หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 453)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I never feel sure what __________________________________ by the word “democratic”.

(ผมไม่เคยรู้สึกมั่นใจ  มัน ________________________ ว่าอะไร  กับคำว่า  “ประชาธิปไตย”)

(a) means

(b) is the meaning

(c) is meant    (หมายความ)  

(d) to mean

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้โครงสร้าง  “What is (was) meant by the word………......…..…..” (Passive voice)  เสมอ

 

2.  A: “Do you think we’re all created equal?”

(คุณคิดว่า  เราทุกคนถูกสร้างมาเท่าเทียมกันไหม)

     B: “No, not ________________________________________________________ all.”

(ไม่ _________________________________________________________ สิ้นเชิง)

(a) in

(b) over

(c) at   (โดย, อย่าง)

(d) To

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                               สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

3. Are you going ___________________________________________ again this summer?

(คุณจะไป _____________________________________ อีกครั้ง  ในฤดูร้อนนี้  ใช่หรือไม่)

(a) to camp

(b) to be camped

(c) being camped

(d) camping    (พักแรม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went _______________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ___________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Her job is __________________________________________________________.

(งานของเธอคือ ______________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.    (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (Is)  ของประโยค  ต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go shopping”  หรือ  “Going shopping”   ได้ทั้งคู่

                           อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพัก ผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง  “Go” จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอ  เช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้ “do our shopping” – ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

4. It’s true that the old road is less direct and so a bit longer.  We don’t take the new one, ______, because we don’t feel as safe on it.

(มันเป็นความจริงที่ว่า  ถนนสายเก่าอ้อมกว่า  และดังนั้น  มีระยะทางยาวกว่านิดหน่อย  (แต่)  เราก็ไม่ใช้ถนนสายใหม่ __________ เพราะว่าเราไม่รู้สึกปลอดภัยเท่ากับถนนสายเก่า)

(a) anyway    (อย่างไรก็ตาม)

(b) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น) 

(c) otherwise    (มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น)

(d) though    (โธ)  (แม้กระนั้นก็ตาม, แม้กระนั้นก็ดี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และ  “Though”  เมื่อใช้ในความหมาย  “แม้กระนั้นก็ตาม”  ต้องวางไว้ท้ายข้อความหรือประโยค  ซึ่งดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งกับข้อความที่เพิ่งจะพูดออกมา  หรืออาจจะตรงข้ามกันเลย  เช่น

  • He said he would come; he didn’t, though.

(เขาพูดว่าเขาจะมา,  เขาไม่มา  แม้กระนั้นก็ตาม)

  • It’s not very useful.  It’s pretty, though, isn’t it?

(มันไม่มีประโยชน์มากนัก  มันสวย,  แม้กระนั้นก็ตาม  ใช่ไหม)

  • I can’t stay.  I’ll have a coffee, though.

(ผมพัก (ที่นี่) ไม่ได้  ผมจะกินกาแฟสักแก้ว,  แม้กระนั้นก็ตาม)  (ก่อนออกเดินทาง)

 

5. Some of the milk turned sour before reaching the market and _________________ away.

(นมบางส่วนบูด (เปรี้ยว) ก่อนไปถึง (ออกสู่) ตลาด  และ _______________________ ไป)

(a) must throw

(b) must be thrown   (จะต้องถูกทิ้ง, จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมาย ปัจจุบัน  และอนาคต)

(c) had to throw

(d) had to be thrown   (จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมายอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เพราะ  นมบูดจำเป็นต้อง “ถูกทิ้งไป”  (Be thrown away)  (ตัดข้อ  A, C   ทิ้งเพราะเป็น “Active voice”)  แต่  “Must”  ใช้กับ  “Present tense”  และ  “Future tense”  (I must work hard.  =  ผมต้องทำงานหนัก  -  ในปัจจุบัน หรืออนาคต)  เมื่อเปลี่ยนเป็น  “Past tense”  ถ้าหมายถึง  “จะต้อง”  ต้องใช้  “Had + To + Verb 1”  แทน  เช่น  “I had to work hard.” (ผมจำเป็นต้อง (จะต้อง) ทำงานหนัก  -  ในอดีต)  แต่ถ้าหมายถึง  “คงจะ, จะต้อง”  ได้ทำอะไรบางอย่างในอดีต  (ผู้พูดมีความมั่นใจเช่นนั้น)  ต้องใช้  “Must + Have + Verb 3)  เช่น

  • He must have bought a new house.

(เขาคงจะได้ซื้อบ้านหลังใหม่ไปแล้ว)  (ในอดีต)

  • She must have been a Chinese.

(เธอคงจะเป็นคนจีน)

 

6. I had _______________________________________________ idea it was so expensive.

(ผม _______________________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Have no idea”  =   “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

7. Seeing the teacher, _________________________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ  “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”  (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop” จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Try ________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง   “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี    ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget _________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post   (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ  ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                                                        ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _____________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง _________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget _____________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ.......................”  คือ  ไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =  “ลืมการ...........................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops ______________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด _____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing”  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                                       ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • I remember that restaurant; we stopped there _____________ on our way to Hua-Hin. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น___________________ ในระหว่างทางไปหัวหิน)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember ________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ____________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing   =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงาน  จนกระทั่งดึกดื่น)

 

8. I began to read my papers again, but found __________________ difficult to improve them.

(ผมเริ่มต้นอ่านรายงานของผมอีกครั้ง  แต่พบว่า _______ ยากที่จะปรับปรุงมัน (รายงาน) ให้ดีขึ้น)

(a) it    (มัน)

(b) myself

(c) too

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Find (Consider) + It + Adjective + To + Verb 1”  ซึ่ง  “It”  ในที่นี้   มิได้มีความหมายแต่ประการใด  เป็นเพียงการสมมติขึ้นมาเป็น  “กรรม”  ของ  “Find  (หรือ Consider)”  เท่านั้น  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • The boys found the experiment _________________________________________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง ________________________________________________)

(a) to fascinate    (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating    (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated    (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object  (it, him, her, them, you) + Adjective  (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ  (ถือว่า) + กรรม  (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์  (To + Verb1)}

                                      ตัวอย่างที่      (จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

  • Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน(ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้,   ศิลปะแบบแอ๊บสแตรคได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆ ของมัน)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “incomprehensible”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  เพื่อให้สมดุลกับอีก    คำข้างหน้ามัน  “Decadent”  และ Subversive”  ตามโครงสร้าง  {Subject + Consider (Find) + it (him, her) + Adjective}  หรือ  {Subject + Consider + it (him, her) + A + Adjective + Noun}  เช่น

  • We considered (found) it successful.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

  • He considered (found) it useful.

(เขาถือ (พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

  • She considers (finds) it important.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันสำคัญ)

  • We consider (find) him a good boy.

(เราถือ (พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

  • She considers (finds) me her best friend.

(เธอถือ (พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

  • The boss considered (found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

 

9. There was a great shortage _____________________ food during the Second World War.

(มีการขาดแคลนอย่างรุนแรง __________________ อาหาร  ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  )

(a) with

(b) in

(c) of    (ด้าน, เรื่อง, ของ)

(d) for

ตอบ   –   ข้อ   (c)   

                          สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์, นาม,  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  It was the most serious of all violence in the country.  (มันเป็นความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศ),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุ หรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.........................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประ กอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยว ชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจ ฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำ นวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประ ชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุ การณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

10. ____________________________ regularly every day, he became quite good at skiing.

(______________________________ เป็นประจำ-สม่ำเสมอทุกวัน  เขาจึงเล่นสกีได้เก่งมาก)

(a) He practiced

(b) Because he practiced    (เพราะว่าเขาฝึกซ้อม)

(c) He practiced because

(d) It is because he practiced

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ข้อความ   “Because he…………....…….every day”  เป็นอนุประโยค  (Subordinate clause)  ส่วน  “He became……............…….skiing”  เป็นประโยคใหญ่  (Main clause)  นอกจากนี้  ยังอาจตอบ  ข้อ  (d)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “It is because he practiced regularly every day that he became quite good at skiing.”  (มันเป็นเพราะว่าเขาฝึกซ้อมเป็นประจำทุกวัน  ที่ทำให้เขาเล่นสกีเก่ง)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It is (was) + วลี + That + Subject +Verb”  หรือ   “It is (was) + Because + Subject + Verb + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้ที่ผมเกิด)  (ผมเกิดในบ้านหลังนี้)

  • It is with great skill that he did his work.

(มันพร้อมด้วยทักษะอย่างมากที่เขาทำงานนี้)  (เขาทำงานนี้ด้วยทักษะอย่างมาก)

  • It is in the morning that we have our meeting.

(มันเป็นในตอนเช้าที่เราประชุมกัน)  (เราประชุมกันในตอนเช้า)

  • It was because he was very rich that she married him.

(มันเป็นเพราะว่าเขาร่ำรวยมาก  ที่เธอแต่งงานกับเขา)  (เธอแต่งงานกับเขาเพราะเขารวย)

 

11. _______________________________ twice before, she still keeps coming to work late.

(_________________________________ สองครั้งก่อนหน้านี้  เธอยังคงมาทำงานสาย)

(a) Despite she has been warned

(b) Despite has she been warned

(c) Although she has been warned    (แม้เธอถูกเตือน)

(d) Although has she been warned

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Although + Subject + Verb”   ส่วน   “Despite”  +  วลีหรือคำนาม  เช่น

  • Although it rained heavily, he went out.

(แม้ว่าฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)

  • Despite the heavy rain, he went out.

(ทั้งๆ ฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)

 

12. The professor has taken a break from lecturing this semester __________ some research for her book.

(อาจารย์ได้หยุดพักการเลคเช่อร์ (บรรยาย) ในเทอมนี้ _________ การวิจัยสำหรับหนังสือของเธอ)

(a) so can she do

(b) so that she can do    (เพื่อที่ว่าเธอจะได้สามารถทำ)

(c) she can do

(d) she can do so

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “in order that she can do”  หรือ  “so as to do”  หรือ  “in order to do”  หรือ   “to do”  ก็ได้

 

13. Jack will buy _____________________________________________ his girlfriend wants.

(แจ๊คจะซื้อ ________________________________________ (ที่) แฟนของเขาต้องการ)

(a) when    (เมื่อ)

(b) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(c) whatever    (อะไรก็ตาม)

(d) as soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Whatever his girlfriend wants”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Buy

 

14. You are welcome to visit us ____________________________________ you have time.

(ยินดีต้อนรับคุณให้มาเยี่ยมเยือนเรา ______________________________ (ที่) คุณมีเวลา)

(a) however    (อย่างไรก็ตาม)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(d) no matter what    (ไม่ว่า............................อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

 

15. My brother and I bought ___________________________________________ a new car.

(พี่ชายของผมและผมได้ซื้อรถยนต์คันใหม่ (ให้) _____________________)  (คือ  เราซื้อรถให้ตัวเราเอง)

(a) himself

(b) myself

(c) ourself    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) ourselves    (ตัวพวกเราเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “My brother and I”  หมายถึง  “เรา”  จึงต้องใช้คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตัว  (Reflexive pronoun)  (เช่น  Himself, Herself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)   เป็น  “Ourselves

 

16. ___________________________________ these reasons, you shouldn’t go there again.

(____________________________________ เหตุผลเหล่านี้  คุณจึงไม่ควรไปที่นั่นอีก)

(a) By

(b) With

(c) For    (ด้วย)  (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Because  (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job.  =  เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำ หรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมากสำ หรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                            ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริ ษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต)  เป็นต้น

                          สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะหาห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัด  ว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

17. __________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(___________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร,  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                             เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)   ดังตัวอย่าง เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                             สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)   ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)  เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆ ที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                            สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive Voice)  กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่    (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________________ โดยเสือ,  เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                                                           ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่   (แสดง “Passive voice)

                                                           ตัวอย่างที่  

  • ________________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(___________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้   ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค คือ  “I”   เป็นผู้   “ถูกเตือน”   โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่    (Past participle)   ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า   ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   คือ  “ถูกเตือน”  (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been warned” –  ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดูเพิ่มเติมประโยคอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  เช่น

  • Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก,  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)  -  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”   เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก”  (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่   (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  (Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.  

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.  

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

 

18. __________________________________________________ will win the first prize?

(____________________________________________________ จะชนะรางวัลที่ )

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ    -    ข้อ   (c)    ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________ is better, my drawing or Jim’s?

(______________________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ต้องเอา  “Question words”  (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)   ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did)   เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม   เนื่องจาก  “Question words”  เหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น  “Object”)  หรือ  กรรมของ  “Preposition”  หรือ  เป็นส่วนขยายคำกริยา  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which”  เป็นกรรมของ  “Think”)  เช่น

  • How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often”  เป็นส่วนขยายของ  “go shopping”  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์   “Adverb of frequency”)

  • How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ปี)  (“How much”  เป็นกรรมของกริยา  “get paid”)

  • Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where”  เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ  เป็น  “Adverb of place”)

  • Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why”  เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือเป็น  “Adverb of reason”)

  • When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When”  เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น  “Adverb of time”)

  • Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which”  เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

                          แต่ในกรณีที่  “Question words”   เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ  เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค   ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

  • Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Contributed)

(อย่าใช้   “Who did contribute most to…………................………?”)

  • What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Made)

(อย่าใช้   “What did make you feel so angry?”)

  • Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่ากัน, ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(Which”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา   “Impresses)

(อย่าใช้   “Which does impress you more, …………..…..............……?” )

แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(ต้องใช้    “Verb to do”  ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา   “Like)

 

19. ____________________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ __________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What    (อะไร)

(d) Very

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจาก   “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์   จึงไม่ใช้  “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง – โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

20. Do you mind _________________________________________________________?

(คุณจะรังเกียจไหม __________________________________________________)

(a) smoking    (การสูบบุหรี่)

(b) if I smoke    (ถ้าผมสูบบุหรี่)

(c) to smoke

(d) I smoking

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ไม่สามารถตอบข้อ  (a)  ได้  เนื่องจากเหมือนการไปถามเชื้อเชิญ  แบบคะยั้นคะยอให้คนอื่นมาสูบบุหรี่   ซึ่งถ้าต้องการชวนคนอื่นสูบบุหรี่  จะต้องใช้ว่า  “Would (Do) you like to smoke?”  สำหรับข้อ  (c)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจาก  “Mind + Verb + ing”  อย่างไรก็ตาม  เราสามารถใช้ข้อความที่มีความหมายเดียวกับข้อ  (b)  คือ  “Do you mind my smoking?”  ได้  เนื่องจาก  “Gerund” (Verb + ing)   ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้   “Possessive adjective”  (His, Her, My, Your, Their, Our, Its)  ซึ่งเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ  นำหน้า  “Gerund” (Verb + ing)  ได้เหมือนกับคำนามทั่วๆ ไป  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated (on) your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียนถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรทำให้ล่าช้าการส่งใบสมัครของคุณ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป