หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 454)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. This small car is mine, but that big ______________________________________ isn’t.

(รถยนต์คันเล็กนี้เป็นของฉัน  แต่ _______________________________ คันใหญ่นั้นไม่ใช่)

(a) car

(b) another

(c) one    (รถยนต์)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากแทนคำนามนับได้  เอกพจน์ (Car)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • The Prime Minister is giving a press conference now; he also gave _________ at this time last week.

(นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้   และเขาได้จัดประ ชุมฯ _____ ด้วย  ในเวลาเดียวกันนี้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) it

(b) the same

(c) them

(d) one    (ครั้งหนึ่ง, หนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากแทนคำนามนับได้  เอกพจน์  (Press conference)

                                                           ตัวอย่างที่  

  • The houses here are a little less modern than _______________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า _______________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน  “Houses”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์  แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่น  Furniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence, etc.)  ให้แทนด้วย  “That

                                                ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make _____________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ _______________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Kite”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)  ต้องใช้  “One”  แทน

                                                     ตัวอย่างที่  

  • The air of the hills is cooler than ________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ____________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That”  และตามด้วย  “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้  “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้  “Those”  แทน  สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่  “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผม  ให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book  เป็นนามเอกพจน์นับได้  จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students  เป็นนามพหูพจน์  จึงต้องใช้  those  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge  เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

2. ____________________________________ won’t be difficult to find enough time to study.

(_________________________ จะไม่ยากลำบากที่จะหาเวลาเพียงพอในการศึกษาเล่าเรียน)

(a) You

(b) One

(c) It    (มัน)

(d) Every student

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Don’t do anything.  I believe _______________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it(มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                                           ตัวอย่างที่  

  • It is usually necessary for the international business person __________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________ มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ  แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe    (สังเกต)

(c) knowing    (รู้)

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้) + Something (กรรมของ “Verb”)}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

3. The place was _______________________________.  They were afraid to go there at night.

(สถานที่นั้น _____________________________ พวกเขาหวั่นกลัวที่จะไปที่นั่นเวลากลางคืน)

(a) frightened    (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

(b) frighten    (ทำให้ตกใจกลัว, ขู่ขวัญ)

(c) frightening    (น่ากลัว)

(d) to frighten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Frighten”  จากตัวอย่างข้างล่าง  

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a ________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  ________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news __________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                                                        ตัวอย่างที่  

  • She was very _________________________________________ to meet her friend.

(เธอ _________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท  “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest    (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                                             ตัวอย่างที่  

  • He is _______________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบข้อ   (c)

                                                            ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ)

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                                   คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                    กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                   ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”   คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing”  {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb + ing}  หรือ  (Verb + ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า.........................” หรือ  “ซึ่งน่า...............................”  กริยาที่เติม  “Ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)  {มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  He is walking”. (เขากำลังเดิน)Present continuous tense}

                                  ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้  แล้ววางตามหลัง  “Verb to be”  (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice”  (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + Ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “............................ถูกทำให้รู้สึก...........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ.............................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “.............................มีความ รู้สึก............................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.............................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

4. I expect to ______________________________________ the concert at the Opera House.

(ผมคาดหวังที่จะ ______________________________________ คอนเซิร์ตที่โรงโอเปร่า)

(a) hear to    (ได้ยิน, ได้ฟัง)

(b) attend to

(c) listen    (ฟัง)

(d) attend    (ข้าร่วมฟัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Attend”  ตามด้วย  “กรรม”  เลย  ไม่ต้องมี  “To” (เช่นเดียวกับกริยา  “Hear”)  สำหรับ  “Listen”  ต้องตามด้วย  “To”  และ  “กรรม”  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Expect”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Last night, in a radio address, the President urged us _____________ to the Red Cross.

(เมื่อคืนที่ผ่านมา  ในคำกล่าวทางวิทยุ  ท่านประธานาธิบดีกระตุ้นให้พวกเรา _______ ให้กับกาชาด)

(a) subscribe

(b) subscribing

(c) that we subscribe

(d) to subscribe    (บริจาค, ช่วยเหลือ, บอกรับเป็นสมาชิก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Urge + กรรม + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I told my daughter ____________________ good care of herself while she was away.

(ผมบอกลูกสาวของผม (ให้) ____________ ตนเองเป็นอย่างดี  ในขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

(a) taking

(b) to take    (“Take care”  =  ดูแล)

(c) she will take

(d) that she take

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Subject + Tell + กรรม + To + Verb 1”  (I told my daughter to take……………........……)

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The teacher permitted him ______________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา __________________________ ด้วยตัวของเขาเอง)  (คือ  คิดตามลำพัง)

(a) to thinking

(b) to think    (คิด)

(c) think

(d) thinking

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them ______ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว,  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา ______ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I want you __________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ____________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone _______________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม _____________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                                         ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men _________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • he taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

                              ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่  “Not”  ไว้หน้า  “To + Verb 1”  (Not + To + Verb 1)  เช่น

  • She asked me not to arrive late.

(เธอขอร้องผมมิให้มาสาย)

  • He told her not to go out at night.

(เขาบอกเธอมิให้ออกไปข้างนอกเวลากลางคืน)

  • We forced him not to resign from his work.

(เราบังคับเขามิให้ลาออกจากงาน)

  • She expects him not to fail again.

(เธอคาดหวังเขาว่าจะไม่ล้มเหลวอีกหน)

 

5. Please tell me what _______________________________________________________.

(โปรดบอกผม __________________________________________________ ว่าอะไร)

(a) means “mustang”

(b) “mustang” means    {“มัสแตง” (ม้าป่า)  หมายความ}

(c) does “mustang” mean

(d) does mean “mustang”

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What mustang means”  เป็นกรรมตรงในรูป  “Noun clause”  ของกริยา  “Tell”  ในประโยค  “Indirect speech”  (Please tell me what “mustang” means.)   ดังนั้น  จึงต้องเรียงประโยคในรูปบอกเล่า  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                            ตัวอย่างที่  

  •  ___________ river in this old city is severely polluted and toxic has long been known.

(___________ แม่น้ำในเมืองเก่าแก่แห่งนี้  ถูกทำให้เป็นมลภาวะและเป็นพิษอย่างรุนแรง  เป็นที่ล่วงรู้กันมานานแล้ว)

(a) Although    (แม้ว่า)

(b) The

(c) That the    (ที่ว่า)

(d) It is the

ตอบ   –   ข้อ   (c)    เนื่องจากประโยคนี้มี  “Noun clause” (That the river….……………..….toxic)  เป็นประธานของประโยค  ส่วนกริยา  คือ  “has (long) been known”   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”  ดูคำอธิบาย   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด _____________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา “Tell”  (กรรมรอง  คือ  “Us”)  จึงต้องขึ้นต้น  “Clause”  ด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ __________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “What I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be” (Is)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Tell me _____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า _______________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often, Who, Whom, That, Whether, If – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้  โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประ โยคบอกเล่า)  สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                 ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น)  (หรือ  ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                 ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                               ๔. เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  เช่น

  • His part-time job is what helps feed his family.

(งานพาร์ตไทม์ของเขา  คือ  สิ่งที่ช่วยเลี้ยงครอบครัวของเขา)

  • This is what they want.

(นี้คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ)

  • What they like to do is what we always oppose to.

(สิ่งที่พวกเขาชอบทำ  คือ  สิ่งที่เราไม่เห็นด้วยเสมอ)

  • The only thing that interested me was when we went out to drive in the country.

(เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมสนใจ  คือ  เวลาที่พวกเราออกไปขับรถเล่นในชนบท)

                                 ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                               ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่  “That  (หรือ  Which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “That (Which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “The fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน  มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause” จะใช้  “That”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้  “Which”)   และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรม,   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “Which (That)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause)

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “Which (That)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

6. My friend has to __________________________________________ medicine every hour.

(เพื่อนของผมจำเป็นต้อง _______________________________________ ยาทุกๆ ชั่วโมง)

(a) eat

(b) drink

(c) take    (กิน)

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Take medicine (= Take drug)  =   “กินยา”  สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้  “Take”  เช่น  “Take a seat”  (นั่งลง),  “Take a break”  (หยุดพักชั่ว คราว),  “Take a risk”  (เสี่ยง),  “Take a back seat”  (ยอมรับสถานภาพที่ต่ำกว่า-ด้อยกว่า-มีความสำคัญน้อยกว่า),  “Take a bow”  (ยืนขึ้นและรับความเคารพจากผู้อื่น  โดยการปรบมือของคนเหล่านั้น),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Take a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a chance”  (เสี่ยง),  “Take advantage of”  (หาประโยชน์จาก,  เอารัดเอาเปรียบ),  “Take after”  (เหมือนหรือคล้าย  -  ด้านหน้าตา-ท่าทาง),  “Take aim”  (เตรียมพร้อมที่จะยิงหรือขว้าง),  “Take at one’s word  (เชื่อทุกสิ่งที่คนนั้นพูด  หรือทำตามที่คนนั้นพูด),  “Take by surprise  (ทำให้ประ หลาดใจ),  “Take care”  (ระมัดระวัง,  รอบคอบ),  “Take care of”  (ดูแล,  เอาใจใส่),  “Take charge of”  (ควบคุม, รับผิดชอบ, บริหาร, รับมือกับ),  “Take effect”  {(ยา)  ออกฤทธิ์,  (กฎหมาย)  มีผลบังคับใช้},  “Take into account”  (พิจารณา, นำมาคิดรวมด้วย),  “Take for granted”  (ทึกทักเอา,  คิดเอาเองว่าเป็นเช่นนั้น),  “Take place”  (เกิดขึ้น),  “Take part in”  (มีส่วนร่วมใน),  “Take over”  (รับ โอน,  รับช่วงต่อ),  “Take one’s time”  (ทำแบบไม่รีบร้อน),  “Take sides with”  (เข้าข้าง,  ถือหาง),  เป็นต้น   

 

7. Football is a game which boys like ____________________________________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ ________________________________________)

(a) to play it too much

(b) to play very much    (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หลังกริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund)  คือ  “Like playing very much”  หรือ  “To play”  (Infinitive with to)  ก็ได้  แต่หลัง  “Play”  ไม่ต้องมี  “It”  (แทน A game)  เนื่องจากมี  “Which”  ซึ่งแทน  “A game”  อยู่แล้ว

 

8. If you want to meet ________________ English people, you might like to go to a holiday camp.

(ถ้าคุณต้องการพบปะคนอังกฤษ __________ คุณอาจจะอยากไปค่ายพักแรมสำหรับวันหยุด)  (เพื่อจะได้พบกับคนเหล่านั้น)

(a) a lot

(b) lot of

(c) lots of    (จำนวนมาก)

(d) a lots of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “A lot of  =  Lots of”  (มากมาย)  สามารใช้กับทั้งนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และนามนับได้  พหูพจน์  เช่น

  • There is a lot of (= lots of) furniture (food) in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์  (อาหาร)  มากมายในห้อง)

  • There are a lot of (= lots of) books (ants)on the table.

(มีหนังสือ  (มด)  มากมายบนโต๊ะ)

 

9. That glass of wine has ______________________________________ me a world of good.

(ไวน์แก้วนั้นได้ _________________________________ ผมสบายใจ-มีความสุข-ปลอดโปร่ง)

(a) caused

(b) made

(c) given

(d) done    (ทำให้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Do someone good”  หรือ  “Do someone a world of good”  =   “ทำให้...........................มีความสุข, ทำให้.......................พอใจ, ทำให้..........................ยินดี”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Do”  และ  “Make”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                     วลีที่ใช้  “Do   

          - do one’s best  (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)

         - do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)

         - do good   (ทำดี)

         - do bad   (ทำชั่ว)

         - do harm   (ทำอันตราย)

        - do someone a favor   (ช่วยเหลือคนอื่น)

        - do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

        - do the right (wrong) thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

        - do duty   (ทำหน้าที่)

        - do work   (ทำงาน)

         - do things   (ทำสิ่งต่างๆ)

         - do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

         - do your teeth   (แปรงฟันของคุณ)

        - do the flowers    (จัดดอกไม้)

        - do the cleaning    (ทำความสะอาด)

        - do the washing up    (ซักผ้า-ล้างจาน)

        - do the cooking    (ปรุงอาหาร)

        - do nothing   (ไม่ทำอะไร)

        - do something about a problem    (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

        - do something about immigration    (แก้ปัญหาการอพยพ)

       - do all we can    (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

       - There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน)  (คือ  ช่วยอะไรไม่ได้)

       - That hat does nothing for you.  

(หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

       - I wonder what his father does.   

(ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

        - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

       - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

       - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

       - do a subject 

(ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

        -  He can do 120 miles per hour in that car.  

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

      - This pen will do.  

(ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

     - Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน  ๒,๐๐๐  เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

      - What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

       - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

      - What can I do for you? 

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

       - How are you doing?

(คุณสบายดีหรือครับ)

       - How do you do” 

(ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า  “How do you do?”  เช่นเดียวกัน)

      - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

      - Easier said than done.    (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

      - make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆ ก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

        - I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)

 (ผมมีเงินแค่  ๑๐๐  เดียว มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

  •  He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)  

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู  แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก)  แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

        - dos and don’ts    (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

        - There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

        - do homework (housework)   (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

        - do crossword puzzles    (ทำปริศนาอักษรไขว้)

        - do the exercise   (ออกกำลัง)

        - do the bedroom    (จัดห้องนอน)

        - do away with    (กำจัด, ทำลาย)

        -  do the shopping    (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

        -  do business    (ทำธุรกิจ)

        - have something to do with    (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

        - have nothing to do with    (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

                                             วลีที่ใช้  “Make

  • make a mistake   (ทำผิด)
  • make a noise   (ทำเสียงดัง)
  • make a speech    (กล่าวสุนทรพจน์)
  • make a hole   (เจาะรู)
  • make beds   (สร้างเตียง)
  • make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)
  • be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)
  • be made from wheat    (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)
  • a car (which was) made in China    (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • a Japanese-made car   (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • make a choice    (เลือก)
  • make a discovery   (ค้นพบ)
  • make a statement   (พูด, กล่าว)
  • make a decision    (ตัดสินใจ)
  • make a suggestion   (แนะนำ)
  • make an announcement   (ประกาศ)
  • make up   (กุเรื่อง, แต่งหน้า)
  • make up for   (ชดเชย)
  • make out    (เข้าใจ)
  • make you a good secretary   (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)
  • make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)
  • sixty minutes make an hour   (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)
  • two and two make four   (๒ บวก ๒ เป็น ๔)
  • make a fool of oneself    (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

 

10. It’s a job I don’t like to do, but I will do it as ________________________________ I can.

(มันเป็นงานซึ่งผมไม่อยากจะทำ  แต่ผมจะทำมันให้ _____________ เท่าที่ผมจะสามารถทำได้)

(a) good

(b) well

(c) better

(d) best    (ดีที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  หรือตอบ  ข้อ (b) แต่ต้องแก้เป็น  “as well as I can”  =  “ดีเท่าที่จะสามารถทำได้”  (ต้องใช้  “Well”  เพราะเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยาย “Do)

 

11. Never before in my life __________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Not only ________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ______________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (=  เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น  “Not only did she go………...........…....”  “Not only have they seen……...........…..…”  “Not only will we play…….......…...….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่ ........... ....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่), Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (ช่วย)  เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)                

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

12. I would like to find out _____________________________________ a sea-horse is a fish.

(ผมอยากจะค้นหาว่า  ม้าน้ำเป็นปลา _________________________________________)

(a) that

(b) if    (หรือไม่)   (= whether)

(c) weather   (อากาศ)

(d) when

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

  • Mary does not know __________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า ___________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • He asked me _____________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว _________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ  -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก  “If I was hungry”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้า ที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Asked”  (กรรมรอง  คือ  “Me”)  และมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If” (หรือไม่)  หรือ  “Whether”  (หรือไม่)  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง    คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่,  หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค  “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”   จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง   “Reporting speech” (ข้อความซึ่งกล่าวรายงาน)  ซึ่งในที่นี้  คือ  “He asked me”  และ “Reported speech”  (ข้อความซึ่งถูกรายงาน)  ซึ่งในที่นี้  คือ  (I was hungry)   (เชื่อม) ด้วย  “If” หรือ “Whether” เสมอ   ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?   (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?   (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                             ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้  “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)   เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

หมายเหตุ   -   มักใช้กริยาในประโยคใหญ่  (Tell, Told) ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคย่อย  (Go, Went)  อย่างไรก็ตาม  แม้กริยาในประโยคใหญ่  เป็นปัจจุบัน  (Present simple tense)  กริยาในประโยคย่อยอาจเป็น  “Tense”  อื่นๆ ได้  โดยพิจารณาตามความเป็นจริง  ดังประโยคข้างล่าง

  • I tell him (that) I went to Phuket last week.   (ไปอาทิตย์ที่แล้ว)
  • I tell him (that) I had done my work.   (ได้ทำ  -  ในอดีต)
  • I tell him (that) I will go to New York next month.   (จะไปเดือนหน้า)
  • I tell him (that) I have eaten my breakfast.   (กินแล้ว  -  สักครู่นี่เอง)
  • I tell him (that) I’m reading some books.   (กำลังอ่าน)
  • I tell him (that) I have been living in Bangkok for 20 years.   

(ได้อาศัยในกรุงเทพฯ มา  ๒๐  ปี)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                             สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  ในการเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  เช่น

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She says (that) she has been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)  หรือ

 (She said (that) she had been to London several times.)

                             สำหรับในกรณีที่ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้” …............…..to find that where it is hiding”

                                                ตัวอย่างที่         จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น   “it is”  เนื่องจาก  “Where it is hiding”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Find”  และอยู่ในรูป  “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค  “Direct speech”  (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find ………........…..….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  “Where it is…………..........……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า   มิใช่  เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน   (Where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  •   Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  •   He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  •   When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

        - I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

13. ____________________________________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(_______________________________________ เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless   (ถ้า.......................................ไม่)

(c) Whether   (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว  แต่ถ้าไว้ในประโยค   ใช้ได้ทั้ง  “Whether”  และ  “If”  เช่น

  • I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)    

 

14. I left home very quickly _________________________________________ miss the train.

(ผมออกจากบ้านอย่างรวดเร็วมาก _____________________________________ ตกรถไฟ)

(a) so that not to

(b) so that not

(c) so as not

(d) so as not to   (เพื่อจะได้ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรือใช้อีกรูปหนึ่ง  คือ  “in order not to

 

15. Anne took the blind man ___________________________ and helped him across the road.  

(แอนจูง ______________________________________ คนตาบอด  และช่วยเขาข้ามถนน)

(a) with a hand

(b) by her hand

(c) by hand

(d) by the hand   (มือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Take someone by the hand”  =  “จูงมือ

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by virtue of”  (เพราะว่า, ด้วยเหตุผลที่ว่า)  -  Plastic bags are useful for holding many kinds of food, by virtue of their clearness, toughness, and low cost.  (ถุงพลาสติกมีประ โยชน์สำหรับใช้ใส่อาหารหลายชนิด, เพราะว่าความใส, เหนียว, และราคาถูก  ของมัน),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  by my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ  คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะ เล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้ง หมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร), “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำ หนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก เมตร),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิ ได้ตั้งใจ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทร ศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐ บาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ), “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย เหลือ ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือ มือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),   เป็นต้น

 

16. A: “What’s happened to you?”

(อะไรเกิดขึ้นกับคุณ)  (หรือ  เกิดอะไรขึ้นกับคุณ)

   ‘What’s happened’ means ‘________________________________________________’.

(‘What’s happened’    หมายถึง  ‘_________________________________________’)

(a) what is happened

(b) what has happened    (อะไรเกิดขึ้น  หรือ  เกิดอะไรขึ้น)

(c) what was happened

(d) what will happen

 

17. The new bridge is ______________________________________________ construction.

(สะพานแห่งใหม่กำลัง __________________________________________ การก่อสร้าง)

(a) during    (ระหว่าง, ในระหว่าง)  (ใช้กับเรื่องเวลา)

(b) in

(c) between

(d) under    (อยู่ระหว่าง, อยู่ภายใต้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “Under”  ได้แก่

                                                         ตัวอย่างที่  

  • When a motor tyre (= tire) is fully inflated, it is ______________ considerable pressure.

(เมื่อยางรถยนต์ถูกสูบลมเข้าไปจนเต็ม  มันอยู่ ________ ความดัน  (หรือแรงดัน) อย่างมากมาย)

(a) having

(b) with

(c) under   (ภายใต้)

(d) above

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Under pressure” =  “ภายใต้แรงดัน  หรือความกดดัน”                   

                         สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Under”  ได้แก่   “under repair”  (กำลังได้รับการซ่อม แซม),  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา), “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา)  “under age” (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง)  - (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด  หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา), (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย,  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,   “under the circumstances   (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น),  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง),  (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภาย ใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปก ครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำ ลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance”  (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”   (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี),  เป็นต้น

 

18. What had I ___________________________________________________________?

(ผม ______________________________________________ เช่นใด)  (หรืออย่างไร)

(a) better done

(b) better do    (ควรจะทำ)    

(c) done better

(d) do better

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Had better + Verb 1”  =   “ควรจะ..............................ดีกว่า”  เช่น

  • You had better start your work now.

(คุณควรจะเริ่มงานตอนนี้ดีกว่า)

  • You had better not start your work now.

(คุณไม่ควรจะเริ่มงานตอนนี้)

  • Had you better start your work now?

(คุณควรจะเริ่มงานตอนนี้ดีกว่ามิใช่หรือ)

 

19. They are always talking about ______________________________________________.

(พวกเขามักจะพูดถึง ______________________________________________ เสมอ)

(a) themself    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) theirself    (รูปนี้ไม่มีใช้) 

(c) themselves    (ตัวเอง, ตนเอง)

(d) theirselves    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Myself, Yourself (คนเดียว), Yourselves (มากกว่า    คน), Himself, Herself, Itself, Themselves, Ourselves)  ที่แสดงการสะท้อนเข้าหาตนเอง (ประธานฯของประโยค)  หรือ  บ่งบอกว่าประธานเป็นผู้ทำกริยาด้วยตนเอง-ตามลำพัง-ไม่มีใครช่วย   เช่น

  • You yourself did it.

(คุณนั่นแหละทำมัน)

  • He cut himself while he was shaving.     

(เขาทำมีด (โกนหนวด) บาดตัวเอง  ในขณะกำลังโกนหนวด)

  • She killed herself after a failed marriage.

(เธอฆ่าตัวตายหลังจากการแต่งงานที่ล้มเหลว)

  • The job itself is not so bad.

(งานนั้นไม่เลวนัก)

  • He himself made that decision.

(เขาเองเป็นคนตัดสินใจแบบนั้น)

  • We ourselves are responsible for this.

(พวกเราเองต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้)

  • My watch winds itself.

(นาฬิกาของผมไขลานได้เอง)  (ไขลานอัตโนมัติ)

 

20. ___________________________________________________ people have you invited?

(ผู้คน (จำนวน) ___________________________________________ ที่คุณได้เชื้อเชิญ)

(a) How often    (บ่อยเท่าใด)

(b) How much    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) How many    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) How    (อย่างไร)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป