวในโลก

  • The city that (หรือ which) is a capital should be clean.

(เมืองซึ่งเป็นเมืองหลวง  ควรจะสะอาด) 

                                ประโยคข้างบน  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  ขยายก็ได้  เนื่องจากเป็นเมืองทั่วๆ ไป  มิได้เฉพาะเจาะจงเหมือนกรุงเทพฯ

 

5. The woman being charged with tax evasion has insisted that her lawyer and accountant ______ present.

(ผู้หญิงที่กำลังถูกตั้งข้อหาหลีกเลี่ยงภาษี  ได้ยืนกรานว่า  ทนายความและสมุห์บัญชีของเธอ _________ อยู่ด้วย)  (คือ  อยู่ด้วยระหว่างที่เธอถูกตำรวจสอบสวน)

(a) be    (ต้อง, จะต้อง)

(b) are

(c) were

(d) have been

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้ในรูป  Present subjunctive”  กล่าวคือ  Clause  ที่อยู่ตามหลังคำกริยา  “Insist”,  “Require”,  “Suggest”,  “request”, etc.   คำกริยาใน  “Clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (กริยาช่องที่ 1 ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  เสมอ  ไม่ว่าจะอยู่ใน  “Tense”  ใด  หรือ  ประธานจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  (เนื่องจากเสมือนกับว่า  มี  “Should”  นำหน้ากริยาตัวนั้นอยู่)  เช่น

  • She insisted that he go out with her.

(เธอยืนกรานว่าเขาจะต้องออกไปข้างนอกกับเธอ)

  • They requested that she be polite to them.

(พวกเขาร้องขอว่าเธอควรจะสุภาพกับพวกเขา)

                                    ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง  Present subjunctive”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Bill’s uncle insists ___________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน _________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ___________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she _______ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ______________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that…….............……..

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I __________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม _______ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China _______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “…….........…to Mary that she go…….........…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”  จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป 

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน ________ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  สังเกตจากกริยา  “Requested

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The teacher suggested that _____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ________________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study”  เหมือนมีคำว่า  “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The company states that it is necessary that an employee ________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๒

  • He recommended that I ________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                                       ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I suggested to her that her husband _____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๔

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) ________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given”  (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                       ตัวอย่างที่  ๑๕

  • I will recommend that the student _____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Many customers have requested that we _______________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขา  ในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                            ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                             ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                            ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

6. Before going ahead, we need to ______________________ the total cost of the operation.

(ก่อนที่จะดำเนินต่อไป,  เราจำเป็นต้อง ______________ ค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการดำเนินงาน)

(a) investigate    (สืบสวน, สอบสวน)

(b) compensate    (ชดเชย, จ่ายเงินชดเชย, ทดแทน)

(c) estimate    (ประมาณราคา, ตีราคา, ประเมินค่า, ประมาณ, กะ, คำนวณ, คิด)

(d() instigate    (ปลุกปั่น, ยุยง, ส่งเสริม, กระตุ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

7. _________________________ nearly 30 years for the planet Saturn to complete one orbit.

 (___________________________ เกือบ ๓๐ ปีสำหรับดาวเสาร์ที่จะโคจรรอบตัวเอง รอบ)

(a) To take it

(b) It took

(c) It takes (มันใช้เวลา)

(d) It take

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง  จึงต้องใช้แบบเหตุการณ์ปัจจุบัน  “Present simple tense”  ดังโครงสร้างข้างล่าง

  • It takes + Time + For + Someone (Something) + To do + Somethingเช่น
  • It took me 2 weeks to finish my term paper.

(ผมใช้เวลา  ๒  สัปดาห์ในการทำรายงานประจำเทอมให้เสร็จ)

  • It took him 9 hours to travel from Thailand to Australia.

(เขาใช้เวลา  ๙  ชั่วโมง  ในการเดินทางจากประเทศไทยไปออสเตรเลีย)

  • It takes her quite some time to do her shopping.

(เธอใช้เวลานานทีเดียวในการจับจ่ายซื้อของ)

 

8. They ___________________________________ that there would be another earthquake.

(พวกเขา ______________________________________ ว่าจะมีแผ่นดินไหวอีกครั้งหนึ่ง)

(a) are frightened    (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

(b) were frightened     (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

(c) are frightening    (น่าตกใจ, น่ากลัว)

(d) were frightening    (น่าตกใจ, น่ากลัว)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “They”  เป็นผู้ตกใจ, สะดุ้งตกใจ  และต้องใช้ในรูป  “Past simple tense”  ด้วย  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคย่อย (Would be)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาในกลุ่มที่มีความหมายว่า “ทำให้....................” เช่น Interest”, “Excite”,  “Frighten”, “Satisfy”, “Amaze”, “Annoy”, “Disappoint” ฯลฯ   จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Every town or village, large or small, has a rich and _____________________ history.

(ทุกๆ เมือง หรือหมู่บ้าน,  (ไม่ว่า) ใหญ่หรือเล็ก,  มีประวัติศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ (หรือมีค่า) และ _________)

(a) fascinate    (ทำให้หลงใหล, ดึงดูดใจ)

(b) fascinated    (หลงใหล, หลงเสน่ห์)

(c) fascinating    (มีเสน่ห์, น่าหลงใหล)

(d) fascination    (เสน่ห์, อำนาจดึงดูดใจ, การทำให้หลงเสน่ห์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป   “Fascinating”  เมื่อหมายถึง  “น่าหลงใหล, มีเสน่ห์”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันนี้  (Excite, Interest, Satisfy, Please, Annoy, Irritate, etc.)   ในตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ __________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Exciting, Excited”  จากประ   โยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • She was very _________________________________________ to meet her friend.

(เธอ _________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม ________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท   “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him __________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ  (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”   เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                                      คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                              กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                           ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”   คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                        ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า.........................” หรือ  “ซึ่งน่า...............................”  กริยาที่เติม   “Ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)  {มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)Present continuous tense}

                                            ๓.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้  แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “.......................ถูกทำให้รู้สึก........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ.....................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “.....................มีความ รู้สึก.........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.........................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

9. Judge Henry was _________________________________ that he could solve the conflict.

(ผู้พิพากษาเฮนรี่ ___________________________ ว่าเขาสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้)

(a) evident    (ชัดแจ้ง, เด่นชัด)

(b) resident    (ผู้พักอาศัยอยู่ประจำ)    

(c) redolent    (มีกลิ่นหอม, หอมกรุ่น, มีกลิ่นน่าดม)

(d) confident    (มั่นใจ, เชื่อมั่น)

 

10. The daughter promised her parents _________________________ carefully to the party.

(ลูกสาวให้สัญญากับพ่อแม่ว่าจะ ______________________ อย่างระมัดระวังไปที่งานเลี้ยง)    

(a) drive

(b) driving

(c) to drive    (ขับรถ)

(d) will drive   

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง  “Promise”  หรือหลัง  “Promise” + “ กรรม + To + Verb 1”  เช่น  “Promised her parents to study hard”  (.......................สัญญากับพ่อแม่ของเธอว่าจะขยันเรียน)  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ดูรายละเอียดของคำกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Promise”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Last night, in a radio address, the President urged us ______________ to the Red Cross.

(เมื่อคืนที่ผ่านมา,  ในคำกล่าวทางวิทยุ,  ท่านประธานาธิบดีกระตุ้นให้พวกเรา ______ ให้กับกาชาด)

(a) subscribe

(b) subscribing

(c) that we subscribe

(d) to subscribe    (บริจาค, ช่วยเหลือ, บอกรับเป็นสมาชิก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Urge + กรรม + To + Verb 1

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I told my daughter _____________________ good care of herself while she was away.

(ผมบอกลูกสาวของผม (ให้) ____________ ตนเองเป็นอย่างดี  ในขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

(a) taking

(b) to take    (“Take care”  =  ดูแล)

(c) she will take

(d) that she take

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Subject + Tell + กรรม + To + Verb 1”  (I told my daughter to take…….........………)

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • The teacher permitted him _____________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา __________________________ ด้วยตัวของเขาเอง)  (คือ  คิดตามลำพัง)

(a) to thinking

(b) to think    (คิด)

(c) think

(d) thinking

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them ______ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา _________ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I want you ___________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ _____________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone _______________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men _________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • he taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

                                            ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่  “Not”  ไว้หน้า  “To + Verb 1”  (Not + To + Verb 1)   เช่น

  • She asked me not to arrive late.

(เธอขอร้องผมมิให้มาสาย)

  • He told her not to go out at night.

(เขาบอกเธอมิให้ออกไปข้างนอกเวลากลางคืน)

  • We forced him not to resign from his work.

(เราบังคับเขามิให้ลาออกจากงาน)

  • She expects him not to fail again.

(เธอคาดหวังเขาว่าจะไม่ล้มเหลวอีกหน)

 

11. The press conference ____________________________ in the auditorium the other day.  

(การประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ______________________ ในหอประชุมเมื่อวันก่อน)

(a) holds

(b) will be held

(c) was held    (ถูกจัด)

(d) will be holded   (ไม่มีรูป  “Holded”  ใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice”  {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  (การประชุมให้สัมภาษณ์ฯ  “ถูกจัดขึ้น”)  และ  “The other day”  (เมื่อวันก่อน)   เป็นเรื่องในอดีต   จึงไม่ใช้ข้อ   (b)

 

12. It’s true that the old road is less direct and so a bit longer.  We don’t take the new one, _______, because we don’t feel as safe on it.

(มันเป็นความจริงที่ว่า   ถนนสายเก่าอ้อมกว่า  และดังนั้น  มีระยะทางยาวกว่านิดหน่อย  (แต่)  เราก็ไม่ใช้ถนนสายใหม่ _________ เพราะว่าเราไม่รู้สึกปลอดภัยเท่ากัน (กับถนนสายเก่า) เมื่ออยู่บนถนนสายใหม่)

(a) anyway    (อย่างไรก็ตาม)

(b) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น) 

(c) otherwise    (มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น)

(d) though    (โธ)  (แม้กระนั้นก็ตาม,  แม้กระนั้นก็ดี)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และ   “Though”  เมื่อใช้ในความหมาย   “แม้กระนั้นก็ตาม”   ต้องวางไว้ท้ายข้อความหรือประโยค  ซึ่งดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งกับข้อความที่เพิ่งจะพูดออกมา   หรืออาจจะตรงข้ามกันเลย  เช่น

  • He said he would come; he didn’t, though.

(เขาพูดว่าเขาจะมา,  เขาไม่มา,  แม้กระนั้นก็ตาม)  (บอกว่าจะมา  แต่ไม่มา)

  • It’s not very useful.  It’s pretty, though, isn’t it?

(มันไม่มีประโยชน์มากนัก,  มันสวย,  แม้กระนั้นก็ตาม  ใช่ไหม)  (ไม่มีประโยชน์  แต่สวย)

  • I can’t stay.  I’ll have a coffee, though.

(ผมพัก (ที่นี่) ไม่ได้  ผมจะกินกาแฟสักแก้ว,  แม้กระนั้นก็ตาม  -  ก่อนออกเดินทาง)  (พักไม่ได้  แต่ขอกินกาแฟสักแก้วก่อนไป)

 

13. Some of the milk turned sour before reaching the market and ________________ away.

(นมบางส่วนบูด (เปรี้ยว) ก่อนไปถึง (ออกสู่) ตลาด  และ ___________________ ออกไป)

(a) must throw

(b) must be thrown    (จะต้องถูกทิ้ง, จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมาย ปัจจุบัน  และอนาคต)

(c) had to throw

(d) had to be thrown    (จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมายอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป   “Passive voice”  เพราะ  นมบูดจำเป็นต้อง  “ถูกทิ้ง” ไป  (ตัดข้อ  A, C   ทิ้งเพราะเป็น  “Active voice”)  แต่   “Must”  ใช้กับ  “Present tense”  และ  “Future tense”  (I must work hard.  =  ผมต้องทำงานหนัก  -  ในปัจจุบัน  หรืออนาคต)   เมื่อเปลี่ยนเป็น  “Past tense”  ถ้าหมายถึง  “จะต้อง”  ต้องใช้   “Had + To + Verb 1”  แทน  เช่น  “I had to work hard.” (ผมจำเป็นต้อง  -  จะต้อง  -  ทำงานหนัก)  (ในอดีต),  แต่ถ้าหมายถึง   “คงจะ”  ได้ทำอะไรบางอย่าง (อย่างแน่นอน) ในอดีต  ต้องใช้  “Must have + Verb 3)  เช่น

  • He must have bought a new house.

(เขาคงจะได้ซื้อบ้านหลังใหม่ไปแล้ว)  (ในอดีต)

  • She must have been a Chinese.

(เธอคงจะเป็นคนจีน)  (พูดถึงเหตุการณ์ในอดีต)

 

14. I had ______________________________________________ idea it was so expensive.

(ผม _______________________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no    (ไม่)

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Have no idea”  =   “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

15. Seeing the teacher, ________________________________________________ at once.

(เห็นครู ______________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (หลังคำ  “Teacher”)   เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing),  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”,  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้   “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop” จากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Try __________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _______________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ     -     ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง   “ทดลอง”    จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   แต่ถ้าหมายถึง   “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒  ความหมาย   และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget __________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “อย่าลืมส่ง”   (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)มิใช่   “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)   ซึ่งในกรณีหลังนี้   ต้องใช้  “Posting

                                                     ตัวอย่างที่

  • Have you ever tried _____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง __________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เมื่อ   “Try”  หมายถึง   “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   ส่วนอีกความหมาย คือ   “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                                         ตัวอย่างที่

  • Please don’t forget ______________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ.......................”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ.......................”   หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว    แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                                       ตัวอย่างที่

  • As soon as it stops ______________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”   หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing”  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                        ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped ______________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ     -     ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)   (Stop + Verb + ing  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                       ตัวอย่างที่

  • I remember that restaurant; we stopped there _______________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น__________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember _________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ____________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ    -    ข้อ   (c)  “Remember + Verb + ing”  =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ  ส่วน  “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป    -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้   “Infinitive with to” (To + Verb1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)   ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน   เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

16. There was very little work ___________________________________________ that day.

(มีงานน้อยมากที่  _____________________________________________ ในวันนั้น)

(a) do

(b) doing

(c) done    (ถูกทำ)

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……........…little work which (that) was done…………..”  หรือ   “…….......….little work which (that) had been done……………..

 

17. Men pass _________________________________________ but the universe remains.

(มนุษย์ _____________________________________________ แต่จักรวาลยังคงอยู่)

(a) out

(b) off

(c) down

(d) away    (“Pass away”  =  ตายจากไป)

 

18. That little child will need _________________________________________________.

(เด็กเล็กๆ คนนั้นจะต้องการ _____________________________________________)

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Need”  (ต้องการ)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง    แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ   “Need + Verb + ing”  (Need looking after)  และ  “Need + To + Be + Verb 3”  (Need to be looked after)  ข้อนี้จึงอาจตอบแบบใดแบบหนึ่งก็ได้

 

19. ___________________________________ people are not interested in classical music.

(ผู้คน ___________________________________________ ไม่สนใจในดนตรีคลาสสิค)

(a) Almost    (เกือบจะ)

(b) Most of

(c) The most of

(d) Most    (ส่วนมาก, ส่วนใหญ่)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • ________________________________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม ___________________________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost    (เกือบจะ)

(d) Most of    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ    -    ข้อ  (d)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________ would like to live peacefully.

(____________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ    -    ข้อ   (d)   หรือใช้    “Most of the people”   ก็ได้

                                                         ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________ outside of the cities is used for farming.

(________________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม)  (คือ  เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ    -     ข้อ   (b)   หรือ   “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก   “Area”   เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้   หมายถึง   “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”   สำหรับประโยคข้างบน  กริยา  คือ “Is used”   จึงต้องใช้  “Area”   แบบนามนับไม่ได้   คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ  (a)  และ (c)  จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง    “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่     (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ถึง )

  • As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4) from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น,   ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็นสีดำ)

ตอบ    –    ข้อ   (3)   แก้เป็น   “Most olives”  หรือ  “Most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง   “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว  ในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                                      ตัวอย่างที่     (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์   จากข้อ ๑ – ๔)

  • (1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์กส่วนใหญ่  ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์,  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง,  และไปช้อปปิ้ง)

ตอบ    –    ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ  “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง  “นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost”  หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้  คือ

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ    เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)  (คือ  มีของขายมากมาย)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

20. A: “Would you like to have your sandwiches now?”

(คุณอยากจะทานแซนด์วิชตอนนี้ไหม)

     B: “Yes, I’d __________________________________________________________.”

(ใช่ครับ  ผม _______________________________________________________)

(a) like

(b) like to    (อยากทาน)

(c) liked to

(d) had them

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากย่อมาจากข้อความเต็มๆ ว่า  “Yes, I would like to have my sandwiches now.”   แต่นิยมตอบเพียงสั้นๆว่า  “I would like to.”  คือ  ต้องมี    “To”  แต่ไม่ต้องมีกริยา   (Have)”  กล่าวคือ  เราใช้  “To + Verb 1”  โดยละ  “Verb”  นั้นไว้  ใช้แต่  “To”  เพียงคำเดียว  แทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง   เช่น

  • I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน  “Read”  ต่อท้าย  “To”)

  • She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

(เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน  “Finish”  ต่อท้าย   “To”)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป