หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 451)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: “What is in your picture?”

(อะไรบ้างอยู่ในรูปภาพของคุณ)

    B: “_______________________________________________________________.”

(a) Two men, there woman, and a children

(b) Two sheep, three mouses, and a people

(c) Two knives, three gentlemen, and a sheep    (มีด    ด้าม, สุภาพบุรุษ    คน,  และ แกะ   ตัว)

(d) Two people, three deers, and a woman

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Knives”  (มีดหลายด้าม)  มาจาก  “Knife”  (มีดด้ามเดียว)“Gentlemen”  (สุภาพบุรุษหลายคน)  มาจาก  “Gentleman”  (สุภาพบุ รุษคนเดียว)“Children”  (เด็กหลายคน)   มาจาก  “Child”  (เด็กคนเดียว),   และ  “Mice”  (หนูหลายตัว)   มาจาก  “Mouse”  (หนูตัวเดียว),  ส่วน  “Sheep”  (แกะ)  รูปเอกพจน์  และพหูพจน์เหมือนกัน  คือ   “Sheep

                          สำหรับคำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปไป  เมื่อเป็นพหูพจน์  (จัดเป็นแบบพิเศษ  มิได้เติม  “s”  หรือ  “es”ได้แก่  “child”  เปลี่ยนเป็น  “children”  (เด็กๆ),  datum – data  (ข้อมูล),  focus – foci  (จุดรวมแสง),  index – indices  (เครื่องชี้, ดรรชนี),  foot – feet  (เท้า),  goose – geese  (ห่าน),  tooth – teeth  (ฟัน),  mouse – mice  (หนู),  louse – lice  (เหา, หมัด, เห็บ, ไร, โลน), ox – oxen  (วัว),  crisis – crises  (วิกฤติกาล),  thesis -  theses  (วิทยานิพนธ์), child – children  (เด็ก),  synthesis – syntheses  (การสังเคราะห์), parenthesis – parentheses  (วงเล็บ),  hypothesis – hypotheses  (สมมติฐาน),  phenomenon – phenomena  (ปรากฏการณ์),  stratum – strata  (ชั้น),  neurosis –neuroses  (โรคประสาท),  axis – axes  (แกน), medium – media หรือ mediums  (สื่อกลาง),  เป็นต้น

 

2. Three pupils played ball here at 9 o’clock.  __________________ were here at 10 o’clock. 

(นักเรียน    คน  เล่นฟุตบอลที่นี่ตอน  ๙.๐๐ น.  __________________ อยู่ที่นี่ตอน  ๑๐.๐๐ น.)

(a) Others three    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) Three others    (นักเรียนคนอื่นๆ อีก    คน)  (วาง "จำนวน"  ไว้หน้า  “Others”)

(c) Another    (ใช้นำหน้านามเอกพจน์  นับได้)

(d) Anothers    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

 

3. I’m not going to write my assignments now; I’m going to ____________________ it later.

(ผมจะไม่เขียนงานที่ได้รับมอบหมายในขณะนี้,  ผมจะ _____________________ มันทีหลัง)

(a) make

(b) do    (ทำ)  (เขียน) 

(c) perform

(d) making

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากใช้กริยา  “Do”  แทน  “Write”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Do, Does, Did”  แทนคำกริยา  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำกริยานั้นซ้ำ  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Americans today are marrying at an earlier age than their parents and grandparents _________.

(คนอเมริกันในปัจจุบันกำลังแต่งงานเร็วกว่า (ที่อายุน้อยกว่า)  พ่อแม่และปู่ย่าของตน  ___________)

(a) are

(b) were

(c) did    (แต่งงาน)

(d) do

(e) were used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้   “Verb to do” (Did)  แทนคำกริยาที่กล่าวถึงมาก่อนแล้ว  (Marry)   โดยเป็นเรื่องในอดีต  (พ่อแม่-ปู่ย่า แต่งงาน)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า   “Used to” (เคย)  (หมายถึง  เคยแต่งงาน)   ก็ได้  แต่ไม่ใช้  “Were”  เนื่องจากแทน   “Were marrying”  ซึ่งหมายถึง  “กำลังแต่งงานในอดีต”  ซึ่งผิด  เพราะประโยคนี้ต้องการเพียงบอกว่า  พ่อแม่-ปู่ย่า  “แต่งงาน” (ในอดีต)  เท่านั้น   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

 A: “Who went to Hua-Hin with you?”

(ใครไปหัวหินกับคุณ)

 B: “____________________________________________________________.”

(a) My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ  Tense)  แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ  (ในที่นี้คือ  “Went”  จึงต้องใช้  “Did”  แทน)

 

4. Smith : “I don’t speak English”. 

(สมิธ : ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ)    

    John : “I wish you ______________________________________________________.”

(จอห์น :  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ____________________________________________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด) 

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากแทน  “Speak”  แต่ต้องอยู่ในรูป  “Past tense”  (Spoke)  เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือ  เป็นกริยาใน  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Wish”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I __________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม__________ ภาษาอิตาเลียน,  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง, ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่า  ได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • I wish I ___________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม)  (คือ  ในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  ไม่ได้รับ)

                                                       ตัวอย่างที่  ๓

  • I wish you _________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ______________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish I ____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                           ตัวอย่างที่  

  • I wish today __________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่  “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประ โยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก  คือ

                                  ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb  เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                 ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

{เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)}  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

{เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)}  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                 ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”,  “Should”,  “Could”,  “Might”  ซึ่งความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                 ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                 ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ  “Wish +กรรม+ Noun”  มีความหมาย คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

5. Despite their great efforts, __________________________________________________.

(ทั้งๆ ความพยายามอย่างยิ่งของพวกเขา, _____________________________________)

(a) she wasn’t able to finish the task.

(b) however they didn’t finish their task

(c) but they couldn’t finish the task

(d) they couldn’t finish the task    (พวกเขาไม่สามารถทำงานได้สำเร็จ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เมื่อใช้  “Despite”  (ทั้งๆ, ทั้งๆ ที่)  แล้ว,  ไม่ต้องใช้  “But, However  -  แต่, อย่างไรก็ตาม  อีก

 

6. ____________ near a fire and ____________ a spoonful of brandy, the poor animal revived.

(__________ ใกล้กับกองไฟ  และ_________ (ด้วย) บรั่นดี ช้อนเต็มๆ,  สัตว์ที่น่าสงสารตัวนั้นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีก)  (กลับฟื้นคืนสภาพเดิม)

(a) Warm _______________ feed

(b) Warming ________________ feeding

(c) Warmed ______________feeding

(d) Warmed ______________fed   (ถูกทำให้อบอุ่น .................................. ถูกป้อน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (The poor animal)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   (ถูกทำให้อบอุ่น)  (Warm,  Warmed,  Warmed  =  ทำให้อบอุ่น)  และ   (ถูกป้อน)  (Feed,  Fed,  Fed  =  ป้อน, ให้อาหาร)  จึงต้องใช้กริยาช่องที่    (Past participle)  ทั้ง    ตัว  เพื่อแสดง  “Passive voice

                              กล่าวคือ  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)  กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่  (Past Participle)  ดังประโยคตัว อย่างข้างล่าง

                                                             ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________________ โดยเสือ, เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์,  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”,   กริยา  “Cook”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

                                                             ตัวอย่างที่  

  • ________________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(___________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้,  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned   (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค  คือ  “I”  เป็นผู้   “ถูกเตือน”  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่    (Past participle)  ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระ ทำ” ( Passive voice)  นำหน้าประโยค  โดยมีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ  A  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been warned”– ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดูเพิ่มเติมประโยคอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  เช่น

  • Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical art that tells a story through dance accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก,  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)    -   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”  เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก” (ถูกกระทำ),  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle),  สำหรับวลี  “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  (Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”,  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา,  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู,  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม,  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ,  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

 

7. Please give me all of those __________________________________________________.

(โปรดให้ __________________________________________ เหล่าโน้นทั้งหมดแก่ผม)

(a) beautifully extreme paintings

(b) extreme beautiful paintings

(c) extremely beautiful paintings    (ภาพวาดที่สวยงามอย่างยิ่ง)

(d) very extremely beautiful paintings

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้คำคุณศัพท์  (Beautiful)  ขยายหน้าคำนาม  (Paintings)  และใช้คำกริยาวิเศษณ์  (Extremely)  ขยายหน้าคำคุณศัพท์  (Beautiful)

 

8. _____________________________________________ breaks the rules will be punished.

(______________________________________________ ที่ละเมิดกฎ  จะถูกลงโทษ)

(a) Whatever    (อะไรก็ตาม)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whoever    (ใครก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  Whoever breaks the rules”  (ใครก็ตามที่ละเมิดกฎ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Breaks”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • I can’t do exactly ______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ___________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”,  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่  หรือ  ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                                                           ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                                           ตัวอย่างที่ 

  • __________ river in this old city is severely polluted and toxic has long been known.

(___________ แม่น้ำในเมืองเก่าแก่แห่งนี้  ถูกทำให้เป็นมลภาวะและเป็นพิษอย่างรุนแรง  เป็นที่ล่วงรู้กันมานานแล้ว)

(a) Although    (แม้ว่า)

(b) The

(c) That the    (ที่ว่า)

(d) It is the

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้มี  “Noun clause” (That the river…..........…………..….toxic)  เป็นประธานของประโยค  ส่วนกริยา  คือ  “has (long) been known  

                                                     ตัวอย่างที่    

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ___________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “What I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • Tell me ___________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”,  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often, Who, Whom, That, Whether, If – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้  โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                  ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ (เขาอาศัยอยู่ที่ไหน) ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา (ทำไมเขาฆ่าภรรยา) เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                 ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ  ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                 ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                 ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)   ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐  โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                  ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident, Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious, Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่า  พวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป  ๒ - ๓  ชั่วโมง)

                                 ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “That he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “That he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)  อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่  “That  (หรือ  which)  he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “That (which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “The fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “That”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “Which”)  และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประ ธาน  หรือ  กรรม  แต่ถ้าเป็น  “Adjective clause”  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรม  ของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “Which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “Which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

9. __________________________________________ was to take down the flag at five p.m.

(_____________________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา    โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties    (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of + His (Her, My, The) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์ (Is, Was)  ตาม  “One” + ส่วนขยาย  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • He is ___________________________________________________ on the project.

(เขาเป็น _________________________________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists    (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of the + Noun (Plural)”  (หนึ่งในบรรดา...............................)   สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค  ต้องใช้กริยาตาม  “One”  เช่น

  • One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

  • One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                             ในกรณีที่อยู่ในประโยค  แต่เป็นส่วนของอนุประโยค   ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ  “นามพหูพจน์”  เช่น

  • Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

  • Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

  • She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

10. One of my English teachers is American, ______________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน _____________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another   (อีกคนหนึ่ง)

(d) others   (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun  นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ  ไม่ต่ำกว่า    คน,  ถ้ามีเพียง    คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓,  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา    คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก    สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก    ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก    คัน)

                               อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก......................................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก    ปี)

                               นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............................ใดก็..............................หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

  • Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                             สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ  “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • I have two foreign friends.  One is a businessman.  __________________ is a broker.

(ผมมีเพื่อนชาวต่างชาติ    คน  คนหนึ่งเป็นนักธุรกิจ _____________________ เป็นนายหน้า)

(a) the other    (อีกคนหนึ่ง)  (ที่เหลือ)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกคน(สิ่ง, ตัว)  หนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน   คน,  สิ่ง,  หรือ   ตัว”,  โดยเมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)  ดังประโยคข้างล่าง

  • Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี    มือ)

  • Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือ  ทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก    คน)

  • One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ  “Adjective”  ขยายคำนาม  “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}  (หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น    ซีก  คือ  ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                              กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ    สิ่ง,  คน    คน,  สัตว์    ตัว,  เรา  ใช้  “One”  คู่กับ  “The other”  ดังประโยคข้างล่าง

  • There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก    คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก    คน) ตัวเล็ก)

  • One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง    คนเท่านั้น)

  • There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี    ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น,  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก    ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  )

  • First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี    ขา)

  • The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ,  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด    มีเพียง    คนเท่านั้น)

  • There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่    ที่,  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง)  (ที่เหลืออยู่)

                            อย่างไรก็ตาม  เราใช้   “The other”  กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์)  สุดท้าย  จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้  (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง    สิ่ง)   เช่น

  • Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้,   เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ,  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด    เล่ม)

  • There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม,  คันมีสีดำ,  คันสีแดง,  คันสีขาว,  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน,  บอกสีไปแล้ว    คัน,  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                            สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย  (เป็นพหูพจน์   คือ  ตั้งแต่    คน,  สิ่ง,  หรือ   ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน    หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)  เช่น

  • Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง    ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง    ใบนะ,  คุณกรุณาแบบอีก    ใบที่เหลือด้วย)

  • There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง    ลูกบนโต๊ะ,  คุณเอาไป    ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คือ  อีก    ลูกที่เหลือ)

 

11. He was an eloquent man, _____________________________ both German and French.

(เขาเป็นคนพูดคล่อง _______________________________ ทั้งภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส)

(a) speaks

(b) spoke

(c) spoken

(d) speaking   (พูด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (who spoke both German and French)  หรือจากข้อความ  “and spoke both…………….........……….

 

12. Free movie tickets will be sent to ___________________________________ comes first.

(ตั๋วหนังฟรีจะถูกส่งไปยัง ___________________________________ มาถึงเป็นคนแรก)

(a) whoever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค)

(b) whomever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นกรรมของอนุประโยค)

(c) whoseever    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Whoever”  ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคประเภท  “Noun clause” (Whoever comes first)   ซึ่งเป็นกรรมของ  Preposition  “To”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whoever”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whoever says so is a liar.

(ใครก็ตามที่พูดเช่นนั้น  เป็นคนโกหก)

  • If death occurs at home, whoever discovers the body should contact the family doctor.

(ถ้าการตายเกิดขึ้นที่บ้าน,  ใครก็ตามที่พบศพ  ควรติดต่อกับแพทย์ประจำครอบครัว)

  • Whoever answered the telephone was a very admirable person.

(ใครก็ตามที่รับโทรศัพท์  เป็นบุคคลที่น่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก)

  • I will give this book to whoever needs it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Whoever they are, they’ve violated the laws and orders.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม,  พวกเขาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและความสงบเรียบร้อย)

 

13. In these days, if people prefer to live alone, ______________ find it quite difficult to do so. 

(ในปัจจุบันนี้  ถ้าผู้คนชอบที่จะอยู่ตามลำพัง, ______________ จะพบว่ามันยากที่จะทำเช่นนั้น)

(a) one

(b) he

(c) they    (พวกเขา)

(d) we

ตอบ  -  ข้อ    (c)   เนื่องจากแทน    “People

 

14. We have been trying to increase the ________________________ of rice in our country.  

(เราได้พยายามที่จะเพิ่ม _______________________________ ข้าวในประเทศโดยเสมอมา)

(a) productive    (ซึ่งให้ผลผลิต, เกี่ยวกับการผลิต, อุดมสมบูรณ์)

(b) production    (การผลิต)

(c) producing

(d) produces   (ผลผลิตทางการเกษตร  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่มีการเติม  “S”)

ตอบ  -  ข้อ   (b)   หลัง  “A, An, The”   ต้องตามด้วยคำนาม

 

15. This is the cleverest ___________________________________ all the birds put together.

(นกตัวนี้ฉลาดที่สุด __________________________________ นกทั้งหมดที่นำมาไว้รวมกัน)

(a) among

(b) of     (ในบรรดา)

(c) between

(d) than

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “The + Adjective (ขั้นสูงสุด) + Of all the + Noun (เอกพจน์  หรือ  พหูพจน์)  เช่น

  • He is the best of all the students in class.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้น)

  • She is the most beautiful of all the women in the city.

(เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในเมือง)   

  • It is the most expensive of all the furniture in the shop.

(มันเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แพงที่สุดในร้าน)

  • It was the most serious of all violence in the country.

(มันเป็นความรุนแรงที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศ)

                             สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์, นาม,  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง...........................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

16.  A: “_________________________________________________________________”

       B: “By telephone.”   

(โดยทางโทรศัพท์)

(a) Did you get in touch with her?    (คุณติดต่อกับเธอหรือเปล่า)

(b) Why did you get in touch with her?    (ทำไมคุณจึงติดต่อกับเธอ)

(c) How did you get in touch with her?   (คุณติดต่อกับเธอได้อย่างไร)

(d) Will you get in touch with her?    (คุณจะติดต่อกับเธอไหม)

ตอบ     -     ข้อ    (c)    เพราะได้ใจความดีที่สุด

 

17. There are a few things that ought to ______________________________ while I’m away.

(มีอยู่    หรือ    เรื่องที่ควร _________________________________ ในขณะที่ผมไม่อยู่)

(a) do    (ทำ)

(b) have done    (ได้ทำแล้ว)

(c) be done    (ถูกทำ)

(d) have been done    (ถูกทำไปแล้ว)

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะมี  ๒ – ๓  เรื่องที่ควร  “ถูกทำ”  กล่าวคือ  จะทำเองไม่ได้   ส่วนที่ไม่ใช้ ข้อ  (d)  เพราะดูจาก  “There are”  คือ  เป็นเรื่องของปัจจุบัน  หรือ  อนาคต  ที่เรื่องนั้น   “ควรจะถูกทำ  -  ในปัจจุบันหรือในอนาคต”,  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเป็นเรื่องในอดีต  โดยเปลี่ยนเป็น  “There were”  จะต้องตอบข้อ  (d)  คือ  “ควรจะได้ถูกทำไปแล้ว”  (แต่ก็มิได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • You ought ____________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ _________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1)  (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น   ในประโยคตัวอย่างข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”   (แต่ในความเป็นจริง  คือ   “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + To + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                                  สำหรับประโยคข้างบนทั้งหมด  อยู่ในรูป  “Active voice”  คือ  ประ ธานเป็นผู้กระทำกริยา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จะต้องใช้รูป  “Passive voice”  โดยแยกออกเป็น

                                  ๑. ควรถูกทำในปัจจุบัน  หรืออนาคต {Subject + Should (Ought to) + Be + Verb 3}  เช่น

  • The room should (ought to) be cleaned before the meeting.

(ห้องควรถูกทำความสะอาดก่อนการประชุม)  (คือ  ทำในตอนนี้  หรือในอนาคต  ก่อนมีการประชุม)

  • The film should (ought to) be seen before it moves out of the theater.

(ภาพยนตร์ควรถูกชม  ก่อนมันย้ายออกจากโรง)  (คือ  ถูกดูในปัจจุบัน หรืออนาคต  ก่อนหนังออกจากโรง)

                                 ๒. ควรถูกทำในอดีต  แต่ก็มิได้กระทำ (หรือ ถูกกระทำ)  {Subject + Should (Ought to) + Have + Been + Verb 3}  เช่น

  • The students should (ought to ) have been punished for their laziness.

(นักเรียนควรถูกลงโทษไปแล้ว  สำหรับความเกียจคร้านของพวกเขา)  (ควรถูกลงโทษในอดีต  แต่ก็มิได้ถูกลงโทษ)

  • The house should (ought to) have been sold before it was burnt down.

(บ้านควรถูกขายไปก่อนที่มันจะถูกไฟไหม้)  (เป็นเรื่องในอดีต  แต่ก็มิได้ขาย  จนกระทั่งถูกไฟไหม้หมด)

 

18. Though he ______________________ at last, he had won many victories in former days.  

(แม้ว่าเขา _____________ในที่สุด,  เขาได้รับชัยชนะหลายครั้งหลายหนในสมัย (ครั้ง) ก่อนๆ)

(a) defeated    (ชนะ, ทำให้พ่ายแพ้, รบชนะ, แข่งชนะ, ทำให้ล้มเหลว, ทำให้เสีย)

(b) was defeated    (พ่ายแพ้, ถูกทำให้พ่ายแพ้, ถูกเอาชนะ)

(c) is defeated

(d) was defeating

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เพราะหมายถึง  “พ่ายแพ้,  ถูกทำให้พ่ายแพ้”  (“Defeat”  =  “ทำให้พ่ายแพ้,  ชนะ)

 

19. What is the climate _______________________________________ in your home town?

(อากาศ _______________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ    -   ข้อ   (c)   ในที่นี้   “Like”  เป็น  “Preposition”, หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง),  ต้องตามด้วยคำนาม   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ______________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ______________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้  คือ  “ฝน

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor __________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Like”   เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น  “Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”  และ   “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก,  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   เช่น  “The other nations”  (ประเทศอื่นๆ),  “His father”  (พ่อของเขา),  “Most hard-working people”  (คนทำงานหนักส่วนใหญ่),  ส่วน  “as”  (หมายถึง  “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                            สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ  เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี,  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆ ปี)

                           สำหรับ   “Alike”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน,  คล้ายกัน,  อย่างเดียวกัน”   ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ    สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน)  (รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร    คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว    คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆ กัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆ กันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆ กัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.  

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆ กัน)

 

20. Who discovered the ______________________________________________ of gravity?

(ใครเป็นผู้ค้นพบ ______________________________________________ แรงโน้มถ่วง)

(a) principal    (สำคัญที่สุด, รายใหญ่, ตัวการ, อันดับแรก, อันดับหนึ่ง, หัวหน้า, เงินต้น, ต้นทุน, ครูใหญ่, ตัวการสำคัญ, ประธาน)

(b) principle    (หลัก, หลักการ, กฎ,หลักศีลธรรม, ลัทธิ)

(c) principality    (รัฐหรืออาณาเขตที่ปกครองโดยเจ้าชาย,  ดยุก, หรือขุนนางสำคัญอื่นๆ,  รัฐนคร)

(d) principles

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เมื่อนำหน้าด้วย   “The”  แล้ว  “Principle”  ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เนื่องจากไม่ได้แสดงการเน้นหรือชี้เฉพาะ

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป