หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 464)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. An explosion at London subway last August killed a French journalist and injured 58 _______ people.

(การระเบิดบริเวณรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว  ทำให้นักข่าวชาวฝรั่งเศสเสียชีวิต   คน  และทำให้ผู้คน ________ อีก  ๕๘  คนได้รับบาดเจ็บ)

(a) other    (อื่นๆ)

(b) another

(c) others

(d) any other

 

2. _______________________________________________ a cinema in our village soon.

(________________________________ โรงภาพยนตร์ในหมู่บ้านของเราเร็วๆ นี้-ในไม่ช้า)

(a) There is

(b) There will be    (จะมี)

(c) Will there be

(d) Will there is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคต  (เร็วๆ นี้, ในไม่ช้า) 

 

3. __________________________________________ hearing the bad news, she fainted.

(__________________________________________ ได้ยินข่าวร้ายนั้น  เธอเป็นลม)

(a) On    (เมื่อ)

(b) When    (เมื่อ)

(c) As soon as     (ในทันทีที่)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “When she heard the bad……….......…,  หรือ  As soon as she heard……...…..…,   หรือ  Because she heard………......…,”  ก็ได้

 

4. I don’t understand _______________________________________ she is always late.

(ผมไม่เข้าใจ (ว่า) _______________________________ เธอจึงมาสายอยู่เป็นประจำ)

(a) that

(b) whether

(c) why    (ทำไม)

(d) the reason

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ข้อความ  “Why she is always late”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Understand”   

 

5. Water ______________________________________________ hydrogen and oxygen.

(น้ำ ___________________________________________ ไฮโดรเจนและออกซิเจน)

(a) contains    (บรรจุ, มี...............................อยู่ภายใน) 

(b) consists    (ประกอบด้วย)  (ต้องตามด้วย  “Of”)

(c) is consisted of    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) is composed of    (ประกอบด้วย)  (ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  และตามด้วย  “Of”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับข้ออื่นๆ  มีการใช้ตามโครงสร้างข้างล่าง

  • That box contains a lot of books.   

(กล่องใบนั้นบรรจุหนังสือมากมาย)   

  • The jar can contain much water. 

(ตุ่มใบนี้บรรจุน้ำได้มาก)

  • The room contained a couch, a glass cabinet, and a desk.

(ห้องมีเก้าอี้ยาว (โซฟา), ตู้กระจก, และโต๊ะเขียนหนังสือ  อยู่ภายในมัน)

  • At present the country’s urban areas contain some 30 million people.

(ในปัจจุบัน  พื้นที่ที่เป็นเมืองของประเทศ  มีประชาชนประมาณ  ๓๐  ล้านคนอาศัยอยู่)

  • Her diet does not contain sugar.

(อาหารพิเศษ (ลดน้ำหนัก) ของเธอไม่มีน้ำตาล)

  • Each pill contains 75 milligrams of aspirin.

(ยาแต่ละเม็ดบรรจุ (มีส่วนผสม) แอสไพริน  ๗๕  มิลลิกรัม)

  • Water consists of hydrogen and oxygen.

(น้ำประกอบด้วยไฮโดรเจนและออกซิเจน)

  • The committee consists of scientists and engineers.

(คณะกรรมการประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร)

  • The major part of the country consists of deserts and mountains.

(ส่วนใหญ่ของประเทศประกอบด้วยทะเลทรายและภูเขา)

 

6. Unless it rains, I shall go into ______________________________________ on Sunday.

(ถ้าฝนไม่ตก  ผมจะไป _______________________________________ วันอาทิตย์)

(a) country

(b) countries

(c) the country    (ต่างจังหวัด, บ้านนอก, ชนบท)

(d) a country

 

7. She has full authority to do whatever she likes; nobody dares to make any _________ at all.

(เธอมีอำนาจเต็มที่ที่จะทำอะไรก็ตามที่เธอชอบ,  ไม่มีใครกล้าทำ _____________ ใดๆ ทั้งสิ้น)

(a) approval    (การเห็นชอบ, การเห็นด้วย, การอนุมัติ)

(b) proposal    (การเสนอ, ข้อเสนอ, การขอแต่งงาน)

(c) objection    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

(d) nomination    (การเสนอชื่อ)

 

8. When you can obtain something easily, we say that that thing is __________________.

(เมื่อคุณสามารถได้รับบางสิ่งบางอย่างโดยง่ายดาย,  เรากล่าวว่าสิ่งนั้น ______________

(a) numb    (ชา, ไม่มีความรู้สึก)

(b) immense    (ใหญ่โต, มหึมา, มากมาย, มหาศาล)

(c) available    (หาง่าย, หาได้, มี, เท่าที่จะหาได้, เหมาะที่ใช้, ใช้ประโยชน์ได้)

(d) rare    (หายาก)

 

9. Very few students passed the exam because it was rather _________________________.

(มีนักเรียนน้อยคนมากที่สอบผ่าน  เพราะว่ามัน (การสอบ) ค่อนข้าง ___________________)

(a) coarse    (คอร์ซ)  (หยาบ, หยาบคาย, มีคุณภาพที่เลว, ธรรมดาๆ, ขาดรสนิยม)

(b) harsh    (หยาบ, สาก, บาด (ตา), แสบแก้วหู, ห้าว, ไม่น่าดู)

(c) tough    (ทัฟ)  (ยาก, เหนียว, ทนทาน, ไม่เปราะ, บึกบึน, ดื้อรั้น, แข็งแรง, ใจแข็ง, ร้าย)    

(d) brittle    (เปราะ, แตกหักได้ง่าย, งอไม่ได้, ปรับตัวไม่ได้)

 

10. Miss Brandon is one of those workers who _______________________ by irregular hours.

(มิสแบรนดอนเป็นคนงานคนหนึ่งผู้ซึ่ง _________ กับชั่วโมงทำงานที่ไม่ปกติ)  (เช่น  ต้องทำงานหลังงานเลิก  หรือ  มาทำงานวันหยุด)

(a) is not upset

(b) are not upset    (ไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือว้าวุ่นใจ)

(c) is not upsetting

(d) are not upsetting    (ไม่น่าหงุดหงิดหรือน่าว้าวุ่นใจ)

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจากต้องใช้กริยา  “Are”  ตาม  “Workers”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่

  • He is one of those who __________________________________________ money.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนซึ่ง _______________________________________ เงิน)

(a) enjoys to spend

(b) enjoys spending

(c) enjoy to spend

(d) enjoy spending    (สนุกสนานกับการใช้จ่าย)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ต้องใช้กริยา  “Enjoy”  ตาม  “Those”   ส่วน  “Enjoy + Verb + ing”  เนื่องจากโครงสร้าง  “One of those (หรือ the + Noun พหูพจน์) + Who + Verb พหูพจน์  (เช่น  are, have, play, eat )”  กล่าวคือ  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ   “Those”  หรือ  “นามพหูพจน์”   เช่น

  • Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

  • Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

11. I ______________________________________ to stay here until the end of this month.

(ผม _______________________________________ ให้พักที่นี่  จนกระทั่งสิ้นเดือนนี้)

(a) oblige

(b) am obliging

(c) am obliged    (ถูกผูกมัด, ถูกบังคับ)

(d) have an oblige

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Oblige”  เมื่อใช้ในความหมาย  “ถูกบังคับ, ถูกผูกมัด, มีหน้าที่ที่จะต้อง, ....................., มีภารกิจต้อง......................”  จะต้องใช้ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3}   เสมอ

 

12. I am longing _________________________________________________ the holidays.

(ผมกำลังปรารถนา (อยาก, ใคร่)  ที่จะ ____________________________ วันหยุดพักผ่อน)

(a) for    (มี,ได้)

(b) to

(c) in

(d) with

ตอบ    -    ข้อ   (a)  “Long for”  =   “ปรารถนา, อยากได้,  อยากมี”,  “Long”  ในที่นี้เป็นคำกริยา

 

13. I __________________________________________ here twenty years next summer.

(ผม ___________________________________ ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ในฤดูร้อนปีหน้า)

(a) shall live

(b) have lived

(c) am living

(d) shall have been living    (จะได้ (กำลัง) อาศัยอยู่)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเอาโครงสร้าง  “Future tense” {Will (Shall) + Verb 1}  (บอกเหตุการณ์อนาคต)   รวมเข้ากับ  “Present perfect continuous tense” {Has (Have) + Been + Verb + ing}  (บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย)  เน้นตรงความต่อเนื่องที่ยาวนาน  (อาจเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือ  วัน  เดือน  ปี  ๑๐ ปี ก็ได้)  เมื่อรวม  “Tense”  ทั้ง    แล้ว  จะกลายเป็น  “เหตุการณ์ในอนาคตที่เกิดต่อเนื่องอย่างยาวนานมาตั้งแต่อดีต   และมีแนวโน้มจะเกิดต่อไปอีกเรื่อยๆ   เมื่อถึงเวลาในอนาคตนั้นแล้ว”  สำหรับประโยคในข้อ   ๒๔  บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และจะต่อเนื่องยาวไปถึงอนาคตด้วย  คือ  ฤดูร้อนในปีหน้า  หมายความว่า  เมื่อถึงเวลานั้น  “ผมจะได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลา  ๒๐  ปี”  กล่าวคือ   ผมเริ่มอาศัยที่นี่เมื่อ  ๑๙  ปีที่แล้ว  ครั้นพอถึงปีหน้า (ตอนฤดูร้อน)   ผมก็จะอยู่ที่นี่ครบ  ๒๐  ปีพอดี  และมีแนวโน้มจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกเรื่อยๆ  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า   “Present future perfect continuous tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Been + Verb + ing}  อนึ่ง  เราสามารถใช้แทน  “Tense”  นี้ด้วย   “Present future perfect tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ก็ได้   แต่จะไม่แสดงการเน้นความยาวนาน  หรือ  ต่อเนื่องของเหตุการณ์   รวมทั้งไม่มีแนวโน้มจะยาวต่อไปในอนาคตเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว   ซึ่งไม่เหมือนกับ  “Present future perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He will have been working in the company for 20 years next month.

(เขาจะได้ทำงานในบริษัทเป็นเวลา ๒๐ ปี ในเดือนหน้า)  (เน้นความต่อเนื่องยาวนาน ๒๐ ปี และมีแนวโน้มจะทำต่อไปอีกหลังจากเดือนหน้า)

(= He will have worked in the company for 20 years next month.)

(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องยาวนานของเหตุการณ์ (ทำงานกับบริษัท)  หรือ  ไม่มีแนวโน้มที่จะทำต่อไปในอนาคต  หลังจากเดือนหน้า  เหมือนกับประโยคข้างบน)

  • She will have been studying in the library for 10 hours by 5 p.m.

(เธอจะได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นเวลา  ๑๐  ชั่วโมง  เมื่อถึงเวลา    โมงเย็น  -  ขณะ ที่พูดอาจเป็นเวลาเที่ยงหรือบ่าย    โมง)  (แสดงความต่อเนื่องยาวนาน  ๑๐  ชั่วโมง  และมีแนวโน้มจะอ่านต่อไปอีกหลัง  ๕ โมงเย็น)

(= She will have studied in the library for 10 hours by 5 p.m.)

(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องของเหตุการณ์ว่ายาวนานเป็น  ๑๐  ชั่วโมง  หรือ  ไม่่มีแนวโน้มจะยาวต่อไปจนถึง  ๖  โมง หรือ  ๒  ทุ่ม  เหมือนกับประโยคข้างบน)

 

14. Please don’t forget ________________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ.........................”   คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ..........................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง   ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่มี   ๒   ความหมาย   (ขึ้นอยู่กับใจความของประโยค)  ดังประ โยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่

  • As soon as it stops _______________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ    -     ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง   “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing”  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                     ตัวอย่างที่

  • While we were walking in the park, she often stopped ____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ,  เธอมักจะหยุด ____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                    ตัวอย่างที่

  • I remember that restaurant; we stopped there _____________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้,  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “หยุด  หรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                                     ตัวอย่างที่

  • How did the cat get into the house?  I remember _________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ____________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ  (c)   (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน “Remember + To + Verb 1”  =   “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป    -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา   “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด  (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

15. I ___________________________________________ as a postman for over ten years.

(ผม ___________________________________ เป็นบุรุษไปรษณีย์มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี)

(a) am

(b) have been

(c) have worked    (ได้ทำงาน)

(d) work

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้   “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนปัจจุบันขณะที่พูด  ในกรณีประโยคข้างบน  “ผม”  เป็นบุรุษไปรษณีย์เริ่มตั้งแต่เมื่อกว่า   ๑๐   ปีมาแล้ว  ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่

 

16. You haven’t made ______________________________ clear whether I must go or not.

(คุณยังมิได้ทำให้ _______________________________ ชัดเจนว่า  ผมจะต้องไปหรือไม่)

(a) yourself

(b) me

(c) enough

(d) it    (มัน)

ตอบ    -    ข้อ   (D)   {Make + กรรม (Peter, Jim, him, her, them, me, it, himself, herself  แล้วแต่ความหมาย)  + Adjective}   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครง สร้างนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

  • She spoke slowly and emphatically in order to _____________________________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ____________________________________)

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear    (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่ให้มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Adjective”  หรือ   “Make +กรรม+ Verb 1

                                                      ตัวอย่างที่

  • News services make __________ for newspapers to give their readers news from around the world.

(การบริการข่าวสารทำให้ ___________ สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible    (เป็นไปได้)

(b) it possible    (มันเป็นไปได้)

(c) it is possible

(d) possible that

ตอบ    -     ข้อ   (b)   เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย  คือ  (Make +กรรม + Adjective)  เช่น  “Make it difficult”,  “Make it impossible”,  “Make it necessary”,  “Make it popular”,  “Make you skillful”,  “Make her happy”,  “Make them famous”,  ซึ่งมีความหมายคือ  “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”  (ตามลำดับ)

 

17. I shall send her these ___________________________________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม __________________________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German    (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่  ๒  เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ    -    ข้อ  (c)  ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่   

  • He bought ________________________________________________________.

(เขาซื้อ __________________________________________________________)

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย,  ถัดไปเป็น  “สี”,   ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”,  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย  และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                                          ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

 

18. I wish I _____________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้   “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ ๑

  • I wish you _________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ______________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                     ตัวอย่างที่

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                     ตัวอย่างที่

  • I wish today _________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ _____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –    ข้อ  (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่  “That” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก   คือ

                                  ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ   “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                  ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                  ๓. ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”,  “Should”,  “Could”,  “Might”,  ความหมาย  คือ   คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา   หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                  ๔. เมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + to + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าว  อาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                  ๕. โครงสร้าง  “Wish +กรรม+ Noun”  มีความหมาย  คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

19. She managed to reach the telephone __________________________ her terrible wound.

(เธอไปถึงโทรศัพท์ได้สำเร็จ____________________ มีบาดแผล (หรือการบาดเจ็บ) ร้ายแรง)

(a) although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) notwithstanding    (ทั้งๆ ที่)  (ตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(c) because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(d) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)  (ตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

ตอบ    -    ข้อ  (b)   ดูตัวอย่างการใช้วลีข้างบน  จากประโยคตัวอย่าง

  • Although he is wrong, everyone can’t help admiring him.

(แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายผิด, ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยเขา)

  • Although he was late, he stopped to buy a sandwich.

(แม้ว่าเขาจะสาย,  เขาแวะซื้อแซนด์วิช)

  • Jane kept her coat on although it was warm in the room.

(เจนยังคงสวมเสื้อคลุม  แม้ว่าอากาศในห้องจะอุ่น)

  • Although I advise my children about money, I never actually pay their debts.

(แม้ว่าผมแนะนำลูกๆเกี่ยวกับเรื่องเงิน,  ผมไม่เคยใช้หนี้แทนพวกเขาเลย)

  • He hasn’t been able to get a good job notwithstanding his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆ ทำได้  ทั้งๆ ที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆ ที่เสียค่าเล่าเรียนราคาแพง)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆ ที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น,  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out notwithstanding (= despite = in spite of) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ,  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

  • She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

 

20. The members of Parliament can make their opinions ___________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน _________ ถ้ามีความอยุติธรรมใดๆ เกิดขึ้น)

(a) know

(b) knowing

(c) known   (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d) to know  

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น  “Active voice”  คือ  กรรมเป็นผู้กระทำ)  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3”  (ในกรณีเป็น  “Passive voice”  คือ  กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ เช่น  ในประโยคข้างบน  ที่  “ความคิดเห็น”  จะเป็นผู้รู้ไม่ได้,  แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice”  เนื่องจากเธอเป็นผู้ทำกริยาหัวเราะ)

  • She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice”  เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกลงโทษ”)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป