หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 468)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She dislikes staying alone in the apartment, and ______________________ do her friends.

(เธอไม่ชอบที่จะพักอยู่ตามลำพังในอพาร์ตเมนต์,  และเพื่อนของเธอก็ _________________)

(a) too

(b) neither

(c) so    (เช่นเดียวกัน)

(d) even

ตอบ   –    ข้อ   (c)   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้   “So”   เพื่อแสดงการคล้อยตามกับสิ่งที่ผู้อื่นได้ทำ  ในตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่       (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  ๑ – ๔)

  • As inevitably as (1) human culture has (2) changed with (3) the passing of time, so (4) does the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกับวัฒนธรรมของมนุษย์  ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา,  สภาพแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน – ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น  Has ”  เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้า  และเพราะว่า  “Environment”  อยู่ในรูปเอกพจน์   จึงต้องใช้กริยา  “Has” (changed)  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  เช่น

  • He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

  • She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

  • They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน

  • I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

  • He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

  • He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ  –  ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป  “Present simple tense”  หรือ  “Past simple tense”  กริยาในประโยคหลังจะต้องใช้   “do”,  “does”  หรือ  “did”  ทั้งนี้  แล้วแต่  “Tense”  ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง (ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์)  ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น  “Past simple”   กริยาในประโยคหลังจะใช้  “Did”  กับประธานทุกตัว  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • They speak French very fluently, so does he.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

  • She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

  • We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

  • He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

 

2. We discussed _________________________________ extra help to get through the work.

(เราประชุมปรึกษาหารือเรื่อง ______________ ความช่วยเหลือพิเศษ  เพื่อจะได้ทำงานให้เสร็จ)

(a) to hire

(b) hire

(c) hired

(d) hiring    (การจ้าง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • She delayed ________ the contract until she had a chance to speak with her attorney.

(เธอประวิงเวลา ________ (ใน) สัญญา  จนกระทั่งเธอมีโอกาสพูดคุยกับทนายความของเธอ)

(a) sign    (ลงนาม, เซ็นชื่อ)

(b) to sign

(c) signing    (การลงนาม, การเซ็นชื่อ)

(d) signature    (ลายเซ็น, ลายมือชื่อ, การเซ็นชื่อ, การลงนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยาที่ตามหลัง   “Delay”  ต้องอยู่ในรูป  “Gerund” (Verb + ing)  หรือไม่ก็ต้องเป็นคำนาม  นอกจากนั้น  กริยาต่อไปนี้ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือคำนามเช่นกัน  ได้แก่  avoid  (หลีกเลี่ยง),  consider  (พิจารณา),  suggest  (แนะนำ)enjoy  (สนุกสนาน),  finish  (ทำเสร็จ),  appreciate  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  allow  (อนุญาต),  permit  (อนุญาต),   postpone  (เลื่อนออกไป),  practice  (ปฏิบัติ, ฝึกหัด),  prohibit  (ห้าม),  mind  (รังเกียจ),  deny (ปฏิเสธ),  resist  (ยับยั้ง, ระงับ),  recall  (นึกได้, ระลึกได้),  resent  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ)cannot stand  (ทนไม่ได้),  admit  (ยอมรับ),  delay  (ประวิงเวลา),  confess  (สารภาพ),  imagine  (นึกคิด, จินตนาการ),  cannot help  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  excuse  (ให้อภัย), forgive  (ให้อภัย),  dislike  (ไม่ชอบ),  miss  (พลาดโอกาส)discuss  (ประชุมปรึกษา หารือ, อภิปราย, สาธยาย),  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She enjoys reading novels.

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

3. The investigation required the cooperation of a __________________ of different sections.

(การสืบสวน-สอบสวนต้องการความร่วมมือของแผนกต่างๆ _________________________)

(a) several

(b) number    (จำนวนมาก)

(c) few

(d) groups

ตอบ   –   ข้อ  (b)   “A number of”  =  จำนวนมาก  และต้องตามด้วยคำนามนับได้พหูพจน์

 

4. The artist ________ paintings are on the walls of the office building has won several awards for her work.

(ศิลปิน _________ ภาพเขียน (ของเธอ) อยู่บนฝาผนังของอาคารสำนักงาน  ได้ชนะรางวัลมากมายสำหรับงานของเธอ)

(a) who

(b) whose    (ผู้ซึ่ง ______________________ ของเธอ)

(c) whom

(d) which

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของภาพ

 

5. ______________ of the committee members voted against the new construction project.

(________ สมาชิกคนใดของคณะกรรมการ  ลงคะแนนคัดค้านโครงการก่อ สร้างโครงการใหม่)

(a) Someone

(b) Anybody

(c) None    (ไม่มี)

(d) Any

ตอบ   –   ข้อ   (c)   แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า   “สมาชิกบางคน”  จะต้องใช้ว่า   “Some of the……….........…………

 

6. Fifty percent of the company staffs have already _________________ the training course.

(๕๐ เปอร์เซ็นต์ของพนักงานบริษัทได้ ____________ การฝึกอบรมแล้ว)  (ฝึกอบรมเสร็จแล้ว)

(a) completes

(b) completing

(c) completion

(d) completed    (ทำให้สมบูรณ์, ทำจนเสร็จสิ้น, ทำแล้วเสร็จ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้อยู่ในรูป  “Present perfect tense” (Subject + Has (Have) + Verb ช่องที่ 3)  คือ  ประธานฯ ได้ทำกริยานั้นๆ เสร็จสิ้นแล้ว

 

7. Creativity is a requirement for anyone who wants to __________________ a career in the arts.

(ความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งจำเป็น (สิ่งที่ต้องมี) สำหรับใครก็ตามที่ต้องการที่จะ ________ อาชีพในทางศิลปะ)

(a) enroll    (ลงทะเบียน)

(b) pursue    {ดำเนิน (ธุรกิจ), ประกอบ (อาชีพ), ติดตาม, ไล่ตาม, ตามจับ, ดำเนินต่อไป, เจริญรอย}

(c) purchase    (ซื้อ)

(d) sign    (ลงนาม, ลงชื่อ)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

8. The opinions expressed in the article do not necessarily __________ the views of the publishers.

(ความคิดเห็นที่ถูกแสดงไว้ในบทความ  ไม่จำเป็นต้อง _________ ทัศนะของผู้ตีพิมพ์)  (คือ  ผู้ตีพิมพ์อาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้)

(a) deflect    (หันเห, บ่ายเบน, ทำให้หันเห, ทำให้บ่ายเบน)

(b) distract    (ทำให้เขว-ว้าวุ่น-วอกแวก, กวนใจ, ทำให้รำคาญใจ)

(c) reflect    (สะท้อน, ส่องกลับ, สะท้อนภาพให้เห็น, คิด, ครุ่นคิด, ไตร่ตรอง)

(d) detract    (หันเห, เคลื่อนย้าย, เอาออก, เลิกล้ม, ทำลาย, ลดค่า)

ตอบ   –   ข้อ    (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

9. ________ Jim arrived home, he went right into the kitchen, opened the refrigerator, and got something to eat.

(_________________ จิมมาถึงบ้าน,  เขาเดินตรงเข้าไปในครัว,  เปิดตู้เย็น,  และหาของกิน)

(a) Before    (ก่อน)

(b) As soon as    (ในทันทีที่)

(c) How    (อย่างไร)

(d) Nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

10. The tour agent with _________ you talked this morning will come to our office today to present her touring program for this summer.

(ตัวแทนท่องเที่ยว _________ คุณคุยด้วยเมื่อเช้านี้  จะมาที่สำนักงานของเราในวันนี้  เพื่อนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวของเธอสำหรับฤดูร้อนนี้)

(a) whom    (ผู้ซึ่ง)

(b) which

(c) who

(d) whose

ตอบ   –   ข้อ   (a)   ดูรายละเอียดการใช้  “Who”, “Whom”, “That”, “Which”   และ  “Whose”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                            เราใช้  “Who”  ขยายบุคคล  เมื่อเป็นประธานของอนุประโยค  แต่ถ้าเป็น  “กรรม”  (ของ  Verb  และ  Preposition)  ให้ใช้  “Whom”  แทน,  ส่วน “Whose”  ใช้ขยายทั้งบุคคลและสัตว์  (ถ้าเป็นสิ่งของ  ใช้  “Of which”)  และแสดงความเป็นเจ้าของ,  และใช้  “Which”  ขยายสัตว์และสิ่งของ  โดยนำหน้าอนุประโยค  ส่วน  “That”  ใช้ขยายได้ทั้งคน, สัตว์ และสิ่งของ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Salespeople who attract new clients receive a bonus.

(พนักงานขายผู้ซึ่งดึงดูดลูกค้ารายใหม่ ได้รับโบนัส)  (เป็นค่าตอบแทนผลงาน)

  • The person who helps me a lot is my supervisor.

(บุคคลที่ช่วยผมอย่างมากมายคือผู้ควบคุมงานของผม)

     - The staff who works efficiently will be rewarded at the end of the year.

(พนักงานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจะได้รับรางวัลตอนสิ้นปี)

  • The building that (หรือ which) is too old will be demolished.

(อาคารที่เก่าแก่เกินไป  จะถูกรื้อทิ้ง)  ประโยคนี้ใช้  “That”  ขยาย  “Building”  ได้  เนื่องจากมิได้ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นอาคารหลังไหน  เพียงแต่บอกว่า “อาคารที่เก่าแก่เกินไป”  เท่านั้น,  สำหรับอนุประโยคที่ใช้ขยายคำนามแบบชี้เฉพาะ (คือ  รู้แล้วว่าเป็นสิ่งไหน, คนไหน) ต้องใช้  “Which”  นำหน้าเท่านั้น  (แต่ถ้าไม่ชี้เฉพาะ  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  นำหน้าก็ได้)  เช่น

  • That building, which is an insurance company, will be demolished next month.

(อาคารหลังนั้น, ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัย, จะถูกรื้อทิ้งสัปดาห์หน้า)  ข้อนี้ต้องใช้  “Which”  ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  “อาคารหลังนั้น”  เป็นคำนามที่ชี้เฉพาะว่าเป็นอาคารหลังไหน  ซึ่งมิใช่อาคารทั่วไป  จึงไม่สามารถใช้  “That”  ได้

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a beautiful city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่สวยงาม)  ข้อนี้ต้องใช้  Which” ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก “กรุงเทพฯ” เป็นคำชี้เฉพาะ มีอยู่เพียงเมืองเดียวในโลก

  • The city that (หรือ which) is a capital should be clean.

(เมืองซึ่งเป็นเมืองหลวง  ควรจะสะอาด)  - ข้อนี้จะใช้  That  หรือ Which  ขยาย  ก็ได้  เนื่องจากเป็นเมืองทั่วๆ ไป  มิได้เฉพาะเจาะจงเหมือนกรุงเทพฯ

  • The people whose houses were burnt down had to stay in the temporary shelter.

(บุคคลซึ่งบ้านของเขาถูกไฟไหม้  จำเป็นต้องพักในที่พักชั่วคราว)

  • The dog whose leg was hurt was treated at an animal hospital.

 (หมาซึ่งขาของมันเจ็บ  ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่ง)

  • The boy whose father is a teacher lives next to my house.

(เด็กชายผู้ซึ่งพ่อของเขาเป็นครู  อาศัยอยู่ในบ้านถัดจากผมไป)

  • The dog whose leg was injured was hers.

 (หมาซึ่งขาของมันได้รับบาดเจ็บ  เป็น (หมา) ของเธอ)

  • The house of which the roof (หรือ the roof of which) is red is made of stone.

(บ้านซึ่งหลังคาของมันมีสีแดง  ทำด้วยหิน)

 

11. Before every presidential election in the United States, the statisticians try to guess the proportion of the population that ________ for each candidate.

(ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกครั้งในสหรัฐฯ  นักสถิติพยายามที่จะคาดคะเนอัตราส่วนของประชากรที่ __________ ให้ผู้สมัครแต่ละคน)

(a) voting

(b) are voted

(c) will vote    (จะลงคะแนนเสียง)

(d) will be voted

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเรื่องอนาคต   “Future tense” {Subject + Will (Shall) + Verb 1}  และเป็น  “Active voice”  เพราะ  “ประชาชน”  เป็นผู้ลงคะ  แนนเสียง  (จึงไม่เลือก  ข้อ  D)

 

12. Pedestrians should look to the left and right __________________________ the street.

(ผู้เดินถนนควรมองทางซ้ายและขวามือ _______________________________ ถนน)

(a) when they be crossing

(b) they cross

(c) when crossing    (เมื่อข้าม)

(d) when to cross

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “When they are crossing the street”  ทั้งนี้  “When”  เมื่อตามด้วยรูป  “Present continuous” {Subject + is (am, are) + V. ing}  หรือ  “Past continuous” {Subject + was (were) + V. ing}  จะใช้ได้เหมือนกับ  “While”  ทุกประการ  ดูตัวอย่างการใช้  “While” (When)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • He came in while (when) I was watching TV.

(เขาเข้ามาขณะที่ผมกำลังดูทีวี)

  • She cooked while (when) her mother was sleeping.

(เธอปรุงอาหารขณะที่แม่ของเธอกำลังนอนหลับ)

  • They were playing football while we were swimming.

(พวกเขากำลังเล่นฟุตบอลขณะที่เรากำลังว่ายน้ำ)

  • While (When) he was reading, his sister was sewing.

(ขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือ  น้องสาวของเขากำลังเย็บผ้า)

  • We are singing while he is playing guitar.

(เรากำลังร้องเพลงขณะที่เขากำลังเล่นกีตาร์)

  • While he was working in his office, the telephone rang.

(ในขณะที่เขากำลังทำงานในออฟฟิศ  โทรศัพท์ดังขึ้น)

  • While she was reading, her mother was cooking.

(= Her mother was cooking while she was reading.)

(ในขณะที่เธอกำลังอ่านหนังสือ  แม่ของเธอกำลังปรุงอาหาร)

  • There was a loud noise while we were sleeping last night.

(มีเสียงดังลั่นในขณะที่เรากำลังนอนหลับเมื่อคืนนี้)

                          อนึ่ง  ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “While”  สามารถจะลดรูปอนุประโยค  เหลือเป็นเพียง  “Participle phrase”   ที่ขึ้นต้นด้วย “While + Verb + ing”  หรือขึ้นต้นด้วย  “Verb + ing”  เลยก็ได้  ซึ่งจะมีความหมายเหมือนก่อนลดรูปทุกประการ  เช่น

  • (1) While she was walking in the street, she came across her old friend.

(ในขณะที่เธอกำลังเดินบนถนน  เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ) – สามารถลดรูปเป็น

  • (2) While walking in the street, she came across her old friend.  หรือ
  • (3) She came across her old friend while walking in the street.  หรือ
  • (4) Walking in the street, she came across her old friend.

(ในขณะที่เธอกำลังเดินบนถนน  เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ)

 

13. The applicant was turned down by the college _______________________ were too low.

(ผู้สมัครถูกปฏิเสธโดยมหาวิทยาลัย _________________________________ ต่ำเกินไป)

(a) his test scores

(b) if test scores

(c) because it

(d) because his test scores    (เพราะว่าคะแนนทดสอบของเขา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ใจความและถูกหลักไวยากรณ์

 

14. Working with computers is the best way to learn _______________________ capabilities.

(การทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์  เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ความสามารถ ___________)

(a) our

(b) its

(c) their    (ของมัน)

(d) his

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากแทน   “ของคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง

 

15. The group of students touring on bicycles went _________ to the mountains, but also to the coast as well.

(กลุ่มนักเรียนที่ท่องเที่ยวไปโดยรถจักรยาน  ไป __________ ที่ภูเขา  แต่ยังไปที่ชายฝั่งทะเลอีกด้วย)

(a) also    (ด้วย, เช่นกัน)

(b) neither    (ไม่ทั้ง ๒ คนหรือสิ่ง)

(c) either    (คนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

(d) not only    (ไม่เพียงแต่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ใจความที่สุด  และ  “Not only”  ใช้คู่กับ  “But also”  ดูตัวอย่างการใช้คำคู่   “Both……and……..” (ทั้ง............และ……….....)  “Either ……….or………...” (................ หรือ............. คนใดคนหนึ่ง)  “Neither…….… nor………….” (ไม่ทั้ง...............และ................)  “Not only…….… but also ……….…” (ไม่เพียงแต่................. แต่...................ด้วย)  เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว – จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย)  (คือ  ทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วย  ที่ผ่านการสอบ)  (คือ  สอบผ่านทั้ง คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

16. If the art dealer _____________________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ _________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)  (แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • We _____________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา _________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน)  ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _____________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับใจความของประโยคในตัวอย่างที่  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • _________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(__________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                               นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                              ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                                ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  ________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา"

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Tom _____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Nancy __________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                   ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                            สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                         จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                        นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would……….........……….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………….........……..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they……..............……..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                           สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

17. Today’s lecture was ________________________________________ than ever before.

(เล็คเช่อร์ของวันนี้ _______________________________________ ที่เคยมีมาก่อน)

(a) stimulating    (เร้าใจ, ปลุกใจ, กระตุ้น)

(b) most stimulating    (เร้าใจ-ปลุกใจ-กระตุ้นมากที่สุด)

(c) more stimulating    (เร้าใจ-ปลุกใจ-กระตุ้นมากกว่า)

(d) the more stimulating

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จากมีคำว่า  “Than” ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป  ขั้นกว่าเช่น  “bigger than”,  “smaller than”,  “older than”,  “younger than”,  “more expensive than”,  หรือ  “more spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น

                                      ทั้งนี้  เราใช้  “More”  นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวเท่านั้น  ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เช่น

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

(เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

  • Omron Electronics, Inc. is more reliable than Consolidated Computer Company.

(บริษัทออมร่อน อีเล็คทรอนิคส์  น่าเชื่อถือมากกว่าบริษัทคอนโซลิเด๊ททิด)

 

18. Although the mission was to be kept a secret, it ______________________ to the press.

(แม้ว่าภารกิจจะต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับ,  มัน ___________________ ต่อหนังสือพิมพ์)

(a) reveals    (เปิดเผย)

(b) revealed

(c) was revealed    (ถูกเปิดเผย)

(d) will reveal

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + was (were) + V. 3}  เพราะ  “ภารกิจถูกเปิดเผย”  และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย  เพราะข้อความในอนุประโยคเป็นอดีต  (กริยาคือ  “Was”)

 

19. We loved __________________________________ Lake Geneva especially in the fall.

(เราชอบ __________________________ ทะเลสาบเจนีวามาก  โดยเฉพาะในฤดูใบไม้ร่วง)

(a) a

(b) an

(c) the

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้  Article  “The”  นำหน้า  “ชื่อทะเลสาบ”  ดูเพิ่มเติมการใช้   Article  “The”  นำหน้าชื่อสภาพทางภูมิศาสตร์  เช่น  เทือกเขา,  หมู่เกาะ,  แม่น้ำ,  ชื่อประเทศที่มีคำ  “Union”,  “United”,  “Republic”,  ชื่อประเทศและชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปพหูพจน์  (Philippines, Alps),  มหาสมุทร,  ทะเล,  คลอง,  คาบสมุทร,  อ่าว,  ช่องแคบ,  กลุ่มทะเลสาบ,  ทะเลทราย,  เทือกเขา,  แหลม,  ขั้วโลก,  ภาค,  นามที่มีเพียงสิ่งเดียว,  เส้นศูนย์สูตร,  อุโมงค์,  ห้องสมุด,  และพิพิธภัณฑ์   เช่น

  • the United States of America  (ประเทศสหรัฐฯ)
  • the China’s People Democratic Republic  (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน)
  • the Atlantic  (มหาสมุทรแอตลันติค)
  • the Pacific Ocean, the Indian Ocean
  • the Danube  (แม่น้ำดานูบ)
  • the Chao Praya River
  • the Thames  (แม่น้ำเทมส์)
  • the Panama Canal, the Suez Canal  (คลองปานามา – สุเอซ)
  • the Red Sea, the Mediterranean  (ทะเลแดง –เมดิเตอร์เรเนียน)
  • the East Indies  (หมู่เกาะอินเดียตะวันออก)
  • the Indo-China Peninsula  (คาบสมุทรอินโดจีน)
  • the Scandinavian Peninsula  (คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย)
  • the Gulf of Thailand, the Persian Gulf  (อ่าวไทย – เปอร์เซีย)
  • the Bering Strait, the British Strait  (ช่องแคบเบอริ่ง– อังกฤษ)
  • the Geneva Lake  (ทะเลสาบเจนีวา)
  • the Kobe Desert, the Sahara Desert  (ทะเลทรายโกบี – ซาฮารา)
  • the Cape of Good Hope  (แหลมกู๊ดโฮพ)
  • the Rockies, the Alps  (เทือกเขาร็อคกี้ –แอลป์ส)
  • the North Pole, the South Pole  (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the Equator  (เส้นศูนย์สูตร)
  • the North, the South  (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the moon, the sun, the earth, the world, the universe, the sky
  • the Central Library  (หอสมุดกลาง)
  • the Thai National Museum  (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไทย)

 

20._________ university is a place where people can get a vast amount of knowledge, formally and informally.

(__________ มหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถได้รับความรู้มากมาย,  ทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ)

(a) A

(b) An

(c) The

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากนามเอกพจน์นับได้  จะอยู่ลอยๆ ไม่ได้  จะต้องมี  Article “A”,  “An”  หรือ  “The”  มานำหน้าเสมอ  และเนื่องจาก  “University”  มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงพยัญชนะ (ยู),  มิใช่เสียงสระ (อู),  จึงต้องนำหน้าด้วย  “A”  ดูราย ละเอียดการใช้  “A”  หรือ  “An”  นำหน้าคำนามเอกพจน์  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Nobody believes he is _______________________________________ honest man.

(ไม่มีใครเชื่อว่าเขาเป็นคน _____________________________________________)

(a) the  

(b) a

(c) an

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “An honest”  เนื่องจาก  “Honest” (ออ-เนสท์)  มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงสระ  “ออ”,  จึงเสมือนกับคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ “A”,  “E”,  “I”,  “O”  และ  “U”  เช่น  Ant, Egg, Idea, Orange, Uncle  เป็นต้น  จึงต้องใช้  Article  “An”  ขยาย,  คำอื่นๆ ที่ใช้ในลักษณะเดียวกัน  ได้แก่

  • an honor (ออ-เน่อะ) – เกียรติ
  • an honorable(ออ-เนอะ-เร-เบิ้ล) person – บุคคลที่มีเกียรติ
  • an hour(อาวร์) – ชั่วโมง
  • an honest (ออ-เนส) man – คนที่ซื่อสัตย์
  • an heir (แอร์) – ทายาท, ผู้สืบทอด, ผู้สืบมรดก
  • an heiress  (แอร์-ริส) – ทายาทหญิง
  • an unusual (อัน-ยูส-ชวล) name (ชื่อที่ไม่ธรรมดาหรือแปลก)

                                              ในขณะเดียวกัน  คำนามเอกพจน์ที่แม้จะขึ้นต้นด้วยสระ  “A”,  “E”,  “I”,  “O”  และ   “U”  แต่มิได้ออกเสียงสระ  “ออ”,  แต่ออกเสียงพยัญชนะ  เช่น “ยอ”  ก็จะต้องใช้  “A”  ขยาย  เช่น

  • a unit (ยู-นิท) – หน่วย
  • a union (ยู้-เนียน) – สหภาพ
  • a European (ยู-โร้-เพียน) – ชาวยุโรป
  • a unanimous (ยู-แน้น-นิ-เมิส) decision – คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์
  • a usual (ยู้-ชวล) meeting – การประชุมหรือพบปะตามปกติหรือเป็นประจำ
  • a university (ยู-นิ-เว้อ-ซิ-ที่) – มหาวิทยาลัย
  • a eunuch (ยู้-นัค) – ขันที
  • a euphemism (ยู้-เฟ-มิ-ซึ่ม) – การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่สละสลวยเพื่อมิให้คนฟังขัดหู
  • a euphonious (ยู-โฟ้-เนียส) song – เพลงไพเราะรื่นหู
  • a euphonium (ยู-โฟ้-เนี่ยม) – แตรทองเหลืองขนาดใหญ่
  • a euphony (ยู้-โฟ-นี่) – ความไพเราะที่เกิดจากเสียงที่ไม่ขัดหู
  • a eulogy (ยู้-โล-จี้) – คำสรรเสริญ, การยกย่องสรรเสริญ
  • a euphoria (ยู-ฟ้อร์-เรีย) – ความรู้สึกสบาย, ความเคลิบเคลิ้มเป็นสุข
  • a Eurasian (ยู-เร้-เซียน) – ผู้ที่มีเลือดชาวยุโรปผสมเอเชีย
  • a urinalysis (ยัว-ริ-แน้ล-ลิ-ซิส) – การตรวจปัสสาวะ
  • aurologist (ยัว-ร้อล-ละ-จิสท) – นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปัสสาวะ
  • a use (ยูซ) – การใช้, การใช้ประโยชน์, วิธีการใช้, ประโยชน์
  • a useful (ยูซ-ฟูล) tool – เครื่องมือที่มีประโยชน์
  • a useless (ยูซ-ลิส) car – รถยนต์ที่ไม่มีประโยชน์หรือใช้การไม่ได้
  • a user (ยู้-เซ่อะ) – ผู้ใช้
  • a usurer (ยู้-เซอะ-เร่อะ) – ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก
  • a utensil (ยู-เท้น-เซิ่ล) – เครื่องใช้ในครัว, เครื่องใช้, เครื่องมือ
  • a utilitarian (ยู-ทิล-ลิ-แท้-เรี่ยน) – ผู้ยึดถือลัทธิผลประโยชน์เป็นสำคัญ
  • a utility (ยู-ทิ้ล-ลิ-ที่) – ประโยชน์, ผลประโยชน์, การบริการสาธารณะ เช่น รถเมล์, รถราง, รถไฟ, โทรศัพท์, ไฟฟ้า, ประปา ฯลฯ

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป