หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 456)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I went out shopping with my friend _______________________________ buying anything.

(ผมออกไปซื้อของกับเพื่อน ___________________________ ซื้ออะไรเลย  -  หรือสิ่งใดเลย)

(a) having no intention    (ไม่มีเจตนา)

(b) had the intention of    (มีเจตนาที่จะ)

(c) with no intention of    (ด้วยความตั้งใจ (เจตนา) จะไม่)

(d) did not intend    (มิได้ตั้งใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (ต้องจำโครงสร้างนี้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • She had no intention of spending the rest of her life working as a waitress.

(เธอไม่มีเจตนาที่จะใช้ส่วนที่เหลือของชีวิต  ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ)

 

2. The cost of living in the provinces is not quite __________________ high as in the capital. 

(ค่าครองชีพในต่างจังหวัดไม่สูง ____________________________ เท่ากับในเมืองหลวง)

(a) very

(b) so    (มาก)

(c) so much

(d) so as

ตอบ   -   ข้อ   (b)   อาจใช้  “As”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบแบบปฏิเสธ  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I don’t want to be _______________________________________________ you are.

(ผมไม่ต้องการที่จะ ______________________________________________ คุณอ้วน)

(a) fat as

(b) so fat that

(c) quite fat as

(d) so fat as    (อ้วนเหมือนกับที่, อ้วนเท่ากับที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจใช้  “as fat as”  ก็ได้

                                                          ตัวอย่างที่  

  • I want to be ___________________________________________________ you are.

(ผมต้องการ _________________________________________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as    (ใช้ไม่ได้  เพราะประโยคข้างบนเป็นบอกเล่า)

(d) as tall as    (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากัน)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เนื่องจาก “As…….......……..as” (......................เหมือนกันกับ, .......................เท่ากันกับ)   ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน  “So…………......….…as” (.......................... เหมือนกันกับ, ......................... เท่ากันกับ)  ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว (ห้ามใช้ในประโยคบอกเล่า)  เช่น

  • He is as clever as his brother.

(เขาฉลาดเท่าๆ กับพี่ชาย)  (บอกเล่า)  (ต้องใช้  “as…….........……as” อย่างเดียวเท่านั้น)

  • She is not as beautiful as her sister.

(เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)  (ปฏิเสธ)  (อาจใช้  “so………...….…..as” ก็ได้)

  • Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

(จิมไม่ขยันเท่าๆ กับเพื่อนร่วมงาน)  (ปฏิเสธ)  (ใช้ “as……..……..…….as” หรือ “so……….....……..as”  ก็ได้  ทั้ง    แบบ)

***** (ห้ามใช้)  We are so diligent as our neighbors.  (บอกเล่า)

(เราเพียรพยายามเท่าๆ กับเพื่อนบ้านของเรา)  (ใช้  “so…….......……..as”  ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

  ******   (ต้องใช้) They are as economical as we are. (บอกเล่า)

 (พวกเขาประหยัดเท่าๆ กับพวกเรา)  (ต้องใช้ “as……........….……..as”  เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

 

3. It looks like _________________________________________________ another hot day.

(มันดู (มีลักษณะ) เหมือน _______________________________ วันที่อากาศร้อนอีกวันหนึ่ง)

(a) to be

(b) be

(c) being    (เป็น)

(d) been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Like”  ในประโยคข้างบนเป็น  “Preposition”  =  “เหมือน, คล้าย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือ วลี  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งในที่นี้  คือ  “Being

 

4. ___________________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(________________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ  “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบทที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคมที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิดที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1914 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๔  ที่สงครามโลกครั้งที่    เกิดขึ้น)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเลที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

5. Tim: “_____________________________________ are you going to stay at the seaside?”

(ทิม : คุณจะไปพักที่ชายทะเล ___________________________________________)

    Tom: “Until my children get bored.”

(ทอม :  จนกระทั่งลูกๆ ของผมเบื่อ)

(a) How often    (บ่อยเท่าใด)

(b) Where    (ที่ไหน)

(c) How long    (นานเท่าใด)

(d) When    (เมื่อไร)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

6. My teacher can write a beautiful poem in _________________________ than half an hour.

(ครูของผมสามารถแต่งโคลงที่ไพเราะในเวลาที่ __________________________ ครึ่งชั่วโมง)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)

(b) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)

(c) less    (น้อยกว่า, ต่ำกว่า, ไม่ถึง)

(d) least    (น้อยที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  {Little  (น้อย), Less  (น้อยกว่า),  Least  (น้อยสุด)}

 

7. ______________________________________________________, she was still thirsty.

(__________________________________________________ เธอยังคงกระหายน้ำ)

(a) In spite of Lucy drank a glass of juice    (“In spite of” (ทั้งๆที่) + คำนาม หรือวลี  หรือ Verb + ing)

(b) Even Lucy drank a glass of juice    (แม้กระทั่งลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(c) Though Lucy drank a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(d) Though Lucy drinks a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่  (She was still thirsty)  อยู่ในรูป  “Past tense”  (Was)  กริยาในประโยคย่อย  (Though………………….juice)  จึงต้องเป็น  “Past tense”  (drank)  ด้วย

 

8. I would like to ________________________________________________ this Sunday.

(ผมอยากจะ _______________________________________________ วันอาทิตย์นี้)

(a) going shopping

(b) going shop

(c) go shopping    (ไปซื้อของ, ไปช้อปปิ้ง)

(d) go shop

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง   

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Are you going ________________________________________ again this summer?

(คุณจะไป _____________________________________ อีกครั้ง  ในฤดูร้อนนี้  ใช่หรือไม่)

(a) to camp

(b) to be camped

(c) being camped

(d) camping    (พักแรม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went _______________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ___________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ

                                                          ตัวอย่างที่  

  • Her job is ___________________________________________________________.

(งานของเธอคือ _____________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (Is)  ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go shopping”  หรือ  “Going shopping”   ได้ทั้งคู่

                             อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพัก  ผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอ  เช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้  “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

9. There ___________________________________________________ in the word ‘letter’.

(มี __________________________________________________ ในคำว่า  ‘Letter’)

(a) are not any letters    (ไม่มีตัวอักษรใดๆเลย)

(b) are two ‘t’    (ถ้าต้องการบอกว่า  มีตัวอักษร  “ที”  ๒  ตัว  ต้องใช้ว่า  “two t’s”)

(c) is a letter    (ตัวอักษร  ๑  ตัว)

(d) are six letters    (ตัวอักษร    ตัว)  (“Letter”  ในที่นี้  หมายถึง  “ตัวอักษร”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Letter”  หมายถึง  “ตัวอักษร, จดหมาย”  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  มีตัวอักษร  “ที”   ตัว  ต้องใช้ว่า  “Two t’s

 

10. What __________________________________________________ when he saw you?

(_________________________________________________ อะไร  เมื่อเขาพบคุณ)

(a) does he say

(b) did he say    (เขาพูด)

(c) he said

(d) he had said

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  สร้างประ โยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How)  จากกริยาในประโยคใหญ่  ในที่นี้  คือ   “Say”  แต่ต้องเป็นคำถามในรูป  “Past tense”  (Verb 2)  (What did he say)    เนื่องจากกริยาในประโยคย่อยอยู่ในรูปอดีต  คือ  “Saw”  ตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • Why do you look so tired?

(ทำไมคุณจึงมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย)

  • When did you arrive at the meeting this morning?

(คุณมาถึงที่ประชุมเมื่อใดเช้านี้)

  • Where did she stay when she was in London?

(เธอพักที่ไหนเมื่อเธออยู่ในลอนดอน)

  • What does he do for a living?

(เขาทำงานอะไรเพื่อการดำรงชีพ)

  • How did they get back their lost dog?

(พวกเขาได้หมาที่หายไปคืนมาได้อย่างไร)

 

11. When I arrived on a cold, __________ evening, I was glad to see that somebody had lit a fire, and that it was burning brightly.

(เมื่อผมมาถึงในคืนที่หนาวเย็นและ ___________ ผมดีใจที่ได้พบว่า  ใครบางคนได้จุดกองไฟไว้  และ (ได้พบ) ว่า  มันกำลังลุกไหม้อย่างสว่างไสว)

(a) rain    (ฝน, น้ำฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) raining

(c) rainy    (มีฝนตก, เปียกฝน)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) rained    (ฝนตก, ตกลงมาคล้ายฝน)  (เป็นคำกริยา ช่องที่ ๒ และ ๓)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำนาม  “Evening”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

 

12. Peter, Bill and I asked the boatman if he would help _____________________________.

(ปีเตอร์,  บิล,  และผม  ถามคนพาย-แจวเรือว่า  เขาจะช่วย _____________________ หรือไม่)

(a) theirs

(b) ourselves

(c) to us

(d) us    (เรา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมี    “I”  รวมอยู่ด้วย  จึงต้องใช้  “We”  (เรา)  แต่เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Help”  จึงต้องเป็นสรรพนามในรูปกรรม  คือ   “Us

 

13. We haven’t seen _______________________ her sister _____________________ her.

(เรามิได้เห็น _______________ พี่สาวของเธอ ______________ เธอ  คนใดคนหนึ่ง)  (คือ  มิได้เห็นคนใดคนหนึ่ง  ระหว่างพี่สาวของเธอ  และตัวเธอ)

(a) neither _______________ nor    (ไม่ทั้ง  ๒  คน)  (ใช้กับประโยคบอกเล่า)

(b) either ______________ or   (ไม่ .................................. ก็ (เธอ) คนใดคนหนึ่ง)

(c) neither _______________ or    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) either ______________ nor    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Either……….......……..or”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่     

  • The kidnappers said to her that __________ she gave them the money and saw her family again or she died.

(ผู้ที่ลักพาตัวพูดกับเธอว่า _____________ เธอให้เงินพวกเขาและได้กลับไปเจอครอบครัว  ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(a) unless

(b) neither

(c) either    (“Either..............…or…............….”  =  ไม่...................ก็..................... เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) not only

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการใช้คำคู่   “……......…..either she gave them ……....……or she died”  (...................ไม่เธอให้เงิน...................ก็เธอตาย  อย่างใดอย่างหนึ่ง)  (Either she gave  คู่กับ  or she died)  ดูเพิ่มเติมการใช้  (“Either...............or……......…....”  จากประโยคข้างล่าง

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(หากไม่  ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  ก็  เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานฯ  ตัวหลัง  คือ  “plain laziness”)

  • Either John or his sister is coming to my party.

(ไม่ จอห์น  ก็  น้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) กำลังมางานเลี้ยงของผม)  (ใช้กริยาตาม  “his sister”)

  • Either you give me your wallet or I kill you.” said the robber to Jim.

(“ไม่  คุณให้กระเป๋าสตางค์ของคุณแก่ผม  ก็  ผมฆ่าคุณ  (อย่างใดอย่างหนึ่ง)”  นักจี้กล่าวกับจิม)

 

14. I always like to keep a certain amount of money ___________ in case of an emergency.

(ผมชอบเก็บเงินจำนวนหนึ่ง _____________ อยู่เป็นประจำ  ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน)

(a) in the hand

(b) on the hand

(c) at the hand

(d) on hand    (ติดตัว, อยู่กับตัว, พร้อมใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

15. I felt very sad ___________________ leaving what had been my home for so many years.

(ผมรู้สึกเศร้ามาก __________________ ต้องจากสิ่งที่ได้เป็นบ้านของผมมาเป็นเวลาหลายปี)

(a) for

(b) at    (ที่)

(c) in

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed”  =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)“at a good price”  (ในราคาที่ดี)  -  She sold her house at a good price.  (เธอขายบ้านได้ในราคางาม),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวน การที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

16. A: Who would like to serve ____________________________________ class secretary?

(ใครอยากทำหน้าที่ _______________________________ เลขานุการของชั้น (เรียน) บ้าง)

      B: I would.

(ผมอยากครับ)

(a) like

(b) of

(c) for

(d) as    (เป็น)

 

17. I __________________________________ to the cinema with my parents the other day.

(ผม ________________________________________ ดูหนังกับพ่อแม่ของผมเมื่อวันก่อน)

(a) shall go

(b) went    (ไป)   (เพราะเป็นเหตุการณ์ในอดีต)

(c) often go

(d) have gone

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “The other day”  (เมื่อวันก่อน)  เป็นเหตุการณ์ในอดีต

 

18. You are not allowed to go home till you _______________________________ your work.

(คุณไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน  จนกระทั่งคุณ __________ งานของคุณ)  (หมายถึง  จนกระทั่งคุณได้ทำงานแล้วเสร็จ)

(a) finished

(b) will finish

(c) have finished    (ได้ทำจนเสร็จสิ้นแล้ว)

(d) will have finished

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เพื่อจะบอกว่า  “ประธานฯ ได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”  ส่วนข้อ  (d)  “Future perfect tense”  ก็คล้ายๆ กับ ข้อ  (c)  แต่ใช้บอกว่า  “เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่ระบุไว้  ประธานฯ  จะได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”  แต่อย่างไรก็ตาม  “Future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  นี้  จะไม่ใช้ตามหลังอนุประโยคที่นำด้วย  “Till, Until”  ดูเพิ่ม เติม  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  (ได้ทำกริยาเสร็จสิ้นไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                       สำหรับกฎการใช้  “Present perfect tense”  ข้อหนึ่ง  คือ  เพื่อบอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้   เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.) 

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?) 

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

19. Yesterday in the oral examination each of the students _________ asked the same question.

(เมื่อวานนี้  ในการสอบปากเปล่า  นักเรียนแต่ละคน __________________ ถามคำถามเดียวกัน)

(a) has been 

(b) is

(c) was    (ถูก)

(d) is being

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Each + Of + The + Noun พหูพจน์ + Verb (เอกพจน์)  เช่น  “Is, Was, Has, Eats, Plays, Reads, etc.”  สำหรับประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (Past simple tense)  และต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  {Subject + Was (Were) + Verb 3}  เนื่องจากประธานถูกกระทำ  คือ  นักเรียน  “ถูกถาม”  คำถาม

 

20. Jennifer is more beautiful than _______________________________ girl I have ever met.

(เจนนิเฟอร์สวยกว่าเด็กหญิง ___________________________________ ที่ผมเคยพบมา)

(a) any

(b) other

(c) any other   (คนอื่นใดก็ตาม)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is the biggest city in Thailand.

(กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)

  • Bangkok is bigger than any other city in Thailand.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองอื่นใดในประเทศไทย)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok. 

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้ง    ข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  เพียงแต่พูดไปคนละแบบ  จงสังเกตว่า  ใน  “ขั้นกว่า”  และ  “ขั้นเสมอกัน”  ต้องมี  “Other”  เนื่องจาก   “Bangkok”  เป็น  “City”   ในประเทศไทย  แต่จงสังเกตความแตกต่างของโครงสร้างประโยค  จากประโยคข้างล่าง

  • Bangkok is bigger than any city in Laos.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองใดๆ ในลาว)

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใดในลาวใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -     ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  โดยไม่ต้องมี   “Other”  เพราะ   “Bangkok”  ไม่ได้เป็น   “City”  ในลาว

                                อนึ่ง  ให้สังเกตว่า  หลัง  “Any other”  หรือ  “Any”  ในขั้นกว่า  ควรเป็นคำนามเอกพจน์  เนื่องจาก  “Any”  ใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  ไม่ใช่ในความหมายแสดง  “จำนวน”  ดังเช่นในประโยค

  • Do you have any money?

(คุณมีเงินบ้างไหม)  (“Any”  แสดงจำนวน)

  • Were there any women at the party?

(มีผู้หญิงบ้างไหมที่งานเลี้ยง)  (“Any”  แสดงจำนวน)

                                ดูเพิ่มเติมการใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  จากประโยคข้างล่าง

  • He is bigger than any other man here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ใครก็ตาม”  (ชายคนอื่นใด) ที่นี่)

  • He is bigger than some other men here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ผู้ชายบางคน”  ที่นี่)

                               แต่หลัง  “No other”  หรือ   “No”   ใน  “ขั้นเสมอ”  อาจตามด้วยคำนามเอกพจน์   หรือพหูพจน์ก็ได้  แต่ถ้าใช้คำนามพหูพจน์   ก็ต้องใช้กริยาพหูพจน์ด้วย  เช่น  “Are, Were, Have, etc.”  เช่น

  • No students in the class are as smart as Jim.

(ไม่มีนักเรียนในชั้นที่ฉลาดเท่ากับจิม)

  • No river in Thailand is as long as the Chao Phraya River.

(ไม่มีแม่น้ำในประเทศไทยที่ยาวเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยา)

  • No other city in Thailand is as crowded as Bangkok.

 (ไม่มีเมืองอื่นในประเทศไทย  ที่มีประชากรหนาแน่นเท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other American presidents are as controversial as Donald Trump.

(ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่น  ที่มีความขัดแย้ง (หรือเป็นที่โต้เถียง-ถกเถียง)  เท่ากับโดนัล  ทรัมพ์)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป