หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 460)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: Are we on the right road?

(เรามาถูกถนนหรือเปล่านี่)

    B: ___________________________________________________________________.

(a) I hope not    (ผมหวังว่าไม่)

(b) I think so    (ผมคิดว่ามาถูกครับ)

(c) I’m afraid you’re right    (ผมเกรงว่าคุณถูกแล้วละ)

(d) Do only what is right    (จงทำเฉพาะในสิ่งที่ถูกต้อง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และคำพูดของ    คน รับกัน

 

2. A: This is the best solution to the problem.

(นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด)

    B: ______________________________________________________________.

(a) What’s wrong with that?    (นั่นเป็นอะไรไปล่ะ  หรือ เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนั้น)

(b) Every problem is like this    (ปัญหาทุกอย่างก็เหมือนเช่นนี้แหละ)

(c) What makes you so sure?    (อะไรทำให้คุณมั่นใจเช่นนั้น)

(d) Nobody likes to solve difficult problems    (ไม่มีใครชอบแก้ปัญหายากๆ หรอก)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความที่ทั้ง    คนพูดรับกัน

 

3. The atoms-for-peace program is aimed at making the world _____________ place to live in.

(โครงการปรมาณูเพื่อสันติ  มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ ________ สำหรับอยู่อาศัย)

(a) a best    (ดีที่สุดแห่งหนึ่ง)

(b) best    (ดีที่สุด)

(c) a better    (ดีขึ้น)

(d) the better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมิได้มีการชี้เฉพาะเจาะจงลงไป  จึงไม่ใช้ข้อ  (d)  ส่วนอีกคำตอบที่อาจใช้ได้  คือ  “the best”  ซึ่งถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายสู้   “a better”  ไม่ได้  เพราะโครงการนี้เพียงแต่ทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้นเท่านั้น  ไม่ถึงขนาดว่าเป็นสถานที่  “ดีที่สุด”  สำหรับอยู่อาศัย  ข้อนี้จึงไม่มี  Choice  “the best”  มาให้เลือก  (ถ้ามีให้เลือก  ก็อาจตอบข้อนี้ได้)   ส่วน ข้อ  (a)  และ  (b)  ผิดหลักไวยากรณ์

 

4. He walked quickly __________________________________________ miss the last bus.

(เขาเดินอย่างเร็ว ______________________________________ ตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย)

(a) so as to not

(b) not so as to

(c) so as not to    (เพื่อมิให้, เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(d) so not as to

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “So as to” (= In order to)  =   “เพื่อที่จะ”  ส่วน  “So as not to” (= In order not to)  =  “เพื่อที่จะไม่ต้อง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • He studied hard to (= so as to = in order to) pass the exam.

(เขาเรียนหนังสือหนัก  เพื่อสอบให้ผ่าน)

  • They come to school to (= so as to = in order to) learn.

(พวกเขามาโรงเรียนเพื่อเรียนรู้)

  • She did not come to the party so as not to (= in order not to) meet her ex-boyfriend.

(เธอไม่มางานเลี้ยง  เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับอดีตแฟนเก่า)

(ห้ามใช้  “She did not come to the party not to meet her……..…............……”)

  • We practiced a great deal so as not to (= in order not to) lose the match.

(เราฝึกซ้อมอย่างมากมาย  เพื่อจะได้ไม่แพ้การแข่งขัน)

(ห้ามใช้   “We practiced a great deal not to lose the match.”)

 

5. A: Would you like a cup of coffee?

(เอากาแฟสักแก้วไหมครับ)

    B: ______________________________________________________________.

(a) Yes, I would   (ครับผมชอบ  หรือ อยาก)

(b) Yes, I do   (ครับ  ผม.........................................)

(c) No, please   (ไม่ละครับ  ได้โปรดเถอะ)

(d) Yes, please   (เอาครับ  ได้โปรดเถอะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมีหลักว่า  เมื่อมีการเชื้อเชิญให้ดื่ม หรือกิน  ถ้าตอบตกลง  ให้ใช้   “Yes, please”  แต่ถ้าตอบปฏิเสธ  ให้ใช้   “No, thanks”  เสมอ   เนื่องจากถือเป็นความสุภาพ  ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

 

6. I am not used ____________________________________________ this type of machine.

(ผมไม่คุ้นเคย-เคยชิน ____________________________________ เครื่องจักรประเภทนี้)

(a) to use

(b) to using    (กับการใช้)

(c) using

(d) to have used

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to”  หรือ  “Get used to”  +  Verb + ing   =   “คุ้นเคย-เคยชินกับการ............................”  เช่น

  • Im used to eating Chinese food.

(ผมคุ้นเคยกับการกินอาหารจีน)  (ในปัจจุบัน)

  • She was used to playing badminton when she was young.

(เธอเคยชินกับการเล่นแบดมินตัน  เมื่อเธอเป็นเด็ก)  (เคยชินในอดีต)

  • They get used to getting up early.

(พวกเขาเคยชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่)  (ในปัจจุบัน)

  • We got used to studying hard when we were in college.

(เราเคยชินกับการเรียนหนัก  เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (เคยชินในอดีต)

 

7. The company was well-known for the quality of __________________________ products.

(บริษัทแห่งนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ________________________)

(a) their

(b) his

(c) it’s

(d) its    (ของตน – ของบริษัท)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ   แทน  “บริษัท”  ซึ่งเป็นเอกพจน์

 

8. The committee ______________________ by the vastness of the applicant’s experiences.

(คณะกรรมการ _____________________ ในความกว้างขวางของประสบการณ์ของผู้สมัคร)

(a) was impressed    (มีความรู้สึกประทับใจ)

(b) impressed    (ทำให้ประทับใจ)

(c) was impressing    (น่าประทับใจ)

(d) impression    (ความประทับใจ)

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากคณะกรรมการ   “มีความรู้สึกประทับใจ”  ดูการใช้คำกริยาประเภทนี้  –  “impress, interest, satisfy, surprise, amaze, disappoint etc.   จากประโยคข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it ______________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก   ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน _______________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  

                                                            ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a _________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  ________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                                               ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ __________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้    และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                                                           ตัวอย่างที่  

  • She was very _________________________________________ to meet her friend.

(เธอ _____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight     (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                                               ตัวอย่างที่  

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_______________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                           ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                            ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                             ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ___________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ   -    ข้อ   (c)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised”  จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

 

9. According to a recent survey, __________________ doctors do not have a personal physician.

(สอดคล้องกับการสำรวจเมื่อเร็วๆ มานี้   แพทย์ __________ ไม่มีหมอประจำตัว)  (ต่างจากคนรวยบางคน  ที่มีหมอประจำตัว)

(a) a large amount of     (จำนวนมาก)

(b) large amount of

(c) a large number of    (จำนวนมาก)

(d) large number of

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์  (Doctors)  ส่วน   “A large amount of”   ใช้ขยายคำนามนับไม่ได้   (เอกพจน์เสมอ)   เช่น

  • A large amount of rain falls in the South of Thailand each year.

(ฝนปริมาณมากตกทางภาคใต้ของไทยในแต่ละปี)

  • A large amount of furniture has been exported to Malaysia recently.

(เฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก  ได้ถูกส่งออกไปยังมาเลเซียเมื่อเร็วๆ นี้)

  • A large amount of water is needed if these trees are to survive.

(ต้องการน้ำในปริมาณมาก  ถ้าจะให้ต้นไม้เหล่านี้รอดตาย)

  • There is a large amount of equipment used for the construction of the building.

(มีอุปกรณ์จำนวนมากถูกใช้  เพื่อการก่อสร้างอาคารหลังนี้)

 

10. Tuition at an American university runs _____________ thirty-five thousand dollars a semester.

(ค่าเล่าเรียน – ค่าเทอม – ณ มหาวิทยาลัยอเมริกัน  มีจำนวน __________  หมื่น พันเหรียญต่อเทอม  –  หรือภาคการศึกษา)

(a) so high as

(b) as high as    (สูงเท่ากับ,  มากเท่ากับ)

(c) as high than

(d) as high to

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบว่า   “สิ่งนี้เท่ากับสิ่งนั้น,  จำนวนนี้เท่ากับเท่านั้น”   (ในประโยคบอกเล่า)   จะใช้ในรูป  “As + adjective (adverb) + as”  แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า  “สิ่งนี้ไม่เท่ากับสิ่งนั้น”   (ในประโยคปฏิเสธ)  จะต้องใช้รูป  “So + adjective (adverb) + as”  หรือจะใช้   “As + adjective (adverb) + as”  ก็ได้   เช่น

  • This house is as big as that house.

(บ้านหลังนี้ใหญ่เท่ากับบ้านหลังนั้น)

  • She walked as quickly as he did.

(เธอเดินเร็วเท่าๆกับที่เขาเดิน)

  • This car is not so expensive as that car.

(รถคันนี้ไม่แพงเท่ากับรถคันนั้น)

  • This car is not as expensive as that car.

(รถคันนี้ไม่แพงเท่ากับรถคันนั้น)

  • She does not work so efficiently as her sister does.

(เธอมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับน้องสาวของเธอ)

  • She does not work as efficiently as her sister does.

(เธอมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับน้องสาวของเธอ)

 

11. Deserts are often formed _______________ they are cut off from rain-bearing winds by the surrounding mountain ranges.

(ทะเลทรายได้รับการก่อตัวบ่อยๆ ___________ มันถูกตัดขาดจากลมที่ก่อให้เกิดฝน  โดยเทือกเขาที่ล้อมรอบมัน)

(a) so    (ดังนั้น)

(b) due to    (เนื่องมาจาก)

(c) in spite of    (ทั้งๆที่)

(d) because    (เพราะว่า)

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจาก  “Because + Subject + Verb”   ส่วน  “Due to + วลี หรือคำนาม

 

12. There was a ________________________ over; it would have fed a dozen more people. 

(มี_____________ มันสามารถเลี้ยงคนได้อีกเป็นโหล)  (แต่ก็ไม่ได้เลี้ยง  คือ ทิ้งไปเสียเปล่าๆ)

(a) lot of food leaving

(b) lots of food left

(c) lot of food left    (อาหารมากมายเหลือทิ้งไว้)

(d) few of food leaving

ตอบ     -     ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   (Adjective clause) “……....……....food which was left   หรือ………….....…….food which had been left”   สำหรับ    “A lot of  =  Lots of”  (มากมาย)  สามารใช้กับทั้งนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน   “A few  (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง), Few   (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)   ต้องตามด้วยนามนับได้  พหูพจน์เท่านั้น  ในที่นี้  “Food” (อาหาร)   เป็นนามนับไม่ได้  เช่น

  • There is a lot of (= lots of) furniture (food) in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์  (อาหาร)  มากมายในห้อง)

  • There are a lot of (= lots of) books on the table.

(มีหนังสือมากมายบนโต๊ะ)

  • There are a few (few) cars in the street.

{มีรถอยู่บ้าง (น้อยมาก) บนถนน}

                         สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  เช่น   Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)  เป็นต้น  อนึ่ง   คำนามเหล่านี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม   (Collective noun)  คือ  นามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

  • a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)
  • a piece of paper   (กระดาษ แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้ กิโล)
  • a bunch of fruit  (ผลไม้ พวง)
  • a piece of luggage (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge   (ความรู้ เรื่อง หรือ วิชา)

 

13. Just see if that water is becoming hot, _______________________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, __________________________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you   (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง  หรือขอร้อง,  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้  “Will you”,  สำหรับ  “If”   ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                            ตัวอย่างที่  

  • Do it at once, ________________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ____________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ     -      ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”,  ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้“…………......……., will you ?”    เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                           สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”   ในส่วน Tag  ต้องใช้  “Let’s ……….….......……….., shall we?”  เช่น

  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                              แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,   “Let him”,  “Let her”,  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือ  ขออนุญาตให้ผู้พูด  หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน  Tag  ต้องใช้  “Will you?” เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป  เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

 

14. He said he travelled more often than he had two years __________________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ ๒ ปี ______________________)

(a) ago    (ล่วงมาแล้ว)

(b) later    (ต่อมา)

(c) since    (ตั้งแต่)

(d) before    (ก่อนหน้า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)    เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech)  (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech)  (He said he travelled more often than he had two years before.)  จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้ (Nearness) เป็นถ้อย คำที่มีลักษณะห่างไกล (Distance)  เช่น

Direct

 

Indirect

yesterday

เป็น

the day before

the previous day

today, tonight

เป็น

that day, that night    

last night

เป็น

the night before

last week

เป็น

the week before

last month

เป็น

the month before

last year

เป็น

the year before

tomorrow

เป็น

the next day

the following day

next week

เป็น

the following week

the week after

next year

เป็น

the following year

the year after

now

เป็น

then, at that time

ago

เป็น

before

this, these

เป็น

that, those

here

เป็น

there

come

เป็น

go

 

                                             นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense”  ด้วย  คือ

Direct

เป็น

Indirect

Present simple

เป็น

Past simple

Present continuous

เป็น

Past continuous

Present perfect

เป็น

Past perfect

Past simple

เป็น

Past perfect

Will

เป็น

Would

Shall

เป็น

Should

Can

เป็น

Could

May

เป็น

Might

Must

เป็น

Had to

 

                                                ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค   เช่น

Direct   : He said, “I play with these friends here today.”

(เขาพูดว่า,  “ผมเล่นกับเพื่อนๆเหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that he played with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆเหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

Direct     : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect  : John told me that they were staying there then (หรือat that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น  ในตอนนั้น หรือ  ในขณะนั้น)

Direct    : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect   : She told me that she had sent a gift to her brother the day before  (หรือ  the previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประ โยคนี้)  หรือ  วันก่อน)

Direct    : He said to her, “Ilast met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ    ปีมาแล้ว)

Indirect   : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ    ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

 

15. The streets are much too crowded.  There is not _________ room for any more cars or buses.

(ถนนมียวดยานพลุกพล่านมากมายเหลือเกิน,  ไม่มีที่ว่าง __________ สำหรับรถยนต์หรือรถประจำทาง  เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกแล้ว)  (คือ  ถนนแน่นเอี๊ยด  จนไม่มีที่ว่างเหลือเลย)

(a) a

(b) the

(c) enough    (พอ, เพียงพอ)

(d) plenty    (มาก)

ตอบ     -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Enough”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                              ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________________________ to catch the train.

(_____________________________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough    (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ     -     ข้อ   (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์   (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – เย็นพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ  ขยายหลังกริยาวิเศษณ์ (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ),  แต่   “Enough”  ต้องขยายหน้าคำนามเช่น   (enough money – เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

                                                     โดยสรุป   คือ   “Enough”   มีหลักการใช้ดังนี้   คือ

                                  ๑. เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ใช้ขยายหน้าคำนาม  เช่น

  • A number of poor people in developing countries don’t even have enough food to eat.    

(คนยากจนจำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนา  ไม่มีแม้กระทั่งอาหารเพียงพอที่จะกิน)

  • He did not have enough information on that to speak confidently.

(เขาไม่มีข้อมูลเพียงพอในเรื่องนั้น  ที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ)

  • Don’t ask me to help you.  I’ve got enough problems of my own.

(อย่าขอร้องให้ผมช่วยคุณเลย  ผมมีปัญหาของตัวเองมากมายพออยู่แล้ว)

  • I don’t think there is enough room for such lots of people.

(ผมไม่คิดว่าจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับผู้คนมากมายเช่นนั้น)

                                 ๒. เป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ใช้ขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เช่น

  • This house is not big enough for our entire family.

(บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับคนในครอบครัวของเราทั้งหมด)

  • He is old enough to understand it.

(เขาโตพอที่จะเข้าใจมัน)

  • We were close enough to be able to see their faces.

(เราอยู่ใกล้พอที่จะสามารถเห็นหน้าพวกเขาได้)

  • These girls are not old enough to go out alone.

(เด็กหญิงพวกนี้ยังไม่โตพอ (อายุไม่มากพอ) ที่จะออกไปข้างนอกตามลำพัง)

  • Jim isn’t clever enough for Jenny.

(จิมมิได้ฉลาดพอสำหรับเจนนี่)   (ดังนั้น  จึงโดนเธอหลอก  หรือ  เจนนี่ไม่ควรแต่งงานกับจิม)

  • The assignment is easy enough for her to do without help.

(งานที่ได้รับมอบหมาย  ง่ายพอสำหรับเธอ  ที่จะทำโดยไม่ต้องมีใครช่วย)

  • We walked quickly enough to catch the bus.

(เราเดินเร็วพอที่จะทันขึ้นรถเมล์)

  • She wrote carefully enough to avoid making a mistake.

(เธอเขียนอย่างระมัดระวังพอที่จะหลีกเลี่ยงการทำ (เขียน) ผิด)

  • They ran slowly enough for us to catch up with.

(พวกเขาวิ่งช้าพอสำหรับเราที่จะตามได้ทัน)

  • Those students are not trying hard enough.

(นักเรียนพวกนั้นมิได้พยายามมากพอ)  (“Hard”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

  • She sings well enough to make a living.

(เธอร้องเพลงได้ดีพอที่จะทำมาหากินได้)  (“Well”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

                                        สำหรับตัวอย่างการใช้  “Plenty” + Of + “นามนับไม่ได้  หรือ  นามนับได้พหูพจน์”   เช่น

  • We’ve got plenty of time.

(เรามีเวลามากมาย – เหลือเฟือ)

  • There are always plenty of jobs to be done.

(มีงานมากมายอยู่เสมอที่จะต้องทำ)

  • They would have plenty to eat.

(พวกเขามีกินกันจนเหลือเฟือ)

  • Food and drink had been consumed in plenty.

(อาหารและเครื่องดื่มถูกบริโภคไปเป็นจำนวนมาก)

  • I’m sure we shall see plenty of you.

(ผมมั่นใจว่าเราจะได้พบคุณบ่อยๆ)

 

16. Few people know ________________________________________________________.

(น้อยคนที่รู้ว่า ______________________________________________________)

(a) how he works hard

(b) how hardly he works

(c) how does he work

(d) how hard he works    (เขาทำงานหนักเพียงไร-ขนาดไหน)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยคถามตรง  “Direct speech”  ที่ว่า  “How hard does he work?”   เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคถามอ้อม  “Indirect speech”  จึงต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  (How hard he works)  ทั้งนี้  “Question word” (How)  จะต้องอยู่ติดกับ  “Adjective, Adverb”  เสมอ  เช่น  “How hot, How sweet, How far, How long, How tall, How quickly, How slowly, How beautifully, How carefully”  ส่วน  “What, Which” ต้องอยู่ติดกับคำนาม  เช่น  “What book, What kind, What animal, Which house, Which bus, Which city”  สำหรับการใช้  “Hard”  และ  “Hardly”  ให้ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • He always tries to avoid ________________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง _________________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work   (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”   ได้  (ตัดข้อ  (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  (ตัดข้อ  (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ  (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work” (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Those people are working very __________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน __________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard   (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง  “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา  “Are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Hardly”  (หรือ  อาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น “Successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ  “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency”  (แสดงความ  “บ่อย”  หรือ  “ถี่”)  หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”   โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

 (เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

  (เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

  (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                              สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค  มีดังนี้  คือ

                                 ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.  (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.  (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.  (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                  ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.  (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.  (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.  (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                  ๓. ถ้ามีคำกริยา    ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.  (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)
  • She will never love him.  (เธอจะไม่มีวันรักเขา)
  • You should never come to class late.  (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)
  • He is always asking me.  (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)
  • We have never traveled to New York.  (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                 ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ  {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (ช่วยเช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                  ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย

                                 กล่าวคือ  มีการเรียงโครงสร้างประโยคดังนี้  คือ

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย   เช่น
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

17. Jimmy will be punished __________________________________________ coming late.

(จิมมี่จะถูกลงโทษ ___________________________________________ การมาสาย)

(a) by

(b) because

(c) for    (สำหรับ)

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (c)   

                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ   “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำ หรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำ หรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                          ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                            สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

18. _______________________________________________ patient, and you will succeed.

(________________________________________ อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be    (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง  หรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์  เช่น  “Patient” (อดทน),  “careful” (ระมัดระวัง),  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ  เช่น

                                                            ตัวอย่างที่  ๑

  • If you need any help filling out the forms, _____________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆ ในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ __________ ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาน์เตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เนื่องจากในประโยคคำสั่ง  หรือขอร้อง  (ในที่นี้ คือ   “Ask somebody at the front desk)   ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค  คือ  อยู่หน้า  “Ask” (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่    ที่ ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)
  • Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)
  • Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)
  • (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                                    ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  เสมอ  เช่น

  • Be careful.  (จงระวัง)
  • Be patient.  (อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.  (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)                 

                                   อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย  “Don’t”  เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  (จงอย่าทำเสียงดัง)
  • Don’t get up late.  (อย่าตื่นสายนะ)
  • Don’t bother me while I’m working.  (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                                   ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be”  เสมอ  เช่น

  • Don’t be late for class.  (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)
  • Don’t be careless while walking across the street.  (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)
  • Don’t be too serious with your work.  (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

19. I will give you ________________________________________________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด _______________________________________ แก่คุณในภายหลัง)

(a) farer    (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther    (ไกลกว่า)

(c) further    (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก – เมื่อเป็นคำคุณศัพท์) (ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) longer    (ยาวกว่า, นานกว่า)

 

20. “A corner shoe store” means “______________________________________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน”  หมายถึง _________________________________________)

(a) the shoe at the corner of a store    (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store    (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner    (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store    (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ” (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต  คือ  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือ  ไม่เติม  “S”  แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง)  ดูเพิ่มเติม  “นามประกอบ”  จากคำต่อไปนี้

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

    -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

    -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

    -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

    -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

    -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

    -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

    -  traffic jam   (รถติด)

    -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

    -  conference room   (ห้องประชุม)

    -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

    -  car key   (กุญแจรถ)

    -  car park   (ที่จอดรถ)

    -  railway station   (สถานีรถไฟ)

    -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

    -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

    -  talk show   (การแสดงศิลปะการพูด)

    -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

    -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

    -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

    -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

    -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

    -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

    -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

    -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

    -  office building   (อาคารสำนักงาน)

    -  rubbish bin   (ถังขยะ)

    -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

    -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

    -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

    -  production method   (วิธีการผลิต)

    -  goods outlet   (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  contract period   (ระยะเวลาของสัญญา)

    -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

    -  debt payment   (การชำระหนี้)

    -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

   -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

    -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

    -  government sector   (ภาครัฐบาล)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

    -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

    -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

    -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

    -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

    -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

    -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

    -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

    -  wood house (s)   (บ้านไม้)

    -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

    -  government policy   (นโยบายรัฐบาล)

    -  personnel development    (การพัฒนาบุคลากร)

    -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

    -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment   (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)   (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)   (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป