หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 462)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. After the car had knocked her down, she lay ___________________________________.

(หลังจากรถยนต์ชนเธอล้มลง  เธอนอน ________________________________________)

(a) asleep    (อัส-ลี้พ)  (นอนหลับ, ชา, หยุดนิ่ง, ตาย)

(b) thoughtless    (ขาดความคิด, ปราศจากความคิด)

(c) unconscious    (หมดสติ, ไม่รู้สึกตัว)

(d) unknown    (ไม่มีใครรู้จัก, ไม่มีชื่อเสียง, แปลกหน้า, ไม่รู้, ไม่เข้าใจ, ไม่รู้จัก, ลึกลับ)

 

2. An artist who does not copy others but paints in a new way shows __________________.

(ศิลปินผู้ซึ่งไม่ลอกเลียนคนอื่น  แต่ว่าระบายสีในแบบใหม่ (ไม่ซ้ำใคร) แสดงให้เห็นถึง ________

(a) intention    (ความตั้งใจ, เจตนา)

(b) originality    (ความคิดริเริ่ม, ลักษณะที่ริเริ่ม, ความไม่ซ้ำแบบใคร, ความเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ (คือ ไม่ได้ลอกใครมา), นิสัยที่ไม่เอาอย่างใคร, ความแหวกแนว, ความใหม่เอี่ยม)

(c) reality    (ความเป็นจริง, สภาพที่เป็นจริง, ความจริง, ของจริง)

(d) will-power    (กำลังใจ)

 

3. Before a merchant buys cloth, he tries to get a small piece as _____________________.

(ก่อนที่พ่อค้าจะซื้อผ้า,  เขาพยายามให้ได้ (ผ้า) ชิ้นเล็กๆ  เป็น ______________________)

(a) a case    (กรณี, กล่อง)

(b) an example    (ตัวอย่าง เช่น ประโยค, คำถาม, การกระทำ, เรื่องเล่า, นิทาน, ฯลฯ; แบบอย่าง, แบบฉบับ, อุทาหรณ์)

(c) a sample    (ตัวอย่าง, ของตัวอย่าง, ตัวอย่างทดลอง, ของทดลอง, สินค้าตัวอย่าง)

(d) a trial    (การทดลอง, การสอบสวน, การทดสอบ, การซ้อม, การทรมาน, ความเจ็บปวด, ความยากลำบาก, เรื่องที่ยากลำบาก)

 

4. He was discharged from the army __________________________________ his poor health.

(เขาถูกปลดออก (ถูกทำให้พ้นจากหน้าที่-ความรับผิดชอบ) จากกองทัพบก _________ สุขภาพที่ย่ำแย่ของเขา)

(a) in spite of    (ทั้งๆที่)

(b) instead of    (แทนที่จะ)

(c) according to    (สอดคล้องกับ)

(d) on account of    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

 

5. It takes about two hours _______________________________ to Lopburi from Bangkok.

(มันใช้เวลาประมาณ    ชั่วโมง ___________________________ ถึงลพบุรี  จากกรุงเทพฯ)

(a) getting

(b) to get    (ที่จะไป, ที่จะเดินทางไป)

(c) to be getting

(d) to have got

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “It takes (took) + (Object) + Time + To + Verb 1”  เช่น

  • It takes her only one minute to read a page.

(เธอใช้เวลาเพียง    นาทีในการอ่านหนังสือ    หน้า)

  • It took us two hours to finish our work.

(เราใช้เวลา  ๒  ชั่วโมงในการทำงานให้แล้วเสร็จ)

  • It takes considerable time to learn a language.

(มันใช้เวลามากมายในการเรียนรู้ภาษาหนึ่ง)

 

6. They _________________________________ that the more one has the more one wants. 

(พวกเขา __________________________________ ว่า  คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

(a) tell

(b) ask

(c) inquire   (ถาม)

(d) say   (กล่าว, พูด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ถ้าใช้   “Tell”   ต้องพูดว่า  “They tell me (him, her) that…………………………

 

7. She asked me___________________________________________________________.

(เธอถามผม (ว่า) _____________________________________________________)

(a) why did he change his mind

(b) why does he change his mind

(c) why he changes his mind

(d) why he changed his mind    (ทำไมเขาจึงเปลี่ยนใจ)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • He asked me ___________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว _________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจากมาจากประโยค   “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป   คือ  ถ้าประโยค “Direct speech”   ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)   เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้   “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party? 

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano? 

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                  ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้  “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ  เปลี่ยนกริยาในประโยคใหญ่และย่อยให้สอดคล้องกัน

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She says (that) she has been to London several times.หรือ

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                   สำหรับในกรณีที่  ประโยค  “Direct speech”   เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”   ให้เอา  “Question word”  นั้นๆ  มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”  “…..................….to find that where it is hiding”

                                           ตัวอย่างที่      {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก  ข้อ  ๑  -  ๔}

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก  มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ  (4)  แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค  “Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find …...........….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  “where it is………........…….”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้าง ล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going(Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going(Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work?  (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work.  (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

8. Who _________________________________________________________________?

(_____________________________________________________________ ใคร)

(a) is this pen belonged

(b) is owned by this pen

(c) is this pen belong to

(d) does this pen belong to    (ปากกานี้เป็นของ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   “Belong”  =  “เป็นของ”  ไม่มีการใช้ในรูป   “Passive voice”  และต้องใช้กับ  “To”  เสมอ   ข้อ  (a)  จึงผิด  และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  หรือคำถาม  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังนั้น  ข้อ  (c)  จึงผิด,  สำหรับ   “Own” =  “เป็นเจ้าของ”   จะต้องใช้ในโครงสร้าง  “Who owns this pen?”   (ใครเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้)

 

9. Do you know which part of the country ___________________________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _____________________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ    -    ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ   “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • He made that mistake because he _____________________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ______________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked   (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   หรืออาจใช้   “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม,  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย   “Of”   และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

  • They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

  • The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ฝ่าย)

  • Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

  • I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

  • He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

  • Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

  • His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

10. Why don’t you help me instead of looking ___________________________________?

(ทำไมคุณจึงไม่ช่วยผม  แทนที่จะ _____________________________________  -  เฉยๆ)

(a) for    (“Look for”  =  ค้นหาของที่หาย)

(b) after    (“Look after”  =  เลี้ยงดู, เอาใจใส่, รับผิดชอบ)

(c) on    (“Look on”  =  มองดู)

(d) up    (“Look up”  =  ค้นหาคำศัพท์ในพจนานุกรม)

(e) down    (“Look down on (upon)  =  ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

 

11. There’s a possibility we’ll go, but it all depends _______________________ the weather.  

(มีความเป็นไปได้ว่าเราจะไป,  แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่ _______________________ ดินฟ้าอากาศ)

(a) with

(b) in

(c) on    (กับ)

(d) at

ตอบ      ข้อ   (c)   Depend + On  หรือ  Upon” =  “ขึ้นอยู่กับ”  สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้  “On”   ได้แก่  on page 5  (ในหน้าที่  ๕),  waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำ ตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

12. That boy ____________________________________________ for his musical ability.

(เด็กคนนั้น _______________________________ ในด้านความสามารถทางดนตรีของเขา)

(a) is knowing

(b) has known

(c) knows

(d) is known    (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  เนื่องจากประธานของประโยค  (That boy)  เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ   “ถูกรู้จัก หรือ เป็นที่รู้จัก”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “To be known for”   หรือ   “To be known as”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่     {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ  () – ()}

  • The rhinoceros is (1) known as its (2) distinctive horns, which continue (3) to grow throughout the (4) animal’s lifetime.

(แรดเป็นที่รู้จักกันสำหรับ (หรือ ในเรื่อง) นอที่เด่นของมัน,  ซึ่งยังคงเจริญเติบโตต่อไปตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ – คือแรด)

ตอบ    –    ข้อ      แก้เป็น   “known for”   หมายถึง    “เป็นที่รู้จักกันในเรื่อง  หรือสำหรับ”   เช่น

  • He is known for his kindness and generosity.

(เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องความกรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

  • Chiang Mai is known for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่เป็นที่รู้จักในเรื่องความเอื้อเฟื้อ-ต้อนรับแขกของผู้คนที่นั่น)

  • That judge is known for his fair verdict.

(ผู้พิพากษาคนนั้นเป็นที่รู้จักในเรื่องคำตัดสินที่เป็นธรรม)

  • The President was known for his sensible and timely decision making.

(ท่านประธานาธิบดีเป็นที่รู้จักในเรื่องการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา)

                                     สำหรับ  “Known as”  (เป็นที่รู้จักกันในฐานะ)  ใช้ดังนี้  คือ

  • He is known as a famous doctor.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะแพทย์ที่มีชื่อเสียง)

  • She was known as a dedicated teacher.

(เธอเป็นที่รู้จักในฐานะครูที่อุทิศตัว)

  • They are known as brave people who have sacrificed their lives for the country.

(พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนผู้กล้าหาญ  ผู้ซึ่งสละชีวิตตนเองเพื่อประเทศชาติ)

  • Jim is known as a man who keeps his words.

(จิมเป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลซึ่งรักษาคำพูด)

 

 13. It is generally accepted that to educate huge populations _____________ a great problem.

(เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า  การให้การศึกษาแก่ประชากรจำนวนมาก ______ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่)

(a) are

(b)  were

(c) is    (เป็น)  

(d) to be

(e) being

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยคย่อย   (to educate huge…......…….......…..problem)  คือ  “to educate  (มี huge populations เป็นส่วนขยาย)”   ซึ่งเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb 1)   และถือเป็นคำนามเอกพจน์เสมอ  เหมือนกับ  “Gerund” (Verb + ing)  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา   “Is” (Was)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund”  (Verb + ing)  เป็นประธานของประ โยค   และถือเสมือนเป็นคำนามเอกพจน์   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

  • To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

  • To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.) 

 

14. Is there ______________________________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความเจ็บไข้ได้ป่วย ______________________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much    (มาก)

(d) few

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่ ๑

  • Please give me some _________________________________ about rice exports.

(โปรดให้ ________________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform    (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)  (เป็นคำกริยา)

(b) informant    (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations    (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ  (C)   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                                                   ตัวอย่างที่

  • That is ____________________________________________________________.

(นั่นเป็น __________________________________________________________)

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ชิ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a),  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c),    ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information,”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ   “Information”  ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge   (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  News, Fruit,  Behavior (พฤติ กรรม)   เป็นต้น  คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม (Collective noun)   คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ  เช่น

  • a piece of paper   (กระดาษ แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้ กิโล)
  • a bunch of fruit  (ผลไม้ พวง)
  • a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge   (ความรู้ เรื่อง หรือ วิชา)

 

15. It’s time we _____________________________________________________ this town.

(ถึงเวลาแล้วที่เรา _________________________________________________ เมืองนี้)

(a) leave

(b) shall leave

(c) left    (ออกจาก)

(d) are leaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)   วลี  “It is time, It is about time, It is high time”  (= ถึงเวลา, ได้เวลา, ถึงเวลาสมควร, ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้ว)  ต้องตามด้วย  “Clause”  ที่เป็น  “Past simple tense” (Verb 2)  เช่น

  • It is time you went home to your parents.

(ถึงเวลาที่เธอควรกลับบ้านไปหาพ่อแม่แล้ว)

(= It is time for you to go home to your parents.)

  • It is time he turned over a new leaf.

(ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้วที่เขาจะต้องกลับเนื้อกลับตัว)

(= It is time for him to turn over a new leaf.)

  • It is about time she told her parents the truth.

(ถึงเวลาสมควรแล้วที่เธอต้องบอกความจริงแก่พ่อแม่)

(= It is time for her to tell her parents the truth.)

 

16. That is a hat shop.  There are some hats in _________________________________.

(นั่นเป็นร้านขายหมวก  มีหมวกอยู่ใน ______________________________________)

(a) the shop’s window

(b) the shop window    (ตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

(c) the window shop    (ร้านขายหน้าต่าง)

(d) the window’s shop

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ นามประกอบ  (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “นามประกอบ”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ____________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ,  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน _______ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun) 

                                               ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _______________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                              ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient ________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น _____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • She broke a __________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ _________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่างเช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

17. There are two _______________________________________ in the word ‘necessary’.

{มี (ตัวอักษร) ____________________________________   ตัว ในคำว่า ‘necessary’}

(a) s

(b) ss    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) s’s    (เอส)

(d) ss’    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป  “Apostrophe”  (’)  เสมอ  เมื่อต้องการบอกว่า  มีตัวอักษรกี่ตัวในคำนั้นๆ

 

18. Are you under age or are you _________________________________________ age?

(คุณยังไม่บรรลุนิติภาวะ  หรือว่าคุณ ____________________________________ แล้ว)

(a) of    (To be of age  =  บรรลุนิติภาวะ)    

(b) above

(c) over

(d) upon

ตอบ   -   ข้อ   (a) 

                               สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุ หรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง...............)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบ ด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม), “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำ นวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประ ชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุ การณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

19. My doctor advised me __________________________________________ any more.

(หมอของผมแนะนำผม ______________________________________ ต่อไปอีกแล้ว)

(a) don’t drink

(b) not drink

(c) not to drink    (ไม่ให้ดื่ม)

(d) to drink not

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Advise (Suggest, Ask, Tell, Expect, Wish, Promise, Warn) + กรรม + (Not) + To + Verb 1”  เช่น

  • She asked me (not) to do that.

(เธอขอร้องผมให้ (มิให้) ทำเช่นนั้น)

  • We told him (not) to come before noon.

(เราบอกเขาให้ (มิให้) มาก่อนเที่ยง)

 

20. He bought his car ____________________________________________ hire-purchase.

(เขาซื้อรถยนต์ของเขา ____________________________ การเช่าซื้อ)  (คือ ผ่อนเป็นงวดๆ)

(a) with

(b) for

(c) at

(d) on    (โดย, ด้วยวิธี)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป