หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 45)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Very _____________ people in the United States have servants in their home.

(ผู้คน __________________ มากในสหรัฐฯ มีคนรับใช้ในบ้านของตน)

(a) little (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few(น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากหลัง “Very” ต้องตามด้วย “Few”  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์) หรือ “Little” (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

       - Very few people live to the age of 100.

(น้อยคนมากมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี)

       - Very few students get a scholarship each year.

(นักเรียนน้อยคนมากได้ทุนเล่าเรียนในแต่ละปี)

      - The couple invited very few guests to their wedding ceremony.

(สามีภรรยาคู่นั้นเชิญแขกน้อยมากมาที่งานแต่งงานของตน)

       - Very little knowledge is dangerous.

(ความรู้น้อยมากเป็นอันตราย)  (หมายถึงความรู้น้อยย่อมถูกหลอกต้มได้ง่าย  หรือหาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก)

       - Most children from poor families obtain very little education.

(นักเรียนส่วนใหญ่จากครอบครัวที่ยากจน  ได้รับการศึกษาน้อยมาก)

       - People in remote area normally get very little information.

(ผู้คนในพื้นที่ห่างไกล  ปกติแล้วได้รับข้อมูลข่าวสารน้อยมาก)

2. The baby takes three ______________ of cereal with an ounce of milk. 

  (เจ้าเด็กทารกคนนั้นกินธัญพืช (ข้าว) ๓ __________________  พร้อมกับนม ๑ ออนซ์)

(a) spoons full

(b) spoonsfull

(c) spoonsfuls

(d) spoonfuls  (ช้อนเต็มๆ)  (คือ ปริมาณเต็มช้อนหนึ่งๆ)

3. I shall look forward _____________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ___________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing  (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ______________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________________ คุณทั้ง ๒ คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing  (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่

Look forward to” (ตั้งตารอคอย), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),Admit”(ยอมรับ),  “Devote…..to”(อุทิศ............ให้กับ), Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to”(ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

- She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

-  He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

       - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

     - She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

- He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

       - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

       - They applied their knowledgegained from training overseas to performing their daily work.  (พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

4. We shall die some day; _______________ all men are mortal.

(เราจะต้องตายวันใดวันหนึ่ง;___________________ มนุษย์ทุกคนต้องตาย)

(a) therefore (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(b) for (เพราะว่า)

(c) whereas (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม, อย่างไรก็ตาม)

(d) not (ไม่, ไม่ใช่)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หรือ อาจใช้ “Because, Since, As” (เพราะว่า, เนื่องจาก)  ก็ได้

5. I wish you _______________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been  (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต  (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ ๑

-         I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt   (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)

           ตัวอย่างที่ ๒

-    I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were  (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish” แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  ผมมิได้เรียนภาษาเยอรมันตอนผมเป็นเด็กนักเรียน)  จะต้องใช้รูป “Subject + wish + that + subject + verb” แต่  that” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต(ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect” (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterdayhad been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็นWould”“Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง“Wish + to + verb 1”ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun”มีความหมาย คือ ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

6. Your daughter is very ill.  Why didn’t you send _______________ a doctor?

(ลูกสาวของคุณป่วยหนัก  ทำไมคุณจึงไม่ ________________ หมอ)

(a)    to

(b)   for (ตามหา, เรียกหา)

(c)    after

(d)   her

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “Send for”  หมายถึง  ตามตัวมา, เรียกตัวมา, เรียกหา, ตามหา(โดยการส่งข่าวสารไปถึงผู้นั้น)  ในข้อนี้ คือ “ตามหมอมา

7. Did you leave a message _______________ his servant?

(คุณได้ฝากข้อความ ___________________ คนรับใช้ของเขาหรือปล่าว)

(a) with  (ไว้กับ)

(b) to

(c) by

(d) for

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ส่วน  “Leave it to someone”  หมายถึง “ปล่อยให้ผู้นั้นรับผิดชอบเรื่องนั้น หรือรับมือกับสถานการณ์นั้น”เช่น

- Leave it to the repairman, he will fix your car.

(ปล่อยให้เป็นเรื่องของนายช่างคนนั้น  เขาจะซ่อมรถของคุณเอง)

8. I wish I could _______________ drinking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ _________________การดื่มเหล้า)

(a) give way

(b) give away  (ยกให้ไป)

(c) give up  (ยุติ, เลิก)

(d) give out  (แจก, แจกจ่าย)

9. I am _______________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) _________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too   (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ  (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

         - I am too weak to lift this heavy stone.

         - I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

        - I am not strong enough to lift this heavy stone.

         - I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

         - I am such a weak person that I cannot lift thisheavy stone.

ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

          - The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

           - The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

        - The car is not big enough for us to get into it.

        - The car is so small that we cannot get into it.

        - It is so small a car that we cannot get into it.

        - It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ  -  ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

10. This is the house ________________ I live in.

(นี่คือบ้าน (ซึ่ง) _______________________ ผมอาศัยอยู่)

(a) where

(b) at

(c) in which

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดๆ)

ตอบ  -  ข้อ (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-        The hotel ___________ was very comfortable.

(โรงแรม __________ มีความสะดวกสบายมาก)

    (a) which I slept last week

    (b) that I slept last week

    (c) where I slept in last week  (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้in”อีก)

    (d) in which I slept last week  (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ  –  ข้อ (d) เนื่องจาก “in which” มีความหมายเท่ากับ “where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ (d) แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก คือ

      - (d) in which I slept last week

      - which I slept in last week

      - that I slept in last week

      - where I slept last week

หมายเหตุ  –  ห้ามใช้  “in that I slept last week

             สำหรับประโยคในข้อ  ๑๐  สามารถใช้ได้หลายรูปแบบเช่นเดียวกัน  (โดยมีความหมายเหมือนกัน)   คือ

-   This is the house I live in

-   This is the house where I live.

-   This is the house in which I live.

-   This is the house which I live in.

-   This is the house that I live in.

11. How _______________ do you have your car washed?

(คุณล้างรถของคุณ (คือให้ผู้อื่นล้างให้) ____________________ เพียงใด)

(a) much  (มาก)

(b) many times  (กี่ครั้ง)

(c) often  (บ่อย)

(d) long  (นาน, ยาว)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากถามเกี่ยวกับ “ความถี่” (Frequency)   สำหรับข้อ (b)  ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น “How many times in a week (month) do you have your care washed?”  หรือ “How many times do you have your car washed in a week (month)?

12. You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited  (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะ)  มีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคในข้อ ๑๒ มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + to + have + Verb 3” ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

         - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

      - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

      - They ought to (should) have visited their mother before she died. 

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

13. Our plane will arrive ________________ Tokyo at noon.

(เครื่องบินของเราจะมา ___________________ โตเกียวในตอนเที่ยง)

(a) at

(b) in  (ถึง)

(c) to

(d) into

(e) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ  (b) “Arrive in” = มาถึง เมือง หรือ ประเทศ  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         This year the annual meeting takes place ______________ Seattle.

(ปีนี้  การประชุมประจำปีจัดขึ้น (เกิดขึ้น) ____________ เมืองซีแอ็ตเติ้ล)

(a) on

(b) for

(c) in   (ใน)

(d) by

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (c)  เนื่องจาก  “เมือง” และ “ประเทศ” ต้องใช้  Preposition “in”  สำหรับวลีที่ต้องใช้กับ  Preposition “In”  มีดังนี้  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms”  (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์) “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light”  (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”   (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาอังกฤษ), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆ), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา), “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)  เป็นต้น

14. We don’t allow anyone _______________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim  (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-    He told one of the men _____________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit  (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + tell + กรรม  + to + Verb 1”  กล่าวคือ

กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคลหรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  Infinitive with to” (To + Verb 1)   เสมอ  ได้แก่  “Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct,  Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         We ordered him to leave

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

 (เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party. 

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

 (ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside. 

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

 (หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

 (พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly. 

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

 (เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

15. I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting  (น่าสนใจ)

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) to interest  (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-    He is ______________ a house.

(เขา ______________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

          ตัวอย่างที่ ๒

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _______ ___________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) interesting  (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

             ตัวอย่างที่ ๓

           The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.  

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited  (ตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-   The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก  “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “surprise”  ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust – ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ing} หรือ  (Verb + ing + noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “Ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

16. He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ____________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked  (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ  -  ข้อ (d)  เนื่องจาก “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี “Of” แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย “Of” และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

          - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

       - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

       - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods.  (ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

       - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

       - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

       - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

       - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

17. “When did you last have a holiday?”

“คุณมีวันหยุดพักผ่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

“_______________________”

(a)    No, I didn’t have a holiday last year.  (เปล่าครับ  ผมไม่มีวันหยุดเมื่อปีที่แล้ว)

(b) It lasted two weeks.  (มันกินเวลาหรือนาน ๒ สัปดาห์)

(c) This time last year.  (เวลานี้  ปีที่แล้ว)

(d) Yes, I did.  (ใช่แล้วครับ  ผมทำ)

18. Can she do it _______________ herself or does she need help?

(เธอสามารถทำมัน ______________________ ตัวเธอเอง  หรือเธอต้องการความช่วยเหลือ)

(a) for

(b) with

(c) by (โดย)

(d) of

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “By”  ในประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-        American children learn Lincoln’s Gettysburg speech ________________.  

(เด็กๆ อเมริกัน เรียนสุนทรพจน์ที่เมืองเก็ตตีสเบิร์กของประธานาธิบดีลิงคอล์น  - กล่าวไว้อาลัยทหารที่ตายในการสู้รบกับทหารของฝ่ายใต้  ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาเพื่อเลิกทาส - ___________________)

(a)   in heart

(b)  by heart  (โดยการท่องจำ)

(c)   with heart

(d)  to heart

ตอบ  –  ข้อ  (b) เนื่องจาก “By heart” หมายถึง  “โดยการท่องจำ”  (เด็กๆเรียนสุนทรพจน์ดังกล่าวด้วยการท่องจำ)  สำหรับวลีที่ใช้กับ “By” ได้แก่ “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus)(โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”(โดยทางทะเล)  “by telephone” (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter” (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name”  (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ - ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม =  (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)   “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident” (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way” (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”(ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.” (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)   “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓) “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”(เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand” (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”  (โดยการเปรียบเทียบ)

19. A captain is _______________ a lieutenant (ลู-เท้น-เนิ่นท) .

(ร้อยเอกอยู่ ___________________________ ร้อยโท)

(a) before

(b) beyond

(c) above

(d) over  (เหนือ, สูงกว่า, ใหญ่กว่า)  (หมายถึง  สูงกว่าในเรื่องชั้นยศ)

(e) on

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ข้อนี้เป็นเรื่อง “Preposition”  จึงต้องจำ

20. The telephone is useful ________________ all of us.

(โทรศัพท์มีประโยชน์ ______________________ พวกเราทุกคน)

(a) for

(b) to  (ต่อ, แก่)

(c) of

(d) with

ตอบ  -  ข้อ (b)  สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ Preposition “To”  ได้แก่  Faithful ซื่อสัตย์, รักษาสัจจะ, Hostile (มุ่งร้าย, เป็นศัตรู), Cruel (ทารุณ, โหดร้าย), Kind (ใจดี, กรุณา), Equal (เท่ากัน), Close (ใกล้ชิด), Dear (เป็นที่รัก), Obedient (เชื่อฟัง, ว่านอนสอนง่าย), Senior (อาวุโสมากกว่า), Junior (อาวุโสน้อยกว่า), Obvious (ชัดแจ้ง, เห็นได้ชัด), Peculiar (ประหลาด, เฉพาะ), Harmful (เป็นอันตราย), Grateful (เป็นหนี้บุญคุณ), Inferior (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า), Superior (ดีกว่า, เหนือกว่า), Useful (มีประโยชน์), Used (เคย), Get used (คุ้นเคย. เคยชิน), Be used (คุ้นเคย, เคยชิน), Get accustomed (คุ้นเคย, เคยชิน), Be accustomed (คุ้นเคย, เคยชิน), Rude (หยายคาย, ไม่สุภาพ), Similar (คล้ายกับ), Previous (ก่อน, ก่อนหน้า), Polite (สุภาพ), Clear (ชัดเจน, เห็นได้ชัด), Loyal (จงรักภักดี), Identical (เหมือนกันกับ), Familiar (คุ้นเคยกับ), Satisfactory (น่าพอใจแก่), Essential (จำเป็น, สำคัญยิ่ง) , Necessary (จำเป็น), Good (ดี), Equivalent (เท่ากัน, เหมือนกันกับ)  etc.