หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 442)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. You have tea for breakfast, _________________________________________________?

(คุณดื่มน้ำชาสำหรับอาหารเช้า, __________________________________________)

(a) have you

(b) haven’t you

(c) don’t you    (ใช่ไหม)

(d) won’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • _________________________________________________ your hair cut yesterday?

(_______________________________ ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Have”  เมื่อใช้ในโครงสร้าง  “Causative use”  คือ  “ประ ธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่าเป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Have”  ในความหมายต่างๆ  ที่ถือเป็นกริยาธรรมดา  และต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธและคำถาม  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • They __________________________________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา _________________________________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Have”  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ

                                                      ตัวอย่างที่  

  • You had your car overhauled last week, __________________________________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, _____________________)

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use”  มีความหมายว่า  “เอารถไปซ่อม” (Had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  หรือ  “Question tag”   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน  “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ  (didn’t you)

                                  สำหรับ  “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”  สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มีด้วยกัน  ๓  กรณี  คือ

                                                 ๑. ใน  “Present perfect tense”  เช่น

  • He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

                                                 . ใน  “Past perfect tense”  เช่น

  • She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

                                                 ๓. ในกรณีที่   “Have”  หมายถึง  “มี”  เช่น

  • They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”  แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do”  ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจเป็น  “They had a beautiful house, didn’t they?)

  • She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”  หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                            อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน    กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

                                                  ๑. เมื่อหมายถึง  “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

  • She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

                                                  ๒. เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  (Eat, Drink)  เช่น

  • He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

  • We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

                                                  ๓. เมื่อหมายถึง  “ประสบ, พบ, เจอ”  (Experience, Find, Encounter)  เช่น

  • They had a lot of fun at the party last night, didn’t they?

(พวกเขา (พบกับความ) สนุกสนานกันมากที่งานเลี้ยงคืนวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • We had difficulties understanding English, didn’t we?

(เราประสบความยากลำบากในการเข้าใจภาษาอังกฤษ  ใช่หรือไม่)

  • She and her husband had a good time in New York during their holiday, didn’t they?

(เธอและสามีสนุกสนาน (รื่นเริง) ในนิวยอร์กในระหว่างวันหยุด  ใช่หรือไม่)

                                                  ๔.  เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

  • They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

  • You had to go to see the doctor due to your illness, didn't you?

(คุุณจำเป็นต้องไปพบแพทย์เนื่องจากป่วย  ใช่่หรือไม่่)

                                                  ๕.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

  • She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

  • He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

 

2. Each of the girls _________________________________________________ a lot of toys.

(เด็กหญิงแต่ละคน __________________________________________ ของเล่นมากมาย)

(a) has    (มี)

(b) have

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ    (a)   “Each + Of + The + คำนามพหูพจน์ + กริยาเอกพจน์  (Has, Is, Was, Plays, Works, etc.)  เช่น

  • Each of the students is writing his essay.

(นักเรียนแต่ละคนกำลังเขียนเรียงความของตน)

 

3. A great deal of research _____________ out in the field of genetic engineering in recent years.

(การวิจัยอย่างมากมาย ___________ ในสาขาพันธุวิศวกรรม  ในช่วงปีที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้)  (หมายถึง  ในช่วงไม่กี่ปีมานี้)

(a) will be carried    (จะถูกดำเนินการ)     

(b) has been carried     (ได้ถูกดำเนินการ, ได้ถูกกระทำขึ้น)

(c) is being carried    (กำลังถูกดำเนินการ)

(d) will have carried    (จะได้ดำเนินการแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้รูป   “Present perfect tense”  (โดยพิจารณาจากข้อความ  “In recent years”)  ในรูป  “Passive voice”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3}  เนื่องจากการวิจัย  “ถูกดำเนินการ”  นอกจากนั้น  “Research”  ในที่นี้  ยังใช้ในแบบคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  เนื่องจากหมายถึงการวิจัยทั่วไป  อย่างไรก็ตาม  ถ้าหมายถึงการวิจัยเป็นเรื่องๆ  จะถือว่า  “Research”  เป็นนามนับได้  (ใช้ในรูปพหูพจน์ได้)  ดูเพิ่มเติมวลีต่างๆ ที่ใช้กับ  “Present perfect tense”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • ___________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(_____________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been   (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  (ต้องใช้  “Have been”  เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก  For  =  (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  Since  =  (ตั้งแต่), (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now (= Up to the present time  =  Up until now)  =  (จนถึงบัดนี้),  So far  =  ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  Lately (= Recently)  =  (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  Over the past years  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  In recent years  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

 

4. It appears that, in the future, vast sums of money ___________ in order to solve the problem of air pollution.

(มันปรากฏว่า  ในอนาคต  เงินจำนวนมหาศาล ____________ เพื่อที่จะแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ)

(a) are going to spend    (จะใช้จ่าย)

(b) have been spending    (ได้กำลังใช้จ่าย)

(c) could have spent    (สามารถจะใช้จ่ายไปแล้ว)  (แต่ก็มิได้กระทำ)

(d) will have to be spent    (จำเป็นจะต้องถูกใช้จ่าย)

ตอบ   -    ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นเรื่องของอนาคต  และเป็นเพียงข้อเดียวที่อยู่ในรูป  “Passive voice”   เพราะประธานของประโยคย่อย  (Vast sums of money)  ถูกกระทำ  (ถูกใช้จ่าย)  (Subject + Will (Shall) + Have to + Be + Verb 3) 

 

5. In the old days, ______________ were preferred to serve in most wealthy families in Scotland.

(ในสมัยโบราณ ____________ ได้รับความนิยมมากกว่า (คนใช้หญิง) ให้ทำงานรับใช้ในครอบครัวที่ร่ำรวยส่วนใหญ่  ในประเทศสกอตแลนด์)

(a) man-servants

(b) men-servant

(c) men-servants    (คนใช้ผู้ชาย)

(d) man-servant

ตอบ   -   ข้อ   (c)   คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ” (Compound noun)  เมื่อเปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์  ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนที่คำนามตัวหลัง  เช่น  “Service buses”  (รถบริการ หรือ รถรับส่งพนักงาน),   “Government policies”  (นโยบายของรัฐบาล),   “Cake-shops”  (ร้านขายเค้ก),   “Shop-cakes”  (เค้กที่ซื้อจากร้าน),   “Bus stations”  (สถานีรถประจำทาง),   “Horse-races”  (การแข่งม้า),   “Race-horses”  (ม้าแข่ง),   “Office-boys”  (เด็กรับใช้ในสำนักงาน),   “Step-fathers   (พ่อเลี้ยง)

                          แต่มีข้อยกเว้น  โดยเปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์ที่คำนามทั้ง   ตัว  เช่น   “Men-servants”  (คนใช้ผู้ชาย),   “Women-servants”  (คนใช้ผู้หญิง),   “Gentlemen-visitors”  (ผู้มาเยือนที่เป็นสุภาพบุรุษ),  เป็นต้น

                          ถ้าคำนามประกอบด้วยนามและ  “Preposition”  ให้เปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์ที่คำนาม  เช่น   “Passers-by”  (คนที่เดินผ่านไปมาตามถนน),   “Lookers-on”  (คนดู),   “By-products”  (ผลพลอยได้),  เป็นต้น

                          แต่ถ้าคำนามประกอบด้วยนาม  ๒  ตัว  และเชื่อมด้วย  “Preposition”  ให้เปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหน้า  เช่น   “Sons-in-law”  (ลูกเขย),   “Daughters-in-law”  (ลูกสะใภ้),   “Fathers-in-law”  (พ่อตา-พ่อสามี),   “Mothers-in-law”  (แม่ยาย-แม่สามี),   “Men-of-war”  (เรือรบ),   “Commanders-in-chief”  (แม่ทัพ),  เป็นต้น

                          คำที่เขียนติดกัน  ไม่ถือเป็น  “Compound noun”  จึงเปลี่ยนเป็นรูปพหูพจน์โดยเติม  “S”  ท้ายคำ  เช่น   “Handfuls”  (ปริมาณเต็มมือ, ปริมาณเล็กน้อย),  “Only a handful of people came to the meeting.”  =  คนจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่มาประชุม),                   “Spoonfuls”  (ปริมาณเต็มช้อน, ปริมาณเล็กน้อย),   “Shopkeepers”  (เจ้าของร้าน),  เป็นต้น        

 

6. Very _______________________ people in the United States have servants in their home.

(ผู้คน __________________________________ มากในสหรัฐฯ  มีคนรับใช้ในบ้านของตน)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากหลัง  “Very”  ต้องตามด้วย   “Few”  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)   หรือ “Little”   (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Very few people live to the age of 100.

(น้อยคนมากมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี)

  • Very few students get a scholarship each year.

(นักเรียนน้อยคนมากได้ทุนเล่าเรียนในแต่ละปี)

  • The couple invited very few guests to their wedding ceremony.

(สามีภรรยาคู่นั้นเชิญแขกน้อยมากมาที่งานแต่งงานของตน)

  • Very little knowledge is dangerous.

(ความรู้น้อยมากเป็นอันตราย)  (หมายถึงความรู้น้อยย่อมถูกหลอกต้มได้ง่าย  หรือหาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก)

  • Most children from poor families obtain very little education.

(นักเรียนส่วนใหญ่จากครอบครัวที่ยากจน  ได้รับการศึกษาน้อยมาก)

  • People in remote area normally get very little information.

(ผู้คนในพื้นที่ห่างไกล  ปกติแล้วได้รับข้อมูลข่าวสารน้อยมาก)

 

7. I went to see him as soon as I knew he was in ___________________________________.

(ผมไปเยี่ยมเขาในทันทีที่ผมทราบว่า  เขาอยู่ใน  _________________________________)

(a) hospital

(b) a hospital

(c) the hospital

(d) an hospital

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ไม่ต้องใช้  “A, The”  นำหน้า  เมื่อหมายถึง  “ไปเข้าโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วย”  แต่ถ้าไปเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น  เช่น ไปเยี่ยมใคร  ต้องใช้  “A”   หรือ  “The”  แล้วแต่กรณี  (ว่าชี้เฉพาะเจาะจงหรือไม่)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  ๑

  • Whenever we meet, we talk about the days when we were ____________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราคุยเกี่ยวกับยุคสมัยเมื่อเรา ________________________)

(a) at college   (เรียนมหาวิทยาลัย)

(b) at the college

(c) at a college

(d) at our college

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเมื่อหมายถึง  “อยู่ หรือ ไปที่มหาวิทยาลัย  เพื่อ  “เรียนหนังสือ”   ไม่ต้องมี  “Article” (A, An, The)  นำหน้า  “College”  สำหรับวลีอื่นๆ  ที่คล้ายๆกัน  คือ  “Go to school”  (ไปโรงเรียน เพื่อเรียนหนังสือ),  “Go to university”  (ไปมหาวิทยาลัย เพื่อเรียนหนัง สือ),   “Go to church”  (ไปโบสถ์เพื่อร่วมพิธีเช่น ฟังเทศน์),  “Go to hospital”  (ไปโรงพยาบาล เพื่อเป็นคนไข้),  ต่างจาก  “Go to the school”  (ไปโรงเรียน เพื่อไปพบเพื่อน),  “Go to the hospital”  (ไปโรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมคนป่วย),  “Go to the church”  (ไปโบสถ์ เพื่อคุยกับบาท หลวง),  “Go to the university”  (ไปมหาวิทยาลัย เพื่อดูกีฬาฟุตบอล),  เป็นต้น

 

8. We heard _________________________________________ all about his sister’s escape.

(เราได้ยิน __________________________ ทั้งหมดเกี่ยวกับการหลบหนีของน้องสาวของเขา)

(a) Tim

(b) of Tim   (เกี่ยวกับทิม)

(c) from Tim   (จากทิม)  (คือ ทิมเป็นคนเล่าให้ฟัง)

(d) about Tim   (เกี่ยวกับทิม)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับการใช้แบบข้อ   (a)  มักมีโครงสร้างแบบประโยคข้างล่าง

  • We heard him say very little at the meeting.

(เราได้ยินเขาพูดน้อยมากที่การประชุม)

  • He heard a distant voice shouting.

(เขาได้ยินเสียงไกลๆตะโกนโหวกเหวก)

  • She could hear clearly what he said.

(เธอได้ยินชัดเจนว่าเขาพูดอะไร)

  • Kim hated to hear Mrs. Parker talk like that.

(คิมไม่ชอบได้ยินมิสซิสปาร์กเกอร์พูดแบบนั้น)

  • We can hear the news on the radio.

(เราสามารถฟังข่าวจากวิทยุ)

  • I would like to hear more from you.

(ผมอยากฟังคุณพูดแสดงความคิดเห็นมากขึ้นอีกหน่อย)

  • Very occasionally I hear from her.

(ผมได้รับข่าวสารจากเธอ  -  ทางจดหมายหรือโทรเลข -  เป็นครั้งคราว)

  • The Court had not yet heard a witness.

(ศาลยังไม่ได้ฟังพยานให้การเลย)

  • All the relatives were gathered to hear the lawyer read the will.

(ญาติทั้งหมดถูกเรียกมารวมกัน  เพื่อฟังทนายอ่านพินัยกรรม)

 

9. When you can obtain something easily, we say that that thing is ______________________.

(เมื่อคุณสามารถได้รับบางสิ่งบางอย่างโดยง่ายดาย  เรากล่าวว่าสิ่งนั้น ___________________) 

(a) numb    (ชา, ไม่มีความรู้สึก)

(b) immense    (ใหญ่โต, มหึมา, มากมาย, มหาศาล)

(c) available    (หาง่าย, หาได้, มี, เท่าที่จะหาได้, เหมาะที่ใช้, ใช้ประโยชน์ได้)

(d) rare    (หายาก)

 

10. Very few students passed the exam because it was rather _________________________.

(มีนักเรียนน้อยคนมากที่สอบผ่าน  เพราะว่ามัน (การสอบ) ค่อนข้าง ____________________)

(a) coarse    (คอร์ซ)  (หยาบ, หยาบคาย, มีคุณภาพที่เลว, ธรรมดาๆ, ขาดรสนิยม)

(b) harsh    (หยาบ, สาก, บาด (ตา), แสบแก้วหู, ห้าว, ไม่น่าดู)

(c) tough    (ทัฟ)  (ยาก, เหนียว, ทนทาน, ไม่เปราะ, บึกบึน, ดื้อรั้น, แข็งแรง, ใจแข็ง, ร้าย)    

(d) brittle    (เปราะ, แตกหักได้ง่าย, งอไม่ได้, ปรับตัวไม่ได้)

 

11. There is a tiny flaw in my diamond ring; it is ____________________________________.

(มีรอยตำหนิเล็กๆ (จิ๋ว) ในแหวนเพชรของผม  มัน (แหวน) __________________________)

(a) imperfect    (ไม่สมบูรณ์, บกพร่อง, ไม่บริบูรณ์, มีปมด้อย)

(b) unique    (ยู-นี้ค)  (ดีเลิศ, ไม่มีที่เสมอเหมือน, ไม่มีที่เปรียบ) 

(c) filthy    (ฟิ้ล-ธี่)  (สกปรก, โสมม, ลามก, หยาบคาย, เลว, ทุจริต, น่ารังเกียจ)

(d) bizarre    (บิ-ซาร์)  (แปลก, ประหลาด, พิกล, พิลึก)

 

12. The car accident was so violent that ______________ a traffic jam several kilometers long.

(อุบัติเหตุรถยนต์รุนแรงมาก  จนกระทั่ง ______________ การจราจรติดขัดยาวหลายกิโลเมตร)

(a) it causes

(b) it caused    (มันก่อให้เกิด)

(c) it would cause

(d) caused it

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องใช้กริยาในประโยคย่อย (อนุประโยค) ในรูป  “Past tense”  (Caused)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  “Was

 

13. The influx of workers attracted by the good wages paid in the shipyards __________ the local economy.

(การหลั่งไหลเข้ามาของคนงาน  ซึ่งถูกดึงดูดโดยค่าจ้างสูง  ที่ (ถูก) จ่ายกันในอู่ต่อเรือ ____ เศรษฐกิจของท้องถิ่น)

(a) has affected    (ได้มีผลกระทบต่อ)

(b) has effected

(c) have affected

(d) have effected

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์  (The influx)  โดยมี   “of workers”  เป็นส่วนขยาย   ส่วน  “Effect”  มักใช้เป็นคำนาม  หมายถึง  “ผลกระทบ

 

14. Tom’s guitar playing is quite good, but he sings so __________ that I just wanted him to stop.

(การเล่นกีต้าร์ของทอมดีมาก  แต่เขาร้องเพลง ______ มาก  จนกระทั่งผมต้องการให้เขาหยุดร้อง)

(a) bad

(b) badly    (อย่างเลว, อย่างแย่)

(c) very bad

(d) very badly

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา  “Sings”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  และใช้โครงสร้าง  “Subject + Be + So + Adjective + That….…..……………”  หรือ  “Subject + Verb + So + Adverb + That…..............….”    (ทั้ง    โครงสร้าง หมายถึง  “......................... .................มาก  จนกระทั่ง.........................”   เช่น

  • She is so nice that everyone loves her.

(เธอดีมากจนกระทั่งทุกคนรักเธอ)

  • The room was so hot that we couldn’t sleep in it.

(ห้องร้อนมากจนกระทั่งเราไม่สามารถนอนได้)

  • They walked so slowly that they couldn’t catch the bus.

(พวกเขาเดินช้ามาก  จนกระทั่งไม่สามารถขึ้นรถเมล์ได้ทัน)  (คือ  ตกรถ)

  • She ran so quickly that I couldn’t catch up with her.

(เธอวิ่งเร็วมาก  จนกระทั่งผมไม่สามารถตามเธอได้ทัน)

 

15. Now the streets are deep ___________ water and mud, for it has been raining for five days.  

(ในขณะนี้  ถนนจมลึกอยู่ _________ น้ำและโคลน  เพราะว่าฝนได้ตกต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๕ วัน)

(a) in   (ใน)

(b) with

(c) of

(d) from

ตอบ  -  ข้อ  (a)   ฝรั่งใช้สำนวน  “Deep in water   

                             สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “the girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”(ใน ๒ นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำ เสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง...........................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

16. My son likes geography, but he is not very good ____________________ drawing maps.  

(ลูกชายของผมชอบวิชาภูมิศาสตร์  แต่เขาไม่เก่ง _______________ การวาดแผนที่มากนัก)

(a)  in

(b) on

 (c) for

 (d) at   (เรื่อง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   “Good at”  “เก่ง

                                สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่   “at a high speed”  =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้} เป็นต้น

 

17. My brother is so proud that I can’t make him ____________________________ his mind.  

(พี่ชายของผมเป็นคนหยิ่งทะนงมากจนกระทั่ง  ผมไม่สามารถทำให้เขา _________________)         

(a) to change

(b) changing

(c) change   (เปลี่ยนใจ)

(d) changed

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ตามด้วย  “กรรม  + Verb 1”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • We begged him to let us ______________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา __________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look   (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1 (Infinitive without to)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • What she saw made her ____________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ _______________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn   (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Make +กรรม + Verb 1

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • I felt the house _______________________________________________________.

(ผมรู้สึกว่าบ้าน _______________________________________________________)

(a) to move

(b) moving    (ไหว, สะเทือน)

(c) be moving

(d) to be moved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Move”  ก็ได้  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ยกเว้นบางตัว  เช่น  “Feel, Watch, See, Hear”  อาจตามด้วย  “Present participle”  (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Every morning he could hear the birds _____________________________________.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนก ___________________________________________)

(a) song

(b) sing    (ร้องเพลง)

(c) sang

(d) sung

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Hear + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • It makes you ____________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ _______________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests __________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ _____________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม + Infinitive without to (Verb 1)

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins _____________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ _________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone _______________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน___________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ  เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel, Watch”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ  กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Verb 1)  ยกเว้นกริยา  “See, Hear, Feel, Watch”  ที่อาจตามด้วย  “Present participle” (Verb + ing)  ก็ได้  โดยความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

18. There’s a possibility we’ll go, but it all depends ________________________ the weather.  

(มึความเป็นไปได้ว่าเราจะไป  แต่มันทั้งหมดขึ้นอยู่ ______________________ ดินฟ้าอากาศ)

(a) with

(b) in

(c) on   (กับ)

(d) at

ตอบ  ข้อ  (c)  “Depend + On  หรือ  Upon”  =  “ขึ้นอยู่กับ

                               สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕)  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย) – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

19. That boy _____________________________________________ for his musical ability.

(เด็กคนนั้น _________________________________ ในด้านความสามารถทางดนตรีของเขา)

(a) is knowing

(b) has known

(c) knows

(d) is known   (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (am, are, was, were) + Verb 3}  เนื่องจากประธานของประโยค  (That boy)  เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกรู้จัก  หรือ  เป็นที่รู้จัก”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “To be known for”   หรือ  “To be known as”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ  (๑) – (๔)

  • The rhinoceros is (1) known as its (2) distinctive horns, which continue (3) to grow throughout the (4) animal’s lifetime.

(แรดเป็นที่รู้จักกันสำหรับ (หรือในเรื่อง) นอที่เด่นของมัน  ซึ่งยังคงเจริญเติบโตต่อไปตลอดช่วงชีวิตของสัตว์)  (คือ  แรด)

ตอบ   –   ข้อ   (๑)   แก้เป็น  “known for”  หมายถึง  “เป็นที่รู้จักกันในเรื่อง หรือสำหรับ”  เช่น

  • He is known for his kindness and generosity.

(เขาเป็นที่รู้จัก  ในเรื่องความกรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

  • Chiang Mai is known for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่เป็นที่รู้จัก  ในเรื่องความเอื้อเฟื้อ-ต้อนรับแขกของผู้คนที่นั่น)

  • That judge is known for his fair verdict.

(ผู้พิพากษาคนนั้นเป็นที่รู้จัก  ในเรื่องคำตัดสินที่เป็นธรรม)

  • The President was known for his sensible and timely decision making.

(ท่านประธานาธิบดีเป็นที่รู้จัก  ในเรื่องการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา)

                              สำหรับ  “Known as”  (เป็นที่รู้จักกันในฐานะ)  ใช้ดังนี้   คือ

  • He is known as a famous doctor.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะแพทย์ที่มีชื่อเสียง)

  • She was known as a dedicated teacher.

(เธอเป็นที่รู้จักในฐานะครูที่อุทิศตัว)

  • They are known as brave people who have sacrificed their lives for the country.

(พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนผู้กล้าหาญ  ผู้ซึ่งสละชีวิตตนเองเพื่อประเทศชาติ)

  • Jim is known as a man who keeps his words.

(จิมเป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลซึ่งรักษาคำพูด)

 

 20. It is generally accepted that to educate huge populations _____________ a great problem.

(เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า  การให้การศึกษาแก่ประชากรจำนวนมาก ______ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่)

(a) are

(b) were

(c) is   (เป็น)  

(d) to be

 (e) being

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยคย่อย  (To educate huge……….……....…….problem)  คือ  “To educate”  (โดยมี  “Huge populations”  เป็นส่วนขยายประธาน)  ซึ่งเป็น  “Infinitive with to” (To + verb 1)   และถือเป็นคำนามเอกพจน์เสมอ  เหมือนกับ  “Gerund” (Verb + ing)   ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is” (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Infinitive with to” (To + verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  และถือเสมือนเป็นคำนามเอก พจน์  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • To swim is a good exercise.

(= Swimming is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • To learn Japanese is difficult.

(= Learning Japanese is difficult.)

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

  • To escape from the prison seems impossible.

(= Escaping from the prison seems impossible.) 

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.)

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(= To breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(= To walk for three hours makes him tired.)

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(= To fish in the river gave them much relaxation.)

(การตกปลาในแม่น้ำ  ให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป